<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การศึกษาในอาเซียน | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 22 Nov 2021 06:50:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>การศึกษาในอาเซียน | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เปิดบทเรียนการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาในภูมิภาคอาเซียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/educational-equality-in-asian/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Nov 2021 06:44:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[The 101]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาในอาเซียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=48157</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นเป้าหมายสำคัญที่หลายประเทศให้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/educational-equality-in-asian/">เปิดบทเรียนการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาในภูมิภาคอาเซียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นเป้าหมายสำคัญที่หลายประเทศให้ความสนใจ เพราะการศึกษาที่เข้าถึงคนทุกกลุ่มเป็นการลงทุนที่จะช่วยผลักดันการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว</p>



<p>ปัจจุบันความเสมอภาคทางการศึกษาถูกกำหนดในเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals: MDGs)&nbsp;และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)&nbsp;โดยมีปัจจัยที่ควรคำนึงหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการขยายการเข้าถึงทางการศึกษา&nbsp;การนับรวมคนทุกกลุ่มและความเสมอภาค ความเท่าเทียมทางเพศ &nbsp;การศึกษาที่มีคุณภาพ โอกาสในการเรียนรู้แบบยั่งยืน เด็กในพื้นที่ขัดแย้งและสถานการณ์อันยากลำบาก และเป้าหมายสากล ซึ่งเกี่ยวผันกับการเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาพื้นฐาน (global aspirations: Increased public spending for (basic) education)</p>



<p>จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เส้นทางสู่เป้าหมายความเสมอภาคทางการศึกษาในแต่ละประเทศแตกต่างกัน แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19&nbsp;กลับเป็นสถานการณ์พิเศษที่ทุกประเทศต่างก็ประสบกับความท้าทาย ก่อให้เกิดความเปราะบางทางการศึกษาอย่างรุนแรง การเรียนรู้ในห้องเรียนไม่สามารถทำได้อย่างเคย จำต้องปรับรูปแบบการศึกษาอย่างทันทีทันใด แต่รัฐบาลในบางประเทศกลับมีข้อจำกัด ไม่สามารถเตรียมความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการศึกษานอกห้องเรียน หลายครอบครัวไม่พร้อมสนับสนุนการเรียนรู้ในบ้าน จนทำให้เกิดสภาวะการเรียนรู้ถดถอย ทั้งยังซ้ำเติมคนบางกลุ่มด้วยปัญหาทางการเงินที่จำต้องให้บุตรหลานหลุดออกจากการศึกษาในระบบ เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวในช่วงยากเข็ญ</p>



<p><a href="https://afe2021.eef.or.th/agenda/view" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘การประชุมวิชาการระดับภูมิภาคเพื่อครู และความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</a>‘ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2564 ได้เล็งเห็นความสำคัญของความเสมอภาคทางการศึกษา จึงเปิดให้มีการนำเสนอสถานการณ์ภาพรวมของความเสมอภาคทางการศึกษาในภูมิภาคอาเซียน และการแบ่งปันประสบการณ์การจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาผ่านตัวแทนของประเทศในภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจากกัมพูชา บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และลาว เพื่อนำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่ความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างแท้จริง</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ภาพรวมความเสมอภาคทางการศึกษาในอาเซียน</strong></h2>



<p>ในช่วงแรก ศาสตราจารย์ฮวน มิเกล ลูซ (Professor Juan Miguel Luz)&nbsp;นักวิเคราะห์นโยบายและอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศฟิลิปปินส์ เริ่มต้นบรรยายในหัวข้อ&nbsp;‘ความเสมอภาคทางการศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และความสำคัญของครู’&nbsp;เขาย้ำชัดถึงนิยามของคำว่า&nbsp;‘ความเสมอภาคทางการศึกษา’&nbsp;อันหมายถึงการเน้นยกระดับให้คนด้อยโอกาสได้ขึ้นไปยืนในระดับที่ใกล้เคียงกับคนที่มีโอกาสที่ดีกว่า ซึ่งแตกต่างกับคำว่า&nbsp;‘ความเท่าเทียมทางการศึกษา’&nbsp;ที่เป็นในลักษณะถ้วนหน้า</p>



<p>สำหรับสถานการณ์ความเสมอภาคทางการศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือว่ามีความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากแต่ละประเทศมีความแตกต่างทางด้านรายได้ กล่าวคือมี<strong>ประเทศรายได้สูง</strong>&nbsp;ได้แก่ สิงคโปร์&nbsp;บรูไน&nbsp;มาเลเซีย&nbsp;<strong>ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงหรือรายได้ปานกลางระดับปานกลาง</strong>&nbsp;ได้แก่ ไทย&nbsp;อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ<strong>ประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ</strong>&nbsp;ได้แก่ ลาวและกัมพูชา รวมถึง<strong>ประเทศรายได้ต่ำ</strong>&nbsp;ได้แก่ พม่าและติมอร์ เลสเต รายได้ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศนี้เองเป็นบริบทที่ส่งผลกระทบต่อความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยิ่งยวด</p>



<p>จากข้อมูลพบว่า รายได้ของประเทศส่งผลโดยตรงกับความสำเร็จด้านการศึกษา โดยประเทศที่มีรายได้สูงจะบรรลุตัวชี้วัดที่อ้างอิงถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอัตราสุทธิในการเข้าเรียนระดับประถมศึกษา (net primary enrolment rate),&nbsp;อัตราการสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (lower secondary completion rate)&nbsp;และอัตราการอ่านออกเขียนได้ (literacy rate)&nbsp;ในขณะที่ประเทศอื่นยังมีความท้าทายอยู่ในการบรรลุเป้าหมายในบางตัวชี้วัด&nbsp;เช่นเดียวกับดัชนีการพัฒนามนุษย์ ประเทศที่มีระดับเศรษฐกิจสูงจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้มากกว่า</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีดัชนีอีกหลายประการที่บ่งบอกถึงสถานการณ์สถานการณ์ความเสมอภาคทางการศึกษา ได้แก่&nbsp;<strong>อัตราการสมัครเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาสูงและอัตราการสำเร็จการศึกษาในระดับประถมศึกษา</strong>&nbsp;ที่ประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย&nbsp;SDGs&nbsp;หลายประเทศมีอัตราการสำเร็จการศึกษาในระดับประถมศึกษาเกิน&nbsp;100%&nbsp;สะท้อนว่าสามารถนำเด็กที่อายุเกินเกณฑ์กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้</p>



<p>อย่างไรก็ดีเริ่มมีความแตกต่างใน<strong>อัตราการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา (progression to secondary school)</strong>&nbsp;ประเทศที่มีรายได้สูงจะมีการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาที่สูง ขณะที่ในประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำและประเทศที่มีรายได้ต่ำตัวเลขเริ่มตกลง เช่นเดียวกับ<strong>อัตราการประสบความสำเร็จในการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น</strong>&nbsp;ที่ตกลงตามรายได้ โดยพบว่ามีนักเรียนที่เรียนไม่จบและออกจากการศึกษาไปกลางคันด้วยปัญหาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการออกไปหางานทำเพื่อเลี้ยงครอบครัวในนักเรียนชาย&nbsp;เรียนไม่ไหว หรือวัฒนธรรมที่ต้องออกไปแต่งงาน เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้<strong>จำนวนวัยรุ่นในโรงเรียน</strong>&nbsp;และ<strong>อัตราการอ่านออกเขียนได้</strong>ลดลง</p>



<p>ไม่เพียงแค่ดัชนีที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียนเท่านั้น แต่เมื่อกล่าวถึงตัวชี้วัดในการพัฒนาในครู พบว่าไม่แตกต่างกันมากในประเทศที่มีระดับรายได้ต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาดัชนีด้านสิ่งอำนวยความสะดวก กลับพบว่ามีอัตราส่วนลดลงตามระดับรายได้ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต การเข้าถึงไฟฟ้า โภชนาการอาหารที่ถูกต้อง และการล้างมือ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเกี่ยวกับสุขอนามัย<br></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ครู: บุคลากรสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษา</strong></h2>



<p>ศาสตราจารย์ฮวน มิเกล ลูซได้ขยับมาทำความเข้าใจอุปสรรคและความท้าทายในการทำงานเกี่ยวกับความเสมอภาคทางการศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้ชุดข้อมูลจาก&nbsp;2&nbsp;แหล่ง ทั้งจากรายงานสถานการณ์การศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการของแต่ละประเทศและจากบันทึกการสัมภาษณ์ครูที่ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ซึ่งพูดถึงประสบการณ์การเรียนการสอนในประเทศของตน จนสามารถแบ่งอุปสรรคและความท้าทายในการทำงานเกี่ยวกับความเสมอภาคทางการศึกษาได้ดังต่อไปนี้</p>



<p><strong>ประการแรก การเข้าถึงการศึกษาซึ่งเกี่ยวพันกับรายได้ครัวเรือน&nbsp;</strong>ครูจากมาเลเซียแบ่งปันประสบการณ์ว่าประชาชนในระดับยากจน&nbsp;40%&nbsp;ของประเทศเข้าถึงทรัพยากรการศึกษาได้น้อยกว่าคนที่รวยที่สุด&nbsp;20%&nbsp;ของประเทศ</p>



<p><strong>ประการที่สอง สถานการณ์ของครู&nbsp;</strong>ครูจากบรูไนกล่าวว่าพวกเขาไม่ได้รับการฝึกอบรมเพื่อจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษหรือผู้พิการ และครูจากมาเลเซียหลายคนไม่พร้อมที่จะสอนในพื้นที่ห่างไกล</p>



<p><strong>ประการที่สาม สถานการณ์ห้องเรียน</strong>&nbsp;ครูจากมาเลเซียกล่าวว่าจำนวนนักเรียนมีเพิ่มขึ้นกลายเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ ทำให้ยากที่จะให้ความสนใจเด็กได้อย่างเท่าเทียม ครูต้องพยายามและเสียพลังงานมากในการตอบสนองนักเรียนที่มีความต่างกัน ส่งผลต่อสุขภาพจิต</p>



<p><strong>ประการที่สี่ สถานการณ์ผู้เรียน</strong>&nbsp;ครูจากพม่ากล่าวว่าผู้เรียนมีระดับการเรียนรู้และการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ต่างกัน ทำให้ไม่สามารถสนับสนุนเด็กที่เรียนช้าหรือเด็กพิเศษได้มากเท่าที่ควร</p>



<p><strong>ประการที่ห้า สถานการณ์ครอบครัว</strong>&nbsp;ครูจากมาเลเซียพบว่าวิกฤตในครอบครัวเด็ก ทำให้เด็กไม่สามารถไปเรียนได้สม่ำเสมอหรือไม่สามารถตั้งสมาธิให้จดจ่อกับการเรียนได้</p>



<p><strong>ประการที่หก เงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคม</strong>&nbsp;ครูจากเวียดนามสะท้อนว่าครูและเด็กที่มีทุนน้อย ไม่มีทรัพยากรที่จะซื้ออุปกรณ์การเรียน โดยเฉพาะในการเรียนรู้ห่างไกลหรือการเรียนรู้แบบผสมผสาน</p>



<p><strong>ประการที่เจ็ด ความแตกต่างกันในระดับชั้นสังคมและประชากรศาสตร์</strong>&nbsp;ครูจากเวียดนามสะท้อนว่าระบบชั้นสังคม (social class)&nbsp;ทำให้คุณภาพการเรียนรู้ไม่ได้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน และครูจากมาเลเซียยังกล่าวว่ามีความแตกต่างระหว่างโรงเรียนในชนบทและเมืองในการเข้าถึงทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้</p>



<p>ปัจจุบันครูและกระทรวงศึกษาธิการในแต่ละประเทศมีความพยายามสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น ในฟิลิปปินส์&nbsp;มีการจัดทำห้องเรียนเคลื่อนที่ในชื่อ&nbsp;Byaheng Kaalaman&nbsp;เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ หรือไม่สามารถศึกษาได้ต่อเนื่อง และการสร้างชุมชมเพื่อการเรียนรู้ในระดับมืออาชีพ (profession learning communities :PLC)&nbsp;</p>



<p>ในพม่า&nbsp;กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนรู้ทางไกล เนื่องจากสถานการณ์โควิดและการพัฒนาครูในระดับมืออาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ทั้งในระดับการฝึกอบรมก่อนการจ้างงานและในระหว่างการทำงาน</p>



<p>ในเวียดนาม&nbsp;กระทรวงศึกษาธิการยกระดับทักษะครูผ่านการอบรมเพื่อเตรียมพร้อมการเรียนการสอนผลักดันนักเรียนสู่การแข่งขันทางวิชาการระดับนานาชาติ</p>



<p>และในไทย&nbsp;มีโครงการพัฒนามืออาชีพในด้านการสอน ซึ่งการร่วมมือภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี,&nbsp;คุรุสภา,&nbsp;สำนักเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีและมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</p>



<p>ศาสตราจารย์ฮวน มิเกล ลูซให้ความเห็นว่าการระบาดของโควิด-19&nbsp;สั่นสะเทือนบทบาทของครูที่แต่เดิมอาจจะเน้นไปที่งานสอนภายในโรงเรียนเป็นหลัก กลับต้องเพิ่มเติมบทบาทของครูในการเป็นที่ปรึกษาแนะแนวทาง (guidance counselor)&nbsp;เป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ในการศึกษาทางไกล และเป็นผู้นำในชุมชน รวมถึงให้คำแนะนำเรื่องสุขภาพกับผู้ปกครองในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19&nbsp;ทำให้ครูหลายคนต้องเผชิญความเครียดและปัญหาสุขภาพจิต โดยศาสตราจารย์ฮวน มิเกล ลูซได้หยิบยกถ้อยคำของ ดร.ซาดัท มินอันดัง ครูใหญ่จากประเทศฟิลิปปินส์มาช่วยขยายภาพสถานการณที่เกิดขึ้น</p>



<p>“อุปสรรคอันยิ่งใหญ่ก็คือการเอาชนะความกลัว และผลกระทบทางจิตวิทยาจากโรคระบาด อุปสรรคอื่นๆ รับมือได้ง่ายกว่า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางด้านการเงิน ความต้องการในการขนส่ง วิถีชีวิตแบบใหม่ในการทำให้เด็กได้เรียนรู้ การสื่อสารกับนักเรียนและผู้ปกครอง และเพื่อนร่วมงาน การใช้เทคโนโลยีใหม่ แต่อุปสรรคอันยิ่งใหญ่คือความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้”&nbsp;ดร. ซาดัท มินอันดังกล่าว</p>



<p>ศาสตราจารย์ฮวน มิเกล ลูซทิ้งท้ายว่าประเด็นความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ การทิ้งคนไว้ข้างหลังมีต้นทุนสูง เพราะนอกจากจะทำให้เสียทรัพยากรมนุษย์ที่จะพัฒนาประเทศในอนาคตแล้ว ยังอาจเป็นภาระทางการคลังในการให้ความช่วยเหลือ แม้ว่าการทำงานเพื่อความเสมอภาคจะใช้ต้นทุนค่อนข้างสูงในการช่วยเหลือเด็กที่มีภาวะยากจน แต่นี่จะเป็นการลงทุนระยะยาว</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>แบ่งปันประสบการณ์ในการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา</strong></h2>



<p>หลังการนำเสนอสถานการณ์ในภาพรวม ขยับมาสู่การแบ่งปันประสบการณ์การจัดการเรียนรู้และการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา ท่ามกลางความท้าทายจากการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยมีตัวแทนประเทศที่เข้าร่วมในการแบ่งปันประสบการณ์ 5 ประเทศได้แก่ กัมพูชา บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และประเทศลาว ตามลำดับ</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ประเทศกัมพูชา</strong></h2>



<p>นายพูที คานน์ ผู้แทนจากกรมการศึกษา (ประถมศึกษา) กระทรวงศึกษาธิการ เยาวชนและกีฬา ประเทศกัมพูชา ได้ฉายให้เห็นสถานการณ์การศึกษาของประเทศกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดโควิดทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการศึกษา โรงเรียนในกัมพูชามีการเปิดและปิดตามสถานการณ์การแพร่ระบาด ทำให้ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างต่อเนื่อง</p>



<p>กระทรวงศึกษาธิการ เยาวชนและกีฬาจึงได้ออกนโยบายในเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษาในกัมพูชา ด้วยการพัฒนาหลักสูตรเนื้อหาออนไลน์และเครื่องมือในการศึกษาทางไกล ผ่านการจัดทำวิดีโอสื่อการเรียนรู้มากกว่า&nbsp;5,000&nbsp;คลิปวิดีโอครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม.6&nbsp;รองรับภาษามือและภาษาในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ</p>



<p>นอกจากนี้ภาครัฐยังจัดทำช่องโทรทัศน์เพื่อการศึกษา จัดตั้งศูนย์เพื่อเก็บข้อมูลความรู้ออนไลน์และดิจิทัลคอนเทนต์ และมีการพัฒนาแอปพลิเคชันของกระทรวงศึกษาธิการ รวมไปถึงช่องทางสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กและยูทูบ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ออนไลน์ ทั้งยังส่งมอบแบบเรียนรู้ให้กับเด็กเล็กที่บ้าน เพื่อให้ครอบครัวได้จัดการเรียนการสอน และสนับสนุนให้นักเรียนประถมศึกษาตอนปลายและมัธยมศึกษาตอนต้นเรียนรู้ด้วยตัวเอง</p>



<p>อย่างไรก็ดี ความท้าทายเรื่องความพร้อมเกี่ยวกับอุปกรณ์ในการเรียนรู้ออนไลน์ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ มีผู้ปกครองชาวกัมพูชาเพียง&nbsp;45%&nbsp;ที่มีโทรศัพท์แบบสมาร์ตโฟน ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19&nbsp;นักเรียนได้รับผลกระทบเชิงลบ ทำให้กระทรวงศึกษาธิการฯ ปรับการประเมินวัดผลความรู้ เพื่อนำไปสู่การร่างบทเรียน ซึ่งเป็นไปตามความรู้ของนักเรียน ไม่ใช่ระดับที่เด็กกำลังศึกษาอยู่</p>



<p>นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับครูผ่านการให้กำลังใจ การอบรมแนวทางในการจัดการเรียนการสอนและส่งเสริมศักยภาพผ่านการอบรมการใช้เครื่องมือและแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่วนในมาตรการทางด้านความปลอดภัย เพื่อให้นักเรียนและครูปลอดภัยจากโควิด-19 การตัดสินใจเปิดโรงเรียนอีกครั้งจะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางด้านสาธารณสุข มีการจัดตั้งคณะดูแลความปลอดภัยและอนามัย และส่งเสริมให้มีการวัดอุณหภูมิ รักษาความสะอาดและสุขอนามัยในพื้นที่โรงเรียน มีการตรวจวัด ATK Test สำหรับนักเรียนและครูก่อนจะเปิดโรงเรียน รวมทั้งรัฐบาลผลักดันให้ครูและนักเรียนได้วัคซีน โดยปัจจุบันครูได้วัคซีนโควิดครบสองเข็มคิดเป็น 98% นักเรียนในวัย 12-18 ได้รับวัคซีนครบสองเข็มคิดเป็น 90%</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ประเทศบรูไน</strong></h2>



<p>ดร. นาซีราห์ อับดุลลาร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและวางแผน สำนักยุทธศาสตร์ การพัฒนาและการวิจัย กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศบรูไนได้กล่าวถึงภาพรวมของสถานการณ์โควิด-19&nbsp;ที่เกิดขึ้นในประเทศว่ามีการแพร่ระบาดสองระลอก โดยเริ่มต้นในเดือนมีนาคม&nbsp;2563&nbsp;กินเวลา&nbsp;59&nbsp;วัน ก่อนที่จะปลอดผู้ติดเชื้อและแพร่ระบาดระลอกสองในวันที่&nbsp;7&nbsp;สิงหาคม&nbsp;2564&nbsp;จนกระทั่งวันนี้</p>



<p>สำหรับการศึกษาที่เท่าเทียมกันและเสมอภาคเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ในยุทธศาสตร์ทางการศึกษาของประเทศบรูไน เมื่อเกิดการแพร่ระบาดโควิดจึงถือเป็นแบบทดสอบที่สำคัญ เธอพบว่าในการแพร่ระบาดระลอกแรกครูยังไม่พร้อมที่จะใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะเดียวกันผู้เรียนเองก็มีข้อจำกัด อันมาจากเงื่อนไขสภาพครอบครัวที่มีบุตรหลายคน&nbsp;ผู้ปกครองทำงานเป็นด่านหน้าหรือจำเป็นต้องออกไปทำงาน&nbsp;นักเรียนมีความต้องการพิเศษในการเรียนรู้&nbsp;ปัญหาการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต หรือข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ ทำให้ช่องโหว่ความแตกต่างระหว่างเด็กนักเรียนด้อยโอกาสกับนักเรียนฐานะดีขยายใหญ่ขึ้น</p>



<p>กระทรวงศึกษาธิการจึงดำเนินการมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียมและส่งชุดการเรียนรู้สำหรับที่บ้านให้กับนักเรียนที่ยากไร้,&nbsp;การจัดส่งอาหาร โดยเป็นไปตามแผนการแจกจ่ายอาหารระดับชาติ,&nbsp;การติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์กับคนในท้องถิ่น สำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล,&nbsp;โปรแกรมโทรทัศน์ด้านการศึกษา รวมถึงบทเรียนออนไลน์ให้กับนักเรียน</p>



<p>นอกจากนี้เธอยังกล่าวว่ามีการแก้ปัญหาการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างราชการ รัฐวิสาหกิจและเอ็นจีโอ และมีการบริจาคอุปกรณ์ให้นักเรียนตามลำดับความจำเป็น รวมถึงฝึกอบรมพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อให้ครูมีความพร้อมและยืดหยุ่นในช่วงเวลาที่มีความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด</p>



<p>ดร.นาซีราห์ กล่าวว่าการเกิดโควิด-19 เปิดโอกาสในการผลักดันโครงการต่างๆ เพื่อยกระดับครูและนักเรียนให้มีความสามารถมากขึ้นในการใช้สื่อออนไลน์ กระตุ้นให้กระทรวงศึกษาธิการสร้างโครงการสนับสนุนการเรียนรู้ สำหรับโรงเรียนระดับชั้นประถมและมัธยมศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อบรรเทา ปรับปรุง และส่งเสริมอัตราการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียนให้อยู่ในระดับมาตรฐานการอ่านออกเขียนได้ที่ประเทศกำหนดไว้ และช่วยเหลือนักเรียนที่ตามเนื้อหาไม่ทันเนื่องจากโควิด-19 นำไปสู่ความเท่าเทียมและเสมอภาคทางการศึกษาสำหรับผู้เรียนทุกคน เป็นการดึงศักยภาพในการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตและอนาคตประเทศ</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ประเทศมาเลเซีย</strong></h2>



<p>ดร.ฮาจิ อัซฮาร์ ฮาจิ อามัด ผู้อำนวยการกองวิชาชีพครู กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศมาเลเซียกล่าวว่าการศึกษาในมาเลเซียเผชิญความท้าทายจากวิกฤตโรคระบาดเช่นเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการได้พัฒนาการเรียนรู้ที่มีบ้านเป็นศูนย์กลาง (Home-Based Learning: HBL)&nbsp;มีโครงการปฏิบัติการอัจฉริยะ (ErDik/Smart Initiative)&nbsp;ร่วมกับมูลนิธิฮัสซานาทำการแจกจ่ายแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์และแท็ปเล็ตให้แก่นักเรียนที่ยากจนและด้อยโอกาส รวมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มหลักในการเรียนรู้ที่เรียกว่า&nbsp;DELIMA (Digital Educational Learning Initiative Malaysia)&nbsp;และแหล่งเรียนรู้อื่นๆ เช่น&nbsp;cikgTUBE, e-Guru&nbsp;นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาการสอนแบบออฟไลน์ และนอกสถานที่เป็นทางเลือกในการเรียนรู้ สำหรับเด็กที่ไม่สามารถเข้าถึงการเรียนออนไลน์ได้</p>



<p>ดร.ฮาจิ อัซฮาร์ ฮาจิ อามัดกล่าวถึงการตั้งโรงเรียนชายขอบสำหรับนักเรียนชนพื้นเมือง ที่รู้จักกันในชื่อว่าเซโกละฮ์โอรังอัสลี (Sekolah Orang Asli, SOA)&nbsp;สำหรับพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะในรัฐซาบาห์ และซาราวัก ร่วมมือกับผู้นำในชุมชนพื้นเมือง ซึ่งรู้จักกันในชื่อ ‘ต๊กบาติน’ และผู้นำจากชุมชนท้องถิ่นในการสนับสนุนการเรียนรู้ท่ามกลางการแพร่ระบาด</p>



<p>จากข้อมูลระหว่างปี พ.ศ.&nbsp;2559-2563&nbsp;การทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนท้องถิ่นนี้เองในเซโกละฮ์ โอรังอัสลีพบว่า สัดส่วนค่าเฉลี่ยของการเข้าเรียนของนักเรียนชนพื้นเมืองจากชั้นประถมศึกษาไปยังระดับมัธยมศึกษาเพิ่มขึ้น และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศ การออกจากโรงเรียนกลางคันในระดับมัธยมศึกษา เพื่อไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวของนักเรียนชายจากครอบครัวยากจนผ่านโครงการลดการหลุดออกจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์หรือที่เรียกว่า ‘โปรแกรมซิฟาร์มูริดชิชีร์’ ตลอดจนการดำเนินโครงการและมาตรการต่างๆ โดยสร้างการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งพบว่าอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาระหว่าง พ.ศ.&nbsp;2560-2564&nbsp;มีสัดส่วนลดลงอย่างต่อเนื่อง</p>



<p>ด้านการสนับสนุนครู กระทรวงศึกษาธิการจัดให้มีการฝึกอบรมแก่ครูครอบคลุมเนื้อหาหลากหลายสาขา แนวทางการจัดการเรียนการสอนที่บ้าน และทักษะดิจิทัลและทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่คู่มือเกี่ยวกับวิธีการเรียนรู้จากที่บ้าน ทั้งในรูปแบบออนไลน์ ออฟไลน์หรือนอกสถานที่ เพื่อนำไปปฏิบัติและพัฒนาการสอนโดยการปรับให้เข้ากับบริบทที่เกิดขึ้น</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ประเทศสิงคโปร์</strong></h2>



<p>“ความมุ่งมั่นที่มีต่อนักเรียนของเรา คือโอกาสสำหรับสร้างความมั่นคงในชีวิต ตั้งแต่ปฐมวัยไปจนถึงการทำงาน เพื่อมอบโอกาสที่ดีที่สุดในการพัฒนาศักยภาพแก่พวกเขา”&nbsp;ลี ยัน เคิง ผู้อำนวยการสาขาการพัฒนาวิชาชีพจากสถาบันครูแห่งประเทศสิงคโปร์กล่าวถึงเป้าหมายในการทำงาน พร้อมให้ความเห็นว่าการศึกษาทำหน้าที่สนับสนุนนักเรียนด้วยความเข้าใจในความแตกต่างทางการเรียนรู้ โดยไม่คำนึงถึงภูมิหลัง</p>



<p>หากเปรียบเทียบระบบการศึกษาเป็นต้นไม้ รากของการศึกษาในสิงคโปร์คือการทำให้การศึกษาเป็นแรงสนับสนุน (uplifting force)&nbsp;ผู้เรียน กระทรวงศึกษาธิการมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบยั่งยืนทางการศึกษา ได้แก่ การสนับสนุนการศึกษาที่หลากหลาย&nbsp;การปลูกฝังความสนุกในการเรียนรู้&nbsp;การปรับปรุงหลักสูตร&nbsp;การพัฒนาคุณภาพในระดับปฐมวัยไปจนถึงการศึกษาระดับสูง และการสร้างศักยภาพสนับสนุนความต้องการด้านการศึกษาพิเศษ รวมไปถึงกระตุ้นให้เกิดทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการพัฒนาวิชาชีพครู</p>



<p>เมื่อกล่าวถึงวิธีการไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษาของประเทศสิงคโปร์สามารถแบ่ง ได้&nbsp;4&nbsp;ประเภท ได้แก่ การขยายนิยามของคำว่าประสบความสำเร็จให้กว้างขึ้นกว่ามิติทางวิชาการ&nbsp;การขยายทางเลือกทางการศึกษา เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ตามความสนใจและความสามารถ&nbsp;การศึกษาปฐมวัยและการดูแลเด็กปฐมวัยที่ครอบคลุมทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และระบบคุ้มครองการเลื่อนระดับชั้นทางสังคม และการสร้างความเข้มแข็งของระบบสนับสนุนสำหรับนักเรียนที่ด้อยโอกาส</p>



<p>ลี ยัน เคิงยกตัวอย่างโครงการนำร่องเกี่ยวกับความเสมอภาคทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น การยกระดับนักเรียนในด้านการใช้ชีวิตและภารกิจการสร้างแรงบันดาลใจให้ครอบครัว (Uplifting Pupils in Life and Inspiring Families Taskforce: UPLIFT)&nbsp;เพื่อสร้างความเข้มแข็งของการสนับสนุนให้กับนักเรียนที่มีภูมิหลังยากลำบาก ดึงศักยภาพสูงสุดของพวกเขาผ่านหลากหลายกิจกรรม</p>



<p>โปรแกรมการรู้หนังสือดิจิทัลแห่งชาติหรือ (National Digital Literacy Programme: NDLP)&nbsp;ภายใต้การปรับปรุงหลักสูตรสำหรับอนาคต โครงการเรียนรู้แบบยั่งยืน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจภายในในการเรียนรู้ด้วยตัวเองในโลกดิจิทัลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยจัดสรรอุปกรณ์สำหรับการเรียนรู้ส่วนบุคคลสำหรับนักเรียน เตรียมแหล่งเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านช่องทางออนไลน์ (Singapore Student Learning: SLS)&nbsp;และความพร้อมในการเท่าทันสื่อของผู้เรียน</p>



<p>แนวทางการพัฒนาอาชีพสำหรับนักการศึกษา (SkillFuture for Educators: SFEd)&nbsp;เพื่อช่วยให้ครูก้าวผ่านการปฏิบัติในห้องเรียนไปยังในระดับที่ดีขึ้น สร้างความเข้มแข็งด้านการปฏิบัติในห้องเรียน&nbsp;6&nbsp;ด้านได้แก่ การประเมินการอ่านออกเขียนได้&nbsp;การจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียน&nbsp;การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้&nbsp;รูปแบบการสอนโดยใช้เทคโนโลยี การสนับสนุนนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษและคุณลักษณะและการศึกษาเรื่องหน้าที่ของพลเมือง โดยแต่ละสาขาเหล่านี้มีอยู่&nbsp;4&nbsp;ระดับของการปฏิบัติ ได้แก่ การเริ่มต้น การสร้างความชำนาญ การบรรลุเป้าหมายและความเป็นผู้นำ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของครู รวมทั้งมีระบบที่ช่วยสนับสนุนครูให้ดียิ่งขึ้น</p>



<p>ลี ยัน เคิงกล่าวว่าโควิด-19 เร่งให้เกิดการทำงานส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาเร็วและมีความสำคัญมากขึ้น เช่น การจัดสรรอุปกรณ์การเรียนรู้ส่วนบุคคล เป็นต้น และตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ประเทศสิงคโปร์ได้มีการปรับแก้กฎหมายเพื่อลดช่องว่างดังกล่าว พร้อมทั้งสนับสนุนอาหารและส่วนลดการคมนาคมเพิ่มเติม รวมถึงการเยียวยาชั่วคราวได้ถูกมอบให้กับเด็กด้อยโอกาส</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ประเทศลาว</strong></h2>



<p>น่วมคำ ชาทาบุรี รองอธิบดีกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และผู้อำนวยการโครงการด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาภาคการจ้างงานกล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้สนับสนุนความเสมอภาคทางการศึกษาผ่านการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และอุปกรณ์สารสนเทศของโรงเรียนทั้งในเขตเมืองและชนบท&nbsp;การขยายชั้นเรียน&nbsp;การพัฒนาหลักสูตร และเตรียมความพร้อมครูด้วยการมอบตำรา สื่อการเรียนการสอนและคู่มือสำหรับครูทั่วประเทศ รวมถึงการมอบอุปกรณ์การเรียน เงินสนับสนุนแก่ผู้เรียนด้อยโอกาสสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา</p>



<p>อย่างไรก็ดี ช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาก็ยังเป็นปัญหาสำคัญ การแพร่ระบาดโควิด-19&nbsp;ทำให้การดำเนินการหลายอย่างไม่สามารถทำได้และก่อให้เกิดความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนต้องปิด ส่งผลให้คุณภาพการศึกษาลดลง ไม่สามารถดำเนินตามหลักสูตรได้อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ การเรียนการสอนระยะไกลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วงโควิดไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากขาดแคลนอุปกรณ์ หลักสูตรปัจจุบันยังไม่ได้ออกแบบเพื่อรองรับการเรียนการสอนแบบดิจิทัลและแผนแม่บทการพัฒนาเศรษฐกิจและดิจิทัลของ สปป.ลาว ยังไม่เสร็จสิ้นส่งผลต่อการลงทุนและจัดหาอุปกรณ์ดิจิทัลสำหรับผู้เรียนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งภาครัฐและเอกชน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>รวมถึงผู้สอนและผู้เรียนมีความสามารถในด้านดิจิทัลอย่างจำกัด เกิดช่องว่างในการเข้าถึงการศึกษามากขึ้นระหว่างโรงเรียนในเมืองและชนบท จากข้อมูลพบว่าอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษาของนักเรียนระดับประถมศึกษาระหว่างปี 2563-2564&nbsp;เพิ่มมากยิ่งขึ้น มีตัวเลขเป็น&nbsp;4.1%&nbsp;และมัธยมศึกษาตอนต้น&nbsp;10.3%&nbsp;ตามลำดับ โดยนักเรียนที่ออกจากการศึกษาอยู่ในช่วงมัธยมศึกษาตอนต้น ส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชายที่ต้องออกไปหาเลี้ยงครอบครัว</p>



<p>กระทรวงศึกษาธิการแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว โดยปรับปฏิทินการเรียน ปรับหลักสูตร และเปิดโอกาสการเรียนรู้ด้วยวิธีการอันหลากหลายให้ผู้เรียนที่อาศัยในเขตห่างไกล เช่น สนับสนุนการเรียนรู้ผ่านวิทยุ&nbsp;รายการโทรทัศน์&nbsp;การเรียนผ่านดาวเทียม&nbsp;การเรียนออนไลน์ และเมื่อกลับมาเปิดเรียนอีกครั้งได้มีการจัดสอนเสริมสำหรับผู้ที่เรียนไม่ทัน เพื่อลดปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้</p>



<p>รวมทั้งสถาบันงานวิจัยการศึกษาและวิทยาศาสตร์ที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาหลักสูตรได้พัฒนา&nbsp;5&nbsp;ตัวเลือกในการเรียนการสอน เพื่อเป็นการประกันว่านักเรียนทุกคนเข้าถึงการศึกษา ได้แก่ การเรียนที่โรงเรียนอย่างเว้นระยะห่าง สำหรับพื้นที่ที่ไม่มีการระบาด&nbsp;การเรียนที่บ้านโดยผู้ปกครองเป็นผู้สอน&nbsp;การเรียนจากวิทยุและโทรทัศน์ การเรียนออนไลน์ผ่านช่องทางออนไลน์หรือจากแอปพลิเคชัน และการเรียนแบบผสมผสาน</p>



<p>ในอนาคต กระทรวงศึกษาธิการพยายามสนับสนุนให้การดำเนินการศึกษาเดินหน้าต่อไปได้ผ่านการร่วมมือกับหลายภาคส่วนเพื่อให้การเรียนรู้ขยายไปยังพื้นที่ห่างไกลและผู้ด้อยโอกาสมากขึ้น โดยมีเป้าหมายในการสร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นผ่านการใช้แพลตฟอร์ม ICT จัดอบรมเรื่องการใช้ดิจิทัลเพื่อการเรียนการสอนและการสร้างสมรรถนะให้ผู้สอน มีการออกแบบหลักสูตรเพื่อการเรียนการสอนแบบดิจิทัล จัดหาสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอนแบบดิจิทัลให้สถานศึกษา อบรมให้ผู้บริหารและครูมีทักษะความสามารถในการใช้ดิจิทัลเพื่อการสอน</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/educational-equality-in-asian/">เปิดบทเรียนการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาในภูมิภาคอาเซียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
