<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b7/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 26 Nov 2021 08:39:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เดินหน้าออกแบบนโยบาย หลักประกันโอกาสทางการศึกษา กับ ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสว้า จังหวัดน่าน ประธานชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee-261121/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Nov 2021 08:22:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านสว้า]]></category>
		<category><![CDATA[น่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ]]></category>
		<category><![CDATA[ชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48415</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ทอดทิ้งโรงเรียนขนาดเล็กในถิ่นทุรกันดาร+ ส่งเสริมครูใ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee-261121/">เดินหน้าออกแบบนโยบาย หลักประกันโอกาสทางการศึกษา กับ ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสว้า จังหวัดน่าน ประธานชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 class="wp-block-heading">ไม่ทอดทิ้งโรงเรียนขนาดเล็กในถิ่นทุรกันดาร<br>+ ส่งเสริมครูให้มีความก้าวหน้าในชีวิต</h2>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>“ต่อให้เด็กมีข้าวกิน มีเสื้อผ้าใส่ ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าไม่มีโรงเรียนที่ดีหรือครูที่ดีให้กับเขา”</p></blockquote>



<p>-ใน 32 ปีของอายุราชการกับเวลา 25 ปีที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล ผมมองว่าหลักประกันโอกาสที่จะช่วยให้เด็กไม่หลุดจากเส้นทางการศึกษา หรืออย่างน้อยก็เพิ่มเวลาให้เขาอยู่ในโรงเรียนได้นานขึ้น อย่างแรก เราต้องมีโรงเรียนคุณภาพที่กระจายอยู่เพียงพอในพื้นที่ที่การคมนาคมไม่สะดวก หมายถึงในเมืองที่ทางเลือกในการเดินทางหลากหลาย การยุบควบรวมโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนน้อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการนั้นอาจทำได้ แต่บนดอยสูง ในป่าเขาหรือเกาะห่างไกล บางทีระยะทางแค่สองกิโลเมตรจากหย่อมบ้านที่ใกล้ที่สุดไปยังโรงเรียน เด็กๆ ต้องใช้เวลาเดินเท้าไปกลับบ้าน-โรงเรียนมากกว่าสองชั่วโมง ยังไม่นับอุปสรรคจากฝน ดินถล่ม หรือภัยจากสัตว์ร้าย ซึ่งทำให้การเดินทางล่าช้าลงไปอีก แค่นี้ก็ถือว่าเป็นปัจจัยต้นแล้วที่ดึงเด็กๆ ให้หลุดไปจากโรงเรียน หรือบางคนต้องเติบโตขึ้นมาโดยไม่มีโอกาสได้เข้าสู่ระบบการศึกษาด้วยซ้ำ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-958007"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/11-หลักประกันโอกาส-ผอ.ปกรณ์_02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>&#8211; ปัญหาอีกประการที่เราควรหันมาให้ความสนใจกันมากขึ้น คือเรื่องของ ‘ครู’ ทั้งจำนวนของครูต่อพื้นที่และคุณภาพชีวิตของเขา ทุกวันนี้โรงเรียนขนาดเล็กกำลังถูกบีบให้มีจำนวนครูต่อโรงเรียนลดลงเรื่อยๆ เราจึงเห็นข่าวที่ว่าครูคนหนึ่งในโรงเรียนห่างไกลเหล่านั้นเขาต้องทำหน้าที่มากกว่า 3-4 อย่าง หรือต้องเป็นให้ได้ทุกอย่าง ขยายภาพให้ชัดคือ อย่างโรงเรียนในพื้นที่สูง ด้วยการเดินทางที่ยากลำบาก จึงต้องมีการแก้ปัญหาด้วยการจัดตั้งห้องเรียนสาขาไว้ตามหย่อมบ้าน เป็นเหมือนกับโรงเรียนลูกข่ายเพื่อรองรับเด็กในพื้นที่ ที่เขาไม่สามารถเดินทางไปกลับทุกวัน หรือไม่อาจห่างครอบครัวมาพักนอนที่โรงเรียนได้จริงๆ อาจด้วยเหตุผลเรื่องความเป็นอยู่หรือการทำมาหากินของเขา</p>



<p>&#8211; ทีนี้ถ้าว่ากันตามกฎระเบียบขั้นตอน โรงเรียนหย่อมบ้านที่ตั้งขึ้น เราถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนแม่ ดังนั้นการบริหารจัดการบุคลากรครูของห้องเรียนหย่อมบ้านที่มีเด็กไม่ครบชั้น จำนวนไม่เกิน 10-20 คน หรือบางแห่งอาจมีถึงร้อยคนนี้ จะผูกติดกับอัตรากำลังที่ทุกโรงเรียนจะได้รับผ่านการคำนวณจากจำนวนนักเรียนและห้องเรียน เช่น เรามีนักเรียนชั้น ป.1 40 คน ในทางทฤษฎีจะนับว่าเป็นหนึ่งห้องตามโรงเรียนแม่ แต่พอเราจำเป็นต้องขยายเป็นห้องเรียนหย่อมบ้านสาขาที่สองหรือสาขาที่สาม เท่ากับในทางปฏิบัติเราจะมีนักเรียนชั้น ป.1 สามห้อง แต่ด้วยกฎระเบียบ เราจึงขอให้มีครูเพิ่มขึ้นไม่ได้&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9fd544"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/1-1-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-ย้อนไปราว 17 ปีก่อน ครั้งที่ผมเป็น ผอ.โรงเรียนขนาดเล็ก มีเด็กประมาณ 60 คน แห่งหนึ่งในจังหวัดน่าน และมีอีกสองโรงเรียนบนเส้นทางใกล้กันในรัศมี 5 กิโลเมตร เราเคยแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีการให้เด็ก ป.1-2 เรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ป.3-4 แห่งหนึ่ง และ ป.5-6 อีกแห่งหนึ่ง เพื่อถัวเฉลี่ยจำนวนครูต่อนักเรียนทั้งสามแห่งให้สัมพันธ์กัน ซึ่งต้องบอกว่าเป็นโชคดีเล็กๆ ที่ระยะทางของทั้งสามโรงเรียนทำให้สามารถปรึกษาหาทางออกร่วมกันได้ แต่เราต้องไม่ลืมว่ามีโรงเรียนในพื้นที่สูงหรือบนเกาะอีกไม่น้อยที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวห่างไกล จำเป็นต้องมีห้องเรียนสาขาแยกออกไป แล้วต้องเจอกับปัญหาเรื่องครูไม่พอและไม่อาจแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่ผมกล่าวได้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ครูใหม่ไม่มีมา ครูคนเก่าทยอยจากไป</h2>



<p>&#8211; ที่บ้านห้วยลัวะ โรงเรียนสาขาแห่งหนึ่งของเรา (โรงเรียนบ้านสว้า) มีครูประจำ 1 คน ต่อเด็กนักเรียน 15 คน ดูเผินๆ เหมือนว่าจะพอดีกัน แต่ลึกลงไปแล้ว การทำงานลำพังที่นั่นหมายถึงครูต้องทำได้ทุกอย่าง ตื่นตั้งแต่ตี่สี่ตีห้า ลุกขึ้นเตรียมอาหารให้เด็กมากินที่โรงเรียน ดูเรื่องไฟฟ้า น้ำสะอาด ระบบสาธารณูปโภค ดูแลห้องเรียนให้พร้อมกับการเรียนทุกวัน อะไรเสียหายใช้ไม่ได้ก็ต้องจัดการด้วยตัวเอง หรือไปตามชาวบ้านมาช่วย นี่เรายังไม่พูดถึงการเตรียมเนื้อหาการสอน ตรวจการบ้าน หรือติดตามเอาใจใส่เรื่องราวรอบด้านของลูกศิษย์ ไม่ว่าจะสุขภาพ ครอบครัว อารมณ์ สังคม จิตใจ คือครูหนึ่งคนเป็นทุกสิ่งทุกอย่างแล้วให้นักเรียน ให้ระบบการศึกษา ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญ ไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเขา ครูที่พร้อมทำอย่างนี้หรือทำได้แบบนี้นับวันก็จะยิ่งค่อยๆ ลดน้อยลงทุกที&nbsp;</p>



<p>&#8211; หรืออีกโรงเรียนสาขาที่ขุนน้ำจอน เราเพิ่งถูกตัดอัตรากำลังครูออกไป ซึ่งว่าตรงๆ คือ ผมในฐานะที่ต้องบริหารจัดการก็ไม่สามารถหาทางออกได้แล้ว เราเปิดห้องเรียนสาขานี้มา 11 ปี ทิ้งไม่ได้แล้ว สุดท้ายกลายเป็นว่ามีครู กศน.ท่านหนึ่งที่เขาอาสาเข้ามาช่วย ทำให้เราผ่านปัญหาได้อีกครั้ง แต่ในขณะที่ครูเขามีงานรับผิดชอบของตัวเองอยู่แล้ว ทั้งต้องแบ่งเวลาแบ่งกำลังมาช่วยเราอีก คำถามคือเราจะยื้อปัญหาไปได้นานสักเท่าไหร มันย้อนกลับมาที่ว่า ยังไงเราก็ต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุดที่ต้นตอให้ได้ เพื่อให้ครูทุกคนได้เอาเวลาไปทุ่มกับสิ่งที่สำคัญที่สุดจริงๆ คือการอำนวยความรู้ให้กับเด็กๆ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ec7c54"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/2-1-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดควรเพิ่มอัตรากำลังให้แต่ละโรงเรียนมีครูขั้นต่ำสัก 4 คน หรือมีจำนวนครูผู้ช่วยให้มากขึ้น เพราะสิ่งที่ผมหยิบยกมาเล่าจากประสบการณ์ตรง มันทำให้เห็นแล้วว่าเมื่อปริมาณบุคลากรไม่สอดคล้องกับสภาพการศึกษา ภาระของครูในพื้นที่โดดเดี่ยวห่างไกลจึงทั้งหน่วงหนักและบั่นทอนกำลังใจ ไม่อาจดึงดูดจูงใจให้มีใครอยากจะไปอยู่ แต่นั่นยังไม่สะเทือนความรู้สึกผมเท่ากับความทดท้อที่เกิดขึ้นจากการทำงานของครูตัวเล็กๆ หลายต่อหลายคน ซึ่งยังพยายามทำงานของตนให้ดีทุกๆ วัน โดยใช้ ‘หัวใจ’ เป็นที่ตั้ง วันเดือนปีผ่าน ผมได้เห็นครูมากมายที่มาด้วยความมุ่งมั่นต้องทยอยจากไปคนแล้วคนเล่า เพราะภาระงานที่กดทับและชีวิตการทำงานที่ไม่ได้ก้าวไปไหนเลย ขณะที่คนยังอยู่เองก็พูดได้ว่า สิ่งเดียวที่ยังคงรั้งพวกเขาเอาไว้ คือสายตาของเด็กๆ ที่มองไปที่เขาด้วยความรักและความหวัง นั่นคือสิ่งที่จรรโลงหัวใจของเขา แต่กับผู้ปกครองในพื้นที่ที่แม้เราจะพยายามเข้าไปสร้างห้องเรียนไว้ใกล้ๆ สักเท่าไรก็ตาม การที่มีครูไม่พอ มันก็ยิ่งทำให้เขาหมดความเชื่อมั่นกับคุณภาพของสถานศึกษา แล้วพอไม่เห็นประโยชน์ ก็กลายเป็นวงจรซ้ำๆ ที่เราต้องเห็นเด็กหลุดออกไปจากโรงเรียนทุกเทอม</p>



<p>-โรงเรียนที่มีมาตรฐานในจำนวนที่เพียงพอ กับครูคุณภาพในปริมาณที่พอเพียง จึงไม่ใช่แค่หลักประกันที่จะประคองเด็กๆ ไว้ในระบบ แต่คือสิ่งที่ช่วยยืนยันว่า 8 ชั่วโมงต่อวันที่เด็กอยู่ในโรงเรียน จะเป็นเวลาที่มีคุณค่า ไม่ใช่แค่เอาเด็กมาเก็บไว้ในห้องเรียน โดยไม่สามารถจัดการศึกษาที่ดี หรือช่วยให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้ในอนาคต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-64b701"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/15ปกรณ์.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ถ้าคุณภาพชีวิตของครูดี คุณจะมีโรงเรียนที่ดีตามมา</h2>



<p>-เบื้องต้นผมมองว่าเราต้องเร่งเพิ่มจำนวนครูให้สัมพันธ์กับสถานศึกษา ซึ่งอาจเป็นครูอัตราจ้างไปก่อนในช่วงแรก จากนั้นต้องมีเป้าหมายเป็นลำดับขั้นให้เขาสามารถมองเห็นเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ และสามารถมีชีวิตที่ดีได้ ไม่ว่าจะทำงานอยู่ตรงไหนก็ตามในประเทศนี้</p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5dbf23"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/11-หลักประกันโอกาส-ผอ.ปกรณ์_05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>-ชีวิตของครูตำแหน่งอัตราจ้างคนหนึ่ง มีวุฒิปริญญาตรี มีใบประกอบวิชาชีพ เขาเริ่มทำงานจากเงินเดือนไม่ถึงหมื่นบาท หลายคนเลือกที่จะทำเพราะเชื่อว่างานของเขาคือการสร้างอนาคตของเด็กๆ แต่กับอนาคตของตัวเขาเองล่ะ มีหนทางใดบ้าง อย่างแรก ถ้าสอบบรรจุเป็นพนักงานราชการได้ เงินเดือนจะขยับไปที่ราวหมื่นห้า แน่นอนว่ามันทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงเขาจะอดเปรียบเทียบไม่ได้เลยว่า สวัสดิการหรือสวัสดิภาพที่ได้รับจากการเป็น ‘พนักงานราชการ’ กับ ‘ข้าราชการครู’ นั้นช่างแตกต่าง ไหนจะมีเรื่องความก้าวหน้ามั่นคงของค่าวิทยฐานะต่างๆ มาพ่วงอีก</p>



<p>-ฉะนั้นในภาพใหญ่ที่ว่าด้วยเรื่อง ‘ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’ นอกจากจะหมายถึงคุณภาพของโรงเรียนในเมืองกับชนบทที่มีคุณภาพต่างกันแล้ว ยังมีเรื่องของคุณภาพชีวิตบุคลากรทางการศึกษาที่มีช่องว่างขนาดใหญ่อยู่มาก แล้วในอนาคตก็จะยิ่งถ่างกว้างออกไปอีก ด้วยวงรอบของครูคนหนึ่ง ที่เขาบรรจุครั้งแรกในถิ่นทุรกันดาร พอพัฒนาความสามารถถึงระดับหนึ่ง ก็ไม่ลังเลที่จะย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง ผลคือครูเก่งๆ ก็ไปกระจุกกันไม่กี่ที่ ซึ่งตรงนี้เราต้องไม่ลืมว่านั่นคือสิทธิ์ของเขาที่จะทำได้ ในการพาตัวเองไปหาความก้าวหน้าในชีวิต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c94f38"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/11-หลักประกันโอกาส-ผอ.ปกรณ์_04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>-ด้วยวงรอบอย่างนี้ก็ไม่แปลกที่ครูชนบทส่วนใหญ่จะไม่เก่งเท่าครูในเมือง แต่ที่ผมพูดเรื่องนี้เพราะสิ่งที่เราควรทำมาตั้งนานแล้วคือ ปรับเปลี่ยนสิ่งที่เป็นอยู่ ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ครูรุ่นใหม่ได้มีแรงจูงใจ ว่าการทำงานในพื้นที่ห่างไกลก็มีหนทางก้าวหน้า แล้วพอช่ำชองเชี่ยวชาญก็ไม่จำเป็นต้องย้ายไปไหน คุณลองนึกดูว่า ถ้าเรามีครูที่คลุกคลีกับพื้นที่หนึ่งเป็นเวลามากกว่าสิบยี่สิบปี เขาจะเข้าใจพื้นที่ ข้อจำกัด ปัญหาอุปสรรค และสามารถออกแบบการพัฒนาการเรียนการสอนไปได้ไกล ยิ่งกว่าแค่การศึกษาในโรงเรียน แต่มันคือการนำความรู้ประสบการณ์มาพัฒนาได้ในระดับท้องถิ่น</p>



<p>-เหมือนคนที่ทำอาหารเมนูซ้ำมา 20 ปี เชื่อเถอะว่ารสชาติของจานแรกที่ทำ กับจานที่เขาทำในปีที่ยี่สิบจะแตกต่างจนคุณแทบจำไม่ได้ ข้อแม้คือเราจะช่วยเขาอย่างไรให้ประคองตัวไว้ได้ จนสามารถบรรลุกับเมนูเดิมเมนูเดียวได้นานขนาดนั้น ถ้าคุณทำให้ครูมีคุณภาพชีวิตที่ดี ใฝ่ฝันถึงอนาคตที่ดีได้ ประเทศของเราจะมีอาวุธที่พร้อมฟาดฟันกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-educational-opportunity-guarantee-261121/">เดินหน้าออกแบบนโยบาย หลักประกันโอกาสทางการศึกษา กับ ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสว้า จังหวัดน่าน ประธานชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
