<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การเรียนรู้ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 25 Aug 2025 08:24:33 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>การเรียนรู้ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>จาก ‘การสร้างวิญญูชน’ สู่ ‘เด็กเอเชียบ้าเรียน’ การวิวัฒน์กลับด้านเรื่องการเรียนรู้ในปรัชญาขงจื่อ กับ ศริญญา อรุณขจรศักดิ์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/sarinya-arunkhajornsak-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Apr 2025 14:04:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ตลอดชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[ขงจื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ศริญญา อรุณขจรศักดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญาขงจื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ลัทธิขงจื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเอเชีย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92776</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชุดความคิดที่มีรากจากปรัชญาขงจื่อฝังรากลึกในสังคมเอเชีย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/sarinya-arunkhajornsak-interview/">จาก ‘การสร้างวิญญูชน’ สู่ ‘เด็กเอเชียบ้าเรียน’ การวิวัฒน์กลับด้านเรื่องการเรียนรู้ในปรัชญาขงจื่อ กับ ศริญญา อรุณขจรศักดิ์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ชุดความคิดที่มีรากจากปรัชญาขงจื่อฝังรากลึกในสังคมเอเชียตะวันออกมากว่าสองพันปี จุดเริ่มต้นของปรัชญาขงจื่อมีเป้าหมายเรื่องการเปลี่ยนแปลงโลก ฟื้นฟูราชวงศ์โจว และสร้างชุมชนมนุษยธรรม ซึ่งเครื่องมือหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการสร้างสิ่งนี้คือ ‘การเรียนรู้’ ขงจื่อเสนอว่าการเรียนรู้ไม่ได้จบแค่ในห้องเรียน แต่หมายถึง ‘การเรียนรู้ตลอดชีวิต’</p>



<p>แต่ก็อย่างที่โลกเป็นมาเสมอ เมื่อชุดความคิดเคลื่อนผ่านวันเวลา ย่อมเปลี่ยนแปลงไปจากคนที่ใช้มัน ปรัชญาขงจื่อวิวัฒน์หลายครั้ง ถูกใช้เป็นอุดมการณ์ของรัฐ ไปจนถึงความคิดของคนในสังคมที่ตีความปรัชญาให้สอดรับกับความต้องการของตัวเอง</p>



<p>เด็กรุ่นใหม่จำนวนมากที่โตมาในสังคมเอเชียตะวันออก ไปจนถึงลูกหลานคนไทยเชื้อสายจีน ย่อมถูกปลูกฝังและก่อรูปรอยชีวิตผ่านแนวคิดแบบขงจื่อโดยพ่อแม่มาไม่มากก็น้อย แม้จะโดยรู้ตัวหรือไม่ คุณธรรมคำสอนเรื่องความกตัญญูและความซื่อสัตย์ย่อมถูกส่งผ่านมาถึงคนรุ่นลูก และเช่นเดียวกันที่ชุดความคิดเรื่อง ‘การศึกษายกระดับชีวิต’ ก็ย่อมถูกส่งผ่านมาด้วย ซึ่งล้วนผ่านการวิวัฒน์มาไกลจากจุดเริ่มต้น</p>



<p>ในปัจจุบันมีคำถามว่าอิทธิพลจากแนวคิดแบบขงจื่อ ส่งผลแค่ไหนที่ทำให้ ‘เด็กเอเชีย’ ต้องมุ่งมั่นเรียนหนังสือในระบบการศึกษา อยู่ในวงเวียนการกวดวิชา และคร่ำเคร่งกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย จนคล้ายว่านี่คือสิ่งสุดท้ายของชีวิต</p>



<p>แท้จริงแล้วปรัชญาขงจื่อสอนอะไร แนวคิดของขงจื่อถูกเปลี่ยนไปแค่ไหน ความคิดเรื่องการศึกษาในสังคมไทยได้รับอิทธิพลจากเรื่องนี้แค่ไหน และเราจะออกแบบการเรียนรู้อย่างไรให้เหมาะสมกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป วันโอวันพูดคุยกับ&nbsp;<strong>รศ</strong><strong>.</strong><strong>ดร.ศริญญา อรุณขจรศักดิ์</strong>&nbsp;จากภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญปรัชญาจีน</p>



<p>บทสนทนานี้เริ่มต้นด้วยการย้อนไปในยุคชุนชิว-จ้านกว๋อ ท่องไปในสังคมจีนแผ่นดินใหญ่ พลิก<em>คัมภีร์หลุนอี่ว์</em>&nbsp;ข้ามทะเลมาที่ไทย และวิพากษ์แนวคิดเรื่อง ‘การเรียนรู้-การศึกษา’ ในปัจจุบันอย่างถึงแก่น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f7723f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1744004358_427087-the101world-scaled-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จุดเริ่มต้นของปรัชญาขงจื่อมีเป้าหมายเรื่องการเปลี่ยนแปลงโลก ฟื้นฟูราชวงศ์โจว และสร้างชุมชนมนุษยธรรม คำถามคือการพัฒนาคนให้มีมนุษยธรรมและเป็นวิญญูชนนั้น ต้องมีการจัดระบบความคิดของคนผ่าน&nbsp;</strong><strong>‘</strong><strong>การเรียนรู้</strong><strong>’&nbsp;</strong><strong>อย่างไร แนวคิดเรื่องการเรียนรู้ของขงจื่อเริ่มต้นด้วยหลักคิดและบริบทแบบไหน</strong><strong></strong></h3>



<p>ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ‘ปรัชญาขงจื่อ’ กับ ‘ลัทธิขงจื่อ’ มีความแตกต่างกัน</p>



<p>ปรัชญาขงจื่อซึ่งจะพูดเป็นหลักในที่นี้คือปรัชญาที่เป็นแก่นแท้ของสำนักขงจื่อ ซึ่งเกิดในยุคชุนชิว-จ้านกว๋อของจีน หรือที่เรียกว่าปรัชญาจีนยุคคลาสสิก ซึ่งเป็นยุคที่ปรัชญาขงจื่อยังไม่ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาที่เข้ามาในจีน และยังไม่ได้ถูกยกเป็นอุดมการณ์ของรัฐ</p>



<p>ถ้าเราพูดถึงคำว่า ‘การเรียนรู้-การร่ำเรียน’ (learning) ขึ้นมาลอยๆ ก็จะเกิดคำถามทันทีว่าใครเป็นคนที่เรียนรู้หรือร่ำเรียน เรากำลังหมายถึงการเรียนรู้ในกรอบของการเมืองการปกครองหรือเปล่า หรือมองในแง่ของปัจเจกบุคคล คำว่าการเรียนรู้มีความหมายกว้างมาก</p>



<p>แต่ถ้าโจทย์เริ่มจากตัวขงจื่อที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกและสร้างชุมชนที่มีมนุษยธรรม การอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดก็ต้องกลับไปดูสิ่งที่ขงจื่อเสนอ นั่นคือเมื่อเรากล่าวถึงคำว่า ‘เปลี่ยนแปลงสังคม’ ในกรณีของคนที่ไม่เข้าใจขงจื่อจะเข้าใจว่าเป็นการออกแบบใหม่ การสร้างสิ่งใหม่ หรือการพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ในกรณีแนวคิดของขงจื่อ ขงจื่อไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยการสร้างสิ่งใหม่ แต่มีลักษณะเป็นการรื้อฟื้นของเก่า</p>



<p>เป้าหมายหลักจริงๆ ของขงจื่อคือ ‘การสร้างสังคมมีมนุษยธรรมที่มีความกลมกลืน’ ในภาษาจีนเรียกว่า&nbsp;<em>เหอ</em>&nbsp;(和) แปลเป็นไทยได้ว่ากลมกลืน กลมเกลียว หรือในภาษาอังกฤษคือ harmony ซึ่งคำนี้ใช้ในบริบทที่หลากหลาย เช่น ในบริบทความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ความสอดคล้องระหว่างการกระทำกับอารมณ์ความรู้สึก แต่ในที่นี้ขงจื่อใช้ในบริบทของสังคมที่มีความหลากหลายแต่อยู่กันได้อย่างกลมเกลียว</p>



<p>เพราะฉะนั้น เมื่อโจทย์ของขงจื่อเป็นเรื่องเหล่านี้ จึงทำให้ขงจื่อเห็นว่าการเรียนรู้ควรมีจุดโฟกัสที่คุณธรรมจริยธรรม แต่คำว่า ‘ชุมชนมีมนุษธรรม’ ตามแนวคิดขงจื่อไม่ได้หมายถึงแค่คนที่มีคุณธรรมเท่านั้น แต่หมายรวมถึงคนที่มีจารีตแบบแผนปฏิบัติ มีวัฒนธรรม มีอารยะด้วย ซึ่งการมีวัฒนธรรมในที่นี้ก็ไม่ได้หมายถึงการทำให้คนกลมกลืนเหมือนกันหมด แต่ต้องมีความหลากหลาย ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของขงจื่อคือการสร้างสังคมที่เปิดกว้างให้มีความเป็นพหุวัฒนธรรมด้วย</p>



<p>การเรียนรู้หรือการร่ำเรียนของขงจื่อ ถ้าเทียบกับปัจจุบันจึงไม่ใช่การฝึกคนเป็นแรงงานเพื่อตอบสนองนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐ แต่คือการสร้างคนเพื่อนำไปสู่ชุมชนที่มีลักษณะของความกลมเกลียวและมีมนุษยธรรม</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คำแรกที่เราพูดถึงคือ&nbsp;</strong><strong>‘</strong><strong>การเรียนรู้</strong><strong>’</strong><strong>&nbsp;(</strong><strong>learning)&nbsp;</strong><strong>ที่ต้องการความกลมเกลียว แต่ยังมีอีกคำหนึ่งคือ&nbsp;</strong><strong>‘</strong><strong>การศึกษา</strong><strong>’&nbsp;</strong><strong>(</strong><strong>education</strong><strong>) หากย้อนกลับไปในยุคขงจื่อยังมีชีวิต ณ ตอนนั้นมีเรื่องการศึกษาหรือยัง ขงจื่อพูดถึงเรื่องการศึกษาเอาไว้อย่างไร</strong></h3>



<p>ถามว่ามีไหม มี แต่ไม่ได้อยู่ในลักษณะที่แยกขาดจากกันระหว่างการเรียนรู้กับการศึกษา สองสิ่งนี้ถือว่าอยู่ด้วยกัน</p>



<p>แต่ถ้าจะให้กล่าวแยกอย่างชัดเจน การเรียนรู้คือการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของตัวเอง เป็นเรื่องการขัดเกลาภายในจิตใจและอุปนิสัย ถ้าจะให้ยึดโยงกับสมัยปัจจุบันหน่อย การเรียนรู้แบบขงจื่อคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) หมายความว่าไม่ได้เน้นการเรียนรู้ที่อยู่ในระบบการศึกษา ที่มีกระบวนการ ระบบ หรือแบบแผนชัดเจนอย่างระบบการศึกษาในปัจจุบัน ประมาณว่าพอจบการศึกษาในระบบก็เน้นหางานทำ ไม่ต้องเรียนรู้อะไรแล้ว แต่ตามวิธีคิดของขงจื่อ ขงจื่อมองว่าการเรียนรู้สามารถทำได้ตลอดชีวิต ดังนั้นการเรียนรู้คุณธรรมจริยธรรมหรือการร่ำเรียนเพื่อสร้างสังคมที่กลมเกลียว จะไม่ใช่แค่ได้ใบปริญญาแล้วหยุดเรียน แต่ต้องเรียนรู้ทั้งชีวิต</p>



<p>ถ้าพูดถึงเรื่องการศึกษาในยุคขงจื่อ อาจเรียกได้ว่าขงจื่อเป็นครูเอกชนคนแรกของจีน ขงจื่อตั้งสำนักหรือโรงเรียน เปิดรับลูกศิษย์มากมาย ขงจื่อเป็นผู้ที่ปูพื้นฐานเรื่องการศึกษาโดยไม่มีการแบ่งชนชั้น เพราะขงจื่อถือว่า ถ้าต้องการที่จะเรียนรู้ “แม้มีเนื้อแห้งมาให้ห่อเดียวก็ยินดีสอน” กล่าวคือ ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกขุนนางถึงจะสอน แต่ใครก็ตามที่อยากเรียนก็มาขอเรียนกับขงจื่อได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในยุคนั้นขงจื่อสอนอะไรลูกศิษย์ในสำนัก</strong><strong></strong></h3>



<p>ขงจื่อให้ลูกศิษย์อ่านคัมภีร์กวีนิพนธ์ ต้องเรียนดนตรี เรียนรู้จารีตพิธีกรรม ต้องรู้ว่าพิธีกรรมเหล่านี้ควรปฏิบัติอย่างไร เรื่องเหล่านี้ก็เหมือนการเรียนทฤษฎีเมื่อเทียบกับโรงเรียนปัจจุบัน</p>



<p>ขงจื่อยืนยันว่าลูกศิษย์ต้องร่ำเรียนกวีนิพนธ์ เนื่องจากเนื้อหาในคัมภีร์กวีนิพนธ์เป็นการกล่าวถึงวิถีชีวิตของชาวบ้าน มีการบรรยายอารมณ์ความรู้สึก และมีบางบทกวีที่ว่าด้วยจารีต พิธีกรรมในวัง ประมาณว่าคัมภีร์กวีนิพนธ์ทำให้เกิดการกล่อมเกลาอารมณ์และความรู้สึก ทำให้เห็นว่ามนุษย์คิดและมีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร มีการแสดงออกความคิดและอารมณ์ความรู้สึกนั้นออกมาอย่างไร ทำให้เรารู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไร หรือควรเศร้าอย่างไรกับเรื่องนี้เรื่องนั้น ฯลฯ เป็นการสอนให้เข้าใจความเป็นมนุษย์ผ่านการอ่านงานวรรณกรรมนั่นเอง กล่าวอีกอย่างคือให้เราเห็นถึงคุณค่าทางจริยะและสุนทรียะของสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจารีตหรืออารมณ์ของผู้คน เพื่อมาขัดเกลาตนเอง</p>



<p>ในขณะเดียวกัน ขงจื่อก็เน้นเรื่องการเรียนรู้คุณธรรมจริยธรรม สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการเป็นครู ไม่ใช่แค่ถ่ายทอดความรู้เท่านั้น แต่ครูในแบบของขงจื่อเป็นผู้กระตุ้น ส่งเสริม และสนับสนุนให้ผู้เรียนมีการพัฒนาจริยธรรมและความรู้ในเชิงให้การศึกษาไปพร้อมๆ กัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มากไปกว่าเรื่องการสอนในสำนัก อะไรคือหลักคำสอนที่สะท้อนฐานคิดของปรัชญาขงจื่อ</strong><strong></strong></h3>



<p>แนวคิดที่สำคัญของปรัชญาขงจื่อคือ ‘มนุษยธรรม’ ภาษาจีนคือ ‘<em>เหริน</em>’ (仁) ส่วนอีกคำหนึ่งคือคำว่า ‘จารีต’ ภาษาจีนคือ ‘<em>หลี่</em>’ (礼) สองคำนี้เป็นแกนของหลักคิดขงจื่อ</p>



<p>มนุษยธรรม หรือ&nbsp;<em>เหริน</em>&nbsp;ถ้าดูจากรากศัพท์ก็คือคุณธรรมแห่งความเป็นมนุษย์ คำอธิบายของขงจื่อที่ปรากฏใน<em>คัมภีร์หลุนอี่ว์</em>&nbsp;มีเพียงบทเดียวที่ขงจื่ออธิบายให้นิยามไว้ว่ามนุษยธรรมคือ ‘การรักมนุษย์’ ขงจื่อมองว่ามนุษย์ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว มนุษย์ต้องสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ใช่เป็น rational being เหมือนอย่างปรัชญาตะวันตก กล่าวอีกอย่างคือความเป็นมนุษย์ไม่ได้มีแก่นแกนที่ความสามารถในการคิดอย่างเป็นเหตุผล แต่ความเป็นมนุษย์นั้นก่อเกิดในความสัมพันธ์กับผู้อื่น</p>



<p>ดังนั้น เมื่อความเป็นมนุษย์อยู่ในเครือข่ายความสัมพันธ์ การพัฒนาคุณธรรมที่แสดงความเป็นมนุษย์คือการรู้ว่าจะปฏิบัติและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างไร ในเรื่องของการปฏิสัมพันธ์ ขงจื่อเน้นย้ำในเรื่องการต่างตอบสนองว่า ‘คุณรักเป็นหรือไม่’ ซึ่งเมื่อพูดถึงความรัก โดยทั่วไปคนจะคิดในเชิง romantic love แต่การรักพ่อแม่ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง รักเพื่อนก็เป็นอีกแบบหนึ่ง รักผู้ปกครองก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เช่น การรักพ่อแม่ ขงจื่อจะใช้คุณธรรมเรื่อง ‘ความกตัญญู’ การรักผู้ปกครองจะใช้คุณธรรมเรื่อง ‘ความภักดี’ จะเห็นว่าคุณธรรมที่ขงจื่อสอนนั้นสะท้อนมนุษยธรรมหรือความรักในมนุษย์ทั้งหมด เมื่อมนุษย์มีความสัมพันธ์กับใคร ก็ต้องเรียนรู้วิธีว่าจะรักอย่างไรอย่างเหมาะสม</p>



<p>ส่วนจารีต หรือ&nbsp;<em>หลี่&nbsp;</em>ขอบเขตของคำนี้กว้างมาก แม้จะแปลเป็นภาษาไทยว่าจารีต แต่จริงๆ แล้วคำนี้ครอบคลุมถึงมารยาท ประเพณี พิธีกรรม รัฐพิธี การปฏิบัติจริยธรรมที่ถูกต้องเหมาะสม และวัฒนธรรมด้วย เช่น เรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหาร หรือการจัดพิธีกรรมต่างๆ อย่างเชงเม้ง สิ่งเหล่านี้ก็เรียกว่าจารีต ถ้าเปรียบเทียบกับประเพณีไทยที่มีมาอย่างยาวนานอย่างการลอยกระทง ก็ถือว่าเป็นจารีตเหมือนกัน</p>



<p>คำถามคือแล้วจารีตมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับมนุษยธรรม ขงจื่อมองว่าเมื่อเรารักมนุษย์ ความรักคืออารมณ์ความรู้สึกภายใน แต่ถ้าไม่มีวิธีการสื่อสารหรือแสดงออกที่เหมาะสม รักอาจจะไม่เป็นรัก แต่กลายเป็นการทำลาย เช่น พ่อแม่รักลูกโดยการประเคนทุกสิ่งทุกอย่างให้ลูก การกระทำแบบนี้ของพ่อแม่ แม้จะเป็นความรัก แต่ถ้าไม่มีการปฏิบัติหรือแสดงออกที่เหมาะสม ก็อาจเป็นการทำลายลูกได้เหมือนกัน</p>



<p>ขงจื่อมองว่าหากในสังคมไม่มีวิธีการปฏิบัติและแสดงออกขั้นต่ำที่ผู้คนเห็นพ้องต้องกัน จะนำไปสู่ปัญหา กลายเป็นว่าต่างคนต่างตีความ ทำให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ความสัมพันธ์ก็ไม่งอกเงย สุดท้ายความกลมกลืนก็ไม่เกิดขึ้น&nbsp;<em>หลี่</em>จึงสำคัญหากมองในแง่นี้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อยากให้อธิบายเรื่องคุณธรรมที่แตกต่างของแต่ละความสัมพันธ์</strong><strong></strong></h3>



<p>ขงจื่อให้ภาพว่ามนุษย์ต้องอยู่ในความสัมพันธ์พื้นฐานทั้งห้าแบบ ประกอบด้วย 1.พ่อแม่-ลูก 2.พี่-น้อง 3.สามี-ภรรยา 4.เพื่อน-เพื่อน 5.ผู้ปกครอง-ผู้ใต้ปกครอง</p>



<p>ตาม<em>คัมภีร์หลุนอี่ว์</em>&nbsp;ขงจื่ออธิบายไว้ว่าในความสัมพันธ์ทั้งห้านี้มีคุณธรรมอะไรบ้าง เราจะรักอีกฝ่ายหนึ่งอย่างไร ยกเว้นเรื่องของคู่สามีภรรยาที่ไม่มีตัวบทกล่าวถึงอย่างชัดเจน มีคนให้คำอธิบายว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าในยุคสมัยนั้นมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างสามี-ภรรยาไม่ใช่ปัญหา ทำให้ลูกศิษย์ไม่บันทึกบทสนทนาเกี่ยวกับคู่ความสัมพันธ์นี้ สังคมสมัยนั้นเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียว คุณธรรมของสามี-ภรรยาคือความซื่อสัตย์</p>



<p>ในยุคของขงจื่อ ความสัมพันธ์ที่ถูกมองว่ามีปัญหาคือความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่-ลูก และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครอง-ผู้ใต้ปกครอง ในสมัยขงจื่อ ความกตัญญูกลายเป็นเพียงการเลี้ยงดูพ่อแม่เท่านั้นโดยขาดความเคารพ ส่วนผู้ปกครองก็ขึ้นสู่อำนาจอย่างไม่ชอบธรรมและใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล ความภักดีกลายเป็นการรับใช้ผู้ปกครองเช่นนี้อย่างหลับหูหลับตา ในสมัยนั้น การปกครองเป็นแบบศักดินาสวามิภักดิ์ ผู้ปกครองก็คือฮ่องเต้ ท่านอ๋อง เจ้าเมือง ประมาณนี้ แต่ถ้าเทียบกับปัจจุบันจะเทียบเป็นหัวหน้ากับลูกน้องด้วยก็ได้ ใน<em>คัมภีร์หลุนอี่ว์</em>จึงมีบันทึกถึงคุณธรรมและปัญหาในสองความสัมพันธ์นี้เป็นหลัก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ed6e8f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1744004614_118497-the101world-scaled-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปัจจุบันนี้มีการวิจารณ์ปรัชญาของขงจื่อในแง่ของการกดทับเชิงอำนาจ เช่น เราต้องนับถือบรรพบุรุษ เราต้องเคารพพ่อแม่ แต่ความกตัญญูกลายเป็นการทำร้ายลูกเสียเอง หรือแนวคิดขงจื่อทำให้เกิดวิธีคิดชายเป็นใหญ่ เช่น ภรรยาต้องเคารพสามี อาจารย์มองประเด็นนี้อย่างไร</strong><strong></strong></h3>



<p>คำถามนี้มีสองประเด็น คืออำนาจนิยมกับชายเป็นใหญ่</p>



<p>เอาเรื่องอำนาจนิยมก่อน ใน<em>คัมภีร์หลุนอี่ว์</em>&nbsp;ขงจื่อกล่าวไว้ชัดเจนว่าเรื่องลูกกตัญญูต่อพ่อแม่ ไม่ได้หมายความว่าลูกต้องเชื่อฟังคล้อยตามทุกสิ่งอย่าง ลูกสามารถทัดทานหรือไม่เห็นด้วยกับพ่อแม่ก็ได้ แต่วิธีการที่ลูกจะแสดงตัวตนหรือจุดยืนของตน ขงจื่อเน้นว่าการทัดทานนั้นต้องมีลักษณะของการทัดทานอย่างสุภาพ ซึ่งก็เป็นวิธีหนึ่งของการต้านทานอำนาจนิยม ที่หมายถึงการที่ผู้อยู่เหนือกว่ามีคำสั่งให้เราทำบางอย่างโดยที่เราเป็นผู้น้อย ในขณะเดียวกัน คำว่ามนุษยธรรมก็รวมถึงคนที่อยู่เหนือกว่าก็ต้องมีคุณธรรมนี้ด้วย กล่าวอีกอย่างคือ ไม่ใช่ว่าคนที่อยู่เหนือกว่าจะทำตัวอย่างไรก็ได้ จะต้องมีความเห็นอกเห็นใจ พ่อแม่ก็ต้องมีความรักต่อลูกอย่างถูกต้องเหมาะสม</p>



<p>กลับไปที่เรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต ถ้าการเรียนรู้มีขีดจำกัดอยู่เพียงช่วงอายุใดอายุหนึ่ง ก็จะนำมาสู่สำนวนที่ว่า ‘อาบน้ำร้อนมาก่อน’ กล่าวคือฉันเป็นผู้ที่เรียนรู้มาก่อน ไม่ต้องเรียนรู้เพิ่มแล้ว แต่ในเมื่อการเรียนรู้ของขงจื่อหมายถึงการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย ผู้ที่อยู่เหนือกว่าก็ควรเรียนรู้เพิ่มเติมผ่านการเปิดกว้างรับฟังด้วย</p>



<p>การนำแนวคิดของขงจื่อไปใช้จนวิวัฒน์กลายเป็นภาพของอำนาจนิยมที่เห็นในปัจจุบัน ก็อาจเข้าใจได้จากเรื่องของลำดับชั้น (hierarchy) เพราะสังคมที่มีมนุษยธรรมของขงจื่อเองก็เป็นชุมชนที่ไม่ได้เท่าเทียมในความหมายปัจจุบัน กล่าวคือ ไม่ได้มีสิทธิหรือเสรีภาพเหมือนในตอนนี้ แต่เป็นสังคมที่ผู้คนมีบทบาทสถานภาพแบ่งเป็นช่วงชั้น แต่ช่วงชั้นนั้นเป็นความเสมอภาคที่ไม่เท่าเทียม</p>



<p>ความเสมอภาคที่ไม่เท่าเทียมคืออะไร ยกตัวอย่างเช่น คนคนหนึ่งเกิดมาเป็นลูกก็จะอยู่ในสถานะลูกซึ่งเป็นช่วงชั้นที่ต่ำกว่าเพราะเขามีพ่อแม่ แต่เมื่อเติบโตขึ้น คนคนนั้นก็จะกลายเป็นพ่อแม่และมีลูกซึ่งอยู่ต่ำกว่าอีกขั้นหนึ่ง กล่าวอีกอย่างคือ คนคนหนึ่งสามารถเปลี่ยนการครองสถานภาพและบทบาทได้ในเชิงพลวัต&nbsp;เป็นได้ทั้งผู้ที่ต่ำกว่าและสูงกว่า เป็นความเสมอภาคในความหมายนี้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีคนเข้าใจว่าวิธีคิดของขงจื่อเป็นการสนับสนุนอำนาจนิยม แต่ถ้าพิจารณาในเนื้อแท้ของปรัชญาก็จะพบว่าไม่เป็นเช่นนั้น กล่าวคือ ขงจื่อมีวิธีทัดทานความเป็นอำนาจนิยมเหล่านั้น หรือไม่ได้ไปถึงอำนาจนิยมแบบสุดโต่ง</p>



<p>ส่วนประเด็นเรื่องชายเป็นใหญ่ เรื่องนี้ค่อนข้างตอบยาก เพราะเป็นเรื่องที่ขงจื่อถูกวิจารณ์มาตลอด คำตอบนี้อาจจะไม่ถูกใจเฟมินิสต์บางกลุ่ม แต่ถ้าเราดูในแง่ของคำสอนขงจื่อ จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้โฟกัสที่เพศใดเพศหนึ่งเสียทีเดียว เช่นเรื่องของความกตัญญู ก็ไม่ได้บอกว่าเฉพาะลูกชายหรือลูกสาวเท่านั้นที่ต้องกตัญญู ยกเว้นในบริบทการเมืองการปกครองและการสืบสกุลที่จะเน้นความกตัญญูของบุตรชาย หรืออย่างเรื่องการเรียนรู้ ก็ไม่ได้กำหนดว่าเฉพาะเพศชายเท่านั้นที่สามารถทำได้ ผู้หญิงก็ร่ำเรียนได้ ผู้หญิงก็เป็นวิญญูชนได้ แต่พื้นที่ชีวิตของผู้หญิงกับผู้ชายมีความแตกต่าง ในสมัยของขงจื่อ ขงจื่อเน้นความสำคัญของวิญญูชนในการรับราชการ ผู้ที่พาตัวเองไปถึงการเป็นวิญญูชนจนสามารถรับราชการได้ จึงดูเหมือนจำกัดไว้เฉพาะผู้ชาย ดังนั้น เนื้อหาในปรัชญาขงจื่อไม่ถึงขนาดปิดกั้นเพศหญิง</p>



<p>แต่เรื่องที่แย้งยาก คือใน<em>คัมภีร์หลุนอี่ว์</em>มีบทสนทนาเกี่ยวกับผู้หญิงน้อยมาก ลักษณะของ<em>คัมภีร์หลุนอี่ว์</em>คือเป็นบันทึกบทสนทนาระหว่างขงจื่อกับลูกศิษย์ ผู้ที่บันทึกก็คือบรรณาธิการที่เป็นกลุ่มลูกศิษย์ ดังนั้นก็จะมีการคัดเลือกคำพูดของขงจื่อมารวบรวมเป็นคัมภีร์ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 20 เล่ม น่าสนใจว่าทำไมมีเรื่องผู้หญิงน้อย เป็นเพราะลูกศิษย์ไม่ถาม หรืออาจจะถาม แต่บรรณาธิการเห็นว่าไม่น่าสนใจเลยตัดออก</p>



<p>การพูดเรื่องผู้หญิงในคัมภีร์ก็มีอยู่บ้าง ในทำนองว่า ขงจื่อจัดให้ผู้หญิงอยู่ในกลุ่มเดียวกับ<em>เสี่ยวเหริน</em>&nbsp;หรือคนใจแคบ ซึ่งขงจื่อมองว่าเป็นกลุ่มที่จัดการยาก แต่การพูดทำนองว่าผู้หญิงเป็นวิญญูชนได้ไหม หรือมีบทบาทอย่างไร มีน้อยมาก จึงไม่แปลกใจที่จะมีภาพว่าขงจื่อไม่ค่อยให้ความสำคัญกับผู้หญิง แต่อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าถ้าพิจารณาในเนื้อหาของคำสอนที่เป็นแก่นคิดหลักอย่างมนุษยธรรมและจารีต ก็ไม่ได้มีการแบ่งเพศอยู่แล้ว</p>



<p>มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับขงจื่อและแนวคิดเฟมินิสต์ ซึ่งเป็นที่นิยมมากเมื่อช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา โดยไปดูว่าเนื้อหาคำสอนของขงจื่อสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเฟมินิสต์อย่างไรบ้าง มีคนเสนอว่าวิธีคิดของขงจื่อมีความเข้ากันกับปรัชญาเฟมินิสต์ในเรื่องของ ethics of care กล่าวคือ&nbsp;<em>เหริน</em>ในคำสอนของขงจื่อคือการรักมนุษย์ ในขณะที่ปรัชญาเฟมินิสต์เน้นจริยศาสตร์ที่ใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นเครื่องชี้นำทางศีลธรรม ซึ่งผู้หญิงมักมีภาพลักษณ์ว่าใช้อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล จึงมีคนกล่าวว่าคำสอนของขงจื่ออาจเข้ากันได้ดีกับแนวคิดเฟมินิสต์ด้วยซ้ำ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กลับมาที่เรื่องการศึกษา ปรัชญาขงจื่อวิวัฒน์มาอย่างไรจนถูกเอาไปใช้เป็นการส่งเสริมนโยบายของรัฐอย่างที่กล่าวไว้ตอนต้น</strong><strong></strong></h3>



<p>หลังจากการล้มสลายของราชวงศ์ฉินซึ่งปกครองอำนาจแบบรวมศูนย์ตามแนวคิดนิตินิยม ราชวงศ์ฮั่นในสมัยต่อมาได้นำคำสอนของขงจื่อมาใช้เป็นเครื่องมือในการปกครอง เพื่อตอบสนองเป้าหมายการสร้างรัฐที่มีธรรมาภิบาล หลังจากนั้นเป็นต้นมา ปรัชญาขงจื่อก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น การให้ความสำคัญกับบางคุณธรรมอย่างความกตัญญูและความภักดี แล้วยกขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการปกครองตามระบบรัฐราชการที่มีลำดับชั้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การสอบจอหงวนมีความเกี่ยวข้องกับวิธีคิดแบบขงจื่อหรือไม่</strong><strong></strong></h3>



<p>ระบบสอบจอหงวนหรือการสอบเข้ารับราชการ ไม่ได้เกิดในยุคของขงจื่อในยุคชุนชิว-จ้านกว๋อ แต่มาเกิดภายหลังในราชวงศ์สุย และยกเลิกในปลายราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีนก่อนที่จะเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นสังคมนิยม เพราะฉะนั้น ในยุคของขงจื่อไม่มีการสอบอะไรแบบนั้น</p>



<p>การสอบจอหงวนหรือการสอบเข้ารับราชการมีลักษณะเป็นการสอบระดับชาติ เป็นความใฝ่ฝันของคนยุคนั้น การสอบจอหงวนเป็นหนทางสู่การยกระดับฐานะของผู้คนทั้งในแง่เศรษฐกิจและเกียรติยศชื่อเสียง และที่สำคัญคือการสอบจอหงวนไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ ไม่เกี่ยวกับลูกท่านหลานเธอ เปิดโอกาสให้มีการสอบอย่างเท่าเทียม แม้ว่าจะไม่อนุญาตให้ผู้หญิงสอบ แต่ก็ถือเป็นการสอบที่มีความยุติธรรมในระดับหนึ่ง คือวัดที่การสอบเลยเพื่อคัดสรรคนที่มีความรู้ความสามารถระดับหัวกะทิ</p>



<p>ส่วนเรื่องความเกี่ยวข้องกับขงจื่อ อาจเกี่ยวในแง่ของลัทธิขงจื่อ แต่ไม่ได้เกี่ยวกับปรัชญาขงจื่อโดยตรง คือข้อสอบจอหงวน ส่วนหนึ่ง ใช้<em>คัมภีร์หลุนอี่ว์</em>ของสำนักขงจื่อและอรรถกถาที่รัฐยอมรับ มาเป็นเนื้อหาในการสอบ ซึ่งสะท้อนว่ารัฐกำลังบังคับให้ผู้เข้าสอบมีความรู้ชุดเดียวกันโดยใช้การสอบจอหงวนเป็นเครื่องมือ ทำให้ผู้คนซึมซับความรู้นั้นจนอยู่ในวิถีปฏิบัติของชีวิตของเขาด้วย ประมาณว่ารัฐต้องการให้คนในสังคมยึดถือและปฏิบัติตามคุณค่าบางอย่างโดยไม่ต้องออกเป็นกฎหมายบังคับ แต่ใช้เครื่องมือของการศึกษาผ่านการสอบเข้ารับราชการ ควบคุมผู้คนให้ยอมรับชุดคุณค่าและความรู้นั้น ก็ถือได้ว่าเป็นเทคนิคของรัฐที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมและควบคุมเรื่องที่อยากให้ประชาชนรู้หรือให้คุณค่า</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปรัชญาขงจื่อเสริมอำนาจให้ฝ่ายปกครองอย่างไร ทำไมรัฐถึงเลือกคำสอนแบบขงจื่อมาเป็นเครื่องมือ</strong></h3>



<p>คุณธรรมความกตัญญูที่ขงจื่อยึดถือเป็นหลัก จากเดิมที่ปฏิบัติความกตัญญูกับพ่อแม่เท่านั้น เมื่อกลายเป็นอุดมการณ์ของรัฐ ความกตัญญูได้กลายเป็นความภักดี กลายเป็นนำเอาคำว่า ‘กตัญญู’ และ ‘ภักดี’ มาใช้แทนกันได้ ดังนั้น เมื่อมีการนำขงจื่อมาเป็นอุดมการณ์ของรัฐ ก็เกิดความเข้าใจว่าสองคุณธรรมนี้คือสิ่งเดียวกัน ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ใช่สิ่งที่ขงจื่อสอน<s></s></p>



<p>การที่เรากตัญญูต่อพ่อแม่ เราไม่จำเป็นต้องกตัญญูต่อรัฐ หรือถ้าต้องเลือกให้ความสำคัญ ขงจื่อจะนึกถึงพ่อแม่ก่อน แต่พอคำสอนขงจื่อกลายเป็นอุดมการณ์ของรัฐ กลายเป็นว่าเราให้น้ำหนักของความกตัญญูกับความภักดีแทบจะใกล้เคียงกัน ทำให้ผู้คนยึดถือความภักดีเป็นหลักเพราะมองว่าเป็นสิ่งที่เหมือนความกตัญญู</p>



<p>เราลองนึกถึงคุณธรรมในคู่ความสัมพันธ์อื่น เช่น เพื่อน-เพื่อน คุณธรรมหลักคือความจริงใจ แต่ทำไมรัฐถึงไม่ใช้คุณธรรมนี้เป็นหลักในการปกครอง ทำไมถึงใช้ความภักดีเป็นเครื่องมือเทียบเคียงกับความกตัญญูโดยทำให้น้ำหนักใกล้กัน เวลาที่เรารักพ่อแม่ จะเห็นได้ว่าเราทั้งรัก เทิดทูน เคารพ และลงแรงแค่ไหน การนำเอาความภักดีมาทำให้เกือบเป็นอย่างเดียวกัน จึงกลายเป็นเครื่องมือในการทำให้คนอยู่ในอาณัติและมองว่าการภักดีต่อรัฐก็เหมือนการกตัญญูต่อบิดามารดา&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จีนมีการพลิกแผ่นดิน เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองครั้งใหญ่ แต่แนวคิดขงจื่อยังดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้ แสดงว่าคำสอนของขงจื่อต้องสอดรับอุดมการณ์บางอย่างที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยในสังคมจีน หรือไม่ถูกกระเทือนจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเลย</strong><strong>?</strong></h3>



<p>ถ้าคำสอนทำให้สังคมเป็นปึกแผ่น เขาก็ยิ่งส่งเสริมด้วยซ้ำ เหมือนอย่างที่รัฐบาลจีนใช้ขงจื่อเป็นสัญลักษณ์ในการส่งออกและสื่อสารวัฒนธรรมจีนไปทั่วโลก</p>



<p>คุณธรรมบางอย่างซึ่งมาจากขงจื่อยังมีอยู่ในสังคมจีน เช่น ความกตัญญูที่มีมาตลอดในสังคมจีน หรือประเพณีไหว้บรรพชนก็ยังไม่เคยเปลี่ยน ทุกวันนี้ก็ยังมีเทศกาลเชงเม้ง พิธีกรรมเหล่านี้ยังไม่ได้เปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นก็อาจพูดได้ว่า อะไรที่ไม่ได้กระทบกระเทือนกับอำนาจรัฐ รัฐบาลจีนก็คงไม่มาอะไรด้วยหรอก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a5a9a5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1744004684_692605-the101world-scaled-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อยากชวนคุยเรื่องคนจีนโพ้นทะเลในไทย ในความเห็นของอาจารย์ คนจีนโพ้นทะเลมีการนำเอาวิธีคิดเรื่องการเรียนแบบปรัชญาขงจื่อที่วิวัฒน์แล้วมาใช้มากน้อยแค่ไหน เช่น อาจยังมีความเชื่อว่าถ้าลูกหลานมีการศึกษาที่ดีก็จะช่วยยกระดับทางสังคมได้ ซึ่งอาจเป็นชุดความคิดที่ใกล้เคียงกับการสอบจอหงวนในสังคมจีน</strong><strong></strong></h3>



<p>จะมองให้เชื่อมโยงก็เกี่ยวได้ เพราะปัจจุบันไม่มีการสอบจอหงวนแล้ว แต่มีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในจีนที่เรียกว่า ‘เกาเข่า’ เป็นเทศกาลการสอบของเด็กกว่า 13 ล้านคนในประเทศจีน ซึ่งก็เหมือนการสอบแอดมิชชันในไทยที่เป็นการสอบใหญ่ระดับประเทศ กรณีนี้คล้ายกับการสอบซูนึงที่เกาหลีใต้เหมือนกัน ที่ห้ามไม่ให้มีเครื่องบินบินผ่านในช่วงสอบ คือเขาจริงจังกันมากในเรื่องนี้ สถานการณ์นี้มีความใกล้เคียงกันมากถึงแม้จะคนละวัฒนธรรม</p>



<p>การสอบแอดมิชชันก็คล้ายกับการสอบจอหงวน แต่ต่างกันตรงที่การสอบจอหงวนมีเป้าหมายเพื่อเข้ารับราชการและยกระดับฐานะ แต่การสอบแอดมิชชันคือการเอาคะแนนไปเลือกมหาวิทยาลัย ซึ่งก็หมายความว่าเมื่อคุณได้คะแนนดี คุณก็มีโอกาสได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดีๆ และมีแนวโน้มหรือการันตีว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิต</p>



<p>เรื่องนี้ส่งผลต่อระบบการศึกษา ความเข้าใจของพ่อแม่และตัวเด็กเองมองว่าการสอบครั้งนี้เป็นการสอบที่สำคัญมากในชีวิต จึงทำให้พ่อแม่หรือระบบการศึกษาของไทยเข้มงวดมาก ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่การวางระบบการศึกษาที่ผูกกับการสอบแบบนี้จะทำให้พ่อแม่ต้องส่งลูกเข้าโรงเรียนกวดวิชา</p>



<p>แต่หากมองแนวคิดของขงจื่อที่ว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต การสอบครั้งนี้ย่อมไม่ใช่ตัวชี้วัดจุดจบของชีวิต เพราะโลกนี้ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มักมีมุกตลกที่ชอบแซวว่ามีแต่พวกเอเชียเท่านั้นแหละที่บ้าเรียนหนังสือ บ้าวิชาการ เรื่องนี้เกี่ยวกับแนวคิดแบบขงจื่อที่วิวัฒน์แล้วอย่างไรบ้างไหม</strong></h3>



<p>อาจเกี่ยวข้องกับค่านิยมที่ว่าการศึกษานำพาไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งค่านิยมนี้ก็อาจจะมาจากขงจื่อด้วย เพราะขงจื่อให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาและการเล่าเรียน แต่อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าขงจื่อมีทั้งเรื่องการศึกษาตลอดชีวิตและเรื่องของการตั้งสำนักศึกษา แต่ไม่ได้มองว่าต้องเรียนอย่างนี้จึงจะประสบความสำเร็จในชีวิต ขงจื่อมีโจทย์ที่ชัดเจนว่าต้องการเปลี่ยนสังคม ดังนั้นคนที่ขงจื่อต้องการคือคนที่ผ่านการเรียนรู้ขัดเกลาคุณธรรมจริยธรรมเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนสังคม</p>



<p>แต่ในกรณีของเรา เป้าหมายคือหน้าที่การงานที่ดี ซึ่งเป็นเป้าหมายในเชิงส่วนตัว ไม่ใช่เป้าหมายในทำนองว่าเรียนแล้วจะไปเปลี่ยนประเทศไทยอย่างไร คนที่คิดแบบนี้ก็อาจมีบ้าง แต่ส่วนมากก็คิดว่าจะร่ำรวยหรือประสบความสำเร็จอย่างไร ทำให้ความคิดเรื่องที่ว่าการศึกษานำพาไปสู่ความสำเร็จนั้นมักเป็นความสำเร็จส่วนบุคคล เช่น การตั้งเป้าหมายจะเป็นอายุน้อยร้อยล้าน การที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมายนั้นก็มีการศึกษาเป็นใบเบิกทาง เหมือนว่าเขาไม่เห็นช่องทางอื่นในความสำเร็จเลย แต่เรื่องนี้ก็พูดยาก เนื่องจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน ทำให้เห็นว่าแม้ไม่ได้รับการศึกษาในระบบก็ประสบความสำเร็จได้</p>



<p>ในจีนมีข่าวว่ามีคนเรียนจบปริญญาโทสองใบแต่ต้องไปทำงานร้านฟาสต์ฟู้ด เหมือนคนในปัจจุบันเริ่มเห็นแล้วว่าการศึกษาไม่ใช่ใบเบิกทางไปสู่ความสำเร็จอีกต่อไปแล้ว ซึ่งอาจทำให้คนในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนไปในเรื่องมุมมองการศึกษา แต่คุณค่าและความเข้าใจนี้ยังมีอยู่ เพราะยังอยู่ในคำสอนของพ่อแม่ที่บังคับให้ลูกทำตาม</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อาจารย์มองว่าการศึกษาในระบบมี<em>เหริน</em>อยู่ในนั้นไหม เพราะเมื่อเด็กถูกจับเข้าสู่โหมดวิชาการ ไม่แน่ใจว่าเขาถูกสอนเรื่องมนุษยธรรมแค่ไหน</strong><strong></strong></h3>



<p>เรื่องนี้โยงกับคำถามที่ว่าเราจะนำขงจื่อมาปรับใช้อย่างไรกับเรื่องของการศึกษา ถามว่าไทยเรามีวิชาคุณธรรมจริยธรรมเหมือนอย่างในจีนไหม เรามีนะ แต่คือวิชาพระพุทธศาสนา วิชาหน้าที่พลเมือง เป็นการสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมในรายวิชาเหล่านี้</p>



<p>หลายปีก่อน ตัวเองเคยทำวิจัยโดยการไปดูแบบเรียนวิชาหน้าที่พลเมืองและวิชาพระพุทธศาสนาตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย สิ่งที่พบคือแบบเรียนเหล่านี้มีรูปแบบที่ชัดเจนในการผลิตซ้ำว่าคุณธรรมจริยธรรมคืออะไร และจะโยงกับจริยธรรมตามหลักพุทธศาสนา เมื่อเทียบกับขงจื่อในประเทศจีนก็ใช้วิธีแบบเดียวกัน คือเมื่อเขาต้องการสอนให้คนยึดถือคุณธรรมแบบขงจื่อ เขาก็ใช้แบบเรียนหรือรายวิชาเหมือนกัน แต่เมื่อสะท้อนจากแบบเรียนของเรา เราสอนคุณธรรมจริยธรรมที่ขาดการเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ เช่นให้ท่องเป็นข้อๆ ว่าเด็กดีเป็นอย่างไร ต้องเชื่อฟังพ่อแม่ เด็กดีต้องทำงานบ้าน เด็กดีต้องทำการบ้านส่ง ฯลฯ การศึกษาไทยเน้นท่องจำแต่ไม่ได้สอนเรื่องการปฏิบัติจริงและการคิดเชิงวิพากษ์</p>



<p>ขอยกตัวอย่างคำสอนของจื่อที่ดีและควรนำมาปรับใช้</p>



<p>หนึ่ง ขงจื่อให้มองว่าการศึกษาในเชิงทฤษฎีหรือวิชาการและคุณธรรมจริยธรรมต้องมาคู่กัน แต่ของเราจะเน้นเรื่องวิชาการ ต้องเก่งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือภาษา แต่เรื่องคุณธรรมจริยธรรมกลับโยนไปให้วัด ให้ไปเข้าค่ายพุทธศาสนา จบค่ายมา ลูกเราเป็นคนดีแล้ว ซึ่งเป็นการมองที่ง่ายเกินไป ขงจื่อมองว่าคุณธรรมจริยธรรมเป็นเรื่องที่ต้องร่ำเรียน แม้จะอยู่ที่บ้าน และมองว่าเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต</p>



<p>โยงกับคำถามที่ว่าจะสร้างคนให้เป็นวิญญูชนอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ชอบของขงจื่อคือการที่เราควรมีแรงบันดาลใจในการร่ำเรียนพัฒนาตน ขงจื่อเองก็มีโจวกงเป็นแรงบันดาลใจและเป็นแบบอย่างในการเปลี่ยนแปลงสังคมในยุคสมัยนั้น หมายความว่า ถ้าจะให้เด็กหรือคนคนหนึ่งทำอะไรสักอย่างโดยการยื่นแบบเรียนให้แล้วไปท่องมา เขาอาจจะไม่ทำ หรือสักแต่ว่าทำ เว้นแต่จะใช้อำนาจนิยมโดยการสั่งหรือลงโทษ แต่วิธีคิดแบบขงจื่อคือต้องสร้างให้เกิดแรงบันดาลใจ ซึ่งการสร้างแรงบันดาลใจที่ง่ายที่สุดคือ ‘การสร้างคนต้นแบบ’ เป็นได้ทั้งคนใกล้ตัวและคนไกลตัว</p>



<p>ในแบบเรียนของเรา เวลาที่สอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรม มีการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กน้อยมาก และเมื่อพูดถึงคนต้นแบบ ในแบบเรียนไทยมักจะเป็นพระภิกษุสงฆ์ แล้วคิดว่าเด็กๆ จะเชื่อมโยงตัวเองกับบุคคลเหล่านั้นได้ เช่นในแบบเรียนบอกว่าเราควรจะขยันหมั่นเพียรเหมือนพระท่าน แต่ความขยันของพระกับของฆราวาสย่อมต่างกัน พระสงฆ์มีการถือศีลซึ่งเป็นวินัยของพระอยู่แล้ว แต่มนุษย์ที่เป็นคนต้นแบบจริงๆ ที่เชื่อมโยงกับบริบทชีวิตของผู้เรียนที่หลากหลายไม่มีในแบบเรียน สิ่งที่แบบเรียนสอนไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจ และไม่ใช่ต้นแบบที่สามารถสร้างแรงบันดาลให้เราปฏิบัติตามได้อย่างแท้จริง</p>



<p>ในงานวิจัยที่ตนเองทำได้ลองไปสำรวจความคิดเห็นของนิสิตนักศึกษาว่าเขามองใครเป็นไอดอล มองใครเป็นคนต้นแบบด้านคุณธรรมจริยธรรม เด็กๆ ก็ตอบว่าพี่ตูน (อาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องนำวงบอดี้แสลม) เป็นอันดับต้นๆ แล้วก็มีณเดชน์-ญาญ่า มีคนตอบประยุทธ์ จันทร์โอชาด้วยนะ</p>



<p>แต่มีคำตอบอยู่ชุดหนึ่งที่ใกล้เคียงกับความคิดของขงจื่อมากคือ ‘พ่อแม่’ คือเขาตอบถึงคนใกล้ชิด เขามีคนในครอบครัวเป็นคนต้นแบบ ทำให้เห็นว่าทำไมขงจื่อถึงเน้นเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว ทำไมคุณธรรมต้องเรียนรู้ขัดเกลาในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ไม่ใช่อยู่ในตำราเรียน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แล้วในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างครู</strong><strong>–</strong><strong>ผู้เรียน เราควรจะออกแบบการศึกษาอย่างไร</strong><strong></strong></h3>



<p>ขงจื่อมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างครูกับลูกศิษย์คือเพื่อนทางปัญญากันเวลาที่ขงจื่อคุยกับลูกศิษย์ ขงจื่อมีลักษณะของการตั้งคำถามให้คิดแล้วเปิดกว้าง ขงจื่อไม่ได้บีบให้ต้องคิดแบบนี้เท่านั้นหรือต้องเชื่อสิ่งที่ครูสอนเท่านั้น แต่ขงจื่อจะเปิดโอกาสให้คิดและค่อนข้างรับฟัง แน่นอนว่ามีบางความคิดที่ขงจื่อไม่เห็นด้วย แต่ขงจื่อก็มีวิธีการแสดงความไม่เห็นด้วยนั้นออกมาโดยวิธีบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น และทำให้ความสัมพันธ์ศิษย์กับอาจารย์ยังคงอยู่ได้ ลูกศิษย์ก็จะรู้ว่ากำลังถูกสั่งสอนโดยไม่ใช่การชี้นิ้ว<strong></strong></p>



<p>อริสโตเติลก็มีการพูดถึงประเด็นนี้ว่า เพื่อนทางปัญญาคือการส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมของต่างฝ่ายให้งอกเงย คิดแบบขงจื่อก็คล้ายกัน คือเพื่อนทางปัญญาไม่ใช่แค่คู่คิด แต่ต้องส่งเสริมพัฒนาและกล่อมเกลาจริยธรรมกันและกัน</p>



<p>ถ้ามองในแง่ของครูในไทย ก็ต้องปรับที่ตัวครูในทุกระดับเป็นหลัก เช่น วิธีคิดของครู ต้องเข้าใจก่อนว่าการพัฒนาคุณธรรมไม่ใช่การบอกว่าคุณต้องทำหนึ่ง สอง สาม สี่ แต่คือการกระตุ้นให้เขาคิด วิเคราะห์ วิพากษ์ เยอะๆ ซึ่งเรื่องนี้ใช้ขงจื่ออย่างเดียวไม่ได้ ต้องใช้วิชาปรัชญา ซึ่งทักษะที่ปรัชญาสอนได้ดีคือการคิดเชิงวิพากษ์ แล้วค่อยนำไปสู่เป็นการถกเถียงกัน ช่วยกันคิด-คุย ซึ่งจะเป็นกระบวนการเรียนรู้คุณธรรมจริยธรรมที่ไม่จำกัดอยู่ในกรอบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-96d748"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1744004763_886650-the101world-scaled-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="จากปรัชญาสู่ลัทธิ จากการสร้างวิญญูชนสู่การสอบเปลี่ยนชีวิต: ความเปลี่ยนแปลงของแนวคิดขงจื่อสองพันปี" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/-ikTliB7f-s?start=95&#038;feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/sarinya-arunkhajornsak-interview/">จาก ‘การสร้างวิญญูชน’ สู่ ‘เด็กเอเชียบ้าเรียน’ การวิวัฒน์กลับด้านเรื่องการเรียนรู้ในปรัชญาขงจื่อ กับ ศริญญา อรุณขจรศักดิ์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Upskill Reskill จะอยู่กันอย่างไร เมื่อโลกบอกให้เราต้อง ‘เก่งขึ้น’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/upskill-reskill/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 01 Sep 2023 14:01:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะสำหรับอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[Reskill]]></category>
		<category><![CDATA[Upskill]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าที่การงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=77105</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำหรับมนุษย์ทำงาน เรากำลังเข้าสู่ยุคสมัยที่การ Upskill  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/upskill-reskill/">Upskill Reskill จะอยู่กันอย่างไร เมื่อโลกบอกให้เราต้อง ‘เก่งขึ้น’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Upskill Reskill จะอยู่กันอย่างไร เมื่อโลกบอกให้เราต้อง ‘เก่งขึ้น’" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/EpunSw6gWt4?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p></p>



<p>สำหรับมนุษย์ทำงาน เรากำลังเข้าสู่ยุคสมัยที่การ Upskill และ Reskill หรือคือการเรียนรู้เพื่อเพิ่มและพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้ตัวเอง กลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่ ‘จำเป็น’ เพื่อให้เรา ‘อยู่รอด’ ต่อไปได้</p>



<p>การเชี่ยวชาญสาขาใดสาขาหนึ่ง หรือศาสตร์แขนงใดแขนงหนึ่งอาจไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว โลกกำลังเรียกร้องให้เราเก่งขึ้น รอบรู้มากขึ้น สมบูรณ์แบบมากขึ้น ยิ่งเมื่อภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดอย่างปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังเข้ามามีบทบาทในหน้าที่การงานหลายๆ ด้าน มนุษย์ยิ่งถูกบีบให้รู้สึกว่าต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เป็นปราการด่านสำคัญเพื่อไม่ให้คอมพิวเตอร์เข้ามาทดแทนเราในหน้าที่การงานได้</p>



<p>กระนั้น ใครจะปฏิเสธว่านี่ย่อมเป็นข้อเรียกร้องที่หนาหนัก ลำพังทำงานห้าวันก็เรียกร้องพลังชีวิตจนเกือบหมดหลอด การกระเสือกกระสนไปลงเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพิ่มย่อมเป็นเรื่องแทบจะเกินกำลัง ยังไม่ต้องพูดถึงภาระด้านค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการจะเพิ่มและพัฒนาทักษะ คำถามคือเราควรเรียนอะไรใหม่บ้าง โลกกำลังเรียกร้องอะไรจากเราอีก และรัฐบาลหรือหน่วยงานต่างๆ ควรเป็นผู้ประคับประคองมนุษย์ทำงานอย่างเราๆ มากน้อยแค่ไหน</p>



<p>ด้านหนึ่ง นี่ย่อมเป็นความท้าทายใหม่ที่คนวัยทำงานทั้งหลายต้องเผชิญ และดูจะเป็นความท้าทายที่กินระยะเวลายาวนานไปจนถึงคนรุ่นต่อๆ ไปด้วยอีกเช่นกัน</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/upskill-reskill/">Upskill Reskill จะอยู่กันอย่างไร เมื่อโลกบอกให้เราต้อง ‘เก่งขึ้น’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘บอร์ดเกม’ เวทมนตร์ที่เสกการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องสนุก: เอ็ก – พีรัช ษรานุรักษ์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/perus-saranurak-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Nov 2021 08:09:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[เกมและการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[บอร์ดเกม]]></category>
		<category><![CDATA[พีรัช ษรานุรักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The 101]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48087</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึง ‘บอร์ดเกม’ หลายคนอาจนึกถึงภาพการล้อมวงกับเพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/perus-saranurak-interview/">‘บอร์ดเกม’ เวทมนตร์ที่เสกการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องสนุก: เอ็ก – พีรัช ษรานุรักษ์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึง ‘บอร์ดเกม’ หลายคนอาจนึกถึงภาพการล้อมวงกับเพื่อน พูดคุยกันบ้าง แกล้งหยอกกันบ้าง ขณะที่เกมบนกระดานดำเนินไปอย่างไม่มีใครทักท้วงหาเวลาจบ เป็นช่วงเวลาที่ความสนุกทำงานพร้อมกับการปฏิสัมพันธ์ แม้ในบางเกมความเอาจริงเอาจังจะเข้าแทรกแซง แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบอร์ดเกมมอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์และช่วยสร้างเวลาดีๆ ให้ใครหลายคน</p>



<p>ปัจจุบันบอร์ดเกมมีมากมายหลายประเภท แตกต่างทั้งวิธีเล่น จำนวนคนเล่น และเรื่องราวที่สื่อสาร นอกจากการสร้างความสนุกสนานให้ผู้เล่นแล้ว บอร์ดเกมหลายเกมก็ช่วยสร้าง ‘การเรียนรู้’ ไปพร้อมกัน คุณสามารถพบบอร์ดเกมที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์โลก การเมืองการเลือกตั้ง การจัดการทรัพยากร และอีกมากมายที่คุณอาจคาดไม่ถึง – คงไม่เกินจริงนักหากจะกล่าวว่า เมื่อบอร์ดเกมบอกเล่าเรื่องราวได้อย่างไม่จำกัด เพดานโลกการเรียนรู้ก็ถูกทลายไปพร้อมกันด้วย</p>



<p>บอร์ดเกมสร้างการเรียนรู้ได้อย่างไร เบื้องหลังเกมกระดานแสนสนุกนี้ ผู้พัฒนาจะต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง และบอร์ดเกมจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโลกการศึกษาได้ไหม 101 สนทนากับ เอ็ก – พีรัช ษรานุรักษ์ ผู้พัฒนาบอร์ดเกมแห่ง ‘Wizards of Learning’ กลุ่มออกแบบบอร์ดเกมสัญชาติไทย และหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม Deschooling Game กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ออกแบบบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณนิยาม&nbsp;</strong><strong>‘</strong><strong>การเรียนรู้</strong><strong>’</strong><strong>&nbsp;อย่างไร</strong></h3>



<p>แต่ก่อนผมมองว่าการเรียนรู้คือการศึกษา เท้าความก่อนว่าผมเคยเป็นเด็กที่ไม่ชอบเรียนในห้องเลย รู้สึกว่าวิชาเรียนน่าเบื่อ พอผมไปเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ ก็คิดว่าตัวเองน่าจะได้ทำอะไรมากขึ้น แต่ปรากฏว่าบางวิชาก็ยังต้องเรียนแบบเลกเชอร์อยู่ดี (หัวเราะ) สาขาที่เรียนคือ product design ทำให้ผมได้ทำงานออกแบบ ก็เลยรู้สึกว่างานออกแบบสามารถสร้างความสนใจให้คนได้ และตั้งคำถามว่าทำไมความสนใจถึงไม่สามารถเกิดในวิชาเรียนสักที ทำไมเราต้องรู้สึกว่าวิชาเรียนมันน่าเบื่อ ผมก็เลยไปเรียนต่อที่อังกฤษในสาขาที่เรียกว่า Design Futures ที่มหาวิทยาลัย Goldsmiths, University of London</p>



<p>จากที่สนใจเรื่องการศึกษาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอเรียน Design Futures เลยตั้งโจทย์ว่าเราจะออกแบบอนาคตของเราเองผ่านการศึกษาได้อย่างไร ประสบการณ์ในการเรียนต่อทำให้เห็นนิยามของการเรียนรู้ที่มากไปกว่าการศึกษา ตอนนี้ผมมองว่าการเรียนรู้เป็นร่มใหญ่ที่มีการศึกษาเป็นหนึ่งในช่องทางการเรียนรู้ จริงๆ แล้วการเรียนรู้คืออะไรก็ตามที่ทำให้คนเปลี่ยนแปลง เช่น สมมุติเรามองกลับไปในอดีตเมื่อสองวันที่แล้วหรือหนึ่งปีที่แล้ว แล้วเรารู้สึกชอบตัวเองในตอนนี้มากกว่า เรามาลองดูซิว่าอะไรที่ทำให้เราเปลี่ยนแปลงไป นี่ก็ถือเป็นการเรียนรู้ การศึกษาก็เป็นการเรียนรู้แบบหนึ่ง แต่เป็นการเรียนรู้ที่คนอื่นเขียนหลักสูตรมาให้โดยเรามีบทบาทบางอย่างที่ต้องทำตาม การเรียนรู้บางเส้นทางก็มีคนตัดถนนไว้ให้ แต่บางทีเราก็อยากไปลุยป่าและสร้างการเรียนรู้ของเราเอง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>นิยามการเรียนรู้ของคุณ มาบรรจบกับการทำบอร์ดเกมได้อย่างไร</strong></h3>



<p>ก่อนหน้าที่จะทำบอร์ดเกม ผมพยายามทำสื่ออบรมการเรียนรู้ เช่น อินโฟกราฟิก แล้วก็พบว่าวิธีการเหล่านี้ทำให้การเรียนรู้น่าสนใจขึ้นได้ ระหว่างที่ศึกษาว่าจะทำอย่างไรให้การเรียนรู้น่าสนใจขึ้น ก็ได้ไปรู้จักบอร์ดเกม และพบว่ามันมีเวทมนตร์ที่สามารถเปลี่ยนมิติของการเรียนรู้แบบที่เราเคยไม่ชอบได้ มันแก้ pain point ในหลายจุด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเปรียบเทียบกับการเรียนแบบเลกเชอร์ บางครั้งพอพูดถึงเนื้อหาไปได้สักพัก หลายคนจะเริ่มเบลอและไม่เข้าใจ แต่บอร์ดเกมสามารถสื่อสารเรื่องราวอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เนื้อหาจับต้องได้ เนื้อหาในบอร์ดเกมถูกย่อยมาแล้วในระดับที่คนสามารถทำความเข้าใจระบบและกระบวนการต่างๆ ได้เลยด้วย</p>



<p>อีกด้านหนึ่ง ผู้เล่นบอร์ดเกมสามารถกำหนดความช้า-เร็วในการรับข้อมูลได้ ปกติถ้าเรียนในห้องเรียน อาจารย์หนึ่งคนจะสอนเด็กประมาณห้าสิบคนในความเร็วเดียวกัน บางคนตามไม่ทัน บางคนเบื่อ แต่เวลาเล่นบอร์ดเกม เราอาจจะอินกับเรื่องราวเหล่านี้และเลือกได้ว่าจุดนี้เราช้าหน่อยนะ หรืออาจจะไปหาข้อมูลเพิ่มก็ได้ คล้ายกับการอ่านหนังสือที่จังหวะความช้า-เร็วแตกต่างกับการดูหนัง</p>



<p>จุดเด่นอีกอย่างของบอร์ดเกมคือการลองผิดลองถูกด้วยตัวเองได้ เวลาเราเล่นบอร์ดเกม ถ้าเชื่อแบบไหน ก็ลองเล่นไปแบบนั้น เล่นแล้วเราอาจจะเจ๊งไปเลย แต่เจ๊งแล้วก็เล่นใหม่ได้ ถ้าเราสนุกกับการทดลองอะไรใหม่ๆ จุดเด่นนี้สอดคล้องกับการฝึกทักษะและการฝึกการวิเคราะห์ที่ต้องอาศัยการทำซ้ำ การได้ทดลองทำอาจทำให้เราเจออะไรที่มากไปกว่าทฤษฎี ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมมองว่าเกมสามารถให้ได้</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>ระหว่างที่ศึกษาว่าจะทำอย่างไรให้การเรียนรู้น่าสนใจขึ้น ก็ได้ไปรู้จักบอร์ดเกม และพบว่ามันมีเวทมนตร์ที่สามารถเปลี่ยนมิติของการเรียนรู้แบบที่เราเคยไม่ชอบได้</p></blockquote>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ช่วยเล่าประสบการณ์การเล่นบอร์ดเกมและวินาทีที่ค้นพบเวทมนตร์ของมันให้ฟังหน่อย เกมแบบไหนที่ทำให้รู้สึกว่า ‘ใช่เลย’</strong></h3>



<p>จุดที่ผมรู้สึกประทับใจบอร์ดเกมคือขณะที่เราเล่นอยู่ แล้วเรารู้สึก ‘เอ๊ะ’ กับมุมมองที่เกมนำเสนอมา แล้วก็ตื่นเต้นว่าเรื่องนี้มันเล่าแบบนี้ได้ด้วยหรอ มีมุมมองแบบนี้ด้วยหรอ ทำให้ผมเชื่อว่าบอร์ดเกมคือการเรียบเรียงเนื้อหาในรูปแบบที่นักออกแบบหรือคนทำเกมเชื่อ อย่างตอนที่ผมเริ่มเล่นบอร์ดเกม ผมไม่ได้เริ่มจากเกมง่ายๆ เพราะผมตั้งต้นว่าเราจะหาวิธีการเรียนรู้ที่น่าสนใจ ก็เลยเริ่มเล่นเกมที่ชื่อว่า Suburbia เป็นเกมเกี่ยวกับการสร้างเมือง อารมณ์คล้ายๆ เกม Simcity ในคอมพิวเตอร์เลย แต่จะเป็นเกมที่สื่อสารเนื้อหาหรือฟังก์ชันผ่านแอ็กชันของการเล่น เวลาเล่นเราจะได้เรียนรู้ว่าเมื่อลงแอ็กชันต่างๆ ไปจะมีผลกระทบที่แตกต่างกันอย่างไร</p>



<p>อีกเกมหนึ่งที่ชอบคือเกม Evolution เป็นเกมเกี่ยวกับวิวัฒนาการ ตอนเริ่มเล่นผู้เล่นจะเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ เหมือนกันหมด แต่ทุกคนสามารถวิวัฒนาการตัวเองได้ไม่เหมือนกัน การเลือกวิวัฒนาการก็จะต้องดูว่ามันเหมาะกับสิ่งแวดล้อมแบบไหน ถ้าเลือกวิวัฒนาการพลาด ก็ตาย ซึ่งการเล่นเกมนี้เปลี่ยนมุมมองของผมมาก เพราะแต่ก่อนผมเกลียดวิชาชีววิทยามาก ไม่รู้ว่าเราจะรู้ชื่อไฟลัม ชื่อวิวัฒนาการ ชื่อสายพันธุ์ต่างๆ ไปเพื่ออะไร มันมีผลอะไรกับชีวิตเรา แต่พอเล่นเกมนี้จะเห็นเลยว่า อ๋อ การเลือกวิวัฒนาการมันมีผลต่อชีวิตจริงๆ และเห็นความเชื่อมโยงต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เรียกว่าบอร์ดเกมทำให้การทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ เป็นมิตรมากขึ้นได้ไหม</strong></h3>



<p>ใช่ครับ สมมุติเรามีเนื้อหาอะไรบางอย่าง เราอาจจะเคยมองเห็นมันเพียงแค่มุมเดียว ซึ่งอาจเป็นมุมที่เราไม่ชอบก็ได้ แต่การออกแบบการเรียนรู้ผ่านเกมอาจทำให้เราเห็นความเป็นไปได้ว่ายังมีมุมอื่นๆ นะ เราเลือกได้ว่าจะขยับเข้าหาเนื้อหาเหล่านี้ในมุมไหน</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การเรียนรู้ผ่านบอร์ดเกมเหมาะกับคนแบบไหน จะสร้างการมีส่วนร่วมได้จริงไหม คนเป็น introvert เรียนรู้ผ่านบอร์ดเกมได้หรือเปล่า</strong></h3>



<p>ได้ครับ ที่ยกตัวอย่างการเรียนรู้ของผมไป ก็โคตรจะเป็นมุมของ introvert เลยนะ (หัวเราะ) เพราะมันคือการเล่นและทำความเข้าใจตัวเอง แล้วก็แฮปปี้ไปกับการเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้</p>



<p>โอเค มันมีบอร์ดเกมที่ช่วยให้เราเข้าใจเพื่อนมากขึ้น มีบอร์ดเกมที่ต้องตอบสนองกับสถานการณ์เฉพาะหน้า หรือประเภทที่ต้องพูดคุยกัน บลัฟกัน แต่บอร์ดเกมไม่ได้แค่ประเภทที่ต้องเล่นกับเพื่อนเท่านั้น ยังมีเกมที่เล่นอยู่บนเนื้อหาประวัติศาสตร์ เช่น ประวัติศาสตร์การค้าทาสหรือการหลบหนี ประวัติศาสตร์ของยุโรป หรือบอร์ดเกมที่เล่าเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองหลังผ่านภัยพิบัติ บางบอร์ดเกมก็เล่าเนื้อหาที่เฉพาะมาก เช่น เรื่องเกี่ยวกับเซลล์ บอกเล่าปฏิกิริยาภายในเซลล์ และยังมีบอร์ดเกมที่เน้นความสนุกในการแก้ไขปัญหาด้วย</p>



<p>ผมคิดว่าบอร์ดเกมไม่ได้มีกฎเกณฑ์ว่าเหมาะกับคนแบบไหน เพราะมันมีบอร์ดเกมหลากหลายมาก เราเป็นแบบไหน ก็ลองหาเกมที่เหมาะกับตัวเราได้ ผมว่ามันมีอยู่แน่นอน มีอยู่มากกว่าที่เราคิดด้วยครับ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในการสร้างบอร์ดเกมสักเกมเพื่อทำให้เกิดการเรียนรู้ ต้องตั้งต้นจากอะไร มีกระบวนการอย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>ถ้าเป็นเกมที่ผมทำจะเริ่มจากการรีเสิร์ชเนื้อหาก่อน ผมขอยกตัวอย่างผ่านเกมเกมหนึ่งที่ผมออกแบบแล้วกัน เกมนี้ถูกใช้ในการอบรมเกี่ยวกับความอันตรายของแหล่งน้ำและประเด็นเด็กจมน้ำ ผมเพิ่งรู้จากการทำเกมนี้เหมือนกันว่า ประเทศไทยมีเด็กจมน้ำเป็นอันดับต้นๆ และการจมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับแรกๆ ของเด็กไทย พอรู้ปุ๊บ ก็เริ่มไปดูว่าแล้วเขาสอนเรื่องนี้ยังไง ก็พบว่าเขามักจะใช้วิธีให้เด็กทบทวนว่าอะไรหรือตรงไหนอันตรายบ้าง ผมเลยลองรีเสิร์ชต่อและตั้งคำถามว่า แล้วสถานที่อย่างโรงงานอุตสาหกรรมหรือไซต์ก่อสร้างที่ดูอันตรายกว่าแหล่งน้ำ ทำไมถึงมีจำนวนคนเสียชีวิตน้อยกว่า สุดท้ายก็ตกตะกอนว่าความอันตรายคือความเสี่ยง ซึ่งจะถูกลบด้วยการระมัดระวังหรือวิธีการป้องกันตัวเอง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องสอน ไม่ใช่แค่การชี้ว่าสิ่งไหนอันตรายบ้าง แต่ต้องสอนว่าอันตรายก็จริง แต่เราจะมีสติหรือป้องกันตัวเองอย่างไร นี่เป็นตัวอย่างของการรีเสิร์ชเนื้อหา ว่าเราจะบิดเนื้อหาไปทางไหนถึงจะเหมาะสม</p>



<p>หลังจากรีเสิร์ช เราก็ต้องดูว่าจะออกแบบรูปแบบเกมอย่างไร อย่างเกมเกี่ยวกับอันตรายของแหล่งน้ำ ก็มาคิดว่าเกมแบบไหนบ้างที่เราต้องเล่นโดยใช้ความระมัดระวัง เช่น เกมไม้จังก้า ที่ต้องผลัดกันดึงไม้ออก หรือเกมที่ต้องวางของจัดของไม่ให้ล้ม เหล่านี้คือกลไกง่ายๆ ที่ทำให้เรารู้จักการระมัดระวัง ผมก็เลยเปลี่ยนเนื้อหาเกี่ยวกับความอันตรายของแหล่งน้ำมาอยู่ในกลไกทำนองนี้โดยใช้กระดาษ เราต้องวางกระดาษแบบไหน ถ้ากระดาษร่วงลงไปข้างล่าง ก็เหมือนการตกน้ำ ถ้าตกน้ำแล้วมีเสื้อชูชีพ ถือว่ายังปลอดภัยอยู่ เป็นต้น นี่คือการเรียบเรียงเนื้อหาที่มีหัวใจหลักคือการระมัดระวัง แต่ในเกมก็อาจจะใส่องค์ประกอบอื่นๆ ได้เพื่อเป็นพระรองที่ช่วยทำให้เนื้อหากลมกล่อมขึ้น</p>



<p>ส่วนถัดมาคือดีไซน์และกราฟิก ต้องเป็นการออกแบบที่สอดคล้องกับผู้ใช้ กระบวนการนี้ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังเชื่อมโยงกับการสื่อสารเนื้อหาและวิธีการเล่นด้วย บางเกมภาพสวยมากเลย แต่ดูแล้วไม่รู้ว่าเล่นยังไง ขณะที่บางเกมอาจจะดูไม่น่าสนใจ แต่พอเล่นไปแล้วกราฟิกสามารถช่วยสื่อสารได้ ดังนั้น การออกแบบบอร์ดเกมจะต้องใส่ใจทั้งฝั่งภาพประกอบ และฝั่งออกแบบประสบการณ์การเล่น</p>



<p>และส่วนสุดท้ายคือการผลิต ซึ่งการผลิตในไทยก็จะมีอุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ เพราะไม่มีอุตสาหกรรมบอร์ดเกมแบบจริงจัง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในการทำบอร์ดเกมกระบวนการไหนที่ยากที่สุด</strong></h3>



<p>จริงๆ ยากทุกส่วนเลยเพราะอุตสาหกรรมยังไม่ชัดเจน แต่ส่วนที่ยากและคิดว่าเป็นปัญหาอย่างแรกๆ ในการออกแบบคือการเลือกบิดเนื้อหาให้น่าสนใจ</p>



<p>ผมได้ทำงานกับกลุ่ม Deschooling Game (กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ออกแบบบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้) และได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณครู ทำให้เราเห็นว่าจริงๆ ครูคือคนที่เข้าใจเรื่องการเรียนรู้ แต่ด้วยความบีบบังคับของเวลา และเงื่อนไขหลายๆ อย่าง ทำให้ครูมีเวลาเตรียมการสอนหรือหามุมมองการเล่าเรื่องที่สั้นมากๆ บางทีทำได้แค่เปิดสไลด์แล้วชวนคุย นี่คือวิธีการที่เขาถนัดที่สุด พอเรามาทำงานออกแบบเกมก็เลยยิ่งได้เห็นว่าพาร์ทการเล่าเนื้อหาให้น่าสนใจค่อนข้างยากสำหรับหลายๆ คน แต่ผมกลับรู้สึกสนุกกับพาร์ทนี้มาก เวลาทำงานแต่ละชิ้น ผมใช้เวลากับการหาคอนเซปต์ในการเล่าเรื่องนานที่สุดเลย ก็คงเหมือนกับการทำหนังสักเรื่อง เราอยากจะทำบทหรือส่วนของเรื่องราวให้เคลียร์ ให้ดีที่สุดก่อน</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เวลาออกแบบบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ ‘ความสนุก’ เป็นเรื่องสำคัญแค่ไหน</strong></h3>



<p>เกมต้องสนุกครับ นิยามคำว่าเกมสำหรับผมคือกิจกรรมที่เราเอนจอยจะเล่น มีกติกาบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกอยากจะทำ อยากจะท้าทาย เพราะฉะนั้นเกมต้องสนุก แต่สนุกแบบไหน แต่ละคนก็มีคำจำกัดความความสนุกไม่เหมือนกันอีก บางคนความสนุกคือการได้แกล้งเพื่อน บางคนสนุกที่ได้ครุ่นคิด เช่น คนที่ชอบเล่น sudoku หรือหมากรุก เป็นความสนุกแบบเงียบๆ หรือบางคนก็สนุกกับการเข้าใจเรื่องราว</p>



<p>สิ่งที่ตามมาคือ แล้วความสนุกนั้นสอดคล้องกับเนื้อหาขนาดไหน สมมุติว่าเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เครียดมาเลย แต่ทำกราฟิกให้ดูหวานแหววน่ารัก ดูอ่านง่ายๆ มันก็ไม่ควร ไม่สอดคล้องกับเนื้อหา ดังนั้นคำถามที่สำคัญมากๆ คือ เราจะสนุกกับการเข้าถึงเนื้อหานี้ในมุมที่เหมาะสมได้อย่างไร</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากที่มีประสบการณ์ได้แลกเปลี่ยนและทำงานกับครู คนเป็นครูเชื่อในการเรียนรู้ผ่านเกมมากน้อยขนาดไหน หลายคนอาจมองว่าผู้ใหญ่จะไม่ค่อยเข้าใจว่าเกมกลายเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ได้อย่างไร จริงหรือไม่</strong></h3>



<p>โห อันนี้ผมเถียงสุดใจเลยครับ ผมเคยจัดอบรมเยอะมาก หลายครั้งที่ผมเห็นว่าคุณครูวัยเกษียณ อายุประมาณ 60 ปี เขาก็มาอบรมด้วย แล้วยังเป็นคนที่เสียงดังที่สุดในการเล่นเกมเลย อินมาก สนุกมากกับการได้ค้นพบว่าเกมทำอย่างนี้ได้ด้วยหรือ ผมมองว่าอายุไม่ใช่ปัจจัย หลายคนอาจจะบอกว่าคนรุ่นใหม่เปิดรับอะไรๆ ได้มากกว่าแต่ผมมองว่าไม่ว่าคุณจะอยู่ที่อายุช่วงไหน คุณก็สามารถแบบปิดรับความคิดใหม่ๆ เข้ามาได้ ยังสามารถลองผิดลองถูกได้เสมอ</p>



<p>การออกแบบใดๆ ก็ตามจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรามองว่าของเดิมยังใช้ได้ไม่ดี เราเลยต้องออกแบบ การออกแบบการเรียนรู้ก็เช่นกัน ถ้าเขาเชื่อว่าของเดิมดีอยู่แล้ว ก็อาจจะปิดโอกาสและวิธีการที่เราจะเรียนรู้ผ่านเครื่องมือใหม่ๆ ที่ไม่ใช่แค่เกมด้วย ผมคิดว่าหลายครั้งเป็นปัญหาที่ระบบครู ที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ครูสามารถผิดพลาดได้ ไม่มีแล็บให้ครูทดลอง พอทดลองไม่ได้ ก็ต้อง play safe เสมอ ผมจึงเชื่อว่าการอบรมหรือกิจกรรมที่ทำให้ครูได้ทดลอง ลองคิดลองเล่น ลองผิดลองถูกนอกห้องเรียน จะทำให้ครูได้เปิดมุมมองและนำวิธีการใหม่ๆ ไปใช้ได้</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>หลายครั้งเป็นปัญหาที่ระบบครู ที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ครูสามารถผิดพลาดได้ ไม่มีแล็บให้ครูทดลอง พอทดลองไม่ได้ ก็ต้อง play safe เสมอ</p></blockquote>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณมีกระบวนการ ‘test’ หรือนำเกมไปทดลองใช้อย่างไร อะไรเป็นจุดวัดที่ทำให้คุณรู้ว่าเกมนั้นๆ ตอบโจทย์การเรียนรู้แล้ว</strong></h3>



<p>จริงๆ ก่อนที่เราจะทำเกมต้นแบบ (prototype) ขึ้นมาเราจะต้องรู้ว่าจะเทสต์อะไร เช่น อยากรู้ว่าสนุกไหม วิธีการเล่นเกมเข้าใจง่ายไหม คือต้องมีคำถามและมีสมมุติฐานอยู่ในใจว่าแบบนี้น่าจะเวิร์ก แล้วก็ทำเกมออกมาแบบที่เราคิด แล้วเราค่อยไปเทสต์ เพราะฉะนั้นถามว่าจะวัดยังไง ก็วัดตามคำถามหรือสมมติฐานที่เราตั้งในตอนแรก โดยผมจะแบ่งเทสต์เป็นสามขั้นตอน</p>



<p>ขั้นแรก ผมเทสต์กับคนภายใน หรือคนที่รู้ว่าเป้าหมายของเราคืออะไรก่อน ในขั้นตอนนี้จะไม่เทสต์เรื่องอื่นเลยนอกจากว่า ตกลงการเรียบเรียงเนื้อหาแบบนี้ มุมมองแบบนี้ บรรยากาศแบบนี้ มันพอจะเข้าเค้า พอมีกลิ่นอายของเป้าหมายปลายทางที่เราต้องการหรือเปล่า บางครั้งเกมอาจจะยังเล่นไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เราอาจจะเทสต์องค์ประกอบ คอนเซปต์ หรือบางทีอาจต้องลองเอาเกมอื่นมาเทียบเคียงด้วย</p>



<p>ขั้นที่สอง เทสต์กับคนที่เล่นเกมเป็น คือหลังจากที่เราได้คอนเซปต์ของเกมมาแล้ว เราจะเอามาประยุกต์ปรับใช้เพื่อให้เกิดตัวต้นแบบ ที่ต้องเทสต์กับคนเล่นเกมเป็นเพราะเราจะไม่ต้องเสียเวลาอธิบายความไม่สมบูรณ์ของเกมนี้เยอะ คนกลุ่มนี้จะคุ้นชินกับการเล่นเกม เราจะสามารถได้พุ่งเป้าไปได้เลยว่าเกมนี้สามารถสื่อสารเป้าหมายของเราได้จริงรึเปล่า อีกด้านหนึ่ง เวลาเทสต์กับคนที่มีประสบการณ์การเล่นเกมเยอะ เราจะได้คอมเมนต์ทำนองว่า ทำไมไม่ลองทำแบบนี้ล่ะ ขั้นตอนนี้เหมือนการท้าทายว่าเราคิดว่าเกมที่เราทำน่าจะสนุกแล้ว แต่ปรากฏว่าคนเล่นอาจจะเคยเล่นเกมคล้ายๆ แบบนี้อีกเกมนึง เขาอาจจะมีมุมมองว่าองค์ประกอบแบบไหนน่าสนใจ เราจะได้นำมาพัฒนาต่อยอดได้ ผมเชื่อว่าทุกการเทสต์คือกระบวนการการหาข้อผิดพลาด เพราะฉะนั้นผมจะยินดีมากเลยที่เจอข้อผิดพลาดระหว่างการเทสต์เกม ถ้าเทสต์แล้วคนบอกว่าไม่สนุก ก็เหมือนกับมีเครื่องหมายตกใจขนาดใหญ่โผล่มา แล้วเราก็ต้องถามต่อว่าตรงไหนที่เรารู้สึกเบื่อ หรือตรงไหนที่มันยาก เพื่อเอามาปรับให้ดีขึ้น หรือบางครั้งก็ยกเครื่องใหม่ไปเลยเพราะไม่เวิร์ก</p>



<p>ขั้นที่สาม การเทสต์ที่ดีที่สุดก็คือการเทสต์กับผู้ใช้จริง ที่เราไม่เทสต์กับผู้ใช้แต่แรกเพราะบางครั้งก็คนอาจจะไม่คุ้นชินกับการเรียนรู้ผ่านเกม บางคนอาจจะแอนตี้ และยังมีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดไม่ตรงเป้าหมาย เพราะฉะนั้นกระบวนการเทสต์แต่ละขั้นตอนจะทำให้เราค่อยๆ ก่อรูปก่อร่าง แล้วก็ค่อยๆ ปรับ ขยายเพิ่ม หรือทำให้เหมาะสมที่สุด</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ชวนคุณมองย้อนกลับไปต้อนเป็นนักเรียน มีบทเรียนเรื่องอะไรไหมที่รู้สึกว่ามันไม่ค่อยสนุกและเห็นว่าน่าจะนำเกมเข้ามาช่วยสร้างการเรียนรู้ได้</strong></h3>



<p>เยอะมากเลย (หัวเราะ) จริงๆ เกมสามารถใช้ในห้องเรียนได้กับทุกเรื่องเลย อยู่ที่ว่าคนสอนจะสามารถถอดบทเรียนจากการเล่นเกมได้หรือเปล่า การเรียนรู้ผ่านเกมไม่ใช่แค่การจับเด็กมาเล่นเกมแล้วจบนะ แบบนี้ไม่เกิดการเรียนรู้แน่ๆ แต่เกมคือการสร้างประสบการณ์จำลอง และครูคือคนที่จะเชื่อมโยงประสบการณ์จำลองเหล่านั้นมาสู่บทเรียนหรือโลกแห่งความจริง ดังนั้นขึ้นอยู่กับศักยภาพของครูแล้วว่าครูจะถอดบทเรียนจากหนังสือ เกม ภาพยนตร์ สื่ออื่นๆ กระทั่งถอดบทเรียนจากประสบการณ์จริงของนักเรียนได้ไหม ผมมองว่าเกมที่ดีจะสามารถสร้างประสบการณ์ที่เฉียบคม ถอดบทเรียนได้ง่าย ขณะที่ครูที่ดีจะสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์เหล่านั้นเข้ากับเนื้อหา แม้ว่าประสบการณ์ของเกมจะไม่เกี่ยว หรือไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเนื้อหานั้นๆ ก็ยังสามารถหาแง่มุมหยิบยกมาใช้ได้</p>



<p>แต่ในประสบการณ์ของผม ถ้ากลับไปแก้อะไรในอดีตได้สักอย่าง ผมคงอยากเรียนวิชาสังคมผ่านการเล่นเกม วิชาสังคม-ประวัติศาสตร์ เป็น pain point ของผมเลย ตอนนั้นผมไม่เข้าใจและไม่รู้ว่าจะรู้เรื่องเหล่านี้ไปทำไม แต่พอเราเล่นเกม เราจะเข้าใจจังหวะของเหตุและผลในการกระทำต่างๆ เราได้ empathy คนในประวัติศาสตร์ว่าเขาทำไมเขาคิดอย่างนั้น ตัดสินใจอย่างนั้น หรือถ้าเราเป็นคนในประวัติศาสตร์แล้วเราอยากจะแก้ไขสถานการณ์ มันมีเงื่อนไขอะไรบ้าง ถ้าเป็นไปได้ น่าจะสนุกเลย</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>เกมที่ดีจะสามารถสร้างประสบการณ์ที่เฉียบคม ถอดบทเรียนได้ง่าย ขณะที่ครูที่ดีจะสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์เหล่านั้นเข้ากับเนื้อหา</p></blockquote>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หากครูในโรงเรียนสนใจนำบอร์ดเกมไปเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน จากเดิมที่ครูมีหน้าที่ ‘สอน’ พอเปลี่ยนเป็นบอร์ดเกมแล้ว ครูจะมีบทบาทอย่างไร จะใช้บอร์ดเกมอย่างไรให้เวิร์กที่สุด</strong></h3>



<p>สิ่งที่ครูควรทำอย่างแรกคือการหยิบประสบการณ์จำลองมาสู่ประสบการณ์จริงหรือประสบการณ์ในการเรียนรู้ แต่นอกจากนั้น มีครูหลายคนที่สร้างชมรมบอร์ดเกม ทำให้เด็กๆ หลายคนที่เขามีเวลาว่างและไม่ได้อยากจะออกไปเตะบอล เล่นอะไรกับเพื่อน ได้มีกิจกรรมสนุกๆ ทำ ผมเคยสัมภาษณ์คุณครูในโรงเรียนพลศึกษา เราเข้าใจว่าคนที่เลือกเรียนพละเขาก็คงจะอยากจะออกกำลังกายในเวลาว่าง หรือทำกิจกรรมกีฬาที่เขาชอบ แต่ปรากฏว่ามีคุณครูเปิดชมรมบอร์ดเกมขึ้นมา และมีนักเรียนเข้ามาเล่นเรื่อยๆ เลย</p>



<p>การเปิดชมรมบอร์ดเกมของคุณครูก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่มีงบซัปพอร์ต คุณครูต้องเอาเกมที่ตัวเองซื้อมาไว้ที่ห้องชมรมให้เด็กเล่นกัน คือใช้งบส่วนตัวทั้งนั้นเลย แต่พอชมรมรันไปได้ทุกคนก็ได้เห็นว่าเกมช่วยทำให้บรรยากาศหรือความสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็กดีขึ้นด้วย จากแต่ก่อนครูอาจจะเป็นผู้ให้อย่างเดียว ดูเหมือนอยู่ในบทบาทเขาสูงกว่า เป็นคนคุมกฎระเบียบต่างๆ แต่พอเล่นเกมด้วยกันลักษณะความสัมพันธ์มันระนาบลงมา สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือนักเรียนกับครูสามารถพูดคุยเรื่องนอกเหนือจากการเรียนได้ ปัญหาของนักเรียนก็ถูกดึงมาอยู่ในความรับรู้ของครู ครูก็สามารถที่จะรับฟังและเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้นักเรียนได้ นี่คือโครงสร้างความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปจากการเล่นเกมด้วยกัน และเป็นบทบาทที่ผมพยายามผลักให้เกมเข้าไปสู่โรงเรียนมากขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หลายคนอาจเริ่มเห็นบอร์ดเกมที่หลากหลายมากขึ้น เห็นช่อง YouTube เกี่ยวกับบอร์ดเกมได้รับความนิยม ภายใต้สิ่งที่เราเห็นนี้ อุตสาหกรรมบอร์ดเกมเจออุปสรรคอะไรบ้าง</strong></h3>



<p>ก็ยังมีอุปสรรคในเชิงมายาคติหรือความเข้าใจในสังคม ทุกคนน่าจะพอรู้แหละว่ามายาคติไม่ได้แก้กันง่ายๆ หลายคนยังมองเกมเป็นอบายมุข เป็นของเล่น ครูยังริบเกมเด็กเพราะมองเป็นของพนัน สิ่งเหล่านี้ก็ยังมีอยู่ในปัจจุบันนะ ขณะที่อีกด้านก็ยังมีมายาคติเรื่องการเรียนรู้ในไทย หลายคนมองว่าการเรียนต้องเข้มข้นจริงจัง ไม่ใช่อะไรที่จะใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปได้ การเรียนต้องตอบข้อสอบให้ถูก ดังนั้นการเอาเกมไปใช้ในโรงเรียนก็เลยต้องพึ่งพาคุณครูที่สู้มากๆ เป็นเหตุผลที่ผมชื่นชมคุณครูหลายๆ คนที่เอาเกมไปใช้ในห้องเรียน หรือนำไปปรับกับหลักสูตร มันเป็นความกล้าและไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ</p>



<p>อีกด้านหนึ่งคือเรื่องของอุตสาหกรรมนี้ ในประเทศไทยมันยังไม่ชัดเจน มันไม่เหมือนกับเวลาเราอยากสกรีนเสื้อสักตัว เราแทบจะคิดออกทันทีเลยว่านี้ทำยังไงบ้าง ต้องไปที่ไหน หรือเข้าเว็บไหน ส่งไฟล์แบบเสื้อไปให้คนผลิตปุ๊ป เสื้ออาจจะมาส่งถึงบ้านภายในเย็นวันนี้เลย เพราะอุตสาหกรรมมันตอบรับ แต่การทำเกมยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนและไม่ง่าย อย่างในระดับอุตสาหกรรมการผลิตอย่างเดียวเนี่ย ยอมรับเลยว่าทำที่จีนอาจจะดีกว่า ถูกกว่า แต่ว่าหลายๆ งานผมก็ต้องทำที่ไทย เพื่อให้โรงงานได้ซ้อมมือ โรงงานที่เปิดรับหลายแห่งเขาก็อยากจะทำนะ อยากเรียนรู้เพื่อทำงานลักษณะนี้ได้ดีขึ้น ถ้าอุตสาหกรรมมันโตขึ้นในสักวันหนึ่ง โรงงานเขาก็จะพร้อมทำงานเพิ่ม</p>



<p>อีกด้านหนึ่งคือเรื่องการใช้เกมเพื่อการเรียนรู้ มีการโต้กันว่าเกมต้องเป็นเกมสนุก ต้องให้ความบันเทิง คือพอเราเอาองค์ประกอบเกี่ยวกับการเรียนรู้เข้าไปใส่ หลายคนก็จะมองว่ามันไม่สนุก ยังมีคนบอกว่า โอ๊ย เกมที่สนุกเขาไม่ต้องสนใจการเรียนรู้หรอก แต่ผมมองว่ามันทำได้ทั้งคู่ อยู่ที่ศิลปะของคนออกแบบ ถ้าคุณมีศิลปะมากพอ คุณก็จะสามารถสร้างการเรียนรู้ที่สนุกควบคู่กันไปได้ ก็เป็นความท้าทายแบบหนึ่ง ยังมีอะไรให้สำรวจและค้นพบอีกเยอะเหมือนกัน แต่ถ้าเราเชื่อว่ามันทำให้สนุกได้ มันก็จะทำได้</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p></p><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/perus-saranurak-interview/">‘บอร์ดเกม’ เวทมนตร์ที่เสกการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องสนุก: เอ็ก – พีรัช ษรานุรักษ์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปลดล็อกสกินทองให้โลกการเรียนรู้: คุยกับ ครูนัท-สิทธิชัย จูอี้ ครูที่พัฒนาเกมและใช้เกมสอนหนังสือ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/sittichai-juey-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 Oct 2021 07:35:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[เกม]]></category>
		<category><![CDATA[เกมและการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[gamification]]></category>
		<category><![CDATA[สิทธิชัย จูอี้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=46671</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากต้องเลือกว่าระหว่าง ‘เรียนหนังสือ’ กับ ‘เล่นเกม’ กิจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/sittichai-juey-interview/">ปลดล็อกสกินทองให้โลกการเรียนรู้: คุยกับ ครูนัท-สิทธิชัย จูอี้ ครูที่พัฒนาเกมและใช้เกมสอนหนังสือ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากต้องเลือกว่าระหว่าง ‘เรียนหนังสือ’ กับ ‘เล่นเกม’ กิจกรรมใดสนุกกว่ากัน เชื่อว่าหลายท่านคงเลือกกิจกรรมอย่างหลังได้ไม่ยาก</p>



<p>แต่จะเป็นอย่างไร หากเราไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง หากว่าการเรียนหนังสือกับการเล่นเกมเกิดขึ้นไปพร้อมกันได้ หากว่าความรู้กับความสนุกไม่จำเป็นต้องแยกทางเป็นเส้นขนาน</p>



<p>อาจฟังดูเหมือนเป็นไปได้ยาก แต่ครูนัท-สิทธิชัย จูอี้ คุณครูประจำชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จากโรงเรียนสุรวิวัฒน์&nbsp;มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดโคราช คือผู้ที่ทำให้มันเกิดขึ้นแล้ว</p>



<p>ครูนัทเลือกใช้ ‘เกม’ ในการสอนวิชาสังคมศึกษา และภายหลังยังพัฒนาเกมของตัวเองขึ้นมาเพื่อให้เกมตอบโจทย์กับการศึกษามากขึ้น เพราะเขาเชื่อว่าการศึกษาไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ และการเรียนรู้คือพื้นที่ให้เล่นสนุก</p>



<p>101 สนทนากับครูนัท สำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการเรียนรู้ และกลเม็ดเคล็ดลับของการใช้เกมเป็นตัวละครสำคัญในห้องเรียน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5bc797"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/428423.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Level: 1</strong><br><strong>Game Changer แปลงกายการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องสนุก</strong></h2>



<p><strong>“</strong>ความรู้ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน แต่อยู่ในทุกๆ อิริยาบถของชีวิต ทุกการกระทำ ทุกกิจกรรม เราต้องการให้ทุกอย่างในชีวิตของนักเรียนเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ได้<strong>”&nbsp;</strong>นี่คือสโลแกนเรียบง่ายที่ ‘ครูนัท’ ใช้อธิบายความหมายของ ‘การเรียนรู้’</p>



<p>ความหมายอันเรียบง่ายดังกล่าวทำให้เขานำกิจกรรมที่วัยรุ่นฮิตกันอย่างการเล่น ‘เกม’ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในห้องเรียน</p>



<p>ครูนัทมักจะใช้เวลากับนักเรียนและสังเกตกิจกรรมที่พวกเขาชอบทำเสมอ เขาตอบรับที่จะเล่นเกมหรือดูการ์ตูนกับเหล่านักเรียนเมื่อถูกชักชวน นั่นทำให้เขาได้เห็นว่า เวลานักเรียนของเขาถูกใจอะไรขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน ภาพยนตร์ หรือเกม พวกเขาจะจดจำรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นได้อย่างแม่นยำและเป็นธรรมชาติ โดยที่ไม่มีใครบังคับ เขาจึงเริ่มหยิบสิ่งที่นักเรียนชอบมาผนึกกำลังกับเนื้อหาในตำรา</p>



<p>“เวลาเด็กเล่นเกม เขาจะจำได้เลยว่าฮีโร่ตัวนี้ ตัวละครตัวนี้เป็นอย่างไร สกิลและด่านต่างๆ ต้องเล่นอย่างไร เขาจำได้หมด แต่ถ้าเราลองไปถามว่าลักษณะพื้นที่แบบนี้ ภูมิอากาศเป็นอย่างไร ป่าฝนเขตร้อนเป็นอย่างไร คิดว่ามีใครตอบได้ไหม (หัวเราะ)”</p>



<p>“เมื่อเห็นนักเรียนจำรายละเอียดของเกมได้เพราะเขาสนุก ผมเลยคิดว่าถ้าเอาเกมมาใช้ในห้องเรียน เขาก็จะสนุกและจดจำเนื้อหาที่เรียนได้เหมือนกัน ซึ่งพอใช้แล้วมันได้ผล นักเรียนส่วนใหญ่มีปฏิกิริยาตอบสนองที่ดีมาก” ครูนัทกล่าว</p>



<p>ครั้งแรกที่ใช้เกมสอนนักเรียน เขาเริ่มจากนำสไตล์การเล่นของเกมประเภท MOBA (multiplayer online battle arena) เกมแอคชันและวางแผนแบบเรียลไทม์ที่หลายคนเรียกกันว่าเกม ‘ตีป้อม’ มาประยุกต์เป็นกิจกรรมแข่งกันในห้องเรียน เขาแบ่งห้องเรียนออกเป็นสามเลนเหมือนแผนที่ในเกมประเภท MOBA แต่ละเลนจะมีป้อมที่นักเรียนต้องพิชิต โดยนักเรียนจะตีป้อมได้ก็ต่อเมื่อตอบคำถามเกี่ยวกับบทเรียนได้ในเวลาที่จำกัด พร้อมทั้งถกเถียงกันว่าคำตอบของใครเป็นอย่างไร เหตุผลและข้อมูลของทีมไหนหนักแน่นกว่า</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ae67c3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/Screen-Shot-2021-10-15-at-2.22.42-PM.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">แผนที่เกม MOBA<br>(ที่มาภาพ: Original PNG version by Raizin, SVG rework by Sameboat., via Wikimedia Commons)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากการประยุกต์ใช้เกมครั้งนั้น นักเรียนในคลาสของครูนัทต่างรู้สึกสนุกสนานและได้มีส่วนร่วมในห้องเรียนมากขึ้น เขาจึงเริ่มสรรหาเกมและกติกาใหม่ๆ มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเกมง่ายๆ อย่าง เป่ายิ้งฉุบหรือหมากฮอส ที่ผู้ชนะจะได้สิทธิตอบคำถามเกี่ยวกับบทเรียน เปลี่ยนบรรยากาศที่ไม่มีใครอยากยกมือตอบคุณครูให้กลายเป็นแย่งกันตอบ</p>



<p>กระทั่งเกมที่เล่นในคอมพิวเตอร์ก็ถูกหยิบมาใช้เช่นกัน ครูนัทเล่าว่าหลายๆ ครั้งเขาก็ขอให้นักเรียนแนะนำเกมที่ชอบมาให้ จากนั้นเขาก็จะไปลองเล่นเพื่อหาว่าเกมไหนที่สนุก โดนใจนักเรียน แถมยังนำมาใช้กับบทเรียนได้ด้วย ตัวอย่างเกมคอมพิวเตอร์ที่เขาใช้สอนมีทั้งเกมสร้างและบริหารสวนสนุก-สวนสัตว์ อย่างเกม Planet Coaster และ Planet Zoo, เกมวางแผนสร้างเมืองอย่าง SimCity, เกมบริหารจัดการเพื่อความอยู่รอดอย่าง Dead In Bermuda, และเกมจำลองการใช้ชีวิตที่หลายๆ เคยเล่นอย่างเกม The Sims — ทุกเกมที่เขาพานักเรียนเล่นจะถูกโยงเข้าสู่บทเรียนในตอนท้าย โดยเขาย้ำว่าไม่ว่าจะเป็นเกม การ์ตูน กระทั่งสิ่งที่ดูไม่เกี่ยวข้องกับบทเรียนที่สุด เขาก็จะหาแง่มุมในการดึงนักเรียนกลับไปที่การเรียนรู้จนได้</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Planet Coaster: Console Edition | Launch Trailer" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/G1mnyi2xZIA?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>“อย่างเกม Planet Coaster และ Planet Zoo เด็กก็เป็นคนเสนอ เขาคงจะดู Heartrocker (นักแคสต์เกม) เล่นมา (หัวเราะ) มันเป็นเกมวางแผนและบริหารสวนสนุก-สวนสัตว์ ผมก็ซื้อมาให้เขาเล่น โดยที่ต้องถอดบทเรียนในเกมออกมาเพื่อโยงเข้ากับเนื้อหา เช่น ก่อนหน้านี้คุณขายของในสวนสนุกอย่างไร ลงทุนกับเครื่องเล่นชิ้นไหน คุณจัดการลูกค้าอย่างไร จากนั้นก็จะเริ่มอธิบายบทเรียนเรื่องอุปสงค์-อุปทาน เด็กๆ ก็จะบอกว่าสุดยอดไปเลยที่นำบทเรียนมาอธิบายได้จริงๆ</p>



<p>“หรือเกมจำลองการใช้ชีวิตอย่าง The Sims ผมก็ให้เด็กจำลองเล่นเป็นครอบครัว เลี้ยงลูกขึ้นมาจนโต ส่งลูกไปเรียน แล้วสุดท้ายก็จะมาเล่าให้เขาฟังเรื่องกระบวนการขัดเกลาทางสังคมที่มีสถาบันครอบครัวและสถาบันการศึกษาเป็นส่วนสำคัญ อธิบายว่าการเป็นพ่อเป็นแม่อย่างในเกม การเลี้ยงดู การตัดสินใจ และการสั่งสอนต่างๆ ย่อมมีผลกับการเติบโตของลูก สถาบันครอบครัวมีอิทธิพลอย่างไรต่อคนหนึ่งคน”</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="The Sims 4 Parenthood: Official Trailer" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/MIW6kougM6w?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>นักเรียนคนหนึ่งถึงกับเคยบอกกับครูนัทว่า “แทบไม่รู้ว่าครูสอนบทไหนอยู่ แต่ได้ความรู้ทั้งหมดในบทนั้นโดยไม่ต้องย้ำว่าเราเรียนกันอยู่ที่บทไหน หน้าไหนของหนังสือ” ราวกับเป็นหลักฐานที่ย้ำว่าการเรียนรู้ผ่านการเล่นเกมให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากการเรียนตามตำรา แต่ได้ผลลัพธ์เป็นความรู้ความเข้าใจที่ไม่แพ้กัน ครูนัทเล่าว่านักเรียนจะมีปฏิกิริยาตอบรับที่กระตือรือร้นมากกว่าเมื่อใช้เกมสอน ยิ่งไปกว่านั้น เกมยังช่วยให้นักเรียนหลายคนที่ไม่ชอบการเรียนหรือไม่ชอบการท่องจำ หันมาสนใจและสนุกไปกับการเรียนได้</p>



<p>“เดิมทีวิชาสังคมจะเป็นวิชาที่มีภาพจำว่าเน้นท่องจำ เนื้อหาเยอะ แต่นักเรียนที่เรียนกับผม ถามว่าเขาท่องจำเลยไหม ก็ไม่ขนาดนั้น แต่ถ้าถามอะไรปุ๊บเขาจะตอบได้ คือเขาเข้าใจเนื้อหาโดยที่ไม่จำเป็นต้องท่อง เน้นความเข้าใจมากกว่า นักเรียนบางคนจากที่เรียนในห้องไม่เข้าใจ เวลาสอบอาจทำคะแนนได้ไม่ดีนัก ผมเริ่มเห็นว่าพวกเขามีแรงจูงใจมากขึ้น</p>



<p>“ผมว่าเดี๋ยวนี้ความรู้ไม่ได้อยู่แค่ในหนังสือ บางทีหนังสือก็สอนผิด ไม่ได้ถูกไปเสียหมด ขณะที่โลกเปลี่ยนไป แต่เราก็ใช้หนังสือเล่มเดิมที่อาจยังไม่อัปเดต วันหนึ่งเด็กอาจจะไปเสิร์ชข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมาแย้งเราก็ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อการเรียนรู้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น นักเรียนมีอินเทอร์เน็ตอยู่ในมือ ผมมองว่าครูต้องเป็นคนสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนมากกว่า ใครจะอยากเสิร์ชหาว่าเขตอากาศแต่ละแบบเป็นอย่างไร ภัยธรรมชาติเกิดจากอะไรได้บ้าง กระทั่งวิชาเลข จะมีใครไหมที่อยู่ๆ ไปเสิร์ชโจทย์เลขทำเอง คงมีน้อยมาก ดังนั้น ครูนี่แหละต้องเป็นคนสร้างแรงจูงใจ ต้องทำให้เขารักที่จะเรียนรู้ แม้ว่าสุดท้ายเขาอาจจะเรียนจบชั้นปีไป เขาอาจจะลืมเนื้อหาบางอย่าง เขาจะจำเราได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่สิ่งที่จะติดตัวไปกับเขาคือความรักที่จะหาความรู้ต่อ ซึ่งเกมช่วยเรื่องนี้ได้”</p>



<p>นอกจากความสนุกและน่าตื่นเต้นของเกมที่ช่วยสร้างแรงจูงใจในการเรียนแล้ว เกมยังมีลักษณะเฉพาะที่ส่งผลดีต่อการเรียนรู้อีกด้วย ครูนัทเล่าว่าการเรียนรู้ที่ดีต้องมี ‘KPA’ หรือพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ประกอบไปด้วยความรู้ (Knowledge), ทักษะและการปฏิบัติ (Practice), และทัศนคติ (Attitude) ซึ่งสำหรับครูนัทแล้ว องค์ประกอบทั้งสามนี้สามารถเกิดขึ้นในห้องเรียนได้จริง ผ่านเกม บทเรียน และการใช้ความคิดสร้างสรรค์ของคนเป็นครู</p>



<p>ครูนัทยกตัวอย่างผ่านเกม Tropico หรือเกมวางแผนปกครองบ้านเมืองที่ปกติจะมีผู้เล่นเพียงคนเดียว แต่ครูนัทได้เพิ่มกติกาพิเศษที่ช่วยให้นักเรียนทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วม พร้อมๆ กับสอนทัศนคติบางอย่างให้พวกเขาไปด้วย เช่น ให้นักเรียนเลือกตั้งว่าใครจะได้เป็น ‘นายกฯ’ หรือตัวแทนนักเรียนที่จะได้เป็นผู้เล่น เป็นคนตัดสินใจว่าจะปกครองเมืองในเกมเกมนี้อย่างไร</p>



<p>“ในเมื่อผู้เล่นมีคนเดียว แต่ห้องเรียนนี้มีนักเรียนหลายคน นักเรียนก็จะต้องหาเสียงและเลือกกันว่าใครเหมาะจะเป็นคนเล่นที่สุด เมื่อเลือกได้แล้ว ก็ให้คนที่เหลือเป็น ส.ส. ที่สามารถโต้แย้งหรือค้านนายกฯ ได้ ผมคิดว่านักเรียนจะได้เรียนรู้เรื่องประชาธิปไตย เข้าใจเรื่องการทำงานกันเป็นทีม การรับฟังและเคารพความเห็นผู้อื่น เป็นทัศนคติที่เกมอาจไม่ได้กำหนดมาตรงๆ แต่เราเพิ่มมันเข้าไปได้ผ่านการสอน”</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Level: 2</strong><br><strong>เก็บค่าประสบการณ์ ฝ่าอุปสรรคของความไม่เข้าใจ</strong></h2>



<p>ไม่มีเกมไหนๆ ที่เอาชนะได้โดยปราศจากอุปสรรค – หนทางการใช้เกมสอนหนังสือของครูนัทก็เช่นกัน</p>



<p>เขาเล่าว่าไม่ใช่เด็กนักเรียนทุกคนที่จะชอบหรือถนัดการเล่นเกม และเกมบางเกมก็อาจไม่ได้เหมาะกับบทเรียนหรือสร้างความสนุกให้นักเรียนได้เสมอไป เขาจึงต้องทำการบ้านในการสอนแต่ละครั้งและรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนอย่างตั้งใจ</p>



<p>“ผมจะทำโพลสำรวจตลอดว่านักเรียนพอใจในเกมอะไร มีบางเกมที่คะแนนความนิยมน้อยหน่อย ผมก็จะลองพิจารณาใหม่ว่าปีหน้าอาจไม่ใช้เกมนี้แล้ว แต่อันไหนที่นักเรียนชอบเยอะก็เก็บไปใช้ต่อ ส่วนใหญ่เกมที่นักเรียนไม่ค่อยชอบจะเป็นเกมที่เขาไม่ได้ออกความเห็นเองตั้งแต่แรก หรือเราเลือกมาโดยที่นักเรียนอาจไม่ได้โอเคกับมันนัก ก็มีบ้าง แต่เบื้องต้นผมจะเลือกเกมที่ช่วยเรื่องการเรียนรู้ได้เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว”</p>



<p>“เด็กบางคนที่ไม่ถนัดการเล่นเกม เราก็จะสอนเขาเล่น หรือบางทีก็ชักชวนให้เขามีส่วนร่วมด้วยวิธีอื่นๆ เช่น อาจไม่ได้เล่นเกมโดยตรง แต่เป็นคนช่วยหาความรู้มาซัปพอร์ตเพื่อนในการใช้ทฤษฎีต่างๆ ถามว่ามีเด็กที่ไม่โอเคไหม ก็มีบ้าง ผมก็จะพยายามดูว่าต้องปรับปรุงยังไง&nbsp;เพราะอยากให้ทุกคนเรียนรู้ไปด้วยกัน บางครั้งผมก็ต้องหากิจกรรมอื่นๆ มาแทน ไม่เล่นเกมใช่ไหม โอเค งั้นดูซีรีส์ ดูการ์ตูนกัน หรือไม่ชอบเกมนี้ก็ไม่เป็นไร คราวหน้าเดี๋ยวครูเอาเกมอื่นมาสอนนะ” ครูนัทเล่า</p>



<p>สำหรับครูนัท หัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในการเป็นครูคือ ‘ครูต้องอยู่กับนักเรียน’ กล่าวคือต้องใกล้ชิด สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับนักเรียน อีกทั้งยังต้องพร้อมเติบโตไปด้วยกัน – ครูนัทย้ำว่าในทุกชั่วโมงการสอน ไม่ใช่แค่นักเรียนที่กำลังเรียนรู้ คนเป็นครูเองก็ได้บทเรียนกลับไปเสมอ</p>



<p>“การเป็นครูในยุคนี้ต้องอย่าถือว่าเราสำคัญ หรือถือว่าเราเหนือกว่า นักเรียนก็คือมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน ให้ถือว่าเราเป็นผู้ที่มาสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ แล้วก็พร้อมที่จะเติบโต ก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ไปด้วยกันกับนักเรียน</p>



<p>“ก่อนที่จะใช้เกมในการเรียนรู้ เราต้องมี mindset ว่านักเรียนไม่ได้ด้อยกว่าเราทุกๆ เรื่อง เขาแค่ยังขาดความรู้ในบางเรื่อง เขาจึงมาแสวงหามัน แต่บางเรื่องเราก็ต้องเรียนรู้จากเขาเหมือนกัน ดังนั้นจึงต้องแลกเปลี่ยนกัน อย่างเรื่องเกมเรื่องการ์ตูนผมก็ตามนักเรียนไม่ทันหรอก ต้องให้นักเรียนช่วยแนะนำว่าเล่นยังไง แต่โชคดีที่ส่วนใหญ่เล่นเกมกับนักเรียนแล้วมักจะชนะ (หัวเราะ)”</p>



<p>อีกด่านความท้าทายที่ครูนัทต้องเจอในช่วงแรกเริ่มใช้เกมสอนหนังสือคือ ‘ความไม่เข้าใจ’ จากครูท่านอื่นๆ และผู้ปกครองของนักเรียน เขาถูกตั้งคำถามจากครูบางท่านว่าวิธีที่เขาใช้นั้นนับเป็นการเรียนการสอนได้จริงหรือ บางคนก็ตัดสินไปว่าเกมไม่มีทางสอนนักเรียนได้ผล และเขายังเคยถูกผู้ปกครองตั้งคำถามผ่านครูคนอื่นๆ อีกด้วย</p>



<p>ครูนัทเองรู้ดีว่าภาพจำต่อการเล่นเกมในสายตาของใครหลายคนเป็นอย่างไร เพราะหลายครั้งหลายคราที่เกมถูกนำเสนอผ่านข่าวและทีวีว่าเป็นศัตรูตัวร้าย ชักจูงเยาวชนไปในทางที่ผิด เขาจึงทำความเข้าใจได้ว่าคุณครูและผู้ปกครองหลายท่านย่อมเป็นห่วงลูกหลาน นักเรียนบางคนยังเล่าให้เขาฟังว่าถูกพ่อแม่ห้ามเล่นเกมด้วยซ้ำ</p>



<p>ทว่า ท่ามกลางความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้น สิ่งที่ครูนัททำได้มีเพียงการพยายามอธิบายและยืนยันในวิธีการของตัวเอง เพื่อให้ผลลัพธ์พิสูจน์ต่อความกังขาในที่สุด</p>



<p>“ผมเคยมอบหมายให้นักเรียนกลับไปเล่นเกมเกมหนึ่งเป็นการบ้าน แล้วสัปดาห์ถัดไปค่อยให้มาสรุปว่าทฤษฎีในบทเรียนใช้กับเกมได้อย่างไรบ้าง ตอนแรกๆ ผู้ปกครองบางคนก็สงสัยว่าทำไมลูกฉันกลับไปแล้วไปนั่งเล่นเกม ทำไมลูกไม่อ่านหนังสือ ผมก็ต้องคุยกับผู้ปกครอง เช่น คุณพ่อคุณแม่ครับ วันนี้เราเรียนเรื่องภัยธรรมชาติกันนะครับ ผมจะให้เด็กใช้เกม Natural Disaster Survival เป็นเกมวิ่งหนีภัยธรรมชาติ เราจะเรียนรู้ลักษณะของภัยพิบัติผ่านเกม เล่นเสร็จแล้วครูจะสอนอย่างนี้นะครับ</p>



<p>“ส่วนใหญ่ผู้ปกครองก็เข้าใจแต่จะขอให้ช่วยจำกัดเวลาให้ด้วย มีผู้ปกครองบางคนเสนอว่าเรากลับไปอ่านหนังสือแทนเล่นเกมได้ไหม ผมก็จะบอกกับเขาว่า การเรียนรู้ไม่ได้มีวิธีเดียวครับ ถ้านักเรียนพอใจเล่นเกมแล้วสามารถเชื่อมโยงกับความรู้ในบทเรียนให้ผู้ปกครองได้ ก็เป็นการทบทวนบทเรียนอีกแบบ แต่ถ้านักเรียนและผู้ปกครองพอใจจะอ่านหนังสือมากกว่า ก็สามารถทำได้เช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ปกครองก็ค่อยๆ เปิดรับมากขึ้น ถือเป็นอีกเรื่องที่เรียนรู้ไปด้วยกัน ช่วงหลังๆ ผมทำเป็นงานวิจัยเลย คือเขียนสรุปและรายงานผลของการใช้เกมสอนหนังสือ มีการเผยแพร่งานวิจัยในการประชุมวิชาการระดับชาติ และเร็วๆ นี้จะมีในระดับนานาชาติด้วย”</p>



<p>เมื่อเวลาผ่านไป – ราวกับการเก็บเลเวลในเกม — ฟีดแบคด้านลบที่ครูนัทต้องเผชิญก็ค่อยๆ ซาลง อีกทั้งยังมีกระแสเสียงสนับสนุนที่ครูนัทใช้เกมในการสอนมากขึ้นด้วย คุณครูทั้งในและนอกโรงเรียนเริ่มมาพูดคุยแลกเปลี่ยนและขอคำปรึกษา หลายคนอยากเริ่มใช้เกมในการสอนดูบ้าง และไม่ได้มีแต่ครูรุ่นใหม่เท่านั้นที่สนใจ ครูนัทเล่าว่าครูที่มีอายุและสอนหนังสือมานานก็ติดต่อมาพูดคุยกับเขาด้วยเหมือนกัน</p>



<p>ยิ่งในยุคการระบาดของโควิด-19 ที่การดึงความสนใจของนักเรียนผ่านหน้าจอนั้นเป็นโจทย์หินสำหรับคุณครูหลายคน ครูนัทเล่าว่าการใช้เกมเข้ามาผสมกับการเรียนการสอน แม้เพียงเล็กน้อยแต่ก็สามารถเปลี่ยนบรรยากาศ และช่วยให้นักเรียนจดจ่อกับการเรียนมากขึ้นได้ ทั้งยังสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในโมงยามแห่งการเว้นระยะห่างนี้ด้วย</p>



<p>“ถ้าเป็นช่วงที่สอนแบบบรรยายอาจจะมีเด็กหายบ้างอะไรบ้าง ก็พอเข้าใจเนอะ การเรียนออนไลน์ทำให้ความสนใจของนักเรียนต่ำลง บางทีแม่ก็ใช้ไปกรอกน้ำ (หัวเราะ) แต่ผมสังเกตว่าถ้าตอนไหนใช้เกม เด็กจะยังอยู่กับผม บางทีผมก็ได้ยินผู้ปกครองมาช่วยตอบด้วยซ้ำ ผมคิดว่าครูหลายๆ คนก็เริ่มหันมาสนใจการใช้เกมเล็กๆ น้อยๆ ดูบ้าง”</p>



<p>เล่ามาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วจะใช้เกมสอนทุกครั้ง ทุกชั่วโมงเรียนไปเลยได้ไหม ครูนัทยิ้มพร้อมตอบว่า “พูดตรงๆ ว่าใช้เกมไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ แต่อย่างไรก็ดีกว่าสอนแบบบรรยายเพียงอย่างเดียว จริงไหม”</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Level : 3</strong><br><strong>พัฒนาเกม ตีบวกอาวุธการเรียนรู้</strong></h2>



<p>การเดินทางและต่อสู้เพื่อใช้เกมสอนหนังสือของครูนัท มาถึงจุดที่เกมเมอร์บางคนอาจนิยามว่าเขากำลัง ‘ปลดล็อกสกินทอง’ หรือการที่ผู้เล่นคนหนึ่งได้ไอเทมเจ๋งๆ ทั้งยังมีค่าพลังและความสามารถอันน่าตื่นเต้น – ที่นิยามเช่นนั้น เพราะนอกจากการนำเกมมาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้แล้ว ปัจจุบันครูนัทยังกำลังพัฒนาเกมของตัวเองเพื่อใช้สอนหนังสืออีกด้วย!</p>



<p>เกมดังกล่าวมีชื่อว่า ‘SWS social study’ เป็นเกมภาพ 2 มิติสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่จะพานักเรียนตะลุยด่านต่างๆ ไปพร้อมกับบทเรียนและแบบฝึกหัดแสนสนุก นักเรียนจะมีตัวละครเป็นของตัวเอง และมีตัวละคร ‘ครูนัท’ ที่จะช่วยเหลือนักเรียนในการฝึกฝนและ ‘อัปสกิล’ เพื่อจับมือกันช่วยโลกใบนี้ไว้</p>



<p>ตัวเกมมีกิจกรรมมากมายให้นักเรียนได้ทำ โดยวิธีการเก็บเลเวลของนักเรียนคือการเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุด (ในเกม) ที่จะมีตัวละครครูนัทยืนเฝ้าอยู่ เนื้อหาทุกอย่างในบทเรียนจะอยู่ในห้องสมุดนี้ พร้อมภาพประกอบเพื่อความเข้าใจง่าย</p>



<p>เมื่ออ่านบทเรียนเรียบร้อยแล้วตัวละครนักเรียนจะถูกส่งไปยังด่านจำลองสถานการณ์ต่างๆ เช่น ในบทเรียนเรื่องภัยพิบัติและภูมิศาสตร์ นักเรียนจะถูกส่งไปยังหมู่บ้านที่ประสบภัยพิบัติ และมีการจำลองตะลุยเขตอากาศแบบต่างๆ เมื่อเข้าไปแล้วนักเรียนก็จะพบกับภารกิจ หรือ ‘เควส’ ที่ต้องทำเพื่อสะสมเงินรางวัลหรือไอเทมเจ๋งๆ อีก เช่น นักเรียนจะได้รับภารกิจไปจับสัตว์ป่าแต่ละชนิด เพื่อส่งคืนตามถิ่นอาศัยที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของมัน นักเรียนจะทำภารกิจนี้สำเร็จได้ ก็จะต้องเข้าใจภูมิประเทศแต่ละแบบ และรู้ว่าสัตว์ตัวไหนอยู่อาศัยในอากาศแบบใดเสียก่อน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-092f1e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/225918108_343417757232869_4014670209115676136_n.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption"><br>ห้องสมุดในเกม SWS social study</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-08d5f5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/224140387_1589831394557541_8896442936174708815_n.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เกม SWS social study</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เมื่อเรียน (หรือเล่น) ไปถึงจุดหนึ่งแล้ว นักเรียนจะได้รับจดหมายจากเทพเจ้าเพื่อไปรับบททดสอบ ซึ่งคุณครูก็จะสามารถเก็บข้อมูลหรือผลการประเมินขนาดย่อมนี้ไปใช้เป็นคะแนนได้ด้วย โดยเมื่อได้รับจดหมายจากเทพเจ้า นักเรียนก็จะต้องต่อสู้กับศัตรูไปพร้อมๆ กับการตอบคำถามเกี่ยวกับบทเรียน ยิ่งนักเรียนตอบคำถามได้มากเท่าไหร่ พลังการต่อสู้ของนักเรียนก็จะถูก ‘บัฟ’ หรือได้รับการเสริมพลังให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น จนสามารถต่อสู้กับศัตรูตามด่านต่างๆ ได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2bd8bb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/227217335_566447964368554_2881068945451813078_n.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">การต่อสู้ในเกม SWS social study</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d470cb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/10/225159917_556601412029879_5634729393774131594_n.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คะแนนการทดสอบในเกม SWS social study</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากคะแนนต่างๆ ในเกมจะสามารถนำมาสรุปเป็นคะแนนสำหรับการเรียนในชีวิตจริงแล้ว ยังสามารถนำคะแนนไปแลกเป็นกล่องสุ่มไอเทม ซึ่งนักเรียนอาจสุ่มได้สัตว์เลี้ยงในเกมชนิดต่างๆ มาครอบครอง เป็นกิมมิคน่ารักๆ ที่สามารถนำไปอวดกันภายในหมู่เพื่อนได้</p>



<p>ครูนัทเล่าให้เราฟังว่าเขาใช้เวลาหลายเดือนในการพัฒนาเกมแต่ละด่านกับทีม โดยได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากโรงเรียนและผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ที่ทันสมัย เมื่อทำการทดสอบและวิจัยศักยภาพของเกมเรียบร้อยแล้ว ครูนัทและทีมยังวางแผนว่าจะนำตัวอย่างเกมไปให้โรงเรียนอื่นๆ ทดสอบ และสร้างกลุ่มแนวร่วมในการใช้เกมสอนหนังสือขึ้นมาอีกด้วย</p>



<p>ในระหว่างการพัฒนาเกมครูนัทก็ได้นำเกมไปให้นักเรียนของเขาทดลองเล่นจริงๆ ซึ่งเสียงตอบรับจากนักเรียนก็เป็นไปด้วยดี เขากล่าวว่านักเรียนส่วนใหญ่ต่าง ‘แฮปปี้’ และยังช่วยออกความเห็นในเรื่องต่างๆ และผลพลอยได้อีกอย่างที่เขาได้จากการพัฒนาเกมคือการส่งต่อแรงบันดาลใจให้นักเรียน เพราะปัจจุบันมีนักเรียนบางกลุ่มที่หันมาสนใจการพัฒนาเกมแบบที่ครูนัททำ</p>



<p>“เด็กบางกลุ่มเขาก็อยากทำเกมเองบ้าง บางคนเลยเริ่มไปฝึกเขียนเกม โดยที่ผมก็เป็นที่ปรึกษาให้เขา ตอนนี้มีรายวิชาภาษาอังกฤษที่เด็กเริ่มจะเอาเนื้อหาไปทำเกมเองแล้ว แต่กราฟิกก็อาจจะยังไม่ได้หรูหรานัก ถือเป็นโครงงานของเขาไป ถ้าเป็นไปได้ในอนาคตผมก็อยากของบให้เขาได้พัฒนาไอเดียต่อ” ครูนัทเล่าด้วยความภูมิใจ</p>



<p>เมื่อมองไปยังอนาคตของเกมที่เขาพัฒนา ครูนัทมองว่าเกมจะเป็นการเปิดประตูไปพบกับอีกมิติของการศึกษา สามารถลดการใช้หนังสือและกระดาษ ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำแบบฝึกหัดหรือเก็บคะแนนระหว่างภาคการศึกษา ทั้งยังเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนรู้ให้กับนักเรียน</p>



<p>ขณะเดียวกัน เมื่อมองไปยังอนาคตการศึกษาไทย เขาฝันอยากเห็นคนในสิ่งแวดล้อมการศึกษาเปลี่ยนทัศนคติ เปิดใจให้กับความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการเรียนรู้ และที่สำคัญคือต้องเพิ่มการรับฟังและความเคารพในตัวนักเรียนให้มากขึ้น</p>



<p>“เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้เนอะ จะรู้ว่าเด็กเขาต้องการอะไร และจะสร้างการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับเด็กได้อย่างไร ก็ต้องรับฟังเขาก่อน จริงๆ มันเป็นนโยบายมานานแล้วละ แต่ในทางปฏิบัติก็เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นกันต่อไป”</p>



<p>“ผมคาดหวังว่าการทำเกมของผมจะทำให้ผู้ใหญ่หลายคนเริ่มเข้าใจว่า บางครั้งเด็กไม่ได้ไม่ชอบวิชาที่เรียน แต่เด็กไม่ชอบกระบวนการการเรียนรู้ หากลองเปลี่ยนวิธีการสอน จากที่ไม่ชอบอาจเปลี่ยนเป็นชอบมากๆ ได้เลย ขณะเดียวกันเด็กบางคนอาจเคยชอบบางวิชามาก แต่กลับเกลียดไปเลยก็ได้ หากเจอคนสอนที่ดุด่าเขา หรือสอนแบบไม่ทำความเข้าใจเขา</p>



<p>“อีกสิ่งสำคัญคือ เราต้องไม่ดูถูกในความคิดและสิ่งที่เขาพยายาม สมัยก่อนผมเคยสอนเด็กประถม นักเรียนคนหนึ่งบอกผมว่าโตขึ้นอยากเป็นหุ่นยนต์ เป็นความฝันที่ผู้ใหญ่หลายคนอาจจะมองว่าไร้สาระ แต่ผมคิดว่าหากเราเปลี่ยนมาผลักดันเขา ถามเขาว่าหุ่นยนต์ดีอย่างไร ทำอย่างไรถึงจะเป็นหุ่นยนต์ได้ ชวนให้เขาหาคำตอบและเรียนรู้ต่อจากสิ่งที่เขาคิด น่าจะเป็นแรงจูงใจให้เขาได้มากกว่าการบอกว่าเขาไร้สาระ ความชอบของเขาอาจจะดูไม่เกี่ยวข้องกับบทเรียนเลยก็ได้ แต่หน้าที่ของผู้ใหญ่คือการทำให้เด็กเห็นว่า สิ่งที่เขาชอบมันเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราอยากจะสอนเขาอย่างไร”</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/sittichai-juey-interview/">ปลดล็อกสกินทองให้โลกการเรียนรู้: คุยกับ ครูนัท-สิทธิชัย จูอี้ ครูที่พัฒนาเกมและใช้เกมสอนหนังสือ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘การเรียนรู้ล้วนเกิดขึ้นบนความสัมพันธ์’ มิรา เวฬุภาค คุณแม่นักเรียนรู้แห่ง Flock Learning</title>
		<link>https://www.eef.or.th/flock-learning/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Jul 2021 07:58:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[แม่บี]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[มิรา เวฬุภาค]]></category>
		<category><![CDATA[Flock Learning]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=43982</guid>

					<description><![CDATA[<p>บี-มิรา เวฬุภาค เป็นคุณแม่ลูกสอง เป็นนักวิจัยอิสระด้านก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/flock-learning/">‘การเรียนรู้ล้วนเกิดขึ้นบนความสัมพันธ์’ มิรา เวฬุภาค คุณแม่นักเรียนรู้แห่ง Flock Learning</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บี-มิรา เวฬุภาค เป็นคุณแม่ลูกสอง เป็นนักวิจัยอิสระด้านการศึกษาทางเลือกที่คร่ำหวอดในวงการแห่งนี้มากว่าสิบปี เป็นกระบวนกรเกมเพื่อการแปรเปลี่ยน (Transformation Game) และเป็นหนึ่งในทีมก่อตั้ง Flock Learning องค์กรที่ชวนให้พ่อแม่มาสร้างการเรียนรู้ให้ตัวเองไปพร้อมกับลูกๆ</p>



<p>คุณอาจขมวดคิ้วสงสัย การเป็นพ่อแม่ยังต้องเรียนรู้อะไร ไม่ใช่ว่าเราจะเป็นฝ่ายมอบความรู้ให้เด็กๆ หรอกหรือ</p>



<p>คำตอบคือ ทั้งใช่และไม่ใช่</p>



<p>โลกที่เต็มไปด้วยความลื่นไหลและท้าทายเช่นนี้ เรียกร้องให้เด็กๆ เติบโตไปอย่างมีทักษะในการใช้ชีวิต ซึ่งอยู่นอกเหนือจากความรู้เชิงวิชาการ หากแต่ยังหมายถึงการเรียนรู้ด้านอารมณ์และความเข้าอกเข้าใจเพื่อนมนุษย์ และนี่เองที่ Flock Learning มองว่าพ่อแม่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ควบคู่ไปกับเด็กๆ ได้ โดยพื้นฐานสำคัญคือความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีศักยภาพในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง อันเป็นสิ่งที่มิราย้ำอยู่บ่อยครั้งในการสนทนาครั้งนี้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ebf8d5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/20200803-InterviewMiraFlock_10.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมต้องเน้นการเรียนรู้ของพ่อแม่</strong></h3>



<p>มันมาจากเราเอง (หัวเราะ) เราทำเรื่องการศึกษามาเป็นสิบปี พอมีลูกและทำโฮมสคูลก็ร้อนวิชา เราทำเรื่องการศึกษามานาน เรียนทฤษฎีมาเยอะแยะแต่ทุกอย่างอยู่บนกระดาษหมดเลย หลายอย่างเอามาทำจริงไม่ได้เพราะต้องผ่านครู ไม่ใช่ว่าตัวทฤษฎีไม่ดีนะ แต่มีปัจจัยเยอะที่พอจะเอามาทำจริงแล้วทำไม่ได้</p>



<p>เราเลยคิดว่า ไหนๆ ก็ศึกษามาแล้ว ถ้าเราจะลองเอามาทำดูได้ไหมนะ เลยทดลองทำโฮมสคูลขึ้นมา เป็นแล็บเล็กๆ ซึ่งมีบางอย่างที่ทำได้ ทำไม่ได้ แต่เราก็เห็นว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นการเรียนรู้ของคน และเราเองก็ได้สังเกตการเรียนรู้ของลูก พอดีตอนนั้นเราทำ community ด้วย เช่น ทำงานกับชาวต่างชาติที่มาทำงานในไทย และคุณพ่อคุณแม่ชาวไทย เราพบว่าคนพวกนี้มีของมากเลย เราได้เจอพ่อแม่ที่ โอ้โห เก่งจัง เช่น คุณพ่อที่เป็นโปรแกรมเมอร์มาสอนลูกเรา สอนเก่งกว่าในโรงเรียนอีก เขาไม่ได้สอนตามสเต็ปหนึ่งสองสาม แต่จับคีย์สำคัญแล้วสอนเลย ฉะนั้นเด็กจึงเรียนรู้ เป็นเร็ว เหมือนเด็กได้ไปฝึกงานกับพ่อแม่ที่อยู่ในสายอาชีพนั้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จุดเริ่มต้นของความสนใจนี้มาจากตรงไหน</strong></h3>



<p>เริ่มที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ตอนนั้นลูกชายเราอยากตกปลามาก เขาชอบตกปลา อยากลงมือทำจริงๆ เราเลยพาเขาไปอยู่กับบังนี (รุ่งเรือง ระหมันยะ นายกสมาคมรักษ์ทะเลจะนะ) เจ็ดวัน บังนีเลยเล่าเรื่องจะนะให้เราฟังว่าที่นี่กำลังถูกรุกราน เขาอยากทำให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่เรียนรู้ เพราะที่นี่มีภูมิปัญญาที่สั่งสมมา ตัวบังนีเองแทบจะเป็นดูหลำ (คนฟังเสียงปลา) คนท้ายๆ แล้ว ซึ่งที่นั่นไม่ได้มีแค่ดูหลำอย่างเดียว แต่มีภูมิปัญญาอื่นที่สั่งสมมาด้วย เราก็ไปอยู่ในบรรยากาศ ชาวบ้านเขาพร้อมสอนมากเลยนะ มาสอนกันทีละคน ทีละเรื่อง เช่น สอนทำปลาเค็ม เราก็รู้สึกว่าจริงๆ แล้วในประเทศเรามีที่เรียนรู้แบบนี้เยอะ และมีคนพร้อมจะสอนเยอะด้วย แต่เราไม่มีการจัดการให้เกิดการเรียนรู้จากคนเหล่านี้</p>



<p>ของอยู่ตรงนี้อยู่แล้วน่ะ มาเรียนรู้เถอะ แล้วพอคนนอกเข้าไป คนในชุมชนก็ตื่นเต้น สดชื่นขึ้นมา มีเด็กๆ ไปเรียนรู้กับเขา</p>



<p>ต้องได้เห็นนะ เวลาบังนีเขาลุกขึ้นไปนำเด็ก เด็กก็ถามคำถามใหญ่เลย ตาเขาเป็นประกายมาก อันนั้นน่ะเรารู้สึกว่านี่เป็นวิธีการที่เราเชียร์ให้เขาลุกขึ้นมาทำบางอย่าง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณทำงานด้านการศึกษามาสิบปี เห็นอุปสรรคหรือปัญหาอะไรบ้างไหม</strong></h3>



<p>มีทั้งตัวเราด้วย เหมือนตำราจะบอกว่าเด็กเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นแง่บวก คำถามคือเรามองบวกได้ตลอดเวลาหรือเปล่า ไม่ได้ ไม่มีทาง (หัวเราะ) หรือการที่เรามองเห็นความผิดพลาดเป็นการเรียนรู้ เป็นคำพูดที่สวยมากเลย แต่วันที่เราเป็นแม่ เรามองลูกที่ทำผิดพลาด อารมณ์ก็จะคนละอย่างกันแล้ว เราจะปล่อยให้ลูกเรียนรู้หรือบอกไปเลยว่าที่ถูกต้องเป็นแบบนี้ๆ</p>



<p>พอเราเข้าใจแบบนี้ การเป็นแม่ทำให้เราเห็นอกเห็นใจคนไปโดยอัตโนมัติ เลยทำให้เราเข้าใจพ่อแม่คนอื่นๆ เช่น เวลาเราอ่านทฤษฎีที่เขาบอกว่าเลี้ยงเด็กต้องอย่างนั้นอย่างนี้ คือมันอยู่ในตำรามาก หลายครั้งที่เราอ่านตำราแล้วรู้สึกว่าเราทำผิด เสียความมั่นใจ และเราก็จะตัดสินตัวเองว่าเราเป็นแม่ไม่ดีหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ ความรู้สึกแบบนั้นไม่ healty ต่อการเลี้ยงลูกนะ แล้วยิ่งมีความรู้สึกอย่างนี้มากเท่าไหร่ เรายิ่งทำอะไรไม่ได้ ยิ่งไม่ปกติ กว่าเราจะข้ามผ่านได้ต้องใช้เวลา</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>พ่อแม่คนอื่นเขามีแบบนี้ไหม</strong></h3>



<p>มีค่ะ เราว่าเป็นเรื่องปกติของการเป็นพ่อแม่เลยนะ คือทุกคนมีความรู้สึกแบบนี้หมด เช่น ดุลูกไปแล้วรู้สึกผิด โทษตัวเอง ไม่น่าทำเลย แล้วพอไม่ได้ขอโทษลูกหรือไม่ได้พูดคุยกับลูก ซึ่งทำให้เราคลายจากความรู้สึกผิด มันก็ยิ่งสะสมน่ะ พอเรามีความรู้สึกหรือพลังงานแบบนี้อยู่ในตัวเยอะๆ ลูกก็รู้ แล้วเราเองนั่นแหละที่จะผิดแผก เราจะพยายามพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นแม่ที่ดี แล้วไม่ใช่พิสูจน์กับลูกด้วยนะ แต่พิสูจน์กับตัวเองนั่นแหละว่าฉันจะเป็นแม่ที่ดี</p>



<p>แต่เราว่าเป็นเรื่องปกติของคนและเป็นการเรียนรู้นะ บางคนเห็นตัวเองไปสักระยะก็จะเห็นแล้วว่าเราเป็นแบบนี้อีกแล้ว ก็เรียนรู้ แต่บางคนก็อยู่ในวงจรนี้ยาวนาน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-286d7c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/20200803-InterviewMiraFlock_4.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Flock มองประเด็นความคาดหวังต่อสังคมที่มีต่อพ่อแม่อย่างไร ว่าจะต้องเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์พร้อม เก่ง ดีทุกด้าน</strong></h3>



<p>อย่างแรกเราต้องชวนคุยก่อนว่า พ่อแม่ที่ดีคืออะไร มีไหม ไม่มีหรอก มีแต่พ่อแม่ที่เป็นแบบนั้น เพราะโลกใบนี้ไม่มีพ่อแม่ที่ดีที่สุดหรอก เราเคยตามหาสิ่งนั้นอยู่แต่ไม่มี เวลาที่เราสั่งสมความเป็นพ่อแม่ที่ดีตามตำราไว้มากๆ เราจะกลัว อย่างลูกเราชอบดูมิวสิคัล ถ้าเราลุกขึ้นมาเต้นหรือร้องเพลงกับลูกก็จะประหลาดแล้ว เพราะมีวัฒนธรรมที่บอกว่าเราไม่ควรทำแบบนี้ บอกว่าพ่อแม่ต้องดูทรงภูมินะ ซึ่งไม่ได้ไง ลูกกำลังรอให้เราไปร้องเพลงและเต้นกับเขา เราก็ไม่ได้ทำตลอดเวลาหรอก ทำเมื่อเรารู้สึกโอเค</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าอย่างนั้น มีวิธีปลดแอกความรู้สึกของพ่อแม่ไหม</strong></h3>



<p>สำหรับเรานะ เราก็จะคุยกับพ่อแม่ที่มาอบรมใน Flock ช่วยนิยามหน่อยว่าพ่อแม่ที่ดีคืออย่างไร สมมติเราคุยกับสิบคน ก็ตอบไม่เหมือนกัน ฉะนั้นถามว่ามีคำตอบตายตัวไหม ไม่มีหรอก</p>



<p>เราเคยคิดว่าการเป็นแม่ที่ดีคือมีบ้านเล็กๆ หลังหนึ่ง มีสวนเล็กๆ มีหมาตัวเล็กๆ เป็นนิยามที่ถูกสร้างไว้ด้วยสื่อหรืออะไรก็ตามที่เราเคยบริโภคในยุคหนึ่ง ถามว่าวันนี้เป็นอย่างนั้นไหม ที่กลับมาบ้านแล้วเจอแม่นั่งหน้ายิ้มอยู่บนโซฟาตลอดเวลา สวยตลอดเวลา เล่นกับหมารอลูกกลับบ้าน ก็ไม่ใช่ทุกเวลาไง</p>



<p>ฉะนั้น เราจะสนับสนุนให้ทุกคนไปหาสิ่งนั้นในครอบครัวของตัวเอง ไม่ต้องไปหาสิ่งนั้นจากสื่อ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แล้วกิจกรรมเวิร์กช็อปของ&nbsp;</strong><strong>Flock จะช่วยเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>เวิร์กช็อปเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของเรา จริงๆ เราทำเครื่องมือเป็น tools kids เหมือนเป็นบอร์ดเกม โดยเราเอา SEARCH model หรือเครื่องมือของพ่อแม่ที่จะสนับสนุน Self-Directed Learning ของเด็กๆ ทั้งหกตัว (Sensing, Empathy, Aspiration, Reconstruct, Chance และ Hearten) มาทำเป็นเกม ซึ่งเวิร์กช็อปก็เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้พวกนี้</p>



<p>แต่เราก็มองว่า ต่อให้ Flock จัดเวิร์กช็อปให้ตาย เดือนนึงก็ได้แค่ร้อยคน เราเลยลองพัฒนาคล้ายๆ บอร์ดเกมที่พ่อแม่จะเล่นกับลูกๆ โดยแม่จะได้ฝึกทักษะแบบ SEARCH model ไปด้วย และเด็กก็จะได้มีประเด็นที่เขาสนใจในเกม เครื่องมือแรกที่เราลองทำคือให้เด็กค้นหาตัวเอง รู้จักตัวเองและออกจากพื้นที่ปลอดภัยไปสำรวจสิ่งใหม่ๆ</p>



<p>ตอนนี้ก็มีโปรเจ็กต์ Mappa ที่เป็น online collaborative learning platforms โจทย์มาจากว่า สสส. เขาอยากทำออนไลน์และอยากมองเห็นว่ามีที่เรียนรู้อื่นๆ ที่ไม่ใช่โรงเรียน ซึ่งส่วนตัวเราเชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว เราพยายามจะขยายระบบนิเวศให้ไปไกลกว่าโรงเรียนอยู่แล้ว Mappa จึงทำโปรเจ็กต์นี้ โดยโจทย์คือต้องเป็นออนไลน์ด้วย ซึ่งส่วนตัว ลูกเราเรียน home school online มาตั้งนานแล้ว แต่เราไม่เชื่อว่าเป็นการเรียนรู้เดียวที่ควรมีปฏิสัมพันธ์ เราควรจะมีประสบการณ์จริง ได้ลงมือจริง ได้พูดคุยกับผู้คน เลยทำให้เรามีโจทย์นี้อยู่ในใจประมาณหนึ่ง ดังนั้นการออกแบบการเรียนรู้ออนไลน์เลยเป็นการออกแบบเพื่อกระตุ้นให้คนไปมีประสบการณ์ออฟไลน์ ได้ลงมือทำ</p>



<p>เราจึงจัดเป็นด่านๆ ไป เช่น เด็กกับพ่อแม่สมัครเข้ามา ก็จะมีด่านให้พวกเขา สมมติเด็กต้องพับกระดาษโอริกามิที่ซับซ้อน ในด่านนี้ก็จะตั้งเงื่อนไขว่าพ่อแม่ต้องเข้าไปช่วยนะ เด็กทำคนเดียวไม่ได้ หรืออาจจะไม่ใช่แค่พ่อแม่ เราไม่ได้จำกัดคำว่าครอบครัวแค่นั้น จะเป็นน้า อา ปู่หรือย่าก็ได้ ซึ่งจะเข้ามาทำด่านนี้ได้ ก็ต้องเรียน learning ของเขามาก่อน ต้องรู้ว่าพูดกับเด็กอย่างไร ให้กำลังใจเด็กอย่างไร เด็กท้อต้องพูดอย่างไร เป็นกุศโลบายให้เขาเรียน</p>



<p>และก็จะมีด่านที่พ่อแม่ต้องทำบางอย่างกับเด็กเหมือนกัน เขาจึงจะผ่านด่านนี้ไปได้ โดยทั้งหมดนี้เมื่อเราผ่านได้ทุกด่าน เราจะได้ batch เก็บไว้เป็นพอร์ตหรือผลงานของตัวเองได้ พอวันที่เขาเรียนจบก็กดพิมพ์ออกมาได้ ของพ่อแม่ถ้ากดออกมาจะเป็นข้อมูลว่าเขาเคยทำกิจกรรมอะไรกับลูกมาบ้าง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ดูเหมือนจะเน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับเด็กมากๆ</strong></h3>



<p>มันคือความสัมพันธ์ค่ะ และการเรียนรู้เกิดขึ้นบนความสัมพันธ์ การเรียนรู้ไม่ใช่การเรียนความรู้ การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อพูดคุยกัน เมื่อเรารู้ว่าคนนี้เป็นอย่างไร เป็นใคร การเรียนรู้ตัดเรื่องความสัมพันธ์ออกไปไม่ได้</p>



<p>ทีนี้การจะทำให้พ่อแม่กับลูกมาเรียนรู้กัน หรือครอบครัวกลับมาเรียนรู้ด้วยกันอีกครั้ง ความสัมพันธ์จึงเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-610d99"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/20200803-InterviewMiraFlock_14.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>บทบาทของพ่อแม่ในการเรียนรู้นี้เป็นอย่างไร</strong></h3>



<p>เราอยู่ในฝั่งการศึกษา เราทำงานกับครู กับการศึกษาและเรื่องการปฏิรูป ซึ่งเป็นฝั่งที่มองว่าพ่อแม่เป็นฝั่งที่เรียกร้อง การที่เด็กต้องเรียน ต้องสอบได้เกรดสี่ก็มาจากความคาดหวังของพ่อแม่ ซึ่งก็ยอมรับว่าเป็นแบบนั้นนะ แต่ก็กลายเป็นว่าพ่อแม่กลายเป็นปัญหา</p>



<p>ช่วงที่เรากำลังอยากทำประเด็นนี้ ต้องขอทุน พอเราเปิดเป้าหมายของ สสส. เขานิยามพ่อแม่ไว้สองกลุ่ม คือพ่อแม่ ครอบครัวในฐานะผู้ประสบปัญหาที่ต้องให้ความช่วยเหลือ กับพ่อแม่ในฐานะเครื่องมือพัฒนาสังคม เรารู้สึกว่าอันนี้แหละใช่เลย เราเริ่มต้นจากว่าอยากให้เด็ก ability to live มีทักษะการใช้ชีวิต และ ability to learn หรือเรียนรู้เป็น เราไม่ต้องทำผ่านโรงเรียนก็ได้ แต่เราทำผ่านพ่อแม่ได้ และประกอบกับว่าเราไปเจอบังนี เลยมองว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เราน่าจะทำให้เขาลุกขึ้นมาสู้กับเรื่องบางเรื่องได้ หรือลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่อยากทำ หรือทำให้พื้นที่นั้นดีขึ้นได้ด้วยพลังของเขาโดยมีเราสนับสนุน ส่งกำลังใจ เป็นเพื่อน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เท่าที่ฟัง การมีพ่อแม่ที่มีเวลาให้ลูกได้ก็ค่อนข้างเรียกร้องความคล่องตัว เวลาและการเงินประมาณหนึ่ง</strong></h3>



<p>ใช่ และเราคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราจัดปรับได้ตามสภาพคล่อง ซึ่งเราว่าเด็กเขาเข้าใจ เรียนรู้ได้และปรับตัวได้</p>



<p>ตอนที่เราทำโฮมสคูลหนักๆ ก็อยู่กับลูกตลอดเวลา จนมาช่วงที่โควิดระบาด โปรเจ็กต์ทั้งหลายเข้ามาจนไม่มีเวลาให้ลูกเลย เรารู้สึกผิดตลอดเวลา เรียกร้องกับตัวเองเยอะ เราก็พยายามจะอยู่ให้ได้ตั้งแต่หกโมงเช้าถึงสี่ทุ่ม ซึ่งยิ่งสะสมความเครียดให้ตัวเองค่ะ ถามว่าใครที่ปรับตัวไม่ได้ เราเองนะ ลูกปรับตัวได้ตั้งนานแล้ว เขาก็จะมีงอแงบ้างแหละ แต่เขาก็จะบอกเราว่าไม่เป็นไรนะแม่ อย่างเช่นเราพยายามอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกคืน วันละ 6-7 เล่ม แต่มีวันนึงอ่านแล้วหลับ เหนื่อยมาก ทำงานทั้งวัน ลูกก็บอกว่า แม่ วันนี้สองเล่มก็พอนะ (หัวเราะ) คือจริงๆ เด็กเขารู้ เขาเรียนรู้ และสัมผัสถึงความเหนื่อยของเราได้โดยที่เราไม่ต้องสอนหรอก เราอยู่ด้วยกัน เขาก็รู้ เขาจึงปรับตัวและเข้าใจได้ แต่ว่าบางอย่างที่ไม่เข้าใจก็คุยกัน ว่าเป็นเพราะอะไร ทำไม</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทุกวันนี้มีปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในหลายๆ ครอบครัว คือเรื่องวัยที่ห่างกันมากๆ ระหว่างคนเป็นพ่อแม่และลูก ในทวิตเตอร์ถึงขั้นมีบอกว่าบ้านไม่ใช่เซฟโซนสำหรับในบางกรณี มองเรื่องนี้อย่างไร</strong></h3>



<p>สุดท้ายไม่ว่าคนจะอายุเท่าไหร่ เขาก็เป็นมนุษย์ เขามีเรื่องราวของเขาซึ่งเราต้องให้ความเคารพ เราก็ต้องให้ความเคารพเด็ก เราไม่ได้มองว่าเด็กเป็นผู้ประสบภัย ตอนที่เราทำโฮมสคูลก็เช่นกัน เราก็เคยมองว่าลูกช่างใสซื่อบริสุทธิ์ เขาเพิ่งเกิด เราต้องเป็นคนให้ความรู้ ซึ่งนี่แหละที่จะทำให้เราพลาด เพราะจริงๆ มันคือการเรียนรู้ร่วมกัน เราก็ได้เรียนรู้ เป็น learning ที่ขนานกันไป</p>



<p>อย่างลูกเราเล่น Minecraft (วิดีโอเกมแซนด์บ็อกซ์) เราเชื่อไหมว่ามีการเรียนรู้อยู่ในนั้น มีนะคะ เช่น การสร้างอาคาร การทำภาพสามมิติ ให้เด็กฝึกทักษะ และส่วนตัวเราไม่ได้มองเทคโนโลยีเป็นผู้ร้ายด้วย เรามองเป็นเครื่องมือทางการเรียนรู้ได้ โดยเฉพาะของคนเจนเนอเรชันนี้ เราปฏิเสธไม่ได้แล้ว อย่างลูกชวนดู The Baby-Sitters Club (ซีรีส์ว่าด้วยกลุ่มเพื่อนสาวที่ชวนกันเปิดบริการรับเลี้ยงเด็ก) เราอาจจะมองว่าเป็นซีรีส์ของเด็กๆ นะ ซึ่งแบบนี้ learning ก็จะไม่เกิดแล้ว ความสัมพันธ์ก็ไม่เกิดด้วย แต่พอเราไปนั่งดูกับลูก เราก็จะพบว่าสังคมอเมริกันเป็นแบบนี้ เราบอกลูกได้ว่าการรวมตัวกันเพื่อทำธุรกิจหรือสร้างชมรมเป็นเรื่องปกติของสังคมอเมริกัน แลกเปลี่ยน คุยกันได้ แบบนี้การเรียนรู้จะเกิด ลูกก็ไม่รู้สึกว่าเราต้านโลกของเขา ซึ่งเราก็ไม่ได้ต้านโลกของเขาจริงๆ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผู้ปกครองสามารถเป็นฝ่ายเรียนรู้ แต่สังคมไทยมักมองว่าเด็กต้องเป็นผู้รับ</strong><strong>?</strong></h3>



<p>นี่เป็นสิ่งที่ถ้าเราข้ามไม่ได้ก็จะทำให้การเรียนรู้อื่นๆ ยากด้วยนะ ถ้าเราไม่เคารพเด็กในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งน่ะ</p>



<p>เวลาพูดแบบนี้ดูสวยๆ เนอะ แต่จริงๆ ถ้าเราไม่ผ่านจุดนี้ จุดอื่นๆ ก็ไม่มานะ เราจะบอกว่า life long learning การเรียนรู้ที่จะอยู่บนฐานของความสัมพันธ์ต่างๆ จะไม่เกิดเพราะเรามองแบบนั้น ถ้าคุณมองว่าเด็กเป็นฝ่ายต้องรับอย่างเดียว</p>



<p>เด็กเขาก็อยากสำรวจโลก เพราะการเติบโตคือการสำรวจ ทำความเข้าใจ เรียนรู้โลกไปเรื่อยๆ พ่อแม่ก็จะมีส่วนช่วยได้ เขามีปฏิสัมพันธ์กับครูแบบมีข้อจำกัดเพราะจำนวนต่างกัน เช่น ครูหนึ่งคนนักเรียนร้อยคน เป็นต้น เด็กกลับบ้านไปมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ก็ได้ ถ้าเขาอยากรู้บางอย่าง</p>



<p>สมมติเด็กไปถามพ่อแม่ อาจจะเป็นคำถามจากโรงเรียนก็ได้ พ่อแม่ก็อาจยอมรับได้นะว่าไม่รู้ เราไปหาคำตอบด้วยกันได้ไหม แล้วเดี๋ยวนี้การหาคำตอบไม่ยากเลย เปิดกูเกิลก็ได้ เราว่าเรื่องพวกนี้ขยายและทำได้ และไม่ใช่แค่พ่อแม่ด้วย ถ้ามีเด็กอยากเรียนรู้เรื่องการทำงานสัมภาษณ์ เขาก็อาจมาถามขอความรู้จากคุณ สร้างการเรียนรู้กันได้ และถ้าทุกคนมีความรู้สึกว่าการสร้างเยาวชนไทยเป็นภารกิจหนึ่งของเขา ครูก็จะไม่แบกภาระ หน้าที่ทั้งหมดก็จะกระจายไปสู่คนอื่นๆ ได้เหมือนกัน เด็กรอดได้เหมือนกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f46e69"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/20200803-InterviewMiraFlock_8.png" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/flock-learning/">‘การเรียนรู้ล้วนเกิดขึ้นบนความสัมพันธ์’ มิรา เวฬุภาค คุณแม่นักเรียนรู้แห่ง Flock Learning</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พอล คอลลาร์ด : ออกแบบการเรียนรู้สำหรับคนที่ไม่ใช่อัจฉริยะ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/interview-paul-collard/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Jun 2021 09:34:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[พอล คอลลาร์ด]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิดสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[การปฏิรูปการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41810</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรงเรียนฆ่าความคิดสร้างสรรค์หรือไม่? นี่คือคำถามเชิงวิพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/interview-paul-collard/">พอล คอลลาร์ด : ออกแบบการเรียนรู้สำหรับคนที่ไม่ใช่อัจฉริยะ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โรงเรียนฆ่าความคิดสร้างสรรค์หรือไม่?</p>



<p>นี่คือคำถามเชิงวิพากษ์ที่เซอร์ เคน โรบินสัน (Sir Ken Robinson) นักการศึกษาระดับโลกมีต่อระบบการเรียนการสอนสมัยใหม่ ความแหลมคมของคำถามไม่เพียงแต่ทำให้คลิป&nbsp;<a href="https://www.ted.com/talks/sir_ken_robinson_do_schools_kill_creativity?referrer=playlist-the_most_popular_talks_of_all" target="_blank" rel="noreferrer noopener">TED Talk</a>&nbsp;ของเขากลายเป็นคลิปที่คนดูมากที่สุดในโลก แต่ยังทำให้ประเด็นการปฏิรูปการเรียนรู้กลายเป็นวาระสำคัญระดับโลก รวมถึงในประเทศสหราชอาณาจักรบ้านเกิดของ ‘เซอร์ เคน’ ด้วย</p>



<p>เมื่อรัฐบาลสหราชอาณาจักรเริ่มโครงการ Creative Partnerships ซึ่งเป็นโครงการปฏิรูปการเรียนรู้ ‘เรือธง’ ของรัฐบาล หนึ่งในหัวหอกสำคัญที่มีส่วนรับผิดชอบโครงการคือ&nbsp;<strong>พอล คอลลาร์ด (Paul Collard)</strong>&nbsp;เพื่อนสนิทของ ‘เซอร์ เคน’ และนักการศึกษาที่มีประสบการณ์ในการปฏิรูปการเรียนรู้มาอย่างยาวนาน</p>



<p>หลังอำลาตำแหน่งที่ปรึกษารัฐบาล พอลเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติมากขึ้น เมื่อเขาตั้งมูลนิธิ Creativity, Culture and Education (CCE) และมุ่งทำงานด้านการศึกษาในหลายมิติตั้งแต่ การทำวิจัย การเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรรัฐหลายประเทศ รวมถึงการลงพื้นที่เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยตรง โดยอาศัยแนวคิด ‘การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์’ (Creative Education) ซึ่งเขาและทีม CCE พัฒนาขึ้นเป็นจุดขายสำคัญ</p>



<p>พอลสนใจความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นการเฉพาะ และเชื่อมั่นว่า ‘การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์’ จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้กับเด็กยากจนทั่วโลก ประเทศไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่พอลและทีมลงสนามด้วยเช่นกัน โดยมีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เป็นพาร์ทเนอร์สำคัญ</p>



<p>ในฐานะผู้มีประสบการณ์ทำงานด้านศึกษามาอย่างยาวนานในหลากหลายประเทศ พอลมองปัญหาการศึกษาไทยอย่างไร นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ 101 ชวนเขาสนทนา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ba31e2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/20191118-Paul-edit9.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>คุณเป็นที่รู้จักจากการพัฒนาแนวคิด&nbsp;‘การศึกษาเชิงสร้างสรรค์’ (creative education) ซึ่งน่าสนใจอย่างมาก คำว่า&nbsp;‘ความสร้างสรรค์’ เป็นคำที่มหัศจรรย์ สร้างพลังเชิงบวกได้ แต่ปัญหาคือความหมายไม่ชัดเจน คุณหมายความว่าอย่างไรกันแน่เวลาใช้คำว่า&nbsp;‘การศึกษาเชิงสร้างสรรค์’</p></blockquote>



<p>คุณพูดถูก (หัวเราะ) คำว่า ‘ความสร้างสรรค์’ เป็นคำที่ใช้กันมาก แต่ไม่มีใครตั้งคำถามว่าความหมายที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ กระทั่งตอนที่ผมเริ่มทำงานกับรัฐบาลอังกฤษ พวกเขาก็บอกว่า “เราต้องทำให้เด็กในโรงเรียนมีความสร้างสรรค์มากกว่านี้” แต่เมื่อถามลึกๆ เราก็พบว่า พวกเขาแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะนิยาม ‘ความสร้างสรรค์’ อย่างไร</p>



<p>CCE ทำวิจัยและสำรวจงานวิจัยเป็นจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศเพื่อสำรวจนิยามของ ‘ความสร้างสรรค์’ ในแทบทุกแบบ ท้ายที่สุดเราได้สรุปนิยามเฉพาะสำหรับใช้ในการศึกษา ซึ่งเราเรียกว่า ‘small c creativity’</p>



<p>‘small c creativity’ เป็นทักษะที่ทุกคนควรมีและสามารถมีได้เพื่อบรรลุศักยภาพของตัวเอง หรืออาจเรียกว่าเป็น ‘natural creativity’ ซึ่งที่เรียกว่า ‘natural’ เพราะทุกคนสามารถที่จะมีความสร้างสรรค์ในรูปแบบนี้ได้ ซึ่งจะแตกต่างจาก ‘big C creativity’ ที่เป็นเรื่องพรสวรรค์ หรือความอัจฉริยะ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="1--%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87---%E2%80%98small-c-creativity%E2%80%99-">อะไรคือรูปธรรมของ ‘small c creativity’</h3>



<p>‘small c creativity’ ประกอบด้วยชุดของคุณลักษณะหรืออุปนิสัย 5 ประการ คือ ความอยากรู้อยากเห็น (Inquisitive) ความอดทน (persistent) ความช่างจินตนาการ (imaginative) ความมีระเบียบวินัย (disciplined) และ การทำงานเป็นทีม (collaborative) ซึ่งอันที่จริงแต่ละอันก็จะมีลักษณะนิสัยย่อย แต่ในภาพใหญ่นี่คือชุดของคุณลักษณะที่จะทำให้การเรียนรู้ (learning) เกิดขึ้นได้</p>



<p>นี่เป็นแก่นความคิดที่สำคัญมาก เวลาที่ทีมของเราลงพื้นที่พูดคุยกับครู พวกเขามักจะบอกว่า ที่ผ่านมาพวกเขาสับสนกับคำว่า ‘ความคิดสร้างสรรค์’ แต่ตอนนี้พวกเขาแค่สนใจว่า จะทำอย่างไรให้เด็กมีคุณสมบัติทั้ง 5 ประการนี้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="2--%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0-5-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81---">คุณลักษณะ 5 ประการดูเป็นอะไรที่ธรรมดามาก?  </h3>



<p>ความธรรมดานี่แหละที่สำคัญมากๆ เพราะอย่าลืมว่า นี่คือคุณลักษณะที่เด็กทุกคนสามารถมีได้</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ที่บอกว่าธรรมดาที่จริงแล้วก็ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เข้าใจ เพราะนอกจากงานวิจัยด้านการศึกษาจำนวนมากแล้ว ล่าสุด CCE ได้ทำงานด้านประสาทวิทยา (neuro science) พบว่า small c creativity มีความสัมพันธ์กับการทำงานสมองส่วนที่เรียกว่า ‘executive function’ ซึ่งเป็นสมองส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความคิดและการรับรู้ และสมองส่วนนี้เองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ การตัดสินใจ</p>



<p>ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์สมองค้นพบแล้วว่า ช่วงเวลาที่ร่างกายพัฒนาสมองส่วน executive function คือช่วงเวลาตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ 12 ปี หลังจากนั้นการพัฒนาสมองส่วนนี้จะแย่ลง 1-2 ปี ก่อนที่จะกลับมาพัฒนาอีกครั้งจนถึงขีดสุดที่อายุ 16 ปี ดังนั้น การพัฒนาความสร้างสรรค์จึงเป็นเรื่องสำคัญมากตั้งแต่วัยเด็ก</p>



<p>อันที่จริง ยังมีปริศนาอีกมากเกี่ยวกับสมองส่วน executive function ผมเชื่อว่าในอนาคตเราจะเข้าใจความสัมพันธ์ของ small c creativity กับการทำงานของสมองมากขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="3--%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2-%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99-%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-">เวลาพูดว่า อยากให้เด็กมีคุณสมบัติบางอย่างเช่น ความอยากรู้อยากเห็น หรือช่างจินตนาการ ฟังแล้วดูเหมือนง่าย แต่จะทำให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร</h3>



<p>สิ่งที่ CCE ทำคือ การพัฒนาเครื่องมือที่ใช้วัด (assessment) ความสร้างสรรค์ ซึ่งเชื่อมโยงกับคำถามแรกที่ว่า ‘ความสร้างสรรค์’ หมายถึงอะไร แต่เดิมเราไม่สามารถวัดความสร้างสรรค์ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าหมายถึงอะไรกันแน่ แต่เมื่อเรามีนิยามที่ชัดเจนก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่คุณจะวัด เช่น คุณสามารถรู้ได้เลยว่า เด็กมีความสงสัยใคร่รู้หรือไม่ อย่างไร ก็ดูจากพฤติกรรมในการถามคำถาม พวกเขาถามคำถามบ่อยไหม หรือคุณภาพคำถามเป็นอย่างไร ในเรื่องความอดทนอดกลั้นก็ประเมินจากการที่พวกเขายอมแพ้อะไรง่ายๆ ไหม หรือทำงานหนักไหม ความช่างจินตนาการ เราก็สามารถรู้ได้จากไอเดียที่เด็กๆ นำเสนอ ความมีระเบียบวินัย หรือการทำงานเป็นทีมก็เป็นอะไรที่สังเกตได้โดยง่าย</p>



<p>ครูทุกคนรู้ดีว่า คุณลักษณะเหล่านี้สังเกตอย่างไร พวกเขาเพียงแค่ตั้งใจดู สังเกตเด็ก และพยายามมีส่วนสร้างให้เด็กมีพัฒนาคุณลักษณะเหล่านี้ให้ดีขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="4--%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%93-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%9C%E0%B8%A5-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A---%E2%80%98small-c-creativity--%E2%80%99-%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A2-">คนมักจะเชื่อมโยงความสร้างสรรค์เข้ากับศิลปะและการออกแบบ มากกว่าที่จะเป็นเรื่องการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และวิทยาศาสตร์ แต่นิยามความคิดสร้างสรรค์ตามแบบ ‘small c creativity’ จะไม่ได้แบ่งตามกรอบแบบนี้เลย</h3>



<p>ใช่แล้ว! ความสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกสาขาวิชา ไม่ใช่เป็นเรื่องของศิลปะหรือการออกแบบอย่างเดียว พูดให้ถึงที่สุด งานศิลปะ บทเพลง หรือการแสดงจำนวนมากไม่ได้มีมิติของความสร้างสรรค์เลยด้วยซ้ำ หรือมีค่อนข้างน้อย งานเหล่านี้เป็นการผลิตซ้ำเสียมากกว่า ในทางตรงกันข้าม ข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์จำนวนมากกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความสร้างสรรค์</p>



<p>คุณลองดูนวัตกรรมที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้สิ  สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นเลยว่าความสร้างสรรค์ไม่ได้มีเส้นแบ่งระหว่างศาสตร์และศิลป์หรอก</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="5--%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81-%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-">คุณมีประสบการณ์ทำงานในโครงการด้านการศึกษาในหลายประเทศทั่วโลก อะไรคือความเหมือนและความแตกต่างของแต่ละประเทศที่คุณค้นพบเวลาทำงานเพื่อยกระดับคุณภาพในการศึกษา</h3>



<p>ผมโชคดีมากที่มีโอกาสเดินทางไปเห็นระบบการศึกษาจากทั่วโลก มีโอกาสได้คุยกับผู้กำหนดนโยบาย คุณครู และเด็กโดยตรง สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ผมค้นพบคือ การเรียนการสอน (teaching) อาจจะแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละพื้นที่ แต่สิ่งที่เหมือนกันในทุกที่คือ การเรียนรู้ (learning) เด็กนักเรียนไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติไหน ฐานะอย่างไร นับถือศาสนาใด แต่กระบวนการเรียนรู้ของพวกเขาไม่ต่างกันเลย</p>



<p>ปัญหาที่แทบทุกประเทศมีเหมือนกันคือ การไม่เข้าใจแก่นของเรื่องการเรียนรู้ ซึ่งทำให้การทำความเข้าใจเรื่อง small c creativity ยากตามไปด้วย ทั้งนี้เพราะผู้กำหนดนโยบายมองการเรียนรู้แบบหยุดนิ่งและคับแคบมาก ตลอดชีวิตการทำงานสิ่งหนึ่งที่ผมใช้เวลามากที่สุดคือ การอธิบายว่าการเรียนรู้คืออะไร เกี่ยวข้องกับความสามารถในการคิด วิเคราะห์ วิพากษ์ การคิดถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงเหตุและผลอย่างไร</p>



<p>ดังนั้น ในทุกพื้นที่ที่ผมลงไปทำงาน คำถามแรกๆ ที่ต้องถามคือ การศึกษา โดยเฉพาะการเรียนการสอนในพื้นที่นั้นๆ ก่อให้เกิดการเรียนรู้หรือไม่ ปัญหาส่วนใหญ่ที่ผมเจอคือ เด็กมักจะไม่สามารถเรียนรู้ได้ เพราะการเรียนการสอนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้พวกเขาเรียนรู้เลย</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="6--%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-">ประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาก็ไม่ต่างกันหรอกหรือในเรื่องนี้</h3>



<p>ไม่ต่างกัน ผมยืนยันว่า เด็กทุกคนมีความสามารถที่จะมี ‘small c creativity’ ได้ ถ้าโรงเรียนหรือระบบการศึกษาถูกออกแบบอย่างเหมาะสม</p>



<p>ปัญหาการศึกษาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้คือ มีเด็กจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาคุณภาพดีได้ นี่คืออีกหนึ่งปัญหาที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องเจอ กระทั่งในประเทศพัฒนาแล้ว เด็กที่มาจากครอบครัวยากจนก็มีการเรียนรู้ที่แย่กว่าเด็กที่มาจากครอบครัวร่ำรวย ในประเทศอังกฤษ เด็กส่วนใหญ่ที่เรียนดี เข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำงานวิชาชีพอย่างหมอหรือทนาย ล้วนมาจากครอบครัวที่มีฐานะทั้งนั้น ส่วนคนที่มาจากครอบครัวชนชั้นล่างก็มักจะเรียนรู้ได้น้อยกว่าและมีคุณภาพชีวิตโดยเฉลี่ยแย่กว่า</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="7--%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%86-">ดูแล้วปัญหาของอังกฤษดูคล้ายกับไทยเหมือนกัน แต่ฟังแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าข้อสรุปนี้แปลกๆ</h3>



<p>ผมไม่ได้บอกว่า คุณภาพการศึกษาของอังกฤษเหมือนไทย แต่เราเจอปัญหาคล้ายกัน (เน้น) นั่นคือ ระบบการศึกษาไม่สามารถสร้างการเรียนรู้ให้เกิดกับเด็กได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มาจากครอบครัวยากจน พูดอีกแบบคือ ถ้าคุณปล่อยให้ความยากจนเข้ามาทำร้ายเด็กเมื่อไหร่ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนผลลัพธ์ที่มีต่อการเรียนรู้ก็เหมือนกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e6965a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/20191118-Paul-edit4-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="gb-headline gb-headline-5b1748c3 gb-headline-text">คุณทำโปรเจ็กต์ด้านการศึกษาในประเทศมาสักพักแล้ว คุณมองเห็นปัญหาอะไรในการศึกษาไทย </h3>



<p>เมื่อพิจารณาเรื่องมาตรฐานการเรียนรู้ของเด็ก ประเทศไทยเจอปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำของการศึกษาไม่ต่างจากประเทศอื่น แต่สิ่งที่เด่นชัดกว่ามากคือ สถานการณ์ของเด็กนักเรียนยากจนของไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ยากจนที่สุดนั้นน่ากังวลมาก เมื่อเทียบกับระดับการพัฒนาของประเทศ ผมคุ้นเคยกับเมืองใหญ่ที่ทุกอย่างครบครันอย่างกรุงเทพฯ และมีโอกาสได้เห็นข้อมูลมหภาคของประเทศไทยมาก่อน แต่เมื่อลงพื้นที่จริง สิ่งที่เห็นเป็นทั้งความประหลาดใจและความกังวล</p>



<p>ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำให้คนเข้าถึงการศึกษา แต่งานวิจัยในระดับโลกเริ่มชี้แล้วว่า การเข้าถึงการศึกษาจะมีความหมายก็ต่อเมื่อการศึกษามีคุณภาพ ยิ่งในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลงแบบทุกวันนี้ ผมกล้าฟันธงเลยว่า การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน คือทางเลือกเพียงทางเดียวที่จะทำให้ประเทศอยู่รอดในระยะยาวได้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">เล่าให้ฟังสักนิดว่าคุณทำโปรเจ็กต์อะไรในประเทศไทย</h3>



<p>ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา CCE ได้ทำโปรเจ็กต์เพื่อตอบโจทย์ด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในหลายประเทศ พูดแบบเฉพาะเจาะจงคือ เราพยายามนำวิธีการเรียนการสอน (pedagogy) แบบใหม่ที่ช่วยให้เด็กนักเรียนยากจนสามารถพัฒนาการเรียนรู้ของพวกเขาได้ ซึ่งหลักสูตรที่ว่าก็อยู่บนฐานการศึกษาเชิงสร้างสรรค์ที่เราคุยกันไปก่อนหน้านี้</p>



<p>โปรเจ็กต์ที่เราทำในประเทศไทยก็มีลักษณะคล้ายกันนี้ แต่ในประเทศไทยเราทำงานค่อนข้างง่าย เพราะมีข้อมูลพื้นฐานที่ดีพอสมควร ในแง่นี้ต้องให้เครดิต กสศ. ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ของเราด้วย โดยเปรียบเทียบแล้ว ผมคิดว่าผู้กำหนดนโยบายของไทยมีความเข้าใจปัญหาที่ดีพอสมควรทำให้พวกเขาออกแบบนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ค่อนข้างมียุทธศาสตร์เลยทีเดียว</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">อยากให้เล่ารายละเอียดเบื้องต้นหน่อยว่า กระบวนการทำงานเป็นอย่างไร</h3>



<p>เราอบรมและทำเวิร์คช็อปให้กับครูและนักเรียน โดยมีเป้าหมายให้พวกเขาคุ้นเคยกับคุณลักษณะและวิธีคิดของการศึกษาเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งมีหลักดังนี้</p>



<p>ประการที่หนึ่ง การทำให้ครูและนักเรียนเข้าใจตรงกันว่าความหมายของคำว่า ‘ความสร้างสรรค์’ คืออะไร ซึ่งการศึกษาวิจัยของเราพบว่า เด็กๆ สามารถเข้าใจแนวคิดนี้ได้ตั้งแต่ ป.1 เลย แต่การสอนจะไม่ใช่การไปอธิบายแนวคิด ‘ความอดทน’ แบบนามธรรม เขายังไม่เข้าใจ แต่ต้องทำผ่านการยกตัวอย่างง่ายๆ</p>



<p>ประการที่สอง เราออกแบบห้องเรียนที่เรียกว่า ‘high functioning classroom’ ซึ่งเป็นห้องเรียนที่มีสิ่งแวดล้อมเหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ ห้องเรียนแบบนี้ ครูจะให้ความท้าทาย (challenge) มากกว่าที่จะให้คำตอบ (answer) แก่เด็ก ในขณะที่เด็กจะให้ความสนใจกับสิ่งที่ตัวเองกำลังเรียนมากกว่าให้ความสนใจกับครู นอกจากนี้ การวัดผลก็สามารถทำได้หลายแบบ ไม่จำเป็นต้องสอบอย่างเดียว ครูอาจจะประเมินเด็กผ่านการให้เด็กทำกิจกรรมก็ได้</p>



<p>ประการที่สาม ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนคือกุญแจสำคัญของการเรียนรู้ พวกเขาต้องไว้วางใจและเชื่อมั่นต่อกัน &nbsp;โดยเฉพาะครูที่ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพการเรียนรู้ของเด็ก สร้างสิ่งแวดล้อมที่เด็กเรียนรู้ได้</p>



<p>จะเห็นว่า เราไม่ไปยุ่งกับหลักสูตรเลย ครูยังสามารถสอนเนื้อหาวิชาเหมือนเดิมได้ แต่สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือวิธีการสอน ถ้าทำอย่างนี้ได้ต่อเนื่อง คุณลักษณะและวิธีคิดเชิงสร้างสรรค์ก็จะถูกพัฒนา</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">วิธีการแบบนี้จะใช้ได้จริงหรือในสังคมอำนาจนิยมแบบไทย โดยความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนในสังคมไทยที่มีช่วงชั้นชัดเจนมากๆ</h3>



<p>ยาก (หัวเราะ) แต่ไม่ใช่ทำไม่ได้ สิ่งที่คุณพูดเป็นความท้าทายที่เฉพาะเจาะจงมากๆ ของสังคมไทย คนไทยเคยชินกับวิธีการเรียนการสอนที่ครูมีสถานะเป็นผู้รู้เพียงหนึ่งเดียวและมีอำนาจสูงสุดในห้องเรียน และวิธีคิดแบบนี้ซึมลึกมาก</p>



<p>อย่างไรก็ตาม สังคมไทยไม่ได้หยุดนิ่งและการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่ขาวกับดำ สิ่งที่ผมเห็นคือ ครูจำนวนมาก แม้กระทั่งคนที่สูงอายุก็เริ่มเปิดรับทางเลือกใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาพยายามทำความเข้าใจแนวคิดใหม่และปรับตัวไปในทางที่ถูกต้องมากขึ้น ถึงแม้ว่าลักษณะอนุรักษนิยมแบบที่คุณบอกจะยังเห็นได้อยู่ก็ตาม</p>



<p>คำถามของคุณทำให้ผมนึกถึงข้อจำกัดของ ‘high functioning classroom’ งานวิจัยล่าสุดของเราพบว่า วิธีการแบบนี้ใช้กระตุ้นการเรียนรู้ได้ถึงอายุ 16 ปีเท่านั้น เพราะสมองส่วน executive function เติบโตเต็มที่แล้ว หลังจากนั้นวิธีการเรียนรู้ของคนต้องเปลี่ยนไปหาวิธีการเรียนรู้ที่ลึกและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">โปรเจ็กต์ของคุณทำงานเฉพาะกับเด็กยากจนหรือ แล้วแนวคิดการศึกษาเชิงสร้างสรรค์สามารถนำมาใช้กับเด็กที่ครอบครัวฐานะดีได้ไหม?</h3>



<p>การศึกษาเชิงสร้างสรรค์เป็นแนวคิดที่ใช้ได้กับเด็กทุกคนไม่ว่าจนหรือรวย อย่างไรก็ตาม เด็กที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางและครอบครัวที่ฐานะดี โดยเฉลี่ยพวกเขาสามารถเข้าถึงการศึกษาที่สร้างการเรียนรู้ได้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นในเชิงนโยบายพวกเขาไม่ใช่กลุ่มคนที่น่ากังวลมากนัก รัฐและสังคมควรทุ่มเททรัพยากรมาแก้ปัญหาให้กับกลุ่มเด็กนักเรียนยากจนมากกว่า</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">การแก้ปัญหาการศึกษาด้วยการหลักสูตรและวิธีการสอนแบบเฉพาะทางไปใช้ในพื้นที่มักถูกตั้งคำถามเสมอว่า จะขยายผล (scale up) อย่างไร?</h3>



<p>(หยุดคิด) ผมเห็นด้วยว่าปัญหาการขยายผลคือข้อจำกัดของวิธีการแบบที่เราใช้ แต่คุณต้องไม่ลืมด้วยว่าเรากำลังจัดการกับปัญหาที่มีความเฉพาะอยู่พอสมควร ถึงแม้ว่าจำนวนเด็กนักเรียนยากจนจะมีจำนวนค่อนข้างมากก็ตาม</p>



<p>สำหรับโปรเจ็กต์ในประเทศไทย เราตั้งเป้าว่าจะทำงานกับโรงเรียนขนาดเล็ก 800 โรงเรียน ถ้าเทียบกับโรงเรียนทั้งหมดที่มี ก็นับเป็นสัดส่วนที่น้อยมากแต่ผมเชื่อว่าตัวเลขนี้ก็ไม่ได้น้อยจนไม่มีความหมาย หากเราทำได้สำเร็จและเห็นผลจริงก็มีโอกาสที่จะขยายผลไปเป็นเชิงระบบได้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">อีกหนึ่งปัญหาคลาสสิกของการเข้าไปเปลี่ยนการเรียนการสอนในระดับห้องเรียนคือ การออกแบบระบบจูงใจให้ครูเปลี่ยน เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าการหวังให้ครูเสียสละ หรือมีอุดมคติยอมทำเพื่อเด็ก เป็นความคาดหวังที่เป็นจริงได้ยาก  </h3>



<p>ผมไม่ปฏิเสธว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเรียกร้องจากครูค่อนข้างมาก และการมีระบบจูงใจ เช่น แรงจูงใจทางการเงินมีส่วนช่วยในการผลักดันครูให้เปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของผมชี้ว่า แรงจูงใจที่สำคัญที่สุดของครูคือการเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้นกับเด็ก</p>



<p>พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ต่อให้ครูมองว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นภาระ แต่ถ้ามันนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาจับต้องได้ พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยน ประเด็นคือคุณต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า วิธีการใหม่นั้นได้ผลจริงๆ และถ้ายิ่งไม่ได้ทำยาก หรือมีต้นทุนสูงอะไร โอกาสที่เขาจะเปลี่ยนก็ยิ่งมาก</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">อะไรคือความท้าทายที่สุดในการเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนเด็กนักเรียนยากจน?</h3>



<p>ในทุกประเทศที่ผมไป มีครูจำนวนหนึ่งที่มีความเชื่อแบบผิดๆ ว่า สาเหตุที่เด็กไม่สามารถเรียนรู้ได้ เพราะพวกเขาไม่มีคุณภาพ มาจากครอบครัวยากจน การเปลี่ยนแปลงคนกลุ่มนี้คือความท้าทายอย่างยิ่ง ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณเจอครูที่มีทัศนคติที่ดีและเชื่อมั่นในตัวเด็ก ทุกอย่างจะดูง่ายไปหมด และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะชัดเจน</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">บทเรียนจากประเทศไหนที่น่าสนใจและเป็นต้นแบบให้กับประเทศไทยได้</h3>



<p>นี่เป็นคำถามที่ผมถูกถามบ่อยมาก แต่ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าปัญหาของประเทศไทย คำตอบอยู่ในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมามีคนยกตัวอย่างฟินแลนด์ในฐานะโมเดลต้นแบบของการเรียนการสอนค่อนข้างมาก แต่โมเดลแบบนี้เกิดขึ้นได้เฉพาะในสังคมที่มีความเท่าเทียมสูงมากๆ เท่านั้น กระทั่งในอังกฤษก็ยังเป็นไปได้ยากเลย ในแง่นี้โมเดลฟินแลนด์จึงไม่ใช่โมเดลที่เหมาะกับไทย</p>



<p>แต่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรศึกษาประเทศอื่น ประเด็นของเรื่องนี้คือไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหยิบโมเดลของประเทศหนึ่งมาสวมกับอีกประเทศหนึ่งได้เลย เมื่อสักครู่คุณบอกว่า สังคมไทยเป็นอำนาจนิยมและยึดติดกับลำดับขั้นสูงต่ำ แนวทางการแก้ปัญหาที่ผมบอกมา ไม่ว่าจะเป็น การสร้างห้องเรียนแบบ ‘high functioning classroom’  หรือการปรับความสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็กก็ต้องเริ่มปรับจากฐานแบบนี้แหละ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ทุกครั้งที่มีการถกเถียงถึงปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม ฯลฯ หนึ่งในทางออกที่เป็นสูตรสำเร็จคือต้องทำให้การศึกษาดีขึ้น ในฐานะที่คุณเป็นนักการศึกษาคุณคิดอย่างไรกับคำแนะนำแบบนี้</h3>



<p>คำถามคุณตลก แต่ก็ชวนคิดดี (หัวเราะ)</p>



<p>ปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนในโลกเข้าถึงการศึกษาคุณภาพดี เราจะแก้ปัญหาที่เผชิญกันอยู่ในปัจจุบันได้ไม่ยาก ตัวอย่างเช่น ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ทุกวันนี้งานวิจัยชัดเจนว่าสาเหตุสำคัญที่ประชากรส่วนใหญ่ของโลกไม่จริงจังกับการแก้ปัญหา เพราะพวกเขาขาดความรู้ความเข้าใจในปัญหา</p>



<p>การศึกษายังส่งผลต่อการเมืองอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น กรณี Brexit ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเลย ความรู้ ข้อมูล และงานวิจัยชี้ชัดว่า สหราชอาณาจักรได้ประโยชน์มหาศาลจากการอยู่กับสหภาพยุโรป แต่ผลการทำประชามติกลับออกมาคัดค้านข้อมูลและงานวิจัยเหล่านี้ หลังการทำประชามติมีการทำแบบสำรวจพบว่า คนที่ต้องออกจากระบบการศึกษาก่อนอายุ 16 เกือบทั้งหมดโหวต ‘leave’ ในขณะคนที่ส่วนใหญ่ที่จบมหาวิทยาลัยโหวต ‘remain’  ในระบอบประชาธิปไตย ผมยืนยันหลักการเสียงข้างมากและเคารพผลการลงประชามติ เพียงแต่เสียดายและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งผมโทษความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bf4382"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/20191118-Paul-edit7.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading">ไหนๆ คุณก็เอ่ยถึงการเมือง การศึกษาเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยหรือไม่อย่างไร?</h3>



<p>ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่เชื่อในพลังและศักยภาพของคนธรรมดา ดังนั้นถ้าการศึกษาคุณภาพดี คุณภาพของคนก็ย่อมดี และประชาธิปไตยย่อมต้องดีไปด้วย อันนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">แล้วประชาธิปไตยล่ะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาอย่างไร?</h3>



<p>(นิ่งคิด)</p>



<p>ผมไม่แน่ใจนะว่าประชาธิปไตยส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาโดยตรงอย่างไร แต่ที่พอบอกได้คือ ประชาธิปไตยมีแนวโน้มที่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาลดลงมากกว่าระบอบเผด็จการ เพราะประชาธิปไตยทำให้การจัดสรรทรัพยากรกระจายไปสู่ประชาชนในวงกว้างมากกว่า</p>



<p>หนึ่งในเหตุผลหลักที่มักอ้างกันว่าเป็นสาเหตุของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือ งบประมาณไม่เพียงพอ แต่ถ้าดูจากข้อมูลสถิติจะพบว่า ประเทศส่วนใหญ่ล้วนลงทุนด้านการศึกษาเป็นจำนวนมหาศาล แต่ปัญหาที่แท้จริงเป็นเรื่องการจัดสรรทรัพยากร</p>



<p>พูดแบบหยาบๆ คือประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงมักจะกระจายงบประมาณออกไปอย่างทั่วถึงมากกว่าประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยที่งบประมาณมักจะกระจุกตัวอยู่จุดใดจุดหนึ่ง</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/interview-paul-collard/">พอล คอลลาร์ด : ออกแบบการเรียนรู้สำหรับคนที่ไม่ใช่อัจฉริยะ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
