<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การออกแบบนโยบาย | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 15 Jun 2021 07:35:07 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>การออกแบบนโยบาย | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ก้าวต่อไปของการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/next-step-of-subsidizing-poor-children-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Jun 2021 07:32:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[พงศ์นคร โภชากรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ชญานี ชวะโนทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ขวัญพลอย ชีช้าง]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียนยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[ธานี ชัยวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[การออกแบบนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[กานต์ธีรา ภูริวิกรัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=41703</guid>

					<description><![CDATA[<p>“การศึกษาเป็นประตูไปสู่โอกาสที่ดีกว่า” ประโยคนี้เป็นควา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/next-step-of-subsidizing-poor-children-2/">ก้าวต่อไปของการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“การศึกษาเป็นประตูไปสู่โอกาสที่ดีกว่า” ประโยคนี้เป็นความจริงที่ยากปฏิเสธ แต่ก็เป็นความจริงอีกเช่นกันที่เด็กอีกหลายคนไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้สัมผัสประตูบานนี้ เพราะฐานะที่ยากจนและต้นทุนชีวิตที่น้อยกว่าคนอื่น มีการประมาณว่า ในแต่ละปี มีนักเรียนเฉลี่ย 670,000 คนจากครัวเรือนที่ยากจน ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>เมื่อเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษา ก็ย่อมส่งผลต่อการเข้าถึงโอกาสอื่นในชีวิต กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เด็กและเยาวชนเหล่านี้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเช่นกัน</p>



<p>สืบเนื่องจากปัญหาดังกล่าว กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ร่วมทำการวิจัยจนได้ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามอุปสงค์ (Demand-size financing) ตรงตามความต้องการของนักเรียนเป็นรายบุคคล และยังเปิดโอกาสให้ภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กรรมการสถานศึกษา เข้ามามีบทบาทในกระบวนการนี้ด้วย</p>



<p>นี่นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่มีหน่วยงานนำข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อปฏิรูปการจัดสรรเงินอุดหนุนสำหรับนักเรียนยากจน โดยระบบนี้จะช่วยสถานศึกษาและบุคลากรในการคัดกรองและสนับสนุนงบประมาณให้นักเรียนเป็นรายบุคคล ซึ่งเป็นเหมือนการรับประกันว่า การจ่ายเงินอุดหนุนไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นมาตรการเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาที่ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม</p>



<p>เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา กสศ. ได้จัดงานสัมมนา ‘ก้าวต่อไปของการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ’ ที่นอกจากจะพูดคุยถึง<a href="https://www.the101.world/next-step-of-subsidizing-poor-children/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การใช้วิธีการวัดรายได้ทางอ้อมเพื่อคัดกรองเด็ก และผลการคัดกรองที่กสศ. ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายแล้ว</a> ยังเป็นการเสวนาเพื่อร่วมหาทางออกให้กับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอีกด้วย โดยผู้เข้าร่วมการเสวนาประกอบด้วย <strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท </strong>รองผู้จัดการกสศ. <strong>ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์</strong> ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย <strong>คุณขวัญพลอย ชีช้าง </strong>จากกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ประเทศไทย <strong>คุณพงศ์นคร โภชากรณ์</strong> เศรษฐกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง <strong>ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์ </strong>จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี <strong>ผศ.ดร.ธร ปีติดล</strong> เป็นผู้ดำเนินการเสวนา</p>



<p>ต่อจากนี้คือการเก็บความจากงานเสวนาดังกล่าว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหา ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และความพยายามจากหลายภาคส่วนที่จะเข้ามาร่วมลดความเหลื่อมล้ำนี้ และยังเป็นเหมือนการทิ้งโจทย์สำคัญไว้ให้เราตอบว่า เราจะช่วยนักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้อย่างไร</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-7d968b5b gb-headline-text">UNICEF กับโครงการเพื่อการเลี้ยงดูเด็กยากจน (Child Support Grant) – ขวัญพลอย ชีช้าง</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b82ec8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/kwanploy-1-768x576-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">คุณขวัญพลอย ชีช้าง จาก UNICEF ประเทศไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p><strong>คุณขวัญพลอย ชีช้าง</strong>&nbsp;จาก UNICEF ประเทศไทย เริ่มต้นการเสวนาด้วยการแบ่งปันประสบการณ์การทำงานในโครงการเพื่อการเลี้ยงดูเด็กยากจน (Child Support Grant) ที่ทำร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ โดยขวัญพลอยอธิบายว่า โครงการดังกล่าวเป็นรูปแบบหนึ่งของโครงการจัดสรรเงินอุดหนุน (Cash Transfer) แบบให้เปล่า โดยมีจุดประสงค์จะช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัวที่มีบุตร</p>



<p>“โครงการปัจจุบันเป็นโครงการที่ให้ความคุ้มครองกับเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปี และอยู่ในครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อคนต่อปี จะเห็นว่าโครงการนี้ค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกับโครงการสวัสดิการรัฐเหมือนกัน”</p>



<p>สำหรับผู้ที่ลงพื้นที่เพื่อคัดเลือกครอบครัวที่จะได้รับเงินอุดหนุน จะเป็นกลุ่มคนในชุมชนที่รู้จักแต่ละครอบครัวดีอยู่แล้ว เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรืออาสาสมัครที่ปฏิบัติงานด้านต่างๆ ในชุมชน (อพม.) และมีเจ้าหน้าที่กรมการปกครองส่วนท้องถิ่นและอาสาสมัครอีกกลุ่มเป็นคนทำหน้าที่รับรองอีกทีหนึ่ง</p>



<p>ในตอนแรก โครงการนี้ใช้วิธีการคัดกรองด้วยวิธีวัดรายได้ทางอ้อม (PMT) เช่นกัน แต่เกิดปัญหาในช่วงสองสามปีแรกว่า กลุ่มคนที่ลงพื้นที่ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้ และด้วยความที่โครงการเพื่อการเลี้ยงดูเด็กยากจน พิจารณาคัดเลือกครอบครัวจากทั่วประเทศ ทำให้การคัดเลือกครอบครัวที่จะเข้าเงื่อนไขได้รับเงินอุดหนุนเป็นเรื่องค่อนข้างยาก โครงการจึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการ โดยอาจจะไม่ได้ใช้วิธี PMT ทั้งหมด แต่เปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นแทน</p>



<p>“ขั้นตอนการดำเนินงานของโครงการ จะเริ่มจากการที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์หรือว่ามีบุตร ต้องไปลงทะเบียนที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หรือถ้าเป็นที่กรุงเทพฯ ก็จะลงทะเบียนกับ กทม. โดยจะต้องกรอกข้อมูลและมีผู้รับรองอย่างน้อย 2 คน ซึ่งอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่เขตหรืออาสาสมัคร และถ้าไม่มีใครคัดค้านอะไรภายใน 15 วัน ก็ถือว่าผ่านเกณฑ์”</p>



<p>“จากนั้น ข้อมูลจะถูกส่งมาให้กรมกิจการเด็กและเยาวชนประมวลผล และส่งเรื่องเบิกไปที่กรมบัญชีกลางต่อไป โดยจะมีการตรวจสอบข้อมูลกับทางกระทรวงมหาดไทยอีกรอบด้วย จะเห็นว่า นี่ไม่ใช่การทำงานของกระทรวงหรือหน่วยงานเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมของหลายหน่วยงาน”</p>



<p>ขวัญพลอยเล่าต่อว่า ในช่วงปี 2558 โครงการเริ่มพิจารณาให้เงินอุดหนุนกับเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปีเป็นการนำร่อง และมีเกณฑ์รายได้คือ 36,000 บาทต่อคนต่อปี โดยโครงการให้เงิน 400 บาทต่อครอบครัว ซึ่งจากการประเมินออกมาได้ผลค่อนข้างดี จึงขยายโครงการเข้าสู่ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการให้เงินอุดหนุนเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ในปี 2559 และในช่วงต้นปีที่ผ่านมาทางโครงการได้ขยายความคุ้มครองไปถึงเด็กอายุ 6 ปี รวมถึงปรับเกณฑ์รายได้จาก 36,000 บาท เป็น 100,000 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ</p>



<p>ขวัญพลอยชี้ให้เห็นว่า โครงการดังกล่าวถือว่าเป็นโครงการที่ดำเนินงานและขยายตัวออกไปได้อย่างรวดเร็ว คือช่วยเหลือเด็กได้เกือบล้านคนในระยะเวลา 3-4 ปี อีกทั้งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยังมีหลายประเทศมาดูงาน เช่น ประเทศพม่า และถ้ามองในแง่ของครอบครัวที่ได้รับเงินอุดหนุนนั้น ขวัญพลอยเล่าว่า เด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนจะมีภาวะทางโภชนาการที่ดีกว่า เข้าถึงบริการสาธารณสุขหรือบริการทางสังคมได้มากกว่า ขณะที่แม่ของเด็กที่ได้รับเงิน ก็จะมีอำนาจในการตัดสินใจที่มากกว่าด้วย</p>



<p>แม้จะเห็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม แต่โครงการก็ยังต้องเจอกับความท้าทายอยู่หลายประการ ประการแรก การที่โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือกันของหลายหน่วยงาน ทำให้อาจเกิดปัญหาขัดกันในแง่ของกฎระเบียบ หรือเงื่อนไขบางอย่างบ้าง ประการที่สอง ในช่วงดำเนินโครงการ ตัวโครงการมีการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนไปค่อนข้างเร็ว ทำให้ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งต้องรับผิดงานหลายส่วนอยู่แล้ว อาจเกิดความสับสนได้ ซึ่งทางกรมกิจการเด็กและเยาวชนก็พยายามหาทางจัดการกับความท้าทายดังกล่าวอยู่</p>



<p>“เรื่องการสื่อสารก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ คือเราจะทำอย่างไรให้คนเข้าถึงหรือรับรู้ข้อมูล ซึ่งตัวโครงการจะมีเว็บไซต์หรือเฟซบุ๊ก เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงด้วย” ขวัญพลอยกล่าว พร้อมทั้งอธิบายเพิ่มเติมว่า กำลังมีการออกแบบระบบเพื่อให้สนับสนุนคนได้มากขึ้น และมีการติดตามตรวจสอบโครงการด้วย</p>



<p>นอกจากนี้ ทางคณะทำงานยังมีแผนที่จะขยับขยายโครงการออกไปให้เด็กในช่วงอายุอื่น และอาจจะพัฒนาไปเชื่อมกับบริการอื่นๆ เช่น กลุ่มคุณแม่วัยรุ่น ที่ต้องออกจากระบบการศึกษาก่อนเวลา และไม่มีองค์ความรู้เพียงพอในการเลี้ยงลูก ทางโครงการจึงอยากสนับสนุนให้กลุ่มนี้หาลู่ทางประกอบอาชีพ และมีองค์ความรู้พอที่จะเลี้ยงลูก ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตของประชากรที่มีคุณภาพต่อไป</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-623b93da gb-headline-text">นโยบายแบบ tailor-made เพื่อการแก้ปัญหาที่ตรงจุด – พงศ์นคร โภชากรณ์</h3>



<p>ภาครัฐถือเป็นภาคส่วนสำคัญในการผลักดันนโยบายช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษและอยู่ในสนามมาอย่างยาวนาน ประสบการณ์ของหน่วยงานภาครัฐในการช่วยเหลือเด็กยากจน จึงมีคุณูปการสำคัญต่อการออกแบบนโยบายในอนาคต โดย <strong>พงศ์นคร โภชากรณ์ </strong>เศรษฐกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ตั้งประเด็นที่น่าสนใจว่า การที่เด็กยากจน หมายความว่าพ่อแม่ของพวกเขาจน ดังนั้น การจะช่วยเด็กที่ยากจน ต้องเริ่มจากการช่วยเหลือพ่อแม่ที่ยากจน แล้วจึงช่วยเด็กไปด้วยพร้อมๆ กัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9e12de"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/Pongnakorn-1-768x576-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พงศ์นคร โภชากรณ์ เศรษฐกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง</figcaption></figure></div></div></div>



<p>พงศ์นครกล่าวว่า สาเหตุของความยากจนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การใช้นโยบายแบบเดียวกับคนทุกกลุ่มจึงอาจไม่ใช่ทางออก ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงมีความพยายามในการออกนโยบายแบบ tailor-made มากขึ้น</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน พงศ์นครยกตัวอย่างว่า สมมติคนๆ หนึ่งอยู่กรุงเทพฯ มีรายได้ไม่พอใช้จ่าย เพราะค่าครองชีพที่กรุงเทพฯ สูง แต่พอย้ายไปอยู่ที่ต่างจังหวัด รายได้ยังเท่าเดิม แต่รายจ่ายลดลง เขาก็อาจจะไม่ใช่คนที่ถูกเรียกว่าเป็นคนจนอีกต่อไป ดังนั้น เวลาเราจะพิจารณาเรื่องการให้ความช่วยเหลือคนยากจน จึงควรพิจารณาเป็นรายจังหวัด ไม่ใช่ทั้งประเทศ มิเช่นนั้นคนที่อยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีค่าครองชีพสูงจะเสียเปรียบมากกว่า</p>



<p>“ผมจึงมีไอเดียว่า เราอาจต้องมองเรื่องการนำ Big Data เข้ามาใช้ เพราะการทำข้อมูลโดยใช้ฐานข้อมูล (Database) ธรรมดา อาจไม่ได้ช่วยให้เราเห็นภาพทั้งหมดครบถ้วน”</p>



<p>“ข้อมูลบอกว่า คนรายได้น้อยทั้งหมดมีจำนวน 14.6 ล้านคน คัดกรองเฉพาะคนที่อยู่ใต้เส้นความยากจน (Poverty line) เหลือ 10.8 ล้านคน ในจำนวนสิบล้านกว่าคนนี้แจ้งกับเราว่า มี 1.2 ล้านคนที่มีลูก แล้วเราต้องมาแยกรายได้ของคน 1.2 ล้านคนนี้อีกทีหนึ่ง เพื่อจะหากลุ่มที่มีรายได้น้อยที่สุด”</p>



<p>“เมื่อเราได้กลุ่มที่มีรายได้น้อยที่สุดแล้ว จึงจะมาจำแนกคนในกลุ่มนี้อีกที โดยใช้ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยว่าครอบครัวไหนมีลูกอายุต่ำกว่า 18 ปี และในบรรดาเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ก็ต้องหาต่อว่า มีเด็กคนไหนที่ยังอยู่ในระบบโรงเรียน โดยใช้ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้ออกมา 800,000 กว่าคน”</p>



<p>“เมื่อได้ตัวเลขดังกล่าวมาแล้ว เราอาจจะเอามาคัดกรองอีกทีว่า เด็กแปดแสนกว่าคนนี้อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน อาจอยู่ในหมู่บ้านที่ยังไม่มีถนน หรือยังไม่มีไฟฟ้าใช้ บ้านไม่ถูกสุขลักษณะ หรือกินอาหารไม่ครบ 3 มื้อ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้คือกลุ่มคนที่เราควรช่วยเหลือเป็นพิเศษก่อน”</p>



<p>นอกจากข้อมูลตัวเลขแล้ว ทางคณะทำงานยังมีชื่อ ที่อยู่ และเลขบัตรประชาชน ทำให้เอื้อต่อการทำงานร่วมกันในอนาคต และยังมีการแบ่งข้อมูลความยากจนเป็นรายจังหวัดอีกด้วย ทั้งนี้ พงศ์นครได้ชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจว่า การให้เงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ช่วยแก้ไขเรื่องความยากจนที่ตรงจุด เพราะบางครอบครัวอาจไม่ได้ลำบากเรื่องเงิน แต่ลำบากเรื่องอื่น เช่น หมู่บ้านยังไม่มีถนนตัดผ่าน ดังนั้นการช่วยเหลือคนที่มีฐานะยากจนจึงควรช่วยตามความเหมาะสมของกลุ่มคนและพื้นที่ ให้ในสิ่งที่เขาต้องการและมีความจำเป็นต่อชีวิตของเขา</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-45452ae8 gb-headline-text">การมองเห็น ‘ความแตกต่าง’ ระหว่างเด็กแต่ละคน คือหัวใจของการช่วยเหลือนักเรียนยากจนในอนาคต – ชญานี ชวะโนทย์</h3>



<p>วงเสวนาขยับมาที่ <strong>ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์ </strong>จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เกริ่นนำว่า ก้าวต่อไปของการช่วยเหลือนักเรียนยากจน อาจเป็นการพิจารณาถึงเรื่องของการประเมินผล (Assessment) และเมื่อมีการประเมินผลแล้ว ก็น่าจะมี Feedback กลับมาว่า ตัวโครงการมีผลต่อพฤติกรรมหรือผลลัพธ์ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จต่อเป้าหมายที่ต้องการหรือไม่ อย่างไร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f01dff"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/chayanee2-768x576-1-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</figcaption></figure></div></div></div>



<p>“มีประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องการประเมินผล อย่างเรื่องของการมาโรงเรียน กสศ. จะกำหนดเงื่อนไขว่าต้องมาเรียนไม่ต่ำกว่า 80% การให้ข้อมูลของทางฝั่งคุณครูจึงสำคัญมาก เพราะจะมีผลต่อการประเมินความสำเร็จของโครงการเราด้วย แต่มันจะมีบริบทที่มากกว่านั้น เช่น ความแตกต่างของนักเรียนชายกับนักเรียนหญิง หรือการมาโรงเรียนของนักเรียนในแต่ละระดับชั้น”</p>



<p>“สมมติว่าเราให้เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขไปแล้ว เด็กชั้นประถมอาจจะมาเรียนมากขึ้น แต่อาจไม่ได้ผลกับกลุ่มเด็กมัธยมขนาดนั้น เพราะมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง คือเด็กมัธยมอาจจะเริ่มมีทางเลือกในการออกไปทำงานมากกว่า หรือบางครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม เวลาเขาขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยว ก็อาจเรียกลูกๆ ไปช่วยทำงาน ทำให้เด็กกลุ่มนี้ต้องขาดเรียนเพื่อช่วยพ่อแม่”</p>



<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ ชญานีจึงสรุปว่า การประเมินจะต้องพิจารณาเรื่องความแตกต่างในแต่ละกลุ่ม และอาจต้องมีการประเมินผลส่วนอื่นเพิ่มเติมนอกเหนือจากการมาเรียน เช่น ประสิทธิภาพในห้องเรียน หรือการศึกษาต่อ และถ้าในอนาคตมีงบประมาณเพียงพอ อาจสามารถตามเก็บข้อมูลเด็กได้จนถึงช่วงที่เด็กคนนั้นเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพื่อดูว่านโยบายเช่นนี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพทุนมนุษย์ได้จริงหรือไม่</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-7f0bf82b gb-headline-text">โจทย์ต่อไป: ทำอย่างไรให้คนเข้าสู่ระบบการศึกษามากขึ้น? – ธานี ชัยวัฒน์</h3>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b34dff"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/Thanee-1-768x576-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</figcaption></figure></div></div></div>



<p>“เวลาที่เราคิดถึงเรื่องพฤติกรรมและการทดลอง มักจะมีโจทย์ท้าทาย 2 ข้อ ข้อแรกคือ เวลาเราจะทำอะไรสักอย่าง เราทำไปทำไม และข้อที่สองคือ เรามีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ไหม”&nbsp;<strong>ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มต้นด้วยคำถามเชิงพฤติกรรมทั่วไปของทุกคน และโยงกลับมายังโจทย์ของ กสศ.ว่า เวลาครัวเรือนยากจนพิเศษส่งลูกเข้าโรงเรียน จะต้องถามตัวเองก่อนว่า ต้นทุนที่แท้จริงที่เขาต้องจ่ายเพื่อส่งลูกเข้าโรงเรียนคืออะไร คุ้มทุนกับเขาไหม และถ้าไม่เอาลูกเข้าโรงเรียน ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity cost) คืออะไร</p>



<p>“ผมเคยทำโครงการเรื่อง Nutrition and Stress on Poverty กับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งพบว่า การได้รับสารอาหารในวัยเด็กจะส่งผลต่อการเติบโตทางสมอง ถือเป็นการลงทุนในระยะยาว และจะส่งผลต่อกระบวนการคิด ซึ่งการคิดจัดเป็นตรรกะ เติบโตขึ้นจากประสบการณ์ ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ”</p>



<p>“เพราะฉะนั้น เมื่อย้อนกลับไปดูครัวเรือนที่ยากจน เราจะเห็นว่าเขาเสียเปรียบตั้งแต่เรื่องสภาพแวดล้อม ความเครียด และสารที่ส่งผลต่อสมองตั้งแต่ตอนยังเด็กแล้ว คำถามคือ เมื่อเขาเข้าสู่ระบบการศึกษา ปลายทางของเขาคือตรงไหน ถ้าเรียนแล้วไม่จบปริญญาตรี คนที่มีฐานะยากจนก็จะกลับมาคิดว่า แล้วเขาจะเรียนไปทำไม มันจำเป็นไหม ในเมื่อปู่ย่าตายายก็จบออกมาทำนา รับจ้างเหมือนเดิม ไม่เรียนก็หาเลี้ยงชีพเหมือนกัน”</p>



<p>ดังนั้น เพื่อจะจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบการศึกษา ธานีจึงเสนอว่า ต้องทำให้เขาเข้าใจผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาในระยะยาว ซี่งมีอยู่หลักๆ 2 วิธี ได้แก่ ทำให้เขาคาดหวังถึงอนาคต และมีตัวอย่างคนในชุมชนรุ่นก่อนหน้าเป็นคนสร้างแรงบันดาลใจให้</p>



<p>“มีหนึ่งคำถามสำคัญคือ ทำไมบางครอบครัวไม่ส่งลูกเข้าโรงเรียน คำตอบแรกคือ ในบางครัวเรือนไทย ลูกถือเป็นแรงงานระยะสั้นที่ช่วยเขาทำงาน หรือถ้าเขาจะมองลูกเป็นการลงทุน ก็มองด้วย sensing of retirement คือคาดหวังให้คอยมาดูแลเขาตอนเกษียณ ลูกเลยถือเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามาก ถ้าลูกเป็นอะไรไปหรือต้องเข้าโรงพยาบาล เขาจ่ายค่ารักษาหรือรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นไม่ไหวแน่ๆ เขาเลยต้องเก็บลูกไว้กับตัว”</p>



<p>“เพราะฉะนั้น เวลาถามพ่อแม่ว่า ทำไมคุณไม่ให้ลูกไปโรงเรียน มีพ่อแม่จำนวนหนึ่งตอบว่าอยากให้ลูกอยู่ด้วย เพราะลูกจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่รับประกันพวกเขาในอนาคต ดังนั้นเราอาจต้องมองถึงการมีโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้าน หรือมีการรับประกันความเสี่ยงของครัวเรือนด้วย”</p>



<p>“คำตอบข้อที่สอง รายจ่ายด้านการศึกษาจนลูกเรียนจบไม่ได้เกี่ยวข้องแค่กับระดับรายได้ แต่มีเรื่องเสถียรภาพของรายได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การรับประกันจึงต้องรับประกันทั้งเรื่องระดับรายได้และเสถียรภาพรายได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเขาคิดว่าส่งลูกเรียนได้แค่ชั่วคราว ก็ไม่อยากส่ง อีกอย่างคือบางครอบครัวถือว่าลูกเป็นความสุขของปู่ย่าตายาย มองว่าปู่ย่าตายายจะเลี้ยงหลานได้ดีกว่า เพราะพ่อแม่ก็ถูกกลุ่มนี้เลี้ยงมาเหมือนกัน ดังนั้น บางครอบครัวเลยให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงไปเรื่อยๆ หรือให้เข้าโรงเรียนให้น้อยที่สุด”</p>



<p>“สุดท้ายเป็นเรื่องของทัศนคติ หลายครัวเรือนมองว่า ไม่รู้จะเรียนไปทำไม ยกเว้นแต่จะมีเงินอุดหนุนให้เรียน แปลว่าเรื่องของทัศนคติ ค่านิยม และการมีโอกาสในชีวิตยังเป็นเรื่องสำคัญอยู่”</p>



<p>ธานีปิดท้ายว่า โจทย์ต่อไปที่นอกเหนือจากเรื่องทำให้พ่อแม่ตัดสินใจส่งลูกเข้าเรียนแล้ว ยังต้องมองเรื่องการอุดหนุนหรือการที่มีคนในชุมชนเป็นคนช่วยสร้างแรงบันดาลใจด้วย</p>



<p></p>



<h3 class="gb-headline gb-headline-4dfa1b94 gb-headline-text">ก้าวต่อไปของ กสศ. เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา – ไกรยส ภัทราวาท</h3>



<p>หลังจากที่รับฟังการอภิปรายและข้อเสนอแนะจากหลายภาคส่วน&nbsp;<strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท&nbsp;</strong>รองผู้จัดการ กสศ. ได้ปิดท้ายว่า ภารกิจของ กสศ. ถือ เป็นการป้องกันความไม่เสมอภาคที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กก่อนวัยเรียนจนไปถึงการศึกษาภาคบังคับ คือตั้งแต่ชั้นอนุบาล-มัธยมศึกษาปีที่ 3 คิดเป็นเวลาราว 12 ปี แต่ปัญหาสำคัญคือ งบประมาณที่มีจำกัด ทำให้ต้องมีการหาสมดุลทางการเงินการคลัง และผลกระทบในเรื่องสวัสดิการด้วย</p>



<p>“ตอนนี้ กสศ. เหมือนกำลังวิ่งผลัดอยู่ เรารับไม้ต่อมาจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ให้เงินสนับสนุนเด็กมา 3 ปี 6 ปีแล้ว เราก็ต้องพยุงเขาต่อไปจนจบการศึกษาภาคบังคับ แต่ประเด็นคือเรามีทรัพยากรที่จำกัด ซึ่งเราก็พยายามจะทำให้ดีที่สุดอยู่ แต่เราเองไม่ได้อยากจะทำทั้งหมด แต่อยากสร้างนวัตกรรมขึ้นมาเพื่อส่งไม้ต่อให้หน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องได้เข้ามาทำงานร่วมกันด้วย”</p>



<p>ไกรยศยังได้แบ่งปันประสบการณ์ว่า ในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย บราซิล หรือเม็กซิโก มีการรวบรวมฐานข้อมูลและนโยบายเข้าด้วยกัน จึงสามารถที่จะทำงานร่วมกันได้เลย</p>



<p>จากข้อเสนอว่านโยบายช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษควรจะเป็นแบบ tailor-made ไกรยสพูดถึงเรื่องนี้ว่า นโยบายแบบนี้จะสามารถเชื่อมกับการตัดสินใจร่วมกันกับครอบครัวของเด็กได้ด้วย เพราะแต่ละครอบครัวมีโจทย์เส้นทางอาชีพและมุมมองต่อการส่งลูกเข้าระบบการศึกษาไม่เหมือนกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c952f5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/06/kraiyos-1-768x576-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p>“ผมเคยไปที่จังหวัดหนี่ง เจอครอบครัวที่เป็นพวกทำเครื่องเงินหรือแกะสลัก เขาก็บอกว่า พอเอาลูกเข้าโรงเรียนลูกก็แกะสลักไม่เป็นแล้ว อีกอย่างคืองานฝีมือที่เขาทำได้ มูลค่าสูงกว่าทำงานรับเงินเดือน 15,000 บาทอีก”</p>



<p>อย่างไรก็ตาม นโยบายแบบ tailor-made ยังต้องเจอกับความท้าทายอยู่ อย่างแรกคือต้องมีการทำวิจัยเยอะ และยังมีเรื่องการนำบุคลากรการศึกษาให้มาทำงานร่วมกัน คำถามจึงเป็นเรื่องที่ว่า จะทำอย่างไรให้คนที่เกี่ยวข้องมาร่วมออกแบบการศึกษาของเด็กด้วยกัน</p>



<p>“ถ้าเด็กแต่ละคนมีแผนที่การศึกษาของตัวเอง คุณครูก็จะสามารถเชื่อมโยงแผนการเรียนตามหลักสูตรมาตรฐานของประเทศเข้ากับแต่ละครอบครัวได้ นี่จะเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) และเป็นภาพอนาคตที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืนด้วย”</p>



<p>ทั้งนี้ ไกรยสกล่าวว่า ตอนนี้ทาง กสศ. เริ่มจับประเด็นเรื่อง growth mindset ดูเรื่องความตั้งใจของเด็กว่า เมื่อเด็กได้ทุนเสมอภาคแล้วจะอยากศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไหม และถ้าเด็กปรับทัศนคติของตนเองแล้ว ครอบครัวจะเห็นด้วยหรือไม่</p>



<p>“เราจะทำยังไงให้ทั้งครอบครัวและเด็กยอมรับเรื่องนี้ด้วยกัน และถ้าเกิดรัฐรู้วิธีปรับเปลี่ยนกระบวนการ ก็อาจลงทุนน้อยลงอีกเยอะ เงินอุดหนุนอาจจะถูกนำไปจัดการกับกระบวนภายในมากกว่าภายนอก เช่น นำไปเพิ่มเป็นค่าเดินทางหรือค่าอาหาร”</p>



<p>“ถ้าอยากจะให้สิ่งเหล่านี้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น เราต้องเข้าใจกระบวนการภายในของการคิดเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ทั้งกับเด็ก ครอบครัว และคุณครู ซึ่งเราต้องอาศัยงานวิจัยในการช่วยเรื่องพวกนี้ นี่จึงเป็นโจทย์ที่ กสศ. อยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมกัน” ไกรยสปิดท้าย</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/next-step-of-subsidizing-poor-children-2/">ก้าวต่อไปของการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
