<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b8%9e%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c-%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 22 Apr 2024 09:25:55 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีลงพื้นที่ จ.ตาก มอบรางวัลครูขวัญศิษย์ปี 2566</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-020424/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Apr 2024 09:25:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[อมรฤทธิ์ คำบู้]]></category>
		<category><![CDATA[นิวัฒน์ เงินงามมีสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=80533</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 คณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-020424/">มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีลงพื้นที่ จ.ตาก มอบรางวัลครูขวัญศิษย์ปี 2566</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 คณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ลงพื้นที่ จ.ตาก มอบรางวัลครูขวัญศิษย์ปี 2566 ให้แก่ <strong>ครูอมรฤทธิ์ คำบู้</strong> ในฐานะครูผู้รังสรรค์ผลงานที่แสดงความรู้ คุณธรรม ความสามารถประจักษ์ชัด สอนศิษย์ด้วยจิตเปี่ยมเมตตา นำทางชีวิตสร้างสรรค์คุณค่าสู่งสังคม และจัดประชุมพูดคุยกับ <strong>ครูนิวัฒน์ เงินงามมีสุข</strong> <strong>ครูศูนย์การเรียนรู้ชาวไทยภูเขา แม่ฟ้าหลวง บ้านมอโก้คี จ.ตาก</strong> ผู้ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2566 ที่เชิดชูเกียรติครูผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์และมีคุณูปการต่อการศึกษาไทย โดยเข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2566 เพื่อสร้างเครือข่ายครู จ.ตาก ร่วมกันออกแบบกลไกดูแลช่วยเหลือเด็กเยาวชนและประชาชนให้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการในพื้นที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b4cd2f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c6a662"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/ครูนิวัฒน์-เงินงามมีสุข.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ซ้าย) ครูอมรฤทธิ์ คำบู้ ผู้ได้รับคัดเลือกรางวัลครูขวัญศิษย์ปี 2566</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร</strong> <strong>ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี</strong> กล่าวว่า ทั้งครูผู้ได้รับรางวัลและครูเครือข่ายของ จ.ตาก ถือเป็นผู้มีคุณูปการอย่างสูงต่อการศึกษาของไทยที่เสียสละทำงานในพื้นที่ ทางมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้ทำงานกับครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีของจังหวัดทั้ง 5 ท่าน และครูเครือข่ายอีกประมาณ 20 ท่าน เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาของจังหวัด</p>



<p><strong>ดร.กฤษณพงศ์</strong> กล่าวว่า การทำงานของครูเครือข่ายในพื้นที่ จ.ตาก เป็นพื้นที่โมเดลการทำงานที่มีรูปแบบเฉพาะตัว เนื่องจากเป็นพื้นที่ชายแดน&nbsp;</p>



<p>จำเป็นต้องมีโมเดลการศึกษาที่คำนึงถึงเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเมื่อมีปัญหาด้านความขัดแย้งของกลุ่มต่าง ๆ มาเกี่ยวข้อง ก็จะทำให้การแก้ปัญหาของเด็กในภูมิภาคนี้มีโจทย์ที่ท้าทายและอาจจะส่งผลให้ทำงานได้ยากขึ้น จึงจำเป็นต้องคิดวิธีการทำงานที่ครอบคลุมปัญหาที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-45410f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/ดร.กฤษณพงศ์-กีรติกร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการมูลนิธิ ฯ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“โจทย์สำคัญที่อยากจะฝากให้คุณครูทุกท่านช่วยกันคิดหาวิธีดูแล ก็คือทำอย่างไร ที่จะดูแลนักเรียนให้ผ่านไปถึงมัธยมปลายให้ได้ เพราะหากนักเรียนกลุ่มนี้ไปต่อได้ มีโอกาสได้เรียนสายอาชีพ ตามความสนใจและความถนัด และสาขาซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน พวกเขาก็จะมีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงาน และกลับมาดูแลและสร้างรายได้กลับมาสู่ชุมชน</p>



<p>“ทั้งนี้ จำเป็นที่จะต้องช่วยกันดูนักเรียนแต่ละช่วงรอยต่อ โดยเฉพาะช่วงจบ ม. 3 ที่จำเป็นต้องช่วยกันดูว่า ทำอย่างไรจึงจะช่วยเด็กที่เสี่ยงหลุดจากระบบในช่วงรอยต่อนี้ ให้มีโอกาสได้เรียนต่อโดยเฉพาะในสายอาชีพ หากเรียนต่อในระบบไม่ได้ก็อาจจะต้องหาวิธีฝึกอาชีพให้กับพวกเขา ซึ่งอาชีพก็มีหลากหลายมาก แต่ยังจำเป็นต้องคำนึงถึงอาชีพที่เหมาะสมกับโลกสมัยใหม่ และเมื่อเด็กกลุ่มนี้มีโอกาสได้ออกไปทำงาน ก็จะมีโอกาสนำรายได้กลับมาสู่ครอบครัวได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a45df8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-32aacf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/ดร.จักรพรรดิ-วะทา.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.จักรพรรดิ วะทา กรรมการมูลนิธิ ฯ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.จักรพรรดิ วะทา</strong> <strong>กรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี</strong> กล่าวว่า การลงพื้นที่เพื่อรับทราบการทำงานของครูผู้ได้รับรางวัล เป็นสิ่งที่คณะทำงานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีให้ความสำคัญ ทั้งนี้ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการตามแนวคิดหลักของการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีของประเทศไทย คือ ภารกิจการตามหาครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้เกิดขึ้นกับชีวิตลูกศิษย์ และมีคุณูปการต่อการศึกษา เป็นครูซึ่งสังคมไทยให้การยอมรับและยกย่องร่วมกันว่าเป็นผู้เสียสละ ทุ่มเทให้แก่การทำงานเพื่อลูกศิษย์ตลอดชีวิตการทำงาน รางวัลนี้ถือเป็นรางวัลแห่งความสำเร็จของชีวิตความเป็นครู และทำให้ค้นพบครูดีทั่วประเทศแล้วมากกว่า 800 คน</p>



<p>“หวังอย่างยิ่งว่า ครูผู้ได้รับรางวัลและครูเครือข่ายที่ถูกค้นพบในช่วงที่ผ่านมา จะกลายเป็นกำลังสำคัญทางหนึ่งในการช่วยพัฒนาครูทั่วประเทศ โดยหากมองถึงหลักคิดที่ว่า เด็กเป็นอนาคตของชาติ ครูและผู้ใหญ่ทั้งหลายทั่วประเทศ ก็น่าจะถือเป็นอนาคตของเด็ก จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะช่วยกันคิดว่า ทำอย่างไรให้ครูเป็นอนาคตของเด็กอย่างแท้จริง ส่วนหนึ่งที่มูลนิธิฯ ทำได้ ก็คือการคัดเลือกครูดีครูเก่งขึ้นมาเป็นต้นแบบให้ครูทั่วประเทศได้เดินตาม เช่นเดียวกับพื้นที่จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีครูเก่งและครูดีหลายท่านที่เสียสละมาทำงานในพื้นที่ยากลำบาก ต้องใช้ความอดทนในการทำงานและเดินทาง จึงต้องชื่นชมและขอขอบคุณคุณครูเหล่านี้ ที่ช่วยกันสร้างเด็ก สร้างอนาคตของเด็ก และหวังว่ามูลนิธิฯ จะสามารถช่วยเหลือด้านการทำงาน ของคุณครูทั้งหลายให้สำเร็จลุล่วงยิ่งขึ้น” กรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-26df59"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ครูอมรฤทธิ์ คำบู้</strong> <strong>ครูขวัญศิษย์ ประจำปี 2566</strong> กล่าวว่า โรงเรียนที่รับผิดชอบดูแลการเรียนการสอนอยู่ เป็นโรงเรียนขยายโอกาส เด็กที่มาเรียนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางมักจะมีมิติปัญหาหลายด้านประกอบกัน ทั้งเรื่องรายได้ของครอบครัวที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการเรียน ปัญหาครอบครัวแหว่งกลางต้องอาศัยอยู่กับผู้สูงอายุ ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก และมีปัญหาด้านการเรียนรู้ จึงถือเป็นกลุ่มที่ต้องการความดูแลและเอาใจใส่เป็นพิเศษ</p>



<p>“สิ่งที่พยายามช่วยเด็กกลุ่มนี้ก็คือ การออกแบบโครงการ ซึ่งเป็นการพัฒนาทักษะชีวิต ที่นอกเหนือจากการเรียนการสอนในชั้นเรียน นำเรื่องพหุปัญญามาใช้ในชั้นเรียน มาจัดการเรียนรู้ที่มีกิจกรรมการเรียนรู้อย่างหลากหลาย ตอบสนองความแตกต่างของนักเรียน ออกแบบการจัดการเรียนรู้มีลักษณะเป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการอย่างสอดคล้องกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมในพื้นที่ ฝึกให้นักเรียนใช้วิชาวิทยาศาสตร์ มองสิ่งที่ใกล้ตัวมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาตัวเอง พัฒนาความเป็นอยู่ และนำมาแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวันให้พวกเขายืนด้วยลำแข้งของตัวเองให้ได้ สนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กปลูกผักและเลี้ยงสัตว์ สอนให้รู้จักผลิตเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อนำไปใช้ในครัวเรือน นำไปประกอบอาหาร พยายามหาวิธีที่ช่วยให้เด็ก ๆ ดูแลตัวเองได้อย่างครบวงจร และฝึกหลักคิดให้เด็กรู้จักการวางแผนให้กับตัวเองในระยะยาว</p>



<p>“หากเราไม่ทิ้งเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ พยายามแก้ปัญหาที่ประสบอยู่ให้พวกเขาได้ตรงจุด ในที่สุดก็จะพบความสามารถและความถนัดที่พวกเขามีอยู่ หลายคนมีโอกาสได้ค้นพบตัวเองในด้านที่ถนัด บางคนสามารถพัฒนาตัวเองจนได้เป็นนักกีฬาทีมชาติ บางคนกลายเป็นกำลังหลัก พัฒนาทักษะตัวเองจนกลายเป็นที่พึ่งของครอบครัวได้ และเมื่อชุมชนเห็นความสำเร็จในเรื่องนี้ก็จะหันมาให้ความร่วมมือในการส่งเสริมให้เด็กเรียนหนังสือและพัฒนาตัวเอง”</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" data-id="80568" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า-03.jpg" alt="" class="wp-image-80568" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า-03.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า-03-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า-03-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า-03-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า-03-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="855" height="569" data-id="80569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า-04.jpg" alt="" class="wp-image-80569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า-04.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า-04-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า-04-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า-04-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า-04-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b4cc3b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า-01.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นิวัฒน์ เงินงามมีสุข ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประจำปี 2566</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ครูนิวัฒน์ เงินงามมีสุข</strong> <strong>ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประจำปี 2566</strong> กล่าวว่า ในพื้นที่เคยมีปัญหาเรื่องยาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสาธารณสุข ปัญหาด้านการสื่อสาร ซึ่งเป็นปัญหาของชุมชน ซึ่งเมื่อพิสูจน์ให้คนในชุมชนเห็นว่า ปัญหาที่มีอยู่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้การเรียนรู้และทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็น มาสร้างความเปลี่ยนแปลง</p>



<p>“ผมต้องพิสูจน์ให้คนในพื้นที่เห็นว่า การจัดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะชีวิตอย่างต่อเนื่องให้กับคนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เปลี่ยนโรงเรียนให้เป็นสถานที่ที่ไม่ใช่แค่อำนวยความสะดวกแก่ชาวบ้านเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับทุกคนในชุมชนสำหรับจัดกิจกรรมเรียนรู้ กิจกรรมสร้างทักษะด้านต่าง ๆ สำหรับคนในชุมชน ที่สามารถสร้างคุณภาพชีวิตให้คนในพื้นที่ได้จริง</p>



<p>“การสร้างทักษะชีวิตที่ดีเป็นเรื่องสำคัญมาก เมื่อคนทุกกลุ่มมองเห็นตรงกันว่าความรู้และการศึกษาสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตในทางที่ดีขึ้นได้จริง สามารถแก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่ได้ ก็จะเริ่มมีศรัทธาด้านการเรียนมากขึ้น เมื่อก่อนคนในชุมชน อ่านหนังสือไม่ออกและเขียนหนังสือไม่ได้ ประสบปัญหาด้านการสื่อสาร โดยเฉพาะเวลาที่ต้องมาติดต่อราชการ การพยายามเรียนจนอ่านออกเขียนได้ หลายคนเปลี่ยนตัวเองจากที่อ่านไม่ออกเลย ให้สามารถอ่านข้อความสำคัญที่จำเป็นได้ เช่น อ่านฉลากยา</p>



<p>“นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาด้านการสื่อสารได้แล้ว พวกเขายังใช้ความสามารถพื้นฐานนี้ต่อยอดไปสู่สิ่งอื่น ๆ เช่นการเรียนในทักษะที่ซับซ้อนขึ้นจากโทรทัศน์เพื่อการสื่อสารของศูนย์การเรียน เด็กรุ่นใหม่สามารถใช้เทคโนโลยีมาตอบโจทย์ความต้องการของคนในชุมชนเช่นเรื่องการขายสินค้าซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่นผ่านช่องทางออนไลน์ เมื่อทุกคนเห็นว่าการเรียนเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้นได้จริง ก็จะส่งผลให้คนในชุมชนเชื่อมั่นในเรื่องของการเรียน และส่งลูกมาเรียนหนังสือมากขึ้น”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-020424/">มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีลงพื้นที่ จ.ตาก มอบรางวัลครูขวัญศิษย์ปี 2566</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เห็นชอบกระบวนการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ปี 2568</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-220424/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Apr 2024 07:18:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี]]></category>
		<category><![CDATA[สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=80435</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-220424/">คณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เห็นชอบกระบวนการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ปี 2568</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานการประชุมสามัญคณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประจำปี 2566 ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพมหานคร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4769e2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-01.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี</figcaption></figure></div></div></div>



<p><strong>ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี </strong>กล่าวว่า ในการประชุมสามัญคณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี มีวาระการประชุมที่สำคัญประกอบด้วย การให้ความเห็นชอบกระบวนการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ปี 2568 โดยการสรรหาครูผู้มีคุณสมบัติเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์และมีคุณูปการต่อการศึกษา ประเทศละ 1 คน ในอาเซียน ติมอร์-เลสเต ซึ่งในปีนี้จะเพิ่มเติมประเทศบังกลาเทศ ภูฏาน และมองโกเลีย รวม 14 ประเทศ เพื่อเข้ารับพิธีพระราชทานรางวัล ในวันที่ 17 ตุลาคม 2568 โดยรางวัล ประกอบด้วย เงินรางวัลจำนวน 10,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ เหรียญทองรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เข็มเชิดชูเกียรติทองคำพระราชทาน โล่ประกาศเกียรติคุณ และเกียรติบัตร</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="855" height="569" data-id="80440" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-05.jpg" alt="" class="wp-image-80440" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-05.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-05-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-05-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-05-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-05-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="80441" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-0.jpg" alt="" class="wp-image-80441" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-0.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-0-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-0-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-0-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-0-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3464f8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/ดร.-กฤษณพงศ์-กีรติกร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการมูลนิธิ ฯ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบการสนับสนุนครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีและเครือข่ายครูมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี อาทิ การดำเนินงานของครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศฟิลิปปินส์ ในการสนับสนุนอุปกรณ์การกีฬานักเรียนชาติพันธุ์ของครูรุ่นที่ 1 การสนับสนุนการเรียนของกลุ่มเด็กชาติพันธุ์ของครูรุ่นที่ 2 โครงการรถและเรือห้องเรียนเคลื่อนที่เพื่อสอนหนังสือเด็กที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้เพราะความยากจนและอยู่ในพื้นที่สู้รบของครูรุ่นที่ 3 และโครงการรวมพลังอาสาสมัครเพื่อซ่อมและสร้างบ้านของครูรุ่นที่ 5 รวมถึงการทำงานร่วมกันระหว่างครูไทยและครูฟิลิปปินส์ เพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษ การส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารในโรงเรียนที่ได้รับพระราชานุเคราะห์ ฯ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>&nbsp; การศึกษาดูงานของครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศบรูไนดารุสซาลาม ด้านการจัดการศึกษาปฐมวัย ที่โรงเรียนทุ่งมหาเมฆ และได้สาธิตการสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนในโรงเรียน โดยเตรียมขยายผลการสอนภาษาอังกฤษให้กับโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลของไทย เครือข่ายครูสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยในช่วงปิดภาคเรียน</p>



<p>&nbsp; ความร่วมมือระหว่างครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีรุ่นที่ 1 ประเทศมาเลเซีย และประเทศเวียดนาม ภายใต้โครงการ Global School Partnership เพื่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและองค์ความรู้ โดยพัฒนาวิธีการสอนที่เป็นเลิศระหว่างครูเพื่อแบ่งปันบทเรียนภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และดนตรี ซึ่งนักเรียนระหว่าง 2 โรงเรียนจะร่วมเรียนรู้ในรูปแบบโครงงานและกิจกรรมภาคปฏิบัติข้ามวัฒนธรรมเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ของการเรียนรู้ที่นักเรียนต้องการ&nbsp;</p>



<p>&nbsp; ความร่วมมือระหว่างโรงเรียนอุดรพิทยานุกูลและโรงเรียนมัธยมศึกษาสมบูรณ์ป่องคำ นครหลวงพระบาง ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรียนรู้ของนักเรียนในหัวข้อ “มรดาวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” จากการสำรวจแหล่งวัฒนธรรมที่สำคัญของหลวงพระบาง</p>



<p>สำหรับกิจกรรมของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ กิจกรรมร่วมกับสภากาชาดไทย มหาวิทยาลัย และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ในโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหานักเรียนในการพูด สะกด อ่าน เขียน เสริมการเรียนการสอนภาษาไทยของครูในระบบปกติ โดยการสนับสนุนสื่อเพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของครู และการพัฒนาระบบการทำงานร่วมกันของครูและอาสาสมัครทางการศึกษาโดยมีโรงเรียนเข้าร่วม 1,200 แห่ง นักเรียนเข้าร่วมกระบวนการแก้ปัญหากว่า 10,000 คน&nbsp; เป็นต้น</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-5 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="80445" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-02.jpg" alt="" class="wp-image-80445" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-02.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-02-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="80446" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-04.jpg" alt="" class="wp-image-80446" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-04.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-04-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-04-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-04-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-04-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-7 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="80444" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-06.jpg" alt="" class="wp-image-80444" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-06.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-06-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-06-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-06-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-06-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="80449" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-03.jpg" alt="" class="wp-image-80449" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-03.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-03-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-03-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-03-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0422_มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-03-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-220424/">คณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เห็นชอบกระบวนการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ปี 2568</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เชิดชูครูผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง รมว.ศธ. เป็นประธานมอบรางวัลคุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์ ปี 2566 พร้อมร่วมคุย “ทิศทางการพัฒนาครู”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-181023-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Oct 2023 12:07:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[สมเกียรติ แซ่เต็ง]]></category>
		<category><![CDATA[อุดร สายสิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[ทิศทางการพัฒนาครู]]></category>
		<category><![CDATA[ครูขวัญศิษย์]]></category>
		<category><![CDATA[ศศช.]]></category>
		<category><![CDATA[นิวัฒน์ เงินงามมีสุข]]></category>
		<category><![CDATA[คุรุสภา]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงมหาดไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ครูยิ่งคุณ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=73398</guid>

					<description><![CDATA[<p>รมว.ศธ. เป็นประธานมอบรางวัลคุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-181023-2/">เชิดชูครูผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง รมว.ศธ. เป็นประธานมอบรางวัลคุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์ ปี 2566 พร้อมร่วมคุย “ทิศทางการพัฒนาครู”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>รมว.ศธ. เป็นประธานมอบรางวัลคุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์ ปี 2566 ชี้บทบาทความสำคัญของครูท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก เปิดบทบาทการทำงาน “ครูนิวัฒน์”ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีประเทศไทย ผู้บุกเบิกศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา พลิกปัญหาชุมชนสู่การสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ขณะที่ครูรางวัลคุณากร “ครูสมเกียรติ” จากวิชาคณิตศาสตร์ในห้องเรียนสู่โลกของผู้ประกอบการในชีวิตจริง “ครูอุดร” ผู้ปูรากฐานทักษะชีวิตและการพัฒนานักเรียนในจังหวัดชายแดนใต้&nbsp;</p>



<p>เมื่อวันที่ 18 ต.ค. ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานมอบรางวัลคุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์ ปี 2566 ซึ่งมาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการจังหวัดทั่วประเทศ และคณะกรรมการส่วนกลาง โดยความร่วมมือของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ คุรุสภา กระทรวงมหาดไทย และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) นอกจากพิธีมอบรางวัล ได้มีการแถลงข่าว “ทิศทางการพัฒนาครู และเปิดตัวครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีประเทศไทยและครูรางวัลคุณากร”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-32a31d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1018_ข่าว-263_ภาพประกอบ2.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>พล.ต.อ.เพิ่มพูน</strong> กล่าวว่า จากที่ได้เห็นประวัติการทำงานของครู ทำให้ประทับใจในความทุ่มเท เสียสละของครูที่มองเห็นศักยภาพของเด็กและเยาวชน แม้ว่าปัจจุบันนี้ การแสวงหาความรู้ความสามารถหาได้จากแหล่งต่างๆ ไม่เฉพาะจากครูและในห้องเรียน แต่ครูยังมีบทบาทสำคัญในการอบรมสั่งสอนกล่อมเกลาให้เด็กและเยาวชน ได้มีความรู้ความสามารถเป็นคนดีของสังคม ด้วยความทุ่มเทแรงกายและแรงใจที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความเสียสละ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก ครูจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ทั้งองค์ความรู้และเทคโนโลยี และการสอนมิใช่เพียงเนื้อหาความรู้ แต่ต้องสามารถพัฒนาให้เด็กและเยาวชนมีกระบวนการคิดที่มีวิจาณญาณ เลือกรับและเรียนรู้สิ่งที่มีคุณค่าต่อชีวิต และขอย้ำถึงความสำคัญของการเรียนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา เน้นการเรียนดีมีความสุข ซึ่งจำเป็นต้องเริ่มจากความสุขของผู้เรียน ผู้สอน ไปจนถึงผู้ปกครอง เมื่อมีความสุขก็จะส่งผลให้การเรียนดีขึ้น ซึ่งการจัดการศึกษามีทั้งการเรียนเพื่อความเป็นเลิศ และการเรียนเพื่อความมั่นคงในชีวิต ซึ่งการศึกษาจะต้องไปข้างหน้า เพราะเราเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9ad1f4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1018_ข่าว-263_ภาพประกอบ3.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร</strong> ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เชื่อมั่นในพลังของครู เพราะครูคุณภาพ สร้างคนคุณภาพ  กระบวนการคัดเลือกครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีของประเทศไทยจึงมาจากการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสรรหาครูผู้มีคุณสมบัติ เป็นครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงชีวิตศิษย์ และมีคุณูปการต่อวงการศึกษา ประเทศไทยจึงได้จัดทำรางวัลเพื่อยกย่องครูเพิ่มเติมได้แก่ รางวัลคุณากร 2 รางวัล รางวัลครูยิ่งคุณ 17 รางวัล และรางวัลครูขวัญศิษย์ 146 รางวัล เพื่อเชิดชูครูของแต่ละจังหวัด โดยสิ่งสำคัญในการขยายผลการทำงานของเครือข่ายครูนั้นคือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเครือข่ายครูทั้ง 11 ประเทศ พัฒนาทักษะวิชาชีพที่ส่งผลต่อนักเรียนและเพื่อนร่วมวิชาชีพครู การสนับสนุนจากภาคธุรกิจเพื่อเปิดพื้นที่ให้ครูได้เรียนรู้โลกธุรกิจและนวัตกรรมทางเทคโนโลยี รวมทั้งโครงการส่งเสริมและพัฒนาการสะกด พูด อ่าน เขียนภาษาไทย (MOVE) เพื่อเด็กในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งให้ความสำคัญแก่นักเรียนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คิดเลขไม่ได้ และร่วมกับ กสศ. ในการต่อยอดความเชี่ยวชาญของครูรางวัลฯ เพื่อแบ่งปันทักษะการทำงานให้ครูและเด็กเยาวชนได้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา โดยสร้างเครือข่ายและกลไกการทำงานอย่างเป็นระบบ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2f3e85"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1018_ข่าว-263_ภาพประกอบ5.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายนิวัฒน์ เงินงามมีสุข ครูอาสาสมัคร ศศช.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับบทบาทการทำงานของครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย <strong>นายนิวัฒน์ เงินงามมีสุข</strong> ครูอาสาสมัครศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (ศศช.) สังกัดศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อ.ท่าสองยาง จ.ตาก กล่าวว่า เพราะเชื่อว่าการให้ความรู้จะติดตัวไปตลอดจนหมดลมหายใจ จึงมุ่งมั่นที่จะศึกษาหาความรู้ด้านการเกษตรเพื่อมาพัฒนาท้องถิ่นตนเอง และสมัครสอบเป็นครูอาสาสมัครศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” โดยจัดการศึกษาให้กับประชาชนทุกกลุ่มวัย ใน 3 กิจกรรม คือ 1.การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เน้นการรู้หนังสือไทย 2. การศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ คุณภาพชีวิต สังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม และทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิต และ 3. การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย ตามความสนใจของผู้เรียน เน้นการนำสถานการณ์ สภาพบริบทชุมชน และปัญหาชุมชนมาออกแบบบูรณาการเข้ากับหลักสูตร&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ผมใช้กระบวนการเรียนรู้ผ่านการทำเวทีประชาคมหมู่บ้าน ทำความเข้าใจร่วมกัน เกิดกฎของเวทีประชาคมหมู่บ้านจากการแก้ไขปัญหากันเอง ทำให้เกิดการเรียนรู้และความเข้มแข็งของชุมชนในที่สุด วิธีการเหล่านี้ทำให้ชุมชนสามารถแก้ปัญหาการปลูกฝิ่น ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ตัดไม้ทำลายป่า เปลี่ยนเป็นการส่งเสริมการปลูกกาแฟครบวงจร เกิดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟมอโก้คี และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ ดังนั้นบทบาทของศูนย์การเรียนรู้จึงควรส่งเสริมการเรียนรู้ทุกกลุ่มวัย ทำให้คนในชุมชนมีความรู้ความเข้าใจซึ่งจะเป็นการสร้างคนที่ยั่งยืน” ครูนิวัฒน์ กล่าว </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a04b69"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1018_ข่าว-263_ภาพประกอบ4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายสมเกียรติ แซ่เต็ง</strong> ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม จ.ตราด ครูคณิตศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมปลาย กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้จากคณิตศาสตร์ในห้องเรียนสู่วิชาผู้ประกอบการยุคใหม่ในชีวิตจริงว่า การสอนวิชาคณิตศาสตร์ด้วยกระบวนการจำลองสถานการณ์จริง เช่น วิชาการเป็นผู้ประกอบการ วิชาคณิตศาสตร์เพื่อการลงทุน เช่น “Cafe@เขาน้อย&#8221; ฝึกประสบการณ์ผ่านการทำธุรกิจร้านกาแฟ กิจกรรมบริษัทจำลอง กิจกรรมการเป็นผู้ประกอบการ กิจกรรมตลาดนัดพัฒนาชีวิต โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนร่วมกันวางแผน ออกแบบแก้ไขสถานการณ์ บริหารและจัดการ ซึ่งครูจะรับฟังความเห็นของนักเรียนอย่างเสมอภาคและให้คำปรึกษาเพื่อการพัฒนางาน นอกจากนี้ครูควรทำหน้าที่แนะแนวทางให้ลูกศิษย์เพื่อค้นหาพัฒนาตัวตนตามศักยภาพบนความแตกต่างของแต่ละคน เพราะนักเรียนมีความแตกต่างกัน จึงต้องค้นหาอัตลักษณ์ของนักเรียนแต่ละคนเพื่อให้นักเรียนออกแบบการพัฒนาตนเองและวางแผนการใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ  </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-324a83"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1018_ข่าว-263_ภาพประกอบ6.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายอุดร สายสิงห์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านโกตาบารู</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายอุดร สายสิงห์</strong> ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านโกตาบารู ครูกลุ่มสาระวิชา สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และฝ่ายปกครองของโรงเรียน กล่าวว่า ในการจัดการเรียนรู้ ตนให้น้ำหนักที่การปลูกฝังพฤติกรรมด้านคุณธรรม ทักษะชีวิตที่หลากหลาย สร้างพลเมืองที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และหลักปรัชญาในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยใช้ห้องเรียนที่กว้างใหญ่จากสิ่งต่างๆ รอบตัวในการจัดการเรียนรู้ ส่งเสริมประสบการณ์ เสริมสร้างอาชีพ และคิดค้นจุดเน้นนักเรียนในระดับ ม.ต้นคือ การเรียน การงาน การเงิน และการสร้างวินัย สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการปูพื้นฐานที่สำคัญในการต่อยอดเส้นทางการศึกษาที่สูงขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bdaa95"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1018_ข่าว-263_ภาพประกอบ1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a2e99e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1018_ข่าว-263_ภาพประกอบ7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b6c959"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/10/1018_ข่าว-263_ภาพประกอบ8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-181023-2/">เชิดชูครูผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง รมว.ศธ. เป็นประธานมอบรางวัลคุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์ ปี 2566 พร้อมร่วมคุย “ทิศทางการพัฒนาครู”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ ท่ามกลางการกระจายอำนาจที่มีแต่ข้ออ้างและการยื้อแย่ง EP.1</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-management-of-spatial-education-ep1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Feb 2023 07:45:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=64497</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ประเทศไทยจะมีการปกครองแบบกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นมาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-management-of-spatial-education-ep1/">‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ ท่ามกลางการกระจายอำนาจที่มีแต่ข้ออ้างและการยื้อแย่ง EP.1</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แม้ประเทศไทยจะมีการปกครองแบบกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นมานานกว่า </strong><strong>10 ปี แต่ท้องถิ่นเองกลับยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาของคนในท้องถิ่นได้อย่างเต็มที่ มีหลายแง่มุมที่จะต้องมองให้เห็นทั้งศักยภาพต้นทุนของจังหวัด รวมถึงกลไกต่าง ๆ ในการทำงานร่วมกัน สำหรับด้านการศึกษาแล้ว การจัดการศึกษายังเป็นข้อท้าทายให้ท้องถิ่นคิดบริหารจัดการการศึกษาควบคู่กับคุณภาพ</strong></p>



<p><strong>ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความสำคัญของการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ไว้ว่า </strong>การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการกระจายอำนาจ ประเทศที่พัฒนาการศึกษาได้สำเร็จล้วนกระจายอำนาจลงไปในพื้นที่ทั้งสิ้น โดยหลักการนำการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ไปใช้แต่ละจังหวัดจะมีวิธีต่างกันแล้วแต่โจทย์เฉพาะของพื้นที่ เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการการศึกษาที่ตอบโจทย์ระดับพื้นที่ที่ทันเวลา ทันต่อสถานการณ์ คนที่ตัดสินใจต้องอยู่ที่หน้างานมากกว่าอยู่ที่ศูนย์กลาง</p>



<p>การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ที่ กสศ. ดำเนินการอยู่ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เมื่อลงไปในพื้นที่เราจะเห็นโจทย์ที่ชัดเจนขึ้น เช่น ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ที่ใช้ภาษาถิ่นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นโจทย์ของเขาอาจจะเน้นไปที่คนที่ไม่รู้ภาษาราชการ ฉะนั้นการจัดการศึกษาที่เหมาะต้องมองว่า เขาต้องรู้ทั้งภาษาถิ่น ภาษาแม่ และภาษาราชการ หรือชุมชนบริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นชุมชนประมง เพราฉะนั้นการที่จะทำให้ชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ นั่นหมายความว่าเราต้องให้ความสำคัญกับการศึกษา การเตรียมคนให้พร้อมเข้าสู่อาชีพประมงหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการประมง หรือชุมชนนี้อยู่ได้ด้วยหัตถกรรมการจัดการศึกษาก็ต้องตอบโจทย์อาชีพหัตถกรรมด้วยเช่นกัน และนี่คือโจทย์ที่ว่าทำไมเราทำเรื่องการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่</p>



<p>สำหรับความหมายของพื้นที่นั้นไม่มีรูปแบบตายตัว คำว่าพื้นที่อาจจะเป็นตำบล อำเภอ จังหวัดก็ได้ หรือถ้ามองลึกลงไปจริง ๆ คำว่าพื้นที่อาจจะไม่ใช่ตำบลหรือจังหวัด แต่เป็นพื้นที่ที่มีความเหมือนกันเป็นตัวตั้ง เช่นการทำประมงที่มีลักษณะเหมือน ๆ กันของชุมชนประมง ความหมายกว้าง ๆ ของการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่จึงให้คนอยู่หน้างานตัดสินใจว่าจะจัดอย่างไรให้เหมาะกับความต้องการของพื้นที่</p>



<p>เมื่อถามถึงระดับของการกระจายอำนาจของประเทศไทยทุกวันนี้เพียงพอหรือไม่ ดร.กฤษณพงศ์ ให้ความเห็นว่า สำหรับประเทศไทยแล้วควรจะกระจายอำนาจลงไปได้มากกว่านี้ ในอดีตรัฐพยายามให้เหตุผลว่าเพราะคุณภาพของผู้นำท้องถิ่นไม่สูงพอ ซึ่งเป็นข้ออ้างว่าหากกระจายลงไปแล้วท้องถิ่นจะไม่สามารถดูแลจัดการได้ &nbsp;แต่เท่าที่สังเกตตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ล้วนเป็นคนในพื้นที่ที่ได้รับการศึกษาสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นตอนนี้เราจะเห็นตัวอย่างเทศบาลเมืองหรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่มีการบริหารจัดการดี ๆ หลายแห่ง</p>



<p>“ผมว่าเรามีความพร้อมมากขึ้นในเรื่องการปกครอง&nbsp; เหตุผลที่การกระจายอำนาจในประเทศไทยไปไม่ได้ไกล ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเกิดขั้วทางการเมือง คนที่เป็นผู้นำ หรือศูนย์กลางอำนาจก็จะกลัวเรื่องการเกิดขั้ว เกิดสี ส่งผลให้การกระจายอำนาจไม่สามารถทำได้เต็มที่ ตัวอย่างเช่น เรื่องการศึกษาที่สมัยหนึ่งครูอ้างว่า ‘เขากลัวว่าถ้าได้ อบจ.หรือ อบต. ที่ไม่ฉลาด จะปกครองครูได้ยังไง’ แต่ผมคิดว่าเดี๋ยวนี้น่าจะดีขึ้น ผมมองว่า เดี๋ยวนี้ อบจ. และเทศบาลเก่งขึ้นมา จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะไปดึงไว้ไม่ให้เทศบาลหรือ อบจ.เขามาจัดการเรื่องศึกษา และเมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเพิ่มศักยภาพความสามารถด้านการจัดการศึกษาได้แล้ว ในอนาคตรัฐส่วนกลาง เช่น สพฐ. ก็จะเริ่มลดความสำคัญลง ซึ่งท้ายที่สุดการกระจายอำนาจทางการศึกษาจะสามารถเกิดขึ้นได้จริง”</p>



<p><strong>ดร.กฤษณพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การกระจายอำนาจไปสู่จังหวัดเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้คนในจังหวัดจะต้องปรับ Mindset ทุกคนต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะครอบครัวและคนชุมชน&nbsp; ยิ่งคนคิดได้เองเท่าไร ลุกขึ้นจัดการตัวเองได้เท่าไร สังคมยิ่งเข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น ถ้าเรารอแต่ให้รัฐจัดการเพียงอย่างเดียว ผมว่ามันช้าเกินไป และที่สำคัญคือไม่สอดคล้องกับความพื้นที่</strong></p>



<p></p>



<p class="has-text-align-center">(อ่านต่อ EP. 2)</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-management-of-spatial-education-ep1/">‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ ท่ามกลางการกระจายอำนาจที่มีแต่ข้ออ้างและการยื้อแย่ง EP.1</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>12 จังหวัดต้นแบบ ‘การศึกษาเชิงพื้นที่’ นำทางลุยงานแนวราบ ‘ล่างสู่ล่าง’ สร้างเครือข่ายจังหวัดลงลึกชุมชน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-140223/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Feb 2023 04:15:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน]]></category>
		<category><![CDATA[บูรณาการเชิงพื้นที่ คำตอบของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[บูรณาการเชิงพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[All For Education]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=64444</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 – กองทุนเพื่อความเสมอภาค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-140223/">12 จังหวัดต้นแบบ ‘การศึกษาเชิงพื้นที่’ นำทางลุยงานแนวราบ ‘ล่างสู่ล่าง’ สร้างเครือข่ายจังหวัดลงลึกชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 – <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ <strong>‘บูรณาการเชิงพื้นที่ คำตอบของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’ </strong>ชวนภาคีเครือข่ายการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ร่วมรับฟังประสบการณ์ แลกเปลี่ยนมุมมองกระบวนการทำงาน และตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของพื้นที่ต้นแบบ เพื่อพัฒนากลไกทำงานรวมถึงยกระดับการสร้างเครือข่ายเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน</p>



<p>เวทีนี้เป็นการแลกเปลี่ยนการทำงาน <strong>‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ </strong>หรือ <strong>‘Area-Based Education (ABE)’</strong> ของ 12 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง สุโขทัย พิษณุโลก ขอนแก่น สุรินทร์ สมุทรสงคราม ระยอง สุราษฎร์ธานี สงขลา และปัตตานี ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายจากทั่วประเทศ เพื่อสร้างแนวทางการดำเนินงานและกลไกการจัดการศึกษาในระดับจังหวัด หรือระดับพื้นที่ นอกจากนี้มีการแลกเปลี่ยนที่นำไปสู่แนวทางขยายขอบเขตการสนับสนุนของ กสศ. เพื่อขับเคลื่อนงานในพื้นที่ พร้อมสำรวจความต้องการในการหนุนเสริมเพื่อการพัฒนากลไก ให้สามารถยกระดับการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ก่อนก้าวไปสู่การขยายผลความสำเร็จจากตัวแบบไปยังพื้นที่อื่น ๆ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d896a3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/04-จังหวัดต้นแบบการศึกษาเชิงพื้นที่-07.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานอนุกรรมการโครงการ ฯ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานอนุกรรมการโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ. </strong>กล่าวว่า การทำงาน Area-Based Education หรือ ABE คือการร้อยเครือข่ายเพื่อขยายการทำงานลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย คณะทำงานต้องเห็นภาพใหญ่ของระบบ และสามารถประเมินความต้องการกำลังคนในอนาคต กลไกที่นำไปถึงความสำเร็จได้คือการหาวิธีให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพทั้งการศึกษากระแสหลัก และการศึกษาทางเลือก มองความสำเร็จว่าผู้ที่ผ่านกระบวนการต้องยืนหยัดด้วยตนเองได้ในระยะยาว</p>



<p>“การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่จะเอื้อให้เกิดการทำงานที่หลากหลาย เป็นระบบจากล่างขึ้นบน มีเส้นทางใหม่ ๆ ของการเรียนรู้ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ มีการสื่อสารทำงานกับผู้ปกครอง ซึ่งท้องถิ่นคือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. ครู กศน. จะมีความใกล้ชิดและเป็นสะพานเชื่อมไปถึงคนกลุ่มต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ให้เห็นความสำคัญและลงมือช่วยกัน <strong>ABE เป็นโมเดลการทำงานที่จะทำให้หลุดพ้นจากการทำงานแบบเดิม ซึ่งท้องถิ่นต้องพึ่งพิงนโยบายจากส่วนกลาง หรือบนลงล่าง มาสู่การส่งต่องานกันในระนาบล่างสู่ล่าง เป็นต้นทางของนวัตกรรมด้านการศึกษาใหม่ ๆ ที่เน้นการดูแลการศึกษาและพัฒนาตนเองตามช่วงชีวิต</strong> เพราะหากเราคลี่ออกมาได้ว่า มีทุนและมีเส้นทางอยู่ตรงไหนบ้าง เมื่อเด็กติดขัดมีปัญหา หรือเรียนจบในแต่ละช่วงชั้นแล้ว เขาจะมีพื้นที่รองรับ เข้าถึงความช่วยเหลือ และมีเส้นทางเชื่อมต่อไปจนเต็มความสามารถที่มีอยู่ และกลายเป็นประชากรที่พึ่งพิงตนเองได้ในอนาคต” ดร.กฤษณพงศ์ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-54d547"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/04-จังหวัดต้นแบบการศึกษาเชิงพื้นที่-06.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย รองประธานอนุกรรมการโครงการ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย รองประธานอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ. </strong>กล่าวว่า การใช้พื้นที่เป็นฐานจุดระเบิดการทำงานจากภายใน สิ่งที่จะเกิดขึ้นในภาพใหญ่คือ ต้นแบบจากภูมิสังคมซึ่งมีความแตกต่าง ทั้งกลุ่มเป้าหมาย สภาพปัญหา คนทำงาน ทุนทรัพยากร ข้อดีคืองานสามารถเริ่มได้จากทุกที่และทุกวิธีการ ไม่จำเป็นต้องรอหนังสือสั่งการ ไม่มีแนวทางปฏิบัติเป็นกรอบกำหนด ซึ่งจะเกิดการพัฒนาองค์ความรู้ในเชิงลึกที่ซับซ้อนและกว้างออกไปยิ่งขึ้น</p>



<p><strong>“เป้าหมายของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ใช่ทำให้ทุกที่ทุกคนได้เท่ากัน แต่คือต้องลดช่องว่างให้แคบลงโดยยกระดับการเข้าถึงโอกาสพัฒนาความสามารถของคนแต่ละคน</strong> สำคัญคือการค้นหากลุ่มเป้าหมายในเชิงลึก เชื่อมโยงให้ได้ว่าเมื่อพบแล้วจะนำเข้าสู่กระบวนการพัฒนาอย่างไร อย่าลืมว่าในการทำงานบนฐานความคิดว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งให้ตกขบวนรถไฟแห่งโอกาส ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่เขาไม่รู้เลยว่าสถานีขึ้นรถไฟขบวนนี้อยู่ตรงไหน ฉะนั้นการค้นหาแบบมุ่งเป้า (targeting) ด้วยฐานข้อมูลจึงสำคัญ เพราะรายละเอียดปัญหาที่ระบุไว้เป็นรายคนจะทำให้คณะทำงานสามารถพบตัวกลุ่มเป้าหมายที่เผชิญวิกฤตรุนแรงได้รวดเร็ว และช่วยเหลือได้ทันท่วงที ส่วนต่อจากนั้นคือการผสานข้อมูลจากคนในพื้นที่ เพื่อออกแบบการเชื่อมโยงส่งต่อที่ไม่ใช่เพียงการสงเคราะห์ชั่วคราว” ศาสตราจารย์วุฒิสาร กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e7054a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/04-จังหวัดต้นแบบการศึกษาเชิงพื้นที่-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศาสตราจารย์วุฒิสาร</strong> กล่าวว่า ประสบการณ์ทำงานในแต่ละจังหวัดต้นแบบ แสดงให้เห็นว่าการทำงานที่ประสบความสำเร็จอาจมีรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน การได้มาแลกเปลี่ยนรับฟัง จึงเหมือนกับได้ดูการประกอบจิ๊กซอว์ของการทำงานลดความเหลื่อมล้ำ ว่าแต่ละแห่งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและเชื่อมการทำงานในระดับพื้นที่หรือระดับจังหวัดอย่างไร แล้วเมื่อย่อขนาดพื้นที่ให้เล็กลง เราจะมีเลนส์ที่ขยายโจทย์งานให้เห็นชัดขึ้น และสามารถสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมในพื้นที่ยอมรับวิกฤตของสภาพปัญหาจริง อันเป็นปัญหาสำคัญและเร่งด่วนที่ทุกคนต้องร่วมมือกันแก้ไข</p>



<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>กล่าวว่า การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ Area-Based Education หรือ ABE เป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงความตั้งใจในการทำงานจากพื้นที่เล็ก ๆ ด้วยความพร้อมและต้นทุนที่มี เพื่อให้เด็กเยาวชนทุกคนไม่เพียงเข้าถึงโอกาสการเรียนรู้จนจบการศึกษาภาคบังคับ แต่คือการผลักดันให้ทุนทรัพยากรมนุษย์ทุกกลุ่ม ได้มีลู่ทางพัฒนาตนเองไปถึงศักยภาพสูงสุดของตนเอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b4e4e1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/04-จังหวัดต้นแบบการศึกษาเชิงพื้นที่-08.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากการดำเนินโครงการ ‘พาน้องกลับมาเรียน’ ระบุว่า ประเทศไทยมีเด็กเยาวชนไทยกว่า 2 แสนคนที่หลุดจากระบบการศึกษา ในจำนวนนี้มี 8,618 คน ที่ยังไม่สามารถติดตามกลับมาได้ ทั้งยังมีเด็กยากจนด้อยโอกาสที่เผชิญภาวะเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา 1.9 ล้านคน และผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ยังทำให้มีเด็กนักเรียนยากจนเพิ่มขึ้นอีกราว 3 แสนคน เป็นที่มาของการที่ กสศ. และภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา มองถึงการแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยเร่งช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่มีฐานะยากจนกลุ่ม 15% ล่างสุดของประเทศ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงอายุ 25 ปี จำนวน 2.8 ล้านคน ผ่านโครงการการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยแนวทางการทำงานบูรณาการเชิงพื้นที่บนฐานความเชื่อว่า การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่คือ ‘หัวใจ’ ของการทำงาน เพราะ “ไม่มีใครจะเข้าใจบริบทปัญหาได้ดีเท่ากับคนในพื้นที่เอง” จนเกิดโมเดลการย่อส่วนการทำงานระดับจังหวัดลงไปสู่ระดับพื้นที่ ซึ่งมีตัวอย่างความสำเร็จเกิดขึ้นแล้ว</p>



<p><strong>ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าวว่า การทำงาน ABE ใน 12 จังหวัดนำร่อง คือตัวแบบการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และบุคลากรอาสาสมัคร โดย กสศ. มีหน้าที่สนับสนุนเครื่องมือและเชื่อมต่อทรัพยากรทั้งภายในจังหวัด ร่วมกับทรัพยากรการทำงานของ กสศ. ตั้งแต่ระบบคัดกรองนักเรียนยากจน เพื่อชี้เป้านักเรียนยากจนที่เสี่ยงหลุดจากการศึกษาภาคบังคับ พร้อมกับสนับสนุน ‘ทุนเสมอภาค’ และติดตามพัฒนาการทางร่างกายและการศึกษา ทั้งนี้ข้อมูลระบบปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน จะใช้ในการส่งต่อเด็กระหว่างช่วงชั้นเพื่อสร้างระบบ ‘หลักประกันโอกาสทางการศึกษา’ ในระยะยาวสำหรับเด็กเยาวชนทุกช่วงอายุ ผ่านโครงการต่าง ๆ ของ กสศ. ได้แก่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-288663"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/04-จังหวัดต้นแบบการศึกษาเชิงพื้นที่-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองทั้งระบบ(</strong><strong>TSQP)</strong> ร่วมกับโรงเรียนขนาดกลางหว่า 700 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างโมเดลการพัฒนาครูและโรงเรียนที่อยู่ในเมืองกับในพื้นที่ชนบทห่างไกล ให้มีคุณภาพทัดเทียมกัน&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong> ทำงานกับพื้นที่ที่ขาดแคลนครู ผลิตครูนักพัฒนาชุมชนรุ่นใหม่ปีละ 300 คน ติดต่อกัน 5 ปี รวม 1,500 คน เข้ารับทุนเข้าเรียนครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อกลับไปบรรจุที่โรงเรียนพื้นที่ห่างไกลซึ่งขาดแคลนครูในชุมชนของตนเอง</p>



<p><strong>โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง </strong>ที่มุ่งสร้างโอกาสให้เยาวชนที่มีแนวโน้มหลุดออกจากระบบการศึกษาหลังเรียนจบภาคบังคับ ให้มีโอกาสได้เรียนต่อสายอาชีวศึกษา ในสาขาที่ตอบโจทย์ความต้องการแรงงานและการพัฒนาประเทศ ส่วนเยาวชนที่ยากจนด้อยโอกาสแต่มีศักยภาพ กสศ. มี<strong>ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ</strong> ส่งต่อนักศึกษาสายอาชีพ ให้เรียนถึงระดับสูงสุดตามความสามารถในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก</p>



<p>ส่วนเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาไปแล้ว กสศ. มี<strong>โครงการส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะเยาวชนและแรงงานนอกระบบ</strong> โดยสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ออกแบบการจัดการศึกษาที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ดึงทุนทรัพยากร ทุนภูมิปัญญา ทุนสังคมและเศรษฐกิจ มาออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับการพัฒนาทักษะแรงงาน และการเป็นผู้ประกอบการในพื้นที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9f9c25"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/04-จังหวัดต้นแบบการศึกษาเชิงพื้นที่-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ปี 2565 ที่ผ่านมา โครงการต่าง ๆ ของ กสศ. ได้ทำงานประสานส่งต่อแบ่งปันข้อมูลระหว่างกัน และช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสได้กว่า 1,307,152 คน ซึ่งก้าวต่อไปคือ กสศ. จะผนึกกำลังทั้งภายในและการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เชื่อมโยงการส่งต่อดูแลสุดทาง ให้สามารถช่วยเหลือเด็กเยาวชนทั้งที่อยู่ในและนอกระบบ ป้องกันเด็กหลุดการศึกษาและประคองเด็กที่จบการศึกษาแต่ละช่วงชั้นให้ไปต่อได้ในการศึกษาระดับสูงขึ้น รวมถึงการส่งต่อให้หน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่ภารกิจของ กสศ. โดยตรง ซึ่งตรงนี้ทุนการทำงานที่กระจายในพื้นที่ต่าง ๆ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ”  นายพัฒนะพงษ์ กล่าว</p>



<p><strong>ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าวต่อไปว่า เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ <strong>‘บูรณาการเชิงพื้นที่ คำตอบของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’ </strong>จะจัดขึ้นทุกสองเดือน โดยเวียนนำเสนอกระบวนการต้นแบบของแต่ละจังหวัด ซึ่งในครั้งนี้มีแนวทางการทำงานที่น่าสนใจจากจังหวัดขอนแก่น และจังหวัดพะเยา มาเล่าประสบการณ์การจัดการศึกษาที่แตกต่างกัน</p>



<p>โดยขอนแก่น เป็นจังหวัดที่เดินหน้านโยบาย ‘เมืองไม่ทิ้งเด็ก’ บูรณาการ 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ ศึกษาธิการจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะท้อนเบื้องหลังความสำเร็จในการแก้ปัญหาจากต้นทุนภายในและการทำงานที่ชัดเจน มีการติดตามปัญหาของเด็กเป็นรายคน และมีชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน มีกลุ่มจิตอาสาทำงานประสานส่งต่อกลุ่มเป้าหมายข้ามหน่วยงานตั้งแต่พื้นที่จนถึงจังหวัด เน้นความยืดหยุ่น รวดเร็ว และไม่เป็นทางการ มีเป้าหมายคือแก้ปัญหาให้เด็กเร็วที่สุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ff0e36"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/04-จังหวัดต้นแบบการศึกษาเชิงพื้นที่-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะที่พะเยา ทำงานในโจทย์ที่ซับซ้อนกับเด็กเยาวชนกลุ่มผู้พิการทั้งในและนอกระบบ โดยมุ่งสานต่อภารกิจ ‘เมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City)’ โดยองค์การยูเนสโก พัฒนาการเรียนรู้ที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม โดยมุ่งลดการเข้าไม่ถึงการเรียนรู้ สวัสดิการ และการบริการสุขภาพ ผ่านการแลกเปลี่ยนทุนทรัพยากรและการทำงานระหว่างหน่วยงาน อาทิ อบจ. กศน. ศูนย์การศึกษาพิเศษ ร่วมสร้างแหล่งเรียนรู้ 26 แห่งในอำเภอต่าง ๆ ซึ่งผู้เรียนสามารถเก็บหน่วยกิต รับประกาศนียบัตร และศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยพะเยาได้ นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมเพื่อสังคม นำภาคเอกชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน มาร่วมคัดกรองเด็กจากศูนย์การศึกษาพิเศษ นำเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ฝึกทักษะอาชีพ และรับเข้าทำงานเป็นลำดับ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-140223/">12 จังหวัดต้นแบบ ‘การศึกษาเชิงพื้นที่’ นำทางลุยงานแนวราบ ‘ล่างสู่ล่าง’ สร้างเครือข่ายจังหวัดลงลึกชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>​​​​เริ่มแล้ว ! สรรหาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 5 ชวนลูกศิษย์ทั่วประเทศเสนอชื่อครูผู้เปลี่ยนชีวิตและมีคุณูปการต่อวงการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-pmca-290822/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Aug 2022 05:44:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[คุรุสภา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.บูรพาทิศ พลอยสุวรรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ตรีนุช เทียนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงศึกษาธิการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=59648</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ มูลนิธิรางว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-pmca-290822/">​​​​เริ่มแล้ว ! สรรหาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 5 ชวนลูกศิษย์ทั่วประเทศเสนอชื่อครูผู้เปลี่ยนชีวิตและมีคุณูปการต่อวงการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ จัดงานแถลงข่าวการสรรหาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 5</p>



<p><strong>น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</strong> กล่าวว่า บทบาทของครูนับเป็นบทบาทที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่นักเรียนต้องเผชิญกับภาวะสูญเสียการเรียนรู้ หรือ Learning Loss จากการปิดสถานศึกษาในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งรายงานของยูเนสโก ร่วมกับยูนิเซฟ และธนาคารโลก พบว่า มีเด็กอย่างน้อย 1.6 พันล้านคน ใน 188 ประเทศที่สุ่มเสี่ยงต่อภาวะสูญเสียการเรียนรู้ มาตรการของกระทรวงศึกษาธิการคือการเปิดโรงเรียนอย่างปลอดภัย และ “ครู” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการฟื้นฟูการเรียนรู้ของผู้เรียน ด้วย 3 มาตรการที่สำคัญคือ 1. ครูเป็นผู้ที่สามารถประเมินความรู้และทักษะของนักเรียนเพื่อการพัฒนารายบุคคล เพราะนักเรียนมาจากความพร้อมของครอบครัวและความสามารถในการเรียนรู้ที่ต่างกัน 2. ครูจะต้องมีทักษะในการสอนเสริมเพิ่มเติมความรู้ให้นักเรียน เช่น ใช้กระบวนการสอนเสริมนอกเวลาเรียน หรือการซ่อมเสริมพิเศษในช่วงปิดภาคเรียนเพื่อให้สามารถเติมเต็มความรู้ได้ทัน และ 3. ครูควรมองเห็นและระบุปัญหาทางจิตใจ อารมณ์ สังคมของนักเรียนซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากวิกฤติของโรคระบาดและผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคม โดยสามารถให้คำปรึกษาในเบื้องต้น หรือส่งต่อไปยังหน่วยงานทางสาธารณสุข</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-093ede"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/Photo2-เริ่มแล้ว-สรรหาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-ครั้งที่-5-ชวนลูกศิษย์ทั่วประเทศ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“บทบาทครูมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกู้วิกฤติภาวะสูญเสียการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งกำลังเผชิญสถานการณ์เช่นเดียวกันนี้ทั่วโลก  จึงขอเป็นกำลังใจให้กับครู และเป็นโอกาสอันดีที่สังคมจะร่วมกันยกย่อง เห็นคุณค่าครูผู้อุทิศตนเป็นแบบอย่าง จึงขอเชิญชวนลูกศิษย์และคนในสังคมร่วมกันเสนอชื่อครูในรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีในครั้งนี้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว</p>



<p><strong>ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี</strong> กล่าวว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เป็นรางวัลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เจ้าฟ้านักการศึกษา และเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ครูผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์ และมีคุณูปการต่อการศึกษา ในประเทศอาเซียนและติมอร์ เลสเต รวม 11 ประเทศ โดยจะมีการสรรหาในทุก 2 ปีครั้ง ประเทศละ 1 รางวัล จากความร่วมมือของกระทรวงศึกษาธิการทั้ง 11 ประเทศ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dca9fa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/Photo3-เริ่มแล้ว-สรรหาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-ครั้งที่-5-ชวนลูกศิษย์ทั่วประเทศ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.กฤษณพงศ์ กล่าวว่า<strong> </strong>สำหรับการคัดเลือกครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2565 ในส่วนของประเทศไทย กลไกการสรรหาจะงประกอบด้วย คณะกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัด และคณะกรรมการคัดเลือกส่วนกลาง เพื่อร่วมกันสรรหาครูผู้มีคุณสมบัติ เป็นครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงชีวิตศิษย์ และมีคุณูปการต่อวงการศึกษา โดยมีประสบการณ์สอนอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 15 ปี ซึ่งเป็นครูหรือเคยเป็นครูผู้สอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในสถานศึกษาของรัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเคยเป็นครูนอกสถานศึกษาที่สอนผู้เรียนในวัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน และไม่เป็นครูสอนพิเศษเป็นอาชีพหลัก</p>



<p>“การสรรหาครูในครั้งนี้จะเปิดให้ผู้มีสิทธิเสนอชื่อครูมาจาก 5 กลุ่ม คือ 1. ลูกศิษย์ที่เป็นศิษย์เก่า อายุไม่น้อยกว่า 25 ปี 2. สถานศึกษาขั้นพื้นฐานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 3. สมาคม มูลนิธิ องค์กรซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลและมีภารกิจส่งเสริมการเรียนรู้  4. คณาจารย์ในระดับอุดมศึกษา รวมกันไม่น้อยกว่า 3 คน ทั้ง 4 กลุ่มนี้เสนอชื่อครูมาที่คณะกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัด หรือ<a href="http://www.pmca.or.th" target="_blank" rel="noreferrer noopener"> www.PMCA.or.th</a> และกลุ่มที่ 5 คือ องค์กรที่มีการพิจารณาคัดเลือกครูทั้ง 7 แห่ง โดยจะมีการเปิดรับการเสนอชื่อได้นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึง ต.ค. 2565 และจะมีการพิจารณาตัดสินในวันที่ 18 เม.ย. 2566 เพื่อเข้ารับพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ในวันที่ 17 ต.ค. 2566 ซึ่งรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี จะประกอบด้วย เหรียญทอง เข็มเชิดชูเกียรติทองคำพระราชทาน เกียรติบัตร โล่ประกาศเกียรติคุณ และเงินรางวัล 10,000 เหรียญสหรัฐ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1ab5d8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/Photo1-เริ่มแล้ว-สรรหาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-ครั้งที่-5-ชวนลูกศิษย์ทั่วประเทศ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ส่วนในประเทศไทยมีรางวัลเพิ่มเติมได้แก่ รางวัลคุณากร 2 รางวัล รางวัลครูยิ่งคุณ 17 รางวัล และรางวัลครูขวัญศิษย์ เพื่อเชิดชูครูในแต่ละจังหวัด จึงถึงเวลาแล้วที่ลูกศิษย์ทั่วประเทศจะมาร่วมกันระลึกถึงครูที่เปลี่ยนแปลงชีวิตและทุ่มเททำงาน โดยเสนอชื่อครูมาที่<a href="http://www.pmca.or.th" target="_blank" rel="noreferrer noopener"> www.PMCA.or.th</a>” ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าว</p>



<p><strong>ดร.บูรพาทิศ พลอยสุวรรณ์ รองเลขาธิการคุรุสภา</strong> กล่าวว่า บทบาทของครูคุณภาพ ย่อมส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงของลูกศิษย์ให้มีคุณภาพ ซึ่งการปฏิรูปการเรียนรู้ที่สำคัญและไปถึงห้องเรียนได้เร็วที่สุดคือ การปฏิรูปครู การสรรหาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีจึงเป็นการสร้างค่านิยมของสังคมที่ร่วมกันเห็นคุณค่าครูที่มุ่งการเปลี่ยนแปลงที่ชีวิตลูกศิษย์เป็นสำคัญ ทั้งนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ในฐานะองค์กรร่วมให้การสนับสนุน ซึ่งนอกจากจะสนับสนุนการดำเนินงานสรรหาแล้ว จะมีการทำงานร่วมกับเครือข่ายครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ทั้งในประเทศรวมทั้งในอาเซียนและติมอร์-เลสเต รวม11 ประเทศ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-pmca-290822/">​​​​เริ่มแล้ว ! สรรหาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 5 ชวนลูกศิษย์ทั่วประเทศเสนอชื่อครูผู้เปลี่ยนชีวิตและมีคุณูปการต่อวงการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาต้องระเบิดจากข้างใน หนุนใช้ ‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (ABE)’ สร้าง “อนาคต”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-abe-070422/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 10 Apr 2022 10:06:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ปี 2565]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=54417</guid>

					<description><![CDATA[<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดการประชุมชี [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-abe-070422/">แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาต้องระเบิดจากข้างใน หนุนใช้ ‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (ABE)’ สร้าง “อนาคต”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดการประชุมชี้แจงและประชาสัมพันธ์ ‘โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ปี 2565’ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมถ่ายทอดแนวคิด ทิศทาง และนโยบายการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ภาคส่วนที่สนใจมุ่งส่งเสริมการศึกษาและการดำเนินงานปฏิรูปทางการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำสำหรับเด็กและเยาวชน ส่งข้อเสนอโครงการเพื่อรับการสนับสนุนทุนจาก กสศ.</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7dc841"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/ไกรยส-ภัทราวาท.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong>ฉายภาพการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area Based Education: ABE) คือ “อนาคต” ของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา จะเห็นได้จากการเดินหน้าบทบัญญัติตามร่างพรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …ที่รัฐสภารับร่าง เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 มาตรา 18 ที่กำหนดให้ประชาชนสามารถรวมตัวเป็นคณะบุคคล เช่น สมัชชา สภา กลุ่มระดับจังหวัด ดำเนินการจัดการศึกษา เสนอความเห็นประกอบการทำแผนการศึกษา และการรับเงินบริจาคให้ได้รับการลดหย่อนภาษีได้ นี่จึงเป็นทิศทางในระดับประเทศที่เห็นภาพชัดขึ้น</p>



<p>ทั้งนี้จากการทำงานของ 20 จังหวัดนำร่องทำให้เห็นว่าพื้นที่ย่อมรู้และเข้าใจเป้าหมายของตนได้ดีที่สุด แต่กสศ.จะเข้าไปเสริมใน 4 ด้าน ได้แก่ 1. พัฒนากลไกการจัดการการศึกษา เรียนรู้จากบทเรียนเพื่อค้นหากลไกพื้นที่ที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ 2.พัฒนาระบบสารสนเทศให้เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อดูแลเด็กด้อยโอกาส 3.การรณรงค์การขับเคลื่อน ยิ่งหน่วยงานภาคีระดับประเทศได้เข้าไปร่วมในเวทีระดับพื้นที่ จะสามารถเหนี่ยวนำผู้เล่นใหม่ๆหรือผู้เล่นเดิมที่ห่างหายไปเข้ามาเป็นเจ้าของเรื่อง และมีส่วนในการเป็นนักสื่อสารหรือรณรงค์ และ 4.การพัฒนานวัตกรรมและตัวแบบสร้างโอกาสทางการศึกษา ซึ่งจะถอดออกมาเป็นผลงานที่จะทำให้มีแนวร่วมเพิ่มขึ้นในอนาคต</p>



<p>“ผลงานที่เป็นนวัตกรรมการจัดการการศึกษาจะเป็นเครื่องยืนยันว่ากลไกเหล่านี้มีคุณค่าแก่สังคม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยให้มีแนวร่วมและมีทรัพยากรมากขึ้นในอนาคต เพราะในอีกไม่กี่เดือน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติจะประกาศออกมาใช้จริง และถ้าไม่สามารถเป็นกลไกที่จะยืนหยัดจัดการศึกษาได้ ก็เท่ากับเป็นเพียงกลไกทางการเมืองที่ไม่ได้หวังเพื่อเด็กและเยาวชนอย่างแท้จริง <strong>ดังนั้นพวกเราเป็นแนวหน้าผู้ที่มีความคิดก้าวหน้า มีความตั้งใจในการทำงานมาก่อนใคร ก็ควรจะใช้โอกาสตรงนี้ในการทำงานในพื้นที่และสร้างสรรค์ผลงานให้ออกมาอย่างต่อเนื่อง</strong>” ดร.ไกรยส กล่าว&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cf00c1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/กฤษณพงศ์-กีรติกร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานอนุกรรมการจัดการศึกษา<br>เชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ.</strong> กล่าวว่า กลไกในการจัดการศึกษาในพื้นที่ (ABE) มีบทเรียนจากโครงการนำร่องมาเป็น 10 ปี ซึ่งศึกษาไว้ชัดเจนว่าเมื่อลดปัญหาให้มีขนาดเล็กลงและกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นจะทำให้การทำงานคล่องตัว มีประสิทธิภาพ และดูแลระบบนิเวศในการศึกษาในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง</p>



<p>กลไกนี้จำเป็นต้องระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งตัวอย่างโครงการที่เกิดจากความร่วมมือภาคเอกชนในช่วงที่ผ่านมาคือ “สวนผึ้งโมเดล” Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน ที่ตั้งเป้าภายใน 3 ปีจะไม่มีเด็กและเยาวชนออกจากระบบการศึกษา หรือสามารถเข้าสู่ระบบการฝึกงานและมีอาชีพ</p>



<p>แต่สิ่งที่ ดร.กฤษณพงศ์ เน้นย้ำเพื่อให้การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เป็นคำตอบที่มีจังหวัดเป็นสนามของความร่วมมือ จำเป็นที่จะต้องเชื่อมกับกลไกของรัฐให้มากขึ้น และมีการระดมทุนจากแหล่งทุนใหม่ ๆ&nbsp;</p>



<p>“ต้องอาศัยกลไกรัฐที่เขามีหน้าที่โดยตรงเข้าทำงาน เป็นเหมือนตัวเร่งปฏิกิริยาที่จะทำให้กลไกใหญ่ขึ้นและทำงานได้ ส่วนอีกด้านหนึ่งคือการระดมทรัพยากรแนวทางใหม่ ต้องช่วยกันคิดนวัตกรรมทางการเงินเพื่อการศึกษา เช่น การออกพันธบัตรทางการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ หรือการเก็บภาษีที่ระบุเป้าหมายที่ชัดเจนว่านำไปใช้ในการศึกษา ซึ่งสามารถทำได้ทั้งในระดับประเทศและจังหวัด”<strong> </strong>ดร.กฤษณพงศ์ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-df6fee"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/วุฒิสาร-ตันไชย.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า<br>และรองอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และรองอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ.</strong> กล่าวถึงมุมมองการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เห็นว่าต้องทำระบบการศึกษาให้มีคุณภาพใกล้เคียงกัน และต้องค้นหาคนที่ไม่มีโอกาสทางการศึกษาได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม ทั้ง 2 ปัจจัยนี้ต้องอาศัยการทำงานของพื้นที่ซึ่งอยู่ใกล้ปัญหามากที่สุด สร้างกลไกจากข้างในและสร้างรูปแบบการจัดการศึกษาที่มีความเหมาะสมตามบริบทของตนเอง</p>



<p>“สถาบันพระปกเกล้าทำงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 10 กว่าแห่ง จะพบความแตกต่างตั้งแต่มุมมองว่าอะไรคือปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หรือความแตกต่างในวิธีการแก้ปัญหา บางพื้นที่อาจมองในเรื่องของการให้ทุนการศึกษา บางพื้นที่มองในเรื่องการทำโรงเรียนให้มีคุณภาพ ดังนั้นแต่ละที่อาจมองไม่เหมือนกันเลย แต่ที่สำคัญคือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องมองเห็นและตระหนักว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ต้องการเลนส์ที่ละเอียด เลนส์ที่เข้าไปเอกซเรย์ว่าอะไรคือปัญหาที่เราต้องแก้” ศาสตราจารย์ วุฒิสาร กล่าว</p>



<p>โดยรูปแบบการจัดการอาจทำแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เช่น สมัชชาการศึกษา, สภาการศึกษา, หรือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการ และการออกแบบร่วมกันกับส่วนราชการ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-73e777"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/a1-2-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ผมใช้คำว่าระเบิดจากข้างใน ทำจากจุดเล็กๆและขยายผล เราไม่จำเป็นต้องคิดว่าเราจะพลิกแผ่นดินในทันที เพราะเมื่อทำสำเร็จจะเกิดความเชื่อความศรัทธาที่จะทำให้ทุกคนคิดว่าสามารถจะทำงานร่วมกันได้ โดยมีกลุ่มสนับสนุนข้อมูลการจัดการซึ่งอันนี้ กสศ.พยายามออกแบบและลงทุนในเรื่องของการมีฐานข้อมูล Big Data ที่จะช่วยทำให้มองเห็นหรือชี้เป้าได้ง่ายขึ้น” ศาสตราจารย์ วุฒิสาร กล่าว</p>



<p>ศาสตราจารย์ วุฒิสาร ยังเน้นย้ำว่าสิ่งสำคัญการแก้ปัญหาของการศึกษาเป็นหน้าที่ของทุกคน เป็นหน้าที่ของทั้งภาครัฐราชการ, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ภาคเอกชน, ภาคประชาสังคม แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาที่อยู่ในพื้นที่</p>



<p><strong>“ปุ๋ยที่ดีที่สุดของต้นไม้คือเงาของผู้ปลูก คุณภาพของการศึกษาจะสัมฤทธิผลก็ด้วยความใส่ใจของผู้บริหารโรงเรียนเพราะการศึกษาคือความงอกงาม ถึงเวลาแล้วที่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาต้องทำกันอย่างจริงจังเสียที เพื่อเป้าหมายร่วมกันในการทำเพื่อประเทศในวันข้างหน้า” </strong>ศาสตราจารย์ วุฒิสาร กล่าวทิ้งท้าย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0041dd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/วสันต์-เหลือประภัสร์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ </strong>ชวนมองไปข้างหน้าเพื่อตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่แม้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าจะต้องใช้การทำงานของพื้นที่ (ABE) เป็นกุญแจสำคัญ แต่โครงสร้างการบริหารภาครัฐไทยที่เป็นการกระจุกตัวรวมศูนย์เป็นอุปสรรคสำคัญ เห็นได้จากการบริหารส่วนกลางที่มีขนาดใหญ่และมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องของท้องถิ่น แม้กระทั่งเรื่องทรัพยากรที่จะต้องให้ส่วนกลางตัดสินใจและเป็นไปตามงบประมาณปกติ เมื่อท้องถิ่นต้องแก้ไขปัญหาฉับพลันทันทีหรือปัญหาเฉพาะเรื่องก็ไม่สามารถดำเนินการได้ และส่วนกลางยังขยายกลไกคร่อมทับไปยังกลไกเชิงพื้นที่ที่มีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้อยู่ภายใต้การบัญชาการของผู้ว่าราชการจังหวัด นี่จึงเป็นการรวมศูนย์อำนาจแบบแตกกระจายไม่มีเอกภาพ&nbsp;</p>



<p>สำหรับส่วนภูมิภาคมีส่วนราชการในจังหวัด 33 หน่วยงานซึ่งสังกัดส่วนกลางทำงานร่วมกัน แต่การเคลื่อนงานส่วนภูมิภาคกลับไม่มีอำนาจตัดสินใจและไม่มีงบประมาณจัดสรรมาให้ มีแต่โครงการส่งมาจากส่วนกลางแล้วให้สำนักงานในพื้นที่ทำ ท้องถิ่นจึงต้องอาศัยงบจัดสรรจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่ไม่เพียงพอ&nbsp;</p>



<p>“แต่เรื่องใหญ่ที่สุดก็คือการแต่งตั้งโยกย้ายที่ทำให้ไม่สามารถตอบรับกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานในระยะยาวได้เลย แม้ว่ากลไกจังหวัดจะได้ข้อยุติในการแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ แต่พอจะเคลื่อนงานคนซึ่งนั่งเป็นหัวจำนวนมากย้ายไปอยู่จังหวัดอื่น ท้องถิ่นก็ต้องเริ่มนับหนึ่งกันใหม่” ผศ.ดร. วสันต์ กล่าว</p>



<p>ที่สำคัญคือการบริหารส่วนท้องถิ่น เมื่อมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมีงบประมาณ มีอำนาจเป็นของตัวเอง ทำหน้าที่เป็นกลไกที่มองปัญหาและความต้องการของพื้นที่ได้จริง เช่นในเรื่องการจัดการศึกษามีการรับโอนโรงเรียนจากกระทรวงศึกษามาอยู่ในสังกัดท้องถิ่น มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของท้องถิ่น แต่ก็พบปัญหาเพราะว่าการขยายตัวของท้องถิ่นไม่ได้เกิดการพร้อมกับการหดตัวของส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-72d9bf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/a2งานพื้นที่-abe.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ไม่ว่าโรงเรียนนั้นจะสังกัดหน่วยงานไหน แต่เมื่อตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ลูกหลานเขาเรียน เขาก็อยากทำให้มันดีขึ้น ท้องถิ่นอาจจะจัดระบบติวเตอร์ มีรถรับส่งมาให้ แต่สุดท้ายก็จะเจอปัญหาเรื่องของการตรวจสอบการใช้งบประมาณที่ท้องถิ่นทำไม่ได้เพราะเกินกว่าอำนาจหน้าที่ เวลาท้องถิ่นจะทำอะไรเองจึงต้องระวังเป็นอย่างมาก” ผศ.ดร. วสันต์ กล่าว</p>



<p>ดังนั้นการจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยอาศัยกลไกในพื้นที่ ถ้าจะทำให้เกิดขึ้นจริง จำเป็นต้องมีเอกภาพ ที่เกิดจากยุทธศาสตร์ที่มองพื้นที่เป็นตัวตั้ง และมีกลไกประสานสอดคล้องกัน ปรับระบบงบประมาณให้กลไกส่วนราชการทำงานร่วมกันได้ โดยกระดุมเม็ดแรกคือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในพื้นที่และแก้ปัญหาร่วมกัน&nbsp;<br><strong>“ต้องก้าวข้ามการแตกกระจายของตัวแสดงที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและหันหน้าเข้าหากัน โดยเฉพาะกลไกของรัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และการปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งภาคธุรกิจเอกชนทั้งในและนอกพื้นที่ ภาคประชาสังคม ชุมชนและพลเมืองในท้องถิ่น แสวงหาทางออกร่วมกันและบูรณาการทรัพยากรร่วมกัน และแก้อย่างจริงจัง เสมือนว่าเราทำงานภายใต้องค์กรเดียวกัน”</strong> ผศ.ดร.วสันต์ กล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-abe-070422/">แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาต้องระเบิดจากข้างใน หนุนใช้ ‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (ABE)’ สร้าง “อนาคต”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เทคโนโลยี ฐานข้อมูลที่ดี พัฒนาศักยภาพของครู การสนับสนุนจากรัฐ 4 ปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-regional-conference-on-teachers-and-equitable-education-all-for-education-in-southeast-asia/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Nov 2021 07:39:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ดาโต๊ะ ดร.ฮาจิ อัซฮาร์ ฮาจิ อามัด]]></category>
		<category><![CDATA[น่วมคำ ชาทาบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[ลี ยัน เคิง]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.นาซีราห์ อับดุลลาห์ ทีโอ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.คานน์ พูที]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์ฮวน มิเกล ลูซ]]></category>
		<category><![CDATA[งานประชุมวิชาการระดับภูมิภาคเพื่อครูและความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=47717</guid>

					<description><![CDATA[<p>“งานประชุมวิชาการระดับภูมิภาคเพื่อครูและความเสมอภาคทางก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-regional-conference-on-teachers-and-equitable-education-all-for-education-in-southeast-asia/">เทคโนโลยี ฐานข้อมูลที่ดี พัฒนาศักยภาพของครู การสนับสนุนจากรัฐ 4 ปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“งานประชุมวิชาการระดับภูมิภาคเพื่อครูและความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="1-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2">ประเทศไทย</h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-476c27"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/11-ดร-กฤษณพงศ์-ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร</strong><br><strong>ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี</strong><br><strong>และที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong></p>



<p>ดร.กฤษณพงศ์กล่าวถึงจุดเริ่มต้นและทิศทางการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า การศึกษาเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและเป็นประโยชน์สาธารณะ&nbsp;</p>



<p>เส้นทางของ “การศึกษาเพื่อปวงชน” สู่ “ปวงชนเพื่อการศึกษา” เริ่มขึ้นต้นในปี 2533 ในประเทศไทย ณ งานประชุมระดับโลกเรื่องการศึกษาเพื่อปวงชนที่ประเทศไทย&nbsp;</p>



<p>30 ปีต่อมาในปี 2563 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ร่วมกับมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ยูนิเซฟ ยูเนสโก และองค์การช่วยเหลือเด็ก ได้จัดงานประชุมออนไลน์วิชาการนานาชาติเพื่อแสดงความเสมอภาคทางการศึกษาครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “ปวงชนเพื่อการศึกษา” เพื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในสามทศวรรษที่ผ่านมานี้ และระบุสิ่งที่ต้องทำเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการศึกษาที่ครอบคลุมและเท่าเทียมภายในปี 2573 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้เกือบ 2,500 คนจาก 79 ประเทศทั่วโลก</p>



<p>“ทุกภาคส่วนได้ระบุว่าปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ในการสร้างความมั่นใจด้านการเรียนที่มีคุณภาพคือ “ครู” เนื่องจากครูเป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลง และมีบทบาทในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา แต่กลับถูกลดบทบาทและไม่ได้รับการสนับสนุนให้ส่งเสริมการศึกษาอย่างเสมอภาค” ดร.กฤษณพงศ์กล่าว</p>



<p>ดร.กฤษณพงศ์ชี้ว่าโควิด-19 ทำให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้น จึงต้องมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติเชิงนวัตกรรมเพื่อช่วยลดช่องว่างดังกล่าว ในขณะเดียวกันก็ถือเป็นโอกาสที่จะตั้งค่าการศึกษาใหม่ ปรับวิธีคิดเพื่อให้เด็กและเยาวชนกลับคืนสู่สภาพการเรียนรู้ปกติ รับมือกับการสูญเสียทักษะ ทั้งยังต้องจัดให้มีทักษะจำเป็นเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน ชุมชน พร้อมเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถสำหรับประเทศของตนเอง และเป็นพลเมืองโลกที่มีความรับผิดชอบ&nbsp;</p>



<p><strong>“การลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำนี้ สามารถทำได้โดยการสนับสนุนครู เพราะครูมีความสำคัญต่อ New Normal ของการสอนและการเรียนรู้ อีกทั้งเราต้องการครูที่มีคุณภาพ สามารถมองเห็นความต้องการของนักเรียน ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และทุ่มสุดตัวเพื่อนักเรียน ซึ่งเป็นลักษณะของผู้ที่ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีในช่วงปลายปีที่ผ่านมา”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="2-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B9%8C">สาธารณรัฐฟิลิปปินส์</h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a1e165"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/05-ฮวน-มิเกล-ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ศาสตราจารย์ฮวน มิเกล ลูซ</strong><br><strong>นักวิเคราะห์นโยบายและอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ</strong></p>



<p>กล่าวว่า มีการให้คำนิยาม “ความเสมอภาคทางการศึกษา” ซึ่งมีเรื่องน่าเป็นห่วง 7 ประการดังนี้</p>



<p>1. การขยายการเข้าถึง (Expanding access)<br>2. การนับรวมกลุ่มทุกคนและความเสมอภาค (Inclusion and equality)<br>3. ความเท่าเทียมทางเพศ (Gender equality)<br>4. การศึกษาที่มีคุณภาพ (Quality education)<br>5. โอกาสในการเรียนรู้อย่างยั่งยืน (Lifelong learning opportunities)<br>6. เด็กในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง (Children in conflict areas and difficult situations)<br>7. สถานการณ์ยากลำบากและความปรารถนาในระดับโลก (Global aspirations: Increased public spending for (basis) education)</p>



<p>จากข้อมูลพบว่าครูต้องต่อสู้กับอุปสรรคและความท้าทายของระบบการศึกษา ดังต่อไปนี้</p>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">1. ความสามารถในการเข้าถึง</span></strong> ครูจากประเทศมาเลเซียที่ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีกล่าวว่า ประชาชนยากจนที่สุด 40% สามารถเข้าถึงทรัพยากรการศึกษาได้น้อยกว่าคนรวยถึง 20% เงินบริจาคจึงมีส่วนสำคัญในการทำให้ระบบการศึกษาดีขึ้น&nbsp;</p>



<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>2. คุณภาพของครู</strong>&nbsp;</span> ในประเทศบรูไน ครูจำนวนมากไม่ได้รับการอบรมเรื่องการดูแลเด็กพิการ ส่วนประเทศมาเลเซีย พบว่าครูจำนวนมากไม่อยากสอนในพื้นที่ห่างไกล</p>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">3. บรรยากาศในห้องเรียน</span> </strong>&nbsp;เนื่องจากโรงเรียนพยายามรับเด็กให้ได้เยอะที่สุด ห้องเรียนจึงต้องมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ยากที่ครูจะสนใจเด็กได้อย่างทั่วถึง ในขณะเดียวกันครูเองก็ต้องพยายามปรับวิธีการสอนให้ตรงกับความต้องการที่หลากหลายของเด็ก</p>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">4. สถานการณ์ของผู้เรียน</span> </strong>นักเรียนในห้องมีความสามารถหรือพื้นฐานที่ต่างระดับกัน ทำให้ไม่สามารถใช้วิธีการสอนแบบดั้งเดิมได้ และเป็นเรื่องยากที่จะสอนเด็กพื้นฐานอ่อนหรือเด็กพิเศษ ด้วยวิธีเดียวกับเด็กทั่วไป&nbsp;</p>



<p><strong><span style="text-decoration: underline;">5. สถานการณ์ของครอบครัว</span></strong> วิกฤตครอบครัวทำให้เด็กไม่สามารถไปเรียนอย่างสม่ำเสมอได้ หรือหากไปเรียนก็ไม่สามารถตั้งใจเรียนได้</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่ทำให้ครูและนักเรียนบางคนไม่สามารถซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนได้ โดยเฉพาะการเรียนรู้ระยะไกลหรือการเรียนรู้แบบผสมผสาน ทั้งชนชั้นทางสังคมที่ทำให้ความช่วยเหลือกระจายอย่างไม่ทั่วถึง เช่น เด็กในเมืองใหญ่ได้รับเงินบริจาคมากกว่าเด็กในชนบท เป็นต้น</p>



<p></p>



<p><strong>“ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับว่าเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายและแตกต่างกันด้านรายได้ โดยจะเห็นชัดเจนว่าประเทศที่มีรายได้สูงจะสามารถบรรลุการพัฒนาเป้าหมายที่ยั่งยืน (SDG) ได้ง่ายมาก ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ยังประสบปัญหาหรือพบกับความท้าทายอยู่ สถานการณ์ของความเสมอภาคทางการศึกษาจึงแปรผันตรงกับรายได้ของประเทศด้วย”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="3-%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2">ราชอาณาจักรกัมพูชา</h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8283ef"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/06-คานน์-ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ดร.คานน์ พูที</strong><br><strong>ผู้อำนวยการกรมการศึกษา (ประถมศึกษา) กระทรวงศึกษาธิการ เยาวชน และกีฬา</strong></p>



<p>กล่าวว่า ประเทศกัมพูชามีการปิดและเปิดโรงเรียนหลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลายระลอก ในช่วงที่ปิดโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ เยาวชนและกีฬา ได้เร่งนโยบายเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษาในกัมพูชา&nbsp;</p>



<p>มีการพัฒนาเนื้อหาการสอนออนไลน์ เครื่องมือสำหรับการศึกษาทางไกล และจัดทำวิดีโอกว่า 5,000 เรื่อง ตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึง ม.6 ในภาษาที่หลากหลาย เพื่อให้นักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ พร้อมได้ช่วยเหลือนักเรียนกว่า 2,000 คน ที่ไม่สามารถเข้าเรียนออนไลน์ได้ มีการจัดการเรียนแบบกลุ่มเล็กผ่านเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึงดร. คานน์ยังกล่าวถึงประเด็นการพัฒนาอาชีพครูไว้ว่า<strong> “ครูเป็นตัวแปรสำคัญของการศึกษา ดังนั้นจึงต้องมีการอบรมครูเพื่อให้ครูสามารถปรับการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กด้วยเช่นกัน”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="4-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%84%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A1">ประเทศเนการาบรูไนดารุสซาลาม</h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7d603f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/07-นาซีราห์-ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ดร.นาซีราห์ อับดุลลาห์ ทีโอ</strong><br><strong>หัวหน้าฝ่ายวิจัยและวางแผน สำนักยุทธศาสตร์ การพัฒนาและการวิจัย กระทรวงศึกษาธิการ</strong></p>



<p>กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานการเข้าถึงเทคโนโลยีส่งผลให้เด็กมีข้อจำกัดทางการศึกษา และยังชี้ว่าหลายประเทศเผชิญกับการต้องปิดโรงเรียนและเปลี่ยนไปเรียนที่บ้านเป็นหลักเช่นเดียวกับประเทศบรูไน ซึ่งทำให้ครูและนักเรียนต้องใช้แพลตฟอร์มที่ต่างจากการเรียนปกติ โดยเฉพาะการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ จากการระบาดในรอบแรก พบว่าครูกว่า 54% ยังไม่พร้อมที่จะใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการสอน และมีอีก 31% โดยประมาณที่บอกว่าการสอนออนไลน์นั้นง่าย อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่พบว่าครูไม่สามารถทำให้นักเรียนปฏิบัติตามที่ตนต้องการได้ ทั้งนี้ยังพบว่าเด็กนักเรียนไม่มีอุปกรณ์ในการเรียนออนไลน์ ยังไม่รวมถึงปัญหาเด็กพิเศษที่ต้องการรูปแบบการเรียนที่ต่างออกไป ในขณะเดียวกันข้อจำกัดของบ้านที่อาจมีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะต่อการเรียนก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง&nbsp;</p>



<p>&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong><strong> </strong><strong>“เรื่องความเท่าเทียมและความเสมอภาคทางการศึกษาเริ่มเข้ามาเป็นศูนย์กลางความสนใจของกระทรวงศึกษาธิการของบรูไน และถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ของกระทรวง ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบในภาพรวม ที่ทำให้แน่ใจว่าสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ เมื่อโควิด-19 ระบาด คำมั่นสัญญาที่จะมอบความเท่าเทียมและความเสมอภาคทางการศึกษาได้ถูกทดสอบอย่างแท้จริง”&nbsp;</strong></p>



<p>สำหรับประเทศกัมพูชาและบรูไนได้มีมาตรการรองรับสำหรับโรงเรียน ครู และนักเรียน ให้สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ด้วยการสนับสนุนทั้งอุปกรณ์ การให้ความรู้ และพัฒนาระบบแหล่งเรียนรู้ เช่น รัฐบาลกัมพูชาสนับสนุนการตั้งศูนย์เก็บข้อมูลความรู้ออนไลน์และดิจิทัลคอนเทนต์ มีการพัฒนาแอปพลิเคชันของกระทรวงศึกษาธิการ อัปโหลดเนื้อหาการเรียนออนไลน์ลงใน Facebook และ YouTube นอกจากนี้ยังผลักดันให้ครูได้ฉีดวัคซีนครบสองหรือสามเข็ม และนักเรียนในวัย 12-17 ปี ได้รับการฉีดวัคซีนกว่า 90% กระทรวงศึกษาธิการยังร่วมมือกับภาคีเครือข่ายส่งมอบชุดการเรียนรู้ (home-learning package) ให้เด็กนักเรียนชั้น ป.1-ป.2 กว่า 750,000 คน&nbsp;</p>



<p>ด้านกระทรวงศึกษาธิการของประเทศบรูไน ก็ได้จัดส่งอาหารและชุดอุปกรณ์การเรียนทางไกลให้กับนักเรียนยากไร้ และปรับเปลี่ยนแหล่งเรียนรู้และสื่อการสอนให้เหมาะสมกับนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ นอกจากนั้นยังมีการจัดการสอนผ่านโทรทัศน์และอัปโหลดเนื้อหาต่างๆ ลงในแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งยังประเมินความสามารถของครูและฝึกอบรมให้พร้อมสำหรับความเปลี่ยนแปลงอีกด้วย&nbsp;</p>



<p>ในช่วงระบาดของโควิด-19 นั้น มีหลายสิ่งที่ทำให้ประเทศบรูไนต้องให้ความสำคัญกับฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถวางแผนเป้าหมายเพื่อการศึกษาที่เป็นไปตามมาตรฐานที่วางไว้ได้ เช่น อัตราการเรียนการสอน การศึกษา การอ่านเขียนต่างๆ นอกจากนี้ยังมีฐานข้อมูลนักเรียนด้อยโอกาสทั่วประเทศเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="5-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2">ประเทศมาเลเซีย</h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f87ecc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/08-ฮาจิ-ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ดาโต๊ะ ดร.ฮาจิ อัซฮาร์ ฮาจิ อามัด </strong><br><strong>ผู้อำนวยการกองวิชาชีพครู กระทรวงศึกษาธิการ</strong></p>



<p><strong>“ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ครูได้รับความท้าทายเป็นอย่างมากในการจัดการสอนสำหรับนักเรียนที่มีพื้นฐานและภูมิภาคแตกต่างกัน ดังนั้นทางรัฐบาลมาเลเซียจึงพัฒนาบทเรียนที่มีบ้านเป็นศูนย์กลาง (Home-based learning) เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนทุกคนยังสามารถเข้าถึงการศึกษาต่อไปได้ โดยเน้นให้บ้านเป็นแหล่งเรียนรู้ โดยอ้างอิงจากความเหมาะสมและความสะดวกสบายของครูและนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นทางออนไลน์ ออฟไลน์ หรือนอกสถานที่ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับครูในการถ่ายทอดบทเรียน นอกจากนี้ยังมีการแจกแล็ปท็อปแก่นักเรียนยากจนและอยู่ในพื้นที่ห่างไกล”&nbsp;</strong></p>



<p>สำหรับนักเรียนกลุ่มชนพื้นเมืองในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ทางกระทรวงศึกษาธิการจึงร่วมมือกับผู้นำชุมชนในการรวบรวมอุปกรณ์เกี่ยวกับการศึกษาสำหรับเด็กและส่งให้กับครูในโรงเรียน จึงทำให้แน่ใจว่าเด็กๆ จะได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะขาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอินเทอร์เน็ต&nbsp;</p>



<p>อีกปัญหาใหญ่สำหรับประเทศมาเลเซียคือความเหลื่อมล้ำทางเพศ เนื่องจากเด็กผู้ชายจากครอบครัวยากจนต้องออกจากโรงเรียนกลางคันเพื่อทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินโครงการต่างๆ ร่วมกับภาคส่วนท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษาของนักเรียนชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียมัธยม&nbsp;</p>



<p>ดร.ฮาจิแบ่งบันประสบการณ์การดึงความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบทห่างไกล โดยทางชุมชนได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการคอยส่งการบ้านที่นักเรียนทำไปให้ครู ในบางพื้นที่มีการจัดการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ และการเรียนรู้นอกห้องเรียนเพื่อให้ผู้เรียนและผู้สอนสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="6-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%8C">สาธารณรัฐสิงคโปร์</h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ee7741"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/09-ลี-ยัน-เคิง-ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>นายลี ยัน เคิง</strong><br><strong>ผู้อำนวยการสาขาการพัฒนาวิชาชีพ สถาบันครูแห่งสิงคโปร์</strong></p>



<p>กล่าวว่า ประเทศสิงคโปร์ใช้หลักการเรียนรู้แบบยั่งยืน (Learn for Life Agenda) ซึ่งได้แก่การปรับปรุงหลักสูตรอย่างสม่ำเสมอ ให้การศึกษาที่หลากหลาย พัฒนาคุณภาพในระดับปฐมวัย รวมทั้งสนับสนุนครูให้มีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อให้แน่ใจว่าครูมีความพร้อมสำหรับอนาคตอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้จะต่อยอดไปสู่วิธีสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งแบ่งเป็น 4 ข้อ ดังนี้</p>



<p>1. การขยายคำนิยามของคำว่าประสบความสำเร็จให้กว้างกว่ามิติทางการศึกษา<br>2. การขยายทางเลือกทางการศึกษา<br>3. การศึกษาปฐมวัยและการดูแลเด็กปฐมวัยที่ครอบคลุม<br>4.ระบบคุ้มครองการเลื่อนชั้นทางสังคมและการสร้างความเข้มแข็งของระบบสนับสนุนนักเรียนที่ด้อยโอกาส&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีการยกระดับนักเรียนในการใช้ชีวิตและการสร้างแรงบันดาลใจให้ครอบครัว เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่นักเรียนที่มีภูมิหลังยากลำบาก ให้พวกเขาสามารถไปถึงศักยภาพสูงสุดได้ ซึ่งต้องอาศัยความพยายามร่วมกันระหว่างหลายโรงเรียน ภาคส่วนต่างๆ และส่วนร่วมจากชุมชน โดยเชื่อว่าการเรียนรู้แบบยั่งยืนจะสามารถทำให้นักเรียนดูแลตัวเองได้และพร้อมรับมือกับอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต</p>



<p>การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การผลักดันความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนและมีความสำคัญมากขึ้น ทางรัฐบาลพยายามทำให้การเปิดเรียนเป็นไปด้วยความปลอดภัยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้การเรียนดำเนินต่อไปโดยไม่ขาดตอน นอกเหนือจากโครงการช่วยเหลือทางการเงินที่มีอยู่แล้ว ยังมีการสนับสนุนเพิ่มเติมด้านอาหารและส่วนลดของการขนส่ง รวมถึงการเยียวยาชั่วคราวได้ถูกมอบให้แก่นักเรียนด้อยโอกาส&nbsp;</p>



<p><strong>“การระบาดครั้งนี้ตอกย้ำถึงความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลซึ่งพบในหลายประเทศ รวมถึงประเทศสิงคโปร์ด้วย เราได้มีการเพิ่มบทบัญญัติกฎหมายเพื่อลดช่องว่างนั้น โดยมอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้กับนักเรียนด้อยโอกาส ด้านครูเองก็ได้รับการเตีรยมความพร้อมสำหรับการควบคุมการเรียนการสอนด้วยเช่นกัน”&nbsp;</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading" id="7-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A7">สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว</h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fa1708"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/10-น่วมคำ-ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>นางน่วมคำ ชาทาบุรี</strong><br><strong>รองอธิบดีกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ</strong></p>



<p>กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาการศึกษาและกีฬา ซึ่งสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการพยายามของรัฐบาลในการรักษาความเสมอภาคการทางศึกษาในวิกฤตครั้งนี้ คือการให้ความสำคัญกับการขยายขอบเขตเครื่องมือการประเมินในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน รวมถึงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและสิ่งแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ นอกจากนี้ยังมีการสร้างความพร้อมให้บุคลากรและขยายชั้นเรียนเพิ่ม พัฒนาหลักสูตร ส่งมอบหนังสือและคู่มือสำหรับครูให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศ&nbsp;</p>



<p>“แม้เราจะพยายามแก้ไขเยียวยา แต่ช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังเป็นปัญหาสำคัญ สถานการณ์ของเราก็เหมือนประเทศอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่ทำให้การดำเนินงานหลายอย่างยังไม่สามารถทำได้ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาและความท้าทายตามมาอีกมาก ทั้งนี้ยังพบว่าในปี 2563-2564 มีนักเรียนหลุดจากระบบการศึกษาในระดับประถมและมัธยมเพิ่มมากขึ้น นักเรียนส่วนใหญ่ที่ออกจากระบบการศึกษาเป็นนักเรียนชายที่ต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัว”&nbsp;</p>



<p>สปป.ลาวยังพบปัญหาคล้ายกับประเทศอื่นๆ นั่นคือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีในระหว่างการเรียนการสอนที่บ้าน เมื่อเปิดเรียนตามปกติก็พบว่าเด็กมีปัญหาเรื่องภาวะถดถอยทางความรู้ ซึ่งทางรัฐบาลเองก็ได้พัฒนานโยบายการเรียนการสอนในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยการปรับหลักสูตรให้ปฏิทินการศึกษาสั้นลงเหลือ 80% และใช้เฉพาะบทเรียนหลักในการสอน เพื่อทำให้เนื้อหามีความเข้มข้น ใช้เวลาน้อยลง และทำให้ผู้เรียนทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม&nbsp;</p>



<p><strong>“ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้น เรามีการจัดรูปแบบการเรียนการสอนอย่างหลากหลายเพื่อให้ทางโรงเรียนสามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้รูปแบบใด ทั้งยังมีการหารือร่วมกับจังหวัด อำเภอ และโรงเรียน เพื่อเฟ้นหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุดกับนักเรียนในท้องถิ่น โดยเฉพาะนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล”&nbsp;</strong></p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>เรียบเรียงจาก </strong><a href="https://www.facebook.com/EEFthailand/videos/613706383092410" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://www.facebook.com/EEFthailand/videos/613706383092410"><strong>การถ่ายทอดสด</strong> <strong>“งานประชุมวิชาการระดับภูมิภาคเพื่อครูและความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” </strong></a></p>



<p><strong>วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม 2564 </strong><br><strong>ถ่ายทอดสดผ่านทาง <a href="https://www.facebook.com/EEFthailand" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://www.facebook.com/EEFthailand">Facebook Page กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</a></strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-regional-conference-on-teachers-and-equitable-education-all-for-education-in-southeast-asia/">เทคโนโลยี ฐานข้อมูลที่ดี พัฒนาศักยภาพของครู การสนับสนุนจากรัฐ 4 ปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4 สุดยอดครูจาก 11 ประเทศในอาเซียนและติมอร์-เลสเต และการประชุมวิชาการระดับภูมิภาคเพื่อครูและความเสมอภาคทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-291021/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 Oct 2021 12:59:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร]]></category>
		<category><![CDATA[สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี]]></category>
		<category><![CDATA[การประชุมวิชาการระดับภูมิภาคเพื่อครูและความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษา ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้]]></category>
		<category><![CDATA[ตรีนุช เทียนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=47052</guid>

					<description><![CDATA[<p>พิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4 สุด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-291021/">พิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4 สุดยอดครูจาก 11 ประเทศในอาเซียนและติมอร์-เลสเต และการประชุมวิชาการระดับภูมิภาคเพื่อครูและความเสมอภาคทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>พิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4 สุดยอดครูจาก 11 ประเทศในอาเซียนและติมอร์-เลสเต และการประชุมวิชาการระดับภูมิภาคเพื่อครูและความเสมอภาคทางการศึกษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงย้ำถึงความสำคัญของบทบาทของครูที่ต้องเผชิญความท้าทายในการสร้างการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19</strong></p>



<p>เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2564 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4 ปี 2564 และพระราชทานปาฐกถาพิเศษ เนื่องในการประชุมวิชาการระดับภูมิภาค เพื่อครูและความเสมอภาคทางการศึกษา ในหัวข้อ “การทรงงานในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) และการพัฒนาครูและสถานศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ซึ่งเป็นการประชุมในรูปแบบผสมผสานทางออนไลน์และการเชื่อมสัญญาณ ณ วังสระปทุม โรงแรมสยามเคมปินสกี สถานทูตไทยประจำประเทศต่างๆ ในอาเซียนและติมอร์-เลสเต และศูนย์ราชการจังหวัดพังงา&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-24f5e0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/03-การทรงงานในการสร้างโอกาส_B.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสเนื่องในพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4 ปี 2564</strong> ว่า ขอแสดงความยินดีกับครูผู้ได้รับรางวัล ซึ่งคือครูผู้อุทิศตนที่ช่วยในการพัฒนาเด็กเยาวชนเพื่อให้ประเทศและภูมิภาคเรามีอนาคตที่ดีขึ้น และรู้สึกดีใจที่พิธีพระราชทานรางวัลในครั้งนี้จัดขึ้นพร้อมกับการประชุมวิชาการระดับภูมิภาค ที่เน้นบทบาทที่สำคัญของครูที่จะสร้างการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งการพัฒนาคนรุ่นใหม่จะเป็นจริงได้อยู่ที่ครู เพราะ<strong>ครูต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ช่วยให้เกิดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) แต่ครูยังเป็นปัจจัยสำคัญทำให้นักเรียนมีความพร้อมสำหรับอนาคต </strong>ทุกวันนี้ครูได้รับผิดชอบในการปรับตัวตามสถานการณ์ New Normal โดยครูต้องพยายามอย่างยิ่งเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และมีสุขภาพความเป็นอยู่ที่ดี&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปาฐกถาพิเศษเนื่องในการประชุมวิชาการระดับภูมิภาคเพื่อครูและความเสมอภาคทางการศึกษา ในหัวข้อ การทรงงานในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) และการพัฒนาครูและสถานศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-738ac3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/03-การทรงงานในการสร้างโอกาส-12.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในสถานการณ์โควิด-19 พวกเราควรพยายามให้ความมั่นใจได้ว่านักเรียนมีสุขภาพที่ดีและปลอดภัย ในสถานการณ์เช่นนี้ นักเรียนสามารถเรียนทางออนไลน์ แต่อาจไม่สะดวก โดยเฉพาะนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล จึงอยากแลกเปลี่ยนกรณีองค์กรภาคประชาสังคมที่สามารถทำอะไรได้บ้าง เช่น การจัดหาถุงยังชีพในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคกลาง เดิมเป็นอุปกรณ์ยังชีพ จึงมีแนวคิดว่าน่าจะมีแบบฝึกหัด อุปกรณ์การเรียนให้กับนักเรียน ซึ่งเรียกว่า ถุงยังชีพเพื่อการศึกษา โดยมีครู อาสาสมัคร และพระ นำของเหล่านี้ให้กับนักเรียนที่บ้าน ในสถานการณ์โควิด-19 ข้าพเจ้าได้เพิ่มหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ แบบฝึกหัด สมุดให้กับนักเรียน รวมถึงการใช้ศาลากลางเปรียญเป็นศูนย์กลางกระจายอาหารเพื่อให้ครอบครัวไปรับ ในความคิดของข้าพเจ้า นักเรียนต้องได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ และได้รับสารไอโอดีนและธาตุเหล็กเพื่อดูแลสุขภาพในทุกช่วงวัย นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียในการพัฒนาการศึกษา&nbsp;</p>



<p>“แม้จะมีสถานการณ์โควิด แต่ชีวิตต้องดำเนินต่อไป และหลังจากสถานการณ์โควิด ชีวิตอาจจะไม่เหมือนเดิม ไม่เฉพาะนักเรียนเท่านั้น แต่รวมถึงประชาชนควรจะต้องศึกษาหาความรู้และทักษะใหม่ๆ ในการประกอบการอาชีพ และในการศึกษาในยุค New Normal ข้าพเจ้าสังเกตว่ามีนวัตกรรมการเรียนรู้แบบใหม่เข้ามา หากเรายังไม่สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ เราควรใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมเหล่านี้ สิ่งสำคัญคือเราควรจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ และเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เราสร้างและประดิษฐ์ และจะใช้นวัตกรรมเหล่านั้นเพื่อพัฒนาสังคมต่อไป ที่สำคัญคือการหาวิธีเพื่อรักษาตัวเองและผู้อื่นให้ปลอดภัยจากโควิด-19 เราต้องปกป้องตนเองและผู้อื่น”&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a724ed"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/05-พิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)</strong> กล่าวว่า การศึกษาทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวงจากสถานการณ์โควิด-19 และโรงเรียนต้องมีวิธีการจัดการในรูปแบบใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป จึงมีการนำวิธีการเรียนการสอน อาทิ ทางออนแอร์ผ่านมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ทางออนไลน์ ออนไซท์ในห้องเรียน ออนดีมานด์ เรียนผ่านระบบแอปพลิเคชัน และออนแฮนด์ซึ่งครูผู้สอนจะไปแจกเอกสารการเรียนให้แก่นักเรียนที่บ้าน</p>



<p>ทั้งนี้เราไม่อาจปล่อยให้โรงเรียนปิดต่อไปได้อีก กระทรวงศึกษาธิการได้วางแผนที่จะเปิดเรียนเต็มรูปแบบในเดือนพฤศจิกายน และได้มีการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้นักเรียนชั้นมัธยมปลายและครูทั่วประเทศแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมให้เปิดเรียนได้อย่างปลอดภัย พร้อมการพัฒนาครูผู้สอนให้มีทักษะจำเป็นในการบรรลุศักยภาพสูงสุด ซึ่งเราเชื่อว่าครูคือหัวใจในการฟื้นฟูระบบการศึกษาและมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3fe199"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/05-พิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี </strong>กล่าวว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีเป็นรางวัลเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติครูผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์ และมีคุณประโยชน์ต่อการศึกษาในประเทศอาเซียนและติมอร์-เลสเต รวม 11 ประเทศ ประเทศละ 1 รางวัล โดยจัดมอบรางวัลในทุก 2 ปี และเพื่อถวายเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เจ้าฟ้านักการศึกษา โดยรางวัลประกอบด้วยเหรียญรางวัล ประกาศนียบัตร โล่ เข็มเชิดชูเกียรติทองคำ และเงินรางวัล รางวัลละ 10,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ จาก 11 ประเทศ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง&nbsp;</p>



<p></p>



<p>ดร.กฤษณพงศ์กล่าวว่า สำหรับครูผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2564 มีประวัติที่น่าสนใจดังนี้&nbsp;</p>



<ol><li><strong>บรูไนดารุสซาลาม เปองีรัน ฮาจี โมฮัมหมัด วาฮับ บิน เปองีรัน ฮาจี อับดุลละฮ์ </strong>เป็นอาจารย์สอนด้านการโรงแรมและการทำอาหาร วิทยาลัยด้านการโรงแรมและการท่องเที่ยว วิทยาเขตไอบีทีอี สุลต่านไซฟุล ไรจัล (IBTE Sultan Saiful Rijal Campus) งานร้านอาหาร การจัดเลี้ยง และการประกอบอาหารอย่างสร้างสรรค์</li><li><strong>กัมพูชา นายณอน ดารี </strong>สอนระดับประถมศึกษาที่โรงเรียน Quach Mengly Toulbeng จังหวัด Kampong Cham ผู้ริเริ่มประยุกต์ใช้การบูรณาการเรียนการสอนหลากหลายวิธีการ เพื่อมุ่งช่วยให้นักเรียนได้รับความรู้และทักษะสำคัญที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และเน้นแนวทางการสอนโดยให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง</li><li><strong>อินโดนีเซีย น.ส.คอรีอิยะฮ์ </strong>สอนวิชาวิทยาศาสตร์ โรงเรียนประถมศึกษา SMP Negeri 32 Bandar Lampung จังหวัดลำปุง นับเป็นครูผู้โดดเด่นด้านการสอนวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดการระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ที่ครูได้จัดการผลิตสิ่งพิมพ์ด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์และเครื่องมือการเรียนรู้มากมายสำหรับโรงเรียนในอินโดนีเซีย</li><li><strong>สปป. ลาว </strong>นางแสงเพ็ด คูนปะเสิด หัวหน้าสาขาวิชาฟิสิกส์แห่งโรงเรียนมัธยมสมบูรณ์เทศบาลแขวงอุดมไซ ร่วมพัฒนาหลักสูตรการสอนวิชาฟิสิกส์สำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และเผยแพร่สื่อให้กับโรงเรียนอีก 14 โรง ในแขวงอุดมไซ รวมทั้งเป็นวิทยากรระดับจังหวัดในวิชาวิทยาศาสตร์และมีงานเขียนเอกสารทางวิชาการมากมาย</li><li><strong>เมียนมา นายจอร์ ซิน ออง </strong>ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษ โรงเรียนมัธยมศึกษา Basic Education High School หมายเลข 8 ที่เมืองล่าเสี้ยว (Lahio) ทางตอนเหนือของรัฐฉาน ครูผู้เป็นแบบอย่างและใช้การเรียนรู้จากประสบการณ์ร่วมกับนักเรียน เพื่อช่วยให้นักเรียนเรียนภาษาอังกฤษได้อย่างเข้าใจและสนุก</li><li><strong>มาเลเซีย นายโนร์ฮาอิลมี อับดุล มูตาลิบ </strong>ครูสอนวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนมัธยมศึกษา SMK Jerlun ในรัฐเคดาห์ ผู้เป็นต้นแบบขยายประสบการณ์การสอนอย่างสร้างสรรค์ในวิชาสะเต็มศึกษา ระดับประเทศ และแนวทางการเรียนรู้สำหรับศตวรรษที่ 21 ทั้งยังบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและเครือข่ายสังคมออนไลน์มาประยุกต์ใช้กับการสอนของตนเอง</li><li><strong>ฟิลิปปินส์ นายมาเซโล ที โอทินเควท </strong>ครูใหญ่ของโรงเรียน Governor Bado Dangwa Agro-Industrial School ในเมืองกะพันกัน (Kapangan) จังหวัดเบงเก็ต (Benguet) ผู้ดำเนินชีวิตภายใต้ปรัชญา &#8220;ชีวิตคือการให้บริการ&#8221; เป็นผู้นำในการริเริ่มโครงการพัฒนาโรงเรียนและชุมชนต่างๆ เพื่อช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่</li><li><strong>สิงคโปร์ นายหยก จูน เม็ง </strong>หัวหน้าภาควิชาภาษาอังกฤษและสังคม โรงเรียนประถมศึกษาหยูเหิง โดยนำ ICT เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ บูรณาการการคิดและวิเคราะห์ การใช้ Coding และมีการทำแผนภาพการใช้ ICT บูรณาการกับโครงการต่างๆ ของโรงเรียน</li><li><strong>เวียดนาม น.ส.ฮ่า หัน เฟื่อง </strong>ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษที่โรงเรียนมัธยมศึกษา Huong Can จังหวัด Phu Tho พัฒนาการเรียนการสอนแบบห้องเรียนไร้พรมแดนให้เด็กนักเรียนบนพื้นที่สูงและเด็กชนเผ่า และบูรณาการวิชาภาษาอังกฤษเข้าไปในการเรียนการสอน เชื่อมโยงกับสังคมยุคใหม่ด้วยแนวคิดการเป็นพลเมืองโลก&nbsp;</li><li><strong>ประเทศไทย น.ส.ประทิน เลี่ยนจำรูญ </strong>ครูอาชีวศึกษาผู้สอนวิชาการตลาดและเศรษฐศาสตร์ ระดับ ปวช. วิทยาลัยเทคนิคพังงา จังหวัดพังงา มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านการเขียนแผนธุรกิจ เป็นที่ปรึกษาธุรกิจของผู้เรียนอาชีวศึกษา ได้รับรางวัลระดับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ “บางพัฒน์โฮมสเตย์” ที่ดำเนินการประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน&nbsp;</li><li><strong>ติมอร์-เลสเต นายวินเซ็นเต มาร์กัล ดา ซิลวา </strong>ครูใหญ่ของโรงเรียน Ensino Central Tirilolo Baucau ตลอดอาชีพการงานของครูใหญ่วินเซ็นเต ได้มีส่วนร่วมสำคัญในหลายโครงการที่ส่งเสริมการศึกษาในติมอร์-เลสเต</li></ol><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-291021/">พิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4 สุดยอดครูจาก 11 ประเทศในอาเซียนและติมอร์-เลสเต และการประชุมวิชาการระดับภูมิภาคเพื่อครูและความเสมอภาคทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ.ลงนามความร่วมมือกับ 7 สถาบันอุดมศึกษา เดินหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-sign-teachereef-3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Sep 2021 04:22:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรักษ์ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Self-directed learning]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.เกีรยรติสุดา ศรีสุข]]></category>
		<category><![CDATA[และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี]]></category>
		<category><![CDATA[ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น 3]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.สมบัติ โยธาทิพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=45956</guid>

					<description><![CDATA[<p>สร้างต้นแบบสถาบันผลิตครูคุณภาพรุ่นใหม่หัวใจรัก(ษ์)ถิ่น  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-sign-teachereef-3/">กสศ.ลงนามความร่วมมือกับ 7 สถาบันอุดมศึกษา เดินหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><strong>สร้างต้นแบบสถาบันผลิตครูคุณภาพรุ่นใหม่หัวใจรัก(ษ์)ถิ่น รองรับความเปลี่ยนแปลง ตอบโจทย์บริบทพื้นที่ ​เป็นนักพัฒนาทำงานร่วมกับชุมชน แก้ปัญหาการโยกย้ายและขาดแคลนครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล</strong></strong></p>



<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมสถาบันอุดมศึกษา 7 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ​ได้ร่วมลงนามความร่วมมือเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ปีการศึกษา 2565 ​ และร่วมรับฟังการชี้แจงผ่านระบบออนไลน์ ถึงกระบวนทัศน์การผลิตครูเพื่อพัฒนาชุมชน และแนวทางการทำงานเพื่อเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครู</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-159f7f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/1631637024562-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น</strong> กล่าวว่า กสศ.มุ่งมั่นให้โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา ที่นำไปสู่การพัฒนาครูของประเทศไทยอย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการผลิตครูจากศูนย์กลางไปสู่การผลิตครูที่สอดคล้องกับพื้นที่ เน้นไปที่ผู้เรียนกำกับตัวเอง (Self-Directed Learning) ครูต้องเปลี่ยนบทบาทการเป็นครูผู้สอนไปสู่การเน้นเป็น “ครูโค้ช” อำนวยความสะดวก จัดสภาพแวดล้อมให้เด็กได้ศึกษาสอดคล้องกับบริบทชุมชน ฐานทรัพยากร วัฒนธรรม นอกจากนี้ครูยังมีบทบาทมากกว่าผู้สอน แต่ต้องเป็นนักพัฒนาและนำการเปลี่ยนแปลงสู่ชุมชน ครูจึงต้องได้รับการบ่มเพาะสมรรถนะที่หลากหลาย เป็นครูคุณภาพที่ทำงานร่วมกับชุมชนได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d785cb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/12-กสศ.-ลงนามความร่วมมือ-05.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการ ฯ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สิ่งที่สำคัญคือ ครูต้องเป็นผู้รู้เท่าการเปลี่ยนการแปลง ต้องปรับตัวได้เร็ว ซึ่งเข้าใจว่าทั้ง 7 สถาบันกำลังออกแบบแผนการผลิตครูแบบใหม่ เพราะปัจจุบันเรามีการสูญเสียการเรียนรู้เยอะจากการสอนออนไลน์ เนื่องจากที่ผ่านมาเราไม่ได้เตรียมตัวออกแบบการเรียนรู้รองรับสถานการณ์ เช่น การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ผ่านมา ยิ่งเห็นความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" width="864" height="454" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-3.jpg" alt="" class="wp-image-23265" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-3.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-3-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-3-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/b-3-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></div>



<p></p>



<p>ในอนาคต โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นจะได้เตรียมความพร้อม ไม่ว่าในภาวะแบบไหน เด็กก็จะได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน รวมทั้งครูจะต้องเป็นครูของชุมชนที่มีการเรียนรู้ตลอดเวลา สถาบันการศึกษาต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการให้นักศึกษามีสมรรถนะออกแบบการเรียนรู้ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับบริบทพื้นที่ ชุมชน ทรัพยากร โดยต้องลงไปวิเคราะห์ศักยภาพ ครอบครัว ชุมชน ให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีบทบาทการจัดการเรียนรู้ร่วมกัน ท่ามกลางความท้าทายหลายประการ</p>



<p>เราเชื่อมั่นว่าสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการนี้จะผลิตและพัฒนาครูหัวใจเดียวกัน ที่จะดึงศักยภาพให้นักศึกษาจบมาเป็นครูที่ดี มีความสร้างสรรค์ มุ่งมั่นของชุมชน” รศ.ดร.ดารณีกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5e6a02"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/12-กสศ.-ลงนามความร่วมมือ-07.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการ<br>สำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครูและสถานศึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครูและสถานศึกษา กสศ.</strong> กล่าวว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2563 โดยมีที่มาจากโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจำเป็นต้องคงอยู่เพื่อโอกาสทางการศึกษาเด็กท้องถิ่น ไม่สามารถยุบควบรวมได้ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาคุณภาพครูควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาครูโยกย้ายบ่อย จึงคิดวิธีให้คนในท้องถิ่นมาเรียนเป็นครูเพื่อกลับไปทำงานในบ้านเกิดตัวเอง ลดปัญหาการย้ายออกและขาดแคลนในอนาคต</p>



<p>มี 3 องค์ประกอบที่สำคัญคือ 1. การให้โอกาสเด็กยากจนในพื้นที่ห่างไกลได้เรียนรวม 5 รุ่น 1,500 คน เพื่อไปบรรจุเป็นครูใน 1,500 โรงเรียน ​ 2. สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการเพื่อผลิตครูให้เป็นบัณฑิตและนักพัฒนาชุมชน รวมไปถึงการพัฒนาหลักสูตรเพื่อเป็นต้นแบบพัฒนาครูต่อไป และ 3. โรงเรียนปลายทางซึ่งจะต้องร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพตามบริบบทของชุมชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4d966b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/12-กสศ.-ลงนามความร่วมมือ-06-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากการดำเนินการที่ผ่านมา 2 รุ่น มีนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น 627 คน และ​รุ่นที่ 3 มีเพิ่มขึ้นอีก 240 คน ดังนั้น การร่วมลงนามความร่วมมือกับ 7 สถาบันในครั้งนี้จึงมีความสำคัญมาก ที่จะนำไปสู่กระบวนการคัดเลือกที่เป็นต้นทางสำคัญ ปัจจุบันโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นเดินหน้ามาสู่รุ่นที่ 3 เปรียบเหมือนเดินทางมาถึงกลางทางของต้นน้ำ คือการคัดเลือกสถาบันคุณภาพมาร่วมโครงการ ดำเนินการคัดเลือกน้อง ๆ ที่มีใจอยากเป็นครู เข้ามาเรียนและจบไปบรรจุเป็นครูที่โรงเรียน</p>



<p>สถาบันอุดมศึกษายังมีภารกิจต้องติดตามเพื่อพัฒนาต่ออีก 6 ปี ดังนั้นการทำงานหนึ่งรุ่นจึงใช้เวลา 11 ปี นับเป็นโครงการระยะยาว ที่จะต้องมีการออกแบบการบริหารจัดการ การทำงานวิจัยรองรับ ด้วยความเชื่อมั่นว่าทุกมหาวิทยาลัยจะเป็นสถาบันต้นแบบพัฒนาครูต่อไป ดังนั้นต้องขอขอบคุณทุกสถาบันที่มาร่วมแรงร่วมใจสร้างครูรุ่นใหม่หัวใจรัก(ษ์)ถิ่น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-90aa39"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/12-กสศ.-ลงนามความร่วมมือ-04.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong>กล่าวว่า อยากเห็นการพูดคุยของผู้บริหารสถาบันการศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์บ่อย ๆ เพราะโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เป็นโครงการระยะยาวประมาณ 11 ปี ต้องอาศัยความต่อเนื่องระดับนโยบายและความต่อเนื่องของข้อมูล นอกจากนี้ การทำงานของโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและการทำงานของ กสศ. ในโครงการอื่น ๆ เช่น โครงการ TSQP กว่า 700 โรงเรียน ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี 700 โรงเรียน และเครือข่ายอีก 11 ประเทศ​ ​อย่างไรก็ตาม ครูถือว่ามีความสำคัญในการศึกษา​อย่างมาก และนับเป็นตัวคูณที่สำคัญ เพราะครูคนหนึ่งสามารถสอนหนังสือเด็กได้หลายพันคน การเปลี่ยนแปลงจึงต้องเริ่มที่ครู ​นอกจากนี้อยากเน้นย้ำว่า ทุนที่ใช้ในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นเป็นเงินภาษีของประชาชน อยากให้ช่วยเน้นย้ำกับนักศึกษาที่ได้รับทุนว่า เงินทุกบากทุกสตางค์มาจากภาษีของประชาชน การใช้จ่ายต้องระมัดระวังและรู้คุณค่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-da883b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/09/12-กสศ.-ลงนามความร่วมมือ-03.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>เช่นเดียวกับศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช</strong> <strong>ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong>กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับ 7 สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งถือเป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านการผลิตครูสองชั้น ทั้งผลิตครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นและครูทั่วไป โดยการผลิตครูนั้นไม่ใช่แค่การสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยเพียงแค่​ 4 ปี แต่ต้องติดตามดูแลต่อเนื่อง เพราะจากที่ศึกษามาพบว่า กว่าจะเป็นครูที่เชี่ยวชาญ​ต้องใช้เวลา 5-7 ปี จึงต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเมื่อผ่าน 5-7 ปี แล้วพวกเขาก็ยังต้องพัฒนาตัวเองต่อเนื่องไปไม่มีที่สิ้นสุด รวมทั้งจากที่หลายสถาบันดำเนินการมาก่อนหน้านี้ มีประสบการณ์สอน การวัดผล และพบปัจจัยท้าทายมากมาย ตรงนี้น่าจะได้นำมาเป็นข้อมูล คิดหาทางปรับตัวในการผลิตครูต่อไป</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" width="864" height="454" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-3.jpg" alt="" class="wp-image-23262" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-3.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-3-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-3-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/c-3-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure></div>



<p></p>



<p><strong>ด้าน ผศ.ดร.สมบัติ โยธาทิพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา</strong> กล่าวว่า ในพื้นที่ห่างไกลมีปัญหาเรื่องครูโยกย้ายบ่อย พอผ่านไปสองปีสอบบรรจุได้ก็ย้ายออก ​โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นจะสามารถแก้ปัญหานี้ สร้างครูที่เป็นนักพัฒนา ทั้งวิชาการและจิตวิญญาณความเป็นครู อีกทั้งพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีคุณภาพการศึกษาต่ำที่สุดในประเทศไทย ถ้าผลิตครูด้วยกระบวนการปกติก็จะแก้ไขปัญหาไม่ได้ เช่น ในพื้นที่มีข้อจำกัดเรื่องเด็กพูดไทยไม่ได้ ก็ต้องเน้นการผลิตครูตามบริบทพื้นที่ ซึ่งจะช่วยยกระดับครูนักพัฒนาอย่างแท้จริง เพราะ​มีแต่การศึกษาเท่านั้นที่จะแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากจะมุ่งแก้ไขปัญหาแต่เพียงในมิติสังคม มิติเศรษฐกิจ ในขณะที่การศึกษายังไม่เข้มแข็ง ก็จะไม่สามารถแก้ไขได้ การศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญ</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A2.-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2_Photo-12.jpg" alt=""/></figure>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.เกีรยรติสุดา ศรีสุข คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</strong> กล่าวว่า การทำงานที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยได้ร่วมงานกับ กสศ. ในการผลิตครูตามความต้องการของชุมชน ตั้งแต่ระบบคัดเลือกที่จะได้เด็กที่มีความเหมาะสม โดยประสานความร่วมมือกับผู้นำชุมชน และให้คณาจารย์บูรณาการการลงพื้นที่เพื่อให้ได้ครูรุ่นใหม่ที่ไปทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนในพื้นที่ เน้นเรื่องอัตลักษณ์พื้นที่โดยใช้ข้อมูลจากบิ๊กดาต้า (big data) มาออกแบบการเรียนการสอน สร้างสมรรถนะชั้นสูง มีการออกแบบวิชาใหม่ๆ เพื่อให้เด็กได้รอบรู้ ซึ่งจะมีการออกแบบร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ แม้กระทั่งเภสัช ที่จะได้เรียนรู้เรื่องสมุนไพร สิ่งสำคัญคือ การติดอาวุธทางวิชาการและวิชาชีพให้ครูไปใช้งานได้จริง ส่วนใหญ่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลจะมีลักษณะครูไม่ครบชั้น ดังนั้นครูจะต้องสอนเด็กได้ทุกชั้น ทุกวิชา </p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-sign-teachereef-3/">กสศ.ลงนามความร่วมมือกับ 7 สถาบันอุดมศึกษา เดินหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
