<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 16 Jun 2021 09:35:23 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>พอล คอลลาร์ด : ออกแบบการเรียนรู้สำหรับคนที่ไม่ใช่อัจฉริยะ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/interview-paul-collard/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Jun 2021 09:34:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[พอล คอลลาร์ด]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิดสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[การปฏิรูปการเรียนรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41810</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรงเรียนฆ่าความคิดสร้างสรรค์หรือไม่? นี่คือคำถามเชิงวิพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/interview-paul-collard/">พอล คอลลาร์ด : ออกแบบการเรียนรู้สำหรับคนที่ไม่ใช่อัจฉริยะ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โรงเรียนฆ่าความคิดสร้างสรรค์หรือไม่?</p>



<p>นี่คือคำถามเชิงวิพากษ์ที่เซอร์ เคน โรบินสัน (Sir Ken Robinson) นักการศึกษาระดับโลกมีต่อระบบการเรียนการสอนสมัยใหม่ ความแหลมคมของคำถามไม่เพียงแต่ทำให้คลิป&nbsp;<a href="https://www.ted.com/talks/sir_ken_robinson_do_schools_kill_creativity?referrer=playlist-the_most_popular_talks_of_all" target="_blank" rel="noreferrer noopener">TED Talk</a>&nbsp;ของเขากลายเป็นคลิปที่คนดูมากที่สุดในโลก แต่ยังทำให้ประเด็นการปฏิรูปการเรียนรู้กลายเป็นวาระสำคัญระดับโลก รวมถึงในประเทศสหราชอาณาจักรบ้านเกิดของ ‘เซอร์ เคน’ ด้วย</p>



<p>เมื่อรัฐบาลสหราชอาณาจักรเริ่มโครงการ Creative Partnerships ซึ่งเป็นโครงการปฏิรูปการเรียนรู้ ‘เรือธง’ ของรัฐบาล หนึ่งในหัวหอกสำคัญที่มีส่วนรับผิดชอบโครงการคือ&nbsp;<strong>พอล คอลลาร์ด (Paul Collard)</strong>&nbsp;เพื่อนสนิทของ ‘เซอร์ เคน’ และนักการศึกษาที่มีประสบการณ์ในการปฏิรูปการเรียนรู้มาอย่างยาวนาน</p>



<p>หลังอำลาตำแหน่งที่ปรึกษารัฐบาล พอลเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติมากขึ้น เมื่อเขาตั้งมูลนิธิ Creativity, Culture and Education (CCE) และมุ่งทำงานด้านการศึกษาในหลายมิติตั้งแต่ การทำวิจัย การเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรรัฐหลายประเทศ รวมถึงการลงพื้นที่เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยตรง โดยอาศัยแนวคิด ‘การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์’ (Creative Education) ซึ่งเขาและทีม CCE พัฒนาขึ้นเป็นจุดขายสำคัญ</p>



<p>พอลสนใจความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นการเฉพาะ และเชื่อมั่นว่า ‘การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์’ จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้กับเด็กยากจนทั่วโลก ประเทศไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่พอลและทีมลงสนามด้วยเช่นกัน โดยมีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เป็นพาร์ทเนอร์สำคัญ</p>



<p>ในฐานะผู้มีประสบการณ์ทำงานด้านศึกษามาอย่างยาวนานในหลากหลายประเทศ พอลมองปัญหาการศึกษาไทยอย่างไร นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ 101 ชวนเขาสนทนา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ba31e2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/20191118-Paul-edit9.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>คุณเป็นที่รู้จักจากการพัฒนาแนวคิด&nbsp;‘การศึกษาเชิงสร้างสรรค์’ (creative education) ซึ่งน่าสนใจอย่างมาก คำว่า&nbsp;‘ความสร้างสรรค์’ เป็นคำที่มหัศจรรย์ สร้างพลังเชิงบวกได้ แต่ปัญหาคือความหมายไม่ชัดเจน คุณหมายความว่าอย่างไรกันแน่เวลาใช้คำว่า&nbsp;‘การศึกษาเชิงสร้างสรรค์’</p></blockquote>



<p>คุณพูดถูก (หัวเราะ) คำว่า ‘ความสร้างสรรค์’ เป็นคำที่ใช้กันมาก แต่ไม่มีใครตั้งคำถามว่าความหมายที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ กระทั่งตอนที่ผมเริ่มทำงานกับรัฐบาลอังกฤษ พวกเขาก็บอกว่า “เราต้องทำให้เด็กในโรงเรียนมีความสร้างสรรค์มากกว่านี้” แต่เมื่อถามลึกๆ เราก็พบว่า พวกเขาแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะนิยาม ‘ความสร้างสรรค์’ อย่างไร</p>



<p>CCE ทำวิจัยและสำรวจงานวิจัยเป็นจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศเพื่อสำรวจนิยามของ ‘ความสร้างสรรค์’ ในแทบทุกแบบ ท้ายที่สุดเราได้สรุปนิยามเฉพาะสำหรับใช้ในการศึกษา ซึ่งเราเรียกว่า ‘small c creativity’</p>



<p>‘small c creativity’ เป็นทักษะที่ทุกคนควรมีและสามารถมีได้เพื่อบรรลุศักยภาพของตัวเอง หรืออาจเรียกว่าเป็น ‘natural creativity’ ซึ่งที่เรียกว่า ‘natural’ เพราะทุกคนสามารถที่จะมีความสร้างสรรค์ในรูปแบบนี้ได้ ซึ่งจะแตกต่างจาก ‘big C creativity’ ที่เป็นเรื่องพรสวรรค์ หรือความอัจฉริยะ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="1--%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87---%E2%80%98small-c-creativity%E2%80%99-">อะไรคือรูปธรรมของ ‘small c creativity’</h3>



<p>‘small c creativity’ ประกอบด้วยชุดของคุณลักษณะหรืออุปนิสัย 5 ประการ คือ ความอยากรู้อยากเห็น (Inquisitive) ความอดทน (persistent) ความช่างจินตนาการ (imaginative) ความมีระเบียบวินัย (disciplined) และ การทำงานเป็นทีม (collaborative) ซึ่งอันที่จริงแต่ละอันก็จะมีลักษณะนิสัยย่อย แต่ในภาพใหญ่นี่คือชุดของคุณลักษณะที่จะทำให้การเรียนรู้ (learning) เกิดขึ้นได้</p>



<p>นี่เป็นแก่นความคิดที่สำคัญมาก เวลาที่ทีมของเราลงพื้นที่พูดคุยกับครู พวกเขามักจะบอกว่า ที่ผ่านมาพวกเขาสับสนกับคำว่า ‘ความคิดสร้างสรรค์’ แต่ตอนนี้พวกเขาแค่สนใจว่า จะทำอย่างไรให้เด็กมีคุณสมบัติทั้ง 5 ประการนี้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="2--%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0-5-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81---">คุณลักษณะ 5 ประการดูเป็นอะไรที่ธรรมดามาก?  </h3>



<p>ความธรรมดานี่แหละที่สำคัญมากๆ เพราะอย่าลืมว่า นี่คือคุณลักษณะที่เด็กทุกคนสามารถมีได้</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ที่บอกว่าธรรมดาที่จริงแล้วก็ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เข้าใจ เพราะนอกจากงานวิจัยด้านการศึกษาจำนวนมากแล้ว ล่าสุด CCE ได้ทำงานด้านประสาทวิทยา (neuro science) พบว่า small c creativity มีความสัมพันธ์กับการทำงานสมองส่วนที่เรียกว่า ‘executive function’ ซึ่งเป็นสมองส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความคิดและการรับรู้ และสมองส่วนนี้เองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ การตัดสินใจ</p>



<p>ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์สมองค้นพบแล้วว่า ช่วงเวลาที่ร่างกายพัฒนาสมองส่วน executive function คือช่วงเวลาตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ 12 ปี หลังจากนั้นการพัฒนาสมองส่วนนี้จะแย่ลง 1-2 ปี ก่อนที่จะกลับมาพัฒนาอีกครั้งจนถึงขีดสุดที่อายุ 16 ปี ดังนั้น การพัฒนาความสร้างสรรค์จึงเป็นเรื่องสำคัญมากตั้งแต่วัยเด็ก</p>



<p>อันที่จริง ยังมีปริศนาอีกมากเกี่ยวกับสมองส่วน executive function ผมเชื่อว่าในอนาคตเราจะเข้าใจความสัมพันธ์ของ small c creativity กับการทำงานของสมองมากขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="3--%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2-%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99-%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-">เวลาพูดว่า อยากให้เด็กมีคุณสมบัติบางอย่างเช่น ความอยากรู้อยากเห็น หรือช่างจินตนาการ ฟังแล้วดูเหมือนง่าย แต่จะทำให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร</h3>



<p>สิ่งที่ CCE ทำคือ การพัฒนาเครื่องมือที่ใช้วัด (assessment) ความสร้างสรรค์ ซึ่งเชื่อมโยงกับคำถามแรกที่ว่า ‘ความสร้างสรรค์’ หมายถึงอะไร แต่เดิมเราไม่สามารถวัดความสร้างสรรค์ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าหมายถึงอะไรกันแน่ แต่เมื่อเรามีนิยามที่ชัดเจนก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่คุณจะวัด เช่น คุณสามารถรู้ได้เลยว่า เด็กมีความสงสัยใคร่รู้หรือไม่ อย่างไร ก็ดูจากพฤติกรรมในการถามคำถาม พวกเขาถามคำถามบ่อยไหม หรือคุณภาพคำถามเป็นอย่างไร ในเรื่องความอดทนอดกลั้นก็ประเมินจากการที่พวกเขายอมแพ้อะไรง่ายๆ ไหม หรือทำงานหนักไหม ความช่างจินตนาการ เราก็สามารถรู้ได้จากไอเดียที่เด็กๆ นำเสนอ ความมีระเบียบวินัย หรือการทำงานเป็นทีมก็เป็นอะไรที่สังเกตได้โดยง่าย</p>



<p>ครูทุกคนรู้ดีว่า คุณลักษณะเหล่านี้สังเกตอย่างไร พวกเขาเพียงแค่ตั้งใจดู สังเกตเด็ก และพยายามมีส่วนสร้างให้เด็กมีพัฒนาคุณลักษณะเหล่านี้ให้ดีขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="4--%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%93-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%9C%E0%B8%A5-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A---%E2%80%98small-c-creativity--%E2%80%99-%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A2-">คนมักจะเชื่อมโยงความสร้างสรรค์เข้ากับศิลปะและการออกแบบ มากกว่าที่จะเป็นเรื่องการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และวิทยาศาสตร์ แต่นิยามความคิดสร้างสรรค์ตามแบบ ‘small c creativity’ จะไม่ได้แบ่งตามกรอบแบบนี้เลย</h3>



<p>ใช่แล้ว! ความสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกสาขาวิชา ไม่ใช่เป็นเรื่องของศิลปะหรือการออกแบบอย่างเดียว พูดให้ถึงที่สุด งานศิลปะ บทเพลง หรือการแสดงจำนวนมากไม่ได้มีมิติของความสร้างสรรค์เลยด้วยซ้ำ หรือมีค่อนข้างน้อย งานเหล่านี้เป็นการผลิตซ้ำเสียมากกว่า ในทางตรงกันข้าม ข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์จำนวนมากกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความสร้างสรรค์</p>



<p>คุณลองดูนวัตกรรมที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้สิ  สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นเลยว่าความสร้างสรรค์ไม่ได้มีเส้นแบ่งระหว่างศาสตร์และศิลป์หรอก</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="5--%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81-%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-">คุณมีประสบการณ์ทำงานในโครงการด้านการศึกษาในหลายประเทศทั่วโลก อะไรคือความเหมือนและความแตกต่างของแต่ละประเทศที่คุณค้นพบเวลาทำงานเพื่อยกระดับคุณภาพในการศึกษา</h3>



<p>ผมโชคดีมากที่มีโอกาสเดินทางไปเห็นระบบการศึกษาจากทั่วโลก มีโอกาสได้คุยกับผู้กำหนดนโยบาย คุณครู และเด็กโดยตรง สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ผมค้นพบคือ การเรียนการสอน (teaching) อาจจะแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละพื้นที่ แต่สิ่งที่เหมือนกันในทุกที่คือ การเรียนรู้ (learning) เด็กนักเรียนไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติไหน ฐานะอย่างไร นับถือศาสนาใด แต่กระบวนการเรียนรู้ของพวกเขาไม่ต่างกันเลย</p>



<p>ปัญหาที่แทบทุกประเทศมีเหมือนกันคือ การไม่เข้าใจแก่นของเรื่องการเรียนรู้ ซึ่งทำให้การทำความเข้าใจเรื่อง small c creativity ยากตามไปด้วย ทั้งนี้เพราะผู้กำหนดนโยบายมองการเรียนรู้แบบหยุดนิ่งและคับแคบมาก ตลอดชีวิตการทำงานสิ่งหนึ่งที่ผมใช้เวลามากที่สุดคือ การอธิบายว่าการเรียนรู้คืออะไร เกี่ยวข้องกับความสามารถในการคิด วิเคราะห์ วิพากษ์ การคิดถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงเหตุและผลอย่างไร</p>



<p>ดังนั้น ในทุกพื้นที่ที่ผมลงไปทำงาน คำถามแรกๆ ที่ต้องถามคือ การศึกษา โดยเฉพาะการเรียนการสอนในพื้นที่นั้นๆ ก่อให้เกิดการเรียนรู้หรือไม่ ปัญหาส่วนใหญ่ที่ผมเจอคือ เด็กมักจะไม่สามารถเรียนรู้ได้ เพราะการเรียนการสอนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้พวกเขาเรียนรู้เลย</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="6--%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-">ประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาก็ไม่ต่างกันหรอกหรือในเรื่องนี้</h3>



<p>ไม่ต่างกัน ผมยืนยันว่า เด็กทุกคนมีความสามารถที่จะมี ‘small c creativity’ ได้ ถ้าโรงเรียนหรือระบบการศึกษาถูกออกแบบอย่างเหมาะสม</p>



<p>ปัญหาการศึกษาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้คือ มีเด็กจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาคุณภาพดีได้ นี่คืออีกหนึ่งปัญหาที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องเจอ กระทั่งในประเทศพัฒนาแล้ว เด็กที่มาจากครอบครัวยากจนก็มีการเรียนรู้ที่แย่กว่าเด็กที่มาจากครอบครัวร่ำรวย ในประเทศอังกฤษ เด็กส่วนใหญ่ที่เรียนดี เข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำงานวิชาชีพอย่างหมอหรือทนาย ล้วนมาจากครอบครัวที่มีฐานะทั้งนั้น ส่วนคนที่มาจากครอบครัวชนชั้นล่างก็มักจะเรียนรู้ได้น้อยกว่าและมีคุณภาพชีวิตโดยเฉลี่ยแย่กว่า</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="7--%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%86-">ดูแล้วปัญหาของอังกฤษดูคล้ายกับไทยเหมือนกัน แต่ฟังแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าข้อสรุปนี้แปลกๆ</h3>



<p>ผมไม่ได้บอกว่า คุณภาพการศึกษาของอังกฤษเหมือนไทย แต่เราเจอปัญหาคล้ายกัน (เน้น) นั่นคือ ระบบการศึกษาไม่สามารถสร้างการเรียนรู้ให้เกิดกับเด็กได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มาจากครอบครัวยากจน พูดอีกแบบคือ ถ้าคุณปล่อยให้ความยากจนเข้ามาทำร้ายเด็กเมื่อไหร่ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนผลลัพธ์ที่มีต่อการเรียนรู้ก็เหมือนกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e6965a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/20191118-Paul-edit4-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="gb-headline gb-headline-5b1748c3 gb-headline-text">คุณทำโปรเจ็กต์ด้านการศึกษาในประเทศมาสักพักแล้ว คุณมองเห็นปัญหาอะไรในการศึกษาไทย </h3>



<p>เมื่อพิจารณาเรื่องมาตรฐานการเรียนรู้ของเด็ก ประเทศไทยเจอปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำของการศึกษาไม่ต่างจากประเทศอื่น แต่สิ่งที่เด่นชัดกว่ามากคือ สถานการณ์ของเด็กนักเรียนยากจนของไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ยากจนที่สุดนั้นน่ากังวลมาก เมื่อเทียบกับระดับการพัฒนาของประเทศ ผมคุ้นเคยกับเมืองใหญ่ที่ทุกอย่างครบครันอย่างกรุงเทพฯ และมีโอกาสได้เห็นข้อมูลมหภาคของประเทศไทยมาก่อน แต่เมื่อลงพื้นที่จริง สิ่งที่เห็นเป็นทั้งความประหลาดใจและความกังวล</p>



<p>ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำให้คนเข้าถึงการศึกษา แต่งานวิจัยในระดับโลกเริ่มชี้แล้วว่า การเข้าถึงการศึกษาจะมีความหมายก็ต่อเมื่อการศึกษามีคุณภาพ ยิ่งในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลงแบบทุกวันนี้ ผมกล้าฟันธงเลยว่า การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน คือทางเลือกเพียงทางเดียวที่จะทำให้ประเทศอยู่รอดในระยะยาวได้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">เล่าให้ฟังสักนิดว่าคุณทำโปรเจ็กต์อะไรในประเทศไทย</h3>



<p>ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา CCE ได้ทำโปรเจ็กต์เพื่อตอบโจทย์ด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในหลายประเทศ พูดแบบเฉพาะเจาะจงคือ เราพยายามนำวิธีการเรียนการสอน (pedagogy) แบบใหม่ที่ช่วยให้เด็กนักเรียนยากจนสามารถพัฒนาการเรียนรู้ของพวกเขาได้ ซึ่งหลักสูตรที่ว่าก็อยู่บนฐานการศึกษาเชิงสร้างสรรค์ที่เราคุยกันไปก่อนหน้านี้</p>



<p>โปรเจ็กต์ที่เราทำในประเทศไทยก็มีลักษณะคล้ายกันนี้ แต่ในประเทศไทยเราทำงานค่อนข้างง่าย เพราะมีข้อมูลพื้นฐานที่ดีพอสมควร ในแง่นี้ต้องให้เครดิต กสศ. ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ของเราด้วย โดยเปรียบเทียบแล้ว ผมคิดว่าผู้กำหนดนโยบายของไทยมีความเข้าใจปัญหาที่ดีพอสมควรทำให้พวกเขาออกแบบนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ค่อนข้างมียุทธศาสตร์เลยทีเดียว</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">อยากให้เล่ารายละเอียดเบื้องต้นหน่อยว่า กระบวนการทำงานเป็นอย่างไร</h3>



<p>เราอบรมและทำเวิร์คช็อปให้กับครูและนักเรียน โดยมีเป้าหมายให้พวกเขาคุ้นเคยกับคุณลักษณะและวิธีคิดของการศึกษาเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งมีหลักดังนี้</p>



<p>ประการที่หนึ่ง การทำให้ครูและนักเรียนเข้าใจตรงกันว่าความหมายของคำว่า ‘ความสร้างสรรค์’ คืออะไร ซึ่งการศึกษาวิจัยของเราพบว่า เด็กๆ สามารถเข้าใจแนวคิดนี้ได้ตั้งแต่ ป.1 เลย แต่การสอนจะไม่ใช่การไปอธิบายแนวคิด ‘ความอดทน’ แบบนามธรรม เขายังไม่เข้าใจ แต่ต้องทำผ่านการยกตัวอย่างง่ายๆ</p>



<p>ประการที่สอง เราออกแบบห้องเรียนที่เรียกว่า ‘high functioning classroom’ ซึ่งเป็นห้องเรียนที่มีสิ่งแวดล้อมเหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ ห้องเรียนแบบนี้ ครูจะให้ความท้าทาย (challenge) มากกว่าที่จะให้คำตอบ (answer) แก่เด็ก ในขณะที่เด็กจะให้ความสนใจกับสิ่งที่ตัวเองกำลังเรียนมากกว่าให้ความสนใจกับครู นอกจากนี้ การวัดผลก็สามารถทำได้หลายแบบ ไม่จำเป็นต้องสอบอย่างเดียว ครูอาจจะประเมินเด็กผ่านการให้เด็กทำกิจกรรมก็ได้</p>



<p>ประการที่สาม ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนคือกุญแจสำคัญของการเรียนรู้ พวกเขาต้องไว้วางใจและเชื่อมั่นต่อกัน &nbsp;โดยเฉพาะครูที่ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพการเรียนรู้ของเด็ก สร้างสิ่งแวดล้อมที่เด็กเรียนรู้ได้</p>



<p>จะเห็นว่า เราไม่ไปยุ่งกับหลักสูตรเลย ครูยังสามารถสอนเนื้อหาวิชาเหมือนเดิมได้ แต่สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือวิธีการสอน ถ้าทำอย่างนี้ได้ต่อเนื่อง คุณลักษณะและวิธีคิดเชิงสร้างสรรค์ก็จะถูกพัฒนา</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">วิธีการแบบนี้จะใช้ได้จริงหรือในสังคมอำนาจนิยมแบบไทย โดยความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนในสังคมไทยที่มีช่วงชั้นชัดเจนมากๆ</h3>



<p>ยาก (หัวเราะ) แต่ไม่ใช่ทำไม่ได้ สิ่งที่คุณพูดเป็นความท้าทายที่เฉพาะเจาะจงมากๆ ของสังคมไทย คนไทยเคยชินกับวิธีการเรียนการสอนที่ครูมีสถานะเป็นผู้รู้เพียงหนึ่งเดียวและมีอำนาจสูงสุดในห้องเรียน และวิธีคิดแบบนี้ซึมลึกมาก</p>



<p>อย่างไรก็ตาม สังคมไทยไม่ได้หยุดนิ่งและการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่ขาวกับดำ สิ่งที่ผมเห็นคือ ครูจำนวนมาก แม้กระทั่งคนที่สูงอายุก็เริ่มเปิดรับทางเลือกใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาพยายามทำความเข้าใจแนวคิดใหม่และปรับตัวไปในทางที่ถูกต้องมากขึ้น ถึงแม้ว่าลักษณะอนุรักษนิยมแบบที่คุณบอกจะยังเห็นได้อยู่ก็ตาม</p>



<p>คำถามของคุณทำให้ผมนึกถึงข้อจำกัดของ ‘high functioning classroom’ งานวิจัยล่าสุดของเราพบว่า วิธีการแบบนี้ใช้กระตุ้นการเรียนรู้ได้ถึงอายุ 16 ปีเท่านั้น เพราะสมองส่วน executive function เติบโตเต็มที่แล้ว หลังจากนั้นวิธีการเรียนรู้ของคนต้องเปลี่ยนไปหาวิธีการเรียนรู้ที่ลึกและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">โปรเจ็กต์ของคุณทำงานเฉพาะกับเด็กยากจนหรือ แล้วแนวคิดการศึกษาเชิงสร้างสรรค์สามารถนำมาใช้กับเด็กที่ครอบครัวฐานะดีได้ไหม?</h3>



<p>การศึกษาเชิงสร้างสรรค์เป็นแนวคิดที่ใช้ได้กับเด็กทุกคนไม่ว่าจนหรือรวย อย่างไรก็ตาม เด็กที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางและครอบครัวที่ฐานะดี โดยเฉลี่ยพวกเขาสามารถเข้าถึงการศึกษาที่สร้างการเรียนรู้ได้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นในเชิงนโยบายพวกเขาไม่ใช่กลุ่มคนที่น่ากังวลมากนัก รัฐและสังคมควรทุ่มเททรัพยากรมาแก้ปัญหาให้กับกลุ่มเด็กนักเรียนยากจนมากกว่า</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">การแก้ปัญหาการศึกษาด้วยการหลักสูตรและวิธีการสอนแบบเฉพาะทางไปใช้ในพื้นที่มักถูกตั้งคำถามเสมอว่า จะขยายผล (scale up) อย่างไร?</h3>



<p>(หยุดคิด) ผมเห็นด้วยว่าปัญหาการขยายผลคือข้อจำกัดของวิธีการแบบที่เราใช้ แต่คุณต้องไม่ลืมด้วยว่าเรากำลังจัดการกับปัญหาที่มีความเฉพาะอยู่พอสมควร ถึงแม้ว่าจำนวนเด็กนักเรียนยากจนจะมีจำนวนค่อนข้างมากก็ตาม</p>



<p>สำหรับโปรเจ็กต์ในประเทศไทย เราตั้งเป้าว่าจะทำงานกับโรงเรียนขนาดเล็ก 800 โรงเรียน ถ้าเทียบกับโรงเรียนทั้งหมดที่มี ก็นับเป็นสัดส่วนที่น้อยมากแต่ผมเชื่อว่าตัวเลขนี้ก็ไม่ได้น้อยจนไม่มีความหมาย หากเราทำได้สำเร็จและเห็นผลจริงก็มีโอกาสที่จะขยายผลไปเป็นเชิงระบบได้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">อีกหนึ่งปัญหาคลาสสิกของการเข้าไปเปลี่ยนการเรียนการสอนในระดับห้องเรียนคือ การออกแบบระบบจูงใจให้ครูเปลี่ยน เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าการหวังให้ครูเสียสละ หรือมีอุดมคติยอมทำเพื่อเด็ก เป็นความคาดหวังที่เป็นจริงได้ยาก  </h3>



<p>ผมไม่ปฏิเสธว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเรียกร้องจากครูค่อนข้างมาก และการมีระบบจูงใจ เช่น แรงจูงใจทางการเงินมีส่วนช่วยในการผลักดันครูให้เปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของผมชี้ว่า แรงจูงใจที่สำคัญที่สุดของครูคือการเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้นกับเด็ก</p>



<p>พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ต่อให้ครูมองว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นภาระ แต่ถ้ามันนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาจับต้องได้ พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยน ประเด็นคือคุณต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า วิธีการใหม่นั้นได้ผลจริงๆ และถ้ายิ่งไม่ได้ทำยาก หรือมีต้นทุนสูงอะไร โอกาสที่เขาจะเปลี่ยนก็ยิ่งมาก</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">อะไรคือความท้าทายที่สุดในการเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนเด็กนักเรียนยากจน?</h3>



<p>ในทุกประเทศที่ผมไป มีครูจำนวนหนึ่งที่มีความเชื่อแบบผิดๆ ว่า สาเหตุที่เด็กไม่สามารถเรียนรู้ได้ เพราะพวกเขาไม่มีคุณภาพ มาจากครอบครัวยากจน การเปลี่ยนแปลงคนกลุ่มนี้คือความท้าทายอย่างยิ่ง ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณเจอครูที่มีทัศนคติที่ดีและเชื่อมั่นในตัวเด็ก ทุกอย่างจะดูง่ายไปหมด และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะชัดเจน</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">บทเรียนจากประเทศไหนที่น่าสนใจและเป็นต้นแบบให้กับประเทศไทยได้</h3>



<p>นี่เป็นคำถามที่ผมถูกถามบ่อยมาก แต่ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าปัญหาของประเทศไทย คำตอบอยู่ในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมามีคนยกตัวอย่างฟินแลนด์ในฐานะโมเดลต้นแบบของการเรียนการสอนค่อนข้างมาก แต่โมเดลแบบนี้เกิดขึ้นได้เฉพาะในสังคมที่มีความเท่าเทียมสูงมากๆ เท่านั้น กระทั่งในอังกฤษก็ยังเป็นไปได้ยากเลย ในแง่นี้โมเดลฟินแลนด์จึงไม่ใช่โมเดลที่เหมาะกับไทย</p>



<p>แต่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรศึกษาประเทศอื่น ประเด็นของเรื่องนี้คือไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหยิบโมเดลของประเทศหนึ่งมาสวมกับอีกประเทศหนึ่งได้เลย เมื่อสักครู่คุณบอกว่า สังคมไทยเป็นอำนาจนิยมและยึดติดกับลำดับขั้นสูงต่ำ แนวทางการแก้ปัญหาที่ผมบอกมา ไม่ว่าจะเป็น การสร้างห้องเรียนแบบ ‘high functioning classroom’  หรือการปรับความสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็กก็ต้องเริ่มปรับจากฐานแบบนี้แหละ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ทุกครั้งที่มีการถกเถียงถึงปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม ฯลฯ หนึ่งในทางออกที่เป็นสูตรสำเร็จคือต้องทำให้การศึกษาดีขึ้น ในฐานะที่คุณเป็นนักการศึกษาคุณคิดอย่างไรกับคำแนะนำแบบนี้</h3>



<p>คำถามคุณตลก แต่ก็ชวนคิดดี (หัวเราะ)</p>



<p>ปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนในโลกเข้าถึงการศึกษาคุณภาพดี เราจะแก้ปัญหาที่เผชิญกันอยู่ในปัจจุบันได้ไม่ยาก ตัวอย่างเช่น ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ทุกวันนี้งานวิจัยชัดเจนว่าสาเหตุสำคัญที่ประชากรส่วนใหญ่ของโลกไม่จริงจังกับการแก้ปัญหา เพราะพวกเขาขาดความรู้ความเข้าใจในปัญหา</p>



<p>การศึกษายังส่งผลต่อการเมืองอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น กรณี Brexit ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเลย ความรู้ ข้อมูล และงานวิจัยชี้ชัดว่า สหราชอาณาจักรได้ประโยชน์มหาศาลจากการอยู่กับสหภาพยุโรป แต่ผลการทำประชามติกลับออกมาคัดค้านข้อมูลและงานวิจัยเหล่านี้ หลังการทำประชามติมีการทำแบบสำรวจพบว่า คนที่ต้องออกจากระบบการศึกษาก่อนอายุ 16 เกือบทั้งหมดโหวต ‘leave’ ในขณะคนที่ส่วนใหญ่ที่จบมหาวิทยาลัยโหวต ‘remain’  ในระบอบประชาธิปไตย ผมยืนยันหลักการเสียงข้างมากและเคารพผลการลงประชามติ เพียงแต่เสียดายและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งผมโทษความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bf4382"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/20191118-Paul-edit7.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<h3 class="wp-block-heading">ไหนๆ คุณก็เอ่ยถึงการเมือง การศึกษาเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยหรือไม่อย่างไร?</h3>



<p>ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่เชื่อในพลังและศักยภาพของคนธรรมดา ดังนั้นถ้าการศึกษาคุณภาพดี คุณภาพของคนก็ย่อมดี และประชาธิปไตยย่อมต้องดีไปด้วย อันนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">แล้วประชาธิปไตยล่ะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาอย่างไร?</h3>



<p>(นิ่งคิด)</p>



<p>ผมไม่แน่ใจนะว่าประชาธิปไตยส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาโดยตรงอย่างไร แต่ที่พอบอกได้คือ ประชาธิปไตยมีแนวโน้มที่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาลดลงมากกว่าระบอบเผด็จการ เพราะประชาธิปไตยทำให้การจัดสรรทรัพยากรกระจายไปสู่ประชาชนในวงกว้างมากกว่า</p>



<p>หนึ่งในเหตุผลหลักที่มักอ้างกันว่าเป็นสาเหตุของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือ งบประมาณไม่เพียงพอ แต่ถ้าดูจากข้อมูลสถิติจะพบว่า ประเทศส่วนใหญ่ล้วนลงทุนด้านการศึกษาเป็นจำนวนมหาศาล แต่ปัญหาที่แท้จริงเป็นเรื่องการจัดสรรทรัพยากร</p>



<p>พูดแบบหยาบๆ คือประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงมักจะกระจายงบประมาณออกไปอย่างทั่วถึงมากกว่าประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยที่งบประมาณมักจะกระจุกตัวอยู่จุดใดจุดหนึ่ง</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/interview-paul-collard/">พอล คอลลาร์ด : ออกแบบการเรียนรู้สำหรับคนที่ไม่ใช่อัจฉริยะ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
