<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ณัฐวุฒิ เผ่าทวี | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%93%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a7%e0%b8%b8%e0%b8%92%e0%b8%b4-%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b5/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 20 Mar 2025 09:35:21 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ณัฐวุฒิ เผ่าทวี | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Cyborg Generation: ฉายภาพอนาคตเทคโนโลยีเเละการเรียนรู้ของเด็กยุคเอไอกับ ‘พัทน์ ภัทรนุธาพร’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/cyborg-generation-ai-and-children-learning/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Feb 2025 09:33:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[cyborg generation]]></category>
		<category><![CDATA[พีพีพัทน์]]></category>
		<category><![CDATA[เอไอและความเป็นมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ของเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[พัทน์ ภัทรนุธาพร]]></category>
		<category><![CDATA[เอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐวุฒิ เผ่าทวี]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92184</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคสมัยแห่งเอไอ และมนุษย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/cyborg-generation-ai-and-children-learning/">Cyborg Generation: ฉายภาพอนาคตเทคโนโลยีเเละการเรียนรู้ของเด็กยุคเอไอกับ ‘พัทน์ ภัทรนุธาพร’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคสมัยแห่งเอไอ และมนุษย์ในรุ่นถัดไปกำลังจะกลายเป็น ‘Cyborg native’ หรือ ‘มนุษย์ไซบอร์ก’ ที่นำกระบวนการคิดออกมาปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยีภายนอกสมองมากขึ้น</p>



<p>แต่ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและปฏิสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับชีวิตมนุษย์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง คำถามมีอยู่ว่าเราจะอยู่ร่วมกับเอไออย่างไรไม่ให้สูญเสียความเป็นมนุษย์? เอไอควรมอบอะไรให้แก่เรา? ทิศทางการพัฒนาของมันควรเป็นไปด้วยจุดมุ่งหมายใด?</p>



<p>และถึงที่สุดแล้ว ในมิติส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กในอนาคต เอไอควรทำหน้าที่อย่างไร หรือมีความท้าทายแบบไหนรอเราอยู่?</p>



<p>วันโอวัน ชวน&nbsp;<strong>พีพี-พัทน์ ภัทรนุธาพร</strong>&nbsp;นักวิทยาศาสตร์จาก MIT Media Lab สนทนาว่าด้วยอนาคตของมนุษย์ เมื่อมีเอไอเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน พร้อมความเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม&nbsp;<strong>ณัฐวุฒิ เผ่าทวี</strong>&nbsp;และ&nbsp;<strong>กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ</strong>&nbsp;นักการศึกษาจากคณะก้าวหน้า</p>



<p><em>หมายเหตุ: ถอดความบางส่วนจาก&nbsp;<a href="https://www.the101.world/101-one-on-one-ep-355/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">101 One-on-One Ep.355: AI พัฒนาไปไกล การศึกษาเด็กไทยทำอะไรอยู่&nbsp;</a>เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568</em></p>



<figure class="wp-block-embed alignfull is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="AI พัฒนาไปไกล การศึกษาเด็กไทยทำอะไรอยู่ | พัทน์ ภัทรนุธาพร | 101 One-on-One EP.355" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/blTR-IWqPX8?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เอไอเพื่อ ‘Human Flourishing’ &nbsp;</strong></h2>



<p>ทุกวันนี้ เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมนุษย์อย่างแนบแน่น และการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีอย่าง ‘เอไอ’ นำมาสู่คำถามว่า ในอนาคต เอไอจะเข้ามาทดแทนมนุษย์ หรือกระทั่งลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้เหลือเพียงแค่ขีดความสามารถและประสิทธิภาพเช่นเดียวกับเครื่องจักรหรือไม่</p>



<p>สำหรับ&nbsp;<strong>พีพี-พัทน์ ภัทรนุธาพร</strong>&nbsp;โจทย์สำคัญในการพัฒนาเอไอเพื่อไม่ให้มนุษยชาติมุ่งไปสู่เส้นทางดังกล่าว คือจะออกแบบเทคโนโลยีอย่างไรให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และเอไอนำไปสู่ ‘การเติบโตงอกงาม’ (Human Flourishing) และชีวิตที่สมบูรณ์ของมนุษย์</p>



<p>พัทน์อธิบายว่าการออกแบบเอไอต้องไม่ให้ความสำคัญแค่ ‘ความเก่ง’ ของระบบเท่านั้น แต่ยังต้องสัมพันธ์กับจิตวิทยามนุษย์เช่นกัน หากออกแบบเอไอโดยไม่เข้าใจธรรมชาติและข้อจำกัดของมนุษย์ การทำงานของมนุษย์ร่วมกับเอไออาจไม่ได้ช่วยดึงศักยภาพมนุษย์ออกมาอย่างเต็มที่ แต่จะทำให้ผลลัพธ์ออกมาแย่กว่ามนุษย์หรือเอไอทำงานเพียงฝ่ายเดียว อย่างเช่นงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ศึกษาอิทธิพลของข้อเสนอในการรักษาจากเอไอต่อการตัดสินใจของแพทย์ชี้ให้เห็น หรือที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือมนุษย์อาจสูญเสียทักษะ (Deskilling) สูญเสียความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน (Disconnection) สูญเสียความสามารถในการแยกแยะข่าวจริง-ข้อมูลเท็จ (Disinformation) หรือถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization)</p>



<p>“สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ผลลัพธ์จากการออกแบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างเอไอและมนุษย์สร้างประโยชน์สูงสุด โดยให้ความสำคัญว่าเกิดอะไรขึ้นกับมนุษย์ด้วย” พัทน์กล่าว “เรามีเป้าหมายที่ไปไกลกว่าแค่การเพิ่มประสิทธิภาพของมนุษย์ ทุกวันนี้ เรามักบอกว่าเอไอช่วยให้มนุษย์ทำงานเก่งขึ้น รวยขึ้น แต่มนุษย์ต้องการการเติบโตหรือเจริญงอกงามในหลายมิติ”</p>



<p>เป้าหมายในวิทยานิพนธ์ของพัทน์<a><sup>[1]</sup></a>เสนอว่าเทคโนโลยีหรือเอไอสามารถส่งเสริมหรือเติมเต็มการเติบโตของมนุษย์ได้มีอยู่ 3 มิติ ได้แก่ (1) wisdom คือทำให้มนุษย์คิดได้อย่างชาญฉลาด (2) wonder คือทำให้มนุษย์มีแรงบันดาลใจ สร้างความสนใจใคร่รู้และความกระหายในการทำความเข้าใจโลก และ (3) well-being คือส่งเสริมให้มนุษย์มีสุขภาพกายใจที่ดี</p>



<p>“กล่าวอย่างเจาะจง คืองานวิจัยที่ผ่านมาพยายามตอบคำถามว่าเอไอจะทำให้มนุษย์มีหรือเปลี่ยนแรงบันดาลใจได้อย่างไร มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นได้อย่างไร เปลี่ยนวิธีการที่มนุษย์เข้าใจตัวเองให้ดีขึ้นได้อย่างไร หรือจะเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ให้ดีขึ้นได้อย่างไร”</p>



<p>ทั้งหมดนี้คือโจทย์ของการออกแบบเอไอผ่านแนวคิดที่พัทน์เรียกว่า ‘Cyborg Psychology’ ซึ่งคำว่า ‘ไซบอร์ก’ สื่อถึงเป้าหมายในการใช้เทคโนโลยีเพื่อขยายความเป็นมนุษย์ เมื่อมนุษย์ตอบสนองและมีปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยีตลอดเวลา และเพื่อให้ความเป็นมนุษย์กลับมา เมื่อมนุษย์มีเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต</p>



<h2 class="wp-block-heading"><br><strong>เข้าสู่ยุคสมัยแห่ง Cyborg Generation</strong></h2>



<p>“หากเราบอกว่าทุกวันนี้เด็กคือ digital native เด็กในอนาคตก็จะกลายไปเป็น cyborg native” พัทน์กล่าวถึงอนาคตของมนุษย์รุ่นถัดไป ซึ่งจะกลายเป็น ‘มนุษย์ไซบอร์ก’ ตามนิยามของ Andy Clark นักปรัชญาเทคโนโลยี กล่าวคือกระบวนการคิดไม่ได้เกิดขึ้นภายในสมองอย่างเดียว แต่มนุษย์นำกระบวนการคิดออกไปสู่ภายนอกด้วย เช่น การทดความคิดลงในกระดาษเพื่อประมวลความคิดต่อ หรือการใช้ ChatGPT ช่วยประมวลความคิด ซึ่งในอนาคต มนุษย์จะนำกระบวนการคิดออกไปยังภายนอกมากขึ้น ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลหรือเอไอจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคิดอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น</p>



<p>อย่างไรก็ตาม คำถามมีอยู่ว่าเมื่อเด็กหรือมนุษย์รุ่น cyborg native มีเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการคิด ตัดสินใจ มีจินตนาการ และเข้าใจตัวเอง อะไรคือผลที่จะตามมา?</p>



<p>เช่นเดียวกับในยุคดิจิทัล พัทน์มองว่ายุคเอไอจะนำมาซึ่งทั้งผลกระทบเชิงบวกและลบต่อเด็ก หากการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลและโซเชียลมีเดียสร้าง ‘<a href="https://www.the101.world/the-anxious-generation-social-media/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">anxious generation</a>’ หรือมนุษย์รุ่นที่มีอาการซึมเศร้าสูงขึ้น เป็นผลจาก attention economy ที่โซเชียลมีเดียดึงความสนใจตลอดเวลา นำไปสู่ ‘ภาวะวอกแวก’ (distraction) และเปรียบเทียบกับผู้อื่นจนเกิดอาการซึมเศร้า การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคเอไอก็นำไปสู่ intention economy ที่เทคโนโลยีสามารถจับ ‘เจตนา’ และจูงใจหรือเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ได้ (persuasion) ซึ่งหากไม่ระวัง ก็มีความเสี่ยงที่เด็กหรือมนุษย์ในยุคเอไออาจสูญเสียความเป็นมนุษย์ แต่ขณะเดียวกัน ก็มีตัวอย่างให้เห็นว่าเด็กที่เติบโตขึ้นมาในยุคเอไอเข้าใจเทคโนโลยีและอยู่ร่วมกันกับเทคโนโลยีได้อย่างดีเช่นกัน อย่างกรณีที่<a href="https://www.nytimes.com/2023/12/13/technology/ai-chatbots-schools-students.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">นักเรียนในสหรัฐฯ ใช้ ChatGPT ช่วยเสริมให้ตนเองเรียนรู้ในมิติที่กว้างและดีขึ้น</a>&nbsp;ไม่ได้ใช้เพื่อทำการบ้านแทนอย่างที่ครูกังวล</p>



<p>“อย่าคิดว่าเราต้องไปควบคุมหรือคิดแทนเด็ก จริงๆ เด็กเข้าใจเทคโนโลยีและสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ดังนั้น เมื่อมองถึงอนาคตของเอไอ สิ่งที่เราควรตั้งคำถามคือ เด็กหรือมนุษย์จะก้าวหน้าไปด้วยหรือไม่เมื่อเอไอฉลาดขึ้น และความก้าวหน้าดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเด็กต้องใช้เทคโนโลยีเก่งเท่านั้น แต่ต้องเป็นไปเพื่อการเติบโตและเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์และมีความสุข”</p>



<h2 class="wp-block-heading"><br><strong>นวัตกรรมเอไอเพื่อ ‘Human Flourishing’&nbsp;</strong></h2>



<p>สำหรับนวัตกรรมเอไอที่เติมเต็ม Human Flourishing ของเด็ก (และผู้ใหญ่) แนวทางหนึ่งที่พัทน์เล่าว่าเอไอสามารถถูกนำไปใช้ได้ คือการเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนรู้ผ่านการสร้างการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล (Personalized learning) และการเรียนรู้แบบคิดเองสร้างเอง (Constructionism)</p>



<p>“การได้เรียนรู้จากสิ่งที่ชอบเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ดังนั้น โจทย์จึงมีอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้เด็กได้เรียนรู้จากสิ่งที่ตัวเองสนใจ และถ้าเด็กๆ ได้เรียนรู้กับตัวละครเสมือน (virtual character) ที่ตัวเองชอบจะเป็นอย่างไร”</p>



<p>MIT Media Lab จึงศึกษาและ<a href="https://www.media.mit.edu/projects/learning-from-virtual-instructors/overview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ทดลองใช้เอไอสร้างตัวละครเสมือนหรือจำลองบุคคลจริงที่เด็กชอบขึ้นมา เพื่อใช้เป็นผู้ช่วยสอนหรือผู้บรรยายรับเชิญในชั้นเรียน</a>&nbsp;เช่น แฮร์รี พอตเตอร์, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือ อีลอน มัสก์ ผลปรากฏว่าเด็กที่ได้เรียนกับตัวละครหรือบุคคลจำลองที่ตัวเองชอบสามารถเรียนได้ดีขึ้น มีแรงจูงใจในการเรียนสูงขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น คือทำให้อยากเรียนบทเรียนที่ยากขึ้น</p>



<p>MIT Media Lab ยังสร้าง ‘<a href="https://www.media.mit.edu/publications/living-memories-ai-generated-characters-as-digital-mementos/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">living memory</a>’ หรือระบบเอไอที่สามารถสนทนาโต้ตอบได้โดยอาศัยเรื่องราว ประสบการณ์และความรู้ของบุคคล นำมาจำลองบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนสามารถถามเรื่องที่สงสัยได้ เสมือนว่าได้ถามกับบุคคลทางประวัติศาสตร์โดยตรง เช่น หากเรียนประวัติศาสตร์สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ก็สามารถใช้เอไอสร้าง living memory ของดาวินชีขึ้นมาเพื่อให้นักเรียนถาม</p>



<p>ข้อสรุปสำคัญที่พัทน์พบจากโปรเจกต์ดังกล่าว คือการเรียนรู้โดยใช้เอไออย่างเดียวไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่ต้องใช้แนวทางแบบผสมผสาน กล่าวคือให้นักเรียนเรียนรู้ผ่านการอ่านเพื่อกระตุ้นจินตนาการและสร้างความอยากรู้อยากเห็น และนำคำถามหรือเรื่องที่สงสัยไปถามเอไอบุคคลประวัติศาสตร์ภายหลัง ทำให้ผลการเรียนรู้ดีกว่าการใช้เอไอหรือการอ่านเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง</p>



<p>“การทดสอบว่าวิธีการแบบไหนจะนำมาสู่การเรียนรู้ที่ดีที่สุดถือเป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน ทุกวันนี้ หลายคนมองการเรียนรู้โดยใช้เอไอว่าดีที่สุด แต่ที่จริงอาจไม่ใช่ก็ได้ วิธีการใช้เอไอในการเรียนรู้ที่ดีอาจต้องอาศัยการเรียนรู้ที่ถูกออกแบบโดยคนที่เข้าใจจิตวิทยาเด็กและการเรียนรู้จริงๆ”</p>



<p>นอกจากเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนรู้ เอไอยังถูกนำมาใช้เพื่อช่วยให้มนุษย์ทบทวน ไตร่ตรอง และคิดพิจารณาเกี่ยวกับตนเอง (self-reflection) อย่างโปรเจกต์ ‘<a href="https://futureyou.media.mit.edu/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Future You</a>’ ซึ่งพัทน์ใช้เอไอสร้างตัวตนดิจิทัลในอนาคตที่ขยายจากข้อมูลในปัจจุบัน เพื่อให้เด็กหรือผู้ใช้เห็นภาพว่าทางเลือกของตนเองในปัจจุบันจะนำไปสู่อนาคตแบบใด ช่วยให้ตกผลึกการเลือกทางเดินในชีวิตได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยลดความวิตกกังวลที่ตามมาจากการคิดพิจารณาอนาคต</p>



<p>อีกแนวทางที่เอไอถูกนำมาใช้เพื่อเติมเต็มการเติบโต คือการเรียนรู้รากทางวัฒนธรรม พัทน์ยกตัวอย่างโปรเจกต์ ‘<a href="https://cybersubin.media.mit.edu/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Cyber Subin</a>’ ที่ร่วมสร้างกับ&nbsp;<a href="https://www.the101.world/pichet-klunchun-interview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">พิเชษฐ กลั่นชื่น</a>&nbsp;โดยถอดรหัสนาฏศิลป์ไทย สร้างระบบเอไอที่ช่วยให้คนเรียนรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบนาฏศิลป์ไทย และนำองค์ประกอบต่างๆ มาสร้างเป็นท่ารำใหม่โดยให้เอไอจำลองท่ารำให้</p>



<p>“เด็กๆ อาจใช้เครื่องมือนี้สร้างวิดีโอเอไอนาฏศิลป์บน TikTok หรือสร้างความรู้สึกภาคภูมิใจที่สามารถสร้างวัฒนธรรมใหม่และต่อยอดวัฒนธรรมตัวเองต่อไปได้” พัทน์กล่าว พร้อมเสริมว่าเขายังเห็นความเป็นไปได้ที่เอไอเช่นนี้จะถูกนำไปประยุกต์เป็นเครื่องมือการสอนวิชานาฏศิลป์ในอนาคต</p>



<p>นอกจากนี้ เอไอยังถูกนำมาใช้สร้างนวัตกรรมเพื่อช่วยพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ เช่น ‘<a href="https://www.media.mit.edu/projects/wearable-reasoner/overview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Wearable Reasoner</a>‘ หรืออุปกรณ์สวมใส่ที่ช่วยตรวจจับและตั้งคำถามต่อสิ่งที่ผู้สวมใส่ได้ยินในชีวิตประจำวันว่าเป็นเหตุเป็นผลหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร คำกล่าวของนักการเมือง หรือโฆษณาชวนเชื่อ</p>



<p>“ระบบที่เราออกแบบแสดงให้เห็นแล้วว่า อุปกรณ์สามารถช่วย ‘สะกิด’ (nudge) ให้คนสามารถคิดและตั้งคำถามอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้นได้ โดยที่เอไอไม่ได้คิดแทนมนุษย์”</p>



<h2 class="wp-block-heading"><br><strong>ความท้าทายในโลกยุคเอไอ</strong></h2>



<p>พ้นไปจากมิติเชิงบวกของเอไอที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้ในการหนุนเสริมให้มนุษย์เติบโต แน่นอนว่าในทางกลับกัน เอไอก็ส่งผลกระทบทางลบต่อมนุษย์ได้เช่นกันหากถูกออกแบบมาไม่ดีพอ</p>



<p>พัทน์ฉายภาพให้เห็นว่าความท้าทายจากเอไอที่เด็กในอนาคตต้องเผชิญมีอยู่ 2 มิติ</p>



<p><em>มิติแรก</em>&nbsp;ความเหลื่อมล้ำ ข้อสรุปจาก<a href="https://www.media.mit.edu/projects/algorithmic-inheritance/overview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">งานวิจัย</a>ที่พัทน์ทำร่วมกับณัฐวุฒิ เผ่าทวี ชี้ให้เห็นว่า ‘นามสกุล’ ซึ่งเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะทางสังคมและความมั่งคั่ง ส่งอิทธิพลต่อการมุมมองและการตัดสินใจของเอไอว่าใครฉลาดหรือไม่ แม้ว่าจะควบคุมระบบเอไอให้มองข้ามปัจจัยอื่นๆ อย่างเพศ สีผิว หรือฐานะทางเศรษฐกิจแล้วก็ตาม โดยเอไอจะมองว่าผู้ใช้นามสกุลของตระกูลชนชั้นนำหรือตระกูลร่ำรวยฉลาดกว่าผู้ที่มีนามสกุลธรรมดา</p>



<p>ดังนั้น “นี่เป็นโจทย์ที่ต้องตั้งคำถามว่า เด็กจะอยู่กับระบบที่สร้างความเหลื่อมล้ำได้อย่างไรในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนนำเอไอเข้ามาใช้ในกระบวนการจ้างงานหรือกระบวนการอื่นๆ มากขึ้น”</p>



<p><em>มิติที่สอง</em>&nbsp;ความสัมพันธ์กับเอไอ – ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์รูปแบบเพื่อนหรือคนรัก – ซึ่งอาจนำไปสู่การเสพติดเอไอ (addictive intelligence) อย่างกรณีร้ายแรงที่เกิดในสหรัฐฯ คือวัยรุ่นชายฆ่าตัวตายเนื่องจากเอไอแชทบอตชวนให้ไปอยู่ด้วยกันในโลกดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ยังเป็นที่ถกเถียงและไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าไอเอคือต้นเหตุที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย หรือแท้ที่จริงแล้วเป็นผลจากปัจจัยอื่น เช่น ปัญหาส่วนตัวหรือปัญหาครอบครัว ขณะที่ในกรณีอื่นๆ เอไอกลับส่งผลบวกต่อมนุษย์</p>



<p>เมื่อพิจารณาบรรดางานวิจัยเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเอไอ จะเห็นได้ว่าผลลัพธ์มีทั้งทางบวกและลบ ขึ้นอยู่กับการส่งอิทธิพลต่อกันและกันระหว่พฤติกรรมมนุษย์และเอไอ ตัวอย่างเช่น มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า จินตนาการต่อเอไอส่งผลให้มนุษย์ตีความข้อความที่เอไอสร้างขึ้นไม่เหมือนกันและตอบสนองด้วยท่าทีที่ต่างกัน แม้ว่าจะเป็นข้อความแบบเดียวกันก็ตาม หรืองานวิจัยที่ศึกษาผู้มีความสัมพันธ์กับเอไอ พบว่าการพูดคุยกับเอไอด้วยจำนวนครั้งที่เท่ากัน กลับมีทั้งผู้ที่รู้สึกโดดเดี่ยว ซึมเศร้าและผู้ที่มีสุขภาพจิตดี ซึ่งเป็นส่วนมากของกลุ่มตัวอย่าง</p>



<p>“ผลลัพธ์จากการปฏิสัมพันธ์กับเอไอไม่ได้เกิดจากเอไอฝ่ายเดียว แต่เป็นผลจากพฤติกรรมของมนุษย์แล้วส่งอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเอไอ เอไอเปรียบเสมือนกระจก เรายืนหน้ากระจก เราเป็นแบบไหน เอไอก็สะท้อนกลับมา เอไออาจไม่ใช่กระจกตรง อาจเป็นกระจกโค้งที่ขยายอะไรบางอย่างแล้วส่งกลับมาหาเรา ดังนั้น หากจะหาแนวทางจัดการเอไอ ความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์และพฤติกรรมเอไอควบคู่กันไปเป็นสิ่งจำเป็น” พัทน์อธิบาย</p>



<p>“นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไม Cyborg Psychology จึงพยายามตอบโจทย์ที่สำคัญที่สุดในยุคสมัยนี้ นั่นคือเราจะเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์และเอไอที่ส่งผลซึ่งกันและกันได้อย่างไร และเราจะออกแบบพฤติกรรมของเอไอให้สร้างพฤติกรรมทางบวกกับมนุษย์ได้อย่างไร</p>



<p>“ท้ายที่สุด คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าเอไอจะพัฒนาจนก้าวหน้าหรือฉลาดแค่ไหน แต่ยังอยู่ที่ว่า เมื่อเอไอพัฒนาแล้ว มนุษย์เราเปลี่ยนไปแค่ไหน อย่างไร หากมองผ่านมุมมองเด็ก ผมคิดว่านี่ไม่ใช่โจทย์ที่ซับซ้อน เด็กจะมองว่าเอไอคือโดราเอมอนที่ช่วยให้โนบิตะเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น”</p>



<h2 class="wp-block-heading"><br><strong>ความท้าทายในการใช้เอไอในการศึกษาไทย</strong></h2>



<p>“เวลาเรามองเรื่องการศึกษากับเอไอ โจทย์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ว่าเราจะทำให้เอไอกลายเป็นเครื่องมือในการศึกษาได้อย่างไร แต่เราต้องหันกลับไปคิดใหม่เกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ในทุกมิติว่าเอไอจะเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ในกระบวนการเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง” <strong>กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ </strong>แสดงความเห็น</p>



<p>โดยสิ่งที่เธอมองว่าเอไอเข้ามาเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ คือ ‘การรื้อ’ (deconstruct) องค์ความรู้และแยกย่อยออกเป็นส่วนๆ เพื่อไปประกอบรวมใหม่ อย่างเช่นโปรเจกต์ Cyber Subin ที่ต้องอาศัยความเข้าใจ ‘แก่น’ อย่างการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและพื้นฐานนาฏศิลป์เพื่อฝึกให้เอไอสามารถรำได้ตามคำสั่ง</p>



<p>อย่างไรก็ตาม กุลธิดากล่าวว่าการนำเอไอเข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการเรียนรู้แบบไทยๆ ยังเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากวัฒนธรรมการศึกษาของเราอาจตั้งต้นที่ ‘เปลือก’ ขององค์ความรู้หรือกระบวนการก่อน ‘แก่น’ ขณะที่ไอเอเรียกร้องการทำความเข้าใจจากแก่นไปเปลือก ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการเรียนรู้ในไทยยังมุ่งเน้นให้ความสำคัญที่ผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการเรียนรู้ ขณะที่การใช้เอไอในการศึกษาจำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อกระบวนการการเรียนรู้มากกว่าผลลัพธ์ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เครื่องมือหรือ buzzword เท่านั้น</p>



<p>“หากมองอย่างมีความหวัง หวังว่าการนำเอไอเข้ามาใช้ในการศึกษาไทยจะนำไปสู่การเปลี่ยนกระบวกทัศน์การเรียนรู้ในไทยให้มุ่งเน้นไปที่กระบวนการมากกว่าผลลัพธ์”</p>



<p>ด้านหนึ่ง กุลธิดาเล่าว่าเริ่มค่อยๆ เห็นกระบวนทัศน์การเรียนรู้เปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับกระบวนการแล้ว ในเชิงนโยบาย หากจะประยุกต์ใช้เอไอในระบบการศึกษา เธอเสนอว่าทุกภาคส่วนในระบบการศึกษา ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และสังคมต้องเข้าใจจุดประสงค์ของการใช้เอไอในเชิงหลักการไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเอื้อให้การใช้เอไอเสริมกระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้นได้</p>



<h2 class="wp-block-heading"><br><strong>เอไอกับการศึกษาผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม</strong></h2>



<p>เมื่อมองผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม<strong> ณัฐวุฒิ เผ่าทวี </strong>ให้ความเห็นว่า ‘หน้าที่ของสถาบัน’ เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เมื่อนำเอไอเข้ามาใช้ในการเรียนรู้</p>



<p>“ในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากเท่าที่เราคิด ดังนั้น หน้าที่ของสถาบันที่ดีคือ ออกแบบนโยบายเพื่อ ‘สะกิด’ ให้คนตัดสินใจหรือมีพฤติกรรมเชิงบวก”</p>



<p>และเมื่อพิจารณาการใช้เอไอเพื่อการเรียนรู้ผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม จะเห็นว่าหากสถาบันเอื้ออำนวยให้คนใช้เอไอเพื่อเติมเต็มการเติบโตของตนเองได้ ทั้งสังคมก็จะพัฒนาและได้ประโยชน์ แต่หากสถาบันมุ่งเน้นเพิ่มพูนผลกำไร โดยไม่สนใจการป้องกันผลกระทบเชิงลบที่ตามมาจากการใช้เอไอ ผลลัพธ์ก็อาจเป็นไปในทิศทางอื่น ดังนั้น เมื่อเกิดผลลัพธ์เชิงลบจากการใช้เอไอ ณัฐวุฒิจึงเสนอว่าไม่ควรมองปัญหาในเชิงปัจเจกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาการออกแบบสถาบันเช่นกัน “เราต้องการกลไกหรือสถาบันที่ช่วยผลักหรือสะกิดให้เกิดพฤติกรรมดีๆ”</p>



<p>อีกองค์ประกอบหนึ่งที่ณัฐวุฒิกล่าวว่าเป็นตัวกำหนดว่ามนุษย์จะใช้เอไอในทางที่ดีหรือไม่คือ ‘แรงจูงใจ’ (incentive) กล่าวคือหากสถาบันกำหนดแรงจูงใจในการใช้เอไอให้เป็นไปเพื่อผลการเรียนที่ดี เอไอก็อาจถูกใช้เป็นทางลัดในการทำการบ้านหรือข้อสอบ ดังนั้น โจทย์สำคัญที่ณัฐวุฒิเสนอว่าต้องคิด คือจะกำหนดแรงจูงใจอย่างไรเพื่อให้เกิดการใช้เอไออย่างสร้างสรรค์</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-table"><table><tbody><tr><td><a href="https://www.media.mit.edu/publications/cyborg-psychology/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Cyborg Psychology: The Art &amp; Science of Designing Human-AI Systems that Support Human Flourishing</a></td></tr></tbody></table></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/cyborg-generation-ai-and-children-learning/">Cyborg Generation: ฉายภาพอนาคตเทคโนโลยีเเละการเรียนรู้ของเด็กยุคเอไอกับ ‘พัทน์ ภัทรนุธาพร’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ณัฐวุฒิ เผ่าทวี :  ทุนคือสิ่งสำคัญ ในวันที่คนยังคิดว่าความจนมาจากการไม่พยายาม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-64529/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Feb 2023 18:27:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนที่ไม่มีวันขาดทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐวุฒิ เผ่าทวี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=64529</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวันที่เรายังไม่สามารถพูดได้ว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-64529/">ณัฐวุฒิ เผ่าทวี :  ทุนคือสิ่งสำคัญ ในวันที่คนยังคิดว่าความจนมาจากการไม่พยายาม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในวันที่เรายังไม่สามารถพูดได้ว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน ทุนและโอกาสยังเป็นสิ่งสำคัญ&nbsp;</p>



<p>ในสังคมที่โอกาสมาไม่ถึงทุกคน&nbsp; <strong>ณัฐวุฒิ เผ่าทวี</strong> ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Nanyang Technological University ในประเทศสิงคโปร์ อาจจะมีสมมติฐานที่ชัดเจนในทางเศรษฐศาสตร์ เพราะเขาเชื่อว่า ‘โชค’ เป็นตัวกำหนดต้นทุนชีวิต</p>



<p>“ผมเชื่อว่าจัดเริ่มต้นของทุกอย่างนั้นมาจากโชค โชคในที่นี้คือการสุ่ม ไม่ใช่กฎแห่งกรรม”</p>



<p>ยกตัวอย่าง การที่เด็กคนหนึ่งเกิดมาจนกับอีกคนที่เกิดมารวย ตรงนี้คือ ‘โชค’</p>



<p>ในบทความ <a href="https://themomentum.co/rich-and-luck/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘รวยแรนดอม : เมื่อ ‘โชค’ คือปัจจัยหลักที่ตัดสินว่าใครจะรวย</a>’ จากเว็บไซต์ The Momentum อธิบายเรื่องโชคในทางเศรษฐศาสตร์ไว้ว่าโชคขั้นแรกนั้นตัดสินชีวิตเรามาตั้งแต่ลืมตาดูโลก บริบทของครอบครัวของเด็กคนหนึ่งที่เกิดมา และกำหนดว่าชีวิตเราจะเป็นอย่างไรต่อไป มีกำลังทรัพย์ส่งเสียเรามากแค่ไหน เป็นเรื่องของโชคล้วน ๆ</p>



<p>ยังไม่รวมโชคชั้นที่สอง นั่นคือความแรนดอมของโอกาสที่จะรวย ซึ่งใช้งานวิจัยหาคำตอบว่าปัจจัยใดที่ทำให้ใครคนหนึ่งร่ำรวยกว่าอีกคนหนึ่งอย่างมหาศาลโดยใช้แบบจำลองในคอมพิวเตอร์ สิ่งที่น่าประหลาดใจคือคนที่มีความมั่งคั่งมากที่สุดกลับไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด (แต่มักจะฉลาดกว่าค่าเฉลี่ย) แต่เป็นคนที่โชคดีที่สุดต่างหาก</p>



<p>สำหรับอาจารย์ณัฐวุฒิ ทั้งโชคและโอกาสรวมกันเป็นต้นทุนและความสำเร็จชีวิต&nbsp;</p>



<p>“ถ้าคุณโชคไม่ดีเกิดมาจน ชีวิตคุณแย่ โอกาสที่จะส่งความแย่ต่อไปเรื่อย ๆ ก็มีมากโดยเฉพาะเรื่องการศึกษา แต่ถ้าตอนเด็กคุณดี โอกาสที่คุณจะดีก็มีมาก นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อ” </p>



<p>“เพราะโชคมันมากับโอกาส และความสำเร็จในชีวิตมันมีทั้งสองปัจจัยนี้ แต่ในความเป็นจริงคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่ อาจจะมองว่ามันมาจากความพยายามมากกว่า พูดง่าย ๆ คือถ้าเรารู้สึกว่าทุกอย่างมันจะมาจากความพยายามหมดและโชคแทบจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จเลย เราก็ไม่ต้องแคร์คนอื่นที่เขาจนกว่าเรา ถ้าคุณไม่มีก็แปลว่าคุณไม่ได้พยายาม แสดงว่าคุณขี้เกียจ นั่นคือปัญหาของสังคมอย่างหนึ่ง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6ef934"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/01_ณัฐวุฒิ-เผ่าทวี.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>และถ้าต้นทุนชีวิตมันเป็นโชค คนในสังคมก็ต้องทำอะไรสักอย่างให้คนที่โชคไม่ดีมีโอกาส</strong>”&nbsp;</h4>



<p>คำพูดของอาจารย์ คือปัจจัยสำคัญของการพูดคุยถกเถียงประเด็นที่ว่า&nbsp; ปัจจัยที่จะเอื้อให้กับการให้ทุนการศึกษากับเด็กที่ขาดโอกาสมีอะไรบ้าง ทำไมเด็กบางคนถึงไม่อยากได้ทุน ทุนการศึกษาเหมือนกับต้นทุนการศึกษาหรือเปล่า&nbsp;</p>



<p>และทุนโดยเฉพาะทุนการศึกษาคือหนึ่งในการทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้ “ความพยายามอยู่ที่ไหน”&nbsp;</p>



<p>ไม่ลงเอยด้วย “ความพยายามก็ยังอยู่ที่นั่น”</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อาจารย์เคยพูดไว้ว่าการศึกษาคือสิทธิมนุษยชน อยากให้ขยายความตรงนี้</strong></h4>



<p>ผมเชื่ออย่างนั้นและไม่ใช่ผมคนเดียวที่เชื่อว่าการศึกษาเป็นสิทธิมนุษยชน นั่นมันเป็นเพราะว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้&nbsp;</p>



<p>สมมติถ้าเราเชื่อว่าการศึกษามาจากความพยายามอย่างเดียว คุณรวยแปลว่าคุณทำงานหนัก คุณถึงมีเงินเพื่อจ่ายให้ลูกมีการศึกษาดี ๆ ได้ แต่ถ้าคุณจน แปลว่าพ่อแม่คุณขี้เกียจ ถึงได้เป็นอย่างนี้ ถ้าเรามีความคิดอย่างนั้น</p>



<p>คุณก็อาจจะมีความเชื่อว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว สมควรแล้วที่คุณเรียนไม่สูงนั่นเพราะคุณไม่ได้ พ่อแม่คุณไม่ได้พยายาม คุณถึงไม่ได้เข้าสู่การศึกษาที่ดี นี่เป็นการเชื่ออีกอย่างไปเลย&nbsp;</p>



<p>แค่ฟังอย่างนี้เราก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ละ เพราะในความเป็นจริงคนเราเลือกเกิดไม่ได้ โดยเฉพาะความคิดว่า คนหนึ่งควรได้รับการศึกมากกว่าอีกคน ทั้ง ๆ ที่เราก็รู้ว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนพัฒนาได้ มีชีวิตที่ดีได้ การศึกษาจึงเป็นปัจจัยสำคัญมากถึงมากที่สุดของ social mobility (การขยับตัวไต่ระดับขึ้นทางสังคม)&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แต่ถ้าจุดเริ่มของคนเราไม่เท่ากัน และเราอธิบายได้แค่ว่าเพราะ ‘โชค’ ทำให้เกิดความไม่เท่ากัน เช่นนั้นแล้ว อย่างน้อยเราก็ควรจะเท่าเทียมกันในเชิงโอกาส ไม่ว่าเขาจะพยายามหรือไม่ก็ตาม&nbsp;</p>



<p>ต้องทำให้ทุกคนมีโอกาส นี่คือเป้าหมายของนโยบายสาธารณะ </p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วการศึกษาที่เท่าเทียม หน้าตามันเป็นยังไง โดยเฉพาะในบริบทของไทย</strong></h4>



<p>จริงๆ ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่ปัญหานี้เป็นกันทั่วโลก เพราะในนิยามของผม การศึกษาเป็นสิทธิ&nbsp; เป็นพื้นฐาน ในเชิงเศรษฐศาสตร์ควรจะเป็น public good หรือสินค้าสาธารณะ ทุกคนเข้าถึงได้อย่างไม่มีข้อยกเว้น (non-excludable)&nbsp; แต่ปัญหาคือการศึกษาไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ยกตัวอย่าง โรงเรียนที่รัฐจัดให้ ซึ่งมีจำนวนห้องจำกัด แล้วถ้าคุณเกิดในต่างจังหวัดที่โดยเฉลี่ยแล้วโรงเรียนคุณภาพดีมีน้อยกว่า โอกาสมันจึงไม่เท่ากับเมืองใหญ่อื่นๆ และไม่เท่ากับกรุงเทพฯ อยู่แล้ว</p>



<p>เพราะฉะนั้นในนิยามของการศึกษา แม้จะเป็น public good มันจึงไม่ใช่ในความหมายนั้นจริง ๆ เพราะมีความไม่เท่าเทียมหลายอย่างเกิดขึ้น อันนี้ไม่ใช่แค่ประเทศไทยแต่เป็นปัญหาทั่วโลก&nbsp;</p>



<p>ของไทยเป็นปัญหาของประเทศกำลังพัฒนา ที่มีความไม่เท่าเทียมกันสูง โรงเรียนในกรุงเทพฯ​ และต่างจังหวัด ทรัพยากรไม่เท่ากัน ครูไม่เท่ากัน การเรียนการสอนไม่เท่ากัน ฯลฯ&nbsp;</p>



<p>การศึกษาที่เท่าเทียมจึงเป็นสิ่งที่มียากมาก ๆ ยกตัวอย่าง พ่อแม่ในกทม. ก่อนจะพาลูกเข้าโรงเรียน  หลายคนศึกษาหาข้อมูลก่อน หน้าตาของความเท่าเทียมทางการศึกษาจึงไม่อยู่ในสมการนี้เลย </p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>เราไม่สามารถพูดได้ว่า บ้านอยู่ตรงไหน ก็เอาลูกเข้าโรงเรียนที่นั่น มันไม่แตกต่างกัน เพราะจริง ๆ แล้วมันแตกต่างกันมาก</strong></p></blockquote>



<p>แต่ตอนนี้เราพูดถึง supply side หมายถึงสิ่งที่รัฐให้ไม่เท่าเทียมกัน แต่เราเองก็มี demand side ด้วยคือความต้องการของพ่อแม่ ถึงแม้จะเท่าเทียมกันจริง ๆ แต่เราก็อยากให้ลูกได้ดีกว่า ส่งลูกเรียนพิเศษก็ส่ง มันจึงมีความไม่เท่าเทียมกันทั้ง demand และ supply  เลยเป็นปัญหาโลกแตกว่าเราจะมีการศึกษาที่เท่าเทียมได้มั้ย โลกสวยหรือเปล่า แต่เราก็ต้องพยายามที่ทำให้มันใกล้จุดนั้นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e70903"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/02_ณัฐวุฒิ-เผ่าทวี.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>สิ่งที่อาจจะเข้ามาช่วยให้มันใกล้มากขึ้นคือทุน ถ้าพูดเรื่องทุนการศึกษา สิ่งแรกที่อาจารย์นึกถึงคืออะไร&nbsp;</strong></h4>



<p>ต้องพูดในฐานะของคนที่ไม่เคยได้รับทุน สำหรับตัวผมเอง ทุนการศึกษาคือทุนสำหรับคนอยากเรียน มีความสามารถในการเรียน แต่มีอะไรสักอย่างในเชิงการเงิน (finance)&nbsp; ที่ทำให้เขาไม่สามารถทำหรือเรียนได้ ไม่ว่าอะไรก็ตาม อันนี้คือความหมายของทุนจริง ๆ นะ คือเขาอยากจะไปไกลขึ้น ดีขึ้น เพิ่มศักยภาพในตัวเอง เค้ามีแรงบันดาลใจ มีความทะเยอทะยาน แต่มันมีกำแพงกั้น แล้วทุนเป็นตัวที่จะทุบกำแพงนี้ออกไป นั่นคือนิยามของทุนการศึกษาตามที่ผมเข้าใจ</p>



<p><strong>แล้ว ‘ทุนอุดหนุน’ ตอนนี้มีทุนเรียนฟรี 15 ปีจากรัฐบาล อาจจะมีทุนอุดหนุนจาก กสศ. ให้เด็กยากจน แต่ในทุนนั้นมันมีข้อท้าทาย มีเงื่อนไขบางอย่างที่เข้ามา เช่น ถ้าเด็กคนนั้นจะได้ทุน ต้องบ้านไกล ต้องพิสูจน์ว่ายากจนจริง ๆ ขาดค่าเดินทาง ค่าอาหาร ไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์การเรียน อาจารย์คิดว่าปัจจัยสำคัญอะไรบ้างที่ควรจะเป็นเงื่อนไขของทุนการศึกษา&nbsp;</strong></p>



<p>ผมคิดว่าค่อนข้างลึกซึ้งพอสมควร มันแล้วแต่ว่าเราอยู่ระดับไหนของการศึกษาด้วย สำหรับเด็กมาก ๆ ประถม อนุบาล การให้ทุนโดยมีเงื่อนไขว่าต้องเรียนเก่ง มันยากจริง ๆ เพราะนี่คือช่วงปฐมวัยของเขา สเตจนี้จึงควรเป็นทุนที่ให้โอกาส ถ้าเขายากจน ไม่สามารถมาเรียนได้ ก็ควรเป็นทุนเพื่อที่ขจัดอุปสรรคนั้นเพื่อให้เขาสามารถมาเรียนได้&nbsp;</p>



<p>ผมคิดว่าตรงนี้ในเชิงเงื่อนไขที่ กสศ.ทำอยู่ก็ถือว่าเป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกทำกัน มันตั้งอยู่บนฐานของทฤษฎี เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหาตัววัดอะไรสักอย่างด้วย และการวัดก็ทำได้ยาก แต่การวัดด้วยระยะทางจากบ้านไปโรงเรียน รายได้ของครอบครัว ผมว่าโอเค</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ในแง่ของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม อะไรเป็นข้อท้าทายในการที่ทำให้เด็กหรือครอบครัว ลังเลว่าจะรับทุนอุดหนุนดีไหม </strong></h4>



<p>ในเชิงของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ต้องดูว่ามันมีปัญหาตรงไหนบ้าง เช่น คนเราส่วนใหญ่ชอบอะไรที่ง่าย เร็ว สุข มากกว่าการลงทุนความสุขในอนาคต เพราะฉะนั้น โดยส่วนตัวผมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่นิยามของทุน แต่อยู่ที่ทุนน่ะพอมั้ยที่จะกระตุ้นให้เขาทำในสิ่งที่ควรจะทำ&nbsp;</p>



<p>นี่เป็นสิ่งที่ผมคุยกับ กสศ. มาเรื่อย ๆ ว่าจะทำยังไง ทุนพอมั้ยสำหรับการให้เด็กยากจนยังมาเรียนอยู่ ถึงแม้มันจะมีเงื่อนไขว่าเขาต้องมาเรียนนะ ไม่งั้นไม่ได้ทุน สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือ เด็กไม่อยากมาด้วยตัวเอง หรือพ่อแม่อาจรู้สึกว่า ถ้าไปเรียน กว่าจะได้ต้นทุนคืนกลับมาช่างนานเหลือเกิน ให้ลูกมาช่วยทำงานที่บ้านดีกว่า เห็นผลเร็วกว่าเยอะเลย</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เพราะปัญหาเฉพาะหน้าก็ต้องจัดการ?</strong></h4>



<p>ก็พอเข้าใจได้ เพราะกลุ่มเป้าหมายของเราคือคนที่ยากจนมาก ๆ และคนที่มีหนี้สินมาก ๆ เขาจึงมองแค่ระยะสั้นได้เพียงอย่างเดียว ระยะไกลมองยากมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่การลงทุนในตอนนี้มีโอกาสที่จะได้ทุนกลับมามาก ๆ&nbsp;</p>



<p><strong>กสศ. เองพยายามออกแบบทุนที่จัดสรรการอุดหนุน โดยการหาข้อมูลคร่าว ๆ คือให้ครูช่วยตรวจสอบฐานะ ความยากจนของเด็ก มีการประชุมคณะกรรมการ มีหน่วยที่ลงพื้นที่และให้ครูส่งข้อมูลเด็กกลับมา อาจารย์คิดว่าขั้นตอนแบบนี้เป็นพื้นฐานหรือเปล่า</strong></p>



<p>ตรวจสอบความยากจนนี่เป็นพื้นฐานของ conditional cash transfer (การส่งต่อทุนอย่างมีเงื่อนไข) ของหลาย ๆ ประเทศ มันก็จะมีอคตินิดหน่อยตรงที่ว่าคุณครูช่วยเด็กหรือเปล่า ถ้าเด็กไม่มาก็ไม่ได้ทุนนะ อีกส่วนโรงเรียนก็อาจไม่อยากดูไม่ดี&nbsp; มีการเปลี่ยนนู่นนี่นิดนึงเพื่อให้มันดูดีขึ้น พอมันมีแรงจูงใจตรงนั้น ไม่ใช่แค่นักเรียน ผู้ปกครอง โอกาสที่ครู ที่โรงเรียนจะมองแค่ระยะสั้นก็มีสูงเช่นเดียวกัน&nbsp;</p>



<p>ตรงนี้เรายังทำงานวิจัยกันอยู่เยอะ เพื่อหาคำตอบว่าเราจะพิสูจน์ยังไงว่าเด็กยากจนจริง ๆ ทำเพื่ออนาคตของเด็กจริง ๆ ไม่ใช่แค่ระยะสั้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-37a30d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/03_ณัฐวุฒิ-เผ่าทวี.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อาจารย์คิดว่าทุนการศึกษามันเท่ากับต้นทุนทางการศึกษามั้ย</strong></h4>



<p>อย่างที่ผมบอกคือ โชคเป็นตัวกำหนด ไม่ว่าใครจะว่าอะไรก็ตาม โชคเป็นตัวกำหนดต้นทุนชีวิต ผมอาจจะเชื่อเรื่องกรรมในชาตินี้ตรงที่ถ้าทำดีก็มีโอกาสได้กลับคืนมา แต่ว่าโดยส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยเชื่อว่ากฎแห่งกรรมเป็นตัวอธิบายว่าทำไมคนเกิดมาจน เกิดมารวย ผมเชื่อว่าทุกอย่างเป็นโชค โชคในที่นี้คือการสุ่ม ที่ไม่ใช่กฎแห่งกรรม ถ้าเราคิดอย่างนั้นก็ถูกต้องตรงที่ว่าถ้าคุณโชคไม่ดีเกิดมาจน ชีวิตคุณแย่ โอกาสที่จะส่งความแย่ต่อไปเรื่อย ๆ ก็มีมากโดยเฉพาะในการศึกษา แต่ถ้าตอนเด็กคุณดี โอกาสที่คุณจะดีก็มีมาก นี่แหละคือสิ่งที่ผมเชื่อ&nbsp;</p>



<p>ต้นทุนชีวิตเป็นสิ่งสำคัญมาก และถ้าต้นทุนชีวิตมันเป็นโชค คนในสังคมก็ต้องทำอะไรสักอย่างให้คนที่โชคไม่ดีมีโอกาส </p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คำว่าโชคมันตามมาด้วยโอกาสใช่มั้ย</strong></h4>



<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>ใช่ เพราะโชคมันมากับโอกาส และความสำเร็จในชีวิตมันมีทั้งสองปัจจัยนี้ แต่ในความเป็นจริงคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่ อาจจะมองว่ามันมาจากความพยายามมากกว่า เพราะฉะนั้นคนที่รู้สึกอย่างนั้น ก็อาจจะรู้สึกเราไม่จำเป็นที่จะต้องไปใส่ใจกับคนที่ชีวิตไม่ได้ดีเท่าเรา พูดง่าย ๆ คือถ้าเรารู้สึกว่าทุกอย่างมันจะต้องพยายามหมด เราก็ไม่ต้องแคร์ ถ้าคุณไม่มีก็แปลว่าคุณไม่ได้พยายาม นั่นคือปัญหาของสังคมอย่างหนึ่ง</strong></p></blockquote>



<p></p>



<p><strong>ทุนการศึกษาเสมอภาค ที่มองเห็นด้าน socio economic หรือประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม ตลอดจนบริบทของเด็ก โรงเรียนต่าง ๆ อาจารย์คิดว่าการวางระบบที่ดี ทั้งการคัดกรอง ตรวจสอบ จะทำให้โมเดลของทุนเสมอภาคดีขึ้นหรือไม่ ในการพิจารณาและมองเห็นแง่มุมต่าง ๆ&nbsp;</strong></p>



<p>แน่นอนอยู่แล้ว ผมไม่รู้ว่าตอนนี้มีปัญหาตรงไหนบ้าง แต่ถ้าเราสามารถลดอคติจากการคัดกรองได้ ผมว่าก็สามารถพัฒนาในเชิงประสิทธิภาพได้ แต่ก็เป็นจากมุมของคนนอก มันมีแนวโน้มให้พัฒนาได้มากกว่านี้ ไม่ว่าอะไรก็ตาม  ทั้งเข้าใจมนุษย์มากขึ้น เข้าใจการตัดสินใจของผู้บริหารต่าง ๆ ได้มากขึ้น</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เด็กที่ได้รับทุนคนหนึ่ง เขาจะรู้สึกมีคุณค่าต่อตัวเองมากขึ้นมั้ย</strong></h4>



<p>อันนี้ก็ต้องแล้วแต่ทุนด้วย ผมว่าถ้าเป็นทุนของ กสศ. มันอาจเป็นตราบาปทำให้คนอื่นมองเขาว่า เป็นเด็กจนก็ได้ ซึ่งเป็นผลกระทบอีกอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเป็นทุนการศึกษาที่ได้ไปเรียนต่อเมืองนอกก็อาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่คนกลุ่มหลังอาจจะเสียใจทีหลังก็ได้ว่าทำไมตอนนั้นรับทุนแล้วต้องกลับมาใช้ทุนอีก 20 ปี มันมีหลายสเตจของชีวิต ตรงนี้มันคงจะพูดโดยรวมยากว่าเขาจะรู้สึกยังไง</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เด็กที่ได้ทุนยากจน เขาน่าจะรู้สึกยังไง</strong></h4>



<p>ก็แล้วแต่ระดับ ถ้าเป็นตอนเด็ก ๆ เขาอาจจะรู้สึกว่าที่ได้ทุนเพราะจน ก็ไม่น่าจะใช่ความรู้สึกที่ดีมาก หรือเด็กอาจจะไม่คิดก็ได้ ผมเคยเขียนเกี่ยวกับโรงเรียนนานาชาติ บอกว่าตอนนี้มีปัญหาเรื่อง diversity (ความหลากหลาย) มาก ๆ เด็กโรงเรียนนี้เขาไม่เคยเจอเด็กยากจนหรอก อาจจะได้เจอสัก 2-3 วันตอนไปทำงาน ไปช่วยเพื่อเพิ่ม CV ก่อนเข้ามหา’ลัย เพราะฉะนั้นโลกของเขาก็จะหยุดอยู่แค่ตรงนี้ คบเพื่อนบ้านรวย มีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนกัน แล้วเขาก็จะคิดว่าทุกความสำเร็จของเขามาจากความพยายาม โดยไม่คิดถึงโชคเลย ผมก็เลยเขียนไปว่า เป็นไปได้มั้ยถ้าจะมีทุนให้เด็กยากจนไปเรียนนานาชาติ เพื่อเพิ่มความหลากหลายและเพิ่มโอกาสให้เด็กยากจนด้วย เพราะเราก็รู้ว่ามันไม่ใช่การศึกษาอย่างเดียว มันยังมีเครือข่าย  คุณรู้จักใครสำคัญมากกว่าคุณรู้อะไร  จำได้ว่ามันมีกระแสตอบกลับมาว่าอยู่ไม่ได้หรอก เพราะว่าเด็กยากจนจะเจอเด็กรวยบุลลี่ ผมก็คิดว่าอันนี้คือสิ่งที่เขา concern เหรอเนี่ย  จริง ๆ แล้วการให้ทุนให้เด็กไปเรียนนานาชาติ  ผลประโยชน์ของเด็กรวยเด็กจนต่างหากที่ควรจะ concern มากกว่า</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การที่เด็กคนหนึ่ง ได้ทุนแล้วไปต่อได้ เอาจริง ๆ มีปัจจัยอื่น ๆ ที่สำคัญไม่แพ้ทุนหรือไม่ ทุนในรูปแบบเงินเพียงพอต่อการเรียนต่อตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า</strong></h4>



<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>ทุนเป็นแค่เครื่องมือที่ช่วยกำจัดอุปสรรคของการอยากจะเรียนต่อแต่ไม่ได้เรียน แต่มันไม่ได้ช่วยเรื่องแรงกระตุ้น  (motivation) ถ้าคุณไม่มีแรงจูงใจหรือแรงบันดาลใจอยู่แล้ว ทุนก็ไม่ได้ช่วยคุณตรงนั้นหรอก ทุนแค่ทำให้คุณมีโอกาส เป็นเครื่องมือที่เปิดโอกาส แต่คุณจะคว้าโอกาสนั้นมั้ย มันขึ้นอยู่กับตัวคุณ ซึ่งแต่ละคนก็มีความต้องการอื่น ๆ ไปอีกที่ทุนมันไม่เกี่ยว</strong></p></blockquote>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>นอกจากพ่อแม่ ครู มีคนอื่น ๆ หรือหน่วยไหนอีก ที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการศึกษาของเด็ก</strong></h4>



<p>เท่าที่เข้าใจและทราบจากงานวิจัย นอกจากครู ผู้ปกครอง โรงเรียน ปัจจัยสำคัญที่เด็กจะไปต่ออันหนึ่งคือ role model เขามีมั้ย คนที่เขาอยากจะไปให้ถึงและเป็น เช่น เขาบอกว่าก่อนที่คุณจะไปถึงตรงนั้นได้ คุณต้องเรียน ต้องสอบเพื่อให้ถึงจุดที่ผมยืนอยู่ได้ เด็ก ๆ อยากทำตาม นั่นคือเขามี role model ที่ดี&nbsp;</p>



<p>สำหรับผม ผมไม่เคยเป็นเด็กเรียนเก่ง ไม่เคยได้ทุน แต่ผมโชคดีที่เจอ role model ที่ดี เขาเป็นอาจารย์ และตอนนี้ก็เป็นเพื่อนกัน ซึ่งถ้าผมไม่มีตรงนั้น เรียนจบก็คงไปทำงานแบงค์ เพราะผมเรียนไม่เก่ง ผมว่า role model สำคัญมาก ๆ </p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แต่ role model หายากในสังคม</strong></h4>



<p>(พยักหน้า) ส่วนหนึ่งคือ role model เขามีต้นทุนชีวิตไม่เหมือนกับเด็กที่ยากจน role model ที่ดีที่สุดคือจะต้องเป็นเด็กยากจนที่พลิกผันเปลี่ยนชีวิต ประสบความสำเร็จ เรามีโอกาสหมดถ้าคุณพยายาม แต่มันอาจจะไม่ได้การันตีว่าคุณจะมาอยู่ในจุดของผมได้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>รู้สึกว่าคนส่วนใหญ่โฟกัสกับชีวิตที่เป็นความสำเร็จนอกแผน เช่น เรียนไม่จบแต่ประสบความสำเร็จ ในก้อนความคิดนี้ อาจจะพูดถึงการมองหา role model ด้วย ว่ามันมีผลต่อความคิด หรือพฤติกรรมอย่างไรบ้าง</strong></h4>



<p>เรามักจะเห็นคนที่ประสบความสำเร็จหรือว่าผ่านการ select มาเรื่อย ๆ เพราะเขามี characteristics อย่างนี้ แสดงว่า characteristics ทำให้เขาประสบความสำเร็จ แล้วก็จะมุ่งไปให้น้ำหนักกับตรงนั้นเยอะมาก เช่น เรามอง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก หรือคนอื่นที่เรียนไม่จบ เป็นผู้ประกอบการชื่อดัง แล้วก็ไปเข้าใจผิดว่าอันนี้เป็นคาแรคเตอร์สำคัญของคนที่ประสบความสำเร็จ แต่ Survivorship Bias (อคติทางความคิด เกี่ยวกับสถิติของการอยู่รอด มาจากการที่คนเรามักจะให้ความสำคัญมากเกินไปกับคนที่สามารถเอาตัวเองรอดมาได้จากเหตุการณ์อะไรสักอย่าง เเละเเทบจะไม่ให้ความสำคัญอะไรเลยกับคนที่ไม่สามารถเอาตัวเองรอดมาได้จากเหตุการณ์นั้น ๆ) บอกว่ามีอีกหลายคนที่ไม่ได้เรียนจบ แล้วไม่ได้ประสบความสำเร็จ แล้วก็หลุดออกจากระบบไป เป็นคนที่เรามองไม่เห็น เพราะเราเห็นแต่คนประสบความสำเร็จที่เรียนไม่จบ ส่วนคนที่เรียนไม่จบและไม่ประสบความสำเร็จเราไม่เคยมอง เพราะมันไม่ได้อยู่ในสายตาของเรา</p>



<p>ยังมีคนที่เรียนจบและประสบความสำเร็จอีกเยอะมาก เพียงแต่ว่าสื่อไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนพวกนี้ เพราะเป็นสิ่งที่เราคาดหวังอยู่แล้ว ทางสื่อก็เลยไปให้ความสนใจกับคนที่เรียนไม่จบแต่ประสบความสำเร็จมากกว่า มันเป็นสิ่งที่เราไม่ได้คาดแต่ทำได้&nbsp; เลยมีผลต่อความเชื่อ&nbsp;</p>



<p>ข่าว สื่อต่าง ๆ เอาแต่สัมภาษณ์คนที่เรียนไม่สูงมาก แต่ประสบความสำเร็จมาก อันนั้นก็เป็น bias ของสื่อ อันนี้มันบิดเบือนความเข้าใจว่าอะไรเป็นหลักสำคัญต่อการประสบความสำเร็จ ถ้าเราดู data โดยรวมจะเห็นได้ชัดว่า คนที่เรียนจบสูง มันจะมี skill premium คือรายได้จะมากกว่าคนที่เรียนไม่จบ โดยเฉลี่ยแล้วเยอะมาก </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-80eec8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/04_ณัฐวุฒิ-เผ่าทวี.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การที่เราเห็นแต่ role model แบบนี้ มีผลต่อความคิดหรือพฤติกรรมบวกหรือลบยังไงบ้าง</strong></h4>



<p>การมีrole modelมันดี เรียนรู้จากเขาว่ากว่าจะถึงตรงนี้ได้เขาผ่านอะไรมาบ้าง แต่ถ้าเขาไปดู role modelที่คาแรคเตอร์ของคนเหล่านี้ที่เรียนไม่จบ เรียนไม่สูง อันนั้นก็เป็นการดึงข้อมูลผิด ๆ มาใช้กับตัวเอง นั่นคือความน่ากลัวของ Survivorship Bias</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การที่คนอยากมี secret source หรือมีฮาวทูที่นอกแผนแบบนี้ คือพฤติกรรมพื้นฐานเลยหรือเปล่า หรือจริง ๆ แล้วสภาพสังคมที่เขาเติบโตมาทำให้เขารู้สึกการเติบโตหรือการสำเร็จตามขั้นตอนมันช้าจัง เอาเข้าจริงจะสำเร็จหรือเปล่ายังไม่รู้เลยในสังคมที่โอกาสไม่ได้มีเท่ากันด้วย</strong></h4>



<p>ส่วนตัวแล้วผมว่าทั้งสองอย่าง โดยปกติแล้วต้องการความสุขเดี๋ยวนี้ ถ้าได้เดี๋ยวนี้ ยิ่งได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ส่วนหนึ่งเราก็อยู่ในสังคมที่รู้สึกว่าจะพยายามไปทำไม เพราะอย่างที่ผมบอก ในสังคมไทย who you know สำคัญกว่า what you know ในหลาย ๆ เหตุการณ์ นั่นก็มาจากต้นทุนชีวิตด้วย พอคนเราเริ่มรู้สึกสิ้นหวังเยอะ ๆ มีความไม่เท่าเทียมกันเยอะ ๆ แล้วความไม่เท่าเทียมกันก็เป็นสิ่งที่คนรวยส่วนใหญ่ justify ในความเหลื่อมล้ำ คนรวยบอกว่าคุณจนเพราะคุณขี้เกียจ คนที่อยู่ข้างใต้ก็บอกว่ารัฐก็ไม่ได้ช่วยอะไรเยอะ คนรวยก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องมาเห็นใจอะไรถ้าเกิดมีทางลัดรวยเร็ว อย่างบิตคอยน์ คริปโต ก็ยอมเสี่ยง ต้นทุนเราไม่ได้เยอะอยู่แล้ว เสี่ยงก็ดี ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะรู้สึกอย่างนั้น</p>



<p></p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>แต่ถ้าเรากลับมาดูจริง ๆ โดยแยกความสามารถออก แยกต้นทุนชีวิตออก เอารายได้ครอบครัวตอนเด็ก ๆ ออกไป จะพบว่า การมีการศึกษาที่ดีกว่าก็ยังมีผลต่อรายได้โดยเฉลี่ย เพราะฉะนั้นเราควรจะปลูปฝังกับคนให้มากขึ้นว่าถ้าคุณเรียนสูง โอกาสที่คุณจะมีรายได้ที่ดีมันสูงกว่าที่คุณไม่เรียนเลย</strong></p></blockquote>



<p>การไปตาม secret source เพื่อที่จะรวยเร็ว ความเสี่ยงของการติดหนี้มันสูงกว่าเยอะ แต่ทำไมคนเราถึงไม่เลือกที่จะเรียนสูงทั้ง ๆ ที่หลักฐานมันบอกว่าถ้าคุณเรียนสูง โอกาสที่จะมีรายได้ที่ดีสูงกว่าคนที่ไม่ได้เรียนเลย คำอธิบายเรื่องนี้ก็คล้าย ๆ กับที่ทำไมคนถึงซื้อลอตเตอรี่ เพราะโอกาสถูกมันน้อย แต่มันมีความเป็นไปได้ที่จะรวยมหาศาล เมื่อเปรียบเทียบกับการต้องพยายามหลาย ๆ ปีเพื่อให้ได้ ‘ความสำเร็จแน่นอน’ ที่ไม่ได้มหาศาลขนาดนั้น นั่นก็เป็น bias ของคนว่าทำไมถึงอยากรวยเร็ว&nbsp;</p>



<p>แต่ผมพูดได้นะเพราะผมเรียนมาถึงขนาดนี้แล้ว ผมว่าผมเห็นความสำเร็จจากความพยายาม จากการเรียนได้ แต่คนอื่นที่ยังอยู่ในจุดเริ่มต้นของชีวิต มันยังเป็นความไม่แน่นอน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อย่างไรก็ตาม การศึกษาก็ทำให้คนมีต้นทุนสูงกว่าคนที่ออกกลางคัน หรือการศึกษาต่ำกว่าเกณฑ์ แล้วในประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการก้าวข้ามขีดความยากจน การพยายามทำให้ทุกคนมีต้นทุนทางการศึกษาที่เท่ากัน มีวิธีไหนที่เอื้อหรือไปถึงจุดนั้นได้ยังไงบ้าง</strong></h4>



<p>เราก็ต้องตั้งสมมติฐานก่อนว่า ที่จริงการศึกษามันมี positive externality ด้วย คือในสังคมที่คนมีการศึกษาเยอะมันจะมีการพัฒนาอย่างอื่นที่มากกว่าสังคมที่คนมีการศึกษาน้อย ผมคิดว่าถ้าคนในสังคมมีการศึกษาที่สูงขึ้น โอกาสในการลงทุนอื่น ๆ โอกาสที่จะมีการพัฒนาก็น่าจะสูงกว่า ดูอย่างสิงคโปร์ เขาไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอะไรเลย มีอย่างเดียวคือการศึกษา แล้วพอเขายกระดับการศึกษาของทุก ๆ คน เราเห็นได้ชัดเลยว่ามีคนอยากมาลงทุน มีหลายอย่างที่ทำให้เขาเป็นหนึ่งในประเทศรวยที่สุดในโลก ถ้าโดยรวมแล้วถ้าระดับการศึกษาของทุกคนเพิ่มขึ้น มันมีแต่ได้กับได้มากกว่า</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เพราะว่าการศึกษาคือการลงทุนอย่างหนึ่ง</strong></h4>



<p>ถูกต้อง</p>



<p>ในเชิงเศรษฐศาสตร์เรามองการศึกษาคือการลงทุนอยู่แล้ว เราเสียเงินที่เราควรจะทำได้ในขณะที่เรียนอยู่ เพื่อจะทำเงินได้เยอะขึ้นในอนาคต</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อาจจะไม่ต้องเป็นเด็กยากจน แต่ชนชั้นกลางก็เจ็บปวดกับทุนเหมือนกัน มีเงื่อนไขผูกมัดเยอะแยะ อาจารย์เจอคนที่เต็มไปด้วยเงื่อนไขผูกมัดมากมาย ปัญหาที่ตามมาจากตรงนี้มันคืออะไรบ้าง</strong></h4>



<p>ส่วนหนึ่งคือเด็กก็ไม่อยากรับทุน เขารู้ว่ามันมีเงื่อนไข จริง ๆ ทุนควรฟรีให้เขา โดยความหมายคือคุณควรจะดีใจ ไม่ควรมีอะไรทำให้คุณเสียใจที่ได้ทุน เพราะมันเป็น free opportunity ให้กับคุณ&nbsp;</p>



<p>ทุนส่วนใหญ่ในเมืองนอกไม่มีเงื่อนไขนะ อาจจะเป็นประเทศกำลังพัฒนาอย่างเราที่มีเงื่อนไข เพราะเขารู้สึกว่าพวกนี้มันไม่ใช่การลงทุนของเด็ก ต่างจากเมืองนอกที่มองว่าทุนคือ individual investment เป็นโอกาสฟรี ๆ ในชีวิตของเขา แต่กลายเป็นว่าทุนของรัฐบาลไทยหรือประเทศกำลังพัฒนา มันเป็นการลงทุนของรัฐมากกว่าการลงทุนของเด็ก ลงทุนขนาดนี้ก็ควรต้องได้รีเทิร์นกลับมา แปลว่าต้องกลับมาทำงานชดใช้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การได้รับทุนที่มีเงื่อนไข ความ suffer ส่วนหนึ่งเพราะต้องกลับมาใช้ทุนอยู่ในระบบ</strong></h4>



<p>สาเหตุที่คนเสียใจที่ได้รับทุนไปคือเพราะโครงสร้างหลังจากนั้นไม่ได้เป็นโครงสร้าง ระบบที่เอื้ออำนวย ให้เขา fulfill ศักยภาพของเขา คือเราให้ทุนกับเด็กเพราะเราคิดว่าคนนี้มีศักยภาพ แต่กลับกลายเป็นว่าเราไปลดศักยภาพที่เขาทำได้ เราเห็นได้เยอะมากเลย คนไทยเก่งกว่าผมเยอะแยะ เป็นพันเป็นหมื่น แต่ทำไมผม shine อยู่ตรงนี้ได้ เพราะผมไม่ได้รับทุน ไม่มีอะไรบั่นทอนศักยภาพของผม แต่คนที่เก่งหลายคน รับทุนไปก็ไปเป็นอาจารย์ มันมีอะไรในระบบทำให้เขารู้สึกเบื่อหน่าย ท้อ ไม่มีโอกาส</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทุนต่างประเทศที่ไม่มีเงื่อนไข มีอะไรบ้าง </strong></h4>



<p>ทุนปริญญาเอกเกือบทุกที่เลย ผมก็เพิ่งได้ทุนจากสิงคโปร์มา ที่จะไปจ้างเด็กมาทำงานกับผมได้ คือทุนจ่ายเงินให้ฟรีมาทำงาน แล้วเขาก็ไปเพิ่มโอกาสของตัวเขาเองในอนาคต เป็นทุนเปิดโอกาสชีวิตของเขา ถ้าเขาอยากจะได้</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-80cbe4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/05_ณัฐวุฒิ-เผ่าทวี.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>สุดท้าย “เราใช้เงินซื้อการศึกษาได้” สำหรับอาจารย์ยังคงเป็นความจริงอยู่ไหม</strong></h4>



<p>อยู่แล้ว เพราะเราอยู่ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง มีเอกชนที่รู้ว่าเราสามารถหากำไรตรงนี้ได้ เช่น โรงเรียนนานาชาติต่าง ๆ นานา ที่เก็บค่าเรียนแพง ๆ เพราะเขารู้ว่ามีดีมานด์ โอกาสชีวิตหลังจากโรงเรียนนี้กับโรงเรียนที่ไม่ได้ดีเท่า ก็แตกต่างกันมาก&nbsp;&nbsp;</p>



<p>โดยอุดมคติเราต้องการที่จะให้การศึกษาเท่าเทียมกัน คุณภาพเท่าเทียมกัน ผมเคยถามคนที่มีลูกว่า สมมติโรงเรียนไทยมีทุกอย่างที่รร.นานาชาติมี แต่ไม่มีฝรั่งเลย เขาจะยังส่งเรียนรร.ฝรั่งมั้ย เขาบอกก็คงยังส่งอยู่ นั่นคือค่านิยมของเมืองไทยเหมือนกัน มีหลายปัจจัยมากที่ทำให้รู้สึกว่าคนเราอยากจ่ายเงินซื้อการศึกษา ซึ่งผมเข้าใจนะ แต่ผมก็เชื่อว่าถ้าเกิดมีความเท่าเทียมจริง ๆ อย่างสแกนดิเนเวีย หลายคนก็คงอยากให้สังคมเป็นแบบนั้นมากกว่า</p>



<p></p>



<p>เอื้อเฟื้อภาพ : The Potential</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-64529/">ณัฐวุฒิ เผ่าทวี :  ทุนคือสิ่งสำคัญ ในวันที่คนยังคิดว่าความจนมาจากการไม่พยายาม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากโนเบลเศรษฐศาสตร์ สู่นวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำ (1) : เครื่องมือขจัดความจน และกลไกการออกแบบนโยบาย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/economics-nobel-seminar-part-1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Jun 2021 06:25:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐวุฒิ เผ่าทวี]]></category>
		<category><![CDATA[ประสาร ไตรรัตน์วรกุล]]></category>
		<category><![CDATA[โนเบลเศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[โสมรัศมิ์ จันทรัตน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41576</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากที่&#160;อภิจิต แบนเนอร์จี&#160;(Abhijit Banerje [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/economics-nobel-seminar-part-1/">จากโนเบลเศรษฐศาสตร์ สู่นวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำ (1) : เครื่องมือขจัดความจน และกลไกการออกแบบนโยบาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากที่&nbsp;<strong>อภิจิต แบนเนอร์จี</strong>&nbsp;(Abhijit Banerjee)&nbsp;<strong>เอสเธอร์ ดูฟโล</strong>&nbsp;(Esther Duflo) สองนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เจ้าของหนังสือ<a href="https://www.the101.world/poor-economics/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">&nbsp;‘Poor Economics’&nbsp;</a>และ&nbsp;<strong>ไมเคิล เครเมอร์</strong>&nbsp;(Michael Kremer) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2019 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงในวงกว้างคือเรื่อง ‘เศรษฐศาสตร์ของความจน’ อันเป็นจุดร่วมในผลงานของทั้งผู้ได้รับรางวัลทั้งสามคน ซึ่งใช้การวิจัยเชิงทดลอง (experimental research) มาช่วยวิเคราะห์ปัญหา และออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>



<p>หนึ่งในระเบียบวิธีวิจัยที่แบนเนอร์จีและดูโฟลใช้คือ การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trials: RCTs) ซึ่งเป็นการวิจัยโดยใช้การทำการทดลองในพื้นที่จริงเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ กล่าวอย่างง่าย ระเบียบวิธีวิจัยนี้เป็นการทดลองใช้<em>นโยบายที่ต่างกัน</em>กับ<em>กลุ่มตัวอย่างที่สุ่มมาเหมือนกัน</em>&nbsp; แล้วดูว่าผลลัพธ์ของนโยบายที่เกิดขึ้นมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ในซีรีส์ความรู้ชุด&nbsp;<a href="https://www.the101.world/category/spotlights/econ-never-dies/">‘เศรษฐศาสตร์ตายแล้ว’&nbsp;</a>&nbsp;ธร ปิติดล เคยได้ชี้ให้เห็นว่า ใน<a href="https://www.the101.world/econ-never-dies-thorn-pitidol/">โลกใหม่ของเศรษฐศาสตร์การเมืองและเศรษฐศาสตร์พัฒนา</a>&nbsp;“วิธีการวิจัยแบบ RCTs ได้ขยับกระบวนการผลิตความรู้ของเศรษฐศาสตร์จากเดิมที่นั่งดูตัวเลขสถิติและทำวิจัยในห้องสมุด ออกไปเจอความจริงจากพื้นที่มากขึ้น … จุดเด่นของวิธีการนี้คือ การได้องค์ความรู้จากพื้นที่ ทำให้เศรษฐศาสตร์เข้าใกล้กับความซับซ้อนและความละเอียดอ่อนของมนุษย์มากขึ้น จากเดิมที่มองมนุษย์ด้วยสมมติฐานแบบแข็งๆ ก่อน เช่น มองว่ามนุษย์สมเหตุสมผล เป็นสัตว์เศรษฐกิจ ก็เปลี่ยนมาทำความเข้าใจมนุษย์จากการตัดสินใจในความเป็นจริงของเขาก่อน ว่าเขาเลือกอะไร เพราะอะไร บนข้อจำกัดแบบไหน”</p>



<p>รางวัลโนเบลของแบนเนอร์จีและดูฟโล และความรู้ที่พวกเขาได้บุกเบิกนับว่ามาถูกที่ถูกเวลา ในโลกที่ความเหลื่อมล้ำกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ</p>



<p>เมื่อกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำ ปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดเริ่มต้นสำคัญของความเหลื่อมล้ำในทุกช่วงชีวิต คือความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ซึ่งยังคงปรากฏอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย</p>



<p>ในวาระดังกล่าว&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/EEFthailand/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</a>&nbsp;และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ้งภากรณ์ ได้ร่วมกันจัด​เวทีเสวนาวิชาการ เรื่อง&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/EEFthailand/videos/2552953578270799/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘จากรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2562 สู่การใช้นวัตกรรมทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทย’</a>&nbsp;ขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ มาออกแบบนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆ จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ทั้งด้านเศรษฐศาสตร์และการศึกษา</p>



<p>แนวทางของเศรษฐศาสตร์การพัฒนา ช่วยขจัดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์แบบไหนที่ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาดังกล่าว และอะไรคือช่องโหว่ของการผลักดันทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริง</p>



<p>ต่อไปนี้คือเนื้อหาบางช่วงบางตอน ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ไปจนถึงการนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาวิเคราะห์และออกแบบนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ff8461"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/prasarn_1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</figcaption></figure></div></div></div>



<h3 class="gb-headline gb-headline-9482ff69 gb-headline-text">“เราต้องไม่ทิ้งปัญหาความยากจนไปยังคนรุ่นต่อไป” – ประสาร ไตรรัตน์วรกุล</h3>



<p>ก่อนเริ่มเสวนา&nbsp;<strong>ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล</strong>&nbsp;ประธานคณะกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้กล่าวปาฐกถา ในหัวข้อ ‘นวัตกรรมในการจัดทำนโยบายเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา บทเรียนจากรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี พ.ศ. 2562’ โดยระบุว่าการที่ อภิจิต แบนเนอร์จี, เอสเธอร์ ดูฟโล และ ไมเคิล เครเมอร์ ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2019 ถือเป็นการยกย่องการนำ ‘นวัตกรรมการวิจัยเชิงทดลอง’ (Experimental Research) มาสนับสนุนการวิจัยเศรษฐศาสตร์การพัฒนา ซึ่งตนเห็นว่าการมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ เป็นการมอบรางวัลที่ ‘ถูกที่ถูกเวลา’</p>



<p>“ก่อนที่จะมีการมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศอังกฤษอย่าง Lord Mervyn King ได้แสดงทัศนะในเชิงการตั้งคำถามที่น่าสนใจต่อการมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ว่า รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์มีไปเพื่ออะไร</p>



<p>“Lord Mervyn King มองว่ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์นั้นแตกต่างจากรางวัลโนเบลสาขาอื่นๆ ที่มอบแก่ผู้ค้นพบ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือทางออกในการแก้ไขข้อจำกัดทางฟิสิกส์ เคมี หรือ ทางการแพทย์ เป็นต้น แต่เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลส่วนใหญ่วิจัยคิดค้นขึ้นมาได้นั้น ที่สุดแล้วอาจช่วยได้เพียงการให้ความเข้าใจ (insight) หรือการอธิบายปรากฏการณ์ มากกว่าการให้คำตอบที่ชัดเจน ดังที่เขากล่าวว่า It confirms that economics at its best gives us insights not solutions.”</p>



<p>ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ. ชี้ว่านี่เป็นคำอธิบายที่น่าสนใจ เพราะการมอบรางวัลในปีนี้เป็นการเชิดชูการนำนวัตกรรมการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) มาสนับสนุนการวิจัยเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนา เพื่อช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายลดความเหลื่อมล้ำและความยากจน เกิดความเข้าใจในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผ่านการทดสอบด้วยกระบวนการอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ได้ ว่ามาตรการใดที่ใช้ได้ผลหรือไม่ได้ผล และหากได้ผลแล้ว มีเหตุปัจจัยใดบ้างที่เพิ่มหรือลดประสิทธิภาพของมาตรการดังกล่าว ซึ่งช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายมี ‘ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์’ เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะขยายผลการใช้มาตรการดังกล่าวในวงกว้างระดับประเทศต่อไปหรือไม่</p>



<p>ในส่วนของสถานการณ์ด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ดร.ประสาร เปิดข้อมูลจากสถาบันสถิติแห่งองค์การยูเนสโก ที่ชี้ว่ายังมีเด็กเยาวชนมากกว่า 263 ล้านคนทั่วโลกที่ยังคงอยู่นอกระบบการศึกษา โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กที่อยู่ในวัยประถมศึกษามากกว่า 60 ล้านคน ขณะที่ความเสมอภาคทางการศึกษาในทศวรรษที่ผ่านมาเริ่มชะลอตัวลง โดยกลุ่มเป้าหมาย 5-10% สุดท้าย ยังเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษา หรือต้องออกจากการเรียนกลางคัน</p>



<p>“ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ตัวเลขเด็กนอกระบบการศึกษาในระดับโลก เริ่มกลับมามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นระหว่างปี 2016-2017 อีกครั้ง ขณะที่ประเทศไทยเอง ปัจจุบันยังมีเยาวชนในครอบครัวที่ยากจนและด้อยโอกาสอีกมากกว่า 670,000 คน อายุระหว่าง 3-18 ปี และยังมีนักเรียนกลุ่มเสี่ยงในครอบครัวที่ยากจนและยากจนพิเศษอีกเกือบ 2 ล้านคน ที่อาจหลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน”</p>



<p>จากสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของโลกที่มีแนวโน้มลดลงในอัตราที่ถดถอยมาก ขณะที่งบประมาณของภาครัฐและเงินบริจาคกลับมีแนวโน้มลดลง ดร.ประสารชี้ว่ามีความจำเป็นที่ผู้กำหนดนโยบายต้องเลือกใช้ ‘มาตรการที่ลงทุนน้อย แต่ได้ผลมาก’ โดยนวัตกรรมการวิจัยเชิงทดลองที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ อาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบาย รวมถึงหน่วยงานที่มีภารกิจลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขปัญหาความยากจน สามารถเลือกนโยบายที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาตามบริบทของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืน</p>



<p>“จากผลการวิจัยประเมินผลโครงการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากกว่า 31 โครงการทั่วโลก ด้วยกระบวนการ RCTs พบว่านโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยมาตรการที่เจาะจงไปที่ ‘อุปสงค์ต่อการศึกษา’ (Demand for Education) หลายมาตรการ ซึ่งเป็นมาตรการที่ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา และตรงตามความต้องการที่แท้จริงของฝั่งผู้เรียนและครอบครัว ให้ผลลัพธ์และความคุ้มค่าทางงบประมาณที่สูงกว่ามาตรการด้านอุปทานของการศึกษา ที่เน้นผู้จัดการศึกษาเป็นตัวตั้ง</p>



<p>“ตัวอย่างสำคัญของมาตรการที่เจาะจงไปที่ ‘อุปสงค์ต่อการศึกษา’ เช่น การลดต้นทุนการเข้าถึงการศึกษาด้วยการสนับสนุนเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข (Conditional Cash Transfer: CCT) ต่ออัตราการมาเรียนของผู้เรียน ซึ่งเป็นมาตราการที่ กสศ. ดำเนินการอยู่ หรือการสนับสนุนอาหารเช้า เครื่องแบบ และการเดินทาง แบบมีเงื่อนไข (Non-cash Conditional Transfer: NCT)”</p>



<p>นอกจากนี้ ดร.ประสาร ยังชี้ว่าประเทศไทยยังมีโจทย์สำคัญอีกหลายเรื่องที่ควรเร่งจัดการอย่างเป็นระบบ ก่อนจะส่งผลต่อเสถียรภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยชี้ว่าการแก้ไขต้องทำที่ต้นทาง เริ่มจากการทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งหลายหน่วยงานกำลังทำอยู่ รวมถึง กสศ. เองที่มีหน้าที่ส่งเสริมด้านข้อมูลความรู้ ค้นหาแนวทางใหม่ๆ รวมถึงสาเหตุว่าการที่เด็กและเยาวชนไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้เต็มที่นั้นเป็นเพราะเหตุใด</p>



<p>“ความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นภารกิจที่ใหญ่หลวง และหาใช่ภารกิจที่ กสศ. จะดำเนินการให้สำเร็จได้เพียงลำพังด้วยทรัพยากรที่จำกัดและโจทย์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน แต่จำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง” ดร.ประสารกล่าว พร้อมทิ้งท้ายว่า “ผมขอให้ทุกท่านมาร่วมกันผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ในชั่วชีวิตของพวกเรานี้ ไม่ทิ้งปัญหาความยากจนข้ามชั่วคนไปยังคนรุ่นต่อไป”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4e4742"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/sommarat_1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยด้านระบบการเงิน สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์</figcaption></figure></div></div></div>



<h3 class="gb-headline gb-headline-9d2392eb gb-headline-text">“RCTs&nbsp;ไม่ใช่วิธีแก้จน” – โสมรัศมิ์ จันทรัตน์</h3>



<p>หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับการพูดถึงอย่างแพร่หลาย จากการมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ คือเครื่องมือในการวิจัยที่เรียกว่า&nbsp;<strong>Randomized controlled trials&nbsp;</strong><strong>(</strong><strong>RCTs</strong><strong>)&nbsp;</strong>หรือการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม เป็นวิธีการวิจัยเชิงทดลองที่นักเศรษฐศาสตร์ทั้งสามคนนำมาใช้กับงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะในการออกแบบและพิจารณาผลกระทบจากนโยบายขจัดความยากจน จากเดิมที่การศึกษาในสาขาเศรษฐศาสตร์การพัฒนามักจะอยู่ในรูปแบบกรอบคิดทางทฤษฎี</p>



<p>ใน<a href="https://www.nobelprize.org/prizes/economic-sciences/2019/press-release/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">คำประกาศรางวัล</a>ของ The Royal Swedish Academy of Sciences ระบุว่างานวิจัยของทั้งสามคน มีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพในการต่อสู้กับปัญหาความยากจน โดยไมเคิล เครเมอร์ นั้นได้พิสูจน์ให้เห็นว่าวิธีการวิจัยเชิงทดลองที่เขาใช้นั้นมีประสิทธิผลเพียงใด จากการช่วยยกระดับคุณภาพของโรงเรียนในประเทศเคนย่าช่วงกลางทศวรรษ 1990 ขณะที่อภิจิต แบนเนอร์จี และ เอสเธอร์ ดูฟโล ก็ได้ร่วมกันทำงานศึกษาวิจัยในลักษณะเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาความยากจนในหลายประเทศ โดยการวิจัยเชิงทดลองที่พวกเขาใช้นั้นส่งอิทธิพลอย่างมากต่อแวดวงเศรษฐศาสตร์พัฒนาในปัจจุบัน</p>



<p><strong>ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์</strong>&nbsp;หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยด้านระบบการเงิน สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวถึงเครื่องมือดังกล่าวว่า RCTs ไม่ใช่เครื่องมือแก้จนอย่างที่หลายคนเข้าใจ ทว่าเป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ เครื่องมือ ที่ถูกนำมาใช้ในการออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ</p>



<p>“ดิฉันอยากพูดถึงประเด็นที่หลายคนอาจเข้าใจผิด จากกระแสข่าวโนเบลที่ออกมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับการใช้ RCTs&nbsp;<em>ประการแรก</em>&nbsp;RCTs ไม่ใช่วิธีแก้จน แต่เป็นเพียงวิธีการหนึ่งที่สามารถเอามาช่วยในการทดลองศึกษานโยบายว่ามีประสิทธิภาพอย่างไร พูดง่ายๆ คือเป็น evidence-based policy making&nbsp;<em>ประการที่สอง</em>&nbsp;นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลปีนี้ ก็ไม่ได้ใช้แค่ RCTs อย่างเดียว แต่ใช้หลายๆ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการศึกษาประสิทธิผลของนโยบาย”</p>



<p>ดร.โสมรัศมิ์ อธิบายต่อว่า evidence-based policy หรือนโยบายที่ออกแบบโดยอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ คือรากฐานสำคัญของการออกแบบนโยบายที่หลายประเทศใช้กันมานานแล้ว ทว่ายังไม่ค่อยเห็นนักในประเทศไทย</p>



<p>“กระบวนการของ evidence-based policy making จะช่วยตอบคำถามตั้งแต่ต้นว่า ควรจะทำนโยบายอะไร นโยบายเหล่านั้นมีกลไกอย่างไรที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ที่เราต้องการ เราควรจะ target คนกลุ่มไหน เราจะ implement นโยบายกับคนกลุ่มนั้นๆ อย่างไร ไปจนถึงว่านโยบายนั้นคุ้มค่าขนาดไหน ควรขยายสเกลหรือไม่ และถ้าควรขยาย จะขยายอย่างไร</p>



<p>“ไมเคิล เครเมอร์ หนึ่งในผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล เคยทำงานวิจัยที่รวบรวม evidence-based policy ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั่วโลก จำนวนสามร้อยกว่าเคส ที่น่าตกใจคือไม่มีสักเคสที่มาจากประเทศไทย ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเริ่มขยับตัว แล้วทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง”</p>



<p>สำหรับกระบวนการทำ evidence-based policy ดร.โสมรัศมิ์อธิบายว่ามี 4 ขั้นตอนหลักๆ หนึ่งคือต้องมี policy question ว่านโยบายนั้นๆ ทำไปเพื่ออะไร สองคือมี framework เพื่อเอามาช่วยย่อย policy question และสร้างสมมติฐานในการทดสอบนโยบาย สามคือต้องมี data ที่จะช่วยในการหา evidence ได้ และสุดท้าย ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากคือ causal influence หรือการสร้างเหตุและผล ซึ่งเป็นหัวใจในวิชาชีพนักเศรษฐศาสตร์</p>



<p>ดร.โสมรัศมิ์ ยกตัวอย่าง<a href="https://www.researchgate.net/publication/308169812_Conditional_Cash_transfer_in_Mexico" target="_blank" rel="noreferrer noopener">นโยบายแก้จนของประเทศเม็กซิโก</a>&nbsp;ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 1998 ผ่านโปรแกรมที่เรียกว่า Conditional cash transfer (CCT) เพื่อแก้ปัญหาความยากจนของคนจำนวน 1 ใน 4 ของประเทศ โดยใช้ evidence-based ตั้งแต่แรกเริ่มโครงการ ปรากฏว่าเมื่อเวลาผ่านไป โครงการนี้ก็ยังดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหลายต่อหลายครั้งก็ตาม ขณะเดียวกันก็มีงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์จำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าโครงการนี้มีประสิทธิผลและช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้จริง อย่างไรก็ตาม การนำ RCTs มาใช้ในการทำ evidence-based policy นั้น ดร.โสมรัศมิ์ชี้ว่าอาจใช้ไม่ได้กับทุกกรณีเสมอไป</p>



<p>“หลักใหญ่ใจความของ RCTs คือการสุ่มคนให้เข้าร่วมโปรแกรม กับสุ่มคนให้ไม่เข้าร่วมโปรแกรม ซึ่งวิธีการนี้ไม่ใช่ว่าจะทำได้ในทุกที่ หรือทุกกรณี ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถเลือกปฏิบัติได้หรือไม่ ในการให้โปรแกรมกับบางคน และไม่ให้โปรแกรมกับบางคน</p>



<p>“ข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งของวิธีนี้คือ กลุ่มตัวอย่างจะมีขนาดไม่ใหญ่มาก กล่าวคือจะสุ่มใช้โปรแกรมได้กับบางพื้นที่ หรือบางกลุ่มตัวอย่างเท่านั้น ไม่สามารถทำทั้งประเทศได้ เพราะจะใช้ต้นทุนมหาศาลในการเก็บข้อมูล ซึ่งอาจต้องใช้เครื่องมืออื่นๆ เข้ามาเสริม ตามแต่เงื่อนไขของแต่ละพื้นที่”</p>



<p>สำหรับเครื่องมืออื่นๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์มักนำมาช่วยในการออกแบบนโยบายนอกจาก RCTs ดร.โสมรัศมิ์กล่าวว่ามีหลายเครื่องมือด้วยกัน ไล่ตั้งแต่ Difference in difference, Regression discontinuity, Randomization, Structural modeling และ Admin data</p>



<p>“ทั้งนี้ การจะเลือกใช้วิธีไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราถามคำถามอะไร macro หรือ micro, เป็น short term หรือ long term, อยากรู้ mechanism หรืออยากรู้ impact ควบคู่ไปกับการประเมินข้อมูลที่มีอยู่ในมือ และข้อจำกัดต่างๆ เช่น เรื่องงบประมาณ ซึ่งส่งผลต่อขนาดของกลุ่มตัวอย่างในการทำ RCTs”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0c5d43"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/nattawut-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ศาสตราจารย์ด้าน Behavioural Science จาก Warwick Business School</figcaption></figure></div></div></div>



<h3 class="gb-headline gb-headline-8de8656c gb-headline-text">เปลี่ยนจาก ‘big change, small impact‘&nbsp;เป็น ‘small change, big impact‘ –&nbsp;ณัฐวุฒิ เผ่าทวี</h3>



<p>ด้าน&nbsp;<strong>ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี</strong>&nbsp;ศาสตราจารย์ด้าน Behavioural Science จาก Warwick Business School ประเทศอังกฤษ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองด้านพฤติกรรมศาสตร์ว่า</p>



<p>นอกจากโจทย์ที่ว่า จะทำนโยบายอย่างไรแล้ว ณัฐวุฒิชี้ว่าอีกประเด็นที่ควรให้ความสนใจคือ ปัจจัยอะไรที่จะทำให้นโยบายประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนพฤติกรรมของคน เขาเริ่มต้นด้วยคำถามว่า</p>



<p>“คุณคิดว่านโยบายสาธารณะของเราส่วนใหญ่ มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหนในการเปลี่ยนพฤติกรรมของคน ไม่ว่าจะนโยบายด้านการศึกษา นโยบานด้านการเงิน นโยบายเรื่องการลดคอร์รัปชัน หรือนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมก็ตาม” พร้อมเสริมว่า เมื่อพูดถึงการออกแบบนโยบาย เขาอยากชวนให้พิจารณาถึงความสัมพันธ์ input กับ output</p>



<p>“ในแวดวงวิชาการ จะการมีพูดถึง output หรือผลลัพธ์อยู่บ่อยๆ แต่ถ้าเป็นฝั่งของนักการเมืองหรือรัฐบาล เขาจะพูดถึง input มากกว่า เช่น จะให้เงินอัดฉีดเข้าไปเท่าไหร่ แต่แทบไม่มีใครพูดถึง output เลย ว่างบที่อัดฉีดเข้าไปนั้น มันสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้มากน้อยแค่ไหน ผมอยากเปลี่ยน paradigm ตรงส่วนนี้</p>



<p>“ข้อต่อมา นโยบายสาธารณะ ไม่ว่านโยบายอะไรก็ตาม จะมีประสิทธิภาพกับกลุ่มคนแค่กลุ่มเดียวเท่านั้น กลุ่มนั้นก็คือคนที่อยากทำในสิ่งที่เราอยากให้เขาทำอยู่แล้ว แต่ที่เขาทำไม่ได้เพราะอาจมีข้อจำกัด ไม่ว่าในเชิงแรงจูงใจ หรือทรัพยากรก็ตาม การให้นโยบายไปจึงเป็นเหมือนการเปิดโอกาสให้กับเขาได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ</p>



<p>“อีกกลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มคนที่ไม่ทำ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีนโยบายก็ตาม ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์จะคิดว่านโยบายไม่มีผลกับคนกลุ่มนี้”</p>



<p>ดร.ณัฐวุฒิ อธิบายว่า นโยบายสาธารณะส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ถ้าไม่ใช่การบังคับให้ทำ ก็จะเป็นการให้ทรัพยากรกับประชาชน เช่น นโยบายแจกเงินคนจน นโยบายชิมช็อปใช้ นโยบายเกิดปั๊บรับแสน เป็นต้น แล้วปล่อยให้ประชาชนบริหารทรัพยากรเหล่านั้นกันเอง</p>



<p>“ถ้าพูดในเชิงเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์จะเชื่อว่าคนเรามีเหตุมีผล แต่หลายคนคงคิดเหมือนผมว่า จริงๆ เราอาจไม่ได้มีเหตุผลขนาดนั้น ในทุกๆ เรื่องที่เราตัดสินใจ เพราะถ้านักเศรษฐศาสตร์พูดถูกต้องว่าทุกคนมีเหตุผล เราคงไม่มีความเสียดายหรือเสียใจในชีวิตของเราเลย เพราะเราทำทุกอย่างโดยที่เราเชื่อว่ามีเหตุผลแล้ว แต่ถ้าเรามองในมุมของพฤติกรรมศาสตร์ เราอาจต้องตั้งข้อสังเกตใหม่ว่า คนใช้เหตุผลในการตัดสินใจจริงหรือ</p>



<p>“มีงานวิจัยที่ชี้ว่า ความจริงแล้วในชีวิตประจำวันของเรา เรามักตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึกหรืออารมณ์ มากกว่าการใช้เหตุผลอย่างเป็นระบบ ซึ่งบางครั้งการตัดสินใจแบบเร็วๆ โดยใช้อารมณ์ความรู้สึก มันกลับมีผลในระยะยาวมากต่อชีวิตของเรา”</p>



<p>“ประเด็นอยู่ที่ว่า ถ้าการตัดสินใจส่วนใหญ่ในชีวิตของคนเรา มาจากอารมณ์ความรู้สึกเสียส่วนใหญ่ เราควรให้รัฐออกนโยบายแบบบังคับใช้ทั้งหมดเลยดีไหม ไม่ต้องให้เลือก เพราะรัฐรู้แล้วว่าการตัดสินใจของคนเราอาจมีผิดมีพลาด และอาจส่งผลเสียตามมา หรือจะใช้นโยบายแบบอื่นที่สามารถปรับพฤติกรรมคนได้”</p>



<p>ดร.ณัฐวุฒิ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการที่เขาศึกษาวิจัยเรื่องเศรษฐศาสตร์ของความสุข พบว่าในประเทศที่ประชาชนมีโอกาสได้เลือก คนจะมีความสุขกับชีวิตมากกว่าคนในประเทศที่ไม่มีโอกาสเลือก หรือมีทางเลือกน้อย พร้อมเน้นย้ำว่า ถ้าพิจารณาในกลุ่มคนที่ไม่ทำ แม้จะมีหรือไม่มีนโยบาย นักเศรษฐศาสตร์จะมองว่าเขามีเหตุมีผล ยังไงก็เปลี่ยนพฤติกรรมเขาไม่ได้ แต่ถ้ามองในมุมจิตวิทยา เขาจะบอกว่าเปลี่ยนได้</p>



<p>อีกประเด็นที่ ดร.ณัฐวุฒิยกขึ้นมา คือการชี้ให้เห็นว่าตอนนี้เราตกอยู่ในภาวะของ ‘Big change, small impact’ ซึ่งเขามองว่าควรต้องปรับมโนทัศน์ใหม่เป็น ‘Small change, big impact’ ผ่านนโยบายที่ใช้ทฤษฎีเรื่องการ&nbsp;<a href="https://www.the101.world/nudge-richard-thaler/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘Nudge’ ของ ริชาร์ด ธาเลอร์</a>&nbsp;เจ้าพ่อด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ซึ่งประสบความสำเร็จในหลายประเทศ</p>



<p>ดร.ณัฐวุฒิอธิบายว่า แนวคิดหนึ่งที่ธาเลอร์เสนอไว้คือ Libertarian Paternalism คือการทำให้เขาทำในสิ่งที่เราอยากให้เขาทำ เพราะมันดีต่อชีวิตเขา ‘โดยที่เขารู้สึกว่าเขาเลือกเอง’</p>



<p>“สมมติเราไปกำหนดนโยบายว่า คุณต้องทำอันนี้นะ ถ้าเกิดคนที่ไม่อยากทำ ยังไงเขาก็ไม่ทำ เพราะมันฝืน แต่หากเราอยากเปลี่ยนใจใครสักคนหนึ่ง ถ้าเขาอยากทำอยู่แล้ว แต่อาจรู้สึกว่าทำไม่ได้ด้วยปัจจัยบางอย่าง สิ่งที่เราทำคือการไปสะกิดเขานิดเดียว เพื่อให้เขาเห็นว่ามันทำได้นะ และมันจะเกิดผลที่ยิ่งใหญ่ได้ โดยการเปลี่ยนแค่นิดเดียว”</p>



<p>ณัฐวุฒิ อธิบายต่อว่าหลักการนี้จะสำเร็จได้ มี 4 ปัจจัยด้วยกัน เรียกว่า ‘E A S T’ “E- Easy คือการทำให้มันง่ายขึ้น, A-Attract ถ้าคุณอยากให้ใครทำอะไรสักอย่าง ต้องทำให้ ‘ความน่าจะทำ’ เด่นชัดขึ้น, S-Social ถ้าคุณอยากให้ใครทำอะไรสักอย่าง ต้องทำให้เขารู้สึกว่า คนอื่นเขาก็ทำกัน, T-Timing ถ้าคุณอยากให้เขาทำอะไรสักอย่าง ต้องบอกให้เขาทำในตอนที่เขาน่าจะฟังที่สุด”</p>



<p>ณัฐวุฒิ เล่าต่อว่า มีหลายนโยบายด้วยกันที่ใช้วิธีการนี้ โดยยกตัวอย่างการเปลี่ยนนโยบายการออมในอังกฤษ โดยจากเดิมที่จะใช้การ opt in เปลี่ยนมาใช้การ opt out แทน</p>



<p>“จากที่เปิดทางเลือกว่าให้ออมเพิ่มทีหลัง เปลี่ยนเป็นหักเข้าเป็นเงินออมไว้เลยตั้งแต่แรก โดยเปิดทางเลือกว่าจะเอาออกมาก็ได้ ปรากฏว่าพอเปลี่ยนมาเป็น opt out สุดท้ายแทบไม่มีใครเอาออกเลย นี่คือการเปลี่ยนแค่จุดเดียว จุดเล็กๆ แต่ทำให้คนสามารถออมเงินได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีนโยบายไหนที่มีประสิทธิภาพขนาดนี้ในการเปลี่ยนพฤติกรรมการออมของคน”</p>



<p>อีกตัวอย่างหนึ่ง คือการเปลี่ยนนโยบายเพื่อให้คนจ่ายภาษีมากขึ้น จากเดิมที่ใช้การส่งอีเมลให้แต่ละคน แล้วให้เข้าไปกรอกแบบฟอร์มในเว็บไซต์ tax office ของอังกฤษ ซึ่งต้องใช้เวลา และผ่านหลายขั้นตอนกว่าจะเข้าถึงแบบฟอร์มได้ มาเป็นการส่งลิงค์ที่เชื่อมไปยังแบบฟอร์มตรงแทน</p>



<p>“เขาใช้วิธีการ randomize สุ่มใช้วิธีนี้กับกลุ่มทดลองจำนวนห้าพันกว่าคน ปรากฏว่าอัตราการตอบกลับอีเมลว่าได้ชำระภาษีเรียบร้อยแล้ว เพิ่มจาก 19.2% เป็น 23.4% เห็นไหมครับ เขาเปลี่ยนแค่นิดเดียว แต่เก็บภาษีได้เพิ่มอีกมหาศาล”</p>



<p>จากตัวอย่างที่ว่ามา ณัฐวุฒิเสนอว่าถ้าสามารถนำแนวทางการปรับนโยบายเช่นนี้มาใช้กับเรื่องปัญหาความยากจน รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ก็น่าจะช่วยให้เกิดนโยบายที่มีประสิทธิผลได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ต้นทุนมากมายเสมอไป พร้อมทิ้งท้ายว่า “อยากให้ทุกคนคิดถึง mechanism ด้วย อย่าเพิ่งลืม what works โดยคิดถึงแต่ how-to อย่างเดียว”</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กับ The101.world</p></blockquote></figure>



<p></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/economics-nobel-seminar-part-1/">จากโนเบลเศรษฐศาสตร์ สู่นวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำ (1) : เครื่องมือขจัดความจน และกลไกการออกแบบนโยบาย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
