<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การเรียนซ้ำ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b9%89%e0%b8%b3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 01 Dec 2021 10:30:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>การเรียนซ้ำ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>การเรียนซ้ำไม่ใช่คำตอบของการศึกษาที่สูญหายในยุค COVID-19</title>
		<link>https://www.eef.or.th/repeating-school-not-the-answer/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Dec 2021 10:30:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[ปิดโรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียนยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุนด้านการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนซ้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48584</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถานการณ์โรคระบาดสร้างความสามารถในการปรับตัวให้กับนักเร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/repeating-school-not-the-answer/">การเรียนซ้ำไม่ใช่คำตอบของการศึกษาที่สูญหายในยุค COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สถานการณ์โรคระบาดสร้างความสามารถในการปรับตัวให้กับนักเรียนอย่างชัดเจน ภาพของเด็กหลายคนหันมาเรียนผ่านช่องทางออนไลน์กลายเป็นภาพที่เห็นได้จนชินตา สำหรับเด็กเล็ก แม้จะมีบางโรงเรียนในหลายประเทศออกแบบหลักสูตรลูกผสม ยืดหยุ่นให้เด็กเข้ามาเรียนกับคุณครูในโรงเรียนเพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาแบบตัวต่อตัวและพัฒนาการเด็กปฐมวัย แต่ก็ยังมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ต้องเรียนออนไลน์เต็มรูปแบบ โดยมีครูและครอบครัวพยายามสนับสนุน ติดตามผลลัพธ์ทางการเรียนรู้อย่างใกล้ชิด</p>



<p>จริงอยู่ที่การศึกษาในช่วงที่ผ่านมาพยายามดำเนินไปด้วยความรัดกุมรอบคอบ แต่ต่อให้จัดการรัดกุมอย่างไร เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการที่โควิด-19 ปิดประตูโรงเรียนยาวนานหลายเดือนส่งผลกระทบต่อชีวิต พัฒนาการ ทักษะการเข้าสังคมของเด็กๆ พร้อมทั้งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจที่มองไม่เห็น</p>



<p>ที่สำคัญที่สุด คือการปิดโรงเรียนเท่ากับปิดโอกาสทางการศึกษาของเด็กหลายคน โดยเฉพาะนักเรียนกลุ่มเปราะบางที่ขาดทุนทรัพย์เข้าถึงการศึกษารูปแบบออนไลน์ ทรัพยากรทางการศึกษาไม่เพียงพอ รวมถึงขาดแรงบันดาลใจที่จะเรียนต่อเอง</p>



<p>เดิมทีเด็กกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ประสบปัญหาเรื้อรังเรื่องโอกาสทางการศึกษาอยู่แล้ว เมื่อถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตโควิด-19 ช่องว่างทางการศึกษาจึงยิ่งถ่างออกไปอีก ทำให้ความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กลดน้อยถอยลงมากขึ้นไปอีก</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ หนึ่งในทางออกยอดนิยมที่หลายประเทศพยายามผลักดันนโยบายเพื่อแก้ปัญหาการขาดเรียนและเติมเต็มความสามารถด้านการเรียนรู้ คือการเรียนชดเชยปีการศึกษาที่ขาดหายไปในช่วงวิกฤตโรคระบาด</p>



<p>ฟังเผินๆ อาจเป็นวิธีแก้ไขที่ตรงจุด แต่<a href="https://oecdedutoday.com/repeating-school-year-not-the-answer-to-covid-learning-losses/?fbclid=IwAR1Eq2q9XqO_hIvpiar1fXNILZk02hjWCtvd7H2BAhZSCqaWj_6PtyioyVY" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การศึกษาจาก OECD&nbsp;</a>กลับระบุว่าการเรียนซ้ำปีการศึกษาเพื่อทดแทนคาบเรียนที่หายไป ไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาหรือทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้นได้อย่างแท้จริง อีกทั้งเป็นการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากขึ้น เพราะนักเรียนในครอบครัวฐานะดี มีทางเลือกและได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพในช่วงวิกฤตโควิด-19 ไปก่อนแล้ว</p>



<p>นอกจากนี้ ทางเลือกดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ราว 25,000-35,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อนักเรียนหนึ่งคนหากพิจารณารวมถึงภาษีที่หายไป เพราะเข้าตลาดแรงงานช้าลง ดังนั้นการเลือกลงทุนเพื่อช่วยเหลือเยียวยากลุ่มนักเรียนที่ประสบปัญหาเข้าถึงการศึกษาในภาวะวิกฤต เพราะขาดต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมโดยเฉพาะจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเรียนซ้ำทุกคน และ ท่ามกลางนักเรียนจำนวนมาก เราควรจัดลำดับความสำคัญให้แก่กลุ่มเด็กเล็กและนักเรียนกลุ่มเปราะบางก่อน โดยพยายามออกแบบการศึกษาแบบตัวต่อตัวให้แก่พวกเขา เพราะการจัดบริบททางสังคม บรรยากาศในการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำคัญต่อเด็กเหล่านี้ยิ่งกว่าการเรียนรู้ผ่านเครื่องมือดิจิทัลเสียอีก</p>



<p>อย่างไรก็ตาม การศึกษาจาก OECD พบว่าหลายประเทศพยายามปรับนโยบายเพื่อเข้าไปเยียวยานักเรียนกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษแล้ว ข้อมูลจาก Special Survey รายงานว่า 86% ของประเทศทั่วโลกบังคับใช้นโยบายบรรเทาความเหลื่อมล้ำในระดับประถมศึกษา 75% ใช้ในระดับมัธยมต้น และอีก 73% ใช้ในระดับมัธยมปลาย ขณะเดียวกัน ประเทศอีกกว่า 60% สร้างมาตรการเจาะจงเด็กที่ขาดโอกาสทางศึกษา และมี 40% ที่มีมาตรการช่วยเหลือ ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย ชาติพันธุ์ หรือชนพื้นเมืองโดยเฉพาะ</p>



<p>ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดที่บังคับให้ปิดโรงเรียนและใช้การเรียนการสอนแบบลูกผสม การเรียนการสอนแบบตัวต่อตัวในปีการศึกษาหนึ่งย่อมลดลงตามธรรรมชาติ หลายโรงเรียนจึงพยายามจัดสรรช่วงเวลาเรียนเสริมให้กับนักเรียนนอกเหนือไปชั่วโมงเรียนปกติ เช่น ประเทศเยอรมนี ญี่ปุ่น และเนเธอแลนด์เพิ่มตารางเรียนในช่วงวันหยุด แต่ในบางประเทศ เช่น สโลวีเนีย สวิตเซอร์แลนด์ ยังคงเพิ่มคาบเรียนในวันที่มีการเรียนการสอนปกติ</p>



<p>ความท้าทายของการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่ต้องอาศัยการตรวจสอบทบทวน เพราะเมื่อคาบเรียนลดลงในช่วงโควิด-19 โรงเรียนจึงควรโฟกัสไปที่เนื้อหาใหม่มากกว่าการทบทวนบทเรียน และค้นหากลยุทธ์ทางการสอนใหม่ๆ สำหรับการศึกษาทางไกล เพื่อให้นักเรียนมีแรงบันดาลใจในการเรียนและมีพัฒนาการด้านทักษะทางสังคมควบคู่กันไปด้วย</p>



<p>ในกรณีนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดโรงเรียน จึงไม่ใช่แค่นักเรียนที่เสี่ยงต่อการเรียนซ้ำปีการศึกษาและนักเรียนกลุ่มเปราะบางเท่านั้น แต่ยังมีโรงเรียน ครู นักการศึกษา และครอบครัวซึ่งต้องต่อสู้กับภาระการจัดการ เปิดโอกาสให้เด็กๆ เข้าถึงการศึกษาที่ดีด้วยเช่นกัน หลายประเทศจึงพยายามเชื่อมร้อยรอยต่อระหว่างโรงเรียน ครอบครัว นักเรียน ไม่ให้มีใครถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง&nbsp;</p>



<p>ตัวแปรสำคัญในสมการเชื่อมร้อยและประคับประคองระบบการศึกษาให้เคลื่อนต่อไปได้อย่างติดขัดน้อยที่สุด คือหน่วยงานในพื้นที่ ในฐานะที่เป็นหน้าด่าน มีบทบาทด้านการปรับกฎเกณฑ์ความปลอดภัยและความมั่นคงทางสุขภาวะให้ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ มีอำนาจในการตัดสินใจว่าการเปิด-ปิด โรงเรียนสำคัญอย่างไร ควรปรับใช้มาตรการเว้นระยะห่างยาวนานแค่ไหน โดยต้องทำงานอย่างโปร่งใสและสื่อสารชัดเจนกับคนในพื้นที่</p>



<p>กล่าวได้ว่าภายใต้สถานการณ์โรคระบาดเช่นนี้ แม้เราจะเห็นความมืดมนทอดยาวทาบทับสภาพเศรษฐกิจทั้งระดับบุคคลและระดับชาติ ผลกระทบจากภาวะโรคระบาดส่งผลให้เกิดมาตรการรัดเข็มขัดทางการเงิน (financial austerity) เพิ่มขึ้นเพราะต้องจัดการต้นทุนด้านสาธารณสุขและต้นทุนทางเศรษฐกิจ แต่เราก็ไม่ควรเพิกเฉยต่อการลงทุนเพื่ออนาคตทางการศึกษาของนักเรียน เพราะในระยะยาว ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพอาจกลายเป็นแรงงานที่มีศักยภาพการทำงานต่ำ มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจได้น้อยลง ซึ่งจะเป็นปัญหารุนแรงถาวรต่อสภาพเศรษฐกิจในอนาคต หากไม่ยับยั้งและช่วยเหลืออนาคตของชาติเสียตั้งแต่วันนี้</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/repeating-school-not-the-answer/">การเรียนซ้ำไม่ใช่คำตอบของการศึกษาที่สูญหายในยุค COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
