<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%a2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 12 Jun 2026 08:21:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>รมช.สิริพงศ์ เร่งขับเคลื่อนการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบ วางระบบข้อมูลกลาง เดินหน้ายกระดับ Thailand Zero Dropout Plus สู่ ASEAN Zero Dropout 2030 ในฐานะประธานอาเซียนปี 2571</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-120626-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 12 Jun 2026 08:21:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout PLUS]]></category>
		<category><![CDATA[ASEAN Zero Dropout 2030]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=103021</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมคมนาคม อาคารคม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-120626-2/">รมช.สิริพงศ์ เร่งขับเคลื่อนการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบ วางระบบข้อมูลกลาง เดินหน้ายกระดับ Thailand Zero Dropout Plus สู่ ASEAN Zero Dropout 2030 ในฐานะประธานอาเซียนปี 2571</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมคมนาคม อาคารคมนาคม 2 กระทรวงคมนาคม <strong>นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</strong> รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรกภายหลังการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดใหม่ภายใต้กลไก Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง</p>



<p>การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยมีภารกิจสำคัญในการศึกษา ออกแบบ และพัฒนามาตรการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/02-3.jpg" alt="" class="wp-image-103022" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/02-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/02-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/02-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/02-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/02-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p><strong>นายสิริพงศ์</strong> เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณา “นิยามกลุ่มเป้าหมายและแนวทางการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน” เพื่อใช้เป็นฐานในการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout Plus โดยรับทราบความก้าวหน้าการเชื่อมโยงข้อมูลเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษาซึ่งดำเนินการร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ส่งผลให้จำนวนเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษาลดลงจาก 1,025,514 คน เหลือ 603,095 คน ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงพลังของการบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในการค้นหา ติดตาม และส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง</p>



<p>ที่ประชุมเห็นชอบหลักการกำหนดกลุ่มเป้าหมายของ Thailand Zero Dropout Plus ให้ครอบคลุมเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษาทุกคน พร้อมกำหนดให้กลุ่มเด็กในช่วงการศึกษาภาคบังคับและก่อนการศึกษาภาคบังคับเป็นกลุ่มเป้าหมายเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาตั้งแต่ต้นทาง</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/03-2.jpg" alt="" class="wp-image-103023" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/03-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/03-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/03-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/03-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/03-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณา Roadmap การขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout Plus สู่ ASEAN Zero Dropout 2030 ซึ่งเป็นแผนระยะ 4 ปี (พ.ศ. 2569–2572) เพื่อยกระดับการดำเนินงานจากการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในประเทศไทย สู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียน ภายใต้วิสัยทัศน์ “All for Education, Education for All” มุ่งสร้างหลักประกันทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนทุกคนในภูมิภาคอาเซียน</p>



<p>Roadmap ดังกล่าวกำหนดกลุ่มเป้าหมายสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ เด็กปฐมวัยอายุ 2–3 ปี เพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาตั้งแต่ต้นทาง เด็กและเยาวชนอายุ 3–18 ปี ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เพื่อให้ได้รับการค้นหา ติดตาม และจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น รวมถึงกลุ่มแรงงานรุ่นใหม่และเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอบรม (NEET) อายุไม่เกิน 25 ปี ผ่านระบบ Learning Passport และระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/08-2.jpg" alt="" class="wp-image-103024" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/08-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/08-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/08-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/08-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/08-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/01-2.jpg" alt="" class="wp-image-103025" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/01-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/01-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/01-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/01-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/01-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>การขับเคลื่อนดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในวาระสำคัญที่ประเทศไทยเตรียมผลักดันในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนปี 2571 เพื่อเชิญชวนประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมกำหนดเป้าหมาย ASEAN Zero Dropout 2030 และสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคในการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา</p>



<p>อีกหนึ่งวาระสำคัญ คือ การพิจารณาปฏิทิน กรอบหลักเกณฑ์ และแนวทางการพิจารณารางวัล Prime Minister TZD+ Awards เพื่อยกย่องเชิดชูจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา หน่วยจัดการเรียนรู้ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย ที่มีผลงานโดดเด่นในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยมีกำหนดจัดพิธีมอบรางวัลในเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อสร้างแรงจูงใจและขยายต้นแบบการทำงานที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนทุกคนไม่หลุดจากโอกาสทางการศึกษา</p>



<p>นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณารายงานสรุปผลการดำเนินงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ระยะที่หนึ่ง (พ.ศ. 2567–2569) เพื่อจัดทำเป็นรายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรี สะท้อนผลลัพธ์ของการดำเนินงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งด้านการบูรณาการข้อมูล การติดตามค้นหาเด็กนอกระบบ การพัฒนากลไกการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดูแลเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางไม่ให้หลุดจากเส้นทางการเรียนรู้</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="103029" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/07-1.jpg" alt="" class="wp-image-103029" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/07-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/07-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/07-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/07-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/07-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="103030" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/06-3.jpg" alt="" class="wp-image-103030" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/06-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/06-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/06-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/06-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/06-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="103031" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/04-1.jpg" alt="" class="wp-image-103031" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/04-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/04-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/04-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/04-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/04-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="103032" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/05-3.jpg" alt="" class="wp-image-103032" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/05-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/05-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/05-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/05-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/06/05-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<p><strong>นายสิริพงศ์</strong> กล่าวว่า “เด็กทุกคนคือทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าของประเทศ การปล่อยให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาไม่เพียงเป็นการสูญเสียโอกาสของเด็กคนหนึ่ง แต่ยังเป็นการสูญเสียโอกาสของประเทศในระยะยาว การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจึงไม่ใช่เพียงการพาเด็กกลับเข้าสู่ห้องเรียน แต่คือการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เชื่อมโยงข้อมูลและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้รับโอกาสในการพัฒนาตามศักยภาพ และสามารถเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต”</p>



<p>พร้อมยืนยันว่า Thailand Zero Dropout Plus จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนไทยทุกคน และเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้านการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้เป้าหมาย ASEAN Zero Dropout 2030 เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ใด มีสถานะทางเศรษฐกิจหรือสังคมเช่นใด สามารถเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเองได้ตลอดช่วงชีวิต</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-120626-2/">รมช.สิริพงศ์ เร่งขับเคลื่อนการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบ วางระบบข้อมูลกลาง เดินหน้ายกระดับ Thailand Zero Dropout Plus สู่ ASEAN Zero Dropout 2030 ในฐานะประธานอาเซียนปี 2571</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดโจทย์การศึกษา 2568: ถึงเวลายกระดับโครงสร้างใหม่ เพื่อการศึกษาไทยที่เท่าเทียมมากขึ้น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/education-restructuring-for-equity-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Feb 2025 07:39:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[พริษฐ์ วัชรสินธุ]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[จูสตีน ซาส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=91218</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาการศึกษาไทยอยู่คู่สังคมไทยมาทุกยุคทุกสมัย ปัญหายิ่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/education-restructuring-for-equity-2025/">เปิดโจทย์การศึกษา 2568: ถึงเวลายกระดับโครงสร้างใหม่ เพื่อการศึกษาไทยที่เท่าเทียมมากขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัญหาการศึกษาไทยอยู่คู่สังคมไทยมาทุกยุคทุกสมัย ปัญหายิ่งถูกซ้ำเติมเมื่อโลกผันผวน ซับซ้อน และเผชิญวิกฤตอย่างโรคระบาดที่ถาโถมอย่างไม่ทันตั้งตัว ผนวกกับโครงสร้างสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือเรากำลังเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัย’ ที่จำนวนเด็กเกิดน้อยลงนำมาสู่วัยแรงงานที่ลดลง และจำนวนประชากรผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น</p>



<p>ยังมินับอีกว่า เมื่อพูดถึงการศึกษา เราไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเด็ก แต่เรากำลังมองถึงระบบนิเวศของการศึกษาทั้งหมด ทั้งสภาพแวดล้อม โรงเรียน ผู้สอน ไปจนถึงครอบครัวที่อยู่รายล้อมเด็ก ซึ่งหลายครั้งส่งผลกระทบกับตัวเด็กไม่แพ้ระบบโครงสร้างใหญ่</p>



<p>ทั้งหมดนี้ทำให้ปัญหาการศึกษาไทยยิ่งทวีความซับซ้อนและรุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่ขณะเดียวกัน นี่เป็นปัญหาที่เราทุกคนต้องเร่งแก้ไข เพราะอย่างที่เราทราบกันดี การศึกษาคือรากฐานสำคัญ คือจุดเริ่มต้นการสร้างทรัพยากรมนุษย์คนหนึ่งให้เติบโตและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงและหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางตามที่มุ่งหมายไว้</p>



<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่มีเหตุผลใดที่เราจะล่าช้าและปล่อยให้เด็กแม้แต่เพียงคนเดียวต้องร่วงหล่นจากตาข่ายความคุ้มครองทางการศึกษาไป – คำถามสำคัญคือเราควรทำอย่างไร มีทิศทางไหนบ้างที่จะทำให้การศึกษาไทยหลุดพ้นจากกับดักความเหลื่อมล้ำนี้ได้</p>



<p>101 ชวนสำรวจ<a href="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/equity_forum_2025.pdf?fbclid=IwY2xjawIXk91leHRuA2FlbQIxMAABHYh5HyFwGr9h7VUwSvKKoHM6v00oXY--oBIF8E2l7Nbmb-Xkv3xFCCUe2g_aem_XxZVicH8EctkR1X1fnS8SQ" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2567 และทิศทางในปี 2568</a>&nbsp;และวงเสวนาเชิงนโยบายเพื่อร่วมหาทิศทางก้าวต่อไปของการศึกษาไทยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้การศึกษาเหมาะสม ครอบคลุม และยืดหยุ่น เป็นการศึกษาของทุกคนอย่างแท้จริง</p>



<p><em>หมายเหตุ:&nbsp;เก็บความบางส่วนจาก&nbsp;</em><a href="https://www.facebook.com/share/v/19t5cYu7ZG/" target="_blank" rel="noopener" title=""><em>Equity Forum 2025&nbsp;ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</em></a><em>&nbsp;ซึ่งจัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568</em></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>1</strong><br><strong>อ่านสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาใน 3 มิติ</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-312eb6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525299_828166-the101world-1200x800-1.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">จูสตีน ซาส</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาคือ ‘การลงทุน’ ที่คุ้มค่าที่สุด – จูสตีน ซาส</strong></h3>



<p>“ยูเนสโก (UNESCO) เชื่อว่า การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์และเป็นปัจจัยในการสร้างความยุติธรรมทางสังคม อีกทั้งยังช่วยลดความยากจนและแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ทั่วโลก” ข้างต้นคือคำกล่าวนำจาก<strong>&nbsp;จูสตีน ซาส</strong>&nbsp;หัวหน้าฝ่าย Education for Inclusion and Gender Equality องค์การยูเนสโก สำนักงานใหญ่ (กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส) พร้อมทั้งกล่าวถึงคำถามสำคัญของการทำ<em>รายงานฉบับพิเศษ</em><em>:&nbsp;</em><em>สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2567 และทิศทางสำคัญในปี 2568</em>&nbsp;ว่า “หากสิทธิการศึกษา<em>ไม่ได้รับการเติมเต็ม</em>จะเกิดต้นทุนอะไรกับประเทศบ้าง”</p>



<p>จูสตีนฉายภาพให้เห็นต่อว่า รายงานฯ ทำการศึกษาเด็กที่ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันและเด็กที่ไม่มีทักษะขั้นพื้นฐาน โดยศึกษาต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งในระดับบุคคล รัฐบาล ศึกษาความแตกต่างระหว่างเด็กชายและหญิง รวมถึงศึกษาผลกระทบอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตัวเงิน อาทิ อาชญากรรม</p>



<p>“ผลการศึกษาในภาพรวมพบว่า มีเด็กจำนวนมากที่ไม่ได้รับการศึกษาในโรงเรียนและยังขาดทักษะพื้นฐานสำคัญ อาทิ การอ่าน ทักษะทางสังคมและอารมณ์” จูสตีนกล่าว พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าสิ่งนี้จะก่อให้เกิดความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่มุ่งจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และถ้าไม่บรรลุจะทำให้เกิดต้นทุนมหาศาล หรือที่เรียกว่า ‘ต้นทุนจากการเพิกเฉย’ ตามมา</p>



<p>ถ้าเราตั้งเป้าโดยมีการบรรลุ SGDs เป็นหมุดหมายสำคัญ จูสตีนฉายภาพว่า หากเรายังอยู่กันแบบนี้ต่อไป ภายใน ค.ศ. 2030 (ซึ่งเป็นปีที่ตั้งเป้าหมายว่าจะบรรลุ SDGs) เศรษฐกิจทั่วโลกจะสูญเสียเงินหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีการประมาณว่าต้นทุนที่เกิดกับบุคคลจะสูงถึง 9 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐสำหรับเด็กที่มีทักษะต่ำกว่าพื้นฐาน และ 6 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐสำหรับเด็กที่ออกจากโรงเรียนก่อนกำหนด ต้นทุนภาครัฐจะสูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐและมากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ และต้นทุนทางสังคมในแต่ละปีจะสูงถึง 10 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐและ 6 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ</p>



<p>“ในภาพรวม ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่จะสูญเสียไปจากการที่เด็กมีทักษะทางอารมณ์และสังคมต่ำจะมีมูลค่าสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ”</p>



<p>ไม่ใช่แค่ต้นทุนที่เป็นจำนวนเงินเท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนอื่นๆ ที่ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าเงินได้ อาทิ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น การก่ออาชญากรรม หรือกลุ่มเด็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การทำงาน หรือการฝึกอบรม ดังนั้น รัฐบาลหรือองค์การระหว่างประเทศที่จะมอบทุนสนับสนุนเพื่อให้เกิดการบรรลุ SDGs จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงต้นทุนมหาศาลที่เกิดจากการเพิกเฉยตรงนี้เอาไว้ด้วย</p>



<p>“เราต้องลงทุนในระบบการศึกษาให้มากขึ้นอย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ เพื่ออนาคตของเด็กและอนาคตของพวกเราทุกคน”</p>



<p>นอกจากข้อมูลเฉพาะตรงส่วนนี้แล้ว ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกหลายประการ อาทิ ประเด็นเรื่องเพศสภาพ กล่าวคือเพศชายมีแนวโน้มจะมีออกจากระบบการศึกษาก่อนกำหนดและขาดทักษะขั้นพื้นฐานมากกว่าเพศหญิง เพราะจำนวนผู้ชายที่อยู่นอกระบบทั่วโลกมีมากกว่า ยกเว้นในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของสะฮาราที่มีจำนวนผู้หญิงสูงกว่า</p>



<p>“ถ้าพูดรวมๆ สัดส่วนของผลกระทบต่อ GDP ที่ถูกคาดการณ์ไว้ (forecast) จะสูงในซีกโลกใต้ที่มีสัดส่วนเด็กที่ขาดทักษะขั้นพื้นฐานมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ”</p>



<p>ผลจากรายงานฯ ชี้ชัดว่า กลยุทธ์ที่คุ้มค่าที่สุดในการพัฒนาเศรษฐกิจคือ การลงทุนในการศึกษา เพราะเพียงแค่ลดสัดส่วนเด็กที่ต้องออกจากโรงเรียนก่อนกำหนดและมีทักษะขั้นพื้นฐานต่ำเพียงร้อยละ 10 จะเพิ่ม GDP ได้ถึงร้อยละ 1-2 ต่อปี</p>



<p>ทั้งหมดนำมาซึ่งข้อสรุปของจูสตีนว่า ประเทศต่างๆ ลงควรลงทุนเรื่องการศึกษาและพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ อาทิ การจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษา การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความเท่าเทียมทางเพศ รวมไปถึงการลงทุนในการศึกษาระดับปฐมวัยเพื่อวางรากฐานที่มั่นคงในการเรียนรู้ และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โรงเรียน บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงข้อมูลการวิจัยเพื่อกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนต่อไป</p>



<p>“การศึกษาเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ทั้งต่อบุคคล เศรษฐกิจ และโลกของเรา” จูสตีนเน้นย้ำ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f523b1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525276_857096-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สร้าง ‘โอกาส’ ทางการศึกษาให้เด็ก เพื่อสร้างอนาคตประเทศไทย – ไกรยส ภัทราวาท</strong></h3>



<p>“หลายคนคงเคยเห็นข่าวว่า เด็กและเยาวชนในช่วงนี้เกิดแค่ประมาณ 460,000 คน ถามว่าน้อยแค่ไหน ในช่วงประมาณ ค.ศ. 1983 เรามีเด็กไทยเกิดราวหนึ่งล้านคน แต่ตอนนี้เด็กจำนวนมากหายไป และจากการประเมินพบว่า สัดส่วนเด็กเกิดใหม่ในอนาคตจะน้อยลงเรื่อยๆ”</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong>&nbsp;ผู้จัดการ กสศ. กล่าวนำ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า จำนวนเด็กที่เกิดน้อยลงสวนทางกับฐานประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น นำมาซึ่งความท้าทายว่า หากไทยมีเป้าหมายคือการคงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และมุ่งหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลาง หนทางเดียวที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายเหล่านี้ได้ภายใต้โครงสร้างประชากรในปัจจุบันคือ เด็กและเยาวชนไทยต้องมีผลิตภาพ (productivity) เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต และการจะสร้างผลิตภาพได้ต้องมาจากการศึกษาที่มีคุณภาพและเสมอภาค</p>



<p>“เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตร้อยละ 7 ต่อปีก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ขยับลงมาเหลือร้อยละ 5 และปรับฐานลงเรื่อยๆ ตั้งแต่เจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์และมาโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ 1.6 ต่อปีเท่านั้น ซึ่งเป็นอาการที่เกิดกับประเทศรายได้ปานกลางทั่วโลก”</p>



<p>หากจะตั้งเป้าหมายก็จำเป็นจะต้องรู้กลุ่มเป้าหมาย – ไกรยสชี้ให้เห็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของไทยซึ่งเป็นประชากรวัยเรียนอายุ 3-24 ปีทั้งในและนอกระบบการศึกษา โดยจากการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาและมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนมีประมาณ 1.9 ล้านคนที่ได้รับเงินอุดหนุน และหลายหน่วยงานพยายามตรึงวงเด็กไม่ให้หลุดออกจากระบบด้วยวิธีต่างๆ พร้อมทั้งหาทุนเพื่อส่งเด็กเติบโตไปสู่การศึกษาสูงสุดตามศักยภาพ</p>



<p>อีกกลุ่มหนึ่งคือเด็กนอกระบบการศึกษาซึ่งมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ทว่าประเด็นสำคัญที่ไกรยสชี้ให้เห็นคือ การออกนอกระบบการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่ยังมีปัจจัยเรื่องครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคม หนึ่งในความท้าทายสำคัญจึงเป็นการพาเด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่เส้นทางการศึกษาและเติบโตไปทำงานเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป</p>



<p>ทว่าอย่างที่เราทราบกันดี ปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาเรื้อรัง ท้าทาย และมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในปีที่ผ่านมา จำนวนเด็กที่ถูกจัดให้เป็นเด็กยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านคน สะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อีกทั้งยังมีเยาวชนจำนวนหนึ่งที่ต้องการโอกาสคุ้มครองเพื่อไม่ให้เขาหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>นอกจากนี้ การเยี่ยมบ้านเด็กๆ กลุ่มนี้ชี้ให้เห็นว่า มีเด็กเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 42) ที่พ่อแม่หย่าร้าง แยกกันอยู่ สูญเสียพ่อแม่ ไปจนถึงไม่รู้จักหน้าพ่อแม่หรือโดนทอดทิ้งแต่เด็ก หลายครอบครัวเป็นครอบครัวแหว่งกลาง มีสมาชิกหลายคน หรือมีภาวะพึ่งพิง (อยู่กับผู้สูงอายุที่อายุเกิน 60 ปี ผู้พิการ หรือผู้ว่างงาน) โดยไกรยสชี้ว่า สถานการณ์ความเปราะบางของครอบครัวถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานเพื่ออนาคตประเทศไทย ดังนั้น นอกจากเรื่องทางเศรษฐกิจแล้ว ทุกภาคส่วนต้องมาช่วยดูแลครอบครัวเหล่านี้ด้วย</p>



<p>“ในครัวเรือนยากจนพิเศษ สมาชิกส่วนใหญ่จบชั้นประถมศึกษา ถ้ามีใครสักคนเรียนจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) ได้ เขาจะเป็นคนแรกในหลายเจเนอเรชันที่จบสูงกว่าประถม และน้อยกว่านั้นที่จบปริญญาตรีได้ แต่ถ้าทำได้ก็เป็นหลักฐานว่า ครัวเรือนเหล่านี้จะออกจากความยากจนข้ามรุ่นได้”</p>



<p>เมื่อขยับมาที่อีกหนึ่งปัญหาใหญ่อย่างเด็กออกนอกระบบการศึกษา ไกรยสชี้ว่าในปัจจุบันเด็กที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาสังกัดต่างๆ มีมากถึง 9.8 แสนคน แต่ในปีที่ผ่านมามีเด็กราว 3 แสนคนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ ซึ่งส่วนมากเป็นเด็กก่อนวัยเรียน ทว่าปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการที่เด็กออกจากระบบการศึกษาเกิดจากปัจจัยมากมาย อีกทั้งแม้จะมีเด็กกลับเข้าไปได้ ก็ยังมีเด็กที่หลุดออกจากระบบมาเรื่อยๆ อยู่</p>



<p>“ถามว่าทำไมพวกเขาไม่กลับเข้าระบบการศึกษา” ไกรยสเริ่มตั้งคำถาม ก่อนจะตอบด้วยคำตอบที่เรียบง่ายที่สุดคือ ‘ค่าใช้จ่ายที่สูง’ ทว่าไม่ใช่เพียงแค่นั้น แรงจูงใจก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะหากในครัวเรือนของเด็กไม่เคยมีใครเรียนถึงระดับมหาวิทยาลัยเลย ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นจะต้องมีมาตรการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระตรงนี้ เพื่อผลักดันให้เกิดแรงงานมีทักษะ (skilled labour) รวมถึงผลักดันให้มหาวิทยาลัยหรือหน่วยจัดการเรียนรู้ต่างๆ สร้างรายได้ที่ตลาดแรงงานตอบรับได้ให้ขยับขึ้นมา พูดให้ง่ายกว่านั้นคือ พยายามอุดช่องว่างพร้อมกับดึงรายได้ที่ตลาดแรงงานพร้อมจ่ายให้สูงขึ้น</p>



<p>ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งข้อเสนอในการแก้ปัญหาสองข้อของไกรยส&nbsp;<strong>ข้อแรก</strong>&nbsp;คือการเชื่อมโยงข้อมูล กล่าวคือเมื่อมีการจัดเก็บข้อมูลเลขบัตรประชาชน 13 หลักของเด็กอยู่ก่อนแล้ว ก็ควรมีการเชื่อม API ระหว่างหน่วยงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เด็กได้รับสวัสดิการต่างๆ ตามที่รัฐจัดสรร อีกทั้งยังเป็นการสร้างหลักประกันทางการศึกษาและไม่จำเป็นต้องสร้างหน่วยงานใหม่ แต่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน</p>



<p>และ&nbsp;<strong>ข้อที่สอง</strong>&nbsp;คือพาสปอร์ตการเรียนรู้ (learning passport) เพราะเด็กในวันนี้มีแนวคิดทางการศึกษาที่หลากหลายกว่าคนรุ่นก่อน ไกรยสจึงเสนอว่า หากมีระบบที่เด็กคนหนึ่งสามารถเดินทางไปยังแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ที่หลากหลายและเลือกเรียนรู้ และสามารถเชื่อมโยงหน่วยกิตเข้าด้วยกันเป็นใบแสดงผลการศึกษาใบเดียว ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้แบบใดหรือการเรียนรู้แบบไหน กำแพงการศึกษาที่สูงหนามหาศาลจะหายไป</p>



<p>“การศึกษาที่เสมอภาคคือการลงทุน ไม่ใช่การสงเคราะห์” ไกรยสทิ้งท้าย “และข้อมูลรายบุคคลที่ดีขึ้นจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสและคุณภาพการศึกษาได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5071b3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525288_591122-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ยกระดับ ‘คุณภาพ’ การศึกษาระดับปฐมวัยและประถมศึกษา สู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาในภาพรวม – วีระชาติ กิเลนทอง</strong></h3>



<p>ไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุนหรือโอกาส แต่ ‘คุณภาพ’ คืออีกหนึ่งคีย์เวิร์ดสำคัญที่ไม่ควรหายไปจากระบบการศึกษา โดย&nbsp;<strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นำข้อเสนอ<a href="https://www.eef.or.th/publication-evidence_based_policy/?fbclid=IwY2xjawIXk2NleHRuA2FlbQIxMAABHa94gx1FOXmFQLdgc278TClzAr2MY4ZsEAaQABqRzt44EULs5CN0pv98Ww_aem_cMX9aJDWFT8n_Cmh394KIg" target="_blank" rel="noreferrer noopener">แนวทางการยกระดับสมรรถนะผู้เรียนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผ่านข้อค้นพบจากผลทดสอบ The PISA-Based Test for Schools (PTBS)</a>&nbsp;ที่มีความคล้ายคลึงกับการสอบ PISA ใหญ่ (ซึ่งเป็นการทดสอบขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)) และ OECD ประเมินแล้วว่ามีความเทียบเคียงกันได้</p>



<p>การทดสอบ PTBS เก็บข้อมูลจาก 16 จังหวัด 150 โรงเรียน ในช่วงปลาย ค.ศ. 2023 ถึงต้น ค.ศ. 2024 ทดสอบเด็กที่มีอายุ 15 ปี รวม 5,683 คน รวมถึงสอบถามข้อมูลกับผู้ปกครองและมีเครื่องมือวัดที่มีเกมเป็นฐาน (game-based) ให้เด็กได้เล่นทดสอบการบริหารความสามารถทางสมอง (executive functions: EF)</p>



<p>วีระชาติฉายภาพว่า หากดูคะแนนสอบ PISA ของเด็กไทยจะพบว่าคะแนนลดลงเรื่อยๆ ยกเว้นใน ค.ศ. 2012 ที่มีการเพิ่มกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนสาธิตฯ และกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยมากกว่าปกติ ขณะที่การทดสอบ PTBS จะมีคะแนนต่ำกว่า PISA ใหญ่ ซึ่งมองมุมหนึ่งอาจจะไม่ได้น่าประหลาดใจนัก เนื่องจากทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงเนื่องยังแก้ปัญหาเรื้อรังที่มาจากโควิด-19 ไม่ได้</p>



<p>“สิ่งหนึ่งที่ PISA ทำได้ดีและน่าสนใจคือการจัดระดับ (level) ของเด็ก โดยระดับ 1 ก็คือพื้นฐานมากๆ ต้องทำได้ทุกคน เข้าใจอะไรง่ายๆ จากนั้นแต่ละระดับจะขยับเกณฑ์ขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ที่น่าสนใจคือ ในระดับที่สูงจะเน้นคีย์เวิร์ดอยู่ 2-3 คำ คือ ‘ซับซ้อน นามธรรม ไม่คุ้นชิน’” วีระชาติกล่าว “ผมว่านั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า ทักษะขั้นสูง คือคนที่มีจะสามารถแก้ปัญหาหรือทำอะไรเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เห็นอะไรใหม่ๆ ก็สามารถทำได้ รวมถึงสามารถคิดและเข้าใจปัญหาที่เป็นนามธรรมได้”</p>



<p>“สำหรับผม นี่คือหัวใจของ PISA คือเขาสนใจการคิดวิเคราะห์ พูดง่ายๆ คือไม่ได้สนใจแค่การนำไปใช้ แต่สนใจการนำไปใช้ที่มีความซับซ้อน นามธรรม และไม่คุ้นชิน”</p>



<p>หากให้สรุปจากผลการทดสอบ วีระชาติชี้ว่าเด็กที่ยังอยู่ในระดับสีแดง (ระดับ 1 2 และ 3) มีจำนวนเยอะพอสมควร โดยเฉพาะในระดับที่ 1 ซึ่งนำไปสู่ความท้าทายทางนโยบายในการลดเปอร์เซ็นต์เด็กกลุ่มนี้ลง</p>



<p>ประเด็นที่น่าสนใจคือ ทำไมผลการทดสอบ PBTS น้อยกว่าผลการสอบ PISA คำตอบง่ายๆ คือ ไทยมีเด็กยากจนมากกว่า โดยวีระชาติแบ่งเด็กออกเป็น 4 กลุ่ม (ยากจน ค่อนข้างจน ค่อนข้างรวย และรวย) จากนั้นจึงสร้างกราฟเพื่อดูว่าเด็กแต่ละคนอยู่ตรงไหนบ้าง ผลพบว่าเด็กที่มีฐานะยากจนจะมีจำนวนเยอะที่สุด</p>



<p>“ตรงนี้บอกเราได้ว่า เศรษฐฐานะและฐานะทางครัวเรือนมีผลมาก ที่น่าสนใจคือเศรษฐฐานะที่มีผลต่อเด็กตอนเขาอายุ 15 ปีอาจไม่ใช่เศรษฐฐานะ ณ ตอนนั้นของเขา แต่ย้อนกลับไปคือตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็กเล็ก โดยผมมีหลักฐานทางอ้อมที่จะแสดงให้เห็นว่า เราควรนำทรัพยากรกลับไปยังเด็กปฐมวัยและประถมศึกษาเพื่อช่วยแก้ปัญหาสมรรถนะ PISA ของเรา”</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น วีระชาติชี้ว่า การเปรียบเทียบกับความจนกับความรวยของเด็กไม่ใช่แค่ว่า เด็กที่ฐานะร่ำรวยกว่าสองเท่าจะมีคะแนนสูงกว่าเด็กที่มีฐานะยากจนกว่าสองเท่า แต่อาจจะเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าเลยก็เป็นได้ เท่ากับว่า ความเหลื่อมล้ำของเศรษฐฐานะจะถ่างความเหลื่อมล้ำของสมรรถนะออกไปให้มากขึ้น คนที่ได้เปรียบจะเป็นคนรวย ยิ่งรวยยิ่งก้าวกระโดด ซึ่งยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า การจะแก้ปัญหาตรงนี้จะต้องลดช่องว่างและทำให้เด็กสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันได้เพื่อทำให้ฐานะรวยหรือจนมีผลต่อสมรรถนะลดลง</p>



<p>อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การเชื่อมผลคะแนน PISA กับการสอบ O-NET ตอนประถมศึกษาปีที่ 6 โดยเปรียบเทียบเด็กสองคนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนและร่ำรวย แต่มีคะแนน O-NET เท่ากัน เท่ากับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้จะไม่ได้มาจากคะแนน O-NET และเมื่อดูผลที่เกิดขึ้น วีระชาติตีความว่า ความแตกต่างที่เกิดขึ้นจากการสอบ PISA เกิดขึ้นตั้งแต่การสอบ O-NET แล้ว คือปัญหาเริ่มต้นตั้งแต่ฐานชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และส่งผลมาถึงตอนที่เด็กอายุ 15 ปีและทำการทดสอบ PISA</p>



<p>อย่างไรก็ดี วีระชาติชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจในการสอบ PISA กล่าวคือ PISA จะมีแบบทดสอบที่ถามเด็กเกี่ยวกับสภาพห้องเรียนว่า มีความเรียบร้อยหรือมีความวุ่นวายมากน้อยแค่ไหน ซึ่งวีระชาติมองว่า เป็นตัวแปรที่เป็นประโยชน์มากและอาจพิจารณาเพิ่มเข้าไปในการสอบ O-NET ด้วย</p>



<p>ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ข้อ&nbsp;<strong>ข้อแรก</strong>&nbsp;วีระชาติเสนอว่าการยกระดับสมรรถนะของผู้เรียนในระดับปฐมวัยและประถมศึกษาเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในการพัฒนา&nbsp;<strong>ข้อที่สอง</strong>&nbsp;คือการให้ความสำคัญกับเด็กที่มีระดับสมรรถนะระดับที่หนึ่ง (ต่ำสุด) ซึ่งมีจำนวนมาก โดยวีระชาติเสนอให้เน้นที่เด็กกลุ่มนี้โดยการพัฒนาและหาทรัพยากรที่จะช่วยให้เขามีสมรรถนะที่สูงขึ้นได้</p>



<p>“ถ้าเราช่วยเด็กกลุ่มนี้ได้ เราจะยกระดับทั้งประเทศขึ้นไปได้”<strong></strong></p>



<p><strong>ข้อที่สาม</strong>&nbsp;ในฐานะนักวิชการ วีระชาติเน้นถึงประเด็นที่กล่าวไปแล้วว่า การสอบ O-NET อาจจะพิจารณาเพิ่มคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอบ (เหมือนอย่างการสอบ PISA) เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์การเรียนรู้ด้วย และ&nbsp;<strong>ข้อสุดท้าย</strong>&nbsp;และเป็นประเด็นเดียวกับไกรยสคือ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลในการทำความเข้าใจการกระทำและระบุปัญหาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น</p>



<p>อย่างไรก็ดี วีระชาติทิ้งท้ายไว้ว่า แม้จะใช้การสอบ PISA หรือ O-NET มาทดสอบหรือทำการศึกษา ก็ไม่ได้หมายความว่าการสอบทั้งสองอย่างนี้หรืออย่างใดอย่างหนึ่งจะสามารถพยากรณ์ความสำเร็จได้มากกว่ากัน เพราะเป้าหมายของการศึกษาที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการยกระดับคะแนน แต่เป็นการทำให้ทุกคนมีทุนมนุษย์ที่ดี ประสบความสำเร็จในการทำงานและดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>2</strong><br><strong>มุมมองนโยบาย การศึกษาไทยควรไปทิศทางไหนในปี 2568</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-520684"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525255_187526-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong><br>ตั้งเป้าหมายการศึกษาไทย</strong><strong>&nbsp;‘</strong><strong>เรียนดีมีความสุข และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</strong><strong>’</strong><strong>– สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</strong></h3>



<p>แม้ที่ผ่านมา เรามักจะเห็นข่าวเด็กไทยคว้ารางวัลหรืออยู่ในลำดับต้นๆ ของการแข่งขันทางวิชาการอยู่เสมอ แต่ในมุมมองของ&nbsp;<strong>ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</strong>&nbsp;ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ปัญหาสำคัญของการศึกษาอยู่ที่ความเหลื่อมล้ำในคุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ และประเด็นสำคัญที่ผูกโยงอยู่กับเรื่องนี้คือ งบประมาณ</p>



<p>“ผมคิดว่ารัฐควรลงทุนในการศึกษาให้มากกว่านี้” สิริพงศ์กล่าว ก่อนจะยกตัวอย่าง ‘นโยบายเรียนฟรี’ ที่มักถูกตั้งคำถามว่าเรียนฟรีจริงหรือไม่ ในเมื่อผู้ปกครองยังต้องมีภาระค่าใช้จ่ายอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องข้อจำกัดของงบประมาณกับอุดหนุน</p>



<p>แม้จะมีข้อจำกัดหลายประการ แต่ที่ผ่านมา หัวเรือใหญ่อย่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองนโยบาย ‘เรียนดีมีความสุข’ เนื่องจากความเชื่อที่ว่า สิ่งแวดล้อมและบรรยากาศการเรียนรู้ทีดี่จะอำนวยให้การเรียนดีตามไปด้วย จึงมีความพยายามหลายอย่าง อาทิ การปรับปรุงห้องน้ำตามนโยบายสุขาดีมีความสุข ซึ่งมาจากผลสำรวจของเด็กกว่า 90% ที่อยากให้มีการปรับปรุงห้องน้ำในโรงเรียน</p>



<p>“เราจะเห็นว่า ศธ. ได้รับเงินอุดหนุนสูงเป็นอันดับ 1 มาตลอด แต่เราถูกตัดงบบ้างจนเหลือแค่ร้อยละ 15 เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ส่วนอีกร้อยละ 85 คือบุคลากร แต่ถึงจะมีสัดส่วนสูงขนาดนี้เราก็ต้องยอมรับว่า เรายังดูแลบุคลากรทางการศึกษาได้ไม่ดีเท่าที่ตั้งใจไว้ ส่วนอีกร้อยละ 15 ที่ว่าก็มีไว้เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกด้าน เพราะฉะนั้น งบประมาณมีส่วนสำคัญมากที่จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้”</p>



<p>อย่างไรก็ดี แม้จะมีทรัพยากรจำกัด แต่สิริพงศ์ยืนยันถึงแนวทางการมุ่งมั่นแก้ปัญหาให้ได้ดีที่สุด โดยการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงยังมีการดำเนินนโยบายต่างๆ อาทิ&nbsp;<a href="https://flexiblelearning.eef.or.th/creditbanksystem/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ธนาคารหน่วยกิต</a>&nbsp;หรือโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) ที่จะช่วยทำให้การเรียนการสอนเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล (personalized) มากขึ้น</p>



<p>อีกหนึ่งก้าวที่ยิ่งใหญ่คือการปรับหลักสูตร หลังจากที่ผ่านมาเป็นการปรับเพียงเล็กน้อย (minor) สิริพงศ์ฉายภาพว่า ในปีนี้ จะมีการปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ กล่าวคือชั้นประถมศึกษาอาจจะใช้การเรียนแบบกิจกรรมเป็นฐาน (activity based) โดยมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยมากขึ้นหรือมุ่งสมรรถนะที่จะเกิดขึ้นกับผู้เรียน</p>



<p>“ปกติเราจะเห็นการวัดผลเชิงปริมาณเยอะ เช่น ครูสอนครบชั่วโมงไหม แต่เราไม่ได้วัดว่าผู้เรียนได้รับอะไร อย่างตอนที่ ศธ. ปิดเรียนเพื่อให้เตรียมตัวสอบเข้ามหาลัยในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เราจะเห็นข่าวคุณครูออกมาบอกว่า สอนไม่ทัน เพราะตัวชี้วัดในอดีตจะวัดว่าสอนครบไหม แต่ถ้าเราอยากเปลี่ยนจะต้องไม่มีคำถามเช่นนี้ เพราะเรากำลังจะมุ่งไปที่ผลลัพธ์ของการเรียนรู้มากกว่า”</p>



<p>นอกจากการปรับในห้องเรียนแล้ว ปลายทางอย่างการเข้ามหาวิทยาลัยก็เป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เริ่มมีการหารือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และมหาวิทยาลัยว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยควรเป็นฐานสมรรถนะที่ทดสอบการนำไปใช้มากกว่าท่องจำหรือไม่ หรือการปรับ O-NET ให้สอดคล้องกับแนวทางการสอบที่เป็นสากลมากขึ้น</p>



<p>อีกปัญหาใหญ่อย่าง<a href="https://www.eef.or.th/news-070125/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การหลุดออกนอกระบบการศึกษา (drop out)</a>&nbsp;ก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยในปัจจุบัน มีการสำรวจข้อมูลของเด็กใน 16 จังหวัดได้ครบร้อยละ 100 แล้ว ทว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะต้องมีการแบ่งข้อมูล เช่น สัญชาติ ช่วงชั้น เพื่อหาทางแก้ปัญหาให้เหมาะสมต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c86b34"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525244_502663-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>รื้อระบบ ปรับระเบียบ เพื่อให้โรงเรียนอยู่ได้ด้วยตนเอง – เทอดชาติ ชัยพงษ์</strong></h3>



<p>“โอกาสกับคุณภาพการศึกษาเชื่อมโยงกัน และเชื่อมโยงไปถึงคุณภาพของประเทศในอนาคตด้วย เพราะคุณภาพของเด็กไทยคือคุณภาพของประเทศไทย”</p>



<p><strong>ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์</strong>&nbsp;สส. พรรคเพื่อไทย จ.เชียงราย และรองประธานกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวนำ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างมีความล้าหลังและจำเป็นที่จะต้องปรับให้ทันยุคทันสมัยยิ่งขึ้น ผนวกกับความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความหลากหลายในพื้นที่ และสถานการณ์ต่างๆ ที่ไม่ได้ดีขึ้น ทำให้เกิดช่องว่างทางการศึกษาเพิ่มขึ้น</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เทอดชาติยกตัวอย่างปัญหาสองข้อ&nbsp;<strong>ปัญหาแรก&nbsp;</strong>คือเรื่องของเศรษฐฐานะที่มีผลต่อคุณภาพคนและเป็นความเหลื่อมล้ำที่สำคัญที่สุดที่ไทยยังไม่สามารถลดได้&nbsp;<strong>ปัญหาที่สอง</strong>&nbsp;และสอดคล้องกับที่สิริพงศ์กล่าวถึงคือเรื่องงบประมาณ กล่าวคือตัวเงินที่จะส่งไปสู่หน่วยปฏิบัติซึ่งก็คือสถานศึกษายังมีน้อยและไม่เพียงพอต่อความต้องการ นำไปสู่แนวคิดการกระจายอำนาจสู่หน่วยปฏิบัติ เพราะการกระจายอำนาจจะช่วยให้ปัญหาเรื่องงบประมาณและการจัดสรรงบประมาณบรรเทาลง และ<strong>ปัญหาข้อสุดท้าย</strong>&nbsp;คือโครงสร้างพื้นฐานของสถานศึกษาที่มีขนาดไม่เท่ากันและได้รับการจัดสรรงบประมาณไม่เท่ากันด้วย</p>



<p>“ผมเสนอให้เราจัดตั้งอนุกรรมาธิการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะว่าโรงเรียนแบบนี้เกิดน้อยลงทุกปี โรงเรียนที่มีขนาดเล็กก็จะเล็กลงทุกปี และเราไม่เคยแก้ปัญหาให้เขาได้เลย บางทีก็ต้องแก้โดยใช้การทอดผ้าป่า ซึ่งมันก็เป็นการมีส่วนร่วมที่ดีแต่ไม่ใช่หลักการในการพัฒนา”</p>



<p>เทอดชาติกล่าวว่า ปัญหาที่ว่ามาทั้งหมดจะแก้ไขไม่ได้เลย หากไม่ช่วยกันรื้อโครงสร้างขนานใหญ่ อีกทั้งยังมีเรื่องการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและให้เกิดผลกับผู้เรียนโดยตรง ซึ่งก็ต้องนำไปสู่การทบทวนโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนต่อไป</p>



<p>ขณะที่ในเรื่องหลักสูตร เทอดชาติมองว่าหลักสูตรปัจจุบันไม่ตอบสนองต่อการจัดการเรียนรู้และวิธีจัดการเรียนรู้ของเด็กในยุคปัจจุบัน ที่สามารถเรียนรู้และดำเนินการได้เองโดยมีสื่อต่างๆ เป็นสื่อช่วยในการเรียน ดังนั้น หน่วยปฏิบัติแต่ละพื้นที่จะต้องจัดการดำเนินการให้สอดคล้องกับบริบทของตนเองและบริบทของนักเรียนเพื่อให้ตอบโจทย์เชิงคุณภาพ</p>



<p>“เราอาจจะไม่ได้เริ่มต้นแค่ที่หลักสูตรปฐมวัยและเด็กเล็ก แต่ไปเริ่มต้นตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์มารดา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมทำงาน ปูพื้นฐานมาจนถึงปฐมวัยเพื่อเราจะได้ทรัพยากรคนที่มีคุณภาพในระยะยาว” เทอดชาติเสนอ “การจัดการศึกษาก็เช่นกัน ต้องให้มีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกันไปว่าจะจัดอย่างไร ให้เกิดผลอย่างไร เพื่อทุกคนจะได้ผลร้อยละ 100 เท่ากัน เป็นระบบที่มีความเชื่อมโยงร้อยรัดซึ่งกันและกัน”</p>



<p>ไม่ใช่แค่เรื่องนักเรียน แต่บุคลากรทางการศึกษาอย่างครูก็สำคัญไม่แพ้กัน เทอดชาติเสนอว่า การคัดเลือกและผลิตครูจะต้องปรับใหม่ โดยเฉพาะเรื่องวิทยฐานะและโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพที่มีความไม่เสถียรอยู่ตลอดเวลาจนกลายเป็นการเพิ่มภาระให้ครู ดังนั้น การกระจายอำนาจให้ไปสู่หน่วยปฏิบัติที่ใกล้ชิดครูมากที่สุดจึงเป็นเรื่องจำเป็น รวมถึงหาแรงจูงใจให้ครูที่ยินดีไปสอนในพื้นที่ห่างไกลเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ</p>



<p>ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่ได้มองไปถึงร่มใหญ่อย่างกระทรวงศึกษาธิการ เทอดชาติมองว่ากระทรวงฯ มีขนาดเทอะทะและมีหน่วยสั่งการมากเกินไป ซึ่งยังเป็นความท้าทายสำคัญในการปรับตัวต่อไป รวมถึงการมีระบบติดตามและประเมินผลเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลให้เห็นภาพทั้งหมด ทั้งด้านโอกาสและคุณภาพ</p>



<p>“สิ่งสำคัญที่สุดคือระบบทั้งหมดต้องถูกปรับรื้อเพื่อให้โรงเรียนสามารถบริหารจัดการและอยู่ได้ด้วยตนเอง รัฐมีหน้าที่เพียงสนับสนุนส่งเสริมให้เขาอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”</p>



<p>ในตอนท้าย เทอดชาติกล่าวว่า “ในตอนนี้ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ฉบับใหม่กำลังเข้าสู่สภาเพื่อเข้าสู่กระบวนการต่อไปแล้ว ซึ่งร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ นี้จะเป็นร่างที่ทุกคนมีส่วนร่วม ปรับรื้อระบบที่เราคิดว่ามีปัญหา ให้คนไทยมีโอกาส มีคุณภาพ และนั่นคือคุณภาพของประเทศด้วยเช่นกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5c5cad"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525233_155419-the101world-1200x800-1.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปัญหา (การศึกษา) เชิงระบบต้องถูกแก้ด้วยระบบ – สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</strong></h3>



<p>สำหรับ&nbsp;<strong>ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</strong>&nbsp;รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาเชิงระบบ และการจะแก้ปัญหาเชิงระบบได้จะต้องแก้ด้วยระบบจึงจะเกิดผล ซึ่งสุชัชวีร์ชี้ให้เห็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาเชิงระบบสองข้อ</p>



<p><strong>ข้อแรก</strong>&nbsp;คือเป้าหมายด้านการศึกษาของประเทศไทยไม่เคยชัดเจน กล่าวคือ ไม่เคยมีการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่า ในอีก 5 ปีเด็กไทยจะต้องได้คะแนนสอบ PISA เท่าไร จะลดความเหลื่อมล้ำให้ได้เท่าไหร่ ซึ่งสุชัชวีร์ชี้ว่าจำนวนลดลงอาจไม่ได้ดีขึ้นเสมอไป เพราะส่วนหนึ่งมาจากการที่เด็กเกิดน้อยลงด้วย การจะวัดผลจริงๆ จึงต้องตั้งเป้าหมาย ที่สำคัญคือ ภาคเอกชนต้องเข้ามาร่วมพัฒนา เพราะลำพังเงินจากภาครัฐอย่างไรก็ไม่พอ</p>



<p><strong>ข้อที่สอง</strong>&nbsp;คือโลก AI ปัจจุบันกำลังจะเป็นควอนตัม แต่ระบบของไทยยังไม่มีความแม่นยำ ซึ่งจะส่งผลต่อการแก้ปัญหา เพราะถ้ายังพุ่งเป้าไปที่ระดับจังหวัด โรงเรียน ก็จะไม่สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพในเมื่อโลกไปถึงการแก้ไขปัญหารายบุคคลแล้ว ทว่าสุชัชวีร์ย้ำเตือนว่า หากพูดถึงการกระจายอำนาจ จะต้องระวังไม่ให้ปัญหาจากส่วนกลางกลายเป็นปัญหาเชิงพื้นที่ได้ เพราะพื้นที่ไม่มีสรรพกำลังเท่าส่วนกลาง</p>



<p>ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งข้อเสนอในการแก้ไขปัญหา 5 ประการ โดย&nbsp;<strong>ประการแรก</strong>&nbsp;สุชัชวีร์ย้ำเรื่องการตั้งเป้าหมายเพื่อให้มองภาพชัดเจนและเดินไปถึงเป้าหมายได้ร่วมกัน&nbsp;<strong>ประการที่สอง</strong>&nbsp;คือการดำเนินการรายบุคคล (personalized) กล่าวคือใช้ AI เจาะเข้าไปรายบุคคลในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นแสนเป็นล้านคนเพื่อทำการจับคู่ว่า พื้นที่ลักษณะนี้มีผู้ปกครองและครูแบบไหน หรือทำโมเดลที่สามารถนำไปสู่การติดตามและแก้ไขปัญหาเด็กรายบุคคลได้ต่อไป</p>



<p><strong>ประการที่สาม</strong>&nbsp;และต่อเนื่องจากประเด็นก่อนหน้าคือ หากเราใช้ AI ระบุตัวเด็กรายบุคคลได้ จะทำให้คนไทยทั้งประเทศสามารถช่วยดูแลเด็กทั้งประเทศได้</p>



<p>“เพราะการศึกษาไม่ใช่ภาระของรัฐเท่านั้น แต่เราทุกคนต้องช่วยกัน” สุชัชวีร์กล่าว</p>



<p><strong>ประการที่สี่</strong>&nbsp;สุชัชวีร์กล่าวว่าเงินไม่ใช่เรื่องเดียวที่จะนำไปสู่ความล้มเหลวทางการศึกษา แต่มีปัจจัยแวดล้อมมากมาย ทั้งครอบครัว ชุมชน หรือแม้กระทั่งสิ่งแวดล้อม การเติมเต็มและพิจารณามิติเหล่านี้จะช่วยให้เราแก้ไขปัญหาได้มากขึ้น</p>



<p>“<strong>ประการสุดท้าย</strong>&nbsp;ข้อมูลที่มีบอกเราว่า เด็กยากจนพิเศษเข้ามหาวิทยาลัยได้ร้อยละ 5 ซึ่งเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่เท่าเด็กทั่วไปที่เข้าได้ร้อยละ 30 อันนี้ต้องบอกว่า จริงๆ เด็กในมาเลเซียเข้ามหาวิทยาลัยได้ร้อยละ 70 และสิงคโปร์คือร้อยละ 100 แล้วนะครับ</p>



<p>“เพราะฉะนั้น การเพิ่มขึ้นไม่เท่ากับคุณภาพ เราต้องเน้นเรื่องคุณภาพด้วย” สุชัชวีร์ทิ้งท้าย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-572e11"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525266_133221-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พริษฐ์ วัชรสินธุ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยแนวทางที่&nbsp;</strong>‘<strong>เร็วขึ้น นานขึ้น ใกล้ขึ้น กว้างขึ้น และลึกขึ้น</strong>’ –&nbsp;<strong>พริษฐ์ วัชรสินธุ</strong></h3>



<p>“ผมคิดว่าความท้าทายเรื่องการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศมาจากปัญหาเชิงระบบ 4 ประการ”&nbsp;<strong>พริษฐ์ วัชรสินธุ&nbsp;</strong>สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวนำ</p>



<p><strong>ประการแรก</strong>&nbsp;พริษฐ์เกริ่นว่า ไทยลงทุนในการศึกษาไม่น้อย หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 4.7 ของ GDP ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากประเทศสมาชิก OECD มากนัก ทว่าปัญหาอยู่ที่งบประมาณไปถึงนักเรียนอย่างไม่เพียงพอ<strong>&nbsp;</strong>เนื่องจากงบส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับด้านบุคลากร จึงจำเป็นต้องทบทวนการแบ่งสัดส่วนโครงสร้างงบประมาณ โดยเฉพาะงบบุคลากรที่ต้องมองไปถึงโครงสร้างของกระทรวงและหน่วยงานว่ามีความเทอะทะหรือทำงานซ้ำซ้อนกันเกินไปหรือไม่<strong></strong></p>



<p>“อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้งบไปถึงนักเรียนอย่างไม่เสมอภาคคือ การกระจายงบโดยการคำนวณแบบรายหัวให้นักเรียนตามสถานศึกษา เราอาจจะต้องลองคำนึงถึงปัจจัยอื่นเพิ่มขึ้นเพื่อคิดถึงความเสมอภาค ไม่เช่นนั้น โรงเรียนขนาดเล็กจะเสียเปรียบ”<strong></strong></p>



<p><strong>ประการที่สอง</strong>&nbsp;หลายครั้งที่คนที่อยู่ใกล้ชิดกับปัญหาจริงๆ กลับไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ การที่ส่วนกลางทุ่มงบมาพัฒนาบางอย่างในโรงเรียนก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่นั่นอาจจะไม่ใช่ความสำคัญลำดับต้นๆ ที่โรงเรียนอยากพัฒนา<strong></strong></p>



<p>“ผมเข้าใจดีว่าเราต้องมีมาตรฐานส่วนกลางในการกำกับดูแล เช่น สุขาที่ถูกสุขอนามัย อาคารเรียนที่ปลอดภัย แต่ถ้าพูดถึงการพัฒนาที่เกินกว่านี้ เราควรกระจายอำนาจให้โรงเรียนสามารถตัดสินใจได้มากกว่านี้ไหม เพราะฉะนั้น การกระจายอำนาจสู่สถานศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ”<strong></strong></p>



<p><strong>ประการที่สาม</strong>&nbsp;พริษฐ์ชี้ว่า การลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาต้องไม่ใช่แค่ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสถานศึกษา แต่ต้องเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสถานศึกษา&nbsp;<strong>‘</strong>ที่มีคุณภาพ<strong>’</strong>&nbsp;นอกจากนี้ หากสามารถนำเด็กที่หลุดออกจากระบบกลับเข้าสู่ระบบได้แล้ว เราจะต้องคำนึงถึงต่อว่า หากนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบแล้ว การศึกษาที่เด็กได้รับมีคุณภาพเพียงพอหรือไม่ เช่น การมีโครงการพัฒนาศักยภาพของเด็กทว่ายังเชื่อมกับหลักสูตรเดิม ทั้งที่หลักสูตรเป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นในการศึกษาไทย<strong></strong></p>



<p>และ&nbsp;<strong>ประการที่สี่</strong>&nbsp;พริษฐ์เน้นย้ำว่า การลดความเหลื่อมล้ำไม่ได้สวนทางกับการโอบรับความหลากหลาย หากพูดให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นคือ การศึกษาที่ดีของแต่ละคนอาจไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกัน ดังนั้น การปลดล็อกการศึกษานอกระบบโรงเรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการศึกษาแต่ละแบบมีความเหมาะสมกับเด็กแต่ละคนที่เจอสถานการณ์ต่างกัน สิ่งสำคัญที่จะเป็นกลไกที่ช่วยโอบรับความหลากหลายและใช้ทรัพยากรที่ตอบโจทย์พื้นที่ได้คือ บทบาทของท้องถิ่น แต่ปัจจุบัน ท้องถิ่นก็ยังเจอข้อจำกัดและความท้าทายเชิงระเบียบตลอดเวลาหากจะทำโครงการที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนนอกสังกัดท้องถิ่น<strong></strong></p>



<p>นั่นจึงนำมาสู่แนวทางการของพริษฐ์เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คือการลงทุนที่ “เร็วขึ้น นานขึ้น ใกล้ขึ้น กว้างขึ้น และลึกขึ้น”<strong></strong></p>



<p>“<em>เร็วขึ้น</em>&nbsp;คือถ้าเราจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จะต้องรีบลดตั้งแต่ต้น คือลดในระดับปฐมวัยหรือประถมศึกษา ซึ่งจะได้ผลประโยชน์จากการลงทุนสูงมาก ที่ผ่านมาไทยลงทุนในระดับนี้ค่อนข้างน้อย”<strong></strong></p>



<p>เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น พริษฐ์ชี้ให้เห็นแนวทาง 2 ข้อ ข้อแรกคือการยกระดับคุณภาพและการมีอยู่ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก คือปรับหรือขยายเวลาให้บริการให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของผู้ปกครองมากขึ้น เช่น เปิดให้บริการเย็นขึ้น เปิด 7 วันและไม่มีปิดเทอม และข้อสอง พริษฐ์ชี้ให้เห็นว่า เด็กในช่วงอายุ 3 เดือนถึง2 ปี คือช่วงที่ร่วงหล่นจากการได้รับบริการจากรัฐมากที่สุด เพราะเป็นจุดที่สิทธิลาคลอดของมารดาจบลงจนถึงอายุ 2 ปีที่จะเข้าได้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จึงจำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อดูแลเด็กในช่วงนี้ ทั้งด้านทรัพยากรและบุคลากร<strong></strong></p>



<p>สำหรับ&nbsp;<em>นานขึ้น</em>&nbsp;พริษฐ์ชี้ว่าคือการให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และพัฒนาทักษะตลอดชีวิต เช่น การทำคูปองเพื่อให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยสามารถใช้พัฒนาทักษะได้ เพราะแม้ปัจจุบันจะมีคอร์สยกระดับทักษะหรือการเรียนรู้ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย ทว่าหลายครั้งที่อุปสรรคจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องค่าใช้จ่าย แต่เป็นเรื่องเวลา เพราะคนทำงานจะต้องทำงานหารายได้ตลอดเวลาทำให้ไม่อยากเสียสละเวลามาเรียน เพราะการมาเรียนจะทำให้รายได้ลดลง ดังนั้น พริษฐ์จึงยกตัวอย่างโมเดลของอินโดนีเซียที่ไม่ใช่แค่มีคูปองเรียนฟรี แต่มีการให้เงินสดด้วยตอนเรียนจบเพื่อเป็นแรงจูงใจ<strong></strong></p>



<p>การกระจายอำนาจหรือการเพิ่มบทบาทท้องถิ่นคือคำตอบของแนวคิด&nbsp;<em>ไกลขึ้น</em>&nbsp;แต่ต้องมาพร้อมกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการตรวจสอบจากผู้ปกครอง นักเรียน คุณครู ไปจนถึงบุคลากรของสถานศึกษาในพื้นที่ในเรื่องการใช้งบประมาณ ซึ่งพริษฐ์มองว่าการกระจายอำนาจเช่นนี้จะช่วยทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เพราะท้องถิ่นจะรู้ปัญหาอุปสรรคของเด็กแต่ละคนมากกว่า<strong></strong></p>



<p>“การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่ต้องดูการใช้ชีวิตของเด็กแต่ละคนด้วย” พริษฐ์อธิบายแนวคิด&nbsp;<em>กว้างขึ้น</em>&nbsp;“เพราะฉะนั้น บทบาทของ ศธ. หรือสถานศึกษาจึงไม่ใช่แค่ดูแลเรื่องวิชาการ แต่ต้องดูถึงการจัดสภาพแวดล้อมหรือสุขภาวะของเด็กให้พร้อมต่อการเรียนรู้ด้วย เพราะถ้าเด็กยังต้องอดอาหารหรือเจอสภาวะความเครียดจากครอบครัว ต่อให้ครูสอนดีแค่ไหนก็ไม่อาจอยู่ในจุดที่จะเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพได้”<strong></strong></p>



<p>นอกจากนี้ เพราะนักเรียนยากจนพิเศษจำนวนหนึ่งอาศัยอยู่ในครอบครัวแหว่งกลาง คืออยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย ดังนั้น พริษฐ์จึงเสนอว่า เราต้องดูแลถึงคนกลุ่มนี้ให้มีทักษะในการเลี้ยงดูบุตรหลานด้วย<strong></strong></p>



<p>และสุดท้าย&nbsp;<em>ลึกขึ้น</em>&nbsp;พริษฐ์เห็นพ้องกับทุกคนถึงเรื่องการใช้ข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลเชิงลึกเพื่อการจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคนมากขึ้น โดยเฉพาะแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างชุดข้อมูลเด็กยากจนพิเศษของ กสศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการต่อยอดการดำเนินการต่อไป</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/education-restructuring-for-equity-2025/">เปิดโจทย์การศึกษา 2568: ถึงเวลายกระดับโครงสร้างใหม่ เพื่อการศึกษาไทยที่เท่าเทียมมากขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แก้สูตรบริหารงบฯ เพิ่มการลงทุนไปยังตัวเด็ก ปรับหลักสูตรใหม่รองรับความหลากหลาย : ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-0802225/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Feb 2025 11:45:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.เล่างานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[Equity Forum 2025]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=90753</guid>

					<description><![CDATA[<p>▪️ในฐานะที่เป็นภาครัฐ มองว่า “งบประมาณ” สำคัญอย่างมากกั [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-0802225/">แก้สูตรบริหารงบฯ เพิ่มการลงทุนไปยังตัวเด็ก ปรับหลักสูตรใหม่รองรับความหลากหลาย : ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-size:14px"><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/14.0.0/72x72/25aa.png" alt="▪" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />ในฐานะที่เป็นภาครัฐ มองว่า “งบประมาณ” สำคัญอย่างมากกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา&nbsp; ที่ผ่านมางบประมาณส่วนใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ กระจุกตัวอยู่ที่ด้านบุคลากรถึง 85% ในขณะที่ในด้านการพัฒนาเด็กนั้นมีเพียง 15% ส่งผลให้นโยบายต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการขับเคลื่อนไม่เพียงพอ เช่น เรียนฟรี ไม่ฟรีจริง</p>



<p style="font-size:14px"><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/14.0.0/72x72/25aa.png" alt="▪" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />ในด้าน “คุณภาพการเรียนรู้” หลักสูตรแกนกลางมาตรฐานการศึกษาล้าสมัย&nbsp; สนใจเพียงว่า “ผู้เรียนจำอะไรได้” มากกว่า “ทำอะไรได้”&nbsp; ทำให้คุณภาพของผู้เรียนไม่สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป&nbsp;</p>



<p style="font-size:14px"><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/14.0.0/72x72/25aa.png" alt="▪" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />ในเชิงระบบ ยังพบว่ามีเด็ก Dropout จำนวนมากยังขาดแรงจูงใจในการเข้าเรียนในระบบ เนื่องจากมองไม่เห็นว่าการศึกษาจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตได้อย่างไร</p>



<p style="font-size:14px">ทั้งหมดนี้ ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อค้นพบและทิศทางนโยบายสำคัญ ในเวทีวิชาการ Equity Forum 2025 ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ดังนี้</p>



<p style="font-size:14px"><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/14.0.0/72x72/25aa.png" alt="▪" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />[1] เพิ่มงบประมาณในส่วนพัฒนาผู้เรียน 15% ให้สูงขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพในการจัดการศึกษา และหาแนวทางในการบริหารงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น นโยบาย “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime” ที่ก่อให้เกิดภาระทางงบประมาณน้อยที่สุด กล่าวคือ ใช้งบประมาณน้อยแต่ได้ผลมาก</p>



<p style="font-size:14px"><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/14.0.0/72x72/25aa.png" alt="▪" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />[2] ปรับหลักสูตรแบบยกเครื่อง (Major Change)&nbsp; เปลี่ยนจากหลักสูตรที่เน้นการท่องจำให้กลายเป็นหลักสูตรที่เน้นการทำได้ เช่น หลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-based Curriculum) หรือแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกิจกรรม (Activity-based Learning) สำหรับเด็กประถมศึกษาที่หลอมรวมกลุ่มสาระวิชาเข้าด้วยกัน</p>



<p style="font-size:14px"><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/14.0.0/72x72/25aa.png" alt="▪" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />[3] ศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพของเด็ก Dropout เพื่อทำความเข้าใจถึงเหตุผล บริบทแวดล้อม หรือสภาพปัญหา เพิ่มเติมจากการค้นหาข้อมูลเชิงปริมาณ เพื่อนำผลที่ได้ไปออกแบบแนวทางการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับรายบุคคล</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p></p>



<p><strong>ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ </strong>เปิดมุมมองนโยบาย <strong>‘ทิศทางความเสมอภาคทางการศึกษาของประเทศไทย ปี 2568’</strong> ในงาน <strong>Equity Forum 2025 การสัมมนาทางวิชาการเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาประจำปี 2568 </strong>ในหัวข้อ <strong>ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>ว่า ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในแต่ละพื้นที่ เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกับการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งต้องยอมรับว่าแม้กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูง แต่งบประมาณส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปกับเรื่องของบุคลากรการศึกษา </p>



<p>“เด็กไทยมีความสามารถในการแข่งขันค่อนข้างสูง แต่ประเด็นที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่ คือความเหลื่อมล้ำเรื่องคุณภาพของการจัดการศึกษาในแต่ละพื้นที่ยังทำได้ไม่เท่ากัน ทั้งยังมีงบประมาณจำกัด โดยนโยบายเรียนดีมีความสุข เราผลักดันด้วยความเชื่อว่าสิ่งแวดล้อมที่ดี บรรยากาศในการเรียนรู้ที่ดี จะอำนวยให้ผลการเรียนดีด้วย จึงพยายามทำผ่านมาตรการหลายทาง เช่น จากผลสำรวจพบว่าเด็ก 90% อยากให้ปรับปรุงห้องน้ำโรงเรียน ก็มีการจัดสรรงบประมาณไปปรับปรุง แต่เมื่อทำแล้วก็กระทบกับงบประมาณปรับปรุงอาคารเรียน ทั้งนี้ในแต่ละปีกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนมากที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราเหลืองบประมาณในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอยู่แค่ประมาณ 15% เท่านั้น ส่วนอีก 85% เป็นเงินที่จัดสรรไปใช้จ่ายเรื่องบุคลากร”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cb67da"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/02-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า ด้วยงบประมาณที่จำกัด กระทรวงศึกษาธิการต้องบริหารจัดการเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยจะแบ่งการทำงานกับนักเรียน 2 กลุ่ม หนึ่งคือกลุ่มที่เรียนเพื่อความเป็นเลิศ และสองคือกลุ่มที่เรียนเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต</p>



<p>“ในกลุ่มที่เรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการพยายามสร้างแนวทางและช่องทางอัพสกิล ให้เด็กสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพ รวมถึงหาทางที่จะช่วยให้มีทางเลือกในการเรียนรู้ที่ตรงกับบริบทชีวิตมากขึ้น จึงมีนโยบายเช่นธนาคารหน่วยกิต หรือนำเทคโนโลยีมาช่วยเพื่อให้เรียนรู้ได้จากทุกที่ ซึ่งเป็นนโยบายที่มุ่งปรับการเรียนการสอนให้เป็น ‘Personalize’ หรือการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการแต่ละบุคคลมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>“ขณะเดียวกันยังมีคำถามเจาะจงไปที่ตัวหลักสูตรว่าดีพอหรือไม่ ซึ่งอาจอธิบายด้วยคำถามในทางกลับกัน ว่าทำไมถึงมีเด็กที่เรียนหลักสูตรเดียวกันนี้ และสามารถพาตัวเองก้าวไปสู่ความเป็นเลิศได้ ประเด็นนี้เราจำเป็นต้องมองไปที่รายละเอียด ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือเด็กหลังห้องเรียนไม่ทันเด็กหน้าห้อง ดังนั้นการพยายามนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยให้การเรียนการสอนเป็นไปแบบ Personalize&nbsp; มากขึ้น และจะทำให้เด็กแต่ละคนมีโอกาสเข้าถึงระดับความรู้ตามความเหมาะสม รวมถึงช่วยส่งเสริมความสามารถในการรับรู้-เข้าใจได้มากขึ้น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-91bd7d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/01-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.สิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการกำลังพิจารณาปรับหลักสูตรแกนกลาง หลังจากที่ผ่านมาได้เดินหน้าปรับไปแล้วเป็นบางส่วน โดยปี 2568 นี้ อาจได้เห็นการปรับหลักสูตรสำหรับเด็กชั้นประถมที่จะไม่มีกลุ่มสาระวิชา แต่เน้นเรื่องผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นตัวตั้ง เพื่อส่งเสริมการเรียนต่อตามความสนใจและความถนัดของเด็กแต่ละคน และเมื่อปรับหลักสูตรแล้ว ก็จำเป็นต้องปรับแนวทางการวัดประเมินผลที่สอดคล้องกับการวัดฐานสมรรถนะมากขึ้น คือเป็นการทดสอบที่มุ่งให้ความสำคัญกับการนำไปใช้มากกว่าท่องจำ&nbsp;</p>



<p>“ปีนี้กระทรวงศึกษาธิการจะนำเทคโนโลยีหลายอย่างมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล และจะให้คำแนะนำรายโรงเรียนเพื่อให้โรงเรียนแต่ละแห่งสามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างเหมาะสมกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ส่วนเรื่องเด็กออกกลางคัน การทำงานที่ผ่านมาทำให้เราตระหนักว่าแม้จะค้นหาตัวเด็กเจอ แต่ต้องยอมรับว่าเหตุผลของการหลุดออกจากระบบการศึกษาของแต่ละคนนั้นแตกต่างหลากหลาย ซึ่งเราจะแก้ปัญหาโดยใช้สูตรสำเร็จไม่ได้ นอกจากนี้ต้องยอมรับว่า เด็กออกกลางคันส่วนใหญ่ไม่ได้อยากกลับเข้ามาเรียนในโรงเรียนปกติ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ปัญหาให้ตรงกับบริบท เช่นเราเจอเด็ก 3,000 คน ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้ง 3,000 คนจะอยากกลับมาเรียนทั้งหมด เพราะเราจะพบว่าอาจมีเด็ก 2,000 คนที่ปฏิเสธการกลับเข้าเรียนในโรงเรียน ซึ่งเรื่องนี้ต้องพิจารณาในรายละเอียดว่าข้อแม้ของแต่ละคนคืออะไร และถ้าเด็กปฏิเสธการกลับเข้าเรียนในระบบ เราจะออกแบบการศึกษาเรียนรู้อย่างไรให้เหมาะสม เพื่อให้ทุกคนกลับสู่เส้นทางการเรียนรู้ได้”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-0802225/">แก้สูตรบริหารงบฯ เพิ่มการลงทุนไปยังตัวเด็ก ปรับหลักสูตรใหม่รองรับความหลากหลาย : ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คิกออฟ 25 จังหวัดแรก เริ่มปฏิบัติการค้นหาเด็กและเยาวชนหลุดนอกระบบการศึกษา มุ่งสู่ Thailand Zero Dropout</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-170724/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Jul 2024 08:17:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=84737</guid>

					<description><![CDATA[<p>17 กรกฎาคม 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ. [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-170724/">คิกออฟ 25 จังหวัดแรก เริ่มปฏิบัติการค้นหาเด็กและเยาวชนหลุดนอกระบบการศึกษา มุ่งสู่ Thailand Zero Dropout</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>17 กรกฎาคม 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout ให้กับคณะทำงาน 25 จังหวัด เพื่อจัดทำแผนดำเนินงานร่วมกัน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการของจังหวัด อาทิ ศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และภาคีเครือข่ายรวมกว่า 250 คนเข้าร่วม ณ ศูนย์การประชุม อิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-16c8bf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/0717_ข่าว-158_PHOTO1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ </strong>กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา 1,025,514 คน โดยจัดให้เป็นวาระแห่งชาติ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout ใน 4 มาตรการสำคัญ <strong>‘ค้นหา-ช่วยเหลือ-ส่งต่อ-ดูแล’</strong> เด็กและเยาวชน ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ได้แก่</p>



<p>1. มาตรการค้นหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ผ่านการบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การค้นพบเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา</p>



<p>2. มาตรการติดตาม ช่วยเหลือ ส่งต่อ และดูแลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแต่ละรายอย่างเหมาะสม ทั้งด้านการศึกษา สุขภาวะ สภาพความเป็นอยู่ และสภาพสังคม</p>



<p>3. มาตรการจัดการศึกษาและเรียนรู้แบบยืดหยุ่น มีคุณภาพ และเหมาะสมกับศักยภาพของเด็กและเยาวชนแต่ละราย มีเป้าหมายให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาและการพัฒนาเต็มศักยภาพของตนเอง</p>



<p>4. มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมจัดการศึกษาหรือเรียนรู้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ในลักษณะ Learn to Earn</p>



<p>ทั้ง 4 มาตรการกำลังดำเนินงานโดย 11 หน่วยงานที่ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 อันประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กรุงเทพมหานคร สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สถาบันรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์กรมหาชน) และ กสศ. โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ ทุกจังหวัดได้เริ่มกระบวนการค้นหาและช่วยเหลือเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาทั้งประเทศ โดยมีแอปพลิเคชัน ‘Thai Zero Dropout’ สนับสนุนภารกิจ สำรวจค้นหา จัดทำแผนการดูแลรายบุคคล วางแผน ช่วยเหลือ และเชื่อมโยง ส่งต่อการช่วยเหลือทั้งระดับพื้นที่และระดับประเทศ รวมถึงการติดตามความก้าวหน้า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d2587e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/0717_ข่าว-158_PHOTO2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>จากการติดตามข้อมูลเด็กและเยาวชนในระบบการศึกษาภาคเรียนที่ 1/2567 ของนักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และองค์กรปกครองท้องถิ่น พบว่า จากตัวเลขเด็กนอกระบบการศึกษา 1,025,514 คน ณ 30 พฤศจิกายน 2566 ในภาคเรียนที่ 1/2567 เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ได้กลับเข้าเรียนในระบบแล้วจำนวนทั้งสิ้น 139,690 คน คิดเป็นร้อยละ 13.6 ของเด็กนอกระบบการศึกษา จำแนกเป็นการเข้าเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและอนุบาล จำนวน 109,850 คน (ร้อยละ 78.64) ระดับชั้น ป.1-ป.3 จำนวน 14,585 คน (ร้อยละ 10.44) ระดับชั้น ป.4-ป.6 จำนวน 3,599 คน (ร้อยละ 2.58) ระดับชั้น ม.1-ม.3 จำนวน 6,823 คน (ร้อยละ 4.88) และระดับชั้น ม.4-ม.6 รวม 4,833 คน (ร้อยละ 3.46)&nbsp;</p>



<p>“กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับนโยบาย Thailand Zero Dropout เป็นอย่างมาก มีการประชุมความคืบหน้าเรื่องนี้ทุกสัปดาห์ โดยมีพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นั่งเป็นประธานคณะทำงานเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่มีคณะทำงานในระดับพื้นที่ตั้งแต่ระดับจังหวัดสู่ตำบล จากหลากหลายกลุ่มและหลายระดับที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาจาก 25 จังหวัด ที่จะเป็นกลุ่มแรกเริ่มต้นกระบวนการคันหา คัดกรอง เตรียมการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น เพื่อรองรับเด็กและเยาวชนที่เคยหลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น สร้างการเรียนรู้หรือการพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ให้กลับเป็นพลเมืองที่เพิ่มคุณค่าให้กับตัวเองและสังคม หากเราสามารถดึงเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ให้กลับเข้าสู่การเรียนรู้จนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะส่งผลให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 3 ของ GDP อันเนื่องมาจากรายได้ตลอดชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งยังสามารถป้องกันปัญหาสังคมและอาชญากรรมอันเป็นผลพวงมาจากความยากจนได้” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a7229f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/0717_ข่าว-158_PHOTO3.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่า สำหรับมาตรการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพ มี Roadmap บันได 5 ขั้นในการทำงาน ได้แก่ บันไดขั้นที่ 1 การสำรวจข้อมูลเด็ก Dropout เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษารายบุคคล และพื้นที่อย่างต่อเนื่อง บันไดขั้นที่ 2 การติดตามช่วยเหลือเด็ก Dropout ได้เป็นรายบุคคล ผ่านเครือข่ายความร่วมมือของสหวิชาชีพ บันไดขั้นที่ 3 เด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น มีทางเลือก ตอบโจทย์ชีวิต โดยมีนวัตกรรมการศึกษารูปแบบต่าง ๆ รองรับ บันไดขั้นที่ 4 เด็กและเยาวชนได้รับการส่งต่อผ่านหุ้นส่วนการศึกษา ตามแนวคิด All for Education ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ในพื้นที่ การระดมทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ในพื้นที่ บันไดขั้นที่ 5 เด็กและเยาวชนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้เติบโตต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5bbc26"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/07/0717_ข่าว-158_PHOTO4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ การดำเนินงานของบันไดขั้นแรก ในปี 2567 นี้จะเริ่มจาก 25 จังหวัดแรกที่มีประสบการณ์ทำงานตามแนวคิดการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ของ กสศ. และโครงการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาและเด็กตกหล่น ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ โดยการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 เรื่อง  คือ  1.เพื่อสร้างความเข้าใจทิศทางและมาตการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนตามนโยบาย Thailand Zero Dropout ตามมติคณะรัฐมนตรี ให้กับหน่วยงานระดับพื้นที่ 2. เพื่อแนะนำการใช้งานระบบสารสนเทศ เครื่องมือ และกระบวนการ สนับสนุนหน่วยงานระดับพื้นที่ใช้ดำเนินมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ 3. ร่วมกันจัดทำร่างแผนการดำเนินงานระยะ  6 เดือนแรกของจังหวัด</p>



<p>“หลังการประชุมปฏิบัติการนี้ ทั้ง 25 จังหวัด จะเกิดคณะกรรมการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ในระดับจังหวัด และตำบล มีการปฏิบัติการค้นหา ส่งต่อ และช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย และการดำเนินการอื่น ๆ ตาม 4 มาตรการที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ หลังจากนั้นอีก 1 ปีให้หลังในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2567 กระทรวงศึกษาธิการ กสศ. และ 11 หน่วยงานจะได้จัดทำข้อมูล เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ของเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่อในระบบการศึกษาอีกครั้งหนึ่ง” ดร.ไกรยสกล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-170724/">คิกออฟ 25 จังหวัดแรก เริ่มปฏิบัติการค้นหาเด็กและเยาวชนหลุดนอกระบบการศึกษา มุ่งสู่ Thailand Zero Dropout</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>6 หน่วยงานร่วมแสดงความยินดี “ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรก” สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจาก 11 สถาบันผลิตครู เตรียมบรรจุ 285 โรงเรียนพื้นที่ห่างไกลตุลาคมนี้</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-220624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 22 Jun 2024 08:46:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<category><![CDATA[ก.ค.ศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ศธ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=83715</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2567 ณ อาคาร Impact Forum  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-220624/">6 หน่วยงานร่วมแสดงความยินดี “ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรก” สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจาก 11 สถาบันผลิตครู เตรียมบรรจุ 285 โรงเรียนพื้นที่ห่างไกลตุลาคมนี้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2567 ณ อาคาร Impact Forum เมืองทองธานี กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรและเข็มสัญลักษณ์แก่นักศึกษาทุนโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 ซึ่งสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจาก 11 สถาบันผลิตและพัฒนาครู รวมทั้งสิ้น 327 คน โดยมี <strong>ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</strong> ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน พร้อมด้วยผู้แทนองค์กรหลักร่วมดำเนินโครงการ ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) คุรุสภา และคณะกรรมการบริหาร กสศ. ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครูรัก(ษ์)ถิ่นสำเร็จการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ce7617"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/2206_ปัจฉิมนิเทศครูรักษ์ถิ่นรุ่นแรก-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-16fb62"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/2206_ปัจฉิมนิเทศครูรักษ์ถิ่นรุ่นแรก-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong> เป็นโครงการนักเรียนทุนรัฐบาล ภายใต้ พ.ร.บ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 มีแนวคิดเพื่อพั</p>



<p>ฒนาครูระบบปิดให้ตรงกับความต้องการของประเทศในสาขาที่ขาดแคลน คือ การศึกษาปฐมวัย และการประถมศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลหรือยากลำบาก การผลิต ‘ครูของชุมชน’ ที่มีใจรักในการเป็นครู รักถิ่นฐาน เป็นนักพัฒนาชุมชน โดยมีสัญญาผูกพันในการบรรจุเป็นครูที่โรงเรียนปลายทางต่อเนื่องอย่างน้อย 6 ปี เพื่อลดอัตราการโยกย้าย และเป็นแนวทางการผลิตและพัฒนาครูระบบปิดของประเทศอย่างเป็นระบบ (Systems change)</p>



<p>นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรก ได้รับทุนการศึกษาต่อเนื่องตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 โดยในเดือนตุลาคมปี 2567 ครูรัก(ษ์)ถิ่น 327 คน จะได้เข้าบรรจุเป็นข้าราชการครูเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ตามโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลต่าง ๆ จำนวน 285 แห่งใน 44 จังหวัด แบ่งเป็นกลุ่มโรงเรียน ดังนี้</p>



<ul>
<li style="font-size:16px">บนภูเขา : 69 คน 60 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">พื้นที่เสี่ยงภัย : 20 คน 17 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">พื้นที่ชายแดน : 17 คน 16 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">พื้นที่ทุรกันดาร: 14 คน 12 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">บนเกาะ : 12 คน 11 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">โรงเรียนชนกลุ่มน้อย : 8 คน 7 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">โรงเรียนพระราชดำริ : 5 คน 5 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งโรงเรียนคุณภาพ : 35 คน 34 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">พื้นที่พิเศษตามประกาศกระทรวงการคลัง : 19 คน 18 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">โรงเรียนร่วมพัฒนา : 1 คน 1 โรงเรียน</li>



<li style="font-size:16px">โรงเรียนไม่ทุรกันดารแต่ขาดแคลนครู : 127 คน 104 โรงเรียน</li>
</ul>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-50632d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ดร.สิริพงศ์-อังคสกุลเกียรติ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ</strong> กล่าวว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นมีบทบาทสำคัญต่อการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยสนับสนุนนักเรียนยากจนให้คงอยู่ในระบบด้วยการเรียนครู และส่งเสริมครูกลุ่มนี้ไปพัฒนาคุณภาพการศึกษาแก่เด็กชนบทในฐานะ Change Agent หรือผู้นำการเปลี่ยนแปลง</p>



<p>“กระทรวงศึกษาได้รับเรื่องร้องเรียนบ่อยที่สุดคือครูขอย้ายกลับบ้าน เพราะการทำงานไกลบ้าน ไกลถิ่นฐานของตัวเอง มันเป็นความทุกข์ มันเป็นภาระ วันนี้น้อง ๆ ได้มีโอกาสไปทำงานในบ้านตัวเอง คำถามที่มีมาโดยตลอดว่าโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล อยู่ในชนบท อยู่ชายขอบ ทำยังไงถึงจะมีครูที่มีคุณภาพไปสอนเด็กเหล่านั้น ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่คือคำตอบ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5d9b95"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/2206_ปัจฉิมนิเทศครูรักษ์ถิ่นรุ่นแรก-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ </strong>กล่าวต่อไปว่า การได้บรรจุเป็นครูทันทีแม้เป็นโอกาส แต่การต้องไปทำงานจริงในโรงเรียนขนาดเล็ก ห่างไกล ย่อมมีความท้าทายทั้งงบประมาณและภาระงานบนข้อจำกัดมากมาย<strong> </strong>วันนี้นอกจากมาให้กำลังใจ ยังมาให้คำมั่นด้วยว่าครูรัก(ษ์)ถิ่นจะไม่สู้โดยลำพังอย่างแน่นอน กระทรวงศึกษาธิการนำโดย พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ จะร่วมสู้ไปกับทุกคน ตรงไหนที่เติมเต็มได้จะพยายามเต็มที่ ทำให้ทุกคนมีความสุขในการทำงานตรงกับนโยบายเรียนดีมีความสุข</p>



<p>“วันนี้เป็นวันที่น้องเก็บเกี่ยวความสุข แล้วก็มีความรู้สึกภาคภูมิใจกับตัวเองมากที่เราจบการศึกษา วันนี้เราเต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน ความหวัง ฉะนั้นหลังจากทำงานไปแล้ว 1 ปี 2 ปี&nbsp; 3 ปี หรืออาจจะเป็น 10 ปี อย่าลืมความฝันของเรา ความฝันที่เราจะกลับไปพัฒนาบ้านเกิด ความฝันที่เราอยากจะกลับไปพัฒนาเด็ก ๆ อย่าให้กระแสสังคมมาเปลี่ยนเจตคติของเรา ขอให้กำลังใจน้อง ๆ ทุกคน เราจะจับมือไว้แล้วไปด้วยกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4dc75b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/รศ.ดร.ดารณี-อุทัยรัตนกิจ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการบริหาร กสศ. และประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล </strong>กล่าวว่า ในฐานะที่มีส่วนร่วมกับโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นตั้งแต่เริ่มต้น ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่มองเห็นความสำคัญของการสร้างครูที่มีคุณภาพสูงให้กับประเทศไทย บัณฑิตใหม่ของเราจบการศึกษาหลักสูตรปฐมวัยและประถมศึกษา ถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ในช่วง 12 ปีแรก ครูปฐมวัยและประถมศึกษาจะได้เห็นช่วงเวลาของการเติบโตจากวัยอนุบาลที่ยังเปราะบางไปสู่ชั้นประถมที่เริ่มมีรากฐานจิตใจที่มั่นคง นี่คือความสุขและความภาคภูมิใจของครู</p>



<p>อย่างไรก็ตามเชื่อว่าวันนี้คือหนึ่งวันที่ทุกคนมีความสุข แต่การทำงานทุกอย่างจะมีปัญหาอุปสรรคอยู่เสมอ อยากให้ทุกคนมองว่าสิ่งนั้นคือความท้าทาย และมีความมั่นคงทางจิตใจและยังคงมีความสุขกับการผู้ให้ เพื่อที่จะสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้ลุล่วงไปได้</p>



<p>“ในการเป็นครูเราต้องเจอเด็กหลากหลาย ทั้งคนที่เก่งช่วยเหลือตัวเองได้ มีคนปานกลางทั่วไป และมีเด็กที่ต้องการได้รับการช่วยเหลือดูแลพิเศษ เชื่อว่าการได้รับกระบวนการบ่มเพาะในมหาวิทยาลัย 4 ปี จะทำให้บัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่นของเรามีเครื่องมือ ความรู้ เทคนิค และสำคัญคือมีประสบการณ์เพียงพอในการดูแลลูกศิษย์ทุกคน ทุกประเภท และครูทุกคนจะไม่โดดเดี่ยว เพราะแม้จะเข้าสู่ช่วงปฏิบัติงานจริงแล้ว ก็ยังมีสถาบันมีคณะหนุนเสริมที่จะคอยติดตามให้กำลังใจ เพื่อให้ครูของเราทุกคนสามารถพัฒนาเด็ก ๆ ได้ต่อไป”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5cad3a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นสำเร็จได้ด้วยการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทุกหน่วยงาน ดังคำว่า It takes a village to raise a child การสร้างคนหนึ่งคนต้องใช้พลังทั้งชุมชน ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 จะเป็นเด็กกลุ่มแรกที่ได้รับโอกาสเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า หากทุกคนร่วมกันพัฒนาครูที่มีจิตใจรักถิ่นฐานบ้านเกิด มีความตั้งใจในการไปพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและลูกหลานในพื้นที่ให้ดีขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลจะลดลง</p>



<p>“เราหวังเป็นอย่างยิ่งเลยว่านักเรียนกลุ่มแรกที่น้อง ๆ ได้สัมผัส และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตเขา จะสร้างความหวังให้เกิดขึ้นในชุมชน และเป็นความหวังให้กระทรวงศึกษาธิการได้มีโอกาสสนับสนุนให้น้อง ๆ มีความก้าวหน้าในวิชาชีพครู และด้วยพลังของครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 ตรงนี้ รวมกับน้อง ๆ อีก 4 รุ่น รวมกว่า 1,500 คน จะเป็นพลังของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนกับระบบการศึกษาไทย ไม่ว่าน้อง ๆ จะเจอปัญหาหรืออุปสรรคอะไร เจอความยากในการปฏิบัติหน้าที่ ขอให้นึกย้อนถึงวันแรกที่เราตัดสินใจจะเป็นครู โดย กสศ. และอีก 5 หน่วยงานในโครงการ เรายินดีที่จะช่วยส่งเสริมน้อง ๆ ต่อไป”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1fd7ea"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/อุดม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อุดม วงษ์สิงห์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. </strong>กล่าวว่า บัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่นคงรูู้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทุกคนในวันนี้ คือครูอาจารย์ที่ดูแลน้อง ๆ มาตลอด 4 ปีเต็ม ตั้งแต่วันที่ลงไปค้นหาคัดเลือก จนถึงวันนี้ที่สำเร็จการศึกษา และหลังจากนี้ที่ทุกคนจะแยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ครูในพื้นที่ของตัวเอง ครูอาจารย์ก็จะยังไม่ปล่อยมือจากไป&nbsp;</p>



<p>สำหรับเส้นทางของครูรัก(ษ์)ถิ่นที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2563 ถึงวันนี้ที่นักศึกษารุ่นท่ 1 จบการศึกษาในปี 2567 เชื่อว่าทุกคนรู้ว่ากว่าที่จะก้าวเข้าไปในมหาวิทยาลัยนั้นไม่ง่าย และตลอด 4 ปีที่ผ่านมาก็ยิ่งเหนื่อยกับการเรียนและกระบวนการบ่มเพาะต่าง ๆ แต่เชื่อว่าทุกคนคงรู้ว่าเราเหนื่อยเพื่ออะไร และเป้าหมายของเราคือสิ่งใด&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“การมาถึงตรงนี้ได้ คือข้อพิสูจน์ว่าทุกคนมีฝีมือ มีความสามารถไม่แพ้ใคร และจากวันนี้ไป อยากให้ทุกคนรักในวิชาชีพด้วยหัวใจ จดจำวันที่เราตั้งใจอยากเป็นครูเอาไว้ และเพิ่มพูนอุดมการณ์ขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ปล่อยให้ไฟมอดดับไปตามเวลา จนวันหนึ่งข้างหน้าที่พวกเราจะเติบโตและก้าวไปเป็นผู้ให้ความรู้และแนวทางในการเป็นครูที่ดีกับคนรุ่นต่อ ๆ ไป ขออวยพรให้ทุกคนโชคดี และจำไว้ว่า กสศ. จะยังอยู่กับครูรัก(ษ์)ถิ่นทุกคนไปอีกตลอดหลายปีจากนี้ แล้วพบกันในโอกาสต่อไป”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-220624/">6 หน่วยงานร่วมแสดงความยินดี “ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรก” สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจาก 11 สถาบันผลิตครู เตรียมบรรจุ 285 โรงเรียนพื้นที่ห่างไกลตุลาคมนี้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศธ. ชื่นชมโมเดล Work &#038; Study จากความร่วมมือ KFC กสศ. ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ ปรับการศึกษาให้ยืดหยุ่นตามแนวทาง Thailand Zero Dropout</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-050624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Jun 2024 08:01:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ศธ.]]></category>
		<category><![CDATA[KFC ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=82520</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2567 ในงานเปิดตัวห้องเรียนเคเอฟซ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-050624/">ศธ. ชื่นชมโมเดล Work & Study จากความร่วมมือ KFC กสศ. ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ ปรับการศึกษาให้ยืดหยุ่นตามแนวทาง Thailand Zero Dropout</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2567<strong> </strong>ในงานเปิดตัวห้องเรียนเคเอฟซี สร้างหลักสูตรการศึกษานอกกรอบ หรือ “หลักสูตรทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ” เพื่อนำร่องการศึกษาที่ยืดหยุ่น ให้เด็กและเยาวชนสามารถเรียนรู้ผ่านการทำงานและเรียนไปพร้อมกัน โดยความร่วมมือของ<strong>เคเอฟซี ประเทศไทย </strong>กับ<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> และ<strong>ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-37190d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0610_ข่าว-117-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</strong> <strong>ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)</strong> กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากพลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้มาบอกเล่าว่า กระทรวงศึกษาธิการกำลังขับเคลื่อนการศึกษาหลายเรื่อง โดยจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนการทำงานด้านการศึกษาร่วมกัน ซึ่งความร่วมมือของเคเอฟซี ประเทศไทย กสศ. และศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ ที่นำร่องสร้างหลักสูตรการเรียนที่ยืดหยุ่น เพื่อแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่น่ายกย่องและนำเสนอเป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต</p>



<p>“ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการพยายามขับเคลื่อนประเด็นด้านการศึกษาหลายเรื่อง เพื่อผลักดันให้นโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ทั้งการพัฒนาระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีดิจิทัล พยายามยกระดับการศึกษา หาแนวทางที่ทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีเครื่องมือและระบบการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม ทันสมัยจะเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา หาแนวทางให้เด็กสามารถเรียนรู้ แล้วก็หาประสบการณ์เพื่อที่จะนำไปพัฒนาตัวเอง</p>



<p>“โจทย์ของเรา คือ ทำอย่างไรที่จะช่วยให้เด็ก ๆ สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา คุณครูสามารถพัฒนาการสอนได้ทุกที่ทุกเวลา ทำอย่างไรแหล่งความรู้ในเมืองหลวงจะสามารถเผยแพร่ไปในส่วนภูมิภาคได้ ทำอย่างไรรูปแบบการเรียนการสอนที่ กำลังใช้อยู่ในโรงเรียนชั้นนำจะสามารถไปถ่ายทอดในโรงเรียนส่วนภูมิภาค ในโรงเรียนพื้นที่ชายขอบได้</p>



<p>“นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังประกาศใช้ระบบธนาคารหน่วยกิต ธนาคารเครดิต (Cradit Bank) และการรับรองประสบการณ์ ซึ่งจะทำให้เกิดการถ่ายโอนหน่วยกิตหรือเทียบวุฒิการศึกษา และพัฒนา Skill Certificate ด้วยความตระหนักว่า ในปัจจุบันหลายองค์กรและหน่วยงาน ได้ปรับแนวทางในการรับเด็กเข้าทำงาน ไม่ได้รับคนเข้าทำงาน โดยดูจากวุฒิการศึกษาเหมือนในอดีต แต่ดูจากความสามารถในการทำงาน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานจริง Skill Certificate คือหลักฐานที่ใช้บ่งบอกว่า แต่ละคนมีความสามารถด้านไหนบ้าง และต้องเรียนรู้หรือเพิ่มทักษะด้านใด เพื่อใช้พัฒนาความสามารถในแต่ละสายงาน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-543a3d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0610_ข่าว-116_PHOTO6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3770c9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0610_ข่าว-116_PHOTO7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.สิริพงศ์</strong> กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ กำลังร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กรมส่งเสริมการเรียนรู้ และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติอ้างอิงอาเซียนและมาตรฐานสากลของหน่วยผลิตและพัฒนากำลังคน สร้างมาตรวัดความสามารถที่สอดคล้องกับการพัฒนากำลังคนของประเทศในอนาคต</p>



<p>เช่นเดียวกับความร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และภาคเอกชนที่มาร่วมขับเคลื่อนประเด็นด้านการศึกษาในหลาย ๆ ด้าน อาทิ โครงการ Thailand Zero Dropout  เพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ โดยได้พยายามขยายโครงการ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ และพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาไปในหลายจังหวัด เพื่อแสดงจุดยืนให้เห็นว่า กระทรวงศึกษาในยุคปัจจุบัน กำลังพยายามสร้างความยืดหยุ่นในการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่เพราะทราบดีว่า การแก้ปัญหาด้วยการปรับหลักสูตรเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานาน การปรับหลักสูตรแต่ละครั้ง ในแง่ของการแก้ไขกฎหมาย เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องใช้เวลาในการดำเนินการ ซึ่งอาจจะไม่ทันกับปัญหาในหลาย ๆ เรื่องที่เผชิญอยู่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-60f270"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0610_ข่าว-117_PHOTO4.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรี ศธ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการต้องทำในวันนี้ คือ คิดนอกกรอบ ทำตัวให้มีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้สถานศึกษาสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนได้ ระบบธนาคารหน่วยกิตเป็นหนึ่งในกลไกนั้น และพยายามออกแบบ แนวทางความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่อยากรับนักเรียนเข้าไปทำงานพาร์ตไทม์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้จากการทำงาน เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และสร้างรายได้ระหว่างช่วงปิดภาคเรียน หาช่องทางให้สามารถรับนักเรียนสายสามัญที่มีความต้องการด้านนี้ เข้าทำงานได้โดยไม่ผิดกฎหมายแรงงาน</p>



<p>“กระทรวงศึกษายุคใหม่ จะเป็นแซนด์บ็อกซ์ที่ให้หน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ มาช่วยกันออกแบบแนวทางและระบบการศึกษาร่วมกัน โดยสิ่งที่ต้องทำหลังจากนี้ คือ ต้องไปสร้างความเข้าใจ ด้านนโยบายเรื่องความยืดหยุ่นทางการศึกษาและความร่วมมือกับภาคเอกชนในการขับเคลื่อนหลักสูตรนอกกรอบในแนวทางเดียวกับความร่วมมือของเคเอฟซี ในการเปิดตัวห้องเรียนเคเอฟซี และสร้างหลักสูตรนอกกรอบ หรือหลักสูตรทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อปลดล็อกกำแพงต้นทุนชีวิตให้กับเยาวชนไทยในอีกหลาย ๆ พื้นที่หลาย ๆ จังหวัด และขอยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการพร้อมที่จะทำงานกับทุกภาคีและเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไปด้วยกัน”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-050624/">ศธ. ชื่นชมโมเดล Work & Study จากความร่วมมือ KFC กสศ. ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ ปรับการศึกษาให้ยืดหยุ่นตามแนวทาง Thailand Zero Dropout</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>KFC จับมือ กสศ. นำร่องสร้างหลักสูตรการเรียนที่ยืดหยุ่น เพื่อแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-100624/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Jun 2024 07:28:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิปัญญากัลป์]]></category>
		<category><![CDATA[KFC ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เศกไชย ชูหมื่นไวย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=82496</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเรียนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน เคเอฟซีจึงร่วมกับ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-100624/">KFC จับมือ กสศ. นำร่องสร้างหลักสูตรการเรียนที่ยืดหยุ่น เพื่อแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การเรียนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน <strong>เคเอฟซี</strong>จึงร่วมกับ<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> และ<strong>ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ </strong>สร้างหลักสูตรการเรียนเพื่อสร้างการศึกษาที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ชีวิตเด็ก เพราะเชื่อมั่นว่าเด็กไทยทุกคนมีศักยภาพที่หลากหลายและควรได้รับการสนับสนุนให้ค้นหาศักยภาพและพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นอาชีพได้&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เปิดเทอมใหม่ปีนี้ มีเด็กและเยาวชนไทยจำนวนไม่น้อยหมดโอกาสกลับเข้าห้องเรียนเหมือนคนอื่น ๆ และต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัญหาของระบบการศึกษาไทยที่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ฐานข้อมูล กสศ. พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนที่ไม่พบข้อมูลในระบบการศึกษา ตั้งแต่ชั้นอนุบาล – มัธยมศึกษาปีที่ 6 มากถึง 1.02 ล้านคน จึงได้มีการดำเนินมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ติดตามนำเด็กที่ต้องหยุดเรียนกลางคันกลับเข้าสู่การศึกษายืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิตยุคปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าหมายว่า ประเทศไทยจะต้องบรรลุเป้าหมาย Zero Dropout ภายในปี 2570 อันเป็นเจตนารมณ์ของรัฐบาลนี้</p>



<p><strong>เคเอฟซี ประเทศไทย</strong> ตระหนักถึงความสำคัญของเป้าหมาย “Zero Dropout” จึงร่วมกับ กสศ. และศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ เดินหน้าสานต่อโครงการ KFC Bucket Search เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา โดยเริ่มนำร่องมอบโอกาสให้กับเด็กและเยาวชนจากกระบวนการยุติธรรม ได้เลือกการเรียนที่เหมาะสมกับตนเองแบบยืดหยุ่น ทั้งด้านเวลาและวิชาเรียน ผ่านทางเลือก Work &amp; Study หรือหลักสูตรวิชาชีพที่ตอบสนองความต้องการของแต่ละคน ช่วยให้พวกเขาสำเร็จการศึกษาและพึ่งพาตนเองได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0e0321"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0610_ข่าว-116-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2567<strong> เคเอฟซี ประเทศไทย </strong>ร่วมกับ<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> และ<strong>มูลนิธิปัญญากัลป์ </strong>ได้เปิดตัวห้องเรียนเคเอฟซี และสร้างหลักสูตรนอกกรอบ หรือ “หลักสูตรทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ” โดยมี <strong>ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</strong> <strong>ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ</strong> เข้าร่วมเพื่อปลดล็อกกำแพงต้นทุนชีวิตให้กับเด็กไทย โดยเป็นการนำร่องการศึกษายืดหยุ่นที่เด็กสามารถเรียนรู้ผ่านการทำงานและเรียนไปพร้อมกัน เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการทำงานกับเคเอฟซี รวมถึงได้รับการถ่ายทอดความรู้ด้านการเป็นผู้ประกอบการ ตั้งแต่งานหลังร้านไปจนถึงงานบริการ ตัวอย่างวิชาเรียน เช่น ด้วยใจรักนักบริการ ที่จะเรียนรู้เรื่องของงานบริการในร้านอาหาร รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยต่าง ๆ หรือวิชาจักรวาลภาษาในโลกธุรกิจเพื่อให้สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษเบื้องต้นในการทำงาน และที่พิเศษอีกวิชาของเคเอฟซีคือ ตัวตึงวงการอาหาร และปรมาจารย์ด้านการครัว ที่จะทำให้เข้าใจมาตรฐานการทำสินค้าให้อร่อยถูกสุขลักษณะในทุกคำ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f81269"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0610_ข่าว-116_PHOTO2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายเศกไชย ชูหมื่นไวย กรรมการผู้จัดการ<br>บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด<br>และประธานมูลนิธิเคเอฟซี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายเศกไชย ชูหมื่นไวย</strong>&nbsp;<strong>กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด และประธานมูลนิธิเคเอฟซี</strong> กล่าวว่า “เปิดเทอมนี้ เพื่อส่งเสริมให้เด็กไทยได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง&nbsp; เคเอฟซีจึงริเริ่มหลักสูตร KFC ทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ โดยเป็นเอกชนแบรนด์แรกในการนำร่องการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น และมีเด็กเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาหลักสูตร เพื่อมอบโอกาสให้เด็กได้เลือกเรียนตามความสนใจและความเหมาะสมของตัวเด็กเอง”&nbsp;</p>



<p><strong>นายเศกไชย</strong> กล่าวเสริมว่า โครงการ KFC Bucket Search จะสร้างประโยชน์อย่างยิ่งต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ที่ต้องการแรงงานที่มีทักษะจำเป็นเหมาะสมกับการทำงานในตลาดงานยุคปัจจุบันและอนาคต ด้วยหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่นและเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการทำงานจริง พร้อมทั้งได้รับความรู้ด้านการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในปัจจุบันและอนาคต โครงการนี้สามารถพัฒนาต่อยอดเป็นต้นแบบให้ภาคเอกชนอื่น ๆ ที่มีวิสัยทัศน์คล้ายคลึงกันสามารถเข้ามาร่วมแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาด้วยกันได้ ทั้งนี้ ได้วางเป้าหมายที่จะขยายผลโครงการเพื่อมอบโอกาสให้เด็กที่หลุดออกจากระบบในพื้นที่ 40 จังหวัดทั่วไทย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ช่วยให้เด็ก ๆ ได้นำความรู้และประสบการณ์ไปพัฒนาต่อยอดอาชีพการงาน สร้างรายได้เลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว รวมทั้งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6e897d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0610_ข่าว-116_PHOTO3.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> กล่าวว่า การส่งเสริมให้ภาคเอกชนร่วมจัดการศึกษาควบคู่กับการทำงานให้แก่เด็กนอกระบบ เป็นหนึ่งในมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout เนื่องจากภาคเอกชนมีความสามารถที่เข้มแข็งกว่าภาครัฐในการเชื่อมโยงระหว่างโลกของการศึกษากับโลกของการทำงาน จากการวิจัยสำรวจของ กสศ. ในกลุ่มเด็กนอกระบบ 35,003 คนทั่วประเทศ พบว่า เด็กประมาณร้อยละ 50 มีความต้องการได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพและสนับสนุนการประกอบอาชีพที่โดดเด่นขึ้นมา แสดงถึงแรงจูงใจภายในที่เห็นความสำคัญของการประกอบอาชีพมากกว่ามุ่งเป้าหมายไปที่การได้รับการศึกษาแต่ไม่ตอบโจทย์ชีวิต ดังนั้นหลักสูตรการศึกษาใหม่ที่ KFC ได้ร่วมพัฒนากับ กสศ. จึงถือเป็นนวัตกรรมการศึกษาที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ชีวิต รวมถึงเป็นรูปธรรมสำหรับครูในโลกยุคใหม่ ทำให้ทุกคนที่มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ สามารถเป็นครู เป็นผู้สร้างการเรียนรู้ และช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ และสามารถพึ่งพาตนเองได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2df976"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0610_ข่าว-116-05-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f0fa14"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0610_ข่าว-116_PHOTO5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส </strong>กล่าวต่อไปว่า การทำงานกับเคเอฟซีในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า เอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษา ซึ่งจะส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงกับชีวิตของเด็กได้ การทำงานกับเด็กนอกระบบการศึกษา ถือเป็นการทำงานกับกลุ่มที่ยากมาก เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่ต้องการโอกาสที่สอง เพื่อที่จะกลับมาสู่ระบบการศึกษา แต่การกลับมาครั้งนี้จะไม่ใช่เรื่องของการใช้วิชาการเป็นตัวนำ แต่เป็นเรื่องของการใช้วิชาชีพที่ตรงกับทักษะตรงกับสมรรถนะและเป็นวิชาที่นำไปใช้ประกอบอาชีพในชีวิตจริงได้ มาเป็นตัวเชื่อมระหว่างเด็ก กสศ. เคยสำรวจความต้องการของเด็กกลุ่มนี้ พบว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือการเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย อาชีพที่พวกเขามองหา คืออาชีพที่ทำให้มีรายได้อย่างรวดเร็ว และเป็นอาชีพที่ช่วยทำให้พวกเขามีความมั่นคงได้ในอนาคต</p>



<p>“จากข้อมูลที่ผ่านมา พบว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มเด็กเกิดใหม่น้อยลง จำนวนแรงงานลดลงเรื่อย ๆ ขณะที่ผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นถ้าเราไม่ทำเรื่องการศึกษายืดหยุ่นในวันนี้ ในอนาคตข้างหน้าจะมีจำนวนคนให้เราพัฒนาน้อยลงอย่างต่อเนื่อง หากยังปล่อยให้เด็กหลุดออกจากการศึกษาในวันนี้ ก็จะยิ่งมีคนเข้าสู่กำลังแรงงานน้อยลงไปอีก เราต้องช่วยให้พวกเขากลับมาสู่โอกาสที่จะหลุดออกจากความยากจน ด้วยการศึกษาที่เหมาะสมและคำนึงถึงข้อจำกัดของพวกเขา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-377921"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0610_ข่าว-116_PHOTO6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d4ab1f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/0610_ข่าว-116_PHOTO7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส </strong>ระบุว่าหากประเทศไทยสามารถยุติปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จนกระทั่งทำให้จำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษากลายเป็นศูนย์ได้ (Zero Dropout) จะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 1.7 ของ GDP เนื่องจากรายได้ตลอดชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้นของเด็กและเยาวชนที่มีการศึกษาสูงขึ้น</p>



<p>“ทุกหน่วยงานด้านการศึกษา ทราบดีว่า การทำงานกับเด็กนอกระบบการศึกษา ถือเป็นการทำงานกับกลุ่มที่ยากที่สุด และต้องใช้ความร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่น จึงอยากให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกับโจทย์การทำงานนี้แบบที่เคเอฟซีกำลังทำอยู่ ความยากของโจทย์การทำงานนี้ ถือเป็นความท้าทาย ซึ่งหากประสบความสำเร็จก็จะทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุด เด็กและเยาวชนที่ได้รับความช่วยเหลือจะได้ประโยชน์สูงสุด เอกชนที่เข้ามาช่วยก็จะได้ประโยชน์สูงสุด และสุดท้ายสังคมก็ได้ประโยชน์สูงสุดเช่นกัน”</p>



<p>ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มต้นดำเนินโครงการ KFC Bucket Search ปี 2566 มีเยาวชนเข้าร่วมโครงการจำนวน 130 คน ได้มีโอกาสกลับเข้าสู่สังคมโดยมีทางเลือกที่เริ่มจากตัวเยาวชนเอง ซึ่งช่วยให้เยาวชนสามารถเข้าเรียนตามเงื่อนไขชีวิต และที่สำคัญสามารถเรียนตามความสนใจและถนัดของตนเองได้&nbsp;</p>



<p>ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง กสศ. และเคเอฟซี ได้ตั้งเป้ายกระดับชีวิตของเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวน 300 คน ภายในปี 2567 ผ่านการจุดประกายความหวังด้านการศึกษา และเปิดประตูสู่อาชีพที่ดีในอนาคต ภายใต้แนวคิดที่ว่า <strong>“ทุกศักยภาพไม่ควรถูกทอดทิ้ง”</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-100624/">KFC จับมือ กสศ. นำร่องสร้างหลักสูตรการเรียนที่ยืดหยุ่น เพื่อแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศธ. พร้อมหนุนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น เผย สพฐ. กำลังยกร่างคู่มือแนวทางปฏิบัติ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบที่เป็นรูปธรรม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-290424/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Apr 2024 08:14:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[1 โรงเรียน 3 รูปแบบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=80980</guid>

					<description><![CDATA[<p>29 เมษายน 2567 ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-290424/">ศธ. พร้อมหนุนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น เผย สพฐ. กำลังยกร่างคู่มือแนวทางปฏิบัติ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบที่เป็นรูปธรรม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>29 เมษายน 2567 ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “เส้นทางสู่ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ การศึกษาที่ยืดหยุ่น ป้องกันเด็กหลุดจากระบบ” จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ</p>



<p>ดร.สิริพงศ์ กล่าวว่า การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ สอดรับกับนโยบาย ‘เรียนดีมีความสุข’ ที่พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งให้ความสำคัญเรื่องการจัดการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ของเด็กเยาวชนทุกคน โดยคำนึงถึงความจำเป็นและภาระต่าง ๆ ที่ทำให้เด็กเยาวชนบางกลุ่มไม่สามารถมาโรงเรียนได้ทุกวัน จึงมองว่าหากระบบการศึกษายังคงยึดติดอยู่กับรูปแบบเดิม ๆ ย่อมหมายถึงเด็กจำนวนหนึ่งจะหลุดอกกจากระบบการศึกษาไปอย่างไม่มีทางเลือก</p>



<p>“วันนี้รูปแบบการศึกษาเปลี่ยนไปจากอดีต บางสาระวิชาเด็กไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ที่โรงเรียนแล้ว โรงเรียนจึงต้องปรับบทบาทตัวเอง ขณะที่ครูก็เปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็นโค้ช อย่างไรก็ตาม โรงเรียนยังถือว่ามีความสำคัญมากในการบ่มเพาะทักษะ Softskill ต่าง ๆ ที่เด็กไม่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ เพราะทักษะเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยการซึมซับผ่านประสบการณ์ตรง”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b6df40"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0429_ข่าว-98_PHOTO1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า เมื่อครูปรับบทบาทมาเป็นผู้อำนวยความรู้ ความหมายของการวัดประเมินผลที่อิงกับกลุ่มสาระวิชา จึงไม่จำเป็นต้องยึดอยู่กับรูปแบบเดิม โดยเฉพาะเมื่อ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 15 เอื้อให้สถานศึกษาจัดการเรียนรู้ได้แบบยืดหยุ่น</p>



<p>“โดย พ.ร.บ.การศึกษามีระบุไว้ชัดเจน การศึกษามี 3 รูปแบบ หนึ่งคือการศึกษาในระบบ สองการศึกษานอกระบบ และสามฃการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งในการจัดการเรียน การสอนที่ผ่านมาก็จะสามารถจัดรูปแบบใดก็ได้ หรือใช้ร่วมกันทั้งสามรูปแบบ เด็กบางคนเป็นนักเรียนในระบบก็จริงแต่เนื่องจากเศรษฐสภาพสภาพสังคมไม่เอื้ออำนวย การศึกษาจริง ๆ ก็เพื่อสองแนวทางครับ หนึ่งคือเพื่อความเป็นเลิศ สองคือ ความมั่นคงในชีวิต  ดังนั้นการศึกษาที่จะสามารถเติมเต็มให้เขาเกิดความมั่นคงในชีวิตได้ จึงถือว่าเป็นวัตุประสงค์ของการศึกษาที่ถูกต้อง ดังนั้น Zero Dropout เด็กต้องไม่หลุดออกจากระบบ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบทำได้ กระทรวงศึกษาธิการยินดีที่จะขับเคลื่อนร่วมกัน ในตอนนี้ทาง สพฐ. กำลังร่างแนวทางปฏิบัติว่าจะสามารถปฏิบัติการได้อย่างไร ทำให้เป็นรูปธรรมเหมือนกันทั่วประเทศ</p>



<p>“เรามีรูปแบบการศึกษามากมาย ขึ้นอยู่ว่าจะปรับใช้อย่างไร เรามีห้องเรียน EP (English Program) มีการเรียนผ่านศูนย์การเรียน มีระบบบ้านเรียน (Home School) มีห้องเรียนเฉพาะทางมากมายเกิดขึ้น บางโรงเรียนนำร่องลดกลุ่มสาระวิชาจาก 8 เหลือแค่ 5 กลุ่ม ขณะที่องค์ความรู้เท่าเดิม หรือบางแห่งก็บูรณาการบทเรียนจนพาผู้เรียนไปถึงองค์ความรู้ที่กว้างไกลยิ่งกว่ากรอบตัวชี้วัดเดิม ๆ ได้ ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ให้มีคุณภาพจึงขึ้นอยู่ที่การจัดลำดับความสำคัญของชั่วโมงการเรียนรู้ และการปรับตัวชี้วัดให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง</p>



<p>“กิจกรรมที่ กสศ. จัดขึ้นนี้ จะแสดงให้เห็นว่า ถ้าเรามีตัวอย่างของโรงเรียนที่จัดการศึกษา 3 รูปแบบได้แล้ว ย่อมหมายถึงข้อกฎหมายอนุญาตให้ทุกโรงเรียนสามารถทำได้ จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่ทุกฝ่ายตั้งใจมาเรียนรู้ร่วมกัน และจะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผล เมื่อผู้เข้าร่วม workshop จะนำบทเรียนต้นแบบกลับไปปรับใช้ในแต่ละสถานศึกษาตามความเหมาะสม”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3f3f4d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0429_ข่าว-98_PHOTO2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เน้นย้ำว่า แนวคิดของกระทรวงศึกษาธิการ ณ ปัจจุบัน มุ่งเน้นการทำงานที่หลุดไปจากกรอบ และพยายามเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดไปสู่เป้าหมาย Thailand Zero Dropout โดยในเดือนพฤษภาคม 2567 นี้ จะมีการประกาศการใช้งานระบบ Cradit Bank หรือ ‘ธนาคารหน่วยกิต’ ที่สภาการศึกษา สพฐ. และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา วางโครงสร้างร่วมกัน </p>



<p>“ใจความสำคัญของระบบธนาคารหน่วยกิต จะไม่ใช่แค่เรื่องของการฝึกทักษะอาชีพ แต่จะเปิดโอกาสให้สถานศึกษากำหนดวิชาที่หลากหลาย เพื่อนำมาเสริมการเรียนรู้ในวิชาหลัก รวมทั้งเป็นการบูรณาการบทเรียนที่ผู้เรียนสามารถเก็บเป็นหน่วยกิตเพื่อจบการศึกษา และนำความรู้ประสบการณ์ไปต่อยอดในการเรียนระดับที่สูงขึ้น หรือในการประกอบอาชีพ โดยการออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วของยุคสมัย จะเน้นที่หลักสูตรระยะสั้น มีความยืดหยุ่น พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา </p>



<p>“ใจความสำคัญของระบบธนาคารหน่วยกิต จะไม่ใช่แค่เรื่องของการฝึกทักษะอาชีพ แต่จะเปิดโอกาสให้สถานศึกษากำหนดวิชาที่หลากหลาย เพื่อนำมาเสริมการเรียนรู้ในวิชาหลัก รวมทั้งเป็นการบูรณาการบทเรียนที่ผู้เรียนสามารถเก็บเป็นหน่วยกิตเพื่อจบการศึกษา และนำความรู้ประสบการณ์ไปต่อยอดในการเรียนระดับที่สูงขึ้น หรือในการประกอบอาชีพ โดยการออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วของยุคสมัย จะเน้นที่หลักสูตรระยะสั้น มีความยืดหยุ่น พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา</p>



<p>“การศึกษาในโลกปัจจุบัน เขาอาจจะไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาแล้วว่าจะต้องจบอะไร คืออาจจะมุ่งเน้นไปว่า ศึกษาออกมาแล้ว มีทักษะในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ความรู้พื้นฐานเพียงพอ มีทักษะเพื่อประกอบอาชีพ สามารถต่อยอด พัฒนาตัวเองด้วยระบบการศึกษาได้ ผมคิดว่าการศึกษาในโลกปัจจุบันควรเป็นลักษณะนี้ครับ</p>



<p>“ระบบธนาคารหน่วยกิตที่กำลังจะนำมาใช้ จะเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันไม่ให้เด็กเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษา ด้วยการศึกษาที่พร้อมเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับวิถีชีวิตของผู้เรียน ในนามกระทรวงศึกษาธิการขอขอบคุณ ให้กำลังใจ และแสดงความตั้งใจที่จะสนับสนุนทุกฝ่าย เพื่อเดินหน้าประเทศไทยสร้างการเรียนรู้ที่มีทางเลือก หลากหลาย และตอบโจทย์ชีวิตของทุกคนไปด้วยกัน”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-290424/">ศธ. พร้อมหนุนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น เผย สพฐ. กำลังยกร่างคู่มือแนวทางปฏิบัติ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบที่เป็นรูปธรรม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศธ. หนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง ยินดีส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นได้ พร้อมปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ทันการเปลี่ยนแปลง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-250324/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 Mar 2024 10:42:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[Schools That matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อน โรงเรียนพัฒนาตนเอง : โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=79016</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในงาน “Schools That matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อน โรงเรียน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-250324/">ศธ. หนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง ยินดีส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นได้ พร้อมปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ทันการเปลี่ยนแปลง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในงาน <strong>“Schools That matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อน โรงเรียนพัฒนาตนเอง : โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”</strong> ที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQP (Teacher and School Quality Program) จัดขึ้น ณ อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2567 </p>



<p><strong>อ่านข่าว :<a href="https://www.eef.or.th/news-240324/" target="_blank" rel="noopener" title="อ่านข่าว : กสศ. ชูบทพิสูจน์ “โรงเรียนพัฒนาตนเอง”"> กสศ. ชูบทพิสูจน์ “โรงเรียนพัฒนาตนเอง”</a></strong></p>



<p><strong>ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงศึกษาธิการ</strong> ได้รับมอบหมายจาก<strong>พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</strong> เป็นตัวแทนเข้าร่วมบอกเล่านโยบายโรงเรียนคุณภาพของกระทรวงศึกษาธิการว่าพร้อมสนับสนุนการทำงานโรงเรียนพัฒนาตนเอง ที่ขณะนี้ได้ยกระดับการขับเคลื่อนงานจาก TSQP (Teacher and School Quality Program) ไปสู่ TSQM (Teacher and School Quality Movement) ในลักษณะของขบวนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบทางการศึกษา สร้างระบบนิเวศทางการเรียนรู้ร่วมกันด้วยกลไกการทำงานในระดับจังหวัดและเครือข่าย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a99fc5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ข่าว-01-ศธ.หนุน-กศส.-แก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.สิริพงศ์</strong> กล่าวว่า Schools That matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อน โรงเรียนพัฒนาตนเอง “โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” มีความสอดคล้องกับนโยบายเรียนดีมีความสุข ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเริ่มต้นจากการอยากเห็นทั้งผู้เรียนและผู้สอนมีความสุข ด้วยเชื่อว่าเมื่อทุกคนมีความสุขผลการเรียนก็จะดีขึ้น เพื่อดำเนินการเรื่องนี้ให้เป็นจริง จำเป็นต้องขับเคลื่อนประเด็นด้านการศึกษาอีกหลายเรื่อง และจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน</p>



<p>“คะแนน PISA ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และแสดงให้เห็นว่าการศึกษาไทย มีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำสูงและเป็นปัญหาที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องแก้ไขด้วยการหาแนวทางที่เหมาะสมและพิสูจน์ว่าเป็นแนวทางที่ใช้แก้ไขปัญหาโรงเรียนที่กำลังเผชิญอยู่ได้ โดยในวันนี้เรามีการพูดกันถึงเรื่องหลักสูตรฐานสมรรถนะ และหาวิธีเทียบความสามารถและศักยภาพที่เด็กแต่ละคนมีเป็นวิชาการได้ และกำลังทบทวนว่าทำอย่างไร จึงจะพัฒนาวิชาที่เป็นทักษะพื้นฐานให้เพียงพอต่อความจำเป็นสำหรับเด็ก เพื่อนำไปต่อยอดการเรียนรู้ให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ</p>



<p>“มีความพยายามพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ให้สามารถเอาชนะอุปสรรคและเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องช่วยกันคิดว่าจะแก้จุดอ่อนเรื่องนี้อย่างไร  โรงเรียนแต่ละแห่งซึ่งมีบริบทที่แตกต่างกัน ต้องช่วยกันคิดอีกด้วยว่าหากจะสร้างพื้นที่นวัตกรรม ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากใครบ้าง ชุมชนต้องมีส่วนร่วม ครูต้องมีส่วนร่วม ผู้บริหารต้องมีส่วนร่วมในการวางรากฐานเอาไว้ ให้กลไกของครูในโรงเรียน ให้กลไกของวัฒนธรรมองค์กร ให้กลไกของชุมชน ดำเนินต่อไปได้” ดร.สิริพงศ์กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3b6ccd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ข่าว-02-ศธ.หนุน-กศส.-แก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e8d461"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ข่าว-03-ศธ.หนุน-กศส.-แก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ</strong> กล่าวอีกว่า การพัฒนาการเรียนการสอนให้เท่าทันกับความต้องการของผู้เรียน ในอนาคต จำเป็นต้องเปลี่ยนเป้าหมายของการสอนโดยตั้งคำถามว่าเด็กจะได้อะไรจากการสอน จะต้องปรับการสอนให้มีผลลัพธ์มุ่งเน้นที่ตัวเด็ก และปรับตัวชี้วัดให้เน้นไปที่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่มีต่อผู้เรียน</p>



<p>“กระทรวงศึกษาธิการกำลังวางแผนที่จะเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยของโลก โดยกำลังจะนำ Digital Transformation มาพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองการลดภาระครู ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยของโลก และก้าวสู่องค์กรที่ใช้เครื่องมือดิจิทัลมาพัฒนาการเรียนรู้ในโรงเรียน&nbsp; และพยายามสร้างระบบการศึกษาที่ดี ซึ่งควรจะมุ่งไปในเรื่องการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นผลดีต่อตัวผู้เรียน สร้างการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น ตอบโจทย์เด็กทุกกลุ่มได้ ผลักดันการจัดสรรทรัพยากรที่มีความเสมอภาค ดูแลพื้นที่ที่มีความขาดแคลน สนับสนุนให้มีพื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน ปลูกฝังกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิด Growth Mindset การประเมิน PISA ไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงแค่เรื่องของคุณภาพทางการศึกษาเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับทัศนคติของเด็กอีกด้วย&nbsp;</p>



<p>“ทั้งนี้ ขอให้กำลังใจทุกคน ที่ช่วยกันพัฒนาการศึกษาด้วยแนวทางต่าง ๆ กระทรวงศึกษาธิการไม่ใช่หน่วยงานที่เป็นน้ำเต็มแก้ว ที่มีใครเสนออะไรแล้วก็ไม่ฟัง เรารับฟังทุกเรื่องและต้องการความคิดนอกกรอบ แต่ต้องเอาข้อเท็จจริงและข้อจำกัดมาพูดคุยกัน สิ่งใดที่เป็นข้อเสนอแนะที่มาจากการอภิปรายหารือกัน สิ่งไหนที่เป็นเรื่องดีและกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการให้ได้ก็จะทำให้ทันที” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการกล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-250324/">ศธ. หนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง ยินดีส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นได้ พร้อมปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ทันการเปลี่ยนแปลง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
