<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฐปนีย์ เอียดศรีไชย | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C-%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 26 Jan 2023 12:07:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ฐปนีย์ เอียดศรีไชย | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือ ‘ดาต้า’ ไม่ใช่ ดราม่า’ นโยบายฟื้นฟูอย่างเสมอภาค ยั่งยืน จึงต้องมาและทำได้จริง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-260123/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Jan 2023 11:53:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคไทยสร้างไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ฐปนีย์ เอียดศรีไชย]]></category>
		<category><![CDATA[สันติพงษ์ ช้างเผือก]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม]]></category>
		<category><![CDATA[Equitable Education Recovery Policy]]></category>
		<category><![CDATA[วงคุยวิธีคิดสู่การออกแบบนโยบายฟื้นฟูระบบการศึกษาไทยอย่างเสมอภาคและยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคเพื่อไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคก้าวไกล]]></category>
		<category><![CDATA[วิโรจน์ ลักขณาอดิศร]]></category>
		<category><![CDATA[The Reporters]]></category>
		<category><![CDATA[Thai pbs]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคประชาธิปัตย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=64015</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ถูกจับตามองในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-260123/">ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือ ‘ดาต้า’ ไม่ใช่ ดราม่า’ นโยบายฟื้นฟูอย่างเสมอภาค ยั่งยืน จึงต้องมาและทำได้จริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ถูกจับตามองในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้น <strong>‘ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’</strong> ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้มีนักเรียนยากจนจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>แม้ว่าจะเป็นปัญหาที่เห็นได้ชัด แต่การแก้ปัญหานั้นต้องอาศัยการขับเคลื่อนเชิงนโยบายที่ถูกออกแบบอยู่บนฐานของความรู้ อาศัยการทำงานกับฐานข้อมูล (data) เพื่อกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อน และนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุดและยั่งยืน</p>



<p>ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของ <strong>“วงคุยวิธีคิดสู่การออกแบบนโยบายฟื้นฟูระบบการศึกษาไทยอย่างเสมอภาคและยั่งยืน (Equitable Education Recovery Policy)”</strong> จัดขึ้นโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายและตัวแทนพรรคการเมือง เพื่อร่วมกันเสนอวิธีคิดและเปิดความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่จะช่วยลดความเหลื่อล้ำทางการศึกษาและเพิ่มความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมือง ดังนี้</p>



<ul><li><strong>ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม</strong> ประธานคณะที่ปรึกษาด้านส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ พรรคเพื่อไทย</li><li><strong>ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ</strong> โฆษกพรรคไทยสร้างไทย</li><li><strong>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร</strong> พรรคก้าวไกล</li><li><strong>ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</strong> หัวหน้าทีมการศึกษาทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์</li></ul>



<p>ดำเนินรายการโดย</p>



<ul><li><strong>สันติพงษ์ ช้างเผือก</strong> บรรณาธิการข่าวไทยพีบีเอส</li><li><strong>ฐปนีย์ เอียดศรีไชย</strong> ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters</li></ul>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-598ebd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/01_forum-2-all.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><em>“เมื่อพูดถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หลายคนอาจนึกว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก หรือเรื่องดราม่า”</em></strong></p>



<p>เปิดด้วยประโยคจาก <strong>ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</strong> หัวหน้าทีมการศึกษาทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ ที่พูดถึงมุมมองของสังคมที่มีต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หลายครั้งที่การพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวถูกตีความไปในเชิงของความรู้สึก อารมณ์ หรือเป็นแค่เรื่องดราม่าบนโลกออนไลน์ที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวัน</p>



<p><em>“แต่วันนี้ กสศ. ทำให้พวกเรารู้ว่า ความเหลื่อมล้ำมันคือ ‘ดาต้า’ ไม่ใช่ ดราม่า’ เรามีข้อมูลชัดเจนว่ามีจำนวนคนจนและจำนวนเด็กที่หลุดออกนอกระบบมากขึ้นเรื่อย ๆ”</em></p>



<p>แต่ในความเป็นจริงนั้นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาถูกฉายให้เห็นผ่านสถิติและชุดข้อมูล (data) ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีนักเรียนจำนวนมากที่กำลังหลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสภาวะเงินเฟ้อและวิกฤตโควิด-19</p>



<p>ตัวเลขรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนที่ลดลง จำนวนเด็กนักเรียนที่ตกอยู่ในกลุ่มยากจนและยากจนพิเศษมากขึ้น มีนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงระดับชั้นรอยต่อ (ป.6 ม.3 และม.6) มากกว่า 85,000 คนในช่วงเวลาดังกล่าว</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong><em>“หากโฟกัสผิดจุด เราจะไม่มีวันเอาชนะความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้เลย”</em></strong></h4>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dc6349"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/02_สุชัชวีร์-สุวรรณสวัสดิ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าทีมการศึกษาทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สถานการณ์ดังกล่าวจึงเกิดข้อเสนอเชิงนโยบายจาก<strong> ศ.ดร.สุชัชวีร์</strong> ต่อกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อนำไปพัฒนาสู่แนวทางการฟื้นฟูระบบการศึกษาอย่างตรงจุดดังนี้</p>



<p><strong>[1] ใช้ข้อมูลเป็นเข็มทิศนำทางแก้ปัญหา</strong></p>



<p>เพื่อเป็นการแก้ปัญหาได้อย่างแม่นยำ การกลับมาโฟกัสกับฐานข้อมูลที่มี เช่น รายได้เฉลี่ยครัวเรือน สถานภาพทางครอบครัว หรือการเข้าถึงการศึกษาของนักเรียน จะเป็นหัวใจหลักในการจัดลำดับความสำคัญ การจัดสรรงบประมาณ และการจัดสรรอัตรากำลังครูในแต่ละโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>



<p><strong>[2] ส่งเสริมการพัฒนาด้านสุขภาพสำหรับเด็กเล็ก 0-6 ปี</strong></p>



<p>การจัดสรรงบประมาณควรมุ่งไปที่การพัฒนา ‘สุขภาพของเยาวชน (Hardware)’ ด้วยการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้รับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการและออกกำลังกายอย่างเพียงพอ เนื่องจากร่างกายที่แข็งแรงจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอด ‘การเรียนรู้ (Software)’ ในอนาคต</p>



<p><strong>[3] ทบทวนเป้าหมายของการศึกษา และการเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัย</strong></p>



<p>มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่เป้าหมายทางการศึกษาสำหรับทุกคน บางครอบครัวต้องการแค่เพียงทักษะในการประกอบอาชีพเพื่อหารายได้ ดังนั้นโจทย์ที่สำคัญคือการยกระดับศักยภาพของเยาวชนที่ไม่ได้เข้าสู่การศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้มีความสามารถในการประกอบอาชีพและมีคุณภาพชีวิตทัดเทียมกับคนทั่วไปในสังคม</p>



<p><strong>“หากไร้ซึ่งความกล้าหาญในการจัดสรรงบประมาณ ในปีถัดไปเราทุกคนก็จะวนกลับมาคุยกันเกี่ยวกับปัญหาการศึกษาในเรื่องเดิม ๆ”</strong></p>



<p>ขณะที่ <strong>วิโรจน์ ลักขณาอดิศร</strong> ตัวแทนจากพรรคก้าวไกล เสนอว่าหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ยั่งยืนอาจไม่ใช่เพียงวิธีคิดในการจัดการศึกษา แต่ต้องเกิดจากการจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางให้เพียงพอในแต่ละพื้นที่และมีการบริหารจัดการงบประมาณเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>อดีต ส.ส.พรรคก้าวไกล เน้นย้ำว่าหากใช้มุมมองทางเศรษฐศาสตร์แล้ว การลงทุนที่น้อยจนเกินไป อาจไม่ส่งผลใด ๆ ในการฟื้นฟูระบบการศึกษา เปรียบเสมือนกับการแจกเงินคนละ 1 บาททั่วประเทศไทย อาจไม่ส่งผลอะไรต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่นเดียวกันกับงบประมาณด้านการศึกษา หากมีงบประมาณที่น้อยจนเกินไป จะทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนใด ๆ ให้เกิดขึ้นในเชิงรูปธรรมได้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong><em>“เพราะฉะนั้นการเพิ่มงบประมาณให้กับ กสศ. 4,000 ล้านบาท จึงเป็นขั้นพื้นฐานและขั้นต่ำที่สุดที่ไม่ต้องคิดอะไร ใช้แค่หัวใจอย่างเดียวก็พอ”</em></strong></h4>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-793dc2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/03_วิโรจน์-ลักขณาอดิศร.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">วิโรจน์ ลักขณาอดิศร พรรคก้าวไกล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>วิโรจน์</strong> ยังมองว่านอกจากการเพิ่มงบประมาณเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานให้กับนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษแล้ว การเพิ่มงบประมาณสำหรับเงินอุดหนุนรายหัวในแต่ละโรงเรียนก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เนื่องจากงบประมาณที่กระจายไปในแต่ละโรงเรียนจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพในการจัดการศึกษาในแต่ละพื้นที่</p>



<p>นอกจากนี้ ‘งบประมาณค่าอาหารกลางวัน’ และ ‘งบประมาณสนับสนุนค่าเดินทาง’ มักจะเป็นนโยบายสำคัญที่ถูกมองข้าม เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายส่วนต่างทางการศึกษาที่นักเรียนแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบเพิ่มเติม หากนักเรียนคนใดมีเงินไม่มากพอต่อการใช้จ่ายสำหรับการเดินทางมาเรียนหรือซื้ออาหารกลางวัน ก็มีความเสี่ยงที่เด็กเหล่านั้นจะตัดสินใจไม่มาเรียน และเลือกช่วยผู้ปกครองหารายได้ที่บ้านแทน</p>



<p><em>“ที่ผ่านมาเราบอกให้เด็กต้องคิดนอกกรอบ ผมก็ต้องบอกว่านโยบายการศึกษาก็ต้องคิดนอกรั้วโรงเรียนด้วย อย่างประเด็นควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก พ่อแม่หลายคนไม่มีปัญหาและพร้อมที่จะส่งลูกไปเรียนโรงเรียนที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดหรือโรงเรียนประจำอำเภอ แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่กล้าจัดสรรงบประมาณคือการทำรถโรงเรียนให้มีคุณภาพ เพื่อพาเด็ก ๆ ไปโรงเรียนที่มีเหล่านั้นให้ได้”</em> วิโรจน์กล่าวทิ้งท้าย</p>



<p>หลักในการออกแบบนโยบายทางการศึกษาจึงต้องคิดทั้ง ‘ในรั้วโรงเรียน (นโยบายทางการศึกษา)’ และ ‘นอกรั้วโรงเรียน (นโยบายครัวเรือน)’ ไปพร้อม ๆ กัน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong><em>“หน้าที่ของรัฐคือการจับคู่ทักษะที่แต่ละคนมีเข้ากับตลาดแรงงานที่ยังว่างอยู่”</em></strong></h4>



<p>นอกจากการคำนึงถึงแนวทางการจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาแล้ว <strong>ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม </strong>ประธานคณะที่ปรึกษาด้านส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายในการจัดการศึกษาก็เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน</p>



<p>โดยมีมุมมองว่าระบบการศึกษาที่ดีจะต้องช่วยให้ผู้คนมีศักยภาพมากเพียงพอในการประกอบอาชีพเพื่อหารายได้ให้กับตนเองและครอบครัว ผ่านแนวคิด <strong>‘Learn to Earn ทุกคนต้องได้เรียน เรียนแล้วต้องมีรายได้’ </strong>หน้าที่ของรัฐจึงเป็นการค้นหาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในแต่ละครอบครัวเพื่อจับคู่กับตำแหน่งในตลาดแรงงาน หากครอบครัวใดมีความสามารถไม่เพียงพอก็จำเป็นต้องใช้นวัตกรรมเข้าไปเสริมให้พวกเขามีทักษะเพียงพอต่อการประกอบอาชีพ</p>



<p><em>“เราอย่ามองว่าการศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องให้คนเข้าไปอยู่ในระบบเท่านั้น การศึกษาคือการเรียนรู้ ทำอย่างไรให้ทุกคนสามารถเรียนรู้เพื่อยกระดับความสามารถของตนเองได้ วันนี้โลกหลังโควิดนั้นเปลี่ยนไป&nbsp; หลายอาชีพตายไปแล้ว บางอาชีพต้องอาศัยความรู้ที่มากขึ้น ความรู้เดิมอาจใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นความรู้จึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย”</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2600b6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/04_ณหทัย-ทิวไผ่งาม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม ประธานคณะที่ปรึกษา<br>ด้านส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ พรรคเพื่อไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p>มากไปกว่านั้น การแก้ปัญหาดังกล่าวต้องควบคู่กับการทำงานผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) หากสามารถระบุได้ว่าแต่ละครัวเรือนมีจำนวนกี่คน แต่ละคนประกอบอาชีพใดบ้าง สถานะทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร แบกรับหนี้ครัวเรือนอยู่เท่าไหร่ ใครสมควรได้รับการช่วยเหลือจากทางภาครัฐอย่างเร่งด่วน และหน่วยงานใดที่ต้องเข้าไปประสานกับชุมชน ฯลฯ รูปแบบการทำงานเช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานมี และช่วยกันขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กันทั้งขบวน</p>



<p><em>“เราต้องทำการเรียนรู้เชิงรุก เตรียมเครื่องมือกับเครือข่าย เทคโนโลยีต้องเข้าถึงประชาชนทั้งหมด”</em> ดร.ณหทัย เน้นย้ำความสำคัญในการใช้เทคโนโลยีในการทำงานกับประชาชน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong><em>“คำว่าปฏิรูปอาจไม่เพียงพอ เราต้องออกแบบนโยบายที่ปฏิวัติวงการการศึกษา”</em></strong></h4>



<p><strong>ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ</strong> โฆษกพรรคไทยสร้างไทย เสนอมุมมองว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้น การใช้คำว่าปฏิรูปอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและแนวทางการจัดศึกษาใหม่ ให้เหมาะสมกับโลกในปัจจุบัน ผ่านแนวคิดหลัก 4 ข้อดังนี้</p>



<p><strong>[1] ทบทวนเป้าหมายของการศึกษา</strong></p>



<p>เป้าหมายของการศึกษาต้องมุ่งเน้นให้นักเรียนได้มีโอกาสในการค้นหาตัวเองได้เร็วที่สุด ทำให้เยาวชนรับรู้ว่าสิ่งที่ตนเองสนใจนั้นสอดคล้องกับตลาดแรงงานหรือไม่ ช่วยเหลือให้สังคมดีขึ้นได้อย่างไร และต้องทำให้เด็ก ๆ สามารถปรับตัวกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ และหาความรู้ได้ด้วยตนเองผ่านวิธีการทางวิทยาศาสตร์</p>



<p><strong>[2] ปรับระยะเวลาในการเรียนรู้</strong></p>



<p>ในปัจจุบัน นักเรียนไทยใช้เวลาในห้องเรียนเฉลี่ย 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างฟินแลนด์ ที่นักเรียนใช้เวลาในห้องเรียนเฉลี่ย 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (อ้างอิง : PISA THAILAND) และมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด</p>



<p><em>“เป็นไปได้ไหมที่จะปรับลดเวลาเรียนเหลือเพียง 3 วัน แล้วใช้เวลาที่เหลือไปกับการฝึกงาน หาประสบการณ์ เพื่อค้นหาตัวเอง”</em></p>



<p>ยิ่งค้นหาตัวเองเจอเร็วเท่าไร รับรู้ว่าความสามารถที่ตนเองมีสอดคล้องกับตลาดแรงงานหรือไม่ จะทำให้พวกเขามีโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต และทดแทนแรงงานที่ขาดหายไปในสังคมสูงวัยที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่</p>



<p><strong>[3] พัฒนาวิธีการจัดการศึกษา</strong></p>



<p>พัฒนาการรูปแบบสอนให้เด็กเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิด (Active Learning) ทดแทนการท่องจำ (Passive Learning) และทำให้สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน</p>



<p><strong>[4] ปฏิวัติการเข้าถึงการจัดการเรียนรู้</strong></p>



<p>ทำให้การเรียนฟรี<strong> ‘ต้องฟรีจริง’ </strong>จนถึงปริญญาตรี หรือสุดความสามารถที่แต่ละคนมีอย่างทั่วถึง</p>



<p>การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ควรโฟกัสแค่การพัฒนาระบบการศึกษาให้ดีขึ้น แต่ต้องมองภาพใหญ่ในเชิงโครงสร้าง สวัสดิการที่ประชาชนควรได้รับตั้งแต่ <strong>“เด็กที่เกิดมา มารดาที่คลอดบุตร”</strong> ตลอดจนถึงวัยทำงานและวัยชรา การดูแลตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำจะทำให้ประเทศไทยหลุดออกจากปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-14d420"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/05_ธิดารัตน์-ยิ่งเจริญ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><em>“เราเชื่อว่าเราจำเป็นต้องดูแลเด็กตั้งแต่วันที่เขาเกิดมา ทำให้เขาสามารถอยู่ได้โดยไม่ทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าเกิดมาแล้วจะดูแลยังไง จะหาเงินจากที่ไหน และจำเป็นต้องมีสวัสดิการรองรับ”</em> ธิดารัตน์ทิ้งท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-260123/">ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือ ‘ดาต้า’ ไม่ใช่ ดราม่า’ นโยบายฟื้นฟูอย่างเสมอภาค ยั่งยืน จึงต้องมาและทำได้จริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
