<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ดร.สมชัย จิตสุชน | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%94%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2-%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%8A%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 12 Mar 2024 05:57:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.12</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ดร.สมชัย จิตสุชน | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กู้วิกฤตทักษะคนไทย หลุดพ้นความยากจน “ลงทุนให้เต็มที่และทำอย่างชาญฉลาดด้วยสูตร 3 ชั้น”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-120324-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-120324-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 Mar 2024 05:55:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สมชัย จิตสุชน]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะพื้นฐานชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[หลุดพ้นความยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกยุคใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=78490</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทักษะพื้นฐานชีวิต ช่วย ‘หลุดพ้นความยากจน’ ในโลกยุคใหม่  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-120324-2/">กู้วิกฤตทักษะคนไทย หลุดพ้นความยากจน “ลงทุนให้เต็มที่และทำอย่างชาญฉลาดด้วยสูตร 3 ชั้น”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทักษะพื้นฐานชีวิต ช่วย ‘หลุดพ้นความยากจน’ ในโลกยุคใหม่</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-800a54"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/21century-info.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ถ้าถามว่าทักษะอะไรที่สำคัญกับการ </strong><strong>‘หลุดพ้นความยากจน’</strong> ต้องเข้าใจก่อนว่าความยากจนเกิดขึ้นจากอะไร ข้อเท็จจริงคือ<strong>คนยากจนจะมีทักษะที่น้อยกว่า และมีทรัพยากรสำหรับจับจ่ายเพื่อเพิ่มทักษะน้อยกว่า</strong> เช่น การเรียนในระดับสูง หรือเรียนในสถาบันดี ๆ รวมถึงยังมีความเปราะบางเรื่องอื่น ๆ เช่นปัญหาสุขภาพความเจ็บป่วย ตกงาน ซึ่งทำให้ยิ่งไม่มีเวลาสะสมหรือเพิ่มพูนทักษะ</p>



<p><strong>แล้วทักษะที่เป็น ‘ทุนพื้นฐานชีวิต’ สำคัญอย่างไรกับคนยากจนใน ‘มิติใหม่’ หรือต่างจากทักษะเดิม ๆ ที่คุ้นเคยกันอย่างไร</strong></p>



<p>“เราคุ้นเคยกันดีกับชุดความคิดที่ว่าในตลาดแรงงาน คนจนจะหายจนได้ต้องทำงานเก่งขึ้น ต้องพัฒนาตัวเองจนเป็นแรงงานฝีมือชั้นดี มีความสามารถเฉพาะทางระดับสูง หรือในตลาดการค้า ก็ต้องมีทักษะเช่น ทำอาหารเก่ง ทำขนมอร่อย ซึ่งนำไปใช้พาตัวเองหลุดพ้นความจนได้ เหล่านี้คือทักษะเฉพาะทาง เป็นเรื่อง ๆ ไป แต่ในโลกยุคใหม่ที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทักษะเฉพาะทางเหล่านี้เริ่มมีความสำคัญน้อยลง สิ่งที่เคยคิดกันว่าใช้ได้ดีในวันนี้ เวลาผ่านไปอาจใช้ไม่ได้หรือไม่มีความสำคัญอีกต่อไป โดยสิ่งที่กล่าวนี้ไม่ได้จำกัดแค่ในกลุ่มคนยากจน เพราะความเปลี่ยนแปลงของโลกนั้นกระทบกับคนทุกคนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สำหรับคนยากจนที่มีต้นทุนชีวิตที่น้อยกว่า การปรับตัวรับมือกับปัญหาด้วยการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ จึงไม่มีมีโอกาสมากเท่ากับกลุ่มคนที่มีต้นทุนสูงกว่า&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7c3ac9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/0312_สูตร-3-ชั้น-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>“ความสำคัญของทักษะพื้นฐานชีวิต คือ เป็นทักษะพื้นฐาน การอ่านออกเขียนได้ (Literacy) ทักษะดิจิทัล (Digital Skill) ทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Socio emotional Skill) จะเห็นว่าไม่มีเรื่องของ ทำขนม&nbsp; ทำข้าวแกงได้อร่อย&nbsp; หรือทักษะเฉพาะทางรวมอยู่ด้วยเลย แต่สามอย่างนี้คือทักษะที่ถ้าคุณเก่งแล้ว &nbsp;จะไปได้ในทุก ๆ ทาง คุณอ่านหนังสือรู้เรื่องเข้าใจและมีทักษะดิจิทัล คุณตามโลกทัน &nbsp;พร้อมปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลง ขยับตัวเองไปเรียนรู้ในสิ่งใหม่ได้ สุดท้ายคือทักษะที่สำคัญมาก คืออารมณ์และสังคม ซึ่งผมพูดเสมอว่า EQ สำคัญกว่า IQ หรือ ‘ทัศนคติ’ สำคัญกว่า ‘ความรู้’ สังเกตได้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะมาจากทัศนคติมากกว่าทักษะเฉพาะทาง เพราะคนกลุ่มแรกจะมีความเพียร มีการตั้งเป้าหมายในชีวิตและวางแผนเพื่อไปให้ถึง คือถ้าใครมีสามทักษะที่เป็นทุนชีวิตนี้ ทักษะเฉพาะทางอื่น ๆ จะตามมาได้ไม่ยาก เนื่องจากมันมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ (Learn How to Learn)”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-841b98"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/0312_สูตร-3-ชั้น-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กสศ. ธนาคารโลก (World Bank)และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &nbsp;ได้เผยแพร่ผลสำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน (ASAT) ในประเทศไทย พ.ศ. 2565 โดยพบว่า&nbsp; ไทยเผชิญวิกฤตเยาวชนและประชากรวัยแรงงานขาดแคลนทักษะหรือมีทักษะพื้นฐานชีวิต ได้แก่ 1) การอ่านออกเขียนได้ (literacy) 2) ทักษะด้านดิจิทัล (digital skill) และ 3) ทักษะทางสังคมและอารมณ์ (sociomotional skill)&nbsp;&nbsp; ต่ำกว่าเกณฑ์ (Threshold Level) ‘ในสัดส่วนที่สูง’ โดยปัญหาดังกล่าวคาดว่าได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 20.1%</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ประเทศไทยต้องลงทุนกับการกู้วิกฤตทักษะมากแค่ไหน?</strong></h2>



<p>คำถามที่ว่าเราต้องลงทุนอย่างไรหรือใช้ทรัพยากรเท่าไหร่ เพื่อกู้วิกฤตทักษะประชากร คำตอบคือ <strong>‘ใช้ให้เต็มที่ที่สุด’ </strong>ยิ่งเมื่อมองไปที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ทุกคนต่างทราบดีว่าอยู่ใน<strong>สภาวะ </strong><strong>‘รวยกระจุก จนกระจาย’</strong> คือคนจนมีเยอะมาก ดังนั้นคนที่ต้องการการช่วยเหลือด้านทรัพยากรก็ยิ่งมีจำนวนมาก เรื่องนี้จึง “ไม่ควรจะอั้น มีเท่าไหร่ต้องใส่ไปให้หมด” แต่ใจความสำคัญคือ<strong>เราต้องใส่อย่างชาญฉลาด ไม่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ</strong></p>



<p>“อย่าง ‘Soft Power’ ผมมองว่าเป็นเรื่องของ ‘กลุ่มทักษะ’ แต่สังเกตว่า งบประมาณให้น้อยเกินไป&nbsp;อย่างไรก็ตาม soft power &nbsp;ก็ยังแคบไป และผมคิดว่า ทักษะที่เป็นพื้นฐานชีวิต ผมมองว่ายิ่งตอบโจทย์มากขึ้นไปอีก&nbsp;ต้องใช้เงินเท่าไหร่ ต้องลงไม่อั้น ผมคำนวณดู&nbsp; อินโดนีเซีย ใช้ 9,000 บาทต่อคน ลองใช้ตัวเลขนี้กับคนไทย ด้วยตัวเลขผู้ที่การศึกษาต่ำกว่า ม.3 ราว 20 ล้านคน ใช้เงินน่าจะไม่ถึงแสนล้าน&nbsp;งบประมาณ จริงๆอาจไม่ต้องใช้ถึงแสนล้าน เพราะทักษะแบบนี้โดยหลักการไม่จำเป็นต้องถูกฝึกใหม่ทุกปี ดังนั้น งบประมาณจะใช้ราว 60,000 ล้าน”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หมดยุคเรียน 16 ปี ถึงทำงานหาเงินได้</strong><br><strong>ลงทุนสร้าง 3 ทักษะ สร้างคนหาความรู้ด้วยตัวเอง&nbsp;สร้างงาน สร้างเงินได้เร็ว</strong></h2>



<p>ส่วนประเด็นเรื่องเวลาในการศึกษาเรียนรู้ ผมเปรียบเทียบให้เห็นเลยว่า สมัยก่อนจะหาเงินได้เป็นเรื่องเป็นราว พอจะมีชีวิตแบบชนชั้นกลางได้คุณต้องจบปริญญาตรี กว่าจะเรียนจบปริญญาตรีได้ต้อง 16 ปี&nbsp; ถึงกล้าเข้าตลาดแรงงาน หาเงินได้ แต่ทักษะพื้นฐานชีวิต &nbsp;ถ้าสอนกันดี ๆ มี Learning Platform ดี ๆ ดีไม่ดี เด็กอายุ 12-13 &nbsp;เก่งพวกนี้ได้แล้ว ยิ่งถ้าเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 6-7 ปี หรือตั้งแต่อนุบาลยิ่งดี&nbsp;หมายความว่า เด็กซัก 10-12 ปี เริ่มหาความรู้ด้วยตัวเองได้แล้ว&nbsp;แทนที่จะลงทุนถึง 16 ปีกว่าจะทำงาน หาเงินได้ในตลาดแรงงาน</p>



<p><strong>“ประเด็นเรื่องเวลา คนจนไม่มีเวลา เรียนถึง 16 ปี ถ้าเราทำ platform ดี ๆ เด็กจากครอบครัวยากจน เรียน 6 ปี ไม่ถึง 10 ปี สามารถเก่งเรื่องทักษะพื้นฐานชีวิต ก็สามารถหาความรู้ด้วยตัวเองได้ ดังนั้น การลงทุนกับทักษะพื้นฐานทุนมนุษย์ย่อม ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากกว่าและเร็วกว่าการลงทุน 16 ปีเพื่อสร้างคนเข้าตลาดแรงงานแน่นอน”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>National Skill Program เริ่มต้นที่คนไทย 20 ล้านคนไม่จบ ม.3</strong><br><strong>จากสูตรสำเร็จของอินโดนีเซีย สู่การกู้วิกฤตทักษะของประเทศไทย&nbsp; </strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-89982e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/0312_สูตร-3-ชั้น-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การกู้วิกฤตทักษะคนไทย ต้องทำเป็นระบบใหญ่ ต้องเอาจริงและทุ่มเททรัพยากร&nbsp; ตัวอย่างรูปธรรมสำคัญ&nbsp;เช่น&nbsp;<strong>การทำ National Skill Program เป็นวาระแห่งชาติ โดยโปรแกรมนี้ต้อง มีลักษณะเป็นขนมชั้น&nbsp;3 ชั้น</strong> เริ่มจากชั้นกลาง คล้ายๆที่อินโดนีเซียทำ คือมีคูปอง มีระบบกลไกตลาด ให้คนที่รู้เรื่องทักษะจริงหรือรู้ว่าตลาดต้องการอะไรเป็น Suply Side เป็นผู้แจกคูปอง&nbsp;เป็นทักษะเฉพาะทาง ทักษะอาชีพต่างๆ&nbsp; เรื่องนี้ต้องทำขนานใหญ่ ต้องกล้าลงทุน&nbsp;ของอินโดนีเซียทำ เริ่มต้น 5 ล้านคน ของไทยต้องวางเป้าหมายมากกว่านั้น&nbsp; อาจกำหนดกลุ่มเป้าหมายเลยว่าคนไทยทุกคนที่เรียนไม่เกิน ม.3 ความรู้ไม่มากนัก ตามโลกไม่ทัน เข้าใจว่าน่าจะมีอยู่ไม่ต่ำกว่า 20-30 ล้านคน&nbsp;แน่นอนว่าต้องค่อยๆเริ่ม และมีการประเมินระหว่างทาง&nbsp;โดยประเภทของทักษะอาจเป็นเฉพาะทางก็ได้ แต่ต้องมีความหลากหลายรองรับเพียงพอ”</p>



<p>ส่วนชั้นล่าง หรือชั้น 1 ควรมีโครงการที่เป็น Skill Program ที่ส่งเสริมเรื่องทักษะพื้นฐานชีวิตให้กับทุกคน ซึ่งในกระบวนการอาจมีการประเมินระดับทักษะทุนชีวิตในระดับบุคคล บางคนอาจจะมีอยู่แล้ว&nbsp;ก่อนจะไปใน ‘ชั้นกลาง’ ต้องแน่ใจว่า&nbsp;3 ทักษะดี แต่ถ้า ทักษะพื้นฐานยังไม่ดี&nbsp; การจะให้กลุ่มเป้าหมายข้ามไปเรียนรู้ทักษะเฉพาะทางเลย ผู้เรียนรู้จะไปไม่ได้ไกล หรือเรียนรู้ออกมาแล้วอาจไม่ได้ทำให้การสร้างรายได้เพิ่ม สร้างเนื้อสร้างตัวได้</p>



<p>สำหรับ ‘ชั้นบน’ ต้องเป็นพื้นที่เฉพาะของกลุ่มเปราะบาง เช่น ประชากรนอกระบบ เด็กที่ออกนอกระบบ กลุ่มคนจน 15% ล่างสุดของประเทศ คนพิการ ผู้สูงอายุ ฯลฯ เป็นกลุ่มนี้ต้องการการดูแลพิเศษ ด้วยโปรแกรมที่ออกแบบเฉพาะ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เสริมทักษะพื้นฐาน 3+2 เพื่อกลุ่มยากจนขาดแคลนโอกาสที่สุด</strong></h2>



<p>“การเสริม Foundation Skills ที่โยงกับกลุ่มคนนยากจนขาดแคลนโอกาสที่สุด ถ้าเป็นไปได้ควรเป็น 3+2 คือเรื่อง ‘ความรู้ทางการเงิน’ financial literacy และมีตัวย่อยคือ ‘ความรู้ในการลงทุน’&nbsp;Investment literacy&nbsp;เราอาจจะคิดว่า คนจนไม่มีเงิน ไปลงทุน แต่เรา คนที่กึ่งจน กึ่งไม่จน ถ้ามีความรู้ทางการเงิน ลดการใช้จ่ายเงิน ลดการซื้อหวย ลดการกินเหล้า เงินที่มากขึ้น&nbsp;ถ้ามีความรู้ในการลงทุน จะทำให้เงินนี้ออกดอกออกผลได้ ไม่ว่าจะลงทุนในเรื่องอะไร&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ตัวแถมที่สาม คือเรื่อง สุขภาพ คนจนจำนวนมาก หลุดพ้นความยากจนไม่ได้เพราะปัญหาสุขภาพ&nbsp;เพราะมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กินอาหารไม่ถูกต้อง&nbsp;นำไปสู่โรค หัวใจ ความดัน เบาหวาน NCD สุขภาพไม่ดีทำงานได้แย่ลง บางทีติดเตียงไป&nbsp; เป็นภาระของครอบครัว หรือเสียชีวิตทั้งที่อยู่วัย เป็นกำลังหลักของครอบครัว กลายเป็นวังวนความยากจน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c32d52"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/0312_สูตร-3-ชั้น-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>มาตราเสริมอีกเรื่องที่ควรต้องทำ คือเรื่องอินเทอร์เน็ต</strong>&nbsp;ทักษะหลายเรื่อง ทั้งทักษะเฉพาะทาง และทักษะพื้นฐานทุนชีวิต ทักษะด้านสุขภาพ มาในรูปของดิจิตัล แต่ว่าปัญหาของประเทศไทย กลุ่มคนที่จนจริง ๆ จำนวนไม่น้อย เข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต หรือในพื้นที่ห่างไกล ติดเขา ติดชายแดน สัญญาณไม่มี เป็นสิ่งที่ผมพยายามผลักดันผ่านมาหลายรัฐบาล ยังไม่สำเร็จ คือ ช่วยทำอินเทอร์เน็ตให้ฟรีได้มั้ย โดยเฉพาะฟรีสำหรับคนกลุ่มเปราะบาง จะเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้ อย่างมากเลย ทำเรื่องนี้ผนวกกันกับโปรแกรม 3 ชั้น ความจำเป็นที่ต้องคุยว่า สวัสดิการเท่าไหร่ เบี้ยยังชีพพอมั้ย เงินไม่พอต้องหาเงินจะหาจากไหนดี จะหายไป&nbsp;&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-120324-2/">กู้วิกฤตทักษะคนไทย หลุดพ้นความยากจน “ลงทุนให้เต็มที่และทำอย่างชาญฉลาดด้วยสูตร 3 ชั้น”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 สถาบันวิชาการเสนอทางออกเร่งด่วน รัฐทุ่มลงทุนกู้วิกฤตทักษะคนไทย เป็นวาระแห่งชาติ เริ่มต้นที่คนไทยจบแค่ ม.3 กว่า 20 ล้านคนก่อน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-080324/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-080324</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Mar 2024 04:36:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<category><![CDATA[World Bank]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สมชัย จิตสุชน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[ASAT]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.แบ๊งค์​ ​งาม​โชติ​อรุณ]]></category>
		<category><![CDATA[Fostering Foundation Skills in Thailand กู้วิกฤตทักษะคนไทย หลุดพ้นความยากจน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=78214</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-080324/">5 สถาบันวิชาการเสนอทางออกเร่งด่วน รัฐทุ่มลงทุนกู้วิกฤตทักษะคนไทย เป็นวาระแห่งชาติ เริ่มต้นที่คนไทยจบแค่ ม.3 กว่า 20 ล้านคนก่อน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ ธนาคารโลก (World Bank) ได้เผยแพร่ผลสำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน (ASAT) ในประเทศไทย พ.ศ. 2565 โดยพบว่า&nbsp; <strong>ไทยเผชิญวิกฤตเยาวชนและประชากรวัยแรงงานขาดแคลนทักษะหรือมีทักษะพื้นฐานชีวิต ได้แก่ 1) การอ่านออกเขียนได้ (literacy) 2) ทักษะด้านดิจิทัล (digital skill) และ 3) ทักษะทางสังคมและอารมณ์ (sociomotional skill) &nbsp; ต่ำกว่าเกณฑ์ (Threshold Level) ‘ในสัดส่วนที่สูง’</strong> โดยปัญหาดังกล่าวคาดว่าได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 20.1%</p>



<p>ล่าสุด&nbsp; 5 สถาบันวิชาการ ร่วมระดมสมอง หาทางออก ในเวทีวิชาการ <strong>“Fostering Foundation Skills in Thailand กู้วิกฤตทักษะคนไทย หลุดพ้นความยากจน”</strong> เมื่อวันพุธที่ 6 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา ณ ห้องสานพลัง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา อาคารเอส พี ชั้น 12 โดยเป็นการระดมสมองนักวิชาการจากหลากหลายสถาบัน อาทิ กสศ. สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม มจธ.&nbsp; คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฯลฯ เพื่อวิเคราะห์นโยบายจากต่างประเทศในการพัฒนาทักษะพื้นฐานชีวิตทุกช่วงวัยที่ประสบความสำเร็จ และหารือกันถึงทางออกในการกู้วิกฤตทักษะคนไทย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6145d4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/5-สถาบันวิชาการ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cd40ac"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ดร.สมชัย-จิตสุชน.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)</strong>&nbsp; กล่าวว่า การกู้วิกฤตทักษะคนไทยต้องทำเป็นระบบใหญ่ จริงจังและทุ่มเททรัพยากร ตัวอย่างรูปธรรมสำคัญ เช่น&nbsp; การทำ National Skill Program เป็นวาระแห่งชาติ โดยโปรแกรมนี้ต้องมีลักษณะเป็นขนมชั้น 3 ชั้น เริ่มจากชั้นกลาง คล้ายกับที่อินโดนีเซียทำ คือมีคูปอง มีระบบกลไกตลาด ให้คนที่รู้เรื่องทักษะจริงหรือรู้ว่าตลาดต้องการอะไรเป็น Suply Side&nbsp; เป็นผู้แจกคูปอง เป็นทักษะเฉพาะทาง ทักษะอาชีพต่าง ๆ เรื่องนี้ต้องทำขนานใหญ่ ต้องกล้าลงทุน&nbsp; อินโดนีเซียทำเรื่องนี้ เริ่มต้น 5 ล้านคน ของไทยต้องวางเป้าหมายมากกว่านั้น อาจกำหนดกลุ่มเป้าหมายเลยว่าคนไทยทุกคนที่เรียนไม่เกิน ม.3 ความรู้ไม่มากนัก ตามโลกไม่ทัน เข้าใจว่าน่าจะมีอยู่ไม่ต่ำกว่า 20-30 ล้านคน&nbsp; แน่นอนว่าต้องค่อย ๆ เริ่ม และมีการประเมินระหว่างทาง&nbsp; โดยประเภทของทักษะอาจเป็นเฉพาะทางก็ได้ แต่ต้องมีความหลากหลายรองรับเพียงพอ</p>



<p>ส่วนชั้นล่าง หรือชั้น 1 ควรมีโครงการที่เป็น Skill Program ที่ส่งเสริมเรื่องทักษะพื้นฐานชีวิตให้กับทุกคน ‘ชั้นกลาง’ หรือ ทักษะเฉพาะทาง สำหรับ ‘ชั้นบน’ ต้องเป็นพื้นที่เฉพาะของกลุ่มเปราะบาง เช่น ประชากรนอกระบบ เด็กที่ออกนอกระบบ กลุ่มคนจน 15% ล่างสุดของประเทศ คนพิการ ผู้สูงอายุ ฯลฯ กลุ่มนี้ต้องการการดูแลพิเศษด้วยโปรแกรมที่ออกแบบเฉพาะ โดยการเสริม Foundation Skills ที่โยงกับกลุ่มคนยากจนขาดแคลนโอกาสที่สุด ถ้าเป็นไปได้ควรเป็น 3+2 ได้แก่ ทักษะดิจิทัล ทักษะรู้หนังสือ และทักษะอารมณ์และสังคม แล้วควรเพิ่ม ‘ความรู้ทางการเงิน’ financial literacy และมีตัวย่อยคือ ‘ความรู้ในการลงทุน’&nbsp; (Investment literacy)&nbsp; เพราะนอกจากจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต ความรู้ในการลงทุนจะลดการใช้จ่ายเงิน ลดการซื้อหวย ลดการดื่มเหล้า จะทำให้เงินนี้ออกดอกออกผลได้ &nbsp; นอกจากนี้ยังมีตัวแถมที่สาม คือเรื่อง สุขภาพ และมาตราเสริมเรื่องอินเทอร์เน็ต&nbsp; โดยการมีอินเทอร์เน็ตฟรีสำหรับคนกลุ่มเปราะบาง&nbsp; เพราะจะเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้อย่างมาก&nbsp;</p>



<p><strong>ดร.สมชัย</strong>&nbsp; กล่าวว่า คำถามที่ว่าเราต้องลงทุนอย่างไรหรือใช้ทรัพยากรเท่าไหร่ เพื่อกู้วิกฤตทักษะประชากร คำตอบคือ ‘ใช้ให้เต็มที่ที่สุด’ แต่ใจความสำคัญคือเราต้องใส่อย่างชาญฉลาด ไม่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ</p>



<p>“ผมคำนวณดู&nbsp; อินโดนีเซียใช้ 9,000 บาทต่อคน ลองใช้ตัวเลขนี้กับคนไทย ด้วยตัวเลขผู้ที่การศึกษาต่ำกว่า ม. 3 ราว 20 ล้านคน ใช้เงินน่าจะไม่ถึงแสนล้าน จริง ๆอาจไม่ต้องใช้ถึงแสนล้าน เพราะทักษะแบบนี้โดยหลักการไม่จำเป็นต้องถูกฝึกใหม่ทุกปี ดังนั้น งบประมาณจะประมาณ 60,000 ล้าน ประเด็นเรื่องเวลา คนจนไม่มีเวลาเรียนถึง 16 ปี ถ้าเราทำ platform ดี ๆ เด็กจากครอบครัวยากจนเรียน 6 ปี ไม่ถึง 10 ปี สามารถเก่งเรื่องทักษะพื้นฐานชีวิต ก็สามารถหาความรู้ด้วยตัวเองได้” ดร.สมชัย กล่าว&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8516f9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/ดร.-แบ๊งค์_-_งาม_โชติ_อรุณ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.แบ๊งค์​ ​งาม​โชติ​อรุณ ​ผู้​อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม<br>มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.แบ๊งค์</strong><strong>​</strong><strong> </strong><strong>​</strong><strong>งาม</strong><strong>​</strong><strong>โชติ</strong><strong>​</strong><strong>อรุณ</strong> <strong>​</strong><strong>ผู้</strong><strong>​</strong><strong>อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) </strong>กล่าวว่า ประเทศอินโดนีเซียสามารถพัฒนา​ทักษะ​แรงงาน​หลังวิกฤตโควิด​19 ระบาดด้วยโครงการชื่อ Kartu Prakerja (Pre-employment card) หรือเรียกย่อ ๆ​ ว่า Prakerja โดยโครงการนี้ คือ ความร่วมมือที่ภาครัฐและเอกชน ช่วยกันสร้างเครื่องมือพัฒนา​ทักษะ​แรงงานที่สามารถแรงจูงใจให้​ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อยากเข้ามาเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะของตัวเองอย่างเป็นระบบ และประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม สามารถปรับทักษะของประชาชนได้มากถึง 17.5 ล้านคน​&nbsp; ในเวลาเพียง 3 ปี และเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตโควิด19</p>



<p><strong>ดร.แบ๊งค์</strong> กล่าวว่า ประเด็นที่น่าสนใจ คือ โครงการนี้สามารถสร้างทักษะที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคเอกชน สามารถสร้างระบบตลาดความรู้หรือแพลตฟอร์ม (Platform and Marketplace) ที่มีคุณภาพช่วยจัดการเรียนรู้ ที่ตอบโจทย์ความต้องการได้ มีระบบคัดสรรผู้ให้บริการอบรมทักษะ ทั้งภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษาและภาคเอกชน โดยระบบดังกล่าว มีความยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจ&nbsp; มีระบบฐานข้อมูลประชาชนแยกตามรายได้ และข้อมูลสำคัญที่จำเป็นต่อการประเมินทักษะก่อนเรียนและแนะนำวิชาเรียนที่เหมาะสมให้แก่ผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะเลือกเรียนอะไรหรือปรับทักษะใด และสามารถสร้างแนวทางกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วม เรียนจนจบหลักสูตรและสอบผ่าน โดยการกำหนดเงื่อนไขการจ่ายเงินเครดิตทุนการศึกษาให้กับผู้สอนเพียง 30% และกำหนดให้ได้รับเครดิตอีก 70% ได้หากสามารถผลักดันให้ผู้เรียนสามารถเรียนจนจบหลักสูตรและสอบผ่านมีการจ่ายเงินให้ผู้เรียนเพื่อระบบประเมินและติดตามผล</p>



<p>“หลังดำเนินโครงการ Prakerja​ เพียงปีเดียว ก็สามารถสร้างกลไกในการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง​ที่อยู่ล่างสุดของสังคม​ และดึงเอกชนมาร่วมทำงาน​ มีผู้ผลิตเนื้อหามากถึง 181 หน่วยงาน สามารถสร้างสรรค์วิชาทั้งสิ้น 1,957 รายการสำหรับผู้เรียนราว 5.9 ล้านคนต่อปี” ดร.แบ๊งค์กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9d438c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/03/คุณธันว์ธิดา-วงศ์ประสงค์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้  กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>คุณธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</strong> <strong>ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้&nbsp; กสศ.</strong> ระบุว่า เวลาพูดถึงภาพรวมระบบการศึกษาจะพูดถึงเด็กและเยาวชนที่อยู่ในโรงเรียนภายใต้ระบบการศึกษาภาคบังคับ 15 ปีเป็นหลัก ซึ่งมีจำนวนประมาณ 8 ล้านคน แต่ไทยยังมีเด็กเยาวชนวัยแรงงานที่อยู่นอกรั้วโรงเรียนจำนวนมากถึง 20.2 ล้านคน และมีกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี ที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา ไม่อยู่ในระบบการจ้างงาน อยู่บ้านเฉย ๆ เรียกว่ากลุ่ม NEET (Youth not in education , employment , or training) ราว 1.3 ล้านคน หรือราว 14.8% การจะทำให้ไทยหลุดจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางนโยบายต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคนทุกช่วงวัย แผนการพัฒนาการศึกษาต้องมีมุมมองกว้างกว่าเขตรั้วโรงเรียน การศึกษาตลอดชีวิตเรื่องการทำงานต้องมีการเชื่อมโยงทั้งแนวตั้ง เช่น หน่วยจัดการเรียนรู้ มาตรฐาน การประเมิน คุณภาพผู้สอน และแนวนอน เช่น หน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ รัฐ เอกชน ชุมชนท้องถิ่น หลักสูตร โอกาสของตลาดแรงงาน</p>



<p>“โจทย์นี้ใหญ่มาก คงทำงานด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่ได้ ไทยต้องมีหน่วยงานเจ้าภาพที่มาทำเรื่องนี้เหมือนอินโดนีเซียที่มี Prakerja เป็นเจ้าภาพทำงานกับดีมานด์ซัพพลาย ใช้กลไกตลาดสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนอยากปรับทักษะ มีการคัดเลือกหลักสูตรต่าง ๆ เชื่อมโยงการทำงานทั้งแนวนอนและแนวตั้ง คือทำทุกช่วงวัย มองตั้งแต่เด็กเยาวชนที่อยู่ในระบบ 15 ปีแรก จนถึงกลุ่มที่ต้องมีชีวิตอยู่อีก 50 ปีหลัง การออกแบบกลยุทธ์ของประเทศไทยต้องมีการเชื่อมต่อกันระหว่างช่วงวัยและระบบการศึกษาลักษณะต่าง ๆ ทั้ง ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา อุดมศึกษา และอื่น ๆ”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-080324/">5 สถาบันวิชาการเสนอทางออกเร่งด่วน รัฐทุ่มลงทุนกู้วิกฤตทักษะคนไทย เป็นวาระแห่งชาติ เริ่มต้นที่คนไทยจบแค่ ม.3 กว่า 20 ล้านคนก่อน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สมชัย จิตสุชน: ความเป็นไปได้ของสวัสดิการสังคม-การศึกษา หยุดวงจรความจนและความเหลื่อมล้ำ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-somchai-jitsuchon-interview/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-somchai-jitsuchon-interview</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Apr 2023 12:43:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สมชัย จิตสุชน]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้ง 66]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบสวัสดิการ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=67181</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้ง 2566 ข้อเสนอนโยบายสวัสดิกา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-somchai-jitsuchon-interview/">สมชัย จิตสุชน: ความเป็นไปได้ของสวัสดิการสังคม-การศึกษา หยุดวงจรความจนและความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้ง 2566 ข้อเสนอนโยบายสวัสดิการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ นับเป็นหัวข้อหนึ่งที่ถูกพูดถึงบนเวทีดีเบต และเห็นได้ทั่วไปตามป้ายหาเสียง กระทั่งเป็นข้อถกเถียงเอร็ดอร่อยในโลกออนไลน์</p>



<p>หากสังเกตนโยบายด้านสวัสดิการสวัสดิการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินบำนาญ เบี้ยผู้สูงอายุ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ทุนการศึกษา เงินประกันรายได้ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนผูกโยงกับสิทธิที่ประชาชนควรได้รับ และมีจุดประสงค์เพื่อสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและมีคุณภาพ&nbsp;</p>



<p>คำถามคือ สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้สักกี่มากน้อยหากพิจารณาจากโครงสร้างงบประมาณและโครงสร้างภาษีที่เป็นอยู่ ขณะเดียวกัน คำสำคัญอย่าง ‘ถ้วนหน้า’ และ ‘สงเคราะห์’ ก็เป็นสองคำที่มีความหมายคัดง้างกันเสมอเมื่อมีประเด็น ‘สวัสดิการ’ เป็นตัวตั้งของบทสนทนา</p>



<p>เพื่อไขข้อสงสัยข้างต้นและเพื่อให้เห็นภาพรวมของปัญหาความเหลื่อมล้ำ เราคุยกับ <strong>ดร.สมชัย จิตสุชน</strong> ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานนอกระบบ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Research Institute: TDRI)</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b5ed00"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/a1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สมชัย จิตสุชน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในช่วงเวลาเข้าคูหากาบัตรที่ไล่งวดเข้ามา สิ่งที่&nbsp;<strong>ดร.สมชัย</strong>&nbsp;ชวนมองคือ ขณะนี้สังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ (aged society) อย่างเต็มรูปแบบแล้ว และคาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะกลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (super-aged society) สัดส่วนประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นย่อมกระทบกับรายได้-รายจ่ายของรัฐบาล นั่นจึงทำให้ระบบสวัสดิการ ระบบการศึกษา และการพัฒนาทักษะของเยาวชน ตลอดจนการศึกษาวิจัยต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ&nbsp;</p>



<p>การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยนโยบายด้านสวัสดิการ อาจเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยพยุงสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า การมีรัฐสวัสดิการ ต้องเปลี่ยนชุดความคิดของคน เพื่อให้คนไทยเห็นคุณค่าของความเท่าเทียมกันมากกว่านี้ ในปัจจุบัน mindset เกี่ยวกับสวัสดิการของสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน</strong></h2>



<p>ผมคิดว่าสังคมไทยยังมี mindset บางอย่างที่อาจจะไม่เอื้อต่อการสร้างรัฐสวัสดิการ เริ่มจาก mindset ที่ว่า การช่วยคนจนคือการสงเคราะห์ เขาน่าสงสาร ก็เลยต้องช่วย พอคิดแบบนี้ก็ช่วยแบบเล็กๆ น้อยๆ ช่วยเพื่อความสบายใจ หรือช่วยเมื่อมีโอกาส ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นแบบนั้น เพราะถ้าเป็นรัฐสวัสดิการหรือระบบคุ้มครองทางสังคม จะต้องไม่ใช่การช่วยเหลือเป็นครั้งคราว แต่จะต้องเป็นไปทั้งระบบ ซึ่งต่างจากคอนเซปต์การสงเคราะห์หรือให้ทาน แต่เป็นหลักของการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข หมายความว่า เมื่อทุกข์ก็ช่วยกัน เมื่อสุขก็ร่วมสุขด้วยกัน เช่น คนที่มีฐานะดีหน่อยก็ต้องพร้อมเสียสละ หรือพร้อมที่จะจ่ายภาษีมากขึ้น แล้วรัฐบาลก็เอาเงินภาษีนั้นไปช่วยเหลือคนด้อยโอกาส สิ่งนี้คือการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข</p>



<p>สมมุติว่า คนด้อยโอกาสสามารถผลักตัวเองให้เป็นชนชั้นกลางได้ ก็ต้องยินดีที่จะเสียภาษีเช่นกัน แล้วก็ต้องช่วยในเรื่องที่ตนช่วยได้ สิ่งนี้คือกลไกภาษี อีกหนึ่งตัวอย่างคือกลไกประกันสังคม เช่น มาตรา 33 ที่ลูกจ้างต้องจ่ายเบี้ยประกันให้สำนักงานประกันสังคม นายจ้างเองก็ต้องจ่ายด้วย แล้วรัฐบาลก็สมทบอีกส่วนหนึ่ง อันนี้คือการเอาเงินมาอุดหนุนกัน เพื่อรับประกันว่า หากเจ็บป่วย หรือลาออกจากงาน หรือเกษียณ ผู้ประกันตนก็สามารถเอาเงินส่วนนี้มาใช้จ่ายได้&nbsp;</p>



<p>คำถามคือ mindset ของสังคมเปลี่ยนไปบ้างไหม ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจ ถ้าดูจำนวนคนที่เข้าสู่ระบบประกันสังคมในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีมากขึ้นนะ แต่ก็ช้าเกินไป ที่มากขึ้นเพราะมีเด็กจบใหม่ พอจบใหม่ก็ไปทำงาน พอทำงานก็เข้าสู่ระบบโดยอัตโนมัติ แต่ถามว่าจริงๆ เจ้าตัวอยากเข้าระบบไหม เขาอาจไม่อยากเข้าก็ได้ (หัวเราะ) ดังนั้น จึงเป็นเรื่องของทัศนคติว่า เขาเห็นคุณค่าของระบบนี้มากน้อยขนาดไหน</p>



<p>ส่วนคนนอกระบบจะเข้าระบบประกันสังคมด้วยก็ได้ เช่น มาตรา 40 ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าคนไม่ค่อยเข้าใจมาตรา 40 ในแง่หนึ่งก็สะท้อนทัศนคติที่คนยังคงมองเรื่องนี้แบบสงเคราะห์ และถ้าโยงกับนโยบายสวัสดิการของแต่ละพรรคการเมือง ก็จะพบว่ามีการลดแลกแจกแถมเยอะไปหมด ซึ่งคอนเซปต์ก็ยังเป็นการสงเคราะห์อยู่ดี ซึ่งสะท้อนออกมาในนโยบายหาเสียง</p>



<p>ผมยังไม่ค่อยเห็นพรรคการเมืองไหนบอกว่าจะปรับปรุงระบบประกันสังคมให้ดีขึ้น แต่ก็มีบางพรรคที่พูดว่าจะทำให้เป็นระบบประกันสังคมเป็นแบบถ้วนหน้า ซึ่งฟังดูดี อีกทัศนคติหนึ่งคือการที่คนชนชั้นกลางมีมุมมองลบต่อคนจน ในแง่ที่ว่า จนเพราะไม่รักดี ติดเหล้าติดยา ไม่ยอมทำงานหรือขี้เกียจ ทัศนคติแบบนี้ไม่ดีต่อการสร้างสังคมสวัสดิการ แล้วคนเหล่านี้ก็ไม่ยินดีที่จะเสียภาษี เพราะรู้สึกว่ารัฐบาลเอาเงินไปช่วยคนจนซึ่งไม่รักดี มันเป็นทัศนคติที่ไม่ถูก คนจนส่วนใหญ่เขาจนเพราะจำเป็นต้องจน เพราะเขาไม่มีโอกาส เขาเป็นคนจนที่ยังรักดีอยู่ พยายามทำงานทำการ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากความยากจน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-249010"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/a2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รูปแบบของระบบสวัสดิการสังคมสามารถผสมผสานกันได้ไหม โดยไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างสงเคราะห์หรือถ้วนหน้า</strong> </h2>



<p>มันแล้วแต่เรื่อง ถ้าเป็นเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานหรือเรื่องที่ให้ไปแล้วได้ประโยชน์กลับมาก็ใช้แบบผสมผสานได้ เช่น ถ้ารัฐให้เงินช่วยเหลือเด็กทุกคน เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ เงินที่รัฐจ่ายไปได้คืนแน่นอน เพราะสุดท้ายเด็กเหล่านั้นก็จะจ่ายภาษีคืนให้กับระบบเอง นี่คือสวัสดิการแบบถ้วนหน้า แต่มีบางคนบอกว่า คุณก็ช่วยเฉพาะเด็กยากจนสิ เพราะเด็กที่รวยอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องได้รับ เพียงแต่จะมีปัญหาเชิงเทคนิคว่า ถ้าคุณมีคอนเซปต์ที่จะช่วยเฉพาะเด็กยากจน ก็ต้องมีกระบวนการคัดกรองว่าใครจนหรือไม่จน ซึ่งกระบวนการคัดกรองมักพลาดเสมอ แล้วพอพลาดก็จะมีเด็กรวยได้สิทธินั้นด้วย ส่วนเด็กที่จนจริงๆ กลับไม่ได้สิทธิ ระบบแบบนี้จึงมี error อยู่ ซึ่งแก้ยากมาก ไม่ว่าคุณจะปรับวิธีคัดกรองให้ดูดียังไง สุดท้ายก็ยังมีข้อผิดพลาดอยู่</p>



<p>สิทธิด้านการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญ รัฐควรทำให้เป็นสวัสดิการถ้วนหน้า ถึงแม้ว่าลูกคนรวยจะได้ประโยชน์ไปด้วยก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยเด็กยากจนตัวจริงก็จะไม่ตกหล่น ซึ่งการตกหล่นแม้แต่คนเดียว จะเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย ฉะนั้น วาทกรรม ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ เหมาะจะใช้กับเด็กมาก กระทั่งการทิ้งเด็กไว้คนเดียวก็เป็นต้นทุนแล้ว พอเราบอกว่าไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มันก็ต้องเป็นถ้วนหน้า ส่วนสิทธิบางเรื่องอาจจะยังไม่ต้องทำแบบถ้วนหน้าก็ได้ คือทำแบบคัดกรอง อาจมีผิดพลาดบ้าง ก็ต้องยอมรับกันไป</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ในช่วงใกล้เลือกตั้ง หลายพรรคพูดถึงบำนาญถ้วนหน้า เงินเด็กแรกเกิด สิทธิลาคลอด ฯลฯ คำถามคือ งบประมาณประเทศจะเพียงพอต่อการทำตามนโยบายไหม</strong></h2>



<p>ไม่น่าจะมีเงินพอ เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 บาท ถ้าให้ทุกคนก็จะอยู่ที่ 500,000 ล้านบาท และงบส่วนนี้จะต้องเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะคนแก่มีจำนวนมากขึ้น ซึ่ง 500,000 ล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 6 ของงบประมาณทั้งหมด ถ้าบวกค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ ก็อาจจะเพิ่มเป็นหลักล้านล้านบาท ซึ่งไม่มีทางจะทำได้หรอก งบประมาณรัฐบาลทุกวันนี้ก็ขาดดุลอยู่แล้ว หนี้สาธารณะก็มีอยู่ แล้วที่ขาดดุลทุกวันนี้ก็ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอีก ถ้ารัฐมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ยอดขาดดุลก็จะยิ่งมากขึ้น หมายความว่าถ้ารัฐจ่ายเพิ่มขึ้น 1 บาท ยอดขาดดุลก็เพิ่มขึ้น 1 บาท หนี้สาธารณะก็เพิ่มขึ้นอีก 1 บาท ในแง่นี้นโยบายเบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 บาท ก็ไม่น่าจะไหว</p>



<p>ถ้าจะทำระบบสวัสดิการจริงๆ ก็ต้องดูว่าจะลดค่าใช้จ่ายส่วนอื่นได้ยังไง บางพรรคอาจเสนอว่าให้ลดงบกองทัพ หรืออีกวิธีคือขึ้นภาษี โดยเฉพาะภาษีที่เก็บจากคนรวย เพราะได้สองเด้ง หนึ่ง-เอาเงินมาช่วยคนจนได้ และสอง-ลดความเหลื่อมล้ำได้ ซึ่งประเทศไทยมีคนรวยแบบกระจุกและจ่ายภาษีน้อยเกินไป</p>



<p>สรุปคือ นโยบายต่างๆ จะทำได้จริง มี 2 วิธี หนึ่ง-ขึ้นภาษี สอง-เกลี่ยงบใหม่</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สำหรับการแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางรายได้ นโยบายแต่ละพรรคการเมืองแตะที่ใจกลางของปัญหาแล้วหรือยัง</strong></h2>



<p>หลายนโยบายเป็นการแจกเงิน แต่ก็มีศักยภาพที่จะลดความเหลื่อมล้ำได้ ถ้าเงินไปถึงมือคนจริงๆ สมมุติว่าเบี้ยยังชีพผูสูงอายุ 3,000 บาทต่อเดือน ทุกคนมีสิทธิได้เท่ากัน คนรวยที่มีเงินพันล้านได้ไปอีก 3,000 บาท ฐานะก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร แต่คนแก่ซึ่งอยู่ในครอบครัวยากจน ลูกหลานเจียดเงินให้ใช้ได้เดือนละพัน ถ้าได้อีก 3,000 บาท รวมเป็น 4,000 บาทต่อเดือน ชีวิตเขาจะเปลี่ยนเยอะมาก เพราะฉะนั้น มันมีมิติการลดความเหลื่อมล้ำได้เช่นกัน แต่รัฐอาจจะต้องยอมจ่ายแพง</p>



<p>นอกจากนี้อาจมีนโยบายอื่นที่ลดความเหลื่อมล้ำได้ดีกว่า เช่น นโยบายการศึกษา ซึ่งการศึกษาทุกวันนี้ฟรีอยู่แล้ว แต่มันไม่ได้ฟรีจริง อันนั้นก็ว่ากันไป แต่นอกจากสิทธิเรียนฟรีแล้ว ประเด็นที่ซีเรียสกว่าก็คือ คุณภาพของโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนที่ลูกคนจนเข้าไปเรียนมันแย่มาก ทำให้ความเหลื่อมล้ำส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น เด็กที่เป็นลูกคนรวยก็เรียนโรงเรียนนานาชาติ หรือโรงเรียนในเมืองที่มีคุณภาพชั้นดี จบมาก็เป็นคนรวยรุ่นต่อไป เพราะฉะนั้น นโยบายที่จะช่วยตอบโจทย์ความเหลื่อมล้ำคือ จะทำให้คุณภาพการศึกษาเท่ากันทั้งประเทศได้ยังไง อย่างน้อยก็อย่าให้ทิ้งห่างกันเกินไป อาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะก็ได้ เพราะงบประมาณด้านการศึกษามีเยอะอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องบริหารจัดการใหม่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-99e336"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/a3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เส้นแบ่งของนโยบายประชานิยมกับสวัสดิการถ้วนหน้าคืออะไร</strong></h2>



<p>ผมอธิบายด้วยการขยายความถึงคำว่า ‘ประชานิยม’ ก่อนก็แล้วกัน คำว่า ‘ประชา’ กับ ‘นิยม’ หลายคนอาจมองในแง่ลบ เพราะมีคำถามตามมาว่า ‘ประชา’ คือใคร และนโยบายนี้จะเป็นที่ชื่นชอบสำหรับประชาชนบางกลุ่ม ไม่ใช่ทุกคน หรือก็คือฐานเสียงของตัวเอง เช่น นโยบายจำนำข้าว นโยบายประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือเกษตรกร และไม่ใช่คนไทยทุกคนจะเป็นเกษตรกร แต่ที่เขาออกแบบนโยบายแบบนี้ก็เพราะได้เสียงเป็นกอบเป็นกำ&nbsp;</p>



<p>ถ้าเทียบกับนโยบายสวัสดิการหรือนโยบายความคุ้มครองทางสังคมแบบถ้วนหน้า คำว่า ‘ถ้วนหน้า’ ก็บอกอยู่แล้วว่าทุกคนต้องได้ประโยชน์ ซึ่งต่างกับจำนำข้าวหรือประกันราคาสินค้าเกษตร ดีไม่ดีถ้ารัฐประกันราคาสูงเกินไป สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ข้าวจะราคาแพง แล้วคนที่ไม่ใช่ชาวนาก็จะเดือดร้อน โอเค มันไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองไทย เพราะรัฐบาลใช้กลไกอุดหนุนราคา แต่การอุดหนุน รัฐบาลก็ใช้ภาษีประชาชน หมายความว่า ถ้าเงินมันหายไปเพราะเหตุนี้ เงินก้อนที่ควรทำประโยชน์ให้ประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่เกษตรกรก็จะหายไปด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นประชานิยมจึงเป็นการทำนโยบายซึ่งบางคนได้บางคนเสีย แต่ถ้าเป็นสวัสดิการคือถ้วนหน้า ทุกคนได้หมด นี่คือความต่างที่สำคัญ</p>



<p>ส่วนคำว่า ‘นิยม’ ที่มีภาพ negative เพราะว่ามันเป็นการ ‘นิยม’ ชั่วครั้งชั่วคราว คือเป็นผลประโยชน์ระยะสั้น แต่ถ้าเป็นระบบสวัสดิการถ้วนหน้า การออกแบบของระบบนี้มักจะคิดถึงระยะยาว คือได้ประโยชน์และยั่งยืน แต่ถ้าเป็นนโยบายกลุ่มประชานิยมจะประเดี๋ยวประด๋าวแล้วก็หมดไป</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แต่หลายประเทศที่มีรัฐสวัสดิการคุณภาพก็กำลังประสบปัญหาสังคมผู้สูงอายุ จนต้องมาทบทวนสวัสดิการกันใหม่?</strong></h2>



<p>ทุกประเทศที่เขาให้สวัสดิการกันเยอะๆ มันถึงจุดที่เขาต้องเริ่มทบทวนว่า งบประมาณพอไหม เช่น เงินอุดหนุนเด็กของอังกฤษที่เคยให้ถ้วนหน้ามาตลอด ตอนหลังเขาเปลี่ยนเป็นการคัดกรอง เพียงแต่ว่าวิธีของเขาฉลาดกว่าไทย ซึ่งต้องพิสูจน์ว่าจนจริงๆ ถึงจะได้สิทธิ จนทำให้เกิดการตกหล่น ส่วนอังกฤษ แทนที่จะคัดกรองคนจนเข้า เขาใช้วิธีกรองคนรวยออก เริ่มจากการให้ทุกคนมีสิทธิก่อน แล้วจึงไปดูว่าใครบ้างที่รวยอยู่แล้ว เช่น มีบ้านใหญ่โต มีเงินฝาก มีหุ้น มีที่ดิน มีอะไรต่างๆ พอแน่ใจว่าคนนี้รวยแน่ ก็หมดสิทธิ ไม่ได้เงิน ช่วยให้รัฐประหยัดงบประมาณได้ ซึ่งการคัดกรองแบบนั้นแม่นยำกว่าการกรองความยากจน เพราะคนรวยมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว เช่น หุ้น เงินฝากธนาคาร ที่ดินต่างๆ นี่คือการปรับตัวของระบบสวัสดิการ</p>



<p>แล้วก็มีการปรับตัวด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น เคลื่อนย้ายงานให้หน่วยงานนอกภาครัฐเป็นคนทำแทนมากขึ้น ทำให้ต้นทุนการบริหารงานลดลง หรืออย่างระบบประกันการว่างงาน ถ้าคุณตกงานก็ยังได้เงิน แต่ถ้าคุณให้เงินชดเชยดีเกินไป เขาก็จะไม่กลับไปทำงาน เพราะฉะนั้นจึงมีการออกแบบระบบที่ผลักให้คนกลับมาหางานใหม่เร็วขึ้น บางกรณีจะใช้วิธีลดเงินประกันลง เขาจะได้รู้สึกว่าต้องรีบกลับไปหางาน หรืออาจใช้วิธีให้เงิน 3 เดือนแรกดี แต่หลังจากนั้นก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ถ้าคุณพักงาน 3 เดือน เดือนที่ 4 คุณต้องรีบหางานแล้วนะ เป็นต้น</p>



<p>ขณะที่สังคมญี่ปุ่นสูงวัยอย่างรุนแรง เมื่อสังคมสูงวัยอย่างรุนแรง รายได้เข้าภาครัฐก็จะลดลง เพราะคนทำงานน้อยลง รัฐบาลก็ต้องปรับตัว ฉะนั้น การปรับตัวของระบบสวัสดิการจึงเกิดขึ้นตลอดเวลา </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-14399f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/a4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ในฐานะที่คุณจับประเด็นเด็กนอกระบบด้วย ปัญหาส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานรายได้ของครอบครัวที่ไม่เพียงพอ เด็กจึงอยู่ในระบบการศึกษาไม่ได้ และทำให้เด็กคนนั้นมีรายได้น้อยลงตามวุฒิการศึกษาที่ไม่สูงมาก จึงถ่ายทอดความจนรุ่นสู่รุ่น คำถามคือ จะหยุดวงจรความจนนี้อย่างไร</strong></h2>



<p>มันแก้ได้ แต่ต้องตั้งใจแก้นะ วิธีแก้คือต้องช่วยทั้งตัวเด็กและครอบครัว เช่น ถ้าเป็นพ่อแม่ที่ยากจน เพราะไม่มีงานหรือมีงานทำแต่รายได้ไม่ดี หรือเป็นเกษตรกรซึ่งมีรายได้ไม่แน่ไม่นอน ก็ต้องมีมาตรการด้านเศรษฐกิจไปช่วยครอบครัวและตัวเด็ก เช่น ช่วยผ่านเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด บางพรรคบอกว่าให้เพิ่มเป็น 1,200 บาทต่อหัวต่อเดือน หรือมากกว่านั้น สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ควรทำ และควรเป็นแบบถ้วนหน้า เพราะถึงแม้ว่าพ่อแม่รายได้เท่าเดิม แต่ถ้ารัฐบาลเข้ามาช่วยตรงนี้ก็สามารถหวังได้ว่า พ่อแม่จะมีเงินส่งลูกเรียนหนังสือได้ดีขึ้น ไปหาหมอได้ง่ายขึ้น กินอาหารได้ดีขึ้น สุขภาพแข็งแรงขึ้น ที่สำคัญเด็กอาจไม่ต้องออกจากโรงเรียน ซึ่งสาเหตุที่พ่อแม่เอาลูกออกจากโรงเรียน ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีเงินส่ง แต่อยากให้ออกมาช่วยกันทำมาหากิน เพราะฉะนั้นถ้ามีการช่วยเหลือ 1,200 บาท หรือ 3,000 บาทต่อเดือน ก็อาจช่วยให้เด็กเรียนต่อได้ อันนี้คือมิติทางเศรษฐกิจ</p>



<p>สำหรับมิติสังคม ตัวอย่างคือ เด็กอาจรู้สึกว่าครอบครัวไม่อบอุ่น พอไม่อบอุ่นก็รู้สึกไม่ดี เด็กก็อาจจะเกเร เมื่อเกเรก็ไม่อยากเรียน ในกรณีนี้พ่อแม่อาจจะมีเงิน แต่ลูกไม่อยากเรียนแล้ว จึงต้องมีมาตรการหลากหลายรูปแบบ</p>



<p>นอกจากนั้น ครอบครัวอีกลักษณะที่สำคัญคือ ครอบครัวแหว่งกลาง คือครอบครัวที่เด็กอยู่กับปู่ย่าตายาย ประเด็นแรกคือ ครอบครัวแหว่งกลางมักจะเป็นครอบครัวยากจนด้วย และยังมีมิติอื่นเพิ่มเติมอีก เช่น การที่พ่อแม่ไม่อยู่ด้วย อาจทำให้ครอบครัวไม่อบอุ่น แล้วปู่ย่าตายายก็มี generation gap เป็นช่องว่างระหว่างวัย สมมุติเด็ก 4-6 ขวบ ดูยูทูบ (Youtube) ปู่ย่าตายาจะรู้ไหมว่า หลานดูอะไรอยู่ มันเป็นผลดีหรือเป็นผลเสียของหลานกันแน่ เพราะฉะนั้นเด็กก็อาจเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพ</p>



<p>การมีสวัสดิการจะทำให้สถานการณ์บรรเทาขึ้นได้ จากเดิมมีเด็กหลุดออกจากระบบเทอมละ 30 คน อาจลดเหลือ 20 คน เพราะมีสวัสดิการมาช่วยผ่อนคลายทางด้านเศรษฐกิจ กระทั่งทางสังคม เช่น เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด สิ่งที่เราเจอคือ เงินที่ส่งให้คนเป็นแม่ จะทำให้แม่ได้รับความนับถือในครอบครัวมากขึ้น ในครอบครัวที่แม่ถูกพ่อดูถูกดูแคลนหรือตบตี ก็จะได้รับความเคารพมากขึ้น หมายความว่าครอบครัวจะอบอุ่นขึ้น ภาพที่เด็กเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันก็จะน้อยลง เป็นต้น มิติประเภทนี้จะช่วยเรื่องการเรียนของเด็กในทางอ้อมด้วย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าเด็กคนหนึ่งได้รับสวัสดิการหรือสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้เขาเติบโตได้อย่างมีคุณภาพแล้ว อะไรคือทักษะสำคัญที่เขาควรมีติดตัวในโลกที่หมุนเร็วขนาดนี้</strong></h2>



<p>โดยทั่วไปคนจะแยกเป็น hard skill เช่น ความรู้ทางช่าง นักบัญชี ทนาย ฯลฯ ซึ่งก็ไปทำมาหากินได้ ส่วน soft skill ก็จะมีหลายเรื่อง เช่น ความเป็นผู้นำ การคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) การทำงานเป็นทีม ในช่วงหลังยังมีการพูดถึง digital skill เช่น คุณใช้มือถือเป็นไหม ใช้แท็บเล็ตได้หรือเปล่า เสิร์ชข้อมูลเป็นหรือเปล่า ใช้ประโยชน์จาก chatGPT เป็นไหม</p>



<p>แต่ผมค่อนข้างให้ความสำคัญกับ socio-emotional skill ก็คือทักษะที่มุ่งเน้นอารมณ์กับสังคม คุณเข้าพวกได้ไหม คุณเป็นคนที่อยากรู้อยากเห็นไหม ถ้าเป็นคนอยากรู้อยากเห็น ก็หมายความว่าคุณจะเรียนรู้ได้ต่อเนื่อง ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่หลายคนมองข้ามและผมคิดว่าสำคัญ</p>



<p>เพื่อให้เข้าใจได้กระจ่าง สมมุติเราเปรียบเทียบว่า EQ กับ IQ อย่างไหนสำคัญกว่า คนก็จะบอกว่า สำคัญทั้งคู่ แต่ถ้าถามผม EQ สำคัญกว่า IQ ด้วยซ้ำ ถ้าคุณเป็นคนมีทัศนคติที่ดี ต่อให้คุณไม่ได้ฉลาดนัก แต่คุณเป็นคนซื่อสัตย์ ขยันหมั่นเพียร อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนที่คนอื่นรู้สึกอยากจะคุยด้วย EQ ประเภทนี้จะทำให้คนไปได้ไกลกว่า สุดท้ายจะเป็นเรื่องของเงินเดือนที่จะได้กลับมาด้วย คือควรมี skill ทุกอย่างแหละ เพียงแต่ว่าบางเรื่องที่มักถูกมองว่าไม่สำคัญ ก็อยากให้กลับมาเน้นมากขึ้น เช่น เรื่อง EQ หรือ socio-emotional skill เป็นต้น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ในฐานะนักวิจัย เครื่องมือการวิจัยจะช่วยแก้ไขความเหลื่อมล้ำอย่างไรได้บ้าง</strong></h2>



<p>ในฐานะนักวิจัย เรารู้ว่าทักษะทุกอย่างมันใช่หมด แต่ผมอยากรู้ว่ามันใช่แค่ไหน ทักษะไหนที่เป็นอันดับหนึ่ง คือถ้าคุณมีทักษะนี้แล้ว รายได้คุณเพิ่มแน่ๆ ซึ่งลิสต์ทักษะลำดับ 1-4 ของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน โจทย์วิจัยคือ ค้นหาทักษะสำหรับเด็กเล็กผู้หญิง อายุไม่เกิน 5 ขวบ ซึ่งสมองซีกซ้ายอาจทำงานดีกว่าสมองซีกขวา แล้วทักษะที่เขาใช้ประโยชน์ได้สูงสุดจนเป็นเบอร์หนึ่งของเขาคืออะไร ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นเด็กผู้ชาย สมองซีกขวาทำงานดี ทักษะของเขาอาจเป็นอีกแบบหนึ่ง เด็กคนแรกอาจเป็นนักคณิตศาสตร์ คนหลังอาจเป็นนักวาดรูป คือทักษะเบอร์หนึ่งอาจจะไม่เหมือนกัน ใช้ประโยชน์สูงสุดต่างกัน&nbsp;</p>



<p>ขยับไปเรื่องอื่น ถ้าไล่ทุกกลุ่มอายุไปจนถึงคนอายุ 60-70 ปี ผมคิดว่าก็ควรจะฝึกทักษะใหม่ๆ ได้ คำถามที่ตามมาคือ ทักษะที่เหมาะกับคนแก่อายุ 70 ปี ควรจะเป็นอะไร เพราะฉะนั้นทักษะใดที่จะเป็นประโยชน์ก็ขึ้นอยู่กับบริบทพื้นที่ด้วย สมมุติคุณมี digital skill ดีมาก แต่ว่าพื้นที่นั้นไม่มีเครื่องมือให้ใช้ ทักษะนั้นก็อาจจะไม่สำคัญก็ได้ ตัวอย่างคือ ถ้าคนแก่มีเวลาว่างและรักความสะอาดมากกว่าคนหนุ่มสาว ทักษะการแยกขยะเพื่อนำไปขายต่อ ก็อาจจะเหมาะกับคนแก่ก็ได้</p>



<p>ทั้งหมดคือ เราควรจะมีงานวิจัยที่พัฒนามาเป็น tools ที่บอกได้ว่า นาย ก นาย ข นาย ค ควรจะมีทักษะอะไร อะไรเป็นเบอร์หนึ่งของเขา อะไรเป็นเบอร์สอง อะไรเป็นเบอร์สาม ถ้าทำตรงนั้นได้ เราก็สามารถมีนโยบายเกี่ยวกับ upskill, reskillซึ่งนำไปใช้กับระดับบุคคลได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-60e4d9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/a5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ขณะนี้งานวิจัยมีมากเพียงพอต่อการหยิบไปใช้ไหม</strong></h2>



<p>มีงานวิจัยอยู่ระดับหนึ่ง เพราะเราทำกันมาตลอด สะสมมาเรื่อยๆ แต่ถามว่าต้องทำต่อไหม ทำแน่นอน&nbsp;</p>



<p>งานวิจัยหนึ่งที่ค้างคาในใจผมก็คือ เราจะมีแนวทางในการปรับเพิ่มภาษีอย่างไร ให้คนไทยยอมรับได้ ผมทำวิจัยเรื่องนี้มา แต่ก็ยังไม่รู้คำตอบนะ หมายความว่า ต้องทำวิจัยเรื่องนี้เพิ่มขึ้นเพื่อตอบโจทย์ว่าจะต้องผลักดันนโยบายอย่างไร จนให้แน่ใจว่า สังคมยอมรับ ผ่านสภาได้ เพราะถ้าจะแก้ความเหลื่อมล้ำ สร้างระบบสวัสดิการ ก็จะมีองค์ประกอบย่อยๆ ที่เราต้องรู้ ต้องทำวิจัยเพิ่ม เพื่อให้แน่ใจว่าสุดท้ายแล้วจะนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง</p>



<p>อยากเสริมว่า อีกมิติหนึ่งของการทำวิจัยซึ่งน่าทำคือ การทำเรื่องที่รู้แล้ว เช่น มีโจทย์ว่าทักษะที่เหมาะสำหรับเด็กหญิงคนหนึ่งคืออะไร สมมุติว่าทำวิจัยเสร็จแล้ว รู้ทักษะนั้นแล้ว แต่แน่ใจได้ยังไงว่าจะมีการออกนโยบายที่เอื้อให้เด็กหญิงได้ฝึกทักษะนั้นจริง ต้องมีการทำวิจัยในแง่ที่ว่า สิ่งนั้นจะนำไปสู่การปฏิบัติจริงๆ เหมือนการวิจัยในเชิง how to คือทำอย่างไรให้สิ่งที่รู้แล้วเกิดผลได้จริง ซึ่งงานวิจัย how to เป็นสิ่งที่ขาดมากในเมืองไทย</p>



<p>งานวิจัย how to อันหนึ่งที่มีการพูดถึงกันก็คือ นโยบายดีๆ หลายเรื่อง พอเสนอไปที่ภาคราชการ กระทรวง ทบวงกรมต่างๆ เขาก็ทำไม่สำเร็จ หรือเขาไม่ทำ หรือระบบราชการไม่มีประสิทธิภาพ ฯลฯ เรื่องประเภทนี้ต้องมีการทำวิจัยเพิ่มเติม</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เรามักได้ยินจากหลายเวทีพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า local data ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยกระจายทรัพยากรไปยังท้องถิ่นได้ เช่น การดึงคนกลับภูมิลำเนา และอาจมีผลต่อการอุดช่องว่างของครอบครัวแหว่งกลางด้วย คุณมีความเห็นต่อประเด็นนี้อย่างไร</strong></h2>



<p>local data น่าจะดีอยู่ แต่ data อะไรล่ะที่จะใส่เข้าไป ถ้าคุณอยากดึงคนกลับท้องถิ่นจริงๆ ต้องทำ data ให้เขารู้ว่า เขาจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรในพื้นที่นั้น ตอนนี้มีปัญหาว่า คนไม่อยากอยู่ในพื้นที่ก็เพราะเขาไม่มีงานทำ เขาจึงมาอยู่กรุงเทพฯ และตามหัวเมือง แต่บางคนก็บอกว่า ถ้าคุณอยู่ในพื้นที่จริงๆ จะมีอะไรให้ทำบ้าง แต่ถ้ามี local data ที่ชี้ได้ว่า มีงานอยู่ตรงไหน บริษัทไหนจ้าง คงคล้ายๆ labour market หรือข้อมูลตลาดแรงงาน ก็จะช่วยได้</p>



<p>อีกสิ่งที่ทำได้คือ ถ้าสมมุติว่าไม่ไปเป็นลูกจ้างล่ะ แต่อยากทำกิจการของตัวเองในพื้นที่นั้น ก็ต้องการ data อีกชุดหนึ่ง เช่น ถ้าต้องกู้ธนาคาร กู้ได้ที่ไหน มีวิธีการยังไง เพราะฉะนั้นคอนเซปต์ของ local data มันดีอยู่แล้ว แต่ต้องลงลึกต่อว่า data แบบไหน</p>



<p>จริงๆ วิธีที่ดีที่สุดในการดึงคนกลับท้องถิ่น คือการกระจายอำนาจ ซึ่งอาจหมายถึงกระจายอำนาจการข่าวหรือการเมืองไปสู่ท้องถิ่น เมื่อพื้นที่เจริญขึ้น โอกาสการมีงานทำ โอกาสการทำกิจการของตัวเอง ก็จะมีมากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c80892"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/a6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ฉากทัศน์ของเด็กไทยในอนาคต ควรมีลักษณะอย่างไร</strong></h2>



<p>หนึ่ง-ต้องเป็นคนที่พร้อมเรียนรู้ สอง-ตื่นตัวต่อปัญหาสังคมและการเมืองไทย สาม-มี socio-emotional skill เพราะ hardskill softskill ไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไร กระทั่งหลักสูตรที่ไม่ค่อยดี แต่เด็กก็สามารถหาความรู้ในยูทูบ (Youtube) ได้ ถ้าเด็กใฝ่ดีหรือมี socio-emotional skill คุณไม่ต้องไปเรียนหนังสือยังได้เลย เรียนเองก็ได้</p>



<p></p>



<p><a href="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/132578.pdf?fbclid=IwAR3_GAvFh9dkpq-zZcNpHmACZR6Wor-RAyWlF8Bqf-tN_2FfLzAH8ogy_zs" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>เปิด 3 ข้อเสนอเร่งด่วนจาก กสศ. ในวาระเลือกตั้ง เพื่อเด็กยากจน 2.5 ล้านคน หลุดพ้นจากวงจรยากจนข้ามรุ่น</strong></a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-somchai-jitsuchon-interview/">สมชัย จิตสุชน: ความเป็นไปได้ของสวัสดิการสังคม-การศึกษา หยุดวงจรความจนและความเหลื่อมล้ำ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ระดมไอเดียสานฝันเด็กนอกระบบ ตั้งเป้า 3 ปี เติมความรู้สู่อาชีพ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/new-150223/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=new-150223</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Feb 2023 10:55:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สมชัย จิตสุชน]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.รัตติยา ภูละออ]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[รองศาสตราจารย์ ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=64572</guid>

					<description><![CDATA[<p>14 กุมภาพันธ์ 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (ก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/new-150223/">กสศ. ระดมไอเดียสานฝันเด็กนอกระบบ ตั้งเป้า 3 ปี เติมความรู้สู่อาชีพ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>14 กุมภาพันธ์ 2566 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> จัด ‘เวทีระดมความคิดเห็นเพื่อออกแบบแนวทางการส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะเยาวชนนอกระบบการศึกษา’ โดยดำเนินงานร่วมนักวิชาการและภาคีเครือข่าย ภายใต้โจทย์ ‘ภาพฝัน’ ของเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่อยากเห็นภายใน 3 ปี พร้อมวิธีการจัดการ แนวทาง และข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรม&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f8a02a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/05-กสศ.-ระดมไอเดียสานฝันเด็กนอกระบบ-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</strong> กรรมการบริหาร กสศ. และประธานอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานนอกระบบ กล่าวสรุปภาพรวมการทำงานของ <strong>กสศ.</strong> ในระยะที่ผ่านมา ว่าได้มีความพยายามผลิตโมเดลที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาให้กับกลุ่มเด็กนอกระบบการศึกษา โดยเสนอแนวทางสำคัญคือ การจัดการศึกษาทางเลือกที่เชื่อมโยงกับชุมชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bca585"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/05-กสศ.-ระดมไอเดียสานฝันเด็กนอกระบบ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ข้อเสนอจากนักวิชาการต่อการส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ โดย<strong>ดร.สมชัย จิตสุชน</strong> ที่ปรึกษาอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานนอกระบบ มองว่า ควรนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้เพื่อพัฒนาทักษะแห่งอนาคตให้กับเด็กนอกระบบ โดยยกตัวอย่าง ‘ChatGPT’ ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถในการสื่อสารและพัฒนาการเรียนรู้ของตัวเองได้ตามข้อมูลที่ถูกผู้ใช้งานป้อนให้ ซึ่งอาจนำมาประยุกต์ใช้กับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กนอกระบบได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7365da"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/05-กสศ.-ระดมไอเดียสานฝันเด็กนอกระบบ-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สอดคล้องกับข้อเสนอของ <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.รัตติยา ภูละออ</strong> อาจารย์ประจำวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มุ่งผลักดันให้เกิดการอบรมทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อเพิ่มช่องทางให้เด็กเหล่านี้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-461277"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/05-กสศ.-ระดมไอเดียสานฝันเด็กนอกระบบ-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะที่ <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา</strong> หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้มีนโยบายสนับสนุนคนทำงานด้านการศึกษากับเด็กนอกระบบ ซึ่งเป็นบุคลากรที่สำคัญต่อวงจรการพัฒนาทักษะของเด็ก เช่น การยกระดับให้เป็นอาชีพที่ชัดเจน ส่งเสริมการพัฒนาทักษะ (up-skill) ฟื้นฟูทักษะ (re-skill) หรือสนับสนุนค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าใช้จ่าย และสวัสดิการให้กับคนทำงานจิตอาสา </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8cd6d5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/05-กสศ.-ระดมไอเดียสานฝันเด็กนอกระบบ-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง </strong>อนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานนอกระบบ กล่าวเสริมแนวทางการทำงานกับกลุ่มเยาวชนนอกระบบการศึกษาว่า คนทำงานด้านการศึกษาจะต้องมีทักษะหลากหลาย มีจิตใจที่พร้อม ยืดหยุ่น อดทน และรับฟัง อีกทั้งต้องมีมุมมองการตั้งคำถามต่อการออกแบบนโยบายและปัญหาของเด็กที่ซับซ้อน ที่สำคัญระบบการทำงานที่เอื้อต่อคนทำงานต้องไม่ใช่โครงสร้างแนวดิ่ง </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8d5ecd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/05-กสศ.-ระดมไอเดียสานฝันเด็กนอกระบบ-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หลังเวทีสรุปภาพรวม ผู้เข้าร่วมจากเครือข่ายการทำงานกับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาได้นำเสนอสิ่งที่อยากให้เยาวชนกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จภายใน 3 ปี โดยเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ต้องไม่มีเด็กคนใดต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา และอยากให้สังคมยอมรับและสลายเส้นแบ่งอคติลง </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-917ba7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/05-กสศ.-ระดมไอเดียสานฝันเด็กนอกระบบ-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ แนวทางการช่วยเหลือเด็กนอกระบบในระยะยาว ระบบการศึกษาควรต้องปรับปรุงให้สอดรับกับความต้องการของผู้เรียน ยึดเด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เพื่อสลายเส้นแบ่งของคำว่า ‘ในระบบ-นอกระบบ’ ให้หมดไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/new-150223/">กสศ. ระดมไอเดียสานฝันเด็กนอกระบบ ตั้งเป้า 3 ปี เติมความรู้สู่อาชีพ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โลกยุคใหม่ต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ กสศ. เปิดเวทีนโยบายพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน ชี้ทักษะพื้นฐาน 3 ด้านที่พร้อมใช้งานได้จริง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-200123/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-200123</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Jan 2023 04:23:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานสถิติแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[World Bank]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ศุภชัย ศรีสุชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สมชัย จิตสุชน]]></category>
		<category><![CDATA[เวทีนโยบายการพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานสู่ความพร้อมรับมือตลาดแรงงานยุคใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[เรืออากาศโท สมพร ปานดำ]]></category>
		<category><![CDATA[สรรชัย ชอบพิมาย]]></category>
		<category><![CDATA[โคจิ มิยาโมโตะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=63790</guid>

					<description><![CDATA[<p>กสศ. พร้อมยกเครื่องหลักสูตรการพัฒนาอาชีพสู่แรงงานคุณภาพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-200123/">โลกยุคใหม่ต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ กสศ. เปิดเวทีนโยบายพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน ชี้ทักษะพื้นฐาน 3 ด้านที่พร้อมใช้งานได้จริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กสศ. พร้อมยกเครื่องหลักสูตรการพัฒนาอาชีพสู่แรงงานคุณภาพเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน ช่วยปลดล็อคความเหลื่อมล้ำ เพิ่มฐานภาษี นำประเทศไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง เตรียมเปิดผลวิจัยสำรวจทักษะและความพร้อมของกลุ่มประชากรวัยแรงงานในประเทศไทยครั้งแรก กลางปี 2566</strong></p>



<p>18 มกราคม 2566 – กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ ธนาคารโลก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ สำนักงานสถิติแห่งชาติจัด <strong>‘เวทีนโยบายการพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานสู่ความพร้อมรับมือตลาดแรงงานยุคใหม่’ </strong>เพื่อวางเป้าหมายพัฒนาทักษะพื้นฐานการทำงานในโลกยุคใหม่ มุ่งหมายปลดล็อคความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cd89ab"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/12-โลกยุคใหม่ต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ-กสศ-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>วิทยากรร่วมเสวนาในครั้งนี้ประกอบไปด้วย <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท </strong>ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมด้วย <strong>เรืออากาศโท สมพร ปานดำ</strong> รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา <strong>นายสรรชัย ชอบพิมาย</strong> ผู้อำนวยการกองพัฒนาผู้ฝึกและเทคโนโลยีการฝึก กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน <strong>ดร.สมชัย จิตสุชน</strong> ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานนอกระบบ กสศ. และ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย <strong>คุณโคจิ มิยาโมโตะ (Mr. Koji Miyamoto)</strong> นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส (Senior Economist) ด้าน Global Practice จากธนาคารโลก (World Bank) <strong>ผศ.ดร.ศุภชัย ศรีสุชาติ</strong> คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมด้วยตัวแทนสื่อมวลชน และบุคคลทั่วไปร่วมรับฟังผ่านช่องทางออนไลน์</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการพัฒนาแรงงานให้เท่าทันโลก</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f5d732"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> กล่าวว่า เวทีนโยบายการพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานสู่ความพร้อมรับมือตลาดแรงงานยุคใหม่ ภายใต้หัวข้อ <strong>‘ปลดล็อคความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการศึกษา’</strong> ผ่านการพัฒนา <strong>‘ทักษะพื้นฐานของการทำงานในโลกยุคใหม่’</strong> นี้วางเป้าหมายเพื่อการพัฒนาความร่วมมือด้านวิชาการและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนาทุนมนุษย์ไทยให้พร้อมรับมือกับการแข่งขันในศตวรรษที่ 21&nbsp;</p>



<p>การวิจัยสำรวจทักษะและความพร้อมกลุ่มประชากรวัยแรงงานในประเทศไทยถือว่าเป็นขั้นตอนสำคัญที่สามารถหาคำตอบร่วมกัน เพื่อเป็นแนวทางในการยกระดับทักษะแรงงาน และการกำหนดนโยบายด้านการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในโลกยุคดิจิทัล รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในด้านการแข่งขัน พาประเทศไทยก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และเพื่อพัฒนาให้แรงงานในประเทศไทยกลายเป็นแรงงานที่มีทักษะสูงขึ้น ซึ่งคุณภาพชีวิตประชากรก็จะถูกยกระดับตามไปด้วย สามารถยุติวงจรความยากจนข้ามรุ่น และลดความเหลื่อมล้ำในมิติต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4b5bdd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/12-โลกยุคใหม่ต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ-กสศ-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ การพัฒนาทักษะการทำงานในโลกยุคใหม่ จำเป็นต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาของเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการฟื้นฟูประเทศจากวิกฤตโควิด-19&nbsp;</p>



<p>ประเด็นสำคัญประการแรก คือประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา ที่หากไม่แก้ไขจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศ&nbsp;</p>



<p>การวิเคราะห์ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยพบว่า ประเทศไทยมีกลุ่ม NEET (Youth not in education, employment, or training) ซึ่งหมายถึงเยาวชนวัย 15-24 ปี ที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอบรมพัฒนาใดๆ ถือเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่ได้ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-345403"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/12-โลกยุคใหม่ต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ-กสศ-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> เน้นย้ำว่า เราจำเป็นต้องค้นหาและพาเด็กเยาวชนกลุ่มนี้กลับเข้าสู่การพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในหรือนอกระบบการทำงาน หรือการพัฒนาตนเองตามแนวทางที่เหมาะสม เพราะผลสำรวจระบุว่า ในปี 2562 ประเทศไทยมี NEET มากถึง 1.3 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นราวร้อยละ 10 ของประชากรฐานภาษี และคิดเป็นร้อยละ 14 ของเยาวชนไทย&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้กลุ่ม NEET ยังมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 1 ซึ่งสวนทางกับอัตราลดลงของเยาวชนไทยเฉลี่ยร้อยละ 1.2 ในทศวรรษที่ผ่านมา ​โดยร้อยละ 65 ของกลุ่ม NEET เป็นเพศหญิง มีปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยเรียนเป็นสาเหตุสำคัญ จากสถิติพบว่าร้อยละ 8 ของกลุ่ม NEET คือเพศหญิงที่ต้องทำงานบ้าน ที่น่าตกใจคือ กว่าครึ่งมีสถานภาพสมรสและสำเร็จการศึกษาเพียงระดับมัธยม</p>



<p><strong>“ยูเนสโกประมาณการว่า หากไม่มีการนำเด็กเยาวชนกลุ่มนี้เข้าสู่กระบวนการพัฒนา ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศไทยเป็นมูลค่าสูงถึง 330,000 ล้านบาททุกปี คิดเป็นร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ของประเทศ ซึ่งเท่ากับค่าเฉลี่ยของการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา</strong>&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6bc16d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/12-โลกยุคใหม่ต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ-กสศ-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นอกจากนี้สถานการณ์ของเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาของไทยหลังโควิด-19 ยังคงมีแนวโน้มแย่ลงในทุกพื้นที่ของประเทศ ซึ่งสร้างความเสียหายโดยตรงกับโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจในการหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) และด้วยสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ เราไม่สามารถปล่อยให้เยาวชนแม้สักคนหลุดไปจากการพัฒนาได้อีกแล้ว เราต้องหาทางช่วยพวกเขาในวันนี้ เพื่อความเปลี่ยนแปลงที่ดีของสังคมไทยในอนาคต”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สำรวจทุกทักษะพร้อมปั้นในประชากรวัยแรงงาน Upskill Reskill เพื่ออนาคตที่คุ้มค่าของทั้งเด็กและประเทศ</strong></h2>



<p>ผลสำรวจยังสะท้อนถึงปัญหาคุณภาพประชากรวัยแรงงานผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสว่า ประชากรวัยแรงงานอายุ 15 ปีขึ้นไปที่มีวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและต่ำกว่า มีจำนวนมากกว่า 16.1 ล้านคน แม้ว่าประชากรรุ่นใหม่กลุ่มนี้จะสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงแรงงานนอกระบบ ทำงานลักษณะกึ่งฝีมือหรือไร้ฝีมือ จึงต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางรายได้และขาดการคุ้มครองทางสังคม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7e27d8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/12-โลกยุคใหม่ต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ-กสศ-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“แรงงานกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาจากการเป็นแรงงานไร้ฝีมือไปสู่การเป็นแรงงานฝีมือดี ซึ่งเป็นการลงทุนของประเทศที่คุ้มค่า เพราะเยาวชนหรือประชากรวัยแรงงาน อายุ 15-25 ปีกลุ่มนี้ เขาจะอยู่ในตลาดแรงงานไปอีกอย่างน้อย 30 ปีหรือมากกว่านั้น</p>



<p>ถ้าเราลงทุนกับกลุ่มเป้าหมายตอนนี้ โอกาสที่ดอกผลจะคืนกลับมาที่ตัวของเขาและสังคมไทย จะยิ่งมีมากขึ้นในวันข้างหน้า การจ้างงานของแรงงานกลุ่มนี้เราสามารถ upskill reskill ได้ โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้เกิดการปฏิวัติวงการอุตสาหกรรม เทคโนโลยี มีการทำงานรูปแบบใหม่ ๆ ที่มาพร้อมกับพัฒนาการของ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ทำให้กำลังแรงงานไทยต้องทบทวนว่า เราจะมีขีดความสามารถแข่งขันได้อย่างไรท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง” ดร.ไกรยส กล่าว</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวว่า จากข้อท้าทายดังกล่าว กสศ. จึงได้ร่วมกับ ธนาคารโลก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ สำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยได้รับการสนับสนุนภาคนโยบายจาก กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงแรงงาน&nbsp; เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านวิชาการและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนาทุนมนุษย์ไทยให้มีศักยภาพพร้อมแข่งขันในศตวรรษที่ 21 ผ่าน ‘การวิจัยสำรวจทักษะและความพร้อมกลุ่มประชากรวัยแรงงานในประเทศไทย’ (Adult Skills Assessment in Thailand) ซึ่งถือเป็นการสำรวจครั้งแรกในเยาวชนและประชากรวัยแรงงานวัย 15-64 ปี เพื่อพัฒนาการสำรวจและประเมินทักษะในการเรียนรู้ การทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงทักษะด้านอารมณ์สังคม (Socio-Emotional Skills) และเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบาย วางกลยุทธ์พัฒนาและยกระดับทักษะให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดแรงงาน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-edad52"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/12-โลกยุคใหม่ต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ-กสศ-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การสำรวจทักษะและความพร้อมของเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน โดยธนาคารโลก มีผลการดำเนินงานสำคัญ 4 ด้าน คือ&nbsp;</p>



<p>1.พัฒนาเครื่องมือ แบบประเมินด้านทักษะการอ่าน ทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Socio-Emotional Skills) ทักษะดิจิทัล และแบบสอบถามชุดข้อมูลพื้นฐาน<br>2.ขับเคลื่อนผ่านเวทีนโยบายเพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านวิชาการและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กสศ. ธนาคารโลก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ภาคีหน่วยราชการ และภาคเอกชน&nbsp;&nbsp;<br>3.สำรวจและประเมินจากกลุ่มตัวอย่างครอบคลุมทุกภูมิภาค<br>4.นำข้อเสนอในการประชุมทุกเวทีสู่การสรุปผลเบื้องต้นเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายร่วมกับหน่วยงานภาคนโยบาย ภาคการศึกษา ภาคแรงงาน และภาคท้องถิ่น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทักษะอ่านเขียน ทักษะดิจิทัล ทักษะทางอารมณ์สังคมสำคัญขนาดไหน</strong><br><strong>ชวนปลุกพลังทักษะพื้นฐานแห่งการทำงานในโลกยุคใหม่</strong> <strong>ซึ่งให้ความสำคัญกับ ‘คน’</strong></h2>



<p><strong>คุณโคจิ มิยาโมโตะ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้าน Global Practice จากธนาคารโลก </strong>กล่าวว่า วิกฤตโควิด-19 นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทั้งวิถีดำรงชีวิตและรูปแบบการทำงาน ขณะที่ราคาโภคภัณฑ์ต่าง ๆ ทั้งพลังงานและอาหาร มีการขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นความเหลื่อมล้ำที่ถ่างกว้างออกไปอีกระหว่างสังคมเมืองกับสังคมชนบท อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่คาดการณ์ไม่ได้นี้ การพัฒนาแรงงานของประเทศจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความเสี่ยงและโอกาสโดยการปรับใช้นโยบายที่ให้ความสำคัญกับทักษะพื้นฐานการทำงานในโลกยุคใหม่ ซึ่งจะเป็นต้นทุนที่ทำให้คนเข้าถึงโอกาส และมีความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงและความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-78f8e8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/Mr.-Koji-Miyamoto.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณโคจิ มิยาโมโตะ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้าน Global Practice จากธนาคารโลก</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทักษะพื้นฐานการทำงานในโลกยุคใหม่ (Foundational Skill) แบ่งเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. ความสามารถอ่านเขียน (Literacy Skill) 2.Digital Skill ความสามารถในการเข้าใจและจัดการข้อมูล ICT (Digital Skill )และ 3.ทักษะทางอารมณ์สังคม (Socio-Emotional Skill )</p>



<p>“พลังของทักษะพื้นฐานการทำงานในโลกยุคใหม่ คือการพัฒนาตนเองเป็นลำดับขั้น เริ่มจากขั้นแรกซึ่งเป็นทักษะการอ่านออกเขียนได้ไปสู่กลไกความก้าวหน้าขั้นต่อ ๆ ไป ส่วนทักษะดิจิทัลคือการต่อยอดความอยากรู้ ความเข้าใจข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ สามารถสังเคราะห์องค์ความรู้ต่อยอดพัฒนาชีวิตตนเองให้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มศักยภาพในการทำงานจนเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานจนผลักดันตนเองไปสู่การจ้างงานที่มีรายได้สูงขึ้น หรือในภาคของผู้ประกอบการก็สามารถเพิ่มผลผลิตและนวัตกรรมได้มากขึ้น&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8e64cc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/12-โลกยุคใหม่ต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ-กสศ-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ส่วนทักษะทางอารมณ์และสังคม คือความสามารถในการทำความเข้าใจและอยู่ร่วมกันนกับผู้อื่น เข้าใจตนเอง เห็นอกเห็นใจและช่วยเหลือคนอื่น ๆ ได้ในฐานะเพื่อนมนุษย์ นอกจากนี้ยังส่งผลด้านการดูแลตนเองในวิถีชีวิตและพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ ลดภาระบุคลากรและงบประมาณการดูแลของภาครัฐ รวมถึงเป็นพลเมืองที่ไม่ก่อปัญหาให้สังคม&nbsp;</p>



<p><strong>เมื่อ ‘คน’ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศมีงานทำ มีสุขภาพดี ดูแลตนเองได้ เขาจะพร้อมดำรงชีวิตบนความเปลี่ยนแปลง สามารถพาตัวไปหาโอกาส บริหารจัดการความเสี่ยงได้ด้วยตนเอง ซึ่งผลลัพธ์ที่สะท้อนกลับมาจะไม่เป็นประโยชน์ต่อคนคนหนึ่งหรือครอบครัวเท่านั้น หากยังสะท้อนไปถึงตลาดแรงงานของประเทศ และการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของชาติ”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-998bd7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/12-โลกยุคใหม่ต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ-กสศ-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คนไทยทุกคนต้องมีโอกาสพัฒนาความสามารถ เพราะแรงงานคืออนาคต</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-05384b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/ผศ.-ดร.ศุภชัย-ศรีสุชาติ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.ดร.ศุภชัย ศรีสุชาติ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผศ.ดร.ศุภชัย ศรีสุชาติ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ </strong>กล่าวว่า ในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ทักษะพื้นฐานของแรงงานจะยังไม่อยู่ในมาตรฐานตามคาดหวัง ทั้งนี้ การพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับแรงงานไม่ได้เติมเต็มทักษะพื้นฐานเท่าที่ควร ดังนั้นหลักสูตรการพัฒนาอาชีพต้องให้ความสำคัญกับทักษะขั้นพื้นฐาน&nbsp;</p>



<p>การที่ประเทศจะลงทุนกับอะไรก็ตาม ต้องเริ่มที่ทักษะพื้นฐานเป็นจุดเริ่มต้น เพราะ<strong>การพัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับแรงงานเป็นสิ่งสำคัญในประเทศกำลังพัฒนา แม้ว่าการลงทุนกับทักษะอาชีพจะมีมูลค่าสูง แต่ถ้าทักษะพื้นฐานยังไม่ได้รับการเติมเต็ม การลงทุนนั้นก็อาจยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากลับมา หรือได้ผลน้อยกว่าที่คาดไว้</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e34a8b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/12-โลกยุคใหม่ต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ-กสศ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ทักษะขั้นพื้นฐานไม่ได้สำคัญกับการจ้างงานแค่เฉพาะสายอาชีพเท่านั้น แต่เป็นงานทุกรูปแบบ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องให้ความสำคัญในขั้นนโยบายกับทักษะพื้นฐานตั้งแต่ขั้นปฐมวัยอย่างครอบคลุม เป็น Learning for All และทำโดยเร็ว เพราะว่าทักษะพื้นฐานเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องสะสมและมีความเฉพาะตัว ยิ่งเริ่มต้นได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ ก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น”&nbsp;</p>



<p><strong>ผศ.ดร.ศุภชัย</strong> กล่าวว่า ทักษะขั้นพื้นฐานคือกลไกการพัฒนาเพื่อนำไปสู่ทักษะอื่นที่สูงขึ้น กล่าวคือ ถ้าประชากรมีทักษะการเรียนรู้ด้วยตัวเองเป็นลำดับขั้น ท้ายที่สุด ทักษะด้านอื่น ๆ ของแรงงานก็จะพัฒนาขึ้นตามกัน และจะช่วยพัฒนาฝีมือ นำมาซึ่งรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&nbsp;</p>



<p><strong>ดร.สมชัย จิตสุชน ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานนอกระบบ กสศ. และ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย </strong>กล่าวว่า คนในสังคมยังพูดถึงทักษะทางอารมณ์และสังคมต่อกระบวนการเรียนรู้ ค่อนข้างน้อย ทั้ง ๆ ที่ความสามารถในการปรับตัวมีความสำคัญมาก&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a5bb8e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/bannerปกติ-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สมชัย จิตสุชน ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชน<br>และประชากรวัยแรงงานนอกระบบ กสศ.<br>และ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและตลอดเวลา เราต้องทำให้แรงงานมีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว กระบวนการพัฒนาในขั้นนโยบาย ควรจะตั้งเป้าว่า ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ มีระดับการศึกษาแค่ไหน หรืออยู่ในสถานะสังคมเศรษฐกิจใดก็ตาม คนไทยทุกคนต้องมีโอกาสพัฒนาความสามารถ และเข้าถึงช่องทางการเพิ่มความรู้ให้กับตนเอง ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องได้มาจากโรงเรียน แต่เป็นการรวมกลุ่มกันเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ และเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ</p>



<p><strong>เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา </strong>กล่าวว่า วันนี้อาชีวศึกษาจัดการศึกษาแบบเดิมไม่ได้แล้ว แต่ต้องมองตามทิศทางการเปลี่ยนแปลงของประเทศ และอาชีพต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปทุกวัน เพราะฉะนั้นสถาบันอาชีวศึกษา ในฐานะต้นทางผลิตกำลังคนของประเทศ ต้องมาทบทวนเรื่อง Future Skill หรือทักษะในอนาคต โดยเฉพาะการ Upskill Reskill รับมือการก้าวเข้ามามีบทบาทของ AI&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2c4ec3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/เรืออากาศโท-สมพร-ปานดำ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>แรงงานต้องปรับสภาพการทำงานให้เข้ากับโลกยุคใหม่ ไม่เช่นนั้นจะมีคนตกงานจำนวนมาก อาชีวศึกษาต้องผลิตคนที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานร่วมกับภาคีเครือข่าย ซึ่งถือว่าเป็นบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาอาชีวศึกษา</p>



<p><strong>นายสรรชัย ชอบพิมาย ผู้อำนวยการกองพัฒนาผู้ฝึกและเทคโนโลยีการฝึก กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน </strong>กล่าวว่า แนวคิดสำคัญคือ ก่อนที่เยาวชนและประชากรวัยแรงงานจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน เขาจำเป็นที่จะต้องได้เรียนรู้หลักสูตรการเตรียมทำงาน ฝึกวินัยและทักษะอาชีพ นอกจากฝึกในสถาบัน หลักสูตรก็ต้องกำหนดให้ได้ฝึกฝีมือในสถานประกอบการ ซึ่งมีความต้องการแรงงานตามทักษะเฉพาะทาง&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d62e43"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/สรรชัย-ชอบพิมาย.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายสรรชัย ชอบพิมาย ผู้อำนวยการกองพัฒนาผู้ฝึกและเทคโนโลยีการฝึก กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เมื่อฝึกเสร็จแล้ว กลุ่มเป้าหมายจะได้เข้าสู่สถานประกอบการ พร้อมการันตีค่าแรงตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน เมื่อทักษะเป็นตัวกำหนดว่าจะได้ค่าแรงเท่าไหร่ ก็จะทำให้เด็กมีแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาฝีมือของตนให้ดียิ่งขึ้นไปอีก&nbsp;</p>



<p><strong>‘เวทีนโยบายการพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานสู่ความพร้อมรับมือตลาดแรงงานยุคใหม่’</strong> จัดขึ้นเป็นครั้งแรก จากทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่งในไตรมาสที่ 3 ของปี 2566 จะมีการเปิดเผยผลสำรวจจากโครงการ <strong>‘การวิจัยสำรวจทักษะและความพร้อมกลุ่มประชากรวัยแรงงานในประเทศไทย’ (Adult Skills Assessment in Thailand)</strong> เพื่อสร้างความเข้าใจในยุทธศาสตร์และความท้าท้ายใหม่ในการพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน และให้ความสำคัญกับบทบาทของทักษะการเรียนรู้ที่มีความจำเป็น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมรับข้อเสนอแนะ ความร่วมมือเชิงนโยบายในการพัฒนาทักษะ และการเรียนรู้ของเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-200123/">โลกยุคใหม่ต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ กสศ. เปิดเวทีนโยบายพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน ชี้ทักษะพื้นฐาน 3 ด้านที่พร้อมใช้งานได้จริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดร.สมชัย จิตสุชน เสนอแนะการรับมือสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนในระบบการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-somchai-jitsuchon-tdri/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-somchai-jitsuchon-tdri</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Apr 2021 08:45:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สมชัย จิตสุชน]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ทีดีอาร์ไอ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=39675</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนึ่งในข้อเสนอคือ การสร้าง &#8220;อาสาสมัครการศึกษา&#82 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-somchai-jitsuchon-tdri/">ดร.สมชัย จิตสุชน เสนอแนะการรับมือสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนในระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote class="wp-block-quote"><p>หนึ่งในข้อเสนอคือ การสร้าง <strong>&#8220;อาสาสมัครการศึกษา&#8221;</strong> ที่ทำหน้าที่คล้ายอาสาสมัครสาธารณสุข คือ มีในทุกหมู่บ้าน เรื่องนี้มีการทำบ้างแล้วในการระบาดรอบแรก เช่น จ.ราชบุรี ซึ่งสนับสนุนโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ควรขยายให้กว้างขวางขึ้น</p></blockquote>



<p>ท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิดระลอกใหม่ ส่งผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองหลายประการ ที่สำคัญมีผลกระทบต่อระบบการศึกษาของไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้</p>



<p><strong>ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)</strong> เสนอแนะการรับมือสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนในระบบการศึกษาหัวข้อ “การจัดการ &#8220;แผลเป็นด้านการศึกษา&#8221; จากโควิด-19 เพื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาส</p>



<p>โดยได้กล่าวถึง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในการออกแบบอสม.การศึกษาและมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจสมควรนำมาขบคิดพิจารณา โดย ดร.สมชัย ได้เสนอไว้ดังนี้</p>



<p>มีการกล่าวกันมากว่าการระบาดของโควิด-19 จะก่อให้เกิด &#8220;แผลเป็น&#8221; ด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการตอกย้ำแนวโน้มการตกงานของกลุ่มแรงงานที่ก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก (ซึ่งสำหรับประเทศไทยอาจมีเกือบประมาณ 40% ของแรงงานทั้งหมด) ผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น ครอบครัวที่มีคนแก่ คนพิการ เด็กเล็ก ยากจน ถูกผลกระทบแรงกว่ากลุ่มอื่นและมีต้นทุนในการปรับตัวเพื่อรับแรงกระแทกน้อยกว่า จนทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจและต้นทุนสังคมถูกกัดกร่อนและร่อยหรอจนอาจยากจะฟื้นตัว แต่ละแผลเป็นมีเรื่องให้ต้องขบคิดกันมากว่าจะทำอย่างไรในการป้องกันหรือให้ความช่วยเหลือคนเหล่านั้นได้บ้าง</p>



<p>อีกหนึ่งแผลเป็นที่คาดว่าการระบาดของโควิด-19 จะส่งผลกระทบที่ยาวนานและอาจถาวร คือแผลเป็นด้านการศึกษา โดยจะมองเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสไปพร้อมๆ กัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-08c450"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/21-การจัดการแผลเป็นด้านการศึกษา-3.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง<br>สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)</figcaption></figure></div></div></div>



<p>ความท้าทายมีหลายประการ อย่างที่ทราบกันดีว่าการปิดโรงเรียนและการเรียนออนไลน์ในช่วงที่มีการระบาดก่อให้เกิดผลกระทบต่อนักเรียน ผู้ปกครอง ครู และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ อย่างมาก นักเรียนจำนวนมากเรียนรู้จากการเรียนออนไลน์ได้อย่างจำกัดมาก ไม่ว่า จะเป็นเพราะขาดอุปกรณ์ ขาดสัญญาณอินเตอร์เน็ต ขาดผู้ปกครองที่มีเวลาช่วยแนะนำและกำกับการเรียน ขาดสมาธิ ปัญหาเหล่านี้ยิ่งหนักขึ้นถ้าเป็นนักเรียนยากจน ซึ่งอาจมีเรื่องอื่นเพิ่มเติม เช่น ช่วงเรียนออนไลน์ไม่อยากเปิดวิดีโอเพราะอายสภาพบ้าน ทำให้ปฏิสัมพันธ์ยิ่งน้อยลง และถ้าเด็กยิ่งอายุน้อยก็ยิ่งมีโอกาสเรียนรู้ ได้น้อย (มีงานวิจัยหนึ่งระบุว่าเด็กอนุบาล 3 ของไทยเรียนรู้น้อยลงคิดเป็นประมาณ 4-5 เดือน) ผู้ปกครองเองก็จัดเวลายาก เพราะต้องทำงานไปด้วย ดูแลลูกหลานที่เรียนที่บ้านไปด้วย ครูเองก็ต้องปรับตัวมากในการสอนออนไลน์ บางคนปรับตัวไม่ได้ก็ทำให้ประสิทธิภาพการสอนหย่อนลง</p>



<p>แนวทางการลดผลกระทบก็มีการพูดถึงกันบ้างแล้ว ไม่ว่าการสลับวันเรียน การลดขนาดห้อง การปรับหลักสูตร นอกจากนี้ ยังมีแนวทางอื่นที่มีการทำในต่างประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษมีการตั้งกองทุนชื่อว่า Education catch-up initiatives&nbsp; เพื่อช่วยสอนเสริมและฟื้นฟูความรู้ให้กับนักเรียนที่เรียนรู้น้อยลงในช่วงออนไลน์ ในอเมริกามีโครงการคล้ายกันคือ Acceleration Academies, High Intensity Tutoring&nbsp; หรือมีการคิดค้นกระบวนการเรียนรู้ที่ง่ายๆ ใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวในชุมชน เช่น ในประเทศอินเดียเป็นต้น ดังนั้น จะขอเน้นเรื่องการแปลงวิกฤตให้เป็นโอกาส ซึ่งก็สามารถทำได้หลายประการ กล่าวคือ</p>



<p><strong>ประการแรก</strong> : ควรใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดจากกระแสดิจิทัลในกระบวนการเรียนรู้ (digital learning) ที่ถูกบังคับให้เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เช่น ในกลุ่มครูและอาจารย์ มีการสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และระดมสมองถึงวิธีการใหม่ๆ ในการสอนให้มีประสิทธิภาพภายใต้สภาพแวดล้อมใหม่ เช่น การใช้การสอนแบบ multi-mode คือไม่ใช่ online หรือ offline อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ผสมผสานกัน ควรมีนโยบาย ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายเช่นนี้ให้มีความกว้างขวาง ยิ่งขึ้น หรือในกลุ่มผู้ปกครองก็ควรใช้ประโยชน์จากความรู้ ความเข้าใจถึงแนวทางในการกระตุ้นการเรียนรู้ของลูกหลานในระหว่างที่ทำหน้าที่กำกับและสนับสนุนการเรียนที่บ้าน แล้วทำการขยายความเข้าใจนี้ไปสู่กลุ่มผู้ปกครองด้วยกัน กลุ่มครูและอาจารย์ รวมถึงการถ่ายทอดสู่วงกว้างด้วย</p>



<p>นอกจากนั้น ยังอาจต่อยอดแนวโน้มเดิมที่เกิดก่อนการระบาดของโควิด เช่น การเปิดคอร์สเรียนออนไลน์แบบ MOOC (Massive Online Open Course)ที่เริ่มในต่างประเทศและได้แพร่กระจายเข้ามาในประเทศไทยโดยมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ปัจจุบันมีการจัดตั้ง Platform รวม ชื่อ Thai MOOC (Thailand Massive Online Open Course) และ Thailand Cyber University&nbsp; ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกระดับการศึกษา ทุกอายุ และทุกอาชีพ โดยในช่วงโควิดมีผู้เรียน ต่อวันเพิ่มขึ้นเกือบ 60% และมีเนื้อหาวิชาเกือบ 500 วิชา ผู้เรียนสามารถได้รับประกาศนียบัตรคุณวุฒิ หรือกระทั่งโอนหน่วยกิตเพื่อไปรับปริญญาได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0b7d7c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/21-การจัดการแผลเป็นด้านการศึกษา-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>สิ่งที่ควรปรับปรุงในเรื่องนี้ ควรเป็นเรื่องการทำให้แน่ใจว่าหลักสูตรและเนื้อหาที่สอนตรงกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงเร็วของตลาดแรงงาน ซึ่งการสอนแบบ MOOC มีจุดเด่นในเรื่องความยืดหยุ่นของเนื้อหาได้อยู่แล้วจึงควรใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นการสอนที่ไม่จำกัดวุฒิการศึกษาและอายุของผู้เรียน จึงอยากให้มีการคิดนอกกรอบในเรื่องเนื้อหาด้วย เช่น อาจเป็นเนื้อหาที่เหมาะกับแรงงานที่กำลังจะถูกทอดทิ้งจากตลาดแรงงาน เช่นผู้ที่สูงวัยกว่า 40 ปี และมีการศึกษาไม่เกินประถมหรือมัธยมต้น MOOC ควรใช้ความยืดหยุ่นของเนื้อหาสร้างทักษะให้คนกลุ่มนี้ด้วย โดยอาจไม่ใช่ทักษะที่ไม่มีมูลค่าตลาดก็ได้ เช่น การดูแลเด็กเล็ก การดูแลผู้สูงวัย การรักษาสภาพแวดล้อม เป็นต้น</p>



<p><strong>ประการที่สอง</strong> : กระทรวงศึกษาธิการควรปฏิรูปแนวทางการวัดผลการเรียนให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ในภาวการณ์ใหม่ โดยถือโอกาสนี้ปรับปรุงระบบ KPI ที่ล้าสมัยและไม่เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปพร้อมกัน</p>



<p><strong>ประการที่สาม</strong> : ควรยกระดับการใช้กลไกชุมชนในกระบวนการเรียนรู้ เช่น การสร้าง<strong> &#8220;อาสาสมัครการศึกษา&#8221; </strong>ที่ทำหน้าที่คล้ายอาสาสมัครสาธารณสุข คือ มีในทุกหมู่บ้าน เรื่องนี้มีการทำบ้างแล้วในการระบาดรอบแรก เช่น จ.ราชบุรี ซึ่งสนับสนุนโดย<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>จึงควรขยายให้กว้างขวางขึ้น รวมทั้งการระดมคนในชุมชนให้ช่วยสร้างอุปกรณ์การเรียนรู้ด้วยตัวเอง</p>



<p><strong>ประการที่สี่</strong> : จากข้อเสนอแนะต่างๆ ข้างต้นผสมผสานกัน น่าจะก่อให้เกิดบริบทของการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ด้วย โดยเป็นการร่วมมือกันของภาคีต่างๆ และนำนวัตกรรมต่างๆ ที่ค้นพบและทดลองใช้ในช่วงนี้มาเป็นบทเรียน และอยากให้มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมเป็นกลุ่มแรงงานที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เช่น ผู้สูงวัยเกิน 40 ปี และมีการศึกษาไม่เกินมัธยมต้นที่กล่าวถึงข้างต้น</p>



<p>ข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังมีเรื่องใหม่ๆ อีกหลายประการที่เกิดขึ้นในกระบวนการศึกษาช่วงนี้ที่ควรเอามาสกัดเป็นบทเรียนและใช้ประโยชน์ในระยะยาวได้</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-somchai-jitsuchon-tdri/">ดร.สมชัย จิตสุชน เสนอแนะการรับมือสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนในระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
