<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ความคิดสร้างสรรค์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 23 Jan 2024 08:22:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ความคิดสร้างสรรค์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>การศึกษาจะเปลี่ยนแปลง เมื่อเราจินตนาการถึงความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ได้สำเร็จ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-ces-230124/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Jan 2024 08:22:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[จินตนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity In Education Summit 2023]]></category>
		<category><![CDATA[Mappa]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิดสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[creativity]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=76383</guid>

					<description><![CDATA[<p>การศึกษาและโรงเรียนส่งผลหรือมีความหมายต่อเยาวชนหรือนักเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-230124/">การศึกษาจะเปลี่ยนแปลง เมื่อเราจินตนาการถึงความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ได้สำเร็จ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การศึกษาและโรงเรียนส่งผลหรือมีความหมายต่อเยาวชนหรือนักเรียนอย่างไร หากพวกเขาต้องอยู่ท่ามกลางอนาคตที่คาดเดาได้ยากและท้าทายขึ้นเรื่อยๆ&nbsp;</p>



<p>คำถามนี้อาจจะเป็นคำถามที่เรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติแล้วมีความซับซ้อน โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่เรากำลังเผชิญหน้ากับพลังแห่งเทคโนโลยีและวิกฤตภาวะโลกรวน สถานการณ์เหล่านี้กำลังทดสอบว่าระบบการศึกษาและการเรียนการสอนได้ถูกพัฒนามาเพื่อรับมือและติดอาวุธให้ทุกหน่วยชีวิต ทั้งนักเรียน ครู สถาบันการศึกษา นักการศึกษา หรือผู้ออกนโยบายมากน้อยแค่ไหน</p>



<p>โรงเรียนปรับตัว นักเรียนและครูก็ปรับตัวมากกว่าในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ธรรมชาติเป็นผู้สรรสร้าง คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้ทำงานด้านการศึกษาทั่วโลกพยายามเฟ้นหาแนวทางใหม่ๆ ในการปฏิรูปการศึกษาทุกระดับ ทั้งในระดับโครงสร้างและระดับจุลภาค เพื่อสร้างโลกที่ดีขึ้นให้กับนักเรียนนักศึกษา</p>



<p>หากเราสามารถปลูกฝังการใช้ความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์ให้กับเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราอาจจะได้เห็นเมล็ดพันธุ์ที่ก้าวทันโลกและเติบโตงอกงาม เนื่องจากพวกเขาผ่านการศึกษาที่อนุญาตให้พวกเขาคิดและใช้ชีวิตได้อย่างมีอิสระ</p>



<p><strong>ศาสตราจารย์สรือ จรงยิง </strong>(Professor Shi Zhongying) คณบดีภาคการศึกษา มหาวิทยาลัยซิงหวา ประเทศจีน และ<strong>ศาสตราจารย์ฮิลลารี เครมิน</strong> (Hillary Cremin) หัวหน้าคณะศึกษาศาสตร์&nbsp; มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร ได้นำเสนอข้อสังเกตและข้อเสนอในเสวนา ‘<strong><em>บ่มเพาะทักษะความคิดสร้างสรรค์สำหรับการเรียนรู้ทางวิชาชีพ: ปรับใช้กรอบการเรียนรู้ทางวิชาชีพของ OECD ผ่านความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์สู่บริบทท้องถิ่น</em></strong>’ (Embedding Creativity in Professional Learning: Adapting The OECD Professional Learning Framework through Creativity And Critical Thinking to Local Contexts) ใน<strong>งาน </strong>Creativity in Education Summit 2023 ไว้อย่างน่าสนใจ</p>



<p>เราจะทลายวาทกรรมที่อยู่ยั้งยืนยงเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติเก่าแก่ ระบบการสอบที่โหดหิน หรือวิธีการสอนแบบเน้นความรู้ด้านวิชาการเป็นศูนย์กลางได้อย่างไร และที่สำคัญไปกว่านั้น คือเราจะค่อยๆ ถอยห่างจากการศึกษาแบบที่ยึดยุโรปเป็นศูนย์กลาง แนวคิดในยุคเรืองปัญญา (Enlightenment) หรือแนวคิดสมัยใหม่ที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนการสอนแบบประชาธิปไตยได้อย่างไร นักเรียนจึงจะได้เห็นถึงความสำคัญของความหลากหลายทางวัฒนธรรม และได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บริบทของจีนและการแนวทางในการปฏิรูปทางการศึกษา</strong></h2>



<p>เราดำรงอยู่ในยุคแห่งข้อมูลมหาศาลและความเรืองอำนาจของปัญญาประดิษฐ์ ดังนั้นผู้คนจึงมีสิทธิเสพข้อมูล ข่าวสาร หรือเลือกสรร ‘ความจริง’ มากมาย&nbsp;</p>



<p>ศาสตราจารย์สรือกล่าวว่า หลายคนพูดเสียด้วยซ้ำว่าเรากำลังจะเดินเข้าไปสู่ยุคหลังความจริง (Post-truth) ที่มนุษย์สามารถกลายเป็นทาสของข้อมูลข่าวสารที่มากล้น ดังนั้นหากปราศจากความคิดเชิงวิพากษ์ เราอาจจะไม่สามารถรักษาแนวความคิดหรือสถานะของตัวเองเอาไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากพอ</p>



<p>ประเทศจีนได้บังคับใช้ระบบการศึกษาที่ออกโดยคณะกรรมการกลางแห่งพรรคคอมนิวนิสต์จีน (Central Committee of the Communist Party of China) และสภาแห่งรัฐในปีพ.ศ. 2528 และกำลังเผชิญกับภารกิจที่จะต้องปลูกฝังให้เด็กเรียนรู้ที่จะมีความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์ผ่านการปฏิรูปการศึกษา และตั้งเป้าหมายหลักด้านอื่นๆ เพื่อพัฒนาการศึกษาไปพร้อมๆ กันด้วย เช่น เด็กต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ต้องมีทักษะความสามารถที่นำไปใช้ได้จริง</p>



<p>มหาวิทยาลัยต่างๆ ในจีนจึงได้อำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมด้านการศึกษาวิจัยให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ช่วยจัดหาทุนในการวิจัย หรือแม้กระทั่งเปิดคอร์สด้านความคิดเชิงวิพากษ์ให้กับเด็ก เช่น คอร์สระบบนิเวศ หรือการปรับใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์&nbsp;</p>



<p>ในขณะที่โรงเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษาก็เริ่มที่จะขยับขยายหลักสูตรในทิศทางของตนเอง มีอิสระในการออกแบบมากขึ้น เช่น มีคอร์สด้านชุมชนที่หลากหลายมากขึ้น ให้ความสำคัญกับความต้องการของนักเรียนมาเป็นอันดับแรก หรือมีโมเดลการเรียนรู้ที่ใช้แนวคิดด้านการวิจัยเป็นตัวตั้ง</p>



<p>“ดินที่จะต้องใช้เพาะปลูกความคิดในการตั้งคำถาม ความรู้ที่น่ารู้ หรือทักษะเชิงวิพากษ์ของนักเรียนประถมและมัธยมศึกษาเริ่มมีมากขึ้น รอยต่อระหว่างโรงเรียนมัธยมศึกษากับมหาวิทยาลัยก็แข็งแรงขึ้นเพราะเด็กได้เรียนรู้แบบสืบเสาะ (Inquiry-based approach) ในชั้นเรียนระดับมัธยมศึกษา” ศาสตราจารย์สรือกล่าว</p>



<p>แต่จีนเองก็ประสบข้อท้าท้ายด้านการศึกษาที่คล้ายคลึงกับประเทศที่กำลังพัฒนาประเทศอื่น นั่นคือ การศึกษาของจีนยังคงติดอยู่กับขนบธรรมเนียมเดิมๆ วิธีการมองการศึกษาที่ล้าสมัย หรือผลกระทบจากระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่อาจจะชะลอการเติบโตด้านความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์ของเด็กในระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษา</p>



<p>“จีนยังติดกับธรรมเนียมในการให้คุณค่ากับระบบการศึกษามาตั้งแต่ยุคโบราณ และครอบครัวก็คาดหวังว่าการศึกษาจะเข้ามาช่วยบ่มเพาะให้ลูกตัวเองประสบความสำเร็จในระดับปัจเจก และมีสถานะทางสังคมที่สูงขึ้นได้</p>



<p>“แต่อย่างไรก็ตาม จากข้อจำกัดที่ว่าทุกคนไม่สามารถเข้าถึงความรู้คุณภาพสูงได้ จึงเกิดการแข่งขันสอบเข้าโรงเรียนมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีความขับเคี่ยวกันสูง</p>



<p>“ในฐานะอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย ผมมักจะรู้สึกว่าเด็กไม่ค่อยมีความสามารถในการตระหนักรู้ถึงปัญหา พลังในการอยากสำรวจ ความคิดเชิงนวัตกรรม หรือทักษะความคิดเชิงวิพากษ์ โดยเฉพาะเด็กกลุ่มที่เข้ามหาวิทยาลัยมาได้ผ่านการแข่งขันที่เข้มข้น” ศาสตราจารย์สรือกล่าว</p>



<p>ประเด็นเหล่านี้เริ่มน่ากังวลมากขึ้นเรื่อยๆ และในพื้นที่ชนบทบางแห่งทางด้านตะวันตกของจีนหรือโรงเรียนด้อยคุณภาพ เราก็ยังเห็นปรากฏการณ์การเรียนการสอนที่เน้นความเป็นวิชาการอย่างแพร่หลาย</p>



<p>และถึงแม้ว่านักการศึกษา นักวิจัย หรือผู้ออกนโยบายจะลองสำรวจความเป็นไปได้ที่จะบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์ให้กับนักเรียนด้วยวิธีการต่างๆ แต่ศาสตราจารย์สรือก็ยังกล่าวว่า มีจุดอ่อนที่เห็นได้ชัดอยู่ 3 ประเด็นด้วยกัน</p>



<p>ประเด็นแรก คือการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของการบ่มเพาะนักเรียนในด้านนี้เพื่อต่อยอดไปถึงคุณค่าระดับปัจเจก ระดับสังคม และระดับชาติ การสอบได้คะแนนสูงหรือเข้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยชั้นนำยังคงเป็นภารกิจหลักของโรงเรียนอยู่</p>



<p>ประเด็นที่สอง คือการขาดความเข้าใจในคอนเซ็ปของการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์ให้กับเด็ก ครูยังไม่สามารถเข้าใจนัยยะสำคัญของการสอน ว่าเมื่อนำแนวคิดลักษณะนี้ไปปรับใช้กับนักเรียนแล้ว จะวัดผลหรือพัฒนาการของเด็กได้อย่างไร</p>



<p>บางคนคิดว่าเป็นเป้าหมายที่สูงส่งเกินเอื้อม และความคิดเชิงวิพากษ์ก็ให้ผลลัพธ์ในเชิงลบและไม่มีคุณค่ามากพอที่จะต้องสอนนักเรียน แต่ในขณะเดียวกันครูก็ไม่มีความมั่นใจมากพอที่จะปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์ให้กับเด็กในคาบเรียนที่ยังต้องยึดหลักสูตรตามขนบอยู่</p>



<p>และประเด็นสุดท้าย คือการขาดแคลนข้อมูลและการสนับสนุนจากระบบการประเมินที่ทำให้ครูแต่ละคนไม่สามารถสร้างความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์หรือบ่มเพาะความคิดเชิงวิพากษ์ให้กับนักเรียนได้&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นข้อท้าทายเหล่านี้จึงถือได้ว่าเป็นข้อท้าทายที่นักการศึกษาทั่วโลกกำลังเผชิญ โดยเฉพาะระบบการศึกษาในประเทศกำลังพัฒนาที่การปฏิรูปการศึกษานั้นต้องปรับไปตามบริบทพื้นที่ที่มีความแตกต่างหลากหลายสูง</p>



<p>“เราสามารถช่วยสนับสนุนและช่วยบริการให้ระบบการศึกษาทำงานในประเด็นเหล่านี้ได้สะดวกมากขึ้น ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากการจัดตั้ง<em>การประชุมด้านการศึกษาเชิงสร้างสรรค์</em>ของ OECD และการพัฒนากรอบการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อบ่มเพาะและประเมินความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์</p>



<p>กรอบคิดนี้ได้รับการออกแบบมาอย่างดีพร้อมกับเกณฑ์การจัดการที่ชัดเจน 10 ข้อ โดยแต่ละข้อมีการระบุจุดมุ่งหมายและแผนการปรับใช้ที่จับต้องได้ แสดงให้เห็นถึงแนวทางและการทำงานที่แข็งแรง” ศาสตราจารย์สรือกล่าว</p>



<p>เขายังเสริมอีกว่าจีนได้ทดลองแนวทางเหล่านี้ในพื้นที่บางแห่ง เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ หรือเฉิงตู และเชิญคุณครูมาเข้าร่วมอบรมเพื่อเป็นคุณครูรุ่นบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ต่อไป</p>



<p>“แต่เราจะต้องพึงสังวรณ์ไว้ว่ากระบวนการเหล่านี้จะไม่ประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน และอาจจะต้องเผชิญกับความยากลำบากและข้อท้าทายมากมาย แต่ก็เพราะปัจจัยอันแสนยุ่งยากและความพยายามเหล่านี้ นักการศึกษาทั้งหลายจึงต้องตื่นตัวที่จะทำงาน และยืนยันว่าจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อพัฒนาต่อไป” ศาสตราจารย์สรือกล่าว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาจะเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเราจินตนาการถึงความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่</strong></h2>



<p>ศาสตราจารย์ฮิลลารี เครมิน หัวหน้าคณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เริ่มบรรยายจากการอ่านกลอนที่ชื่อ ‘<em>นางฟ้าไร้เลือด</em>’ เพราะเธอต้องการที่จะชวนพูดคุยลึกลงไปในประเด็นความคิดสร้างสรรค์ และนี่คือส่วนหนึ่งจากกลอนที่เธออ่าน</p>



<p><em>ชีวิตของคน โดนความจนกระทำเช่นไร</em></p>



<p><em>สุดท้ายความคิดไม่รู้ทิศของฉันไปโผล่ในที่สักแห่งหนได้</em></p>



<p><em></em><em>ฉันมอบเสียงให้พวกเขา มอบของขวัญของโลกใบนี้</em></p>



<p><em>ฉันคือใครที่เป็นตัวแทน ฉันทำงานสุดแสนเพื่อความยุติธรรมของสังคม สันติสุข และความยั่งยืน</em></p>



<p>“ฉันไม่อยากที่จะนำเสนอแนวคิดแบบทวิลักษณ์เพราะไม่อยากจะบอกให้เราเลิกทำสิ่งหนึ่งเพื่อทำอีกสิ่งหนึ่ง ฉันไม่ได้บอกว่าความเปลี่ยนแปลงควรเกิดขึ้นในระนาบเดียว แต่อยากจะนำเสนอว่าเราอาจจะต้องเลิกเน้นบางเรื่องเพื่อไปเริ่มต้นเน้นกับบางเรื่องแทน” ศาสตราจารย์ฮิลลารีเอ่ย</p>



<p>เธอนำเสนอประเด็นที่สำคัญรอบๆ ความคิดสร้างสรรค์ที่เรียกให้เราตั้งคำถามกับวิธีคิดแบบเก่า 3 ประเด็นหลักด้วยกัน นั่นคือ การเป็นผู้นำด้านความสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Creative Leadership for Change) หลักสูตร การเรียนและการสอนเชิงสร้างสรรค์ (Creative Teaching Learning and Curriculum) และการเรียนและพัฒนาเชิงวิชาชีพอย่างต่อเนื่องอย่างสร้างสรรค์ (Creative continuous professional development and learning (CPDL)) ซึ่งทั้งหมดนี้ไล่เรียงแนวคิดที่ลึกซึ้งของปัญหาการศึกษาที่ไม่ได้ซุกอยู่ใต้พรมอีกต่อไป และเสนอว่าเราควรจะเปลี่ยนมุมมองของตัวเองเรื่องการศึกษาเชิงสร้างสรรค์ และเข้าถึงทุกชีวิตให้ได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมและดีงามอย่างไร</p>



<p>ด้านการเป็นผู้นำด้านความสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลง ศาสตราจารย์ฮิลลารีเสนอว่าเราควรจะเลิกน้อมนำสันติภาพเชิงลบ (negative peace) และการรักษาความสงบสุขที่หลายโรงเรียนบังคับใช้ ดังเช่นที่เราเห็นจากการที่มีเจ้าหน้าที่คอยรักษาความสงบคอยป้องกันการทะเลาะกันของเด็ก หรือมีกฎมากมายที่ออกมาเพื่อบังคับควบคุมในชั้นเรียน เพราะมันไม่สามารถสอนเรื่องความรุนแรงทางอ้อม (indirect violence) ให้กับเด็กได้</p>



<p>เธอยังกล่าวอีกว่า ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (structural violence) และความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม (cultural violence) นั้นอาจจะนำเราไปในทิศทางที่ทำให้เรามองไม่เห็นความอยุติธรรมในสังคม ในขณะที่เราเองก็เชื่อมั่นและรู้สึกว่างานการศึกษาที่ทำอยู่ คืองานที่ทำเพื่อความเท่าเทียมหรือเพื่อขับเคลื่อนสังคม&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นเราจึงควรน้อมนำสันติภาพเชิงบวก (positive peace) เพื่อออกแบบการสร้างสันติภาพแบบใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยและเข้าถึงทุกคน</p>



<p>แต่นั่นอาจจะต้องใช้การลงแรงลงใจในการทำงานเพื่อสร้างภาษาและโครงสร้างต่างๆ ที่เอื้อให้เกิดสันติภาพเชิงบวกในระดับที่เป็นสันติภาพจากภายใน ทำให้ผู้เรียนสามารถสานสัมพันธ์กับผู้อื่น พัฒนาไปถึงระดับชุมชน ระดับชาติ และท้ายที่สุดคือระดับสากล</p>



<p>เราควรจะเดินทางไปสู่เป้าหมายที่ว่า การศึกษาต้องสนับสนุนให้เรามีจินตนาการทางศีลธรรม (moral imagination) มากกว่าการทำธุรกิจการศึกษาไปตามปกติ (business as usual) เพราะจินตนาการนั้นเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เรานึกถึงโลกและสังคมที่ดีขึ้นได้&nbsp;</p>



<p>และท้ายที่สุดมันจะนำไปสู่การคิดค้นวิธีการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมเพื่อปฏิรูปการศึกษา</p>



<p>ศาสตราจารย์ฮิลลารีกล่าวไว้อย่างงดงามว่า เราควรจะเปลี่ยนแปลงคอนเซ็บของแนวคิดของการศึกษาในฐานะวัฒนธรรมเชิงเดี่ยว (monoculture) ไปสู่การศึกษาที่จะต้องฟื้นฟูธรรมชาติกลับคืนมา (rewilding) เนื่องจากว่า “เมื่อเราพูดถึงงานการศึกษา เราต้องปล่อยให้ดอกไม้เบ่งบานมากกว่าการออกแบบการศึกษารูปแบบเดียว แต่คาดหวังว่ามันจะเหมาะกับเด็กทุกคน เพราะมันจะบีบรัดการเจริญเติบโตและความคิดสร้างสรรค์จนไร้ลมหายใจ และสุดท้ายมันจะทำให้เราอ่อนเปลี้ย”</p>



<p>นอกจากนั้น เรายังต้องรวมตัวกันเพื่อปฏิรูปการทำงานของขนบธรรมเนียมดั้งเดิมที่มีต่อแนวคิดสมัยใหม่ (modernity) การใช้ยุโรปเป็นศูนย์กลาง ความเป็นจริง หรือแม้กระทั่งแนวคิดมนุษยนิยม (humanism)&nbsp;</p>



<p>เราควรปรับใช้แนวคิดหลังสมัยใหม่ (post-modernity)&nbsp; ความจริงที่หลากหลาย และแนวคิดหลังมนุษยนิยม (post-humanism)&nbsp; หรือแม้กระทั่งมนุษยสมัยหรือแอนโทรโพรซีน (Anthropocene) กับการศึกษา เพราะยุคเรืองปัญญาได้ปลูกฝังแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์และการใช้เหตุผลไว้กับมนุษย์อย่างแน่นแฟ้น หล่อหลอมให้เราเชื่อถือในความคิดแบบภววิสัยหรือรูปธรรม มากกว่าการใช้ประสบการณ์หรือแนวคิดแบบอัตวิสัยอย่างลึกซึ้ง ดังนั้นเราจึงควรเรียนรู้ที่จะปรับตัวผ่านภูมิปัญญาที่แพร่กระจายอยู่ทั่วโลกมากกว่า</p>



<p>“เราสามารถเรียนรู้จากเพื่อนของเราที่มาจากประเทศจีน ลัทธิเต๋า (Taoism) ลัทธิขงจื๊อ (Confucianism) พุทธศาสนา ธรรมเนียมปฏิบัติแบบฮินดู โยคะแบบดั้งเดิม และศาสตร์ต่างๆ ที่สอนเรื่องสันติภาพและการปรองดองกัน มากกว่าจะสอนว่าสันติภาพคือความมั่นคงและสังคมที่ไร้การต่อสู้ระหว่างกัน&nbsp;</p>



<p>เราถึงจะคิดอย่างแตกต่างได้ว่า การเป็นมนุษย์นั้นต้องเป็นอย่างไร การดำรงอยู่ในสันติภาพเป็นอย่างไร เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสุนทรียะแห่งความงาม สันติภาพ และการปรองดอง” ศาสตราจารย์ฮิลลารีกล่าว</p>



<p>ในด้านหลักสูตร การเรียนและการสอนเชิงสร้างสรรค์ เราสามารถนำคอนเซ็บที่คล้ายๆ กันกับหลายประเด็นที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นมาปรับใช้ ศาสตราจารย์เสนอให้เราขยับออกจากการเรียนเพื่อเป็นเลิศทางอภิปรัชญาไปสู่การเคารพธรรมชาติในฐานะอาจารย์ของเรา หรือขยับออกจากหลักสูตรแบบยึดยุโรปเป็นศูนย์กลางไปสู่หลักสูตรที่ปลดแอกออกจากความเป็นอาณานิคม ด้วยการเรียนรู้ผ่านภูมิปัญญา และท้ายที่สุดคือขยับออกจากการศึกษาที่สอนและรับรองแต่ชนชั้นสูง ไปสู่การประเมินเพื่อการเรียนรู้</p>



<p>เยาวชน นักเรียน เด็ก วัยรุ่น ไม่ว่าเราจะเรียกพวกเขาว่าอะไรก็ตาม คนเหล่านี้กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทาย พวกเขาเป็นพลเมืองของการศึกษาที่มักจะถูกตรวจสอบและถูกพร่ำบอกให้ท่องจำ มากกว่าบอกว่าเราควรปรับใช้ทัศนคติที่นำเอาศิลปะเข้ามาช่วยดำเนินชีวิต</p>



<p>การเปลี่ยนแปลงประเด็นเหล่านี้ต้องยกเครื่องตั้งแต่การออกแบบหลักสูตร ซึ่งวิชาด้านวิทยาศาสตร์ก็มิใช่ข้อยกเว้น</p>



<p>ในประเด็นสุดท้าย ศาสตราจารย์ฮิลลารีบรรยายถึงการเรียนและพัฒนาเชิงวิชาชีพอย่างต่อเนื่องอย่างสร้างสรรค์ไว้ว่า เราต้องเลิกมองว่าคุณครูเป็นเครื่องมือ แต่เป็นปัญญาชนและนวัตกรของสังคม เลิกมองว่าคุณครูเป็นผู้บริโภคงานวิจัย แต่เป็นครูผู้สร้างและผลิตงานวิจัย เลิกมองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนและพัฒนาเชิงวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นผู้ปฏิบัติงานเพื่อสังคม </p>



<p>เมื่อดำเนินมาถึงช่วงท้ายของเสวนา ศาสตราจารย์สรือสะท้อนเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาในชนบทของประเทศจีนไว้ว่า จีนยังขาดความเข้าใจเรื่องคุณภาพของการศึกษาเพราะไม่มีการพัฒนาเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน&nbsp;</p>



<p>การจัดอบรมที่หลากหลาย รูปแบบการสอน และการพัฒนาข้อมูลยังคงเป็นการบ้านชิ้นภูเขาที่หน่วยงานต่างๆ ต้องพยายามอย่างหนักในการออกแบบการศึกษาให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน&nbsp;</p>



<p>ในขณะที่ศาสตราจารย์ฮิลลารีเลือกที่จะมีความหวังว่าวันหนึ่งอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบสุดโต่ง เธอจินตนาการเรื่องโรงเรียนและการศึกษามาตลอดระยะเวลาในวิชาชีพ และยังให้ตัวอย่างที่ชัดเจนกับเราว่า โรงเรียนจะสามารถเป็นแบบใดได้บ้าง</p>



<p>“ฉันมีความคิดที่สุดโต่งอย่างมากๆ ว่าเราจะคิดถึงการศึกษาในรูปแบบของการเรียนการสอนของชีวิตได้อย่างไร ซึ่งหมายความง่ายๆ ว่า ทำอย่างไรเด็กถึงจะมีสิทธิเลือกว่าเขาอยากจะใช้เวลาของเขาแบบไหน ยกตัวอย่างเช่น เราจะอนุญาตให้เยาวชนตัดสินใจเองได้ไหมว่าพวกเขาอยากจะมาโรงเรียนภายหลังเพราะร่างกายกำลังอยู่ในวัยเจริญพันธ์</p>



<p>เราอยากจะทดแทนโรงเรียนด้วยมหาวิทยาลัยด้านการศึกษาสุดทันสมัยที่นักเรียนวัย 8 ขวบ อาจจะมานั่งข้างๆ นักเรียนวัย 80 ปีในคาบเรียนคณิตศาสตร์หรือเปล่า หรือเราอยากที่จะให้การเรียนการสอนเกิดขึ้นในพิพิธภัณฑ์ ในบ้านพักคนชรา ในแกลเลอรีศิลปะ หรือในร้านค้าต่างๆ ที่มีผู้ใหญ่หลายช่วงอายุเป็นผู้เรียน</p>



<p>แต่เมื่อฉันมองแนวคิดของระบบการศึกษาทั่วโลก ฉันก็รู้สึกว่ามันไม่ได้ล้าหลังไปเพียงหลักปี แต่เป็นหลักทศวรรษ</p>



<p>ดังนั้นฉันจึงอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบสุดโต่ง และคิดว่าถึงเราจะไม่ได้ลงมือทำมันโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว มันก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดีเพราะเราเริ่มจะเห็นวิกฤตการณ์ด้านภูมิอากาศและเหตุการณ์อื่นๆ ที่อุบัติขึ้นในโลกแล้ว”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-230124/">การศึกษาจะเปลี่ยนแปลง เมื่อเราจินตนาการถึงความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ได้สำเร็จ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ณ โรงเรียนในฝันของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการโปรตุเกส การพัฒนาความเป็นเลิศต้องมาคู่กับการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-ces-131223/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 Dec 2023 04:07:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิดสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[Joao Costa]]></category>
		<category><![CDATA[CES 2023]]></category>
		<category><![CDATA[Mappa]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[creativity]]></category>
		<category><![CDATA[OECD]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75216</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความท้าทายประการหนึ่งในโลกการศึกษา คือหลักสูตรและโครงสร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-131223/">ณ โรงเรียนในฝันของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการโปรตุเกส การพัฒนาความเป็นเลิศต้องมาคู่กับการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความท้าทายประการหนึ่งในโลกการศึกษา คือหลักสูตรและโครงสร้างอันเข้มงวด ที่ทำให้กิจกรรมการคิดแบบปลายเปิดและสร้างสรรค์ถูกละเลยอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งยังบีบให้ผู้เรียนต้องดิ้นรนเพื่อความสำเร็จทางการศึกษาที่วัดผ่านการสอบ ระบบการศึกษาที่จัดลำดับความสำคัญให้ยึดผลการประเมินเหล่านี้เป็นมาตรฐานหลัก มักนำไปสู่การสืบทอดวัฒนธรรมการ ‘เรียนเพื่อสอบ’ โดยที่ผู้สอนเน้นนำเสนอติวเนื้อหาสำหรับสอบโดยเฉพาะ จนไม่เหลือเวลาในห้องเรียนสำหรับการเรียนรู้มุมมองใหม่ๆ ที่แตกต่าง หรือปลูกฝังทักษะการแก้ปัญหาอย่างมีจินตนาการ ทั้งที่ 2 สิ่งนี้ต่างเป็นส่วนผสมสำคัญของการศึกษาที่สมบูรณ์รอบด้าน</p>



<p>ฌูเวา คอสตา รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาของโปรตุเกส ควบตำแหน่งศาสตราจารย์ภาษาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโนวา (Universidade Nova) กรุงลิสบอน ผู้เล็งเห็นถึงปัญหานี้ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อไรก็ตามที่คนในสังคมถกเถียงกัน เกี่ยวศักยภาพของ ‘ทักษะคิดสร้างสรรค์’ ในระบบการศึกษา เรามักตกเป็นเหยื่อของการคิดแบบตรรกะวิบัติที่เรียกว่า ‘False Dichotomies’ หรือ ‘ทวิบถเท็จ’</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fa16cf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/joao_costa.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">João Costa (ภาพ:<a href="https://ces.gioct.org/" target="_blank" rel="noopener" title=""> CES 2023’s Official Website</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>อธิบายง่ายๆ เช่น คนเรามักเผลอคิดว่าการออกแบบหลักสูตรเพื่อให้ผู้เรียนมีความสุข อาจส่งผลให้หลักสูตรนั้นๆ ขาดความเอาจริงเอาจัง บ้างก็เชื่อการสนับสนุนความหลากหลาย อาจทำให้โรงเรียนสูญเสียความเป็นเลิศไป สมมุติฐานที่เกิดจากการตั้งข้อจำกัดทางเลือกแบบผิดๆ เหล่านี้ ได้สร้างภาพลวงให้เรารู้สึกว่าต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งในความเป็นจริงแล้วเราสามารถทำให้ทั้ง 2 เป้าหมายเป็นจริงได้พร้อมๆ กัน เพราะเราสามารถสร้างหลักสูตรที่มุ่งเน้นทั้งความสุขและความมานะบากบั่นของผู้เรียนไปพร้อมกันได้ เช่นเดียวกับการที่สถานศึกษาสามารถสนับสนุนความเท่าเทียมในสังคมได้ โดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียความเป็นเลิศทางวิชาการเสมอไป</p>



<p>การที่เราหันหน้ามาพูดคุยกันเรื่องทักษะการคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณในการศึกษา คือโอกาสที่เราจะสามารถทลายภาพจำเดิมๆ เหล่านี้ ฌูเวาได้กล่าวเปิดการประชุมด้วยการเสนอ 11 เหตุผลสำคัญที่เราควรปฏิรูประบบการศึกษา ด้วยการโปรโมตทักษะคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ โดยแตะไปยังหลากหลายประเด็นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ความท้าทายในการนำนโยบายมาใช้จริงในชีวิตประจำวันของครูและนักเรียน รวมถึงการริเริ่มของรัฐบาลโปรตุเกสในการปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>1. การปะทะกันของภาพจำ ‘นักเรียนดียุคเก่า’ และ ‘นักเรียนดียุคใหม่’</strong></h2>



<p>หากพูดถึงภาพจำของนักเรียนในอุดมคติตามขนบของยุคก่อน เรามักนึกถึงผู้เรียนที่มีบุคลิกนิสัยสงบเสงี่ยม ไม่โต้ตอบ (Passive) แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรู้รอบด้านและมีการแข่งขันที่สูง อย่างไรก็ดี ผู้เรียนแบบที่เราคาดหวังในฐานะผลลัพธ์จากการศึกษา คือผู้ที่มีความคิดริเริ่มและรู้จักลงมือทำ (Active) ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ทักษะและลักษณะนิสัยที่บ่มเพาะได้จากการกดดันให้เด็กทำตัวนิ่งเงียบเรียบร้อยในห้องเรียนอยู่ตลอดเวลา</p>



<p>การปลูกฝังความสร้างสรรค์และทักษะการคิดนอกกรอบนั้นมีบทบาทสำคัญอย่างมาก การกระตุ้นนักเรียนให้สามารถพัฒนาตนเองออกจากความคาดหวังเดิมๆ ที่ล้าสมัยนี้ ฌูเวายกตัวอย่างความพยายามของโปรตุเกส ในการสร้างเครื่องมือที่สนับสนุนการคิดแบบสร้างสรรค์และทักษะในการแก้ปัญหาของนักเรียน ซึ่งจะกลายมาเป็นหัวใจสำคัญของหลักสูตรแกนกลางที่เด็กๆ ชาวโปรตุเกสจะได้ใช้เรียนในอนาคตอันใกล้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>2. เหล่านักวิทยาศาสตร์ยุคเก่าก่อน</strong></h2>



<p>ลองนึกถึงนักวิทยาศาสตร์หรือนักปรัชญาจากยุคโบราณ อย่างกาลิเลโอ โสกราตีส หรือเพลโต เจ้าของหลักการแนวคิดที่ยังปรากฏในตำราเรียนจนถึงทุกวันนี้ เมื่อพิจารณาถึงการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของคนเหล่านี้ ก็จะรู้ว่าไม่มีทางที่พวกเขาจะประสบความสำเร็จจากการท่องจำเนื้อหาที่มีคนสอนมา แต่เป็นความใคร่รู้ของพวกเขาต่างหาก ที่นำพาพวกเขาไปสู่การตั้งคำถามที่แปลกใหม่ หรือทำการทดลองทฤษฎีใหม่ๆ ฌูเวาคิดว่าการที่โรงเรียนเน้นการฝึกให้ผู้เรียนทำชิ้นงานคล้ายกันซ้ำๆ เรียนหนังสือแบบรูทีน และสอนแบบท่องจำ คือการทำลายจิตวิญญาณแห่งวิทยาศาสตร์เอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7f985e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/The_School_of_Athens.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">โสกราตีส (ซ้าย) และเพลโต (ขวา) ในภาพจิตรกรรม <em>The School of Athens</em></figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้และควรทำเป็นอย่างยิ่ง คือการเพิ่มและพัฒนาบทบาทของ ‘วิทยาศาสตร์การทดลอง’ ในห้องเรียน ผ่านการมอบหมายชิ้นงานให้ทำในห้องแล็บและการส่งเสริมไอเดียที่แปลกใหม่นอกกรอบ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การเปิดใจเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่เราไม่รู้จัก พยายามเรียนรู้ในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ และทำใจยอมรับได้เมื่อไม่ได้คำตอบที่เราต้องการในทันทีนี่แหละ คือพื้นฐานในการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>3. ปัญหาในการสืบค้นข้อมูลในยุคใหม่</strong></h2>



<p>แม้ว่าตอนนี้เราจะอาศัยอยู่ในยุคแห่งภาวะ ‘ภูเขาข้อมูลถล่ม’ (Avalanche of Information) แต่เรากลับไม่สามารถกล่าวได้ว่าสิ่งที่ถล่มลงมากับภูเขาข้อมูล ถือเป็นความรู้ได้โดยอัตโนมัติ เพราะสิ่งที่ปะปนมาด้วยคือข้อมูลที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อน หรือแม้กระทั่งเฟกนิวส์ที่ทำขึ้นอย่างจงใจ ลำพังเพียงการแปะข้อความคำพูดลงบนภาพของใครสักคนหนึ่ง ก็สามารถทำให้ผู้คนมากมายในโลกอินเทอร์เน็ตเชื่อว่าคนในภาพเป็นเจ้าของคำพูดนั้นๆ ได้ เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ผู้มักถูกเอารูปถ่ายไปแปะข้อความคำพูดมากมาย แต่กว่าครึ่งของข้อความเหล่านั้นกลับไม่ได้มาจากเขาด้วยซ้ำ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรสร้างเครื่องมือและบ่มเพาะทักษะ ให้ผู้เรียนยุคใหม่สามารถป้องกันตัวเอง และแยกแยะระหว่างข้อมูลที่ถูกต้องและข้อมูลที่ไม่มีคุณภาพ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a7d3c8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/Einstein.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">Albert Einstein (Photograph: Arthur Sasse)<br>อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (ภาพ: Arthur Sasse)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>4. อุปสรรคในการจดจำบทเรียน</strong></h2>



<p>หลายฝ่ายเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับความจำของผู้เรียน โดยเฉพาะความสามารถในการจดจำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปในระยะยาว ซึ่งเป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่ล้วนเคยประสบขณะเป็นนักเรียน เพราะในวันหนึ่งๆ นักเรียนต้องเรียนรู้ข้อมูลดิบมากมาย เพื่อให้ผ่านการสอบ และเมื่อเวลาผ่านไปความทรงจำเหล่านั้นก็มักค่อยๆ จางหายไป กุญแจสำคัญของการแก้ไขปัญหานี้ คือการมีปฏิสัมพันธ์กับข้อมูลในเชิงรุก ผ่านการพูดคุยถกเถียง การสร้างสิ่งใหม่จากข้อมูลที่มี และการประยุกต์ใช้ข้อมูลกับสถานการณ์ใหม่ๆ หากบรรจุกิจกรรมเหล่านี้ลงในบทเรียน ก็มีโอกาสที่สูงมากที่สิ่งเรียนไปจะสามารถคงอยู่ในหน่วยความจำของเราในระยะยาว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>5. จินตนาการเป็นสิ่งจำเป็นในการโอบรับความหลากหลาย</strong></h2>



<p>การโอบรับความหลากหลายมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ริเริ่มแนวคิดการเลิกทาส นักกิจกรรมสิทธิมนุษยชนยุคแรกเริ่ม และคนทุกหมู่เหล่าที่พยายามขับเคลื่อนสังคมสู่ระบอบประชาธิปไตย ก็ล้วนเป็นนักคิดเชิงสร้างสรรค์ผู้อยากเห็นโลกที่แตกต่างไปจากปัจจุบัน ฉะนั้น ในขณะที่ผู้สอนกระตุ้นนักเรียนให้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้นที่พูดภาษาอื่นๆ หรือมีความพิการด้านร่างกายและ/หรือสติปัญญา พวกเขากำลังปลูกฝังให้ทั้งนักเรียนและตนเองรู้จักใช้จินตนาการไปด้วยว่า “ฉันสามารถทำอย่างไร เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนทุกคนจะได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้?”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>6. การตั้งคำถามนั้นยากกว่าการหาคำตอบ</strong></h2>



<p>ความจริงประการหนึ่งที่เราเรียนรู้จากการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)&nbsp; โดยเฉพาะจาก Generative AI คือเราตอนนี้มีเทคโนโลยีที่สามารถตอบคำถามได้อย่างฉับพลันทันใจอยู่ในมือแล้ว ท้ายที่สุด คุณภาพของคำตอบจึงขึ้นอยู่กับว่าตัวเรารู้หรือไม่ว่าตัวเองต้องถามอะไร บทเรียนจาก AI บทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบทบาทของความคิดสร้างสรรค์ในการศึกษา โรงเรียนจำเป็นจะต้องกระตุ้นสัญชาตญาณความใคร่รู้ในตัวเด็กขึ้นมาให้ได้ เพราะหากไม่มีสิ่งนี้ นักเรียนอาจไม่รู้วิธีการตั้งคำถาม พลอยทำให้พวกเขาขาดความใส่ใจในคุณภาพของคำตอบ หรือไม่อยากรู้คำตอบด้วยซ้ำ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>7. จงให้คุณค่ากับ ‘กระบวนการ’</strong></h2>



<p>โรงเรียนส่วนมากมักจะจัดลำดับความสำคัญให้ผลลัพธ์และอัตราความสำเร็จของนักเรียนสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง โดยมุ่งเน้นการวัดผลไปที่คำตอบที่ถูกต้อง หรือคะแนนสอบสูงๆ จนน่าเสียดายที่ปัจจัยสำคัญ อย่างกระบวนการก่อนจะไปถึงคำตอบหรือผลคะแนนนั้นๆ มักถูกมองข้าม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว นักเรียนควรถูกสอนให้รู้จักคิดแบบเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ใช่แค่เพียงสามารถระบุได้ว่าอะไรคือขั้นที่จำเป็น แต่ยังต้องเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างขั้นตอนเหล่านั้นและเหตุผลของมัน เพื่อให้พวกเขาสามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมปัจจุบัน ที่ให้คุณค่ากับทักษะการคิดและแก้ปัญหา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ff1fab"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/11/flow_chart-scaled.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ภาพ:<a href="https://www.pexels.com/photo/white-dry-erase-board-with-red-diagram-1181311/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"> Christina Morillo/Pexels</a>)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>8. “โตขึ้นอยากเป็นอะไร?”</strong></h2>



<p>เด็กๆ มักต้องเชิญหน้ากับคำถามนี้ จากผู้ใหญ่ที่มักมีชุดความคิดและความคาดหวังว่าจะได้รับคำตอบเป็นงานหรืออาชีพที่มีอยู่ในสังคมปัจจุบัน จากนั้นเด็กๆ ก็จะได้รับการฝึกอบรมให้พร้อมสำหรับบทบาทเหล่านั้นต่อไป และทุกครั้งที่เราทำเช่นนั้น เราอาจกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กขาดภูมิคุ้มกันที่จำเป็น ในจะเผชิญกับความไม่แน่นอนของตลาดแรงงานในโลกอนาคต รวมถึงสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น กล่าวได้ว่าอาจถึงเวลาที่เราควรเริ่มหันมาบ่มเพาะความสามารถในการปรับตัวให้กับเยาวชนในระบบการศึกษาได้เสียที</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>9. ข้อผิดพลาดของเดคาร์ต</strong></h2>



<p>ด้วยแรงบันดาลใจจาก <em>ความผิดพลาดของเดคาร์ต</em> หนังสือที่เขียนโดย อันโตนิโอ ดามาสิโอ นักประสาทวิทยาชาวอเมริกัน-โปรตุกีส ฌูเวาอธิบายว่าถึงแม้แนวคิดของ เรอเน เดคาร์ต ที่ว่าจิตใจและร่างกายเป็นสสาร 2 อย่างที่แตกต่างและแยกเป็นเอกเทศจากกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว อารมณ์มีความสำคัญและความเชื่อมโยงต่อกระบวนการตัดสินใจหนึ่งๆ ไม่น้อยไปกว่าเหตุผล ดังนั้น หากเราไม่ใส่ใจฝึกฝนทักษะทางสังคมและอารมณ์ของนักเรียน พวกเขาก็จะขาดทักษะในการตัดสินใจ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-30f1dd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/Rene_Descartes.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เรอเน เดการ์ต (โดย Frans Hals)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>10. เพราะการได้มาซึ่งประชาธิปไตยนั้นซับซ้อนและอาศัยเวลา</strong></h2>



<p>หากมองในระนาบผิวเผิน ประชาธิปไตยอาจดูไม่เกี่ยวข้องกับทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์เลย แต่ทั้งสองแนวคิดนี้เหมือนและเชื่อมโยงถึงกันอย่างเหนียวแน่น ตรงที่ทั้งการได้มาซึ่งประชาธิปไตยและทักษะการคิดอย่างสรรค์ ล้วนแต่อาศัยเวลา เวลาสำหรับการพูดคุยถกเถียง ทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน และตระหนักได้ว่าวิธีการแก้ปัญหาของตนเองอาจไม่ดีเท่ากับวิธีของอีกฝ่าย นี่คือกระบวนการที่ต้องใช้เวลา อันจะเห็นได้จากความจริงที่ว่า ถึงแม้ว่าเราจะสามารถสร้างนักเรียนเชี่ยวชาญด้านความรู้ แต่เรากลับไม่เคยฝึกให้พวกเขาตั้งคำถามกับความรู้ที่ได้รับไปเลย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>11. เพราะเราทุกคนต่างเป็นมนุษย์</strong></h2>



<p>เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของมนุษย์ที่ไม่พบในสปีชีส์อื่นๆ คือ ‘ภาษา’ อาจมีสิ่งมีชีวิตอื่นใดที่ครอบครองวิธีการสื่อสารบางอย่าง แต่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่ครอบครองสิ่งที่เรียกว่าภาษา นอกจากนี้ ความพิเศษของมนุษยชาติอีกประการ คือเราสามารถวิเคราะห์คุณค่าของศิลปะ วรรณกรรม และดนตรี ดังคำพูดที่ว่าเวลาจะหยุดลงเมื่อเรารู้สึกซาบซึ้งไปกับผลงานสร้างสรรค์ของมนุษย์เหล่านี้ และนี่แหละคือสิ่งที่เน้นย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นของ ‘เวลา’ที่เป็นดั่งน้ำที่หล่อเลี้ยงทักษะการคิดแบบสร้างสรรค์และคิดเชิงวิจารณ์</p>



<p>ในขณะที่เราค้นหาเส้นทางบนโลกดิจิทัลที่ซับซ้อนนี้ การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จในอนาคต ข้อเสนอที่โดดเด่นของฌูเวาเปรียบเสมือนข้อเรียกร้องต่อเหล่าผู้จัดการเรียนการสอน ผู้กำหนดนโยบาย รวมถึงคนในสังคมทั้งหลาย ให้ปรับมุมมองเกี่ยวกับการศึกษาเสียใหม่</p>



<p>หลายเหตุผลที่เขานำเสนอล้วนแล้วแต่มีศักยภาพในการส่งเสริมความสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิจารณ์ ตั้งแต่การรับมือกับข้อมูลที่ผิด และการปรับตัวเพื่อรับมือกับความผกผันของตลาดแรงงานแห่งโลกอนาคต ได้สร้างภาพอนาคตที่ชัดเจนของระบบการศึกษาสร้างสรรค์ที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นถัดไป เพื่อตระเตรียมเยาวชนให้พร้อมกับทุกอย่าง ไม่เพียงแต่การสอบเท่านั้น แต่ยังพร้อมสำหรับยุคอนาคต ยุคที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ล้วนแล้วแต่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-ces-131223/">ณ โรงเรียนในฝันของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการโปรตุเกส การพัฒนาความเป็นเลิศต้องมาคู่กับการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พอล คอลลาร์ด : ออกแบบการเรียนรู้สำหรับคนที่ไม่ใช่อัจฉริยะ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/interview-paul-collard/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Jun 2021 09:34:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[การปฏิรูปการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิดสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[พอล คอลลาร์ด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41810</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรงเรียนฆ่าความคิดสร้างสรรค์หรือไม่? นี่คือคำถามเชิงวิพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/interview-paul-collard/">พอล คอลลาร์ด : ออกแบบการเรียนรู้สำหรับคนที่ไม่ใช่อัจฉริยะ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โรงเรียนฆ่าความคิดสร้างสรรค์หรือไม่?</p>



<p>นี่คือคำถามเชิงวิพากษ์ที่เซอร์ เคน โรบินสัน (Sir Ken Robinson) นักการศึกษาระดับโลกมีต่อระบบการเรียนการสอนสมัยใหม่ ความแหลมคมของคำถามไม่เพียงแต่ทำให้คลิป&nbsp;<a href="https://www.ted.com/talks/sir_ken_robinson_do_schools_kill_creativity?referrer=playlist-the_most_popular_talks_of_all" target="_blank" rel="noreferrer noopener">TED Talk</a>&nbsp;ของเขากลายเป็นคลิปที่คนดูมากที่สุดในโลก แต่ยังทำให้ประเด็นการปฏิรูปการเรียนรู้กลายเป็นวาระสำคัญระดับโลก รวมถึงในประเทศสหราชอาณาจักรบ้านเกิดของ ‘เซอร์ เคน’ ด้วย</p>



<p>เมื่อรัฐบาลสหราชอาณาจักรเริ่มโครงการ Creative Partnerships ซึ่งเป็นโครงการปฏิรูปการเรียนรู้ ‘เรือธง’ ของรัฐบาล หนึ่งในหัวหอกสำคัญที่มีส่วนรับผิดชอบโครงการคือ&nbsp;<strong>พอล คอลลาร์ด (Paul Collard)</strong>&nbsp;เพื่อนสนิทของ ‘เซอร์ เคน’ และนักการศึกษาที่มีประสบการณ์ในการปฏิรูปการเรียนรู้มาอย่างยาวนาน</p>



<p>หลังอำลาตำแหน่งที่ปรึกษารัฐบาล พอลเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติมากขึ้น เมื่อเขาตั้งมูลนิธิ Creativity, Culture and Education (CCE) และมุ่งทำงานด้านการศึกษาในหลายมิติตั้งแต่ การทำวิจัย การเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรรัฐหลายประเทศ รวมถึงการลงพื้นที่เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยตรง โดยอาศัยแนวคิด ‘การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์’ (Creative Education) ซึ่งเขาและทีม CCE พัฒนาขึ้นเป็นจุดขายสำคัญ</p>



<p>พอลสนใจความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นการเฉพาะ และเชื่อมั่นว่า ‘การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์’ จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้กับเด็กยากจนทั่วโลก ประเทศไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่พอลและทีมลงสนามด้วยเช่นกัน โดยมีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เป็นพาร์ทเนอร์สำคัญ</p>



<p>ในฐานะผู้มีประสบการณ์ทำงานด้านศึกษามาอย่างยาวนานในหลากหลายประเทศ พอลมองปัญหาการศึกษาไทยอย่างไร นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ 101 ชวนเขาสนทนา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ba31e2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/20191118-Paul-edit9.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>คุณเป็นที่รู้จักจากการพัฒนาแนวคิด&nbsp;‘การศึกษาเชิงสร้างสรรค์’ (creative education) ซึ่งน่าสนใจอย่างมาก คำว่า&nbsp;‘ความสร้างสรรค์’ เป็นคำที่มหัศจรรย์ สร้างพลังเชิงบวกได้ แต่ปัญหาคือความหมายไม่ชัดเจน คุณหมายความว่าอย่างไรกันแน่เวลาใช้คำว่า&nbsp;‘การศึกษาเชิงสร้างสรรค์’</p></blockquote>



<p>คุณพูดถูก (หัวเราะ) คำว่า ‘ความสร้างสรรค์’ เป็นคำที่ใช้กันมาก แต่ไม่มีใครตั้งคำถามว่าความหมายที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ กระทั่งตอนที่ผมเริ่มทำงานกับรัฐบาลอังกฤษ พวกเขาก็บอกว่า “เราต้องทำให้เด็กในโรงเรียนมีความสร้างสรรค์มากกว่านี้” แต่เมื่อถามลึกๆ เราก็พบว่า พวกเขาแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะนิยาม ‘ความสร้างสรรค์’ อย่างไร</p>



<p>CCE ทำวิจัยและสำรวจงานวิจัยเป็นจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศเพื่อสำรวจนิยามของ ‘ความสร้างสรรค์’ ในแทบทุกแบบ ท้ายที่สุดเราได้สรุปนิยามเฉพาะสำหรับใช้ในการศึกษา ซึ่งเราเรียกว่า ‘small c creativity’</p>



<p>‘small c creativity’ เป็นทักษะที่ทุกคนควรมีและสามารถมีได้เพื่อบรรลุศักยภาพของตัวเอง หรืออาจเรียกว่าเป็น ‘natural creativity’ ซึ่งที่เรียกว่า ‘natural’ เพราะทุกคนสามารถที่จะมีความสร้างสรรค์ในรูปแบบนี้ได้ ซึ่งจะแตกต่างจาก ‘big C creativity’ ที่เป็นเรื่องพรสวรรค์ หรือความอัจฉริยะ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="1--%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87---%E2%80%98small-c-creativity%E2%80%99-">อะไรคือรูปธรรมของ ‘small c creativity’</h3>



<p>‘small c creativity’ ประกอบด้วยชุดของคุณลักษณะหรืออุปนิสัย 5 ประการ คือ ความอยากรู้อยากเห็น (Inquisitive) ความอดทน (persistent) ความช่างจินตนาการ (imaginative) ความมีระเบียบวินัย (disciplined) และ การทำงานเป็นทีม (collaborative) ซึ่งอันที่จริงแต่ละอันก็จะมีลักษณะนิสัยย่อย แต่ในภาพใหญ่นี่คือชุดของคุณลักษณะที่จะทำให้การเรียนรู้ (learning) เกิดขึ้นได้</p>



<p>นี่เป็นแก่นความคิดที่สำคัญมาก เวลาที่ทีมของเราลงพื้นที่พูดคุยกับครู พวกเขามักจะบอกว่า ที่ผ่านมาพวกเขาสับสนกับคำว่า ‘ความคิดสร้างสรรค์’ แต่ตอนนี้พวกเขาแค่สนใจว่า จะทำอย่างไรให้เด็กมีคุณสมบัติทั้ง 5 ประการนี้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="2--%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0-5-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81---">คุณลักษณะ 5 ประการดูเป็นอะไรที่ธรรมดามาก?  </h3>



<p>ความธรรมดานี่แหละที่สำคัญมากๆ เพราะอย่าลืมว่า นี่คือคุณลักษณะที่เด็กทุกคนสามารถมีได้</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ที่บอกว่าธรรมดาที่จริงแล้วก็ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เข้าใจ เพราะนอกจากงานวิจัยด้านการศึกษาจำนวนมากแล้ว ล่าสุด CCE ได้ทำงานด้านประสาทวิทยา (neuro science) พบว่า small c creativity มีความสัมพันธ์กับการทำงานสมองส่วนที่เรียกว่า ‘executive function’ ซึ่งเป็นสมองส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความคิดและการรับรู้ และสมองส่วนนี้เองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ การตัดสินใจ</p>



<p>ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์สมองค้นพบแล้วว่า ช่วงเวลาที่ร่างกายพัฒนาสมองส่วน executive function คือช่วงเวลาตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ 12 ปี หลังจากนั้นการพัฒนาสมองส่วนนี้จะแย่ลง 1-2 ปี ก่อนที่จะกลับมาพัฒนาอีกครั้งจนถึงขีดสุดที่อายุ 16 ปี ดังนั้น การพัฒนาความสร้างสรรค์จึงเป็นเรื่องสำคัญมากตั้งแต่วัยเด็ก</p>



<p>อันที่จริง ยังมีปริศนาอีกมากเกี่ยวกับสมองส่วน executive function ผมเชื่อว่าในอนาคตเราจะเข้าใจความสัมพันธ์ของ small c creativity กับการทำงานของสมองมากขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="3--%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2-%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99-%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-">เวลาพูดว่า อยากให้เด็กมีคุณสมบัติบางอย่างเช่น ความอยากรู้อยากเห็น หรือช่างจินตนาการ ฟังแล้วดูเหมือนง่าย แต่จะทำให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร</h3>



<p>สิ่งที่ CCE ทำคือ การพัฒนาเครื่องมือที่ใช้วัด (assessment) ความสร้างสรรค์ ซึ่งเชื่อมโยงกับคำถามแรกที่ว่า ‘ความสร้างสรรค์’ หมายถึงอะไร แต่เดิมเราไม่สามารถวัดความสร้างสรรค์ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าหมายถึงอะไรกันแน่ แต่เมื่อเรามีนิยามที่ชัดเจนก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่คุณจะวัด เช่น คุณสามารถรู้ได้เลยว่า เด็กมีความสงสัยใคร่รู้หรือไม่ อย่างไร ก็ดูจากพฤติกรรมในการถามคำถาม พวกเขาถามคำถามบ่อยไหม หรือคุณภาพคำถามเป็นอย่างไร ในเรื่องความอดทนอดกลั้นก็ประเมินจากการที่พวกเขายอมแพ้อะไรง่ายๆ ไหม หรือทำงานหนักไหม ความช่างจินตนาการ เราก็สามารถรู้ได้จากไอเดียที่เด็กๆ นำเสนอ ความมีระเบียบวินัย หรือการทำงานเป็นทีมก็เป็นอะไรที่สังเกตได้โดยง่าย</p>



<p>ครูทุกคนรู้ดีว่า คุณลักษณะเหล่านี้สังเกตอย่างไร พวกเขาเพียงแค่ตั้งใจดู สังเกตเด็ก และพยายามมีส่วนสร้างให้เด็กมีพัฒนาคุณลักษณะเหล่านี้ให้ดีขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="4--%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%93-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%9C%E0%B8%A5-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A---%E2%80%98small-c-creativity--%E2%80%99-%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A2-">คนมักจะเชื่อมโยงความสร้างสรรค์เข้ากับศิลปะและการออกแบบ มากกว่าที่จะเป็นเรื่องการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และวิทยาศาสตร์ แต่นิยามความคิดสร้างสรรค์ตามแบบ ‘small c creativity’ จะไม่ได้แบ่งตามกรอบแบบนี้เลย</h3>



<p>ใช่แล้ว! ความสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกสาขาวิชา ไม่ใช่เป็นเรื่องของศิลปะหรือการออกแบบอย่างเดียว พูดให้ถึงที่สุด งานศิลปะ บทเพลง หรือการแสดงจำนวนมากไม่ได้มีมิติของความสร้างสรรค์เลยด้วยซ้ำ หรือมีค่อนข้างน้อย งานเหล่านี้เป็นการผลิตซ้ำเสียมากกว่า ในทางตรงกันข้าม ข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์จำนวนมากกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความสร้างสรรค์</p>



<p>คุณลองดูนวัตกรรมที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้สิ  สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นเลยว่าความสร้างสรรค์ไม่ได้มีเส้นแบ่งระหว่างศาสตร์และศิลป์หรอก</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="5--%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81-%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-">คุณมีประสบการณ์ทำงานในโครงการด้านการศึกษาในหลายประเทศทั่วโลก อะไรคือความเหมือนและความแตกต่างของแต่ละประเทศที่คุณค้นพบเวลาทำงานเพื่อยกระดับคุณภาพในการศึกษา</h3>



<p>ผมโชคดีมากที่มีโอกาสเดินทางไปเห็นระบบการศึกษาจากทั่วโลก มีโอกาสได้คุยกับผู้กำหนดนโยบาย คุณครู และเด็กโดยตรง สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ผมค้นพบคือ การเรียนการสอน (teaching) อาจจะแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละพื้นที่ แต่สิ่งที่เหมือนกันในทุกที่คือ การเรียนรู้ (learning) เด็กนักเรียนไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติไหน ฐานะอย่างไร นับถือศาสนาใด แต่กระบวนการเรียนรู้ของพวกเขาไม่ต่างกันเลย</p>



<p>ปัญหาที่แทบทุกประเทศมีเหมือนกันคือ การไม่เข้าใจแก่นของเรื่องการเรียนรู้ ซึ่งทำให้การทำความเข้าใจเรื่อง small c creativity ยากตามไปด้วย ทั้งนี้เพราะผู้กำหนดนโยบายมองการเรียนรู้แบบหยุดนิ่งและคับแคบมาก ตลอดชีวิตการทำงานสิ่งหนึ่งที่ผมใช้เวลามากที่สุดคือ การอธิบายว่าการเรียนรู้คืออะไร เกี่ยวข้องกับความสามารถในการคิด วิเคราะห์ วิพากษ์ การคิดถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงเหตุและผลอย่างไร</p>



<p>ดังนั้น ในทุกพื้นที่ที่ผมลงไปทำงาน คำถามแรกๆ ที่ต้องถามคือ การศึกษา โดยเฉพาะการเรียนการสอนในพื้นที่นั้นๆ ก่อให้เกิดการเรียนรู้หรือไม่ ปัญหาส่วนใหญ่ที่ผมเจอคือ เด็กมักจะไม่สามารถเรียนรู้ได้ เพราะการเรียนการสอนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้พวกเขาเรียนรู้เลย</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="6--%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-">ประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาก็ไม่ต่างกันหรอกหรือในเรื่องนี้</h3>



<p>ไม่ต่างกัน ผมยืนยันว่า เด็กทุกคนมีความสามารถที่จะมี ‘small c creativity’ ได้ ถ้าโรงเรียนหรือระบบการศึกษาถูกออกแบบอย่างเหมาะสม</p>



<p>ปัญหาการศึกษาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้คือ มีเด็กจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาคุณภาพดีได้ นี่คืออีกหนึ่งปัญหาที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องเจอ กระทั่งในประเทศพัฒนาแล้ว เด็กที่มาจากครอบครัวยากจนก็มีการเรียนรู้ที่แย่กว่าเด็กที่มาจากครอบครัวร่ำรวย ในประเทศอังกฤษ เด็กส่วนใหญ่ที่เรียนดี เข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำงานวิชาชีพอย่างหมอหรือทนาย ล้วนมาจากครอบครัวที่มีฐานะทั้งนั้น ส่วนคนที่มาจากครอบครัวชนชั้นล่างก็มักจะเรียนรู้ได้น้อยกว่าและมีคุณภาพชีวิตโดยเฉลี่ยแย่กว่า</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="7--%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%86-">ดูแล้วปัญหาของอังกฤษดูคล้ายกับไทยเหมือนกัน แต่ฟังแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าข้อสรุปนี้แปลกๆ</h3>



<p>ผมไม่ได้บอกว่า คุณภาพการศึกษาของอังกฤษเหมือนไทย แต่เราเจอปัญหาคล้ายกัน (เน้น) นั่นคือ ระบบการศึกษาไม่สามารถสร้างการเรียนรู้ให้เกิดกับเด็กได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มาจากครอบครัวยากจน พูดอีกแบบคือ ถ้าคุณปล่อยให้ความยากจนเข้ามาทำร้ายเด็กเมื่อไหร่ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนผลลัพธ์ที่มีต่อการเรียนรู้ก็เหมือนกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e6965a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/20191118-Paul-edit4-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="gb-headline gb-headline-5b1748c3 gb-headline-text">คุณทำโปรเจ็กต์ด้านการศึกษาในประเทศมาสักพักแล้ว คุณมองเห็นปัญหาอะไรในการศึกษาไทย </h3>



<p>เมื่อพิจารณาเรื่องมาตรฐานการเรียนรู้ของเด็ก ประเทศไทยเจอปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำของการศึกษาไม่ต่างจากประเทศอื่น แต่สิ่งที่เด่นชัดกว่ามากคือ สถานการณ์ของเด็กนักเรียนยากจนของไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ยากจนที่สุดนั้นน่ากังวลมาก เมื่อเทียบกับระดับการพัฒนาของประเทศ ผมคุ้นเคยกับเมืองใหญ่ที่ทุกอย่างครบครันอย่างกรุงเทพฯ และมีโอกาสได้เห็นข้อมูลมหภาคของประเทศไทยมาก่อน แต่เมื่อลงพื้นที่จริง สิ่งที่เห็นเป็นทั้งความประหลาดใจและความกังวล</p>



<p>ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำให้คนเข้าถึงการศึกษา แต่งานวิจัยในระดับโลกเริ่มชี้แล้วว่า การเข้าถึงการศึกษาจะมีความหมายก็ต่อเมื่อการศึกษามีคุณภาพ ยิ่งในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลงแบบทุกวันนี้ ผมกล้าฟันธงเลยว่า การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน คือทางเลือกเพียงทางเดียวที่จะทำให้ประเทศอยู่รอดในระยะยาวได้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">เล่าให้ฟังสักนิดว่าคุณทำโปรเจ็กต์อะไรในประเทศไทย</h3>



<p>ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา CCE ได้ทำโปรเจ็กต์เพื่อตอบโจทย์ด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในหลายประเทศ พูดแบบเฉพาะเจาะจงคือ เราพยายามนำวิธีการเรียนการสอน (pedagogy) แบบใหม่ที่ช่วยให้เด็กนักเรียนยากจนสามารถพัฒนาการเรียนรู้ของพวกเขาได้ ซึ่งหลักสูตรที่ว่าก็อยู่บนฐานการศึกษาเชิงสร้างสรรค์ที่เราคุยกันไปก่อนหน้านี้</p>



<p>โปรเจ็กต์ที่เราทำในประเทศไทยก็มีลักษณะคล้ายกันนี้ แต่ในประเทศไทยเราทำงานค่อนข้างง่าย เพราะมีข้อมูลพื้นฐานที่ดีพอสมควร ในแง่นี้ต้องให้เครดิต กสศ. ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ของเราด้วย โดยเปรียบเทียบแล้ว ผมคิดว่าผู้กำหนดนโยบายของไทยมีความเข้าใจปัญหาที่ดีพอสมควรทำให้พวกเขาออกแบบนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ค่อนข้างมียุทธศาสตร์เลยทีเดียว</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">อยากให้เล่ารายละเอียดเบื้องต้นหน่อยว่า กระบวนการทำงานเป็นอย่างไร</h3>



<p>เราอบรมและทำเวิร์คช็อปให้กับครูและนักเรียน โดยมีเป้าหมายให้พวกเขาคุ้นเคยกับคุณลักษณะและวิธีคิดของการศึกษาเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งมีหลักดังนี้</p>



<p>ประการที่หนึ่ง การทำให้ครูและนักเรียนเข้าใจตรงกันว่าความหมายของคำว่า ‘ความสร้างสรรค์’ คืออะไร ซึ่งการศึกษาวิจัยของเราพบว่า เด็กๆ สามารถเข้าใจแนวคิดนี้ได้ตั้งแต่ ป.1 เลย แต่การสอนจะไม่ใช่การไปอธิบายแนวคิด ‘ความอดทน’ แบบนามธรรม เขายังไม่เข้าใจ แต่ต้องทำผ่านการยกตัวอย่างง่ายๆ</p>



<p>ประการที่สอง เราออกแบบห้องเรียนที่เรียกว่า ‘high functioning classroom’ ซึ่งเป็นห้องเรียนที่มีสิ่งแวดล้อมเหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ ห้องเรียนแบบนี้ ครูจะให้ความท้าทาย (challenge) มากกว่าที่จะให้คำตอบ (answer) แก่เด็ก ในขณะที่เด็กจะให้ความสนใจกับสิ่งที่ตัวเองกำลังเรียนมากกว่าให้ความสนใจกับครู นอกจากนี้ การวัดผลก็สามารถทำได้หลายแบบ ไม่จำเป็นต้องสอบอย่างเดียว ครูอาจจะประเมินเด็กผ่านการให้เด็กทำกิจกรรมก็ได้</p>



<p>ประการที่สาม ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนคือกุญแจสำคัญของการเรียนรู้ พวกเขาต้องไว้วางใจและเชื่อมั่นต่อกัน &nbsp;โดยเฉพาะครูที่ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพการเรียนรู้ของเด็ก สร้างสิ่งแวดล้อมที่เด็กเรียนรู้ได้</p>



<p>จะเห็นว่า เราไม่ไปยุ่งกับหลักสูตรเลย ครูยังสามารถสอนเนื้อหาวิชาเหมือนเดิมได้ แต่สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือวิธีการสอน ถ้าทำอย่างนี้ได้ต่อเนื่อง คุณลักษณะและวิธีคิดเชิงสร้างสรรค์ก็จะถูกพัฒนา</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">วิธีการแบบนี้จะใช้ได้จริงหรือในสังคมอำนาจนิยมแบบไทย โดยความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนในสังคมไทยที่มีช่วงชั้นชัดเจนมากๆ</h3>



<p>ยาก (หัวเราะ) แต่ไม่ใช่ทำไม่ได้ สิ่งที่คุณพูดเป็นความท้าทายที่เฉพาะเจาะจงมากๆ ของสังคมไทย คนไทยเคยชินกับวิธีการเรียนการสอนที่ครูมีสถานะเป็นผู้รู้เพียงหนึ่งเดียวและมีอำนาจสูงสุดในห้องเรียน และวิธีคิดแบบนี้ซึมลึกมาก</p>



<p>อย่างไรก็ตาม สังคมไทยไม่ได้หยุดนิ่งและการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่ขาวกับดำ สิ่งที่ผมเห็นคือ ครูจำนวนมาก แม้กระทั่งคนที่สูงอายุก็เริ่มเปิดรับทางเลือกใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาพยายามทำความเข้าใจแนวคิดใหม่และปรับตัวไปในทางที่ถูกต้องมากขึ้น ถึงแม้ว่าลักษณะอนุรักษนิยมแบบที่คุณบอกจะยังเห็นได้อยู่ก็ตาม</p>



<p>คำถามของคุณทำให้ผมนึกถึงข้อจำกัดของ ‘high functioning classroom’ งานวิจัยล่าสุดของเราพบว่า วิธีการแบบนี้ใช้กระตุ้นการเรียนรู้ได้ถึงอายุ 16 ปีเท่านั้น เพราะสมองส่วน executive function เติบโตเต็มที่แล้ว หลังจากนั้นวิธีการเรียนรู้ของคนต้องเปลี่ยนไปหาวิธีการเรียนรู้ที่ลึกและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">โปรเจ็กต์ของคุณทำงานเฉพาะกับเด็กยากจนหรือ แล้วแนวคิดการศึกษาเชิงสร้างสรรค์สามารถนำมาใช้กับเด็กที่ครอบครัวฐานะดีได้ไหม?</h3>



<p>การศึกษาเชิงสร้างสรรค์เป็นแนวคิดที่ใช้ได้กับเด็กทุกคนไม่ว่าจนหรือรวย อย่างไรก็ตาม เด็กที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางและครอบครัวที่ฐานะดี โดยเฉลี่ยพวกเขาสามารถเข้าถึงการศึกษาที่สร้างการเรียนรู้ได้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นในเชิงนโยบายพวกเขาไม่ใช่กลุ่มคนที่น่ากังวลมากนัก รัฐและสังคมควรทุ่มเททรัพยากรมาแก้ปัญหาให้กับกลุ่มเด็กนักเรียนยากจนมากกว่า</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">การแก้ปัญหาการศึกษาด้วยการหลักสูตรและวิธีการสอนแบบเฉพาะทางไปใช้ในพื้นที่มักถูกตั้งคำถามเสมอว่า จะขยายผล (scale up) อย่างไร?</h3>



<p>(หยุดคิด) ผมเห็นด้วยว่าปัญหาการขยายผลคือข้อจำกัดของวิธีการแบบที่เราใช้ แต่คุณต้องไม่ลืมด้วยว่าเรากำลังจัดการกับปัญหาที่มีความเฉพาะอยู่พอสมควร ถึงแม้ว่าจำนวนเด็กนักเรียนยากจนจะมีจำนวนค่อนข้างมากก็ตาม</p>



<p>สำหรับโปรเจ็กต์ในประเทศไทย เราตั้งเป้าว่าจะทำงานกับโรงเรียนขนาดเล็ก 800 โรงเรียน ถ้าเทียบกับโรงเรียนทั้งหมดที่มี ก็นับเป็นสัดส่วนที่น้อยมากแต่ผมเชื่อว่าตัวเลขนี้ก็ไม่ได้น้อยจนไม่มีความหมาย หากเราทำได้สำเร็จและเห็นผลจริงก็มีโอกาสที่จะขยายผลไปเป็นเชิงระบบได้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">อีกหนึ่งปัญหาคลาสสิกของการเข้าไปเปลี่ยนการเรียนการสอนในระดับห้องเรียนคือ การออกแบบระบบจูงใจให้ครูเปลี่ยน เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าการหวังให้ครูเสียสละ หรือมีอุดมคติยอมทำเพื่อเด็ก เป็นความคาดหวังที่เป็นจริงได้ยาก  </h3>



<p>ผมไม่ปฏิเสธว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเรียกร้องจากครูค่อนข้างมาก และการมีระบบจูงใจ เช่น แรงจูงใจทางการเงินมีส่วนช่วยในการผลักดันครูให้เปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของผมชี้ว่า แรงจูงใจที่สำคัญที่สุดของครูคือการเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้นกับเด็ก</p>



<p>พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ต่อให้ครูมองว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นภาระ แต่ถ้ามันนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาจับต้องได้ พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยน ประเด็นคือคุณต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า วิธีการใหม่นั้นได้ผลจริงๆ และถ้ายิ่งไม่ได้ทำยาก หรือมีต้นทุนสูงอะไร โอกาสที่เขาจะเปลี่ยนก็ยิ่งมาก</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">อะไรคือความท้าทายที่สุดในการเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนเด็กนักเรียนยากจน?</h3>



<p>ในทุกประเทศที่ผมไป มีครูจำนวนหนึ่งที่มีความเชื่อแบบผิดๆ ว่า สาเหตุที่เด็กไม่สามารถเรียนรู้ได้ เพราะพวกเขาไม่มีคุณภาพ มาจากครอบครัวยากจน การเปลี่ยนแปลงคนกลุ่มนี้คือความท้าทายอย่างยิ่ง ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณเจอครูที่มีทัศนคติที่ดีและเชื่อมั่นในตัวเด็ก ทุกอย่างจะดูง่ายไปหมด และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะชัดเจน</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">บทเรียนจากประเทศไหนที่น่าสนใจและเป็นต้นแบบให้กับประเทศไทยได้</h3>



<p>นี่เป็นคำถามที่ผมถูกถามบ่อยมาก แต่ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าปัญหาของประเทศไทย คำตอบอยู่ในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมามีคนยกตัวอย่างฟินแลนด์ในฐานะโมเดลต้นแบบของการเรียนการสอนค่อนข้างมาก แต่โมเดลแบบนี้เกิดขึ้นได้เฉพาะในสังคมที่มีความเท่าเทียมสูงมากๆ เท่านั้น กระทั่งในอังกฤษก็ยังเป็นไปได้ยากเลย ในแง่นี้โมเดลฟินแลนด์จึงไม่ใช่โมเดลที่เหมาะกับไทย</p>



<p>แต่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรศึกษาประเทศอื่น ประเด็นของเรื่องนี้คือไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหยิบโมเดลของประเทศหนึ่งมาสวมกับอีกประเทศหนึ่งได้เลย เมื่อสักครู่คุณบอกว่า สังคมไทยเป็นอำนาจนิยมและยึดติดกับลำดับขั้นสูงต่ำ แนวทางการแก้ปัญหาที่ผมบอกมา ไม่ว่าจะเป็น การสร้างห้องเรียนแบบ ‘high functioning classroom’  หรือการปรับความสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็กก็ต้องเริ่มปรับจากฐานแบบนี้แหละ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ทุกครั้งที่มีการถกเถียงถึงปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม ฯลฯ หนึ่งในทางออกที่เป็นสูตรสำเร็จคือต้องทำให้การศึกษาดีขึ้น ในฐานะที่คุณเป็นนักการศึกษาคุณคิดอย่างไรกับคำแนะนำแบบนี้</h3>



<p>คำถามคุณตลก แต่ก็ชวนคิดดี (หัวเราะ)</p>



<p>ปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนในโลกเข้าถึงการศึกษาคุณภาพดี เราจะแก้ปัญหาที่เผชิญกันอยู่ในปัจจุบันได้ไม่ยาก ตัวอย่างเช่น ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ทุกวันนี้งานวิจัยชัดเจนว่าสาเหตุสำคัญที่ประชากรส่วนใหญ่ของโลกไม่จริงจังกับการแก้ปัญหา เพราะพวกเขาขาดความรู้ความเข้าใจในปัญหา</p>



<p>การศึกษายังส่งผลต่อการเมืองอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น กรณี Brexit ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเลย ความรู้ ข้อมูล และงานวิจัยชี้ชัดว่า สหราชอาณาจักรได้ประโยชน์มหาศาลจากการอยู่กับสหภาพยุโรป แต่ผลการทำประชามติกลับออกมาคัดค้านข้อมูลและงานวิจัยเหล่านี้ หลังการทำประชามติมีการทำแบบสำรวจพบว่า คนที่ต้องออกจากระบบการศึกษาก่อนอายุ 16 เกือบทั้งหมดโหวต ‘leave’ ในขณะคนที่ส่วนใหญ่ที่จบมหาวิทยาลัยโหวต ‘remain’  ในระบอบประชาธิปไตย ผมยืนยันหลักการเสียงข้างมากและเคารพผลการลงประชามติ เพียงแต่เสียดายและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งผมโทษความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bf4382"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/20191118-Paul-edit7.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading">ไหนๆ คุณก็เอ่ยถึงการเมือง การศึกษาเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยหรือไม่อย่างไร?</h3>



<p>ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่เชื่อในพลังและศักยภาพของคนธรรมดา ดังนั้นถ้าการศึกษาคุณภาพดี คุณภาพของคนก็ย่อมดี และประชาธิปไตยย่อมต้องดีไปด้วย อันนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">แล้วประชาธิปไตยล่ะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาอย่างไร?</h3>



<p>(นิ่งคิด)</p>



<p>ผมไม่แน่ใจนะว่าประชาธิปไตยส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาโดยตรงอย่างไร แต่ที่พอบอกได้คือ ประชาธิปไตยมีแนวโน้มที่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาลดลงมากกว่าระบอบเผด็จการ เพราะประชาธิปไตยทำให้การจัดสรรทรัพยากรกระจายไปสู่ประชาชนในวงกว้างมากกว่า</p>



<p>หนึ่งในเหตุผลหลักที่มักอ้างกันว่าเป็นสาเหตุของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือ งบประมาณไม่เพียงพอ แต่ถ้าดูจากข้อมูลสถิติจะพบว่า ประเทศส่วนใหญ่ล้วนลงทุนด้านการศึกษาเป็นจำนวนมหาศาล แต่ปัญหาที่แท้จริงเป็นเรื่องการจัดสรรทรัพยากร</p>



<p>พูดแบบหยาบๆ คือประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงมักจะกระจายงบประมาณออกไปอย่างทั่วถึงมากกว่าประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยที่งบประมาณมักจะกระจุกตัวอยู่จุดใดจุดหนึ่ง</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/interview-paul-collard/">พอล คอลลาร์ด : ออกแบบการเรียนรู้สำหรับคนที่ไม่ใช่อัจฉริยะ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
