<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ครูไทยเปลี่ยนใหม่ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Sun, 16 Jan 2022 04:39:31 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ครูไทยเปลี่ยนใหม่ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เมื่อครูไทยต้อง “เปลี่ยนใหม่”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-change-thai-teachers-160122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 16 Jan 2022 04:39:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนเปลี่ยนใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ครูไทยเปลี่ยนใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50555</guid>

					<description><![CDATA[<p>โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-change-thai-teachers-160122/">เมื่อครูไทยต้อง “เปลี่ยนใหม่”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (TSQP) หรือ “โรงเรียนพัฒนาตนเอง” ของ กสศ. &nbsp;มีเป้าหมายเพื่อให้โรงเรียนขนาดกลางจำนวน 290 แห่ง ใน 36 จังหวัดสามารถพัฒนาตนเองทั้งระบบ (Whole School Approach) ด้านการบริหารจัดการโรงเรียนและด้านการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะการเรียนรู้สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น&nbsp;</p>



<p><strong>รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์ หรืออาจารย์ไพโรจน์ หัวหน้าโครงการสนับสนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง เครือข่ายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</strong> มองว่าโรงเรียนพัฒนาตนเองคือโรงเรียนที่ครูสามารถสอนให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเองได้&nbsp;</p>



<p>“ครูดีเปลี่ยนแปลงลูกศิษย์ได้ แต่ว่าครูดีเหล่านั้นก็มีขอบเขตการทำงานที่จำกัด ด้วยภารกิจที่ไม่ได้สอดคล้องนโยบาย ยากอยู่นะ สมมติว่าโรงเรียนตั้งเป้าว่าจะไปแบบนี้ พัฒนาการศึกษาโดยเอาชุมชนเป็นตัวตั้ง แต่ครูจะพัฒนาระบบช่วยเหลือนักเรียนขึ้นมาให้ดี พาเด็กให้เรียนรู้ด้วยตัวเอง&nbsp; แค่นี้ก็ขัดแย้งกันแล้ว ครูดีช่วยได้ แต่ถ้าระบบไม่เอื้อ ก็หมดครูดีโดยปริยาย&nbsp; การแก้ปัญหาที่แท้จริงก็ต้องพัฒนาเชิงระบบให้ได้”</p>



<p>ยิ่งสถานการณ์โควิดที่ทำให้ “ความยาก” ปรากฏตัวอยู่ทุกหัวระแหงของการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง ครูไทยต้องเปลี่ยนใหม่อย่างไร แล้วประเทศไทยจะยังมีความหวังอยู่อีกไหม </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-611e3e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ในบทสัมภาษณ์ด้านล่างนี้ รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์&nbsp; ผู้ซึ่งเป็น “ครูของครู” ได้เผยคำตอบที่อาจจะเป็นทางออกบางส่วนไว้</p>



<p>เชิญเลื่อนอ่านกันได้เลย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ก้าวย่างของการเป็นโค้ชโรงเรียนพัฒนาตนเอง</h2>



<p>ผมเป็นหัวหน้าโครงการสนับสนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง&nbsp; (TSQP) เครือข่ายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เราร่วมมือกับ กสศ.​ช่วยดูแลโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองในภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงมาจนถึงจังหวัดนราธิวาส ทำมาได้ 2 รุ่นแล้ว มีประมาณ 80 โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ แต่ต้องยอมรับว่าระหว่างทางมีโรงเรียนจำนวนหนึ่งถอนตัวออกไปเช่นกัน&nbsp; เนื่องจากมีความเข้าใจที่แตกต่างกันในประเด็นเรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพ&nbsp;</p>



<p><strong>ตอนนี้หลายๆ ส่วนก็ยังมองภาพไม่เหมือนกันว่า การศึกษาที่มีคุณภาพและทันสมัยควรจะมีหน้าตาอย่างไร ครูและโรงเรียนควรจัดการการเรียนการสอนแบบไหน ซึ่งการสอนแบบใหม่ที่เป็นเชิงรุก ครูต้องใช้เวลาในการออกแบบการสอน มันเป็นการเตรียมตัวใหม่ ฉีกไปจากการยืนสอนหน้าห้องแบบเดิม การปรับเปลี่ยนเชิงรุกนี้ ช่วงแรกครูและโรงเรียนจะเหนื่อย เพราะต้องออกแบบการสอนใหม่และต้องคุยกันมากขึ้น</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ความยากในการเป็นโค้ช</h2>



<p>การที่จะชวนครูมาพัฒนาการสอนในรูปแบบเชิงรุกที่เรากำหนดไว้ อยากจะให้โรงเรียนเกิดการสอนแบบ Active Learning นี่คือความยาก โดยปกติคุณครูจะคิดว่าตัวเองสามารถสอน Active learning ได้ คือสอนตามรูปแบบตายตัว <strong>แต่ความหมายของ Active Learning ที่แท้จริงก็คือครูต้องไม่สอน แต่ต้องตั้งคำถามให้เด็กสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองและสรุปความรู้ได้</strong></p>



<p>ครูยังเข้าใจว่าการจัดกิจกรรมให้เด็กทำ แล้วเด็กสรุปว่าได้ทำอะไรบ้างเป็น Active Learning ในความหมายของครูแล้ว ซึ่งการสอนแบบเดิมเหล่านี้ ทำให้เด็กยังไม่เกิดความคิดด้วยตัวเอง ไม่สามารถสรุปความรู้ได้ด้วยตัวเอง พูดให้ง่ายคือไม่เข้าใจว่าแบบไหนคือ ‘ของแท้’ กับ ‘ของเทียม’  ซึ่งถ้าคนติดของเทียมไปแล้ว การที่เราจะทำให้เขาหันมาใช้ของแท้มันก็จะยากเรื่องนี้เป็นความยากลำบากของพวกเรา ในการสร้างครูพัฒนาตัวเอง เพื่อสอนแบบ Active Learning</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b58c9c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์ หัวหน้าโครงการสนับสนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง<br>เครือข่ายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">Active Learning ที่แท้คืออะไร</h2>



<p><strong>โดยหลักการของ Active Learning ก็คือ เด็กต้องเป็นเจ้าของการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เด็กสามารถตั้งคำถามแล้วก็ปฏิบัติ จากนั้นสรุปความรู้จากการปฏิบัติด้วยตัวเอง</strong> เราเจอว่าครูที่สามารถจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ได้จริงๆ มีจำนวนไม่มาก นี่คือสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เลยทำให้คะแนน PISA ของไทยลดลงๆ ขณะที่มาเลเซียเพิ่มขึ้นๆ ทำไมคะแนน O-net ไม่สูงกว่าค่าเฉลี่ยซะที ทำไมเรามีปัญหาตลอด นั่นเพราะกระบวนการสอนของครู ยังไม่ได้วางอย่างถูกทิศทาง ถูกหลักการ</p>



<p>เราใช้กระบวนการให้เด็กเลือกสิ่งที่สนใจเรียนรู้มาหนึ่งประเด็น แม้ความสนใจ ความต้องการของแต่ละคนไม่ตรงกัน เราก็กำหนดเงื่อนไขว่าควรจะเป็นประเด็นเดียวกัน  นักเรียนทุกคนจะได้สื่อสารกันได้ ทุกคนก็จะมีความหมายต่อกัน  ประชาธิปไตยในห้องเรียนจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเคารพความคิดของคนอื่น  แต่ละคนมีเหตุผลที่จะเลือก แล้วเราจะตกลงกันอย่างไร กระบวนการแบบนี้ถูกฝึกกันอยู่ในห้องเรียน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เมื่อครูไทยต้อง “เปลี่ยนใหม่”</h2>



<p>ครูดีเปลี่ยนแปลงลูกศิษย์ได้ แต่ว่าครูดีเหล่านั้นก็มีขอบเขตการทำงานที่จำกัด ด้วยภารกิจที่ไม่ได้สอดคล้องนโยบาย ยากอยู่นะ สมมติว่าโรงเรียนตั้งเป้าว่าจะไปแบบนี้ พัฒนาการศึกษาโดยเอาชุมชนเป็นตัวตั้ง แต่ครูจะพัฒนาระบบช่วยเหลือนักเรียนขึ้นมาให้ดี พาเด็กให้เรียนรู้ด้วยตัวเอง  แค่นี้ก็ขัดแย้งกันแล้ว ครูดีช่วยได้ แต่ถ้าระบบไม่เอื้อ ก็หมดครูดีโดยปริยาย  การแก้ปัญหาที่แท้จริงก็ต้องพัฒนาเชิงระบบให้ได้<strong>  </strong></p>



<p><strong>การพัฒนาเชิงระบบต้องพัฒนาที่วิธีการคิดและตัดสินใจ  โดยใช้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ความสามารถเช่นนี้คือความสามารถของนักวิจัย ฉะนั้นถ้าเราฝึกความสามารถแบบนี้ขึ้นมาได้ โรงเรียนก็จะพัฒนาขึ้น</strong> สามารถที่จะรู้ว่าอะไรใช่ อะไรไม่ใช่ และมีความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นของตัวเอง จึงจะไปได้ ตอนนี้หาน้อยมากที่จะมีความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง  ต้องรอคำสั่งจากสังกัด แล้วก็ด้วยวิธีการแบบนี้ทำให้เขาไม่คิดด้วยตัวเอง เขาก็รออย่างเดียว เพราะการทำตามคนอื่นว่ามันง่ายและไม่มีความผิด นี่คือจุดอ่อนที่เกิดขึ้นในสังคม</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">โมเดลตัวอย่างจากโรงเรียนต่างๆ</h2>



<p>ก็มีหลายโมเดล เช่น ที่จังหวัดสตูลใช้โมเดลโครงงานฐานวิจัยในโรงเรียนนำร่อง ยกโรงเรียนนำร่องมาสิบโรงเรียนแล้วขยายออกไปในแต่ละปี ที่สามจังหวัดภาคใต้ก็ให้แต่ละโรงเรียนเสนอว่ามีนวัตกรรมอะไรบ้าง ที่จะใช้ขับเคลื่อนให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น ต่างโรงเรียนก็เสนอกันไป บางที่ใช้วิธีการคิดเชิงระบบ โดยพัฒนาจากส่วนบนลงล่าง แต่ละโรงเรียนมีนวัตกรรมอะไรก็เอามาแชร์กัน เรียนรู้ร่วมกัน</p>



<p>หลังจากสถานการณ์โควิดแล้ว  คุณภาพการศึกษาที่เราต้องการให้เกิดขึ้น คือการที่เด็กสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ และต้องเรียนทางออนไลน์ได้ด้วย เพราะตอนหลังพิสูจน์แล้วว่า เด็กสามารถพัฒนาบางทักษะได้ง่ายทางออนไลน์ โดยเฉพาะทักษะการสื่อสารที่พัฒนาได้เร็วมากทางออนไลน์เมื่อเทียบกับการสอนในห้องเรียน เช่น การที่เด็กสามารถสื่อสารผ่านคลิป  ซึ่งทักษะการสื่อสารมีความสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้ของเขา ถ้าทักษะนี้ดี กระบวนการเรียนรู้ของเด็กก็จะเร็ว</p>



<p>เราไม่คิดว่าจะยกห้องเรียนทั้งหมดไปอยู่บนออนไลน์  เพราะถ้าทำแบบนั้นก็ล้มเหลวหมด  ต้องพัฒนาการสอนเชิงรุกขึ้นมา แล้วก็บูรณาการสาระ คือใช้กิจกรรมง่ายๆ ให้เด็กทำ เช่น ทำอาหาร ทำไปแล้วสามารถมีความรู้ตามตัวชี้วัดของสาระตามหลักสูตร หลังจากนั้นเราก็เชื่อมต่อไปที่โครงงานเพื่อฝึกทักษะขั้นสูง พอถึงจุดนึงถ้ายังมีเวลา เราก็พานักเรียนเข้าไปสู่การสร้างอาชีพใหม่จากความรู้ที่เรียนมา ก็ปรากฏว่านักเรียนบางคนสามารถสร้างอาชีพทางออนไลน์ขึ้นมาได้  เรียกว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนที่กินได้ ทำให้นักเรียนมีรายได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2cf0ff"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">คติในการเป็นครู</h2>



<p>ทำประโยชน์เพื่อคนอื่นก่อน  ผมได้อิทธิพลมาจากมหาวิทยาลัยที่ว่า “กิจของผู้อื่นเป็นที่หนึ่ง”  เราคิดว่าจะทำประโยชน์ให้กับการศึกษา ผมเป็นครูมาตั้งแต่ปี 2529 ก็สามสิบกว่าปีแล้ว ช่วงโควิดเป็นโอกาสของการเรียนรู้ใหม่  เราต้องเรียนรู้ตลอดเวลาและก็ต้องปรับตัว</p>



<p>ผมว่าการเรียนการสอนหลังยุคโควิดเปลี่ยนโฉมไปมาก การจัดการเรียนรู้แบบเดิมที่รัฐพยายามคุมไว้ว่าเปิดโรงเรียนให้ได้เท่านั้นคือความคิดเก่าที่ทรงอำนาจ ถ้าปรับสักนิด ประเทศไทยจะไปได้ไกล สมัยหนึ่งที่รัฐบาลพยายามเอาแท็บเล็ตให้นักเรียนใช้ ดีมากเลยนะ แต่ไม่มีกิจกรรมมันเลยไร้ผล จังหวะนี้อยากใช้จริงๆ  ก็ไม่มีแท็บเล็ตแล้ว การศึกษาบ้านเราเลยไม่ประสบความสำเร็จสักที จังหวะนี้ถ้ารัฐบาลทุ่มเงินให้แท็บเล็ตแก่คนที่ยากจน แล้วลองดูว่าคนยากจนจะมีการเรียนรู้ที่เทียบเท่าคนรวยหรือไม่ ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก นักเรียนได้ประโยชน์</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">บทสะท้อนความสำเร็จของโรงเรียนพัฒนาตนเอง</h2>



<p>เพิ่งคุยกับทีมประเมิน เขาบอกว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียน ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนสูงขึ้น เห็นรายละเอียดของเด็กมากขึ้น มองไปถึงวิธีการพัฒนาเด็กรายบุคคลได้ ส่วนตัวนักเรียนก็มีความสามารถในการคิดและแก้ปัญหา ตอบได้เกือบทุกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามในงานของเขา ในสิ่งที่เขาทำ และเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับครู</p>



<p>เราให้ครูวิเคราะห์ SWOT นักเรียนรายบุคคล หลังจากนั้นจึงสร้างคอนเซ็ปต์ของการดูนักเรียน พอครูหยิบนักเรียนที่มีปัญหามาวิเคราะห์แบบนี้ ครูก็เริ่มเห็น เริ่มสังเกต และมีจุดจ้องมองเด็กแต่ละคน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ca9229"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ในมุมมองของผม การศึกษาที่มุ่งเน้นแต่ตัวความรู้อย่างเดียว แต่ไม่ได้มุ่งไปที่การเติมมิติการเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณ  ไม่สามารถพานักเรียนเข้าสู่มิติของการใคร่ครวญตัวเองได้  ทำให้การศึกษายังไปไม่ถึงเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ คือการสร้างสันติหรือความสุขแก่สังคม</strong></p>



<p>ดังนั้นในสังคมยุคนี้ ถ้าเราไม่เรียนรู้วิธีการเรียนรู้ของเด็กให้ชัดเจน เราก็จะใช้แนวคิดของเราไปจัดการปัญหา  ถ้าประเทศไทยไม่ปลุกชุมชนขึ้นมาเป็นเจ้าของการศึกษา ก็ยากเหมือนกันที่จะทำให้การศึกษามีคุณภาพสูงขึ้นด้วยการคิดจากด้านบนอย่างเดียว  ซึ่งไม่ทันต่อสถานการณ์โควิด ต้องปล่อยให้ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการศึกษาด้วยตนเอง</p>



<p>ปัญหาปัจจุบันซับซ้อนมากกว่าที่จะคิดแล้วแก้ปัญหาได้เลย มันเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็มีประสบการณ์ว่า เราพยายามที่จะโอนลงไปที่ อปท. หรืออะไรแล้วก็ยังไม่ได้ผล เพราะว่าเราลืมเติมความสามารถในการคิดและตัดสินใจ เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จึงพยายามถ่ายทอดกระบวนการคิดขั้นสูงให้กับโรงเรียน ด้วยการถ่ายทอดแบบนี้ ก็จะเห็นว่าโรงเรียนเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ผมมองว่าโครงงานฐานวิจัยน่าจะเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่พัฒนาระบบการคิดได้ง่ายกว่ายุทธศาสตร์อื่น</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-change-thai-teachers-160122/">เมื่อครูไทยต้อง “เปลี่ยนใหม่”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
