<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ดร.รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%96%e0%b8%b1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 16 Aug 2023 04:24:04 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ดร.รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กสศ. ร่วมหาแนวทางผลักดันงานวิจัยสู่นโยบาย พลิกโฉมการศึกษาไทยที่ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-70947/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Aug 2023 04:24:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.พร้อมพิไล บัวสุวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพอนาคตการพลิกโฉมการศึกษาไทยเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=70947</guid>

					<description><![CDATA[<p>8 สิงหาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-70947/">กสศ. ร่วมหาแนวทางผลักดันงานวิจัยสู่นโยบาย พลิกโฉมการศึกษาไทยที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>8 สิงหาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา จัดเสวนาวิชาการเรื่อง <strong>‘ภาพอนาคตการพลิกโฉมการศึกษาไทยเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและการพัฒนาที่ยั่งยืน’</strong> ภายใต้การประชุมทางวิชาการ การวิจัยทางการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 17 โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), ดร. เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</strong> และ <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.พร้อมพิไล บัวสุวรรณ</strong> <strong>คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</strong> ดำเนินรายการโดย <strong>ดร.รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์</strong> จาก<strong>องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9d2e7f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/1-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ก่อนเริ่มเสวนาอย่างเป็นทางการ <strong>ดร.รังสรรค์</strong> ในฐานะผู้ดำเนินรายการเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมฟังเสวนาได้แสดงความคิดเห็นต่อการวิจัยเพื่อการศึกษา โดยมีคำถามว่า <strong>“ท่านคิดว่าการวิจัยมีส่วนสำคัญในการทำให้นโยบายการศึกษาในศตวรรษที่ 21 มีประสิทธิผลมากน้อยเพียงไร”</strong> กว่า 58.7 เปอร์เซ็นต์ของคำตอบ เห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง</p>



<p>คำถามที่สองคือ <strong>“จากประสบการณ์ของท่านนั้น อะไรถือเป็นอุปสรรคในงานด้านนโยบายการศึกษาในการนำข้อมูลงานวิจัยมาเป็นส่วนประกอบ”</strong> ซึ่งคำตอบค่อนข้างหลากหลาย แต่ตัวเลือก ‘การขาดงบประมาณที่จะสนับสนุนงานวิจัยใหม่ ๆ’ และ ‘ข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัย สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน และมีคุณภาพ’ เป็นตัวเลือกที่มีผู้เลือกมากที่สุดในจำนวนเท่า ๆ กัน </p>



<p>คำถามถัดมา <strong>“ท่านเห็นด้วยกับการที่นักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายจะเอาผลการวิจัยเหล่านี้ไปบูรณาการกับการกำหนดนโยบายในเรื่องต่อไปนี้มากน้อยเพียงใด”</strong> โดยมีตัวเลือกทั้งหมด ได้แก่ ‘การจัดให้มีโต๊ะกลมผู้กำหนดนโยบายเสมอ ๆ และมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้’ ‘มีโครงการวิจัยร่วมกันระหว่างนักวิจัยและผู้กำหนดนโยบาย’ ‘มีการสร้างช่องทางการสื่อสารอย่างชัดเจนระหว่างผู้วิจัยและผู้กำหนดนโยบาย’ ‘สร้างแรงจูงใจที่จะช่วยให้นักวิจัยจัดลำดับความสำคัญ’ ‘สร้างแรงจูงใจให้ผู้กำหนดนโยบายนำเอาการวิจัยมาใช้ในการตัดสินใจ’ ผลสำรวจส่วนใหญ่เลือกว่า ‘เห็นด้วยมากที่สุด’ ในทุกตัวเลือก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7d6f21"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/3-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ต่อมา <strong>“ท่านเห็นว่านักการศึกษา ผู้บริหาร จะสามารถมีส่วนในกระบวนการวิจัยและให้ข้อมูลเพื่อการกำหนดนโยบายการศึกษาในกระบวนการต่อไปนี้ได้มากน้อยเพียงไร”</strong> ซึ่งคนส่วนใหญ่ตอบว่า ‘มากที่สุด’ ในทุกตัวเลือกเช่นเดียวกัน ได้แก่ ‘มีส่วนร่วมในการวิจัยและในการสำรวจ’ ‘ให้ข้อมูลย้อนกลับและข้อเท็จจริงที่ทราบแก่ผู้วิจัย’ ‘เข้าไปมีส่วนร่วมในการวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับนักวิจัย’ ‘รับเอาแนวคิดการสอนบนฐานงานวิจัย แบ่งปันแนวปฏิบัติที่ประสบผลสำเร็จ ตลอดจนกรณีศึกษา’ ‘มีส่วนร่วมในเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้’</p>



<p>คำถามสุดท้าย <strong>“ในความเห็นของท่าน เรื่องใดในการกำหนดนโยบายทางการศึกษาที่ต้องการวิจัยมากที่สุดในศตวรรษที่ 21 นี้”</strong> จากผลสำรวจผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ให้น้ำหนักไปที่เรื่อง ‘การออกแบบหลักสูตรและนวัตกรรม’ มาเป็นอันดับแรก 31.3 เปอร์เซ็นต์</p>



<p><strong>รศ.ดร.พร้อมพิไล </strong>กล่าวว่า จากผลสำรวจทำให้เห็นว่า ผู้ที่ร่วมตอบคำถามตระหนักและเห็นความสำคัญของการใช้งานวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเป็นอย่างมาก ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ ควรได้รับการสนับสนุนอย่างมีทิศทาง เพราะการกำหนดนโยบายจำเป็นต้องอยู่บนฐานของความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่ลงทุนไปนั้นถูกทางแล้ว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-43e8d3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/4-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในบริบทของประเทศไทยมีงบประมาณค่อนข้างจำกัด และลงไปไม่ถึงในทุกภาคส่วน ซึ่งผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการมีส่วนร่วมเป็นสิ่งสำคัญ ควรมีการสร้างพื้นที่หรือเวทีพูดคุยเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างนโยบายกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในระดับต่าง ๆ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มิติเวลาของงานวิจัย มองอดีต ปัจจุบัน และอนาคต</strong></h2>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์</strong> กล่าวว่า เมื่อพูดถึงปัญหาในงานวิจัยของไทยคือ <strong>‘ปัญหาวันนี้ วิจัยวันหน้า’</strong> เมื่อวิจัยเสร็จ ปัญหาก็เปลี่ยนไปแล้ว และการวิจัยแต่ละแบบมีมิติที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในแง่ของมิติเวลา กล่าวคือ งานวิจัยนั้นจะใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่า 1) เป็นการมองอดีตเพื่อเอามาใช้ในปัจจุบัน 2) มองปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้น และ 3) มองเพื่อกำหนดทิศทางในอนาคต ซึ่งทั้งสามรูปแบบมีบทบาทแตกต่างกัน หากงานวิจัยให้น้ำหนักกับอดีตมากเกินไปจะทำให้ลืมปัจจุบัน หากมองแค่ปัจจุบันก็จะไม่เรียนรู้ปัญหาในอดีต และหากไม่มองไปถึงอนาคตก็จะไม่สามารถเตรียมความพร้อมขององค์ความรู้ได้ ดังนั้นการสร้างสมดุลในการวิจัยโดยใช้เวลาเป็นตัวตั้งจึงเป็นส่วนสำคัญส่วนแรก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6bedf2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/5-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ส่วนที่สอง การสร้างกรอบความคิดเพื่อการทำวิจัยในหัวข้อต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติและการทดลองใช้จริง แต่สิ่งหนึ่งที่งานวิจัยของไทยยังมีค่อนข้างน้อยคือ ‘research for saying goodbye’ เพื่อจะรู้ว่ามีอะไรบ้างที่ควรเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิก เช่น เรามีความจำเป็นให้เด็กต้องเรียนทั้งวันหรือไม่ ถ้ามีการพิสูจน์แล้วว่าการเรียนแค่ครึ่งวันได้ผล การทำวิจัยเป็นเหมือนการสะสมตะกอนความรู้ของแม่น้ำสายหนึ่ง ถ้าไม่รู้ว่าอะไรที่ควรทิ้ง วันหนึ่งแม่น้ำสายนี้ก็จะตื้นเขิน และงานวิจัยจะไม่เกิดการขับเคลื่อน</p>



<p>ในมุมมองของ <strong>ดร.ไกรยส</strong> เห็นว่าแนวโน้มที่ปฏิเสธไม่ได้ในระดับนานาชาติคือ การกำหนดนโยบายจำเป็นต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้เสียภาษีมั่นใจได้ว่า การทำนโยบายจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนโดยแท้จริง และมีการบริหารความเสี่ยงที่เพียงพอจะทำให้บรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืน</p>



<p>“การเลือกตั้งที่ผ่านมาสังเกตได้เลยว่ามีการใช้ข้อมูลเพิ่มขึ้นเยอะมาก มีทีมงานวิชาการของพรรคการเมืองต่าง ๆ ติดต่อเข้ามาหาเราเพื่อที่จะเอาข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ไปทำนโยบาย ต้องมีข้อมูลรองรับ ต้องมีผลการประเมินว่าใช้ได้จริง และอาจมีการทดลองนำร่องในบางพื้นที่ของประเทศไทย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5e30a5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/6-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดังนั้นเมื่อกระบวนการกำหนดนโยบายมีแนวโน้มการใช้ข้อมูลการวิจัยที่มากขึ้น ภาควิชาการจะต้องก้าวขึ้นมาเพื่อนำเสนอหลักฐานหรืองานวิจัยด้านการศึกษา และผลักดันไปสู่การกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การสื่อสารข้อมูลเชิงประจักษ์ จากนักวิจัยถึงผู้กำหนดนโยบา</strong></h2>



<p></p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์</strong> กล่าวว่า เมื่อนักวิจัยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยแล้ว ไม่เพียงต้องทำวิจัยให้สำเร็จลุล่วงเท่านั้น แต่ต้องมองไปถึง ‘communication package’ เพื่อสื่อสารไปยังสังคมในวงกว้าง เช่น การขับเคลื่อนผ่านพลังชุมชนและสังคม ซึ่งจะต้องอาศัยยุทธศาสตร์ในการสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ ผ่านภาคประชาสังคม หน่วยงานของรัฐ หรือภาคธุรกิจ&nbsp;</p>



<p><strong>รศ.ดร.พร้อมพิไล</strong> กล่าวต่อในประเด็นเดียวกันว่า การสื่อสารงานวิจัยไปสู่การขับเคลื่อนนโยบาย จำเป็นต้องอาศัย ‘มืออาชีพ’ ในการทำงานสื่อสารผ่านช่องทางที่หลากหลาย ในส่วนของการทำวิจัยร่วมกันระหว่างผู้กำหนดนโยบายกับผู้ปฏิบัติงานจริง สิ่งสำคัญคือต้องพูดคุยให้เข้าใจเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งเป็นการสื่อสารในระหว่างกระบวนการทำงาน อย่างไรก็ตาม การสื่อสารกับคนแต่ละกลุ่มจะต้องมีวิธีในการย่อยข้อมูลงานวิจัยให้กระชับและสื่อสารออกไป ซึ่งเป็นทักษะที่อาจารย์และนักวิจัยควรได้รับการพัฒนาด้วยเช่นกัน เพื่อส่งต่อข้อมูลสำคัญให้ผู้กำหนดนโยบายตอบรับและสามารถนำไปใช้ต่อได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-638fb7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/7-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ <strong>รศ.ดร.พร้อมพิไล</strong> กล่าวว่า ปัจจุบันการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาในระดับโลกได้เปิดให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบาย เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้เด็กและเยาวชนรู้สึกว่าพวกเขามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตการศึกษาของตนเองผ่านช่องทางต่าง ๆ ซึ่งวิธีการสื่อสารจะต้องเหมาะสมกับคนแต่ละกลุ่มด้วย</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> ในฐานะตัวแทนหน่วยงานที่ขับเคลื่อนประเด็นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มองว่าหัวใจหลักคือเด็ก เยาวชน คุณครู และโรงเรียน ซึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ กสศ. ใช้อยู่ทุกวันนี้เป็นหลักฐานจากหน้างานจริง การทำงานของ กสศ. จะต้องทราบปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจนจึงจะกำหนดทิศทางการทำงานได้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่านโยบายและงานวิจัยที่จำเป็นสำหรับการแก้ปัญหาไม่ใช่งานทางด้านการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความร่วมมือกันระหว่างงานวิชาการด้านสุขภาพ จิตวิทยา สังคมสงเคราะห์ เศรษฐศาสตร์ และงานวิชาการอีกหลากหลายด้าน</p>



<p>“เมื่อต้องสื่อสารพูดคุยกับกลุ่มผู้กำหนดนโยบายอย่างนักการเมืองหรือพรรคการเมืองต่าง ๆ เราจะเริ่มต้นด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ก่อน และพยายามศึกษาข้อมูลที่ลึกลงไปในระดับพื้นที่ เวลาไปสภาหรือต้องไปพูดคุยกับ สส. จากจังหวัดไหน เราก็จะเตรียมข้อมูลของจังหวัดนั้นไปให้เขาดูเพื่อให้เข้าใจบริบท” <strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวถึงวิธีสื่อสารโดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-72ea5d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/8-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผู้จัดการ กสศ.</strong> เล่าด้วยว่า ทุกครั้งที่ กสศ. ลงพื้นที่ก็จะนำเอาเรื่องราวสภาพปัญหา และแนวทางแก้ไขไปสื่อสารให้ผู้กำหนดนโยบายฟัง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนา และนำข้อเสนอข้อมูลที่ตรงจุด หลังจากนั้นจะเป็นการหาแนวทางว่าจะร่วมมือกันอย่างไรได้บ้าง ต้องใช้งบประมาณเท่าไร ต้องมีเครื่องมืออะไร หน่วยงานไหนเกี่ยวข้องบ้าง จะสามารถบูรณาการหลายหน่วยงานเพื่อมาแก้ปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้คือการนำงานวิชาการไปสู่การกำหนดนโยบายได้จริง&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้จะสังเกตได้ว่า กสศ. ลงทุนเรื่องข้อมูล และลงทุนกับการสร้างเครือข่ายในพื้นที่ เพราะเมื่อเกิดเหตุอะไรขึ้น คนในพื้นที่จะรู้ดีที่สุด ดังนั้นก่อนที่จะทำข้อเสนออะไรก็จะพยายามตรวจสอบข้อเท็จจริงจากพื้นที่ก่อน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดีที่สุดสำหรับผู้กำหนดนโยบายในการตัดสินใจอย่างดีที่สุดเช่นเดียวกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8b5587"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/9-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สร้างเครือข่ายการทำงาน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ทางความคิด</strong></h2>



<p>ในฐานะที่เป็นอาจารย์สอนในระดับบัณฑิตศึกษา <strong>รศ.ดร.พร้อมพิไล </strong>พบว่า งานวิจัยที่นิสิตนักศึกษาผลิตออกมาส่วนใหญ่มักไม่ถูกนำไปใช้ กลายเป็นงานวิจัยที่ถูกเก็บไว้บนหิ้ง ดังนั้นหากมีการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างเป็นระบบก็จะช่วยให้นิสิตสามารถเป็นผู้ช่วยวิจัยและสร้างองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์ได้มากขึ้น</p>



<p>เช่นเดียวกับ <strong>ดร.ไกรยส</strong> หยิบยกประสบการณ์ที่ได้ร่วมงานกับภาครัฐมาแบ่งปันในวงเสวนาว่า จุดสิ้นสุดของกระบวนการทำวิจัยเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการทำนโยบาย</p>



<p>“หลายครั้งที่เรามีผลงานวิจัยที่ดีมากและสามารถนำไปใช้ได้ แต่พอเริ่มไปคุยกับหน่วยงานรัฐบางแห่งก็อาจติดระเบียบข้อบังคับบางอย่าง หรือติดขัดด้านงบประมาณ ทำให้ยากที่จะผลักดันข้อเสนอจากงานวิจัยไปสู่การกำหนดนโยบาย” </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bd159d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/10-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวเสริมว่า กระบวนการผลักดันงานวิจัยสู่การกำหนดนโยบาย ต้องอาศัยทักษะสำคัญ ได้แก่ 1) การบริหารจัดการงานวิจัย (research management) ซึ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่ทำงานนี้ นอกจากจะช่วยให้นักวิจัยกำหนดโจทย์ได้ จะต้องช่วยให้นักวิจัยไปมีส่วนร่วมกับผู้กำหนดนโยบายตั้งแต่ต้น และ 2) การมีเครือข่าย (network) เพื่อหารือทำความเข้าใจและหาแนวทางผลักดันนโยบายการศึกษาโดยใช้งานวิจัยเป็นฐาน ซึ่งทักษะเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากในการเชื่อมโยงเครือข่ายวิชาการกับผู้กำหนดนโยบายให้ได้ประโยชน์ซึ่งกันและกันมากที่สุด</p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์</strong> กล่าวว่า การลงพื้นที่เพื่อศึกษาปัญหาด้านการศึกษา และได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องนโยบายด้านการศึกษาต่าง ๆ เสมือนเป็นการหยอดเมล็ดพันธุ์ทางความคิดไว้ตามที่ต่าง ๆ ที่ควรจะเติบโตได้ ฉะนั้นการทำงานวิจัยที่สอดคล้องกับปัญหาในพื้นที่จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนนโยบายไปพร้อม ๆ กัน </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c0e848"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปัจจัยสำคัญในการพลิกโฉมการศึกษาไทย</strong></h2>



<p>ช่วงหนึ่งของการเสวนา มีการสำรวจความคิดเห็นของผู้ร่วมฟังเสวนาเพิ่มเติมว่า <strong>“ในกรณีของประเทศไทย ปัจจัยสำคัญใดที่ควรจะพิจารณาเพื่อพลิกโฉมการศึกษา”</strong> ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าควรพิจารณาเรื่องของบุคลากร <strong>ดร.รังสรรค์ </strong>ผู้ดำเนินรายการกล่าวขยายความคำว่า ‘บุคลากร’ ว่าควรจะรวมไปถึงบุคลากรงานวิจัย เนื่องจากบุคลากรเหล่านั้นมีส่วนสำคัญในการบริหารจัดการองค์ความรู้ของงานวิจัยด้วยเช่นกัน</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> ให้ความเห็นว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะพลิกโฉมการศึกษาได้คือ กระบวนการนโยบาย ซึ่งทุกฝ่ายเราต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ อีกประการหนึ่งคือการทำงานร่วมกับคนทุกระดับของกระบวนการทำนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้แทนราษฎร หรือกระทั่งผู้กำหนดทิศทางงบประมาณแผ่นดิน ดังนั้นหากเข้าใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางนโยบาย จะทำให้เข้าใจสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ทั้งนี้ นโยบายการศึกษามีมูลค่าทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงมาก หากทำงานร่วมกับกลไกเหล่านี้ได้ก็จะสามารถพลิกโฉมการศึกษาอย่างยั่งยืนได้&nbsp;</p>



<p><strong>รศ.ดร.พร้อมพิไล</strong> สะท้อนจากผลสำรวจจากผู้ร่วมฟังเสวนาว่า เราให้ความสำคัญกับเรื่องของ ‘คน’ ซึ่งหมายถึงคนทุกระดับ และผู้บริหารเองก็ควรมีวิสัยทัศน์ที่มองเห็นประโยชน์ของการวิจัยในการขับเคลื่อนสร้างความเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่มีข้อมูลล้นหลาม แต่ขาดการเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งจะต้องอาศัยทรัพยากรมนุษย์หรือบุคลากรในทุกระดับเพื่อนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์มากขึ้น</p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์</strong> กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบายยุคใหม่ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) ข้อมูลสนับสนุน (data ecosystem) 2) การเอาข้อมูลไปทำให้เกิดประโยชน์ (research ecosystem) 3) การขับเคลื่อนนโยบาย (policy ecosystem) และ 4) การนำไปปฏิบัติจริง (implementation ecosystem) ซึ่งประเทศไทยมีข้อมูลค่อนข้างมาก แต่ยังขาดการต่อยอด จึงไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันเวลา และไม่เกิดการนำไปใช้ในทางปฏิบัติจริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-221327"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/12.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.เกียรติอนันต์</strong> กล่าวต่อว่า การออกนโยบายภายใต้กรอบความคิดว่า ‘ตอบสนองความต้องการของตลาด’ นักเศรษฐศาสตร์แรงงานกำลังเตือนว่าเป็นนโยบายที่ผิดอย่างมาก เพราะในอดีตประมาณ 50 ปีที่แล้ว ตลาดแรงงานจะค่อนข้างนิ่ง แต่ปัจจุบันโครงสร้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงทุก ๆ 5 ปี ตลาดแรงงานจึงไม่มีความแน่นอน อีกประการหนึ่งคือ ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 เป็นต้นมา ไทยเน้นการส่งออกเป็นหลัก เพราะฉะนั้นเราต้องหันมาพัฒนาคนให้มากขึ้นตามกลไกโลก</p>



<p>“การศึกษาเป็นสิ่งที่มีพลังมาก ถ้าพลาดนิดเดียวจะกลายเป็นลิ่มที่ตอกคนให้เกิดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว ไม่มีความผิดพลาดใดร้ายแรงเท่าการจัดการศึกษาที่เหลื่อมล้ำอีกแล้ว”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-98e135"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/13.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.พร้อมพิไล</strong> ย้ำถึงคีย์เวิร์ดสำคัญในการเสวนาครั้งนี้ คือ ‘IMPACT’ ตัวแรกคือ Information คือหลักฐานที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างมีเป้าหมายและมีความหมาย ซึ่งแม้เราจะมีข้อมูลมาก แต่ถ้าไม่ได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบข้อมูลเหล่านั้นก็จะไม่มีความหมาย นำไปสู่ตัวที่สองคือ ‘Management’ หรือการจัดระเบียบข้อมูล ต่อมา ‘Partnership’ การมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน นอกจากนี้ยังต้องมี ‘Assessment’ การประเมิน โดยใช้หลักฐานหรือข้อพิสูจน์เพื่อประเมินว่าอะไรดีและอะไรที่ไม่ควรทำ นอกจากนี้จะต้อง ‘Change’ อะไรที่เคยทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ จะต้องเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกไป เพื่อที่จะนำไปสู่การ ‘Transfrom’ หรือการปฏิรูปอย่างยั่งยืน</p>



<p>สุดท้าย <strong>ดร.ไกรยส</strong> ฝากทิ้งท้ายว่า เราจำเป็นจะต้องมีการลงทุนกับโครงสร้างและระบบนิเวศการเรียนรู้ การเชื่อมโยงข้อมูลในระบบการศึกษาทุกวันนี้ยังต้องการการลงทุนอีกมาก ทั้งทางด้านไอที คน รวมถึงการเชื่อมโยงระบบ เพื่อให้เกิดการวิจัยที่มีคุณภาพ การสร้างเครือข่ายนักวิจัยทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกกระทรวงต่าง ๆ ให้มีการเชื่อมโยงบูรณาการการทำงานได้ สิ่งเหล่านี้เป็นความก้าวหน้าด้านการลงทุนที่จะมีผลต่อไปในอีกหลายสิบปีข้างหน้า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5993ff"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/14.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ในกระบวนการจัดสรรงบประมาณสำหรับการวิจัย มีการกำหนดตายตัวในกรอบ 12 เดือนเท่านั้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับการทำงานวิจัย หากต้องการให้งานวิจัยมีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อโจทย์ของนโยบายนั้น กระบวนการงบประมาณควรต้องปรับเปลี่ยน</p>



<p>ประเด็นสุดท้ายคือ การประเมินผล หลายครั้งที่นโยบายสาธารณะไม่ได้พ่วงไปกับการประเมินผล ซึ่งในอนาคตควรมีการกำหนดมาตรฐานการประเมินผลของโครงการต่าง ๆ ไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อจะทำให้ไม่เกิดความผิดพลาดซ้ำกับที่ผ่านมา และจะทำให้การทำงานวิจัยพัฒนาได้ดียิ่งขึ้นไป&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-70947/">กสศ. ร่วมหาแนวทางผลักดันงานวิจัยสู่นโยบาย พลิกโฉมการศึกษาไทยที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ยูนิเซฟ ศธ. จับมือภาคี เปิดตัวโปรแกรมฟื้นฟูเรียนรู้ถดถอย นำร่องสมุทรสาครโมเดล</title>
		<link>https://www.eef.or.th/new-samut-sakhon-model-071221/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Dec 2021 04:12:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ณรงค์ รักร้อย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์]]></category>
		<category><![CDATA[Mission Recovering Education in 2021]]></category>
		<category><![CDATA[สมุทรสาครโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[ก้าวไปด้วยกัน สู่สมุทรสาครโมเดล จังหวัดต้นแบบลดความเหลื่อมล้ำ ฟื้นฟูการเรียนรู้เพื่อเด็กทุกคน]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กหลุดจากระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร]]></category>
		<category><![CDATA[RIPED]]></category>
		<category><![CDATA[สมุทรสาคร]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48783</guid>

					<description><![CDATA[<p>กสศ. ยูนิเซฟ ศธ. จับมือภาคี เปิดตัวโปรแกรมฟื้นฟูเรียนรู [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/new-samut-sakhon-model-071221/">กสศ. ยูนิเซฟ ศธ. จับมือภาคี เปิดตัวโปรแกรมฟื้นฟูเรียนรู้ถดถอย นำร่องสมุทรสาครโมเดล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กสศ. ยูนิเซฟ ศธ. จับมือภาคี เปิดตัวโปรแกรมฟื้นฟูเรียนรู้ถดถอย ช่วยเด็กหลุดจากระบบทุกมิติในช่วงโควิด-19 นำร่องสมุทรสาครโมเดล พื้นที่ต้นแบบ ขณะที่ผู้ว่าฯสมุทรสาครประกาศรักษาเด็กทุกคนให้จบการศึกษาภาคบังคับ และได้รับพัฒนาเต็มศักยภาพ ชี้ต้องแก้ปัญหาด้วยวิธียืดหยุ่น ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง</strong></p>



<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และจังหวัดสมุทรสาคร จัดการประชุมสานพลังความร่วมมือหน่วยงานด้านการศึกษา <strong>“ก้าวไปด้วยกัน สู่สมุทรสาครโมเดล จังหวัดต้นแบบลดความเหลื่อมล้ำ ฟื้นฟูการเรียนรู้เพื่อเด็กทุกคน”</strong> เดินหน้าพันธกิจฟื้นฟูการศึกษาไทย เปิดตัวโครงการวิจัยนำร่องฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย ป้องกันเด็กหลุดนอกระบบ ครอบคลุมทุกมิติ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-45f8c2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/04-สมุทรสาครโมเดล-07.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์<br>ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและทุนการศึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและทุนการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>กล่าวว่า โควิด-19 ส่งผลให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาถ่างกว้างขึ้น&nbsp; แม้จะมีความพยายามในการนำความรู้ไปถึงเด็กทุกช่องทาง แต่การเข้าถึงอุปกรณ์การเรียน หรือสภาวะครอบครัวที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ ก็ยังเป็นอุปสรรคและทำให้เด็กเผชิญกับภาวะการเรียนรู้ถดถอย และมีบางส่วนที่หลุดออกจากระบบ</p>



<p>จากสาเหตุนี้ กสศ. ยูนิเซฟ และกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประเมินสถานการณ์เบื้องต้น นำมาสู่การออกแบบโครงการเพื่อฟื้นฟูความรู้ถดถอย ป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบ และส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพให้เด็ก&nbsp;</p>



<p>โครงการนี้เป็นโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Research and Development) นำร่องในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ปิดเรียนยาวนาน เพื่อหาตัวแบบก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ โดยมีงบประมาณส่วนหนึ่งในการสนับสนุน การดำเนินงานจะเชิญชวนสถานศึกษาทุกสังกัด ทั้ง สพฐ. อปท. และ สช. เข้าร่วม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-24e0ec"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/04-สมุทรสาครโมเดล-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้วยรูปแบบที่ให้ความสำคัญกับทักษะด้านคณิตศาสตร์และทักษะการอ่าน ซึ่งพบว่าเป็นทักษะที่มีภาวะถดถอยมากที่สุดในช่วงปิดโรงเรียน และเป็นสองทักษะที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้วิชาอื่นๆ และภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ทักษะสังคม อารมณ์ สุขภาพกาย สุขภาพใจ ก็เป็นสิ่งที่ต้องเติมเต็มและส่งเสริมพัฒนาการไปพร้อมๆ กัน</p>



<p>“เรามีทีมวิชาการที่เข้มแข็งอย่างมูลนิธิสตาร์ฟิชคันทรีโฮม ที่ทำงานด้านนวัตกรรมการศึกษาระดับสากล มาเป็นโค้ชในการทำงานร่วมกับศึกษาธิการจังหวัด และสถานศึกษา และสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่เป็นเครือข่ายด้านงานวิจัย มาช่วยถอดบทเรียนวิธีการทำงานที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะนำไปใช้ขยายผลในอนาคต ดังนั้นสิ่งที่ได้จากโครงการนี้จะไม่ได้ก่อประโยชน์เพียงกับเด็กและเยาวชนในจังหวัดสมุทรสาครเท่านั้น แต่จะเป็นตัวแบบสำคัญที่จะขยายผลไปสู่จังหวัดอื่นๆ อีกด้วย”&nbsp;</p>



<p>นางสาวธันว์ธิดากล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานด้านการจัดการศึกษาของ กสศ. พบว่า การทำงานระดับจังหวัดถือเป็นการย่อส่วนการทำงานให้แคบลง เป็นการแก้ไขปัญหาของประเทศตามจุดอ่อนจุดแข็งของพื้นที่นั้น เพราะทุกจังหวัดต่างมีอุปสรรคปัญหาที่จะนำไปสู่แนวทางการแก้ไขที่ต่างกัน สำหรับจังหวัดสมุทรสาครเป็นพื้นที่ที่มีความร่วมมือในระดับจังหวัดที่เข้มแข็ง ซึ่งทาง กสศ. ยูนิเซฟ และกระทรวงศึกษาธิการ จะเข้ามาเสริมในส่วนของการค้นหานวัตกรรมมาช่วย เพื่อให้ไปสู่ผลลัพธ์ได้ดียิ่งขึ้น </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9f4219"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/04-สมุทรสาครโมเดล-06.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการ RIPED</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย </strong>กล่าวว่า มีงานวิจัยจากต่างประเทศที่แสดงให้เห็นว่า มีหลักฐานยืนยันของการเกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอยในช่วงวิกฤตโควิด-19 สำหรับในประเทศไทย ทางสถาบันได้ร่วมกับ กสศ. ทำงานวิจัยที่เก็บข้อมูลจากเด็กจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พบว่าระดับการเรียนรู้ที่เด็กได้รับในแต่ละวันที่มาโรงเรียนนั้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีการปิดเรียนยาวนาน </p>



<p>“ความถดถอยของการเรียนรู้ หมายถึงการเปรียบเทียบทักษะของเด็กในช่วงเวลาการไปเรียนปกติกับการปิดเรียน ซึ่งวัดได้จากเครื่องมือทางสถิติ ซึ่งได้ผลวิเคราะห์หลักว่า การที่เด็กไม่ได้ไปโรงเรียนส่งผลกระทบเชิงลบกับทักษะคณิตศาสตร์ และ Working Memory (ความจำใช้งาน) ซึ่งหมายถึงความสามารถของเด็กในการจดจำข้อมูล และนำข้อมูลมาประมวลผลเพื่อนำกลับมาใช้ อันเป็นทักษะที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กโดยตรง โดยนัยสำคัญอยู่ที่การปิดโรงเรียนที่ยาวนานยิ่งสัมพันธ์กับทักษะที่สูญหายไปเพิ่มขึ้น บางกลุ่มตัวอย่างมีภาวะสูญหายของทักษะมากถึง 90% ข้อมูลเหล่านี้ย้ำเตือนว่าทุกหน่วยงานมีหน้าที่ร่วมกันในการฟื้นฟูความรู้ที่ถดถอย และสร้างแนวทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งยังคงไม่มีความแน่นอน” ดร.วีระชาติกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c51228"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/04-สมุทรสาครโมเดล-08.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร ประธานมูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร ประธานมูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม </strong>กล่าวว่า โควิด-19 คืออุปสรรค แต่ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสในการค้นหาโมเดลต่างๆ มาพัฒนาการศึกษาให้ปรับตัวเข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่ต้นแบบการจัดการศึกษา&nbsp;</p>



<p>เป้าหมายของโครงการจึงมุ่งไปสู่การสร้างนวัตกรรมในการบริหารจัดการสถานศึกษา และนวัตกรรมในการบริหารระดับจังหวัด โมเดลที่ดำเนินงานเริ่มต้นจากสนับสนุนให้โรงเรียนสามารถประเมินภาวะการเรียนรู้ถดถอยที่เกิดขึ้น ควบคู่ไปกับสำรวจความพร้อมและความต้องการของครูและนักเรียน การส่งเสริมขีดความสามารถของครูและโรงเรียน ทั้งด้านเนื้อหา ศาสตร์การสอนและเทคโนโลยี ด้วยวิธี Micro-Learning การเรียนรู้แบบผสมผสานและสั้น กระชับ ในรูปแบบบทเรียนออนไลน์ การอบรมเชิงปฏิบัติการ การให้คำปรึกษา และยังสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานในการจัดการเรียนการสอน รวมถึงเครื่องมือที่จำเป็น จนสามารถพัฒนานวัตกรรมและออกแบบการเรียนรู้เพื่อลดภาวะความรู้ถดถอยให้แก่ผู้เรียนได้</p>



<p>สำหรับนักเรียนนั้น เน้นการฟื้นฟูพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน ผ่านการเรียนการสอนทางไกล การพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ผ่านกล่องการเรียนรู้ หรือ learning box การพัฒนาทักษะสุขภาวะกายและจิตใจผ่านการเรียนการสอนรายบุคคล ครอบคลุมทั้งผู้เรียนปกติและผู้เรียนที่ต้องการช่วยเหลือเป็นพิเศษ ทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกับครู ผู้ปกครอง และกลไกอาสาสมัครชุมชนร่วมด้วย</p>



<p>“สุดท้ายแล้วเราไม่ได้มีเป้าหมายในการค้นพบสูตรสำเร็จที่จะนำไปใช้ได้กับทุกที่ แต่ต้องทำให้ครูในทุกพื้นที่มีความสามารถพัฒนาโปรแกรมฟื้นฟูความรู้ถดถอยให้แก่นักเรียน สามารถออกแบบนวัตกรรม การจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมในทรัพยากรที่จำกัด ซึ่งเราจะศึกษาทั้งความสำเร็จและล้มเหลวเพื่อนำมาขยายผลแบ่งปันระหว่างพื้นที่” ดร.นรรธพรกล่าว </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2cf2e8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/04-สมุทรสาครโมเดล-05.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายณรงค์ รักร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายณรงค์ รักร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร </strong>กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงปลายปีการศึกษา 2/2562 จนถึงปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนที่มีบุตรหลานอยู่ในวัยเรียนทั้งทางตรงและอ้อม&nbsp;</p>



<p>ครัวเรือนยากจนลงทำให้เด็กและเยาวชนเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษามีจำนวนเพิ่มขึ้น เด็กจำนวนมากออกไปประกอบอาชีพและหาเลี้ยงครอบครัว หรือหากยังคงอยู่ในระบบการศึกษา แต่สถานศึกษาหรือครูอาจยังไม่ได้มีความพร้อมจัดการสอนในสถานการณ์ที่วิกฤตและมีข้อจำกัด เช่น การจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ 100% การขาดอุปกรณ์สื่อกลางการเรียนรู้และหลักสูตรที่เหมาะสม ปัจจัยความพร้อมของเด็กที่แตกต่างกัน ทำให้เด็กและเยาวชนเกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย และยังมีเด็กจำนวนมากที่หลุดออกจากระบบไป&nbsp;</p>



<p>ข้อมูลจากระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (iSEE) ของ กสศ. จังหวัดสมุทรสาครมีนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษจำนวน 3,189 คน ในจำนวนนี้เป็นนักเรียนยากจนพิเศษที่อยู่ในครัวเรือนฐานะยากจนที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศ มีรายได้เฉลี่ยสมาชิกในครัวเรือนต่อคนต่อเดือน 1,077 บาท หรือราว 36 บาทต่อวัน หรือ 12,924 บาทต่อปีเท่านั้น หากดูตัวเลขเช่นนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่มาก โดยกลุ่มที่ต้องเฝ้าจับตาคือ เด็กในวัยเรียนกลุ่มช่วงชั้นรอยต่อทางการศึกษามีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้นในปี 2564-2565 และเด็กที่ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษาตามแต่ละช่วงวัย จำนวน 10,551 คน </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5968fd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/04-สมุทรสาครโมเดล-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร </strong>กล่าวว่า หนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดสมุทรสาครในยุคโควิด-19 คือการพยายามรักษาเด็กเยาวชนทุกคนให้สำเร็จการศึกษาภาคบังคับ และมีโอกาสที่เสมอภาคในการพัฒนาทุนมนุษย์ตามศักยภาพและความถนัดเป็นรายบุคคล การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจึงเป็นโจทย์สำคัญของการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจที่จังหวัดจะลงทุนในอนาคตอันใกล้นี้ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์&nbsp;</p>



<p>สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง จำเป็นที่ภาคส่วนต่างๆ ต้องคำนึงถึงการเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน เพื่อนำเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงที่ผ่านมากลับเข้ามาให้เร็วที่สุด ไม่ให้เกิดการเสียโอกาสในชีวิต การแก้ปัญหาต้องขอความร่วมมือยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง จำเป็นต้องคำนึงถึงการเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงานในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ</p>



<p>“การพาเด็กๆ กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาในสถานการณ์อันไม่ปกติ จำเป็นต้องอาศัยมาตรการ โปรแกรมฟื้นฟูที่ครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางจังหวัดสมุทรสาคร กสศ. องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะเข้ามาช่วยจังหวัด นอกจากนี้ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้คือครอบครัวและผู้ปกครองของนักเรียน บางครอบครัวอาจมีข้อจำกัดในชีวิต ต้องช่วยกันทำให้การศึกษาของเด็กในกลุ่มนี้มีทางเลือกมากขึ้น ในการที่เราทำงานเรื่องนี้เพื่อก้าวไปด้วยกันสู่สมุทรสาครโมเดล จังหวัดต้นแบบลดความเหลื่อมล้ำ ฟื้นฟูการเรียนรู้เพื่อเด็กทุกคน” นายณรงค์กล่าว </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3cd1ff"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/04-สมุทรสาครโมเดล-01.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์ เจ้าหน้าที่การศึกษาขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์ เจ้าหน้าที่การศึกษาขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย</strong> กล่าวว่า ที่มาและความสำคัญของโครงการวิจัยที่กำลังร่วมมือกันทำอยู่นี้เป็นทิศทางเดียวกับที่ทั่วโลกกำลังทำ หรือ Mission Recovering Education in 2021 แต่เราทำในบริบทของประเทศไทย โดยเน้นที่ตัวเด็กเป็นสำคัญ ผ่านเป้าหมาย 3 อย่างสำคัญดังนี้&nbsp;</p>



<ol><li>เด็กและเยาวชนวัยเรียนทุกคนได้เรียนหนังสือที่โรงเรียน และได้รับการสนับสนุนที่ปรับให้เหมาะสม เพื่อสอดคล้องกับความต้องการทางการเรียนรู้ การมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี รวมถึงความต้องการด้านอื่นๆ </li><li>เด็กและเยาวชนวัยเรียนทุกคนได้รับความช่วยเหลือในการเรียน เพื่อชดเชยการเรียนรู้ที่สูญเสียไปในช่วงการปิดโรงเรียน </li><li>ครูทุกคนได้รับการเตรียมความพร้อมและการสนับสนุน เพื่อแก้ไขปัญหาความรู้ถดถอยของนักเรียน สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมต่างๆ มาผสมผสานในการสอน </li></ol>



<p>ผลที่ได้รับจากความร่วมมือในการทำงานครั้งนี้ ยูนิเซฟจะนำมาขยายผลสู่พื้นที่อื่น รวมถึงแสดงสู่สายตานานาประเทศ ในฐานะโมเดลต้นแบบของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และฟื้นฟูการเรียนรู้เพื่อเด็กทุกคน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/new-samut-sakhon-model-071221/">กสศ. ยูนิเซฟ ศธ. จับมือภาคี เปิดตัวโปรแกรมฟื้นฟูเรียนรู้ถดถอย นำร่องสมุทรสาครโมเดล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
