<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ความยากจนทางการเรียนรู้ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 30 Nov 2021 12:52:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ความยากจนทางการเรียนรู้ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เพราะที่สุดแห่งความขัดสน คือความยากจนทางการเรียนรู้</title>
		<link>https://www.eef.or.th/learning-poverty/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 Nov 2021 12:52:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ความยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ความยากจนทางการเรียนรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48546</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ความยากจน’ หรือ ‘ความข้นแค้น’ นั้นเพียงได้ยินก็ขื่นขม  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/learning-poverty/">เพราะที่สุดแห่งความขัดสน คือความยากจนทางการเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘ความยากจน’ หรือ ‘ความข้นแค้น’ นั้นเพียงได้ยินก็ขื่นขม ความยากจนคือความขาดที่ไม่พึงปรารถนา คือความอับจนหนทางในการเติมเต็มความหวัง ความฝัน และสุขภาวะทั้งปวงในชีวิต ตลอดจนไร้ซึ่งกำลังในการทำนุบำรุงตนเองและผู้อื่น หากจะมีปีศาจตนใดที่มนุษย์ตะเกียกตะกายให้รอดพ้นอย่างสุดชีวิต ก็คงเป็นความยากจนนั่นเอง</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ความยากจนมิใช่ปีศาจที่มีรูปโฉมเดียว ความยากจนอาจแปลงกายเป็นความขาดไร้ซึ่งอาหาร ความขัดสนซึ่งรายได้ และความยากไร้อันถมให้เต็มได้ด้วยทรัพย์สิน ขณะเดียวกันก็อาจแปลงกายเป็นความขาดที่แยบยลกว่า จับต้องได้น้อยกว่า และมีอำนาจทำลายล้างรุนแรงกว่า หนึ่งในความยากจนที่จับต้องไม่ได้นี้ คือความยากจนทางการเรียนรู้ (learning poverty)</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading" id="1--%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><strong>ความยากจนทางการเรียนรู้คืออะไร</strong></h2>



<p><br>ความยากจนทางการเรียนรู้ไม่ได้หมายถึงเพียงการขาดแคลนทุนทรัพย์ในการศึกษา ธนาคารโลกระบุว่าความยากจนทางการเรียนรู้หมายถึงภาวะที่เยาวชนไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ หรืออ่านออกเขียนได้น้อยมากเมื่อมีอายุครบ 10 ปี ซึ่งเป็นทั้งผลลัพธ์และจุดเริ่มต้นของความยากไร้อื่นๆ การอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ในวัยเท่านั้นหมายถึงการเติบโตในครอบครัวที่ขาดรายได้จนไม่อาจส่งเสริมให้ลูกได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ หมายถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการทรัพยากรโดยรัฐ และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่ถ่างกว้างเสียจนคนกลุ่มหนึ่งไม่อาจพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนได้ตลอดหลายชั่วอายุคน หมายถึงนโยบายด้านการศึกษาที่ล้มเหลว ตลอดจนการขาดกลไกของรัฐที่มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที</p>



<p>การอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ไม่ใช่ปัญหาเล็กจ้อย เพราะความยากจนทางการเรียนรู้จะนำไปสู่การขาดไร้ซึ่งความสามารถในการต่อยอดปัญญาและพัฒนาตนเอง เนื่องจากการขาดทักษะสำคัญในการรับเข้า ประมวลผล และสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ กล่าวคือไม่สามารถอ่านเพื่อซึมซับและทำความเข้าใจข้อมูล ไม่สามารถเขียนเพื่อขัดเกลาข้อมูลหรือถ่ายทอดองค์ความรู้นั้นต่อไป เด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ย่อมมีรายได้น้อย ย่อมสร้างประโยชน์ได้น้อย และไม่อาจกล่อมเกลาสมาชิกใหม่ในครัวเรือนได้เหมาะสม กระนั้นความยากจนที่ว่านี้ก็มีผู้ใส่ใจน้อยเหลือเกิน ทั้งที่ความยากจนทางการเรียนรู้มิได้บ่อนเซาะเพียงปัญญาแห่งปัจเจกบุคคล แต่กัดกร่อนปัญญาของทั้งสังคม</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading" id="2---%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99-"><br><strong>สถานการณ์ความยากจนทางการเรียนรู้ในปัจจุบัน</strong></h2>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-419a3c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/20211116-chalida1-768x316-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ร้อยละของเด็กที่ประสบความยากจนทางการเรียนรู้ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง-ต่ำ แยกตามภูมิภาค<br>(แกนตั้ง – ความยากจนทางการเรียนรู้<br>แกนนอน (จากซ้ายไปขวา) – กลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง-ต่ำ เอเชียแปซิฟิก ยุโรปและเอเชียกลาง ละตินอเมริกาและแคริบเบียน ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ เอเชียใต้ แอฟริกาใต้สะฮารา)<br><strong>ที่มา : รายงาน Ending Learning Poverty : What will it take โดย World Bank</strong>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p>ปัจจุบัน เด็กในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางต่ำกว่าร้อยละ 53 ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้อย่างเหมาะสมเมื่อมีอายุ 10 ปี หากโลกทั้งใบถูกย่อส่วนเป็นห้องเรียนห้องหนึ่งที่มีนักเรียนราว 40 คน ก็จะมีนักเรียนถึง 22 คนในห้องนี้ที่ขาดทักษะการอ่าน ซึ่งจะฉุดรั้งทักษะการคิดวิเคราะห์และลดทอนความเข้าใจแนวคิดที่เป็นนามธรรม ยิ่งไปกว่านั้น ร้อยละ 53 ที่ว่านี้ยังถูกฉุดขึ้นมากแล้วด้วยอัตราการรู้หนังสือของเด็กในประเทศรายได้ปานกลางค่อนสูง หากตัดประเทศกลุ่มนี้ออก อัตราดังกล่าวจะสูงขึ้นถึงมากกว่าร้อยละ 80 ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนต่ำ</p>



<p>ที่สำคัญคืออัตราดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการได้หรือไม่ได้เข้าโรงเรียนแต่อย่างใด กล่าวได้ว่าการผลักดันเด็กให้เข้าโรงเรียนอย่างเป็นล่ำเป็นสันในเวลาที่ผ่านมานั้น อาจไม่มีความหมายต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างตรงจุดเลย</p>



<p>ทั้งนี้ โปรดอย่าลืมว่าในที่สุด ห้องเรียนที่เราจินตนาการนั้นเป็นโลกไร้พรมแดนที่เชื่อมต่อกันทุกวินาที คือดินแดนนับร้อยที่เกื้อกูลและมีอิทธิพลซึ่งกันและกัน ปัญหานี้จึงไม่ใช่ปัญหาไกลตัวที่จะเพิกเฉยหรือประกาศความสำเร็จได้เพียงเพราะทำได้ดีกว่าประเทศใดประเทศหนึ่ง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9912b4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/20211116-chalida2-768x316-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ร้อยละของเด็กที่ประสบความยากจนทางการเรียนรู้ แยกตามกลุ่มประเทศ และสถานะการกู้ยืมจากธนาคารโลก<br>แกนตั้ง – ความยากจนทางการเรียนรู้<br>แกนนอน (แถวบน จากซ้ายไปขวา) – ทั่วโลก รายได้สูง รายได้ปานกลางค่อนสูง รายได้ปานกลางค่อนต่ำ รายได้ต่ำ ไม่กู้ยืม กลุ่ม IBRD กลุ่ม IDA (ยากจนที่สุด)<br>แกนนอน (แถวล่าง จากซ้ายไปขวา) – ทั้งหมด ระดับรายได้ สถานะการกู้ยืม<br><strong>ที่มา : รายงาน Ending Learning Poverty : What will it take โดย World Bank</strong>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p>แม้ว่าในปี 2015 จะเกิดข่าวดีคือประชาคมโลกได้กำหนดเป้าหมายจะขจัดความยากจนให้หมดสิ้นไปภายในปี 2030 กระนั้นก็มีข่าวร้าย คือธนาคารโลกระบุอย่างชัดเจนว่า ด้วยอัตราการพัฒนาและแก้ไขปัญหาความยากจนทางการเรียนรู้อันเป็นบ่อเกิดของความยากจนอื่นๆ ในขณะนี้ โลก ‘ไม่มีทาง’ ขจัดความยากจนภายในปี 2030 ได้เลย</p>



<p>เพราะปัจจุบันโลกทำให้ความยากจนทางการเรียนรู้อ่อนแรงลงได้เพียงปีละร้อยละ 0.6 เท่านั้น! โดยอัตราความยากจนทางการเรียนรู้ยังสูงขึ้นอีกด้วยในบางประเทศ อย่างไรก็ตาม มีหลายเสียงแห่งความหวังที่บอกว่าขณะที่มีการกำหนดเป้าหมายดังกล่าวในปี 2015 โลกยังไม่ได้ใส่ใจคุณภาพการจัดการศึกษามากเท่ากับอัตราการเข้าโรงเรียน ดังนั้น ในปัจจุบันที่มีผู้สนใจยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้มากขึ้น อัตราเร็วนี้จึงอาจเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในอนาคต</p>



<p>แม้จะเป็นเช่นนั้น การขจัดความยากจนในปี 2030 ก็เป็นงานหินทีเดียว เราต้องเร่งอัตราเร็วของการกำจัดความยากจนทางการเรียนรู้ จากที่ลดลงปีละร้อยละ 0.6 เป็นร้อยละ 1.6 หรือเกือบสามเท่าต่อปี ความยากจนทางการเรียนรู้ในปี 2030 จึงจะลดลงจากร้อยละ 43.2 ทั่วโลกเหลือร้อยละ 26.8 ซึ่งถึงจะยังสูงกว่าที่ควรเป็น แต่ก็นับว่าดีกว่าปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปมาก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7c71cf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/20211116-chalida3-768x371-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">แบบจำลองเปรียบเทียบอัตราความยากจนทางการเรียนรู้ในสองกรณี<br>(แกนตั้ง – อัตราความยากจนทางการเรียนรู้<br>(สีแสด) กรณีปัจจุบัน (สีฟ้า) ความเป็นไปได้ที่ดีที่สุด (สีม่วง) ครึ่งหนึ่งของปัจจุบัน<br><strong>ที่มา : รายงาน Ending Learning Poverty : What will it take โดย World Bank</strong>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p>แล้วอะไรที่เป็นอุปสรรคต่อการกำจัดความยากจนทางการเรียนรู้น่ะหรือ</p>



<p>หลายคนอาจเดาได้แล้วจากความจริงที่ว่าสถานการณ์ความยากจนทางการเรียนรู้ไม่เคยกระเตื้องขึ้นแม้จะมีเด็กได้เข้าโรงเรียนมากขึ้น นั่นคือการทุ่มเททรัพยากรอย่างไม่ตรงจุด ไม่ก่อประสิทธิผลเท่าที่หวัง ดังที่ธนาคารโลกอธิบายว่า ปัญหาที่แท้จริงคือหลายประเทศ “ไม่ได้ทุ่มเทให้การยกระดับความต้องการทางการเรียนรู้” ของเด็กอย่างเพียงพอ ง่ายเหลือเกินที่จะผลักไสความผิดนี้ให้ปัจเจกบุคคล เพื่อผลักทั้งคำกล่าวโทษและภาระรับผิดชอบหนักอึ้งให้พ้นตัว ทั้งที่แรงจูงใจการเรียนรู้ไม่ใช่คุณสมบัติที่เด็กคนใดจะมีมาแต่กำเนิด แต่เป็นสิ่งที่สร้างได้ด้วยสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่เหมาะสม</p>



<p>รายงานประจำปีของธนาคารโลก (World Development Report) ในปี 2018 ระบุว่า ประสบการณ์ในชั้นเรียนของเด็กทั่วโลกถูกบ่อนเซาะด้วย ก) การขาดสารอาหารและภาวะโภชนาการที่เหมาะสม ทำให้ขาดแรงจูงในการไปโรงเรียน และลดทอนความสามารถในการเรียนรู้ ข) ครูขาดทักษะ ขาดการสนับสนุน หรือขาดแรงจูงใจในการประกอบอาชีพ ไม่ว่าจะด้วยการฝึกหัดครูที่ด้อยประสิทธิภาพ ภาระงานของครูที่ไม่ส่งผลดีต่อการจัดการเรียนรู้ หรือค่าตอบแทนและฐานะทางสังคมที่ไม่จูงใจให้คงอยู่ในวิชาชีพในระยะยาว ค) แบบเรียน สื่อการเรียนรู้ และทรัพยากรทางการศึกษาที่ไร้คุณภาพ ไม่ทันสมัย หรือไม่ทั่วถึง</p>



<p>และ ง) การบริหารจัดการโรงเรียนโดยไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ทางการศึกษาเป็นสำคัญ ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้กำหนดนโยบายขาดองค์ความรู้หรือทักษะที่จำเป็นต่อการจัดการศึกษา ไม่สามารถแก้ไขปัญหา หรือที่เลวร้ายกว่านั้นคือไม่เต็มใจแก้ไขปัญหาในสถานศึกษาอันเนื่องมาจากการขาดแคลนงบประมาณหรือแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ</p>



<p>หากผู้อ่านเห็นว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาการศึกษาเดิมๆ ที่ได้ยินมาตลอดชีวิต ผู้อ่านเข้าใจถูกต้องแล้ว เพราะธนาคารโลกชี้ว่าการกำจัดความยากจนทางการเรียนรู้นั้นไม่อาจเป็นไปได้โดยปราศจากการยกระดับระบบการศึกษาทั้งระบบ กล่าวคือไม่มีทางลัดในการปัดเป่าการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของเยาวชน ไม่มีแผนปฏิรูปอัศจรรย์ที่จะบันดาลทุกสิ่งได้เพียงการลงนามครั้งเดียว</p>



<p>การพัฒนาการจัดการศึกษานั้นเรียกร้องทั้งองค์ความรู้ที่ถูกต้อง การทุ่มเทแรงกายและแรงใจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการร่วมแรงร่วมใจระหว่างองคาพยพของรัฐเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของพลเมือง อันจะผลักการศึกษากลับไปสู่เส้นทางที่พึงประสงค์ ด้วยหวังให้การศึกษานั้นกลับมาผลักสังคมสู่ลู่ทางที่ถูกควรในวันหน้า</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="3---%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-"><br><strong>จะขจัดความยากจนทางการเรียนรู้ได้อย่างไร</strong></h2>



<p><br>ธนาคารโลกมีคำตอบแสนเรียบง่าย คือกำหนดเป้าหมายที่ถูกต้องเสียก่อน</p>



<p>เป้าหมายนั้นต้อง “เป็นไปได้จริง (feasible) และเรียกร้องความทุ่มเทที่มากกว่าในปัจจุบัน” โดยคำนึงถึงสิทธิในการได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพของมนุษย์ทุกคน</p>



<p>ผู้คลุกคลีในวงการศึกษาต่างรู้ว่าระดับความยากของเนื้อหาที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดแรงบันดาลใจ คือเนื้อหาที่มีความท้าทาย ยากกว่าความสามารถจริงของผู้เรียน มีปลายทางชัดเจนว่าองค์ความรู้นั้นสำคัญอย่างไร และไม่ยากเกินไปจนก่อให้เกิดความท้อแท้ เป้าหมายในการพัฒนาการจัดการศึกษาก็ควรเป็นเช่นนั้น</p>



<p>นอกจากความท้าทายอย่างพอดีแล้ว เป้าหมายที่บรรลุได้จริงต้องมีหลักชัยที่ชัดเจนว่าเมื่อไรจึงจะถือว่าบรรลุ กล่าวคือมีลักษณะดังต่อไปนี้</p>



<ul><li>มีความเรียบง่าย (simplicity) คือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักการศึกษา ผู้ปกครอง หรือองค์กรเอกชน ต้องเข้าใจเป้าหมายนั้นได้ ไม่มีการตีความแตกต่างกันไป และต้องเข้าใจว่าเป้าหมายนั้นมีประโยชน์หรือความหมายต่อตนเองอย่างไร สัมพันธ์กับความเป็นอยู่และสุขภาวะของตนอย่างไร</li><li>ผลิตซ้ำได้ (replicability) คือตั้งอยู่บนข้อมูลทางสถิติที่โปร่งใส ซึ่งถูกรวบรวมและประมวลด้วยวิธีวิทยาที่โปร่งใส ทำให้ผลิตซ้ำข้อมูลเพื่อประเมินความก้าวหน้าในแต่ละปีได้</li><li>เปลี่ยนแปลงได้ (movability) ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความพยายามที่เหมาะสม คือเป็นไปได้จริงผ่านการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษา</li></ul>



<p>โดยเป้าหมายที่ธนาคารโลกเสนอให้กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางและต่ำนำไปพัฒนาต่อไป คือ “การลดจำนวนเด็กอายุ 10 ปีที่ยังไม่สามารถอ่านออกเขียนได้อย่างเหมาะสมลงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่มีอยู่ในปัจจุบันภายในปี 2030 ผ่านการยกระดับระบบการศึกษาทั้งระบบ”</p>



<p>โดยแนวทางการยกระดับระบบการศึกษานั้น ต้องตั้งอยู่บน ‘เสาหลัก’ (pillar) แห่งระบบการศึกษาที่มีคุณภาพห้าต้น ได้แก่</p>



<ul><li>ผู้เรียนมีความพร้อมและมีแรงจูงใจในการศึกษา มีภาวะโภชนาการที่เหมาะสม เห็นประโยชน์อันจะเกิดจากการศึกษา และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูลการเรียนรู้</li><li>ครูมีทักษะที่จำเป็น ได้รับการฝึกหัดให้ยกระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนที่มีความหลากหลาย ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมและความไว้เนื้อเชื่อใจ ตลอดจนพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง</li><li>ห้องเรียนเป็นสถานที่ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มีหลักสูตรการศึกษาที่เหมาะสมกับวัยและความต้องการของปัจเจกบุคคล มีแบบเรียนและทรัพยากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ</li><li>โรงเรียนเป็นสถานที่ปลอดภัยและไม่ทอดทิ้งเด็กคนใด ไม่มีการเลือกปฏิบัติและความรุนแรง เด็กที่มีความต้องการพิเศษได้รับความช่วยเหลือให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ ตลอดจนมีสาธารณูปโภคที่ได้มาตรฐาน</li><li>ระบบการศึกษาได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม และการได้มาซึ่งตำแหน่งผู้บริหารและกำหนดนโยบายผูกพันกับความรู้ความสามารถของบุคคล</li></ul>



<p>เมื่อคำนึงถึงหลักการเหล่านี้แล้ว ก็ถึงเวลากำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อย่างตรงจุด โดยธนาคารโลกเสนอให้นโยบายเหล่านี้ประกอบด้วยองค์ประกอบสี่ประการ คือ</p>



<ul><li><strong>องค์ประกอบที่ 1</strong>&nbsp;มีการกำหนดเป้าหมายเฉพาะระดับประเทศ รวมถึงกลไกการวัดและประเมินความก้าวหน้าที่ชัดเจน ทั้งนี้ วิธีการบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ต้องตรงไปตรงมา ไม่กำกวม ครอบคลุมทุกองคาพยพทางการศึกษา โดยอาจกำหนดเป้าหมายย่อยที่แต่ละฝ่ายต้องบรรลุ ผ่านการมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายของฝ่ายนั้นๆ โดยคำนึงถึงบริบทที่ห้อมล้อมผู้ปฏิบัติงานเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางภูมิศาสตร์ บริบทประชากร หรือความพร้อมของชุมชน โดยเน้นให้ทุกฝ่ายมีภาระรับผิดชอบในการลดอัตราการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ไม่มุ่งจับผิดและลงโทษ<br>นอกจากนี้ การกำหนดขอบเขตเวลาก็มีความสำคัญเท่าๆ กับการกำหนดเป้าหมาย ในพื้นที่ที่มีอัตราการรู้หนังสือน้อยมากนั้น การกำหนดระยะเวลาบรรลุเป้าหมายเท่ากับพื้นที่อื่นๆ ย่อมไม่สมเหตุสมผลและนำไปสู่การปิดบังความจริงที่รังแต่จะซ้ำเติมปัญหา</li><li><strong>องค์ประกอบที่ 2&nbsp;</strong>มีการรับประกันว่าครูและนักการศึกษาจะมีคุณภาพ เข้าใจแนวทางการยกระดับการรู้หนังสือ ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงแนวทางการฝึกหัดครูและคัดเลือกบุคลากรเข้าสู่วิชาชีพ รวมถึงอำนวยความสะดวกแก่การแนะแนวครูใหม่ในโรงเรียนโดยครูอาวุโสและการพัฒนาทางวิชาชีพ โดยส่งเสริมให้ครูเป็นผู้นำการเรียนรู้ทางวิชาชีพของกันและกัน ไม่ว่าจะในหรือระหว่างโรงเรียน<br>นอกจากนี้ การจัดสรรครูให้เหมาะสมกับความต้องการของพื้นที่ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพก็จำเป็น พื้นที่ที่ขาดแคลนกว่าย่อมต้องการครูจำนวนมากกว่าและมีทักษะเฉพาะบางประการซึ่งจะยกระดับอัตราการรู้หนังสือในพื้นที่นั้นๆ ได้ แน่นอนว่าการดึงดูดใจครูให้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เหล่านี้ไม่อาจอาศัยเพียงความเสียสละหรือจรรยาบรรณวิชาชีพ แต่ด้วยการสนับสนุนที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นค่าตอบแทนที่สูงขึ้นหรือค่าชดเชยการเสียโอกาสเนื่องจากอุปสรรคในพื้นที่ เช่น การเดินทาง สภาพอากาศ ฯลฯ รวมถึงต้องรับประกันว่าครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดารจะสามารถเข้าถึงทรัพยากรทางการเรียนรู้และการพัฒนาทางวิชาชีพทัดเทียมกับครูในเมืองใหญ่ ตลอดจนส่งเสริมให้ครูสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ เพื่อให้สถานศึกษาในท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน</li><li><strong>องค์ประกอบที่ 3&nbsp;</strong>อัดฉีดงบประมาณเพื่อการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ มีเนื้อหาหลากหลาย และทันสมัย ธนาคารโลกระบุว่าเด็กเล็กๆ จะมีความสุขในการอ่านและการเรียนรู้มากขึ้น หากสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่แตกต่างกันเพื่อสำรวจและบ่มเพาะความสนใจในอนาคตของตนเอง ทั้งนี้ เมื่อความสามารถในการอ่านของเด็กสูงขึ้น พวกเขาย่อมต้องการเนื้อหาที่ท้าทายยิ่งขึ้นด้วย และหากทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนไม่ตอบโจทย์ความต้องการนั้น ก็อาจนำไปสู่ความเบื่อหน่ายและการขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้ในที่สุด<br>ทั้งนี้ ทรัพยากรทางการศึกษานั้นควรมีความหลากหลาย ไม่จำกัดเพียงสิ่งพิมพ์เท่านั้น ทว่าสอดคล้องกับความต้องการที่แตกต่างกันของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเสียง วิดีทัศน์ หรือแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ยิ่งกว่านั้น ธนาคารโลกยังระบุว่าเพียงการส่งเสริมการอ่านในโรงเรียนนั้นไม่เพียงพอ แต่รัฐต้องส่งเสริมการอ่านของพลเมืองด้วย โดยลดค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการอ่านและอำนวยความสะดวกในการอ่าน ไม่ว่าจะด้วยการจัดหาสถานที่สำหรับอ่านหนังสือ หรือนโยบายเพื่อต่อยอดประโยชน์จากการอ่าน ตลอดจนการส่งเสริมความหลากหลายของเนื้อหา เมื่อผู้คนในสังคมเป็นนักอ่านตัวยง การส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านและเพิ่มอัตราการอ่านออกเขียนได้ก็จะราบรื่นและง่ายดายยิ่งขึ้น</li><li><strong>องค์ประกอบที่ 4&nbsp;</strong>เน้นให้เด็กสามารถใช้ภาษาที่หนึ่งได้คล่องแคล่วก่อน การมีพื้นฐานความเข้าใจภาษาที่หนึ่งที่แข็งแรงจะส่งผลดีต่อการพัฒนาความสามารถในการคิดและต่อยอดองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยควรใช้ภาษาที่หนึ่งเป็นภาษาสำหรับจัดการเรียนการสอนในขวบปีแรกๆ หากพื้นที่นั้นๆ มีภาษาพูดหลายภาษา หรือมีเด็กที่เป็นผู้อพยพและลี้ภัยจำนวนมาก ก็ต้องมีการเพิ่มจำนวนสื่อการเรียนรู้ หนังสือ รวมถึงต้องมีการฝึกอบรมครูให้สามารถจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาที่หนึ่งของเด็กๆ แต่ละกลุ่มได้ เพราะอย่างไรเสีย ความชำนาญในภาษาที่หนึ่งคือบันไดสำคัญในการเรียนภาษาต่อๆ ไปของเด็กนั่นเอง</li></ul>



<p>ทั้งนี้ ธนาคารโลกคำนึงถึงบริบทที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่และได้ออกแบบแนวทางปรับใช้นโยบายในพื้นที่ที่มีความต้องการแตกต่างกัน โดยแบ่งเป็นสี่ประเภท คือในสภาพแวดล้อมทางการศึกษาหรือสถานศึกษาที่มีความเปราะบางอย่างยิ่ง (Fragile, conflict, and violence-affected settings) มีความรุนแรงและมีเด็กผู้ลี้ภัยจำนวนมาก อาทิ เยเมน ในสภาพแวดล้อมที่มีศักยภาพเชิงสถาบันต่ำ (Low institutional capacity) เช่น ไนจีเรีย ฯลฯ สภาพแวดล้อมที่มีศักยภาพเชิงสถาบันปานกลาง (Medium institutional capacity) อาทิ โคลัมเบีย และที่มีศักยภาพเชิงสถาบันสูง (Higher institutional capacity) อย่างอาร์เมเนีย</p>



<p>โดยหากพิจารณาจากความมีประสิทธิผลของภาครัฐ (Government Effectiveness) อันเป็นเกณฑ์แบ่งประเภทบริบทเหล่านี้ ไทยจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับโคลัมเบีย หรือพื้นที่ที่มีศักยภาพเชิงสถาบันปานกลาง อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่น่ากังวลและบริบทการศึกษาที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ของไทย ผู้เขียนเห็นว่าควรนำเสนอแนวทางปรับใช้นโยบายอย่างครบถ้วนทั้งสี่บริบท เพื่อพิจารณาปรับใช้ในแต่ละพื้นที่ของประเทศ ดังนี้</p>



<figure class="wp-block-table"><table><tbody><tr><td><strong>ระดับศักยภาพ</strong></td><td><strong>ข้อจำกัด</strong></td><td><strong>แนวทางปรับใช้นโยบาย</strong></td></tr><tr><td>เปราะบาง และมีความรุนแรง</td><td>โรงเรียนไม่ปลอดภัย ครูได้รับการฝึกหัดอย่างเหมาะสมน้อยมาก ทรัพยากรการเรียนรู้และหลักสูตรการศึกษาไม่ได้มาตรฐาน ไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน มีผู้ลี้ภัยหรือผู้อพยพหลากหลายเชื้อชาติ</td><td><strong>องค์ประกอบที่ 1</strong>&nbsp;ระดมกำลังรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการที่แตกต่างกันของผู้เรียนกลุ่มต่างๆ เพื่อกำหนดเป้าหมายและแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม<br><strong>องค์ประกอบที่ 2</strong>&nbsp;ใช้เทคโนโลยีส่งเสริมการศึกษาทางไกล จัดหาครูอาสาสมัครที่มีคุณภาพ เร่งฝึกหัดครูที่สามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ได้ และประสานความร่วมมือกับองค์กรในท้องถิ่นเพื่อความช่วยเหลืออื่นๆ&nbsp;<strong>องค์ประกอบที่ 3</strong>&nbsp;จัดสรรงบประมาณใหม่ให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้ในท้องถิ่นได้ โดยเน้นเพิ่มทรัพยากรการเรียนรู้ในภาษาแรกของเด็กแต่ละกลุ่ม<br><strong>องค์ประกอบที่ 4</strong>&nbsp;จัดหาอาสาสมัครในท้องถิ่นที่เข้าใจภาษาแรกของเด็กแต่ละกลุ่มเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้เรียน</td></tr><tr><td>ศักยภาพเชิงสถาบันต่ำ</td><td>ไม่มีครูที่มีคุณภาพหรือมีน้อย ทรัพยากรการเรียนรู้ไม่ตอบโจทย์ มีภาษาท้องถิ่นหลากหลาย</td><td><strong>องค์ประกอบที่ 1</strong>&nbsp;ปรับใช้มาตรฐานการเรียนรู้ระดับชาติเพื่อประเมินอัตราการรู้หนังสือของเด็กและกำหนดนโยบายที่เหมาะสมต่อไป<br><strong>องค์ประกอบที่ 2</strong>&nbsp;จัดทำคู่มือครูให้ครูในท้องถิ่นสามารถพัฒนาความสามารถของตนเองให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนรวมถึงมาตรฐานการเรียนรู้ จัดการฝึกอบรมครู และส่งเสริมให้ครูมีความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินการอ่านออกเขียนได้<br><strong>องค์ประกอบที่ 3</strong>&nbsp;จัดทำทรัพยากรทางการเรียนรู้โดยคำนึงถึงความต้องการของเด็กเป็นรายบุคคล พัฒนาคุณภาพของแบบเรียนและทรัพยากรการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับท้องถิ่นและบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้<br><strong>องค์ประกอบที่ 4</strong>&nbsp;กำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาที่สองหรือภาษาราชการ</td></tr><tr><td>ศักยภาพเชิงสถาบันปานปลาง</td><td>มีแบบเรียนเพียงพอแต่สื่อการเรียนรู้เพื่อเติมเต็มความเข้าใจไม่หลากหลายและไม่เพียงพอ การจัดการเรียนการสอนยังไม่ได้มาตรฐาน และ/หรือลักลั่นกัน</td><td><strong>องค์ประกอบที่ 1</strong>&nbsp;ใช้ข้อมูลของผู้เรียนแต่ละคนเพื่อประเมินว่าครูต้องให้ความช่วยเหลือรายบุคคลอย่างไรบ้าง<br><strong>องค์ประกอบที่ 2</strong>&nbsp;เพิ่มความมีอิสระในตนเอง (autonomy) ของครูในการปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียน จัดการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการยกระดับการอ่านออกเขียนได้ของครู ส่งเสริมความสามารถของผู้บริหารโรงเรียนในการนำการเรียนรู้ทางวิชาชีพทั้งในและระหว่างโรงเรียน<br><strong>องค์ประกอบที่ 3</strong>&nbsp;เพิ่มจำนวนและความหลากหลายของสิ่งพิมพ์ ยกระดับคุณภาพของสื่อการเรียนรู้<br><strong>องค์ประกอบที่ 4</strong>&nbsp;แนะนำครูให้เข้าใจแนวทางการเปลี่ยนผ่านภาษาในการจัดการเรียนการสอนในภาษาอื่นๆ ต่อไป</td></tr><tr><td>ศักยภาพเชิงสถาบันสูง</td><td>การจัดการเรียนการสอนไม่สอดคล้องหรือไม่ได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลผู้เรียนที่มีอย่างเต็มที่ อัตราการอ่านออกเขียนได้ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ ความยากของเนื้อหาที่อ่านไม่เหมาะสมกับผู้เรียน ครูไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร</td><td><strong>องค์ประกอบที่ 1</strong>&nbsp;เพิ่มความสามารถในการมีส่วนร่วมในการวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับนานาชาติ ดูแลความสามารถในการอ่านระดับเริ่มต้นให้สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ระดับชาติ<br><strong>องค์ประกอบที่ 2</strong>&nbsp;เพิ่มขีดความสามารถในการนำการเรียนรู้ทางวิชาชีพของผู้บริหารโรงเรียน ส่งเสริมความหลากหลายของเนื้อหาที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน และพัฒนาความสามารถของผู้เรียนเป็นรายบุคคล<br><strong>องค์ประกอบที่ 3</strong>&nbsp;เพิ่มจำนวนหนังสือและสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพทั้งในและนอกโรงเรียน รวมถึงส่งเสริมแรงจูงใจในการอ่านของทั้งสังคม<br><strong>องค์ประกอบ 4</strong>&nbsp;ดูแลการเปลี่ยนผ่านภาษาที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนและส่งเสริมให้มีแบบเรียนหรือสื่อการเรียนรู้หลากหลายภาษายิ่งขึ้น</td></tr></tbody></table></figure>



<p><br>การยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาเพื่อผลลัพธ์อันพึงประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ที่ลดลง หรือการบ่มเพาะพลเมืองที่ดีของสังคมและโลก ต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ที่ถูกต้องและความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม ตลอดจนไม่ใช่งานชั่วประเดี๋ยวประด๋าวที่จะปั้นแต่งได้ในระยะเวลาไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ปี</p>



<p>เพราะการยกระดับการจัดการศึกษาอาศัยการลงทุนลงแรงในระยะยาวของทุกภาคส่วน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นอกจากจะมีการกำหนดเป้าหมายที่เหมาะสม รวมถึงเปิดโอกาสให้แต่ละคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาแล้ว ยังจำเป็นต้องกระตุ้นให้สังคมรับรู้ว่า ความยากจนทางการเรียนรู้นั้นกัดกร่อนสังคมได้รุนแรงเพียงใด เมื่อตระหนักว่าการอ่านได้ไม่ดีเมื่อถึงวัยไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคล และการขาดแรงจูงใจทางการศึกษาไม่ใช่ความบกพร่องของเด็กคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภาระที่ทุกสังคมต้องดำเนินการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของผู้คนในสังคมเท่านั้น การยกระดับการจัดการศึกษาจึงจะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะในท้องถิ่นอันใกล้ หรือในระดับกว้างไกลเช่นประชาคมโลก</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/learning-poverty/">เพราะที่สุดแห่งความขัดสน คือความยากจนทางการเรียนรู้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
