<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ชัชวาลย์ บุตรทอง | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C-%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 30 Jan 2026 06:23:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ชัชวาลย์ บุตรทอง | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เรียนฟรีไม่ฟรีจริง ยังเป็นเรื่องจริง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-310126/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=article-310126</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Jan 2026 06:14:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชวาลย์ บุตรทอง]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนฟรี]]></category>
		<category><![CDATA[EQUITY MOVE]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=99291</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ขนาดครูยังส่งลูกตัวเองไปเรียนโรงเรียนอื่นเลย”&#160; ‘ค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-310126/">เรียนฟรีไม่ฟรีจริง ยังเป็นเรื่องจริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ขนาดครูยังส่งลูกตัวเองไปเรียนโรงเรียนอื่นเลย”&nbsp;</p>



<p>‘ครูติ๊ก’ ชัชวาลย์ บุตรทอง ครูประจำโรงเรียนขนาดเล็กแห่งหนึ่งและผู้ก่อตั้งโรงเรียนสี่ตารางวา หรือศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม จ.อุตรดิตถ์ พูดถึงเพื่อนครูร่วมโรงเรียนที่ส่งลูกวัยอนุบาลเข้าเรียนในตัวเมือง&nbsp;</p>



<p>ครูติ๊กมาพร้อมกับ ‘กระต่าย’ เด็กสาวที่หลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะขาดทุนทรัพย์ แต่ตอนนี้กระต่ายได้กลับมาเรียนอีกครั้งในโรงเรียนสี่ตารางวาที่ก่อตั้งโดยครูติ๊ก ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนมาตรา 12 ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่มีจุดมุ่งหมายเปิดโอกาสให้สถาบันทางสังคมที่มีความพร้อม มาช่วยรัฐจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ครอบครัว ชุมชน ศาสนา บุคคล องค์กรวิชาชีพ และสถานประกอบการ</p>



<p>“หนูเรียนโรงเรียนใกล้บ้านไม่ได้ เลยหลุดออกจากระบบการศึกษา” ภาษาทางการของกระต่ายในวันที่มีโอกาสยกมือเพื่อถามตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ ในเวทีดีเบตนโยบายการศึกษา2569 : เรียนไปทำไม? ผ่าตัดการศึกษาไทย ทวงคืนอนาคต” ประเด็น “เรียนฟรีต้องมีจริง”ิ ซึ่งทางไทยรัฐจัดขึ้นเมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-29.jpeg" alt="" class="wp-image-99292" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-29.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-29-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-29-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-29-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-29-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /><figcaption class="wp-element-caption">‘ครูติ๊ก’ ชัชวาลย์ บุตรทอง</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>ส่วนภาษาง่ายๆ แบบเข้าใจได้ผ่านคำอธิบายของครูติ๊กคือ กระต่ายเป็นลูกคนที่ 2 จากทั้งหมด 4 คน ต้องย้ายตามแม่บ่อยครั้งจากงานที่ทำในตัวเมืองอุตรดิตถ์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กระต่ายไม่สามารถเรียนโรงเรียนใกล้บ้านได้ ใกล้ขนาดเดินถึง 400-500 เมตร เพราะต้องจ่ายค่านั่นโน่นนี่ที่ไม่ได้ระบุรวมไว้ในค่าเทอม เฉลี่ยปีละกว่า 9,000 บาทต่อคน (ที่มา : <a href="https://www.eef.or.th/news-190126" target="_blank" rel="noopener" title="กสศ. เปิด 5 ข้อค้นพบ-เข็มทิศลงทุน ‘ทุนมนุษย์’ ก่อนประเทศเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง">กสศ. เปิด 5 ข้อค้นพบ-เข็มทิศลงทุน ‘ทุนมนุษย์’ ก่อนประเทศเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง</a>)&nbsp; ยิ่งมีพี่น้อง 4 คน โน่นนี่นิดหน่อยรวมกันก็มหาศาล&nbsp;</p>



<p>“โรงเรียนเมืองส่วนใหญ่เก็บค่าใช้จ่ายนอกจากค่าเทอมนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ถือว่ามากสำหรับครอบครัวที่ไม่มี เพราะคนไม่มีแปลว่าไม่มีจริงๆ ครับ”&nbsp;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เรียนฟรีมีดอกจัน&nbsp;</strong></h3>



<p>เรื่องเรียนฟรีไม่ฟรีจริง เป็นเรื่องจริงที่มีมาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่นโยบายเรียนฟรี 12 ปี ในปี 2552 ก่อนขยับมาเป็น 15 ปีในปี 2559&nbsp;</p>



<p>ปัจจุบัน จาก<a href="https://www.eef.or.th/news-190126/?fbclid=IwY2xjawPetaNleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFxdEtuYW9MMlRIMU1iNFNqc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHrPcPCTZX5DDIswMRfQITbxAOEPSZeAPHhiTZLbljt7nIEu330yEeyL1KzPs_aem_Tp6E26k4qY0BSM2luZzx0A" target="_blank" rel="noopener" title="">ข้อค้นพบ</a>ของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พบว่า นโยบายเรียนฟรียังมี ‘ต้นทุนแฝง’(ค่าเดินทาง, อาหาร, เครื่องแบบ ฯลฯ ) ที่ครอบครัวยากจนต้องแบกรับเองกว่าปีละ 9,420 บาท&nbsp;</p>



<p>เมื่อครอบครัวที่มีลูก 4 คนต้องเสียเงินเพิ่ม แม่เลยตัดสินใจให้กระต่ายไปเรียนโรงเรียนขยายโอกาสย่านชานเมือง ที่ไกลขนาดต้องขี่รถมอเตอร์ไซค์ข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่ง ระยะทางรวมๆ 3 กิโลเมตร&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-30.jpeg" alt="" class="wp-image-99293" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-30.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-30-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-30-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-30-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-30-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>“ค่าเดินทางของลูกหลายคนรวมๆ กัน อาจจะมากกว่าที่ไปจ่ายค่าโน่นนี่ให้โรงเรียนใกล้บ้านอีก” แต่เพราะที่บ้านไม่มีกำลังจ่ายก้อนเดียวทีเดียว กระต่ายเลยต้องไปเรียนไกลและสุดท้ายก็หลุดออกนอกระบบเพราะตัวเองจบม.3 แล้ว ต้องเสียสละให้น้องได้เรียนต่อ-ครูติ๊กบอก</p>



<p>แต่กระต่ายยังอยากจะเรียนต่อเลยได้มาอยู่กับครูติ๊กที่โรงเรียนเรียนสี่ตารางวาหรือสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม จ.อุตรดิตถ์ ภายใต้รูปแบบศูนย์การเรียนมาตรา 12&nbsp;</p>



<p>นอกจากเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์การเรียนฯ แล้ว ครูติ๊กคือครูที่ยังอยู่ในระบบของโรงเรียนขนาดเล็กแห่งหนึ่งในจ.อุตรดิตถ์ มีนักเรียนทั้งหมด 69 คน จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ อนุบาลถึงม.3 ที่ตอนนี้มีเด็กอนุบาลเพียง 3 คน</p>



<p>“เกิดน้อยก็เป็นเหตุผลหนึ่งแต่ถ้าพอมีกำลังนิดหน่อย เขาก็อยากให้ลูกไปอยู่โรงเรียนที่มีพื้นที่ปลอดภัย ขนาดครูที่โรงเรียนผมยังส่งลูกไปเรียนอนุบาลในเมืองเลย”&nbsp;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เรียนไม่ฟรีแต่มีพื้นที่ปลอดภัยมากกว่า</strong></h3>



<p>ดูเผินๆ เรื่องของ “กระต่ายไม่ได้เรียนโรงเรียนใกล้บ้าน” กับ “ครูโรงเรียนขนาดเล็กส่งลูกไปเรียนโรงเรียนอื่น” อาจไม่เกี่ยวข้องกัน แต่จริงๆ แล้ว เรากำลังพูดถึง ‘คุณภาพ’ และ ‘ความฟรี’ ที่สวนทางกัน หรือไม่ก็ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่สามารถเลือกหนึ่งแล้วได้ทั้งสอง&nbsp;</p>



<p>เราอาจเริ่มจากคำถามว่าโรงเรียนที่เรียนฟรีเก็บเพิ่มทำไม&nbsp;</p>



<p>โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก (นักเรียนไม่เกิน 120 คน) ที่มี 14,476 แห่งหรือกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของโรงเรียนทั้งประเทศ ที่ถูกจับตาและตั้งคำถามเรื่องคุณภาพมาตลอด&nbsp;</p>



<p>ในฐานะครูในโรงเรียนขนาดเล็กที่ยอมรับว่าฟรีไม่มีเก็บเพิ่ม มีชั่วโมงสอน 22 คาบต่อสัปดาห์ ยังรับผิดชอบงานพัสดุ ฯลฯ ครูติ๊กยอมรับว่าโรงเรียนขนาดเล็กยังมีปัญหาเรื่องพื้นที่ปลอดภัย ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่ยังไม่เห็นว่าไม่มีโรงเรียนไหนที่ไม่เก็บเงินเพิ่ม&nbsp;</p>



<p>ปลอดภัยในความหมายของครูติ๊ก ไม่ใช่เรื่องอันตรายแต่หมายถึงนิเวศน์ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ขณะที่โรงเรียนที่ไม่ฟรีกลับมีน้อย หรือไม่มีเลย&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-33.jpeg" alt="" class="wp-image-99296" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-33.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-33-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-33-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-33-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-33-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>“เอาเข้าจริงๆ <a href="https://www.thaipbs.or.th/news/content/339603">งบรายหัว</a>ที่ได้ก็พอต่อการบริหารจัดการ ถ้าเป็นโรงเรียนใหญ่ เด็กสามพันกว่าคน งบก็มีเหลือเฟือมากๆ แต่กระทรวงฯ เปิดช่องให้โรงเรียนเก็บค่าอื่นๆ ได้ เป็นค่าคอม ภาษาอังกฤษ ฯลฯ พอเก็บมามันเป็นช่องให้ใช้เงินตรงนี้ได้ อาจเพิ่มคุณภาพ จ้างครูพิเศษ ฯลฯ”&nbsp;</p>



<p>สำหรับครูติ๊กที่อยู่ทั้งในระบบและนอกระบบอย่างศูนย์การเรียนรู้ บอกว่าจากประสบการณ์ส่วนตัว นอกจากระบบนิเวศน์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ยอมรับว่า ‘ความไม่ฟรี’ มักมาพร้อมกับอำนาจที่เท่ากันของทุกคนในโรงเรียน&nbsp;</p>



<p>“โรงเรียนในเมืองมีหลายมาตรการ ผู้ปกครองที่มีกำลัง ก็จะใช้กลไกต่างๆ เช่น สมาคมผู้ปกครองมาคอยดูแลควบคุมคุณภาพอีกที สร้างพื้นที่ปลอดภัย ปลอดภัยจากการลงโทษ บุลลี่ หลายคนยอมจ่ายให้มีกล้องวงจรปิดทุกห้อง ดังนั้น รร.ขนาดใหญ่,กลาง จึงเป็นศูนย์รวมคุณภาพที่จะทำให้เด็กเติบโตได้ดีกว่า ขณะที่รร.ขยายโอกาสอาจไม่ได้เห็นเด็กว่ามีความฝันยังไง ไม่ได้สนับสนุนให้เด็กเติบโตเต็มที่ แค่อ่านออกเขียนได้ไปสู่สายอาชีพ หรือจบม.3 ก็พอแล้ว”&nbsp;</p>



<p>บรรยากาศในโรงเรียนขยายโอกาสหลายแห่ง ผู้ปกครอง เด็ก อยู่ในสถานะ ‘ผู้รับ’ ด้วยฐานะปากกัดตีนถีบ ขณะที่ครูหรือบุคลากรต่างๆ ในโรงเรียนถูกมองและมองตัวเองว่าเป็น ‘ผู้ให้’&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-32.jpeg" alt="" class="wp-image-99295" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-32.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-32-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-32-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-32-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-32-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>“เป็นความสัมพันธ์แบบช่วยเหลือระหว่างครูกับเด็กที่ต่างกันทางชนชั้น ผู้ปกครองไมไ่ด้มีส่วนร่วมเพราะอยู่ในสถานะเดียวกับลูก เป็นผู้รับเหมือนกันลูก ขณะที่โรงเรียนไม่ฟรี ผู้ปกครองไม่ใช่ผู้รับแต่เป็นผู้ต่อรอง” ครูติ๊กอธิบาย</p>



<p>และเป็นเรื่องจริงอีกเช่นกันว่า ถึงแม้จะไม่ฟรี แต่ก็มีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่หลุดออกจากระบบเพราะจำนวนเก้าอี้ไม่พอ ศูนย์การเรียนมาตรา 12 จึงทำหน้าที่ช้อนเด็กที่หลุดออกจากระบบ&nbsp;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ศูนย์การเรียนรู้มาตรา 12 เข้ามาช้อนรับ</strong></h3>



<p>โรงเรียนสี่ตารางวาของครูติ๊ก ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลนี้ และถึงแม้ว่าจะศูนย์การเรียนรู้มาตรา 12 จะเจออุปสรรคตรงที่ไม่ได้งบประมาณอุดหนุนรายหัวจากรัฐ แต่ในอีกด้านมันคือความอิสระในการออกแบบการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่น ช้อนรับกับเด็กแต่ละคน&nbsp;</p>



<p>ด้วยความคล่องตัวและไม่ถูกจำกัดด้วยระเบียบราชการ ทำให้ศูนย์การเรียนฯ ทำหน้าที่ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ และพื้นที่สร้างตัวตนให้เด็กที่หลุดออกจากระบบ&nbsp;</p>



<p>โดยศูนย์ฯ ใช้หลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ ม.ต้น-ปลาย ใช้หลักสูตร กศน. วิชาส่วนใหญ่จะเป็นวิชาทักษะการเรียนรู้ วิชาพัฒนาทักษะอาชีพ วิชาสุขศึกษา แล้วก็วิชาการใช้ชีวิตในสังคม&nbsp;</p>



<p>ภายใต้แนวคิด ครูติ๊กบอกว่าเราทำในสิ่งที่โรงเรียนไม่ทำ จัดทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้ D Learning ให้เด็กที่หลุดออกนอกระบบได้เทียบโอนผลการเรียน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-31.jpeg" alt="" class="wp-image-99294" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-31.jpeg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-31-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-31-768x512.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-31-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/image-31-272x182.jpeg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>“เราออกแบบการเรียนรู้ไม่นับวันหยุด ถึงหยุดก็ไม่ได้หยุดเรียนรู้ เรานับทุกการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นของเด็ก การทำงานการใช้ชีวิตการทำกิจกรรมก็เทียบโอนมาทั้งหมดเลย เราไม่ต้องการให้เด็กมาเรียนประจำ, ไม่สอนแบบโรงเรียน, ไม่ต้องการมีห้องเรียน, ไม่ต้องการให้เด็กเชื่อแบบเดียวกัน และให้เด็กได้ใช้ชีวิตของตัวเอง ”&nbsp;</p>



<p>แนวคิดสำคัญของครูติ๊กคือ การเป็นพื้นที่สร้างตัวตนให้เด็กที่หลุดออกจากระบบ ด้วยการสร้างความผูกพันผ่านความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนมากกว่าแค่วุฒิการศึกษา&nbsp;</p>



<p>“หัวใจสำคัญของศูนย์การเรียนคือการเป็นพื้นที่ยึดโยงทางความรู้สึก ที่เชื่อมโยงเด็ก บ้าน และชุมชนเข้าด้วยกันเพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของเด็กแต่ละคนอย่างยั่งยืน”</p>



<p>เช่นนั้น นโยบายเร่งด่วนสำหรับรัฐบาลชุดต่อไป คือขับเคลื่อนเรื่องเรียนฟรีให้เป็นจริง โดยเพิ่มงบประมาณเรียนฟรีครอบคลุมทุกระบบการเรียนรู้ เพราะการศึกษายืดหยุ่น มีส่วนอย่างมากในการโอบอุ้มเด็กไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา ทำให้เด็กๆ ไม่ต้องเลือกระหว่าง ‘เรียนฟรีไม่มีพื้นที่ปลอดภัย’ กับ ‘เรียนไม่ฟรีแต่มีพื้นที่ปลอดภัย’ อีกต่อไป &nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-310126/">เรียนฟรีไม่ฟรีจริง ยังเป็นเรื่องจริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต : ราชบุรีพร้อมก้าวข้ามความท้าทายด้วยระบบที่ ‘ยืดหยุ่น’ และ ‘เข้าอกเข้าใจ’ ผู้เรียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-130624/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-130624</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Jun 2024 09:11:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ราชบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[วิทิต เติมผลบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[พิมพ์ชนก จอมมงคล]]></category>
		<category><![CDATA[All for Education Ratchaburi Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[เมทิกา อำนาจเจริญพล]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชวาลย์ บุตรทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สิทธิพล พหลทัพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=82721</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันที่ 24-25 พฤษภาคม 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-130624/">การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต : ราชบุรีพร้อมก้าวข้ามความท้าทายด้วยระบบที่ ‘ยืดหยุ่น’ และ ‘เข้าอกเข้าใจ’ ผู้เรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันที่ 24-25 พฤษภาคม 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จับมือ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และจังหวัดราชบุรี จัดงาน <strong>‘All for Education Ratchaburi Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน รวมพลังคนราชบุรีไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง’</strong> เพื่อรวมกลุ่มเปิดพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ ร่วมกันต่อสู้กับปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษาในจังหวัดราชบุรี โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้ สนับสนุนให้เด็กเยาวชนและทุกคนได้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ อายุ เชื้อชาติ หรือแม้แต่สถานะการขอสัญชาติ ฯลฯ</p>



<p>การออกแบบงานซึ่งจัดขึ้นบริเวณริมเขื่อนรัฐประชาพัฒนา จังหวัดราชบุรี ในครั้งนี้ เน้นไปที่การปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน การเล่น และการพูดคุย หนึ่งในช่วงที่สำคัญและลงลึกถึงรายละเอียดความคืบหน้าการแก้ปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษาในจังหวัดราชบุรี คือกิจกรรมล้อมวงเสวนาบนเวทีเพื่อร่วมกันหาแนวทางป้องกันและข้อเสนอแนะต่อไปในอนาคต สำหรับหัวข้อเสวนาประจำวันที่ 25 พฤษภาคม ว่าด้วย <strong>‘การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต’</strong> พิชญาพร โพธิ์สง่า ผู้ประกาศข่าวจาก Thai PBS ซึ่งรับหน้าที่ดำเนินรายการ ได้พาเราไปสำรวจปมประเด็น ตัวละครที่สำคัญต่างๆ ในจังหวัดราชบุรี รวมถึงประสบการณ์และข้อเสนอของพวกเขา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-613883"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/4-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มากกว่าความรู้ คือทักษะชีวิตที่ทำให้ผู้เรียนเติบโตไปเป็นคนทำงานที่ ‘กลมกล่อม’</strong></h2>



<p>เสวนาเริ่มต้นด้วยเสียงสะท้อนจาก <strong>คุณเมทิกา อำนาจเจริญพล</strong> กรรมการและเลขานุการหอการค้าจังหวัดราชบุรี (YEC Ratchaburi) เธอเป็นตัวแทนภาคเอกชน ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เปรียบเสมือนปลายทางของระบบการศึกษา สามารถสะท้อนผลลัพธ์ของการศึกษาได้ชัดเจนที่สุด ผ่านคุณภาพของบัณฑิตจบใหม่และสถานการณ์ปัจจุบันของตลาดแรงงาน</p>



<p>“อ้างอิงจากผลสำรวจพนักงานที่เข้ามาร่วมงานในกิจการของชาวราชบุรี พบว่าปัญหาของน้องๆ รุ่นหลังคือ ‘ความกลมกล่อม’ ที่หายไป กล่าวคือหากเราตัดเรื่องความรู้ความสามารถออกไป สิ่งที่สำคัญในการใช้ชีวิตในวัยทำงานคือ Soft Skills และทัศนคติเชิงบวกต่อการทำงาน ซึ่งจะต้องต่อยอดมาจากความสุขในช่วงชีวิตวัยเรียนด้วย</p>



<p>“แต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากถูกบีบให้เรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เด็กๆ สมัยนี้เขามีอะไรให้คิดเยอะมากในการจะเลือกเรียนอะไรสักสาขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตอบสนองต่อความความต้องการของตลาด หรือกระทั่งความต้องการของที่บ้าน ทำให้เขายึดติดกับการแข่งขันกันเรียน แข่งขันกันสอบมากเสียจนเขาขาดทักษะในการดำเนินชีวิตประจำวันด้านอื่นๆ ไป</p>



<p>“พอเห็นช่องว่างช่องโหว่แบบนี้แล้ว ก็ชวนให้นึกถึงหลักสูตรสมัยก่อนที่เลิกใช้ไปแล้ว อย่างเช่นวิชา สปช. (สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต) สลน. (สร้างเสริมลักษณะนิสัย) หรือ กพอ. (การงานพื้นฐานอาชีพ) ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าล้าสมัย หรือยกเลิกไปเพราะมีหลักสูตรที่ดีกว่ามาแทนที่ แต่ดิฉันมองกลับไปวันนี้ก็ยังรู้สึกว่ามีอะไรหลายอย่างที่เราเรียนรู้มาจากวิชาเหล่านี้และทุกวันนี้ก็ยังได้ใช้ประโยชน์ทั้งในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ad6f29"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/5-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>โรงเรียนมือถือ : จุดสัญชาตญาณการเรียนรู้และดึงดูดผู้เรียนกลับเข้ามาด้วยสิ่งที่เขาสนใจ</strong></h2>



<p>ขณะเดียวกัน <strong>ครูตูน-พิมพ์ชนก จอมมงคล</strong>&nbsp; อีกหนึ่งตัวแทนครูจากศูนย์การเรียนซีวายเอฟ (CYF) ได้เน้นย้ำถึงอีกหนึ่งปมปัญหาที่ทำให้เด็กมีความรู้สึกลบต่อระบบการศึกษาจนเผลอพาตัวเองออกห่าง ตลอดจนแนวคิดที่นำมาสู่การผลักดัน ‘โรงเรียนมือถือ’</p>



<p>“อีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้เด็กพาตัวเองหลุดออกไปโดยไม่รู้ตัวคือสภาพแวดล้อมในโรงเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุนแรงประเภทที่ไม่โจ่งแจ้งแต่ส่งผลร้ายระยะยาว เราเรียกความรุนแรงประเภทนี้ว่า ‘Slow Violence’ หรือความรุนแรงอย่างช้า เป็นสภาพแวดล้อม คำพูด และการกระทำที่คนส่วนใหญ่อาจตระหนักไม่ถึงว่าจะสามารถสร้างแผลใจให้กับเด็ก&nbsp;</p>



<p>“เรามักได้ยินผู้ใหญ่วิพากษ์วิจารณ์เด็กว่าเหตุที่ทำให้เกรดไม่ดี เรียนไม่จบเป็นเพราะเขา ‘เหลวไหล’ บ้าง ‘ติดเพื่อน’ บ้าง แต่จริงๆ คำพูดเหล่านี้มันไม่ได้สะท้อนความบกพร่องของเด็กเลยนะคะ แต่สะท้อนความบกพร่องของโรงเรียนที่ไม่สามารถยึดโยงเด็กเอาไว้ได้ต่างหาก ลองคิดดูว่าต้องเป็นสภาพแวดล้อมที่สร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยให้เขาขนาดไหน เขาจึงรู้สึกไม่อยากไปโรงเรียน หรือกระทั่งไว้ใจคนข้างนอกมากกว่าคนในโรงเรียน &nbsp;การพูดคุยโน้มน้าวเด็กกลุ่มนี้กลับมาจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย</p>



<p>“จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง เรามีโอกาสได้ไปนั่งกินข้าวแล้วสังเกตเห็นว่าเด็กๆ ที่นั่งกินข้าวอยู่ตามโต๊ะข้างเคียงกำลังทำในสิ่งเดียวกัน นั่นคือการนั่งชมวิดีโอบนมือถืออย่างตั้งใจระหว่างกินข้าว ทำให้เรารู้สึกอัศจรรย์ใจและสงสัยมากกว่าหน้าจอเล็กๆ แค่นี้สามารถทำให้เด็กจดจ่อกับเนื้อหาขนาดนี้ได้อย่างไร กลายมาเป็นไอเดียการทำโรงเรียนมือถือ โดยแรกเริ่มจะต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิมที่เคยชินกับการใช้สมาร์ตโฟนเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก แล้วสอนให้เขารู้จักใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ และรับชมเนื้อหาที่มีสาระความรู้ด้วย</p>



<p>“อีกหนึ่งเป้าหมายหลักของโรงเรียนมือถือคือการเก็บเกี่ยวร่องรอยการเรียนรู้ของผู้เรียน เราเชื่อว่าเด็กทุกคนผ่านกระบวนการเรียนรู้บางอย่างอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว อาจจะผ่านการช่วยงานที่บ้านและการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว สิ่งที่ขาดไปคือเราจะสามารถเข้าถึงองค์ความรู้เหล่านี้ที่เขาได้รับมาได้อย่างไร</p>



<p>“ทางออกคือการให้เขาคอยบันทึกความรู้ที่ตนเองได้รับในแต่ละวันเอาไว้ในโพสต์ เช่นนี้เราก็จะสามารถทำการ Tracking กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้&nbsp; เมื่อเราได้ทำความรู้จักเขาผ่านโพสต์เหล่านี้แล้ว จนสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเขาถนัด ชอบ หรือใกล้ชิดกับความรู้แบบใด เราก็จะสามารถช่วยเปิดโลกของเด็กแต่ละคนให้กว้างขึ้นได้ ด้วยการยื่นมือเข้าไปช่วยสะกิดสัญชาตญาณการเรียนรู้ พร้อมแนะนำแหล่งข้อมูล รวมถึงแนวทางในการเรียนรู้ศาสตร์นั้นๆ ให้กับเขา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d6c169"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/6-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กระจาย ‘ความเป็นเจ้าของ’ ทักษะและองค์ความรู้ไปสู่ตัวเด็กด้วยเทคโนโลยี</strong></h2>



<p>อีกหนึ่งหัวเรี่ยวหัวแรงที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดโรงเรียนมือถือคือ<strong> ครูหน่อง-วิทิต เติมผลบุญ</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนซีวายเอฟ (CYF Thailand) พ่วงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน และเขาได้ร่วมอภิปรายถึงภาพสะท้อนความท้าทายที่ตนเองและคนใกล้ชิดต้องพบเจอ</p>



<p>“อย่างแรกเลยที่คนทำงานการศึกษาควรคำนึงถึงคือจะทำอย่างไรให้การศึกษาเป็นเรื่องง่าย เป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ใช่แค่ครู ไม่ใช่แค่ในโรงเรียน แต่การเรียนรู้ควรเกิดขึ้นได้และได้รับการสนับสนุนในทุกที่ทุกเวลา ปัญหาของการศึกษาในระบบคือพวกเราจัดการศึกษากันโดยเลียนแบบระบบราชการ เริ่มแปดโมงเช้า จบสี่โมงเย็น เวลาเรียนถูกซอยแบ่งถี่ยิบ และกระบวนการเรียนรู้ใดๆ ที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากในคาบเรียนของวิชานั้นๆ หรือกระทั่งนอกเวลาทำการของโรงเรียน ก็จะไม่ถูกนับ ไม่ถูกบันทึกเป็นความก้าวหน้าทางกระบวนการเรียนรู้</p>



<p>“เพราะเหตุนี้ โรงเรียนจึงควรมีการเปลี่ยนแปลงให้ยืดหยุ่นและตอบโจทย์มากขึ้น และสถานศึกษาควรกระจายความเป็นเจ้าของทักษะและองค์ความรู้เหล่านี้ไปสู่ตัวเด็ก ให้เขาได้มีส่วนในการเลือกและออกแบบ นอกจากนี้ก็ควรลดปัจจัยที่อาจมาขัดขวางกระบวนการเรียนรู้หรือกีดกันเด็กอย่างตัวชี้วัดและมาตรฐานลงเสียหน่อย</p>



<p>“โรงเรียนมือถือเองก็ดำเนินการด้วยหลักคิดคล้ายกัน โดยที่เราแค่เอาเทคโนโลยีไปกระตุ้นความต้องการการเรียนรู้ของเด็ก สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับให้ได้คือกระบวนการเรียนรู้ของคนมันเปลี่ยนไปตามโลก เชื่อเถอะว่าคนทำอาหารสมัยนี้น้อยคนที่จะเดินไปซื้อตำราหรือสูตรตามร้านหนังสือมาเปิดทำตาม ส่วนใหญ่ก็พึ่งพาเทคโนโลยีและแอปพลิเคชันบนอินเทอร์เน็ตกันหมดแล้ว</p>



<p>“เราจึงคิดออกแบบสถานศึกษาอีกระบบหนึ่งที่จะมาสอดรับกับปรากฏการณ์นี้ โดยปัจจุบัน กสศ.ได้นำแนวคิดไปพัฒนาต่อว่าจะทำอย่างไรให้ระบบต้องรองรับเด็กได้มากขึ้น พร้อมกับทุ่นแรง ทุ่นเวลาให้บุคลากรทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้นแต่เหนื่อยน้อยลง จากเวอร์ชัน 2.1 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่มีการพึ่งพาแพลตฟอร์มอย่าง Facebook และ ChatGPT ในอนาคตอันใกล้ เราหวังว่าจะได้ไปสู่เวอร์ชัน 3 ซึ่งอยู่ในแพลตฟอร์มโลกเสมือนจริงแบบ Metaverse ที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถออกแบบการเรียนรู้และเชื่อมต่อกับเนื้อหาที่ต้องการได้อย่างใกล้ชิดกว่าที่เคย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2bd78c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/2-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม กับภารกิจ ‘รับไม้ต่อ’ ดูแลเด็กที่เคยผ่านกระบวนการยุติธรรม</strong></h2>



<p>ด้าน <strong>ครูติ๊ก-ชัชวาลย์ บุตรทอง</strong> ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม และครูรุ่นใหม่ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตในฐานะข้าราชการครูมา 8 ปีเต็ม ณ โรงเรียนสวนหลวงสาธิต สปจ.อุตรดิตถ์ ก็ได้แบ่งปันเรื่องราวความท้าทายทั้งก่อนและหลังจากเขาก้าวเข้ามาบริหารศูนย์การเรียนฯ เมื่อ 2 ปีก่อน เขาเชื่อว่าตนเองและครูหลายๆ คนต่างเคยมีส่วนทั้งในกระบวนการดึงเด็กหลุดจากระบบการศึกษากลับเข้ามา และกระบวนการที่บังเอิญไปทำให้เด็กหลุดหายไปไกลยิ่งกว่าเดิม</p>



<p>“หลายปีก่อนเคยมีนักเรียนคนหนึ่งที่จำเป็นต้อง Dropout จากการเรียนเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พอห่างหายไปสักพักแกก็กลับเข้ามาใหม่ เดินเข้ามาหาผมเพื่อขอโอกาสกลับเข้ามาเรียนในโรงเรียนอีกครั้ง แต่ด้วยกระบวนการและข้อกำหนดหลายอย่างทำให้ในท้ายที่สุดเด็กคนนั้นไม่สามารถกลับเข้ามาได้ และภายในเดือนเดียวกันนั้นเอง แกก็ถูกตำรวจจับอีก</p>



<p>“แน่นอนว่าผมไม่โทษสถานศึกษาทั้งหมด หลายครั้งสถานศึกษาเองก็จำนนด้วยปัจจัยและข้อจำกัดมากมายที่มาจากส่วนกลาง อีกทั้งยังไม่มีอะไรมาการันตีว่าหากแกกลับเข้ามาเรียนแล้วจะไม่ถูกจับ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ผมเผลอหยุดคิดอยู่บ่อยครั้งว่าหากวันนั้นสถานศึกษาตัดสินใจให้โอกาสเขาไปโดยไร้เงื่อนไข เรื่องราวมันจะยังจบลงแบบเดิมไหม</p>



<p>“เป้าหมายของผมหลังจากการก้าวเข้ามาทำศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตชีวิตเพื่อสังคม จึงกลายมาเป็นการ ‘รับไม้ต่อ’ ดูแลเด็กที่กลับออกมาจากกระบวนการยุติธรรมให้เขาได้หาเส้นทางของตัวเองเจออีกครั้งและก้าวไปสู่ความฝันได้ เพราะชีวิต ‘ช่วงรอยต่อ’ หลังกลับออกมา ถือเป็นช่วงที่เขากำลังเปราะบางและถูกสังคมตีตราว่าเป็น ‘เด็กคุก’ ไม่ว่าคดีความของเขาจะเป็นคดีลหุโทษที่เล็กน้อยเพียงใดก็ตาม”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>โจทย์ของคนในระบบคือต้องปรับระบบให้สอดรับ เพิ่มโอกาส เพิ่มทางเลือกการศึกษา</strong></h2>



<p>ปิดท้ายด้วย<strong> ดร.สิทธิพล พหลทัพ</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จังหวัดราชบุรี กล่าวถึงความท้าทายที่ตัวเขาประสบในฐานะคนในระบบว่า</p>



<p>“จากที่ฟังปัญหาที่สะท้อนมาจากทุกฝ่าย โจทย์ที่ใหญ่ที่สุดที่ผมเชื่อว่าเราจะต้องตีให้แตกคือ ในเมื่อปัจจุบันนี้ การศึกษาในระบบยังคงเป็นรูปแบบการศึกษาที่เราลงทุนกับมันมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นรูปแบบการศึกษาที่ประกันคุณภาพได้ง่ายที่สุด แล้วเราควรจะทำอย่างไรที่จะยื้อเด็กที่เหมาะกับระบบเอาไว้ ให้เขาเข้าเรียนและจบการศึกษาตามระบบให้ได้มากที่สุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bcd24b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/06/1-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เด็กในระบบที่เราพบเจอทุกวันนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ เด็กกลุ่มบนที่มีความพร้อม เด็กกลุ่มกลางคือเด็กทั่วไปที่อาจไม่พร้อมแค่ในบางด้าน แต่มีศักยภาพพอที่จะแข่งขันในระบบเดียวกับเด็กกลุ่มบนได้ ตามมาด้วยเด็กกลุ่มท้ายซึ่งถูกเหนี่ยวรั้งเอาไว้ด้วยความขาดแคลนหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทางครอบครัว การเงิน สุขภาพ</p>



<p>“เมื่อผู้เรียนในระบบมีความหลากหลายเช่นนี้ การออกแบบระบบที่จะสามารถรองรับและตอบสนองความต้องการของผู้เรียนทุกกลุ่มได้จึงไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะสำหรับเด็กกลุ่มท้ายที่เสี่ยงถูกผลักให้ห่างออกไปจากระบบการศึกษาเรื่อยๆ หากเรามัวใช้แต่ระบบเดิมๆ ที่บังคับให้เรียน 80% และส่งงานเป็นปริมาณเท่านั้นเท่านี้เพื่อให้มีสิทธิ์สอบ ทั้งที่เด็กกลุ่มท้ายบางคนไม่มีแม้แต่เครื่องเขียน ข้าวกลางวันวันพรุ่งนี้ หรือแม้กระทั่งผู้ปกครอง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>5 ข้อเสนอจาก 5 หัวหอกขับเคลื่อน ‘รูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น’ ในจังหวัดราชบุรี</strong></h2>



<p><strong>คุณเมทิกา อำนาจเจริญพล: </strong>“ปัจจุบันทางหอการค้าได้เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นคณะอนุกรรมการดูแลเด็กและสตรีที่ท้องก่อนวัยอันควร พร้อมจัดกิจกรรมให้เด็กและสตรีกลุ่มนี้ทั้งที่อยู่ในระบบและนอกระบบ ทั้งโคฟเวอร์แดนซ์ ร้องเพลง กีฬา งานฝีมือ ฯลฯ ให้เขาได้เข้ามาทำแสดงความสามารถ ค้นหาตัวเอง และปรึกษาเส้นทางอาชีพต่อไป</p>



<p>“จากประสบการณ์ที่ได้ลงไปสัมผัสเด็กๆ และสังเกตการณ์กิจกรรมเหล่านี้ พบว่าการเปิดโอกาสเด็กๆ ได้เข้ามาพบปะพูดคุยกับคนทำงานนั้นช่วยได้มาก หลายครั้งเด็กๆ เริ่มมีกำลังใจ เริ่มมองเห็นที่ทางของตัวเอง และเริ่มจินตนาการออกว่าจะดำเนินชีวิตไปในทิศทางใดก็ต่อเมื่อได้มาเห็นชีวิตจริงๆ ของคนทำงานกับตาตัวเอง”</p>



<p><strong>ครูหน่อง-วิทิต&nbsp; เติมผลบุญ</strong>: “ขอส่งสารไปถึงคนที่ทำงานดูแลประเทศว่า กสศ.ได้วางโครงสร้างและแผนงานเอาไว้ยาวไปถึงปี 2570 ว่าจะสามารถ Set Zero ระบบ แล้วสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายขึ้นในระบบได้อย่างไรบ้าง สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ</p>



<p>1. ความร่วมมือในการทำงานผลักดันจากทุกกรม ทุกกระทรวง ให้นโยบายล้อไปด้วยกันและสอดรับซึ่งกันและกัน<br>2. การเก็บเกี่ยวข้อมูลของเด็กเข้ามาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะดึงมาจากทะเบียนราษฎร์หรือจากทางใดก็ตาม ให้มั่นจะว่าเราจะสามารถไปสู่เป้า Zero Dropout ได้จริง<br>3. การตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าจะทำให้สำเร็จภายในกรอบเวลาเท่าไร เช่น หากสำเร็จได้ภายในปี 2570 ตามเป้าของ กสศ. ก็จะดีมากทีเดียว”</p>



<p><strong>ครูตูน-พิมพ์ชนก จอมมงคล</strong>: “อยากเห็นราชบุรีกลายเป็น Learning City หรือ ‘เมืองแห่งการเรียนรู้’ โดยแท้จริงที่บูรณาการโยงหน่วยการเรียนรู้ต่างๆ ทั่วเมืองให้เชื่อมถึงกัน เช่น หากเด็กสนใจด้านนาฎศิลป์ก็สามารถเดินทางไปเรียนกับสถาบันที่เชี่ยวชาญด้านนี้ หากสนใจหนังใหญ่ก็สามารถเดินทางไปเรียนจากผู้รู้จริงที่วัดขนอน</p>



<p>“ซึ่งถ้าจะให้ทำได้จริง สิ่งที่เราจะต้องก้าวข้ามไปให้ได้คือการจัดสรรงบให้สถานศึกษาโดยคิดเป็นรายหัว งบประมาณเป็นสิ่งที่สร้างได้ทั้งโอกาส แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถกลายเป็นข้อจำกัดได้ด้วย ยกอย่างการทำงานของทวิภาคีในช่วงที่ผ่านมา เราบูรณาการหน่วยการเรียนรู้ในจังหวัดให้ทำงานร่วมกันได้ยากมากเมื่องบถูกจัดสรรมาในรูปแบบนี้ จึงอยากตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอต่อทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่า เราสามารถสร้าง Learning City ขึ้นมาได้ด้วยมือเรา ขอเพียงเราเอาประโยชน์ของเด็กๆ เป็นที่ตั้ง”</p>



<p><strong>ครูติ๊ก-ชัชวาลย์ บุตรทอง</strong>: “อยากเชิญชวนคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนักศึกษาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น มาช่วยกันทำการศึกษาทางเลือก ถ้าคุณกลับไปทำงานที่ภูมิลำเนาของตนเอง หลายคนก็จะสังเกตเห็นได้ทันทีว่าเด็ก Dropout นั้นมีอยู่ในทุกที่ ใครก็ตามที่มองเห็นเด็กๆ เหล่านี้และอยากช่วยเหลือ อยากเพิ่มโอกาส เพิ่มทางเลือกให้เขา คุณมีที่ปรึกษามากความสามารถมากมายให้เลือก เช่น หากอยากทำศูนย์การเรียนให้เขา ปรึกษาครูหน่อง-วิทิต&nbsp;</p>



<p>“อย่างผมเองเป็นครูในระบบ แต่ก็สามารถปลีกเวลามาทำงานบริหารศูนย์การเรียนรู้ได้ในช่วงเย็น ช่วงเสาร์อาทิตย์ ยังไม่นับช่วงเวลาปิดเทอมที่เราจะมีพละกำลังและเวลามหาศาลที่เราสามารถนำมาลงทุนกับอนาคตของเด็กๆ โดยใช้ความรู้ ทักษะ และของที่เรามีอยู่ในมืออยู่แล้ว อย่างหลักสูตรต่างๆ”</p>



<p><strong>ดร.สิทธิพล พหลทัพ</strong>: “ทางออกคือโรงเรียนจึงจำเป็นจะต้องเร่งออกแบบระบบการเรียนรู้และหลักสูตรให้ยืดหยุ่นและสอดรับกับการดูแลเด็กทุกๆ กลุ่ม เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดจะอยู่ในสายตาและการดูแลช่วยเหลือของครูและบุคลากร หากโรงเรียนรู้จักนักเรียนทุกคนอย่างทะลุปรุโปร่งไปถึงข้อจำกัดและเงื่อนไขของเด็ก เราก็จะสามารถออกแบบโปรแกรมการเรียนรู้สำหรับเด็กแต่ละคนออกมาได้</p>



<p>“นวัตกรรมล่าสุดที่น่าสนใจจากส่วนกลางและสมัชชาการศึกษาจังหวัดราชบุรี คือโครงการ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ กล่าวคือภายในโรงเรียนเดียว นอกจากรูปแบบการศึกษาสำหรับนักเรียนกลุ่มทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหา ก็จะยังมีรูปแบบการศึกษาอีก 2 ระบบที่รองรับเด็กกลุ่มเปราะบางด้วย โดยที่เขาไม่จำเป็นจะต้องถูกบังคับเข้ามานั่งในห้องเรียนทุกวัน สามารถเข้าเรียนได้ตามสะดวก พร้อมหาทางให้นักเรียนสามารถเข้าถึงบทเรียนจากที่บ้านได้ โดยครูมีหน้าที่เข้าไปบูรณาการการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน หรือชั่วโมงการทำงานของเด็กให้เข้ากับสาระการเรียนรู้ เพื่อที่จะได้นับหน่วยกิตได้</p>



<p>“และสุดท้าย อยากฝากถึงทุกคน ไม่เฉพาะแค่คนในระบบการศึกษา โปรดอย่าลืมว่าการศึกษาเป็นเรื่องของเราทุกคนโดยแท้จริง เมื่อไรก็ตามที่เกิดปัญหาขึ้นในสังคม เมื่อไรที่มีเนื้อหาข่าวสะท้อนภาวะพลเมืองไม่มีคุณภาพ ทุกคนจะมองย้อนกลับมาโทษการศึกษาก่อนเป็นอย่างแรก เห็นได้ชัดว่าทุกคนได้รับผลกระทบจากความบกพร่องของระบบการศึกษาหมด ฉะนั้น หากเราต้องการให้ระบบดีขึ้น เราทุกคนจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันผลักดันให้สิ่งนี้กลายเป็นวาระแห่งชุมชน วาระจังหวัด และวาระแห่งชาติต่อไป”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-130624/">การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต : ราชบุรีพร้อมก้าวข้ามความท้าทายด้วยระบบที่ ‘ยืดหยุ่น’ และ ‘เข้าอกเข้าใจ’ ผู้เรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
