<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานันท์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%94%E0%B8%A3-%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C-%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 21 Jul 2026 11:44:46 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานันท์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>นโยบายการศึกษาไทยที่ไม่ต่อเนื่อง : ความท้าทายต่ออนาคตทุนมนุษย์ ชวนฟังทัศนะจากฝ่ายนโยบายและนิติบัญญัติ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-210726/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 11:44:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ธีราภา ไพโรหกุล]]></category>
		<category><![CDATA[Equity Forum 2026]]></category>
		<category><![CDATA[นิติบัญญัติ]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายการศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานันท์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=104032</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทุกคนเห็นตรงกันว่าปัญหาเรื่องการศึกษาไทยควรได้รับการแก้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-210726/">นโยบายการศึกษาไทยที่ไม่ต่อเนื่อง : ความท้าทายต่ออนาคตทุนมนุษย์ ชวนฟังทัศนะจากฝ่ายนโยบายและนิติบัญญัติ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทุกคนเห็นตรงกันว่าปัญหาเรื่องการศึกษาไทยควรได้รับการแก้ไข ทั้งในแง่คุณภาพและความครอบคลุมถึงเด็กทุกคน&nbsp; มีนโยบายการศึกษาเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลาหลังการปฏิรูปการศึกษาเกือบสามทศวรรษ&nbsp; แต่เวลาก็ผ่านพ้นไปโดยที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในเชิงรูปธรรมน้อยกว่าที่คาดหวังกันไว้ ในขณะที่ประเทศไทยก็กำลังเดินเข้าสู่วิกฤตรายได้และวิกฤตประชากร การยกระดับทุนมนุษย์ด้วยการศึกษาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง</p>



<p>รายงานการศึกษาจากหลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศยังชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าปัญหาเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งศักยภาพและเศรษฐกิจของสังคมไทย เมื่อมาดูที่รายละเอียดของประเด็น <strong>ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยขาดความตั้งใจหรือการขาดแคลนงบประมาณ แต่อยู่ที่ความไม่ต่อเนื่องทางนโยบาย และขาดกลไกเชิงสถาบันที่ทำงานจนเกิดความสำเร็จเป็นรูปธรรมได้&nbsp;&nbsp;</strong></p>



<p><strong>ต่อประเด็นนี้ หนึ่งในภาคส่วนที่สำคัญกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงคือฝ่ายนโยบายและนิติบัญญัติ เนื้อหาในบทความนี้คือการร่วมกันหาคำตอบว่า</strong> <strong>เราจะทำอย่างไรให้การปฏิรูปการศึกษาเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนและมีความต่อเนื่องทางนโยบาย ไม่ว่าสภาะทางการเมืองและสังคมจะอยู่บนความไม่แน่นอนเพียงใด เพื่อไม่ให้เด็กไทยตกหล่นท่ามกลางคลื่นลมแห่งความไม่แน่นอนนี้ และนำไปสู่การสร้างทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพในอนาคต</strong></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เดินหน้า 5 นโยบายแรก เพื่อปลดล็อกความต่อเนื่องของการพัฒนาการศึกษาไทย</strong></h3>



<p>“การแก้ปัญหาความไม่ต่อเนื่องในการศึกษาไทย สิ่งสำคัญที่ต้องยอมรับประการแรก คือปัญหาในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนนโยบายที่ดี แต่เกิดจากการที่นโยบายที่ดีไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องจนตลอดรอดฝั่ง ประเทศจึงจำเป็นต้องแยกความต่อเนื่องของนโยบายออกจากความต่อเนื่องของตัวบุคคลให้ได้”&nbsp;</p>



<p><strong>ดร.ธีราภา ไพโรหกุล ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</strong> กล่าวในวงเสวนา ‘จากงบประมาณรายปี สู่การลงทุนในทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน นวัตกรรมเชิงนโยบายและกลไกนิติบัญญัติใหม่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างอนาคตประเทศ’&nbsp; ในงานสัมมานาทางวิชาการ Equity Forum 2026 ถึงประเด็นความไม่ต่อเนื่องของนโยบายการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ว่าประเทศไทยมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบ่อยครั้ง โดยรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการมีเวลาทำงานเฉลี่ยเพียงคนละ 10-11 เดือนเท่านั้น สาเหตุจากความผันผวนทางการเมือง&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ ดร.ธีราภา ชี้ว่าการจะเริ่มต้นสร้างความต่อเนื่องทางนโยบายการศึกษา ต้องเริ่มจากการปักธงนโยบายก่อน โดยนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศไว้มีห้าประการ ประกอบด้วย</p>



<p>1.การลดภาระงานครูเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน <br>2.การปรับปรุงสูตรการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำเป็นรูปแบบที่อิงตามความต้องการจริง (Need-Based) <br>3.การยกระดับหลักสูตรให้เท่าทันโลก <br>4.การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา<br>5.การผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่</p>



<p>ในแง่กระบวนการทำงานและความสำคัญของนโยบายแต่ละข้อ ดร.ธีราภาให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ห้านโยบายนี้มีความสำคัญเท่ากันทั้งสิ้น แต่จุดที่แตกต่างคือการแบ่งระยะการทำงานเป็นเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยนโยบายที่เดินหน้าทำได้ทันทีคือ <strong>การลดภาระงานครูเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน </strong>ซึ่งเริ่มต้นทำระยะที่หนึ่งไปแล้ว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/4-1.jpg" alt="" class="wp-image-104033" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/4-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/4-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/4-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/4-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/4-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ดร.ธีราภา ไพโรหกุล</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>“เรามีการยกเลิกโครงการที่ดึงเวลาของคุณครูไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่การสอน ตอนนี้เรายกเลิกไปแล้วเจ็ดโครงการ กําลังเข้าสู่ระยะที่สองที่จะมีการยกเลิกการประเมินซ้ำซ้อนของครูที่ใช้เอกสารเยอะมาก อันนี้เราถือว่าเป็น quick win ทำได้ทันที”</p>



<p>ในเป้าหมายระยะสั้นนี้ยังมีนโยบาย<strong>การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา </strong>รวมอยู่ด้วย โดย ดร.ธีราภาระบุว่าเป็นนโยบายที่ต้องทำต่อยอดไปเรื่อยๆ <strong>&nbsp;</strong></p>



<p><strong>“</strong>เวลาเราพูดว่า ‘โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย’ เราพูดถึงทั้งในสองมิติคือ <em>(1) มิติเชิงกายภาพ </em>คือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานในโรงเรียน เช่น ถนนหนทาง ความปลอดภัยของอาคาร ความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า ฯลฯ และ (2) <em>มิติเชิงสุขภาพจิต</em> คือเรื่องสภาวะทางจิตใจของเด็กและคุณครู เรามีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพที่ครอบคลุมการดูแลตั้งแต่นักเรียนและคุณครูในสถานศึกษา ตอนนี้หากมีปัญหาเกิดขึ้นเราก็ลงไปแก้ปัญหาทันที” ดร.ธีราภาลงรายละเอียด&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีส่วนของนโยบายในระยะสั้น/ระยะกลางที่กำลังอยู่ในกระบวนการ คือ <strong>การปรับปรุงสูตรการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำเป็นรูปแบบที่อิงตามความต้องการจริง (Need-Based) </strong>โดยกระทรวงฯ ตั้งเป้าไว้ว่าต้องการรื้อสูตรงบประมาณให้เสร็จภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 โดยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับสภาการศึกษาและ กสศ.<strong>&nbsp;</strong></p>



<p>“เราต้องการเปลี่ยนจากงบประมาณรายหัวเป็นการอิงตามความต้องการจริง เวลาบอกว่าจ่ายงบประมาณตามรายหัว ฟังแล้วเหมือนจะดูดีเพราะได้เท่ากันทุกคน แต่จริงๆ แล้วมันไม่เป็นธรรม เพราะท้ายที่สุดแล้ว โรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนห่างไกล เขามีความต้องการมากที่สุด งบประมาณจึงควรไปลงที่เขา แต่จำนวนนักเรียนเขาน้อย จำนวนคุณครูไม่พอ อยู่ในพื้นที่ห่างไกล งบจึงน้อยตามไปด้วย ในขณะที่โรงเรียนขนาดใหญ่ได้งบเยอะเพราะจำนวนนักเรียนเยอะ กลายเป็นงบที่เท่ากันแต่ไม่เท่าเทียม เราจึงปักธงไว้ว่าต้องได้สูตรจัดสรรงบประมาณใหม่ภายในไตรมาส 4 ของปี 2569” ดร.ธีราภากล่าว</p>



<p>ยังเหลืออีกสองนโยบายซึ่งเป็น ‘งานช้าง’ ที่อยู่ในเป้าหมายการทำงานระยะยาวคือ <strong>การยกระดับหลักสูตรให้เท่าทันโลก</strong> และ <strong>การผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ </strong>โดย ดร.ธีราภาระบุว่า การปรับหลักสูตรอาจใช้เวลาพอสมควร และคงไม่สามารถปรับหลักสูตรได้ทีเดียวทั้งประเทศ ทั้งนี้มีการวางเป้าหมายว่าต้องการปรับหลักสูตรไปสู่ฐานสมรรถนะ ปัจจุบันมีการเริ่มต้นนำร่องไปแล้ว 4,000 กว่าโรงเรียนในระดับปฐมวัยและประถมศึกษา</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/2-1.jpg" alt="" class="wp-image-104037" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/2-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/2-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/2-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/2-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/2-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>“ตอนนี้เรากําลังวัดผลว่าใน 4,000 กว่าโรงเรียน ส่วนไหนได้ผล ส่วนไหนไม่ได้ผล และเราต้องปรับปรุงพัฒนาส่วนไหนบ้าง เราค่อยๆ ปรับตามระยะเวลาและความเหมาะสม หรืออย่างในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (education sandbox) ที่มี พ.ร.บ.รองรับ ก็มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง เรื่องไหนทำได้ก็ทำก่อน แล้วจึงมาวัดผลกัน” ดร.ธีราภา กล่าว ก่อนลงรายละเอียดถึงแนวคิดการปรับหลักสูตรให้เท่าทันโลกว่า</p>



<p>“หลักสูตรต้องอัปเดตให้สอดคล้องกับบริบทสังคม เปลี่ยนจากการให้เด็กท่องจำไปสู่การสอนให้เด็กคิดเป็น สื่อสารเป็น ปฏิบัติเป็น ถ้าหลักการตรงนี้ยังยืนอยู่ การออกแบบหลักสูตรต่อมาไม่ว่าจะผ่านไปกี่รัฐบาลก็จะยังยืนอยู่บนแกนนี้”&nbsp;</p>



<p>ต่อมาที่นโยบายสุดท้ายซึ่งถือเป็น ‘ตัวหลัก’ และต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรคือเรื่อง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ ดร.ธีราภากล่าวว่าทีมทำงานขีดเส้นระยะเวลาทำงานไว้ที่สองปี และมีการวางแผนการดำเนินงานอย่างชัดเจน โดยตอนนี้มีการตั้งอนุกรรมการร่างกฎหมายขึ้นมาแล้ว และเปิดให้มีกระบวนการรับฟังและคุยกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคู่ขนานกันไปด้วย เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการคุยแลกเปลี่ยนไปปรับปรุงร่างกฎหมายก่อนผลักดันเข้าสภา</p>



<p>“ถ้าเราทำห้าข้อนี้สำเร็จ อย่างน้อยเราก็มีหลักให้จับไว้แน่นในการทำนโยบายการศึกษา” ดร.ธีราภากล่าวสรุป</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>วางปรัชญา ปรับกลไก และมีเจตจำนงทางการเมือง: หัวใจของความเปลี่ยนแปลง</strong></h3>



<p>การสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย จำเป็นต้องมีการเคลื่อนไปพร้อมกันทั้งระบบ นอกจากฝ่ายบริหารแล้ว อีกหนึ่งฝ่ายที่สำคัญคือฝ่ายนิติบัญญัติ ที่เข้ามามีส่วนสำคัญในการจัดสรรงบประมาณและออกกฎหมาย</p>



<p><strong>ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานันท์ รองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา (สว.) </strong>อธิบายถึงกลไกการทำงานของกรรมาธิการวุฒิสภาว่า มีความแตกต่างจากของสภาผู้แทนราษฎร (สส.)&nbsp; โดยสภาผู้แทนราษฎรมีการแยกเป็นสองคณะ คือ คณะกรรมาธิการการศึกษาที่กำกับดูแลงานส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมาธิการอีกคณะที่ดูแลงานของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แต่ในส่วนของวุฒิสภานั้นรวมงานทั้งสองกระทรวงอยู่ในคณะกรรมาธิการเดียวกัน คือคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ข้อดีคือทำให้เกิดการเชื่อมโยงงานได้ตลอดกระบวนการเรียนรู้ของเด็กจากระดับปฐมวัยถึงอุดมศึกษาอย่างต่อเนื่อง&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ เรื่องการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมเป็นหนึ่งใน ‘หัวใจ’ ของการพัฒนาการศึกษาไทย จึงจำเป็นต้องพัฒนากลไกการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติที่มีอำนาจในการดูแลงบประมาณให้เหมาะสม ต่อประเด็นนี้ ดร.อมรศักดิ์ อธิบายให้เห็นความแตกต่างระหว่าง สส. กับ สว. ว่า วุฒิสภาไม่มีอำนาจในการตัดลดงบประมาณ โดยมีเพียงอำนาจในการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบสิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอเท่านั้น แต่ทั้งนี้วุฒิสภาสามารถตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับงบประมาณได้ เช่น การประเมินว่างบประมาณส่วนใดน้อยหรือมากเกินไป รวมถึงเสนอแนวทางการปรับปรุงแก้ไข โดยที่การตั้งข้อสังเกตนั้นจะได้รับการบันทึกอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในกระบวนการปรับแก้ต่อไป</p>



<p>“โจทย์หลักในการทำงานเรื่องการศึกษา แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ <em>(1) ด้านงบประมาณ</em> คือจะทำอย่างไรให้การพัฒนาการศึกษามีความยั่งยืนและงบไม่ถูกตัดทอนมากไปนัก ไม่เช่นนั้นจะเกิดความไม่แน่นอนและไม่ต่อเนื่อง เพราะความเสมอภาคต้องอาศัยความต่อเนื่องด้วย และ (2) <em>ด้านกฎหมายหรือนโยบาย</em> ซึ่งตามธรรมชาติทางการเมือง นโยบายมักจะถูกเปลี่ยนเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลหรือรัฐมนตรี&nbsp; เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีความแน่นอนที่สุดคือกฎหมาย เราจึงต้องทำให้เกิดเป็นมาตรการที่มีผลบังคับเชิงกฎหมาย โดยเฉพาะการเป็น พ.ร.บ. ที่มีการเปลี่ยนแปลงยาก จะช่วยให้เกิดความแน่นอนและต่อเนื่องของการดำเนินการ” ดร.อมรศักดิ์ กล่าว</p>



<p>ดร.อมรศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า ในเรื่องงบประมาณด้านการศึกษาให้กับโรงเรียนต่างๆ นั้นจำเป็นต้องมีการพิจารณาสูตรการจัดสรรงบประมาณใหม่ เนื่องจากปัจจุบันยังคงใช้หลักการคำนวณตามรายหัว โดยไม่ได้ประเมินจากความต้องการที่แท้จริงหรือโจทย์ของโรงเรียนจริงๆ&nbsp;</p>



<p>“หากพิจารณาได้ว่าโจทย์ของเราคืออะไร รูปแบบการจัดสรรงบประมาณก็จะแตกต่างออกไป เช่น ประเทศฟินแลนด์มีโจทย์หลักเรื่องความเสมอภาค เขาต้องการทำให้โรงเรียนมีความเสมอภาคกันโดยใช้แนวคิดการสร้างความพร้อมให้กับผู้เรียน รัฐบาลจึงจัดสรรงบประมาณไม่เท่ากัน เช่น มีการสนับสนุนเพิ่มเติมแก่โรงเรียนที่มีผู้พิการร่วมเรียน หรือการจ้างครูในอัตราพิเศษจูงใจครูไปสอนโรงเรียนเขตชนบทที่อยู่ห่างไกล ซึ่งประเทศไทยก็ควรพิจารณาว่าหลักที่ใช้ในการจัดสรรงบประมาณคืออะไร เพื่อมุ่งหวังผลลัพธ์ใดในการศึกษา เป็นเรื่องหลักคิดเชิงปรัชญาในการจัดการศึกษา” ดร.อมรศักดิ์ยกตัวอย่าง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/3-1.jpg" alt="" class="wp-image-104034" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/3-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/3-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/3-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/3-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/3-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานันท์</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>นอกจากนี้ ดร.อมรศักดิ์ยังชี้ว่า การจัดสรรงบประมาณการศึกษาในปัจจุบันมีการแบ่งตามกระทรวง แต่ยังไม่มีการจัดสรรงบบูรณาการเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะ หากสามารถปรับเปลี่ยนกลไกในส่วนนี้ได้จะช่วยขับเคลื่อนการทำงานได้ดีกว่าเดิม และยังได้เชื่อมโยงถึงการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ว่าควรส่งเสริมการศึกษาที่ยืดหยุ่นและการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยแนวทางที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ดำเนินงานไว้หลายเรื่องนั้นถือเป็นต้นแบบที่ดี แม้ว่าอาจยังคงมีข้อติดขัดบ้าง แต่หากได้รับการแก้ไขเชิงโครงสร้างจะสามารถช่วยสนับสนุนระบบการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>เมื่อถามถึงภาพการศึกษาไทยในอนาคต และความเป็นไปได้ที่จะมีความต่อเนื่องทางนโยบายโดยไม่ขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนทางการเมือง ดร.อมรศักดิ์ตอบว่า “ถ้าเราทำเหมือนเดิมก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลง”&nbsp;</p>



<p>คำว่า ‘เหมือนเดิม’ ในที่นี้ หมายถึงไม่มีกลไกใหม่เข้าไปบังคับให้ระบบเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ขึ้นกับผู้บริหารหรือรัฐมนตรีที่เปลี่ยนไปตามวาระ</p>



<p>“ถ้าเราอยากเห็นความต่อเนื่อง เราต้องออกแบบกลไกใหม่หรือใส่บางอย่างเข้าไปในกลไก เช่น ออกแบบสูตรการคำนวณงบประมาณ ฯลฯ กระทรวงศึกษาร่วมมือกับสำนักงบเพื่อคุยเรื่องการจัดสรรงบประมาณการศึกษา และถ้าเราอยากให้เกิดเสถียรภาพในการทำงาน เราก็ต้องใส่เข้าไปในระเบียบซึ่งแน่นอนว่าคือกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.การศึกษา ข้อดีคือถ้าใส่เข้าไปแล้วมันจะ ‘อยู่ยาว เปลี่ยนยาก’ เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งไหนที่เราคิดว่าดีและอยากให้เปลี่ยนยาก เราก็ต้องผลักดันให้เป็น พ.ร.บ.” ดร.อมรศักดิ์ลงรายละเอียด</p>



<p>เมื่อถอยมามองในภาพใหญ่ ดร.อมรศักดิ์ชี้ว่าการจะเปลี่ยนแปลงนโยบายให้สำเร็จต้องเกิดจากการมี 1. คนผลักดันสำคัญที่พูดประเด็นเดิมสม่ำเสมอจนสังคมสนใจและยอมรับ 2.จังหวะเวลาที่เหมาะสมที่เกิดหน้าต่างนโยบาย (policy window) ที่ฝ่ายการเมืองตอบรับข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญแล้วนำไปใช้เป็นนโยบายจริง&nbsp;</p>



<p>“ถ้าหน้าต่างเปิดเมื่อไหร่ เรามีแนวทางพร้อม เมื่อมีการนำเสนอแนวคิดเหล่านี้ในจังหวะที่ฝ่ายการเมืองต้องการ ก็มีโอกาสสูงที่เขาจะรับ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องย้อนไปที่เจตจำนงทางการเมืองและความแข็งแกร่งของฝ่ายบริหารด้วยที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ” ดร.อมรศักดิ์ระบุ ทั้งนี้ยังกล่าวต่อว่า มีอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ แต่เกิดขึ้นได้ยากสำหรับเรื่องการศึกษา คือ ‘กระแสสังคม’ ที่ต้องรณรงค์ร่วมกันหลายฝ่ายจนเกิดความต้องการการเปลี่ยนแปลงร่วมกันของสังคม จนสามารถกดดันไปถึงการเมืองได้&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ ดร.อมรศักดิ์ ทิ้งท้ายถึงการวางปรัชญาเรื่องการศึกษาว่า “ในแวดวงการศึกษาเราน่าจะชวนกันคิดว่าอะไรคือปรัชญาการศึกษาของไทย และประเด็นใดที่ฝ่ายนิติบัญญัติควรร่วมหารือและผลักดันเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดลำดับความสำคัญของประเทศให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย และกำหนดแกนหลักที่สังคมไทยจะยึดถือร่วมกัน ซึ่งหนึ่งในแกนหลักนั้นควรมีเรื่อง ‘ความเสมอภาค’ อยู่ด้วย” ดร.อมรศักดิ์กล่าวสรุป</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สู่การพัฒนาทุนมนุษย์</strong></h3>



<p>พ้นไปจากนโยบายการศึกษาที่กล่าวถึงข้างต้น สิ่งสำคัญที่เป็นฐานรากของปัญหานั้นเชื่อมโยงไปถึงเรื่องทางเศรษฐกิจด้วย ประเทศไทยติดอยู่ใน ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ มาแล้วกว่าสี่ทศวรรษ แม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีการขยายตัวของคนชั้นกลางและผู้มีรายได้สูงเพิ่มขึ้นมากมายเป็นประวัติการณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีประชากรไทยหลายล้านครัวเรือนที่ยังติดอยู่ใน ‘กับดักความยากจนข้ามรุ่น’ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำถ่างกว้างอย่างยากจะคืนกลับ&nbsp;</p>



<p>รายได้เฉลี่ยของประชากรไทยตอนนี้ ห่างจากเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงอีกกว่าร้อยละ 40-50 ซึ่งเราอาจต้องใช้มากกว่า 20 ปี ในการเดินทางไปสู่จุดนั้น </p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/1-1.jpg" alt="" class="wp-image-104036" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/1-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/1-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/1-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/1-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/1-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ในช่วงวิกฤตแห่งกับดักรายได้นี้ เราก็กำลังเผชิญอีกวิกฤตหนึ่งพร้อมกันคือ ‘วิกฤตประชากร’ โดยในปัจจุบันมีประชากรไทยเกิดใหม่ต่อปีเกือบไม่ถึงปีละสี่แสนคน จากเดิมเคยเกิดมากกว่าปีละหนึ่งล้านคนในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ประเทศไทยตอนนี้กำลังเข้าสู่ภาวะ ‘เกิดน้อย สูงวัย และยากจน’</p>



<p>ท่ามกลางเรือที่โคลงเคลงอย่างน่ากังวลใจนี้ ทางออกสำคัญที่จะพาเราแก้ปัญหานี้ได้คือการลงทุนพัฒนาคนหรือ ‘ทุนมนุษย์’ (human capital) อย่างเสมอภาค เพื่อพาเราออกจากเส้นทางสู่ความล้มละลายเชิงโครงสร้างในมิติเศรษฐกิจ สังคม และเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่า เด็กทุกคนมีความต้องการและลักษณะเฉพาะของตัวเอง ดังนั้นการส่งเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะกับเด็กทุกคนจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำไปควบคู่กัน โดยตระหนักอยู่เสมอว่าเด็กทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ที่มีหัวใจ</p>



<p>ต่อประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการกำลังพยายามขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลัง ดร.ธีราภา ไพโรหกุล<strong> </strong>ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า หากสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายทั้งหมดที่กล่าวมานี้ได้ ก็สามารถนำไปสู่การพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพได้</p>



<p>“เวลาเราพูดถึงทุนมนุษย์ มันไม่ใช่แค่เรื่องของการศึกษา แต่ทุนมนุษย์ผูกกับแทบทุกอย่างและเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงมาก” ดร.ธีราภา เปิดประเด็น โดยขยายความว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเกิดน้อยและกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือการพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์ให้ได้มากที่สุด เพื่อสอดรับกับการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ&nbsp;</p>



<p>“นโยบายที่เราพูดมาทั้งหมดห้านโยบายถือเป็นจุดเริ่มต้นในการปักธงเพื่อยกระดับให้คนทุกช่วงวัยเป็นคนที่มีคุณภาพและมีทักษะที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานทั้งในประเทศและระดับโลก แต่ทั้งนี้เราไม่ได้กำลังบอกว่าตลาดแรงงานต้องการอาชีพอะไร แล้วเราต้องผลิตคนออกมาตามนั้นแบบเป๊ะๆ แต่ทักษะที่เราให้ความสำคัญคือซอฟต์สกิล ที่ช่วยให้เขานำไปประยุกต์ใช้กับช่วงชีวิตต่างๆ ของเขาได้&nbsp;</p>



<p>“นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงให้ความสำคัญกับหลักสูตรฐานสมรรถนะ โดยสลัดกรอบของรายวิชาออกไป และให้ความสำคัญกับการศึกษาแบบยืดหยุ่นซึ่งเกี่ยวข้องกับแนวทางที่ กสศ. กำลังขับเคลื่อนอยู่ด้วย นี่จึงเป็นที่มาของการทำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ที่ยืนอยู่บนฐานของการศึกษาที่ยืดหยุ่น และยึดหลักการศึกษาตลอดชีวิต (lifelong learning)” ดร.ธีราภา ทิ้งท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-210726/">นโยบายการศึกษาไทยที่ไม่ต่อเนื่อง : ความท้าทายต่ออนาคตทุนมนุษย์ ชวนฟังทัศนะจากฝ่ายนโยบายและนิติบัญญัติ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
