<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 24 May 2022 03:36:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ฝากการบ้านถึงผู้ว่าฯ คนใหม่ หนึ่งโจทย์ใหญ่ของกรุงเทพฯคือ ‘ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-homework-to-the-new-bkk-governor-240522/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 May 2022 03:36:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภูมิศรันย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ว่าฯ กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=56130</guid>

					<description><![CDATA[<p>“นโยบายแรกที่จะทำคือการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นเครื่องมื [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-homework-to-the-new-bkk-governor-240522/">ฝากการบ้านถึงผู้ว่าฯ คนใหม่ หนึ่งโจทย์ใหญ่ของกรุงเทพฯคือ ‘ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“นโยบายแรกที่จะทำคือการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำ เด็กดีก็จะดีกับพ่อแม่ได้ ถือว่าลดความเหลื่อมล้ำได้ในหนึ่งช่วงอายุ เพื่อช่วยให้หลุดพ้นความยากจนได้ พร้อมทั้งส่งเสริมห้องสมุดเพื่อสร้างให้เด็กมีความรู้ กทม.ต้องเตรียมพวกนี้ไว้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาส”</p>



<p>วิสัยทัศน์ของผู้ว่ากรุงเทพมหานครคนที่ 17 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่เห็นว่ากรุงเทพมหานครคือมหานครแห่งความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ โดยโจทย์ใหญ่ที่ผู้ว่าฯคนใหม่ต้องเร่งจัดการแก้ไขให้สำเร็จคือความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่มีนโยบายด้านการศึกษาจำนวน 28 ข้อที่นำมาหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง</p>



<p>โดยในช่วงระหว่างการหาเสียงที่ผ่านมา กองทุนเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนและเก็บข้อมูลศึกษาวิจัย เพื่อค้นหาปัญหาทางการศึกษาของกรุงเทพฯให้ได้มากที่สุดทั้งในทางกว้างและในทางลึก จากนั้นจึงกลั่นกรองออกมาเป็นข้อสังเกตต่างๆ ผ่านกระบวนทัศน์ของ <strong>‘ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ’ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ ‘ดร.ภูมิศรันย์ ทองเลี่ยมนาค’ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.)</strong> ซึ่งเราได้สรุปออกมาเป็นประเด็นต่างๆ เพื่อฝากเป็นการบ้านให้ผู้ว่าฯ คนใหม่รับไปแก้ไขหรือหาทางสนับสนุน เพื่อเป็นแนวทางพัฒนากรุงเทพฯ ของเราต่อไปในอีก 4 ปีข้างหน้านี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-51795a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/04-ฝากการบ้านถึงผู้ว่า.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เรียนฟรีต้องฟรีจริง</strong></h2>



<p>[1] ปัจจุบันนโยบายเรียนฟรีของภาครัฐ ยังเป็นการเรียนแบบ ‘ฟรีทิพย์’&nbsp; เงินที่ช่วยลดภาระผู้ปกครองได้เพียง 1 ใน 5 จากที่ต้องจ่ายจริงเท่านั้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของคนกรุงเทพฯ ยิ่งสูงกว่าคนต่างจังหวัดถึง 2 เท่า นอกจากค่าเทอม จึงควรมีเงินสนับสนุนด้านอื่นๆให้ครอบคลุมด้วย เช่น เครื่องแบบ อุปกรณ์การเรียน แบบเรียน ฯลฯ</p>



<p>[2] ค่าอาหารต้องเพิ่มอย่างน้อยควรเป็น 40 บาทต่อหัว ทั้งในส่วนโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน ปัจจุบันงบประมาณที่ภาครัฐให้ยังคงอยู่ที่หัวละ 20 บาท ซึ่งเป็นฐานที่ใช้มาแล้ว 15 ปีแล้ว ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่สูงขึ้นในปัจจุบัน ยิ่งในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน กทม.จัดงบเพิ่มจากที่รัฐสนับสนุนเพียง 8 บาท ทำให้ได้แค่ 28 บาท ซึ่งยังไม่พอและอาจทำให้เกิดภาวะถดถอยทางร่างกายของเด็กๆ ปัจจุบัน เริ่มเห็นภาวะเตี้ยตัน ขณะที่มีงานวิจัยหลายชิ้นมีข้อบ่งชี้ที่ตรงกันว่า ช่วงปฐมวัยเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆไม่ว่า ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ หรือสังคม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b9a17e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/02-ฝากการบ้านถึงผู้ว่า.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>โรงเรียนต้องเป็น Soft Area</strong></h2>



<p>[3] รอบโรงเรียนในสังกัด กทม. ส่วนใหญ่เป็นชุมชนแออัด มีปัญหาต่างๆ เช่น ยาเสพติด ความรุนแรง หรืออื่นๆ จึงต้องทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ที่อ่อนโยน ยืดหยุ่น เด็กเข้ามาแล้วรู้สึกปลอดภัย นอกจากนี้ ต้องมี Soft Power คือ เด็กเข้ามาแล้วได้แสดงออกอย่างเต็มที่ เช่น มีฝันเป็นแร็ปเปอร์ เป็นบาร์ริสต้า หรือเป็นอะไรอย่างอื่นก็ควรมีช่องทางส่งเสริมให้เขาทำได้ ควรมีการจัดการหลักสูตรที่สามารถพัฒนาอาชีพให้มากขึ้นว่า 1 คาบต่อสัปดาห์ เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องของเศรษฐกิจครัวเรือน เด็กที่มาจากครอบครัวที่ยากจนหรือยากจนพิเศษจะสามารถนำไปใช้ต่อยอดได้จริงโดยไม่ต้องลหลุดออกไปจากระบบการศึกษา</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียนต้องลงทุน</strong></h2>



<p>แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือกรุงเทพมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียนที่มีมาตรฐานเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นจาก 292 แห่ง พบทั้งปัญหาทั้งทางกายภาพของสถานที่ ขาดอุปกรณ์ส่งเสริมพัฒนาการ อาหารกลางวันไม่พอ หรือแม้กระทั่งครูที่ยังเป็นเพียงครูอัตราจ้างเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีความมั่นคงทางอาชีพ ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีการขึ้นเงินเดือนจูงใจให้พัฒนาตัวเอง ซึ่งเป็นการศึกษาที่ผิดหลัก เพราะการดูแลเด็กปฐมวัยต้องการครูที่ดีที่สุด มีความพร้อม มีความสุข ความมั่นใจ ทุ่มเทกับการทำงานได้มากที่สุด ปัจจุบันมีงบให้ศูนย์เหล่านี้แค่ประมาณ 700 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่งบส่วนใหญ่ไปอยู่กับโครงการประเภทขุดลอกคูคลองและก่อสร้างต่างๆ ไม่ใช่งบลงทุนเพื่อการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fd9a7c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/01-ฝากการบ้านถึงผู้ว่า.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ต้องมีพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน</strong></h2>



<p>[5]  ปัญหาของกรุงเทพคือขาดพื้นที่เรียนรู้ ทำกิจกรรม หรือแม้แต่พื้นที่เล่นของเด็กๆนอกโรงเรียนที่ทุกคนเข้าถึงได้ จึงเป็นความเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กที่มีฐานะที่ครอบครัวสามารถพาไปเรียนรู้หรือไปเล่นได้ช่วงวันหยุดด้วยกำลังทรัพย์ที่มี ไม่ว่าจะไปห้าง ไปสวนสัตว์ ไปเล่นในสนามเด็กเล่น แต่เด็กยากจนในชุมชนแออัดไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้เลย หรือถ้ามีพื้นที่ก็มักถูกทำให้หายไปด้วยเหตุผลทางธุรกิจ เช่น พื้นที่ตรอกโรงหมู ชุมชนคลองเตย ที่เดิมได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่การเรียนรู้นอกโรงเรียน มีสนามบาส มีลานกิจกรรมหรืออาจเรียกว่าเป็นโอเอซิสของชุมชนแออัด แต่ต่อมาได้ถูกรื้อไปกลายเป็นที่ติดตั้งป้ายโฆษณาขนาดยักษ์ เป็นบทเรียนว่ากรุงเทพต้องมีพื้นที่เล่นที่เหมาะสมกับเด็กๆให้มากขึ้นหรือรักษาไว้ไม่ให้หายไป ทุกชุมชนควรมีพื้นที่เพื่อให้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อดึงกันให้พ้นจากภาวะไม่เหมาะสมได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f42575"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/03-ฝากการบ้านถึงผู้ว่า.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ยกระดับโรงเรียนในสังกัด กทม.</strong></h2>



<p>[6]&nbsp; อย่านำหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการมาใช้ เพราะไม่มีความทันสมัยหรือไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน โรงเรียนในสังกัด กทม. สามารถใช้หลักสูตรสิงคโปร์ หรือฟินแลนด์เป็นต้นแบบได้ เพื่อยกระดับการศึกษาของเด็กกรุงเทพได้</p>



<p>[7]&nbsp; ครูในสังกัด กทม. ขอวิทยฐานะยากมาก ทำให้ไม่สามารถก้าวหน้าทางอาชีพได้ แม้จะไปทำชื่อเสียงระดับโลกมาก็ตาม</p>



<p>[8]  เพิ่มโรงเรียนสังกัด กทม. ในสัดส่วนมัธยมต้นและปลาย ปัจจุบันมีแต่โรงเรียนระดับอนุบาลกับประถมมาก แต่โรงเรียนที่เปิดถึง ม.ปลายมีเพียง 9 แห่งเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอ เพราะหากเรียนจบประถมโรงเรียนในสังกัด กทม. แล้วต้องไปหาที่เรียนต่อโรงเรียนสังกัด สพฐ.จะต้องมีรายจ่ายเพิ่มอีกอย่างน้อยคนละ 5,000 &#8211; 8,000 บาท ยังไม่ต้องพูดถึงโรงเรียนเอกชนที่สูงกว่านั้นมากจนไม่สามารถเข้าเรียนต่อได้อย่างแน่นอน </p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-homework-to-the-new-bkk-governor-240522/">ฝากการบ้านถึงผู้ว่าฯ คนใหม่ หนึ่งโจทย์ใหญ่ของกรุงเทพฯคือ ‘ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
