<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6-2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 24 Feb 2025 07:53:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>‘เปลี่ยนระบบ-ปิดช่องว่าง-เพิ่มความยืดหยุ่น’ การบ้านเพื่อการศึกษาที่เสมอภาคของทุกคน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/reducing-education-inequality-examples/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 23 Feb 2025 07:53:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=91237</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา’ ยังคงเป็นหนึ่งในควา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/reducing-education-inequality-examples/">‘เปลี่ยนระบบ-ปิดช่องว่าง-เพิ่มความยืดหยุ่น’ การบ้านเพื่อการศึกษาที่เสมอภาคของทุกคน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา’ ยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของสังคมไทยในปี 2568 ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันหาทางแก้ไข พร้อมตั้งคำถามถึงโครงสร้างและนโยบายของระบบการศึกษาปัจจุบันที่ยังปล่อยให้เด็กไทยจำนวนมากหลุดออกจากเส้นทางการเรียนรู้เช่นนี้</p>



<p>ถึงเวลาที่สังคมไทยจะร่วมกันออกแบบระบบการศึกษาใหม่ เพื่อโอบรับทุกคนโดยไม่ทิ้งเด็กหรือเยาวชนคนใดไว้เบื้องหลัง</p>



<p>วันโอวันจึงชวนมองตัวอย่างการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การค้นหาเด็กนอกระบบในพื้นที่ และการจัดการศึกษายืดหยุ่นจากมุมมองของหน่วยงานและองค์กรที่ลงมือแก้ปัญหา เพื่อต่อจิ๊กซอว์ปัญหาในภาพใหญ่และเป็นแรงบันดาลใจสู่การสร้างพื้นที่การเรียนรู้รูปแบบอื่นๆ ที่จะช่วยรองรับเด็กที่เสี่ยงจะร่วงหล่นออกจากเส้นทางการเรียนรู้</p>



<p><br><em>หมายเหตุ: เก็บความบางส่วนจาก </em><a href="https://www.facebook.com/share/v/19t5cYu7ZG/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>Equity Forum 2025 ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</em></a><em> ซึ่งจัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568</em></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-left"><strong>ค้นหาเด็กนอกระบบ</strong><strong>-ปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยพลังท้องถิ่น</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2d3f27"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739890609_576383-the101world.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(จากซ้าย) พลวัฒน์ การุญภาสกร, รุ่งกานต์ สิริรัตน์เรืองสุข, บัญชา ศรีชาหลวง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เริ่มต้นจาก&nbsp;<strong>รุ่งกานต์ สิริรัตน์เรืองสุข</strong>&nbsp;รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา ยืนยันว่า การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งในสังคม เธอระบุว่าเมื่อเห็นข้อมูลว่ามีเด็กไทยอยู่นอกระบบการศึกษามากกว่าล้านคน ขณะที่ในจังหวัดยะลามีหมื่นกว่าคน ทำให้เธอเกิดการตั้งคำถามถึงต้นตอสาเหตุและต้องการแก้ไขปัญหาว่า ทำไมระบบการศึกษาไม่สามารถทำให้เด็กอยู่ในระบบได้</p>



<p>นอกจากนี้เธอยังสะท้อนภาพที่พบจากการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงว่ามีปัญหาซับซ้อนที่เกิดขึ้นในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นความยากจนในครอบครัวหรือปัญหาคุณแม่วัยใส จึงมีการจัดทีมสหวิชาชีพเข้าไปดูแลเด็กที่หลุดออกจากระบบด้วยปัญหาเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ทั้งยังมีกลไกที่เชื่อมโยงกันเพื่อเข้าไปช่วยเหลือเด็กนอกระบบ</p>



<p>“จากข้อมูลภาพใหญ่ที่ได้มาทำให้ต้องมีการสำรวจลงไปถึงระดับครอบครัวต่างๆ เราเริ่มจากสำรวจข้อมูลไปสู่การสร้างกลไก เพราะเด็กหนึ่งคนที่หลุดจากระบบการศึกษาไม่ได้มีแค่ปัญหาเดียว แต่ยังมีทั้งปัญหาสุขภาพ ปัญหาภายในครอบครัว เราจึงมีบัณฑิตอาสาทุกๆ หมู่บ้าน เพื่อเข้าถึงเด็กและเยาวชนได้ง่าย และต้องมีต้องมีจิตวิทยาในการพูดคุยกับเด็ก” รุ่งกานต์กล่าว</p>



<p>รุ่งกานต์ย้ำว่า กลไกสำคัญคือกลไกระดับพื้นที่ค่อยๆ ซึมลงเป็นหน่วยย่อยลงไป ที่สำคัญคือเรื่องความยั่งยืน คนในพื้นที่ต้องเป็นผู้ดูแลจัดการอย่างสม่ำเสมอ หรือการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดูแลภายในพื้นที่ จึงเป็นแนวทางให้คนที่อยู่ใกล้ปัญหาจริงเป็นผู้ขับเคลื่อน เพื่อขยายผลการแก้ปัญหา ทั้งยังจำเป็นต้องเน้นนโยบายตั้งแต่ภาพใหญ่ลงมายังระดับท้องถิ่น แผนพัฒนาท้องถิ่นจะทำให้นโยบายเป็นรูปธรรมได้มากขึ้นหากมีเป้าหมายเดียวกัน</p>



<p>“บางทีแผนไปคนละทิศละทาง อยู่ที่ช่วงเวลาที่กำหนดไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จำเป็นต้องแก้ตั้งแต่นโยบายในการกำหนดไทม์ไลน์ให้ตรงกัน อีกทั้งฐานข้อมูลก็สำคัญ ที่ผ่านมามีฐานข้อมูลเยอะมาก แต่เป็นลักษณะต่างคนต่างเก็บ ต่างคนต่างทำ แต่ไม่มีการเชื่อมโยงเป็นแพลตฟอร์มเดียวกัน ควรมีการดีไซน์และแชร์ข้อมูลในการทำงานตามความรับผิดชอบ ต้องมีการอัปเดตข้อมูล ต้องแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่เก็บไว้เพียงเท่านั้น” รุ่งกานต์ขยายความ</p>



<p>ขณะที่&nbsp;<strong>บัญชา ศรีชาหลวง</strong>&nbsp;นายก อบต.พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การพัฒนาคนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร หน่วยงานจำเป็นต้องดูแลเด็กเยาวชนในวัยเรียน มีการสำรวจพื้นที่ มุ่งเน้นพัฒนาเด็กที่หลุดจากการศึกษา และดึงกลับเข้ามาสู่ระบบให้ได้ เพื่อให้มีโอกาสต่อยอดการทำงาน จากนั้นมิติต่อไปคือการขยายผล รวมถึงร่วมงานกับสถาบันการศึกษาให้ได้มีโอกาสเรียนรู้และทำงาน ค้นคว้า ไปจนถึงพัฒนา และส่งต่อไปถึงจุดหมาย เป้าหมายหลักคือเด็กต้องมีองค์ความรู้เป็นหลักสูตรท้องถิ่นที่ต่อยอดอาชีพการงานได้ การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญและเป็นฟันเฟืองในการพัฒนาท้องถิ่น&nbsp; &nbsp;</p>



<p>“คนที่หลุดออกจากระบบไปแล้วเขาไม่รู้ว่าจะมีโอกาสในการศึกษาอย่างไรได้บ้าง ดังนั้น เมื่อได้ข้อมูลก็ต้องดูแลให้ดี เด็กทุกคนสมควรได้รับการศึกษาตามความสนใจ เด็กหลายคนมีศักยภาพ เพราะเด็กไม่ใช่ภาระ แต่เป็นพลัง อยู่ที่ว่าจะดึงศักยภาพออกมายังไง ซี่งเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำให้ได้</p>



<p>“เป้าหมายในการพัฒนาคนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ความชัดเจนของนโยบายสำคัญมาก ปัจจุบันมีข้อต่อที่ทำให้เกิดช่องว่าง เราอยากสนับสนุนเด็กที่มีความตั้งใจแต่ไม่มีทุนทรัพย์ เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิตคน ไม่ใช่ภาพรวมที่เป็นฉากทัศน์ลอยๆ ถ้ามีการสั่งการอย่างเป็นระบบ แนวทางนโยบายในการกระจายอำนาจยิ่งจะทำให้มีประสิทธิภาพ” บัญชากล่าว</p>



<p>ส่วน&nbsp;<strong>พลวัฒน์ การุญภาสกร</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการจัดการศึกษาท้องถิ่น เน้นย้ำว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีหน้าที่กำกับดูแลเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาต้องมีเป้าหมายเพื่อให้เป็นบริการสาธารณะที่จัดสรรอย่างมีคุณภาพและพยายามทำให้ผู้เรียนได้มีการศึกษาอย่างเท่าเทียม</p>



<p>“อย่างโครงการเรียนฟรี 15 ปี ก็ต้องจัดสรรงบประมาณให้ครอบคลุมเด็กทุกคน มีการจัดสรรทุนให้เด็กที่ขาดทุนทรัพย์ มีการออกระเบียบจัดการที่ให้สถานศึกษามีความคล่องตัวในการบริหารสถานศึกษา ถ้ามีเด็กยากไร้จำนวนมาก ก็ต้องมีงบประมาณพอจะสามารถมอบทุนให้ได้ เพื่อเป็นแนวทางดึงเด็กไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์</p>



<p>“เรายังสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีทุนสำหรับเด็กด้อยโอกาสมากขึ้น ต้องลงไปสำรวจว่ามีเด็กคนไหนที่หลุดออกจากระบบ เพื่อดึงกลับมาสอนความรู้ในการพัฒนาอาชีพ ที่ผ่านมาหลายองค์กรมีข้อจำกัดเรื่องอำนาจหน้าที่ ไปจนถึงเรื่องงบประมาณ ทำให้ต้องมีเกณฑ์ในการมอบทุนการศึกษา แต่หากท้องถิ่นมีวิสัยทัศน์เป็นของตัวเอง เราต้องสร้างตรงกลางร่วมกัน และมีระบบนิเวศที่ไปในทิศทางเดียวกัน” พลวัฒน์กล่าว</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-left"><strong>เมื่อโจทย์ชีวิตมีหลากหลาย พื้นที่เรียนรู้ต้องยืดหยุ่น</strong></h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-262d7b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739890633_316837-the101world.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(จากซ้าย) นิยม ไผ่โสภา, รัศมี อืดผา, แจนเน็ต รุ้งสิทธิกุล, พิมพ์ชนก จอมมงคล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เมื่อพูดถึงการศึกษาที่ยืดหยุ่น&nbsp;<strong>นิยม ไผ่โสภา</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. กล่าวตั้งต้นว่าเป็นระบบการศึกษาที่โฟกัสไปที่ตัวนักเรียนว่าจะเรียนดีอย่างไรให้มีความสุขไปพร้อมกัน ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่ต้องเป็นตัวตั้งต้นการออกแบบการศึกษาคือความสุขของนักเรียน ใครมีความสามารถด้านไหนก็ต้องผลักดัน และต้องแบ่งเป็นการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ หรือการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต</p>



<p>“ผมอยากให้เห็นภาพว่าความต้องการของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราต้องทำให้เขาเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา มีเทคโนโลยีช่วยเหลือ เพื่อให้จำนวนเด็กนอกระบบการศึกษาลดลง จากเดิมที่ห้องเรียนคือห้องสี่เหลี่ยมซึ่งเป็นกรอบจำกัด แต่ตอนนี้เขาต้องการเรียนด้วยตัวเอง&nbsp;</p>



<p>“เรามีโครงการ&nbsp;‘พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนมาให้น้อง’&nbsp;เมื่อก่อนการเรียนคือห้องสี่เหลี่ยม ต้องเรียนตามตำราเป๊ะๆ แต่ตอนนี้ใครมาเรียนไม่ได้ก็ต้องมีการออกแบบการเรียนตามวิถีชีวิตของเด็กที่มีข้อจำกัดซึ่งไม่ได้เข้าระบบทั่วไป การเรียนต้องมีความยืดหยุ่น และขึ้นอยู่กับบริบทความแตกต่างของเด็กแต่ละคน</p>



<p>“ความท้าทายคือการทำให้นโยบายที่ดีไม่ขาดตอนไป เพื่อไม่ให้เด็กต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาอีก นี่เป็นสิ่งที่พวกเราต้องผนึกกำลังกัน ต้องร่วมมือกัน และเป็นวาระแห่งชาติที่เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษา และต้องจบการศึกษา” นิยมสรุป</p>



<p>จากประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาของ&nbsp;<strong>พิมพ์ชนก จอมมงคล</strong>&nbsp;ศูนย์การเรียน CYF บอกว่าอีกหนึ่งทางเลือกของผู้เรียนคือศูนย์การเรียนที่ยืดหยุ่นหรือการศึกษาตามอัธยาศัย มีการเทียบโอนระหว่างรูปแบบที่นำมาประยุกต์กับเด็กในระบบการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้เป็นการปฏิรูปการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เธอเน้นย้ำว่าชุมชนก็เป็นเจ้าของการจัดการศึกษาและมีหุ้นส่วนการศึกษากับระบบการศึกษารูปแบบอื่นได้ เพื่อเป็นการศึกษาที่ไร้รอยต่ออย่างแท้จริง และเป็นหน่วยการเรียนที่มีศักยภาพ</p>



<p>“เราทำหน้าที่เป็นศูนย์การเรียนที่โยงเข้ากับระบบการศึกษาในการเทียบโอน ออกวุฒิกับหลักสูตรแกนกลาง เพื่อนำมาบูรณาการผ่านหลักสูตรแกนกลาง เห็นภาพว่าหน้าบ้านออกวุฒิ แต่เราก็เป็นเหมือนระบบหลังบ้านในการจัดการศึกษา ผนวกกับศูนย์การเรียนรู้อื่นๆ และมีเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้</p>



<p>“นอกจากนี้ เรายังเชื่อมต่อการศึกษาเข้ากับการเรียนรู้ในวิถีชีวิต เช่น การทำนา การทำสวน ซึ่งเป็นทักษะต่างๆ ที่ดึงศักยภาพออกมาได้ มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาประกอบเพื่อการเรียนรู้ มีการสอนออนไลน์เพื่อให้การเรียนยืดหยุ่น และเลือกเรียนรู้ตามศาสตร์ต่างๆ ตามความสนใจของเด็กได้ และเท่าทันเทคโนโลยีทุกรูปแบบ” พิมพ์ชนกกล่าว</p>



<p>ต่อประเด็นการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น&nbsp;<strong>รัศมี อืดผา</strong>&nbsp;ครู สกร. อำเภอเมืองบึงกาฬ เน้นย้ำถึง ‘ความยืดหยุ่น’ จากวิถีชีวิตที่ผู้เรียนมี ตั้งแต่วัฒนธรรมที่มีในท้องถิ่นเป็นต้นทุนของประชาชนในพื้นที่ หลักสูตรที่เกิดจากชุมชนจะเชื่อมโยงการเรียนรู้ได้ ไม่ใช่แค่ฝึกอาชีพ แต่ใช้อาชีพเป็นเครื่องมือสร้างการเรียนรู้ให้กับทุกคน ออกมาเป็นหลักสูตรที่ผู้เรียนสนใจนำไปต่อยอดได้</p>



<p>นอกจากนี้เธอเสริมว่าชุมชนควรจะมีโอกาสออกแบบตั้งแต่ต้นทาง วิเคราะห์ความเป็นไปได้ เพื่อเป็นระบบและมีความยั่งยืนในการออกแบบความรู้สำหรับคนในพื้นที่โดยเฉพาะ มีการสร้างเครือข่ายชุมชนเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสิ่งที่บูรณาการ อีกทั้งครูในโรงเรียนต้องมีเป้าหมายร่วมกันเพื่อมีเส้นทางที่ชัดเจน</p>



<p>“อีกจิ๊กซอว์สำคัญคือผู้ปกครอง เราต้องมีการศึกษาที่มีแนวคิดเพื่อการสร้างคุณค่า เด็กส่งเสริมชุมชน และชุมชนส่งเสริมเด็กในเวลาเดียวกัน ครูต้องเข้าถึงชีวิตและจิตใจของผู้คน สร้างการเรียนรู้และเริ่มต้นจากผู้เรียนอย่างแท้จริง เพื่อสร้างโอกาสความเป็นไปได้ และต่อยอดคุณภาพชีวิตได้ดี” รัศมีกล่าว</p>



<p>ในขณะที่ฝั่งเอกชน&nbsp;<strong>แจนเน็ต รุ้งสิทธิกุล</strong>&nbsp;Senior Marketing Manager Brand Purpose and KFC Foundation (Work &amp; Study) อธิบายว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดคือทุกภาคส่วนต้องสามารถเข้ามาช่วยเหลือภาคการศึกษาได้ เพราะกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศคือคุณภาพของคน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อน</p>



<p>“ที่ผ่านมาเราตามหาน้องๆ ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะเราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพ เพียงแค่เขาไม่มีโอกาส ทำไมเราต้องทอดทิ้งเขาไป เราจึงเริ่มต้นจากความตั้งใจ เป้าหมายคือทำให้เด็กสามารถดูแลตัวเอง ครอบครัว และคนรอบตัวอย่างมีประสิทธิภาพได้ เราต้องทำให้เขาหาศักยภาพตัวเองให้เจอ และสามารถพัฒนาต่อยอดได้ มันคือการให้โอกาสที่ให้ได้เลือกจะเรียนรู้และทำงานด้วยได้</p>



<p>“เรามีสาขาวิชาชีพและทักษะมากมายที่ทุกคนค้นหาเองได้ เพื่อมั่นใจว่าจะมีทักษะติดตัวในการดูแลตัวเองไปจนเติบโต การลงมือทำให้ค้นพบว่าเราสามารถเป็นในสิ่งที่เราต้องการได้เพียงแค่เราได้รับโอกาส เรามีหลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กหลายคนกำลังสนใจในปัจจุบัน เป็นหลักสูตรนอกกรอบที่ยืดหยุ่น เรียนรู้จากประสบการณ์ ทำงานร่วมกับคนอื่นในสังคมเป็น และปลายทางคือได้วุฒิการศึกษาด้วย</p>



<p>“การทำการศึกษาที่ยืดหยุ่นเป็นมิติที่สังคมต้องปรับตัวในการให้โอกาสเด็กทุกคนได้รับการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ” แจนเน็ตทิ้งท้าย</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/reducing-education-inequality-examples/">‘เปลี่ยนระบบ-ปิดช่องว่าง-เพิ่มความยืดหยุ่น’ การบ้านเพื่อการศึกษาที่เสมอภาคของทุกคน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดโจทย์การศึกษา 2568: ถึงเวลายกระดับโครงสร้างใหม่ เพื่อการศึกษาไทยที่เท่าเทียมมากขึ้น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/education-restructuring-for-equity-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Feb 2025 07:39:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[จูสตีน ซาส]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[พริษฐ์ วัชรสินธุ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=91218</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาการศึกษาไทยอยู่คู่สังคมไทยมาทุกยุคทุกสมัย ปัญหายิ่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/education-restructuring-for-equity-2025/">เปิดโจทย์การศึกษา 2568: ถึงเวลายกระดับโครงสร้างใหม่ เพื่อการศึกษาไทยที่เท่าเทียมมากขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัญหาการศึกษาไทยอยู่คู่สังคมไทยมาทุกยุคทุกสมัย ปัญหายิ่งถูกซ้ำเติมเมื่อโลกผันผวน ซับซ้อน และเผชิญวิกฤตอย่างโรคระบาดที่ถาโถมอย่างไม่ทันตั้งตัว ผนวกกับโครงสร้างสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือเรากำลังเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัย’ ที่จำนวนเด็กเกิดน้อยลงนำมาสู่วัยแรงงานที่ลดลง และจำนวนประชากรผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น</p>



<p>ยังมินับอีกว่า เมื่อพูดถึงการศึกษา เราไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเด็ก แต่เรากำลังมองถึงระบบนิเวศของการศึกษาทั้งหมด ทั้งสภาพแวดล้อม โรงเรียน ผู้สอน ไปจนถึงครอบครัวที่อยู่รายล้อมเด็ก ซึ่งหลายครั้งส่งผลกระทบกับตัวเด็กไม่แพ้ระบบโครงสร้างใหญ่</p>



<p>ทั้งหมดนี้ทำให้ปัญหาการศึกษาไทยยิ่งทวีความซับซ้อนและรุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่ขณะเดียวกัน นี่เป็นปัญหาที่เราทุกคนต้องเร่งแก้ไข เพราะอย่างที่เราทราบกันดี การศึกษาคือรากฐานสำคัญ คือจุดเริ่มต้นการสร้างทรัพยากรมนุษย์คนหนึ่งให้เติบโตและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงและหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางตามที่มุ่งหมายไว้</p>



<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่มีเหตุผลใดที่เราจะล่าช้าและปล่อยให้เด็กแม้แต่เพียงคนเดียวต้องร่วงหล่นจากตาข่ายความคุ้มครองทางการศึกษาไป – คำถามสำคัญคือเราควรทำอย่างไร มีทิศทางไหนบ้างที่จะทำให้การศึกษาไทยหลุดพ้นจากกับดักความเหลื่อมล้ำนี้ได้</p>



<p>101 ชวนสำรวจ<a href="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/equity_forum_2025.pdf?fbclid=IwY2xjawIXk91leHRuA2FlbQIxMAABHYh5HyFwGr9h7VUwSvKKoHM6v00oXY--oBIF8E2l7Nbmb-Xkv3xFCCUe2g_aem_XxZVicH8EctkR1X1fnS8SQ" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2567 และทิศทางในปี 2568</a>&nbsp;และวงเสวนาเชิงนโยบายเพื่อร่วมหาทิศทางก้าวต่อไปของการศึกษาไทยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้การศึกษาเหมาะสม ครอบคลุม และยืดหยุ่น เป็นการศึกษาของทุกคนอย่างแท้จริง</p>



<p><em>หมายเหตุ:&nbsp;เก็บความบางส่วนจาก&nbsp;</em><a href="https://www.facebook.com/share/v/19t5cYu7ZG/" target="_blank" rel="noopener" title=""><em>Equity Forum 2025&nbsp;ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</em></a><em>&nbsp;ซึ่งจัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568</em></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>1</strong><br><strong>อ่านสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาใน 3 มิติ</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-312eb6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525299_828166-the101world-1200x800-1.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">จูสตีน ซาส</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาคือ ‘การลงทุน’ ที่คุ้มค่าที่สุด – จูสตีน ซาส</strong></h3>



<p>“ยูเนสโก (UNESCO) เชื่อว่า การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์และเป็นปัจจัยในการสร้างความยุติธรรมทางสังคม อีกทั้งยังช่วยลดความยากจนและแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ทั่วโลก” ข้างต้นคือคำกล่าวนำจาก<strong>&nbsp;จูสตีน ซาส</strong>&nbsp;หัวหน้าฝ่าย Education for Inclusion and Gender Equality องค์การยูเนสโก สำนักงานใหญ่ (กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส) พร้อมทั้งกล่าวถึงคำถามสำคัญของการทำ<em>รายงานฉบับพิเศษ</em><em>:&nbsp;</em><em>สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2567 และทิศทางสำคัญในปี 2568</em>&nbsp;ว่า “หากสิทธิการศึกษา<em>ไม่ได้รับการเติมเต็ม</em>จะเกิดต้นทุนอะไรกับประเทศบ้าง”</p>



<p>จูสตีนฉายภาพให้เห็นต่อว่า รายงานฯ ทำการศึกษาเด็กที่ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันและเด็กที่ไม่มีทักษะขั้นพื้นฐาน โดยศึกษาต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งในระดับบุคคล รัฐบาล ศึกษาความแตกต่างระหว่างเด็กชายและหญิง รวมถึงศึกษาผลกระทบอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตัวเงิน อาทิ อาชญากรรม</p>



<p>“ผลการศึกษาในภาพรวมพบว่า มีเด็กจำนวนมากที่ไม่ได้รับการศึกษาในโรงเรียนและยังขาดทักษะพื้นฐานสำคัญ อาทิ การอ่าน ทักษะทางสังคมและอารมณ์” จูสตีนกล่าว พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าสิ่งนี้จะก่อให้เกิดความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่มุ่งจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และถ้าไม่บรรลุจะทำให้เกิดต้นทุนมหาศาล หรือที่เรียกว่า ‘ต้นทุนจากการเพิกเฉย’ ตามมา</p>



<p>ถ้าเราตั้งเป้าโดยมีการบรรลุ SGDs เป็นหมุดหมายสำคัญ จูสตีนฉายภาพว่า หากเรายังอยู่กันแบบนี้ต่อไป ภายใน ค.ศ. 2030 (ซึ่งเป็นปีที่ตั้งเป้าหมายว่าจะบรรลุ SDGs) เศรษฐกิจทั่วโลกจะสูญเสียเงินหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีการประมาณว่าต้นทุนที่เกิดกับบุคคลจะสูงถึง 9 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐสำหรับเด็กที่มีทักษะต่ำกว่าพื้นฐาน และ 6 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐสำหรับเด็กที่ออกจากโรงเรียนก่อนกำหนด ต้นทุนภาครัฐจะสูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐและมากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ และต้นทุนทางสังคมในแต่ละปีจะสูงถึง 10 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐและ 6 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ</p>



<p>“ในภาพรวม ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่จะสูญเสียไปจากการที่เด็กมีทักษะทางอารมณ์และสังคมต่ำจะมีมูลค่าสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ”</p>



<p>ไม่ใช่แค่ต้นทุนที่เป็นจำนวนเงินเท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนอื่นๆ ที่ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าเงินได้ อาทิ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น การก่ออาชญากรรม หรือกลุ่มเด็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การทำงาน หรือการฝึกอบรม ดังนั้น รัฐบาลหรือองค์การระหว่างประเทศที่จะมอบทุนสนับสนุนเพื่อให้เกิดการบรรลุ SDGs จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงต้นทุนมหาศาลที่เกิดจากการเพิกเฉยตรงนี้เอาไว้ด้วย</p>



<p>“เราต้องลงทุนในระบบการศึกษาให้มากขึ้นอย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ เพื่ออนาคตของเด็กและอนาคตของพวกเราทุกคน”</p>



<p>นอกจากข้อมูลเฉพาะตรงส่วนนี้แล้ว ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกหลายประการ อาทิ ประเด็นเรื่องเพศสภาพ กล่าวคือเพศชายมีแนวโน้มจะมีออกจากระบบการศึกษาก่อนกำหนดและขาดทักษะขั้นพื้นฐานมากกว่าเพศหญิง เพราะจำนวนผู้ชายที่อยู่นอกระบบทั่วโลกมีมากกว่า ยกเว้นในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของสะฮาราที่มีจำนวนผู้หญิงสูงกว่า</p>



<p>“ถ้าพูดรวมๆ สัดส่วนของผลกระทบต่อ GDP ที่ถูกคาดการณ์ไว้ (forecast) จะสูงในซีกโลกใต้ที่มีสัดส่วนเด็กที่ขาดทักษะขั้นพื้นฐานมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ”</p>



<p>ผลจากรายงานฯ ชี้ชัดว่า กลยุทธ์ที่คุ้มค่าที่สุดในการพัฒนาเศรษฐกิจคือ การลงทุนในการศึกษา เพราะเพียงแค่ลดสัดส่วนเด็กที่ต้องออกจากโรงเรียนก่อนกำหนดและมีทักษะขั้นพื้นฐานต่ำเพียงร้อยละ 10 จะเพิ่ม GDP ได้ถึงร้อยละ 1-2 ต่อปี</p>



<p>ทั้งหมดนำมาซึ่งข้อสรุปของจูสตีนว่า ประเทศต่างๆ ลงควรลงทุนเรื่องการศึกษาและพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ อาทิ การจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษา การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความเท่าเทียมทางเพศ รวมไปถึงการลงทุนในการศึกษาระดับปฐมวัยเพื่อวางรากฐานที่มั่นคงในการเรียนรู้ และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โรงเรียน บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงข้อมูลการวิจัยเพื่อกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนต่อไป</p>



<p>“การศึกษาเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ทั้งต่อบุคคล เศรษฐกิจ และโลกของเรา” จูสตีนเน้นย้ำ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f523b1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525276_857096-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สร้าง ‘โอกาส’ ทางการศึกษาให้เด็ก เพื่อสร้างอนาคตประเทศไทย – ไกรยส ภัทราวาท</strong></h3>



<p>“หลายคนคงเคยเห็นข่าวว่า เด็กและเยาวชนในช่วงนี้เกิดแค่ประมาณ 460,000 คน ถามว่าน้อยแค่ไหน ในช่วงประมาณ ค.ศ. 1983 เรามีเด็กไทยเกิดราวหนึ่งล้านคน แต่ตอนนี้เด็กจำนวนมากหายไป และจากการประเมินพบว่า สัดส่วนเด็กเกิดใหม่ในอนาคตจะน้อยลงเรื่อยๆ”</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong>&nbsp;ผู้จัดการ กสศ. กล่าวนำ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า จำนวนเด็กที่เกิดน้อยลงสวนทางกับฐานประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น นำมาซึ่งความท้าทายว่า หากไทยมีเป้าหมายคือการคงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และมุ่งหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลาง หนทางเดียวที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายเหล่านี้ได้ภายใต้โครงสร้างประชากรในปัจจุบันคือ เด็กและเยาวชนไทยต้องมีผลิตภาพ (productivity) เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต และการจะสร้างผลิตภาพได้ต้องมาจากการศึกษาที่มีคุณภาพและเสมอภาค</p>



<p>“เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตร้อยละ 7 ต่อปีก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ขยับลงมาเหลือร้อยละ 5 และปรับฐานลงเรื่อยๆ ตั้งแต่เจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์และมาโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ 1.6 ต่อปีเท่านั้น ซึ่งเป็นอาการที่เกิดกับประเทศรายได้ปานกลางทั่วโลก”</p>



<p>หากจะตั้งเป้าหมายก็จำเป็นจะต้องรู้กลุ่มเป้าหมาย – ไกรยสชี้ให้เห็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของไทยซึ่งเป็นประชากรวัยเรียนอายุ 3-24 ปีทั้งในและนอกระบบการศึกษา โดยจากการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาและมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนมีประมาณ 1.9 ล้านคนที่ได้รับเงินอุดหนุน และหลายหน่วยงานพยายามตรึงวงเด็กไม่ให้หลุดออกจากระบบด้วยวิธีต่างๆ พร้อมทั้งหาทุนเพื่อส่งเด็กเติบโตไปสู่การศึกษาสูงสุดตามศักยภาพ</p>



<p>อีกกลุ่มหนึ่งคือเด็กนอกระบบการศึกษาซึ่งมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ทว่าประเด็นสำคัญที่ไกรยสชี้ให้เห็นคือ การออกนอกระบบการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่ยังมีปัจจัยเรื่องครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคม หนึ่งในความท้าทายสำคัญจึงเป็นการพาเด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่เส้นทางการศึกษาและเติบโตไปทำงานเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป</p>



<p>ทว่าอย่างที่เราทราบกันดี ปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาเรื้อรัง ท้าทาย และมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในปีที่ผ่านมา จำนวนเด็กที่ถูกจัดให้เป็นเด็กยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านคน สะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อีกทั้งยังมีเยาวชนจำนวนหนึ่งที่ต้องการโอกาสคุ้มครองเพื่อไม่ให้เขาหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>นอกจากนี้ การเยี่ยมบ้านเด็กๆ กลุ่มนี้ชี้ให้เห็นว่า มีเด็กเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 42) ที่พ่อแม่หย่าร้าง แยกกันอยู่ สูญเสียพ่อแม่ ไปจนถึงไม่รู้จักหน้าพ่อแม่หรือโดนทอดทิ้งแต่เด็ก หลายครอบครัวเป็นครอบครัวแหว่งกลาง มีสมาชิกหลายคน หรือมีภาวะพึ่งพิง (อยู่กับผู้สูงอายุที่อายุเกิน 60 ปี ผู้พิการ หรือผู้ว่างงาน) โดยไกรยสชี้ว่า สถานการณ์ความเปราะบางของครอบครัวถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานเพื่ออนาคตประเทศไทย ดังนั้น นอกจากเรื่องทางเศรษฐกิจแล้ว ทุกภาคส่วนต้องมาช่วยดูแลครอบครัวเหล่านี้ด้วย</p>



<p>“ในครัวเรือนยากจนพิเศษ สมาชิกส่วนใหญ่จบชั้นประถมศึกษา ถ้ามีใครสักคนเรียนจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) ได้ เขาจะเป็นคนแรกในหลายเจเนอเรชันที่จบสูงกว่าประถม และน้อยกว่านั้นที่จบปริญญาตรีได้ แต่ถ้าทำได้ก็เป็นหลักฐานว่า ครัวเรือนเหล่านี้จะออกจากความยากจนข้ามรุ่นได้”</p>



<p>เมื่อขยับมาที่อีกหนึ่งปัญหาใหญ่อย่างเด็กออกนอกระบบการศึกษา ไกรยสชี้ว่าในปัจจุบันเด็กที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาสังกัดต่างๆ มีมากถึง 9.8 แสนคน แต่ในปีที่ผ่านมามีเด็กราว 3 แสนคนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ ซึ่งส่วนมากเป็นเด็กก่อนวัยเรียน ทว่าปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการที่เด็กออกจากระบบการศึกษาเกิดจากปัจจัยมากมาย อีกทั้งแม้จะมีเด็กกลับเข้าไปได้ ก็ยังมีเด็กที่หลุดออกจากระบบมาเรื่อยๆ อยู่</p>



<p>“ถามว่าทำไมพวกเขาไม่กลับเข้าระบบการศึกษา” ไกรยสเริ่มตั้งคำถาม ก่อนจะตอบด้วยคำตอบที่เรียบง่ายที่สุดคือ ‘ค่าใช้จ่ายที่สูง’ ทว่าไม่ใช่เพียงแค่นั้น แรงจูงใจก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะหากในครัวเรือนของเด็กไม่เคยมีใครเรียนถึงระดับมหาวิทยาลัยเลย ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นจะต้องมีมาตรการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระตรงนี้ เพื่อผลักดันให้เกิดแรงงานมีทักษะ (skilled labour) รวมถึงผลักดันให้มหาวิทยาลัยหรือหน่วยจัดการเรียนรู้ต่างๆ สร้างรายได้ที่ตลาดแรงงานตอบรับได้ให้ขยับขึ้นมา พูดให้ง่ายกว่านั้นคือ พยายามอุดช่องว่างพร้อมกับดึงรายได้ที่ตลาดแรงงานพร้อมจ่ายให้สูงขึ้น</p>



<p>ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งข้อเสนอในการแก้ปัญหาสองข้อของไกรยส&nbsp;<strong>ข้อแรก</strong>&nbsp;คือการเชื่อมโยงข้อมูล กล่าวคือเมื่อมีการจัดเก็บข้อมูลเลขบัตรประชาชน 13 หลักของเด็กอยู่ก่อนแล้ว ก็ควรมีการเชื่อม API ระหว่างหน่วยงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เด็กได้รับสวัสดิการต่างๆ ตามที่รัฐจัดสรร อีกทั้งยังเป็นการสร้างหลักประกันทางการศึกษาและไม่จำเป็นต้องสร้างหน่วยงานใหม่ แต่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน</p>



<p>และ&nbsp;<strong>ข้อที่สอง</strong>&nbsp;คือพาสปอร์ตการเรียนรู้ (learning passport) เพราะเด็กในวันนี้มีแนวคิดทางการศึกษาที่หลากหลายกว่าคนรุ่นก่อน ไกรยสจึงเสนอว่า หากมีระบบที่เด็กคนหนึ่งสามารถเดินทางไปยังแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ที่หลากหลายและเลือกเรียนรู้ และสามารถเชื่อมโยงหน่วยกิตเข้าด้วยกันเป็นใบแสดงผลการศึกษาใบเดียว ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้แบบใดหรือการเรียนรู้แบบไหน กำแพงการศึกษาที่สูงหนามหาศาลจะหายไป</p>



<p>“การศึกษาที่เสมอภาคคือการลงทุน ไม่ใช่การสงเคราะห์” ไกรยสทิ้งท้าย “และข้อมูลรายบุคคลที่ดีขึ้นจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสและคุณภาพการศึกษาได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5071b3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525288_591122-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ยกระดับ ‘คุณภาพ’ การศึกษาระดับปฐมวัยและประถมศึกษา สู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาในภาพรวม – วีระชาติ กิเลนทอง</strong></h3>



<p>ไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุนหรือโอกาส แต่ ‘คุณภาพ’ คืออีกหนึ่งคีย์เวิร์ดสำคัญที่ไม่ควรหายไปจากระบบการศึกษา โดย&nbsp;<strong>รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นำข้อเสนอ<a href="https://www.eef.or.th/publication-evidence_based_policy/?fbclid=IwY2xjawIXk2NleHRuA2FlbQIxMAABHa94gx1FOXmFQLdgc278TClzAr2MY4ZsEAaQABqRzt44EULs5CN0pv98Ww_aem_cMX9aJDWFT8n_Cmh394KIg" target="_blank" rel="noreferrer noopener">แนวทางการยกระดับสมรรถนะผู้เรียนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผ่านข้อค้นพบจากผลทดสอบ The PISA-Based Test for Schools (PTBS)</a>&nbsp;ที่มีความคล้ายคลึงกับการสอบ PISA ใหญ่ (ซึ่งเป็นการทดสอบขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)) และ OECD ประเมินแล้วว่ามีความเทียบเคียงกันได้</p>



<p>การทดสอบ PTBS เก็บข้อมูลจาก 16 จังหวัด 150 โรงเรียน ในช่วงปลาย ค.ศ. 2023 ถึงต้น ค.ศ. 2024 ทดสอบเด็กที่มีอายุ 15 ปี รวม 5,683 คน รวมถึงสอบถามข้อมูลกับผู้ปกครองและมีเครื่องมือวัดที่มีเกมเป็นฐาน (game-based) ให้เด็กได้เล่นทดสอบการบริหารความสามารถทางสมอง (executive functions: EF)</p>



<p>วีระชาติฉายภาพว่า หากดูคะแนนสอบ PISA ของเด็กไทยจะพบว่าคะแนนลดลงเรื่อยๆ ยกเว้นใน ค.ศ. 2012 ที่มีการเพิ่มกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนสาธิตฯ และกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยมากกว่าปกติ ขณะที่การทดสอบ PTBS จะมีคะแนนต่ำกว่า PISA ใหญ่ ซึ่งมองมุมหนึ่งอาจจะไม่ได้น่าประหลาดใจนัก เนื่องจากทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงเนื่องยังแก้ปัญหาเรื้อรังที่มาจากโควิด-19 ไม่ได้</p>



<p>“สิ่งหนึ่งที่ PISA ทำได้ดีและน่าสนใจคือการจัดระดับ (level) ของเด็ก โดยระดับ 1 ก็คือพื้นฐานมากๆ ต้องทำได้ทุกคน เข้าใจอะไรง่ายๆ จากนั้นแต่ละระดับจะขยับเกณฑ์ขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ที่น่าสนใจคือ ในระดับที่สูงจะเน้นคีย์เวิร์ดอยู่ 2-3 คำ คือ ‘ซับซ้อน นามธรรม ไม่คุ้นชิน’” วีระชาติกล่าว “ผมว่านั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า ทักษะขั้นสูง คือคนที่มีจะสามารถแก้ปัญหาหรือทำอะไรเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เห็นอะไรใหม่ๆ ก็สามารถทำได้ รวมถึงสามารถคิดและเข้าใจปัญหาที่เป็นนามธรรมได้”</p>



<p>“สำหรับผม นี่คือหัวใจของ PISA คือเขาสนใจการคิดวิเคราะห์ พูดง่ายๆ คือไม่ได้สนใจแค่การนำไปใช้ แต่สนใจการนำไปใช้ที่มีความซับซ้อน นามธรรม และไม่คุ้นชิน”</p>



<p>หากให้สรุปจากผลการทดสอบ วีระชาติชี้ว่าเด็กที่ยังอยู่ในระดับสีแดง (ระดับ 1 2 และ 3) มีจำนวนเยอะพอสมควร โดยเฉพาะในระดับที่ 1 ซึ่งนำไปสู่ความท้าทายทางนโยบายในการลดเปอร์เซ็นต์เด็กกลุ่มนี้ลง</p>



<p>ประเด็นที่น่าสนใจคือ ทำไมผลการทดสอบ PBTS น้อยกว่าผลการสอบ PISA คำตอบง่ายๆ คือ ไทยมีเด็กยากจนมากกว่า โดยวีระชาติแบ่งเด็กออกเป็น 4 กลุ่ม (ยากจน ค่อนข้างจน ค่อนข้างรวย และรวย) จากนั้นจึงสร้างกราฟเพื่อดูว่าเด็กแต่ละคนอยู่ตรงไหนบ้าง ผลพบว่าเด็กที่มีฐานะยากจนจะมีจำนวนเยอะที่สุด</p>



<p>“ตรงนี้บอกเราได้ว่า เศรษฐฐานะและฐานะทางครัวเรือนมีผลมาก ที่น่าสนใจคือเศรษฐฐานะที่มีผลต่อเด็กตอนเขาอายุ 15 ปีอาจไม่ใช่เศรษฐฐานะ ณ ตอนนั้นของเขา แต่ย้อนกลับไปคือตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็กเล็ก โดยผมมีหลักฐานทางอ้อมที่จะแสดงให้เห็นว่า เราควรนำทรัพยากรกลับไปยังเด็กปฐมวัยและประถมศึกษาเพื่อช่วยแก้ปัญหาสมรรถนะ PISA ของเรา”</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น วีระชาติชี้ว่า การเปรียบเทียบกับความจนกับความรวยของเด็กไม่ใช่แค่ว่า เด็กที่ฐานะร่ำรวยกว่าสองเท่าจะมีคะแนนสูงกว่าเด็กที่มีฐานะยากจนกว่าสองเท่า แต่อาจจะเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าเลยก็เป็นได้ เท่ากับว่า ความเหลื่อมล้ำของเศรษฐฐานะจะถ่างความเหลื่อมล้ำของสมรรถนะออกไปให้มากขึ้น คนที่ได้เปรียบจะเป็นคนรวย ยิ่งรวยยิ่งก้าวกระโดด ซึ่งยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า การจะแก้ปัญหาตรงนี้จะต้องลดช่องว่างและทำให้เด็กสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันได้เพื่อทำให้ฐานะรวยหรือจนมีผลต่อสมรรถนะลดลง</p>



<p>อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การเชื่อมผลคะแนน PISA กับการสอบ O-NET ตอนประถมศึกษาปีที่ 6 โดยเปรียบเทียบเด็กสองคนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนและร่ำรวย แต่มีคะแนน O-NET เท่ากัน เท่ากับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้จะไม่ได้มาจากคะแนน O-NET และเมื่อดูผลที่เกิดขึ้น วีระชาติตีความว่า ความแตกต่างที่เกิดขึ้นจากการสอบ PISA เกิดขึ้นตั้งแต่การสอบ O-NET แล้ว คือปัญหาเริ่มต้นตั้งแต่ฐานชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และส่งผลมาถึงตอนที่เด็กอายุ 15 ปีและทำการทดสอบ PISA</p>



<p>อย่างไรก็ดี วีระชาติชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจในการสอบ PISA กล่าวคือ PISA จะมีแบบทดสอบที่ถามเด็กเกี่ยวกับสภาพห้องเรียนว่า มีความเรียบร้อยหรือมีความวุ่นวายมากน้อยแค่ไหน ซึ่งวีระชาติมองว่า เป็นตัวแปรที่เป็นประโยชน์มากและอาจพิจารณาเพิ่มเข้าไปในการสอบ O-NET ด้วย</p>



<p>ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ข้อ&nbsp;<strong>ข้อแรก</strong>&nbsp;วีระชาติเสนอว่าการยกระดับสมรรถนะของผู้เรียนในระดับปฐมวัยและประถมศึกษาเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในการพัฒนา&nbsp;<strong>ข้อที่สอง</strong>&nbsp;คือการให้ความสำคัญกับเด็กที่มีระดับสมรรถนะระดับที่หนึ่ง (ต่ำสุด) ซึ่งมีจำนวนมาก โดยวีระชาติเสนอให้เน้นที่เด็กกลุ่มนี้โดยการพัฒนาและหาทรัพยากรที่จะช่วยให้เขามีสมรรถนะที่สูงขึ้นได้</p>



<p>“ถ้าเราช่วยเด็กกลุ่มนี้ได้ เราจะยกระดับทั้งประเทศขึ้นไปได้”<strong></strong></p>



<p><strong>ข้อที่สาม</strong>&nbsp;ในฐานะนักวิชการ วีระชาติเน้นถึงประเด็นที่กล่าวไปแล้วว่า การสอบ O-NET อาจจะพิจารณาเพิ่มคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอบ (เหมือนอย่างการสอบ PISA) เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์การเรียนรู้ด้วย และ&nbsp;<strong>ข้อสุดท้าย</strong>&nbsp;และเป็นประเด็นเดียวกับไกรยสคือ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลในการทำความเข้าใจการกระทำและระบุปัญหาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น</p>



<p>อย่างไรก็ดี วีระชาติทิ้งท้ายไว้ว่า แม้จะใช้การสอบ PISA หรือ O-NET มาทดสอบหรือทำการศึกษา ก็ไม่ได้หมายความว่าการสอบทั้งสองอย่างนี้หรืออย่างใดอย่างหนึ่งจะสามารถพยากรณ์ความสำเร็จได้มากกว่ากัน เพราะเป้าหมายของการศึกษาที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการยกระดับคะแนน แต่เป็นการทำให้ทุกคนมีทุนมนุษย์ที่ดี ประสบความสำเร็จในการทำงานและดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>2</strong><br><strong>มุมมองนโยบาย การศึกษาไทยควรไปทิศทางไหนในปี 2568</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-520684"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525255_187526-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong><br>ตั้งเป้าหมายการศึกษาไทย</strong><strong>&nbsp;‘</strong><strong>เรียนดีมีความสุข และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</strong><strong>’</strong><strong>– สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</strong></h3>



<p>แม้ที่ผ่านมา เรามักจะเห็นข่าวเด็กไทยคว้ารางวัลหรืออยู่ในลำดับต้นๆ ของการแข่งขันทางวิชาการอยู่เสมอ แต่ในมุมมองของ&nbsp;<strong>ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ</strong>&nbsp;ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ปัญหาสำคัญของการศึกษาอยู่ที่ความเหลื่อมล้ำในคุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ และประเด็นสำคัญที่ผูกโยงอยู่กับเรื่องนี้คือ งบประมาณ</p>



<p>“ผมคิดว่ารัฐควรลงทุนในการศึกษาให้มากกว่านี้” สิริพงศ์กล่าว ก่อนจะยกตัวอย่าง ‘นโยบายเรียนฟรี’ ที่มักถูกตั้งคำถามว่าเรียนฟรีจริงหรือไม่ ในเมื่อผู้ปกครองยังต้องมีภาระค่าใช้จ่ายอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องข้อจำกัดของงบประมาณกับอุดหนุน</p>



<p>แม้จะมีข้อจำกัดหลายประการ แต่ที่ผ่านมา หัวเรือใหญ่อย่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองนโยบาย ‘เรียนดีมีความสุข’ เนื่องจากความเชื่อที่ว่า สิ่งแวดล้อมและบรรยากาศการเรียนรู้ทีดี่จะอำนวยให้การเรียนดีตามไปด้วย จึงมีความพยายามหลายอย่าง อาทิ การปรับปรุงห้องน้ำตามนโยบายสุขาดีมีความสุข ซึ่งมาจากผลสำรวจของเด็กกว่า 90% ที่อยากให้มีการปรับปรุงห้องน้ำในโรงเรียน</p>



<p>“เราจะเห็นว่า ศธ. ได้รับเงินอุดหนุนสูงเป็นอันดับ 1 มาตลอด แต่เราถูกตัดงบบ้างจนเหลือแค่ร้อยละ 15 เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ส่วนอีกร้อยละ 85 คือบุคลากร แต่ถึงจะมีสัดส่วนสูงขนาดนี้เราก็ต้องยอมรับว่า เรายังดูแลบุคลากรทางการศึกษาได้ไม่ดีเท่าที่ตั้งใจไว้ ส่วนอีกร้อยละ 15 ที่ว่าก็มีไว้เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกด้าน เพราะฉะนั้น งบประมาณมีส่วนสำคัญมากที่จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้”</p>



<p>อย่างไรก็ดี แม้จะมีทรัพยากรจำกัด แต่สิริพงศ์ยืนยันถึงแนวทางการมุ่งมั่นแก้ปัญหาให้ได้ดีที่สุด โดยการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงยังมีการดำเนินนโยบายต่างๆ อาทิ&nbsp;<a href="https://flexiblelearning.eef.or.th/creditbanksystem/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ธนาคารหน่วยกิต</a>&nbsp;หรือโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) ที่จะช่วยทำให้การเรียนการสอนเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล (personalized) มากขึ้น</p>



<p>อีกหนึ่งก้าวที่ยิ่งใหญ่คือการปรับหลักสูตร หลังจากที่ผ่านมาเป็นการปรับเพียงเล็กน้อย (minor) สิริพงศ์ฉายภาพว่า ในปีนี้ จะมีการปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ กล่าวคือชั้นประถมศึกษาอาจจะใช้การเรียนแบบกิจกรรมเป็นฐาน (activity based) โดยมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยมากขึ้นหรือมุ่งสมรรถนะที่จะเกิดขึ้นกับผู้เรียน</p>



<p>“ปกติเราจะเห็นการวัดผลเชิงปริมาณเยอะ เช่น ครูสอนครบชั่วโมงไหม แต่เราไม่ได้วัดว่าผู้เรียนได้รับอะไร อย่างตอนที่ ศธ. ปิดเรียนเพื่อให้เตรียมตัวสอบเข้ามหาลัยในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เราจะเห็นข่าวคุณครูออกมาบอกว่า สอนไม่ทัน เพราะตัวชี้วัดในอดีตจะวัดว่าสอนครบไหม แต่ถ้าเราอยากเปลี่ยนจะต้องไม่มีคำถามเช่นนี้ เพราะเรากำลังจะมุ่งไปที่ผลลัพธ์ของการเรียนรู้มากกว่า”</p>



<p>นอกจากการปรับในห้องเรียนแล้ว ปลายทางอย่างการเข้ามหาวิทยาลัยก็เป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เริ่มมีการหารือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และมหาวิทยาลัยว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยควรเป็นฐานสมรรถนะที่ทดสอบการนำไปใช้มากกว่าท่องจำหรือไม่ หรือการปรับ O-NET ให้สอดคล้องกับแนวทางการสอบที่เป็นสากลมากขึ้น</p>



<p>อีกปัญหาใหญ่อย่าง<a href="https://www.eef.or.th/news-070125/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การหลุดออกนอกระบบการศึกษา (drop out)</a>&nbsp;ก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยในปัจจุบัน มีการสำรวจข้อมูลของเด็กใน 16 จังหวัดได้ครบร้อยละ 100 แล้ว ทว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะต้องมีการแบ่งข้อมูล เช่น สัญชาติ ช่วงชั้น เพื่อหาทางแก้ปัญหาให้เหมาะสมต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c86b34"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525244_502663-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>รื้อระบบ ปรับระเบียบ เพื่อให้โรงเรียนอยู่ได้ด้วยตนเอง – เทอดชาติ ชัยพงษ์</strong></h3>



<p>“โอกาสกับคุณภาพการศึกษาเชื่อมโยงกัน และเชื่อมโยงไปถึงคุณภาพของประเทศในอนาคตด้วย เพราะคุณภาพของเด็กไทยคือคุณภาพของประเทศไทย”</p>



<p><strong>ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์</strong>&nbsp;สส. พรรคเพื่อไทย จ.เชียงราย และรองประธานกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวนำ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างมีความล้าหลังและจำเป็นที่จะต้องปรับให้ทันยุคทันสมัยยิ่งขึ้น ผนวกกับความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความหลากหลายในพื้นที่ และสถานการณ์ต่างๆ ที่ไม่ได้ดีขึ้น ทำให้เกิดช่องว่างทางการศึกษาเพิ่มขึ้น</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เทอดชาติยกตัวอย่างปัญหาสองข้อ&nbsp;<strong>ปัญหาแรก&nbsp;</strong>คือเรื่องของเศรษฐฐานะที่มีผลต่อคุณภาพคนและเป็นความเหลื่อมล้ำที่สำคัญที่สุดที่ไทยยังไม่สามารถลดได้&nbsp;<strong>ปัญหาที่สอง</strong>&nbsp;และสอดคล้องกับที่สิริพงศ์กล่าวถึงคือเรื่องงบประมาณ กล่าวคือตัวเงินที่จะส่งไปสู่หน่วยปฏิบัติซึ่งก็คือสถานศึกษายังมีน้อยและไม่เพียงพอต่อความต้องการ นำไปสู่แนวคิดการกระจายอำนาจสู่หน่วยปฏิบัติ เพราะการกระจายอำนาจจะช่วยให้ปัญหาเรื่องงบประมาณและการจัดสรรงบประมาณบรรเทาลง และ<strong>ปัญหาข้อสุดท้าย</strong>&nbsp;คือโครงสร้างพื้นฐานของสถานศึกษาที่มีขนาดไม่เท่ากันและได้รับการจัดสรรงบประมาณไม่เท่ากันด้วย</p>



<p>“ผมเสนอให้เราจัดตั้งอนุกรรมาธิการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะว่าโรงเรียนแบบนี้เกิดน้อยลงทุกปี โรงเรียนที่มีขนาดเล็กก็จะเล็กลงทุกปี และเราไม่เคยแก้ปัญหาให้เขาได้เลย บางทีก็ต้องแก้โดยใช้การทอดผ้าป่า ซึ่งมันก็เป็นการมีส่วนร่วมที่ดีแต่ไม่ใช่หลักการในการพัฒนา”</p>



<p>เทอดชาติกล่าวว่า ปัญหาที่ว่ามาทั้งหมดจะแก้ไขไม่ได้เลย หากไม่ช่วยกันรื้อโครงสร้างขนานใหญ่ อีกทั้งยังมีเรื่องการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและให้เกิดผลกับผู้เรียนโดยตรง ซึ่งก็ต้องนำไปสู่การทบทวนโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนต่อไป</p>



<p>ขณะที่ในเรื่องหลักสูตร เทอดชาติมองว่าหลักสูตรปัจจุบันไม่ตอบสนองต่อการจัดการเรียนรู้และวิธีจัดการเรียนรู้ของเด็กในยุคปัจจุบัน ที่สามารถเรียนรู้และดำเนินการได้เองโดยมีสื่อต่างๆ เป็นสื่อช่วยในการเรียน ดังนั้น หน่วยปฏิบัติแต่ละพื้นที่จะต้องจัดการดำเนินการให้สอดคล้องกับบริบทของตนเองและบริบทของนักเรียนเพื่อให้ตอบโจทย์เชิงคุณภาพ</p>



<p>“เราอาจจะไม่ได้เริ่มต้นแค่ที่หลักสูตรปฐมวัยและเด็กเล็ก แต่ไปเริ่มต้นตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์มารดา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมทำงาน ปูพื้นฐานมาจนถึงปฐมวัยเพื่อเราจะได้ทรัพยากรคนที่มีคุณภาพในระยะยาว” เทอดชาติเสนอ “การจัดการศึกษาก็เช่นกัน ต้องให้มีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกันไปว่าจะจัดอย่างไร ให้เกิดผลอย่างไร เพื่อทุกคนจะได้ผลร้อยละ 100 เท่ากัน เป็นระบบที่มีความเชื่อมโยงร้อยรัดซึ่งกันและกัน”</p>



<p>ไม่ใช่แค่เรื่องนักเรียน แต่บุคลากรทางการศึกษาอย่างครูก็สำคัญไม่แพ้กัน เทอดชาติเสนอว่า การคัดเลือกและผลิตครูจะต้องปรับใหม่ โดยเฉพาะเรื่องวิทยฐานะและโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพที่มีความไม่เสถียรอยู่ตลอดเวลาจนกลายเป็นการเพิ่มภาระให้ครู ดังนั้น การกระจายอำนาจให้ไปสู่หน่วยปฏิบัติที่ใกล้ชิดครูมากที่สุดจึงเป็นเรื่องจำเป็น รวมถึงหาแรงจูงใจให้ครูที่ยินดีไปสอนในพื้นที่ห่างไกลเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ</p>



<p>ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่ได้มองไปถึงร่มใหญ่อย่างกระทรวงศึกษาธิการ เทอดชาติมองว่ากระทรวงฯ มีขนาดเทอะทะและมีหน่วยสั่งการมากเกินไป ซึ่งยังเป็นความท้าทายสำคัญในการปรับตัวต่อไป รวมถึงการมีระบบติดตามและประเมินผลเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลให้เห็นภาพทั้งหมด ทั้งด้านโอกาสและคุณภาพ</p>



<p>“สิ่งสำคัญที่สุดคือระบบทั้งหมดต้องถูกปรับรื้อเพื่อให้โรงเรียนสามารถบริหารจัดการและอยู่ได้ด้วยตนเอง รัฐมีหน้าที่เพียงสนับสนุนส่งเสริมให้เขาอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”</p>



<p>ในตอนท้าย เทอดชาติกล่าวว่า “ในตอนนี้ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ฉบับใหม่กำลังเข้าสู่สภาเพื่อเข้าสู่กระบวนการต่อไปแล้ว ซึ่งร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ นี้จะเป็นร่างที่ทุกคนมีส่วนร่วม ปรับรื้อระบบที่เราคิดว่ามีปัญหา ให้คนไทยมีโอกาส มีคุณภาพ และนั่นคือคุณภาพของประเทศด้วยเช่นกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5c5cad"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525233_155419-the101world-1200x800-1.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปัญหา (การศึกษา) เชิงระบบต้องถูกแก้ด้วยระบบ – สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</strong></h3>



<p>สำหรับ&nbsp;<strong>ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์</strong>&nbsp;รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาเชิงระบบ และการจะแก้ปัญหาเชิงระบบได้จะต้องแก้ด้วยระบบจึงจะเกิดผล ซึ่งสุชัชวีร์ชี้ให้เห็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาเชิงระบบสองข้อ</p>



<p><strong>ข้อแรก</strong>&nbsp;คือเป้าหมายด้านการศึกษาของประเทศไทยไม่เคยชัดเจน กล่าวคือ ไม่เคยมีการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่า ในอีก 5 ปีเด็กไทยจะต้องได้คะแนนสอบ PISA เท่าไร จะลดความเหลื่อมล้ำให้ได้เท่าไหร่ ซึ่งสุชัชวีร์ชี้ว่าจำนวนลดลงอาจไม่ได้ดีขึ้นเสมอไป เพราะส่วนหนึ่งมาจากการที่เด็กเกิดน้อยลงด้วย การจะวัดผลจริงๆ จึงต้องตั้งเป้าหมาย ที่สำคัญคือ ภาคเอกชนต้องเข้ามาร่วมพัฒนา เพราะลำพังเงินจากภาครัฐอย่างไรก็ไม่พอ</p>



<p><strong>ข้อที่สอง</strong>&nbsp;คือโลก AI ปัจจุบันกำลังจะเป็นควอนตัม แต่ระบบของไทยยังไม่มีความแม่นยำ ซึ่งจะส่งผลต่อการแก้ปัญหา เพราะถ้ายังพุ่งเป้าไปที่ระดับจังหวัด โรงเรียน ก็จะไม่สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพในเมื่อโลกไปถึงการแก้ไขปัญหารายบุคคลแล้ว ทว่าสุชัชวีร์ย้ำเตือนว่า หากพูดถึงการกระจายอำนาจ จะต้องระวังไม่ให้ปัญหาจากส่วนกลางกลายเป็นปัญหาเชิงพื้นที่ได้ เพราะพื้นที่ไม่มีสรรพกำลังเท่าส่วนกลาง</p>



<p>ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งข้อเสนอในการแก้ไขปัญหา 5 ประการ โดย&nbsp;<strong>ประการแรก</strong>&nbsp;สุชัชวีร์ย้ำเรื่องการตั้งเป้าหมายเพื่อให้มองภาพชัดเจนและเดินไปถึงเป้าหมายได้ร่วมกัน&nbsp;<strong>ประการที่สอง</strong>&nbsp;คือการดำเนินการรายบุคคล (personalized) กล่าวคือใช้ AI เจาะเข้าไปรายบุคคลในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นแสนเป็นล้านคนเพื่อทำการจับคู่ว่า พื้นที่ลักษณะนี้มีผู้ปกครองและครูแบบไหน หรือทำโมเดลที่สามารถนำไปสู่การติดตามและแก้ไขปัญหาเด็กรายบุคคลได้ต่อไป</p>



<p><strong>ประการที่สาม</strong>&nbsp;และต่อเนื่องจากประเด็นก่อนหน้าคือ หากเราใช้ AI ระบุตัวเด็กรายบุคคลได้ จะทำให้คนไทยทั้งประเทศสามารถช่วยดูแลเด็กทั้งประเทศได้</p>



<p>“เพราะการศึกษาไม่ใช่ภาระของรัฐเท่านั้น แต่เราทุกคนต้องช่วยกัน” สุชัชวีร์กล่าว</p>



<p><strong>ประการที่สี่</strong>&nbsp;สุชัชวีร์กล่าวว่าเงินไม่ใช่เรื่องเดียวที่จะนำไปสู่ความล้มเหลวทางการศึกษา แต่มีปัจจัยแวดล้อมมากมาย ทั้งครอบครัว ชุมชน หรือแม้กระทั่งสิ่งแวดล้อม การเติมเต็มและพิจารณามิติเหล่านี้จะช่วยให้เราแก้ไขปัญหาได้มากขึ้น</p>



<p>“<strong>ประการสุดท้าย</strong>&nbsp;ข้อมูลที่มีบอกเราว่า เด็กยากจนพิเศษเข้ามหาวิทยาลัยได้ร้อยละ 5 ซึ่งเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่เท่าเด็กทั่วไปที่เข้าได้ร้อยละ 30 อันนี้ต้องบอกว่า จริงๆ เด็กในมาเลเซียเข้ามหาวิทยาลัยได้ร้อยละ 70 และสิงคโปร์คือร้อยละ 100 แล้วนะครับ</p>



<p>“เพราะฉะนั้น การเพิ่มขึ้นไม่เท่ากับคุณภาพ เราต้องเน้นเรื่องคุณภาพด้วย” สุชัชวีร์ทิ้งท้าย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-572e11"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/1739525266_133221-the101world-1200x800-2.webp" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พริษฐ์ วัชรสินธุ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยแนวทางที่&nbsp;</strong>‘<strong>เร็วขึ้น นานขึ้น ใกล้ขึ้น กว้างขึ้น และลึกขึ้น</strong>’ –&nbsp;<strong>พริษฐ์ วัชรสินธุ</strong></h3>



<p>“ผมคิดว่าความท้าทายเรื่องการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศมาจากปัญหาเชิงระบบ 4 ประการ”&nbsp;<strong>พริษฐ์ วัชรสินธุ&nbsp;</strong>สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวนำ</p>



<p><strong>ประการแรก</strong>&nbsp;พริษฐ์เกริ่นว่า ไทยลงทุนในการศึกษาไม่น้อย หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 4.7 ของ GDP ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากประเทศสมาชิก OECD มากนัก ทว่าปัญหาอยู่ที่งบประมาณไปถึงนักเรียนอย่างไม่เพียงพอ<strong>&nbsp;</strong>เนื่องจากงบส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับด้านบุคลากร จึงจำเป็นต้องทบทวนการแบ่งสัดส่วนโครงสร้างงบประมาณ โดยเฉพาะงบบุคลากรที่ต้องมองไปถึงโครงสร้างของกระทรวงและหน่วยงานว่ามีความเทอะทะหรือทำงานซ้ำซ้อนกันเกินไปหรือไม่<strong></strong></p>



<p>“อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้งบไปถึงนักเรียนอย่างไม่เสมอภาคคือ การกระจายงบโดยการคำนวณแบบรายหัวให้นักเรียนตามสถานศึกษา เราอาจจะต้องลองคำนึงถึงปัจจัยอื่นเพิ่มขึ้นเพื่อคิดถึงความเสมอภาค ไม่เช่นนั้น โรงเรียนขนาดเล็กจะเสียเปรียบ”<strong></strong></p>



<p><strong>ประการที่สอง</strong>&nbsp;หลายครั้งที่คนที่อยู่ใกล้ชิดกับปัญหาจริงๆ กลับไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ การที่ส่วนกลางทุ่มงบมาพัฒนาบางอย่างในโรงเรียนก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่นั่นอาจจะไม่ใช่ความสำคัญลำดับต้นๆ ที่โรงเรียนอยากพัฒนา<strong></strong></p>



<p>“ผมเข้าใจดีว่าเราต้องมีมาตรฐานส่วนกลางในการกำกับดูแล เช่น สุขาที่ถูกสุขอนามัย อาคารเรียนที่ปลอดภัย แต่ถ้าพูดถึงการพัฒนาที่เกินกว่านี้ เราควรกระจายอำนาจให้โรงเรียนสามารถตัดสินใจได้มากกว่านี้ไหม เพราะฉะนั้น การกระจายอำนาจสู่สถานศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ”<strong></strong></p>



<p><strong>ประการที่สาม</strong>&nbsp;พริษฐ์ชี้ว่า การลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาต้องไม่ใช่แค่ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสถานศึกษา แต่ต้องเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสถานศึกษา&nbsp;<strong>‘</strong>ที่มีคุณภาพ<strong>’</strong>&nbsp;นอกจากนี้ หากสามารถนำเด็กที่หลุดออกจากระบบกลับเข้าสู่ระบบได้แล้ว เราจะต้องคำนึงถึงต่อว่า หากนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบแล้ว การศึกษาที่เด็กได้รับมีคุณภาพเพียงพอหรือไม่ เช่น การมีโครงการพัฒนาศักยภาพของเด็กทว่ายังเชื่อมกับหลักสูตรเดิม ทั้งที่หลักสูตรเป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นในการศึกษาไทย<strong></strong></p>



<p>และ&nbsp;<strong>ประการที่สี่</strong>&nbsp;พริษฐ์เน้นย้ำว่า การลดความเหลื่อมล้ำไม่ได้สวนทางกับการโอบรับความหลากหลาย หากพูดให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นคือ การศึกษาที่ดีของแต่ละคนอาจไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกัน ดังนั้น การปลดล็อกการศึกษานอกระบบโรงเรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการศึกษาแต่ละแบบมีความเหมาะสมกับเด็กแต่ละคนที่เจอสถานการณ์ต่างกัน สิ่งสำคัญที่จะเป็นกลไกที่ช่วยโอบรับความหลากหลายและใช้ทรัพยากรที่ตอบโจทย์พื้นที่ได้คือ บทบาทของท้องถิ่น แต่ปัจจุบัน ท้องถิ่นก็ยังเจอข้อจำกัดและความท้าทายเชิงระเบียบตลอดเวลาหากจะทำโครงการที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนนอกสังกัดท้องถิ่น<strong></strong></p>



<p>นั่นจึงนำมาสู่แนวทางการของพริษฐ์เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คือการลงทุนที่ “เร็วขึ้น นานขึ้น ใกล้ขึ้น กว้างขึ้น และลึกขึ้น”<strong></strong></p>



<p>“<em>เร็วขึ้น</em>&nbsp;คือถ้าเราจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จะต้องรีบลดตั้งแต่ต้น คือลดในระดับปฐมวัยหรือประถมศึกษา ซึ่งจะได้ผลประโยชน์จากการลงทุนสูงมาก ที่ผ่านมาไทยลงทุนในระดับนี้ค่อนข้างน้อย”<strong></strong></p>



<p>เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น พริษฐ์ชี้ให้เห็นแนวทาง 2 ข้อ ข้อแรกคือการยกระดับคุณภาพและการมีอยู่ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก คือปรับหรือขยายเวลาให้บริการให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของผู้ปกครองมากขึ้น เช่น เปิดให้บริการเย็นขึ้น เปิด 7 วันและไม่มีปิดเทอม และข้อสอง พริษฐ์ชี้ให้เห็นว่า เด็กในช่วงอายุ 3 เดือนถึง2 ปี คือช่วงที่ร่วงหล่นจากการได้รับบริการจากรัฐมากที่สุด เพราะเป็นจุดที่สิทธิลาคลอดของมารดาจบลงจนถึงอายุ 2 ปีที่จะเข้าได้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จึงจำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อดูแลเด็กในช่วงนี้ ทั้งด้านทรัพยากรและบุคลากร<strong></strong></p>



<p>สำหรับ&nbsp;<em>นานขึ้น</em>&nbsp;พริษฐ์ชี้ว่าคือการให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และพัฒนาทักษะตลอดชีวิต เช่น การทำคูปองเพื่อให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยสามารถใช้พัฒนาทักษะได้ เพราะแม้ปัจจุบันจะมีคอร์สยกระดับทักษะหรือการเรียนรู้ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย ทว่าหลายครั้งที่อุปสรรคจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องค่าใช้จ่าย แต่เป็นเรื่องเวลา เพราะคนทำงานจะต้องทำงานหารายได้ตลอดเวลาทำให้ไม่อยากเสียสละเวลามาเรียน เพราะการมาเรียนจะทำให้รายได้ลดลง ดังนั้น พริษฐ์จึงยกตัวอย่างโมเดลของอินโดนีเซียที่ไม่ใช่แค่มีคูปองเรียนฟรี แต่มีการให้เงินสดด้วยตอนเรียนจบเพื่อเป็นแรงจูงใจ<strong></strong></p>



<p>การกระจายอำนาจหรือการเพิ่มบทบาทท้องถิ่นคือคำตอบของแนวคิด&nbsp;<em>ไกลขึ้น</em>&nbsp;แต่ต้องมาพร้อมกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการตรวจสอบจากผู้ปกครอง นักเรียน คุณครู ไปจนถึงบุคลากรของสถานศึกษาในพื้นที่ในเรื่องการใช้งบประมาณ ซึ่งพริษฐ์มองว่าการกระจายอำนาจเช่นนี้จะช่วยทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เพราะท้องถิ่นจะรู้ปัญหาอุปสรรคของเด็กแต่ละคนมากกว่า<strong></strong></p>



<p>“การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่ต้องดูการใช้ชีวิตของเด็กแต่ละคนด้วย” พริษฐ์อธิบายแนวคิด&nbsp;<em>กว้างขึ้น</em>&nbsp;“เพราะฉะนั้น บทบาทของ ศธ. หรือสถานศึกษาจึงไม่ใช่แค่ดูแลเรื่องวิชาการ แต่ต้องดูถึงการจัดสภาพแวดล้อมหรือสุขภาวะของเด็กให้พร้อมต่อการเรียนรู้ด้วย เพราะถ้าเด็กยังต้องอดอาหารหรือเจอสภาวะความเครียดจากครอบครัว ต่อให้ครูสอนดีแค่ไหนก็ไม่อาจอยู่ในจุดที่จะเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพได้”<strong></strong></p>



<p>นอกจากนี้ เพราะนักเรียนยากจนพิเศษจำนวนหนึ่งอาศัยอยู่ในครอบครัวแหว่งกลาง คืออยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย ดังนั้น พริษฐ์จึงเสนอว่า เราต้องดูแลถึงคนกลุ่มนี้ให้มีทักษะในการเลี้ยงดูบุตรหลานด้วย<strong></strong></p>



<p>และสุดท้าย&nbsp;<em>ลึกขึ้น</em>&nbsp;พริษฐ์เห็นพ้องกับทุกคนถึงเรื่องการใช้ข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลเชิงลึกเพื่อการจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคนมากขึ้น โดยเฉพาะแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างชุดข้อมูลเด็กยากจนพิเศษของ กสศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการต่อยอดการดำเนินการต่อไป</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/education-restructuring-for-equity-2025/">เปิดโจทย์การศึกษา 2568: ถึงเวลายกระดับโครงสร้างใหม่ เพื่อการศึกษาไทยที่เท่าเทียมมากขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Equity lab กสศ. เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ‘สำรวจความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ค้นหานวัตกรรมแก้ปัญหา’ ด้วยกิจกรรม Problem Discovery Workshop</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-equity-lab-240523/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 May 2023 08:39:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[วงศธร ชุณหะวัณ]]></category>
		<category><![CDATA[Change Lab]]></category>
		<category><![CDATA[วรกมล ด่านประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[Problem Discovery Workshop]]></category>
		<category><![CDATA[TK Park]]></category>
		<category><![CDATA[EQUITY LAB]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=67930</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2566 Equity lab ภายใต้กองทุนเพื่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-equity-lab-240523/">Equity lab กสศ. เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ‘สำรวจความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ค้นหานวัตกรรมแก้ปัญหา’ ด้วยกิจกรรม Problem Discovery Workshop</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2566 <strong>Equity lab ภายใต้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </strong>ร่วมกับ School of Changemakers และ Change Lab, TK Park จัดกิจกรรม <strong>‘Problem Discovery Workshop’</strong> ณ ศูนย์การเรียนรู้อเนกประสงค์ อุทยานการเรียนรู้ TK Park เพื่อรวมตัวผู้สนใจกว่า 60 คน เข้าร่วมสำรวจสถานการณ์ปัญหาการพัฒนาครูและสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกล การหาแนวทางสนับสนุนการเรียนรู้และฝึกทักษะอาชีพให้แก่เด็กนอกระบบ รวมถึงทำความรู้จัก Equity lab</p>



<p><strong>วรกมล ด่านประดิษฐ์</strong> ผู้ร่วมก่อตั้ง Change Lab กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีนักเรียนประมาณ 7 ล้านคน ในจำนวนนี้กว่า 2.5 ล้านคน เสี่ยงที่จะหลุดออกจากโรงเรียน ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มเด็กที่มีความยากจนซ้ำซ้อนและกลุ่มเด็กที่มีความพิการ โดยโรงเรียนไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเด็กอย่างครอบคลุมได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a93a2d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/วรกมล-ด่านประดิษฐ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">วรกมล ด่านประดิษฐ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Change Lab</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะที่สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ พบว่า เด็กในครอบครัวที่ยากจนที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ล่าง มีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีโอกาสได้เรียนต่อระดับอุดมศึกษา ซึ่งรายได้ของผู้ที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี แตกต่างจากวุฒิระดับ ม.6 ถึง 2 เท่า และมีแนวโน้มต่างกันเรื่อย ๆ</p>



<p><strong>วรกมล</strong> กล่าวต่อไปว่า อุปสรรคที่พบบ่อยในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา (common barriers) ได้แก่ คนส่วนหนึ่งยังไม่มีส่วนร่วมแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะไม่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับตัวเอง ระบบให้ความสำคัญกับครูหรือผู้ดูแลเด็กน้อยเกินไป การศึกษาในระบบบีบให้เด็กหลุดออกจากระบบ และคนใกล้ตัวเด็กมองไม่เห็นโอกาสของการศึกษา</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/09-Equity-lab-กสศ.-เปิดพื้นที่-07.jpg" alt="" data-id="67934" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/09-Equity-lab-กสศ.-เปิดพื้นที่-07.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=67934" class="wp-image-67934" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/09-Equity-lab-กสศ.-เปิดพื้นที่-07.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/09-Equity-lab-กสศ.-เปิดพื้นที่-07-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/09-Equity-lab-กสศ.-เปิดพื้นที่-07-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/09-Equity-lab-กสศ.-เปิดพื้นที่-07-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/09-Equity-lab-กสศ.-เปิดพื้นที่-07-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/09-Equity-lab-กสศ.-เปิดพื้นที่-08.jpg" alt="" data-id="67933" data-full-url="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/09-Equity-lab-กสศ.-เปิดพื้นที่-08.jpg" data-link="https://www.eef.or.th/?attachment_id=67933" class="wp-image-67933" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/09-Equity-lab-กสศ.-เปิดพื้นที่-08.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/09-Equity-lab-กสศ.-เปิดพื้นที่-08-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/09-Equity-lab-กสศ.-เปิดพื้นที่-08-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/09-Equity-lab-กสศ.-เปิดพื้นที่-08-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/09-Equity-lab-กสศ.-เปิดพื้นที่-08-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></li></ul></figure>



<p></p>



<p>สำหรับงาน Problem Discovery Workshop ครั้งนี้ <strong>วรกมล</strong>เผยว่า ผู้เข้าร่วมงานให้ความสนใจต่อการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการศึกษาไทย ดังนั้นการสำรวจปัญหาร่วมกัน นับเป็นทางออกหนึ่งที่จะทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้รับการแก้ไขอย่างถูกทิศทาง</p>



<p><strong>วงศธร ชุณหะวัณ</strong> นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. กล่าวว่า อีกหนึ่งความสำคัญของงาน Problem Discovery Workshop คือการเพิ่มกลุ่มนวัตกรรุ่นใหม่ หรือธุรกิจเพื่อสังคมที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งจำเป็นต้องขยายความร่วมมือ และสนับสนุนให้คนกลุ่มนี้ขับเคลื่อนกิจกรรมได้อย่างยั่งยืน</p>



<p>“เป้าหมายของเราคือ ต้องการเชิญชวนให้คนเข้ามามีส่วนร่วม เข้าใจข้อมูลเชิงลึกของปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาและตั้งโจทย์เป็น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-85a154"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/วงศธร-ชุณหะวัณ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">วงศธร ชุณหะวัณ นักวิชาการ วสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>วงศกร</strong>กล่าวต่อไปว่า งาน Problem Discovery Workshop จึงเสมือนการทดลองไอเดียว่า นวัตกรหน้าใหม่จะสามารถเข้าใจ มองเห็นบริบทของปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือสามารถพัฒนาเครื่องมือใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาด้วยการคิดเชิงนวัตกรรม</p>



<p>ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมแบ่งโจทย์ให้ผู้เข้าร่วมถกเถียงและค้นหาวิธีแก้ไขปัญหา อาทิ ควรจะออกแบบวิธีการสอนนักศึกษาครูอย่างไร มีวิธีการที่จะนำเด็กนอกระบบกลับเข้าสู่รั้วโรงเรียนหรือส่งเสริมวิชาชีพอย่างไร รวมไปถึงมีวิธีการสร้างความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานกับเด็กในแต่ละพื้นที่อย่างไร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b2f4c5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/09-Equity-lab-กสศ.-เปิดพื้นที่-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะเดียวกัน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปได้แลกเปลี่ยนความเห็นว่า ตนเล็งเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจากประสบการณ์ของตนเอง จึงสนใจเรียนสาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็กและสนใจการเวิร์กช็อป และทำให้เห็นมุมมองที่หลากหลายจากผู้เข้าร่วมคนอื่น ๆ ซึ่งอาจเป็นกุญแจดอกหนึ่งที่แก้ไขสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำได้</p>



<p>“ตอนแรกก็ตั้งคำถามว่า การที่เรามารวมกัน สุดท้ายจะได้อะไร แต่พวกเราก็น่าจะตามหาคำตอบนี้เหมือนกัน ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำลดลง เราต้องคุยกับใครบ้าง เราต้องวางตัวอย่างไร”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-equity-lab-240523/">Equity lab กสศ. เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ‘สำรวจความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ค้นหานวัตกรรมแก้ปัญหา’ ด้วยกิจกรรม Problem Discovery Workshop</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
