<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ชายแดนใต้ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 21 Apr 2025 07:41:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ชายแดนใต้ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ภาษาไทยอาจไม่เป็นปัญหาเท่าสายตารัฐไทย: มองการศึกษาวิถีอิสลามให้พ้นกรอบความมั่นคง กับ อับดุลสุโก ดินอะ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/islamic-education-challenges/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 31 Mar 2025 07:38:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[มลายู]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ชายแดนใต้]]></category>
		<category><![CDATA[สามจังหวัดชายแดนใต้]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[กระจายอำนาจการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษามลายู]]></category>
		<category><![CDATA[ปอเนาะ]]></category>
		<category><![CDATA[อับดุลสุโก ดินอะ]]></category>
		<category><![CDATA[ตาดีกา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนสอนศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[อิสลามศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาชายแดนใต้]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวชนมุสลิม]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสนาอิสลาม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาเพื่อสันติภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92683</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เรียนทางโลกแต่ปราศจากทางธรรมจะประสบความสำเร็จได้อย่างไ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/islamic-education-challenges/">ภาษาไทยอาจไม่เป็นปัญหาเท่าสายตารัฐไทย: มองการศึกษาวิถีอิสลามให้พ้นกรอบความมั่นคง กับ อับดุลสุโก ดินอะ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เรียนทางโลกแต่ปราศจากทางธรรมจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร” คำกล่าวนี้เคยเป็นถ้อยคำเชื้อเชิญให้ผู้คนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนที่สอนวิชาสามัญควบคู่กับหลักศาสนาอิสลาม ด้วยความเชื่อของผู้นับถือศาสนาอิสลามที่ว่าการเรียนศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโลกหน้า ทว่า ในโลกปัจจุบันที่เผชิญกับความผันแปรตลอดเวลา ทักษะและองค์ความรู้เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้เช่นกัน</p>



<p>ชายแดนใต้นับเป็นพื้นที่แห่งพหุวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และความเชื่อ ระบบการศึกษาในพื้นที่นี้จึงมีความหลากหลาย สังคมที่ประกอบไปด้วยชาวไทยพุทธ ชาวมลายูมุสลิม และชาวจีน ส่งผลให้รูปแบบการเรียนการสอนในสถาบันศึกษาต่างๆ มีการปรับให้สอดคล้องกับความหลากหลายเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ระบบการศึกษาที่ออกแบบจากส่วนกลางกลับไม่สามารถตอบสนองบริบทของพื้นที่ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในสังคมมลายูมุสลิมที่ศาสนาอิสลามมีบทบาทต่อการศึกษาเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน</p>



<p>ภายใต้ระเบียบจากรัฐส่วนกลางที่พยายามออกแบบการศึกษารูปแบบเดียว (one size fits all) ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยระบบการเรียนการสอนถูกกำหนดให้ใช้ภาษาไทยเป็นสื่อกลาง เด็กชาวไทยมุสลิมในชายแดนใต้ที่เติบโตในสังคมซึ่งผู้คนกว่าร้อยละ 83 ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาแม่และใช้ในการเรียนด้านศาสนาจึงเผชิญกับความท้าทายด่านแรกคือภาษา ขณะเดียวกัน มิติด้านความมั่นคงที่แทรกซึมอยู่ในพื้นที่ก็ทำให้การจัดการการศึกษาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหล่อหลอมอัตลักษณ์และปลูกฝังความเป็นไทยจากส่วนกลาง ส่งผลให้โรงเรียนในพื้นที่ต้องพยายามสร้างสมดุลระหว่างอัตลักษณ์ ศาสนา นโยบายรัฐ และความก้าวหน้าทางวิชาการ</p>



<p>เมื่อระบบการศึกษาในชายแดนใต้ต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากนโยบายรัฐ การเปลี่ยนแปลงของโลก และความต้องการเฉพาะของพื้นที่ คำถามสำคัญคือระบบที่เป็นอยู่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาเด็กและเยาวชนได้มากน้อยเพียงใด จะมีแนวทางไหนบ้างที่ช่วยให้เด็กเยาวชนมุสลิมในพื้นที่ได้รับการศึกษาที่สมดุลทั้งทางโลกและทางศาสนา</p>



<p>วันโอวัน ชวนสำรวจการจัดการศึกษาในบริบทสังคมมุสลิมชายแดนใต้กับ <strong>อับดุลสุโก ดินอะ</strong> รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ที่ปรึกษาสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จังหวัดสงขลา และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา เพื่อตอบคำถามถึงทิศทางและความเป็นไปได้ของการศึกษาที่เคารพอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็สามารถเตรียมอนาคตของชาติให้พร้อมสำหรับโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8f90cd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743321880_130180-the101world.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">อับดุลสุโก ดินอะ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากปอเนาะถึงโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา</strong><strong>:&nbsp;</strong><strong>วิวัฒนาการสถาบันการศึกษาในชายแดนใต้</strong></h3>



<p>รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เพราะมีส่วนร่วมจากประชาชนมากที่สุด ได้นำมาซึ่งการปฏิรูปการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นรากฐานไปสู่การตราพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน เพื่อให้การศึกษาเป็นไปตามความต้องการและบริบทของแต่ละพื้นที่ นั่นทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชายแดนใต้เช่นกัน โดยเฉพาะต่อสถาบันการศึกษาที่อยู่คู่กับสังคมมุสลิมมลายูมาช้านาน</p>



<p>เช่นเดียวกับพื้นที่อื่นๆ ในไทย การจัดการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้มีทั้งรูปแบบการศึกษาในระบบ และการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย โดยโรงเรียนที่สอนศาสนาเพียงอย่างเดียวถูกจัดอยู่ในกลุ่มหลังนี้</p>



<p>การศึกษาในระบบในระดับชั้นก่อนอุดมศึกษาสามารถจำแนกออกเป็นสองรูปแบบหลัก ได้แก่ โรงเรียนรัฐและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม</p>



<p>สำหรับโรงเรียนรัฐ เดิมทีจะจัดการเรียนการสอนโดยใช้เฉพาะหลักสูตรสามัญตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ โดยวิชาศาสนาเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมตามหลักสูตรแกนกลาง แต่ด้วยความต้องการของชุมชนมุสลิมในพื้นที่ ทำให้การเรียนการสอนในโรงเรียนรัฐมีวิวัฒนาการไปสู่หลักสูตรอิสลามศึกษาคู่ขนาน โดยกระทรวงศึกษาธิการได้จัดตั้งคณะกรรมการที่ประกอบด้วยคนในพื้นที่เพื่อร่วมออกแบบหลักสูตรให้เหมาะสมกับบริบททางศาสนาและวัฒนธรรม</p>



<p>รูปแบบที่สองคือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โรงเรียนประเภทนี้มีรากฐานมาจากสถาบันปอเนาะที่มุ่งเน้นการเรียนการสอนศาสนาอิสลามเพียงอย่างเดียวและใช้ภาษามลายูและอาหรับเป็นสื่อกลาง แต่ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของรัฐ มีความพยายามผลักดันให้สถาบันปอเนาะสอนภาษาไทยมาตลอดหลายทศวรรษ ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบในปี 2547 ซึ่งนำไปสู่การกำหนดให้จังหวัดชายแดนใต้เป็น ‘พื้นที่พิเศษ’ โดยรัฐให้ความสำคัญกับการควบคุมและกำกับดูแลสถาบันการศึกษาในพื้นที่มากขึ้น</p>



<p>อับดุลสุโกกล่าวว่า ภายใต้ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยสถาบันปอเนาะ พ.ศ. 2547 กำหนดให้สถาบันปอเนาะต้องจดทะเบียนกับรัฐ หากไม่ได้จดทะเบียนอาจถูกเพ่งเล็งจากหน่วยงานความมั่นคง อีกทั้งในปี 2548 มีข้อเสนอจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของทักษิณ ชินวัตร ให้สถาบันปอเนาะบรรจุวิชาสามัญที่สอนเป็นภาษาไทยควบคู่ไปด้วย บริบทเช่นนี้ทำให้ปอเนาะหลายสถาบันจำเป็นต้องปรับตัว โดยหันมาเปิดสอนหลักสูตรสามัญควบคู่ไปกับอิสลามศึกษา</p>



<p>อีกปัจจัยหนึ่งที่เร่งให้สถาบันปอเนาะต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามก็คือการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนรายหัวให้กับโรงเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดให้โรงเรียนที่เข้าสู่ระบบของรัฐสามารถรับเงินอุดหนุนรายหัวเพื่อจัดการเรียนการสอนได้ ทำให้สถาบันปอเนาะหลายแห่งมองว่าการจดทะเบียนกับกระทรวงศึกษาธิการและเปิดสอนหลักสูตรสามัญควบคู่ไปกับศาสนา จะช่วยให้การบริหารจัดการโรงเรียนเป็นไปได้อย่างคล่องตัวขึ้น เพราะได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากภาครัฐ</p>



<p>เดิมทีโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามเปิดเฉพาะระดับมัธยมศึกษา แต่หลังจากช่วงปี 2548 ก็เริ่มมีการขยายลงมาสู่ระดับชั้นประถมศึกษามากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าผู้ปกครองต้องการให้เด็กได้ศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมตั้งแต่ยังเล็ก</p>



<p>“ตอนนั้นมีสโลแกนที่ว่า เรียนทางโลกแต่ปราศจากทางธรรมจะประสบความสําเร็จได้อย่างไร เพราะมุสลิมไม่ได้มีแค่โลกนี้ แต่มีโลกหน้าด้วย ฉะนั้นอาชีพและการศึกษาของผู้นับถืออิสลามจึงต้องผูกโยงกับศาสนาด้วย ในบทขอพรตอนละหมาดยังมีบทที่กล่าวเลยว่า โลกนี้ก็ให้ประสบความสําเร็จ โลกหน้าก็ให้ประสบความสําเร็จ” อับดุลสุโกกล่าว</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามยังทำให้เด็กได้เรียนถึงสามภาษา ได้แก่ ไทย มลายู และอาหรับ ซึ่งตอบโจทย์ทั้งในการใช้ชีวิตในสังคมไทยและเพิ่มโอกาสในการหางานหรือศึกษาต่อที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศมุสลิม เช่น มาเลเซีย หรือประเทศในตะวันออกกลาง</p>



<p>นอกจากการศึกษาในระบบที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลางและมีวุฒิการศึกษาให้แล้ว พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ยังมีสถานศึกษานอกระบบที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย โดยเฉพาะที่เป็นสถาบันสอนศาสนาอิสลาม ที่ได้กล่าวถึงไปแล้วคือสถาบันปอเนาะ และยังมีศูนย์อบรมศาสนาอิสลามประจำมัสยิดสำหรับผู้ใหญ่ ศูนย์อบรมศาสนาอิสลามประจำมัสยิดสำหรับเด็ก หรือ ‘ตาดีกา’<sup>[1]</sup> ซึ่งผู้มาเรียนส่วนใหญ่เป็นนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาของโรงเรียนรัฐ โดยจะเรียนเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ การศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่ยังรวมถึงศูนย์การเรียนอัลกุรอานตามบ้านของปราชญ์อัลกุรอานและศูนย์ท่องจำอัลกุรอาน</p>



<p>ดังที่กล่าวถึงไปแล้วว่าสถาบันปอเนาะเป็นสถาบันการศึกษาที่หยั่งรากในชุมชนมุสลิมของจังหวัดชายแดนใต้และดำรงอยู่ควบคู่กับสังคมมาอย่างยาวนาน แต่ในสายตาของคนนอกพื้นที่อาจยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน อับดุลสุโกกล่าวว่าคนไทยจำนวนมากมักมีภาพจำว่าคนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ศึกษาในสถาบันปอเนาะจะมีข้อจำกัดในการสื่อสารด้วยภาษาไทยและไม่ได้เรียนวิชาสามัญอื่นๆ แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่มาเรียนในสถาบันเหล่านี้ส่วนใหญ่ผ่านการศึกษาภาคบังคับมาแล้ว สถาบันปอเนาะจึงเป็นพื้นที่การเรียนรู้สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อด้านศาสนาทุกช่วงวัย มีทั้งคนที่เรียนจบ ป.6 ม.3 หรือ ม.6 แล้วมุ่งมั่นจะเรียนทางศาสนา หรือผู้ที่เรียนในระบบอยู่แล้วและมาเรียนเสริมในเวลาว่าง รวมถึงคนที่ทำงานแล้วมาเรียนเพิ่มเติมหลังเวลางาน</p>



<p>อีกหนึ่งจุดเด่นของปอเนาะคือการเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะถือเป็นการศึกษาตามอัธยาศัยที่ไม่มีเงื่อนไขเรื่องอายุหรือระยะเวลา สถาบันปอเนาะแต่ละแห่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับผู้สอน ผู้เรียนจึงสามารถกำหนดเส้นทางการศึกษาได้เองว่าต้องการศึกษาลงลึกในระดับไหน โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องจบภายในระยะเวลากี่ปี</p>



<p>“จากการประมาณการของผม ปัจจุบันผมว่ามีไม่ถึง 10% ของเด็กในพื้นที่ชายแดนใต้ที่เข้าเรียนสถาบันปอเนาะ คนที่มาเรียนส่วนใหญ่ก็จบการศึกษาภาคบังคับมาแล้ว เพียงแต่พวกเขาต้องการเชี่ยวชาญด้านศาสนา จึงเลือกที่จะเรียนต่อทางนี้ อีกอย่างการเรียนปอเนาะนั้นเรียนตามความสามารถและความพอใจของแต่ละคน บางคนเรียนถึงสิบปี บางคนเรียนแค่ 1-2 ปีก็ไป แล้วแต่ว่าอยากรู้ลึกแค่ไหน</p>



<p>“เวลาที่เขาเรียนกัน ถ้าโต๊ะครูเห็นว่าลูกศิษย์คนไหนเด่นด้านไหนก็จะเริ่มให้ช่วยสอนหนังสือ ให้เขาฝึกสอนทีละเล่มสองเล่มเพื่อถ่ายทอดวิชา อยากให้มองว่าถ้าไม่มีเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ต่อไปก็อาจจะไม่มีใครเป็นอิหม่าม”</p>



<p>ขณะเดียวกัน สำหรับเด็กที่เลือกเรียนในสถาบันปอเนาะแต่ยังต้องการวุฒิการศึกษาระดับสูงขึ้น เช่น นักเรียนที่จบชั้น ป.6 แล้วออกจากระบบการศึกษาไปเรียนปอเนาะแต่ต้องการวุฒิ ม.6 พวกเขามักเลือกเรียน กศน. ควบคู่ไปด้วย ในบางพื้นที่ ศูนย์ กศน. นั้นตั้งอยู่ภายในสถาบันปอเนาะเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เรียน อับดุลสุโกมองว่าสถาบันปอเนาะมีลักษณะการเรียนที่ยืดหยุ่นและพยายามรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียน</p>



<p>กล่าวได้ว่าวิวัฒนาการของโรงเรียนในพื้นที่ชายแดนใต้แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยมีการปรับตัวให้สอดรับกับกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก ขณะเดียวกันก็พยายามรักษาอัตลักษณ์มลายูและคงรากฐานของความเป็นมุสลิมไว้ให้ได้มากที่สุด</p>



<p>วิวัฒนาการของระบบการศึกษาและรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายในชายแดนใต้ ทั้งโรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และสถาบันสอนศาสนาอย่างปอเนาะ ล้วนดำรงอยู่ภายใต้บริบทของพหุวัฒนธรรม ที่ต้องคำนึงถึงทั้งปัจจัยทางศาสนา วัฒนธรรม และโครงสร้างการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ในหลายครั้ง การกำหนดนโยบายจากส่วนกลางที่มักมองผ่านทัศนะความมั่นคง โดยมองว่าการรักษาอัตลักษณ์อาจเป็นภัยคุกคาม กลับนำมาซึ่งการจางหายของอัตลักษณ์ที่ย้อนกลับมาทำลายทักษะและโอกาสในการเรียนรู้ของเด็กอีกที</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผลสัมฤทธิ์ต่ำเพราะกำแพงภาษาหรือกรอบคิดของรัฐ?</strong></h3>



<p>เรามักเห็นตามหน้าสื่ออยู่บ่อยครั้งว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่ำที่สุดในประเทศมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะผลสอบ O-NET ซึ่งเด็กในพื้นที่มักได้คะแนนท้ายตารางเกือบทุกวิชา ที่ผ่านมารัฐมักให้คำอธิบายว่า ปัญหาหลักคือ ‘กำแพงภาษา’ ที่ขวางกั้นโอกาสการเรียนรู้ของเด็กที่โตมากับภาษามลายู จึงนำมาสู่นโยบายที่มุ่งให้เด็กชายแดนใต้เรียนภาษาไทย ซึ่งแฝงไว้ด้วยนัยด้านความมั่นคงอีกชั้น</p>



<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาพัฒนาการของสถาบันการศึกษาในพื้นที่ที่โรงเรียนต่างๆ ปรับหลักสูตรมาสอนวิชาสามัญโดยใช้ภาษาไทยเป็นเวลานับทศวรรษแล้ว ภาษาไทยจึงดูจะไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป แต่เหตุใดวาทกรรมเรื่องผลสัมฤทธิ์ต่ำเพราะ ‘ไม่ได้ภาษาไทย’ ยังคงอยู่?</p>



<p>อับดุลสุโกชี้ให้เห็นว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในพื้นที่มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวิชาภาษาไทย ซึ่งสะท้อนผ่านคะแนนสอบ NT (National Test) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถสังเกตได้จากทักษะการสื่อสารในชีวิตประจำวันของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ แม้ว่าคะแนน O-NET โดยรวมจะยังมีปัญหา แต่เขามองว่าปัจจัยสำคัญไม่ใช่ ‘กำแพงภาษา’ อีกต่อไปและไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในจังหวัดชายแดนใต้เท่านั้น หากแต่สะท้อนปัญหาของระบบการศึกษาไทย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เด็กในพื้นที่สามารถใช้ภาษาไทยได้คล่องขึ้น ทักษะการใช้ภาษามลายูกลับลดลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากแนวทางการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นให้เด็กต้องเชี่ยวชาญภาษาไทย โดยหนึ่งในรูปแบบการสอนที่น่ากังวลคือการสอนคำมลายูโดยใช้อักษรไทย</p>



<p>“ก่อนหน้านี้โรงเรียนหลายแห่งมีการออกแบบการเรียนการสอนให้เป็นทวิภาษา คือไทยและมลายู แน่นอนว่าการเรียนภาษาไทยเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นพื้นฐานไปสู่วิชาอื่นๆ แต่มันกลับกลายเป็นดาบสองคม และไปพลาดตรงที่ครูหลายคนอยากให้เด็กอ่านเขียนภาษาไทยได้เร็ว ก็เลยเอาภาษามลายูไปเขียนเป็นไทย เช่น คำว่า ‘มากัน’ ที่แปลว่ากิน เขียนด้วยอักษรยาวีคือ ماكن เขาก็ไปสอนให้เขียน มอ-อา-กอ-อะ-นอ เป็นแบบนี้ไป ซึ่งเด็กได้ภาษาไทยก็จริง แต่เกิดข้อครหาว่ารัฐกำลังทำลายอัตลักษณ์ในพื้นที่ กลายเป็นว่าเด็กเขียนด้วยอักษรยาวีไม่ได้” <sup>[2]</sup></p>



<p>การที่เด็กในพื้นที่ไม่สามารถเขียนอักษรยาวีหรือไม่เข้าใจภาษามลายูได้อย่างลึกซึ้งถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะนั่นอาจเป็นการปิดกั้นโอกาสหลายด้าน แม้ว่าในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียจะมีการเปลี่ยนจากอักษรยาวีไปใช้อักษรรูมี แต่ในบริบทของสามจังหวัดชายแดนใต้ อักษรยาวียังคงมีความสำคัญในฐานะเครื่องมือที่ใช้บันทึกเรื่องราวทางศาสนาและการสื่อสารในชุมชน อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ภาษาอาหรับ ซึ่งเป็นภาษาของคัมภีร์อัลกุรอาน การสูญเสียทักษะเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาษา แต่หมายถึงการลดทอนสายสัมพันธ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมของผู้คนด้วย</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวทางการใช้ภาษาแม่ในการจัดการศึกษาจากเวทีเวิร์กชอป&nbsp;<a href="https://theactive.thaipbs.or.th/news/learningeducation-20240701" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การจัดการศึกษาแบบทวิ/พหุภาษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐานในชายแดนใต้: โอกาสและความท้าทาย</a>&nbsp;จัดโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญสันติภาพชายแดนภาคใต้ฯ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2567 ที่ผ่านมา จาตุรนต์ ฉายแสง ประธาน กมธ. กล่าวถึงประสบการณ์ของเขาในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยเคยร่วมมือกับสถาบัน Summer Institute of Linguistics (SIL) ในการนำร่องการใช้ภาษามลายูในระบบการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ โดย SIL มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษาด้วยภาษาแม่ในหลายร้อยแห่งทั่วโลก และพบว่าการให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านภาษาแม่ตั้งแต่เริ่มต้นช่วยกระตุ้นความสนใจ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา</p>



<p>ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับ<a href="https://www.unesco.org/en/articles/why-mother-language-based-education-essential" target="_blank" rel="noreferrer noopener">งานวิจัยของยูเนสโก</a>ที่ชี้ให้เห็นว่าการศึกษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมคุณภาพการเรียนรู้ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และยกระดับประสิทธิภาพการเรียนรู้ของเด็ก โดยเฉพาะในระดับปฐมวัย ซึ่งการศึกษาโดยใช้ภาษาแม่จะช่วยลดช่องว่างทางความรู้และเพิ่มความเร็วในทำความเข้าใจเนื้อหาในวิชาต่างๆ ของเด็ก นอกจากนี้ การศึกษาด้วยภาษาแม่ยังได้รับการรับรองในฐานะ ‘สิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก’ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ซึ่งระบุว่าการศึกษาโดยใช้ภาษาแม่ในช่วงปีแรกของการเรียนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคน ดังนั้น การกีดกันเด็กจากการศึกษาด้วยภาษาแม่จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนรูปแบบหนึ่ง</p>



<p>ข้อเสนอเหล่านี้จึงเป็นที่น่าตั้งคำถามว่าแนวทางการจัดการศึกษาที่สั่งการจากส่วนกลางอาจกำลังบั่นทอนการเรียนรู้ของเด็กในสังคมมลายู มากกว่าจะส่งเสริมหรือยกระดับการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งอับดุลสุโกมองว่าต้องศึกษากันต่อไป</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>‘หลักสูตรหลากหลายแต่ยังรักษาอัตลักษณ์’ การปรับตัวโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม</strong></h3>



<p>อับดุลสุโกกล่าวเสริมว่า การศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ทุกวันนี้ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียน ขณะเดียวกันก็ยังคงยึดมั่นรากฐานของอิสลามศึกษา ซึ่งความหลากหลายของหลักสูตรช่วยสร้าง ‘ทางเลือก’ ให้เด็กในพื้นที่มีโอกาสก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น</p>



<p>ปัจจุบันโรงเรียนหลายแห่งเริ่มเปิดหลักสูตรและโครงการใหม่ๆ เช่น ห้องเรียนส่งเสริมความเป็นเลิศทางภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาอาหรับ (Arabic program) ภาษาอังกฤษ (English program) หรือภาษามลายู (Malay program) และมีห้องเรียนส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ โครงการห้องเรียน Hafiz Science ที่มุ่งสร้างนักท่องจำอัลกุรอาน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นหลักสูตรที่เตรียมพร้อมการเข้าเรียนแพทย์ วิศวะฯ ไปด้วย หนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือจำนวนนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าค่ายโอลิมปิกวิชาการ (สอวน.) ที่เพิ่มขึ้นทุกปี</p>



<p>ในระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยหลายแห่งก็เปิดหลักสูตรอิสลามศึกษาควบคู่ไปกับสาขาวิชาสมัยใหม่ เพื่อดึงดูดนักศึกษาที่ต้องการเรียนรู้ทั้งศาสนาและวิชาการควบคู่กันไป รวมถึงวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จัดการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์วิถีอิสลาม</p>



<p>แม้แต่ในวงการกีฬา โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาหลายแห่งก็เริ่มขยายไปสู่การเปิดอะคาเดมีฟุตบอลเองมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความสนใจของเยาวชนมุสลิมในพื้นที่ อับดุลสุโกชี้ว่า<a href="https://www.matichonweekly.com/column/article_507650#google_vignette" target="_blank" rel="noreferrer noopener">จากการศึกษาเชิงประจักษ์</a>พบว่าเยาวชนมุสลิมมองความชื่นชอบกีฬาฟุตบอลแยกส่วนกับศาสนา ซึ่งทำให้เกิดความไม่สบายใจในหมู่ผู้ปกครอง เพราะแม้ลูกจะเก่งกีฬา แต่ทิ้งการละหมาด อ่านกุรอานไม่ได้ และไม่รู้หลักวิถีชีวิตอิสลาม ดังนั้น โรงเรียนต่างๆ จึงพยายามนำกีฬากับศาสนามาเชื่อมต่อกัน</p>



<p>การที่สถาบันในพื้นที่สามารถเปิดหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความเป็นเลิศที่หลากหลายได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อได้เปรียบด้านประชากร ซึ่งเมื่อมีจำนวนเด็กมากขึ้น ก็ทำให้สามารถจัดสรรงบประมาณต่อหัวได้เพียงพอในการบริหารจัดการเพื่อสร้างหลักสูตรใหม่ๆ</p>



<p>อับดุลสุโกกล่าวว่า “เมื่อการศึกษาในพื้นที่ได้รับการยกระดับ เราก็สามารถผลิตครู ผลิตหมอที่เป็นคนในพื้นที่ได้มากขึ้น อีกทั้งผลิตบุคลากรที่มีความพร้อมในหลากหลายสาขาและสามารถขยายไปเป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศได้ การจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ชายแดนใต้จึงถือเป็นอีกหนึ่งสารตั้งต้นสำคัญของการพัฒนาประเทศ”</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มองการศึกษาให้พ้นกรอบความมั่นคงและกระจายอำนาจอย่างแท้จริง</strong></h2>



<p>“เมื่อใดที่ภาครัฐเอาทัศนะแบบทหาร เอาแนวคิดที่มองแค่มิติความมั่นคงมาควบคุมการศึกษา จากที่ควรจะสร้างโอกาสก็อาจกลายเป็นวิกฤตได้”</p>



<p>อับดุลสุโกกล่าวว่า ปัจจุบันการบริหารจัดการด้านการศึกษาโดยส่วนกลางและส่วนภูมิภาคยังไม่สามารถเข้าใจบริบทของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง เนื่องจากมักมองผ่านเลนส์ด้านความมั่นคง เช่น การมองว่าคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ไม่รักชาติ จึงพยายามเพิ่มวิชาประวัติศาสตร์และวิชาที่แฝงแนวคิดชาตินิยม แม้ว่าจะมีวิชาหน้าที่พลเมืองอยู่แล้ว ซึ่งแนวทางนี้เป็นการเพิ่มชั่วโมงเรียนให้มากขึ้น เมื่อเด็กต้องเรียนทั้งสายสามัญและวิชาศาสนาไปพร้อมกัน จึงทำให้จำนวนวิชาที่เรียนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้ เด็กมุสลิมในพื้นที่จึงต้องใช้เวลาเรียนมากกว่าเด็กในพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทย ซึ่งบางครั้งอาจ<a href="https://prachatai.com/journal/2023/11/107014" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สูงถึง 20 วิชา</a></p>



<p>ประเด็นนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาที่ให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการออกแบบระบบและโครงสร้างที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ซึ่งจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากขึ้น อับดุลสุโกกล่าวว่า ปัจจุบันอำนาจในการออกแบบการจัดการเรียนการสอนมีสัดส่วน 70% มาจากรัฐ และเพียง 30% จากชุมชน แต่หากพลิกกลับมาเป็น 70% จากชุมชนและ 30% จากรัฐ เขาเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นนวัตกรรมใหม่ๆ และดึงศักยภาพของเด็กในพื้นที่ขึ้นมาได้อย่างมหาศาล</p>



<p>อับดุลสุโกชี้ว่า การกระจายอำนาจทางการศึกษาอย่างแท้จริงไม่เพียงแค่การกระจายบุคลากรและงบประมาณ แต่ต้องมอบอำนาจในการตัดสินใจออกแบบหลักสูตรและการเรียนการสอนให้กับชุมชนเองด้วย&nbsp;<a><sup>[3]</sup></a></p>



<p>“ผมมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จได้ เพราะแม้ในสภาพแวดล้อมที่ถูกจำกัดโดยกฎหมายความมั่นคงถึงสามฉบับ เรายังสามารถจัดการได้ หากได้รับการปลดล็อกข้อจำกัดทั้งหมดด้วยการกระจายอำนาจทางการศึกษา คงได้เห็นศักยภาพอื่นๆ อีกมาก หัวใจสำคัญคือต้องกระจายทั้งอำนาจการบริหารจัดการ คน และงบประมาณ เพื่อให้สามารถร่วมออกแบบการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของพื้นที่ได้</p>



<p>“ข้อเสนอนี้มิใช่แค่เฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น แต่ทุกพื้นที่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ผมเชื่อว่าหากการจัดการศึกษาได้รับการออกแบบจากคนในพื้นที่เอง ซึ่งสามารถผสมผสานเข้ากับศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อ จะนำไปสู่พื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาที่จะช่วยดึงศักยภาพของคนในพื้นที่ออกมาตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้”</p>



<p>อับดุลสุโกยกตัวอย่างโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่สามารถปรับเปลี่ยนและออกแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ได้อย่างคล่องตัว ซึ่งช่วยให้เด็กพัฒนาศักยภาพของตนเองในด้านต่างๆ ได้ไม่แพ้โรงเรียนชั้นนำอื่นๆ นี่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่รัฐต้องเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีบทบาทอย่างแท้จริงในการจัดการศึกษา เพื่อให้เกิดระบบที่ตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่นได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน แทนที่จะใช้การศึกษาเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองหรือความมั่นคงเพียงอย่างเดียว</p>



<p>ไม่ใช่เพียงแค่การกระจายอำนาจทางการศึกษาในระบบ แต่การศึกษานอกระบบก็ควรถูกพิจารณาด้วยมุมมองที่ปราศจากอคติจากรัฐเช่นกัน อับดุลสุโกตั้งข้อสังเกตว่า ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในชายแดนใต้ สถาบันสอนศาสนาอย่างปอเนาะและตาดีกามักถูกเพ่งเล็งและเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ ทั้งที่แท้จริงแล้ว สถาบันเหล่านี้เป็นสถานศึกษาที่ดำรงอยู่เคียงข้างชุมชนมาอย่างยาวนาน การที่รัฐมองการมีอยู่ของสถาบันเหล่านี้ผ่านเลนส์ความมั่นคง มากกว่าจะมองถึงคุณค่าและบทบาทต่อสังคม กลับยิ่งเป็นการกดทับอัตลักษณ์ที่ปิดกั้นการสร้างสันติภาพในพื้นที่</p>



<p>หากพิจารณาในมิติของศาสนาและวัฒนธรรม ปอเนาะและตาดีกาไม่ได้เป็นเพียงแค่ศูนย์กลางการเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม แต่ยังเป็นทางเลือกของผู้แสวงหาการศึกษาที่ไม่ละทิ้งรากเหง้าทางศาสนาและวัฒนธรรม แม้ว่าการเรียนการสอนศาสนาจะไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก แต่การศึกษาภาษามลายูและอาหรับก็มีคุณค่าอย่างมหาศาล ทั้งในแง่ของการเชื่อมโยงกับโลกมุสลิมและการผลิตบุคลากรที่สามารถทำนุบำรุงศาสนาในพื้นที่ การให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาที่เปิดกว้างต่อภาษาที่หลากหลายจึงไม่เพียงแต่ช่วยรักษาอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่ แต่ยังสามารถเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างชุมชนมุสลิมกับโลกภายนอกได้อีกด้วย&nbsp;</p>



<p>อับดุลสุโกทิ้งท้ายว่ารัฐไทยควรปรับเปลี่ยนทัศนะของตนต่อการจัดการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ เลิกใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือทางความมั่นคง และเปิดพื้นที่ให้กับชุมชนในการออกแบบระบบที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง เพื่อให้การศึกษากลายเป็นเครื่องมือของการพัฒนามากกว่าการกดทับ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การศึกษาที่เสรีและเคารพความหลากหลายคือรากฐานของสังคมที่สงบสุขและยั่งยืน</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p>



<p></p>



<p style="font-size:15px"> <sup>[1]</sup>ตาดีกา (Tadika) มาจากคำมลายู โดย Ta ย่อมาจาก Taman แปลว่าสวน, Di ย่อมาจาก Didikkan แปลว่าอบรม และ Ka มาจาก Kanak Kanak แปลว่า เด็กๆ<br> <sup>[2]</sup>อ่านทัศนะของอับดุลสุโกต่อประเด็นการสอนภาษาไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ที่ <a href="https://prachatai.com/journal/2009/03/20195" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://prachatai.com/journal/2009/03/20195</a> และ<a href="https://www.tcijthai.com/news/2024/7/article/13729" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://www.tcijthai.com/news/2024/7/article/13729</a><br> <sup>[3]</sup>อ่านทัศนะของอับดุลสุโกต่อประเด็นการกระจายอำนาจทางการศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://www.tcijthai.com/news/2023/12/article/13356#google_vignette" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://www.tcijthai.com/news/2023/12/article/13356#google_vignette</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/islamic-education-challenges/">ภาษาไทยอาจไม่เป็นปัญหาเท่าสายตารัฐไทย: มองการศึกษาวิถีอิสลามให้พ้นกรอบความมั่นคง กับ อับดุลสุโก ดินอะ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. จับมือ 12 หน่วยงาน ร่วมป้องกันปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ในจังหวัดชายแดนใต้ ลดความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-120523/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 12 May 2023 05:50:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[วัยรุ่นตั้งครรภ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.มุทริกา จินากุล]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[MOU]]></category>
		<category><![CDATA[ชายแดนใต้]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน]]></category>
		<category><![CDATA[พาตีเมาะ สะดียามู]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=67722</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-120523/">กสศ. จับมือ 12 หน่วยงาน ร่วมป้องกันปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ในจังหวัดชายแดนใต้ ลดความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2566 <strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> ร่วมกับ 12 หน่วยงาน ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) <strong>‘จังหวัดชายแดนใต้ไร้ครรภ์วัยรุ่นภายในปี พ.ศ. 2570’</strong> เพื่อร่วมดําเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น</p>



<p>ความร่วมมือครั้งนี้ มาจากข้อค้นพบสถานการณ์ปัญหาการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะปัญหาการตั้งครรภ์ซ้ําในหญิงอายุไม่เกิน 20 ปี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งมารดาและบุตร ปัญหาการหลุดจากระบบการศึกษา หรืออาจไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร เกิดปัญหาการทอดทิ้งบุตร คุณภาพชีวิตของครอบครัว และเกิดการหย่าร้างในอัตราที่สูงขึ้น <strong>สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</strong> จึงดําเนินโครงการพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โดยจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการมีส่วนร่วมในการดําเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์วัยรุ่นในจังหวัดชายแดนใต้ ภายใต้ พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559</p>



<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน</strong> ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และรักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการเรียนรู้เชิงพื้นที่ กล่าวถึงปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ซึ่งส่งผลถึงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาว่าประชากรกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เรียนไม่จบการศึกษาภาคบังคับ กลายเป็นแรงงานเยาวชนที่ตกอยู่ในวงจรความยากจน และอยู่นอกระบบการศึกษา โดย กสศ. ได้ทำงานผ่านกลไกการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มุ่งเน้นสร้างตัวแบบการบริหารกับปัญหาโดยให้ภาคส่วนต่าง ๆ และประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของปัญหา และร่วมบริหารจัดการในรูปแบบที่จะนำไปสู่การเป็นตัวแบบเชิงนโยบายในการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาไปยังระดับพื้นที่ในอนาคต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0e0a40"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/04-กสศ.-และภาคี-เปิดเครือข่าย-01-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.มุทริกา จินากุล</strong> นักวิชาการสาธารณสุขชํานาญการพิเศษ ศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา กล่าวว่า ในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มีวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี ให้กำเนิดบุตรมากกว่า 1,200 คนต่อปี หมายความว่า มีวัยรุ่นให้กำเนิดบุตรอย่างน้อยวันละ 1-2 คน</p>



<p>แม้อัตราการคลอดของวัยรุ่นใน 3 จังหวัด นับตั้งแต่ปี 2564-2566 จะมีแนวโน้มลดลงจาก 16.26 เป็น 6.84 ต่อประชากร 1,000 คน แต่ตัวเลขดังกล่าวก็ยังนับว่าค่อนข้างสูง คือสูงเป็น 2 เท่าของประเทศภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก และสูงเป็น 3 เท่าของประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยพบว่าวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ต้องสูญเสีย ‘ปีสุขภาวะ’ หมายถึง ช่วงเวลาที่ควรมีสุขภาพดีมีจำนวนลดลง และเป็น 1 ใน 5 สาเหตุการเสียชีวิตของวัยรุ่น</p>



<p>มากไปกว่านั้น วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ในปัจจุบัน ร้อยละ 77 ไม่ตั้งใจที่จะตั้งครรภ์ และร้อยละ 47 ไม่ได้ตั้งใจมีเพศสัมพันธ์ ทั้งยังไม่สามารถเข้าถึงการคุมกำเนิดได้ และกว่าร้อยละ 50 ของแม่วัยรุ่นที่คลอดบุตรแล้ว จำเป็นต้องลาออกจากงานหรือออกจากระบบการศึกษาเพื่อเลี้ยงดูบุตร ซึ่งหมายถึงการเสียโอกาสในชีวิต กลายเป็นผู้มีรายได้น้อย และกว่าร้อยละ 20 ไม่มีรายได้</p>



<p><strong>ดร.มุทริกา</strong> ย้ำว่า สิ่งสำคัญคือการทำให้แม่วัยรุ่นกลับเข้าสู่ระบบสาธารณสุข เพื่อให้มีอนาคตที่สดใสและคุณภาพชีวิตไม่ลดลงเพียงเพราะตั้งครรภ์</p>



<p>สำหรับทิศทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์วัยรุ่นในพื้นที่พหุวัฒนธรรม 3 จังหวัดชายแดนใต้ <strong>นางพาตีเมาะ สะดียามู</strong> ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ความเชื่อที่ต่างกันระหว่างชาวมุสลิม ชาวพุทธ และชาวจีน ย่อมส่งผลต่อมุมมองการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นที่ต่างกัน ฉะนั้น การรณรงค์เพื่อแก้ไขปัญหาจึงควรสะท้อนความเข้าใจพื้นที่ชุมชนนั้น ๆ เครื่องมือการแก้ไขปัญหาต้องเป็นมุมมองจากล่างขึ้นบน ถูกที่ ถูกทาง ตามบริบทพื้นที่ โดยอาศัยความร่วมมือและการขับเคลื่อนที่อาศัยกลไกของคนในพื้นที่เป็นหลัก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e3c48e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/04-กสศ.-และภาคี-เปิดเครือข่าย-03-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เครือข่ายทั้ง 13 ฝ่าย จึงเห็นชอบร่วมกันในการดําเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นในจังหวัดชายแดนใต้ โดยแต่ละฝ่ายมีแนวทางโดยสังเขป ดังนี้</p>



<p><strong>มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)</strong> มีหน้าที่จัดการระบบการคุ้มครองสิทธิของวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ขณะเป็นนักศึกษา ให้มีสิทธิได้รับการศึกษาในมหาวิทยาลัยทั้ง 5 วิทยาเขต ได้แก่ วิทยาเขตหาดใหญ่ ปัตตานี ตรัง สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต</p>



<p><strong>กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)</strong> มีหน้าที่สนับสนุนการพัฒนางานวิชาการและศักยภาพของภาคีเครือข่าย</p>



<p><strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> มีหน้าที่ส่งเสริมภาคีเครือข่ายด้านการจัดการศึกษา บูรณาการเชื่อมโยงการดําเนินงานร่วมกัน เพื่อให้เด็กและเยาวชนในจังหวัดชายแดนใต้ที่มีปัญหาการตั้งครรภ์และเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษา มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ</p>



<p><strong>ศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)</strong> กํากับและติดตามผลการดําเนินงานของหน่วยงานที่สังกัด 6 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fb5c05"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/04-กสศ.-และภาคี-เปิดเครือข่าย-04-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 12 สงขลา</strong> มีหน้าที่อํานวยสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้</p>



<p><strong>คณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) เขต 12</strong> มีหน้าที่เชื่อมโยงความร่วมมือในการดําเนินงานจากองค์กรต่างๆ ต่อการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นในจังหวัดชายแดนใต้</p>



<p><strong>ศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา</strong> มีบทบาทหน้าที่สื่อสาร ถ่ายทอดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแนวทางการดําเนินงานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 สู่ระดับจังหวัด ติดตามและประเมินตามมาตรฐานหน่วยบริการอนามัยสาธารณสุขในจังหวัดชายแดนใต้</p>



<p><strong>จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส</strong> มีหน้าที่กําหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์การดําเนินงานในระดับจังหวัดที่เป็นลายลักษณ์อักษร โดยอาศัยการดําเนินงานที่สอดคล้องตาม พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 และยุทธศาสตร์การดําเนินงานระดับชาติ</p>



<p><strong>องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา ปัตตานี และ นราธิวาส</strong> มีหน้าที่จัดทําแผนงานโครงการเพื่อสนับสนุนงบประมาณดําเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นหรือดําเนินงานส่งเสริมพัฒนาสุขภาพวัยรุ่น โดยการมีส่วนร่วมของตัวแทนชุมชน</p>



<p>ทั้งนี้ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือมีกําหนดระยะเวลา 5 ปี เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์วัยรุ่นใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ให้หมดไปภายในปี พ.ศ. 2570</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-120523/">กสศ. จับมือ 12 หน่วยงาน ร่วมป้องกันปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ในจังหวัดชายแดนใต้ ลดความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เงินอุดหนุน‘กสศ.’ฟื้นทักษะทำ‘กริชรามันห์’ ศิลปะปลายด้ามขวาน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/ramandagger/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Aug 2019 06:37:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เก่งดีมีฝีมือ]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาทักษะอาชีพเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.เปิดประตูสู่โอกาส]]></category>
		<category><![CDATA[เงินอุดหนุน]]></category>
		<category><![CDATA[ยะลา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาบาลอ]]></category>
		<category><![CDATA[มูฮัมหมัด ซัยนูดิน หะยีมะ]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนักเรียนเสมอภาค]]></category>
		<category><![CDATA[กริชรามันห์]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มสหกรณ์กริชรามันห์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคใต้]]></category>
		<category><![CDATA[อาณาจักรลังกาสุกะ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ชายแดนใต้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=6813</guid>

					<description><![CDATA[<p>เนื่องจากเด็ก ๆ มีความสามารถและความถนัดแตกต่างกัน ผลสำเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/ramandagger/">เงินอุดหนุน‘กสศ.’ฟื้นทักษะทำ‘กริชรามันห์’ ศิลปะปลายด้ามขวาน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-6816" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68612529_2749447865089205_911883408764829696_o-1.jpg" alt="" width="1477" height="1108" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68612529_2749447865089205_911883408764829696_o-1.jpg 1477w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68612529_2749447865089205_911883408764829696_o-1-300x225.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68612529_2749447865089205_911883408764829696_o-1-768x576.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/08/68612529_2749447865089205_911883408764829696_o-1-1024x768.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1477px) 100vw, 1477px" /></p>
<p>เนื่องจากเด็ก ๆ มีความสามารถและความถนัดแตกต่างกัน ผลสำเร็จทางการศึกษาจึงไม่ใช่เครื่องมือชี้วัดคุณภาพชีวิตเสมอไป นั่นคือหลักการตั้งต้นของครูโรงเรียนพัฒนาบาลอ ตำบลบ้านบาลอ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ได้นำมาใช้ขับเคลื่อนในโครงการฝึกทักษะอาชีพให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนเพื่อให้มีความรู้สู่การประกอบอาชีพหลังจบการศึกษา</p>
<p>มูฮัมหมัด ซัยนูดิน หะยีมะ ครูโรงเรียนพัฒนาบาลอ จังหวัดยะลา ระบุว่า โรงเรียนได้รับเงินอุดหนุนหรือทุนนักเรียนเสมอภาค จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ให้กับเด็กขาดแคลนทุนทรัพย์ ขณะเดียวกันยังได้ทุนสำหรับนำไปต่อยอดพัฒนาทักษะอาชีพให้กับเด็กนักเรียน ทางโรงเรียนพัฒนาบาลอเริ่มต้นพัฒนาทักษะอาชีพให้กับนักเรียน โดยเฉพาะกลุ่มที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผ่านการสืบสานทำ ‘กริชรามันห์’ ซึ่งถือเป็นศิลปะเลื่องชื่อของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่มีความเป็นมายาวนานสืบย้อนไปได้ถึงพุทธศตวรรษที่ 7 แม้ทางโรงเรียนมีอุปสรรคในเรื่องของอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ยังไม่มีความพร้อม เนื่องจากการขาดแคลนงบประมาณสนับสนุน</p>
<p>“ตอนนี้โชคดีทางโรงเรียนได้รับทุนดังกล่าวจาก กสศ. จึงได้นำมาใช้จัดสรรทั้งในเรื่องอุปกรณ์ และใช้อุดหนุนเงินให้เด็กยากจนพิเศษที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนเป็นรายคน และโครงการพัฒนาทักษะอาชีพการทำกริชรามันห์จึงดำเนินต่อไปได้” มูฮัมหมัด ซัยนูดิน กล่าว</p>
<p>มูฮัมหมัด ซัยนูดิน กล่าวว่า โรงเรียนมีจุดประสงค์มุ่งเน้นไปยังการสร้างทักษะอาชีพให้กลุ่มเด็กด้อยโอกาส ทุนที่โรงเรียนได้รับถือเป็นการสร้างโอกาสให้เด็กในชุมชนของเราสามารถเข้าถึงการเรียนหนังสือ ได้ฝึกฝนเรียนรู้พัฒนาตนเพื่อเป็นช่างฝีมือผู้มีความชำนาญศิลปะโบราณที่เกือบจะสูญหายไปแล้ว นับเป็นทั้งการสร้างคุณภาพชีวิตให้เด็กและเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประจำท้องถิ่นไปพร้อมกัน</p>
<p>โครงการพัฒนาทักษะอาชีพมีเป้าหมายเพื่อต่อยอดความสามารถเด็กให้ไปสู่ระดับอาชีพหลังจบการศึกษา สามารถนำไปสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้จริงในอนาคต</p>
<p>ในช่วงระหว่างฝึกทีกษอาชีพโรงเรียนยังได้ร่วมมือกับศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกลุ่มสหกรณ์กริชรามันห์ จังหวัดยะลา นำผลิตภัณฑ์กริชจากโครงการฝึกอาชีพไปจัดจำหน่ายทั้งในร้านสินค้าที่ระลึกและในรูปแบบออนไลน์ เป็นช่องทางการสร้างรายได้ให้เด็กนักเรียนอีกทางหนึ่ง สำหรับกริชรามันห์ สนนราคาขายตั้งแต่ 1,000 บาท จนถึง 10,000 บาท</p>
<p>มูฮัมหมัด ซัยนูดิน เผยด้วยว่า โครงการพัฒนาทักษะอาชีพของนักเรียน ยังมีหลักสูตรการทำอาหารและขนมอีกด้วย นอกเหนือจากทักษะอาชีพที่ติดตัวเด็กจนสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ในอนาคตแล้ว ผลผลิตจากการฝึกพัฒนาทักษะระหว่างเรียนสามารถนำไปจำหน่ายเกิดรายได้กลับมาสู่เด็กนักเรียนอีกด้วย</p>
<p>“เด็กนักเรียนที่เข้ามาฝึกทักษะอาชีพ เป็นเด็กในระดับชั้น ม. 1-ม.3 มีทั้งเด็กชายและเด็กหญิงจำ เด็กส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ไม่มีโอกาสออกไปเรียนนอกพื้นที่เนื่องจากขาดแคลนทุนการศึกษา ซึ่งทางโรงเรียนมองว่าการฝึกฝนทักษะทางอาชีพนั้นสามารถนำไปต่อยอดสร้างอาชีพและรายได้ได้อย่างเป็นรูปธรรม”</p>
<p>มูฮัมหมัด ซัยนูดิน ย้อนตำนานกริชรามันห์ว่า เป็นอาวุธโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรลังกาสุกะ ปัจจุบันเป็นศาสตร์ที่แทบจะสูญหายไปแล้วด้วยขาดช่วงทางองค์ความรู้ ทางโรงเรียนเล็งเห็นว่าการทำกริชรามันห์เป็นทั้งศาสตร์และศิลปะที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูและอนุรักษ์ไว้เพื่อคนรุ่นต่อไป ทั้งยังเป็นช่องทางสร้างรายได้ให้กับกลุ่มเด็กด้อยโอกาสในพื้นที่</p>
<p>ทั้งนี้ โครงการฝึกพัฒนาทักษะอาชีพให้นักเรียน มีการทำกริชอยู่ 2 ประเภท คือ<br />
1.กริชหัวนกพังกะ ในสมัยโบราณจะใช้ในหมู่เจ้าเมืองและขุนนาง<br />
2.กริชหัวลูกไก่ เป็นอาวุธสำหรับสามัญชนทั่วไป</p>
<p>เด็กนักเรียนจะได้ฝึกทักษะการทำกริชทั้ง 2 ประเภท โดยแบ่งความชำนาญออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ กลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ กลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญระดับกลาง และระดับเริ่มต้น</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/ramandagger/">เงินอุดหนุน‘กสศ.’ฟื้นทักษะทำ‘กริชรามันห์’ ศิลปะปลายด้ามขวาน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
