<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%B2-%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%95/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 20 Mar 2025 09:35:21 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Cyborg Generation: ฉายภาพอนาคตเทคโนโลยีเเละการเรียนรู้ของเด็กยุคเอไอกับ ‘พัทน์ ภัทรนุธาพร’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/cyborg-generation-ai-and-children-learning/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Feb 2025 09:33:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฐวุฒิ เผ่าทวี]]></category>
		<category><![CDATA[cyborg generation]]></category>
		<category><![CDATA[พีพีพัทน์]]></category>
		<category><![CDATA[เอไอและความเป็นมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ของเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[พัทน์ ภัทรนุธาพร]]></category>
		<category><![CDATA[เอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92184</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคสมัยแห่งเอไอ และมนุษย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/cyborg-generation-ai-and-children-learning/">Cyborg Generation: ฉายภาพอนาคตเทคโนโลยีเเละการเรียนรู้ของเด็กยุคเอไอกับ ‘พัทน์ ภัทรนุธาพร’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคสมัยแห่งเอไอ และมนุษย์ในรุ่นถัดไปกำลังจะกลายเป็น ‘Cyborg native’ หรือ ‘มนุษย์ไซบอร์ก’ ที่นำกระบวนการคิดออกมาปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยีภายนอกสมองมากขึ้น</p>



<p>แต่ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและปฏิสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับชีวิตมนุษย์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง คำถามมีอยู่ว่าเราจะอยู่ร่วมกับเอไออย่างไรไม่ให้สูญเสียความเป็นมนุษย์? เอไอควรมอบอะไรให้แก่เรา? ทิศทางการพัฒนาของมันควรเป็นไปด้วยจุดมุ่งหมายใด?</p>



<p>และถึงที่สุดแล้ว ในมิติส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กในอนาคต เอไอควรทำหน้าที่อย่างไร หรือมีความท้าทายแบบไหนรอเราอยู่?</p>



<p>วันโอวัน ชวน&nbsp;<strong>พีพี-พัทน์ ภัทรนุธาพร</strong>&nbsp;นักวิทยาศาสตร์จาก MIT Media Lab สนทนาว่าด้วยอนาคตของมนุษย์ เมื่อมีเอไอเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน พร้อมความเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม&nbsp;<strong>ณัฐวุฒิ เผ่าทวี</strong>&nbsp;และ&nbsp;<strong>กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ</strong>&nbsp;นักการศึกษาจากคณะก้าวหน้า</p>



<p><em>หมายเหตุ: ถอดความบางส่วนจาก&nbsp;<a href="https://www.the101.world/101-one-on-one-ep-355/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">101 One-on-One Ep.355: AI พัฒนาไปไกล การศึกษาเด็กไทยทำอะไรอยู่&nbsp;</a>เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568</em></p>



<figure class="wp-block-embed alignfull is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="AI พัฒนาไปไกล การศึกษาเด็กไทยทำอะไรอยู่ | พัทน์ ภัทรนุธาพร | 101 One-on-One EP.355" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/blTR-IWqPX8?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เอไอเพื่อ ‘Human Flourishing’ &nbsp;</strong></h2>



<p>ทุกวันนี้ เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมนุษย์อย่างแนบแน่น และการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีอย่าง ‘เอไอ’ นำมาสู่คำถามว่า ในอนาคต เอไอจะเข้ามาทดแทนมนุษย์ หรือกระทั่งลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้เหลือเพียงแค่ขีดความสามารถและประสิทธิภาพเช่นเดียวกับเครื่องจักรหรือไม่</p>



<p>สำหรับ&nbsp;<strong>พีพี-พัทน์ ภัทรนุธาพร</strong>&nbsp;โจทย์สำคัญในการพัฒนาเอไอเพื่อไม่ให้มนุษยชาติมุ่งไปสู่เส้นทางดังกล่าว คือจะออกแบบเทคโนโลยีอย่างไรให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และเอไอนำไปสู่ ‘การเติบโตงอกงาม’ (Human Flourishing) และชีวิตที่สมบูรณ์ของมนุษย์</p>



<p>พัทน์อธิบายว่าการออกแบบเอไอต้องไม่ให้ความสำคัญแค่ ‘ความเก่ง’ ของระบบเท่านั้น แต่ยังต้องสัมพันธ์กับจิตวิทยามนุษย์เช่นกัน หากออกแบบเอไอโดยไม่เข้าใจธรรมชาติและข้อจำกัดของมนุษย์ การทำงานของมนุษย์ร่วมกับเอไออาจไม่ได้ช่วยดึงศักยภาพมนุษย์ออกมาอย่างเต็มที่ แต่จะทำให้ผลลัพธ์ออกมาแย่กว่ามนุษย์หรือเอไอทำงานเพียงฝ่ายเดียว อย่างเช่นงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ศึกษาอิทธิพลของข้อเสนอในการรักษาจากเอไอต่อการตัดสินใจของแพทย์ชี้ให้เห็น หรือที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือมนุษย์อาจสูญเสียทักษะ (Deskilling) สูญเสียความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน (Disconnection) สูญเสียความสามารถในการแยกแยะข่าวจริง-ข้อมูลเท็จ (Disinformation) หรือถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization)</p>



<p>“สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ผลลัพธ์จากการออกแบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างเอไอและมนุษย์สร้างประโยชน์สูงสุด โดยให้ความสำคัญว่าเกิดอะไรขึ้นกับมนุษย์ด้วย” พัทน์กล่าว “เรามีเป้าหมายที่ไปไกลกว่าแค่การเพิ่มประสิทธิภาพของมนุษย์ ทุกวันนี้ เรามักบอกว่าเอไอช่วยให้มนุษย์ทำงานเก่งขึ้น รวยขึ้น แต่มนุษย์ต้องการการเติบโตหรือเจริญงอกงามในหลายมิติ”</p>



<p>เป้าหมายในวิทยานิพนธ์ของพัทน์<a><sup>[1]</sup></a>เสนอว่าเทคโนโลยีหรือเอไอสามารถส่งเสริมหรือเติมเต็มการเติบโตของมนุษย์ได้มีอยู่ 3 มิติ ได้แก่ (1) wisdom คือทำให้มนุษย์คิดได้อย่างชาญฉลาด (2) wonder คือทำให้มนุษย์มีแรงบันดาลใจ สร้างความสนใจใคร่รู้และความกระหายในการทำความเข้าใจโลก และ (3) well-being คือส่งเสริมให้มนุษย์มีสุขภาพกายใจที่ดี</p>



<p>“กล่าวอย่างเจาะจง คืองานวิจัยที่ผ่านมาพยายามตอบคำถามว่าเอไอจะทำให้มนุษย์มีหรือเปลี่ยนแรงบันดาลใจได้อย่างไร มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นได้อย่างไร เปลี่ยนวิธีการที่มนุษย์เข้าใจตัวเองให้ดีขึ้นได้อย่างไร หรือจะเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ให้ดีขึ้นได้อย่างไร”</p>



<p>ทั้งหมดนี้คือโจทย์ของการออกแบบเอไอผ่านแนวคิดที่พัทน์เรียกว่า ‘Cyborg Psychology’ ซึ่งคำว่า ‘ไซบอร์ก’ สื่อถึงเป้าหมายในการใช้เทคโนโลยีเพื่อขยายความเป็นมนุษย์ เมื่อมนุษย์ตอบสนองและมีปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยีตลอดเวลา และเพื่อให้ความเป็นมนุษย์กลับมา เมื่อมนุษย์มีเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต</p>



<h2 class="wp-block-heading"><br><strong>เข้าสู่ยุคสมัยแห่ง Cyborg Generation</strong></h2>



<p>“หากเราบอกว่าทุกวันนี้เด็กคือ digital native เด็กในอนาคตก็จะกลายไปเป็น cyborg native” พัทน์กล่าวถึงอนาคตของมนุษย์รุ่นถัดไป ซึ่งจะกลายเป็น ‘มนุษย์ไซบอร์ก’ ตามนิยามของ Andy Clark นักปรัชญาเทคโนโลยี กล่าวคือกระบวนการคิดไม่ได้เกิดขึ้นภายในสมองอย่างเดียว แต่มนุษย์นำกระบวนการคิดออกไปสู่ภายนอกด้วย เช่น การทดความคิดลงในกระดาษเพื่อประมวลความคิดต่อ หรือการใช้ ChatGPT ช่วยประมวลความคิด ซึ่งในอนาคต มนุษย์จะนำกระบวนการคิดออกไปยังภายนอกมากขึ้น ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลหรือเอไอจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคิดอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น</p>



<p>อย่างไรก็ตาม คำถามมีอยู่ว่าเมื่อเด็กหรือมนุษย์รุ่น cyborg native มีเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการคิด ตัดสินใจ มีจินตนาการ และเข้าใจตัวเอง อะไรคือผลที่จะตามมา?</p>



<p>เช่นเดียวกับในยุคดิจิทัล พัทน์มองว่ายุคเอไอจะนำมาซึ่งทั้งผลกระทบเชิงบวกและลบต่อเด็ก หากการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลและโซเชียลมีเดียสร้าง ‘<a href="https://www.the101.world/the-anxious-generation-social-media/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">anxious generation</a>’ หรือมนุษย์รุ่นที่มีอาการซึมเศร้าสูงขึ้น เป็นผลจาก attention economy ที่โซเชียลมีเดียดึงความสนใจตลอดเวลา นำไปสู่ ‘ภาวะวอกแวก’ (distraction) และเปรียบเทียบกับผู้อื่นจนเกิดอาการซึมเศร้า การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคเอไอก็นำไปสู่ intention economy ที่เทคโนโลยีสามารถจับ ‘เจตนา’ และจูงใจหรือเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ได้ (persuasion) ซึ่งหากไม่ระวัง ก็มีความเสี่ยงที่เด็กหรือมนุษย์ในยุคเอไออาจสูญเสียความเป็นมนุษย์ แต่ขณะเดียวกัน ก็มีตัวอย่างให้เห็นว่าเด็กที่เติบโตขึ้นมาในยุคเอไอเข้าใจเทคโนโลยีและอยู่ร่วมกันกับเทคโนโลยีได้อย่างดีเช่นกัน อย่างกรณีที่<a href="https://www.nytimes.com/2023/12/13/technology/ai-chatbots-schools-students.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">นักเรียนในสหรัฐฯ ใช้ ChatGPT ช่วยเสริมให้ตนเองเรียนรู้ในมิติที่กว้างและดีขึ้น</a>&nbsp;ไม่ได้ใช้เพื่อทำการบ้านแทนอย่างที่ครูกังวล</p>



<p>“อย่าคิดว่าเราต้องไปควบคุมหรือคิดแทนเด็ก จริงๆ เด็กเข้าใจเทคโนโลยีและสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ดังนั้น เมื่อมองถึงอนาคตของเอไอ สิ่งที่เราควรตั้งคำถามคือ เด็กหรือมนุษย์จะก้าวหน้าไปด้วยหรือไม่เมื่อเอไอฉลาดขึ้น และความก้าวหน้าดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเด็กต้องใช้เทคโนโลยีเก่งเท่านั้น แต่ต้องเป็นไปเพื่อการเติบโตและเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์และมีความสุข”</p>



<h2 class="wp-block-heading"><br><strong>นวัตกรรมเอไอเพื่อ ‘Human Flourishing’&nbsp;</strong></h2>



<p>สำหรับนวัตกรรมเอไอที่เติมเต็ม Human Flourishing ของเด็ก (และผู้ใหญ่) แนวทางหนึ่งที่พัทน์เล่าว่าเอไอสามารถถูกนำไปใช้ได้ คือการเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนรู้ผ่านการสร้างการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล (Personalized learning) และการเรียนรู้แบบคิดเองสร้างเอง (Constructionism)</p>



<p>“การได้เรียนรู้จากสิ่งที่ชอบเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ดังนั้น โจทย์จึงมีอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้เด็กได้เรียนรู้จากสิ่งที่ตัวเองสนใจ และถ้าเด็กๆ ได้เรียนรู้กับตัวละครเสมือน (virtual character) ที่ตัวเองชอบจะเป็นอย่างไร”</p>



<p>MIT Media Lab จึงศึกษาและ<a href="https://www.media.mit.edu/projects/learning-from-virtual-instructors/overview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ทดลองใช้เอไอสร้างตัวละครเสมือนหรือจำลองบุคคลจริงที่เด็กชอบขึ้นมา เพื่อใช้เป็นผู้ช่วยสอนหรือผู้บรรยายรับเชิญในชั้นเรียน</a>&nbsp;เช่น แฮร์รี พอตเตอร์, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือ อีลอน มัสก์ ผลปรากฏว่าเด็กที่ได้เรียนกับตัวละครหรือบุคคลจำลองที่ตัวเองชอบสามารถเรียนได้ดีขึ้น มีแรงจูงใจในการเรียนสูงขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น คือทำให้อยากเรียนบทเรียนที่ยากขึ้น</p>



<p>MIT Media Lab ยังสร้าง ‘<a href="https://www.media.mit.edu/publications/living-memories-ai-generated-characters-as-digital-mementos/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">living memory</a>’ หรือระบบเอไอที่สามารถสนทนาโต้ตอบได้โดยอาศัยเรื่องราว ประสบการณ์และความรู้ของบุคคล นำมาจำลองบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนสามารถถามเรื่องที่สงสัยได้ เสมือนว่าได้ถามกับบุคคลทางประวัติศาสตร์โดยตรง เช่น หากเรียนประวัติศาสตร์สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ก็สามารถใช้เอไอสร้าง living memory ของดาวินชีขึ้นมาเพื่อให้นักเรียนถาม</p>



<p>ข้อสรุปสำคัญที่พัทน์พบจากโปรเจกต์ดังกล่าว คือการเรียนรู้โดยใช้เอไออย่างเดียวไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่ต้องใช้แนวทางแบบผสมผสาน กล่าวคือให้นักเรียนเรียนรู้ผ่านการอ่านเพื่อกระตุ้นจินตนาการและสร้างความอยากรู้อยากเห็น และนำคำถามหรือเรื่องที่สงสัยไปถามเอไอบุคคลประวัติศาสตร์ภายหลัง ทำให้ผลการเรียนรู้ดีกว่าการใช้เอไอหรือการอ่านเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง</p>



<p>“การทดสอบว่าวิธีการแบบไหนจะนำมาสู่การเรียนรู้ที่ดีที่สุดถือเป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน ทุกวันนี้ หลายคนมองการเรียนรู้โดยใช้เอไอว่าดีที่สุด แต่ที่จริงอาจไม่ใช่ก็ได้ วิธีการใช้เอไอในการเรียนรู้ที่ดีอาจต้องอาศัยการเรียนรู้ที่ถูกออกแบบโดยคนที่เข้าใจจิตวิทยาเด็กและการเรียนรู้จริงๆ”</p>



<p>นอกจากเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนรู้ เอไอยังถูกนำมาใช้เพื่อช่วยให้มนุษย์ทบทวน ไตร่ตรอง และคิดพิจารณาเกี่ยวกับตนเอง (self-reflection) อย่างโปรเจกต์ ‘<a href="https://futureyou.media.mit.edu/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Future You</a>’ ซึ่งพัทน์ใช้เอไอสร้างตัวตนดิจิทัลในอนาคตที่ขยายจากข้อมูลในปัจจุบัน เพื่อให้เด็กหรือผู้ใช้เห็นภาพว่าทางเลือกของตนเองในปัจจุบันจะนำไปสู่อนาคตแบบใด ช่วยให้ตกผลึกการเลือกทางเดินในชีวิตได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยลดความวิตกกังวลที่ตามมาจากการคิดพิจารณาอนาคต</p>



<p>อีกแนวทางที่เอไอถูกนำมาใช้เพื่อเติมเต็มการเติบโต คือการเรียนรู้รากทางวัฒนธรรม พัทน์ยกตัวอย่างโปรเจกต์ ‘<a href="https://cybersubin.media.mit.edu/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Cyber Subin</a>’ ที่ร่วมสร้างกับ&nbsp;<a href="https://www.the101.world/pichet-klunchun-interview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">พิเชษฐ กลั่นชื่น</a>&nbsp;โดยถอดรหัสนาฏศิลป์ไทย สร้างระบบเอไอที่ช่วยให้คนเรียนรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบนาฏศิลป์ไทย และนำองค์ประกอบต่างๆ มาสร้างเป็นท่ารำใหม่โดยให้เอไอจำลองท่ารำให้</p>



<p>“เด็กๆ อาจใช้เครื่องมือนี้สร้างวิดีโอเอไอนาฏศิลป์บน TikTok หรือสร้างความรู้สึกภาคภูมิใจที่สามารถสร้างวัฒนธรรมใหม่และต่อยอดวัฒนธรรมตัวเองต่อไปได้” พัทน์กล่าว พร้อมเสริมว่าเขายังเห็นความเป็นไปได้ที่เอไอเช่นนี้จะถูกนำไปประยุกต์เป็นเครื่องมือการสอนวิชานาฏศิลป์ในอนาคต</p>



<p>นอกจากนี้ เอไอยังถูกนำมาใช้สร้างนวัตกรรมเพื่อช่วยพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ เช่น ‘<a href="https://www.media.mit.edu/projects/wearable-reasoner/overview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Wearable Reasoner</a>‘ หรืออุปกรณ์สวมใส่ที่ช่วยตรวจจับและตั้งคำถามต่อสิ่งที่ผู้สวมใส่ได้ยินในชีวิตประจำวันว่าเป็นเหตุเป็นผลหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร คำกล่าวของนักการเมือง หรือโฆษณาชวนเชื่อ</p>



<p>“ระบบที่เราออกแบบแสดงให้เห็นแล้วว่า อุปกรณ์สามารถช่วย ‘สะกิด’ (nudge) ให้คนสามารถคิดและตั้งคำถามอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้นได้ โดยที่เอไอไม่ได้คิดแทนมนุษย์”</p>



<h2 class="wp-block-heading"><br><strong>ความท้าทายในโลกยุคเอไอ</strong></h2>



<p>พ้นไปจากมิติเชิงบวกของเอไอที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้ในการหนุนเสริมให้มนุษย์เติบโต แน่นอนว่าในทางกลับกัน เอไอก็ส่งผลกระทบทางลบต่อมนุษย์ได้เช่นกันหากถูกออกแบบมาไม่ดีพอ</p>



<p>พัทน์ฉายภาพให้เห็นว่าความท้าทายจากเอไอที่เด็กในอนาคตต้องเผชิญมีอยู่ 2 มิติ</p>



<p><em>มิติแรก</em>&nbsp;ความเหลื่อมล้ำ ข้อสรุปจาก<a href="https://www.media.mit.edu/projects/algorithmic-inheritance/overview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">งานวิจัย</a>ที่พัทน์ทำร่วมกับณัฐวุฒิ เผ่าทวี ชี้ให้เห็นว่า ‘นามสกุล’ ซึ่งเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะทางสังคมและความมั่งคั่ง ส่งอิทธิพลต่อการมุมมองและการตัดสินใจของเอไอว่าใครฉลาดหรือไม่ แม้ว่าจะควบคุมระบบเอไอให้มองข้ามปัจจัยอื่นๆ อย่างเพศ สีผิว หรือฐานะทางเศรษฐกิจแล้วก็ตาม โดยเอไอจะมองว่าผู้ใช้นามสกุลของตระกูลชนชั้นนำหรือตระกูลร่ำรวยฉลาดกว่าผู้ที่มีนามสกุลธรรมดา</p>



<p>ดังนั้น “นี่เป็นโจทย์ที่ต้องตั้งคำถามว่า เด็กจะอยู่กับระบบที่สร้างความเหลื่อมล้ำได้อย่างไรในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนนำเอไอเข้ามาใช้ในกระบวนการจ้างงานหรือกระบวนการอื่นๆ มากขึ้น”</p>



<p><em>มิติที่สอง</em>&nbsp;ความสัมพันธ์กับเอไอ – ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์รูปแบบเพื่อนหรือคนรัก – ซึ่งอาจนำไปสู่การเสพติดเอไอ (addictive intelligence) อย่างกรณีร้ายแรงที่เกิดในสหรัฐฯ คือวัยรุ่นชายฆ่าตัวตายเนื่องจากเอไอแชทบอตชวนให้ไปอยู่ด้วยกันในโลกดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ยังเป็นที่ถกเถียงและไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าไอเอคือต้นเหตุที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย หรือแท้ที่จริงแล้วเป็นผลจากปัจจัยอื่น เช่น ปัญหาส่วนตัวหรือปัญหาครอบครัว ขณะที่ในกรณีอื่นๆ เอไอกลับส่งผลบวกต่อมนุษย์</p>



<p>เมื่อพิจารณาบรรดางานวิจัยเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเอไอ จะเห็นได้ว่าผลลัพธ์มีทั้งทางบวกและลบ ขึ้นอยู่กับการส่งอิทธิพลต่อกันและกันระหว่พฤติกรรมมนุษย์และเอไอ ตัวอย่างเช่น มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า จินตนาการต่อเอไอส่งผลให้มนุษย์ตีความข้อความที่เอไอสร้างขึ้นไม่เหมือนกันและตอบสนองด้วยท่าทีที่ต่างกัน แม้ว่าจะเป็นข้อความแบบเดียวกันก็ตาม หรืองานวิจัยที่ศึกษาผู้มีความสัมพันธ์กับเอไอ พบว่าการพูดคุยกับเอไอด้วยจำนวนครั้งที่เท่ากัน กลับมีทั้งผู้ที่รู้สึกโดดเดี่ยว ซึมเศร้าและผู้ที่มีสุขภาพจิตดี ซึ่งเป็นส่วนมากของกลุ่มตัวอย่าง</p>



<p>“ผลลัพธ์จากการปฏิสัมพันธ์กับเอไอไม่ได้เกิดจากเอไอฝ่ายเดียว แต่เป็นผลจากพฤติกรรมของมนุษย์แล้วส่งอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเอไอ เอไอเปรียบเสมือนกระจก เรายืนหน้ากระจก เราเป็นแบบไหน เอไอก็สะท้อนกลับมา เอไออาจไม่ใช่กระจกตรง อาจเป็นกระจกโค้งที่ขยายอะไรบางอย่างแล้วส่งกลับมาหาเรา ดังนั้น หากจะหาแนวทางจัดการเอไอ ความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์และพฤติกรรมเอไอควบคู่กันไปเป็นสิ่งจำเป็น” พัทน์อธิบาย</p>



<p>“นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไม Cyborg Psychology จึงพยายามตอบโจทย์ที่สำคัญที่สุดในยุคสมัยนี้ นั่นคือเราจะเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์และเอไอที่ส่งผลซึ่งกันและกันได้อย่างไร และเราจะออกแบบพฤติกรรมของเอไอให้สร้างพฤติกรรมทางบวกกับมนุษย์ได้อย่างไร</p>



<p>“ท้ายที่สุด คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าเอไอจะพัฒนาจนก้าวหน้าหรือฉลาดแค่ไหน แต่ยังอยู่ที่ว่า เมื่อเอไอพัฒนาแล้ว มนุษย์เราเปลี่ยนไปแค่ไหน อย่างไร หากมองผ่านมุมมองเด็ก ผมคิดว่านี่ไม่ใช่โจทย์ที่ซับซ้อน เด็กจะมองว่าเอไอคือโดราเอมอนที่ช่วยให้โนบิตะเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น”</p>



<h2 class="wp-block-heading"><br><strong>ความท้าทายในการใช้เอไอในการศึกษาไทย</strong></h2>



<p>“เวลาเรามองเรื่องการศึกษากับเอไอ โจทย์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ว่าเราจะทำให้เอไอกลายเป็นเครื่องมือในการศึกษาได้อย่างไร แต่เราต้องหันกลับไปคิดใหม่เกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ในทุกมิติว่าเอไอจะเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ในกระบวนการเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง” <strong>กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ </strong>แสดงความเห็น</p>



<p>โดยสิ่งที่เธอมองว่าเอไอเข้ามาเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ คือ ‘การรื้อ’ (deconstruct) องค์ความรู้และแยกย่อยออกเป็นส่วนๆ เพื่อไปประกอบรวมใหม่ อย่างเช่นโปรเจกต์ Cyber Subin ที่ต้องอาศัยความเข้าใจ ‘แก่น’ อย่างการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและพื้นฐานนาฏศิลป์เพื่อฝึกให้เอไอสามารถรำได้ตามคำสั่ง</p>



<p>อย่างไรก็ตาม กุลธิดากล่าวว่าการนำเอไอเข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการเรียนรู้แบบไทยๆ ยังเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากวัฒนธรรมการศึกษาของเราอาจตั้งต้นที่ ‘เปลือก’ ขององค์ความรู้หรือกระบวนการก่อน ‘แก่น’ ขณะที่ไอเอเรียกร้องการทำความเข้าใจจากแก่นไปเปลือก ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการเรียนรู้ในไทยยังมุ่งเน้นให้ความสำคัญที่ผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการเรียนรู้ ขณะที่การใช้เอไอในการศึกษาจำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อกระบวนการการเรียนรู้มากกว่าผลลัพธ์ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เครื่องมือหรือ buzzword เท่านั้น</p>



<p>“หากมองอย่างมีความหวัง หวังว่าการนำเอไอเข้ามาใช้ในการศึกษาไทยจะนำไปสู่การเปลี่ยนกระบวกทัศน์การเรียนรู้ในไทยให้มุ่งเน้นไปที่กระบวนการมากกว่าผลลัพธ์”</p>



<p>ด้านหนึ่ง กุลธิดาเล่าว่าเริ่มค่อยๆ เห็นกระบวนทัศน์การเรียนรู้เปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับกระบวนการแล้ว ในเชิงนโยบาย หากจะประยุกต์ใช้เอไอในระบบการศึกษา เธอเสนอว่าทุกภาคส่วนในระบบการศึกษา ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และสังคมต้องเข้าใจจุดประสงค์ของการใช้เอไอในเชิงหลักการไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเอื้อให้การใช้เอไอเสริมกระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้นได้</p>



<h2 class="wp-block-heading"><br><strong>เอไอกับการศึกษาผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม</strong></h2>



<p>เมื่อมองผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม<strong> ณัฐวุฒิ เผ่าทวี </strong>ให้ความเห็นว่า ‘หน้าที่ของสถาบัน’ เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เมื่อนำเอไอเข้ามาใช้ในการเรียนรู้</p>



<p>“ในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากเท่าที่เราคิด ดังนั้น หน้าที่ของสถาบันที่ดีคือ ออกแบบนโยบายเพื่อ ‘สะกิด’ ให้คนตัดสินใจหรือมีพฤติกรรมเชิงบวก”</p>



<p>และเมื่อพิจารณาการใช้เอไอเพื่อการเรียนรู้ผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม จะเห็นว่าหากสถาบันเอื้ออำนวยให้คนใช้เอไอเพื่อเติมเต็มการเติบโตของตนเองได้ ทั้งสังคมก็จะพัฒนาและได้ประโยชน์ แต่หากสถาบันมุ่งเน้นเพิ่มพูนผลกำไร โดยไม่สนใจการป้องกันผลกระทบเชิงลบที่ตามมาจากการใช้เอไอ ผลลัพธ์ก็อาจเป็นไปในทิศทางอื่น ดังนั้น เมื่อเกิดผลลัพธ์เชิงลบจากการใช้เอไอ ณัฐวุฒิจึงเสนอว่าไม่ควรมองปัญหาในเชิงปัจเจกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาการออกแบบสถาบันเช่นกัน “เราต้องการกลไกหรือสถาบันที่ช่วยผลักหรือสะกิดให้เกิดพฤติกรรมดีๆ”</p>



<p>อีกองค์ประกอบหนึ่งที่ณัฐวุฒิกล่าวว่าเป็นตัวกำหนดว่ามนุษย์จะใช้เอไอในทางที่ดีหรือไม่คือ ‘แรงจูงใจ’ (incentive) กล่าวคือหากสถาบันกำหนดแรงจูงใจในการใช้เอไอให้เป็นไปเพื่อผลการเรียนที่ดี เอไอก็อาจถูกใช้เป็นทางลัดในการทำการบ้านหรือข้อสอบ ดังนั้น โจทย์สำคัญที่ณัฐวุฒิเสนอว่าต้องคิด คือจะกำหนดแรงจูงใจอย่างไรเพื่อให้เกิดการใช้เอไออย่างสร้างสรรค์</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-table"><table><tbody><tr><td><a href="https://www.media.mit.edu/publications/cyborg-psychology/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Cyborg Psychology: The Art &amp; Science of Designing Human-AI Systems that Support Human Flourishing</a></td></tr></tbody></table></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/cyborg-generation-ai-and-children-learning/">Cyborg Generation: ฉายภาพอนาคตเทคโนโลยีเเละการเรียนรู้ของเด็กยุคเอไอกับ ‘พัทน์ ภัทรนุธาพร’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;เราต้องสร้างสิ่งที่เอื้อประโยชน์แก่ชุมชน ไม่ใช่เอื้อระบบราชการ&#8221; ยกระดับการศึกษาให้ตรงจุด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-unlock-bangkok-300322b/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Mar 2022 10:01:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[วิโรจน์ ลักขณาอดิศร]]></category>
		<category><![CDATA[OKMD]]></category>
		<category><![CDATA[ปลดล็อกกรุงเทพฯ เมืองแห่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยพีบีเอส]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=53775</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพมหานคร ในสายตาของคนจังหวัดอื่น มันคือเมืองใหญ่ที [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-unlock-bangkok-300322b/">“เราต้องสร้างสิ่งที่เอื้อประโยชน์แก่ชุมชน ไม่ใช่เอื้อระบบราชการ” ยกระดับการศึกษาให้ตรงจุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กรุงเทพมหานคร ในสายตาของคนจังหวัดอื่น มันคือเมืองใหญ่ที่ส่องสว่าง ใหญ่โต มากไปด้วยโอกาสทางการงาน การเงิน การศึกษา และอาจจะถือเป็นเมืองที่มีความมั่งคั่งที่สุดเมืองหนึ่งในประเทศนี้ จนทำให้หลายคนเข้ามาแสวงหาโอกาสกันมากมาย</p>



<p>แต่ในมุมมองของนักวิชาการด้านการศึกษาของ <strong>ครูจุ๊ย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อดีต ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ที่ถือว่าเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ของประเทศ </strong>ได้มองลึกลงไป และเห็นต่างว่าการกระจายทรัพยากรในเมืองหลวง ยังมีปัญหาที่ไม่ได้แก้ไขอยู่ โดยได้เล่าถึงปัญหาและเสนอแนะวิธีแก้ไขในเวทีเสวนา <strong>ปลดล็อกกรุงเทพฯ เมืองแห่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</strong> ที่จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ร่วมกับ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา, OKMD, ภาคีด้านการศึกษา และไทยพีบีเอส เพื่อระดมข้อเสนอแก้ปัญหาด้านการศึกษา ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2565</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-51673e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/b2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>&#8220;งบประมาณรายหัวของเด็กในกรุงเทพฯ ค่อนข้างสูง แต่เมื่อเทียบภาพใหญ่แล้วก็น้อยมาก การจัดสรรทรัพยากรยังไม่ดีพอ ศูนย์พัฒนาเด็กประเวศอยู่ใกล้บ่อขยะ คนที่รายได้ไม่เพียงพอ ก็ต้องยอมให้ลูกหลานของพวกเขาอยู่ในสภาวะเช่นนั้น นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในกรุงเทพมหานคร&#8221;</p></blockquote>



<p>แม้ว่าเธอจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปแล้ว แต่ด้วยอุดมการณ์และความมุ่งมั่น ก็ได้ทำให้ครูจุ๊ยผันตัวมาเป็นหนึ่งในทีมนโยบายของ <strong>คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ตัวแทนชิงชัยเก้าอี้ผู้ว่าจากพรรคก้าวไกล</strong> ที่ถือว่าเป็นตัวเลือกที่คนรุ่นใหม่คาดหวังเป็นอย่างสุง ในการพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ในเมืองนี้ รวมถึงเรื่องคุณภาพชีวิตและการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b8aea8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/c02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>&#8220;การให้ความสำคัญที่แท้จริง คือต้องทำให้เกิดขึ้นจริง กรุงเทพฯ มีอิสระในการบริหารมาก เราจะทำการศึกษาเพื่อคุณภาพชีวิตของเด็ก ต้องไม่ให้เป็นภาระ เราต้องดูว่าแต่ละครอบครัวเป็นอย่างไร ต้นทุนแต่ละครอบครัวไม่เท่ากัน เราต้องยอมรับในเรื่องนี้&#8221;</p>



<p>ชื่อของ ครูจุ๊ย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ เป็นที่ถูกพูดถึงในเรื่องของการศึกษาอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งแม่แบบที่ครูจุ๊ยอยากพัฒนาการศึกษาของไทยคือการนำระบบการศึกษาของฟินแลนด์ ที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในโลก มาปรับใช้กับประเทศ ซึ่งการันตีได้จากเจ้าตัวที่ได้ไปจบการศึกษาปริญญาโทที่ฟินแลนด์มาโดยตรง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5aa938"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/c03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>&#8220;โรงเรียนต้องเป็นสถานที่ที่เด็กไปแล้วสบายใจ ถ้ามีเด็กกูกกลั่นแกล้งจนเด็กเกลียดโรงเรียน เราควรจะจ้างนักจิตวิทยามาดูแลหรือ? แต่ถ้าเรามีพื้นที่ที่ทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย ไม่โดนกลั่นแกล้ง รวมถึงเป้นแหล่งที่แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทั้งเด็กพิเศษ รวมถึงเด็กที่มีปัญหาการเรียนและปัญหาภายในบ้าน มันจะเกิดการแก้ไขและพัฒนาเด็กอย่างตรงจุด แต่ถ้าเราสร้างสถานที่เพิ่มขึ้นมาให้เป็นสถานที่เล่นหรือเรียนรู้ แล้วเปิด-ปิดตามเวลาราชการ มันก็ไม่เกิดผลอะไร เราต้องสร้างสิ่งที่เอื้อประโยชน์แก่ชุมชน ไม่ใช่เอื้อระบบราชการ&#8221;</p>



<p>และครูจุ๊ยที่มักเสนอการศึกษาแบบฟินแลนด์ให้ถูกนำมาปรับใช้กับการศึกษาไทย เพื่อยกระดับให้เด็กเติบโตอย่างมีพัฒนาการ และเกิดสิ่งใหม่ ๆ ครูจุ๊ยก็มีแบบแผนและคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นจริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e48854"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/c01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>&#8220;การเรียนเยอะหลายชั่วโมง ไม่ช่วยเท่ากับการมีพื้นที่การเรียนรู้ที่ดี กรุงเทพฯ ควรมีพื้นที่ให้เรียนรู้ เช่น อยากเรียนเล่นว่าว ต้องไปที่ไหน สนามหลวงใช่มั้ย? เล่นว่าวมันไม่ได้เป็นแค่การสอนเพื่อเล่นให้สนุก แต่การเล่นว่าวมันยังสอนได้ถึงเรื่องฟิสิกส์ การคำนวนแรงลมต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ต่อยอดได้ การเรียนรู้ไม่ควรรวมศูนย์ไว้ที่โรงเรียนอีกต่อไป ด้านครูในสังกัดกรุงเทพฯ ก็ถูกตีกรอบไว้มาก ขนาดบอร์ดประกาศข่าวในโรงเรียน ยังต้องติดภาพผู้บริหารก่อน พวกเขายังไม่มีสิทธิ์แม้กระทั่งในการจัดบอร์ด เราควรให้คนเป็นครูเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา โดยเอาเด็กเป็นศูนย์กลาง&#8221;</p>



<p>จึงถือเป็นนโยบายที่มีความน่าสนใจ และดูเป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนได้ฉุกคิดถึงระบบต่าง ๆ ภายในกรุงเทพฯ ที่มีปัญหาอยู่ และไม่ว่าผู้ใดจะคว้าชัยในการเลือกตั้งผู้ว่าปีนี้ การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน ที่ควรจะร่วมมือกันแก้ไขและยกระดับไปด้วยกัน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-unlock-bangkok-300322b/">“เราต้องสร้างสิ่งที่เอื้อประโยชน์แก่ชุมชน ไม่ใช่เอื้อระบบราชการ” ยกระดับการศึกษาให้ตรงจุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฟังเสียงประชาชน กทม.ต้องปลดล็อกออกแบบการศึกษาเอง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-260322/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 26 Mar 2022 04:49:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ปลดล็อกกรุงเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์]]></category>
		<category><![CDATA[น.ส.รสนา โตสิตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[น.ต.ศิธา ธิวารี]]></category>
		<category><![CDATA[เชาวลิต สาดสมัย]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชนคลองเตย]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการคลองเตยดีจัง]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริพร พรมวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=53530</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาคีด้านการศึกษาและภาคประชาชนระดมข้อเสนอเพื่อปลดล็อกกรุ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-260322/">ฟังเสียงประชาชน กทม.ต้องปลดล็อกออกแบบการศึกษาเอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><strong>ภาคีด้านการศึกษาและภาคประชาชนระดมข้อเสนอเพื่อปลดล็อกกรุงเทพฯ จากเมืองหลวงที่มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แนะใช้การบริหารจังหวัดปกครองพิเศษสร้างอิสระออกแบบการศึกษาของตนเอง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเด็กที่หลากหลาย พร้อมสร้างพื้นที่การเรียนรู้และพัฒนาศูนย์เด็กเล็กให้เข้าถึงทุกชุมชน</strong></strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-96e0cd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/a1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<ul><li>กรุงเทพมหานครเมืองหลวงที่มีตั้งแต่โรงเรียนค่าเทอมหลักล้าน แต่ในช่วงเรียนออนไลน์ยังมีครอบครัวเด็กยากจนที่เข้าไม่ถึงแม้กระทั่งไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภคเบื้องต้น&nbsp;</li><li>เด็กปฐมวัยคือเวลาทองในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ที่แข็งแรง แต่ศูนย์ดูแลเด็กเล็กกลับไม่มีทุกเขตหลักสูตรไม่มีคุณภาพ และไม่มีสวัสดิการดูแลครูที่เหมาะสม</li><li>สนามบาสของเด็กในชุมชนคลองเตย 4 ชุมชนถูกยุบไป 1 แห่งเพื่อเป็นพื้นที่ของเสาโฆษณา ตอกย้ำปัญหาพื้นที่การเรียนรู้ของเด็กที่มีอยู่อย่างจำกัด และไม่เคยได้รับการสนับสนุนงบประมาณที่เพียงพอ</li><li>ไม่เพียงปลดล็อกแต่ต้องปลดแอกการศึกษาของ กทม.ให้เป็นอิสระจากกรอบของกระทรวงศึกษาธิการ โดยใช้ข้อได้เปรียบที่เป็นเขตการปกครองพิเศษในออกแบบการศึกษาของตัวเองได้</li><li>สร้างพื้นที่การเรียนรู้ของเด็กให้เข้าถึงทุกเขต ทุกชุมชน มีกิจกรรมที่ยืดหยุ่นหลากหลาย เพื่อตอบโจทย์เด็กทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย</li></ul>



<p><strong>กรุงเทพมหานคร 26 มีนาคม 2565</strong> &#8211; กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ร่วมกับ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา, OKMD, ภาคีด้านการศึกษา และไทยพีบีเอส จัดเวทีเวทีระดมข้อเสนอแก้ปัญหาด้านการศึกษา ครั้งที่ 1 โดยสะท้อนปัญหาและเสนอนโยบายผ่านหัวข้อ&nbsp; กรุงเทพ : เมืองแห่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อปลดล็อกกรุงเทพฯ ให้มีการศึกษาที่ทั่วถึงแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน</p>



<p>ทั้งนี้ผู้ร่วมเสวนาทั้งภาคีด้านการศึกษา ภาคประชาชน และว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. สนับสนุนให้กรุงเทพฯใช้การบริหารรูปแบบการปกครองพิเศษเพื่อจัดการศึกษาด้วยตนเองอย่างอิสระ ซึ่งจะตอบโจทย์เด็กทุกกลุ่มที่มีความหลากหลาย อีกทั้งเร่งแก้ไขให้ทุกโรงเรียนมีมาตรฐานทัดเทียมกัน และสร้างพื้นที่การเรียนรู้รวมทั้งศูนย์เด็กเล็กกระจายให้ครบทั้ง 50 เขต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5a1baa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ภูมิศรัณย์-ทองเลี่ยมนาค.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รักษาการผู้อำนวยการ วสศ.<br>และนักเศรษฐศาสตร์การศึกษา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) และนักเศรษฐศาสตร์การศึกษา</strong> กล่าวว่า เมืองใหญ่ทั่วไปมักมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามายาวนาน เพราะเมื่อมีภาวะทางเศรษฐกิจพ่อแม่มักย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิดมาเมืองใหญ่ หรือพอเกิดวิกฤติโควิด-19 ที่ต้องย้ายกลับถิ่นฐานก็ส่งผลกระทบต่อการศึกษาของเด็ก โดยเฉพาะในกรุงเทพ ฯ ที่ภายในเมืองเดียวจะเห็นตั้งแต่โรงเรียนที่มีคุณภาพสูงมาก ไปจนถึงโรงเรียนในชุมชนยากจนที่ขาดแคลนทรัพยากร ก็ยิ่งฉายภาพความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เข้มข้น&nbsp;</p>



<p>โดยการกำหนดของสภาพัฒน์ระบุครอบครัวของเด็กยากจนทั้งประเทศมีรายได้ต่ำกว่า 2,762 บาทต่อคนต่อเดือน แต่ว่าครอบครัวนักเรียนยากจนในกรุงเทพ ฯ มีรายได้เพียง 1,964 บาทต่อคนต่อเดือน <strong>ดังนั้นเด็กยากจนของกรุงเทพฯ จนกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ หรือต่ำกว่าเส้นความยากจนที่สภาพัฒน์ระบุไว้เสียอีก </strong>เด็กเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ที่ต้องออกไปช่วยครอบครัวหารายได้ และยังพบปัญหาด้านสภาพจิตใจที่ไม่มีความสุขจากการเรียน เป็นความกดดัน ความเครียด และพบตัวเลขเด็กฆ่าตัวตายสูงขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-30ea26"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/a2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ในกรุงเทพฯที่คิดว่าเด็กจะเข้าถึงเครื่องมืออุปกรณ์ทางการศึกษา แต่จากการลงพื้นที่สำรวจเด็กยากจนพิเศษ 1,408 คน มี 4% ที่ยังใช้น้ำบาดาล, 59% ไม่มีโทรทัศน์ , ในช่วงเรียนออนไลน์ที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์มีเด็กยากจนพิเศษแค่ 7 คนที่มีคอมพิวเตอร์ และยังมีเด็ก1.7% ที่ไม่มีไฟฟ้า” ดร.ภูมิศรัณย์ กล่าว</p>



<p>โดย ดร.ภูมิศรัณย์ได้เสนอวิธีแก้ปัญหาด้วยการใช้กลไกเชิงพื้นที่ (Area-based Education: ABE) โมเดลจังหวัดจัดการเรียนรู้ตนเองที่เชื่อมโยงเครือข่ายภาคเอกชน และภาคประชาชนเพื่อพัฒนาพื้นที่นำร่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งหลายจังหวัดที่มีขนาดใกล้เคียงกรุงเทพมหานครทำแล้วมีประสิทธิภาพในการนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้จริง</p>



<p>“การทำงานของกรุงเทพฯในด้านการศึกษา นอกจากทำงานเพื่อเด็กกลุ่มกระแสหลักแล้วก็ต้องดูแลเด็กที่ยากลำบาก เด็กยากจนในชุมชนแออัด และเด็กชายขอบที่ถูกมองข้ามด้วย เพราะเด็กเหล่านี้เป็นตัวแปรสำคัญของความมั่นคงยั่งยืนในกรุงเทพฯ เพื่อให้ทั้งองคาพยพในเมืองหลวงแห่งนี้เดินไปด้วยกันได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e8fc6f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/สมพงษ์-จิตระดับ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ<br>ในคณะกรรมการบริหาร กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>กล่าวว่าสภาพความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยขณะนี้เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพ ฯ จะพบครอบครัวเด็กยากจน 15 กลุ่ม ที่มีตั้งแต่แรงงานเด็ก เด็กในชุมชนแออัด แม่วัยใส หรือเด็กชาติพันธุ์ พวกเขาเหล่านี้มีภาวะเสี่ยงออกนอกระบบการศึกษา ยิ่งไปกว่านั้นระบบการศึกษาไทยที่มุ่งเน้นการสร้างเด็กให้มีความเป็นเลิศทางการศึกษา หรือการศึกษาที่ตรงตามคุณภาพมาตรฐานยิ่งทำให้เด็กเหล่านี้ไม่มีที่ยืนสำหรับการศึกษาในระบบ และเมื่ออกไปแล้วก็กลายเป็นแรงงานที่ไม่มีคุณภาพ</p>



<p>“ไปคุยกับเด็กเล็ก ๆ ในชุมชนเขาบอกว่าโตขึ้นอยากเป็นโจร ต้องยอมรับว่าระบบการศึกษาไทยทำให้เกิดลู่การศึกษาสำหรับเด็กแค่กลุ่มหนึ่ง จนมีเด็กหลังห้อง เด็กผู้แพ้ และออกนอกระบบการศึกษาไป ซึ่งพบว่าเด็กที่ออกกลางคัน 50,000 คน มีกว่า 25,000คนหรือครึ่งนึงที่ถูกดำเนินคดีและเข้าสถานพินิจ หนึ่งในสาเหตุคือการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่ไปครอบงำทั้งหมดในโรงเรียนของกทม. ” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6078af"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/a3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทำให้ข้อเสนอของศ.ดร.สมพงษ์ จึงเห็นว่ากรุงเทพฯควรใช้ศักยภาพที่เป็นเมืองปกครองพิเศษออกแบบการศึกษาของตนเอง มีความเป็นอิสระและไม่ต้องยึดติดกับแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความเด็ดขาดของผู้ว่าราชการจังหวัดที่กำลังจะถูกเลือกตั้งเข้ามาในอนาคตด้วย&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ ศ.ดร.สมพงษ์ ยังย้ำถึงความสำคัญของการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ต้องรองรับเด็กที่มีความหลากหลายแตกต่าง ซึ่งพื้นที่นี้จะเป็นเครื่องมือที่เข้าไปเยียวยาและส่งเสริมการเรียนรู้ให้เด็กมีพัฒนาการตามวัย แต่จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ายังถูกกดทับด้วยระบบอำนาจหรือกฎเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาตามแบบของกระทรวงศึกษาธิการ&nbsp;</p>



<p>“ปิดเทอมนี้จะมีเด็กหลุดออกจากการศึกษาเป็นจำนวนมาก เราต้องสร้างแต้มต่อให้เด็กที่มีความเสี่ยงเหล่านี้ ดังนั้นการศึกษาของกรุงเทพฯต้องแตกต่างและมีลู่เป็นของตัวเอง ไม่ใช่ลู่เดียวแต่ต้องตอบโจทย์เด็กแต่ละคนได้ อาจจะตั้งโจทย์ให้เด็กมีงานทำ แต่ปัญหาคือเราก็ยังไม่กล้าออกจากวังวนการศึกษาของชาติ&nbsp; ดังนั้นต้องปลดแอกโดยการแยกตนเองออกมาเป็นอิสระจากกระทรวงศึกษาธิการ ”&nbsp; ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-90bd60"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/สมสิริ-รุ่งอมรรัตน์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.สมสิริ รุ่งอมรรัตน์ รองคณบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพ<br>คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.สมสิริ รุ่งอมรรัตน์ รองคณบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> กล่าวว่า การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำต้องทำตั้งแต่ต้นทางการศึกษา เพราะทุกคนรู้ดีว่าการศึกษาเด็กปฐมวัย (วัยแรกเกิด-6 ปี) เป็นเวลาทองสำหรับพัฒนาการของเด็กที่จะส่งผลต่อการเติบโตในอนาคต ซึ่งพบว่าศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนทั้ง 290 แห่ง มีไม่ครบทุกเขต รวมทั้งการประเมินคุณภาพจากหน่วยงานภายนอกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดประสบการณ์ทางการเรียนรู้ ได้ทำการประเมินพบว่ามีเพียง 20% อยู่ในระดับดีมาก และกว่า 50% อยู่ในระดับปานกลางไปจนถึงปรับปรุงเร่งด่วน ซึ่งการประเมินนี้แตกต่างจากที่ กทม.ประเมินเองอย่างมาก</p>



<p>รศ.ดร.สมสิริ กล่าวต่อว่าศูนย์เหล่านี้พบปัญหาในด้านหลักสูตรที่มีการจัดการเรียนรู้แบบเดิมมาเป็นเวลาหลายปี ส่วนใหญ่เน้นการดูแลทางกายภาพแต่ไม่ส่งเสริมพัฒนาการตามวัย ที่สำคัญบุคลาการที่มาเป็นครูในศูนย์เด็กเล็กมีเพียง 15% ที่จบปริญญาตรีด้านปฐมวัย แต่ส่วนใหญ่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีค่าจ้างแค่ 7,000 บาท ส่วนปริญญาตรีอยู่ที่ 15,000 บาท และมักพบปัญหาเงินเดือนออกไม่ตามเวลา, ไม่จ่ายค่าจ้างเมื่อหยุดงาน และไม่เคยขึ้นเงินเดือนตลอดอายุการทำงาน ทั้งนี้ในศูนย์ยังมีปัญหาเรื่องการจัดเก็บฐานข้อมูล ที่จัดเก็บไม่เป็นระบบและไม่ส่งต่อไปยังผู้ปกครองหรือโรงเรียนใหม่</p>



<p>ข้อเสนอของ รศ.ดร.สมสิริในการจัดการศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนเห็นว่าควรถ่ายโอนให้ไปอยู่ในความดูแลของสำนักงานเขต กทม.โดยเริ่มจากศูนย์ที่มีความพร้อม วางแผนค่อย ๆ ทำในระยะยาว 3-5 ปี, ค่าตอบแทนของครูที่ทำให้มีความสุขมีสวัสดิการที่ดี และให้ครูมีความภาคภูมิใจในการทำงาน ส่วนสุดท้ายคือฐานข้อมูลทั้งด้านพัฒนาการและสุขภาพของเด็กต้องถูกส่งต่อไปใช้ประโยชน์ และแปลงเป็นข้อมูลที่เข้าใจง่าย</p>



<p>“ฝากถึงผู้ว่า กทม.ให้นึกถึงว่าตัวเองเป็นพ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็ก 3 คน โรงเรียนรัฐ &#8211; เอกชน&nbsp; &#8211; กทม. ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกทั้ง 3 คนนี้ที่มีความหลากหลายมีการศึกษาได้เท่ากัน และต้องทำงานร่วมมือกับคนที่ทำงานในพื้นที่ให้มากขึ้นด้วย” รศ.ดร.สมสิริ กล่าวทิ้งท้าย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-00e8bf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ศิริพร-พรมวงศ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้านประสบการณ์ของคนทำงานในพื้นที่อย่าง <strong>&#8220;ครูอ๋อมแอ๋ม&#8221; ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง</strong> กล่าวว่าแต่เดิมตนเคยทำงานกับเด็กในช่วงประถมศึกษาตอนปลายจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ทำให้เห็นว่าการปลูกฝังเด็กได้จริงต้องเริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก แต่ในศูนย์เด็กเล็กของชุมชนกลับไม่มีบุคคลากรที่มีคุณภาพมาทำงาน ซึ่งครูอ๋อมแอ๋มเห็นว่าเด็กช่วงนี้ต้องเป็นส่ิงที่รัฐควรให้การสนับสนุนมากที่สุด</p>



<p>“เด็กอยากเป็นโจร เด็กทำบทบาทสมมติเล่นขายประเวณี มีแม่เล้าเป็นเด็ก 6 ขวบ เด็กไม่รู้ว่าคือการเล่นอะไร แต่เขารับรู้จากวิถีชุมชนจากการเล่าของครอบครัวที่เด็กซึมซับโดยไม่รู้ตัว เรากำลังทำกิจกรรมวาดรูปกับเด็ก เขาเห็นพ่อถูกตำรวจจับขึ้นรถมอเตอร์ไซต์แต่เด็กกลับเฉย ๆ และระบายสีต่อ เพราะเป็นเรื่องเคยชินของพวกเขา”</p>



<p>ครูอ๋อมแอ๋มเล่าว่าเด็กยากจนมักพบปัญหาตั้งแต่ในครอบครัว เช่น มียายติดเตียง แม่ติดยา ทำให้พออายุ 15 ปี ก็ต้องออกจากระบบการศึกษา ซึ่งจากการทำงานของตนกับเด็ก 100 กว่าคน พบว่ามีเพียง 1 คนเท่านั้นที่เรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ทำให้เด็กที่เรียนดีแค่ไหนหรืออยากเรียนต่อขนาดไหนก็ไม่สามารถทนต่อความยากจนนี้ได้ แม้กระทั่งหลักสูตรการศึกษาเองก็เป็นอุปสรรคเพราะมีสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือไม่ส่งเสริมทักษะที่พวกสามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตจริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cb943a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/a4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ตอนแรกเราแก้ปัญหาด้วยการผลักเด็กให้กลับเข้าไปในระบบ แต่สุดท้ายเด็กก็ออกมาอีกเพราะเขาไม่มีความสุข เราเลยจดทะเบียนโรงเรียนเอง เพราะฉะนั้นรัฐน่าจะเปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถจัดการศึกษาได้เองและสนับสนุนงบประมาณ แต่กลับพบว่าแม้กฎหมายเปิดให้มีศูนย์การเรียนได้มานานแล้ว แต่รัฐไม่มีเงินอุดหนุนการจัดการศึกษาเหล่านี้”</p>



<p>ข้อเสนอของครูอ๋อมแอ๋มคือรัฐต้องสร้างพื้นที่การเรียนรู้ของเด็กที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ความหลากหลายของเด็ก ทั้งนี้รัฐเองควรดึงทุกภาคส่วนมาทำงานในพื้นที่ สร้างความร่วมมือกับประชาชน ภาคเอกชน และสนับสนุนในด้านงบประมาณ</p>



<p><strong>“เราตอบคำถามเด็กไม่ได้ว่าทำไมสนามบาสของเขาถึงสำคัญน้อยกว่าเสาโฆษณา”</strong></p>



<p>ครูอ๋อมแอ๋มเล่าทิ้งท้ายว่าแม้มีความพยายามของประชาชนในชุนชนเพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ในชุมชนของเขาเอง โดยการขอพื้นที่รกร้างในกทม.มาใช้ แต่มักถูกปฏิเสธ แม้กระทั่งสนามบาสในชุมชนคลองเตยก็ถูกยุบไป 1 แห่งเพื่อเป็นที่ตั้งเสาโฆษณา เพราะฉะนั้นการที่เด็กไม่มีพื้นที่เขาก็สร้างพื้นที่ตนเองอย่างร้านเกม หรือรวมตัวหลังชุมชนต้มน้ำกระท่อม ดังนั้นพื้นที่การเรียนรู้ของเด็กจึงควรถูกสนับสนุนและมีทุกชุมชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-187b43"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/เชาวลิต-สาดสมัย.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เชาวลิต สาดสมัย ครูอาสาของเด็กยากจน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ไม่ต่างจากการทำงานของ <strong>&#8220;ครูเชาว์&#8221; เชาวลิต สาดสมัย ครูอาสาของเด็กยากจน </strong>ที่ทำงานกับศูนย์สร้างโอกาสทั้ง 7 แห่งในกรุงเทพมหานคร เขาเล่าในฐานะของคนที่ทำงานในพื้นที่มาตลอด 15 ปี ทุก 7 วัน พบว่าหลักสูตรการศึกษาตอบสนองเฉพาะเด็กที่มีฐานะและครอบครัวที่มีความพร้อม รัฐไม่ได้ออกนโยบายที่เข้าใจปัญหาของเด็กยากจนหรือขาดโอกาส</p>



<p>“ป้ายหน้าโรงเรียนมีเด็กเก่ง 10 คนแต่เด็กที่เหลือไปไหนหมด เราต้องมีวิชาชีวิตสำหรับเขา ต้องลดขั้นตอนที่อยู่ในหนังสือให้น้อยลง และทำให้เข้าใจง่าย” ครูเชาว์กล่าว</p>



<p>ทั้งนี้ครูเชาว์เองมองว่าครูเป็นตัวแปรสำคัญเช่นกัน ที่รัฐต้องทำให้ครูมีความมั่นคง มีใจในการทำงาน และสร้างแรงบันดาลใจให้เขามีชีวิตดีขึ้น รวมทั้งศูนย์สร้างโอกาสที่ช่วยเหลือเด็กเชิงรุกซึ่งขณะนี้มีเพียง 7 แห่ง ก็ควรทำให้เกิดขึ้นทุกเขตในกรุงเทพฯ ให้ครบทั้ง 50 เขต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-540940"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/เชษฐา-มั่นคง.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เชษฐา มั่นคง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>เชษฐา มั่นคง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก</strong> กล่างถึงการทำงานในการสำรวจพื้นที่การเรียนรู้ Learning Space ในกรุงเทพมหานครพบว่าหลายแห่งยังขาดอุปกรณ์ที่จำเป็น ไม่กระจายครบทุกเขต บางแห่งอยู่ไกลจากชุมชน หรือมีค่าใช้จ่ายที่ทำให้ครอบครัวของเด็กยากจนไม่สามารถเข้าถึงได้ และยังพบว่าถูกออกแบบมาไม่เหมาะสมสำหรับเด็กบางกลุ่มบางวัย ที่สำคัญคือขาดการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์หรือช่วยแก้ปัญหาที่หลากหลายของแต่ละชุมชนได้</p>



<p>“เราทำงานมาตลอด 20 ปี ตั้งแต่ปี 2546 เราขอพื้นที่ใต้ทางด่วน พื้นที่รกร้างว่างเปล่าเป็นพื้นที่เรียนรู้ให้กับเด็กแต่ไม่เป็นผล เด็กเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างความสุข สร้างโอกาส และพื้นที่ปลอดภัย รวมทั้งรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลายเข้าถึงได้ง่ายและเน้นกระตุ้นจินตนาการของเด็ก ดังนั้นกรุงเทพฯ 50 เขตจึงควรมี 50 พื้นที่การเรียนรู้ให้ครบทุกเขต” เชษฐา กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6eaf69"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/ศิธา-ธิวารี.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">น.ต.ศิธา ธิวารี ว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคไทยสร้างไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กยังเห็นว่านโยบายเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่ที่ผ่านมารัฐไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง ซึ่งงบประมาณจำนวนนี้สามารถสร้างเป็น Smart City เพื่อปรับพื้นที่เรียนรู้สร้างสรรค์ที่จะตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย ทั้งเด็กเยาวชน และครอบครัวทั่วกรุงเทพฯ จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างความร่วมมือ และแก้กฎระเบียบต่าง ๆ ที่ทำให้การผลักดันนโยบายนี้มีความต่อเนื่องและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้จริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d639de"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/รสนา-โตสิตระกูล-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">น.ส.รสนา โตสิตระกูล ว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สอดคล้องกับความคิดเห็นของ <strong>น.ต.ศิธา ธิวารี ว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคไทยสร้างไทย</strong> เห็นว่า ปัญหาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในกรุงเทพ ฯ ที่ไม่เท่ากัน ควรจะต้องเร่งแก้ไขให้ทุกโรงเรียน มีคุณภาพมาตรฐานในระดับเดียวกัน เพื่อให้ผู้ปกครองเชื่อมั่นว่า ลูกหลานของพวกเขาเรียนโรงเรียนใกล้บ้านได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0fef4f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/เกษรา-ธัญลักษณ์ภาคย์-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>น.ส.รสนา โตสิตระกูล ว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ</strong> เห็นว่า การศึกษาในกรุงเทพฯ ต้องปรับใหม่เป็นระบบ &#8220;สาธิต&#8221; ที่จับมือกับภาคเอกชน เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียนเท่านั้น เน้นการเรียนรู้อัตลักษณ์ในชุมชนของตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถนำมานับเป็นหน่วยกิตได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bb4d8a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/03/กุลธิดา-รุ่งเรืองเกียรติ-.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะที่ <strong>ผศ.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ ตัวแทนนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ตัวแทนนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร</strong> มาร่วมแลกเปลี่ยนและรับฟังปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทั้งปัญหาการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมของเด็กด้อยโอกาส หรือการกระจายศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ด้วย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-260322/">ฟังเสียงประชาชน กทม.ต้องปลดล็อกออกแบบการศึกษาเอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สอนตั้งแต่เกิด-มัธยมศึกษา วิชา “ถนนปลอดภัย” ในห้องเรียนฟินแลนด์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-road-safe-250122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Jan 2022 09:27:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ถนนปลอดภัย]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟินแลนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50897</guid>

					<description><![CDATA[<p>อัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนในประเทศไทยสูงลิ่วจนแซงหน้าปร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-road-safe-250122/">สอนตั้งแต่เกิด-มัธยมศึกษา วิชา “ถนนปลอดภัย” ในห้องเรียนฟินแลนด์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนในประเทศไทยสูงลิ่วจนแซงหน้าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้ว ด้วยตัวเลขและข่าวใหญ่ในสัปดาห์นี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะฉายภาพตัวอย่างการให้ความรู้ สร้างความตระหนักรู้ และกิจกรรมต่างๆ ว่าด้วยเรื่องการศึกษาเกี่ยวกับจราจร</p>



<p>ฟินแลนด์เป็นประเทศที่ถือว่าอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนต่ออัตราประชากร 100,000 คนต่อปี คือ 5 คน หมายความว่า ถ้าฟินแลนด์มีประชากรประมาณ 5.5 ล้านคน หนึ่งปีจะมีผู้เสียชีวิตประมาณ 275 คน ซึ่งหากเทียบกับประเทศไทยที่มีอัตราการเสียชีวิตถึง 32.7 คนต่อประชากร 100,000 คน จากจำนวนประชากรประเทศไทยคือ 69.8 ล้านคน จะมีผู้เสียชีวิตจากการจราจรถึงปีละ 22,825 คน&nbsp;</p>



<p>แต่ทว่าฟินแลนด์ไม่ได้มีสถิติการเสียชีวิตที่ต่ำมาตั้งแต่แรก ซ้ำยังเป็นประเทศที่เกือบจะเป็นจุดด่างพร้อยของสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนของยุโรป เพราะในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ฟินแลนด์มีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนถึง 1,200 รายต่อปี ซึ่งมากกว่าปัจจุบันถึง 4 เท่า จนต้องตั้งคณะกรรมาธิการรัฐสภาว่าด้วยการจราจร และองค์กรอย่างสภาด้านความปลอดภัยบนท้องถนนเพื่อทำงานเรื่องนี้ และแน่นอนว่านี่รวมถึงงานด้านการศึกษาด้วย</p>



<p>หลักการจัดการเกี่ยวกับการทำงานด้านความปลอดภัยทางจราจรผ่านการศึกษาคือ การใช้วิธีออกแบบที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  เน้นการปฏิบัติและผู้เรียนได้ประเมินตนเองโดยเริ่มตั้งแต่เด็กวัย 0 ขวบเป็นต้นไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-204c2e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/สอนตั้งแต่เกิด-มัธยมศึกษา-วิชาถนนปลอดภัย_Ph1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แรกเกิด-3 ปี &#8211; โดยสารปลอดภัย</strong></h4>



<p>ศูนย์อนามัยมารดาจะเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับความรู้และข้อมูลของการดูแลเด็กเมื่ออยู่ภายในยานพานะ โดยเจ้าหน้าที่ในอนามัยจะได้รับการฝึกอบรมให้ใช้สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพ วิดีโอคลิป สไลด์ และข้อเขียนต่างๆ เพื่อนำไปเผยแพร่ต่อให้กับบรรดาคุณแม่ที่มาฝากครรภ์ และเมื่อเข้าไปเยี่ยมแม่ลูกอ่อนที่บ้าน หัวข้อของการฝึกอบรม เช่น</p>



<ul><li>จะเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อเด็กเล็กเป็นผู้โดยสารอยู่ในยานพาหนะและเกิดอุบัติเหตุ</li><li>การขับขี่อย่างปลอดภัยเมื่อมีเด็กเล็กอยู่ในรถ</li><li>วิธีการใช้คาร์ซีทที่ถูกต้อง</li><li>กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขับรถเมื่อมีเด็กโดยสาร</li></ul>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>4-7 ขวบต้องไปโรงเรียนแล้วสิ</strong></h4>



<p>เมื่อเด็กต้องเริ่มเดินทางไปโรงเรียน โครงการเด็กกับการจราจรจึงเริ่มต้นขึ้น โครงการนี้พัฒนาด้วยความเชื่อว่าพ่อแม่ยังมีบทบาทสำคัญมากในชีวิตลูกวัยนี้ เนื้อหาจึงเป็นการพัฒนาร่วมกันผ่านองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยจราจรและการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน พ่อแม่จะได้รับหนังสือแนะนำเกี่ยวกับ</p>



<ul><li>ความสามารถของเด็กแต่ละช่วงวัยในเรื่องพฤติกรรมเกี่ยวกับการจราจร</li><li>วิธีการเป็นลำดับขั้นตอนเพื่อฝึกให้ลูกมีพฤติกรรมที่ปลอดภัยบนท้องถนน</li><li>ตัวอย่างว่าเด็กๆ ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่ออยู่บนท้องถนน</li><li>สิ่งที่ต้องทำและปัญหาที่พบสำหรับเด็กแต่ละช่วงวัย&nbsp;</li></ul>



<p>เด็กๆ วัยนี้จะเริ่มทำกิจกรรมได้บ้างแล้ว ดังนั้นสมุดกิจกรรมของเด็กในโครงการนี้จึงถูกออกแบบมาช่วยเด็กๆ ให้พัฒนาทั้งความรู้และทักษะเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน</p>



<ul><li>การวาดรูประบายสีเพื่อฝึกสังเกตสิ่งต่างๆ</li><li>เรื่องเล่าเกี่ยวกับสถานการณ์จราจรรูปแบบต่างๆ</li><li>กิจกรรมเกี่ยวกับการใช้หมวกกันน็อกขี่จักรยานอย่างถูกต้อง</li><li>ลักษณะพื้นที่เล่นที่ปลอดภัย</li></ul>



<p>ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนจะสามารถขอสื่อต่างๆ เหล่านี้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น</p>



<p>นอกจากนั้นยังมีสัปดาห์เกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนนที่จะจัดกิจกรรมขึ้นโดยศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างบุคลากรทางการศึกษาและพ่อแม่ในการสร้างความตระหนักรู้และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็ก</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ประถมศึกษา</strong></h4>



<p>การศึกษาภาคบังคับของฟินแลนด์ระบุเรื่องของความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นหนึ่งในหัวข้อที่โรงเรียนทุกโรงเรียนต้องจัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียน ทำผ่านสมรรถนะ &#8220;การดูแลตนเอง&#8221; จึงทำให้สามารถบูรณาการวิชาอันหลากหลายได้ เด็กวัยเริ่มเข้าโรงเรียน (7-8 ปี) ยังควรเน้นย้ำถึงความปลอดภัยจากสิ่งรอบตัวเด็กๆ เช่น การใช้อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยทั้งเวลาที่เดินเท้าและเวลาที่ปั่นจักรยาน เมื่อโตขึ้น (9-12 ปี) จะเน้นที่การใช้ระบบขนส่งสาธารณะ แต่ยังคงให้ความสำคัญกับการขี่จักรยานให้ปลอดภัย มีการสอนทักษะเกี่ยวกับการใช้ถนนร่วมกับผู้อื่น การสอนให้รู้จักสัญลักษณ์ต่างๆ บนท้องถนน</p>



<p>โครงการเกี่ยวกับการฝึกอบรมเรื่องการจราจรที่มีโรงเรียนประถมและมัธยมเข้าร่วมถึง 850 แห่งได้ฝึกอบรมให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แยกตามอายุของนักเรียนได้ โดยหัวข้อและวิธีจัดกิจกรรมจะขึ้นอยู่กับการออกแบบของครูแต่ละคน โดยมีตัวอย่างที่น่าสนใจดังต่อไปนี้</p>



<ul><li>บทเรียนที่เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมเกี่ยวกับมุมมอง การแสดงความเห็นต่อพฤติกรรมการขับขี่ที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตบนท้องถนนในหมู่เด็กและวัยรุ่น</li><li>การจำลองสถานการณ์จากชีวิตจริงเรื่อง &#8220;ฉันจะตกลงนั่งรถไปกับคนขับที่เมาอยู่ดีไหม&#8221;</li><li>ทำลายมายาคติเกี่ยวกับพฤติกรรมบนท้องถนนด้วยการสำรวจเชิงความเห็น</li><li>การสาธิตให้เห็นถึงประโยชน์ของ reflector หรืออุปกรณ์เรืองแสงติดตัวและหมวกกันน็อกจักรยาน</li><li>การวิเคราะห์เรื่องจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุบนท้องถนน</li></ul>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f4bb13"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/สอนตั้งแต่เกิด-มัธยมศึกษา-วิชาถนนปลอดภัย_Ph.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>มัธยมศึกษา</strong></h4>



<p>เมื่อเข้าสู่วัยมัธยม นักเรียนต้องเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบและพฤติกรรมที่ควรปฏิบัติเพื่อให้ตนเองและผู้ที่อยู่ร่วมกันบนท้องถนนปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเริ่มขี่จักรยานยนต์ขนาดเล็กที่ทำความเร็วสูงสุดได้ 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือ Moped ซึ่งเป็นที่นิยมในนักเรียนวันนี้ โดยนักเรียนต้องเรียนรู้การใช้งานอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ และการไม่ขับขี่เมื่อมีอาการมึนเมา&nbsp;</p>



<p>การขับขี่ Moped นั้นผู้ขับขี่ต้องเข้าอบรม 6 ชั่วโมงเกี่ยวกับความเสี่ยงต่างๆ ในการขับขี่และการจราจร การใช้อุปกรณ์ที่จำเป็น การขับขี่ข้ามแยก (2 ชั่วโมง) และอีก 3 ชั่วโมงที่ต้องฝึกขับจริง สุดท้ายต้องทดสอบก่อนได้มาซึ่งใบอนุญาตขับขี่ Moped ในโรงเรียนจึงต้องจัดกิจกรรมบูรณาการเกี่ยวกับความปลอดภัยในการขับขี่ Moped ด้วย</p>



<p>นอกจากนั้นยังมีโครงการชอล์กสีแดงที่จะเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ผลที่ตามมา และพฤติกรรมที่ปลอดภัย การทำงานจะร่วมกันระหว่างโรงเรียนสภาด้านความปลอดภัยบนท้องถนน เทศบาล ตำรวจ และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจราจร โดยใช้วิดีโอคลิปที่นำเสนอสาเหตุต่างๆ ของอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นรวมถึงการแลกเปลี่ยนพูดคุยกับตำรวจ เจ้าหน้าที่กู้ภัย และสรุปโดยการแลกเปลี่ยนกับครูผู้รับผิดชอบโครงการ</p>



<p>ชัดเจนมากๆ ว่าห้องเรียนถนนปลอดภัยของฟินแลนด์อยู่ทุกที่ทั้งในบ้าน โรงเรียน ในชุมชน ผ่านความร่วมมือขององค์กรอันหลากหลายเพื่อทำให้สถิติการบาดเจ็บและเสียชีวิตของประชากรจากอุบัติเหตุบนท้องถนนลดลง</p>



<p></p>



<p><strong>อ้างอิง</strong> <strong>: </strong>Report: Trafrfic Education and Information Campaigns in Finland by Antero Lammi (Finnish Road Safety) and Mika Hatakka (Research and Training Huumani Ltd.)</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-road-safe-250122/">สอนตั้งแต่เกิด-มัธยมศึกษา วิชา “ถนนปลอดภัย” ในห้องเรียนฟินแลนด์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การจัดการเรียนรู้เมื่อทักษะพื้นฐาน (Literacy) ถดถอยเพราะโควิด-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-literacy-190122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Jan 2022 09:03:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนเปลี่ยนใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะพื้นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[Literacy]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50663</guid>

					<description><![CDATA[<p>เพียงช่วงระยะเวลา 6 เดือน หากเด็กๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีคว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-literacy-190122/">การจัดการเรียนรู้เมื่อทักษะพื้นฐาน (Literacy) ถดถอยเพราะโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เพียงช่วงระยะเวลา 6 เดือน หากเด็กๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่างๆ ในการเข้าถึงการไปเรียน&nbsp; ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนในวิถีชีวิต เช่น ไม่ได้ไปโรงเรียน ทักษะพื้นฐานที่จำเป็นอย่างทักษะการอ่านออกเขียนได้ (Reading skills) และทักษะการคำนวณ (Numerical skills) จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&nbsp;</p>



<p>จากการประเมินของ UNICEF ในปี 2020 ช่วงที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 สูงที่สุด เด็กจำนวน 1.6 พันล้านคนไม่ได้ไปโรงเรียนโดยปริยาย และอีก 463 ล้านคนไม่สามารถเรียนแบบทางไกลในรูปแบบใดๆ ได้เลย</p>



<p>ทักษะพื้นฐานทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของความเสียหายที่เกิดจากภาวะความรู้ถดถอย หรือ Learning Loss เมื่อโรงเรียนปิดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจะมีนักเรียนเพียงร้อยละ 70 เท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากการเรียนรู้ทักษะการอ่าน และอีกร้อยละ 50 เท่านั้น&nbsp; สามารถฝึกฝนจนได้ทักษะการคำนวณ&nbsp;</p>



<p>ส่วนนี้หมายความถึงนักเรียนที่สามารถเข้าถึงการเรียนการสอนทางไกลในรูปแบบต่างๆ ได้เท่านั้น ส่วนนักเรียนที่เข้าไม่ถึงกระบวนการเรียนรู้ใดๆ ทักษะเหล่านี้อาจได้รับความเสียหายมากกว่านี้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางช่วงชั้นทักษะการคำนวณอาจถดถอยได้ถึงเกือบหนึ่งปี&nbsp;</p>



<p>นอกจากนั้นการปิดโรงเรียนยังทำให้จำนวนนักเรียนในช่วงชั้นมัธยมต้นที่มีทักษะต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานประมาณร้อยละ 25 และนักเรียนในช่วงชั้นเล็ก ได้รับผลกระทบจากภาวะความรู้ถดถอยมากกว่า ท้ายที่สุดคือทักษะการคำนวณมักได้รับผลกระทบจากสภาวะถดถอยทางการเรียนรู้มากกว่าทักษะการอ่าน</p>



<p><strong>ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือ การระบุปัญหาทางการเรียนรู้ของนักเรียน</strong> โดยทักษะทั้งสองประเภทนั้น สามารถใช้แบบฝึกหัดเก่าที่นักเรียนเคยทำได้ หรือเรียนไปแล้วในช่วงก่อนให้นักเรียนทดลองทำ&nbsp; ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ทั้งในแง่ความรู้ และความสามารถหรือสมรรถนะ (ทำได้หรือไม่ เร็วช้าขนาดไหน)&nbsp;</p>



<p>และต้องไม่ลืมว่า การดูแลสภาพจิตใจและสุขภาวะทางกายและทางใจ (well-being) เป็นเงื่อนไขพื้นฐานในการฟื้นฟูภาวะความรู้ถดถอย ดังนั้นระหว่างที่ประเมินด้านงานวิชาการ การประเมินสุขภาวะของนักเรียนก็สำคัญไม่แพ้กัน </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ตัวอย่างวิธีการประเมินด้านวิชาการไปพร้อมๆ กับการประเมินด้านสุขภาวะและสภาวะด้านทักษะอารมณ์และสังคม</h2>



<p><strong>-การประเมินการอ่านแบบรายคนพร้อมกับการประเมินทั้งชั้นเรียน</strong><br>หากมีการประเมินทักษะการคำนวณทั้งชั้นเรียนอยู่ ในช่วงนั้นครูสามารถเรียกนักเรียนทีละคนมาประเมินทักษะการอ่านจากแบบฝึกหัดสั้นๆ รวมถึงการประเมินสภาวะด้านอารมณ์และสังคมผ่านการพูดคุยตัวต่อตัวได้ </p>



<p><strong>-การฝึกทำแบบฝึกหัดเป็นกลุ่ม </strong><br>เพื่อให้ครูสังเกตทักษะพื้นฐานของนักเรียนอย่าง การจัดการสถานการณ์ที่เป็นปัญหา การใช้อุปกรณ์เทคโนโลยี (ถ้ามี) ทักษะการจัดการตนเอง และการสื่อสารในกลุ่มย่อย (เช่น การสื่อสารความต้องการของตนเอง)</p>



<p>ข้อมูลที่ได้มาจากการประเมินนี้ ครูสามารถนำผลมาวิเคราะห์เพื่อประเมินภาพรวมของความเข้มข้นของปัญหาภายในชั้นเรียนของตนทั้ง 3 ด้าน ได้แก่&nbsp;</p>



<p>1. ทักษะพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับวิชาการอย่างการอ่านและการคำนวณ <br>2. ทักษะด้านอารมณ์และสังคม <br>3. ทักษะพื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยี ผ่านทั้งแบบทดสอบ การทำโครงงาน แบบฝึกหัดต่างๆ ทั้งแบบเดี่ยวและแบบกลุ่ม </p>



<p>ทักษะทางวิชาการนั้น คุณครูสามารถทดสอบนักเรียนทั้งชั้นเรียนเพื่อหา Baseline หรือการประมาณการพื้นฐานเกณฑ์ภาพรวมของความรู้ ทักษะที่นักเรียนส่วนใหญ่ในห้องมีเพื่อระบุจำนวนนักเรียนที่ต้องได้รับการฟื้นฟูทักษะพื้นฐาน</p>



<p>เมื่อได้ข้อมูลส่วนนี้มาแล้ว โรงเรียนต้องประเมินทรัพยากรที่มีอยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และหลักสูตร เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพิ่มเติมที่เหมาะสมกับนักเรียนและปัญหาที่นักเรียนกำลังเผชิญอยู่&nbsp;</p>



<p>โดยส่วนใหญ่วิธีการจัดการปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้นี้คือการทำ Remedial programme หรือโครงการฟื้นฟูทักษะและความรู้ที่หายไปของนักเรียน และต้องไม่ลืมว่าเมื่อมีการใช้ทรัพยากรที่เพิ่มขึ้น โรงเรียนอาจทำไม่ได้ทุกอย่าง การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนจะช่วยทำให้การทำงานของโรงเรียนนั้นเป็นไปได้ตามเป้าหมายมากขึ้น โรงเรียนจึงต้องสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาเมื่อต้องการความช่วยเหลือจากครอบครัวหรือชุมชน</p>



<p>การออกแบบการเรียนซ่อมเสริมนั้นทำผ่านหลักการสามอย่าง ได้แก่&nbsp;</p>



<p>1. การเพิ่มเวลาเรียน เช่น ชั่วโมงเรียนในแต่ละวัน เลื่อนวันเปิดหรือปิดเทอม หรือการเรียนภาคพิเศษหรือภาคฤดูร้อน <br>2. การโฟกัสที่ปัญหาเฉพาะจุด <br>3. การลดเนื้อหาให้เหลือเฉพาะเนื้อหาที่จำเป็น</p>



<p>วิธีการที่น่าสนใจอย่างแรกคือ การใช้การเรียนซ่อมเสริมเป็นกลุ่มย่อยตามลักษะปัญหาที่พบผ่านเนื้อหาที่นักเรียนต้องเรียนอยู่แล้ว เพียงแต่เพิ่มความเข้มข้นในแง่ของเวลาและลดจำนวนนักเรียนในกลุ่มลง&nbsp;</p>



<p>วิธีนี้จะช่วยให้ทักษะพื้นฐานทั้งสองประเภทที่หายไปกลับคืนมาได้รวดเร็วขึ้น เช่น การเรียนซ่อมเสริมวันละ 2 ชั่วโมง 4 วันต่อสัปดาห์ สำหรับนักเรียนมัธยมปลาย ส่วนนักเรียนชั้นเล็กกว่านี้อาจพิจารณาให้เรียนซ่อมเสริมสั้นลงและจำนวนวันต่อสัปดาห์น้อยลงลดหลั่นกันไป&nbsp;</p>



<p>วิธีที่สองคือ การใช้การเรียนซ่อมเสริมเป็นเป้าหมายและออกแบบการเรียนเสริมให้ตรงตามทักษะที่หายไปเป็นระยะเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ โดยให้ครูผู้ที่เชี่ยวชาญในวิชาภาษาและคณิตศาสตร์เป็นผู้ที่ออกแบบและจัดกระบวนการเรียนการสอน&nbsp;</p>



<p>ระหว่างที่ใช้สองวิธีก็ต้องสำรวจสภาวะและสุขภาวะทางจิตใจของนักเรียนโดยเฉพาะความเครียดที่อาจเกิดขึ้นได้จากการเรียนซ่อมเสริมที่มีความเข้มข้นเพิ่มเติมจากการมาเข้าชั้นเรียนปกติเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนนักเรียนให้พยายามก้าวข้ามผ่านอุปสรรคในช่วงนี้ไปได้&nbsp;</p>



<p>ในการประเมินด้านนี้ครูสามารถสังเกตจากการส่งการบ้าน การมาโรงเรียน (เข้าเรียนตรงเวลาหรือไม่ หายออกไปจากชั้นเรียนกลางคันหรือไม่ การมีส่วนร่วมในห้องเรียน) การตัดสินใจต่างๆ เมื่ออยู่กับเพื่อน และสัญญาณความเครียด ความกังวลต่างๆ ส่วนนี้สามารถทำได้ตั้งแต่ก่อนกลับมาจัดการเรียนการสอนที่โรงเรียน เช่น ประเทศเอกวาดอร์นั้นใช้การสำรวจทางโทรศัพท์เป็นเวลาสั้นๆ เพื่อประเมินสภาพการเรียนทางไกลและความเครียดของนักเรียนก่อนกลับมาเรียนเพื่อให้ข้อมูลพื้นฐานในการออกแบบการทดสอบอื่นๆ ล่วงหน้า</p>



<p>นอกจากโรงเรียนจะสามารถสำรวจจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แล้ว ยังสามารถสัมภาษณ์ผู้ปกครองเพิ่มเติมได้ในประเด็นวิชาการ เช่น รู้สึกว่าลูกหลานนับเลขได้อยู่หรือไม่ อ่านหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างไร รวมถึงการสอบถามถึงสถานการณ์ในครอบครัวไปพร้อมกัน</p>



<p>ตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น ประเทศฝรั่งเศส ครูจะเป็นผู้ประเมินความต้องการด้านวิชาการก่อนอย่างไม่เป็นทางการ ประเทศอินเดียจะใช้การทดสอบการอ่านข้อความสั้น การทำโจทย์คณิตศาสตร์สั้นเพื่อประเมินทักษะพื้นฐานทางการอ่านและการเขียนของนักเรียนทั่วประเทศกว่า 700,000 คน ประเทศเคนย่า แทนซาเนีย และอูกันดา มีการสำรวจทักษะพื้นฐานของเด็กอายุ 5-16 ปีทั่วประเทศโดยครึ่งหนึ่งของการสำรวจทำผ่านแบบสำรวจง่ายๆ ที่ครัวเรือนช่วยกันทำได้</p>



<p></p>



<p>อย่างไรก็ดี มีข้อพึงระวังในการจัดการเรียนการสอนซ่อมเสริมให้แก่นักเรียนดังต่อไปนี้</p>



<ul><li>ต้องมอนิเตอร์การจัดการเรียนซ่อมเสริมและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับนักเรียนเสมอ</li><li>การเรียนซ่อมเสริมเพื่อฟื้นฟูทักษะเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น ไม่ควรนำมาใช้ในระยะยาว เพราะอาจส่งผลเสียถาวรต่อสภาวะด้านจิตใจของนักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักเรียนช่วงชั้นประถมศึกษาตอนต้นที่จะได้รับผลกระทบมากกว่า</li><li>การพยายามจัดเนื้อหาให้นักเรียนเรียนในระยะเวลาสั้นลงโดยไม่มีการสนับสนุนอื่นๆ ให้แก่นักเรียน ส่งผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักเรียนที่ผลการเรียนไม่ดีอยู่แล้ว</li><li>โรงเรียนสื่อสารกับครูอย่างสม่ำเสมอถึงเป้าหมายของการจัดการเรียนซ่อมเสริม&nbsp;</li><li>โรงเรียนสื่อสารกับผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอถึงเป้าหมายและบทบาทของผู้ปกครองในการสังเกตและช่วยเหลือนักเรียนในช่วงนี้</li></ul>



<p></p>



<p><strong>อ้างอิง :</strong> </p>



<ul><li><a href="https://annenberg.brown.edu/sites/default/files/EdResearch_for_Recovery_Brief_1.pdf" title="https://annenberg.brown.edu/sites/default/files/EdResearch_for_Recovery_Brief_1.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Schwartz, N. &amp; Allensworth, E. (2020). <em>School practices to address student learning loss. </em>Web.</a></li><li><a href="https://en.unesco.org/news/literacy-teaching-and-learning-covid-19-crisis-and-beyond-heart-international-literacy-day" title="https://en.unesco.org/news/literacy-teaching-and-learning-covid-19-crisis-and-beyond-heart-international-literacy-day" target="_blank" rel="noreferrer noopener">(2020). <em>Literacy teaching and learning in the COVID-19 crisis and beyond at heart of the International Literacy Day.</em> UNESCO. Web.</a></li><li><a href="https://www.mckinsey.com/~/media/mckinsey/about%20us/covid%20response%20center/overview/covid-19%20education%20response%20toolkit/202010_unesco-mckinsey%20response%20toolkit_remediation_vf.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://www.mckinsey.com/~/media/mckinsey/about%20us/covid%20response%20center/overview/covid-19%20education%20response%20toolkit/202010_unesco-mckinsey%20response%20toolkit_remediation_vf.pdf">(2020). <em>COVID-19 Response – remediation: Helping students catch up on lost learning with a focus on closing equity gaps. </em>UNESCO. Web.</a></li></ul><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-literacy-190122/">การจัดการเรียนรู้เมื่อทักษะพื้นฐาน (Literacy) ถดถอยเพราะโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อยู่กับโควิด ด้วยการสร้างบ้านและโรงเรียนให้เป็นทีมเดียวกัน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-communicating-the-home-team-as-a-school-110122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Jan 2022 07:40:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสารให้บ้านเป็นทีมเดียวกับโรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนเปลี่ยนใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50318</guid>

					<description><![CDATA[<p>บ้านและโรงเรียนคือฐานของสามเหลี่ยมที่คอยสนับสนุนนักเรีย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-communicating-the-home-team-as-a-school-110122/">อยู่กับโควิด ด้วยการสร้างบ้านและโรงเรียนให้เป็นทีมเดียวกัน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บ้านและโรงเรียนคือฐานของสามเหลี่ยมที่คอยสนับสนุนนักเรียนบนยอดแหลม เมื่อไหร่ก็ตามที่ฐานข้างใดข้างหนึ่งเอียงหรือสั่นคลอน นั่นหมายความว่าลูกหรือนักเรียนคนนั้นย่อมตกอยู่ในสภาพไม่มั่นคงเช่นเดียวกัน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ยิ่งในสถานการณ์โควิด-19 ที่เราทุกคนต่างล้มลุกคลุกคลาน เรียนรู้จากความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้น พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะจัดการความไม่รู้ และการเปลี่ยนแปลงอันฉับพลันต่างๆ หลายครั้งครูและโรงเรียนอาจโทษตัวเองว่าไม่สามารถจัดการเรียนรู้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับนักเรียนได้&nbsp;</p>



<p>วันนี้อยากชวนมาย้อนนึกถึงปัจจัยสำคัญที่สุด&nbsp; ในการจัดการการเรียนรู้ให้กับนักเรียนภายใต้สถานการณ์โควิด 19 ที่หลายคนอาจลืมนึกถึง&nbsp;</p>



<p><strong>อย่ารอให้ถึงการประชุมผู้ปกครอง เราสื่อสารกันบ่อยกว่านั้นได้</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">การสื่อสารให้ “บ้าน” เป็นทีมเดียวกับเรา</h2>



<p><strong>1.จัดการความคาดหวัง</strong></p>



<p>ความคาดหวังคือสิ่งที่ต้องจัดการ สิ่งที่บ้านควรคาดหวังจากโรงเรียน ครู และนักเรียนคืออะไรบ้าง ข้อจำกัดต่างๆ ของโรงเรียนมีอะไรบ้าง เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องสื่อสารกับผู้ปกครองที่ดูแลนักเรียนอย่างตรงไปตรงมา ทั้งในระดับผู้บริหารที่สามารถอธิบายถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยคำนึงถึง</p>



<ul><li>ความพร้อมและข้อจำกัดของโรงเรียนและบุคลากร (รวมถึงข้อจำกัดด้านระเบียบต่างๆ แต่พึงระวังอย่าใช้เป็นข้ออ้าง)</li><li>ความพร้อมและข้อจำกัดของนักเรียน</li><li>การปรับเปลี่ยนหลักสูตรและวิธีการจัดการเรียนการสอนตามบริบทที่จำเป็น</li><li>การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่เกิดขึ้น</li></ul>



<p><span style="text-decoration: underline;">ตัวอย่าง</span></p>



<p>เรามีครูอยู่จำนวน 2 คน จะผลัดกันไปเยี่ยมบ้านนักเรียนในช่วงที่มาโรงเรียนไม่ได้ แต่อาจเกิดความล่าช้าบ้าง โดยโรงเรียนสามารถแจ้งตารางการเยี่ยมบ้านที่ชัดเจน รวมถึงการขอให้ผู้ปกครองเตรียมข้อมูลพื้นฐานเอาไว้ให้ล่วงหน้า ส่วนนี้ช่วยให้เกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมกับโรงเรียนมากขึ้น</p>



<p>นักเรียนจะเรียนได้ไม่ครบตามหลักสูตรปกติ เนื่องมาจากเวลาเรียนทั้งออนไลน์และออนไซต์ที่ไม่เป็นปกติ แต่โรงเรียนจะยึดหัวข้อการเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับหลักสูตร ดังต่อไปนี้…ในส่วนอื่นๆ โรงเรียนจะจัดการเรียนเสริมโดยมีรายละเอียดต่างๆ ดังต่อไปนี้… เป็นต้น</p>



<p>ในการสื่อสารเกี่ยวกับพัฒนาการนักเรียนก็เช่นกัน สามารถแจ้งผู้ปกครองได้ว่าช่วงที่เรียนออนไลน์ นักเรียนอาจมีทักษะบางประการที่ตกหล่นไป ส่วนนี้โรงเรียนและคุณครูจะสังเกตและแก้ปัญหาในลำดับถัดไป โดยขอให้ที่บ้านร่วมสังเกตในประเด็นต่างๆ ดังนี้…ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนให้นักเรียนไม่รู้สึกกดดันจนเกินไป &nbsp; และสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์การเรียนรู้ในรูปแบบที่ไม่ปกติเช่นนี้ได้</p>



<p>ข้อสำคัญคือ ย้ำเสมอว่า การจัดการเรียนรู้ในช่วงนี้จะไม่เหมือนกับช่วงก่อนโควิด ไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกัน</p>



<p></p>



<p><strong>2.ตรงไปตรงมาและสื่อสารสองทาง</strong></p>



<p>การอธิบายสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา พร้อมแสดงข้อมูล รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับบ้านนักเรียน&nbsp; เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการประคับประคองนักเรียนในสถานการณ์เช่นนี้&nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อมูลบางอย่างครูอาจมองเห็นไม่ตรงกับผู้ปกครอง ซึ่งเป็นไปได้ เพราะนักเรียนอาจมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไปเมื่ออยู่บ้านและโรงเรียน โดยสามารถบริหารสถานการณ์ได้ด้วยการแจ้งถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ปกครองล่วงหน้า</p>



<p>ความช่วยเหลือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่โรงเรียนสามารถขอจากผู้ปกครองอย่างตรงไปตรงมา หากโรงเรียนต้องการความช่วยเหลือในสถานการณ์เช่นนี้ อาทิ ขอบุคลากรจากชุมชนมาช่วยจัดกิจกรรมกลุ่มย่อยให้นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ หรือการขอให้ช่วยสังเกตสภาวะความเครียดของบุตรหลาน</p>



<p></p>



<p><strong>3.ใจเราใจเขา</strong></p>



<p>“ความกังวลในสถานการณ์ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเป็นปกติมาก และหลายครั้งเราต่างลืมไปว่าเราทุกคนเป็นมนุษย์ที่มีวันที่เหนื่อยล้า ทำผิดพลาด หรือต้องพบเจอเรื่องที่ไม่เป็นไปดังใจ แม้การเป็นครูหมายความถึงการเป็นมืออาชีพ&nbsp; ที่ต้องควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก ให้นิ่งราวน้ำแข็ง แต่หากไม่ไหวจริงๆ และเกิดการผิดใจกันขึ้น หายใจลึกๆ พักให้พายุสงบ และค่อยจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นต่อไป การดูแลใจของตัวเองเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการสื่อสารความจริงใจ และความตั้งใจของเราให้กับผู้อื่น</p>



<p>ส่วนแว่นที่ใช้มองผู้อื่นก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราใจดีกับตัวเองได้ เราก็จะใจดีและมองผู้อื่นด้วยความเข้าใจได้เช่นกัน ความยากลำบากที่เรากำลังพบเจออยู่ ผู้ปกครองเองต่างก็พบเจอในรูปแบบต่างกันออกไป ดังนั้นการที่พวกเขาหงุดหงิด ไม่เข้าใจ ล้วนมีเหตุที่มาทั้งสิ้น ที่สุดแล้วคนเราทุกคนต่างอยากทำสิ่งที่ตัวเองรับผิดชอบให้ดีที่สุดทั้งนั้น&nbsp; ใจพวกเรา เราช่วยกันดูแล</p>



<p>ทั้งสามประเด็นแม้เป็นเรื่องที่ธรรมดาสามัญและดูเหมือนว่าทุกคนจะเข้าใจดีอยู่แล้ว ลองพิจารณาดูปัญหาที่พบและค่อยๆ ใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาดู&nbsp;</p>



<p><strong>ทีมที่ดีนั้นเริ่มจากความเชื่อมั่น และความเชื่อมั่นมาจากการสื่อสารด้วยความจริงใจและเปิดเผย</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-communicating-the-home-team-as-a-school-110122/">อยู่กับโควิด ด้วยการสร้างบ้านและโรงเรียนให้เป็นทีมเดียวกัน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สร้างทักษะด้านอารมณ์และสังคม&#8230; งานใหญ่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องในห้องเรียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-empathy-compassion-271221/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Dec 2021 04:44:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟินแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[เฮลซิงกิ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=49901</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทักษะด้านอารมณ์และสังคมไม่ได้ถูกออกแบบไว้เป็นรายวิชาในห [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-empathy-compassion-271221/">สร้างทักษะด้านอารมณ์และสังคม… งานใหญ่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องในห้องเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทักษะด้านอารมณ์และสังคมไม่ได้ถูกออกแบบไว้เป็นรายวิชาในหลักสูตรแกนกลางของประเทศฟินแลนด์ แต่เป็นหนึ่งในสมรรถนะที่นักเรียนต้องฝึกฝน โดยด้านที่พูดเรื่อง &#8220;การดูแลตนเองและการจัดการชีวิตประจำวันของตนเอง&#8221; เป็นสมรรถนะที่เน้นย้ำทักษะด้านนี้&nbsp;</p>



<p>เราสามารถออกแบบให้กลุ่มวิชาในช่วงประถมศึกษาปีที่ 1-2 เช่น วิชาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับองค์ความรู้ด้านชีววิทยา ภูมิศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และสุขศึกษา แฝงกระบวนการฝึกฝนทางอารมณ์และสังคมเอาไว้ เมื่อนักเรียนโตขึ้น (ประถมศึกษาปีที่ 3-6) ทักษะด้านนี้จะถูกออกแบบให้รวมอยู่กับวิชาเชิงคุณค่า นามธรรม อย่างศาสนา เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเข้าใจตนเองและการเคารพผู้อื่น</p>



<p>หัวข้อที่นักเรียนประถมปลายเรียนรู้พร้อมฝึกฝนทักษะด้านทางอารมณ์และสังคมไปพร้อมกันได้ เช่น&nbsp; สิทธิเด็ก ความรับผิดชอบตามช่วงวัย การให้เหตุผลต่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เช่น มิตรภาพ หรือแม้กระทั่งเรื่องการเลือกปฏิบัติ ส่วนวิชาอย่างสุขศึกษาของมัธยมต้นก็สามารถถกเถียงกันไปถึงชุดคุณค่า ความเชื่อ ทัศนคติของตนเองและผู้อื่น การฝึกฝนเมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง หรือสถานการณ์ที่นักเรียนอึดอัดใจ ความเป็นชุมชน ความเสมอภาคเท่าเทียม หรือการตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ&nbsp;</p>



<p>ในสถานการณ์นี้ ทักษะอย่างความแน่วแน่ ความร่วมมือร่วมใจ การเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ความรับผิดชอบ การควบคุมตนเอง ทักษะด้านสังคม การจัดการความเครียด การอดกลั้นต่อความเห็นต่าง และความเชื่อใจ จะได้รับการฝึกฝนโดยปริยายจากกิจกรรมต่างๆ ซึ่งช่วยให้นักเรียนได้เติบโตอย่างมั่นคง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ทักษะที่มีความเป็นนามธรรมสูงจะได้รับการประเมินในชั้นเรียนอย่างไร</h2>



<p>ปัจจัยสามด้านที่ต้องตั้งใจสังเกตในกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน ได้แก่&nbsp;</p>



<ol><li>พฤติกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้&nbsp;</li><li>การทำงานร่วมกับผู้อื่น&nbsp;</li><li>พฤติกรรมอื่นๆ ในชั้นเรียน</li></ol>



<p>ซึ่งเป็นการประเมินเพื่อการพัฒนาพฤติกรรมนักเรียน นอกเหนือจากกิจกรรมในชั้นเรียน  กิจกรรมอื่นๆ ที่ถือว่าเป็นสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ต่างๆ ก็สามารถช่วยให้ครูเก็บข้อมูลพฤติกรรมของนักเรียนเพื่อนำไปช่วยพัฒนานักเรียนได้ </p>



<p></p>



<p><strong>เมืองเฮลซิงกิจึงพัฒนาระบบที่ชื่อว่า </strong><strong><em>Ruuti </em></strong><strong>ขึ้นมาเพื่อช่วยให้นักเรียนในระดับมัธยมได้ฝึกฝนทักษะด้านอารมณ์และสังคม </strong>โดยพุ่งเป้าที่</p>



<ol><li>ทักษะด้านความแน่วแน่ </li><li>การมองโลกแง่บวก </li><li>ทักษะการเข้าสังคม </li><li>ความรับผิดชอบ </li><li>ความสนใจใคร่รู้ </li><li>ความคิดสร้างสรรค์ </li></ol>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>สภานักเรียน </strong></h4>



<p>ได้รับเลือกตั้ง และเป็นผู้แทนนักเรียนในการออกแบบกิจกรรมต่างๆ ตามความสนใจของนักเรียน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>กลุ่ม คลับ ทีม ชมรม</strong></h4>



<p>การตั้งกลุ่ม คลับ ทีม ชมรม ตามความสนใจของนักเรียน เช่น ทีมงานด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มชิมอาหาร ชมรมด้านสุขภาวะด้านจิตใจ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">การออกแบบงบประมาณอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Budgeting)</h2>



<p>เมืองเฮลซิงกิได้ออกแบบงบประมาณเกี่ยวกับโครงการ <em>Ruuti </em>โดยการจัดสรรงบประมาณรายปีให้สภานักเรียนได้ใช้เพื่อพัฒนาชุมชนของตนเองหรือสภาพแวดล้อมในโรงเรียน งบประมาณส่วนนี้นักเรียนอายุ 12-17 ปีต้องนำไอเดียในการใช้งบประมาณมาแลกเปลี่ยนนำเสนอกัน เจรจาเพื่อจัดสรร และโหวตลงมติกัน โดยโครงการนี้ผู้คนในเมืองเฮลซิงกิรวมถึงนักเรียนสามารถยื่นข้อเสนอต่างๆ ได้ โดยงบประมาณโครงการทั้งหมดอยู่ที่ 8.8 ล้านยูโร หรือประมาณ 340 ล้านบาท</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>วันสภานักเรียน</strong></h4>



<p>สภานักเรียนเมืองเฮลซิงกิต้องนำเสนอกิจกรรมต่างๆ ที่ได้ทำไป โดยมีเป้าหมายเพื่อการแบ่งปันประสบการณ์ซึ่งกันและกัน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>สภาเยาวชน </strong></h4>



<p>สภาเยาวชนประกอบไปด้วยเยาวชนอายุ 13-17 ปี จำนวน 30 คน ที่จะเข้ามาผลักดันกฎหมายระดับท้องถิ่น โดยทั้ง 30 คนนี้ต้องผ่านการเลือกตั้งทุกๆ สองปี  เยาวชนกลุ่มนี้จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ วางแผน และดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของเมืองเฮลซิงกิ ซึ่งจะต้องพบปะเพื่อพูดคุยกันเดือนละสองครั้ง</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ศูนย์รวมไอเดียเยาวชน</strong></h4>



<p>เยาวชนอายุ 13-17 ปี สามารถนำเสนอไอเดียต่างๆ ตั้งแต่การขอให้มีสวนสาธารณะข้างโรงเรียน หรือเพิ่มม้านั่งในบางพื้นที่ การแจ้งจุดอันตรายในพื้นที่ การขอสนามบาสเกตบอลใหม่ โดยข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้ต้องมีเหตุผลสนับสนุน โดยเฉพาะเหตุผลด้านที่เกี่ยวกับสุขภาวะของเยาวชน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทุน Sponssi </strong></h4>



<p>ชาวเมืองเฮลซิงกิอายุตั้งแต่ 7-28 ปี สามารถขอทุนเพื่อนำไปพัฒนาไอเดียหรือโครงการของตนได้ตามเงื่อนไข เช่น สนับสนุนการเช่าเครื่องดนตรีสำหรับวงดนตรี ขอสนับสนุนทำโปรเจ็กต์สุดท้ายก่อนเรียนจบ ทำโครงการของสภานักเรียน </p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>สื่อสารจากพลังเยาวชน</strong></h4>



<p>นักเรียนที่อายุ 13-19 ปี สามารถใช้พื้นที่สื่อต่างๆ ของ Young Voice Editorial Board เพื่อนำเสนอความคิดของตนในประเด็นสังคมต่างๆ ได้</p>



<p></p>



<p>จากตัวอย่างทั้งในและนอกห้องเรียน จะพบว่าเรื่องการพัฒนาทักษะด้านอารมณ์และสังคม ไม่ใช่เรื่องของการเรียนเนื้อหาวิชาความรู้เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง ผู้คนในสังคม และการทำความเข้าใจตนเองผ่านปฏิสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ กับผู้อื่น เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมและความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นไปพร้อมๆ กัน</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>อ้างอิง : </strong><br>Survey on Social and Emotional Skills (SSES) 2021: Helsinki (Finland)<br>OECD</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-empathy-compassion-271221/">สร้างทักษะด้านอารมณ์และสังคม… งานใหญ่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องในห้องเรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดเทอมอีกครั้ง จะประเมินนักเรียนอย่างไรเพื่อการช่วยเหลือที่ตรงจุด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-how-do-you-evaluate-students-251121/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Nov 2021 09:38:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ประเมินนักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน​เปลี่ยน​ใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[เปิดเทอม]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48369</guid>

					<description><![CDATA[<p>โจทย์สำคัญของการประเมินนักเรียนในช่วงที่หยุดยาวอยู่บ้าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-how-do-you-evaluate-students-251121/">เปิดเทอมอีกครั้ง จะประเมินนักเรียนอย่างไรเพื่อการช่วยเหลือที่ตรงจุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โจทย์สำคัญของการประเมินนักเรียนในช่วงที่หยุดยาวอยู่บ้านเป็นเวลานาน และต้องเรียนออนไลน์ ไม่ใช่เพื่อวัดว่าเขารู้อะไรบ้างเท่านั้น แต่ต้องทำความเข้าใจถึงขั้นตอนที่เหมาะสม และวิธีประเมินที่จะช่วยให้ครูพบปัญหาที่นักเรียนกำลังเผชิญอยู่จริงๆ ดังนั้นการวัดและประเมินผลที่จะกล่าวถึงในบทความนี้จึงเป็นทั้งกระบวนการและเครื่องมือไปพร้อมกัน การได้มาซึ่งข้อมูลว่านักเรียนมีปัญหาอะไร น่ากังวลหรือไม่ จะทำให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับชั้นเรียนตัวเองมากขึ้น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ขั้นเตรียมพร้อม</h2>



<p>เมื่อกลับมาโรงเรียน ทั้งครูทั้งนักเรียนที่อาจพบเจอกันผ่านหน้าจอมาบ้าง จำเป็นต้องรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นมาก่อน ให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่ช่วยให้ครูได้ทำความรู้จักนักเรียน เช่น การใช้คาบโฮมรูมที่ถามไถ่ถึงเพลงที่ชอบ กิจกรรมที่สนใจ การ์ตูน หรือเกมที่นักเรียนกำลังเล่นอยู่ เรียกชื่อเล่นนักเรียนให้รู้ว่าเราจำเขาได้เสมอ หรือแม้กระทั่งการเล่นเกมในห้องเรียนด้วยกัน เพื่อให้ครูได้ค่อยๆ สร้างให้บรรยากาศเชิงบวกในชั้นเรียนกลับมาทีละนิด อย่าเพิ่งตะบี้ตะบันทำแบบทดสอบต่างๆ กับนักเรียน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-154dec"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/1-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">การวัดประเมินนักเรียนในชั้นเรียนแบ่งได้เป็น 3 ประเภทคร่าวๆ</h2>



<p>1. Diagnostic classroom assessment หรือการวัดประเมินก่อนเริ่มเรียนเพื่อวิเคราะห์ว่านักเรียนมีความรู้หรือทักษะอยู่ในระดับใด</p>



<p>2. Formative classroom assessment หรือการวัดประเมินในชั้นเรียนผ่านกิจกรรมต่างๆ หรือการทดสอบย่อย หรือการบ้าน ซึ่งครูจะสามารถช่วยให้ฟีดแบ็กแก่นักเรียนได้โดยตรงและทันท่วงที การประเมินแบบนี้เป็นไปเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน</p>



<p>3. Summative classroom assessment หรือการวัดประเมินเพื่อวิเคราะห์ภาพรวมของผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียนตลอดบทเรียน ภาคการศึกษา หรือหลักสูตร&nbsp;</p>



<p>ในการประเมินเพื่อวิเคราะห์ปัญหาการเรียนรู้ที่นักเรียนกำลังเผชิญอยู่ ครูสามารถตั้งเป้าหมายที่การใช้เครื่องมือการประเมินในชั้นเรียนผ่านกิจกรรมต่างๆ โดยพยายามเลือกใช้แบบฝึกหัดหรือการประเมินจากแผนการสอนที่มีอยู่แล้ว</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ขั้นออกแบบการวัดประเมิน</h2>



<p>การประเมินเพื่อวิเคราะห์ว่านักเรียนกำลังเผชิญปัญหาอะไรบ้างต้องเริ่มจากการที่ครูระบุก่อนว่าประเด็นใดคือประเด็นเร่งด่วนสำหรับห้องเรียนตัวเอง เป้าหมายคือการวัดประเมินเพื่อเก็บข้อมูล หรือหลักฐานว่านักเรียนของเรามีสภาวะการเรียนรู้อย่างไรบ้าง โดยจัดลำดับความสำคัญดังต่อไปนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6178f0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/2-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>1. นักเรียนมีสภาพจิตใจอย่างไร พร้อมหรือไม่พร้อมต่อการเรียนรู้<br>2. ทักษะพื้นฐานต่างๆ ของนักเรียน เช่น การอ่าน การเขียน การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การคำนวณ เป็นอย่างไรบ้าง<br>3. ความรู้พื้นฐานที่ควรรู้ตกหล่นไปมากน้อยเพียงใด&nbsp;</p>



<p>โดยเรื่องที่ต้องเก็บข้อมูลอย่างจริงจังเป็นลำดับแรกคือสภาพจิตใจของนักเรียน ซึ่งเป็นรากฐานที่จะทำให้เรียนได้มีประสิทธิภาพหรือไม่&nbsp;</p>



<p>ระบุให้ได้ว่าเป้าหมายการเรียนรู้ของแต่ละคาบเป็นอย่างไร และเราจะใช้กิจกรรมอะไรเพื่อวัดประเมินนักเรียนในด้านที่เห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนได้บ้าง</p>



<p>ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณสามารถออกแบบให้เป็นกิจกรรมหนึ่งในห้องเรียนได้ โดยไม่ต้องทำออกเป็นข้อสอบแยก หรือสร้างบรรยากาศการสอบอันเป็นการไปเพิ่มภาระความเครียดให้นักเรียนเปล่าๆ หลีกเลี่ยงการจัดลำดับคะแนน หรือการบอกคะแนนให้ทั้งห้องทราบเพื่อป้องกันการเปรียบเทียบและความเครียดที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเลย ส่วนการประเมินเพื่อวัดมาตรฐาน ขอให้คุณครูเป็นผู้ไปเปรียบเทียบโดยการวิเคราะห์กับข้อมูลชุดเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น&nbsp;</p>



<p>หากเลือกแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์ชุดที่เคยทำมาแล้ว หรือเป็นเรื่องที่เคยเรียนมาแล้ว เมื่อนำกลับมาให้นักเรียนทำอีกครั้ง ได้ผลเหมือนหรือต่างอย่างไรบ้าง ควรทำทั้งการวิเคราะห์ผลรายคนและรายชั้นเรียน</p>



<p>อย่าลืมว่าทุกๆ การทำแบบฝึกหัด ทำกิจกรรมต่างๆ ควรสื่อสารกับนักเรียนถึงเป้าหมายอันเป็นไปเพื่อการพัฒนานักเรียน จะทำได้มากได้น้อยยังไม่ต้องกังวล เพราะเป็นเรื่องปกติสำหรับนักเรียนที่ไม่ได้มาเรียนที่โรงเรียนนานๆ จะมีทักษะที่ทำได้ดีและยังไม่ค่อยดีบ้าง คุณครูจะคอยช่วยฝึกฝนเพิ่มเติม โดยสื่อสารทั้งห้องเรียนและรายบุคคลเมื่อมีการพูดคุยส่วนตัว</p>



<p>&#8220;เราจะค่อยๆ ฟื้นฟูทักษะต่างๆ ไปด้วยกัน&#8221;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-70b2b7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/3-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ขั้นการให้ฟีดแบ็กกับนักเรียน</h2>



<p>การสื่อสารกับนักเรียนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง การให้ฟีดแบ็กควรมีการถามความรู้สึกนักเรียนด้วยคำถามปลายเปิด เช่น ทำแบบฝึกหัดแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง และพยายามเริ่มต้นจากสิ่งที่นักเรียนทำได้ดีกว่าเสมอ หากเป็นนักเรียนที่โตแล้ว ลองชวนเขาวิเคราะห์ไปด้วยกันถึงส่วนที่เขายังทำไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไร</p>



<p>เมื่อพูดคุยเรื่องประเด็นปัญหาแล้ว การตั้งเป้าหมายเพื่อการฝึกฝนร่วมกันจึงสำคัญมาก พยายามตั้งเป้าหมายร่วมกับนักเรียนที่มีตัวเลขชี้วัดชัดเจน เช่น จะลองทำแบบฝึกหัดอีกกี่ข้อดี ทำเสร็จภายในเวลานานเท่าไหร่&nbsp;</p>



<p>แน่นอนว่าคุณครูอาจรู้สึกว่าขั้นตอนนี้ใช้เวลาและอาจมีเวลาไม่พอ ซึ่งเป็นความจริงอยู่ไม่น้อย ขอให้คุณครูลองออกแบบตารางสอนในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกเพื่อขั้นตอนเหล่านี้ และเมื่อนักเรียนได้ฟื้นฟูทั้งความรู้สึกและทักษะของเขาแล้ว เขาจะสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพขึ้นแน่นอน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-how-do-you-evaluate-students-251121/">เปิดเทอมอีกครั้ง จะประเมินนักเรียนอย่างไรเพื่อการช่วยเหลือที่ตรงจุด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Empathy-Compassion เอาใจเขามาใส่ใจเราและเอาใจเรามาทำความเข้าใจหัวใจของเรา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-empathy-compassion-221221/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Dec 2021 07:10:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Empathy-Compassion]]></category>
		<category><![CDATA[เฮลซิงกิ]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟินแลนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=49627</guid>

					<description><![CDATA[<p>Empathy เป็นความจำเป็นที่จะต้องมี ยิ่งในสถานการณ์ที่ทุก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-empathy-compassion-221221/">Empathy-Compassion เอาใจเขามาใส่ใจเราและเอาใจเรามาทำความเข้าใจหัวใจของเรา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>Empathy เป็นความจำเป็นที่จะต้องมี ยิ่งในสถานการณ์ที่ทุกคนเผชิญความยากลำบากหลากหลายประการในชีวิต มวลความเครียดที่ต้องพบเจอทุกวันเรียกร้องให้เราอยากได้ empathy จากผู้อื่น แต่อันที่จริง empathy ทำงานเป็นระบบนิเวศทั้งกับตัวเรา ผู้อื่น และสังคมรอบข้าง เราจะใช้มันอย่างไร</p>



<p>เรามาไล่เรียงคำศัพท์ก่อน ความเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรอยู่กับตัวเองและผู้อื่น และสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำๆ ได้ จะทำให้เราเรียกพฤติกรรมที่นักเรียนทำได้ เขาจะรับรู้ว่าพฤติกรรมเชิงบวกที่ทำอยู่มีชื่อเรียกว่าอะไร และมันคืออะไร ในครั้งต่อไปที่ทำ เขาจะสามารถทำมันได้ด้วยความเข้าใจที่ดีขึ้น</p>



<ol><li><strong><span style="text-decoration: underline;">Empathy หมายถึง การเอาใจเขามาใส่ในเรา</span></strong> ซึ่งทิศทางจะเป็นการพยายามทำความเข้าใจผู้อื่นจากมุมมอง บริบทที่พวกเขาอยู่ และแสดงมันออกมาในรูปแบบต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการช่วยเหลือผู้อื่น แต่เป็นมุมมองที่ใช้มองผู้อื่นและสถานการณ์ที่เขาอยู่</li></ol>



<ol start="2"><li><strong><span style="text-decoration: underline;">Compassion มีพื้นฐานมาจาก empathy หมายถึง การที่เราสามารถสังเกตอารมณ์และ sensitive หรือละเอียด (อ่อน) กับความรู้สึกของอีกฝ่าย ทำความเข้าใจจากมุมมองของเขาได้</span> </strong>และแสดงออกถึง empathy ที่มีออกมา เช่น การไปช่วยเหลือผู้อื่นที่อยู่ในสถานการณ์ลำบาก ซึ่งถ้าจะลองเรียกเป็นภาษาไทยอาจใช้คำว่าความเห็นใจก็ได้ แต่ compassion จะแสดงออกมาเป็นการกระทำที่สามารถฝึกฝนกันได้ และทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น ความสุข หรือการแสดงออกถึงความชื่นชมต่อผู้อื่น</li></ol>



<ol start="3"><li><strong><span style="text-decoration: underline;">Self-compassion หมายถึง การที่เราดูแลหัวใจของเราเอง ทั้งในแง่การมองโลกแง่บวก การชื่นชมกับสิ่งต่างๆ รอบตัว การไม่โบยตีตัวเองจนหนักหน่วงเกินไปเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ท้าทายหรือยากลำบาก หรือเราได้ทำผิดพลาดไป</span></strong> เช่น การยอมรับความผิดพลาดโดยการมองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และจะทำให้ดีขึ้นในคราวต่อไปได้อย่างไรดี</li></ol>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">สามคำนี้สำคัญอย่างไรต่อสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่</h2>



<p>ลองมองห้องเรียนให้เป็นสังคมขนาดเล็กดู การที่เราต้องอยู่ในสังคมร่วมกัน เราควรมีทักษะอะไรบ้าง แน่นอนว่าเราต้องใช้ทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน เหล่านี้หล่อหลอมเป็นสมรรถนะเมื่อฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและจริงจัง&nbsp;</p>



<p>ยกตัวอย่างหลักสูตรแกนกลางฉบับ Transversal competence จากประเทศฟินแลนด์ที่ระบุถึงสมรรถนะ&nbsp;</p>



<p>T2 Cultural competence, interaction and expression โดยมี 3 ธีมหลักเป็นส่วนประกอบ ได้แก่</p>



<ol><li>การได้มีปฏิสัมพันธ์กับวัฒนธรรมต่างๆ </li><li>ทักษะด้านอารมณ์</li><li>ชุมชนแห่งการเรียนรู้</li></ol>



<p>ซึ่งประกอบไปด้วยปฏิสัมพันธ์ต่างๆ การทำงานร่วมกันเป็นทีม ด้วยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการทำงานที่นักเรียนได้ทดลองทำบทบาทอันหลากหลาย การวิเคราะห์เหตุการณ์ หรือสถานการณ์หนึ่งๆ จากมุมมองของคนที่แตกต่างกัน หรือจากวิธีคิดที่แตกต่างกัน และที่สุดคือการสร้างห้องเรียนและโรงเรียนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้</p>



<p>นอกจากนั้นโรงเรียนยังต้องเป็นพื้นที่ในการส่งเสริมสุขภาวะใจของเด็กๆ และทุกคนที่อยู่ในโรงเรียน สุขภาวะใจนี้ไม่ใช่เรื่องของปัจเจกเป็นแน่แท้ หากแต่เป็นเรื่องที่ต้องสร้างร่วมกันด้วยความเข้าใจเดียวกัน และทำให้เป็นกิจวัตรจนกลายเป็นความปกติธรรมดาในโรงเรียนไป ปัจจัยพื้นฐานหนึ่งของการอยู่ร่วมกันคือ ความเข้าใจเรื่อง empathy และ compassion</p>



<p>เมื่อนักเรียนกลับมาที่โรงเรียน คุณครูสามารถใช้เช็กลิสต์ง่ายๆ นี้สำรวจเบื้องต้นว่าชุมชนโรงเรียน ห้องเรียนของครูมีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นมากน้อยแค่ไหน และเราจะตั้งเป้าหมายเพื่อพัฒนาห้องเรียนของเราได้อย่างไรบ้าง</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ระดับศูนย์ &#8211; ยังไม่ได้เริ่ม</strong></h4>



<p>คุณครูส่วนใหญ่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญของทักษะด้านอารมณ์และสังคมของนักเรียน ไม่มีการพูดถึงเรื่องสุขภาวะ ไม่พูดถึงเรื่องมุมมองอันหลากหลาย การช่วยเหลือผู้อื่น และการแสดงออกเชิงบวกต่อกัน และมองว่าเรื่องจิตใจเป็นเรื่องไม่จำเป็นต่อการเรียนรู้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ระดับเริ่มต้น &#8211; เป็นรูปเป็นร่างบ้างแล้ว</strong></h4>



<p>โรงเรียนมีนโยบายดูแลด้านจิตใจให้กับนักเรียนบ้าง เช่น การให้เวลากับกิจกรรมที่นักเรียนทำตามความสนใจได้ และสามารถแสดงออกสิ่งที่ตัวเองสนใจได้ และครูเริ่มจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ความสำคัญกับอารมณ์และความรู้สึกของนักเรียน เช่น ในห้องเรียนเริ่มมีการให้นักเรียนบอกว่าตัวเองชอบ หรือไม่ชอบกิจกรรม ทำแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง มีการฟังนักเรียนมากขึ้น สัดส่วนที่ครูพูดในชั้นเรียนน้อยลง </p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ระดับกลาง &#8211; พร้อมเดินหน้าต่อที่สุด</strong></h4>



<p>เริ่มมีการวิเคราะห์ทิศทางการพัฒนาด้านอารมณ์และสังคมของนักเรียนในโรงเรียน ระดมสมองร่วมกันในการหาวิธีดูและจิตใจของทุกคนในโรงเรียน เช่น บนโต๊ะอาหารกลางวัน คุณครูเริ่มพูดคุยกันเป็นปกติว่าจะดูแลนักเรียนที่มีปัญหาการจัดการอารมณ์ไม่ได้ สื่อสารไม่ได้อย่างไรดี จนกลายเป็นแนวทางที่ปฏิบัติร่วมกัน นักเรียนได้ทำกิจกรรมในห้องเรียนที่ส่งเสริมความรู้จักอารมณ์ตนเอง และการแสดงออกเชิงบวกต่อผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ ผ่านกิจกรรมอย่าง บทบาทสมมติ การทำงานเป็นกลุ่ม วงแลกเปลี่ยนกลุ่มย่อย</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ระดับสูงสุด &#8211; ร่วมออกแบบนโยบาย</strong></h4>



<p>นักเรียนได้ร่วมออกแบบกฎ ข้อตกลงของห้องเรียน หรือแม้กระทั่งนโยบายโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพใจและกาย รวมถึงการมีส่วนร่วมกับชุมชนมากขึ้นในการสื่อสารเรื่องนี้ ทั้งกับครอบครัวและกับชุมชนที่ตัวเองอยู่ ผลักดันจนกลายเป็นเป้าหมายที่ชุมชนอยากพัฒนาร่วมกัน</p>



<p>ไม่ว่าคุณครูจะพบว่าโรงเรียนอยู่ในขั้นใดก็ตาม ขอให้ลองพยายามตั้งเป้าหมายที่ทำได้ ทำไปทีละขั้นละตอน เริ่มจากระดับภายในห้องเรียน ชั้นเรียน ระดับ และโรงเรียน ขอเพียงพยายามทำอย่างต่อเนื่อง</p>



<p></p>



<p>คุณครูทำได้<br>ดิฉันเชื่อเช่นนั้นเสมอ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-empathy-compassion-221221/">Empathy-Compassion เอาใจเขามาใส่ใจเราและเอาใจเรามาทำความเข้าใจหัวใจของเรา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความสำคัญของทักษะทางอารมณ์และสังคมต่อกระบวนการเรียนรู้ &#8220;กรณีศึกษาเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์&#8221;</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-social-and-emotional-skills-171221/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Dec 2021 10:01:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะทางอารมณ์และสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[เฮลซิงกิ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนเปลี่ยนใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟินแลนด์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=49489</guid>

					<description><![CDATA[<p>รอยต่อการเริ่มกลับมาเรียนที่โรงเรียนหลังปิด lock down ม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-social-and-emotional-skills-171221/">ความสำคัญของทักษะทางอารมณ์และสังคมต่อกระบวนการเรียนรู้ “กรณีศึกษาเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>รอยต่อการเริ่มกลับมาเรียนที่โรงเรียนหลังปิด lock down มายาวนานหลายเดือน คือโจทย์ใหญ่ของห้องเรียนทุกห้อง ทั้งความรู้ที่ต้องประเมิน ทักษะสังคมที่อาจพร่องไปบ้าง ความเครียดสะสมที่นักเรียนแสดงออกมาในหลากหลายรูปแบบ&nbsp;</p>



<p>ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่<strong> การตั้งคำถามถึงทักษะทางอารมณ์และสังคมที่ส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นมาในห้องเรียนมีมานานมากแล้ว&nbsp;</strong></p>



<p>ทักษะทางอารมณ์และสังคมที่มีสำคัญต่อนักเรียนทุกคนจะช่วยให้นพวกเขาฟื้นฟูตัวเองจากสถานการณ์นี้ได้อย่างไรบ้าง ติดตามอ่านงานวิจัยกรณีศึกษาจากเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ กันค่ะ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ทักษะทางอารมณ์และสังคม (Social and Emotional Skills) คืออะไร?</h2>



<p>ทักษะสองอย่างนี้คือความสามารถและคุณลักษณะที่สำคัญต่อความสำเร็จด้านวิชาการ การจ้างงาน การเป็นพลเมือง และสุขภาพกายและใจที่ดี การฝึกฝนและส่งเสริมสมรรถนะชุดนี้ช่วยพัฒนาทักษะทางปัญญา หรือทักษะการรู้คิด (Cognitive Skills) แม้จะมีความสำคัญทั้งในแง่การส่งเสริมเด็กๆ ทั้งด้านวิชาการและกระบวนการคิด แต่ทักษะทางอารมรณ์และสังคมนี้เองคือรากฐานสำคัญของสุขภาพจิตที่ดีและความพึงพอใจในชีวิตของตนเอง เป้าหมายนี้จะช่วยให้มนุษย์คนหนึ่งดำรงชีวิตได้ราบรื่นขึ้น</p>



<p>OECD จึงพัฒนาแบบสอบถามซึ่งกล่าวถึงทักษะทางอารมณ์และสังคม 17 ด้าน เช่น</p>



<p>หากจะวิเคราะห์ว่านักเรียนเปิดใจ เปิดกว้างรับประสบการณ์ใหม่ๆ (Open-mindedness) นั้นต้องวิเคราะห์ว่าพวกเขามีทักษะเกี่ยวกับ</p>



<ul><li><strong>ความใคร่รู้ (Curiosity)</strong> เขาสนใจอยากเรียนรู้ อยากตั้งคำถาม และสำรวจสิ่งต่างๆ มากน้อยเพียงใด</li><li><strong>ความอดกลั้น (Tolerance)</strong> เขาเปิดรับมุมมองใหม่ ความหลากหลาย และยอมรับในวัฒนธรรมของคนต่างชาติต่างภาษามากน้อยเพียงใด</li><li><strong>ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)</strong> เขาหาวิธีใหม่เพื่อทำสิ่งเดิม หรือมีการคิดผ่านการสำรวจ เรียนรู้จากความผิดพลาด และมีวิสัยทัศน์มากน้อยเพียงใด</li></ul>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">วิเคราะห์อย่างไร?</h2>



<p>เมืองเฮลซิงกิได้เข้าร่วมงานวิจัยชุดนี้จาก OECD โดยวิเคราะห์ทักษะทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนอายุ 10 และ 15 ปี โดยหลักสูตรแกนกลางของประเทศฟินแลนด์ได้ให้ความสำคัญกับทักษะเหล่านี้ แต่ไม่ได้ออกแบบวิชาเฉพาะเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกฝน แต่ออกแบบสมรรถนะต่างๆ ที่ได้เพิ่มทักษะทั้งสองเข้าไปเพื่อให้ครูได้นำไปปรับใช้กับทุกวิชา ตามหลักการที่ว่า &#8220;นักเรียนต้องดูแลจัดการชีวิตประจำวันของตนเองได้&#8221; และยังมีข้อมูลเกี่ยวกับทักษะด้านนี้ในนักเรียนน้อยมาก งานวิจัยชุดนี้จึงช่วยไขข้อกังขาหลายประการต่อความสำคัญของทักษะชุดนี้ได้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ผลการวิจัยจากนักเรียนในเมืองเฮลซิงกิ</h2>



<p>ทักษะทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนในเฮลซิงกินั้นน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น</p>



<ul><li>นักเรียนในเฮลซิงกิมีทักษะด้านนี้สูงกว่านักเรียนวัยเดียวกันในประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วมวิจัยชุดนี้</li><li>นักเรียนชายวัย 15 ปีมีทักษะเกี่ยวกับการความคุมอารมณ์ (การจัดการความเครียด การมองโลกเชิงบวก การจัดการอารมณ์) รวมถึงทักษะเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่น (ทักษะการเข้าสังคม ความแน่วแน่ และพลังในการทำสิ่งต่างๆ) มากกว่าเด็กชายวัยเดียวกันในเมืองอื่น</li><li>นักเรียนหญิงวัย 15 ปีมีทักษะโดดเด่นด้านความรับผิดชอบ การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความร่วมมือกับผู้อื่น และความร่วมมือกับผู้อื่น</li><li>นักเรียนวัย 15 ปีมีทักษะทางอารมณ์และสังคมต่ำกว่านักเรียนวัย 10 ปี และเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนกันทุกเมืองที่ทำวิจัย</li></ul>



<p>จะเห็นได้ว่านักเรียนหญิงและนักเรียนชายมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป และยิ่งอายุมากขึ้น ทักษะบางอย่างจะลดต่ำลง เช่น ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ซึ่งนักเรียนวัย 10 ปีมีมากกว่า และสูงกว่าในกลุ่มนักเรียนชาย แต่กลับกันในทักษะด้านความใคร่รู้ที่</p>



<p>ประสิทธิภาพในการเรียน การประสบความสำเร็จในการเรียนสัมพันธ์กับทักษะทางอารมณ์และสังคม ในกลุ่มนักเรียนอายุ 15 ปี ความมานะพยายาม ความเชื่อใจ ความใคร่รู้ สัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการเรียนรู้ กล่าวคือ ถ้ามีทักษะทางอารมณ์และสังคมดีเท่าไหร่ ประสิทธิภาพการเรียนรู้ก็ยิ่งดีขึ้นตาม</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">การโดนกลั่นแกล้งทำให้ทักษะทางอารมณ์และสังคมถดถอย</h2>



<p>นักเรียนวัย 10 ปีในเมืองเฮลซิงกิรายงานประสบการณ์โดนกลั่นแกล้ง (bully) ถึงร้อยละ 17 โดยรายงานว่าโดนกลั่นแกล้งเดือนละ 2-3 ครั้ง ซึ่งสัดส่วนนี้ลดลงในกลุ่มนักเรียนที่มีอายุ 15 ปี เหลือร้อยละ 14 ซึ่งประสบการณ์โดนกลั่นแกล้งของนักเรียนวัย 15 ปีนั้นทั้งหญิงและชายโดนล้อเลียนมากที่สุด และนักเรียนชายโดนนักเรียนคนอื่นผลักมากกว่านักเรียนหญิงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนั้นพฤติกรรมการกลั่นแกล้งอย่างการถูกขโมยและทำลายของใช้ส่วนตัว และการถูกข่มขู่ก็มีรายงานจากนักเรียนชายมากกว่า</p>



<p>ถ้ามีประสบการณ์การณ์โดนกลั่นแกล้ง ทักษะด้านนี้ก็จะลดลง โดยทักษะกลุ่มที่จะเป็นปัญหามากที่สุดได้แก่ทักษะด้านการควบคุมอารมณ์ ทั้งการจัดการความเครียด การมองโลกแง่บวก และการจัดการอารมณ์ รองลงมาคือทักษะที่เกี่ยวกับแรงจูงใจในการประสบความสำเร็จและความเชื่อว่าตนเองจะสามารถทำตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้ เหล่านี้คือผลกระทบที่ตามมาจากการโดนกลั่นแกล้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักเรียนวัย 15 ปี ซึ่งเป็นผลกระทบระยะยาว</p>



<p>ส่วนนักเรียนอายุ 10 ปีนั้นรายงานว่าถูกกลั่นแกล้งมากกว่าวัย 15 ปีเล็กน้อย แต่พบการโดนล้อเลียนในหมู่นักเรียนชายและนักเรียนหญิงมากที่สุด รองลงมาคือการผลักกัน โดยนักเรียนชายพบเจอประสบการณ์เช่นนี้มากกว่า</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ความเหลื่อมล้ำส่งผลต่อทักษะทางอารมณ์และสังคม</h2>



<p>นักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจในครอบครัวดีมักมีทักษะทางอารมณ์และสังคมที่สูงนักเรียนที่อยู่ในครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐกิจในครอบครัวย่ำแย่ โดยนักเรียนในครอบครัวฐานะดีจะมีความเปิดกว้างสูงกว่านักเรียนที่อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะแย่กว่า</p>



<p>นักเรียนที่ทำกิจกรรมด้านกีฬาและศิลปะมีทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์และความใคร่รู้สูงกว่านักเรียนที่ไม่ได้ทำกิจกรรมด้านนี้ นั่นหมายความว่า หากโอกาสการเข้าถึงกิจกรรมเหล่านี้ทั้งในและนอกห้องเรียนแตกต่างกันย่อมส่งผลต่อทักษะทางอารมณ์และสังคมของเด็กไม่มากก็น้อย</p>



<p>ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและนักเรียนช่วยพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคม</p>



<p>ทักษะด้านความเพียรพยายาม การมองโลกแง่บวก ความร่วมมือ ความใคร่รู้ แรงจูงใจในการประสบความสำเร็จและความเชื่อว่าตนเองจะสามารถทำตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้ จะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหากครูและนักเรียนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักเรียนวัย 15 ปี</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ความกดดันจากผู้ปกครองส่งผลต่อความพึงพอใจในชีวิตนักเรียน</h2>



<p>ความพอใจในชีวิตนักเรียนวัย 10 ปี สูงกว่าวัย 15 ปีอย่างชัดเจน โดยแม้ว่าจะเจอความกดดันจากผู้ปกครองและครู นักเรียนวัยนี้กลับยังมี well-being ที่สูงอยู่อยู่เมื่อเทียบกับนักเรียนวัย 15 ปี</p>



<p>นักเรียนกลุ่มอายุ 15 ปี ที่อยู่บรรยากาศโรงเรียนแข่งขันสูง ถูกผู้ปกครองกดดัน และถูกคาดหวังจากครู รายงานความพอใจในชีวิตติดลบจากการถูกผู้ปกครองกดดันมากที่สุด ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวที่นักเรียนรายงานความพึงพอใจในชีวิตต่ำจนติดลบและมี well-being จากความกดดันประเภทนี้ต่ำที่สุด</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>อ้างอิง :</strong> Survey on Social and Emotional Skills (SSES) 2021: Helsinki (Finland) OECD</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-social-and-emotional-skills-171221/">ความสำคัญของทักษะทางอารมณ์และสังคมต่อกระบวนการเรียนรู้ “กรณีศึกษาเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
