<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ความยากจน | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 30 Nov 2021 12:52:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ความยากจน | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เพราะที่สุดแห่งความขัดสน คือความยากจนทางการเรียนรู้</title>
		<link>https://www.eef.or.th/learning-poverty/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 Nov 2021 12:52:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ความยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ความยากจนทางการเรียนรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48546</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ความยากจน’ หรือ ‘ความข้นแค้น’ นั้นเพียงได้ยินก็ขื่นขม  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/learning-poverty/">เพราะที่สุดแห่งความขัดสน คือความยากจนทางการเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘ความยากจน’ หรือ ‘ความข้นแค้น’ นั้นเพียงได้ยินก็ขื่นขม ความยากจนคือความขาดที่ไม่พึงปรารถนา คือความอับจนหนทางในการเติมเต็มความหวัง ความฝัน และสุขภาวะทั้งปวงในชีวิต ตลอดจนไร้ซึ่งกำลังในการทำนุบำรุงตนเองและผู้อื่น หากจะมีปีศาจตนใดที่มนุษย์ตะเกียกตะกายให้รอดพ้นอย่างสุดชีวิต ก็คงเป็นความยากจนนั่นเอง</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ความยากจนมิใช่ปีศาจที่มีรูปโฉมเดียว ความยากจนอาจแปลงกายเป็นความขาดไร้ซึ่งอาหาร ความขัดสนซึ่งรายได้ และความยากไร้อันถมให้เต็มได้ด้วยทรัพย์สิน ขณะเดียวกันก็อาจแปลงกายเป็นความขาดที่แยบยลกว่า จับต้องได้น้อยกว่า และมีอำนาจทำลายล้างรุนแรงกว่า หนึ่งในความยากจนที่จับต้องไม่ได้นี้ คือความยากจนทางการเรียนรู้ (learning poverty)</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading" id="1--%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><strong>ความยากจนทางการเรียนรู้คืออะไร</strong></h2>



<p><br>ความยากจนทางการเรียนรู้ไม่ได้หมายถึงเพียงการขาดแคลนทุนทรัพย์ในการศึกษา ธนาคารโลกระบุว่าความยากจนทางการเรียนรู้หมายถึงภาวะที่เยาวชนไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ หรืออ่านออกเขียนได้น้อยมากเมื่อมีอายุครบ 10 ปี ซึ่งเป็นทั้งผลลัพธ์และจุดเริ่มต้นของความยากไร้อื่นๆ การอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ในวัยเท่านั้นหมายถึงการเติบโตในครอบครัวที่ขาดรายได้จนไม่อาจส่งเสริมให้ลูกได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ หมายถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการทรัพยากรโดยรัฐ และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่ถ่างกว้างเสียจนคนกลุ่มหนึ่งไม่อาจพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนได้ตลอดหลายชั่วอายุคน หมายถึงนโยบายด้านการศึกษาที่ล้มเหลว ตลอดจนการขาดกลไกของรัฐที่มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที</p>



<p>การอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ไม่ใช่ปัญหาเล็กจ้อย เพราะความยากจนทางการเรียนรู้จะนำไปสู่การขาดไร้ซึ่งความสามารถในการต่อยอดปัญญาและพัฒนาตนเอง เนื่องจากการขาดทักษะสำคัญในการรับเข้า ประมวลผล และสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ กล่าวคือไม่สามารถอ่านเพื่อซึมซับและทำความเข้าใจข้อมูล ไม่สามารถเขียนเพื่อขัดเกลาข้อมูลหรือถ่ายทอดองค์ความรู้นั้นต่อไป เด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ย่อมมีรายได้น้อย ย่อมสร้างประโยชน์ได้น้อย และไม่อาจกล่อมเกลาสมาชิกใหม่ในครัวเรือนได้เหมาะสม กระนั้นความยากจนที่ว่านี้ก็มีผู้ใส่ใจน้อยเหลือเกิน ทั้งที่ความยากจนทางการเรียนรู้มิได้บ่อนเซาะเพียงปัญญาแห่งปัจเจกบุคคล แต่กัดกร่อนปัญญาของทั้งสังคม</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading" id="2---%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99-"><br><strong>สถานการณ์ความยากจนทางการเรียนรู้ในปัจจุบัน</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-419a3c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/20211116-chalida1-768x316-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ร้อยละของเด็กที่ประสบความยากจนทางการเรียนรู้ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง-ต่ำ แยกตามภูมิภาค<br>(แกนตั้ง – ความยากจนทางการเรียนรู้<br>แกนนอน (จากซ้ายไปขวา) – กลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง-ต่ำ เอเชียแปซิฟิก ยุโรปและเอเชียกลาง ละตินอเมริกาและแคริบเบียน ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ เอเชียใต้ แอฟริกาใต้สะฮารา)<br><strong>ที่มา : รายงาน Ending Learning Poverty : What will it take โดย World Bank</strong>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p>ปัจจุบัน เด็กในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางต่ำกว่าร้อยละ 53 ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้อย่างเหมาะสมเมื่อมีอายุ 10 ปี หากโลกทั้งใบถูกย่อส่วนเป็นห้องเรียนห้องหนึ่งที่มีนักเรียนราว 40 คน ก็จะมีนักเรียนถึง 22 คนในห้องนี้ที่ขาดทักษะการอ่าน ซึ่งจะฉุดรั้งทักษะการคิดวิเคราะห์และลดทอนความเข้าใจแนวคิดที่เป็นนามธรรม ยิ่งไปกว่านั้น ร้อยละ 53 ที่ว่านี้ยังถูกฉุดขึ้นมากแล้วด้วยอัตราการรู้หนังสือของเด็กในประเทศรายได้ปานกลางค่อนสูง หากตัดประเทศกลุ่มนี้ออก อัตราดังกล่าวจะสูงขึ้นถึงมากกว่าร้อยละ 80 ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนต่ำ</p>



<p>ที่สำคัญคืออัตราดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการได้หรือไม่ได้เข้าโรงเรียนแต่อย่างใด กล่าวได้ว่าการผลักดันเด็กให้เข้าโรงเรียนอย่างเป็นล่ำเป็นสันในเวลาที่ผ่านมานั้น อาจไม่มีความหมายต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างตรงจุดเลย</p>



<p>ทั้งนี้ โปรดอย่าลืมว่าในที่สุด ห้องเรียนที่เราจินตนาการนั้นเป็นโลกไร้พรมแดนที่เชื่อมต่อกันทุกวินาที คือดินแดนนับร้อยที่เกื้อกูลและมีอิทธิพลซึ่งกันและกัน ปัญหานี้จึงไม่ใช่ปัญหาไกลตัวที่จะเพิกเฉยหรือประกาศความสำเร็จได้เพียงเพราะทำได้ดีกว่าประเทศใดประเทศหนึ่ง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9912b4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/20211116-chalida2-768x316-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ร้อยละของเด็กที่ประสบความยากจนทางการเรียนรู้ แยกตามกลุ่มประเทศ และสถานะการกู้ยืมจากธนาคารโลก<br>แกนตั้ง – ความยากจนทางการเรียนรู้<br>แกนนอน (แถวบน จากซ้ายไปขวา) – ทั่วโลก รายได้สูง รายได้ปานกลางค่อนสูง รายได้ปานกลางค่อนต่ำ รายได้ต่ำ ไม่กู้ยืม กลุ่ม IBRD กลุ่ม IDA (ยากจนที่สุด)<br>แกนนอน (แถวล่าง จากซ้ายไปขวา) – ทั้งหมด ระดับรายได้ สถานะการกู้ยืม<br><strong>ที่มา : รายงาน Ending Learning Poverty : What will it take โดย World Bank</strong>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p>แม้ว่าในปี 2015 จะเกิดข่าวดีคือประชาคมโลกได้กำหนดเป้าหมายจะขจัดความยากจนให้หมดสิ้นไปภายในปี 2030 กระนั้นก็มีข่าวร้าย คือธนาคารโลกระบุอย่างชัดเจนว่า ด้วยอัตราการพัฒนาและแก้ไขปัญหาความยากจนทางการเรียนรู้อันเป็นบ่อเกิดของความยากจนอื่นๆ ในขณะนี้ โลก ‘ไม่มีทาง’ ขจัดความยากจนภายในปี 2030 ได้เลย</p>



<p>เพราะปัจจุบันโลกทำให้ความยากจนทางการเรียนรู้อ่อนแรงลงได้เพียงปีละร้อยละ 0.6 เท่านั้น! โดยอัตราความยากจนทางการเรียนรู้ยังสูงขึ้นอีกด้วยในบางประเทศ อย่างไรก็ตาม มีหลายเสียงแห่งความหวังที่บอกว่าขณะที่มีการกำหนดเป้าหมายดังกล่าวในปี 2015 โลกยังไม่ได้ใส่ใจคุณภาพการจัดการศึกษามากเท่ากับอัตราการเข้าโรงเรียน ดังนั้น ในปัจจุบันที่มีผู้สนใจยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้มากขึ้น อัตราเร็วนี้จึงอาจเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในอนาคต</p>



<p>แม้จะเป็นเช่นนั้น การขจัดความยากจนในปี 2030 ก็เป็นงานหินทีเดียว เราต้องเร่งอัตราเร็วของการกำจัดความยากจนทางการเรียนรู้ จากที่ลดลงปีละร้อยละ 0.6 เป็นร้อยละ 1.6 หรือเกือบสามเท่าต่อปี ความยากจนทางการเรียนรู้ในปี 2030 จึงจะลดลงจากร้อยละ 43.2 ทั่วโลกเหลือร้อยละ 26.8 ซึ่งถึงจะยังสูงกว่าที่ควรเป็น แต่ก็นับว่าดีกว่าปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปมาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7c71cf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/20211116-chalida3-768x371-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">แบบจำลองเปรียบเทียบอัตราความยากจนทางการเรียนรู้ในสองกรณี<br>(แกนตั้ง – อัตราความยากจนทางการเรียนรู้<br>(สีแสด) กรณีปัจจุบัน (สีฟ้า) ความเป็นไปได้ที่ดีที่สุด (สีม่วง) ครึ่งหนึ่งของปัจจุบัน<br><strong>ที่มา : รายงาน Ending Learning Poverty : What will it take โดย World Bank</strong>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p>แล้วอะไรที่เป็นอุปสรรคต่อการกำจัดความยากจนทางการเรียนรู้น่ะหรือ</p>



<p>หลายคนอาจเดาได้แล้วจากความจริงที่ว่าสถานการณ์ความยากจนทางการเรียนรู้ไม่เคยกระเตื้องขึ้นแม้จะมีเด็กได้เข้าโรงเรียนมากขึ้น นั่นคือการทุ่มเททรัพยากรอย่างไม่ตรงจุด ไม่ก่อประสิทธิผลเท่าที่หวัง ดังที่ธนาคารโลกอธิบายว่า ปัญหาที่แท้จริงคือหลายประเทศ “ไม่ได้ทุ่มเทให้การยกระดับความต้องการทางการเรียนรู้” ของเด็กอย่างเพียงพอ ง่ายเหลือเกินที่จะผลักไสความผิดนี้ให้ปัจเจกบุคคล เพื่อผลักทั้งคำกล่าวโทษและภาระรับผิดชอบหนักอึ้งให้พ้นตัว ทั้งที่แรงจูงใจการเรียนรู้ไม่ใช่คุณสมบัติที่เด็กคนใดจะมีมาแต่กำเนิด แต่เป็นสิ่งที่สร้างได้ด้วยสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่เหมาะสม</p>



<p>รายงานประจำปีของธนาคารโลก (World Development Report) ในปี 2018 ระบุว่า ประสบการณ์ในชั้นเรียนของเด็กทั่วโลกถูกบ่อนเซาะด้วย ก) การขาดสารอาหารและภาวะโภชนาการที่เหมาะสม ทำให้ขาดแรงจูงในการไปโรงเรียน และลดทอนความสามารถในการเรียนรู้ ข) ครูขาดทักษะ ขาดการสนับสนุน หรือขาดแรงจูงใจในการประกอบอาชีพ ไม่ว่าจะด้วยการฝึกหัดครูที่ด้อยประสิทธิภาพ ภาระงานของครูที่ไม่ส่งผลดีต่อการจัดการเรียนรู้ หรือค่าตอบแทนและฐานะทางสังคมที่ไม่จูงใจให้คงอยู่ในวิชาชีพในระยะยาว ค) แบบเรียน สื่อการเรียนรู้ และทรัพยากรทางการศึกษาที่ไร้คุณภาพ ไม่ทันสมัย หรือไม่ทั่วถึง</p>



<p>และ ง) การบริหารจัดการโรงเรียนโดยไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ทางการศึกษาเป็นสำคัญ ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้กำหนดนโยบายขาดองค์ความรู้หรือทักษะที่จำเป็นต่อการจัดการศึกษา ไม่สามารถแก้ไขปัญหา หรือที่เลวร้ายกว่านั้นคือไม่เต็มใจแก้ไขปัญหาในสถานศึกษาอันเนื่องมาจากการขาดแคลนงบประมาณหรือแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ</p>



<p>หากผู้อ่านเห็นว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาการศึกษาเดิมๆ ที่ได้ยินมาตลอดชีวิต ผู้อ่านเข้าใจถูกต้องแล้ว เพราะธนาคารโลกชี้ว่าการกำจัดความยากจนทางการเรียนรู้นั้นไม่อาจเป็นไปได้โดยปราศจากการยกระดับระบบการศึกษาทั้งระบบ กล่าวคือไม่มีทางลัดในการปัดเป่าการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของเยาวชน ไม่มีแผนปฏิรูปอัศจรรย์ที่จะบันดาลทุกสิ่งได้เพียงการลงนามครั้งเดียว</p>



<p>การพัฒนาการจัดการศึกษานั้นเรียกร้องทั้งองค์ความรู้ที่ถูกต้อง การทุ่มเทแรงกายและแรงใจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการร่วมแรงร่วมใจระหว่างองคาพยพของรัฐเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของพลเมือง อันจะผลักการศึกษากลับไปสู่เส้นทางที่พึงประสงค์ ด้วยหวังให้การศึกษานั้นกลับมาผลักสังคมสู่ลู่ทางที่ถูกควรในวันหน้า</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="3---%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><br><strong>จะขจัดความยากจนทางการเรียนรู้ได้อย่างไร</strong></h2>



<p><br>ธนาคารโลกมีคำตอบแสนเรียบง่าย คือกำหนดเป้าหมายที่ถูกต้องเสียก่อน</p>



<p>เป้าหมายนั้นต้อง “เป็นไปได้จริง (feasible) และเรียกร้องความทุ่มเทที่มากกว่าในปัจจุบัน” โดยคำนึงถึงสิทธิในการได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพของมนุษย์ทุกคน</p>



<p>ผู้คลุกคลีในวงการศึกษาต่างรู้ว่าระดับความยากของเนื้อหาที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดแรงบันดาลใจ คือเนื้อหาที่มีความท้าทาย ยากกว่าความสามารถจริงของผู้เรียน มีปลายทางชัดเจนว่าองค์ความรู้นั้นสำคัญอย่างไร และไม่ยากเกินไปจนก่อให้เกิดความท้อแท้ เป้าหมายในการพัฒนาการจัดการศึกษาก็ควรเป็นเช่นนั้น</p>



<p>นอกจากความท้าทายอย่างพอดีแล้ว เป้าหมายที่บรรลุได้จริงต้องมีหลักชัยที่ชัดเจนว่าเมื่อไรจึงจะถือว่าบรรลุ กล่าวคือมีลักษณะดังต่อไปนี้</p>



<ul><li>มีความเรียบง่าย (simplicity) คือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักการศึกษา ผู้ปกครอง หรือองค์กรเอกชน ต้องเข้าใจเป้าหมายนั้นได้ ไม่มีการตีความแตกต่างกันไป และต้องเข้าใจว่าเป้าหมายนั้นมีประโยชน์หรือความหมายต่อตนเองอย่างไร สัมพันธ์กับความเป็นอยู่และสุขภาวะของตนอย่างไร</li><li>ผลิตซ้ำได้ (replicability) คือตั้งอยู่บนข้อมูลทางสถิติที่โปร่งใส ซึ่งถูกรวบรวมและประมวลด้วยวิธีวิทยาที่โปร่งใส ทำให้ผลิตซ้ำข้อมูลเพื่อประเมินความก้าวหน้าในแต่ละปีได้</li><li>เปลี่ยนแปลงได้ (movability) ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความพยายามที่เหมาะสม คือเป็นไปได้จริงผ่านการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษา</li></ul>



<p>โดยเป้าหมายที่ธนาคารโลกเสนอให้กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางและต่ำนำไปพัฒนาต่อไป คือ “การลดจำนวนเด็กอายุ 10 ปีที่ยังไม่สามารถอ่านออกเขียนได้อย่างเหมาะสมลงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่มีอยู่ในปัจจุบันภายในปี 2030 ผ่านการยกระดับระบบการศึกษาทั้งระบบ”</p>



<p>โดยแนวทางการยกระดับระบบการศึกษานั้น ต้องตั้งอยู่บน ‘เสาหลัก’ (pillar) แห่งระบบการศึกษาที่มีคุณภาพห้าต้น ได้แก่</p>



<ul><li>ผู้เรียนมีความพร้อมและมีแรงจูงใจในการศึกษา มีภาวะโภชนาการที่เหมาะสม เห็นประโยชน์อันจะเกิดจากการศึกษา และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูลการเรียนรู้</li><li>ครูมีทักษะที่จำเป็น ได้รับการฝึกหัดให้ยกระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนที่มีความหลากหลาย ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมและความไว้เนื้อเชื่อใจ ตลอดจนพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง</li><li>ห้องเรียนเป็นสถานที่ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มีหลักสูตรการศึกษาที่เหมาะสมกับวัยและความต้องการของปัจเจกบุคคล มีแบบเรียนและทรัพยากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ</li><li>โรงเรียนเป็นสถานที่ปลอดภัยและไม่ทอดทิ้งเด็กคนใด ไม่มีการเลือกปฏิบัติและความรุนแรง เด็กที่มีความต้องการพิเศษได้รับความช่วยเหลือให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ ตลอดจนมีสาธารณูปโภคที่ได้มาตรฐาน</li><li>ระบบการศึกษาได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม และการได้มาซึ่งตำแหน่งผู้บริหารและกำหนดนโยบายผูกพันกับความรู้ความสามารถของบุคคล</li></ul>



<p>เมื่อคำนึงถึงหลักการเหล่านี้แล้ว ก็ถึงเวลากำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อย่างตรงจุด โดยธนาคารโลกเสนอให้นโยบายเหล่านี้ประกอบด้วยองค์ประกอบสี่ประการ คือ</p>



<ul><li><strong>องค์ประกอบที่ 1</strong>&nbsp;มีการกำหนดเป้าหมายเฉพาะระดับประเทศ รวมถึงกลไกการวัดและประเมินความก้าวหน้าที่ชัดเจน ทั้งนี้ วิธีการบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ต้องตรงไปตรงมา ไม่กำกวม ครอบคลุมทุกองคาพยพทางการศึกษา โดยอาจกำหนดเป้าหมายย่อยที่แต่ละฝ่ายต้องบรรลุ ผ่านการมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายของฝ่ายนั้นๆ โดยคำนึงถึงบริบทที่ห้อมล้อมผู้ปฏิบัติงานเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางภูมิศาสตร์ บริบทประชากร หรือความพร้อมของชุมชน โดยเน้นให้ทุกฝ่ายมีภาระรับผิดชอบในการลดอัตราการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ไม่มุ่งจับผิดและลงโทษ<br>นอกจากนี้ การกำหนดขอบเขตเวลาก็มีความสำคัญเท่าๆ กับการกำหนดเป้าหมาย ในพื้นที่ที่มีอัตราการรู้หนังสือน้อยมากนั้น การกำหนดระยะเวลาบรรลุเป้าหมายเท่ากับพื้นที่อื่นๆ ย่อมไม่สมเหตุสมผลและนำไปสู่การปิดบังความจริงที่รังแต่จะซ้ำเติมปัญหา</li><li><strong>องค์ประกอบที่ 2&nbsp;</strong>มีการรับประกันว่าครูและนักการศึกษาจะมีคุณภาพ เข้าใจแนวทางการยกระดับการรู้หนังสือ ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงแนวทางการฝึกหัดครูและคัดเลือกบุคลากรเข้าสู่วิชาชีพ รวมถึงอำนวยความสะดวกแก่การแนะแนวครูใหม่ในโรงเรียนโดยครูอาวุโสและการพัฒนาทางวิชาชีพ โดยส่งเสริมให้ครูเป็นผู้นำการเรียนรู้ทางวิชาชีพของกันและกัน ไม่ว่าจะในหรือระหว่างโรงเรียน<br>นอกจากนี้ การจัดสรรครูให้เหมาะสมกับความต้องการของพื้นที่ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพก็จำเป็น พื้นที่ที่ขาดแคลนกว่าย่อมต้องการครูจำนวนมากกว่าและมีทักษะเฉพาะบางประการซึ่งจะยกระดับอัตราการรู้หนังสือในพื้นที่นั้นๆ ได้ แน่นอนว่าการดึงดูดใจครูให้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เหล่านี้ไม่อาจอาศัยเพียงความเสียสละหรือจรรยาบรรณวิชาชีพ แต่ด้วยการสนับสนุนที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นค่าตอบแทนที่สูงขึ้นหรือค่าชดเชยการเสียโอกาสเนื่องจากอุปสรรคในพื้นที่ เช่น การเดินทาง สภาพอากาศ ฯลฯ รวมถึงต้องรับประกันว่าครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดารจะสามารถเข้าถึงทรัพยากรทางการเรียนรู้และการพัฒนาทางวิชาชีพทัดเทียมกับครูในเมืองใหญ่ ตลอดจนส่งเสริมให้ครูสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ เพื่อให้สถานศึกษาในท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน</li><li><strong>องค์ประกอบที่ 3&nbsp;</strong>อัดฉีดงบประมาณเพื่อการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ มีเนื้อหาหลากหลาย และทันสมัย ธนาคารโลกระบุว่าเด็กเล็กๆ จะมีความสุขในการอ่านและการเรียนรู้มากขึ้น หากสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่แตกต่างกันเพื่อสำรวจและบ่มเพาะความสนใจในอนาคตของตนเอง ทั้งนี้ เมื่อความสามารถในการอ่านของเด็กสูงขึ้น พวกเขาย่อมต้องการเนื้อหาที่ท้าทายยิ่งขึ้นด้วย และหากทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนไม่ตอบโจทย์ความต้องการนั้น ก็อาจนำไปสู่ความเบื่อหน่ายและการขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้ในที่สุด<br>ทั้งนี้ ทรัพยากรทางการศึกษานั้นควรมีความหลากหลาย ไม่จำกัดเพียงสิ่งพิมพ์เท่านั้น ทว่าสอดคล้องกับความต้องการที่แตกต่างกันของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเสียง วิดีทัศน์ หรือแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ยิ่งกว่านั้น ธนาคารโลกยังระบุว่าเพียงการส่งเสริมการอ่านในโรงเรียนนั้นไม่เพียงพอ แต่รัฐต้องส่งเสริมการอ่านของพลเมืองด้วย โดยลดค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการอ่านและอำนวยความสะดวกในการอ่าน ไม่ว่าจะด้วยการจัดหาสถานที่สำหรับอ่านหนังสือ หรือนโยบายเพื่อต่อยอดประโยชน์จากการอ่าน ตลอดจนการส่งเสริมความหลากหลายของเนื้อหา เมื่อผู้คนในสังคมเป็นนักอ่านตัวยง การส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านและเพิ่มอัตราการอ่านออกเขียนได้ก็จะราบรื่นและง่ายดายยิ่งขึ้น</li><li><strong>องค์ประกอบที่ 4&nbsp;</strong>เน้นให้เด็กสามารถใช้ภาษาที่หนึ่งได้คล่องแคล่วก่อน การมีพื้นฐานความเข้าใจภาษาที่หนึ่งที่แข็งแรงจะส่งผลดีต่อการพัฒนาความสามารถในการคิดและต่อยอดองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยควรใช้ภาษาที่หนึ่งเป็นภาษาสำหรับจัดการเรียนการสอนในขวบปีแรกๆ หากพื้นที่นั้นๆ มีภาษาพูดหลายภาษา หรือมีเด็กที่เป็นผู้อพยพและลี้ภัยจำนวนมาก ก็ต้องมีการเพิ่มจำนวนสื่อการเรียนรู้ หนังสือ รวมถึงต้องมีการฝึกอบรมครูให้สามารถจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาที่หนึ่งของเด็กๆ แต่ละกลุ่มได้ เพราะอย่างไรเสีย ความชำนาญในภาษาที่หนึ่งคือบันไดสำคัญในการเรียนภาษาต่อๆ ไปของเด็กนั่นเอง</li></ul>



<p>ทั้งนี้ ธนาคารโลกคำนึงถึงบริบทที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่และได้ออกแบบแนวทางปรับใช้นโยบายในพื้นที่ที่มีความต้องการแตกต่างกัน โดยแบ่งเป็นสี่ประเภท คือในสภาพแวดล้อมทางการศึกษาหรือสถานศึกษาที่มีความเปราะบางอย่างยิ่ง (Fragile, conflict, and violence-affected settings) มีความรุนแรงและมีเด็กผู้ลี้ภัยจำนวนมาก อาทิ เยเมน ในสภาพแวดล้อมที่มีศักยภาพเชิงสถาบันต่ำ (Low institutional capacity) เช่น ไนจีเรีย ฯลฯ สภาพแวดล้อมที่มีศักยภาพเชิงสถาบันปานกลาง (Medium institutional capacity) อาทิ โคลัมเบีย และที่มีศักยภาพเชิงสถาบันสูง (Higher institutional capacity) อย่างอาร์เมเนีย</p>



<p>โดยหากพิจารณาจากความมีประสิทธิผลของภาครัฐ (Government Effectiveness) อันเป็นเกณฑ์แบ่งประเภทบริบทเหล่านี้ ไทยจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับโคลัมเบีย หรือพื้นที่ที่มีศักยภาพเชิงสถาบันปานกลาง อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่น่ากังวลและบริบทการศึกษาที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ของไทย ผู้เขียนเห็นว่าควรนำเสนอแนวทางปรับใช้นโยบายอย่างครบถ้วนทั้งสี่บริบท เพื่อพิจารณาปรับใช้ในแต่ละพื้นที่ของประเทศ ดังนี้</p>



<figure class="wp-block-table"><table><tbody><tr><td><strong>ระดับศักยภาพ</strong></td><td><strong>ข้อจำกัด</strong></td><td><strong>แนวทางปรับใช้นโยบาย</strong></td></tr><tr><td>เปราะบาง และมีความรุนแรง</td><td>โรงเรียนไม่ปลอดภัย ครูได้รับการฝึกหัดอย่างเหมาะสมน้อยมาก ทรัพยากรการเรียนรู้และหลักสูตรการศึกษาไม่ได้มาตรฐาน ไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน มีผู้ลี้ภัยหรือผู้อพยพหลากหลายเชื้อชาติ</td><td><strong>องค์ประกอบที่ 1</strong>&nbsp;ระดมกำลังรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการที่แตกต่างกันของผู้เรียนกลุ่มต่างๆ เพื่อกำหนดเป้าหมายและแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม<br><strong>องค์ประกอบที่ 2</strong>&nbsp;ใช้เทคโนโลยีส่งเสริมการศึกษาทางไกล จัดหาครูอาสาสมัครที่มีคุณภาพ เร่งฝึกหัดครูที่สามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ได้ และประสานความร่วมมือกับองค์กรในท้องถิ่นเพื่อความช่วยเหลืออื่นๆ&nbsp;<strong>องค์ประกอบที่ 3</strong>&nbsp;จัดสรรงบประมาณใหม่ให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้ในท้องถิ่นได้ โดยเน้นเพิ่มทรัพยากรการเรียนรู้ในภาษาแรกของเด็กแต่ละกลุ่ม<br><strong>องค์ประกอบที่ 4</strong>&nbsp;จัดหาอาสาสมัครในท้องถิ่นที่เข้าใจภาษาแรกของเด็กแต่ละกลุ่มเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้เรียน</td></tr><tr><td>ศักยภาพเชิงสถาบันต่ำ</td><td>ไม่มีครูที่มีคุณภาพหรือมีน้อย ทรัพยากรการเรียนรู้ไม่ตอบโจทย์ มีภาษาท้องถิ่นหลากหลาย</td><td><strong>องค์ประกอบที่ 1</strong>&nbsp;ปรับใช้มาตรฐานการเรียนรู้ระดับชาติเพื่อประเมินอัตราการรู้หนังสือของเด็กและกำหนดนโยบายที่เหมาะสมต่อไป<br><strong>องค์ประกอบที่ 2</strong>&nbsp;จัดทำคู่มือครูให้ครูในท้องถิ่นสามารถพัฒนาความสามารถของตนเองให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนรวมถึงมาตรฐานการเรียนรู้ จัดการฝึกอบรมครู และส่งเสริมให้ครูมีความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินการอ่านออกเขียนได้<br><strong>องค์ประกอบที่ 3</strong>&nbsp;จัดทำทรัพยากรทางการเรียนรู้โดยคำนึงถึงความต้องการของเด็กเป็นรายบุคคล พัฒนาคุณภาพของแบบเรียนและทรัพยากรการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับท้องถิ่นและบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้<br><strong>องค์ประกอบที่ 4</strong>&nbsp;กำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาที่สองหรือภาษาราชการ</td></tr><tr><td>ศักยภาพเชิงสถาบันปานปลาง</td><td>มีแบบเรียนเพียงพอแต่สื่อการเรียนรู้เพื่อเติมเต็มความเข้าใจไม่หลากหลายและไม่เพียงพอ การจัดการเรียนการสอนยังไม่ได้มาตรฐาน และ/หรือลักลั่นกัน</td><td><strong>องค์ประกอบที่ 1</strong>&nbsp;ใช้ข้อมูลของผู้เรียนแต่ละคนเพื่อประเมินว่าครูต้องให้ความช่วยเหลือรายบุคคลอย่างไรบ้าง<br><strong>องค์ประกอบที่ 2</strong>&nbsp;เพิ่มความมีอิสระในตนเอง (autonomy) ของครูในการปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียน จัดการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการยกระดับการอ่านออกเขียนได้ของครู ส่งเสริมความสามารถของผู้บริหารโรงเรียนในการนำการเรียนรู้ทางวิชาชีพทั้งในและระหว่างโรงเรียน<br><strong>องค์ประกอบที่ 3</strong>&nbsp;เพิ่มจำนวนและความหลากหลายของสิ่งพิมพ์ ยกระดับคุณภาพของสื่อการเรียนรู้<br><strong>องค์ประกอบที่ 4</strong>&nbsp;แนะนำครูให้เข้าใจแนวทางการเปลี่ยนผ่านภาษาในการจัดการเรียนการสอนในภาษาอื่นๆ ต่อไป</td></tr><tr><td>ศักยภาพเชิงสถาบันสูง</td><td>การจัดการเรียนการสอนไม่สอดคล้องหรือไม่ได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลผู้เรียนที่มีอย่างเต็มที่ อัตราการอ่านออกเขียนได้ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ ความยากของเนื้อหาที่อ่านไม่เหมาะสมกับผู้เรียน ครูไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร</td><td><strong>องค์ประกอบที่ 1</strong>&nbsp;เพิ่มความสามารถในการมีส่วนร่วมในการวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับนานาชาติ ดูแลความสามารถในการอ่านระดับเริ่มต้นให้สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ระดับชาติ<br><strong>องค์ประกอบที่ 2</strong>&nbsp;เพิ่มขีดความสามารถในการนำการเรียนรู้ทางวิชาชีพของผู้บริหารโรงเรียน ส่งเสริมความหลากหลายของเนื้อหาที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน และพัฒนาความสามารถของผู้เรียนเป็นรายบุคคล<br><strong>องค์ประกอบที่ 3</strong>&nbsp;เพิ่มจำนวนหนังสือและสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพทั้งในและนอกโรงเรียน รวมถึงส่งเสริมแรงจูงใจในการอ่านของทั้งสังคม<br><strong>องค์ประกอบ 4</strong>&nbsp;ดูแลการเปลี่ยนผ่านภาษาที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนและส่งเสริมให้มีแบบเรียนหรือสื่อการเรียนรู้หลากหลายภาษายิ่งขึ้น</td></tr></tbody></table></figure>



<p><br>การยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาเพื่อผลลัพธ์อันพึงประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ที่ลดลง หรือการบ่มเพาะพลเมืองที่ดีของสังคมและโลก ต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ที่ถูกต้องและความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม ตลอดจนไม่ใช่งานชั่วประเดี๋ยวประด๋าวที่จะปั้นแต่งได้ในระยะเวลาไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ปี</p>



<p>เพราะการยกระดับการจัดการศึกษาอาศัยการลงทุนลงแรงในระยะยาวของทุกภาคส่วน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นอกจากจะมีการกำหนดเป้าหมายที่เหมาะสม รวมถึงเปิดโอกาสให้แต่ละคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาแล้ว ยังจำเป็นต้องกระตุ้นให้สังคมรับรู้ว่า ความยากจนทางการเรียนรู้นั้นกัดกร่อนสังคมได้รุนแรงเพียงใด เมื่อตระหนักว่าการอ่านได้ไม่ดีเมื่อถึงวัยไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคล และการขาดแรงจูงใจทางการศึกษาไม่ใช่ความบกพร่องของเด็กคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภาระที่ทุกสังคมต้องดำเนินการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของผู้คนในสังคมเท่านั้น การยกระดับการจัดการศึกษาจึงจะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะในท้องถิ่นอันใกล้ หรือในระดับกว้างไกลเช่นประชาคมโลก</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/learning-poverty/">เพราะที่สุดแห่งความขัดสน คือความยากจนทางการเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 กุญแจสำคัญ สำหรับการพาแรงงานไทยฝ่าฟัน Technology Disruption</title>
		<link>https://www.eef.or.th/poverty-technology-disruption/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jul 2021 07:28:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ภัทระ คำพิทักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาทักษะแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[technology disruption]]></category>
		<category><![CDATA[สง่า วงศ์ษาพาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=42492</guid>

					<description><![CDATA[<p>“จากการอ่านข่าวบนหนังสือพิมพ์ มาเป็นการอ่านบนไอแพด จากก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/poverty-technology-disruption/">5 กุญแจสำคัญ สำหรับการพาแรงงานไทยฝ่าฟัน Technology Disruption</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“จากการอ่านข่าวบนหนังสือพิมพ์ มาเป็นการอ่านบนไอแพด จากการถ่ายกล้องฟิล์ม กลายเป็นกล้องดิจิทัล</p>



<p>“เราข้ามยุคเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีโดยที่ใช้ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้นเอง”</p>



<p>คำกล่าวของ&nbsp;<strong>ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</strong>&nbsp;ที่ปรึกษา<a href="https://www.the101.world/category/projects/eef-x-101/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</a>&nbsp;(กสศ.) และประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการ ในงานประชุมระดมความเห็นเรื่อง “Disruptive Technology กับการพัฒนาแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส” ฉายภาพพัฒนาการทางเทคโนโลยีในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาว่าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมหลายมิติ</p>



<p>ทั้งมิติที่เล็กที่สุดอย่างการดำเนินชีวิตประจำวัน การประกอบอาชีพ ไปจนถึงกระบวนการผลิตสินค้าหรือบริการ และโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ กำลังจะเปลี่ยนไปด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) Auto Machine Learning และอีกสารพัดที่กำลังจะเกิดขึ้นภายภาคหน้า ถ้าเราต้องการอยู่รอดในตลาดแรงงานท่ามกลางความก้าวหน้าเหล่านี้ ก็จำเป็นต้องเตรียมตัวรับมือ หาทักษะใหม่ให้แก่ตนเองและคนในประเทศ</p>



<p>แต่อีกด้านหนึ่ง สังคมไทยยังคงประสบกับปัญหาเรื้อรังเรื่องความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ทำให้กลุ่มผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และกลุ่มคนชายขอบรับมือกับผลกระทบจากเทคโนโลยียากลำบากกว่าคนกลุ่มอื่น เพราะความขัดสนทำให้มีโอกาสพัฒนาตนเองน้อยลง ทั้งยังได้สัมผัสนวัตกรรมใหม่เป็นลำดับท้ายๆ ของสังคม การทำให้คนเหล่านี้มีทักษะอาชีพที่ตลาดแรงงานต้องการเพื่อเพิ่มรายได้และหลุดพ้นจากความยากจน จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่กสศ. เล็งเห็นและวางแผนเข้าไปช่วยแก้ไข</p>



<p>อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือกลุ่มคนดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือ การระดมความคิดจากหลายภาคส่วนเพื่อค้นหาแนวทางอันเหมาะสม สาระจากการประชุมเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 จึงเป็นการทบทวน 5 เรื่องสำคัญ ก่อนมุ่งหน้าวางแผนขับเคลื่อน สร้างทักษะแก่เหล่าแรงงานผู้ด้อยโอกาสและช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป</p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>#1</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>มองภาพ Disruptive Technology</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>ให้</strong><strong>ครอบคลุมทั้งประวัติศาสตร์</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษา และหน้าที่ของรัฐ</strong></h1>



<p><strong>“</strong>Disruption หมายถึงการหยุดยั้ง ทำให้สิ่งที่เคยดำเนินมาเกิดความชะงักงัน”</p>



<p><strong>ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์</strong>&nbsp;จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกริ่นถึงความหมายของศัพท์ที่อาจได้ยินจนคุ้นหู ก่อนขยายความ ‘สิ่งที่เคยดำเนินมา’ ว่าหมายถึงระบบอุตสาหกรรมและทักษะการทำงานของคนในสังคม</p>



<p>“เทคโนโลยีจะเข้าไปดัดแปลงคน ดัดแปลงกระบวนการการผลิต ทำให้ทักษะของคนซึ่งเคยใช้ทำงานแบบหนึ่งจะหมดประโยชน์ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อคือคนตกงานจำนวนมาก เพราะมีหุ่นยนต์เข้าไปทำแทน อย่างที่เราเห็นว่าตอนนี้ งานบางชนิด เช่น พ่นสีรถยนต์ คนก็ไม่สามารถทำได้แล้ว เพราะคุณภาพไม่สม่ำเสมอ และลักษณะงานก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพ</p>



<p>“ส่วนที่ได้รับผลกระทบจาก Disruptive Technology มาก น่าจะเป็นอุตสาหกรรมขนาดกลางที่ใช้แรงงานคนเป็นหลัก และคนที่จะตกงานเพราะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างชัดเจน คือกลุ่มแรงงานในระบบ</p>



<p>“ด้านแรงงานนอกระบบผมยังมองว่ามีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยน มีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นและไม่มีรูปแบบการทำงานตายตัว อย่างที่เราเห็นว่าตอนนี้มีอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างส่งอาหาร หรือรับจ้างเข้าคิวเพื่อจองอสังหาฯ ดังนั้น เทียบกันแล้ว แรงงานนอกระบบอาจมีทางออกมากกว่าแรงงานในระบบ</p>



<p>“ถึงประเทศไทยจะถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการว่างงานต่ำ แต่ถ้าผมตกงาน ผมก็คงไม่มานั่งภูมิใจกับตัวเลขการว่างงานต่ำหรอกครับ” ศาสตราภิชาน แล แสดงความเห็น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a589dd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/ศาสตราภิชาน-แล-ดิลกวิทยรัตน์01-1280x853-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์</figcaption></figure></div></div></div>



<p>อันที่จริง ปรากฏการณ์ Technology Disruption นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หากมีมาตลอดบนหน้าประวัติศาสตร์โลก และทุกๆ ครั้ง ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบทำนองเดียวกัน นั่นคือเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนคน ทำให้คนกลุ่มหนึ่งตกงาน จนต้องขวนขวายหาทักษะอาชีพแบบใหม่ๆ หรือไม่ ก็อาจจะสร้างความปั่นป่วนในสังคมระลอกถัดมา</p>



<p>“หากเราศึกษาประวัติศาสตร์ดูจะพบว่า ช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมปี 1770 เป็นต้นมา เทคโนโลยีเครื่องจักรไอน้ำได้เข้าไปแทนที่งานใช้แรงคน แรงสัตว์ และทำให้เกิดการผลิตสินค้าปริมาณมาก จนช่างฝีมือที่ดำรงชีพด้วยการทอผ้า การปั้นเครื่องปั้นดินเผา หรือหล่อโลหะตกงานกันบานตะเกียง กลายเป็นว่าเกิดขบวนการแอนตี้การใช้เครื่องจักร ที่เรียกว่าขบวนการ Luddite ก่อความวุ่นวายเผาโรงงานขึ้น” ศาสตราภิชาน แล ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ</p>



<p>“หรือจากประสบการณ์ของผม สมัยหนึ่งตำแหน่งเลขานุการเป็นตำแหน่งที่ได้เงินเดือนดีมาก และคนที่จะเป็นเลขาได้ต้องเก่งวิชาชวเลข ใครสอบได้ที่หนึ่งวิชาชวเลขจะมีโอกาสเข้าทำงานในบริษัทดังๆ แต่เมื่อมีเทคโนโลยีเทปอัดเสียงเกิดขึ้น ปรากฏว่าเลขาที่เคยจดชวเลขได้เร็วที่สุดกลับตกงาน มานั่งชงกาแฟให้นายอย่างเดียว เพราะความรู้ที่เคยถือว่าวิเศษสุดกลายเป็นศูนย์ นี่คือตัวอย่างหนึ่งของ Disruption ที่เห็นชัด”</p>



<p>ศาสตราภิชาน แล ยังเสริมว่า การที่ทักษะแบบเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไปอาจไม่ได้ส่งผลเสียต่อหน้าที่การงานเพียงเรื่องเดียว แต่ส่งผลถึง ‘หน้าตา’ ในสังคมของบุคคลนั้นอีกด้วย</p>



<p>“มีหนังสือเก่าเรื่องหนึ่งเล่าตัวอย่างเรื่อง Disruption ไว้น่าสนใจมาก คือ “ไหมอีสาน” เป็นเรื่องราวของครูคนหนึ่งคอยสอนวิธีการทำไหม กรอไหม สาวไหมให้แก่คนในชุมชน การที่เขามีทักษะการผลิตเช่นนี้ ทำให้คนมาเรียนรู้งานจากเขา ยกย่องชื่นชมเขา ใครแต่งงานก็เชิญเขาไปเป็นประธาน ใครตายก็เชิญเขาไปร่วมงานศพ แต่แล้ววันหนึ่งกลับมีโรงงานผลิตผ้าไหมไปตั้ง ทำให้จากเดิมที่ครูคนนี้เป็นแกนนำการผลิต ก็กลายเป็นลูกจ้างทอไหม ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ในชุมชนซึ่งมีความรู้ด้อยกว่า&nbsp; สถานะทางสังคมของเขาถูกลดขั้นลงมาเพราะการ disruption ฉะนั้น Disruptive Technology อาจไม่ได้เกี่ยวข้องแค่เรื่องการผลิต เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของสังคม เรื่องศักดิ์ศรีของมนุษย์ด้วย”</p>



<p>ดังนั้น การสร้างทักษะให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานยุคเทคโนโลยีกำลังเฟื่องฟูจึงเป็นโจทย์สำคัญ ซึ่งศาสตราภิชาน แล เห็นว่าควรเริ่มต้นจากระบบการศึกษา เพียงแต่ปัญหาหนึ่งซึ่งคาราคาซังจนถึงปัจจุบัน คือการเรียนในโรงเรียนส่วนใหญ่ไม่เคยช่วยสร้างทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดเลย</p>



<p>“ประเด็นหนึ่งที่พูดกันบ่อยคือการศึกษาของเราไม่เอื้อต่อการทำมาหากิน มีงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์หลายเรื่องที่สะท้อนว่าการศึกษาในปัจจุบันผลิตคนไม่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม เมื่อเรียนจบแล้ว กลับต้องไปเทรนกับนายจ้างเหมือนนับหนึ่งใหม่ ไม่ก็ฝึกกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อให้ทำงานได้ คำถามคือแล้วเราเรียนอะไรกันมา ทำไมจบแล้วถึงทำงานไม่ได้ ทักษะที่ระบบการศึกษาผลิต กับทักษะที่ตลาดต้องการยังจูนได้ไม่ตรงกันใช่หรือไม่?”</p>



<p>นอกจากประเด็นเรื่องเนื้อหาการเรียนการสอนใช้จริงไม่ได้ ศาสตราภิชาน แล ยังเพิ่มเติมว่าความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญซึ่งไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>“ประเด็นเรื่องการพัฒนาทักษะกับคนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาที่รากฐานของการศึกษาและความเสมอภาค”</p></blockquote>



<p>“ถ้าเรามองว่าการศึกษาเป็นการลงทุนสร้างทรัพย์สินในตัวบุคคล เราต้องพูดถึงปัญหาของระบบการศึกษากับโอกาสในการเข้าถึงความรู้ควบคู่ไปกับเรื่องการพัฒนาทักษะแรงงานด้วย ยกตัวอย่างที่บอกกันว่าหากรู้ภาษาอังกฤษจะสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ใหม่ๆ ใช้พัฒนาตัวเองได้ทั่วโลก แต่สำหรับกลุ่มคนขาดแคลนทุนทรัพย์นี้&nbsp; การเรียนภาษาอังกฤษก็มีต้นทุน โรงเรียนที่สอนภาษาอังกฤษได้ดีก็มีค่าเทอมแพงกว่าโรงเรียนวัด เด็กที่จบโรงเรียนอินเตอร์มีโอกาสหางานทำที่ดีกว่า</p>



<p>“ต่อให้เราบอกว่าการลดความเหลื่อมล้ำของเราจะเป็นการผลักดันคนด้อยโอกาส คนข้างล่างขึ้นไปทัดเทียมกับคนข้างบน แต่ถ้าคนข้างบนยังไม่หันกลับมาช่วยเหลือกัน มัวแต่ตักตวงผลประโยชน์แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ประโยชน์ที่จะเหลือให้คนข้างล่างอย่างไรมันก็น้อย ช่องว่างก็จะยิ่งห่างออกไปขึ้นทุกที ดังนั้น เราควรดูเรื่องการกระจายรายได้และทรัพย์สินในสังคม ปรับโครงสร้างของการจัดสรรงบประมาณ และบุคลากรที่จะเข้าไปช่วยเหลือในส่วนนี้ด้วย”</p>



<p>ขณะเดียวกัน ศาสตราภิชาน แล ยังแสดงทัศนะเพิ่มเติมว่า ปัจจัยด้านวัฒนธรรมในประเทศมีส่วนช่วยสร้างความก้าวหน้าด้านระบบการศึกษา โดยยกตัวอย่างประเทศเวียดนามว่า</p>



<p>“เวียดนามมีวัฒนธรรมคล้ายจีนและญี่ปุ่น คือสมาทานลัทธิขงจื๊อมาเป็นหลักดำเนินชีวิต ซึ่งลัทธินี้ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก คนเวียดนามเชื่อว่าไม่ว่าใครก็ตามที่สอนเราครั้งเดียว คนคนนั้นจะเป็นครูของเราตลอดชีวิต ทำให้สังคมยกย่องอาชีพครูมาก แม้จะมีเงินเดือนไม่สูง แต่สถานะทางสังคมสูง ถ้าใครเรียนเก่ง เขาก็มักจะเรียนครูกัน นอกจากนี้เด็กเวียดนามยังขยันเรียนมาก เพราะส่วนใหญ่มีสภาพชีวิตลำบาก เขาจึงถือว่าความรู้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการยกระดับชีวิตตนเอง</p>



<p>“ดังนั้น ระบบศึกษาของเวียดนามพัฒนาได้เพราะมีจิตวิญญาณ ค่านิยมเรื่องนี้เป็นตัวผลักดันสำคัญ ไม่ใช่วิธีการวางแผนหรือใช้เทคโนโลยีมาเกี่ยวข้อง ถ้าเรามีฐานความเชื่อ ค่านิยมให้ยึดโยงเหมือนกันแบบเวียดนาม การพัฒนาอะไรสักอย่างก็จะง่าย”</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ในทัศนะศาสตราภิชาน แล มองว่าสุดท้ายแล้ว ผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดสำหรับการวางแผนรับมือผลกระทบจาก Technology Disruption คงหนีไม่พ้นความรับผิดชอบของรัฐบาล</p>



<p>“ถ้า Disruptive Technology เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงในประเทศเร็วโดยที่รัฐไม่ทันเข้ามาดูแล ผลกระทบทางสังคม เรื่องคนตกงาน ปัญหาเศรษฐกิจ ความวุ่นวายต่างๆ ต้องเกิดขึ้นแน่”</p>



<p>ศาสตราภิชาน แล ตั้งคำถามถึงการเตรียมพร้อมรับมือกระแสเทคโนโลยีที่นับวันจะคืบคลานเข้ามาใกล้ว่า “จากประวัติศาสตร์ความวุ่นวายในอังกฤษช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้คนตระหนักได้ว่าบางทีเทคโนโลยีอาจไม่ได้เป็นสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง ปัญหาที่แท้จริงคือความรับผิดชอบของนายทุนและรัฐบาลที่ควรจะเข้ามาช่วยเหลือ ถ้าวันนี้เกิดปรากฏการณ์ Technology Disruption จนทำให้คนตกงาน ความรับผิดชอบของนายจ้างที่ได้ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีอยู่ที่ไหน ความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ต้องการให้ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศได้อยู่ไหน วันนี้เรายังมองไม่เห็นตรงนี้เลยนะครับ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-39e801"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/กสศ-technology-3-1280x853-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หนึ่งในมาตรการรับมือ – หรืออย่างน้อยคุ้มครองลูกจ้างที่ดีที่สุดคือการใช้หลักนิติธรรม ทว่า จากที่ศาสตราภิชาน แล วิเคราะห์ตอนนี้ อาจจะเรียกได้ว่ากฎหมายในประเทศไทยยังเอื้อประโยชน์ให้นายจ้างมากกว่าลูกจ้าง</p>



<p>“ผมเห็นว่าหลายครั้ง พอธุรกิจมี Disruptive Technology เข้ามาแล้ว กฎหมายมีทางออกสำหรับนายจ้างเสมอ นายจ้างมีสิทธิ์เลิกจ้างได้ถ้าจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นการกระทำที่เรียกได้ว่าถูกต้อง แต่อาจไม่ยุติธรรมต่อลูกจ้าง ตัวอย่างที่คล้ายกันเช่น เจ้าของห้างแห่งหนึ่งบอกลูกจ้างรายวันว่าให้ลางานได้เพราะกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจ&nbsp; เขาจะรักษาตำแหน่งไว้ให้ แต่จะไม่ให้ค่าจ้างเหมือนปกติที่ลูกจ้างรายวันไม่มาทำก็ไม่ได้เงิน สิ่งนี้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่เป็นธรรมกับลูกจ้างที่ต้องเอาปากท้องเป็นเดิมพัน</p>



<p>“จากประเด็นนี้เราต้องคิดต่อเรื่องความรับผิดชอบของนายจ้างสู่สังคม และรัฐในฐานะผู้ดูแลความสงบสุขของสังคม ถ้ารัฐยังรับมือกับ Disruptive Technology ที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ด้วยมาตราการเท่าที่มีอยู่ ด้วยกฎหมายเงินชดเชย กฎหมายประกันการว่างงานที่ยังมีข้อจำกัด คงไม่ทันการณ์ การปรับตัวรับมือต้องเกิดขึ้นไวกว่านี้”</p>



<p>และสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ไวที่สุดในห้วงเวลานี้ คือการที่รัฐเข้ามาส่งเสริม สนับสนุนการเรียนรู้ทักษะใหม่ โดยเข้ามามีส่วนช่วยพยากรณ์และออกแบบทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน รวมถึงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว</p>



<p>“เราต้องพยากรณ์ความต้องการของตลาดแรงงาน อย่างน้อยในช่วง 5-10 ปีต่อจากนี้ว่าประเทศต้องการแรงงานที่มีทักษะเฉพาะหรือคุณสมบัติแบบไหนที่จะเข้ากันได้กับเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ๆ และการที่เราจะสร้างคนขึ้นมารองรับกับความต้องการ ต้องนึกถึงโครงสร้างและทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ตอนนี้เศรษฐกิจของเราขับเคลื่อนจากการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่มันเป็นเศรษฐกิจเปราะบาง ไม่แน่นอน ในวันนี้ที่เกิดโรคโควิด-19 นักท่องเที่ยวหายไป รายได้ประเทศก็หดหายตาม เราจึงต้องหันไปหาแกนกลางของเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมอื่นที่มั่นคงกว่านี้”</p>



<p>สุดท้าย ศาสตราภิชาน แล เน้นย้ำกว่ารัฐและหน่วยงานต่างๆ ต้องอย่าลืมนิยามคำว่า ‘Disruptive Technology’ ‘<a href="https://www.the101.world/report-futurising-thailand-2-part-2/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">อุตสาหกรรม 4.0</a>’ และ ‘ไทยแลนด์ 4.0’ ให้ชัดเจน เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน</p>



<p>“ตอนนี้เรายังพูดเรื่อง 2 อย่างซ้อนทับกัน คือ ‘ไทยแลนด์ 4.0’ กับ ‘อุตสาหกรรม 4.0’ ซึ่ง ไทยแลนด์ 4.0 คือการพัฒนาประเทศเพื่อข้ามพ้นกับดักรายได้ปานกลาง แต่อุตสาหกรรม 4.0 พูดถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งอาจเป็น Disruptive Technology เข้ามา จนอาจซ้ำเติมปัญหาการว่างงาน ทำให้รายได้โดยเฉลี่ยตกต่ำแทนที่จะขยับขึ้น ถ้าเราพูดกันไม่เคลียร์ สุดท้ายอาจจะเข้าใจผิด ออกนโยบายกันคนละทิศคนละทางก็ได้”</p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>#</strong><strong>&nbsp;2</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>ทบทวนทักษะที่เคยมี มองหาทักษะใหม่</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>และต้นทุนแฝงของการฝึกแรงงานในระบบ</strong></h1>



<p>ในแง่บทบาทของรัฐด้านการช่วยเสริมทักษะให้แก่แรงงาน&nbsp;<strong>สง่า วงศ์ษาพาน</strong>&nbsp;ผู้แทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่าที่ผ่านมา รัฐมอบอำนาจให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานดูแล ซึ่งทางกรมมีการปรับเปลี่ยน เพิ่มเติมกระบวนการฝึกฝีมือแรงงานมาตลอด</p>



<p>“นอกจากการฝึกเพื่อสร้างทักษะประกอบอาชีพ เรายังผลักดันให้เกิดมาตรฐานฝีมือแรงงานในแต่ละสายอาชีพ โดยประกอบไปด้วยเกณฑ์วัด 5 ด้าน คือ ด้านทักษะ องค์ความรู้ ความปลอดภัยในการทำงาน ความประณีตและฝีมือในการทำงาน และการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด เพื่อสร้างแรงงานคุณภาพสูง”</p>



<p>สง่าอธิบายว่ามาตรฐานเหล่านี้ ไม่เพียงทำให้ประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ยังทำให้คนที่ผ่านเกณฑ์สามารถขอขึ้นค่าแรงสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำได้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกำลังขับเคลื่อนเรื่องกฎหมายมาตรฐานฝีมือแรงงานดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น พร้อมๆ กันนั้น ทางกรมยังคงตรวจสอบมาตรฐานทักษะอาชีพอันตรายบางประเภทที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน เช่น ช่างไฟฟ้า ตามคำประกาศกระทรวงแรงงาน ที่มีมาก่อนหน้านี้อย่างเข้มข้น</p>



<p><strong>“</strong>การช่วยพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานอีกด้าน คือการตั้งเงินกองทุนตามพระราชบัญญัติพัฒนาส่งเสริมฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 เป็นกองทุนที่สนับสนุนให้สถานประกอบการกู้ยืมเพื่อไปพัฒนาทักษะแรงงานของตน</p>



<p>“หลายท่านอาจสงสัยว่าสถานประกอบการอาจมีเงินอยู่แล้ว จำเป็นต้องกู้ด้วยหรือ? ผมเรียนว่าสำหรับสถานประกอบการขนาดใหญ่คงไม่น่าเป็นห่วง ฝ่ายที่น่าห่วงคือ SMEs ไทย เพราะกลุ่มนี้ยังมีปัญหาเรื่องทักษะกำลังแรงงาน และยังต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจึงมีเงินกองทุนนี้สำหรับสถานประกอบการขนาดเล็กถึงกลางได้มีโอกาสสร้างทักษะให้แก่คนในธุรกิจตนเอง”</p>



<p>คนอีกกลุ่มหนึ่งที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเข้าไปมีส่วนช่วยดูแล คือกลุ่มเด็กยากจนที่ไม่สามารถเรียนต่อ แต่ก็ไม่สามารถเข้าทำงานได้เพราะอายุต่ำกว่าเกณฑ์</p>



<p>“เด็กยากจนส่วนหนึ่ง กว่าจะเข้าทำงานได้ก็ต้องมีอายุ 18 ปีตามกฎหมาย ระหว่างนั้นกรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็ได้เข้าไปช่วยสอนทักษะอาชีพให้บางส่วน เพราะเราทิ้งคนเหล่านี้ไว้ข้างหลังไม่ได้ หลายคนผ่านการฝึกอาชีพจากกรมไป เช่น ทักษะการนวด การทำขนม เขาก็ได้เข้าทำงานเมื่ออายุถึงเกณฑ์” สง่าเล่า และเสริมว่าทักษะบางอย่าง เช่น ทอผ้า ทำอาหาร อาจจะฟังดูล้าสมัย แต่ในความเป็นจริง ทักษะเหล่านี้ยังคงสร้างรายได้ให้แก่บางชุมชนอยู่</p>



<p>“บางแห่งยังคงต้องการคนมีทักษะง่ายๆ อยู่ อย่างในชุมชนชาวม้ง เมื่อเราเข้าไปช่วยเหลือ สอนให้เขาตัดเย็บเสื้อผ้าเป็น เขาก็สามารถผลิตสินค้าเฉพาะตัวผสานกับภูมิปัญญาของเขา ส่งออกต่างประเทศมีรายได้”</p>



<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในโลกธุรกิจและอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น สง่าเองก็ยอมรับว่า “กรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็จำเป็นต้องหาทักษะใหม่ๆ ที่สอดรับกับโลกยุคใหม่ เช่น การเชื่อมเครื่องจักร ซ่อมแซมหุ่นยนต์ ดูแลเครื่องจักรใต้น้ำ เป็นต้น”</p>



<p>และอีกหนึ่งข้อเสนอจาก&nbsp;<strong>ภัทระ คำพิทักษ์</strong>&nbsp;อนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการฯ จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เกี่ยวกับการฝึกทักษะแรงงานในอนาคตที่ควรคิดต่อคือ เรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายในการฝึกของแรงงาน</p>



<p>“ผมคิดว่าในอนาคตจะต้องคิดต่อว่าใครจ่ายต้นทุนในการฝึกทักษะแรงงาน อย่างนายจ้าง เขาจะยอมให้ลูกจ้างไม่มาทำงาน แล้วไปฝึกสักหนึ่งอาทิตย์โดยที่เขายังจ่ายเงินให้อยู่ไหม หรือถ้านายจ้างไม่จ่าย แต่ให้แรงงานลาไปฝึกทักษะได้ ลูกจ้างจะไปจริงหรือไม่”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dc94c7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/กสศ-technology-2-1280x853-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภัทระ คำพิทักษ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p>“อันที่จริงการช่วยฝึกฝีมือให้แรงงานพร้อมๆ กับเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามาเป็นเรื่องที่ดี แต่ปัญหาคือ ในเมื่อการส่งคนเข้ามามีต้นทุน ทั้งค่าธรรมเนียมฝึก ค่าเดินทาง ค่าข้าว แล้วยังมีค่าเสียโอกาสที่จะมีรายได้ของลูกจ้าง หรือค่าเสียโอกาสที่นายจ้างจะใช้ลูกจ้างทำงานหลังจ่ายเงินไปแล้ว ถ้าแรงงานต้องควักกระเป๋าตัวเองจ่าย ก็คงไม่มีใครอยากมา หรือถ้าจะมาก็คงเป็นตอนถูกเลิกจ้างแล้ว เพราะตอนนั้นคงว่าง ต้องมาสร้างทักษะใหม่ให้สอดรับกับตลาดแรงงาน เพื่อจะได้หางานใหม่</p>



<p>“แม้ว่าเราจะมีบริการฝึกให้พร้อม แต่บริการอย่างเดียวคงไม่พอ เราต้องแจงรายจ่ายในการฝึก ทั้งรายจ่ายจริงและรายจ่าย นี่เป็นเงื่อนไขแฝงที่เราต้องฝ่าไปให้ได้ มิฉะนั้นแผนที่วางไว้คงไม่ประสบความสำเร็จ” ภัทระทิ้งท้าย</p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>#</strong><strong>&nbsp;3</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>วางแผนทักษะสำหรับแรงงานนอกระบบ</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>และแรงงานในอนาคต</strong></h1>



<p>การฝึกทักษะแรงงานโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานนั้นเป็นแนวทางที่ช่วยส่งเสริมแรงงานในระบบ แต่สำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบ ผู้ประกอบการรายย่อย และกลุ่มที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงานในภายภาคหน้าอย่างนักเรียนยากจน ก็จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือความปั่นป่วนที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีตั้งแต่วันนี้เช่นเดียวกัน</p>



<p><strong>“</strong>การสร้างทักษะใหม่เพื่อให้คนไม่ตกงาน เป็นความคิดที่มองแรงงานในระบบ แต่สำหรับกลุ่มคนนอกระบบ เช่น พ่อค้าแม่ค้า คนขายก๋วยเตี๋ยว เราต้องตั้งคำถามให้ถูกว่าคนเหล่านี้จะถูก disrupt จากอะไร”&nbsp;<strong>ดร</strong><strong>.</strong><strong>ธนานนท์ บัวทอง&nbsp;</strong>นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนคิด</p>



<p>“สิ่งที่ควรคุยกับแรงงานนอกระบบ คือรูปแบบการทำงานแบบ&nbsp;<a href="https://www.the101.world/the-rise-of-gig-economy/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Gig Economy</a>&nbsp;และเทรนด์ที่คนกำลังเข้าสู่ความเป็นแพลตฟอร์มมากขึ้น เขาต้องปรับตัวตามเทคโนโลยีให้ทัน รวมถึงปรับ mindset ตัวเอง เปิดรับมุมมองอาชีพใหม่ๆ เพราะความรู้เดิมๆ วิถีชีวิตแบบเดิมๆ อาจใช้ได้ไม่ได้แล้ว ยกตัวอย่างปัจจุบัน เราจะเห็นคนคนหนึ่งมีได้หลายอาชีพ เป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขับ grab ส่งเอกสารด้วย เราต้องให้เขาได้เห็นว่าโลกมันกว้างกว่าเดิม และมีโอกาสทางอาชีพที่หลากหลายจากเทคโนโลยีมากกว่าเดิม</p>



<p>“ด้านคนที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต อย่างเด็กยากจน นอกจากเราจะช่วยส่งเสริมเรื่องทุนทรัพย์ ก็ควรจะต้องไกด์เขาว่า งานแบบไหนที่คนกำลังขาดแคลน ควรจะมีทักษะแบบไหน แนะนำให้เด็กเหล่านี้เข้ารับการศึกษาที่ตรงสาย จบไปจะได้มีโอกาสประกอบอาชีพ สร้างรายได้ให้ครอบครัว” ดร.ธนานนท์กล่าว</p>



<p>ด้าน&nbsp;<strong>ดร</strong><strong>.</strong><strong>มนทกานต์ ฉิมมามี&nbsp;</strong>นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเองก็เห็นด้วยในประเด็นเรื่องส่งเสริมการเลือกเรียนของเด็กยากจน</p>



<p>“เด็กยากจนอาจแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่กำลังจะพ้นจากประตูโรงเรียนและไม่รู้ว่าตัวเองต้องไปทำอะไรต่อ กับอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มรอเข้าประตูนิคมอุตสาหกรรม อาจเป็นได้ทั้งเด็กที่ไม่มีเงินเรียนต่อ กับเด็กที่ต้องออกจากระบบการศึกษามาทำงาน บางคนพยายามโกงอายุเพื่อให้ได้ทำงานเสียด้วยซ้ำ เด็กเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่เราต้องใส่ใจ</p>



<p>“ปัญหาในขณะนี้คือ เราขาดการแนะนำอาชีพอย่างจริงจังในโรงเรียน มีเพียงครูแนะแนวเบื้องต้น ไม่ได้แนะนำเป็นรายบุคคลว่าเด็กคนนี้เหมาะกับอาชีพอะไร ฉะนั้นเด็กจะไม่รู้ทิศทางของตัวเอง ถ้าเราช่วยชี้ให้เขาเห็นว่าตนเหมาะกับอะไร สามารถเข้าไปอยู่ในภาคส่วนไหน หรืออย่างน้อยสามารถมีตำแหน่งอะไรในอุตสาหกรรม ก็จะทำให้มีเป้าหมายในการฝึกฝนทักษะอาชีพ เลือกเรียนได้ตรงสายชัดเจน พัฒนาศักยภาพตนเองได้ดีขึ้น” ดร.มนทกานต์เสนอ</p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>#</strong><strong>&nbsp;4</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>Mindset</strong><strong>&nbsp;คือพื้นฐานสำคัญที่สุด</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>ของการพัฒนาตนเองให้เท่าทันโลก</strong></h1>



<p>การมีทักษะวิชาชีพสอดคล้องกับยุคสมัยอาจทำให้คนรอดพ้นจากการตกงานชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อมองไปข้างหน้า การเผชิญกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปไม่เคยหยุดนิ่ง ย่อมต้องมีวิธีคิด หรือ Mindset ที่พร้อมปรับตัว และเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-98e6cd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/กสศ-technology-1-1280x853-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ในฐานะที่<strong>&nbsp;จรัล งามวิโรจน์เจริญ&nbsp;</strong>Chief Data Scientist และ VP of Data Innovation Lab&nbsp;&nbsp; บริษัทเซอร์ทิส คลุกคลีอยู่ในแวดวงเทคโนโลยีมานาน เขามองว่าทุกวันนี้นวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และชาญฉลาดมากขึ้นทุกที</p>



<p>“เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เราเริ่มต้นคุยกันเรื่อง Data Science หรือการนำข้อมูลมาทำให้เกิดประโยชน์ กลายเป็นการพัฒนาเครื่องมือต่างๆ จากเครื่องมือด้านสถิติ เป็น AI เป็น Machine Learning ซึ่งมีอัลกอริทึมเรียนรู้จากชุดข้อมูลและสรุปหาอินไซด์บางอย่าง จนทุกวันนี้ อีกเทรนด์หนึ่งซึ่งกำลังมาแรง คือ Automatic Machine Learning (Auto ML) ที่สามารถใส่ข้อมูลลงไปให้โปรแกรม generate ออกมาเป็นโมเดล พร้อมเลือกชุดข้อมูลที่ดีที่สุดให้คุณใช้งาน</p>



<p>“ต้องบอกว่าพัฒนาการของนวัตกรรมเปลี่ยนไปรวดเร็วมาก 4 ปีที่ผ่านมา ทักษะที่ผมเคยใช้ทำงานด้าน Data Science เองก็หมดอายุไปแล้ว กลายเป็นความรู้พื้นฐาน ก.ไก่ ข.ไข่ ของการทำงานสมัยนี้</p>



<p>ตอนนี้เราได้เห็น Auto ML ซึ่งเกือบจะมาแทนที่ Data Scientist แล้ว เพราะมันสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง เริ่มเป็น Generative Technology ที่สามารถเขียนโค้ด สร้างภาพ สร้างสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่ Responsive Technology ที่เราต้องใส่ข้อมูลให้มันประมวลผล และในอนาคต มันคิดว่าความก้าวหน้าต่างๆ จะใช้เวลาสั้นลงกว่านี้”</p>



<p>จากความก้าวหน้าที่ผ่านมา ทำให้จรัลคิดว่าการถอดบทเรียนจากเทคโนโลยี และสอนทักษะใหม่แก่คนอาจไม่ทันการณ์ ในทางกลับกัน การสร้าง Mindset รักการเรียนรู้ พัฒนาตัวเอง และทักษะที่สำคัญแทบทุกยุคสมัยอย่าง Critical Thinking น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้แรงงานอยู่รอดได้อย่างมั่นคง</p>



<p>“จากประสบการณ์ที่ผมได้เป็นอาจารย์สอนนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งต่างๆ ผมมองว่าสิ่งที่เราควรจะทำคือ การสร้างทักษะ Critical Thinking ให้แก่เด็ก ฝึกเด็กตั้งคำถามให้เป็น เพราะถ้าตั้งคำถามไม่เป็นจะทำให้เขาขาดการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เดี๋ยวนี้เรามีการสร้าง Open Innovation เป็นแหล่งความรู้ สร้าง Community of Learning หรือมี&nbsp;&nbsp; Crowdsourcing ที่เปิดกว้างมากมาย ความรู้จึงไม่ได้จำกัดอยู่ในวงผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียว การฝึกให้เด็กเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงมีทักษะภาษาอังกฤษสำหรับเข้าถึงแหล่งข้อมูลใหม่ได้เองจึงเป็นเรื่องสำคัญ</p>



<p>“นอกจากนี้ เราควรต้องมี Mindset แบบ&nbsp;<a href="https://www.the101.world/fish-climbing-on-tree-4-0/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Growth mindset</a>&nbsp;คือเชื่อว่าตัวเองสามารถพัฒนาได้และกล้าลงมือทำ หรือไม่ ก็ต้องมี Mindset เรื่องความถึก ความอดทน ต่อให้รู้น้อย แต่ขยัน คิดว่าเราทำได้จึงทำ ถ้าสร้าง Mindset เหล่านี้ได้ เดี๋ยวทักษะเฉพาะทาง (specific skill) จะตามมาเอง</p>



<p>“หากเราทำให้คนด้อยโอกาส ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือแรงงานที่ต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ มีเครื่องมือที่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ มี Mindset ที่ดี แบบนี้ภาระจะไม่ตกอยู่ที่รัฐจนเกินไป ไม่ต้องคอยพึ่งพารัฐหรือใครในการช่วยสร้างอาชีพให้ตัวเอง” จรัลตบท้าย</p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>#</strong><strong>&nbsp;5</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>เอกชนลงมือช่วยชุมชน</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>อีกหนึ่งทางรอดจากปรากฏการณ์</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>Technology Disruption</strong></h1>



<p>ไม่เพียงภาครัฐ หรือองค์กรอิสระเท่านั้นที่สามารถยื่นมือช่วยเหลือแรงงานให้รอดพ้นจากผลกระทบของ Technology Disruption ในฝั่งตัวแทนภาคเอกชน อย่าง&nbsp;<strong>พรเทพ เจริญผลจันทร์&nbsp;</strong>ผู้จัดการส่วนชุมชนสัมพันธ์ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ก็แสดงให้เห็นว่า นายจ้างสามารถช่วยเหลือแรงงานและชุมชนได้เช่นกัน</p>



<p>“ในฐานะตัวแทนจากภาคเอกชน เรายอมรับว่าบริษัทและโรงงานก็จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยดำเนินการ” พรเทพกล่าว “แต่เราเองก็คิดด้วยเช่นกันว่า จะออกแบบทักษะใหม่ๆ อย่างไรให้กับแรงงานของเรา ในเมื่อเราสามารถพยากรณ์ได้ว่าต้องนำเครื่องจักรเข้ามาเท่าไร ต้องควบคุม และดูแลรักษาอย่างไรบ้าง ดังนั้น เราจะช่วยเพิ่มทักษะดังกล่าวให้กับแรงงาน เพื่อให้เขาได้ปรับตัว และทำงานต่อไปได้”</p>



<p>นอกจากแรงงานใต้สังกัดของตน พรเทพยังเพิ่มเติมว่า นายจ้างหรือนายทุนยังสามารถช่วยเหลือคนตกงานจากปรากฏการณ์ Technology Disruption ในชุมชนใกล้เคียงโรงงานได้เช่นกัน</p>



<p>“ ถ้าตกงานกลับมา เราอาจจะไม่มีตำแหน่งว่างในโรงงานให้ก็จริง แต่เราสามารถสนับสนุน รับซื้อสินค้า วัตถุดิบ งานฝีมือจากเขามาได้ ตัวอย่างเช่น มีบางคนตกงาน กลับมาปลูกข้าวโพดที่บ้าน เราก็รับซื้อข้าวโพดของเขามาเลี้ยงสัตว์ ใครปลูกพืชผัก ก็รับซื้อมาให้พนักงานของเรากิน บางที่เรายังให้ชุมชนช่วยจัดทำเครื่องอุปโภคบริโภคจากงานฝีมือของเขา เช่น ทำไม้กวาดแล้วมาส่งให้เราใช้ หรือไม่ ก็ช่วยหาลู่ทางให้สินค้าของชุมชนได้ส่งออกผ่านเครือข่ายของเรา และช่วยสอนเขาเรื่องการออม การขยายกิจการ ช่วยทำธนาคารพัฒนาชุมชน”</p>



<p>พรเทพชี้ให้เห็นว่า การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่การเน้นเอาตัวรอดใต้บริบทความเปลี่ยนแปลง สอนทักษะแค่ให้คนในสังกัดไม่ตกงาน แต่เป็นการช่วยเหลือให้ทุกฝ่ายปรับตัวไปพร้อมๆ กัน ตั้งแต่ลูกจ้างของตน ไปจนถึงชุมชนแวดล้อมโรงงาน</p>



<p>“ทุกวันนี้เมื่อเราต้องการคนที่มีทักษะเฉพาะ เช่น ช่างดูแลแอร์ เครื่องยนต์ เราก็จะบอกให้คนชุมชนได้รู้ และถามว่าใครพอมีทักษะส่วนไหนหรือไม่ ขาดแคลนหรือสามารถเรียนรู้อะไรได้บ้าง ทำแบบนี้ชุมชนก็จะได้รู้ความต้องการและปรับตัวตามทัน</p>



<p>“ถ้าเราทำให้คนในชุมชนมีทักษะที่สามารถสนับสนุนอุตสาหกรรมในท้องถิ่นได้ ก็จะทำให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนขึ้น”</p>



<p>มองปัญหาในปรากฏการณ์ Technology Disruption ให้ครอบคลุมทุกด้าน – ทบทวนทักษะที่เคยมี และวางแผนทักษะแห่งอนาคต ทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบ – เติมด้วย Mindset แห่งการเรียนรู้ — พร้อมตระหนักเรื่องความยั่งยืนในระดับชุมชน</p>



<p>ทั้งหมดคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราพร้อมเดินหน้ารับมือกับความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีต่อไป</p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/poverty-technology-disruption/">5 กุญแจสำคัญ สำหรับการพาแรงงานไทยฝ่าฟัน Technology Disruption</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การศึกษาโลกสะท้อนไทย ความเหลื่อมล้ำที่ยังไม่หายไป</title>
		<link>https://www.eef.or.th/global-and-thai-education/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Jun 2021 08:08:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาโลก]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ความยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41975</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายคนคงเคยได้ยินว่า ‘การศึกษาเป็นประตูสู่โอกาส’ เพราะไ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/global-and-thai-education/">การศึกษาโลกสะท้อนไทย ความเหลื่อมล้ำที่ยังไม่หายไป</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายคนคงเคยได้ยินว่า ‘การศึกษาเป็นประตูสู่โอกาส’ เพราะไม่ว่าจะคนเชื้อชาติใด หรืออยู่มุมไหนของโลก ล้วนหวังให้การศึกษาเป็นตัวเปลี่ยนชีวิต ผู้ปกครองหลายคนจึงพยายามส่งลูกเรียนให้สูงที่สุด แม้ตนเองจะไม่มีโอกาสได้เรียนก็ตาม</p>



<p>จริงอยู่ที่การศึกษาเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาส แต่ขณะเดียวกัน การศึกษาก็สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของความเหลื่อมล้ำได้เช่นกัน มีเด็กอีกหลายคนที่ถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษาด้วยปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะเด็กในประเทศกำลังพัฒนา การศึกษาจึงเป็นทั้งสะพานสู่โอกาส และเป็นกำแพงหนาสูงที่กั้นคนจำนวนหนึ่งเอาไว้ข้างหลัง</p>



<p>101 ชวนคุณมองเทรนด์ ‘การศึกษาโลก’ ไล่เรียงตั้งแต่ภาพรวมการศึกษา วิกฤตการเรียนรู้และแนวทางแก้ไข รวมถึงทักษะที่จำเป็นสำหรับพลเมืองในศตวรรษที่ 21 ก่อนจะย้อนกลับมาสำรวจ ‘สถานการณ์การศึกษาไทย’ ที่ยังคงประสบกับปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำที่ไม่เคยจางหายไป รวมถึงฉายภาพแนวโน้มค่าใช้จ่ายในการเรียน และมาตรการที่รัฐควรเข้ามาช่วยเหลืออนาคตของชาติ</p>



<h1 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>:: ส่องเทรนด์การศึกษาโลกในศตวรรษที่ 21 ::</strong></h1>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-54c55c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/InfoEEF-cover-1280x854-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="gb-headline gb-headline-bbd68f04 gb-headline-text"><strong>เทรนด์ 1: คนไปโรงเรียนมากขึ้น</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d35ba7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/20200128-InfoEEF-1-1280x1281-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ช่วงหลายสิบปีมานี้ อัตราการสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนของเด็กทั่วโลกเพิ่มขึ้น เช่น ปี 1970 บริเวณแอฟริกาใต้สะฮารา (Sub-Saharan Africa) และบริเวณเอเชียใต้ เคยมีอัตราการเข้าโรงเรียนประมาณ 68% และ 47% ตามลำดับ</p>



<p>แต่ในปี 2010 อัตราการเข้าเรียนในทั้งสองภูมิภาคเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ขณะที่ในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ (low-income countries) อัตราการเข้าโรงเรียนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น แซมเบีย ที่อัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาเพิ่มขึ้นเกือบ 75% ภายในช่วงปี 2000-2010</p>



<h2 class="gb-headline gb-headline-b18e9760 gb-headline-text"><strong>เทรนด์ 2: เด็กผู้หญิงได้ไปโรงเรียน</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7a50fe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/20200128-InfoEEF-2-1280x1281-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ประชากรในกลุ่มชายขอบ (marginalized groups) โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง (ซึ่งถือว่าเป็นประชากรชายขอบในเรื่องการศึกษาในหลายประเทศ) มีอัตราการเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาสูงขึ้น ถ้ามองเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา อัตราส่วนของเด็กหญิงต่อเด็กชายเพิ่มขึ้นจาก 0.84 เป็น 0.96 ภายในช่วงปี 1991-2007</p>



<p>ขณะที่ในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ อัตราการเข้าเรียนระดับประถมศึกษาของเด็กหญิงคิดเป็น 78% และมีอัตราสำเร็จการศึกษาถึง 63%</p>



<h2 class="gb-headline gb-headline-829fa365 gb-headline-text"><strong>เทรนด์ 3: คนจำนวนมากยังขาดโอกาส</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e857f7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/20200128-InfoEEF-3-1280x1281-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>แม้อัตราการเข้าศึกษาต่อในหลายประเทศเพิ่มขึ้น แต่เด็กอีกกลุ่มหนึ่งยังถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษา เพราะความยากจน เพศสภาพ เชื้อชาติ และสภาพเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงการเมืองในประเทศ</p>



<p>‘การเมืองในประเทศ’ เช่น ประเทศซูดานใต้ ที่เจอกับความขัดแย้งภายในประเทศอย่างยาวนาน ทำให้ในปี 2011 ซูดานใต้มีอัตราการเข้าศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาเพียง 41% นอกจากนี้ ประเทศที่เจอกับสถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศยังมีอัตราการลาออกจากโรงเรียนกลางคันสูง และมีอัตราการสำเร็จการศึกษา รวมถึงการอ่านออกเขียนได้ต่ำ</p>



<p>‘ความยากจน’ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ ในปี 2014 เด็กเกือบ 300 ล้านคนทั่วโลกที่มาจากครอบครัวยากจนไม่ได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียน หรือถ้ามีโอกาสได้เข้าเรียน พวกเขาก็มีแนวโน้มจะออกจากโรงเรียนกลางคันสูงเช่นกัน</p>



<p>แม้เด็กผู้หญิงจำนวนมากจะได้รับโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาเพิ่มขึ้น แต่ ‘เพศสภาพ’ ก็เป็นอีกปัจจัยกีดกันเด็กออกจากระบบการศึกษา โดยภาพรวมในระดับโลก เด็กหญิงยังมีอัตราการเข้าโรงเรียนน้อยกว่าเด็กชายถึงสองเท่า แม้แต่ในภูมิภาคที่ค่อนข้างมีความเท่าเทียมด้านเพศสภาพอย่างแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลางก็ยังเจอการกีดกันนี้อยู่</p>



<h2 class="gb-headline gb-headline-7d2d7730 gb-headline-text"><strong>เทรนด์ 4: การเรียนรู้อยู่ในวิกฤต</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c50abd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/20200128-InfoEEF-4-1280x1280-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><em>#1&nbsp;</em>เรียนไป แต่ใช้ไม่ได้</p>



<p>แม้การศึกษาจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่นั่นทำให้การศึกษาในหลายๆ ที่ไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร โดยในระดับโลก เด็กกว่า 125 ล้านคนจากทั่วโลกที่เรียนในโรงเรียนมาแล้วอย่างน้อย 4 ปี แต่กลับไม่สามารถอ่านออก หรือคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง ในบางประเทศ เด็กที่เรียนจบเกรด 2 เกือบ 90% ไม่สามารถอ่านคำง่ายๆ ได้แม้แต่คำเดียว และถ้าเป็นเด็กที่มีฐานะยากจน ปัญหานี้ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก</p>



<p>ในการประเมินระดับนานาชาติ นักเรียนในประเทศที่มีรายได้น้อยหรือปานกลางทำคะแนนได้น้อยกว่านักเรียนจากประเทศในกลุ่ม OECD (ประเทศในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ) เช่น ประเทศตูนิเซียต้องใช้เวลามากกว่า 180 ปี เพื่อจะทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ให้ถึงคะแนนเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD</p>



<p>คุณภาพการศึกษาที่ย่ำแย่ จึงส่งผลให้กำลังแรงงานที่ออกจากระบบการศึกษาไม่มีทักษะที่สามารถนำไปใช้ทำงานได้จริง หรือถ้าเริ่มทำงานแล้ว ก็ยังไม่มีทักษะพื้นฐานเพียงพอที่จะพัฒนาตนเองต่อ เช่น ในบางประเทศกำลังพัฒนา ผู้ใหญ่ที่ ‘ได้รับการศึกษา (educated)’ จำนวนมากแทบไม่มีทักษะในการทำงานเลย เช่น ในกานา 80% ของวัยทำงานมีทักษะอ่านออกเขียนได้ต่ำมาก ซึ่งถ้าเทียบกับกลุ่มประเทศรายได้สูงแล้ว จำนวนคนที่มีทักษะอ่านออกเขียนได้ต่ำคิดเป็นเพียง 15% เท่านั้น จึงอาจกล่าวได้ว่านี่คือวิกฤตการเรียน ที่เด็กจำนวนมาก ‘เรียนไปแล้ว’ แต่ ‘ใช้ไม่ได้จริง’</p>



<p><em>#2&nbsp;</em>เด็กยากจน ยังคงไม่ได้เรียน</p>



<p>พื้นเพของครอบครัว (การศึกษาของผู้ปกครอง สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม และสภาพบ้านที่อยู่อาศัย) เป็นปัจจัยสำคัญต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ เช่น ในฝรั่งเศส ผลการทดสอบ PISA ในวิชาวิทยาศาสตร์ ระหว่างเด็กที่ร่ำรวยกับเด็กที่ยากจนต่างกัน 115 คะแนน ขณะที่ในฮังการีต่างกันถึง 202 คะแนน ซึ่งถ้าใช้นิยามของการทดสอบ PISA ความแตกต่าง 100 คะแนนเทียบได้หยาบๆ กับการเรียน 3 ปี ซ้ำร้าย ช่องว่างระหว่างนักเรียนที่ยากจนและร่ำรวยยังมีแนวโน้มจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนักเรียนขยับไปเรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้น</p>



<p>อย่างไรก็ดี แม้คุณภาพของโรงเรียนจะมีผลต่อการเรียนรู้ เพราะถ้าเด็กนักเรียนยากจนได้รับการศึกษาจากโรงเรียนที่มีคุณภาพ ผลการเรียนของนักเรียนจะอยู่ในระดับมาตรฐานที่ไม่ต่างจากนักเรียนร่ำรวยเท่าไรนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า โรงเรียนทุกโรงเรียนไม่ได้มีคุณภาพเท่ากันหมด เด็กฐานะปานกลางไปจนถึงร่ำรวยสามารถเลือกโรงเรียนที่ตอบสนองและพัฒนาความสามารถของพวกเขาได้อย่างเต็มที่ เด็กยากจนกลับไม่มีโอกาสนั้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b2ed0e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/20200128-InfoEEF-5-1280x1280-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="gb-headline gb-headline-ecb0ca74 gb-headline-text"><strong>เทรนด์ 5: ทักษะใหม่แห่งศตวรรษที่ 21</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7d6c3d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/20200128-InfoEEF-6-1280x1281-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ทักษะแบบที่ 1: ทักษะทางด้านการคิด (cognitive skills) คือความสามารถในการเข้าใจความคิดที่ซับซ้อน และนำมาประยุกต์ใช้ได้ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นมืออาชีพ เช่น ทักษะทางการคิดคำนวณขั้นพื้นฐาน การคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) และการแก้ปัญหา</p>



<p>ทักษะแบบที่ 2: ทักษะทางอารมณ์และสังคม (socioemotional skills) หรือบางครั้งเรียกว่า ทักษะเชิงพฤติกรรม (non-cognitive skills) ซึ่งเป็นพฤติกรรม ทัศนคติ และคุณค่าที่คนๆ หนึ่งจำเป็นต้องมี เพื่อจะใช้เป็นแนวนำทางในการดำเนินชีวิต รวมถึงรับมือกับปัญหาและความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามทำนองคลองธรรม</p>



<p>ทักษะแบบที่ 3: ทักษะเชิงเทคนิค (technical skills) คือความรู้ ความเชี่ยวชาญ และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ที่คนทำงานจำเป็นต้องมีเพื่อจะปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มศักยภาพ ซึ่งการจะพัฒนาทักษะประเภทนี้ต้องอาศัยการเรียนรู้ การใช้เครื่องมือ และเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการทำงาน</p>



<p>ทักษะทั้ง 3 ประเภทไม่ได้แยกขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง แต่เป็นทั้งตัวสนับสนุนและเสริมแรงซึ่งกันและกัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คนๆ หนึ่งจะต้องพัฒนาทักษะทั้ง 3 ประเภทของตน เพื่อพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลง และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขบนโลกที่ผันผวนใบนี้</p>



<h1 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>:: สำรวจความเหลื่อมล้ำการศึกษาไทยเพิ่มโอกาสให้เด็กยากจน ::</strong></h1>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f0bb85"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/InfoEEFThailand-cover-1280x854-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="gb-headline gb-headline-bbb71a95 gb-headline-text"><strong>#ข้อเท็จจริง 1: เด็กไทยจำนวนมากอยู่นอกระบบการศึกษา</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e8035c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/InfoEEFThailand-1-1280x1281-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>แม้นักเรียนไทยส่วนใหญ่จะสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังเป็นปัญหาที่น่ากังวล</p>



<p>ประเทศไทยมีเด็กเยาวชนวัยเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (อายุ 3-17 ปี) นอกระบบการศึกษามากกว่า 670,000 คนทั่วประเทศ เพราะปัญหาความยากจน ความด้อยโอกาสทางสังคม ความพิการและปัญหาครอบครัว</p>



<p>*อ้างอิง: รายงานเรื่องความไม่เสมอภาคทางการศึกษาของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.)</p>



<h2 class="gb-headline gb-headline-29986569 gb-headline-text"><strong>#ข้อเท็จจริง 2: นักเรียนกว่า 1.1 แสนคนอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าวันละ 100 บาท</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f5b1ed"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/InfoEEFThailand-2-1280x1281-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>นักเรียนยากจนทั่วประเทศ มีจำนวนกว่า 115,203 คน ในระดับประถมและมัธยมศึกษาตอนต้น คิดเป็นร้อยละ 2.3 ของนักเรียนทั้งหมดในระดับประถมและมัธยมศึกษาตอนต้น</p>



<p>ผลดังกล่าวคำนวณจากแบบคัดกรองที่เสนอโดย ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ และคณะ โดยพิจารณาจากเกณฑ์รายได้ครัวเรือนไม่เกิน 3,000 บาท และเงื่อนไข 4 ด้าน ได้แก่</p>



<p>-ภาระพึ่งพิงของครอบครัว</p>



<p>-สภาพที่อยู่อาศัย</p>



<p>-การถือครองยานพาหนะ</p>



<p>-เป็นเกษตรกรที่มีที่ดินทำกินไม่เกิน 1 ไร่</p>



<h2 class="gb-headline gb-headline-dde024fa gb-headline-text"><strong>#ข้อเท็จจริง 3: การศึกษาเป็นทั้งโอกาสและภาระของครอบครัวยากจน</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7c8649"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/InfoEEFThailand-3-1280x1280-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>หากใช้เกณฑ์เด็กยากจนที่มาจากครอบครัวซึ่งมีรายได้เฉลี่ยไม่ถึง 3,000 บาทต่อเดือน หรือ 36,000 บาทต่อปี ครอบครัวยากจนจะต้องแบกรับรายจ่ายทางการศึกษาคิดเป็นร้อยละ 22 ของรายได้ทั้งหมด มากกว่าครัวเรือนร่ำรวยถึง 4 เท่า</p>



<p>*อ้างอิงจากข้อมูลบัญชีรายจ่ายการศึกษาแห่งชาติ ในงานสัมมนา ‘ก้าวต่อไปของการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ’ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562</p>



<h2 class="gb-headline gb-headline-435b290c gb-headline-text"><strong>#ข้อเท็จจริง 4: การศึกษาไทยไม่ได้ฟรีทั้งหมด</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-12b80e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/InfoEEFThailand-4-1280x1280-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>แม้ประเทศไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษามีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 3,267 บาทต่อคนต่อปี ขณะที่ค่าใช้จ่ายของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นมีจำนวนมากกว่าเกือบสองเท่า คือ 6,378 บาทต่อคนต่อปี&nbsp;</p>



<p>*อ้างอิงจากข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งสำรวจครัวเรือนที่มีบุตรหลานกำลังศึกษาในโรงเรียนรัฐจำนวน 8.2 ล้านครัวเรือนเมื่อปี พ.ศ. 2558</p>



<h2 class="gb-headline gb-headline-5fae3a79 gb-headline-text"><strong>ค่าเดินทางและค่าเครื่องแบบเป็นภาระมากกว่าที่คิด</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-17f0fc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/InfoEEFThailand-5edit-1280x1281-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ครัวเรือนยากจนมีภาระค่าเดินทางไปกลับโรงเรียนมากกว่า 1 ใน 3 ของค่าใช้จ่ายทางการศึกษาทั้งหมด&nbsp;</p>



<p>เมื่อรวมกับค่าเครื่องแบบจะคิดเป็นสัดส่วนเกินร้อยละ 60 ของค่าใช้จ่ายทางการศึกษาทั้งหมด</p>



<p>*อ้างอิงจากข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งสำรวจครัวเรือนที่มีบุตรหลานกำลังศึกษาในโรงเรียนรัฐจำนวน 8.2 ล้านครัวเรือนเมื่อปี พ.ศ. 2558</p>



<h2 class="gb-headline gb-headline-cfb7f883 gb-headline-text"><strong>ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-722030"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/InfoEEFThailand-6-1280x1281-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 เป็นต้นมา โดยในปี พ.ศ. 2558 ครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยทุกระดับการศึกษาเท่ากับ 6,881 บาทต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2554 ถึงร้อยละ 44&nbsp;</p>



<p>อ้างอิงจากข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งสำรวจครัวเรือนที่มีบุตรหลานกำลังศึกษาในโรงเรียนรัฐจำนวน 8.2 ล้านครัวเรือนเมื่อปี พ.ศ. 2558</p>



<h2 class="gb-headline gb-headline-d565cc6a gb-headline-text"><strong>เมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครถือเป็นพื้นที่ที่มีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาค</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6b8e7e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/InfoEEFThailand-7-1280x1281-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>*อ้างอิงจากข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งสำรวจครัวเรือนที่มีบุตรหลานกำลังศึกษาในโรงเรียนรัฐจำนวน 8.2 ล้านครัวเรือนเมื่อปี พ.ศ. 2558</p>



<h2 class="gb-headline gb-headline-185b46a0 gb-headline-text"><strong>แนวทางการให้เงินอุดหนุนจากโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อหลักประกันโอกาสทางการเรียนรู้</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0959a7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/InfoEEFThailand-8-1280x1280-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ และคณะ แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่</p>



<p>– อัตราเงินอุดหนุนขั้นสูง — มอบค่าเล่าเรียนหรือค่าบำรุงการศึกษา ค่าเครื่องแบบ ค่าหนังสือ อุปกรณ์การเรียนต่างๆ ค่าเดินทางไปเรียน และค่าอาหารเช้าหรือกลางวัน</p>



<p>นักเรียนประถม 4,092 บาทต่อปี</p>



<p>นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น 7,974 บาทต่อปี</p>



<p>-อัตราเงินอุดหนุนขั้นต่ำ — ค่าเดินทางไปเรียน และค่าอาหารเช้าหรือกลางวัน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>นักเรียนประถม 2,701 บาทต่อปี</p>



<p>นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น 5,620 บาทต่อปี</p>



<h2 class="gb-headline gb-headline-28edd804 gb-headline-text"><strong>จากแนวทางการให้เงินอุดหนุนดังกล่าว รวมแล้วรัฐจะใช้เงินเริ่มต้นที่ 563 ล้านบาท เมื่อใช้อัตราอุดหนุนขั้นสูง และ 380 ล้านบาท สำหรับอัตราอุดหนุนขั้นต่ำ</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fd95a7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/InfoEEFThailand-9-1280x1280-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/global-and-thai-education/">การศึกษาโลกสะท้อนไทย ความเหลื่อมล้ำที่ยังไม่หายไป</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หากันให้เจอ: การคัดกรองเด็กยากจนพิเศษเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/next-step-of-subsidizing-poor-children/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Jun 2021 07:41:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[ชญานี ชวะโนทย์]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การปฏิรูปการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ความยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[ธร ปิติดล]]></category>
		<category><![CDATA[การวัดรายได้โดยอ้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41666</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทุกวันนี้ เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาดูจะเป็นหนึ่งใ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/next-step-of-subsidizing-poor-children/">หากันให้เจอ: การคัดกรองเด็กยากจนพิเศษเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทุกวันนี้ เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาดูจะเป็นหนึ่งในปัญหาที่ทวีความรุนแรงมากที่สุด และหาทางออกได้ยากที่สุด เพราะขณะที่การศึกษาเป็นเหมือนประตูสู่โอกาสสำหรับเด็กหลายคน ก็ยังมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง เนื่องด้วยฐานะที่ยากจนและต้นทุนชีวิตที่น้อยกว่าคนอื่น</p>



<p>จากข้อมูลบัญชีรายจ่ายการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งจัดทำโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่า เด็กนักเรียนที่มาจากครอบครัวยากจน ครอบครัวมีรายได้เฉลี่ยไม่ถึง 3,000 บาทต่อเดือน หรือไม่ถึง 36,000 บาทต่อปี ซึ่งครอบครัวเหล่านี้ต้องแบกรับรายจ่ายทางการศึกษาคิดเป็น 22% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่ครัวเรือนที่มีฐานะร่ำรวยรับภาระทางการศึกษาคิดเป็นเพียง 6% ของรายได้ พูดให้ถึงที่สุดแล้ว ครัวเรือนยากจนต้องรับภาระทางการศึกษามากกว่าครัวเรือนที่ร่ำรวยถึง 4 เท่า</p>



<p>สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ในแต่ละปีกลุ่มเด็กจากครัวเรือนที่ยากจน มีแนวโน้มต้องออกจากโรงเรียนกลางคันหรือหลุดจากระบบการศึกษาเฉลี่ยปีละกว่า 670,000 คน</p>



<p>ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีงบประมาณสำหรับช่วยเหลือนักเรียนยากจนที่เรียกว่า ‘เงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน’ ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่จัดสรรความช่วยเหลือแบบเท่ากันทุกคน</p>



<p>แต่คำว่า ‘เท่ากันทุกคน’ (Universal) อาจไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เท่าเทียมและแก้ปัญหาได้ตรงจุดเสมอไป ในระยะหลังนักวิชาการเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeting) มากขึ้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว นักเรียนแต่ละคนมีปัญหาและมีความต้องการเฉพาะบุคคลที่แตกต่างกัน อีกทั้งข้อจำกัดทางงบประมาณก็เป็นแรงกดดันที่สำคัญ</p>



<p>ด้วยเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว กสศ. ร่วมกับ สพฐ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยนเรศวร ทำการวิจัยเชิงนโยบาย เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามอุปสงค์ (Demand-size financing) ตรงตามความต้องการของนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยเริ่มก้าวแรกที่โรงเรียนในสังกัดสพฐ. และกำลังขยายผลไปสู่สถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนสังกัดตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนในสังกัดอื่นๆ</p>



<p>ในงานสัมมนา ‘ก้าวต่อไปของการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ’ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คณะผู้วิจัยได้นำเสนอองค์ความรู้เบื้องต้นว่าด้วยวิธีการคัดกรองนักเรียนยากจน และร่วมพูดคุยเพื่อหาทางออกในการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6af6b5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/S__23896212-768x576-2.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="gb-headline gb-headline-29b79264 gb-headline-text">กระบวนการคัดกรองเด็กยากจนพิเศษ ด้วยวิธีวัดรายได้โดยอ้อม (PMT) – ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์</h3>



<p><strong>รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์&nbsp;</strong>หัวหน้าโครงการวิจัยเล่าว่า ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เข้าไปมีบทบาทในการดำเนินการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีนโยบายที่โดดเด่น เช่น การมีโครงการเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งมอบให้เด็กนักเรียนโดยไม่จำกัดเพศและเชื้อชาติ ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายที่ก้าวหน้าพอสมควร</p>



<p>นอกจากนี้ สพฐ. ยังมองเห็นด้วยว่า แม้จะมีโครงการเรียนฟรี แต่ยังมีเด็กกลุ่มหนึ่งต้องตกอยู่หางแถว และหลุดออกไปจากระบบการศึกษา นั่นคือกลุ่ม ‘เด็กยากจน’ สพฐ. จึงมีความพยายามช่วยเหลือกลุ่มนักเรียนยากจนขนาดใหญ่ โดยจัดสรรงบประมาณปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจนที่นอกเหนือไปจากการเรียนฟรี เช่น สนับสนุนค่าเสื้อผ้า ค่าอุปกรณ์ หรือการเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ</p>



<p>“สพฐ. ถือเป็นหน่วยงานที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินงานมาได้ในระดับหนึ่ง เพราะมีระบบฐานข้อมูล (Database) ที่เก็บรวบรวมข้อมูลนักเรียน และให้คุณครูแต่ละท่านสามารถแจ้งข้อมูลกลับเข้ามายังระบบได้ว่า ในระบบโรงเรียนที่คุณครูแต่ละท่านดูแลอยู่ มีนักเรียนกี่คนที่น่าจะเข้าข่ายความยากจนและควรได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-38f8f6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/chaiyuth-768x576-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ หัวหน้าโครงการวิจัย</figcaption></figure></div></div></div>



<p>ชัยยุทธอธิบายต่อว่า เมื่อ สพฐ. ได้ข้อมูลของนักเรียนมาแล้ว ก็จะนำไปสู่ขั้นตอนการเจรจาเรื่องงบประมาณกับสำนักงบประมาณ อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่ เช่น บางครั้งงบประมาณที่ได้มาก็ไม่เพียงพอ ส่วนตัวโรงเรียนเองก็ไม่มีกลไกที่จะแยกว่าเด็กนักเรียนคนไหนมีฐานะยากจนกว่ากัน ปัญหานี้กลายมาเป็นโจทย์วิจัยของโครงการ นั่นคือ เราจะหาวิธีคัดกรองเด็กที่มีความยากจนพิเศษออกมาได้อย่างไร ซึ่งโครงนี้เสนอให้นำการประเมินรายได้โดยอ้อม (Proxy Means Test: PMT) มาใช้</p>



<p>“แต่เดิมรายได้ที่ สพฐ. ใช้วัดความยากจนของเด็กคือรายได้ของผู้ปกครอง ซึ่งรวมกันแล้วจะไม่ต้องเกิน 40,000 บาทต่อปี แต่ปัญหาคือ เมื่อเราเริ่มสอบถามรายได้ของผู้ปกครอง เราพบว่าเด็กส่วนใหญ่ คือเกิน 20-30% ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่มีทั้งที่อยู่กับตายาย อยู่ที่วัด หรืออยู่ที่มูลนิธิก็มี ทำให้การถามรายได้ของผู้ปกครองกลายเป็นปัญหาในตัวเอง”</p>



<p>อีกปัญหาหนึ่งที่คณะทำงานพบคือ คำถามเรื่องรายได้เป็นคำถามที่ค่อนข้างตอบยาก เพราะบางครัวเรือนทำงานเฉพาะในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวหรือประกอบอาชีพรับจ้าง ดังนั้น ถ้าไม่ใช่ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวก็อาจจะต้องไปทำงานอย่างอื่นแทน หรืออาชีพบางอาชีพก็มีความไม่แน่นอน บางปีมีรายได้มาก บางปีก็มีรายได้ไม่มากเท่าที่ควร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความยากในการประเมินรายได้</p>



<p>เมื่อเจอปัญหาเช่นนี้ จึงมีความพยายามในการสร้างเครื่องมือขึ้นมาตัวหนึ่ง คือแทนที่จะใช้การถามรายได้ตรงๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นการประเมินมิติที่หลากหลายของครัวเรือนแทน โดยชัยยุทธอธิบายว่า การประเมินจะเริ่มต้นจากงานของกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) หรือโครงการเด็กแรกเกิดที่พัฒนาขึ้นมาให้กับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) คือเริ่มจากการดูที่เส้นความยากจน (Poverty line)</p>



<p>“สมมติว่าเรากำหนดตัวเลขไว้ที่ 3,000 บาทต่อเดือน ต่อคน ต่อครอบครัว ในกรณีที่คุณมีรายได้ต่ำกว่านี้ และยังเข้าเงื่อนไขบางอย่าง เช่น มีคนว่างงาน มีผู้สูงอายุหรือผู้พิการในครอบครัว คุณก็อาจจัดอยู่ในข่ายที่เราคิดว่าต้องได้รับความช่วยเหลือ”</p>



<p>“อีกปัจจัยหนึ่งคือ การประเมินทรัพย์สิน ดูว่าคุณมีทรัพย์สินมากน้อยขนาดไหน ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตร แต่มีที่ดินเพื่อการเกษตรน้อย ก็มีแนวโน้มว่าจะมีรายได้น้อย รวมถึงดูว่าคุณมีทรัพย์สินที่เป็นสินค้าคงทนหรือไม่ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มั่นคง ปลอดภัยพอไหม ตรงนี้โกหกยากนะครับ ถ้าเราไปเยี่ยมบ้านของนักเรียนก็จะเห็นสภาพความเป็นจริงเลย” ชัยยุทธอธิบาย พร้อมทั้งเสริมว่า ในอนาคต อาจจะเพิ่มปัจจัยเรื่องการเข้าถึงไฟฟ้าและน้ำดื่มสะอาดด้วย</p>



<p>เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำข้อมูลมาเข้าเครื่องมือทางสถิติ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าต่างๆ ที่จะโยงกับเรื่องรายได้ โดยตัวแปรแต่ละตัวจะสะท้อนว่า เจ้าของข้อมูลนั้นมีรายได้มากน้อยขนาดไหน</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ชัยยุทธชี้ให้เห็นว่า การออกแบบทั้งกระบวนการเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะโดยทั่วไปแล้ว กลุ่มคนยากจนหรือยากไร้จะมีต้นทุนสูงกว่ากลุ่มอื่นในการเข้าถึงบริการของภาครัฐ และอาจอยู่ในที่ๆ หาตัวได้ลำบาก คณะทำงานจึงต้องหาวิธีที่จะนำกลุ่มคนเหล่านี้มาเข้าสู่กระบวนการให้ได้ แต่ในกรณีของเด็กนักเรียน อาจโชคดีหน่อยตรงที่ข้อมูลและตัวเด็กอยู่ที่โรงเรียนอยู่แล้ว</p>



<p>“สพฐ. มีโครงการที่ให้คุณครูไปเยี่ยมบ้านนักเรียน ซึ่งจะทำให้คุณครูเห็นสภาพความเป็นจริงของเด็กเวลาอยู่ที่บ้าน สมมติเจอเด็กที่มาเรียนในสภาพไม่พร้อม ไม่ได้กินข้าวเช้า เวลาไปที่บ้านก็อาจจะเห็นว่า เด็กไม่ได้กินข้าวเช้า เพราะพ่อแม่ต้องรีบไปทำมาหากิน เลยจำเป็นต้องให้ลูกหาข้าวกินเอง แบบนี้ก็มีเยอะ ตรงนี้โรงเรียนอาจช่วยได้ เช่น อาจจัดให้มีการกินข้าวเที่ยงเร็วขึ้น”</p>



<p>“ทีนี้ เวลาคุณครูไปเยี่ยมบ้าน จะมีการทำแบบสอบถามเกี่ยวกับรายได้และตัวชี้วัดนิดหน่อย อีกเรื่องหนึ่งที่เราพบคือ เราพยายามบอกให้ครูถ่ายรูปบ้านทั้งด้านนอกและด้านในมาด้วย แต่เราก็กังวลอยู่เหมือนกันว่า ครูอาจจะไม่อยากถ่าย หรือผู้ปกครองอาจจะอาย บางทีครูก็จะต้องเป็นคนบันทึกเอง ซึ่งเราก็อยากลดภาระของครูตรงนี้ โดยให้มีกระบวนการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วนเข้ามาช่วยยืนยันว่าข้อมูลที่ได้มาเป็นข้อมูลจริง”</p>



<p>ในช่วงเริ่มต้นของโครงการ คณะทำงานอาจใช้วิธีอื่นควบคู่ไปกับเครื่องมือที่ถูกพัฒนาขึ้นมาด้วย เช่น ใช้การสอบถามรายได้ หรือใช้เครื่องมือของสพฐ. ที่ตีค่าออกมาเป็นคะแนน 100 (ยากจนมาก) – 0 (ยากจนน้อย) และนำมาระบุเป็นเกณฑ์ความยากจนพิเศษของกองทุนอีกทีหนึ่ง</p>



<p>สุดท้าย เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดออกมาแล้ว กสศ. จึงจะประเมินและประกาศรายชื่อที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรอง และทำการจัดสรรเงินต่อไป ทั้งนี้ ชัยยุทธเสริมว่า ชุมชนหรือคณะกรรมการสถานศึกษาควรจะเข้ามามีบทบาทในการดูแล และให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมด้วย เพื่อไม่ให้เด็กคนไหนถูกลืมไว้ข้างหลัง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2e345d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/chayanee2-768x576-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</figcaption></figure></div></div></div>



<h3 class="gb-headline gb-headline-4baa78bb gb-headline-text">การคัดกรองทำให้การช่วยเหลือมีประสิทธิภาพที่สุด ภายใต้งบประมาณที่จำกัด – ชญานี ชวะโนทย์</h3>



<p>ต่อจากกระบวนการในการคัดกรอง&nbsp;<strong>ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์&nbsp;</strong>คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอผลการคัดกรองของภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โดยชญานีเริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า นอกจากการคัดกรองในกลุ่มโรงเรียนสังกัด สพฐ. แล้ว จะมีการรวมเด็กที่เข้ามาใหม่ คือระดับชั้นป.1 ป.4 และม.1 รวมถึงกลุ่มที่เป็นชั้นเคลื่อน (ป.2-3 และ ป.5-6) ที่อาจตกหล่นจากการคัดกรองในปีก่อนเข้ามาสู่ระบบการคัดกรองด้วย รวมถึงกลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จาก 10 จังหวัดนำร่อง และกลุ่มโรงเรียนสังกัดตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ที่จะเข้ามาร่วมด้วย ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย</p>



<p>สำหรับเกณฑ์การคัดกรอง จะประกอบด้วยเรื่องรายได้ คือถ้ารายได้เกิน 3,000 บาท จะถือว่าเป็นกลุ่มรายได้เกิน แต่ถ้ารายได้น้อยกว่า 3,000 บาท จะถูกจัดกลุ่มแยกย่อยออกเป็นกลุ่มยากจนน้อย ยากจน และยากจนพิเศษ ซึ่งกลุ่มหลังจะเป็นกลุ่มที่กองทุนได้เพิ่มตัวเงินช่วยเหลือให้ และโรงเรียนในแต่ละสังกัดก็จะเปรียบเทียบแยกกันด้วย</p>



<p>ชญานียอมรับว่า หากเป็นไปได้ ก็อยากจะให้ความช่วยเหลือกับทุกคนที่มีรายได้น้อยกว่า 3,000 บาท แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องงบประมาณทำให้ต้องมีการคัดกรองอีกทีหนึ่ง ซึ่งการคัดกรองจะใช้การวัดรายได้โดยอ้อม (PMT) ซึ่งดูจากเกณฑ์ต่างๆ ที่น่าจะมีผลในการประเมินตัวรายได้ แล้วคำนวณออกมาเป็นคะแนนความยากจน ซึ่งจะเชื่อมกับตัวรายได้อีกที</p>



<p>ในเบื้องต้น ทางคณะทำงานจะใช้รายได้ที่ได้มาจากการรายงานในครัวเรือนก่อน ซึ่งขึ้นอยู่กับตัวผู้ปกครองหรือครูด้วยว่าจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องมากน้อยแค่ไหน จากนั้นจึงนำข้อมูลมาประมาณการ และแบ่งนักเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม ซึ่งผลปรากฏว่ามีการประมาณการคลาดเคลื่อน 2 กลุ่ม คือกลุ่ม exclusion error (กลุ่มที่ PMT บอกว่าไม่จน แต่รายได้ครัวเรือนระบุว่าจน) คิดเป็นประมาณ 33% และ inclusion error (กลุ่มที่ PMT บอกว่าจน แต่รายได้ครัวเรือนระบุว่าไม่จน) ประมาณ 38%</p>



<p>ในตอนท้าย ชญานีสรุปสิ่งที่คณะทำงานค้นพบคือ คะแนนความยากจนที่คำนวณจากเกณฑ์หลายๆ เกณฑ์นั้น ไปในทิศทางเดียวกับรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อหัว และกลุ่มที่ได้คะแนนความยากจนค่อนข้างมากที่สุดคือ กลุ่มนักเรียน ตชด. ขณะที่ในภาพรวม ถ้านับจำนวนตั้งแต่ปีที่แล้วมาจนถึงปีนี้ ทางคณะทำงานคัดเด็กยากจนมาได้ทั้งหมดประมาณเกือบ 1,700,000 คน และเป็นเด็กยากจนพิเศษจำนวน 700,000 คน</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-adc712cc gb-headline-text">การมีส่วนร่วมคือหนึ่งในหัวใจสำคัญในการคัดกรองเด็กยากจน&nbsp;– ธร ปีติดล</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-345f24"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/Thorn-768x576-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.ดร.ธร ปีติดล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</figcaption></figure></div></div></div>



<p>“กสศ. เป็นหน่วยงานที่อาจจะไม่ได้ลงทุนเยอะ เพราะมีพาร์ทเนอร์ที่สำคัญคือโรงเรียน กสศ. จึงมีหน้าที่นำสิ่งที่โรงเรียนทำอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับกระบวนการคัดกรองของตน ส่วนครูก็มีหน้าที่นำโครงการของ กสศ. ไปปฏิบัติในพื้นที่ เช่น กระบวนการเยี่ยมบ้านนักเรียน ก็เป็นกระบวนการที่ถูกดึงมาเพื่อช่วยในส่วนของการเก็บข้อมูล”</p>



<p><strong>ผศ.ดร.ธร ปีติดล&nbsp;</strong>คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นอธิบายในมิติการดำเนินการเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและการรับรองผลการคัดกรอง โดยชี้ให้เห็นว่า แม้โรงเรียนจะมีส่วนช่วย กสศ. ได้มาก แต่ตัวโรงเรียนเองก็สร้างความท้าทายให้ กสศ. ได้เช่นกัน เพราะศักยภาพในการทำงานของ กสศ. โดยเฉพาะในเรื่องการคัดกรองนักเรียน อิงอยู่กับศักยภาพการทำงานของโรงเรียน จึงนำไปสู่คำถามสำคัญคือ ถ้าอยากให้โรงเรียนกับ กสศ. ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องทำอย่างไรบ้าง</p>



<p>“ต้องบอกก่อนว่า กสศ. สามารถเริ่มทำได้หลายอย่างนะครับ ไม่ว่าจะให้แรงจูงใจกับโรงเรียนหรือกับครู และหนึ่งอย่างที่ กสศ. สามารถทำได้คือ การนำกระบวนการมีส่วนร่วมเข้ามาช่วยในการทำงานของโรงเรียน ซึ่ง กสศ. ก็สามารถนำกระบวนการดังกล่าวมาช่วยพัฒนาการทำงานของตัวเองให้ดีขึ้นได้เช่นกัน”</p>



<p>ธรยกตัวอย่างโครงการในระดับสากลอย่างโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข (Conditional Cash Transfer) ที่เม็กซิโก หรือกระบวนการคัดกรองคนยากจนในอินโดนีเซีย ที่นำเอาการมีส่วนร่วมของชุมชนเข้ามาร่วมรับทราบและรับรองผล รวมถึงให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นที่อาจตกหล่นไปในการคัดกรองด้วย</p>



<p>ธรเห็นว่า โมเดลในการสร้างการมีส่วนร่วมของ กสศ. เป็นโมเดลที่น่าสนใจ โดย กสศ. ได้ดึงคณะกรรมการสถานศึกษาส่วนหนึ่งเข้ามา เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับโรงเรียน โดยตัวแทนที่เข้าร่วมจะประกอบด้วยประธาน ผู้แทนชุมชน ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้อำนวยการ และตัวแทนครู ซึ่งทั้ง 5 คนนี้มีหน้าที่รับรองผลการคัดกรองที่ได้หลังกระบวนการเก็บข้อมูลเข้าสู่ระบบเสร็จสิ้น และยังมีหน้าที่รับรองรายชื่อนักเรียนที่จะได้รับทุนสนับสนุนอีกด้วย</p>



<p>นอกจากทำการรับรองผลและรายชื่อนักเรียนแล้ว ธรยังชี้ให้เห็นประโยชน์ของการที่กรรมการสถานศึกษาเข้ามามีส่วนร่วม กล่าวคือ กรรมการเหล่านี้เป็นคนในพื้นที่ จึงอาจมีข้อมูลอื่นที่นำมาเสริมกับการคัดกรองได้ และจะช่วยตรวจสอบผลว่า ข้อมูลที่ได้มาถูกต้องหรือไม่ ซึ่งจะทำให้ครูหรือผู้ที่ทำงานเก็บข้อมูล มีแนวโน้มจะทำงานได้รัดกุมมากขึ้นเมื่อมีคนตรวจสอบ สุดท้ายคือการมีส่วนร่วมยังช่วยสร้างการยอมรับในพื้นที่ด้วย เพราะถ้าผู้ปกครองทราบว่ามีตัวแทนมาร่วมตรวจสอบผลลัพธ์ ก็จะมองว่าผลที่ออกมาเป็นที่ยอมรับได้ในระดับหนึ่ง</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ธรชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญของโมเดลนี้เช่นกันว่า แม้การนำสิ่งที่มีอยู่แล้วในโรงเรียนมาใช้มีข้อดี แต่ขณะเดียวกันก็มีความท้าทายอย่างมาก เพราะการมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นผ่านกรรมการสถานศึกษา ย่อมถูกจำกัดด้วยศักยภาพของกรรมการสถานศึกษาเอง</p>



<p>“ปกติแล้ว โรงเรียนจะจำกัดหน้าที่ของกรรมการสถานศึกษาอยู่บางประการ คือในภาพใหญ่ โรงเรียนส่วนมากมักจะนำกรรมการเข้ามาใช้ในการระดมทุนทำกิจกรรมมากกว่า แต่ถ้าเป็นด้านการปฏิบัติงานของครู กรรมการสถานศึกษาก็ยังมีส่วนร่วมได้น้อยอยู่”</p>



<p>“ภาพใหญ่นี้จะส่งผลมาถึงการมีส่วนร่วมในขั้นตอนการรับรองเหมือนกัน คือพอกรรมการเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว โรงเรียนก็จะมองเหมือนกับว่า นี่เป็นเรื่องการปฏิบัติงานของโรงเรียน จึงอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก ขณะที่ตัวกรรมการเองก็ถูกออกแบบมาเพื่อให้ช่วยทำกิจกรรมหรือระดมทุน กรรมการจึงมักเป็นกลุ่มคนที่มีเงิน หรือมีตำแหน่งใหญ่ ซึ่งก็มีเวลาน้อยอยู่แล้ว ทำให้เข้ามาช่วยในกระบวนการได้น้อยด้วย”</p>



<p>นอกจากนี้ โรงเรียนแต่ละโรงเรียนอาจเจอข้อจำกัดไม่เหมือนกัน กล่าวคือ คนทั่วไปมักคิดว่า กรรมการสถานศึกษาหรือคนในชุมชนที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาตัวคัดกรอง จะต้องเป็นคนที่รู้หรือมีข้อมูลในระดับหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรงเรียนมีหลายรูปแบบ และประกอบไปด้วยเด็กที่มีภูมิหลังที่หลากหลาย ทำให้กรรมการอาจไม่ทราบข้อมูลทั้งหมดว่า นักเรียนคนใดบ้างที่มีฐานะยากจน และอีกข้อที่สำคัญคือ กรรมการสถานศึกษาอาจเน้นช่วยเหลือเครือข่ายของคนที่ตนเองรู้จักหรือใกล้ชิดก่อน</p>



<p>แต่ใช่ว่าเรื่องดังกล่าวจะเป็นอุปสรรคไปเสียหมด ธรเสนอว่า กสศ. สามารถนำความท้าทายเหล่านี้มาเป็นโจทย์ในอนาคตได้ หรือแม้แต่คิดไปถึงโจทย์ที่ใหญ่กว่า คือจะทำอย่างไรให้โรงเรียนเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ในการช่วยออกแบบการทำงานของตนให้ดีขึ้น หรือจะออกแบบแรงจูงใจให้กับโรงเรียน ครู รวมไปถึงกรรมการสถานศึกษาเข้ามาช่วยทำงานได้อย่างไร</p>



<p>“สิ่งที่เราทำได้อย่างแน่นอนคือ การนำกรรมการสถานศึกษามาช่วยในการตรวจสอบกระบวนการ รวมถึงเข้ามาช่วยสร้างแรงจูงใจให้กับครูที่กำลังทำโครงการนี้อยู่ ตรงนี้เป็นส่วนที่คณะกรรมการสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ตั้งแต่แรกเริ่ม และน่าจะช่วยให้โครงการนี้เกิดผลดีมากขึ้น”</p>



<p>“ระบบที่ออกแบบมาค่อนข้างดีอยู่แล้ว แต่คำถามคือ จะทำอย่างไรให้คนที่นำไปปฏิบัติสามารถปฏิบัติได้อย่างดีด้วย ซึ่งนี่จะเป็นอีกด้านที่มีความท้าทายมากทีเดียว” ธรปิดท้าย</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/next-step-of-subsidizing-poor-children/">หากันให้เจอ: การคัดกรองเด็กยากจนพิเศษเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
