<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 24 Jul 2023 09:40:25 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“เสียงจากภาคีมีความหมาย” กสศ. ระดมความเห็นเวทีภาคกลาง หลายภาคส่วนร่วมเสนอภาพฝันการศึกษาเสมอภาคที่ตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของเด็กทุกกลุ่ม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-240723/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Jul 2023 09:40:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เนตรดาว ยั่งยุบล]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[ระดมพลังความร่วมมือขับเคลื่อนอนาคตความเสมอภาคทางการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิสร้างสรรค์เพื่อทำงานทางสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[วีระพงษ์ กังวานนวกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=70477</guid>

					<description><![CDATA[<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดเวทีรับฟังค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-240723/">“เสียงจากภาคีมีความหมาย” กสศ. ระดมความเห็นเวทีภาคกลาง หลายภาคส่วนร่วมเสนอภาพฝันการศึกษาเสมอภาคที่ตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของเด็กทุกกลุ่ม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ “ระดมพลังความร่วมมือขับเคลื่อนอนาคตความเสมอภาคทางการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน” เพื่อรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผลักดันนโยบายเร่งด่วนและวางทิศทางการดำเนินงานของ กสศ. ในปีงบประมาณ 2568 – 2570</p>



<p>เมื่อวันที่ 20 กรกฏาคม 2566 ที่ผ่านมา ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 ในเวทีภาคกลาง ณ ห้อง MAYFAIR BALLROOM B โรงแรม The Berkeley Pratunam กรุงเทพมหานคร โดยมีภาคีเครือข่าย นักขับเคลื่อนด้านการเรียนรู้จากภาครัฐ ท้องถิ่น ภาควิชาการ วิชาชีพ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเอกชน และภาคสื่อมวลชน ร่วมเสนอแนวทางการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในระดับภูมิภาค</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e669f5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/26-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคกลาง-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-eebfb7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/ศ.ดร.สมพงษ์-จิตระดับ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหาร กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> กล่าวเปิดเวทีโดยระบุว่า พื้นที่ภาคกลางโดยเฉพาะกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศจึงมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากที่สุดเป็นเงาตามตัว อย่างไรก็ตาม ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องของกรุงเทพมหานคร และทุกจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง ได้พยายามบริหารจัดการปัญหานี้อย่างต่อเนื่องจนมีผลลัพธ์ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาหลายด้านได้อย่างโดดเด่น การทำงานในพื้นที่ต่าง ๆ ช่วยพัฒนาศักยภาพของกลุ่มคนเปราะบางจนเกิดเครือข่ายการทำงานที่เข้าใจบริบทของพื้นที่ เกิดแนวทางพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา สนับสนุนให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนให้ได้รับการศึกษาหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ เพื่อประกอบอาชีพตามความถนัด เสริมสร้างศักยภาพ ให้สามารถพึ่งพาตนเองในการดำรงชีวิต ให้มีโอกาสเรียนหนังสือผ่านการศึกษาทางเลือกและการเรียนรู้วิชาชีพที่ถนัด</p>



<p>กิจกรรมในช่วง 3 ปีแรกของ กสศ. คือการพยายามเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ผ่านการทำงานบนฐานข้อมูล ทำงานบนพื้นฐานของการพยายามเข้าใจความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกัน สิ่งที่ทำตรงกับภารกิจที่ตั้งใจและยังจำเป็นต้องรับฟังข้อเสนอในการปฏิบัติให้สอดคล้องกับปัญหาที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รับฟังแนวทางจากทุกภาคส่วนที่ทำงานอยู่กับปัญหาในพื้นที่จริง เพื่อช่วยให้งานของ กสศ. ได้รับความคิดที่แหลมคมมาช่วยขัดเกลาให้การทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>



<p>“ความตั้งใจในภารกิจเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าเป็นงานที่ท้าทาย และต้องการมุมมองและแนวคิดที่เข้าใจปัญหาในพื้นที่ซึ่งได้มาจากการทำงานและลงมือปฏิบัติจริงจนมองเห็นประเด็นและแนวทางที่พื้นที่และชุมชนต่าง ๆ กำลังประสบอยู่ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่เมืองใหญ่ในภาคกลาง ซึ่งมีรูปแบบปัญหาที่หลากหลายและยังต้องการพลังและแนวทางจากภาคส่วนต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาอีกมากมาย โดยเชื่อมั่นว่า ข้อเสนอที่จะได้รับฟังจากทุกฝ่ายจะสามารถสร้างแนวทางในการปฏิรูปการศึกษาที่จะสร้างจุดเปลี่ยนและกลายเป็นคานงัดในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่จะได้เห็นในอนาคต” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว</p>



<p>ทั้งนี้ กสศ. ยกตัวอย่างเสียงสะท้อนจากภาคีเครือข่ายถึงการขับเคลื่อนอนาคตความเสมอภาคทางการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน ดังนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2e2c5e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/26-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคกลาง-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2e09b7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/ผศ.ดร.ชนิศา-ตันติเฉลิม.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬา ฯ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผศ.ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> กล่าวว่าแนวทางในการแก้ปัญหาการศึกษา จำเป็นที่จะต้องสำรวจแก่นของปัญหา สำรวจเหตุและผลของปัญหา สำรวจความต้องการของเด็กกลุ่มต่าง ๆ โดยต้องคำนึงถึงตัวผู้เรียนเป็นหลัก และพิจารณาว่าเด็กแต่ละคนควรจะต้องเรียนอะไร&nbsp;</p>



<p>“ต้องคิดกันว่า ทำอย่างไรให้ครูมีเครื่องมือที่สามารถแบ่งเด็กออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ได้ เด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเรื่องยาเสพติด เด็กในกลุ่มที่อยู่ในชุมชนยากจน เด็กกลุ่มที่เป็นเด็กพิเศษซึ่งต้องการการเรียนรู้รูปแบบเฉพาะ เพื่อให้สามารถจัดสรรทรัพยากรและบุคลากรให้ตรงกับปัญหาของเด็กโดยเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลเด็กระดับประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายประเทศกำลังพัฒนาขึ้น เช่นในสหรัฐอเมริกา เขตพื้นที่การศึกษาได้พัฒนาฐานข้อมูลที่ช่วยให้ทราบว่าเด็กในโรงเรียนใดหรือจุดไหนมีปัญหาด้านการอ่าน หรือปัญหาด้านพฤติกรรมแบบใด จำเป็นต้องออกแบบแนวทางในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือแบบไหนให้ตรงกับปัญหาที่มีอยู่ การพัฒนาระบบข้อมูลจะนำไปสู่การพัฒนาทุกองคาพยพของการศึกษาให้สอดคล้องกับการช่วยเหลือและพัฒนาผู้เรียนได้ตรงจุดมากขึ้น และใช้งบประมาณทางการศึกษาได้คุ้มค่ามากขึ้น” ผศ.ดร.ชนิศา กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1b286a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/26-เวทีรับฟังความคิดเห็น-ภาคกลาง-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6668bc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/ดร.เนตรดาว-ยั่งยุบล.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.เนตรดาว ยั่งยุบล หัวหน้าโครงการพัฒนาการเรียนรู้พื้นที่ชีวิตเด็กนอกระบบราชบุรี<br>มูลนิธิสร้างสรรค์เพื่อทำงานทางสังคม</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.เนตรดาว ยั่งยุบล</strong> <strong>หัวหน้าโครงการพัฒนาการเรียนรู้พื้นที่ชีวิตเด็กนอกระบบราชบุรี มูลนิธิสร้างสรรค์เพื่อทำงานทางสังคม</strong> กล่าวว่าจำเป็นที่จะต้องออกแบบการศึกษาให้ตอบโจทย์ของกลุ่มเด็กที่มีความหลากหลาย มีสภาพปัญหาที่มีความซับซ้อน หลากหลายรูปแบบ และมีวิธีการเรียนรู้หลายรูปแบบ</p>



<p>“การศึกษาต้องมีลักษณะสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ช่วยพัฒนาทักษะชีวิตของเด็กให้พวกเขารู้ตัวตนของตัวเอง เข้าใจเป้าหมายชีวิตของพวกเขาด้วยตัวของพวกเขาเอง การศึกษาจะต้องสามารถโอบอุ้มพวกเขาให้ก้าวข้ามสภาพปัญหาที่เผชิญอยู่ได้ ทั้งตัวเด็ก ครู และชุมชน จึงมีบทบาทอย่างยิ่งในการช่วยกันออกแบบกระบวนการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์นี้ได้&nbsp;</p>



<p>“ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องช่วยกันออกแบบการศึกษาที่เด็กอยากรู้ และควรรู้เพื่อนำไปประกอบอาชีพได้จริง หากเรียนจบการศึกษาภาคบังคับแล้วไม่อยากเรียนต่อหรือมีความจำเป็นที่ต้องทำงานก็ต้องมีรูปแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านอาชีพ และมีช่องทางที่จะกลับสู่ระบบการศึกษาเมื่อมีความพร้อมที่จะกลับมาเรียนต่อ จึงจำเป็นต้องออกแบบการศึกษาในระดับต่าง ๆ ให้เชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านนี้ ต้องมีหลักสูตรที่ช่วยค้นหาศักยภาพของผู้เรียนได้ โดยหลักสูตรนี้สามารถออกแบบให้ครอบคลุมใน 3 ช่องทางคือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษารายบุคคล ควรมีรูปแบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการของเด็กที่ไม่สามารถมาเรียนตามปกติหรือไม่สามารถเรียนบนฐานออนไลน์ได้ เพื่อช่วยไม่ให้เด็กกลุ่มนี้หลุดจากระบบการศึกษา” ดร.เนตรดาว กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a95475"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/07/นายวีระพงษ์-กังวานนวกุล.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายวีระพงษ์ กังวานนวกุล ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและขับเคลื่อนสังคม<br>กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายวีระพงษ์ กังวานนวกุล</strong> <strong>ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและขับเคลื่อนสังคม กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์</strong> กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาองค์กรและบุคลากรหลากหลายกลุ่ม ได้พัฒนากระบวนการการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการและความจำเป็นในการเรียนรู้อย่างหลากหลาย เพื่อเป็นทางเลือกการศึกษาที่สร้างสรรค์และสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง</p>



<p>“ที่ผ่านมามีการออกแบบการเรียนรู้ซึ่งเป็นการศึกษานอกระบบ ที่สอดคล้องกับความสนใจและชีวิตจริง สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านการเรียนรู้ในปัจจุบันไปสู่อนาคต และเป็นการออกแบบการเรียนรู้ที่อาศัยประสบการณ์ของคนในทุกช่วงวัยมาสอดประสานกันออกมาเป็นรูปแบบการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ และช่วยให้คนต่างรุ่นเข้าใจวิถีชีวิตของท้องถิ่นหรือชุมชนอย่างเห็นคุณค่า หากเราช่วยกันสำรวจรูปแบบการเรียนรู้ในลักษณะนี้จากในแต่ละพื้นที่มารวมศูนย์ เพื่อชี้เป้าให้ผู้ที่ต้องการพลังบวกจากการเรียนรู้ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษา ให้มีโอกาสเข้าถึงและมองเห็นเป็นทางเลือกและทางออกของชีวิต ก็น่าจะช่วยสร้างความหลากหลายในการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนกลุ่มต่าง ๆ ได้อีกทางหนึ่ง” นายวีระพงษ์ กังวานนวกุล กล่าว</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator is-style-wide"/>



<p><strong>อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง</strong><br>&#8211; <a href="https://www.eef.or.th/article-70343/?fbclid=IwAR3SbsMA4fexBTD5d80JG_DUE8-F9d-C-ib1UHkZmdn6r6XsHKijO-Ll3Gk">‘รวมพลังภาคี สร้างจุดเปลี่ยนการศึกษาประเทศไทย’ โดย ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</a><br>&#8211; <a href="https://www.eef.or.th/article-70378/?fbclid=IwAR1GGM0aIwaIII4ZVSxTF4_g0FTrkyOFB9W2hzdRDqrBHp9Wwp-6ExcjBD4">‘กสศ. ชวนภาคีร่วมวาดภาพฝันความเสมอภาคทางการศึกษา’ โดย ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-240723/">“เสียงจากภาคีมีความหมาย” กสศ. ระดมความเห็นเวทีภาคกลาง หลายภาคส่วนร่วมเสนอภาพฝันการศึกษาเสมอภาคที่ตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของเด็กทุกกลุ่ม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เด็กไม่พ้นวิกฤตหลุดนอกระบบ เพราะครอบครัวไร้งานทำและสิ้นหวัง ศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตทางการศึกษา กสศ. แนะรัฐต้องมีมาตรการเร่งด่วน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-190623/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Jun 2023 07:35:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพร พรมวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[คลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Thai pbs]]></category>
		<category><![CDATA[The Reporters]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สุรศักดิ์ เก้าเอี้ยน]]></category>
		<category><![CDATA[ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มนักเรียนเลว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=68653</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้  ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-190623/">เด็กไม่พ้นวิกฤตหลุดนอกระบบ เพราะครอบครัวไร้งานทำและสิ้นหวัง ศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตทางการศึกษา กสศ. แนะรัฐต้องมีมาตรการเร่งด่วน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้  ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย <strong>ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา กสศ.</strong> <strong>ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.), หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อการพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ </strong>พร้อมด้วย<strong>ไทยพีบีเอส</strong> และ <strong>The Reporters</strong> จัดเวทีเสวนา <strong>‘เปิดเทอมที่ไม่ได้เรียนต่อ’</strong> เพื่อเสนอรายงานข้อค้นพบจากศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กสศ. โดยมีทั้งนักวิชาการ นักกิจกรรม และนักการเมืองที่ทำงานด้านการศึกษาเข้าร่วมการเสวนา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9a98b2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-32-scaled.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กสศ.</strong> เปิดประเด็นว่า จากตัวเลขเด็กหลุดจากระบบที่ทางกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยข้อมูลล่าสุดสูงถึงกว่า 100,000 คน โดยสาเหตุหลักมาจากปัญหาความยากจนของครอบครัวที่ผลักให้เด็กต้องออกจากการเรียนเพื่อไปทำงานหาเงินแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ตนเห็นว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเช่นนี้ จะต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุด และผลักดันให้เป็นวาระเร่งด่วน เพราะปีการศึกษา 2566 จะเกิดปรากฎการณ์ที่มีเด็กหลุดจำนวนมาก เพราะครัวเรือนยากจนไม่สามารถฟื้นตัวจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากช่วงโควิด-19 และหากยังไม่มีมาตรการที่เหมาะสม เด็กเหล่านี้จะหลุดออกนอกระบบการศึกษาและตกอยู่ในกับดักความยากจนข้ามรุ่นอย่างถาวร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-aaf804"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-08-scaled.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong><strong>ศาสตราจารย์</strong></strong> <strong>ดร.สมพงษ์</strong> กล่าวว่า นโยบายที่จะมาแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ต้องประกอบไปด้วยมาตรการสร้างรายได้ให้ผู้ปกครองที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงแหล่งงานและเงินทุน เพื่อมีความสามารถในการอุปการะบุตรหลานของตัวเอง การมีทางเลือกการศึกษาที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่น รวมถึงสวัสดิเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนที่ครอบคลุมทุกช่วงชั้น โดยเฉพาะอนุบาล ม.ปลาย สายอาชีพ และทุกรูปแบบการศึกษา  นอกจากนี้มาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายทางการศึกษา จะต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าเล่าเรียนด้วย เช่น ค่าเดินทาง ซึ่งจากผลการสำรวจพบว่ามีเด็กจำนวนมากที่ต้องหลุดออกนอกระบบการศึกษา เพราะไม่สามารถแบกรับค่าเดินทางในการไปเรียนหนังสือได้</p>



<p>“ในปีการศึกษา 2566 ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา กำลังช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายระดับวิกฤตราว 1,100 คน ผ่านกลไกระดับพื้นที่ เพื่อให้ได้เรียนกับศูนย์การเรียนซึ่งเป็นเส้นทางการศึกษาทางเลือกที่วางแผนการเรียนและพัฒนาทักษะ Soft Skills ทักษะอาชีพเป็นรายคน ตามข้อจำกัดของเด็ก  ในจำนวนนี้รวมถึงเด็กและเยาวชนในสถานพินิจและศูนย์ฝึกอบรม พ่อแม่วัยรุ่น”  ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ca2253"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-12-scaled.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สุรศักดิ์ เก้าเอี้ยน หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน<br>คณะครุศาสตร์ จุฬา ฯ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เช่นเดียวกับ<strong> ดร.สุรศักดิ์ เก้าเอี้ยน หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong>  ได้รายงานข้อค้นพบจากการวิจัยเชิงลึก จำนวน 848 กรณีศึกษา ของศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กสศ. พบว่า เด็กช่วงชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นกลุ่มที่อยู่ในภาวะวิกฤตหลุดจากระบบการศึกษามากที่สุด ทั้ง ๆ ที่อยู่ภายใต้นโยบายเรียนฟรี  โดยพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เชื่อมโยงครอบครัวทั้งหมด ได้แก่ 1.ผู้ปกครองมีรายได้น้อย โดยรายได้ของครัวเรือนที่มีเด็กกลุ่มวิกฤตฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 900 บาทต่อเดือนต่อคน ในขณะที่หนี้สิ้นอยู่ที่ 40,000 บาทต่อครัวเรือน ทำให้แต่ละครอบครัวมีหนี้สินสูงกว่ารายได้ประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ 2.ผู้ปกครองไม่มีงานทำ และตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง 3.ไม่มีค่าเดินทางมาเรียน 4.ครอบครัวแตกแยก พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว 5.ถูกทอดทิ้งไม่มีผู้อุปการะทางการศึกษา ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาได้</p>



<p><strong>ดร.สุรศักดิ์</strong> กล่าวว่า การวิจัยในพื้นที่ยังพบว่าเด็กวิกฤตการศึกษาจำนวน 73 เปอร์เซ็นต์ มีปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่า 1 ปัญหา โยงใยมาที่ครอบครัว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพกายจิตใจ สวัสดิภาพความปลอดภัย   เมื่อเข้าสู่โปรแกรมช่วยเหลือพบว่าการให้เงินอุดหนุนช่วยเหลืออย่างเดียว ไม่สามารถช่วยให้เด็กพ้นวิกฤตได้ แต่ต้องสนับสนุนให้ครอบครัวมีความสามารถในการอุปการะเลี้ยงดูเด็กได้ด้วย ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุก ที่มุ่งสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียนยากจน สามารถยืนหยัดขึ้นมาพึ่งพาตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่ใช่มาตรการสงเคราะห์เงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวแต่ไม่สามารถแก้ปมปัญหาที่แท้จริงได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-66b291"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-19-scaled.jpeg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“จากการลงพื้นที่เราพบว่าครัวเรือนเหล่านี้ตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง มองไม่เห็นโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก   ทัศนคติเหล่านี้ยังส่งผลลบมาถึงอนาคตทางการศึกษาของบุตรหลานอีกด้วย ในส่วนของการเดินทางมาเรียนก็เป็นอุปสรรคสำคัญ จำเป็นต้องมีสวัสดิการที่ช่วยเติมค่าเดินทาง หรือสวัสดิการรถรับส่งในชุมชนให้เด็กยากจนมาเรียนได้ เราพบว่าเด็กที่สามารถพ้นวิกฤตได้ยั่งยืนซึ่งมีอยู่จำนวน 32 เปอร์เซ็นต์ จากการช่วยเหลือที่ผ่านมาเป็นเพราะมีกลไกในพื้นที่สนับสนุนให้พ่อแม่สามารถมีอาชีพ ลืมตาอ้าปากได้  และมีทางเลือกการศึกษาที่เหมาะกับข้อจำกัดในชีวิตของเด็กและเยาวชนแต่ละคน”</p>



<p><strong>ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา เป็นโครงการวิจัยพื้นที่และช่วยเหลือฉุกเฉินเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบบการศึกษาด้วยการเชื่อมโยง บูรณาการทุกหน่วยงานในพื้นที่ โดยความร่วมมือของ กสศ. กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กระทรวงศึกษาธิการ</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-05a00a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-28-scaled.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศิริพร พรมวงศ์ ผู้ริเริ่ม Free From School เครือข่ายคลองเตยดีจัง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้มีการเปิดวงพูดคุยสะท้อนความเห็นเกี่ยวกับผลการศึกษาดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอกลไกความร่วมมือเพื่อรองรับภาวะวิกฤตเด็กหลุดจากระบบ โดยมี <strong>ศิริพร พรมวงศ์ </strong>หรือ <strong>ครูอ๋อมแอ๋ม</strong> ผู้ริเริ่ม Free From School เครือข่ายคลองเตยดีจัง <strong>ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ</strong> ตัวแทนกลุ่มนักเรียนเลว ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่าด้วยวิธีคิดของระบบการศึกษา ไม่ว่าจะวิธีคิดของครูในโรงเรียนที่มีการขู่ไล่เด็กออกจากโรงเรียนบ่อยครั้ง ไม่สร้างบรรยากาศที่ดีให้กับเด็ก หรือวิธีคิดในการให้คุณค่าของการเรียนในระบบและนอกระบบที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้ปกครองมีความรู้สึกไม่สบายใจที่จะส่งลูกของตัวเองไปเรียนนอกระบบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6d49b9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-31-scaled.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ ตัวแทนกลุ่มนักเรียนเลว</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคก้าวไกล</strong> และ<strong>ตัวแทนสภาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พรรคเพื่อไทย</strong> ยังเข้าร่วมแสดงความเห็นและหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้ผลการศึกษาเหล่านี้สามารถถูกนำไปปฏิบัติและแก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบได้จริง ผ่านกลไกทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับประเทศ โดยในการทำงานจะมุ่งเน้นไปที่การให้ความสำคัญกับร่วมมือและประสานกับเครือข่ายและชุมชนต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถเข้าใจปัญหาของเด็กหลุดนอกระบบการศึกษาได้อย่างถูกต้อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-73d08c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/ภาพประกอบ-34-scaled.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคก้าวไกล และตัวแทนสภาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พรรคเพื่อไทย</figcaption></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-190623/">เด็กไม่พ้นวิกฤตหลุดนอกระบบ เพราะครอบครัวไร้งานทำและสิ้นหวัง ศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตทางการศึกษา กสศ. แนะรัฐต้องมีมาตรการเร่งด่วน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อ “การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก” เป็นงานฝาก ไม่ใช่งานหลัก…มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนไหม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-weerathep-pathumcharoenwattana-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 May 2023 05:01:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=67995</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถอดทัศนะ รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-weerathep-pathumcharoenwattana-interview/">เมื่อ “การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก” เป็นงานฝาก ไม่ใช่งานหลัก…มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนไหม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ถอดทัศนะ รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต คณะครุศาสตร์​ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับบทวิเคราะห์อุปสรรคในเชิงกฎหมายและการปฏิบัติงานในแวดวงการศึกษาไทย พร้อมข้อเสนอโยบายเรื่องการศึกษาทางเลือกและการศึกษาตลอดชีวิตที่รัฐบาลใหม่ต้องเงี่ยหูฟัง</p>



<p>ตลอดการสนทนา ประโยคที่สะดุดมากที่สุดคือ “เมื่อการศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก เป็นงานฝาก ไม่ใช่งานหลัก…มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนไหม”</p>



<p><strong>ขอเชิญอ่านเพื่อวิเคราะห์ร่วมกันว่า “เรา” หมายถึงใคร และเราจะเปลี่ยนได้แค่ไหนกัน</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-56f643"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/2-7.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต<br>คณะครุศาสตร์​ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิต</strong></h2>



<p>การศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิต คือ การศึกษาที่ตอบโจทย์ความสนใจหรือความถนัด ทำให้มนุษย์คนหนึ่งสามารถใช้ความสนใจเพื่อพัฒนาตัวเองในเชิงต่อยอดอาชีพได้  ส่วนอีกมิติก็น่าจะเป็นการทำให้คนมีความสมบูรณ์ เช่น มีร่างกายแข็งแรง จิตใจที่ดีงาม ผมอยากเห็นภาพการศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิตคนคนหนึ่ง ที่เป็นคนมีความสุข คือ เก่ง ดี มีสุข โดยใช้วิธีการทางบวกแล้วค้นพบตัวเอง เอาสิ่งที่ตนเองสนใจไปทำอาชีพได้ หรือทำอะไรก็แล้วแต่ในทางที่ดี</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ภาพรวมของหน่วยจัดการการเรียนรู้ในปัจจุบัน</strong></h2>



<p>จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยไหน โรงเรียน ศูนย์การเรียน โฮมสกูล เราสามารถจัดการศึกษาให้ตอบโจทย์ผู้เรียนได้ ผมว่าโรงเรียนก็ควรมีความยืดหยุ่น คือ <strong>โรงเรียนมีศักยภาพในการออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับคนคนหนึ่งหรือเป็นกลุ่มก็ได้ เพราะช่วงวัยเด็กถือเป็นเวลาของการลองผิดลองถูกในชีวิต ครูสามารถทำให้เด็กเห็นอะไรบางอย่างในตัวเขาได้ ผมเลยคาดหวังว่าโรงเรียนจะร่วมมือกับเด็กเพื่อออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับเขาได้ กระทรวงศึกษาธิการอาจจะต้องเปิดโอกาสให้โรงเรียนได้ทดลองเรื่องพวกนี้</strong></p>



<p>เรารู้ว่ากระทรวง ฯ มีมาตรฐานการศึกษา แต่ถ้ารัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติบอกว่า ส่งเสริมความแตกต่างหลากหลาย อันนี้ถือว่าน่าลอง อยากเชียร์ให้โรงเรียนต่างๆ ออกแบบการเรียนรู้ของเด็กโดยยึดความแตกต่างหลากหลายเป็นที่ตั้ง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-06f434"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/5-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผมโตมาจากสายการศึกษาผู้ใหญ่ พอนึกถึงผู้ใหญ่เรามักคิดว่าผู้ใหญ่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้  สามารถกำหนดเป้าหมาย เครื่องมือ วิธีการ แหล่งเรียนรู้ด้วยตัวเอง  ผมเชื่อว่าเด็กก็มีความสามารถที่จะทำงานกับครูเพื่อออกแบบการเรียนรู้ของตัวเอง  โรงเรียนเป็นส่วนสำคัญในการศึกษาขั้นพื้นฐาน ถ้าเปิดโอกาสให้เขาได้จัดการศึกษาที่หลากหลาย อาจจะต้องดึงคอนเซ็ปต์ของพวกการศึกษาทางเลือกมาใช้บ้าง  </p>



<p>หน่วยจัดการเรียนรู้อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การเรียน โฮมสกูล ก็ทำไปได้เลย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกัน และหากอยากให้ตอบโจทย์การศึกษาตลอดชีวิต ศูนย์การเรียนแบบภูมิปัญญา ภาครัฐเอง เอกชน NGO ก็เป็นแหล่งเรียนรู้ได้เช่นกัน เป็นแหล่งให้นักเรียนได้ไปหาสิ่งที่เขาอยากรู้ ไปหาคนที่เขารู้จริงๆ เพราะครูอาจจะไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ก็ต้องพาไปหาคนที่รู้ ซึ่งอาจจะไม่ได้สังกัดโรงเรียนแต่สังกัดเอกชน เด็กนักเรียนก็มีโอกาสทำงานร่วมกับครู มีโอกาสไปเจอสิ่งที่เขาชอบจริงๆ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถึงเวลาปลดล็อกระบบหรือยัง?</strong><br><strong>การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก</strong><br><strong>ไทยมีกฎหมายรองรับ แต่ระบบไม่เอื้อให้เด็กมีโอกาส</strong></h2>



<p><strong>ไทยมีกฎหมายรองรับเรื่องการศึกษาทางเลือก คือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งพูดชัดเจนเรื่องสถานศึกษาว่า ไม่ได้หมายถึงแค่โรงเรียน  แต่นับรวมถึงศูนย์การเรียนของสถาบันสังคม ที่จัดโดย บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กรชุมชน  องค์กรพัฒนาเอกชน โฮมสกูลด้วย กฎหมายเอื้อเรื่องนี้พอสมควร แต่พอลงมือทำจริง ตัวระบบกลับไม่เอื้อต่อเด็ก  </strong>ค่อนข้างมีปัญหาว่าเรายึดติดกับระบบโรงเรียนเยอะ  โดยนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้การศึกษาในระบบค่อนข้างมีอิทธิพลสูงหากเทียบกับการศึกษารูปแบบอื่น ทั้งที่ในสมัยอดีตโบราณ เด็กยังมีโอกาสเรียนรู้อาชีพจากพ่อแม่ เรียนรู้ภาษาการอ่านเขียนจากวัด เป็นต้น </p>



<p>แม้ช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะมีแรงกระแทกจากอีกด้านเผยให้เห็นว่า การศึกษาไม่จำเป็นต้องเป็นการศึกษาในระบบอย่างเดียว กระนั้นการศึกษาในระบบก็ยังมีอิทธิพลสูงอยู่ดี ทั้งในเรื่องอุดมคติ ค่านิยม และวิธีการทำงานของภาครัฐ ทำให้การศึกษาอิงกับในระบบค่อนข้างเยอะ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d832a8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/4-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ปัจจุบันไทยมีกฎหมายรับรองการศึกษาแบบในระบบ นอกระบบ และอัธยาศัย แต่กลไกระบบการทำงานก็ยังไม่เอื้อให้ทั้งสามแบบไปด้วยกันได้อย่างลื่นไหล หรือแม้แต่ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.​ 2566 ที่เน้นการส่งเสริมคุณวุฒิ หรือเน้นการพัฒนาตนเองและการเรียนรู้ตลอดชีวิตก็ยังไม่เชื่อมโยงกัน</strong> เช่น เวลาพูดถึงการเทียบโอน ส่วนใหญ่จะเห็นการเทียบโอนระหว่างหน่วยงานมากกว่า เช่น เทียบโอนจากโรงเรียนหนึ่งไปยังอีกโรงเรียน หรือถ้าโอนระหว่างสถาบันอุดมศึกษาก็เทียบโอนเป็นหน่วยกิต ซึ่งมีการกำหนดว่าได้กี่เปอร์เซนต์ของวิชาทั้งหมดในหลักสูตร  แต่ถ้าเทียบจากการศึกษาแบบอัธยาศัยไปนอกระบบ หรือการศึกษาแบบนอกระบบย้ายไปโรงเรียน ถึงจะมีกฎหมายรับรองแต่ขาดกลไกชัดเจนที่จะทำให้ระบบเอื้อกันต่ออย่างราบรื่น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กฎหมายที่ก้าวหน้าเดินช้า เพราะอุปสรรคอยู่ที่ภาคปฏิบัติ</strong></h2>



<p>แม้ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ไม่ได้พูดถึงการศึกษาทางเลือกโดยตรง แต่ก็มองเห็นภาพของการยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ในมาตรา 12 ก็เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ มีบทบาทในการจัดการศึกษา ซึ่งอาจจะกำหนดไว้เป็นขั้นพื้นฐาน จากนั้นก็มีกฎกระทรวงที่พูดถึงการจัดการศึกษาแบบโฮมสกูล การจัดการศึกษาผ่านศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชน มูลนิธิ สถานประกอบการ หรือแม้แต่ตัวบุคคล ว่าทำได้ เราได้เห็นภาพการเติบโตของหน่วยงานจัดการศึกษามากขึ้น ซึ่งถือว่าน่าดีใจที่กฎหมายบ้านเรามีความก้าวหน้า แต่ในเชิงปฏิบัติต้องยอมรับว่ามีปัญหาอยู่</p>



<p><strong>ปัญหาในเชิงปฏิบัติที่เกิดขึ้น เช่น กฎกระทรวงระบุุว่าผู้ที่ต้องการเข้าเรียนในศูนย์การเรียนสามารถเข้ามาเรียนได้ อนุญาตให้ทุกคนเข้าร่วมเรียนรู้ได้ แต่พอดำเนินการไปสักพัก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กลับออกหลักเกณฑ์ว่า <em>เน้นไปที่เด็กด้อยโอกาส</em> ซึ่งอย่างนี้เราจะเรียกว่าเป็นการละเมิดสิทธิของคนอยากเรียนที่ศูนย์การเรียนได้ไหม </strong>เรื่องนี้จะเห็นว่ามีการเคลื่อนไหวจากฝั่งของคนทำงานด้านการศึกษาทางเลือก เข้าไปคุยกับทางกระทรวงศึกษาธิการด้วยเช่นกัน เพื่อดูว่าสิ่งที่ออกมามันขัดแย้งกับกฎกระทรวง หรือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ หรือรัฐธรรมนูญ หรืออนุสัญญาสิทธิเด็ก หรือไม่</p>



<p>ผมคิดว่าเราอาจจะต้องทบทวนว่าการที่ภาครัฐออกระเบียบมาใหม่นั้นไปขัดต่อตัวกฎหมายต่างๆ หรือเปล่า ซึ่งที่ผ่านมาก็ดูขัดนะ ผลต่อจากนั้นคือมีการเคลื่อนไหวผ่านกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งทำให้เกิดการมานั่งคุยระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d158b3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/7-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เหตุผลที่ว่าทำไมการยืนยันเรื่องสิทธิการจัดศูนย์การเรียนทางเลือกเหล่านี้ถึงสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องสิทธิประโยชน์ เพราะหากศูนย์การเรียนได้รับอนุญาตจากเขตการศึกษาแล้ว เขาก็ถือเป็นสถานศึกษา ซึ่งจะส่งผลให้เขาได้รับงบประมาณอุดหนุน  การอนุญาตตรงนี้พบว่ายังมีปัญหาอยู่ ส่งผลให้สถานศึกษาไม่ได้รับการจัดสรรงบหรือโดนสั่งระงับ </p>



<p>ที่ผ่านมาก็พบว่ามีความพยายามออกหลักเกณฑ์เพื่อปรับใช้หลักสูตรแกนกลาง ที่ สพฐ.กับคนทำการศึกษาทางเลือกหารือและจัดทำด้วยกัน แล้วก็เปิดโอกาสให้ผู้จัดการศึกษาทางเลือก เช่น โฮมสกูล ศูนย์การเรียน โรงเรียนที่มีความเฉพาะทาง เช่น โรงเรียนกีฬา ได้นำตรงนี้ไปใช้ในการปรับหลักสูตรแกนกลาง  ความพยายามตรงนี้มีอยู่ แต่ปัญหาในเชิงปฏิบัติอาจเกิดจากเมื่อลงมือทำงานแล้วหน่วยงานรัฐไม่ได้ศึกษาเอกสารพวกนี้ให้เข้าใจ ส่วนหนึ่งเพราะราชการมีการเวียนคนทำงาน ซึ่งอาจทำให้ความเข้าใจที่มีต่อการศึกษาทางเลือกและหลักการที่คุยกันไว้คลาดเคลื่อน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อความเข้าใจยังคลาดเคลื่อน ทางออกคือต้องพูดคุย</strong></h2>



<p>ถ้ามองในเชิงพัฒนาการ พบว่าในแต่ละช่วงเวลาก็มีความพยายามในการทำความเข้าใจกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับกลุ่มการศึกษาทางเลือก เช่น ยุคหลังจากมี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 คนที่ทำงานการศึกษาทางเลือกก็ได้เข้าไปทำงานกับสภาการศึกษาเพื่อไปทำกฎกระทรวงเหล่านี้ออกมา หลังจากนั้นก็มีการเวิร์กชอปทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างคนทำการศึกษาทางเลือกกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐในเขตพื้นที่ และ สพฐ. เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การปรับใช้หลักสูตรแกนกลาง เราจะพบความพยายามในการจัดทำกระบวนการเหล่านี้มาโดยตลอด&nbsp;</p>



<p>แต่ช่วงหลังมานี้ที่เกิดปัญหาความเข้าใจไม่ตรงกัน ผมคิดว่าเกิดจากคนทำงานภาครัฐมีการเปลี่ยนตัวบ่อยทำให้ต้องเริ่มใหม่ตลอด ผู้อำนวยการเขตก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ตลอดไป ต้องเปลี่ยนคน คนมาใหม่ก็ต้องทำความเข้าใจเรื่องพวกนี้ใหม่ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่ก็เหมือนกัน มีการโยกย้าย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างแน่นอน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fdb175"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/1-6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผมมองว่าถ้าเข้าใจเรื่องการทำงานร่วมกัน หลายฝ่ายน่าจะช่วยกันได้ เช่น การพูดคุยระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้จัดและทีมที่ปรึกษาต่างๆ ในการปรับจูนให้ตรงกัน ตั้งแต่ตอนจดทะเบียน&nbsp; ออกหลักสูตร และตอนประเมิน ซึ่งในส่วนของการประเมินนี้ ช่วงหลังๆ อาจดูมีปัญหาเยอะหน่อย ส่วนหนึ่งเกิดจาก สพฐ.มีหน้าที่ประเมิน และอาจรวบอำนาจการประเมินไปเลย คือเน้นประเมินผ่าน 8 กลุ่มสาระวิชา ในขณะที่ศูนย์การเรียนหรือพ่อแม่โฮมสกูลสอนอีกอย่าง ประเมินอีกอย่าง&nbsp;</p>



<p><strong>สพฐ.ต้องมองว่าการประเมินมีตั้ง 13 แบบ ไม่ต้องสอบอย่างเดียว สามารถใช้การพูดคุยสัมภาษณ์ หรือใช้การมีส่วนร่วมโดยนักวิชาการหรือเขตพื้นที่ ประกอบการพิจารณาด้วยก็ได้ ไม่ใช่ประเมินเพื่อตัดสินอย่างเดียว</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ข้อเสนอโยบาย</strong><br><strong>เรื่องการศึกษาทางเลือกและการศึกษาตลอดชีวิต</strong></h2>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>1. รัฐต้องทำให้เจตนารมณ์ในตัวบทกฎหมายเป็นจริง  หากกฎหมายไหนมีปัญหาต้องร่วมหารือเพื่อแก้ไข</strong></h4>



<p><strong>รัฐต้องลดการจัดและเพิ่มการสนับสนุน เราต้องทำให้เจตนารมณ์ในตัวบทกฎหมายเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ&nbsp; และ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ ควรตอบโจทย์ความแตกต่างหลากหลาย</strong>&nbsp;</p>



<p>ถามว่าสนับสนุนอะไรบ้าง คือรัฐอาจต้องไปแก้บางอย่างในตัวกฎหมาย เช่น คำว่า&nbsp; “อาจจะให้สิทธิประโยชน์หรือไม่” แต่จริงๆ แล้วถึงจะเป็นศูนย์การเรียนแบบคนรวยหรือศูนย์การเรียนของเด็กยากจนก็ต้องมีความเท่าเทียม ไม่ต่างจากโรงเรียน ที่ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนร่ำรวยหรือยากจนก็ได้เงินสนับสนุนเท่ากัน โดยคิดเป็นรายหัว หลักความเท่าเทียมนี้ต้องมี&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นการปรับกฎกระทรวงเหล่านี้ถือเป็นเรื่องจำเป็น คำว่า “อาจจะพิจารณาสิทธิประโยชน์” ที่ระบุไว้ควรตัดคำว่า “อาจจะ” ออก เพราะคำนี้ทำให้ทุกอย่างขึ้นกับดุลยพินิจของหน่วยงาน ซึ่งที่ผ่านมาเงินสนับสนุนอาจจะไปกองอยู่กับศูนย์การเรียนรู้แบบสถานประกอบการ แต่ศูนย์เรียนรู้ประเภทบุคคล หรือ NGO ที่ต้องทำงานเพื่อหาเงินดูแลเด็กกลับไม่ได้รับเงินสนับสนุน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9ab13e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/6-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ภาครัฐควรต้องทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และร่วมหารือกับหน่วยงานที่เป็นตัวแทนของการศึกษาทางเลือก ต้องแก้กฎหมาย หากตรงไหนไม่เอื้ออำนวย ต้องนำกลุ่มทำงานที่เกี่ยวข้องมาคุยกัน ไม่ใช่ไปแอบแก้กันเอง ทั้งนี้ตัวกฎหมายปัจจุบันยังมีปัญหาอยู่ แล้วด้วยระบบราชการ บางครั้งก็อาจมีกรณีที่ สพฐ.ส่งมติไปยังเขตพื้นที่ แล้วเขตพื้นที่ต้องยึดตามมติที่ทาง สพฐ.กำหนดไว้ ซึ่งอาจทำให้คนทำงานในพื้นที่ลำบากใจ  เพราะใจหนึ่งก็อยากทำงานกับกลุ่มการศึกษาทางเลือกดีๆ แต่เบื้องบนส่งนโยบายที่ไม่เอื้ออำนวยมา ทำให้การทำงานร่วมกันมันยากขึ้น</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>2. ตั้งกองทุนสนับสนุนเพื่อให้เกิดแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต</strong></h4>



<p>เนื่องจากสภาพแวดล้อมของการศึกษาทางเลือกนั้น เขาไม่ได้สอนแค่ในสถานศึกษา ทุกพื้นที่รอบตัวถือเป็นแหล่งเรียนรู้ ดังนั้นควรทำอย่างไรให้บ้านเรามีกองทุนสนับสนุนพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ของเด็ก<strong> </strong>โดยกองทุนนี้ควรใช้สนับสนุนแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่ต่างๆ ให้เขาทำงานต่อได้ เช่น สนับสนุนพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นต่างๆ ให้เขามีกิจกรรม ออกแบบการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์เด็กในชุมชน ทั้งนี้ปัจจุบันกองทุนลักษณะอย่างนี้ยังไม่มี ผมยังไม่รู้ว่าจะเรียกตรงนี้ว่าอะไร แต่ผมอยากเสนอให้ทุกคนสามารถเข้าถึงงบประมาณบางอย่างได้ เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้ </p>



<p>แม้ทุกวันนี้จะมีเงินอุดหนุนการศึกษารายหัวของเด็ก แต่เงินอุดหนุนนี้ก็ไม่เพียงพอ เราต้องเพิ่มโอกาสที่เด็กจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาสนใจ ซึ่งเงินอุดหนุนในการพัฒนาตนเองนี้ อาจขยายไปอุดหนุนผู้ใหญ่ในสังคมด้วยก็ได้ เพราะผู้ใหญ่อย่างพวกเราก็ควรได้รับเงินอุดหนุนเพื่อพัฒนาตนเองเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p><strong>หากประเทศไทยจะส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เราก็ต้องพัฒนาแหล่งเรียนรู้ พัฒนาคุณภาพชีวิต และพัฒนาตนเอง ซึ่งควรจะมีงบสมทบให้ประชาชนพัฒนาตนเอง และไม่ใช่อุดหนุนงบแค่สาธารณูปโภคหรือการก่อสร้าง แต่แนวคิดบางอย่างก็ควรทำให้เกิดขึ้นจริง เช่น Education Card ที่ กสศ.เคยเสนอก็น่าจะนำมาหารือกันต่อ</strong></p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>3. สนับสนุนเงินรายหัวเพื่อให้ประชาชนได้พัฒนาตนเองตลอดชีวิต</strong></h4>



<p><strong>สังคมไทยพูดเรื่องพัฒนาศักยภาพบุคคล ทั้ง Upskill และ Reskill กันเยอะมาก ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่คำว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ยังเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองในมิติอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่แค่เด็ก แต่ทุกคนน่าจะได้รับโอกาสพัฒนาตนเอง&nbsp; ผู้ใหญ่ก็อยากได้เงินรายหัวเพื่อใช้ในการพัฒนาตนเอง</strong></p>



<p>ผมทำงานที่จุฬาฯ เขาจะมีเงินสนับสนุนการพัฒนาตนเองให้ประมาณ 40,000 &#8211; 60,000 บาท ซึ่งยอดนี้ไม่ได้ใช้ภายปีเดียว แต่ให้ใช้หลายปี เวลาจะไปประชุมต่างๆ ก็ใช้เงินสนับสนุนนี้ได้ แต่ถามว่าพอไหมกับการทำงานทั้งชีวิต ไม่น่าจะพอแน่ๆ ดังนั้นเราก็ต้องการเงินจากภาครัฐมาสนับสนุนตรงนี้เช่นกัน&nbsp;</p>



<p>ผมทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมอาจเข้าถึงโอกาสได้มากกว่าคนอื่น แต่คนทั่วไปจะทำอย่างไร เขาก็ควรได้รับโอกาสนี้ด้วย แม้เราจะมองว่าทุกวันนี้มีแหล่งเรียนรู้เยอะแยะในออนไลน์ เช่น ยูทูบ แต่ข้อมูลที่อยู่ในยูทูบก็ใช่ว่าจะถูกต้องทั้งหมด เราควรได้มีโอกาสเรียนรู้กับคนที่รู้จริงหรือเป็นผู้เชี่ยวชาญ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9d7446"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/3-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>4. ปรับเปลี่ยนการทำงานให้ลื่นไหล และมองไกลกว่าแค่การเน้นลู่ทางเดียว</strong></h4>



<p><strong>ปัจจุบันการผลักดันเรื่องการศึกษาทางเลือกต้องขออนุญาตผ่าน สพฐ.เป็นหลัก ดังนั้นหากอยากให้การขับเคลื่อนไหลลื่นกว่าเดิม ก็ต้องปรับการทำงานของ สพฐ. แต่ถ้าทำได้ยาก อาจต้องเปลี่ยนการศึกษาทางเลือกไปอยู่สังกัดอื่นแทน</strong> เช่น ไปอยู่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) ต้องพูดตามตรงว่า ทุกวันนี้ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าฝ่ายไหนของ สพฐ.ที่ดูแล งานหลักของ สพฐ.จะเป็นโรงเรียน ถ้าจะแบ่งเบาภาระก็คงต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ</p>



<p>เมื่อการศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก เป็นงานฝาก ไม่ใช่งานหลัก…มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนไหม ตอนนี้สัดส่วนของคนที่จัดการศึกษาทางเลือกในไทยยังดูไม่เยอะ แต่มันขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ถ้าทิศทางสังคมมองว่าการศึกษาแบบนี้มันตอบโจทย์ รัฐก็ต้องช่วยหนุนลู่ทางนี้ให้ขยายวงกว้างขึ้น อาจต้องมีหน่วยงานมาดูแลตรงนี้เพื่อตอบโจทย์เด็กและผู้ใหญ่ที่มีความหลากหลาย โรงเรียนอาจไม่ใช่คำตอบเดียวอีกแล้ว</p>



<p>นี่ยังไม่นับว่าเรายังไม่ได้พูดถึงศูนย์เรียนรู้แบบภูมิปัญญาที่ตอบโจทย์คนทั้งประเทศได้ตลอดชีวิต คือศูนย์เหล่านี้ก็พอค้ำตัวเองได้ระดับหนึ่ง แต่รัฐต้องสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะให้ตรงนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีสำหรับคนทุกวัย ซึ่งกองทุนที่ผมพูดข้างต้นนั่นแหละที่จะช่วยเสริมให้ศูนย์ภูมิปัญญาสามารถพัฒนาตนเองได้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>5. ข้อเสนอแนะต่อการเทียบโอน: คลังเครดิตคือคำตอบ</strong></h4>



<p>ส่วนสุดท้ายคือ ทำให้ตัวระบบการเทียบโอนเป็นจริงให้ได้ ในระดับอุดมศึกษาตอนนี้ถือว่าโอเค สถาบันจะมีการกำหนดว่าสามารถเทียบโอนได้กี่เปอร์เซ็นต์ของรายวิชาในหลักสูตร อย่างเช่นที่จุฬาฯ มีคลังเครดิต คนที่ลงเรียนคอร์สสั้นๆ ก็สามารถเก็บหน่วยกิตได้ และถ้าวิชานี้เชื่อมต่อกับหลักสูตร เขาก็สามารถเทียบโอนเข้าหลักสูตรที่เขาจะเข้าเรียนได้เลย&nbsp;</p>



<p>การมีคลังเครดิตทำให้เราเห็นการเชื่อมต่อกันได้ แต่ที่ยังต้องทำงานกันเพิ่ม คือ การเทียบโอนประสบการณ์ หรือ Life Long Learning ตอนนี้ของไทยยังไม่สามารถเชื่อมโยงได้แบบต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ที่เขามีหน่วยงานกลางทำ Life Long Learning ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่ลงมาดูแลเรื่องการเทียบโอนประสบการณ์เลย</p>



<p>หากให้อธิบายเรื่องการเทียบโอนประสบการณ์ก็คือ ลองนึกภาพคนที่เป็นช่างมา 30 ปี แต่ไม่ได้จบการศึกษาในระบบ อยู่ๆ วันหนึ่งเขาอยากได้วุฒิ เลยต้องเทียบโอน ซึ่งคำถามคือ เขาจะเทียบโอนกับที่ไหนได้บ้าง เทียบกับ กศน. ได้ไหม หรือเทียบกับอาชีวะได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบคือน่าจะเทียบได้ โดยการเอาประสบการณ์มาเชื่อมคุณวุฒิ เอาการศึกษาตามอัธยาศัยของเขามาเชื่อมกับการศึกษาในหรือนอกระบบก็ได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6ba096"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/infographic-อ.วีระภาพ-1200-x-1500-01.png" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-weerathep-pathumcharoenwattana-interview/">เมื่อ “การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก” เป็นงานฝาก ไม่ใช่งานหลัก…มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนไหม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ เร่งช่วยเด็กตัวเล็ก กลับคืนสู่ระบบการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-helping-children-return-to-the-education-system-180722/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Jul 2022 05:43:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[วิโรจน์ ลักขณาอดิศร]]></category>
		<category><![CDATA[หลุดออกจากระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาส]]></category>
		<category><![CDATA[ศานนท์ หวังสร้างบุญ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=58330</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปฏิรูปนโยบายเรียนฟรีที่เป็นจริง “โครงการเรียนฟรี 15 ปี  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-helping-children-return-to-the-education-system-180722/">ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ เร่งช่วยเด็กตัวเล็ก กลับคืนสู่ระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปฏิรูปนโยบายเรียนฟรีที่เป็นจริง</strong></h2>



<p>“โครงการเรียนฟรี 15 ปี ยังไม่เพียงพอ เพราะยังไม่มีการปรับอัตราค่าใช้จ่ายให้มีความสอดคล้องกับค่าครองชีพมาสิบกว่าปีแล้ว และต้องเข้าใจว่าการทำโครงการเรียนฟรี จะให้ฟรีจริง มีค่าใช้จ่ายทางฝั่ง Demand Site หรือฝั่งของผู้ปกครองและเด็กที่ต้องไปช่วยเหลือดูแลให้ได้เต็มที่ด้วย เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเราจะสูญเสียเด็กที่ตัวเล็กที่สุดไป เพราะเขามีต้นทุนที่น้อยกว่าคนอื่น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4e7440"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/ไกรยส-ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาส ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.ไกรยส ภัทราวาส ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สะท้อนว่า หากพูดถึงเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้เห็นภาพ อยากให้นึกถึงภาพของเด็ก 3-4 คนที่ยืนอยู่บนกล่องคนละใบ เด็กคนที่ตัวเล็กที่สุดนี้ก็คือตัวแทนของเด็กในครัวเรือนยากจนที่ต้องการการสนับสนุนและความช่วยเหลือโดยด่วน</p>



<p>“เด็กที่ตัวเล็กที่สุดต้องการความช่วยเหลือการสนับสนุนเป็นพิเศษเพื่อไปโรงเรียนได้ เรากำลังพูดถึงว่ามาตรการของรัฐในการช่วยเหลือเด็กคนนี้ซึ่งเป็นตัวแทนของเด็กในสังคมที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้ใต้เส้นความยากจน ครัวเรือนในประเทศไทยมีความหลากหลายทางรายได้และศักยภาพในการดูแลการศึกษาให้กับบุตรหลาน เด็กที่มีความเสี่ยงที่สุดคือเด็กที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนใต้เส้นความยากจน และปัจจุบันยังมีเด็กจำนวนมากที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่แท้ๆ มีสถานการณ์ที่พ่อแม่แยกกัน ทั้งแบบแยกกันชั่วคราวหรือแยกกันถาวรแบบไปมีครอบครัวใหม่ก็มี กลุ่มนี้ก็เป็นเด็กกลุ่มเสี่ยงมากๆ ที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาเช่นกัน”</p>



<p>เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยมีโครงการเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งเป็นมาตรการส่งเสริมของรัฐบาลมาสิบกว่าปีแล้ว แต่นโยบายเรียนฟรี 15 ปี เป็นการดูแลค่าใช้จ่ายในฝั่ง Supply Side หรือฝั่งอุปทาน คือรัฐบาลให้เงินช่วยเหลือไปที่โรงเรียนโดยตรง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-520b16"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/สไลด์เรื่องความยากจน-ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“แต่น้องคนที่อยู่ท้ายสุดของ Curve ตรงนี้ คือน้องที่ครอบครัวมีรายได้น้อย เขาจะมีปัญหาตั้งแต่ตื่นเช้ามาด้วยคำถามว่า แม่จะมีข้าวให้กินไหมวันนี้ ที่บ้านอาจจะไม่มีอาหารอะไรให้กินเลย ตอนเช้าแม่บอกเดี๋ยวไปทานที่โรงเรียนนะลูก นั่นคือชีวิตที่เด็กบางคนต้องเริ่มต้นในแต่ละวันว่าเขาจะต้องไปโรงเรียนโดยที่ไม่มีอาหารเช้าทาน”</p>



<p>ดร.ไกรยศ กล่าวว่า ในส่วนนี้สำหรับโรงเรียนในสังกัด กทม.ยังดีมากที่มีการจัดงบอาหารเช้าให้นักเรียนที่โรงเรียนซึ่งสามารถช่วยได้ในเรื่องหนึ่ง แต่สำหรับโรงเรียนในต่างจังหวัดอาจจะขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในเชิงงบประมาณ จะพบว่าอาหารเช้ายังไม่เป็นอะไรที่ทั่วไปสำหรับโรงเรียนทุกแห่ง</p>



<p>“อย่าว่าแต่อาหารเช้าเลย อาหารกลางวันของเด็ก ม.ต้น ก็ยังไม่มี เพราะว่างบอาหารกลางวันที่รัฐจัดสรรให้จำกัดไว้เพียงแค่ ป.1-ป.6 เท่านั้นเอง”</p>



<p>เรื่องที่สองคือปัญหาการเดินทางไปโรงเรียนแต่ละวัน เนื่องจากเด็กในหลายครอบครัวที่อยู่ในครัวเรือนยากจนไม่มียานพาหนะสำหรับจะเดินทางไปโรงเรียน ต้องพึ่งพาญาติ พึ่งพาเพื่อนบ้าน ทำให้การเดินทางไปเรียนหนังสือประสบกับความยากลำบากอย่างยิ่ง เด็กหลายคนต้องเดินทางหลายทอดกว่าจะถึงโรงเรียน ซึ่งนั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น</p>



<p>“ค่าเดินทางเป็นอีกค่าใช้จ่ายที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้ เด็กบางคนต้องมีค่าเรือข้ามฟากจากบ้านไปขึ้นฝั่ง ต้องต่อรถเมล์ มีมอเตอร์ไซค์ มีอะไรอีกกว่าจะไปถึงโรงเรียนได้ วันไหนฝนตก ก็มีปัญหาว่าอาจจะไม่ได้ไปโรงเรียน เพราะฉะนั้นตรงนี้ กว่าที่จะได้เรียนฟรีก็ผ่านสองด่านแล้ว กว่าจะไปถึงโรงเรียนได้”</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า โดยภาพรวมเมื่อเกิดปัญหาโควิด-19 สิ่งที่ตามมาคือเกิดปัญหารายได้ที่ลดลงอีก มีการจ้างงานที่หายไปของครัวเรือนจำนวนมาก อุปสรรคของเด็กเหล่านี้จะยิ่งหนักขึ้น สุดท้ายกลายเป็นว่าอาจจะต้องออกจากระบบการศึกษาชั่วคราว ใน กทม.จะเห็นปัญหานี้เกิดขึ้นกับโรงเรียนในเขตปริมณฑล เพราะโรงเรียนในสังกัด กทม.เป็นความหวังของคนต่างจังหวัดที่มาหารายได้ มาสร้างเนื้อสร้างตัวที่ กทม.และโรงเรียน กทม.เป็นโรงเรียนแรกๆ ที่เขาจะไป เนื่องจากมีสวัสดิการที่ดีรองรับปัญหาของเขาได้บ้าง แต่เมื่อเกิดวิกฤติโควิด-19 มีการปิดกิจการจำนวนมาก เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ประชากรเหล่านี้ย้ายกลับภูมิลำเนาไป เมื่อย้ายภูมิลำเนาเด็กเหล่านี้ก็จะไม่ได้เข้าโรงเรียนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพราะคาดหวังในตอนแรกว่า เมื่องานกลับมา เศรษฐกิจกลับมาก็จะย้ายกลับมา กทม.อีก</p>



<p>“แต่หากจะย้ายกลับมา กทม. เขาต้องประเมินว่า ค่าเช่าบ้านสูง ค่าครองชีพสูงมาก ถ้าไม่มีรายได้ ไม่มีอะไรที่มั่นใจพอ เขาจะไม่กล้ากลับเข้ามา เพราะฉะนั้นในช่วงเดือนนี้โรงเรียนใน กทม.เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญมากที่ต้องเช็คให้ดีว่าเด็กปีที่แล้ว หรือสองปีที่แล้วก่อนโควิด เด็กที่เคยมีชื่อในฐานระบบการศึกษาของ กทม. ได้กลับมาสู่ระบบการศึกษาหรือยัง ถ้ายังไม่กลับมาต้องพยายามติดตามตัวให้เขากลับมาให้ได้ เพราะว่าถ้าเขาไม่กลับมา จะทำให้เราเสียเด็กหรือเยาวชนไปเจนเนอเรชั่นหนึ่ง อันนี้หนักกว่าเรื่อง Learning loss หรือภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ เพราะเท่ากับว่าเขาหลุดออกไปจากระบบการศึกษาแล้วและเริ่มหาเส้นทางอื่นๆ ที่บ้านอาจชวนเขาไปทำงาน เขามีรายได้ เส้นทางชีวิตของเขาจะเริ่มเปลี่ยน จากการไปสู่การศึกษาให้มีศักยภาพ กลายเป็นต้องเริ่มมีรายได้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการหาเลี้ยงครอบครัว”</p>



<p>เพราะฉะนั้นโจทย์เรื่องของการหลุดออกจากระบบการศึกษา เป็นโจทย์ที่เกี่ยวพันใกล้ชิดโดยตรงกับประชากรที่อยู่ในครัวเรือนรายได้น้อย และโควิด-19 ทำให้ปัญหานี้มีความรุนแรงมากขึ้น ทางเลือกที่เรามีในช่วงนี้คือเมื่อเริ่มกลับสู่ภาวะที่โรงเรียนเปิดได้แล้ว เรามีโอกาสจัดการเรียนการสอนที่ใกล้เคียงความปกติมากที่สุดแล้ว เราต้องตามเด็กที่อาจจะทยอยออกไปจากระบบการศึกษาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กลับมาให้ได้โดยเร็ว</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวอีกว่า เมื่อตามเด็กกลับมาได้แล้วจะต้องมีการประเมินเป็นรายบุคคลว่าเด็กที่กลับมามีสุขภาพกาย สุขภาพจิตอย่างไร ผอมไปหรือไม่ มีภาวะทุพโภชนาการหรือเปล่า เด็กมีความเครียดหรือไม่ มีปัญหาซึมเศร้าจากการไม่ได้ไปเรียน ไม่ได้เจอเพื่อน ไม่เจอครู หรือเปล่า เมื่อประเมินตรงนี้ได้แล้ว ค่อยไปประเมินต่อเรื่อง Learning Loss ว่า ทักษะทางการอ่านออกเขียนได้ ทักษะทางคณิตศาสตร์ หรือทักษะทางด้านอื่นๆ ถดถอยไปหรือไม่ จากนั้นจึงออกแบบการเรียนรู้เสริมเข้าไปโดยไม่เป็นการกดดันไปที่เด็ก ไม่ทำให้เขาเครียดหรือยิ่งท้อซ้ำเติมเข้าไปอีก</p>



<p>“ถ้าเราใช้ช่วงเวลาในปีการศึกษา 2565 ในการทำสองสามอย่างนี้ ตามเด็กกลับมา ประเมินคัดกรองเรื่องสุขภาพกาย สุขภาพใจ ประเมินคัดกรองเรื่อง Learning Loss แล้วมีมาตรการที่ช่วยเหลือเขาให้กลับสู่ภาวะปกติ หรือ Learning Recovery ได้อย่างค่อยไปค่อยไปโดยเอาเด็กเป็นศูนย์กลาง ทำงานร่วมกันระหว่างบ้านและโรงเรียนได้ อันนี้จะเป็นส่วนที่เราค่อยๆ ปิดประตูความเหลื่อมล้ำลงได้ในอนาคต”</p>



<p>ดร.ไกรยส เปิดเผยว่า ตอนนี้ในเรื่องจำนวนของเด็กที่หายไปใน กทม.กำลังมีการอัพเดทตัวเลขกันอยู่ การทำข้อมูลนี้จะใช้วิธีการตรวจสอบจากตัวเลข 13 หลัก ที่ทุกสังกัดบันทึกไว้มาตรวจสอบร่วมกัน จนกว่าจะได้คำตอบว่าตัวเลข 13 หลักไหนบ้างที่อยู่ในช่วงวัยเรียน แต่เราไม่เจอเขาในสถานศึกษาสังกัดใดๆ เลย เมื่อได้ข้อมูลแล้วก็จะส่งไปให้ต้นสังกัด เพื่อให้ไปติดตามตัวเด็กกลับมาให้ได้</p>



<p>“ตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงของการทำงานในแบบนี้ทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะในสังกัด กทม.เพียงอย่างเดียว หวังว่าตัวเลขตรงนี้จะไม่สูงนัก แต่จากการสรุปตัวเลขปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับหลักแสนคน โครงการพาน้องกลับมาเรียนของรัฐบาล ข้อมูลเริ่มต้นสองแสนกว่าคน พอเริ่มเปิดเทอมก็ตามกลับมาได้แสนกว่าคน ตอนนี้เหลือหมื่นกว่าคน เราเองก็ได้เริ่มต้นตั้งศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤติการศึกษา ช่วงเปิดเทอมที่ผ่านมา ทุกๆ เปิดเทอมเราต้องติดตามตัวน้องไปจนถึง 10 มิถุนายน ในเทอมหนึ่ง และ 10 พฤศจิกายน ในเทอมสองเราทำแบบนี้ทุกปี เพราะมาตรการที่สำคัญคือการป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาตั้งแต่แรก ตอนนี้การสรุปตัวเลขที่กำลังทำมีแนวโน้มว่า เด็กหลุดจากระบบการศึกษาอาจจะกลับไปอยู่ที่เรือนแสนเหมือนเดิม เพราะผลจากโควิด เมื่อตัวเลขออกมาแล้วทาง กสศ.จะเผยแพร่ให้ทราบต่อไป”</p>



<p>ดร.ไกรยส กล่าวว่า ปัญหานี้เป็นโจทย์ที่สะท้อนให้เห็นว่า การมีโครงการเรียนฟรี 15 ปี ยังไม่เพียงพอ เพราะยังไม่มีการปรับอัตราค่าใช้จ่ายให้มีความสอดคล้องกับค่าครองชีพมาสิบกว่าปีแล้ว และต้องเข้าใจว่าการทำโครงการเรียนฟรี จะให้ฟรีจริงนั้น มีค่าใช้จ่ายทางฝั่ง Demand Side หรือฝั่งของผู้ปกครองและเด็กที่เราต้องไปช่วยเหลือดูแลให้ได้เต็มที่</p>



<p>“ไม่อย่างนั้นแล้วเราจะสูญเสียเด็กคนที่ตัวเล็กที่สุดในภาพนั้นไป เพราะเขามีต้นทุนที่น้อยกว่าคนอื่น” ดร.ไกรยส กล่าว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จะนำเด็กกลับคืนห้องเรียนได้ ต้องให้ครูกลับคืนสู่ห้องเรียนก่อน</strong></h2>



<p>ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เด็กที่เสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา เมื่อพูดถึงผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุดถัดจากพ่อแม่ก็คือครู จากการได้ลงพื้นที่ไปดูในโรงเรียนและการดูแลเด็กในช่วงโควิด เช่น โรงเรียนหนึ่งแถวย่านหัวลำโพง เราพบว่า ช่วงที่มีการเปิดเรียนออนไซต์ใหม่ๆ นักเรียนบางคนมากินข้าวที่โรงเรียนและกินมื้อกลางวันมากจนผิดปกติ จน ผอ.โรงเรียน ต้องถามว่าทำไมเด็กถึงกินจุจัง คำตอบที่ได้ก็คือแม่บอกให้กินไปเลย เพราะเย็นๆ จะไม่มีอะไรให้กินที่บ้าน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b3e5a2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/ผศ.อรรถพล-ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เด็กก็หิ้วท้องไปเพื่อที่จะมากินมื้อเช้าที่โรงเรียนจัดให้ในอีกวัน แล้วกินมื้อเที่ยงก็กินเผื่อไปเลยเพราะว่าคุณจะไม่ได้กินมื้อเย็น นี่คือสิ่งที่โรงเรียนเจอ สะท้อนว่าสถานการณ์มันหนักมาก ทางโรงเรียนต้องมาเช็คเด็กเป็นรายบุคคลเพราะว่ามีประชากรกลุ่มที่เป็นเด็กลูกหลานแรงงานชาวต่างชาติ ที่มาเรียนในสังกัด กทม.ด้วย ระบบการศึกษาของเรากำลังเจอกับสถานการณ์แบบนี้”</p>



<p>เคสที่สองเป็นเด็กที่ตอนนี้ไม่ได้หลุดจากโรงเรียน และเรียนออนไลน์ได้ แต่เรียนออนไลน์ในแบบที่ปิดกล้องปิดไมค์ตลอดเวลา จนคุณครูพากันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ปกติเด็กกลุ่มนี้ตั้งใจเรียน เพราะเป็นเด็ก ม.ปลาย เป็นความหวังของห้อง เป็นเด็กสายวิทย์ที่ตั้งใจเรียน อาทิตย์แรกยังเปิดกล้องเปิดไมค์อยู่ แต่อาทิตย์ที่สามของการเรียนออนไลน์ เริ่มมีการปิดภาพ ขณะที่โรงเรียนนี้มีวงคุย PLC (Professional Learning Community : ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ) ที่เข้มแข็ง ใช้ข้อมูลจัดการเป็นรายบุคคล เมื่อเริ่มมีการติดตามก็พบว่าเด็กมีพฤติกรรมเป็นแบบนี้ทุกรายวิชา จึงส่งสัญญาญให้คุณครูประจำชั้นช่วยติดตามดูว่าเกิดอะไรขึ้น</p>



<p>“สิ่งที่เกิดขึ้นคือเด็กบอกว่าเข้าเรียนทุกครั้งเลยนะครับอาจารย์ แต่เค้ากำลังขี่แกร็บส่งอาหารอยู่ โดยฟังคุณครูบรรยายไปด้วย คำถามคือเขาจะเข้าถึงคุณภาพการศึกษาได้อย่างไรในเมื่อเรียนฟิสิกส์ผ่านการฟังเท่านั้น เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ไม่ใช่เด็กกลุ่มที่หลุดไปอย่างเห็นตัวเห็นตน แต่เป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนแล้วก็ยังไม่สามารถเข้าถึงคุณภาพทางการศึกษาได้จริงๆ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4380f6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/ภาพรวมเวที-ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผศ.อรรถพล เปิดเผยอีกว่า ยังมีเคสที่หนักกว่านั้นคือกรณีเด็กที่พ่อแม่เสียชีวิต หรือประสบปัญหาสุขภาพช่วงโควิด ตอนนี้มีอย่างน้อย 2 เคส ที่เด็กกลายเป็นกำลังหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว ทั้งที่อายุเพิ่ง 17 ปี และกำลังเรียน ม.5 เท่านั้น เด็กคนนี้พ่อเลี้ยงเสียชีวิตไป ส่วนแม่ต้องมากลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง เด็กจึงต้องออกมาทำงานพิเศษเพื่อส่งตัวเองเรียนด้วยและดูแลทางบ้านด้วย เด็กกลุ่มนี้ยังอยู่ในระบบ แต่มีความเปราะบางพร้อมที่จะหลุดจากระบบการศึกษาได้ตลอดเวลา</p>



<p>“สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีข้อมูลเด็กเป็นรายบุคคลตามที่ อ.ไกรยส บอก และมีหลายโรงเรียนที่ทำเรื่องนี้อย่างเข้มแข็ง เพราะสเกลของเขาไม่ใหญ่  ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การเรียกร้องให้ครูปฏิบัติหน้าที่ให้ดีนั้นเป็นอะไรที่เล็กมากๆ เป็นเรื่องในระดับโรงเรียนแต่ละแห่งพยายามทำอยู่แล้ว แต่เราต้องมองในระดับส่วนรวมให้ได้ มองให้เห็นทั้งระบบทั้งโรงเรียนและระหว่างโรงเรียนด้วย เพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติของเด็กๆ ว่าตอนนี้เด็กแต่ละคนนั้นต้องแบกอะไรไว้บ้าง”</p>



<p>ผศ.อรรถพล กล่าวว่า ขณะนี้บางโรงเรียนได้วัดเข้ามาช่วย โดยอาหารที่ได้จากการบิณฑบาตของพระในทุกๆ เช้า ได้มาเป็นอาหารที่ไปช่วยเด็กในมื้อเช้า และเด็กยังได้นำอาหารถุงที่วัดให้มากลับไปกินในมื้อเย็นต่อที่บ้าน</p>



<p>“ถ้าจะหาตัวอย่างความเหลื่อมล้ำ ไม่ต้องไปหาที่ไหน ถนนพญาไทเป็นแหล่งที่ย่อให้เห็นความเหลื่อมล้ำได้ดีที่สุด ตัวอย่างของโรงเรียนย่านหัวลำโพงที่เล่ามาเห็นได้ชัด โจทย์ทั้งหมดนี้ ตัวละครหลักๆ ที่สำคัญและเกี่ยวข้องมากๆ คือคุณครู ที่จะเชื่อมตัวเองเข้ากับเพื่อนครูด้วยกัน เชื่อมตัวเองเข้ากับโลกภายนอก ตอนนี้พยายามเสนอให้คุณครูใช้วงคุย PLC คุยเรื่องเด็กกันให้มากขึ้น สแกนกันทีละห้องเรียนเลย”</p>



<p>ผศ.อรรถพล เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมามีการเช็คข้อมูลในช่วงก่อนปิดเทอม เพื่อติดตามสถานการณ์ของเด็กแต่ละคน ว่าพอเปิดเทอมมาคุณครูได้เจอตัวเด็กแล้วหรือไม่ เด็กแต่ละคน ใครมีปัญหาอะไรอย่างไรบ้าง ข้อมูลตรงกันกับที่ได้เคยเก็บเมื่อก่อนปิดภาคเรียนหรือไม่ มีการต่อเชื่อมข้อมูลกัน ครูจึงเป็นตัวละครที่สำคัญและเครือข่ายครูในแต่ละโรงเรียนเป็นหัวใจหลักที่มีความสำคัญมากในการจะประคองชีวิตเด็กได้</p>



<p>“ตอนนี้ที่พยายามทำคือโรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่เดียวกัน เช่นในเขตบางรัก มี 5 โรงเรียน ทำอย่างไรให้ครูมาเติมเต็มระหว่างกันให้ได้เพราะว่าโรงเรียนมีขนาดไม่เท่ากัน จำนวนเด็กไม่เท่ากัน บางโรงเรียนมีเด็ก 5 สัญชาติด้วย ทั้งเด็กกัมพูชา พม่า ลาว เด็กผิวสีที่ตามพ่อแม่มาทำงานอยู่ในโรงงานเจียระไนเพชรพลอย ครูจะต้องมาทำงานเชื่อมโยงกันเพราะโรงเรียนอยู่ห่างกันเพียงสองป้ายรถเมล์ การแก้ปัญหานี้ กสศ. อาจมองจากข้างบนลงมา ส่วนเราก็มองจากข้างล่าง มองจากในระดับห้องเรียนขึ้นไป”</p>



<p>รูปแบบนี้มีกรณีตัวอย่างกลุ่มโรงเรียนที่โคราชที่ทำอยู่ ในเขตเทศบาลจะมีหนึ่งโรงเรียนที่คอยทำหน้าที่วิ่งประสานงานตรวจสอบว่าแต่ละโรงเรียนในเครือข่ายมีสถานการณ์เป็นอย่างไร การทำเรื่องนี้ต้องทำด้วยข้อมูลเป็นรายบุคคล ที่ผ่านมาหลายโรงเรียนอาจจะทำเรื่องนี้ไม่เข้มข้นเท่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากครูยังไม่โฟกัสมาที่ตัวของเด็กนักเรียนอย่างเพียงพอ</p>



<p>“ถ้าเปิดเทอมมาแล้วคุณครูก็ยังโดนบี้มาให้ทำโครงการต่างๆ ที่ยังไม่ได้ทำในช่วงโควิดที่ผ่านมา รีบปั๊มผลงานผลิตตัวชี้วัดกันโดยที่ไม่ได้เอาปัญหาที่เด็กพบเจอมาเป็นตัวตั้ง ก็จะเกิดการรีบสอนและผลักเด็กไปข้างหน้าโดยที่เด็กไม่ได้เช็คอินด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ในจุดที่เรามองเห็นแล้วหรือยัง”</p>



<p>ผศ.อรรถพล ยังกล่าวอีกว่า จากการสะท้อนของครูขณะนี้พบว่า บรรยากาศในห้องเรียนบางแห่งเหมือนมีอะไรที่ขาดหายไป ห้องเรียนเงียบกว่าปกติ ทักษะทางสังคมของเด็กที่ไม่เคยเจอเพื่อน ไม่รู้จะคุยกันอย่างไร หลายโรงเรียนเวลานั่งเรียนยังต้องใส่หน้ากาก อ่านภาษากายกันไม่รู้ว่าเพื่อนแต่คนเขามีความรู้สึกอย่างไร เขายิ้มอยู่หรือเปล่า</p>



<p>“โจทย์หลายๆ อย่างในตอนนี้อยู่ที่คุณครู จะนำเด็กคืนกลับมาสู่ห้องเรียนได้ เราต้องนำครูกลับคืนสู่ห้องเรียนให้ได้ก่อน พยายามเอาชีวิตกลับคืนมาที่ห้องเรียนก่อน ให้เด็กได้อยู่ด้วยกัน อยู่กับคุณครู ให้เด็กได้รู้จักคุณครูมากขึ้น ให้คุณครูได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ของคุณครูจริงๆ คือตามเด็กกลับมาสู่ห้องเรียนให้ได้” ผศ.อรรถพล กล่าว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาต้องมองลึกลงไปถึงการพัฒนาคน</strong></h2>



<p>ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม. เป็นความหวังของการเปลี่ยนระบบการศึกษาได้ นักเรียนทุกคนใน กทม. มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่ และเชื่อมโยงอยู่กับปัญหาระดับพื้นที่ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัย สิ่งแรกที่ต้องคุยกัน คือ การศึกษาไม่ใช่การพัฒนาผู้เรียน แต่การศึกษาต้องมองไปถึงการพัฒนาคน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dbbea5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/ศานนท์-ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการ กทม.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สิ่งสำคัญตอนนี้นอกจากจะคิดว่าดึงเด็กกลับสู่ระบบอย่างไร อีกแนวคิดที่ใหญ่กว่าเด็กหลุดระบบการศึกษา คือหลักสูตร เพราะการหลุดออกจากระบบหมายถึงหลักสูตร ไม่สอดคล้องกับผู้เรียนหรือไม่?”</p>



<p>การพยายามดึงเด็กกลับต้องมีนโยบายทางการศึกษาเพิ่ม มีการศึกษาทางเลือกที่สามารถรองรับผู้เรียนที่ไม่สะดวกมาเรียนในระบบ ขณะเดียวกันก็ยกระดับการศึกษาในระบบไปพร้อมกัน ต้องให้การเรียนรู้มีความทันสมัย และมีให้เลือกมากกว่าแบบเดียวหรือไม่</p>



<p>“ควรมีนโยบายการศึกษาทางเลือกที่รองรับการเรียนรู้สำหรับคนที่ไม่สะดวกจะอยู่ใน กทม. เป็นช่องที่ทำให้เราเห็นว่าการเรียนรู้ทันสมัย ให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยออกแบบการศึกษาเองได้ มีการศึกษาทางเลือก”</p>



<p>ขณะที่นโยบายที่จะลงไปพัฒนาครูจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ปลดล็อก ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลง โดยปลดล็อก ตั้งแต่ ครู หลักสูตร สิ่งแวดล้อมโรงเรียน ปรับปรุงโปรแกรมหลังเลิกเรียน (after school) หรือ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ครอบครัวเด็กคนไหนมีปัญหา ก็ต้องให้คิดว่า โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เข้าถึงเนื้อแท้ของปัญหา</strong></h2>



<p>ด้าน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายกรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ต้องเร่งจัดการเพื่อเข้าไปดูแลนักเรียนนอกระบบให้เร็วที่สุด เพราะหากผ่านพ้นช่วงวัยเด็กไปแล้วจะไม่สามารถเรียกสิ่งที่สูญเสียกลับมาได้ การศึกษา อาจจะมีการฟื้นฟูกลับมาไม่เหมือนเดิม การซ่อมคนมีความยาก ส่งผลต่อการสูญเสียวิวัฒนาการทางสังคมทั้งหมดด้วย เพราะขาดคนที่จะมาขับเคลื่อนและแข่งขันกับอารยะประเทศ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d3e6b3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/07/วิโรจน์-ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายกรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สิ่งที่กังวลมากที่สุด คือการจัดการกับงบประมาณของ กทม. หรือ กระทรวงศึกษาธิการ การปรับปรุงการเรียนการสอนจัดหลักสูตร เพราะที่ผ่านมา หน่วยงานด้านการศึกษาอย่าง กสศ. ก็เคยประเมินปัญหาความรุนแรงของเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษามาแล้ว</p>



<p>“มีการคาดการณ์ว่าการเรียนรู้ของเด็กจะถดถอย แต่กลับยังไม่มีการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ งบประมาณส่วนไหนที่มีมาก แสดงว่าเป็นปัญหาที่อยากเร่งแก้ แต่ที่ผ่านมางบฟื้นฟูเด็กนักเรียน ไม่มีทุนสำหรับเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา”</p>



<p>วิโรจน์ เปิดเผยว่าจากที่รวบรวมข้อมูลด้านทุนการศึกษา พบว่ามีการจัดสรรงบประมาณให้เด็กนักเรียน เรียนฟรีอยู่ที่ 9.9 แสนบาท และทุนนักเรียนดีเด่น 5 แสนบาท รวมแล้วอยู่ที่กว่า 1 ล้านบาท คำถามคือ เด็กที่อยากเรียนแม้ว่าเขาอาจจะไม่เก่งอยู่ตรงไหน ประเทศล่มสลาย คือประเทศที่ไม่มีทุนในการอุดหนุนให้เด็กที่อยากเรียน</p>



<p>นอกจากนี้&nbsp; วิโรจน์ ยังได้ยกตัวอย่างงบประมาณ การจัดสรรชุดลูกเสือที่ยังคงอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ จึงต้องการให้กระทรวงฯ มองเห็นแก่นแท้ของการศึกษา ไม่ต้องสนใจเปลือกและสอนให้เด็กสามารถเอาตัวรอดได้ เพราะงบประมาณที่ทุ่มเทไปกับประเด็นนี้สูงถึง 88 ล้านบาท และในจำนวนนี้สูงถึง 70 ล้านบาท เน้นไปที่การปรับปรุงค่ายลูกเสือ</p>



<p>“หากนำงบประมาณส่วนนี้เกลี่ยไปช่วยเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษานับแสนจะมีความคุ้มค่ามากกว่าหรือไม่ การทุ่มงบประมาณด้านการศึกษาไปให้ถึงตัวเด็กจริงๆ จะยิ่งช่วยลดปัญหาคอรัปชั่นได้มากขึ้นอีกด้วย” วิโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-helping-children-return-to-the-education-system-180722/">ปิดประตูความเหลื่อมล้ำ เร่งช่วยเด็กตัวเล็ก กลับคืนสู่ระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ประชุมวิชาการนานาชาติ “เปลี่ยนความต้องการพิเศษ เป็นพลังเพื่อสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-1st-international-virtual-symposium-on-vocational-education-for-all/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 10 Jun 2021 10:09:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<category><![CDATA[อว.]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[สอศ.]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ปัทมา วีระวานิช]]></category>
		<category><![CDATA[ตรีนุช เทียนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนความต้องการพิเศษ เป็นพลังเพื่อสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน]]></category>
		<category><![CDATA[1st International Virtual Symposium on Vocational Education for All : Transforming Special Needs to Forces for Inclusive Society]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช]]></category>
		<category><![CDATA[ครุศาสตร์จุฬาฯ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักคณะกรรมการการอาชีวศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อรรถพล สังขวาสี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=42098</guid>

					<description><![CDATA[<p>กสศ.​ร่วมกับครุศาสตร์ จุฬาฯ &#8211; สอศ. สถานศึกษา ภาคเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-1st-international-virtual-symposium-on-vocational-education-for-all/">ประชุมวิชาการนานาชาติ “เปลี่ยนความต้องการพิเศษ เป็นพลังเพื่อสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กสศ.​ร่วมกับครุศาสตร์ จุฬาฯ &#8211; สอศ. สถานศึกษา ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย จัดประชุมวิชาการนานาชาติ ร่วมถอดบทเรียนพัฒนาต้นแบบจัดการเรียนการสอนเน้นทำงานเป็น social lab ร่วมมือกับภาคเอกชนในลักษณะ Co-Funding ส่งเสริมการมีงานทำ สู่การพัฒนาเป็นระบบต้นแบบ ‘พิมพ์เขียว’</strong> <strong>แนวทางการสนับสนุนดูแลลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับเยาวชนที่มีความต้องการพิเศษ (พิการ) เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัด</strong></p>



<p>เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2564 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ จัดประชุมวิชาการนานาชาติ ด้านการศึกษาสายอาชีพเพื่อคนทุกคน ครั้งที่ 1<br>ในหัวข้อ “เปลี่ยนความต้องการพิเศษ เป็นพลังเพื่อสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน” 1<sup>st</sup> International Virtual Symposium on Vocational Education for All : Transforming Special Needs to Forces for Inclusive Society&nbsp;</p>



<p><strong>ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ</strong> กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งผู้พิการหรือผู้ที่มีความต้องการพิเศษ โดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้กำหนดนโยบายที่ส่งเสริมความเท่าเทียมในทุกกลุ่มพื้นที่และทุกคนรวมทั้งผู้ที่มีความต้องการพิเศษนับล้านคนที่ทุกคนจะได้รับการส่งเสริมทักษะวิชาชีพที่เหมาะสม ได้รับสิทธิและโอกาสในการประกอบอาชีพด้วยตัวเอง และจากภาคประชาสังคม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b0a3b7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/007.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>อย่างไรก็ตาม ​ต้องขอขอบคุณการดำเนินการในครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นความร่วมมือของหน่วยงานด้านการศึกษา ทั้ง กสศ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งนับได้ว่าเป็นการวางแผนที่สอดประสานกับยุทธศาสตร์ 20 ปีในการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ การสร้างโอกาส เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา และผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษตลอดทุกช่วงชีวิต หวังว่าจากการประชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้จะได้ตกผลึกเป็นบทสรุปร่วมกันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ในการพิจารณาคุณภาพผู้เรียน ครู บุคลากร และระบบการบริหารจัดการสถานศึกษา ให้เป็นแนวทางต้นแบบการปฏิบัติที่ดีให้กับการจัดการศึกษาเพื่ออาชีพของบุคคลที่มีความต้องการพิเศษในประเทศไทย</p>



<p><strong><strong>รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการบริหาร กสศ.</strong></strong> กล่าวว่า กสศ. ได้พัฒนาโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงและได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับสำนักคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมีแนวคิดที่จะให้การศึกษาเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำจึงจะพัฒนาต้นแบบทำงานในลักษณะ social lab ผ่านการสนับสนุนทุนให้แก่นักเรียนที่มาจากครอบครัวยากจน 20% ล่างสุดของประเทศ และกลุ่มนักเรียนที่มีความพิการให้มีโอกาสเรียนต่อสายอาชีพชั้นสูงและมีงานทำทันทีเมื่อจบการศึกษาในสาขาที่ตลาดแรงงานของประเทศ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d0097e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/006.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>นอกจากนี้โครงการนี้ยังให้การสนับสนุนทุนให้แก่สถานศึกษาเพื่อพัฒนารูปแบบหลักสูตรที่เป็นนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้มีทักษะรอบด้าน ความร่วมมือกับภาคเอกชนในลักษณะ Co-Funding และการส่งเสริมการมีงานทำ พัฒนาเป็นระบบต้นแบบ ที่จะส่งต่อให้หน่วยงานหลักในการขยายผลเชิงปฏิรูป โดยทางโครงการได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ร่วมกับ 95 สถาบัน กระจายตัวใน 43 จังหวัดทั่วประเทศ มีจำนวนนักศึกษาสะสม 6,262 คน ในจำนวนนี้เป็นนักศึกษาที่มีความต้องการพิเศษ (พิการ) ทั้งกลุ่มร่างกาย สติปัญญา สองรุ่นรวม 197 คน ซึ่งดำเนินการร่วมกับสถานศึกษาอาชีวศึกษา 10 แห่ง ใน 7 จังหวัด การทำงานนี้มุ่งหวังว่าจะเป็นการสร้างต้นแบบช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษให้มีโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป ตามแนวคิด “สร้างความพิเศษเป็นพลัง”&nbsp;</p>



<p>“การทำงานเรื่องนี้ กสศ.​ไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง ทุกองคาพยพมีความสำคัญ ทั้งสถานศึกษาสายอาชีพ ภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการส่งเสริมนักศึกษา ในวันนี้ผู้แทนกระทรวงที่เกี่ยวข้อง นักการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ว่าที่นายจ้าง สถานประกอบการ ทั้งในและต่างประเทศ นำเสนอผลงานวิจัยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และถอดบทเรียนการทำงานร่วมกันจากการทำงาน 1 ปี กับสถานศึกษาทั้ง 5 แห่ง พัฒนาแนวทางและเครือข่ายการทำงานทั้งในและต่างประเทศ ในการจัดการศึกษาสายอาชีพของบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ที่จะส่งเสริม ยกระดับการทำงานจัดการศึกษาเพื่อผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษในปีนี้และต่อไป” รศ. ดร.ดารณีกล่าว</p>



<p><strong>ด้าน ดร.อรรถพล สังขวาสี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)</strong>​ กล่าวว่า สอศ. มีนโยบายการจัดการศึกษาให้กับผู้พิการ ผู้ที่มีความต้องการพิเศษมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งระดับ ปวช. ปวส. หลักสูตรระยะสั้น รีสกิล อัพสกิล ให้ผู้เรียน ไปจนถึงการจัดการเรียนรวม บริการสนับสนุนทางการศึกษา เพื่อสร้างความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มคุณภาพการศึกษาให้กับผู้เรียน แม้จะมีความแตกต่างทางร่างกาย แต่คุณภาพต้องเท่ากัน ซึ่งที่ผ่านมา สอศ. ได้รับการสนับสนุนจากทั้ง กสศ. และคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้เน้นส่งเสริมดูแลสวัสดิภาพ ความเป็นอยู่ ทักษะบุคลากร การจัดการเรียนการสอน การเตรียมความพร้อมสู่การมีงานทำร่วมกับสถาบันการศึกษาทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยการอาชีพพุทธมณฑล วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา วิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่ และวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ สอศ. ตระหนักถึงความสำคัญการพัฒนาครูบุคลากรเพื่อยกระดับการจัดการศึกษา พัฒนาผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ ในการจัดการเรียนการสอนที่ทันสมัย ยืดหยุ่น เปิดกว้าง เป็นการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย ที่เพิ่มประสิทธิภาพอาชีวศึกษา ทั้งการจัดการเรียนการสอน ส่งเสริมฝึกปฏิบัติจริง มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการจัดการเรียนแบบทวิภาคี<br>ที่ส่วนหนึ่งเรียนในสถานศึกษาและอีกส่วนฝึกปฏิบัติจริงที่สถานประกอบการ ได้ฝึกปฏิบัติจริงและเรียนรู้โลกการทำงาน&nbsp;</p>



<p><strong>น.ส.ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและทุนการศึกษา กสศ.</strong> กล่าวว่า โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ พยายามมุ่งเน้นการพัฒนาต้นแบบการศึกษาให้เด็กยากจนด้อยโอกาส ได้เรียนสูงกว่าระดับชั้น ม.6 ในสายอาชีวศึกษา และพยายามตอบโจทย์หลายเรื่องไปพร้อมกัน รวมทั้งการเปิดโอกาสให้น้องๆ ที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งถือเป็นการพัฒนาต้นแบบในลักษณะ social lab โดย กสศ.ต้องอาศัยความร่วมมือทางวิชาการกับหลายฝ่าย ทั้งคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สอศ. ภาคนโยบายที่ดูแลสถานศึกษาที่ต้องทำงานไปด้วยกัน ​​การมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยอย่างคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ หรือมีวิทยากรจากต่างประเทศเข้ามาช่วยมาแลกเปลี่ยน ทำให้การเรียนการสอนทันสมัยสอดคล้องความต้องการของโลก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4172b3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/008.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>อย่างไรก็ตาม จากการศึกษามาหลายปีพบว่า อาชีวศึกษาตอบโจทย์ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเรียนรู้และปฏิบัติไปด้วย ซึ่งนำไปสู่การมีงานทำ เพราะเป้าหมายสุดท้ายของการเรียนก็คือการไปสู่โลกของการทำงาน<br>การเรียนสายอาชีวะจึงเหมาะกับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ รวมทั้งต้องมีแพลตฟอร์มทำงานร่วมกันทั้งสถานศึกษาและภาคตลาดแรงงานที่ต้องหนุนเสริมเป็นเครือข่าย โดย​สิ่งที่งานวิจัยเน้นคือการเรียนรวมไม่แบ่งแยก เพราะเป้าหมายปลายทางของการศึกษาของน้องๆ กลุ่มนี้คือดำรงตนในสังคมได้ ดังนั้นการออกแบบห้องเรียนอย่างไร ครูมีทักษะแบบไหน จึงสำคัญมากกับการจัดการศึกษาตรงนี้</p>



<p>“บทบาทอาชีวศึกษาเป็นบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่ง จากการศึกษาเราพบว่ากลุ่มเด็กเยาวชนที่เผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำ ในกลุ่มนี้มีประมาณ 250,000 คน ที่เป็นผู้มีความต้องการพิเศษ โครงการเราเองช่วยได้จำนวนไม่เยอะ แต่เราพยายามสร้างโมเดล และเริ่มจากทดลองทำจริง รับนักศึกษาทุนเข้ามา มีการทำงานกับ ผอ. และครู ที่ทุ่มเทอย่างยิ่งในการสร้างโอกาสและเรียนรู้ไปด้วยกัน นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนเส้นทางที่เราจะเดินต่อไปคือนำสถานศึกษาที่เข้ามาเป็นต้นแบบในการทำงานร่วมกัน หรือรวมถึง สอศ. ที่มีสถาบันการศึกษากว่า 800 แห่ง ถ้าทุกแห่งขยายผลไปถึงได้ เมื่อเรามีความรู้ที่ชัดเจน มีงบประมาณเพียงพอ คิดว่าจะนำไปสู่การสร้างประโยชน์ให้เด็กได้อีกเป็นจำนวนมาก แต่ก่อนไปถึงตรงนั้นเราต้องมีคำตอบที่ชัดเจนก่อนว่าบทบาทครูต้องเป็นอย่างไร โครงสร้างการศึกษาทำอย่างไร ต้องมีอะไรรองรับบ้าง รวมถึงหลักสูตรที่จะนำไปสู่ทักษะมีงานทำงานได้ผลดีเป็นอย่างไร” น.ส.ธันว์ธิดากล่าว</p>



<p><strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม หัวหน้าโครงการ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> กล่าวว่า เป้าหมายของงานครั้งนี้คือการนำเสนอผลงานที่ผ่านมาในรอบ 1 ปีของสถาบันต่าง ๆ และเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้เป็นวาระสำคัญเพื่อเชิญบุคลากรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือและพัฒนาผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษทั้งภาครัฐและเอกชนมาพบกัน ซึ่งจะนำไปสู่การตกผลึกถึงแนวทางในการสนับสนุนผลักดันเรื่องการศึกษาและการมีงานทำสำหรับเยาวชนกลุ่มนี้ รวมถึงอีกประการหนึ่งยังเป็นการแลกเปลี่ยนบทเรียนจากต่างประเทศ โดยได้เชิญอาจารย์ที่ทำงานวิจัยด้านการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความต้องการพิเศษจากประเทศจีน ไอร์แลนด์ และออสเตรเลีย มานำเสนอบทเรียนที่น่าสนใจเพื่อพัฒนาแนวทางในการจัดการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น&nbsp;</p>



<p>“หนึ่งปีที่ผ่านมา เราได้เห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่ดีในการจัดการศึกษาสำหรับน้อง ๆ ผู้มีความต้องการพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องทัศนคติหรือการเปิดใจรับของสังคม ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับน้อง ๆ กลุ่มนี้ แต่เราต้องมองตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางว่าเขาเรียนจบแล้วจะต้องมีงานทำเลี้ยงดูตนเองได้ ซึ่งนับเป็นเรื่องสำคัญของคนทุกกลุ่มทุกประเภท ทั้งบทบาทของแต่ละภาคส่วนก็ถือว่ามีความสำคัญ เพราะหากเราคิดว่าเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหนึ่ง มันจะไม่เกิดการส่งต่อหรือปลายทางของการศึกษาอาจไม่เกิดประโยชน์สูงสุด หากไม่มีสถานประกอบการใดรับรู้ถึงความสามารถในตัวพวกเขา” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนิศากล่าว</p>



<p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนิศากล่าวว่า โจทย์ตั้งต้นของโครงการเริ่มจากเรื่องของสถาบันว่าต้องรับเยาวชนกลุ่มใดบ้าง เมื่อเข้ามาเรียนแล้วจะดูแลเขาอย่างไร ต้องคำนึงถึงความจำเป็นด้านใดบ้าง และจะทำอย่างไรให้ศึกษาไปได้ตลอดรอดฝั่งและพร้อมไปสู่โลกของการทำงาน เหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์ที่ซับซ้อน เนื่องจากเยาวชนผู้มีความต้องการพิเศษแต่ละคนมีความขาดพร่องแตกต่างกันออกไป ดังนั้นสถาบันต้องจัดทำแผนและเลือกหลักสูตรให้เหมาะสม มีการสื่อสารกับสถานประกอบการที่จะรับผู้เรียนเข้าฝึกงาน โดยจำเป็นจะต้องรับฟังข้อเสนอแนะจากสถานประกอบการด้วย ว่ามีทักษะ สมรรถนะ หรือความจำเป็นใดที่ผู้เรียนต้องมีติดตัวเมื่อเข้าไปทำงานจริง</p>



<p>ในเบื้องต้น คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีงานวิจัยในชื่อ ‘Design Thinking’ ที่ออกแบบจากความต้องการและความจำเป็นของผู้เรียน โดยสัมภาษณ์เก็บข้อมูลแล้วนำมาประมวลผลเพื่อสร้างโปรแกรมหนุนเสริมที่จำเป็นสำหรับสถาบันที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 5 แห่ง รวมถึงจัด PLC Learning Community เพื่อแลกเปลี่ยนอบรมตามหัวข้อที่ได้รับคำแนะนำจากผู้บริหารสถาบัน อาทิ จิตวิทยาเชิงบวก ทักษะการเงิน กิจกรรมกลุ่ม ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้จะเน้นที่การทำความเข้าใจและพัฒนาครูเพื่อการสอนและการดูแลเป็นหลัก เนื่องจากครูคือผู้ใกล้ชิดและมีความสำคัญมากที่สุดต่อกระบวนการส่งเสริมผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ และในท้ายที่สุดสิ่งที่ทางคณะทำงานต้องการจากโครงการนี้คือ ‘ต้นแบบ’ หรือพิมพ์เขียวที่จะสามารถถอดออกมาได้ว่า กระบวนการทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาสายอาชีพ เพื่อส่งเสริมผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษจำเป็นต้องมีอะไรบ้าง บทบาทของแต่ละฝ่ายคืออะไร เพื่อสรุปให้เป็นงานวิจัยต้นแบบที่มีจุดประสงค์เพื่อการเรียนรู้และขยายผลต่อไปในสถาบันอาชีวศึกษาอื่น ๆ ทั่วประเทศ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0aa882"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/009.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>“สิ่งที่เราได้เห็นในช่วง 1 ปีการศึกษาคือ การปรับตัวของน้อง ๆ ทั้งการพัฒนาทักษะชีวิต หรือทัศนคติต่อตนเองที่เปลี่ยนไป เราได้เห็นเขาเติบโต มั่นใจในความสามารถของตนเอง กล้าแสดงออก มีทักษะทางสังคมที่ดีขึ้น นี่คือความคุ้มค่าของการที่เราทำงานกับน้อง ๆ จนได้เห็นพวกเขาแสดงศักยภาพออกมา ส่วนครูเองก็ได้รับความภาคภูมิใจทั้งกับตัวเองและตัวลูกศิษย์ จากความพยายามในการก้าวข้ามข้อจำกัดในการจัดการศึกษา จนสามารถมองเห็นความสำเร็จได้ชัดขึ้น ซึ่งทีมวิจัยของเรามีหน้าที่ในการเสริมหนุนในจุดที่สถาบันและครูยังขาด มอบเครื่องมือต่าง ๆ เข้าไปเติมเต็มให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ครูจะต้องท้าทายตนเองในการหาวิธีการที่เหมาะสม และสอดคล้องกับผู้เรียนซึ่งมีความแตกต่างกัน เพราะนี่คือศาสตร์ของการศึกษาพิเศษ ที่สุดท้ายเราจะพบว่าทั้งครูและผู้เรียนต้องปรับจังหวะให้เหมาะสมไปด้วยกันตั้งแต่วันแรกที่รับเขาเข้ามา จนถึงวันที่น้อง ๆ ได้ไปฝึกงาน จบการศึกษา และมีงานทำ”ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนิศากล่าว</p>



<p><strong>นางปัทมา วีระวานิช ที่ปรึกษาโครงการ ผู้ชำนาญการด้านการขับเคลื่อนนโยบายอาชีวศึกษาเพื่อพัฒนาศูนย์การเรียนรู้สู่ความเป็นเลิศเฉพาะทาง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)</strong> กล่าวว่า สอศ. มีหน้าที่ดูแลสถาบันอาชีวศึกษาทั้งรัฐและเอกชนทั่วประเทศราว 300 แห่ง มีผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษทั้งในระดับ ปวช. และ ปวส. รวม 1,179 คน (ปีการศึกษา 2563) โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจว่าสาขาเกี่ยวกับไฟฟ้า IT เทคนิคเครื่องกล ช่างพิมพ์ และอาหารจะอยู่ในกลุ่มที่นักศึกษากลุ่มนี้ให้ความสนใจเป็นอันดับต้น ๆ ขณะที่แต่ละวิทยาลัยจะมีสาขาที่โดดเด่นแตกต่างกันไป&nbsp;</p>



<p>สำหรับบทบาทของ สอศ. ในการดูแลส่งเสริมสถานศึกษาจะเริ่มจากแผนนโยบายจากรัฐในภาพรวม ที่มุ่งให้การศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมถึงการศึกษาทางวิชาชีพ และการดูแลคุณภาพชีวิตโดยเฉพาะ อีกภารกิจสำคัญคือการเชื่อมต่อองค์กรเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการเปิดโอกาสทางอาชีพให้กับผู้เรียนกลุ่มนี้ สอศ. จึงเป็นเหมือนข้อต่อที่จะประสานความร่วมมือจากภายนอกกับภายในเข้าหากัน&nbsp;</p>



<p>“เพราะเราไม่ได้มีหน้าที่แค่เรื่องเชิงยุทธศาสตร์ แต่ต้องมองถึงการสร้างโอกาสในการมีงานทำและดูแลชีวิตตนเองได้ของผู้เรียน การทำงานของ สอศ. จึงมีบทบาท 360 องศา เช่น ในโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงนี้ เราจะดูแลเชิงนโยบายเพื่อร่วมแก้ไขปัญหากับสถานศึกษา รวมถึงส่งเสริมสนับสนุนในประเด็นสำคัญ คือการบูรณาการสถาบันและหน่วยงานต่าง ๆ ให้สามารถแบ่งปันทรัพยากรและทำงานร่วมกัน โดยทุกฝ่ายได้แสดงศักยภาพเต็มที่หลังร่วมงานกับ กสศ. และคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เราได้บทเรียนว่าจะต้องกลับมาตั้งหลักเรื่องของกลยุทธ์ การปรับตัว และการทำงาน เรามีงานวิจัยจาก The World Bank, SABER-Systems Approach for Better Education Results: Workforce Development, Framework and Tool Analysis ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 มิติ ได้แก่ 1. มิติด้านกรอบกลยุทธ์(Strategies) 2. มิติด้านการบริหารจัดการสู่คุณภาพ (System Oversight) และ 3. มิติด้านการจัดระบบการเรียนรู้(System Oversight) ที่สามารถนำมาปรับใช้กับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษได้อย่างน่าสนใจ ในเรื่องของการกำหนดทิศทางขับเคลื่อนการเรียนการสอน” นางปัทมากล่าว&nbsp;</p>



<p>ที่ปรึกษาโครงการกล่าวว่า กรอบแนวคิดดังกล่าวมีรายละเอียดภายในว่า การจะจัดการศึกษาเป็นผลสำเร็จ จะต้องมีความเข้มแข็งเรื่องระบบความร่วมมือของทุกภาคส่วน หมายถึงถ้ารวมพลังคนในแต่ละด้านที่ทำงานร่วมกับผู้มีความต้องการพิเศษทั้งหมดได้ ก็จะมีทรัพยากรที่เหลือเพียงพอให้แบ่งปันกัน เช่น ถ้านำข้อมูลจาก สอศ. ที่ว่าสาขาวิชาใดได้รับความสนใจมากที่สุดมาใช้ปรับปรุงเนื้อหาการเรียนการสอนของสถานศึกษาให้เข้ากับความต้องการของผู้เรียน ขณะเดียวกันก็เชื่อมต่อไปหาเครือข่ายองค์กรวิชาชีพที่มีทั้งหมด จนได้ออกมาเป็นหลักสูตรที่เหมาะสม ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนได้มากขึ้น</p>



<p>“อีกประการหนึ่งคือ ในเรื่องมิติคุณภาพการศึกษา เราสามารถวางไว้เทียบเคียงกับระดับของผู้เรียนปกติได้ ถ้าผู้เรียนมีศักยภาพไปถึง ฉะนั้นการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพต้องคำนึงถึงความพร้อมผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้ความเชื่อมั่นกับผู้เรียน ผู้ปกครอง และประกันคุณภาพความสำเร็จให้เขาได้ โดยต้องมุ่งเป้าไปที่การฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการและการมีงานทำที่ปลายทาง ท้ายที่สุดในสถานการณ์หลังการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส เราสามารถมองไปยังด้านบวกได้ว่ามีอาชีพใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น เนื่องจากการเดินทางเข้าไปในสถานประกอบการเป็นเรื่องที่บางครั้งทำไม่ได้ ประเด็นนี้อยากให้วิทยาลัยต่าง ๆ มองให้เห็นแล้วนำไปปรับใช้ส่งเสริมอาชีพให้น้อง ๆ กลุ่มนี้ โดยเชื่อมโยงกับสาขาที่สามารถทำได้ หรือมองไปยังสาขาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ” ที่ปรึกษาโครงการกล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-1st-international-virtual-symposium-on-vocational-education-for-all/">ประชุมวิชาการนานาชาติ “เปลี่ยนความต้องการพิเศษ เป็นพลังเพื่อสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ครม.มีมติแต่งตั้งศาสตราจารย์ดร.สมพงษ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-06-05-21/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 May 2021 10:16:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=40445</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-06-05-21/">ครม.มีมติแต่งตั้งศาสตราจารย์ดร.สมพงษ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติอนุมัติตามที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เสนอแต่งตั้ง ศาสตราจารย์ดร.สมพงษ์ จิตระดับ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ภาคประชาสังคม) ในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา แทนตำแหน่งที่ว่าง</strong> และให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง อยู่ในวาระเท่าที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bb244b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/แต่งตั้ง-ศ.ดร.สมพงษ์-02.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศาสตราจารย์ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ภาคประชาสังคม) ในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</figcaption></figure></div></div></div>



<p>ทั้งนี้ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ เป็นอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&nbsp; โดยมีผลงานนำเสนอเรื่องปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะผลงานวิจัยต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&nbsp;&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ ศ.ดร.สมพงษ์ เป็นประธานคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน หรือทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) อีกด้วย&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-06-05-21/">ครม.มีมติแต่งตั้งศาสตราจารย์ดร.สมพงษ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ.เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้กับจุฬาฯ และ  Childhope Philippines เพื่อเข้าถึงและดูแลกลุ่ม “เด็กข้างถนน” ของสังคม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-homeless-children/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Apr 2021 09:06:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[Childhope Philippines Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[เฮอร์เบิร์ต ควีลอน คาร์พิโอ]]></category>
		<category><![CDATA[นพ.ฮาร์วีย์]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=40006</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนึ่งในกลุ่มเด็กด้อยโอกาสและตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะกลาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-homeless-children/">กสศ.เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้กับจุฬาฯ และ  Childhope Philippines เพื่อเข้าถึงและดูแลกลุ่ม “เด็กข้างถนน” ของสังคม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หนึ่งในกลุ่มเด็กด้อยโอกาสและตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะกลายเป็นเด็กนอกระบบของสังคมก็คือกลุ่มเด็กข้างถนน ที่ซึ่งกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติให้นิยามไว้โดยกว้างๆ ไว้ว่า เด็กข้างถนน ก็คือเด็กที่มีเหตุบางอย่างให้ต้องออกมาใช้ชีวิตเร่ร่อนตามท้องถนนของเมืองใหญ่ทั่วโลก โดยหากรัฐบาลและสังคมเมินเฉยไม่ใส่ใจก็จะเป็นการสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีค่าและจะมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในองค์รวมต่อไปได้</p>



<p>ในฐานะหน่วยงานที่ริเริ่มด้วยเป้าหมายการทำงานเพื่อเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาสในสังคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงได้เปิดเวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ “การจัดการศึกษาและคุ้มครองเด็กบนท้องถนนอย่างเป็นองค์รวมและบูรณาการ” (Addressing the needs of street children through holistic and integrated strategies) ขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โดยมี<strong>นายแพทย์เฮอร์เบิร์ต ควีลอน คาร์พิโอ (นพ.ฮาร์วีย์) ผู้อำนวยการบริหารของ Childhope Philippines Foundation, Inc. </strong>และ<strong> รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานเพื่อเด็กข้างถนนของฟิลิปปินส์กับไทย ให้หน่วยงานที่สนใจและภาคีเครือข่ายได้ใช้เป็นแนวทางในการเข้าถึงและให้ความช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนข้างถนนในสังคมต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e49485"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/16-กสศ.-จุฬาฯและChildhope-Philippines-4-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>สำหรับหัวใจสำคัญของการให้ความช่วยเหลือที่ทั้ง นายแพทย์เฮอร์เบิร์ต และ ดร.วีระเทพ เห็นพ้องตรงกันก็คือการให้ความช่วยเหลือที่เป็นองค์รวมและเป็นบูรณาการ (Holistic and Integrated Strategy) กล่าวคือ ต้องให้ความช่วยเหลืออย่างรอบด้าน ทั้งด้านการศึกษา จิตใจ สังคมแวดล้อม และการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ในฐานะพลเมืองของประเทศที่ควรได้รับ</p>



<p>ทั้งนี้ <strong>นายแพทย์ เฮอร์เบิร์ต</strong> ได้กล่าวถึงภาพรวมของสถานการณ์เด็กข้างถนนในฟิลิปปินส์ และเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ Childhope ให้ความสำคัญ ว่าเด็กข้างถนนของฟิลิปปินส์จะมี 3 กลุ่มหลัก กลุ่มใหญ่สุด 70% ก็คือเด็กข้างถนน คือเป็นเด็กมีบ้าน แต่ออกมาเร่ร่อนทำงานตอนกลางวัน และมีโอกาสได้เรียนหนังสือที่โรงเรียน ส่วนกลุ่มที่สอง 25% คือ เด็กของถนน คือครอบครัวอาศัยอยู่ข้างถนน พักตามอาคารร้าง ไปโรงเรียนบ้างแต่มีโอกาสเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาสูงก่อนถึงอายุ 7 ปี และกลุ่มสุดท้าย มีอยู่ 5% เป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้งอย่างแท้จริง ซึ่งกลุ่มหลังสุดนี้คือกลุ่มเสี่ยงสุดที่จะถูกใช้ทำงานผิดกฎหมายหรือเอารัดเอาเปรียบเพราะขาดการปกป้องเอาใจใส่ดูแลจากพ่อแม่หรือแม้แต่ชุมชนสังคม</p>



<p>ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงมีเด็กออกมาเร่ร่อนตามข้างถนน ส่วนใหญ่คือในเขตเมืองของกรุงมะนิลา สาเหตุหลักมี 3 ประการด้วยกันคือ 1) ความยากจน 2) ครอบครัวแตกแยก และ 3) อยากเป็นอิสระ ไม่อยากถูกกดขี่บังคับหรือถูกทำร้าย ซึ่งเมื่อออกมาอยู่ข้างถนนแล้ว เด็กเหล่านี้จะร่วมกันเป็นกลุ่ม กระจายกันออกไป และอาศัยการขอทานเป็นการหาเลี้ยงชีพ</p>



<p>ในมุมมองของ Childhope เด็กเร่ร่อนกลุ่มนี้เป็นเด็กที่มีความสามารถและศักยภาพไม่ต่างจากเด็กทั่วไปในสังคมหากได้รับโอกาสในการเอาใจใส่ เป็นที่ยอมรับ และได้รับการอบรมการศึกษาอย่างเหมาะสมตามสมควร โดยกว่า 30 ปีที่ Childhope ทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กข้างถนนเหล่านี้พบว่าเกือบทั้งหมดสามารถเรียนจบการศึกษา มีงานที่ดีทำ สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวและเป็นพลเมืองที่ดีมีคุณภาพของประเทศไทย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0b5efd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/16-กสศ.-จุฬาฯและChildhope-Philippines-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>อย่างไรก็ตาม ในการให้ความช่วยเหลือเด็กข้างถนน Childhope จะยึดหลักการทำงานเพื่อสนับสนุนเด็กๆ ใน 4 ด้านด้วยกันคือ 1) การศึกษา Education 2) สุขภาพ Health 3) การดูแลทางด้านจิตสังคม Psychosocial Interventions และ 4) การพัฒนาทักษะ Skills Development</p>



<p>แน่นอนว่า สิ่งสำคัญแรกสุดในการให้ความช่วยเหลือเด็กข้างถนนเหล่านี้ก็คือการให้การศึกษา โดยนอกจากจะเป็นการเรียนรู้ความรู้ขั้นพื้นฐานให้คิดคำนวณและอ่านออกเขียนได้แล้ว ยังเป็นการให้ความรู้ในเรื่องของสิทธิ การดูแลตนเอง รวมถึงทักษะในการหาเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว</p>



<p>ขณะเดียวกัน ก็จัดบริการด้านสุขภาพ และให้คำปรึกษา เพื่อระบุความช่วยเหลือที่เด็กต้องการ ในส่วนของกิจกรรมพัฒนาทักษะ ก็คือกิจกรรมอย่างดนตรี กีฬา และศิลปะ เพื่อให้เด็กมีพื้นที่ที่จะได้มีความสุขกับการใช้ชีวิตในสังคม เป็นการเสริมสร้างภูมิที่แข็งแกร่ง ทั้งพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม การอยู่ร่วมกับสังคม การมองโลกในแง่บวก และการเพิ่มความภาคภูมิใจในตนเอง ผ่านกิจกรรมเหล่านี้</p>



<p>นอกจากนี้ ทาง Childhope ยังมุ่งไปที่ต้นตอของหนึ่งในปัญหาที่ทำให้มีเด็กข้างถนน ด้วยการให้บริการคำปรึกษากับพ่อแม่ผู้ปกครอง ให้ความช่วยเหลือครอบครัวของเด็กให้มีอาชีพการทำงานที่เหมาะสมต่อไปได้ เป็นการตัดวงจรของเด็กข้างถนน โดยการให้คำปรึกษานี้รวมถึงการให้ความรู้ในเรื่องของการคุมกำเนิด สุขอนามัยและโภชนาการต่างๆ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-59a5d3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/16-กสศ.-จุฬาฯและChildhope-Philippines-ๅ.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>แม้จะมีงานหลายอย่างให้ต้องดำเนินการ แต่ นายแพทย์เฮอร์เบิร์ตกล่าวว่า งานหลักก็คือการให้ความรู้ทางเลือก (Alternative Education) แก่เด็กข้างถนนเหล่านี้เป็นหลัก โดยแต่ละภาคการศึกษาจะมี ครู (Street Educator) เข้าไปรวบรวบเด็กให้ได้กลุ่มละ 20-25 คน มาประเมิน แล้วครูจะเป็นผู้ออกแบบวางแผนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับตัวเด็กและบริบทแวดล้อมของเด็กเป็นหลัก และมีการใช้ Kalyeskwela (mobile education van &#8211; รถตู้เพื่อการศึกษาเคลื่อนที่) และ Mobile School Cart&nbsp; ตลอดจน อุปกรณ์ด้านโสตและวีดีทัศน์ (audiovisual) และเครื่องมือเข้าช่วย</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ Childhope ให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ก็คือการสร้างเครือข่ายภาคีและการทำงานร่วมกับภาครัฐฯ ทำให้เด็กข้างถนนเหล่านี้เข้าไปในระบบอย่างถูกต้อง โดยที่ Childhope รับบทผู้สนับสนุน เช่น ให้ทุนการที่ครอบคลุมค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์ และค่าชุดยูนิฟอร์ม นอกเหนือจากค่าเล่าเรียนที่รัฐเป็นผู้ออกในกรณีที่เด็กเหล่านี้ได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนรัฐ ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสี่ยงไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>นายแพทย์เฮอร์เบิร์ต ยังได้ใช้โอกาสนี้แบ่งปันประสบการณ์การทำงานในช่วงวิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาว่า ถือเป็นความท้าทาย เพราะหลายกิจกรรมต้องหยุดชะงักไป แต่ก็เป็นโอกาสที่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการประยุกต์กิจกรรมที่อยู่ในการให้ความช่วยเหลือเด็กข้างถนน ทั้งการแจกจ่ายปัจจัย 4, การจัดหารอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การให้คำปรึกษาออนไลน์ ไปจนถึงการเรียนออนไลน์</p>



<p>ขณะที่ในส่วนของประเทศไทย <strong>รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong>กล่าวว่า มีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคมที่ทำงานเพื่อพัฒนาครูและแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา ซึ่งรวมถึง เด็กข้างถนนในไทยมาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี</p>



<p>โดยเด็กข้างถนนถือเป็นกลุ่มเปราะบางและส่วนใหญ่ถูกบีบให้ออกมาอยู่ตามท้องถนนเพราะความยากจนบังคับ หรือต้องเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว ส่งผลให้เด็กเหล่านี้เข้าไม่ถึงการศึกษา สวัสดิการพื้นฐาน และอัตลักษณ์ทางกฎหมาย จนตกเป็นเหยื่อถูกล่อลวงจากบรรดามิจฉาชีพในสังคม โดยมีการประมาณการณ์ว่า ขณะนี้ ไทยมีเด็กเร่ร่อนข้างถนนทั่วประเทศอยู่ราว 30,000 คน เฉพาะในกรุงเทพฯ มีอยู่ราว 5,000 คน</p>



<p>ทั้งนี้ จากการศึกษาโครงการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการดูแลการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กข้างถนน ดร.วีระเทพกล่าวว่า สามารถแบ่งแนวทางการให้ความความช่วยเหลือเด็กออกเป็น 4 รูปแบบด้วยกันคือ 1) แนวทางเชิงป้องกัน (Preventive) 2) แนวทางเชิงรุก (Outreach) 3) แนวทางเชิงฟื้นฟู (Rehabilitation) และ 4) แนวทางเชิงลงโทษ (Correction)</p>



<p>สำหรับประเทศไทยที่มีการดำเนินการอยู่ในขณะนี้จะเน้นไปที่ 3 แนวทางหลัก โดยละเว้นแนวทางลงโทษไว้ เพราะแม้จะมีข้อดีที่ให้ความคุ้มครองเด็กได้ทันที และนำเด็กออกจากถนนได้เร็ว แต่ก็มีข้อเสียตรงที่เมื่อไม่มีมาตรการรองรับ เด็กเหล่านี้ก็จะกลับไปที่ท้องถนนเหมือนเดิม เพิ่มเติมก็คือมีประวัติที่ไม่น่าพิสมัยติดตัว เป็นการทำร้ายทำลายเด็กในทางอ้อม</p>



<p>ดร.วีระเทพ กล่าวว่า ทั้งการป้องกัน การรุก และการฟื้นฟู ล้วนเป็นแนวทางที่มีทั้งข้อดีและข้อเสียทั้งสิ้น <strong>อย่างการป้องกัน</strong> ข้อดีคือ เป็นการพยายามแก้ไขต้นตอของปัญหาก่อนที่เด็กจะก้าวเข้าสู่ท้องถนน หรือออกนอกระบบการศึกษา แต่ข้อเสียก็คือเป็นการตีตราบทบาทของครอบครัว ที่ต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่จะมีความพร้อมในการดูแลเด็กในปกครองของตนได้อย่างดี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1e63d7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/16-กสศ.-จุฬาฯและChildhope-Philippines-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ขณะที่การรุก</strong> ข้อดีคือช่วยให้เด็กตระหนักถึงสิทธิของตนในการเลือกที่จะใช้ชีวิตบนท้องถนน ให้ความรู้ในแบบที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของเด็ก แต่ข้อเสียก็คือเป็นวิธีที่อุดมคติ ไม่มีแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมชัดเจน และเสี่ยงทำให้เด็กกลายเป็นเด็กข้างถนนจนถึงคนข้างถนนอย่างเต็มตัว</p>



<p><strong>ส่วนแนวทางเชิงฟื้นฟู</strong>นี้ ข้อดีคือ ให้สิ่งอำนวยความสะดวก ทำให้เด็กแต่ละคนมีทักษะในการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสมกับตัวเด็กเอง แต่ข้อเสียก็คือ มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง จึงให้ความช่วยเหลือจำนวนมากไม่ได้ และการให้ที่พักให้เด็กเข้ามาฟื้นฟู เด็กบางรายอาจประสบปัญหาในการปรับตัว และทำให้เด็กกลับไปอยู่ตามท้องถนนเหมือนเดิม</p>



<p>ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือเด็กบนท้องถนนในไทย ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ กับภาคีประชาสังคม และสถานศึกษาในพื้นที่ โดยภาครัฐมีทรัพยากรและบทบาทสนับสนุนในการประสานส่งต่อเด็กสู่การเยียวยาและเข้าถึงระบบการศึกษา รวมถึงสนับสนุนงบประมาณการดำเนินการ ขณะที่ภาคประชาสังคมถือเป็นตัวขับเคลื่อนหลักเพราะมีความใกล้ชิดพื้นที่ มีประสบการณ์การทำงานในเชิงรุก ประสานงานร่วมมือกับชุมชนเพื่อติดตามผลได้</p>



<p>นอกจากนี้ หากเป็นไปได้ ก็น่าจะมีการสนับสนุนให้มีการทำ Case management เพื่อให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับเด็กเป็นกรณีๆ ไป</p>



<p>ดร.วีระเทพยังทิ้งท้ายด้วยการเน้นย้ำถึงบทบาทของกองทุนเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่มีความยืนหยุ่นในการให้ทุนสนับสนุนการศึกษาและการเรียนรู้ของเด็กผ่านภาครัฐ และภาคประชาสังคม มีการสนับสนุนการทำงานประสานงานกับเครือข่ายในพื้นที่ โดยนำร่องทำงานกับเด็กนอกระบบใน 20 จังหวัดทั่วไทยแล้ว และ กสศ.ยังมีบทบาทสำคัญในการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อสร้างระบบป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกต่อไป</p>



<p>การเสวนาครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะมูลนิธิภาคีเครือข่ายที่ทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กข้างถนนไทย ซึ่งในกรณีของไทยอาจจะแตกต่างจากฟิลิปปินส์ตรงที่ ในขณะที่เด็กเร่ร่อนของไทยมีเด็กอพยพจากเพื่อนบ้านเข้ามา ฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กจากชนบทอพยพเข้าเมืองใหญ่มากกว่า กระนั้น วิธีการทำงานและความท้าทายในการให้ความช่วยเหลือยังคล้ายคลึงกัน นั่นคือ ต้องช่วยเหลือเด็กให้ได้รับการศึกษา ขณะเดียวกันก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ทั้งร่างกาย จิตใจ ไปจนถึงครอบครัวของตัวเด็กเอง</p>



<p><strong>ด้าน นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและทุนการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> ได้กล่าวถึงความสำคัญของการจัดเวทีเสวนาในครั้งนี้ว่า เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ แนวทางปฎิบัติและตัวอย่างกรณีศึกษาทั้งในและต่างประเทศ นำมาแลกเปลี่ยน สอบถามเพื่อจะเป็นประโยชน์ในการนำมาประยุกต์ทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนข้างถนนของไทยต่อไป เพราะเด็กเร่ร่อนข้างถนนเหล่านี้ เป็นอีกกลุ่มเด็กเปราะบางพิเศษที่ ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการเข้ามาดูแลจัดการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-homeless-children/">กสศ.เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้กับจุฬาฯ และ  Childhope Philippines เพื่อเข้าถึงและดูแลกลุ่ม “เด็กข้างถนน” ของสังคม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ.ชวนสถาบันสายอาชีพ สร้างโอกาสเรียนสำหรับนร.ผู้มีความต้องการพิเศษ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-03-02-2021/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Feb 2021 10:07:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สอศ.]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.ปานเพชร  ชินินทร]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=26873</guid>

					<description><![CDATA[<p>กสศ.ชวนสถาบันการศึกษาสายอาชีพภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ ร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-03-02-2021/">กสศ.ชวนสถาบันสายอาชีพ สร้างโอกาสเรียนสำหรับนร.ผู้มีความต้องการพิเศษ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-26876" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/15-ผลิตบุคลากรสายอาชีพที่มีคุณภาพมีงานทำ_thum.jpg" alt="" width="864" height="454" /></p>
<p><strong>กสศ.ชวนสถาบันการศึกษาสายอาชีพภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ ร่วมสร้าง &#8216;ความพิเศษ&#8217; เป็น &#8216;พลัง&#8217; กับโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ(พิการ) ปี 2564 รุ่น 2 ในการสร้างโอกาสเรียนสายอาชีพ เพื่อผลิตบุคลากรสายอาชีพที่มีคุณภาพ  มีงานทำ พึ่งพาตนเองได้หลังจบการศึกษา หลังพบข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2560 พบว่ามีผู้พิการ ส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาเพียงระดับประถมศึกษา </strong></p>
<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดการประชุมออนไลน์ชี้แจง โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ ปี 2564 โดยมีสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนที่เปิดสอนสายอาชีพเข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์ (Zoom) กว่า 240 แห่ง และพร้อมส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนที่มีความบกพร่องด้านต่างๆ เช่น ทางร่างกาย สติปัญญา ได้รับโอกาสในการศึกษาในสายอาชีพ เพื่อการพัฒนาศักยภาพตนเอง และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ</p>
<p><strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร</strong><strong>.</strong><strong>ปานเพชร ชินินทร อนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง</strong> กล่าวว่า การเปิดโอกาสสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ (พิการ)​ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง จากฐานความเชื่อที่ว่าการจะพัฒนาประเทศได้ จำเป็นต้องใช้กำลังคนสายอาชีวศึกษาจำนวนมาก และจะต้องมอบโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาให้กับเด็กเยาวชนทุกกลุ่ม ให้ได้ขัดเกลาความรู้ความสามารถในตนเอง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ด้วยการศึกษา และภารกิจของ กสศ. คือการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยเฉพาะในด้านการมอบโอกาสทางการศึกษา และเสริมสร้างประสิทธิภาพของครูและสถาบันการศึกษา ดังนั้น หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญ คือการส่งเสริมสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มเยาวชนที่มีความต้องการพิเศษ (พิการ) ที่ยังขาดโอกาสทาง หรือแม้มีโอกาสเข้าถึงได้ ก็ประสบปัญหาเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน และ โอกาสในการมีงานทำ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิต</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-26880" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/15-ผลิตบุคลากรสายอาชีพที่มีคุณภาพมีงานทำ_Phot.jpg" alt="" width="864" height="575" /></p>
<p>“การที่ กสศ. ได้เปิดให้โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รองรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ (พิการ) ซึ่งในปีนี้เป็นรุ่นที่ 2 จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เยาวชนกลุ่มนี้ได้มีโอกาสทัดเทียมกับคนอื่นในสังคม การจะสร้างบุคลากรสายอาชีพที่มีคุณภาพได้นั้น จะต้องอาศัยการดูแลจากสถานศึกษา เพื่อสร้างความพร้อม สนับสนุนให้มีงานทำ พึ่งพาตนเองได้หลังจบการศึกษา ตรงนี้คือสิ่งที่เราคิดว่า คือการสร้างความพิเศษให้เป็นพลัง ซึ่ง กสศ. จำเป็นต้องร่วมมือกับสถาบันที่มีความพร้อมในการดูแลนักเรียนกลุ่มนี้จริงๆ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปานเพชร กล่าว</p>
<p>ขณะที่ <strong>น</strong><strong>.</strong><strong>ส</strong><strong>.</strong><strong>ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและทุนการศึกษา กสศ</strong><strong>.</strong> กล่าวว่า กสศ. ได้ดำเนินงานเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาสายอาชีพให้แก่เยาวชนที่มาจากครัวเรือนที่ยากลำบากและเยาวชนที่ด้อยโอกาส โดยในกลุ่มของกลุ่มเยาวชนพิการ นั้นจากข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2560 (Nation Statistics, 2018) พบว่ามีบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ ที่มีบัตรประจำตัวคนพิการเพียง 1 ใน 3 ที่ได้เข้ารับการศึกษา ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาในระดับประถมศึกษามากที่สุด ส่วนบุคคลที่มีความต้องการพิเศษในวัยทำงาน ช่วงอายุ 18-59 ปี ไม่มีงานทำถึงร้อยละ 59  เพื่อพัฒนารูปแบบ (Model) การจัดการศึกษาสายอาชีพให้เยาวชนผู้พิการ ตั้งแต่ปี 2563 กสศ. จึงร่วมกับ <strong>สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.),​ คณะครุศาสตร์ สาขาการศึกษาพิเศษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong>  และสถานศึกษาอาชีวศึกษานำร่องจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ <strong>วิทยาลัยการอาชีพพุทธมณฑล จ.นครปฐม, วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก กรุงเทพฯ, วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา จ.ชลุบรี, วิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่ และวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์</strong>  ได้สร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนผู้พิการ และพัฒนารูปแบบ (Model) การจัดการศึกษาที่จะตอบโจทย์ด้านการดูแลความเป็นอยู่ การพัฒนาทักษะชีวิต หลักสูตรการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาตามศักยภาพรายบุคคล และการทำงานกับสถานประกอบการเพื่อให้เกิดการมีงานทำหลังเรียนจบ โดยในปีนี้ กสศ. ขอเชิญชวนสถานศึกษาภาครัฐและเอกชนที่จัดการศึกษาในระดับ ปวส. ยื่นข้อเสนอโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ  และจะจัดให้มีกระบวนการพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอโครงการที่มีคุณภาพภายใต้งบประมาณที่สนับสนุนได้อย่างมีส่วนร่วม โดยมีเกณฑ์พิจารณาตามกรอบคุณภาพ 6 ด้าน</p>
<p><figure id="attachment_26877" aria-describedby="caption-attachment-26877" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-26877 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/15-ผลิตบุคลากรสายอาชีพที่มีคุณภาพมีงานทำ_bann1.jpg" alt="" width="864" height="575" /><figcaption id="caption-attachment-26877" class="wp-caption-text">น.ส.ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและทุนการศึกษา กสศ.</figcaption></figure></p>
<p>ได้แก่ 1.ด้านความพร้อมความเชื่อมั่นในคุณภาพสาขาหลักสูตร โอกาสการสนับสนุนงบประมาณจากภาคเอกชนในลักษณะ Matching Fund ประสบการณ์การจัดการศึกษาให้แก่เยาวชนกลุ่มเป้าหมาย ผลการผลิตนักศึกษาที่ได้รับการจ้างงานเป็นที่ยอมรับและพึงพอใจของสถานประกอบการ และชุมชนท้องถิ่น 2.การจัดแนะแนวและประชาสัมพันธ์เชิงรุกเกี่ยวกับทุนการศึกษาให้กับสถานศึกษาที่มีเยาวชนผู้พิการ 3.วิธีการค้นหาและคัดเลือกนักเรียนเข้ารับทุน ที่ยึดหลักการมีส่วนร่วม โปร่งใสและเป็นธรรม 4.ระบบดูแลความเป็นอยู่และสวัสดิภาพของผู้รับทุนให้สามารถเรียนจบตามกำหนดเวลา 5.การพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนให้มีคุณภาพตามสาขาวิชา นำไปสู่ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และทักษะการเป็นผู้ประกอบการ  และ 6. การส่งเสริมโอกาสการมีงานทำของผู้ที่จะจบการศึกษา เช่น การทำความร่วมมือกับภาคีทั้งภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น</p>
<p>น.ส.ธันว์ธิดา กล่าวว่า โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงฯ เป็นทุนแฝดที่ให้งบประมาณทุนการศึกษาแก่เยาวชน และงบประมาณสนับสนุนคุณภาพการทำงานทั้ง 6 ด้านของสถานศึกษาที่ผ่านเกณฑ์เข้าร่วมโครงการ เพื่อพัฒนาเป็นรูปแบบการจัดการศึกษาสายอาชีพที่มีประสิทธิภาพเสนอต่อภาคนโยบายต่อไป ภายใต้แนวคิดหลัก คือ สร้าง &#8216;ความพิเศษ&#8217; เป็น &#8216;พลัง&#8217; ที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมผลักดันให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของระบบการศึกษานำไปสู่การมีงานและชีวิตที่ดีของเยาวชนผู้พิการ</p>
<p><strong>“</strong><strong>โครงการดังกล่าวมุ่งหวังให้เป็นอีกหนึ่งกลไกช่วยพัฒนาผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษให้มีโอกาสทางการศึกษาได้เท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป และจะพัฒนาให้ผู้เรียนจนสำเร็จการศึกษา และมีงานทำ ผ่านแรงสนับสนุนของสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ สำหรับสถานศึกษาที่สนใจสามารถยื่นข้อเสนอผ่านระบบรับสมัครออนไลน์เท่านั้น ที่เว็บไซต์ </strong><a href="https://eefinnovet-special.com/" target="_blank" rel="noopener"><strong>https://eefinnovet-special.com/ </strong></a><strong>ตั้งแต่วันนี้ &#8211;</strong><strong> 15 </strong><strong>กุมภาพันธ์ พ</strong><strong>.</strong><strong>ศ</strong><strong>. 2564</strong><strong> หรือสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ </strong><strong>02-079-5475 กด 2 </strong><strong>ในวันและเวลาราชการ</strong><strong>” </strong>น.ส.ธันว์ธิดา กล่าว</p>
<p><figure id="attachment_26878" aria-describedby="caption-attachment-26878" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-26878 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/15-ผลิตบุคลากรสายอาชีพที่มีคุณภาพมีงานทำ_Phot_0.jpg" alt="" width="864" height="575" /><figcaption id="caption-attachment-26878" class="wp-caption-text">ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม หัวหน้าชุดโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</figcaption></figure></p>
<p><strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร</strong><strong>.ชนิศา ตันติเฉลิม</strong><strong> หัวหน้าชุดโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> กล่าวว่า โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ รุ่นที่ 1 ได้ดำเนินมาแล้ว 8 เดือน ซึ่งพบว่ามีสิ่งที่น่าสนใจหลายประการ ที่ทำให้เชื่อได้ว่า ทุกภาคส่วนสามารถร่วมมือกันสร้างความพิเศษให้เป็นพลังได้จริง จาก 8 เดือนที่ผ่านมา เราได้พบกับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษที่มีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้และฝึกฝนตนเอง เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องรับภาระในการดูแล เยาวชนหลากหลายกลุ่มที่มีทางเลือกหรือมีที่มาแตกต่างกัน เรามองว่าความพิเศษที่มีอยู่ในตัวของทุกคนนั้นสามารถพัฒนาศักยภาพไปได้ถึงจุดสูงสุด โดยสถานศึกษาและทุกคนในสังคม โดยเฉพาะสถานประกอบการและองค์กรภาคีเครือข่าย ที่จะเป็นผู้เปิดประตูการศึกษา และนำพาเยาวชนกลุ่มนี้ไปสู่การพึ่งพาตัวเองได้</p>
<p>“สถานศึกษาสายอาชีพก็มีต้นทุนที่ดี มีความยืดหยุ่น ความพร้อม และมีใจรักที่จะดึงศักยภาพของพวกเขาออกมา ไม่ว่าแต่ละคนจะมาด้วยความไม่พร้อมในด้านใดก็ตาม อีกส่วนหนึ่งคือระบบของวิทยาลัยที่มีการประสานเชื่อมโยงกับสถานประกอบการให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการทำงานจริง ซึ่งสิ่งที่เราจะหนุนเสริมเพิ่มเติมคือเรื่องของหลักสูตร และการติดตามว่าสถานศึกษาและสถานประกอบการทำงานร่วมกันอย่างไร สำหรับสิ่งที่เราอยากจะเห็นในปีถัดไป คือการที่สถาบันที่มีความพร้อมเข้ามาเป็นเครือข่ายในโครงการของเราเพิ่มขึ้น เพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุด และสร้างโอกาสดีๆ ให้เกิดขึ้นต่อไปในอนาคต” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม กล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-03-02-2021/">กสศ.ชวนสถาบันสายอาชีพ สร้างโอกาสเรียนสำหรับนร.ผู้มีความต้องการพิเศษ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มองศักยภาพการศึกษาไทยผ่านรายงานเวิลด์แบงก์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-11-12-20/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Dec 2020 09:32:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[PISA]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[UNICEF]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภูมิศรันย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[Strengthening the Foundation for Education Success in Thailand - PISA 2018]]></category>
		<category><![CDATA[Dr.Ronald Mutasa]]></category>
		<category><![CDATA[HCI]]></category>
		<category><![CDATA[Human Capital Index]]></category>
		<category><![CDATA[Fundamental School Quality Level]]></category>
		<category><![CDATA[FSQL]]></category>
		<category><![CDATA[Global Competence]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=24836</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาสำคัญ คือเรื่องของความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-11-12-20/">มองศักยภาพการศึกษาไทยผ่านรายงานเวิลด์แบงก์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>ปัญหาสำคัญ คือเรื่องของความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนที่มีความพร้อมทางทรัพยากร บุคลากร การเรียนการสอนที่มีคุณภาพ บรรยากาศของการเรียนที่ทำให้นักเรียนไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (belong) ของโรงเรียน ปัญหาการกลั่นแกล้ง (bullying) สิ่งแวดล้อมในโรงเรียน บ้าน  ซึ่งล้วนแต่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน</p></blockquote>
<p>วันก่อนธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวรายงานสองฉบับ คือรายงานดัชนีทุนมนุษย์ 2020 (Human Capital Index &#8211; HCI) โดยเฉพาะในส่วนของประเทศไทย และได้นำเสนอรายงานเรื่อง Strengthening the Foundation for Education Success in Thailand &#8211; PISA 2018 ซึ่งเป็นการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล PISA ของประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การจัดสรรทรัพยากร การกระจายตัวของครู ในกรณีของประเทศไทย โดยมีวิทยากรผู้นำเสนอจากธนาคารโลก คือ Dr.Ronald Mutasa (ประเด็น HCI) และ ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ (PISA 2018)  และได้เชิญ ตัวผมและผู้แทนจาก UNICEF และจาก จุฬาลงกรณ์ฯ มาร่วมพูดคุย เห็นว่ามีบางประเด็นน่าสนใจ เลยจะขอเล่าให้ฟังกันครับ</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-24813" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-6-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;">*** Human Capital Index 2020 ***</span></p>
<p>ในส่วนของรายงาน Human Capital Index 2020 นับเป็นปีที่ 2 ที่ทางธนาคารโลกได้จัดทำรายงานนี้ขึ้นมา (ครั้งแรกในปี 2018) เพราะทำการวิเคราะห์ว่า ประเทศต่างๆ ในโลก มีระดับของดัชนีทุนมนุษย์เท่าไร โดยมีดัชนีง่ายๆ แค่สามด้าน คือ 1.ด้านการรอดชีวิต (อัตราการรอดชีวิตของเด็กอายุ 5 ขวบ, อัตราการรอดชีวิตของผู้ใหญ่อายุ 15-60 ปี)  2.สุขภาพ (สัดส่วนเด็กอายุ 5 ขวบที่ไม่แคระเกร็น) และ 3.การศึกษา (จำนวนปีที่ได้เรียนในโรงเรียน คะแนนสอบมาตรฐานระดับนานาชาติ) ซึ่งกรณีของประเทศไทยมี HCI เพิ่มขึ้นมานิดหน่อย คือจาก 0.58 เป็น 0.6 ซึ่งเขาให้ความหมายว่า 0.6 หมายถึง เด็กที่เกิดในประเทศไทยนั้นเมื่อมีอายุ 18 ปี จะสามารถบรรลุระดับของทุนมนุษย์ได้สูงสุดประมาณ 60% ของศักยภาพที่เขาสามารถเป็นได้ พิจารณาจากสภาพแวดล้อมทางสุขภาพ และทางการศึกษาของประเทศ</p>
<p>ในขณะที่สิงคโปร์มี HCI 0.88 หมายถึง เด็กที่เกิดในสิงคโปร์ในวันนี้ จะสามารถมีโอกาสบรรลุศักยภาพของตนเองได้ถึง 88% เมื่อเขามีอายุ 18 ปี โดยในภาพรวมประเทศสิงคโปร์มีค่าดัชนีทุนมนุษย์สูงสุดในโลก ส่วนในภูมิภาคเรา เวียดนาม บรูไน ก็มีคะแนนสูงกว่าไทย กลุ่มประเทศ CLM จะอยู่กลุ่มท้ายสุด</p>
<p><a href="https://www.facebook.com/pumsaran/posts/10101667081906320" target="_blank" rel="noopener noreferrer">สัมภาษณ์เรื่องดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index)</a> (เคยเขียนไว้เมื่อสองปีที่แล้ว ปีนี้ก็ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนมากนัก)</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-24840" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-9.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-9.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-9-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-9-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/a-9-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>ที่น่าสนใจคือในกรณีของประเทศไทยที่แม้จะมี HCI สูงขึ้น แต่ปัจจัยด้านการศึกษา กลับเป็นปัจจัยที่มีระดับลดลง ทั้งในเรื่องของจำนวนปีการศึกษาในระดับปฐมวัย (Pre-primary)และมัธยมต้น (Lower-Secondary)  มีประเด็นน่าสนใจนิดหน่อยที่ทาง World Bank พยายามคำนวณเปรียบเทียบค่าคะแนนมาตรฐานการสอบของหลายประเทศมาไว้ด้วยกันให้เทียบกันได้ เรียกว่า Harmonized Test Score (เช่น ประเทศที่ไม่เคยเข้าสอบ PISA เขาก็จะแปลงคะแนนอื่นๆ ให้อยู่ใน scale ที่พอจะเอามาเทียบได้) ทำให้เราได้เห็นคะแนนของประเทศที่เราไม่ค่อยได้เห็น เช่น พม่า เขมร ลาว มาเปรียบเทียบด้วย ซึ่งน่าสนใจมาก เพราะเขาบอกว่าเขมรทำคะแนนได้ดีทีเดียว ทำคะแนนได้ดีกว่าไทย พม่ากับไทยสูสีกัน แต่ ลาว ยังห่างอยู่ แต่ก็อยู่ในระดับแถวๆ ฟิลิปปินส์  ก็เป็นตัวเลขที่น่าสนใจดี (แต่จะจริงหรือไม่ก็แล้วแต่จะคิด คงอยู่ที่หลักการทางเทคนิคที่เขาเอาคะแนนมาแปลงเพื่อเปรียบเทียบกัน)</p>
<p>[ระดับคะแนนสอบมาตรฐานของประเทศอาเซียน มีดังนี้ สิงคโปร์ (575) เวียดนาม (519) กัมพูชา (452) มาเลเซีย (446)  บรูไน (438) ไทย (427) พม่า (425) อินโดนีเซีย (395) ลาว (368) ฟิลิปปินส์ (362)]</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;">***PISA 2018 Report***</span></p>
<p>ในส่วนของรายงาน PISA 2018 ได้มีการเอาสถิติจาก PISA ของนักเรียนไทย มาวิเคราะห์ในหลาย ๆ ประเด็น พบว่า<strong>ปัญหาสำคัญ คือ เรื่องของความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนที่มีความพร้อมทางทรัพยากร บุคลากร การเรียนการสอนที่มีคุณภาพ บรรยากาศของการเรียนที่ทำให้นักเรียนไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (</strong><strong>belong) </strong><strong>ของโรงเรียน ปัญหาการกลั่นแกล้ง (bullying) </strong><strong>สิ่งแวดล้อมในโรงเรียน บ้าน  ซึ่งล้วนแต่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน รวมไปถึงเรื่องของความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงอุปกรณ์ ICT, Digital Device </strong><strong>ต่างๆ</strong> ซึ่งเห็นได้ชัดในช่วงที่มีการระบาดของ COVID-19 ทำให้ต้องมีการเรียนทางไกล</p>
<p>ซึ่งทางธนาคารโลกได้สรุปข้อเสนอออกมาเป็นสามประเด็นสำคัญๆ คือ 1. สนับสนุนให้โรงเรียนมีบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในโรงเรียนด้อยโอกาส 2. พัฒนาวิธีการสอน และการจัดการในชั้นเรียน เพื่อให้นักเรียนได้ใช้เวลาเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. สร้างสภาพแวดล้อมในการเรียนที่ปลอดภัย เพื่อให้นักเรียนมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสถานศึกษา</p>
<p>อ่านรายงานได้ที่ <a href="http://documents1.worldbank.org/curated/en/683311593415205230/pdf/Thailand-Programme-for-International-Student-Assessment-PISA-2018-Country-Report.pdf?fbclid=IwAR0DV4FHz5_NL6C4HRe3BkPWiWPyI1-wIvZkt60_feRe9-YZ_FPEdHuOa_w" target="_blank" rel="noopener noreferrer">PISA 2018 Programme for International Student Assessment</a></p>
<p>ระยะเวลาที่ผ่านมา กสศ. ก็ได้มีความร่วมมือทางวิชาการกับธนาคารโลกและ สพฐ.ในเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาให้เพียงพอทั่วถึง ภายใต้ชื่อโครงการ Fundamental School Quality Level (FSQL) ซึ่งจะเป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ จัดทำแผนที่ เก็บข้อมูลด้านทรัพยากรของโรงเรียน เพื่อที่จะให้เห็นความขาดแคลน การเข้าถึงทรัพยากรของแต่ละโรงเรียนและทำให้ทาง สพฐ. ได้มีมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมลงไปได้ต่อไป  ซึ่งธนาคารโลกได้เคยทำการสำรวจในโครงการนี้กับประเทศเวียดนาม และสามารถผลักดันให้รัฐบาลเวียดนามปรับระบบการจัดสรรทรัพยากรให้สามารถไปสนับสนุนโรงเรียนได้อย่างมีมาตรฐานอย่างน้อยในระดับขั้นต่ำ มากขึ้น  (อาจจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยพัฒนาการศึกษาของเวียดนาม)</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-24841" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-8.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-8.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-8-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-8-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/b-8-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;">** PISA 2018 Global Competence ** </span></p>
<p><strong>ช่วงสองเดือนที่ผ่านมา PISA </strong><strong>เพิ่งเปิดเผยรายงานผลการวิเคราะห์เรื่อง Global Competence </strong><strong>ของนักเรียนจากทั่วโลก และผมได้ลองเอามานั่งวิเคราะห์ดู เห็นว่าน่าสนใจ จึงนำไปแชร์ในวงธนาคารโลกด้วย ปัญหาที่นักวิจัยจากธนาคารโลกมองเห็นคือนักเรียนไทยมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (belonging) </strong><strong>กับโรงเรียนน้อย อาจจะเกือบต่ำที่สุดในโลก เป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง&#8230; แต่เป็นเพราะอะไร ถ้าหากติดตามปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียนในช่วงที่ผ่านมาก็จะเห็นได้ว่าพวกเขาก็พยายามจะสะท้อนเรื่องพวกนี้ออกมาเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลงโทษแบบเกินขอบเขต การกลั่นแกล้งในโรงเรียน และปัญหาอื่นๆ  ซึ่งหลายๆ ประเด็นก็ได้สะท้อนออกมาในรายงานของ PISA Global Competence </strong><strong>เช่นกัน </strong></p>
<p><strong>จากการเก็บข้อมูลพบว่าถึงแม้ว่าเด็กไทยอาจจะไม่ใช่กลุ่มที่มีความรู้สูง หรือทำคะแนนสอบได้ดีนัก (ทำการทดสอบ PISA Global Competency ได้อันดับ 20 จาก 26 ประเทศที่เข้าร่วมทดสอบ) แต่ก็เป็นกลุ่มที่ใส่ใจในเรื่องปัญหาสังคมสูงกว่านักเรียนจากหลายๆ ประเทศ ที่น่าสนใจคือเป็นกลุ่มที่นิยมใช้ Facebook/Twitter สูงที่สุดในโลก (อันดับ 1 จาก 66 ประเทศ) มองตนเองว่าเป็นพลเมืองโลก (สูงเป็นอันดับ 13 จาก 66 ประเทศ) ใส่ใจต่อประเด็นเช่นความเหลื่อมล้ำทางเพศ (อันดับ 6 จาก 66 ประเทศ)  ร่วมในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม (อันดับ 10 จาก 66 ประเทศ) คิดว่าตนสามารถแก้ปัญหาแก่โลกได้ (อันดับ 14 จาก 66 ประเทศ)</strong></p>
<p>ส่วนจุดด้อยของเยาวชนไทยคือความเข้าใจเห็นใจต่อคนที่มีวัฒนธรรมแตกต่างจากตนในระดับที่ต่ำมากในเกือบทุกดัชนี  (อันดับ 65 จาก 66 ประเทศ) ไม่ให้คุณค่าในวัฒนธรรมความเชื่อของคนที่มีความเชื่อหรือวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป (อันดับ 66 อันดับสุดท้าย) ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจครับ น่าจะเอาจุดแข็งหรือจุดอ่อนตรงนี้ของเยาวชนไทย มาใช้ในการพัฒนาการศึกษาได้เหมือนกัน (เช่นถ้าเด็กนักเรียนสนใจเรื่องประเด็นทางสังคม ก็นำพาให้เขาได้ลงไปศึกษาเชื่อมโยงกับประเด็นอื่นๆ ที่สามารถทำได้ จะได้มีความสุขในการเรียนมากขึ้น ส่งเสริมในเรื่อง empathy ทำให้เข้าใจเห็นใจคนที่มาจากต่างวัฒนธรรมความเชื่อมากขึ้น ซึ่งหลายโรงเรียนที่ค่อนข้างก้าวหน้าก็ได้ลงมือทำบ้างแล้ว)</p>
<p>จริงๆ การสำรวจนี้ทำขึ้นในช่วงสองปีที่แล้ว แต่ผลก็ดูจะสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศอยู่เหมือนกัน</p>
<p><figure id="attachment_24849" aria-describedby="caption-attachment-24849" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24849 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/7.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/7.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/7-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24849" class="wp-caption-text">ดัชนีความแตกต่างของความขาดแคลนทรัพยากรในโรงเรียนและการขาดแคลนบุคลากร (ความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนที่มีฐานะดีและยากจน)</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_24850" aria-describedby="caption-attachment-24850" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24850 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/6.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/6.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/6-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24850" class="wp-caption-text">นักเรียนไทยมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน (Belong) ที่ต่ำในระดับท้ายๆ ของโลก</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_24851" aria-describedby="caption-attachment-24851" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24851 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/3-2.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/3-2.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/3-2-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24851" class="wp-caption-text">ผลของ PISA 2018 ด้าน Global Competence ของไทย มีประเทศเข้าร่วม 66 ประเทศ</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_24853" aria-describedby="caption-attachment-24853" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24853 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/4-2.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/4-2.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/4-2-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24853" class="wp-caption-text">นักเรียนไทยมีการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อความเสมอภาคทางเพศ (แกน Y) และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (แกน X) สูง เทียบกับหลายๆ ประเทศ</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_24854" aria-describedby="caption-attachment-24854" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24854 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/1-2.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/1-2.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/1-2-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24854" class="wp-caption-text">นักเรียนไทยคิดว่าตนเองเป็นพลเมืองโลก อยู่ในระดับต้น ๆ (แกน Y) และเชื่อว่าตนเองสามารถทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหาให้แก่โลกได้ (แกน X)</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_24855" aria-describedby="caption-attachment-24855" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24855 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/8.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/8.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/8-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24855" class="wp-caption-text">นักเรียนไทยมีการใช้ Facebook/Twitter สูงที่สุดในโลก และติดตามประเด็นทางสังคมอื่นๆ ของโลกในระดับที่สูงพอสมควร</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_24857" aria-describedby="caption-attachment-24857" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24857 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/10.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/10.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/10-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24857" class="wp-caption-text">อย่างไรก็ตาม นักเรียนไทยมีคะแนนสอบวัดผลในเรื่องเกี่ยวกับความรู้เรื่องต่างๆ ในโลกน้อย และมีความตระหนักเกี่ยวกับการสื่อสารระหว่างวัฒธรรมต่ำ</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_24859" aria-describedby="caption-attachment-24859" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24859 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/5-1.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/5-1.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/5-1-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24859" class="wp-caption-text">คะแนนสอบมาตรฐานระดับนานาชาติ (ที่ WB พยายามเอาคะแนนหลายๆ กลุ่มมาทำให้เป็นมาตรฐานที่เทียบกันได้) พบว่าในอาเซียน นอกจากสิงค์โปร์ กับ เวียดนาม ที่รู้กันว่ามีคะแนนสูงแล้ว กัมพูชา กับ พม่า ก็ยังทำคะแนนได้ดีทีเดียว โดยสูงพอๆ กับกลุ่ม ไทย มาเลเซีย บรูไน ส่วน ลาว ฟิลิปปินส์ ยังอยู่ท้ายสุดในอาเซียน</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_24860" aria-describedby="caption-attachment-24860" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24860 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/2-2.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/2-2.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/2-2-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24860" class="wp-caption-text">ความสัมพันธ์ระหว่าง ดัชนีทุนมนุษย์ กับ ค่า GDP ต่อหัวของประเทศ สิงคโปร์สูงที่สุดในโลก เวียดนามมีดัชนีที่สูงกว่าไทย ไทยอยู่พอๆ กับมาเลเซีย บรูไน</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_24861" aria-describedby="caption-attachment-24861" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-24861 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/9.jpg" alt="" width="640" height="398" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/9.jpg 640w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/12/9-300x187.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption id="caption-attachment-24861" class="wp-caption-text">นักเรียนไทยมีความเหลื่อมล้ำของการเข้าโรงเรียนตามฐานะสูงมากในโลก</figcaption></figure></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-11-12-20/">มองศักยภาพการศึกษาไทยผ่านรายงานเวิลด์แบงก์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ผศ.อรรถพล” เปิดโมเดล “Remote Learning” ปรับการเรียนการสอนรับ COVID-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/93-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 12 Apr 2020 12:09:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[Remote Learning]]></category>
		<category><![CDATA[Learning Package]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=12673</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรียนออนไลน์อย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีรูปแบบอื่นเสริมด้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/93-2/">“ผศ.อรรถพล” เปิดโมเดล “Remote Learning” ปรับการเรียนการสอนรับ COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4 style="text-align: center;">เรียนออนไลน์อย่างเดียวไม่พอ<br />
แต่ต้องมีรูปแบบอื่นเสริมด้วย</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ท่ามกลางมาตรการเฝ้าระวังเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรณรงค์ให้คนอยู่บ้าน ลดการเดินทางและ รักษาระยะห่างในสังคม ซึ่งมีแนวโน้มที่จะยืดเวลาออกไปนานกว่าที่คาดการณ์กันไว้ ทำให้หลายภาคส่วนต้องปรับตัว โดยเฉพาะสถานศึกษาที่อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมรับมือสำหรับการเปิดภาคการศึกษาใหม่ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><b>“ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล” </b><span style="font-weight: 400;">ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน </span><span style="font-weight: 400;">คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเมินว่า เท่าที่เห็นเวลานี้หลายคนยังมองไปแต่การใช้เครื่องมือทางออนไลน์เข้ามาเป็นสื่อการเรียนการสอน ซี่งในทางปฏิบัติแล้วอาจต้องใช้ช่องทางอื่นที่ไม่ใช่ออนไลน์เข้ามาร่วมด้วยเพื่อให้ตอบโจทย์ตรงกับความต้องการของเด็กและโรงเรียนในแต่ละพื้นที่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">“Remote Learning”<br />
โมเดลการศึกษาที่ครอบคลุมได้ทุกพื้นที่</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-12679" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_02.png" alt="" width="3563" height="2372" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_02.png 3563w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_02-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_02-1024x682.png 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_02-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_02-1536x1023.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_02-2048x1363.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_02-750x499.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_02-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 3563px) 100vw, 3563px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับพื้นที่ห่างไกล ถือเป็นอีกพื้นที่ที่ต้องให้ความสำคัญ ซึ่งการออกแบบการเรียนการสอนในสถานการณ์นี้ควรเป็นแบบ </span><b>“Remote Learning” </b><span style="font-weight: 400;">ที่ครอบคลุมทั้งการเรียนออนไลน์และออฟไลน์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตามความพร้อมและความเหมาะสม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากโรงเรียนมีความพร้อมก็ใช้เป็นแบบออนไลน์ แต่หากไม่พร้อมก็ใช้เป็นออฟไลน์  โดยการเข้าไปสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนา มีจุดร่วมของการสื่อสารระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครอง มีการจัดชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เรียกว่า  </span><b>“Learning Package”</b><span style="font-weight: 400;"> ให้ทางโรงเรียนสามารถเลือกนำไปใช้ได้ ซึ่งจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงชั้นปี เช่น  เด็ก ป.5- ป.6 อาจจะเรียนด้วยตัวเองได้ โดยมีผู้ใหญ่คอยตรวจการบ้านตอนเย็น หรือหากเป็นเด็กชั้น ป.1 -ป.3  อาจต้องมีผู้ใหญ่ประกบใกล้ชิด  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และสถานการณ์ตอนนี้จำเป็นต้องอาศัย ผู้ปกครองเข้ามาสนับสนุนทำงานร่วมกับคุณครู เช่น มีการกำหนดให้มารับ </span><b>Learning Package </b><span style="font-weight: 400;">ทุกสองสัปดาห์  โดยครูจะอธิบายว่าต้องทำอะไรบ้าง มีวิธีการสื่อสารอย่างไร หากไม่มีอินเ</span><span style="font-weight: 400;">ท</span><span style="font-weight: 400;">อร์เน็ตก็อาจใช้มือถือเข้ามาช่วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: center;">“คุณครู” มีบทบาทสำคัญ<br />
ในการขับเคลื่อนการศึกษาทางไกล</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-12680" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_03.png" alt="" width="3563" height="2372" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_03.png 3563w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_03-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_03-1024x682.png 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_03-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_03-1536x1023.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_03-2048x1363.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_03-750x499.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_03-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 3563px) 100vw, 3563px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผศ.อรรถพล ยกตัวอย่างเพิ่มว่า ในส่วนของเด็กประถมต้นนั้น ควรมีการจัดตารางดูแลชีวิตเด็กว่าวันหนึ่งเขาต้องทำอะไรบ้างเวลาอยู่บ้าน เช่น ครูที่อินเดียจะจัดตารางให้เด็ก เพื่อให้เป็นไอเดียสำหรับคุณพ่อคุณแม่ว่าจะดูแล</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">บุตรหลานอย่างไร จะสร้างการเรียนรู้กันด้วยวิธีไหนได้บ้างในระหว่างนี้  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กรณีของอังกฤษซึ่งเป็นโรงเรียนในชุมชน ครูจะทำหน้าที่คอยประสานกับผู้ปกครองเวลาอธิบายให้บุตรหลานฟังหรือบางครั้งก็ขับรถหิ้วกระดานไปสอนนักเรียนถึงหน้าบ้าน  ซึ่งคอนเซ็ปต์นี้เป็นของโรงเรียนในชุมชนที่ไม่ต้องเดินทางไกลมาก แต่หากเป็นพื้นที่ที่ห่างไกล เดินทางไปได้ยาก ก็จะใช้ Learning Package แทน</span></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;"> “ทั้งหมดนี้เป็นไอเดีย ซึ่งคุณครูที่โรงเรียนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ  เพราะเขาจะรู้จักบริบทของโรงเรียน และเด็กนักเรียนได้ดีที่สุด รู้ว่าจะจัดระบบอย่างไร  เด็กเขาควรจะทำกิจกรรมประเภทไหน วัดผลอย่างไร” ผศ. อรรถพล กล่าว</span></p></blockquote>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-12682" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_04.png" alt="" width="3564" height="2372" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_04.png 3564w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_04-300x200.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_04-1024x682.png 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_04-768x511.png 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_04-1536x1022.png 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_04-2048x1363.png 2048w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_04-750x499.png 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/eef_remote_banner_04-272x182.png 272w" sizes="(max-width: 3564px) 100vw, 3564px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากเป็นกรณีของผู้ปกครองที่มีข้อจำกัด เช่น เป็นชนเผ่าไม่สามารถใช้ภาษาไทย โรงเรียนก็จะมีบทบาทสำคัญเช่นกันที่จะช่วยคิดหาทางแก้ไข เช่น ให้ครูลงพื้นที่ไปช่วยสอนวิชานี้ตอนเช้าสอน ป.1-3  ตอนบ่าย ป.4-5 ลงไปวันเดียวอาจสอนได้ทุกชั้น หรืออาจไปเป็นคู่ ครูสอนภาษาไทย-อังกฤษ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ที่ <strong>“หน่วยงานภาคการศึกษาท้องที่”</strong> ว่าจะออกแบบการเรียนการสอนอย่างไรให้เหมาะสม </span><span style="font-weight: 400;">ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/93-2/">“ผศ.อรรถพล” เปิดโมเดล “Remote Learning” ปรับการเรียนการสอนรับ COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
