<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ครูข้างถนน | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 15 Jan 2025 07:49:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ครูข้างถนน | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>‘ครูข้างถนน’ แสงสุดท้ายของเด็กเร่ร่อนใต้สะพานพุทธ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/drop-out-kids/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 10 Dec 2024 06:27:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์เมอร์ซี่]]></category>
		<category><![CDATA[ครูนาง]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[นริศราภรณ์ อสิพงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเร่ร่อน]]></category>
		<category><![CDATA[ครูข้างถนน]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=88726</guid>

					<description><![CDATA[<p>ล่วงเข้าฤดูหนาวแล้ว แต่ช่วงเย็นย่ำย่านสะพานพุทธยังร้อนร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/drop-out-kids/">‘ครูข้างถนน’ แสงสุดท้ายของเด็กเร่ร่อนใต้สะพานพุทธ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ล่วงเข้าฤดูหนาวแล้ว แต่ช่วงเย็นย่ำย่านสะพานพุทธยังร้อนระอุ ถนนเปลือยคายไอแดดเห็นเป็นม่านระยับ ร่างผอมบางขยับหนีร้อนเข้าไปใต้สะพาน ที่ซึ่งแรงแดดส่องมาไม่ถึง แต่ไม่เคยและไม่มีทางหลบพ้นไอร้อนร้ายกาจรอบตัว&nbsp;</p>



<p>ทั้งอย่างนั้น มันก็เป็นพื้นที่เดียวที่เขาใช้ชีวิตได้ กระเป๋าเล็กๆ หนึ่งใบใส่ของกระจุกกระจิก ผ้าห่มผืนน้อยและที่ชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์ ชีวิตและโลกของเขามีอยู่แค่นั้น ไม่ได้ปรารถนาจะมีมากกว่านี้ บ้านอยู่ที่ไหน ครอบครัวเป็นใครไม่รู้แน่ -รู้แค่ว่าจะไม่มีทางกลับไปอีก</p>



<p>เรื่องแบบนี้ ยากจะเอาเหตุผลและเงื่อนไขใดไปตัดสิน ยังไม่ต้องพูดถึงศีลธรรมความเหมาะควรใดๆ พื้นที่บางแห่ง คนบางคนก็แค่ต้องจากมา มันอาจไม่มีคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผลหรือน่าเชื่อถือ ไม่เข้าใจก็เรื่องหนึ่ง แต่เราเป็นใครกันจึงไปตัดสินชีวิตพวกเขา</p>



<p>คะเนจากสายตา บางคนอายุเพิ่งใช้คำว่านายหรือนางสาวได้ไม่กี่ปี บางคนอีกหลายปีด้วยซ้ำกว่าจะได้ใช้คำนั้น และไม่ว่าจะด้วยเงื่อนไขใด ‘บ้าน’ ตามทะเบียนราษฎรไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาอยากหวนกลับไปหา อย่างน้อยก็ในเวลานี้ หรือบางทีอาจชั่วชีวิต</p>



<p>“ไม่กลับหรอกพี่” ใครคนหนึ่งตอบ</p>



<p>“จริงเหรอ นอนบ้านน่าจะสบายกว่านอนใต้สะพานนะ”</p>



<p>คนหนุ่มเงยหน้าสบตาด้วย ไม่พูดอะไร มีแค่ยิ้มจางๆ ที่ปฏิเสธการหวนกลับบ้านอยู่ในที ไม่มีเหตุผลแนบมาด้วย หรือบางทีแล้ว เหตุผลก็อาจไม่จำเป็น&nbsp;</p>



<p>ในแดดร้อนของยามเย็น เขาทิ้งตัวนั่งลงบนเสื่อผ้ามันเก่าๆ ปูรองพื้น จุดบุหรี่สูบ แวดล้อมด้วยเสียงของเรือโดยสารจากฝั่งหนึ่ง และเสียงรถยนต์บนถนนอีกฝั่งหนึ่ง กลางอื้ออึงของเสียงเหล่านั้น เขาบอกแค่ว่า “เดี๋ยวครูเขาก็มา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d6fdfa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/1733759256_960151-the101world-1200x800-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>‘ครู’ ที่เขาพูดถึงปรากฏตัวขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน เป้สะพายไหล่หนึ่งใบ มือสองข้างพะรุงพะรังด้วยกล่องข้าว ผ้าห่มและของใช้จำเป็นเล็กๆ น้อยๆ พินิจจากแววตา ท่าทีกระวีกระวาดเข้าช่วยถือของและยิ้มจางๆ ของบรรดาเด็กใต้สะพาน น่าจะเป็นหลักฐานยืนยันความสนิทชิดเชื้อที่กินความถึงการไว้วางใจต่อ ‘ครู’</p>



<p>‘<strong>ครูนาง – นริศราภรณ์ อสิพงษ์</strong>’ ถูกเรียกว่าเป็น ‘ครูข้างถนน’ อยู่เนืองๆ เธอมักปรากฏตัวที่สะพานพุทธในช่วงเย็น ถ้าไม่หอบข้าวของกระจุกกระจิกก็มักเป็นแกงถุงหรืออาหารกล่องง่ายๆ สำหรับคนกลุ่มเล็กๆ ที่หลับนอนใต้สะพาน หรือก็คือเหล่าลูกศิษย์ที่เธอดูแลมาร่วมสองทศวรรษ หลายต่อหลายรุ่น การเป็น ‘ครู’ ของเธออยู่พ้นจากนิยามการเป็นครูในความเข้าใจทั่วไป เพราะเธอไม่ได้สอนหนังสือ หากแต่สอนสิ่งที่พื้นฐานและสามัญกว่านั้น</p>



<p>“ด้วยความที่เด็กๆ ออกเรียนกลางคันทุกคน ไม่มีใครเรียนจบในระบบการศึกษาเลย” นริศราภรณ์เล่า “ส่วนใหญ่พวกเขาจะเรียนจบราวๆ ชั้นประถมปีที่หนึ่งหรือสอง เราจึงต้องสอนให้เขารู้จักชื่อตัวเองก่อน เพราะบางคน ก่อนที่จะออกจากการศึกษาในระบบ พวกเขายังไม่รู้ชื่อตัวเองเลย หรือไม่ได้รับการแจ้งเกิดด้วยซ้ำไป”</p>



<p>เช่นเดียวกับอีกหลายคนในประเทศ นริศราภรณ์วาดหวังอยากเป็นครูแต่ยังเด็ก -ครูในภาพจำที่ได้สอนหนังสือในระบบ มีนักเรียนแวดล้อมอยู่ในโรงเรียนเล็กๆ สักแห่ง อาจจะเป็นที่ศรีสะเกษบ้านเกิดของเธอก็ได้- แต่ชีวิตก็จับพลัดจับผลูให้เธอได้มาดูแลเด็กที่ไม่เพียงแค่อยู่นอกบ้านและนอกรั้วการศึกษา หากแต่ยังกินความถึงนอกสายตาของรัฐด้วย</p>



<p>“เราคิดมาตลอดว่าอยากเป็นครู ก็เหมือนคนอื่นๆ นั่นแหละค่ะที่ครอบครัวก็อยากให้เรารับราชการ” เธอบอก “แต่ด้วยความที่ช่วงนั้นเราไม่มีงานอื่น ต้องรอสอบบรรจุ เป็นจังหวะที่ครูข้างถนนในหมู่บ้านชวนเรามาทำงานจิตอาสา”</p>



<p>นั่นคือประตูบานแรกที่ทำให้เธอได้พบ ได้เห็น ได้รู้จักและเข้าไปเกี่ยวเนื่องกับชีวิตคนตัวเล็กตัวน้อยมากมายที่ไม่เคยกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับระบบการศึกษาโดยรัฐ เรื่องของเด็กที่หนีออกจากบ้าน -ไม่ว่าจะด้วยเงื่อนไขใด- เรื่องของคนที่ถูกขับไล่ ถูกทิ้งขว้าง ใช้ชีวิตอยู่ใต้สะพานพุทธ หลับนอนใต้เงาของร่มไม้ใหญ่และเร้นกายหนีเม็ดฝนใต้กำบังของคอนกรีต “เราผูกพันกับพวกเขา คงเพราะต้นทุนชีวิตเราไม่ได้ต่างจากเด็กๆ เหล่านี้เท่าไหร่ อาจเพราะครอบครัวเราก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบด้วย” เธอบอก ก่อนขยายความหลังจากนิ่งไปนานว่า “แรกๆ ที่มาทำเราก็หนักใจ พอมาเจอเด็กบางคนที่เรารับรู้ถึงปัญหาครอบครัวของเขา เราก็รู้สึกว่าชีวิตเขาโหดร้ายกว่าเราเยอะ”</p>



<p>กิจวัตรประจำวันของนริศราภรณ์ไม่ต่างจากเมื่อ 20 ปีก่อนที่เธอเริ่มทำงานเป็นครูให้เด็กๆ ข้างถนนใต้สะพานพุทธ เธอจะแบกเป้หนึ่งใบ ออกเดินย่ำเลียบแม่น้ำ เฝ้ามองหาใครสักคนที่พักพิงอยู่ตอม่อข้างถนน หลับใหลอยู่ใต้ต้นไม้หรือใต้สะพาน ปลุกพวกเขาแล้วพามาร่วมวงกินข้าวด้วยกันกับเธอ</p>



<p>“อันดับแรก พวกเขาต้องได้กินอิ่มก่อน เมื่อกินอิ่มแล้ว เขาจะยอมมาเรียนกับเรา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3004c8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/1733759327_295980-the101world-1200x800-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ฟังแล้วเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่เรื่องพวกนี้ ว่ากันโดยละเอียดแล้วมันย่อมหมายถึงการเดินดุ่มไปตามถนนร้อนๆ สนทนากับเด็กที่หลีกหนีจากสังคมและบ่อยครั้งก็ไม่อยากสานสัมพันธ์กับใคร ยังไม่ต้องพูดถึงการต่อต้านและท่าทีดื้อดึงอันเป็นเสมือนเรื่องแสนสามัญที่นริศราภรณ์ต้องเจอ “ชินแล้ว” เธอว่า “แรกๆ เราก็ไม่ได้รับการยอมรับนะ โดนสารพัดอย่างเลย คำหยาบนี่โดนประจำ แต่เราก็สู้ไปหาทุกวัน เจอหน้าเขาทุกวัน กว่าเราจะทำได้ก็เป็นสิ่งที่ต้องสร้างทุกวัน สร้างทุกวันจริงๆ เพื่อให้เขาเห็นว่าเราเป็นมิตร เราเป็นเพื่อนที่ดี เป็นครูให้เขาได้ เป็นพ่อเป็นแม่ให้เขาได้</p>



<p>“บางคน ก็ใช้เวลาหลายปีมากๆ กว่าจะยอมเล่าเรื่องราวของตัวเองให้เราฟัง มันกินเวลาจริงๆ กว่าที่เราจะไปนั่งในใจเด็กๆ เหล่านี้ได้”</p>



<p>โดยธรรมชาติ ชีวิตเป็นสิ่งที่ซับซ้อนอยู่เป็นทุนเดิม และบ่อยครั้ง ความซับซ้อนที่ว่าก็กินพื้นที่ใหญ่โตกลายเป็นปัญหาและบาดแผล ผลักให้ใครคนหนึ่งออกจากบ้าน หลุดพ้นจากระบบ “เราไปเยี่ยมบ้านเด็กทุกคนที่มาอยู่กับเรา ทำให้เรารู้สภาพปัญหาครอบครัวของเด็กๆ รู้ว่าทำไมเขาจึงออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านคนเดียวในพื้นที่สาธารณะ” นริศราภรณ์ว่า “เราพบว่าครอบครัวของพวกเขามีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี ยากจน ครอบครัวแตกแยก พ่อแม่มีครอบครัวใหม่ เด็กๆ อาจจะอยู่กับตายาย หรือบางคนคือพอพ่อแม่ไปมีครอบครัวใหม่ก็ไม่มีใครอยู่ด้วย เขาจึงต้องออกมาใช้ชีวิตตัวคนเดียว”</p>



<p>โมงยามของการเรียนการสอนส่วนใหญ่แล้วเริ่มขึ้นเมื่อตะวันใกล้ตกดิน หลังทุกปากท้องได้กินอาหารที่เธอจัดหาให้อิ่มแล้ว และเนื้อหาที่เธอสอนนั้นก็ต่างไปจากความเข้าใจของคนนอก เด็กเร่ร่อนใต้สะพานพุทธไม่แยแสสูตรคูณหรือระบบภาษาใดๆ “ส่วนใหญ่เราสอนทักษะชีวิตเขามากกว่า การจะไปสอนให้เขาท่องจำเรื่องต่างๆ นี่บอกเลยว่าเขาไม่รับหรอก” นริศราภรณ์บอก “เราสอนให้เขารู้ชื่อตัวเอง รู้ว่าตัวเองมาจากที่ไหน แล้วเราค่อยเอาไปตรวจดูว่าขึ้นในทะเบียนบ้านไหม ถ้ามีก็จะรู้ว่าเขามาจากไหน ซึ่งเรื่องพวกนี้ช่วยเรื่องการรักษาพยาบาลเวลาพวกเขาเจ็บป่วยได้”</p>



<p>ใช่ว่าเธอจะไม่เคยพาเด็กๆ เข้าระบบการศึกษาของรัฐด้วยการพาเข้าไปยัง<a href="https://www.mercycentre.org/new/th/index.php?page=%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ศูนย์เมอร์ซี่</a>&nbsp;อันเป็นสถานสงเคราะห์สำหรับเด็กเร่ร่อน หากแต่ความพยายามของเธอล้มเหลวเมื่อพบว่าเด็กหลายต่อหลายคน หลายต่อหลายรุ่น กระโจนหนีออกมาทุกครั้งที่พวกเขาพบว่าตัวเองกำลังถูกพากลับไปยังโลกในกฎระเบียบอีกหน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-248b74"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/1733759361_637104-the101world-1200x800-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราเป็นคนคาดหวังกับเด็กเยอะ อยากให้เขาไปเรียนหนังสือในโรงเรียน และเคยเอาเด็กๆ เข้าไปอยู่ศูนย์เมอร์ซี่ เพื่อให้เขาเรียนหนังสือ แต่สุดท้าย เด็กๆ เหล่านี้ก็จะหนีออกมา</p>



<p>“บางทีพวกเขาไม่อยากคิดอะไรเยอะ มันทำให้เราคิดว่าถ้าเรามัวแต่เราให้เขาเข้าไปเรียนในระบบโดยที่ไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรในชีวิต มันคงไม่ได้ผล เราเลยเปลี่ยนวิธีการทำงาน คือถามว่าพวกเขาต้องการอะไร แล้วเราจะเสริมให้&nbsp;แล้วส่วนใหญ่พวกเขาอยากทำงานรับจ้าง รับจ้างทำอะไรก็ได้เลย ดังนั้น ถ้าเป็นเด็กโตหน่อยเราก็อาจพาเขาไปสมัครงาน ให้เขาเลี้ยงดูตัวเองได้ หรือถ้ามีอาชีพแล้วแต่ยังไม่มีรายได้มากพอจะจ่ายค่าที่พัก ห้องเช่า ศูนย์เมอร์ซี่ก็สนับสนุนเงินให้ในช่วงเดือนแรกๆ หลังจากนั้นเมื่อเด็กมีงานทำ มีรายได้ เด็กก็จะดูแลตัวเองได้” นริศราภรณ์อธิบาย</p>



<p>‘อ้วน’ เป็นเด็กหนุ่มวัย 16 ที่ออกมาอยู่ใต้สะพานพุทธ ที่พักของเขากับครอบครัวคือพื้นที่ตั้งแต่ใต้สะพานไปจนถึงสวนสาธารณะใกล้เคียง “ผมรู้จักกับครูเขาตั้งแต่อนุบาลสองเลย” เขายิ้ม ชีวิตการศึกษาในระบบของอ้วนเดินทางมาไกลถึงชั้นมัธยมปีที่สาม ก่อนจะสะบั้นลงเมื่อครอบครัวไม่มีกำลังส่งให้เขาเรียนต่อ “ครูนางเลยให้ผมเรียนออนไลน์ ช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในการเรียนต่างๆ ให้ด้วย”</p>



<p>อ้วนเป็นไม่กี่คนที่ยังกัดฟันศึกษาไม่ปล่อย “จริงๆ ก็อยากเรียนในระบบนะ แต่ไม่มีเงินแล้ว ครูเขาก็บอกว่าเราต้องเรียนหนังสือ” อย่างไรก็ดี การศึกษาของอ้วนในโลกอินเตอร์เน็ตนั้นกว้างขวาง เขาเรียนวิชาสามัญอย่างที่ ‘ครูนาง’ แนะนำ ควบคู่กันกับเปิดวิดีโอสอนการตัดต่อ ถ่ายทำคลิปวิดีโอจากเว็บไซต์ยูทูบ “ผมอยากเป็นยูทูเบอร์น่ะ” เขาว่า “หรือไม่ก็แคสต์เกมอะไรก็ได้”</p>



<p>“ถ้าไม่มีครูเขาช่วยไว้ ผมคงไม่ได้เรียนหรอก”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4eeea2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/1733759407_179304-the101world-1200x800-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำรวจให้ลึกลงไปในแง่รายละเอียด ความยากของงาน ‘ครูข้างถนน’ ไม่ใช่แค่การประคับประคองเด็กๆ ในแต่ละวัน แต่มันยังหมายถึงการคุ้มครองและปกป้องพวกเขาจากอันตรายอื่นๆ ด้วย “กลุ่มวัยรุ่นที่เป็นเด็กผู้หญิงก็น่าหนักใจ เพราะเสี่ยงเรื่องตั้งครรภ์ไม่พร้อม เด็กบางรายต้องพาไปฝังเข็มคุมกำเนิด พาไปพัฒนาทักษะด้านต่างๆ รวมทั้งการอบรมการตั้งครรภ์ไม่พร้อม โรคติดต่อและเรื่องยาเสพติด ส่วนใครที่ตั้งครรภ์ไปแล้ว เราก็ช่วยเขาเรื่องการดูแลลูก หาห้องเช่าให้เขาอยู่เพื่อให้เขาปลอดภัย”</p>



<p>“ยากนะ” นริศราภรณ์ว่า “เพราะพอเขาออกมาใช้ชีวิตเองในพื้นที่นี้โดยที่ส่วนใหญ่ก็ใช้ชีวิตอิสระ ไม่มีผู้ปกครอง ก็อาจจะถูกคนแสวงหาผลประโยชน์หลายๆ ด้าน ทั้งทางเพศ ค้ามนุษย์และความรุนแรง เพราะฉะนั้น การดูแลและฟื้นฟูเด็กคนหนึ่งเพื่อให้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่มีกฎระเบียบอย่างในมูลนิธิจึงเป็นเรื่องยากมาก ไม่ว่าจะบ้านหน่วยงานรัฐ บ้านมูลนิธิหรือ NGO พวกเขาจะอยู่ได้ไม่ทนเพราะสถานที่เหล่านั้นมีกฎระเบียบ แล้วสักพักเขาก็จะออกมาข้างนอกเหมือนเดิม”</p>



<p>ใกล้ๆ กันนั้น เด็กหนุ่มคนหนึ่งส่งยิ้มมาให้ เป็นยิ้มสุภาพและซุกซนอย่างที่มักเห็นในเด็กวัยเท่าเขา วัดจากท่ายืนพิงมอเตอร์ไซค์กลางเก่ากลางใหม่ นิ้วคีบบุหรี่กับสัมภาระเล็กน้อยกองตรงข้อเท้า คะเนคร่าวๆ ว่าไม่ใช่เด็กหน้าใหม่ของย่านสะพานพุทธ</p>



<p>“ออกมาอยู่เองตั้งแต่ปี 2555 น่ะพี่” เขาบอกหลังแนะนำชื่อเสียงเรียงนามตัวเองว่า ‘โฟร์’ “ออกมาเองเลย อยู่ข้างนอกมันสบายดี อิสระ อยู่บ้านนี่ยังไงก็โดนด่าโดนว่าประจำ ไม่มีผมในบ้านเขาก็ไม่เครียดอะไรหรอก”</p>



<p>พยักเพยิดไปทาง ‘ครูนาง’ ที่อยู่ในชีวิตเขามานานกว่าครึ่ง อาจจะมากกว่าพ่อแม่ของตัวเองด้วยซ้ำไป “ผมมาอยู่ใต้สะพานพุทธนี่แหละเลยเจอครูเขา อยู่กับเขาก็สบายใจดีนะ อะไรไม่รู้เราก็ถาม ไม่สบายใจก็ปรึกษา”</p>



<p>โฟร์ออกจากระบบการศึกษาตั้งแต่ประถมปีที่สองหลังพบว่ากฎระเบียบและเงื่อนไขต่างๆ รัดรึงเขามากไป เด็กชายคว้ากระเป๋าหนึ่งใบ เดินตามเพื่อนออกมาจากบ้านและไม่หวนกลับไปอีกเลย ชีวิตข้างถนนของเขาเรียบง่าย หลับนอนและกินอยู่ใต้สะพาน ออกไปรับจ้างขนของเพื่อหารายได้รายวัน&nbsp;</p>



<p>“ตอนนั้นผมไม่ชอบเรียนหนังสือ ไม่ชอบเลย”</p>



<p>“แล้วตอนนี้ล่ะ”</p>



<p>คนถูกถามนิ่งคิดไปหลายอึดใจ แล้วตอบ รอยยิ้มแบบเด็กหนุ่มระบายติดบนใบหน้า “ก็อยากเรียนเหมือนกัน แค่ว่ามันไม่ทันแล้ว” เขาว่า “แต่ผมก็ไม่ได้เสียดายอะไร อยู่ที่นี่ก็สบายดี มีอิสระ&nbsp;</p>



<p>“การงานก็ไม่เป็นไร เราเลือกไม่ได้มากหรอกพี่ ของแบบนี้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-20b26f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/1733759446_931499-the101world-1200x800-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับนริศราภรณ์ เด็กจะเรียนหรือไม่เรียน จะอยู่ในระบบการศึกษาหรือไม่ได้อยู่ อย่างน้อยพวกเขาต้องหาเลี้ยงตัวเองด้วยอาชีพสุจริตให้ได้ “เราคิดว่ากลุ่มเด็กๆ ที่เราดูแลพวกเขา หลายรายก็เติบโตไปมีอาชีพสุจริต เลี้ยงดูตัวเองได้ หลายรายมาแต่ตัวโดยไม่รู้ว่าตัวเองได้รับการแจ้งเกิดหรือไม่ จนสุดท้าย เขามีบัตรประชาชน มีครอบครัว มีลูกที่ได้รับการศึกษาโดยที่ตัวเขาเองไม่ได้รับการศึกษาน่ะ มันเหมือนว่าพอเราช่วยเขาแล้ว มันทำให้เขาหลุดจากวงจรการเร่ร่อนได้”</p>



<p>แน่แท้ว่าเธอตระหนักดีว่าเรี่ยวแรงที่เธอลงไปกว่า 20 ปีนั้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาหรือรากฐานของการมีเด็กเร่ร่อน หากแต่มันก็เป็นสิ่งที่ ‘ต้องทำ’ ถอยไม่ได้ น้อยไปกว่านี้ไม่ได้</p>



<p>“นโยบายรัฐต้องทำงานตั้งแต่เรื่องครอบครัว สิ่งที่เราทำมันปลายทางแล้ว รัฐจึงต้องดูแลตั้งแต่ครอบครัว ป้องกัน เพราะปลายทางมันทำงานยาก กว่าจะให้เด็กได้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมันยาก” เธอว่า “เราเป็นครูนอกระบบ เป็นครูไม่มีขั้น เรียกร้องอะไรไม่ได้หรอก แต่ก็อยากให้หน่วยงานรัฐรับรู้ว่ายังมีคนบางกลุ่มที่ยังมาช่วยเหลือเด็กๆ ที่ใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะอยู่ อยากให้รัฐมองเห็นว่ายังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือเยาวชนกลุ่มนี้”</p>



<p>แดดคลายจัดจ้าลงไปบ้างแล้วตอนที่เด็กคนหนึ่งแกะถุงกับข้าวที่ ‘ครูนาง’ หยิบมาฝาก เธอเทแกงลงถุง ใครอีกคนช่วยเธอจัดวางกับข้าวอื่นๆ เทลงจาน อีกคนขยับล้อมวงเข้ามาใกล้ แล้วมื้อเย็น -ระหว่างครูคนหนึ่งกับเด็กๆ เร่ร่อน- ก็เริ่มต้นขึ้น เช่นเดียวกับบทสนทนาที่ถามไถ่ความเป็นอยู่ของเยาวชน ชีวิต ความฝันและวันพรุ่งนี้ของพวกเขาจากนริศราภรณ์ อย่างที่เธอถามไถ่มาตลอดร่วมยี่สิบปี</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-13df14"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/1733759521_023036-the101world-1200x800-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/drop-out-kids/">‘ครูข้างถนน’ แสงสุดท้ายของเด็กเร่ร่อนใต้สะพานพุทธ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อเรียนฟรี 15 ปี ยังไม่เป็นจริง &#8220;เราจึงหยุดไม่ได้ ต้องช่วยอุดช่องว่างกันต่อไป&#8221;</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-150822/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Aug 2022 06:05:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูข้างถนน]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนฟรี 15 ปี]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชนโค้งรถไฟยมราช]]></category>
		<category><![CDATA[ทองพูล บัวศรี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=59300</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลึกเข้าไปหลังต้นไม้ใหญ่ดูสงบและร่มรื่นสบายตาแห่งนั้น สอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-150822/">เมื่อเรียนฟรี 15 ปี ยังไม่เป็นจริง “เราจึงหยุดไม่ได้ ต้องช่วยอุดช่องว่างกันต่อไป”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ลึกเข้าไปหลังต้นไม้ใหญ่ดูสงบและร่มรื่นสบายตาแห่งนั้น สองข้างทางขนานไปกับรางรถไฟ มีเสียงผู้ใหญ่คอยตะโกนโหวกเหวก บอกให้เด็ก ๆ ถอยห่างออกจากรางเพื่อป้องกันอันตราย ภาพแบบนี้คือชีวิตปกติที่เห็นได้ในทุก ๆ วันของ ‘ชุมชนโค้งรถไฟยมราช’ ที่สิ่งปลูกสร้างง่าย ๆ แทนบ้าน ตั้งเบียดเสียดกันแบบแทบประจัญหน้าและต้องระวังทุกครั้งที่รถไฟวิ่งผ่าน</p>



<p><strong>ทองพูล บัวศรี หรือ ‘ครูจิ๋ว’ ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน (ไซต์ก่อสร้างและริมทางรถไฟ)</strong> ทำงานร่วมกับชุมชนแห่งนี้มาหลายปีแล้ว ชุมชนที่แออัดกันเหมือนมีขนาดไม่ใหญ่ กลับมีหลายครอบครัวอยู่อาศัย เฉพาะเด็ก ๆ ในวัยเรียนมีอยู่มากว่าร้อยคน ซึ่ง ครูจิ๋ว เพิ่งนำข้าวสารอาหารแห้งและรองเท้านักเรียนมามอบให้ เพื่อเป็นการสนับสนุนด้านการศึกษาแก่เด็ก ๆ และลดภาระรายจ่ายของบรรดาผู้ปกครองในชุมชนไปในตัว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dc2532"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/เมื่อเรียนฟรียังไม่เป็นจริง-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความหมายของ ‘รองเท้าคู่ใหม่’</strong></h2>



<p>“ตอนนี้เด็กเปิดเทอมใหม่มาแล้ว 3 เดือน แต่บางคนยังต้องใส่รองเท้าคู่เก่าตั้งแต่ก่อนโควิด เท้าเขาโตเร็วก็ต้องใส่ไปคับ ๆ แบบนั้น ที่น่าเป็นห่วงกว่าคือ บางคนเรียนไปด้วยทำงานด้วย ตกกลางคืนต้องช่วยผู้ปกครองหารายได้ ไปขายพวงมาลัย ดอกจำปี จำปา รายได้ตรงนี้ เขารู้สึกสำคัญกับเขากว่าการไปโรงเรียน บางคนจึงตัดสินใจเลิกเรียนกลางคันก็มี อายุเขายังอยู่ในชั้นประถมอยู่เลย” ครูจิ๋ว เล่าถึงสถานการณ์</p>



<p>แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี มานานแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่สิ่งที่ ‘ฟรีจริง’ โดยเฉพาะสำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อย ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในโรงเรียนกลับสร้างภาระหนักไม่แพ้ค่าครองชีพ เฉพาะที่เกี่ยวกับเครื่องแบบที่ต้องจ่ายเพิ่มมากกว่า 2,000 บาท เนื่องจากค่าชุดนักเรียนสวัสดิการที่ได้มาไม่พอและไม่ครอบคลุมในอีกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า กระเป๋านักเรียน ยังไม่นับ ปัจจุบันต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อชุดตรวจ ATK ในแต่ละสัปดาห์เข้าไปอีกด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-722520"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/เมื่อเรียนฟรียังไม่เป็นจริง-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ทำไมรองเท้าจึงสำคัญ เด็กบางคนไม่มีรองเท้าใส่ไปโรงเรียน หรือบางคนเท้าโตขึ้นก็ใส่เหยียบส้นไป  เวลาเข้าแถวก็โดนก่อนเลยเรื่องแต่งตัวไม่สุภาพ ก็เลยต้องจัดหาให้เด็ก ๆ เพื่อให้ถูกระเบียบของโรงเรียนด้วย”</p>



<p>สิ่งเหล่านี้สำหรับครอบครัวที่พอมีฐานะอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับชาวชุมชนโค้งรถไฟยมราช หรืออาจรวมถึงอีกหลายชุมชนคนตัวเล็กตัวน้อยที่ซุกซ่อนอยู่ในกรุงเทพ ฯ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มากกว่ารายได้ต่อวันเสียอีก ซึ่งยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ต้องเสีย เช่น ค่าเดินทางไปโรงเรียนในแต่ละวัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-aa45f2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/เมื่อเรียนฟรียังไม่เป็นจริง-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ทุกปีจะต้องหางบประมาณมาสนับสนุนเด็กกลุ่มเปราะบางให้ได้ราว 200,000 บาท รวมถึงความช่วยเหลืออื่น ๆ ซึ่งในระยะหลังราคาของได้ขยับขึ้นไปสูงกว่าเดิมมาก เด็กส่วนใหญ่ในชุมชนโค้งรถไฟยมราชจะศึกษาในโรงเรียนสังกัด กทม. ซึ่งจะมีสวัสดิการที่มากกว่าโรงเรียนในสังกัด สพฐ. โดยจะมีค่าอาหารเช้า อาหารกลางวัน ประกันอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตาม งบประมาณจำนวนนี้ยังไม่เพียงพออยู่ดี ตอนนี้จึงกำลังทำข้อมูลของชุมชนเพิ่ม เพื่อให้เด็ก ๆ สามารถรับทุนจาก กสศ.เป็นต้นทุนในการศึกษาต่อไปในระยะยาวได้” ครูจิ๋ว ระบุ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dfa81a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/เมื่อเรียนฟรียังไม่เป็นจริง-04.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">‘ครูจิ๋ว’ ทองพูล บัวศรี ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน<br>(ไซต์ก่อสร้างและริมทางรถไฟ)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ขายพวงมาลัย จำปี จำปา</strong></h2>



<p>ข้าง ๆ ครูจิ๋ว มีแฟ้มปึกหนึ่ง ในนั้นมีรายละเอียดของเด็ก ๆ ที่ต้องขายพวงมาลัย จำปี จำปา เป็นอาชีพเสริม แต่เพราะบางคนตัดสินใจออกจากโรงเรียนไปแล้ว ข้อมูลที่บันทึกจึงกำลังเปลี่ยนไปเป็นอาชีพหลักของเด็กในชุมชน บางทีแฟ้มนี้อาจเป็นเสมือนสิ่งชี้วัดที่เห็นกันได้ชัดเจน เพราะหากระบบการศึกษาทำงานอย่างสัมฤทธิ์ผล แฟ้มนี้ควรมีขนาดที่บางลง แต่หลายปีที่ผ่านมาขนาดความหนาของแฟ้มดูเหมือนจะเป็นสิ่งตรงข้าม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7496b0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/เมื่อเรียนฟรียังไม่เป็นจริง-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การศึกษายังเป็นต้นทุนอันหนักหน่วงสำหรับครอบครัวผู้มีรายได้น้อย เช่นเดียวกับครอบครัวส่วนใหญ่ในชุมชนโค้งรถไฟยมราชแห่งนี้ที่บางครอบครัวคือรายได้ยังติดลบ หรืออาจหายไปทั้งหมดในช่วงการระบาดโควิด &#8211; 19 ที่ผ่านมา ทำให้แม้จะยังไม่ได้จ่ายเพื่อการศึกษาเลย แต่ในแต่ละวันก็ยังต้องหาวิธีหารายได้เพิ่มจึงจะเอาตัวรอดได้ ฉากทัศน์ถัดไปจึงหลีกไม่พ้นภาพของเด็ก ๆ ที่ต้องเลือกระหว่างเรียนต่อหรือออกมาเลี้ยงชีพด้วยการขายพวงมาลัย จำปี จำปา ข้างถนน แม้จะต้องเสี่ยงกับชีวิตและข้อกฎหมายว่าด้วยการใช้แรงงานเด็กก็ตาม</p>



<p>“ครูอยากให้ได้เรียนทุกคน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเด็กต้องออกจากโรงเรียนด้วยความจำเป็นของเขา อย่างในวันนี้ที่มามอบรองเท้ามีเด็กขอสละสิทธิไปแล้ว 7 คน เพราะเขาบอกว่าจะเลิกเรียนแล้ว”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4f2d9f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/เมื่อเรียนฟรียังไม่เป็นจริง-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมเรียนฟรี 15 ปี จึงยังไม่เป็นจริง</strong></h2>



<p>“มันไม่พอไง เพราะสิ่งที่ต้องซื้อมันแพงกว่า อย่างกระโปรงตัวใหญ่ของเด็กคนนั้น ตัวหนึ่ง 700 กว่าบาทแล้ว แต่ค่าชุดนักเรียนที่จัดสรรมาแค่ 360 บาท กระโปรงสักตัวยังซื้อไม่ได้เลย”</p>



<p>ครูจิ๋ว สะท้อนอย่างตรงไปตรงมาพร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า มีอย่างน้อย 2 ประเด็นสำคัญ ที่ทำให้การเรียนฟรี 15 ปี ไม่เกิดขึ้นจริง โดยประเด็นแรกเกี่ยวกับงบประมาณที่ไม่เพียงพอ เพราะแทบจะจัดสรรเท่าเดิมทุกปี ในขณะที่ราคาสินค้ามีแต่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องของฐานข้อมูลที่ไม่เชื่อมต่อกันและไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประชากรที่ต้องเคลื่อนย้ายไปตามแหล่งงาน โดยเฉพาะการกระจุกตัวของคนต่างจังหวัดในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรับสิทธิประโยชน์ทางการศึกษา</p>



<p>“เรื่องงบประมาณ โรงเรียนในสังกัด สพฐ. ให้ฟรี 3 รายการ คือ ชุดนักเรียน 360 บาท อุปกรณ์การเรียน 195 บาท ค่าทัศนศึกษา 500 บาท แต่เวลาเด็กไปโรงเรียนจริง ยังมีค่ารองเท้า ต่อมาคือค่ากระเป๋านักเรียน ราคาถูกสุด 199 &#8211; 300 บาท เมื่อกี๊แค่หนึ่งกระโปรงก็ไม่พอแล้ว ค่ารองเท้า ค่ากระเป๋าคือไม่มี ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าอาหาร แต่สำหรับโรงเรียนในสังกัด กทม. จะดีที่มีค่าอาหารเช้าและเที่ยงให้ นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาที่ทำให้การเรียนฟรีไม่ฟรีจริง”</p>



<p>ครูจิ๋ว กล่าวว่า เพื่อแก้ปัญหานี้จึงได้ทำโครงการเพิ่มขึ้นมาอีก นั่นคือโครงการแบ่งปันอุปกรณ์การเรียนและกระเป๋านักเรียน พอโพสต์ขึ้นไปบนเฟซบุ๊กก็ได้บริจาคมาซื้อกระเป๋า 170 ใบ ก่อนรองเท้าก็นำกระเป๋านักเรียนมาแจกที่นี่ไปแล้วรอบหนึ่ง&nbsp;&nbsp;</p>



<p>สำหรับปัญหาของฐานข้อมูล ครูจิ๋ว บอกว่า หากยกตัวอย่างชุมชนโค้งรถไฟยมราช ถ้านับตามทะเบียนบ้านจะมีแค่ 198 คนเท่านั้น แต่นอกนั้นคือคนนอกทะเบียนบ้านทั้งหมด ที่อาจมาเช่าอยู่หรือมาขออยู่ ซึ่งปัญหานี้มีทุกชุมชนในกรุงเทพ ไปชุมชนบ่อนไก่ก็จะเจอปัญหานี้เหมือนกัน&nbsp;</p>



<p>“ตัวอยู่ในชุมชน แต่ทะเบียนบ้านอยู่ที่อื่น พอตามทะเบียนบ้านไปต่างจังหวัดไม่เจอตัวเขาก็ไม่ให้สิทธิต่าง ๆ แต่พอไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านกรุงเทพ เด็กหลายคนก็ไม่สามารถเข้าถึงระบบช่วยเหลือหรือสวัสดิการได้ ยังมีกรณีบางคนไม่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลักด้วย พอไม่มีก็หลุดอีก”&nbsp;</p>



<p>ครูจิ๋ว บอกว่า หากเจอกรณีเหล่านี้ก็จะเอาชื่อเข้าทะเบียนบ้านมูลนิธิสร้างสรรค์เด็กทั้งหมด โดยจะเอาเข้าทะเบียนบ้านกลางก่อน แล้วถ้าเขาย้ายไปตรงไหนเขตไหนก็ย้ายชื่อตามไปตรงนั้น เช่น เขตหลักสี่บอกไม่มีชื่อ เราก็ย้ายเขาเข้ามูลนิธิสร้างสรรค์เด็กเขตหลักสี่ ตรงนี้เป็นวิธีแก้ปัญหาแบบหนึ่งเพื่อให้เขาได้เข้าถึงสวัสดิการพื้นฐานที่รัฐจัดให้ได้เป็นสิ่งแรก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1726c3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/08/เมื่อเรียนฟรียังไม่เป็นจริง-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราต้องเก็บเด็กกลุ่มที่ตกหล่นให้ได้ ทำในส่วนที่คนอื่นเข้าไม่ถึง และไปให้ถึงกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ หน้าที่ของคนทำงานภาคประชาชนแบบเรา คือการอุดช่องโหว่และเป็นกลไกเชื่อมประสานระหว่างรัฐที่มีงบประมาณให้เจอกับเด็ก เราไม่มีงบประมาณ แต่เรามีพลังและมีข้อมูล เรามีตัวเด็กที่มองเห็นว่าเขามีปัญหาเกิดขึ้น เราก็เอาไปเชื่อมกับหน่วยงานที่มีงบประมาณเพื่อให้เด็กได้รับโอกาสมากที่สุด”</p>



<p>แต่ ครูจิ๋ว บอกว่า ยิ่งทำมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อาจเพราะคนจนเยอะขึ้นก็เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่อีกประเด็นคือ เขากล้าเปิดเผยตัวและไว้วางใจเรามากขึ้น เพราะคนทำงานเรื่องนี้ สิ่งสำคัญคือข้อมูลที่ต้องเปิดเผย เพราะจะทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้น เวลาเราทำงานเราก็เปิดทั้งหมด</p>



<p>&#8220;บางส่วนหลุดจากระบบการศึกษาไปแล้ว แต่เราทำให้กลับคืนมา 6 &#8211; 7 คน เป็นการกลับคืนที่น่าภาคภูมิใจ เด็กที่อาจจะไปต่อไม่ไหว จะต้องเข้าไปประคอง เรายังหยุดไม่ได้ ต้องช่วยอุดช่องว่างกันต่อไป”<br>ในวันที่นโยบายเรียนฟรี 15 ปียังคงไม่เป็นจริง<strong> </strong>หน้าที่ของตัวกลางระหว่างรัฐ เอกชน และหน่วยงานต่าง ๆ ยังคงมีความสำคัญ จำเป็น และมีความเร่งด่วนอย่างยิ่ง เพื่อช่วยกันอุดช่องว่างที่สวัสดิการของรัฐยังมีไม่พอ หรือไปไม่ถึงเด็ก ๆ อีกจำนวนมากในเวลานี้</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-150822/">เมื่อเรียนฟรี 15 ปี ยังไม่เป็นจริง “เราจึงหยุดไม่ได้ ต้องช่วยอุดช่องว่างกันต่อไป”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ภารกิจ 6,935 วัน ของครูนาง ‘นางฟ้าข้างถนน’ ทุกลมหายใจยกให้เขาและเธอ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/6-935/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Jan 2020 15:56:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ครูฮีโร่]]></category>
		<category><![CDATA[ความเคลื่อนไหว]]></category>
		<category><![CDATA[นริศราภรณ์ อสิพงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล (เมอร์ซี่)]]></category>
		<category><![CDATA[ครูข้างถนน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=10531</guid>

					<description><![CDATA[<p>กว่า 19 ปีเต็มหลังตัดสินใจเริ่มเข้าสู่ถนนแห่งการช่วยเหล [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/6-935/">ภารกิจ 6,935 วัน ของครูนาง ‘นางฟ้าข้างถนน’ ทุกลมหายใจยกให้เขาและเธอ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>กว่า 19 ปีเต็มหลังตัดสินใจเริ่มเข้าสู่ถนนแห่งการช่วยเหลือเด็ก ‘เร่ร่อน’ นริศราภรณ์ อสิพงษ์ หรือที่เด็กๆ เรียกว่า &#8220;<em>ครูนาง</em>&#8221; หัวหน้าแผนก<em>ครูข้างถนน</em> มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล (เมอร์ซี่) จากคนไม่เข้าใจปัญหาเด็กเร่ร่อนว่ามันซ้ำซ้อนขนาดไหน จนปัจจุบันถือว่าเป็นขวัญใจเด็กๆ เร่ร่อนทุกคนในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่สำคัญยังคอยเป็นกระบอกเสียงต่อสู้ทุกสิทธิ์เพื่อเด็กกลุ่มนี้มาตลอด</p></blockquote>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-10535" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/S__82780245.jpg" alt="" width="960" height="720" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/S__82780245.jpg 960w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/S__82780245-300x225.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/S__82780245-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<h5><strong>ชีวิต 19 ปี แห่งรอยน้ำตาความผิดหวัง</strong></h5>
<p>ครูนางในวัย 48 ปี รู้อยู่เต็มอกว่าปัญหาเด็กเร่ร่อนมันท้าทายตัวเองมาตลอด เนื่องจากบริบทปัญหาเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน ทั้งเรื่องปัจเจกบุคคล สิ่งแวดล้อม ล้วนชวนให้ต้องกุมขมับปวดหัวอยู่ตลอดเวลา เรียกว่า 19 ปีย่างเข้าปีที่ 20 ของการเป็น ‘ครูข้างถนน’ ไม่ใช่เรื่องง่ายสูญเสียน้ำตามามายนับไม่ถ้วน เพราะความคาดหวังที่ต้องการเห็นเด็กๆได้กลับสู่สังคมดีๆ และสำเร็จในสิ่งครูคนนี้ประคับประคองมาตลอด</p>
<p>นริศราภรณ์ เผยความรู้สึกในใจว่า ระยะเวลาที่เกิดขึ้นกับบทบาทครูข้างถนนดูแลเด็กเร่ร่อนมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่หลายคนอาจเข้าใจ มันเกิดมิติซ้ำซ้อนของปัญหาหลายด้านจนบางครั้งยากจะเยียวยา แต่เราต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในฐานะ ‘เรือจ้าง’ คนหนึ่ง แม้จะเป็นครูนอกระบบ แต่ก็ปลาบปลื้มประทับใจที่สุดในชีวิตของครูอย่างเราที่ได้ช่วยเหลือเด็กๆ นอกจากหน้าที่ครูแล้ว เรายังเป็นพ่อ แม่ เพื่อน พี่ น้อง ทุกอย่างที่จะทำให้เด็กทุกคนสบายใจที่สุดเมื่อเค้าอยู่กับเรา</p>
<h5></h5>
<h5><strong>เปิดโทรศัพท์ </strong><strong>24 ชั่วโมงไม่เคยปิดเพื่อเด็กเร่ร่อน </strong></h5>
<p>“โทรศัพท์ครูเปิดตลอด 24 ชั่วโมงไม่เคยปิดเครื่องเลย ถ้าเด็กคนไหนมีเรื่องมีปัญหาอะไร เจ็บป่วย เรารับสายตลอดไม่เคยปฏิเสธเลย กลางดึกก็มีโทรมา บางคนเครียดปัญหาชีวิตโทรมาปรึกษาแลกเปลี่ยนกันปลอบใจกันทุกอย่างจนเด็กสบายใจขึ้น มันไม่ง่ายนะที่เด็กพวกนี้จะวางใจเชื่อใจใครสักคน ที่เขาไม่เคยรู้จักเลย เราโดนด่าสารพัดกว่าจะไปนั่งในใจเด็กได้ใช้ระยะเวลานานพอสมควรทีเดียว ทุกวันนี้เรามองพวกเค้าเหมือนลูกไม่ได้มองเป็นครูกับลูกศิษย์เลย” ครูนาง สะท้อนความรู้สึก</p>
<p>จากความเป็นกันเองของครูนางทำให้เด็กทุกคนต่างรู้สึกอบอุ่น กล้าบอกเล่าปัญหาทุกอย่างปราศจากเงื่อนไขใดๆ ไม่มีกำแพงระหว่างกัน นริศรา กล่าวยอมรับตามตรงว่า รสชาติชีวิตที่ได้รับจากเด็กกลุ่มนี้มีทั้งสุขและทุกข์ผสมปนเปกันทุกอย่าง จนบางครั้งเคยคิดถอยหลังยอมแพ้หวังถอนตัวออกจากวงการนี้น่าจะดีกว่า เนื่องจากสารพัดสิ่งมันบั่นทอนทำให้ท้อแท้ใจ มีหลายเรื่องที่วาดหวังไว้ไม่เป็นไปตามฝัน ซึ่งก็มาจากเด็กๆ ทั้งนั้น แต่เราเข้าใจว่าพวกเค้าไม่ใช่เด็กทั่วไปเหมือนเด็กในระบบการศึกษา ความผิดหวังจึงกลายเป็นเรื่องชินชาไปเสียแล้ว</p>
<pre style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-10538" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/a.jpg" alt="" width="635" height="743" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/a.jpg 635w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/a-256x300.jpg 256w" sizes="(max-width: 635px) 100vw, 635px" />นริศราภรณ์ อสิพงษ์ "ครูนาง" หัวหน้าแผนกครูข้างถนน
มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล (เมอร์ซี่)</pre>
<p>&nbsp;</p>
<h6><strong>หนึ่งชีวิตมีความหมายต้องช่วยกัน</strong></h6>
<p>“ส่วนคำว่า ‘ครูข้างถนน’ ทำไมต้องเป็นคำเรียกนี้ เพราะการทำหน้าที่ครูแบบนี้ เป็นการเข้าไปดูแลเด็กที่สังคมปฏิเสธ ไม่สนใจ แต่ครูอย่างเราสามารถช่วยชีวิตหนึ่งชีวิตที่ประสบปัญหาแล้วมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งเราไม่เคยรู้จักกันเลย แต่เราเรียนรู้กันและกัน สุดท้ายสิ่งที่เราเรียนรู้และช่วยเค้าสามารถต่อยอดชีวิตเค้าให้ดีขึ้นได้”</p>
<p>ห้วงเวลา 19 ปี ระหว่างลงพื้นที่ไปหาเด็กๆยามค่ำคืนมักได้ยินประโยคสั้นๆ ที่ซาบซึ้งใจ และทำให้ครูนางหยัดยืนต่อการช่วยเหลือคือ “มันดึกแล้วครูกลับบ้านได้แล้ว” ความเหน็ดเหนื่อยจางหายไปทันที ก็แปลกเหมือนกันจนเวลาล่วงเลยมาถึงปัจจุบันย่างเข้าปีที่ 20 ที่เราช่วยเหลือสังคมอยู่แบบนี้ เหนือสิ่งใดครอบครัวได้เข้าใจสิ่งที่เป็นในบทบาทครูข้างถนน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-10540" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/S__82780239.jpg" alt="" width="714" height="960" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/S__82780239.jpg 714w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/01/S__82780239-223x300.jpg 223w" sizes="(max-width: 714px) 100vw, 714px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/6-935/">ภารกิจ 6,935 วัน ของครูนาง ‘นางฟ้าข้างถนน’ ทุกลมหายใจยกให้เขาและเธอ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การศึกษาเชิงรุก พาเด็กนอกระบบกลับโรงเรียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/171019-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Oct 2019 11:39:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ครูฮีโร่]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ครูข้างถนน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ทองพูล บัวศรี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=8600</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันคาดว่าประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนที่ตกหล่นไม่ได้รั [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/171019-2/">การศึกษาเชิงรุก พาเด็กนอกระบบกลับโรงเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-8604" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/IMG_3875.jpg" alt="" width="2160" height="1440" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/IMG_3875.jpg 2160w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/IMG_3875-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/IMG_3875-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/IMG_3875-1024x683.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/IMG_3875-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/IMG_3875-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2160px) 100vw, 2160px" /></p>
<p>ปัจจุบันคาดว่าประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนที่ตกหล่นไม่ได้รับการศึกษาอยู่นับหลายแสนราย โดยมีเด็กบนท้องถนนประมาณ 30,000 คน กระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ โดยกทม. เป็นเมืองที่มีเด็กข้างถนนกระจุกตัวอยู่มากที่สุด ไม่ว่าบนท้องถนน ในสวนสาธารณะ สถานีรถไฟ ตามสี่แยก สถานีขนส่ง เพื่อใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราว</p>
<p>ทองพูล บัวศรี หรือ ‘ครูจิ๋ว’ ผู้จัดการโครงการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ในฐานะ ‘ครูข้างถนน’ ผู้ทำงานมากว่า 30 ปี อธิบายว่า ย้อนไปราว 20 ปีก่อน เด็กเร่ร่อนจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มตามที่สาธารณะต่าง ๆ แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ โดยคณะกรรมการสิทธิเด็ก องค์การสหประชาชาติ จำกัดความเด็กเร่ร่อนในศตวรรษที่ 21 เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ เด็กที่ออกจากบ้านมาอาศัยตามท้องถนน เด็กที่ออกมาทำงานขอทาน ขายดอกไม้ ขายขนม ฯลฯ และกลุ่มที่มีทั้งแม่และเด็กที่ประทังชีวิตด้วยการเก็บขยะหรือขอทาน</p>
<blockquote><p>“กลุ่มเด็กเปราะบางเป็นกลุ่มที่เราเข้าถึงได้ยาก พวกเขามีชีวิตอยู่บนความเสี่ยงทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการถูกละเมิดทางเพศ หรือเอารัดเอาเปรียบด้วยกฎหมายจากบุคคลทั้งใกล้และไกลตัว วิธีการที่จะเข้าไปหาพวกเขาคือเราต้องลงพื้นที่ เดินเข้าไปในตรอกซอกซอย ทุกแห่งที่เป็นจุดเสี่ยงเราถึงจะได้เจอพวกเขา”</p></blockquote>
<p>ขณะที่หัวใจของงานครูข้างถนน คือสร้างความไว้ใจกับทั้งเด็กและครอบครัว เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหามากมายที่รายล้อมชีวิตพวกเขา ทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา ค่าครองชีพ หรือปัญหาด้านพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก<br />
โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะตามช่วงวัย และการมอบสิทธิขั้นพื้นฐานที่พวกเขาสมควรได้รับในด้านสาธารณสุขและการศึกษา ที่ครูจิ๋วเชื่อว่า จะสามารถช่วยยกระดับชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้นได้</p>
<blockquote><p>“เป้าหมายของเราคือทำให้พวกเขาเข้าถึงการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานได้รับวัคซีน และต้องได้รับการศึกษา ไม่ว่าจะที่โรงเรียน การศึกษานอกโรงเรียน หรือผลักดันให้ได้รับการฝึกวิชาชีพ ตอนนี้เรามีเด็กเร่ร่อนในความดูแล 83 คน และอีกกว่า 100 คน ในพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ&#8221;</p></blockquote>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-8605" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/IMG_3902.jpg" alt="" width="2160" height="3240" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/IMG_3902.jpg 2160w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/IMG_3902-200x300.jpg 200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/IMG_3902-768x1152.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/IMG_3902-683x1024.jpg 683w" sizes="(max-width: 2160px) 100vw, 2160px" /></p>
<blockquote><p>“สิ่งที่เราต้องทำคือหยุดวงจรชีวิตข้างถนนแล้วพาพวกเขาเข้าสู่กระบวนการขัดเกลาทางสังคม ซึ่งโรงเรียนคือสถานที่ที่ขัดเกลาที่ดีที่สุด ดังนั้นเราต้องทำให้พวกเขาอยู่ในโรงเรียนให้ยาวนานที่สุดเท่าที่ทำได้เราเชื่อว่าโรงเรียนเป็นที่ที่ปลอดภัยกว่าบนท้องถนนซึ่งเราไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย จุดเสี่ยงในที่สาธารณะที่พวกเขาอาศัยอยู่คือต้นทางของอาชญากรรมยาเสพติด การขายบริการ เป็นวงจรที่เราต้องตัดให้ขาดด้วยการทำให้พวกเขาอ่านออกเขียนได้ มีรั้วทางศีลธรรมให้เขา และเราสามารถดูแลเขาจากความเสี่ยงที่ต้องเผชิญได้”</p></blockquote>
<p>สำหรับเด็กที่คุ้นชินกับชีวิตบนท้องถนน การปรับตัวสู่กระบวนการขัดเกลาทางสังคมไม่ใช่เรื่องง่าย หลายรายหันหลังกลับไปหาสถานที่และสังคมที่พวกเขาคุ้นเคย เด็กบางคนใช้ชีวิตอยู่ในร้านเกมส์เป็นปีจนต้องบำบัดด้วยการเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ขณะที่เด็กบางคนมีครอบครัวเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการศึกษา</p>
<blockquote><p>“คนในครอบครัวมีผลกระทบกับเด็กเยอะมาก บางเคสครอบครัวเด็กเองไม่ต้องการให้เรียน<br />
อยากให้ไปใช้แรงงานหาเงินเข้าบ้าน เด็กบางคนก็ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงเรียน หยุดไป 2-3 ปี อายุเยอะแล้วต้องมาเรียนชั้นเด็กเล็กใหม่ กรณีแบบนี้เราต้องพยายามเข้าหาครอบครัวเขา โน้มน้าวให้เห็นความสำคัญของการศึกษา&#8221;</p>
<p>“มีบ้างที่ปู่ย่าไม่อยากให้เรียนแต่ฝั่งยายอยากให้หลานได้เรียน เราก็คุยกับยายให้เขาส่งเด็กให้เรา เราก็หาที่เรียนให้ช่วยเขาวางแผนหาวิธีลดค่าใช้จ่าย ช่วยค่าอุปกรณ์การเรียนชุดนักเรียน เราต้องทำให้ครอบครัวเขาเชื่อว่าการพยุงครอบครัวให้อยู่รอดต่อไป มันทำได้โดยใช้การศึกษานำทาง การทำงานด้วยวุฒิน้อยๆ หรือไม่ได้เรียนเลยมันไม่พาชีวิตไปไหน แม้จะเรียนแค่ ป.1 ก็ย่อมดีกว่าอนุบาล ป.3 ก็ดีกว่า ป.1 แล้วถ้าจบ ป.6 หรือ ม.3 ได้ จะมีสิทธิ์เลือกงานทำได้มากขึ้น ถ้าเป็นไปได้เราอยากสนับสนุนให้ไปถึงปริญญาตรี แต่ถ้าไม่ได้ อย่างน้อยต้องมีวุฒิ ม.3 ก็ยังดี ถึงตรงนั้นเรายังมีลู่ทางช่วยเขาต่อ มีรุ่นพี่ของพวกเขาที่ใช้การศึกษาเปลี่ยนชีวิตรุ่นก่อนๆ ที่พร้อมช่วยให้เขาหางานทำได้ เด็กพวกนี้เขาจะช่วยดูแลกันต่อเป็นทอด”</p></blockquote>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-8606" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/IMG_3877.jpg" alt="" width="5616" height="3744" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/IMG_3877.jpg 5616w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/IMG_3877-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/IMG_3877-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/IMG_3877-1024x683.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/IMG_3877-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2019/10/IMG_3877-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 5616px) 100vw, 5616px" /></p>
<p>อีกโครงการหนึ่งที่ครูจิ๋วเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงให้เกิดขึ้นคือรถที่ออกแบบให้เป็นเสมือนห้องเรียน ห้องสมุด และห้องทำกิจกรรมสำหรับเด็กๆ ตามไซต์งานก่อสร้างในพื้นที่เขตปากเกร็ด ดอนเมือง หลักสี่ และรังสิต</p>
<p>ครูจิ๋วเล่าว่า รถคันนี้มีหน้าที่เสริมกระบวนการเชิงรุกเพื่อเข้าถึงเด็กในพื้นที่ไซต์งานก่อสร้างที่ขาดแคลนทั้งการศึกษาและคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมีเป้าหมายคือมอบการศึกษา ทำกิจกรรมเสริมทักษะเยียวยาเด็กจากปัญหาครอบครัว และผลักดันเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา</p>
<blockquote><p>“เรามี พรบ. บัญญัติไว้ว่าเด็กทุกคนที่เกิดในประเทศไทยต้องได้รับสิทธิในการเรียนหนังสือ และเด็กที่อยากเรียนเขาต้องได้เรียน นั่นเป็นหน้าที่ของพวกเราในการเข้าไปให้การศึกษาเบื้องต้นกับเขา นำกิจกรรมเสริมทักษะและความบันเทิงผ่อนคลายไปมอบให้ มีครูสองคนที่จะตระเวนไปกับรถ ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์เก้าโมงเช้าถึงบ่ายสามโมงเราจะเข้าไปตามไซต์ก่อสร้างใน 4 พื้นที่”</p></blockquote>
<p>ในระหว่างที่ครูคนหนึ่งทำกิจกรรม ครูอีกคนจะเริ่มพูดคุยกับเด็กหรือกับผู้ปกครอง แล้วเมื่อเกิดความไว้วางใจระหว่างกันแล้ว พวกเขาจะนำปัญหาต่างๆ มาปรึกษา ใครอยากเรียนหนังสือ ใครไม่มีใบเกิด หรือเด็กคนไหนยังไม่ได้ฉีดวัคซีน และอีกจิปาถะ เราก็จะรับเรื่องไว้แล้วหาวิธีช่วยแก้ไขกันไปทีละเคส</p>
<p>หลังดำเนินงานมามีบริษัทก่อสร้างหลายแห่งเริ่มติดต่อเข้ามาให้เข้าไปทำกิจกรรม ในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ไกลจากจึงยังไม่สามารถไปได้ทั่วถึง ขณะที่งานด้านช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนถือเป็นงานที่จำเป็นต้องทุ่มเทเวลาในการวางแ<br />
ผน จัดการแก้ไขปัญหา และวางแผนจัดหาทุนเต็มเวลา ทั้งยังมีเรื่องของงบประมาณและบุคลากรในการทำงาน<br />
ทำให้ยังไม่มีแผนการขยายพื้นที่ทำกิจกรรม</p>
<p>ครูจิ๋ว เผยอีกว่า โครงการรถเคลื่อนที่เราได้รับความร่วมมือดีมาก ทำงานได้เต็มกำลัง ได้ผลเต็มที่ แต่ยังติดที่ว่าบุคลากรเรามีจำกัด ทั้งยังมีงานในส่วนอื่นที่เราต้องดูแล โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเร่ร่อนที่เราต้องลงพื้นที่และคอยช่วยเหลือพวกเขาให้เต็มความสามารถ อย่างช่วงใกล้เปิดเทอมทุกครั้งเราก็ต้องวิ่งหาทุนเพื่อให้เด็กๆ ได้มีมีอุปกรณ์การเรียน มีชุดนักเรียน</p>
<blockquote><p>“แต่จากการที่เราทำงานอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของรถเคลื่อนที่เราก็มีบริษัทเอกชนที่เขาเห็นประโยชน์ในงานของเราก็ช่วยจัดสรรงบประมาณมาให้ส่วนกลุ่มเด็กเร่ร่อนก็ต้องพึ่งพิงงบประมาณจากการบริจาค</p>
<p>โชคดีในปีนี้เรามีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. เข้ามาช่วยสนับสนุนการศึกษาเด็กเร่ร่อนราวหนึ่งร้อยคนที่เราดูแลอยู่ ทุนส่วนนี้เข้ามาช่วยเรื่องอุปกรณ์การเรียนและชุดนักเรียนของเด็กได้อย่างดี ช่วยลดภาระของมูลนิธิได้มาก เรามองว่าทุนก้อนนี้จะยิ่งเป็นประโยชน์มากขึ้นอีกในอนาคต เพราะยังมีเด็กอีกมากที่รอให้เราเข้าไปช่วยเหลือ รวมถึงเด็กที่เราดูแลอยู่เดิมที่ต้องเติบโตมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น” ครูจิ๋วกล่าวย้ำ</p></blockquote><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/171019-2/">การศึกษาเชิงรุก พาเด็กนอกระบบกลับโรงเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
