<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การศึกษายืดหยุ่น | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99-2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 23 Jul 2026 09:12:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>การศึกษายืดหยุ่น | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เรื่องของ ‘สิงโต’ ที่บอกเด็กชุมชนหนึ่งว่า “เราไม่ต้องเป็นอย่างที่สิ่งแวดล้อมสร้างขึ้นเสมอไป”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-230726/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 09:04:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Flexible Learning]]></category>
		<category><![CDATA[ปรากฏการณ์ของการปรากฏกาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=104422</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ตั้งแต่เกิดมาพวกเขาก็ถูกล้อมไว้หมดแล้ว’ ‘คุณ’ กำลังนั่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-230726/">เรื่องของ ‘สิงโต’ ที่บอกเด็กชุมชนหนึ่งว่า “เราไม่ต้องเป็นอย่างที่สิ่งแวดล้อมสร้างขึ้นเสมอไป”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘ตั้งแต่เกิดมาพวกเขาก็ถูกล้อมไว้หมดแล้ว’</p>



<p><strong>‘คุณ’</strong> กำลังนั่งบนโซฟาในคอนโด ‘คุณ’ กำลังกินข้าวกลางวันอยู่ที่ออฟฟิศ ‘คุณ’ กำลังนั่งหลังพวงมาลัยรถ ไถฟีดรอไฟเขียวตรงสี่แยก หรือ ‘คุณ’ กำลังอ่านบทความนี้ ขณะเบียดเสียดผู้คนบนรถไฟฟ้าในชั่วโมงเร่งด่วน</p>



<p>ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน อยากชวน ‘คุณ’ หลับตา นึกภาพเด็กคนหนึ่ง ที่เมื่อ ‘เขา’ จำความได้ ก็เห็นยาเสพติดอยู่รอบตัว เห็นวงจรเสพยาค้ายาของคนใกล้ตัวเป็นเรื่องสามัญในชีวิต</p>



<p><strong>‘เขา’</strong> คือ &#8230;เด็กที่มีภาพตำรวจเข้ามาจับคนรู้จักในชุมชนเป็นความทรงจำวัยเยาว์</p>



<p>คือ &#8230;เด็กที่ยังไม่ทันเข้าวัยรุ่น เพื่อนวิ่งเล่นมาด้วยกันก็เริ่มเป็นเด็กเดินยา</p>



<p>คือ &#8230;เด็กที่เห็นวงจรเวียนเข้า-ออกทัณฑสถานเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต</p>



<p>คือ &#8230;เด็กที่เห็นงานส่งยาเป็นช่องทางหาเงินง่ายที่สุด เมื่อถึงวันอยากมีรายได้ของตัวเอง</p>



<p>คำถามคือ&#8230; ‘คุณ’ คิดว่าเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กคนนี้จะอยากเป็นอะไร?</p>



<p>&#8230;ตำรวจ เภสัชกร หมอ พัศดี เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ หรืออยากเป็นผู้พิพากษา?&nbsp;&nbsp;</p>



<p>หรืออันที่จริงเขาควร ‘อัปเลเวลเป็นตัวท็อป’ ในแวดวงที่ตัวเองคุ้นเคยที่สุด?&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ยังไม่ต้องรีบตอบ เพราะเราอยากชวน ‘คุณ’ อ่านเรื่องของ <strong>‘ม็อบ-โฟล์ค’</strong> กับคณะสิงโตของเขา และเบื้องหลังการทำงานของหน่วยเรียนรู้ใน<strong>โครงการหนุนเสริมทางวิชาการและการจัดการความรู้สำหรับการพัฒนาเด็กนอกระบบการศึกษา กสศ.</strong> ที่จะมาเผยบางมุมของชีวิต ในฐานะเด็กที่ตั้งแต่เกิดก็ถูกล้อมไว้ด้วยยาเสพติด และข้อค้นพบจากเวลาสามปีของการทำงานกับเด็กเยาวชนกลุ่มเสี่ยงในวงจรยาเสพติด</p>



<p>แล้ว <strong>‘เรา’</strong> ค่อยทบทวนไปด้วยกัน ว่าชีวิตหนึ่งที่เข้าไปเวียนวนอยู่ในวงจรนี้ เป็นเรื่องของตัวเขาคนเดียว หรือครอบครัวของเขา หรือสภาพแวดล้อมที่เขาเติบโตขึ้นมา &#8230;หรือมีใครบ้างที่มีส่วนร่วมกับเรื่องราวนี้?</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/05-3.jpg" alt="" class="wp-image-104425" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/05-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/05-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/05-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/05-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/05-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></div>


<p></p>



<p><strong>‘โฟล์ค’</strong> อายุ 25 กำลังยืนมองน้อง ๆ หวดกลองเปิดการแสดงเชิดสิงโต ตรงลานกลางแจ้งหน้าหอศิลป์ กทม. ในบรรยากาศเย็นวันเสาร์ของแยกปทุมวัน ที่ผู้คนออกมาใช้วันหยุดสบาย ๆ พร้อมเริ่มฉายภาพชุมชนของเขา</p>



<p>“พี่พอนึกออกไหมว่าสำหรับเรา แค่เกิดมาก็เห็นญาติพี่น้องโดนจับเพราะยา มีเพื่อนที่พ่อแม่ค้ายา พอเข้าโรงเรียนก็ต้องมีเพื่อนสักคนเป็นเด็กส่งยา แล้วพี่คิดว่าเราจะหนีพ้นหรือ”</p>



<p>โฟล์คพูดเบา ๆ แต่เสียงเขากลับแทรกทะลุเสียงกลองดังลั่น พาเราผ่านเข้าไปในตรอกแคบของชุมชนเก่าแก่ใกล้วัด หนาแน่นด้วยบ้านเรือน ผู้คน และซอกซอยเร้นลับ สถานที่ที่โฟล์คบอกว่าตั้งแต่เขาเกิดก็ถูกล้อมไว้ด้วยยาเสพติด จนช่วงวัยหนึ่ง เขาไม่รู้จักใครเลยที่ไม่ข้องเกี่ยวกับ ‘ยา’ ในทางใดทางหนึ่ง และชีวิตแบบนี้เองที่โฟล์คโตขึ้นมา จนวันหนึ่งปลายทางก็พาเขาไปหยุดที่ทัณฑสถาน</p>



<p>“ช่วงผมกำลังโต หันไปทางไหนก็มีแต่ยา” โฟล์คย้ำ แล้วเล่าต่อว่า “ผมเรียนแค่ ป.6 แล้วไม่ได้เรียนต่อ ตอนนั้นอยากหางานทำ อยากมีเงินใช้ จนเห็นเพื่อนหาเงินได้จากยา เราก็อยากได้บ้าง จากนั้นรู้ตัวอีกทีก็เข้าไปอยู่ข้างในเต็มตัวแล้ว ไม่ได้คิดเลยว่าจะต้องเอาตัวออกมา”&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/04-3.jpg" alt="" class="wp-image-104426" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/04-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/04-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/04-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/04-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/04-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></div>


<p></p>



<p>ส่วน <strong>‘ม็อบ’</strong> อายุ 28 ที่มาจากชุมชนเดียวกันบอกว่า เขามีเส้นทางต่างไป เพราะ ‘ทุกอย่างเริ่มต้นที่บ้าน’ โดยตั้งแต่จำความได้ก็เห็นคนในครอบครัวพัวพันอยู่กับยาเสพติด การจะเข้าวงการนี้สำหรับเขาจึง ‘ง่ายแสนง่าย’&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เมื่อย้อนถึงวัยเด็ก เมโมรีของม็อบจึงไม่เคยมีเรื่องราวประเภท ‘วันแสนสุขในสวนสนุกครั้งแรก’ หรือ ‘ความประทับใจจากสนามเด็กเล่นที่รัก’ บันทึกไว้เลย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“สำหรับผม ภาพรถตำรวจเข้ามาจับคนในชุมชนคือสิ่งคุ้นชิน เหมือนเป็นภาพความทรงจำของวันธรรมดา ๆ ตอนยังเป็นเด็ก หรือให้นึกถึงเพื่อนคนแรกในชีวิต ก็จะมีแต่คนที่ครอบครัวถอดแบบมาเหมือนกับเราเป๊ะ คือต้องมีญาติพี่น้องที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอยู่สักคนสองคน”</p>



<p>แต่แม้โลกใบเดียวที่รู้จักในวัยเด็กเป็นอย่างนั้น ม็อบกลับไม่เคยคิดจะ ‘ข้ามเส้น’ ไปอีกฟากหนึ่ง เพราะเขาเจ็บปวดกับความทรงจำที่เห็นยาเสพติดพรากเอาคนใกล้ตัวของเขาไปคนแล้วคนเล่า ไม่ว่าคนในครอบครัว หรือเพื่อนพี่น้องในชุมชนที่เติบโตมาด้วยกัน ทั้งม็อบยังต้องสู้กับคำปรามาสที่ลอยมาเข้าหูทุกวัน ว่า ‘วันหนึ่งตัวเขาเองคงหนีไม่พ้นวงจรนี้’ นั่นยิ่งทำให้เขาอยากพิสูจน์ว่า “เราไม่ต้องเป็นอย่างที่สิ่งแวดล้อมสร้างขึ้นมาเสมอไป”</p>



<p>28 ปีผ่านมา ม็อบจึงไม่เคยแตะต้องยาเสพติด และยังตั้งมั่นว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งของการยุติวงจรนี้ เพื่อไม่ให้มีเด็กคนไหนโตขึ้นด้วยความทรงจำแบบเดียวกับเขา</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="855" height="569" data-id="104427" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/14-1.jpg" alt="" class="wp-image-104427" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/14-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/14-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/14-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/14-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/14-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ม็อบ ทีมพี่เลี้ยงคณะสิงโตรุ่นจิ๋ว</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" data-id="104428" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/13-1.jpg" alt="" class="wp-image-104428" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/13-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/13-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/13-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/13-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/13-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">โฟล์ค ทีมพี่เลี้ยงคณะสิงโตรุ่นจิ๋ว</figcaption></figure>
</figure>



<p></p>



<p>สิงโตน้อยสะบัดหาง เลื้อยผ่านผู้คน ไต่บันไดขึ้นทางเดินลอยฟ้าเหนือหอศิลป์ กทม. กระโดดโลดเต้น หยอกล้อผู้ชม หันกลับไปเล่นกับ ‘แป๊ะยิ้ม’ เจ้าของรอยยิ้มแห่งโชคลาภและความสุข ที่ผงกหัวอยู่ใกล้ ๆ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>&#8230;ม็อบพูดขึ้นว่า “วันนี้ชุมชนที่เราอยู่อาจไม่ได้เปลี่ยนไปเลย สิบยี่สิบปีจนผมเป็นผู้ใหญ่ ไม่มีใครทำให้ยาเสพติดหายไปได้ &#8230;แต่ตอนนี้ เรายังพอมีเกราะป้องกันให้เด็ก ๆ ได้บ้าง”</p>



<p>เขาหมายถึง ‘คณะสิงโต’ ที่เหมือนเป็น ‘ที่พักใจหลบภัย’ ของเด็กในชุมชน และคือที่ที่ทั้งม็อบและโฟล์คเชื่อว่า ทำให้ชีวิตมาได้ถึงตรงนี้</p>



<p>ม็อบกับโฟล์คที่วันนี้มีหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงดูแลน้อง ๆ บอกว่าเรื่องราวของคณะสิงโตต้องย้อนกลับไปสิบกว่าปีก่อน ตอนพวกเขายังเป็นเด็ก ตอนที่การเชิดสิงโตยังเป็นแค่การละเล่นเลียนแบบ ของ ‘เด็ก ๆ ที่ไม่มีอะไรให้เล่น’</p>



<p>“สมัยตัวเท่าน้อง ๆ เราไม่มีของเล่น ไม่มีสนามดี ๆ ให้วิ่งเล่นกัน ก็เลยไปอาศัยเล่นกันในวัด แล้วความบันเทิงที่เข้าถึงง่ายที่สุดก็คือสิงโตที่มาเชิดให้ดูตรงลานวัด ความเป็นเด็กเราเห็นก็ตื่นเต้น พอดูบ่อยเข้า ก็อยากเล่นได้แบบพี่ ๆ เขาบ้าง เลยช่วยกันเอาถังสีมาตีแทนกลอง หาลังเบียร์มาทำหัวสิงโต ขโมยจีวรเก่าของหลวงพ่อมาทำหาง เลียนแบบท่าทางเชิดสิงโตกันประสาเด็ก เล่นกันอย่างนั้นทุกวัน จนมันกลายเป็นความสุขเดียวของการใช้เวลาร่วมกัน”</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/11-2.jpg" alt="" class="wp-image-104430" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/11-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/11-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/11-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/11-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/11-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ม็อบย้อนมองช่วงเวลาที่เขาใช้คำแทนว่า คือ ‘จุดเปลี่ยนของชีวิต’ เพราะการเล่นสิงโตตามประสา ไม่เพียงพาสู่โลกจินตนาการ ช่วยให้หลบเร้นจากความจริงรอบตัวได้ชั่วคราว หากโชว์สิงโตสมมติที่เล่นกันตรงลานวัด ยังพาพวกเขาเข้าไป ‘อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ใจดี’ ในชุมชน ที่เห็นความสุขความสนุกความตั้งใจของเด็ก ๆ และอยากสนับสนุน แล้วจึงเริ่มจาก ‘หัวสิงโตของเล่นหนึ่งหัว’ ตามด้วยชุดเชิดสิงโตสำหรับเด็ก และกลองใบเล็ก ๆ ที่ทั้งหมดกลายมาเป็น ‘ต้นทางความฝัน’ ให้พวกเขาอยากออกไปแสดงให้คนดูจริง ๆ</p>



<p>“ตอนที่ได้หัวสิงโตครั้งแรก เรายิ้ม มองหน้ากัน แต่ละคนเหมือนอยากพูดออกมาว่า ‘นี่หัวสิงโตของจริงเว้ย’ จากนั้นก็มีกลอง มีชุดเชิดสิงโต ถึงจะเป็นของเด็กเล่น แต่มันทำให้พวกเราเริ่มเชื่อว่าถ้าตั้งใจซ้อมให้เก่ง โอกาสได้ออกแสดงจริงก็เป็นไปได้”</p>



<p>โฟล์คเอ่ยชื่อผู้ใหญ่ใจดีคนนั้นที่ม็อบอ้างถึง ว่าคือ ‘ลุงตี๋’ คนที่มองเห็นพวกเขา เข้ามาคุยกับพวกเขา และคอยบอกพวกเขาตั้งแต่ยังตัวเล็ก ๆ ว่า ถ้าชุมชนมีที่ให้เด็กเล่น มีกิจกรรมให้แสดงออก ที่ตรงนั้นจะปลอดภัยพอให้เด็ก ๆ ‘ฝัน’ ถึง ‘ชีวิตอื่น ๆ ที่เป็นไปได้’ และไม่เพียงคำพูด ลุงตี๋ยังเลือกลงมือสร้างพื้นที่นั้นขึ้นมา จนชุดสิงโตเด็กเล่นจากสำเพ็งวันนั้น ได้เปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตของเด็กหลายต่อหลายคน ตลอดหลายปีผ่านมา&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แล้วหลังจากชุดพร้อม อุปกรณ์พร้อม เด็ก ๆ จึงได้แรงหนุนจากลุงตี๋ให้ออกเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับคณะสิงโตรุ่นพี่ จนเริ่มมีโชว์ของตัวเอง พร้อมขยับเป็น ‘งานจริงจัง’ ของเด็กในชุมชน ที่ใช้ส่งต่อความฝันกันรุ่นสู่รุ่น</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/01-4.jpg" alt="" class="wp-image-104431" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/01-4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/01-4-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/01-4-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/01-4-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/01-4-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>“ตอนเป็นเด็กเราไม่รู้อะไรหรอกครับ วัน ๆ คิดแค่อยากเล่น แล้วสิงโตก็คือความสุขของทุกคน จนเริ่มโต เราถึงเพิ่งคิดได้ว่าถ้าวันนั้นลุงตี๋ไม่มาถามว่าเราอยากทำอะไร ไม่หาของหางานมาให้ ผมว่าชีวิตเราคงเปลี่ยนไปอีกทาง ไม่ได้รอดมาเป็นผู้ใหญ่แบบนี้”&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>โฟล์คจบประโยค และหันไปมองสิงโตน้อย ที่กำลังโลดเต้นกลับลงมาจากทางเดินลอยฟ้า รำพึงขึ้นว่า “แป๊บเดียวเองนะพี่ จากสิงโตหัวแรก ตอนนี้ผมเป็นพี่เลี้ยงไปแล้ว”</p>



<p>ขณะที่ม็อบอมยิ้ม เมื่อนึกถึงวันเก่า ๆ แล้วหันไปมองลุงตี๋ที่ยืนเล่าเรื่องราวของคณะสิงโตให้คนเดินผ่านไปมาฟัง บนเวทีแสดงที่ตั้งอยู่ตรงย่านเศรษฐกิจกลางเมืองหลวง &#8230;ที่ที่ไม่มีอะไรเหมือนกับ ‘บ้าน’ ที่พวกเขาเติบโตขึ้นมาเลย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/07-2.jpg" alt="" class="wp-image-104432" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/07-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/07-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/07-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/07-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/07-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ลุงตี๋ ผู้จุดประกายความฝันให้เด็ก ๆ</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>“เด็ก ๆ มีทั้งที่เรียนในโรงเรียนและคนที่หลุดออกมาแล้ว”</p>



<p>ม็อบพูดถึงสถานะทางการศึกษาของน้อง ๆ ในคณะสิงโต เพราะอยากย้ำให้เห็นชัดว่า ‘พื้นที่ปลอดภัย’ คือสิ่งที่ก่อนหน้านี้ ‘ไม่เคยมีสถาบันใดมอบให้พวกเขาได้’ ไม่ว่าบ้าน ครอบครัว ชุมชน หรือ ‘โรงเรียน’</p>



<p>ตัวม็อบเองเรียนในโรงเรียนแค่ชั้น ม.3 จนหลายปีต่อมาถึงต่อ สกร. จนได้วุฒิ ม.6 เขาชวนเราเข้าไปสำรวจ ‘ข้างใน’ โรงเรียนแห่งเดียวที่เคยผ่าน ว่า “โรงเรียนที่เราโตขึ้นมา คือสถานที่รวมเด็กกลุ่มเสี่ยงที่ถูกเอามามัดรวมกันไว้ แล้วต่างคนต่างก็พากันจมลงไป อย่างโรงเรียนที่ผมกับโฟล์คเรียน ก็คือทางเลือกสุดท้ายที่คนแถวนั้นจะส่งลูกหลานไปเรียน คือแค่เราเข้าไป เด็กผู้ชายจะประทับตราแล้วว่าต้องติดยาแน่ ๆ หรือถ้าเป็นเด็กผู้หญิงเขาก็จะมองว่าสักพักเดี๋ยวก็คงท้อง ไม่มีใครคิดหรอกว่าถ้าเราเรียนจบออกมา จะได้ไปสอบติดโรงเรียนดี ๆ”</p>



<p>โฟล์คเสริมว่า “อย่างที่บอกว่าเหมือนเราถูกล้อมไว้ทุกทาง ตั้งแต่พื้นฐานทุกอย่าง บ้าน ชุมชน หรือโรงเรียน มันแทบจะกำหนดไว้แล้วว่าเราไม่มีทางมีเพื่อนดี ๆ สังคมดี ๆ หรือสิ่งแวดล้อมดี ๆ ที่จะพาไปหาอนาคตดี ๆ ได้ พวกผมจึงไม่แปลกใจ ว่าเด็กที่เรียนมาด้วยกัน หลายคนจึงไม่พ้นเป็นอย่างที่เขาประทับตราเราไว้แต่แรก”</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/10-2.jpg" alt="" class="wp-image-104433" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/10-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/10-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/10-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/10-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/10-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>เมื่อประสบการณ์ทำให้ทั้งคู่เชื่อว่า โรงเรียนอาจมอบให้ได้เพียง ‘อนาคตในแบบที่ไม่มีเด็กคนไหนใฝ่ฝัน’ ม็อบ และ โฟล์ค จึงยิ่งตั้งใจให้ทุกช่วงเวลาในคณะสิงโต จะต้องช่วยหล่อหลอมน้อง ๆ ในชุมชนให้มองชีวิตอย่างซื่อตรง ทว่าไม่ยอมจำนนต่อสภาพแวดล้อมและข้อจำกัด พวกเขาใช้คณะสิงโตพาเด็ก ๆ เปิดโลก ให้แต่ละคนมองเห็นเป้าหมายของการเรียนรู้ หรือเส้นทางการประกอบอาชีพ ผ่านการค้นหาและค้นพบตัวเอง ไม่ว่าคนที่ยังอยู่ในรั้วโรงเรียน หรือหลุดมาแล้วจากระบบการศึกษา&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ส่วนกับโฟล์ค เขายิ่งเชื่อว่าการส่งต่อบทเรียนชีวิต คือภารกิจสำคัญในการลดความเสี่ยงของน้อง ๆ ที่กำลังเติบโตขึ้น และในฐานะคนที่เคยก้าวพลาด โฟล์คพยายามทุกทางให้น้อง ๆ ได้เรียนลัดจากประสบการณ์ของเขา เพื่อจะบอกว่า ทางใดที่เห็นคนเลือกเดินและล้มเหลวมาแล้ว ก็ไม่ควรมีใครย่ำซ้ำรอยอีก</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/15.jpg" alt="" class="wp-image-104434" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/15.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/15-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/15-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/15-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/15-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>“พวกเราอยากให้คณะสิงโตเป็นพื้นที่ให้น้อง ๆ เข้าใจตัวเอง ยอมรับมัน และเข้าใจว่าสังคมข้างนอกยังมีด้านอื่น ๆ อีกมากที่เขาไม่เคยเห็น เพื่อให้ความทรงจำจากตรงนี้เป็นแรงบันดาลใจให้แต่ละคนกล้าฝัน กล้าเดินต่อไป เพราะอีกไม่กี่ปี เด็ก ๆ พวกนี้ก็จะโตขึ้น และพ้นจากพวกเราไป และสำหรับผมในฐานะรุ่นพี่ ก็อยากให้ประสบการณ์ของตัวเองมีประโยชน์กับน้อง ๆ ในการเตือนให้เขาตัดสินใจกับทุกทางเลือกของชีวิตอย่างมีสติ ซึ่งหลายปีผ่านมา ผมก็ดีใจว่ามีเด็กที่มาบอกเราว่าเขาได้ไปเรียนต่อโรงเรียนดี ๆ มีงานดี ๆ ทำ แต่ที่ผมประทับใจที่สุดคือเวลามีน้องกลับมาบอกเราว่า ถ้าไม่มีคณะสิงโต เขาอาจหายไปตรงกลางทาง คงไม่ผ่านชีวิตมาได้ถึงตอนนี้”&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/09-2.jpg" alt="" class="wp-image-104436" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/09-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/09-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/09-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/09-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/09-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>‘ถึงอยู่ท่ามกลางวงจรยาเสพติด เด็ก ๆ ก็ต้องมีพื้นที่ปลอดภัย’</p>



<p>จากมุมมองในพื้นที่ ชวนดูภาพกว้างของการจัดการความรู้สำหรับการพัฒนาเยาวชนนอกระบบการศึกษาในวงจรยาเสพติด โดย <strong>‘ครูตูน’ วัชรพงศ์ พุ่มชื่น </strong>ทีมหนุนเสริมทางวิชาการ กสศ. เผยการทำงานที่เริ่มจากข้อมูลของหน่วยการเรียนรู้จากทั่วประเทศ ว่า จากราว 600,000 คนของเด็กที่ไม่มีรายชื่อในระบบการศึกษา (ปี 2569) มีถึงครึ่งหนึ่งที่เสี่ยงเข้าสู่วงจรยาเสพติด จากสาเหตุสำคัญ คือ ‘ไม่มีพื้นที่ปลอดภัย’ เพียงพอ โดยพื้นที่ปลอดภัยในที่นี้ หมายถึงพื้นที่เชิงกายภาพ ที่จะช่วยพาเด็กพ้นจากสิ่งแวดล้อมเดิมคือ บ้าน-ครอบครัว-ชุมชน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความเสี่ยง โดยเฉพาะสำหรับเด็กชุมชนเมือง</p>



<p>อย่างไรก็ตาม พื้นที่ปลอดภัยเชิงกายภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่เริ่มจากขั้นแรกของการทำงานคือ ‘มองผ่านฉากหน้าของปัญหาให้เห็นเนื้อใน’ ว่าเด็กกลุ่มเสี่ยงในวงจรยาเสพติด ต้องต่อสู้กับความสัมพันธ์เชิงสังคม ที่ซ้อนทับด้วยปัญหาครอบครัว เศรษฐกิจ และสุขภาพจิต จนไม่อาจหาทางออกได้ด้วยตัวเอง</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/02-3.jpg" alt="" class="wp-image-104437" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/02-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/02-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/02-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/02-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/02-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>“เด็กเหล่านี้ต้องเผชิญกับ ‘สภาวะถูกมองไม่เห็น’ จึงต้องพยายามดิ้นรนด้วยตัวเอง เพื่อเอาตัวรอดจากสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เข้าไปอยู่ในวงจรยาเสพติด ขณะที่การรับมือปัญหาที่ผ่านมา ล้วนมาจากวิธีคิดเชิงอำนาจ คือพอเราเจอเด็กติดยาก็จะถูกส่งไปบำบัด หรือเมื่อเจอเด็กที่เข้าไปพัวพันกับยาเสพติดในฐานะผู้ค้า เด็กจะถูกส่งเข้ากระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งวิธีเหล่านี้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผล ทั้งยิ่งผลักเด็กให้รู้สึกโดดเดี่ยวลำพังจนยิ่งถลำลึก และกลายเป็นชนวนให้เกิดอาชญากรรมอื่นตามมา”&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/03-3.jpg" alt="" class="wp-image-104438" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/03-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/03-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/03-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/03-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/03-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>‘เรา’ ต้องเชื่อว่าถ้าเด็กได้รับโอกาสและรู้สึกปลอดภัย ‘เขา’ จะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตได้</p>



<p>ครูตูนพูดถึงการค้นพบ ‘หัวใจของการทำงาน’ จากต้นแบบการดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงในหลากบริบทพื้นที่ ว่าเมื่อชุมชน ‘มองเห็น-รับฟัง’ พร้อมเดิมพันด้วยความเชื่อมั่นว่า ‘ถ้าเด็กได้รับโอกาส และรู้สึกปลอดภัยพอ เขาจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตได้’ แล้วเมื่อนั้นวิธีการที่เหมาะสมกับพื้นที่หรือสถานการณ์เฉพาะจึงตามมา&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“งานของเราเริ่มจากคณะทำงาน ที่ต้องเชื่อก่อนว่าไม่มีเด็กคนไหนต้องการเข้าไปอยู่ในวงจรยาเสพติดตั้งแต่ต้น จากนั้นเปลี่ยนวิธีการเป็น มองหาเพื่อมองเห็น ก่อนขยับเข้าใกล้ทีละนิด และเปิดใจรับฟังเด็กโดยไม่รีบร้อนตัดสิน ซึ่งจะพาไปสู่ความเข้าใจในเงื่อนไขสถานการณ์ ว่าเด็กคนหนึ่งเข้าไปอยู่ในความเสี่ยง หรือไปอยู่ตรงใจกลางวงจรยาเสพติดได้อย่างไร เพราะถ้าไม่มีข้อมูลนี้ เราก็ไม่มีทางรู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะดึงเขาออกมาได้”</p>



<p>หลักคิดการทำงานลักษณะนี้คือ ‘มุ่งให้โอกาส ไม่ใช่พิพากษาตัดสิน’ ซึ่งหมายถึงเมื่อพบเด็กคนหนึ่ง กระบวนการจัดการเรียนรู้จะเริ่มทันทีโดยไม่รอให้เด็กพ้นหลุดจากความเสี่ยงโดยสมบูรณ์</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/06-3.jpg" alt="" class="wp-image-104439" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/06-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/06-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/06-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/06-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/06-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ครูตูน วัชรพงศ์ พุ่มชื่น ทีมหนุนเสริมทางวิชาการ กสศ.</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>“การตัดวงจรยาเสพติด เราทำงานขนานกันระหว่างการดูแลบำบัด พร้อมกับค่อย ๆ พาเขาออกมาจากจุดเสี่ยงทีละนิด ใครเป็นผู้เสพผู้ค้าก็มาหาทางออกด้วยกัน ตรงพื้นที่ที่ไม่มีการตัดสิน ด้วยกลุ่มคนใกล้ชิดที่เด็กเชื่อใจ ไว้ใจ และเชื่อว่าคือผู้ให้คำแนะนำปรึกษาที่จริงใจกับเขาจริง ๆ”</p>



<p>ครูตูนยกตัวอย่างคณะสิงโตของม็อบกับโฟล์ค ที่มี ‘จุดเปลี่ยนจากผู้ใหญ่หนึ่งคน’ มองเห็นการขาดความพร้อมของเด็กในชุมชน และพาตัวเข้าไปรับฟังและส่งมอบโอกาส ด้วยทุนจำนวนไม่มาก ทว่าผลลัพธ์กลับยิ่งใหญ่พอจะเปลี่ยนชีวิตของเด็กรุ่นหนึ่ง ก่อนลงรากหยั่งลึกส่งต่อถึงคนอีกรุ่น กระทั่งเด็กชุมชนหนึ่งกล้ามองอนาคต โดยไม่ยอมจำนนต่อสภาพแวดล้อมอีกต่อไป</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/08-2.jpg" alt="" class="wp-image-104440" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/08-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/08-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/08-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/08-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/08-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>“นี่คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน โดยคนในชุมชน ที่จะบอกกับน้อง ๆ สิงโตตัวเล็ก ๆ เหล่านี้ว่า ถึงยังไม่อาจพาตัวเองออกจากความเสี่ยงได้ แต่ใกล้ ๆ เขายังมีที่ที่เข้าไปได้ทุกเวลา ที่ที่เขาจะได้พูด ได้ออกความเห็น ได้ฟังเรื่องราวของเพื่อนพี่น้องที่เติบโตมาจากที่เดียวกัน แล้วถึงตรงนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องพูด แต่พวกเขาจะรับรู้ได้ว่า ไม่มีใครกำลังต่อสู้อยู่เพียงลำพัง”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ครูตูนจบประโยค พร้อมคณะสิงโตน้อยปิดการแสดง เด็ก ๆ เริ่มเก็บอุปกรณ์ บางคนเปลี่ยนชุด บางคนออกวิ่งเล่นตรงลานกิจกรรมทั้งเครื่องแบบเชิดสิงโต</p>



<p>&#8230;แล้วเมื่อถอดหัวสิงโตออก พวกเขาก็กลับกลมกลืนไปกับผู้คน ที่ออกมาเดินเตร็ดเตร่สบาย ๆ ในช่วงหัวค่ำของวันเสาร์ &#8230;อย่างไม่มีอะไรให้แยกออกจากกันได้เลย</p>



<p>ทีนี้ ก็ถึงเวลาที่ ‘คุณ’ ต้องตอบคำถามที่ทิ้งไว้ช่วงต้น ว่าเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ‘เขา’ จะอยากเป็นอะไร?</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/12-2.jpg" alt="" class="wp-image-104441" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/12-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/12-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/12-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/12-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/07/12-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p><em>*เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในงาน ‘ปรากฎการณ์ของการปรากฏกาย’</em><br><em>วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ณ หอศิลป์กรุงเทพฯ (BACC)</em></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-230726/">เรื่องของ ‘สิงโต’ ที่บอกเด็กชุมชนหนึ่งว่า “เราไม่ต้องเป็นอย่างที่สิ่งแวดล้อมสร้างขึ้นเสมอไป”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สลายรอยต่อการศึกษาไทย บนหลักคิดของการโอบรับเด็กทุกคน กับ ณิชา พิทยาพงศกร นักวิจัยด้านนโยบายการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-100326/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 10 Mar 2026 06:24:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ณิชา พิทยาพงศกร]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[SERN]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=100550</guid>

					<description><![CDATA[<p>นโยบายการศึกษาไทยที่มุ่งมั่นพัฒนาเด็กและเยาวชนมีความเปล [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-100326/">สลายรอยต่อการศึกษาไทย บนหลักคิดของการโอบรับเด็กทุกคน กับ ณิชา พิทยาพงศกร นักวิจัยด้านนโยบายการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นโยบายการศึกษาไทยที่มุ่งมั่นพัฒนาเด็กและเยาวชนมีความเปลี่ยนแปลงสอดคล้องไปกับสภาพสังคมตลอดหลายปีที่ผ่านมา จากที่เรามุ่งเรื่อง ‘มาตรฐานของเด็ก’ จนถึงวันนี้คำถามกลับเปลี่ยนเป็นว่า เราจะทำอย่างไรให้การศึกษาโอบรับเด็กที่แตกต่างหลากหลายได้จริง&nbsp;</p>



<p>‘การศึกษายืดหยุ่น’ เป็นหนึ่งในแนวคิดและแนวทางที่พยายามตอบโจทย์เรื่องนี้ ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ถ่างกว้างในสังคมไทย</p>



<p>ต่อประเด็นเหล่านี้ ทำให้เราพูดคุยกับ <strong>ณิชา พิทยาพงศกร นักวิจัยด้านนโยบายการศึกษา ทีมโครงการห้องเรียนข้ามขอบ และทีมโครงการระบบสนับสนุนเครือข่ายวิจัยเชิงพื้นที่เพื่อการศึกษาที่ยืดหยุ่นไร้รอยต่อ (SERN) </strong>ว่าด้วยสภาพปัญหาการศึกษาไทย และแนวทางในการสร้างระบบที่โอบอุ้มเด็กทุกคน </p>



<p>ตลอดเวลากว่าสิบปีที่ทำงานวิชาการด้านการศึกษา ณิชาเคยทำงานที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ไปจนถึงทำงานร่วมกับกลุ่มที่จัดการเรียนรู้นอกโรงเรียน เธอเห็นทั้งโครงสร้างนโยบายบนกระดาษและชีวิตจริงของเด็กที่ต้องเติบโตท่ามกลาง ‘รอยต่อ’ และ ‘รอยแยก’ ของระบบการศึกษาไทย ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เข้าใจว่า ทำไมการยอมรับความหลากหลายของเด็กจึงไม่ใช่เรื่องอุดมคติ แต่เป็นเงื่อนไขการอยู่รอดของสังคม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1.jpg" alt="" class="wp-image-100551" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จินตนาการถึง ‘การศึกษาไร้รอยต่อ’</strong></h3>



<p>“ที่ผ่านมากระบวนการคิดของสังคมมักคิดว่าทุกคนต้องเรียนรู้ผ่านระบบการศึกษา แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราเริ่มเห็นชัดว่าระบบการศึกษาไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับความต้องการของผู้เรียน ทั้งสิ่งที่เด็กอยากเรียนรู้และสิ่งที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและการทำงานจริง” ณิชาเปิดประเด็น และกล่าวถึงโครงการ SERN ที่พยายามสร้างเครือข่ายนักวิจัยที่เชื่อมกับนักปฏิบัติการในพื้นที่ เพื่อสร้างชุดความรู้ขึ้นมาว่าจะแก้ปัญหาการศึกษาอย่างไรได้บ้าง&nbsp;</p>



<p>“เราค้นพบว่าการที่เด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาในประเทศนี้ได้ เขาต้องผ่านการศึกษาที่มีรอยต่อและรอยแยกเต็มไปหมด” ณิชากล่าว โดยมีข้อค้นพบว่ามีรอยต่อในระบบการศึกษาอย่างน้อยสี่เรื่อง ประกอบด้วย&nbsp;</p>



<p><strong>รอยต่อแรก</strong> คือรอยต่อระหว่างการศึกษาในระบบและนอกระบบ เด็กจำนวนหนึ่งไม่สามารถเรียนในระบบได้ตลอดช่วงชีวิต และเมื่อออกไปอยู่นอกระบบแล้วก็ยากที่จะกลับเข้ามาเรียนต่อในระบบได้</p>



<p><strong>รอยต่อที่สอง</strong> คือผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างหลากหลายอย่างมาก ทั้งบริบทด้านชีวิต เศรษฐกิจ สังคม ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม แต่ระบบการศึกษามักปฏิบัติต่อเด็กเหมือนกันทั้งหมด ส่งผลให้เด็กจำนวนมากที่มีบริบทชีวิตไม่ตรงกับแบบของระบบค่อยๆ หลุดออกไป</p>



<p><strong>รอยต่อที่สาม</strong> คือรอยต่อระหว่างวิชาเรียนและชีวิตจริง เนื่องจากการเรียนการสอนถูกแยกเป็นรายวิชา ทำให้เด็กไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เรียนกับปัญหาชีวิตหรือโลกการทำงานจริง เด็กมองไม่เห็นว่าสิ่งที่เรียนมีความหมายอย่างไร และแก้โจทย์ปัญหาเขาอย่างไร</p>



<p><strong>รอยต่อที่สี่</strong> คือรอยต่อระหว่าง ‘ผู้เล่น’ จำนวนมากในระบบการศึกษา ทั้งโครงสร้างย่อยในกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานในพื้นที่ ส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย และภาคประชาชน จนบางครั้งทำงานทับซ้อนกัน ในขณะที่บางประเด็นก็ถูกปล่อยว่างไม่มีใครทำ</p>



<p>เพราะเหตุนี้โจทย์ของการแก้ปัญหาคือการจินตนาการถึงการศึกษาที่ไร้รอยต่อ และสิ่งที่ต้องทำไม่ใช่แค่ใส่ ‘ชื่อนโยบาย’ ไว้บนเอกสาร แต่ต้องมีการปรับสิ่งที่กำหนดในระบบราชการซึ่งส่งผลต่อห้องเรียนจริงด้วย เช่น ภาระงานของครู หลักสูตรที่เด็กใช้เรียน การแบ่งชั่วโมงเรียน ฯลฯ&nbsp;</p>



<p><strong>“</strong>ตอนนี้ปัญหาคือเรามีนโยบายเยอะมากที่อาจไม่มีประสิทธิภาพแต่ไม่ถูกยกเลิก&nbsp;ดังนั้นโจทย์จึงไม่ใช่ว่าเราต้องทำอะไร&nbsp;แต่โจทย์คือเราต้องเลิกทำอะไรบ้าง เพราะตอนนี้เราทำบางอย่างเยอะเกินไป ซึ่งไม่ได้ตรงกับปัญหาหรือความต้องการจริงๆ ของเด็ก” ณิชากล่าว</p>



<p>การทำวิจัยในโครงการเพื่อการศึกษาที่ยืดหยุ่นไร้รอยต่อ มีการวางเป้าหมายเป็น ‘ผลลัพธ์ในเชิงกระบวนการ’ และ ‘ผลลัพธ์ในเชิงเนื้อหา’ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดรอยต่อในการศึกษา ณิชาอธิบายว่าต้องเริ่มจากการรู้ข้อมูลที่เป็นจริงในพื้นที่ก่อน</p>



<p>“ที่ผ่านมาวิธีคิดในการทำข้อเสนอเชิงนโยบายมักเป็นการมองออกไปข้างนอกเสียเยอะ เช่น สิงคโปร์ ฟินแลนด์ ญี่ปุ่นเขาทำกันอย่างไร แล้วเราก็พยายามเอาโมเดลแบบนั้นเข้ามาทำงานในประเทศไทย ในขณะที่เราแทบไม่ค่อยรู้เลยว่าเด็กไทยใช้ชีวิตกันจริงๆ อย่างไร เราไม่รู้ว่าสภาพความเป็นอยู่ ความกดดันทางเศรษฐกิจ ตัวตน และความต้องการของเด็กเป็นอย่างไร ในขณะเดียวกันเราก็ไม่รู้ว่ามีใครที่ทำงานด้านการศึกษาและการเรียนรู้อยู่บ้างในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ</p>



<p>“ดังนั้น<em>ผลลัพธ์ในเชิงกระบวนการ</em>ของโครงการฯ คือทำอย่างไรให้ความสามารถในทางวิชาการของนักวิชาการไปเชื่อมโยงกับนักปฏิบัติในพื้นที่ จนเกิดการสร้างองค์ความรู้ที่ยึดโยงกัน และนำไปสู่<em>ผลลัพธ์ในเชิงเนื้อหา</em>ว่าวิธีการแก้ปัญหาคืออะไร ข้อเสนออะไรที่จะนำไปสู่การปรับนโยบายหรือแก้กฎเกณฑ์บางอย่าง เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือลดรอยต่อในระบบการศึกษาเพื่อเด็กและเยาวชนในพื้นที่ของเขา” ณิชากล่าวสรุป</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2.jpg" alt="" class="wp-image-100552" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>‘การศึกษายืดหยุ่น’ เกิดขึ้นเพราะเราไม่ยืดหยุ่น</strong></h3>



<p>หากพูดถึงการศึกษายืดหยุ่น ณิชามองว่าควรถอยกลับมามองความหมายของคำว่าการศึกษาและการเรียนรู้ก่อน</p>



<p>“เวลาเราพูดถึงการศึกษา มันคือรูปแบบหรือวิธีการที่มีคนจัดวางเอาไว้เพื่อให้คนไปเรียนรู้ แต่ถ้าพูดเรื่องการเรียนรู้ มันคือกิจกรรมโดยธรรมชาติของมนุษย์ คนทุกคนเรียนรู้ผ่านวิธีการและกระบวนการที่หลากหลายแล้วแต่บริบทของเขา การเรียนรู้กับการศึกษาจึงเป็นคนละเรื่องกัน” ณิชาให้เหตุผล ก่อนจะกล่าวต่อว่าการศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่สอดคล้องกับความต้องการการเรียนรู้ของแต่ละคน&nbsp;</p>



<p>“ในโลกอุดมคติ การศึกษาที่ถูกจัดวางเอาไว้ควรทำให้คนเกิดการเรียนรู้&nbsp;แต่ที่ผ่านมาการศึกษาที่ถูกจัดการโดยรัฐนั้นขาดความยืดหยุ่น ทำให้คนไม่สามารถเรียนรู้ได้ลื่นไหลเต็มที่อย่างที่เขาต้องการ ยกตัวอย่างเด็กบางคนอยากเรียนศิลปะมาก แต่หลักสูตรแกนกลางบอกว่าเรียนศิลปะได้สัปดาห์ละคาบ เด็กอยากเรียนรู้ทางหนึ่ง แต่การศึกษาให้เขาไปอีกทางหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>“ดังนั้น คำว่าการศึกษาที่ยืดหยุ่นเกิดขึ้นมาได้เพราะการศึกษาไทยนั้นไม่ยืดหยุ่น ถ้ามองไปที่บางประเทศ เขาไม่จำเป็นต้องยกคำนี้ขึ้นมาใช้เลยนะ เพราะการศึกษาของเขายืดหยุ่นอยู่แล้ว แต่การศึกษาของเราไม่ยืดหยุ่น เราจึงอยากยืดหยุ่น” ณิชากล่าว</p>



<p>ทั้งนี้ณิชามองว่าการเกิดขึ้นของคำว่า ‘การศึกษายืดหยุ่น’ อาจเป็นนิมิตหมายอันดีว่าสังคมกำลังเริ่มตระหนักว่าการศึกษาในระบบไม่ยืดหยุ่น และเราจะทำอย่างไรให้เกิดความยืดหยุ่น</p>



<p>“ถ้าการศึกษายืดหยุ่นขึ้น แน่นอนว่าเด็กจำนวนมากก็จะได้ประโยชน์มากขึ้น น้องที่อยากเรียนศิลปะก็มีโอกาสได้เรียนอย่างที่เขาอยากเรียนมากขึ้น น้องที่อยากเรียนภาษาอังกฤษก็จะได้เรียนอังกฤษมากขึ้น ถ้าเราจะดูว่าการศึกษาเรายืดหยุ่นหรือยังก็ต้องไปดูปลายทางว่าเด็กได้เรียนอย่างที่เขาอยากเรียนและเหมาะกับบริบทของเขาหรือเปล่า เราต้องเปลี่ยนระบบการประเมินให้เห็นความก้าวหน้าของเด็ก ไม่ใช่การประเมินที่ทำให้เด็กสูญเสียความมั่นใจ แต่กว่าจะถึงภาพปลายทางนี้ องค์ประกอบในระบบการศึกษาต้องถูกปรับเปลี่ยนอย่างมากด้วย”</p>



<p>การจะตั้งต้นแก้ที่ระบบต้องเริ่มต้นด้วยหลักคิดที่ยึดเด็กเป็นสำคัญ “คำว่าการศึกษายืดหยุ่น คือการยืดหยุ่นเพื่อโอบรับตัวเด็ก ไม่ใช่ยืดหยุ่นเพื่อที่จะยืดหยุ่นเฉยๆ” ณิชากล่าว</p>



<p>ต่อประเด็นนี้ สิ่งที่ถูกพูดถึงเยอะคือความกังวลว่าหากยืดหยุ่นมากเกินไป เด็กจะไปไม่ถึง ‘มาตรฐาน’ ที่ถูกกำหนดไว้ ณิชากล่าวว่าคำว่ามาตรฐานหรือตัวชี้วัดถูกสร้างมาในยุคอุตสาหกรรมที่เน้นผลิตของออกมาให้เหมือนกัน แล้วเรานำแนวคิดนั้นมาใช้กับเด็กซึ่งเป็นมนุษย์ ซึ่งธรรมชาติของมนุษย์คือความหลากหลาย</p>



<p>“มนุษย์เกิดมาแตกต่างกัน หากเรามองว่าความแตกต่างเป็นปัญหาและเราจะพยายามลบล้างมัน นั่นยิ่งเป็นการฝืนธรรมชาติมนุษย์ กลับกัน หากเรามองว่านี่แหละคือธรรมชาติ ไม่ว่าคนจะเกิดมาหลากหลายในรูปแบบที่แตกต่างอย่างไร ทุกคนก็สามารถพัฒนาไปเป็นตัวเขาเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น มีศักยภาพที่จะก่อร่างสร้างชีวิตตัวเอง&nbsp;แล้วสร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคมในแบบของเขา&nbsp;คนที่มองว่าทุกอย่างควรจะเป็นเหมือนกัน ก็ต้องถามกลับไปว่าอะไรทำให้เขาเชื่อว่าวิธีการแบบนั้นคือหนทางของการอยู่รอด”&nbsp;</p>



<p>ในทางหนึ่งแม้แต่แนวคิดในการผลิตของที่เหมือนกัน ก็อาจใช้ไม่ได้แล้วในโลกยุคปัจจุบัน&nbsp;</p>



<p>“แนวคิดที่ผลิตของออกมาให้เหมือนกันอาจใช้ได้ในยุคอุตสาหกรรม แต่ในวันที่โลกเปลี่ยนเร็วมาก สิ่งที่จะตอบรับการเปลี่ยนแปลงได้จริงคือความหลากหลาย เพราะเราไม่รู้ว่าในอนาคตโลกจะเจอความท้าทายอะไร ยิ่งเรามีคนที่หลากหลาย เรายิ่งมีทางเลือก มีทรัพยากรที่เราจะดึงศักยภาพที่หลากหลายตรงนั้นมาใช้แก้ปัญหาที่จำเพาะเจาะจง” ณิชากล่าว&nbsp;</p>



<p>เช่นเดียวกันกับประเด็นเรื่องการมีส่วนเข้าไปกำหนดทิศทางชีวิตเด็กของผู้ใหญ่ ที่ควรมีระดับที่เหมาะสมกับช่วงวัย ในวันที่เด็กเริ่มโต ผู้ใหญ่ก็ควรให้อิสระกับเด็ก ให้เขามีความสามารถที่จะยืนหยัดด้วยตัวเอง&nbsp;</p>



<p>“ผู้ใหญ่ต้องค่อยๆ ถอยการกําหนดควบคุมเด็กอย่างเหมาะสม ไม่ได้บอกว่าเราต้องตามใจเด็กทุกอย่าง แต่ผู้ใหญ่เองก็ต้องรู้จักที่จะเลือกใช้อำนาจของตัวเองในเวลาและเรื่องที่จำเป็น แต่เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เราใช้อำนาจกับทุกเรื่อง และใช้มากเกินไป สุดท้ายแล้วก็ทำให้เด็กไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เพราะมีแต่สิ่งที่ผู้ใหญ่บอกให้ต้องเรียน&nbsp;เด็กไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ดี เพราะมาตรฐานของระบบไม่ทำให้เด็กเห็นจุดดีของตัวเองเลย เราคงไม่อยากได้คนในประเทศที่มีแต่ความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ดีใช่ไหม เพราะเราจะกลายเป็นประเทศที่มีความมั่นใจในตัวเองต่ำมากเลย” ณิชาขมวดประเด็น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3.jpg" alt="" class="wp-image-100553" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/03/3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การยอมรับความหลากหลายของผู้คนคือทางออก</strong></h3>



<p>หลายประเทศมีการออกแบบการศึกษาที่โอบรับความหลากหลาย เช่นที่แคนาดาซึ่งเป็นประเทศใหญ่ มีความหลากหลายเรื่องภาษาและเชื้อชาติ ทำให้พวกเขาจัดการศึกษาแบบกระจายอำนาจ แต่ละพื้นที่สามารถกำหนดนโยบายของตัวเองได้โดยยังมีจุดเชื่อมโยงกัน&nbsp;</p>



<p>“แคนาดามองอัตลักษณ์ของตัวเองว่าคือความหลากหลาย ดังนั้นจึงเป็นปรัชญาที่อยู่เบื้องลึกของการจัดการศึกษาว่าการศึกษาต้องโอบรับความหลากหลาย” ณิชายกตัวอย่าง ในขณะที่ประเทศไทยเองไม่ได้ออกแบบการศึกษาที่โอบรับความหลากหลายมากพอ</p>



<p>“วิธีที่เรามองความแตกต่างหลากหลายนั้นมองได้หลายแบบ เรามองว่าเป็นภัยก็ได้ มองเป็นความสวยงามก็ได้ หรือจะมองเป็นทุนทางวัฒนธรรมก็ได้ ยกตัวอย่าง มีเด็กชาติพันธุ์เข้ามาเรียนในโรงเรียนไทย แล้วถูกบอกว่าคุณพูดไทยไม่ชัด คุณเรียนหนังสือไม่ได้หรอก แต่ถ้ามองดีๆ เขาพูดภาษาชาติพันธุ์เขาได้นะ เขารู้จักวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ของเขา แถมเขาก็เข้าใจภาษาไทยและสังคมไทย จริงๆ เด็กคนนี้พูดได้หลายภาษา&nbsp;</p>



<p>“ดังนั้น โรงเรียนที่มีเด็กชาติพันธุ์มาเรียนเยอะๆ&nbsp;มันคือโรงเรียนนานาชาตินะ มันต่างอะไรกับการที่เราพยายามส่งลูกไปเรียนโรงเรียนนานาชาติที่มีเด็กลูกครึ่ง เด็กเกาหลี เด็กอังกฤษ เด็กอเมริกัน เราบอกว่าการหลากหลายแบบนั้นดี แต่หลากหลายแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกันไม่โอเค อันนี้เป็นปัญหาเรื่องวิธีคิดของเราแล้วแหละ ไม่ได้เป็นปัญหาของความหลากหลาย” ณิชาลงรายละเอียด &nbsp;</p>



<p>การจะไปสู่เป้าหมายเรื่องการแก้การศึกษาไทยให้โอบรับความหลากหลาย ณิชามองว่าไม่ใช่แค่เรื่องการเสนอนโยบาย แต่ต้องเป็นการปรับวิธีคิดของคนในสังคมและคนในระบบการศึกษาด้วย</p>



<p>“ถ้าวิธีคิดของเราไม่ยืดหยุ่นจริง&nbsp;เราก็ทำการศึกษาที่ยืดหยุ่นไม่ได้” ณิชาระบุ</p>



<p>&nbsp; เมื่อถามถึงสังคมในฝันที่เหมาะต่อการเติบโตของเด็ก ณิชาบอกว่าอยากให้เรามีสังคมที่ผู้ใหญ่ไม่ใช้ประโยชน์จากเด็ก</p>



<p>“เราอยากเห็นสังคมที่ผู้ใหญ่ไม่คิดจะหาประโยชน์จากเด็ก&nbsp;ไม่เอาความละโมบโลภมากของตัวเองมาหากินกับเด็ก ซึ่งเรื่องนี้มีตั้งแต่เรื่องที่ดำชัดเจน เช่นการผลิตบุหรี่ไฟฟ้าหรือพนันออนไลน์โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก ไปจนถึงบางเรื่องที่ดูเหมือนขาว เช่นการที่คุณนั่งอยู่ในหน่วยงานที่สามารถกําหนดอนาคตของเด็กได้ กําหนดการศึกษาได้ แล้วคุณก็เลือกทำนโยบายที่ได้ประโยชน์ต่อตัวเอง แต่ไม่ได้ประโยชน์ต่อเด็ก&nbsp;มันก็เป็นการหากินกับเด็กในรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน” ณิชากล่าว แต่ถึงอย่างนั้นเธอเองก็ยังมีความหวังในการเปลี่ยนแปลง จากการที่เห็นคนทำงานเรื่องการศึกษาและการเรียนรู้เยอะมากในพื้นที่ทั่วประเทศ&nbsp;</p>



<p>“เท่าที่เราทำงานมา เราเจอคนเยอะมากที่พยายามสร้างการเปลี่ยนแปลง มีกลุ่มที่ทำศูนย์การเรียน กลุ่มที่ทำการศึกษาให้เด็กเฉพาะกลุ่ม บางคนก็เป็นประชาชนทั่วไปที่ลุกขึ้นมาใช้พื้นที่บ้านตัวเองทำเป็นลานกิจกรรมให้เด็กในชุมชนเข้ามาเล่น เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้คนเหล่านี้สร้างอิมแพ็กที่ใหญ่ขึ้นได้ เรื่องนี้เป็นจุดที่เราเห็นความหวัง ก็เลยพยายามทำงานเชื่อมแวดวงของนักวิชาการและนักนโยบายให้เข้ากับคนที่กําลังขับเคลื่อนปฏิบัติการจริงๆ ในพื้นที่ เรื่องนี้แหละเป็นความหวังที่ทำให้ยังทำงานนี้อยู่” ณิชาทิ้งท้าย&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-100326/">สลายรอยต่อการศึกษาไทย บนหลักคิดของการโอบรับเด็กทุกคน กับ ณิชา พิทยาพงศกร นักวิจัยด้านนโยบายการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ชีวิตตอนนี้มีพื้นที่ให้ฝันมากขึ้นกว่าเดิม” ตามติดน้องพี ไรเดอร์ส่งพัสดุที่ยังไม่หยุดเรียน เพราะการศึกษายืดหยุ่นได้ตามชีวิตจริง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-270226/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Feb 2026 02:31:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[พีรภัทร ทองขาว]]></category>
		<category><![CDATA[1 โรงเรียน 3 รูปแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ไรเดอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=100178</guid>

					<description><![CDATA[<p>การศึกษายืดหยุ่นที่ไม่ปล่อยให้เด็กหลุดไปการศึกษายืดหยุ่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-270226/">“ชีวิตตอนนี้มีพื้นที่ให้ฝันมากขึ้นกว่าเดิม” ตามติดน้องพี ไรเดอร์ส่งพัสดุที่ยังไม่หยุดเรียน เพราะการศึกษายืดหยุ่นได้ตามชีวิตจริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<figure class="wp-block-pullquote has-text-align-left" style="font-size:13px"><blockquote><p><strong>การศึกษายืดหยุ่นที่ไม่ปล่อยให้เด็กหลุดไป</strong><br>การศึกษายืดหยุ่น “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” กลายเป็นกลไกรองรับชีวิตจริงของพีรภัทร ทองขาว ไรเดอร์ส่งพัสดุที่ออกกลางคันตั้งแต่ ม.2 เพื่อออกไปทำงาน เขาเกือบไม่มีวันได้กลับมา แต่โรงเรียนนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์เลือกตามเขากลับ และออกแบบการเรียนให้เดินตามชีวิตที่เขาเป็นอยู่จริง<br><br><strong>พีรภัทร คือเด็กหนุ่มที่ออกไปทำงานก่อน แล้วค่อยค้นพบว่าวุฒิการศึกษาคือสิ่งที่ขาดไม่ได้</strong><br>จากการหายไปช่วง ม.2 เพราะไม่อยากเรียนและเริ่มออกหางานทำ ครูตามกลับมาและดึงเขาเข้าสู่ระบบยืดหยุ่น เขาเรียนผ่านใบงานและออนไลน์ ส่งงานทาง LINE ควบคู่กับการทำงานเป็นช่างและพนักงานส่งพัสดุ จนจบ ม.3 ได้พร้อมเพื่อนในระบบปกติ และตั้งใจเรียนต่อจนถึง ม.6<br><br><strong>ครูและโรงเรียนที่ไม่รอให้เด็กมาขอโอกาส แต่เดินไปหาเอง</strong><br>โรงเรียนนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์ทำงานเชิงรุกมากว่า 15 ปี วิเคราะห์บริบทรายคน และออกแบบการเรียนให้เข้ากับเงื่อนไขชีวิตจริงของเด็กแต่ละคน ระบบนี้ช่วยให้พีรภัทรกลับมายืนได้ด้วยตัวเอง พร้อมรายได้มั่นคงและเส้นทางการศึกษาที่ยังเปิดอยู่</p></blockquote></figure>



<p></p>



<p>เช้าวันธรรมดา พีรภัทร ทองขาว ขึ้นรถและออกไปส่งพัสดุ เหมือนทุกวัน</p>



<p>เขาอายุยังไม่ถึง 18 ปี แต่รายได้เกินสามหมื่นบาทต่อเดือน มีรถเป็นของตัวเอง ผ่อนอยู่ ส่งเงินให้พ่อบ้าง เก็บบ้าง ใช้บ้าง ชีวิตดูเรียบง่ายและมั่นคงพอสมควรสำหรับคนอายุเท่าเขา</p>



<p>แต่ถ้าย้อนกลับไปไม่กี่ปี ภาพนั้นไม่ได้ชัดเจนขนาดนี้</p>



<p>ตอน ม.2 เทอมสอง พีรภัทรหยุดไปโรงเรียน“ไม่อยากเรียนครับ แล้วก็เกเรด้วย ไม่ยอมเข้าเรียน” เขาพูดตรงๆ ไม่ตกแต่ง เหมือนกำลังเล่าเรื่องของคนอื่น ทั้งที่มันคือตัวเองเมื่อไม่กี่ปีก่อน</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/1-2.jpg" alt="" class="wp-image-100180" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/1-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/1-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/1-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/1-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/1-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ไม่รอให้เด็กหล่นหาย แต่ครูที่นี่คอยจับสัญญาณก่อนเด็กหลุดร่วง</strong></h3>



<p>ที่โรงเรียนนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์ จังหวัดกาญจนบุรี มีระบบคัดกรองนักเรียนที่ครูเรียกว่า “การดูแลช่วยเหลือ” ซึ่งในทางปฏิบัติหมายความว่า ครูที่ปรึกษาจะสังเกตพฤติกรรมเด็กทุกคนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่รอให้ขาดเรียนครบแล้วค่อยโทรหา แต่จับสัญญาณตั้งแต่แรก</p>



<p>พีรภัทรอยู่ในสายตานั้น</p>



<p>ชลธิชา ร่มโพธิ์รี รองผู้อำนวยการโรงเรียนนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์ เล่าว่า “พีเคยเป็นเด็กปกติในระบบที่มาโรงเรียนทุกวัน แต่ว่าด้วยการคัดกรองของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน คุณครูที่ปรึกษาก็สังเกตเห็นพฤติกรรมความเสี่ยงของพีในการมาเรียน”</p>



<p>เธออธิบายต่อว่าพีไม่ได้หายไปทีเดียว แต่ “มาบ้าง ไม่มาบ้าง” &#8211; ซึ่งในระบบที่ไม่มีกลไกรองรับ นั่นคือเส้นทางที่นำไปสู่การออกกลางคัน</p>



<p>ครูตามเขากลับมา พูดคุยกัน และแนะนำโครงการที่โรงเรียนทำมานานกว่า 15 ปีแล้ว</p>



<p>“การศึกษายืดหยุ่น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ระบบที่ไม่ได้เกิดจากนโยบาย แต่เกิดจากปัญหาจริง</strong></h3>



<p>นิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์ไม่ใช่โรงเรียนในเมือง นักเรียนที่นี่หลายคนมาจากครอบครัวที่รายได้ไม่แน่นอน บางคนต้องช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนา บางคนต้องเลี้ยงน้อง บางคนป่วย บางคนอยากออกไปทำงานเพราะเห็นแม่เหนื่อย</p>



<p>ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นวันเดียว และโรงเรียนรู้ดีว่าการบังคับให้เด็กทุกคนเรียนตามตารางปกติ 8 โมงเช้าถึงบ่ายสาม คือการมองข้ามความจริงของชีวิตที่เด็กแต่ละคนเผชิญอยู่</p>



<p>ผู้อำนวยการในยุคปี 2540 จึงเดินทางไปกระทรวงศึกษาธิการด้วยตัวเอง เพื่อขออนุญาตจัดการเรียนการสอนในรูปแบบที่ไม่มีใครทำมาก่อน ไม่มีคู่มือ ไม่มีแนวปฏิบัติ มีแค่ปัญหาจริงในพื้นที่และความตั้งใจว่าจะไม่ยอมปล่อยให้เด็กหลุดออกไป</p>



<p>ลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ จนมาถึงวันนี้ที่โรงเรียนได้รับการรับรองเป็นโรงเรียนนำร่องและโรงเรียนต้นแบบ มีโรงเรียนอื่นทั่วประเทศเดินทางมาดูงาน</p>



<p>รอง ผอ.ชลธิชาอธิบายหลักคิดของ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบไว้ว่า มันคือ “โอกาสที่ทำให้เด็กได้รับการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นขั้นพื้นฐาน หรือการจบการศึกษาภาคบังคับตามความคาดหวังของเด็ก โดยที่เด็กแต่ละคนมีเงื่อนไขและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป” แปลให้ง่ายกว่านั้นก็คือ <strong>เด็กทุกคนต้องเรียนครบหลักสูตร แต่ วิธีเรียน นั้นยืดหยุ่นได้ตามชีวิตจริงของแต่ละคน</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/2-2.jpg" alt="" class="wp-image-100181" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/2-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/2-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/2-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/2-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/2-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ชลธิชา ร่มโพธิ์รี รองผู้อำนวยการโรงเรียนนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์&nbsp; และ พีรภัทร ทองขาว (น้องพี)</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>เมื่อพีรภัทรตัดสินใจกลับมา ไม่มีใครยื่นตารางสอนปกติให้เขา สิ่งที่เกิดขึ้นแทนคือการประชุมของครูทุกวิชาชั้น ม.3 เพื่อออกแบบการเรียนเฉพาะสำหรับเขาคนเดียว</p>



<p>“เราจะวิเคราะห์บริบทของเด็กก่อนว่าเด็กมีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขใดบ้าง” รอง ผอ.ชลธิชาบอก “อย่างของพี เราจะมีการพูดคุยกันในกลุ่มครูผู้สอนระดับชั้น ม.3 เพราะว่าพีจะเสี่ยงในช่วง ม.2 และจะทำยังไงให้กลับมาเรียนในชั้น ม.3 และจบหลักสูตรภาคบังคับได้”</p>



<p>พีรภัทรตอนนั้นเริ่มทำงานแล้ว เป็นช่างซ่อมรถ รับจ้าง ได้เงินน้อย แต่ก็ยังทำ ครูจึงเอาสิ่งที่เขาทำอยู่ในชีวิตจริงมาวิเคราะห์เทียบกับตัวชี้วัดหลักสูตร แล้วออกแบบ “ชุดการเรียน” ให้เขากลับไปทำที่บ้านหรือที่ทำงาน</p>



<p>การเรียนของพีจึงกลายเป็นการผสมสามแบบ ได้แก่ <strong>on hand</strong> คืองานที่ทำด้วยมือและส่งมาให้ครู, <strong>online</strong> คือเรียนผ่านระบบที่ครูอัปโหลดไว้ให้สแกน QR ได้เลย และ <strong>onsite </strong>คือการเข้ามาพบครูที่โรงเรียนเป็นบางสัปดาห์ เพื่อเติมเต็มส่วนที่ยังขาด</p>



<p>ช่องทางหลักที่ครูติดตามงานคือ LINE</p>



<p>“ครูจะติดตามใน LINE ครับ ส่วนมากจะเป็นใน LINE ครับ” พีรภัทรเล่า “ครูจะทักมาว่าให้เอางานไปทำครับ”</p>



<p>ฟังดูเรียบง่าย แต่นั่นคือความจริงของระบบนี้ ไม่มีพิธีรีตองมาก ไม่ต้องใส่ชุดนักเรียนขึ้นรถมาโรงเรียนทุกเช้า แค่ทำงานส่ง แค่ตอบรับ แค่ไม่ปล่อยให้ด้ายขาด</p>



<p>และด้ายนั้นไม่ขาด</p>



<p>หนึ่งปีต่อมา พีรภัทรจบ ม.3 พร้อมกับเพื่อนที่เรียนในห้องปกติ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมถึงกลับมา: เรื่องที่ตรงกว่าที่ใครคาดไว้</strong></h2>



<p>ถ้าอยากได้คำตอบที่ฟังดูดี พีรภัทรคงพูดว่าเขากลับมาเรียนเพราะเห็นคุณค่าของการศึกษาแต่คำตอบที่เขาให้ตรงกว่านั้น</p>



<p>“เพราะว่าอยากได้วุฒิไปสมัครงานครับ ตอนนั้นผมไปสมัครงาน เค้าไม่รับครับ เพราะว่าไม่มีวุฒิ”</p>



<p>สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในเรื่องของพีรภัทรคือสิ่งที่เขาทำหลังจากได้วุฒิมา</p>



<p>เขาบอกเพื่อน</p>



<p>“ผมก็เล่าให้เพื่อนฟังว่า ที่โรงเรียนเค้ามีให้กลับไปเรียนเพื่อเอาวุฒิ แล้วก็ชวนให้เพื่อนมาเรียนครับ เพราะว่าถ้าเพื่อนเค้าไปทำงานที่ไหน จะได้มีวุฒิ จะได้ไม่ต้องทำงานรับจ้าง”</p>



<p>ประโยคสุดท้ายนั้นมีน้ำหนัก เขาเข้าใจดีว่า “ทำงานรับจ้าง” กับ “ทำงานด้วยวุฒิ” มันต่างกันอย่างไร และเขาอยากให้เพื่อนรู้ด้วย ไม่มีใครบอกให้เขาทำ มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เหมือนคนที่รอดมาแล้วและอยากบอกต่อว่ามีทางรอดอยู่</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img decoding="async" loading="lazy" width="569" height="855" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/3-2.jpg" alt="" class="wp-image-100182" style="width:400px" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/3-2.jpg 569w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/3-2-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 569px) 100vw, 569px" /></figure></div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ระบบที่ยืดหยุ่น แต่ไม่ได้หย่อนยาน</strong></h3>



<p>หลายคนที่ได้ยินคำว่า “การศึกษายืดหยุ่น” ตั้งคำถามเดียวกันในใจ ว่ามันคือการปล่อยผ่านเด็กที่ไม่มีคุณภาพออกไปหรือเปล่า?</p>



<p>รอง ผอ.ชลธิชาเผยว่า ตัวเธอเองก็เคยตั้งคำถามแบบเดียวกันนี้ ก่อนที่จะมารับตำแหน่งที่นิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์</p>



<p>“เมื่อก่อนตอนที่เป็นคุณครู เราก็เคยมีความคิดว่า เด็กก็ต้องมาโรงเรียนสิ เด็กต้องทำข้อสอบได้ เด็กต้องอ่านออกเขียนได้ ต้องมาโรงเรียนครบเกิน 80%”</p>



<p>“พอได้มาอยู่นิวิฐราษฎร์ฯ ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ก็เลยได้เข้ามาเรียนรู้ว่า 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ คืออะไร ทำได้จริงๆ ไหม มีกฎหมายรองรับไหม ถูกกฎหมายไหม ถูกระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการหรือเปล่า”</p>



<p>คำตอบที่รอง ผอ.ชลธิชาพบคือ ถูกกฎหมาย มีระเบียบรองรับจาก สพฐ. และที่สำคัญกว่านั้น เด็กทุกคนยังต้องผ่านตัวชี้วัดหลักสูตรอยู่ดี เพียงแต่วิธีพิสูจน์ว่าผ่านนั้นถูกออกแบบใหม่ให้สอดคล้องกับชีวิตจริง</p>



<p>ใบงาน บันทึกการสัมภาษณ์กับครู หลักฐานการทำกิจกรรม ข้อสอบปลายภาคแบบเปิดหนังสือที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ ทุกอย่างต้องมี “ร่องรอยการเรียนรู้” ที่ตรวจสอบได้ และโรงเรียนเก็บหลักฐานทุกชิ้นไว้ครบ</p>



<p>“เชื่อมั่นได้ว่าเด็กที่จบจากโครงการจะมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ แล้วก็ออกไปเป็นพลเมืองที่สำคัญของประเทศได้อย่างแน่นอน” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใช่แค่การรับรองนโยบาย แต่เป็นน้ำเสียงของคนที่เคยสัมผัสพบเจอสิ่งนี้มาแล้ว</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>และเมื่อระบบแข็งแรงพอ มันเริ่มช่วยคนที่ไม่ใช่เด็กของโรงเรียนด้วย</strong></h3>



<p>หนึ่งในสิ่งที่รอง ผอ.ชลธิชาพูดถึงด้วยความภูมิใจคือเมื่อโครงการของนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์เข้มแข็งพอ โรงเรียนไม่ได้รับแค่เด็กที่เคยเรียนที่นี่แล้วหลุดออกไป แต่สามารถ “โอบอุ้มเด็กที่ไม่ใช่เด็กของเรา” กลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษาได้ด้วย</p>



<p>เด็กที่หลุดออกจากโรงเรียนอื่น เด็กที่ไม่มีที่ไป เด็กที่สังคมบอกว่า “สายไปแล้ว” ทุกคนยังมีที่ยืนในระบบนี้</p>



<p>นั่นคือความแตกต่างระหว่างสถานศึกษาที่ทำหน้าที่ “คัดเลือก” กับโรงเรียนที่ทำหน้าที่ “โอบรับ”</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>วันนี้ของไรเดอร์ที่ชื่อ พีรภัทร และวันพรุ่งนี้ที่เขาวางไว้</strong></h3>



<p>วันนี้พีรภัทรในวัยไม่ถึง 18 ปี มีรายได้ 30,000 บาทขึ้นไปต่อเดือน มีรถที่กำลังผ่อน มีเงินเก็บ และมีเงินส่งให้พ่อบ้าง&nbsp; เขามีชีวิตในแบบที่เขาอยากได้ตั้งแต่ต้น</p>



<p>แต่เรื่องการเรียนยังไม่จบ</p>



<p>“ถ้ามีเวลาก็อยากจะกลับมาเรียนต่อให้ได้วุฒิไปเรื่อยๆ ครับ ตั้งใจไว้ว่าอยากเรียนถึง ม.6 ครับ”&nbsp;</p>



<p>พีรภัทรยังส่งพัสดุ ยังทำงาน และยังคิดถึง ม.6 อยู่</p>



<p><strong>ใจความเดิมอยู่ครบ แค่ชีวิตตอนนี้มีพื้นที่ให้ฝันมากขึ้นกว่าเดิม</strong></p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p style="font-size:14px">โรงเรียนนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์ จังหวัดกาญจนบุรี พัฒนาการเรียนยืดหยุ่นจากปัญหาจริงในพื้นที่มานานกว่า 20 ปี เด็กเรียนครบหลักสูตร แต่เลือกวิธี เวลา และการประเมินที่สอดคล้องกับชีวิต เพื่อให้เด็กได้รับโอกาสเต็มที่</p>



<p style="font-size:14px">หากโรงเรียนหรือครูต้องการข้อมูล หรือคำแนะนำเชิงปฏิบัติในการจัดการศึกษายืดหยุ่น</p>



<p style="font-size:14px">สามารถปรึกษาแบบตัวต่อตัวได้ที่ LINE OA กสศ.การศึกษายืดหยุ่น คลิก <a href="https://line.me/R/ti/p/@436jruda" target="_blank" rel="noopener" title="https://line.me/R/ti/p/@436jruda">https://line.me/R/ti/p/@436jruda</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-270226/">“ชีวิตตอนนี้มีพื้นที่ให้ฝันมากขึ้นกว่าเดิม” ตามติดน้องพี ไรเดอร์ส่งพัสดุที่ยังไม่หยุดเรียน เพราะการศึกษายืดหยุ่นได้ตามชีวิตจริง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากบ้านเรียน สู่การเปลี่ยนแปลงกฎหมายการศึกษา เพราะ &#8220;เด็กเรียนรู้ผ่านอายตนะทั้ง 6 ไม่ใช่แค่นั่งฟังในห้องเรียน&#8221; ว่าด้วย &#8220;การพิสูจน์ทฤษฎีด้วยชีวิตจริง&#8221; ของแม่และลูกที่กลายเป็นต้นแบบ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-240226/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Feb 2026 04:56:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรณพร คชรัตน์ สบายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[อายตนะ]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายบ้านเรียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=100047</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ระบบการศึกษาต้องออกแบบให้ตอบโจทย์ผู้เรียนทุกวัย ทุกรูป [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-240226/">จากบ้านเรียน สู่การเปลี่ยนแปลงกฎหมายการศึกษา เพราะ “เด็กเรียนรู้ผ่านอายตนะทั้ง 6 ไม่ใช่แค่นั่งฟังในห้องเรียน” ว่าด้วย “การพิสูจน์ทฤษฎีด้วยชีวิตจริง” ของแม่และลูกที่กลายเป็นต้นแบบ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote class="wp-block-quote">
<p><em>“ระบบการศึกษาต้องออกแบบให้ตอบโจทย์ผู้เรียนทุกวัย ทุกรูปแบบ ทุกศักยภาพ ไม่ใช่แค่ยืดหยุ่นเพื่อรองรับบางอย่าง แต่ต้องหลากหลายตั้งแต่แรก” </em><br><br><em>ธรรณพร คชรัตน์ สบายใจ รองเลขาธิการ (เครือข่ายบ้านเรียน) และผู้อำนวยการศูนย์ประสานสิทธิการศึกษาบ้านเรียนและศูนย์การเรียนไทย สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย</em></p>
</blockquote>



<p></p>



<p>ถ้าวัดจากปีที่เริ่มต้น แม่นิ่ม หรือ ธรรณพร คชรัตน์ สบายใจ ทำงานเรื่องการศึกษาทางเลือกมาตั้งแต่ปี 2542 ก่อนที่คนส่วนใหญ่จะรู้จักคำว่า ‘บ้านเรียน’ ด้วยซ้ำ</p>



<p>วันนี้เธอดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ (เครือข่ายบ้านเรียน) สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และผู้อำนวยการศูนย์ประสานสิทธิการศึกษาบ้านเรียนและศูนย์การเรียนไทย ซึ่งตำแหน่งหลังเกิดขึ้นมาจากสถานการณ์จริงที่เกิดปัญหาเรื่องสิทธิทางการศึกษามาตรา 12 ในสังคมไทย</p>



<p>ตลอด 25 ปีนั้น เธอผ่านทั้งการผลักดันกฎกระทรวง ร่วมจัดทำคู่มือบ้านเรียนเล่มแรกของประเทศ เดินเรื่องเคสเด็กหลุดระบบมาหลายร้อยราย ต่อสู้กับการตีความระเบียบที่ผิด และเสนอร่างกฎหมายใหม่ที่ยังค้างอยู่ในระบบ สิ่งที่เธอทำไม่ใช่การรอให้ระบบเปลี่ยน แต่คือการผลักระบบให้เปลี่ยนทีละขั้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="1400" height="788" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/66448-1400x788.jpg" alt="" class="wp-image-100114" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/66448-1400x788.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/66448-300x169.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/66448-768x432.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/66448-1536x864.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/66448.jpg 1706w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /><figcaption class="wp-element-caption">ประชุมออนไลน์งานเครือข่ายบ้านเรียน</figcaption></figure></div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อโรงเรียนอนุบาลในบ้านเริ่มตั้งคำถามที่ไม่มีในหลักสูตร</strong></h3>



<p>แม่นิ่มเติบโตมากับโรงเรียนอนุบาลของครอบครัว เธอเรียนคณะครุศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสอนพิเศษเด็กหลายคนในช่วงนั้น สิ่งที่เธอสังเกตเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ เด็กจำนวนมากเรียนในโรงเรียนมาหลายปีแต่ยังเรียน ‘ไม่ทันในชั้นเรียน’ ขณะที่บ้านข้างเคียงและญาติมิตรต่างก็ล้วนฝากลูกหลานมาเรียนกับเธออยู่แล้ว</p>



<p>คำถามที่ตามมาเมื่อเธอมีลูกชายของตัวเองฟังดูเรียบง่าย แต่เปลี่ยนทิศทางชีวิตทั้งหมด คือ แล้วทำไมเธอต้องเอาลูกไปเรียนกับคนอื่น</p>



<p>“เราถามตัวเองว่า ทำไมเราต้องเอาลูกไปเรียนกับคนอื่น ในเมื่อเราก็สอนหนังสือได้ บ้านเราก็มีโรงเรียนอนุบาล แล้วคนอื่นก็ส่งลูกมาเรียนกับเรา ทำไมลูกเราต้องออกไปข้างนอก”</p>



<p>นั่นทำให้เธอเริ่มค้นหาคำตอบจากกฎหมาย และพบว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 เปิดช่องให้ครอบครัวจัดการศึกษาเองได้จริง จากวันนั้นเป็นต้นมา แม่นิ่มไม่ได้แค่ใช้สิทธิของตัวเอง แต่ร่วมขับเคลื่อนให้ระบบเปิดกว้างสำหรับการใช้สิทธิของครอบครัวบ้านเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศด้วย</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>บ้านเรียนของป้อมปืน และการจัดการเรียนที่เน้นความเป็นมนุษย์</strong></h3>



<p>ก่อนที่จะมีคู่มือบ้านเรียนหรือแนวปฏิบัติใดรองรับ แม่นิ่มเลือกเป็น ‘เคสนำร่อง’ ด้วยตัวเอง เธอเริ่มจัดการศึกษาให้ลูกชายที่ชื่อ ‘ป้อมปืน’ ตั้งแต่ชั้น ป.1 โดยไม่มีแผนภูมิหรือตารางสอนที่ตายตัว มีเพียงการสังเกตและความเชื่อที่เธอสั่งสมมาจากการทำงานกับเด็กมาตลอด</p>



<p>“มนุษย์ทุกคนเรียนรู้ผ่านอายตนะทั้ง 6 การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมไปเรื่อยๆ ประสาทสัมผัสทั้ง 6 ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา ก็เชื่อมโยงสิ่งแวดล้อมในบริบทต่างๆ และสะสมองค์ความรู้ในตัวเองขึ้นมาเอง บางอย่างฝึกจากทักษะปฏิบัติ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ กระทบอะไรก็เกิดกระบวนการเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่เราทำในบ้าน นอกบ้าน หรือตามความสนใจของเด็ก”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="1280" height="1024" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0-homescool-ป้อมปืน-1280x1024.jpg" alt="" class="wp-image-100116" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0-homescool-ป้อมปืน-1280x1024.jpg 1280w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0-homescool-ป้อมปืน-300x240.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0-homescool-ป้อมปืน-768x614.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0-homescool-ป้อมปืน.jpg 1430w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /><figcaption class="wp-element-caption">แม่นิ่ม และป้อมปืน (ลูกชาย) กับการเรียนรู้ผ่านบ้านเรียน</figcaption></figure></div>


<p></p>



<p>แม่นิ่มสรุปรูปแบบการเรียนรู้ที่เธอเห็นจากการเรียนรู้ของลูกออกมาเป็น 3 ฐาน ได้แก่ <strong>Home-based Learning การเรียนรู้ในบ้าน</strong>, <strong>Community-based Learning การเรียนรู้จากชุมชนรอบตัว</strong> และ <strong>Specific-based Learning การเรียนรู้ตามความสนใจเฉพาะทาง</strong> ซึ่งแม้ไม่เคยออกแบบให้ตรงกับหลักสูตรแกนกลาง แต่พอถึงเวลาเข้าร่วมงานวิจัยของสมาคมฯ ร่วมกับสภาการศึกษา ก็พบว่าการเรียนรู้จาก 3 ฐานก็ครอบคลุมทุกกลุ่มสาระตามหลักสูตรได้ครบถ้วน เรียกว่าเรียนจากสิ่งแวดล้อมทุกทิศทางรอบตัว <strong>Experiential Based Learning</strong></p>



<p>ในยุคเริ่มต้น แม้เส้นทางการเรียนแบบ ‘บ้านเรียน หรือ homeschool’ ของป้อมปืนราบรื่น แต่การประเมินร่วมกับภาครัฐยังติดขัดบ้าง&nbsp; เพื่อ จบ ม.3 ต้องขับรถไปกลับระหว่างกรุงเทพฯ กับสงขลาหลายรอบ เพราะสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายังไม่มีแนวทางรองรับ แต่สิ่งที่แม่นิ่มยืนยันตลอดมาคือ<strong> </strong><strong>เธอไม่เคยปฏิเสธการประเมินหรือการสอบ สิ่งที่เธอต่อสู้คือความหมายของการประเมินที่แท้จริง</strong></p>



<p>“การประเมินที่ไม่สามารถสะท้อนคุณภาพที่เด็กผ่านการเรียนรู้มาได้จริง ไม่ได้เป็นการประเมินเพื่อแสดงผลการเรียนรู้ของผู้เรียน และก็ไม่ใช่การประเมินเพื่อร่วมพัฒนาผู้เรียนให้ก้าวไปข้างหน้า ป้อมปืนเตรียมตัวสอบอยู่แล้ว เราไม่ห่วงการทำข้อสอบของเขา แต่เราห่วงว่าการประเมินที่ควรจะต้องตรงกับกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริง”</p>



<p>ป้อมปืนจบ ม.6 และสอบติดสาขา Emagineering&nbsp; จินตวิศวกรรมของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่สุดท้ายไม่ได้เข้าเรียน เพราะมหาวิทยาลัยเปลี่ยนเงื่อนไขการเรียนแบบ Project-based หลังประกาศผลให้ต้องเข้าเรียนในคลาสซึ่ง ลูกเรียนได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว&nbsp; ลูกบอกว่าไม่จำเป็นต้องให้พ่อเสียเงินเป็นแสนเพื่อไปนั่งรออาจารย์สอน ป้อมปืนเลือกเรียนภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์เอง และเลือกปฏิเสธการเข้าเรียนสาขาที่มหาวิทยาลัยประกาศรับแล้ว เปลี่ยนมาเลือกเส้นทางพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมตามแนวทางที่เขาต้องการเลือกเรียนจากการทำงานลงพื้นที่ เป็นเส้นทางการเรียนต่อที่มีความหมายได้จาก Experience Based</p>



<p>ทุกวันนี้เขากลายมาเป็นผู้นำการออกแบบระบบงานใหม่ ๆ ให้กับงานหลักของแม่ เพื่อสนับสนุนศูนย์การเรียนและครอบครัวบ้านเรียนทั่วประเทศมีเครื่องมือการประเมินผลตามสภาพจริงที่ดีกว่าที่เป็นอยู่</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/7.jpg" alt="" class="wp-image-100117" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/7.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/7-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/7-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/7-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/7-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ป้อมปืนเป็นวิทยากรแนะแนวการประเมินผล-เครือข่ายบ้านเรียน</figcaption></figure></div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สิทธิการเรียนที่ต้องยืนยันซ้ำทุกปี</strong></h3>



<p>หลังป้อมปืนเรียนจบ ถ้าคิดว่างานของแม่นิ่มหมดลงหลังจากลูกชายจบการศึกษา ก็คิดผิด เพราะทุกปีนับตั้งแต่นั้นมา เธอยังคงทำหน้าที่เดิมซ้ำๆ เพื่อช่วยครอบครัวและเด็กๆ ทั่วประเทศที่ติดขัดกับการอ้างระเบียบ ถูกปฏิเสธสิทธิการเรียน หรือไม่รู้ว่ากฎหมายให้อำนาจทางการศึกษาแก่พวกเขาได้มากกว่าที่เจ้าหน้าที่บอก</p>



<p>หนึ่งในเคสที่ทำให้เห็นภาพชัดคือเด็กอายุ 14 ปีที่เคยถูกบูลลี่ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนไม่ยอมไปโรงเรียนอีก ถูกวินิจฉัยว่าเป็นเด็กพิเศษ และใช้ชีวิตอยู่บ้านมาหลายปี วันที่คุณแม่ได้พบกับแม่นิ่ม บังเอิญเป็นวันที่เธอนั่งช่วยตรวจแผนการศึกษาอยู่ที่สำนักงานเขตแห่งหนึ่ง หากไม่ได้เจอกันวันนั้น เด็กคนนั้นจะต้องเรียนชั้น ป.1 ทั้งที่อายุ 14 ปี เพราะนั่นคือสิ่งที่ระบบตีความเมื่อเด็กขาดการเรียนมานาน แต่แม่นิ่มประสานสิทธิให้ทำบ้านเรียน ประเมินตามความสามารถที่มีจริง และค้นพบจากการประเมินโดยเพื่อนเครือข่ายที่เป็นสถาปนิกว่า เด็กคนนั้น “มีความสามารถพิเศษในการเขียนภาพ Perspective Drawing ได้ดีมากในวัย 14 ปี”</p>



<p>เคสเรื่องสิทธิการเรียนของเด็กๆ ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว แต่เกิดซ้ำทุกปี ในทุกจังหวัด กับเด็กหลากหลายกลุ่ม ปีนี้ก็มีเด็กที่ครอบครัวย้ายกลับจากต่างประเทศและลูกทั้งหมดหลุดจากระบบการศึกษา มีเด็กชาติพันธุ์ไทยใหญ่ที่โรงเรียนเอกชนกำหนดให้จบได้แค่ ป.4 ทั้งที่อายุ 14 ปีแล้ว ไปจนถึงเยาวชนอายุเกิน 18 ปีที่ไม่มีสถานศึกษารับเข้าเรียนเพราะระเบียบเก่าเรื่องเกณฑ์อายุยังล็อกอยู่</p>



<p>“ล่าสุด แม่นิ่มเตรียมจะทำเรื่องประสานสิทธิให้เด็กไทยใหญ่ ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนเอกชน ปัจจุบันเด็กคนนี้อายุ 14 ปี โรงเรียนแจ้งเด็กว่าจะให้จบ ป.4 ทั้งที่ให้นั่งเรียนในชั้น ป.6 กับเพื่อน เด็กเรียนดีและอยากจบ ป.6 พร้อมเพื่อน”</p>



<p>“สถานการณ์ปัจจุบัน มีเด็กหลุดจากระบบทุกปี เราก็ช่วยตามให้ จริงๆ แล้ว ระเบียบที่สนับสนุนสิทธิการศึกษาทางเลือกเด็กนั้นมีอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้เราก็ยังเจอว่า ต้องออกมายืนยันสิทธิการเรียนซ้ำทุกปี เพราะยังมีกลไกที่แข็งตัวอยู่ในหน่วยงานเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาทางเลือก ซึ่งแม่นิ่มมองว่า ควรจะต้องเปลี่ยนแปลง เราอยากให้หน่วยงานด้านการศึกษาทำงานโดยยึดหลักว่า ทำงานเพื่อที่จะซัพพอร์ตให้เด็กคนหนึ่งได้เติบโต ได้เรียนรู้อย่างมีความสุข เพราะด้วยกฎหมายและระเบียบตอนนี้ คุณสามารถทำงานเอื้อให้กับสิทธิเด็กได้อยู่แล้ว แต่คุณไม่ยอมทำ คุณใช้ทัศนคติเดิม ใช้การตัดสินด้วยทัศนคติส่วนบุคคลซึ่งไม่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่ไม่ควรเป็นแบบนี้ และนักการศึกษาก็ไม่ควรเป็นแบบนี้” แม่นิ่มกล่าวย้ำ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/3-3.jpg" alt="" class="wp-image-100118" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/3-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/3-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/3-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/3-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/3-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ภาพกิจกรรม กสศ. x สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย</figcaption></figure></div>


<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บ้านเรียนและศูนย์การเรียน : สิทธิที่กฎหมายเปิดไว้แต่การปฏิบัติยังปิดอยู่</strong></h2>



<p>พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถานประกอบการ สถาบันทางศาสนา และสถาบันทางสังคมต่างๆ สามารถจัดการศึกษาได้ด้วยตัวเอง โดยมีกฎกระทรวงรองรับถึง 6 ฉบับ ครอบคลุมทั้งบ้านเรียน ศูนย์การเรียนโดยบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถานประกอบการ และสถาบันพระพุทธศาสนา แต่หลังจากผ่านมากว่าสองทศวรรษ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยจริงยังไกลจากที่กฎหมายเขียนไว้มาก</p>



<p>ตัวแม่นิ่มเป็นพยานประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งของความพยายามนั้น เธอมีส่วนอยู่หลังบ้านในการผลักดันกฎกระทรวงฉบับแรกในปี 2547 ร่วมจัดทำคู่มือบ้านเรียนเล่มแรกในปี 2549 และตั้งแต่นั้นมาจนถึงวันนี้ เธอยังต้องเจอปัญหาเดิมซ้ำไปมา ปัญหาที่ไม่ได้มาจากการขาดกฎหมาย แต่มาจากการที่คนทำงานกับกฎหมายนั้นไม่เข้าใจมันอย่างแท้จริง</p>



<p>“<strong>ปัญหาแรกคือระเบียบ</strong> เราติดด้วยระเบียบวิธีที่เอาระเบียบปฏิบัติของโรงเรียนมาใช้กับบ้านเรียน <strong>แล้วปัญหาที่สองคือคน</strong> เราใช้คนที่ทำงานกับระเบียบปฏิบัติของโรงเรียนมาดูแลบ้านเรียนและศูนย์การเรียนอีก มันก็เลยเป็นชุดคิดคนละแบบ มีปัญหามาเรื่อยๆ ทั้งระเบียบและคนที่ไม่แมทช์กับงานของเรา คือกลไกผิดฝาผิดตัวไม่เหมาะสมกับการที่จะซัพพอร์ตให้บ้านเรียนเป็นการจัดการศึกษาที่ได้รับสิทธิตามกฎหมาย” เครือข่ายบ้านเรียนจึงจำเป็นต้องมีอยู่เพื่อยืนยันสิทธิดำเนินการและรักษาฐานข้อมูลและองค์ความรู้ในการจัดการศึกษาทางเลือกตามกฎหมาย</p>



<p>ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เจ้าหน้าที่บางแห่งยังคงบังคับให้ครอบครัวบ้านเรียนหรือศูนย์การเรียนเขียนแผนการศึกษาหรือหลักสูตรเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้เหมือนการเรียนการสอนในโรงเรียน ทั้งที่หลักเกณฑ์ตามกฎหมายไม่ได้กำหนดเช่นนั้น การศึกษาทางเลือกสามารถออกแบบการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง ผ่านกิจกรรมหลากหลาย หรือหลายสำนักงานยังมีการออกเอกสารรับรองวุฒิที่ยังไม่ตรงกับแผนการศึกษารูปแบบหลากหลายตามที่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีประกาศรับรองการออกวุฒิการศึกษาอยู่แล้ว เพราะเจ้าหน้าที่ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเป็นคนใหม่ๆ อยู่เรื่อยไม่รู้ว่ามีประกาศนั้นอยู่ ความผิดพลาดจากความไม่รู้เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากเจตนาร้าย แต่เกิดจากการที่ระบบปฏิบัติงานไม่ได้ออกแบบให้มีบุคลากรที่เหมาะสมในการทำงานรองรับสิทธิการจัดการศึกษาบนความหลากหลายตั้งแต่ต้น การทำงานเครือข่ายจึงมีภาระงานเป็นศูนย์ประสานเพื่อทำให้สิทธิการศึกษาทางเลือกได้รับการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบและแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง</p>



<p>และนั่นยังไม่นับกฎกระทรวงอีก 2 ฉบับที่ไม่เคยถูกนำไปปฏิบัติเลยแม้แต่ฉบับเดียว ซึ่งตรงนี้แม่นิ่มพูดถึงกฎกระทรวงการจัดการศึกษาโดยสถาบันศาสนาและโดยองค์กรวิชาชีพ ซึ่งมีอยู่ในกฎหมาย มีอยู่ในเอกสารราชการ แต่ไม่มีใครรู้ว่าจะทำอย่างไรให้เป็นจริง</p>



<p>เธอย้ำว่า “ขนาดบ้านเรียนกับศูนย์การเรียนโดย 4 กฎกระทรวงที่มีคนทำอยู่แล้วยังติดขัด อีก 2 แบบใหม่ยิ่งไม่เคลื่อนเลย”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/4-3.jpg" alt="" class="wp-image-100119" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/4-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/4-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/4-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/4-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/4-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">&nbsp;ภาพกิจกรรม กสศ. x สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย</figcaption></figure></div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อีกสิ่งที่ต้องรีบปรับแก้ คือเงินอุดหนุนที่ต้องตามทวงสิทธิให้กับเด็กๆ ทุกปี</strong></h3>



<p>หนึ่งในงานที่แม่นิ่มและเครือข่ายบ้านเรียนต้องทำซ้ำทุกปีจนกลายเป็นภารกิจประจำ คือการสำรวจรวบรวมรายชื่อครอบครัวที่ได้รับอนุญาตบ้านเรียนถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนในแต่ละปีการศึกษา เพื่อส่งรายชื่อไปยัง สพฐ. นั้น ต้องทำกันเองทุกปี ไม่มีกลไกกลางในการรับเรื่องเพื่อติดตาม ตรวจสอบ และขอรับสิทธิ</p>



<p>นับจนถึงตอนนี้ ในปี 2568 &#8211; ซึ่งเป็นเวลา 25 ปีแล้วหลังจากที่กฎหมายออกมา &#8211; เธอก็ยังทำงานชิ้นนี้อยู่</p>



<p>แม้งานนี้ไม่ควรจะเป็นหน้าที่ของเธอและเครือข่ายบ้านเรียนตั้งแต่ต้น แต่เมื่อไม่มีใครทำ และเด็กเหล่านั้นก็ยังคงถูกลืม เธอและเครือข่ายบ้านเรียนจึงยังต้องร่วมกันทำงานต่อไป</p>



<p>“ด้วยกลไกการทำงานเครือข่าย มีข้อจำกัด เรายังไม่มีระบบที่ monitoring ติดตามสิทธิทั่วประเทศได้ ซึ่งจริงๆ สพฐ. ควรจะทำ แต่ก็ไม่สามารถ monitor ได้ เพราะแต่ละสำนักงานเขตฯ ปฏิบัติไม่เหมือนกัน อย่างล่าสุด บ้านเรียนที่ได้รับอนุญาตในปี 2568 บางบ้านได้รับเงินอุดหนุน บางบ้านไม่ได้รับ แล้วบ้านเรียนใหม่จะไปตามที่ใคร นอกจากทางเครือข่ายจะต้องพยายามทำแบบสำรวจออนไลน์และร่วมตรวจสอบ และแจ้งให้บ้านเรียนติดตามขอรับเงินอุดหนุนตามสิทธิ”</p>



<p><strong>นอกจากเงินอุดหนุนรายหัวแล้ว อาหารเสริม(นม) อาหารกลางวัน และสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่เด็กในโรงเรียนได้รับ ก็ยังไม่ครอบคลุมถึงเด็กบ้านเรียนอย่างเสมอภาค ทั้งที่กฎหมายระบุสถานะเป็นสถานศึกษาในระบบที่รัฐรับรองและควรได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน ความเหลื่อมล้ำนี้ไม่ได้เกิดจากเจตนาร้าย แต่เกิดจากการที่ไม่มีระบบกลางติดตามดูแลอย่างจริงจัง</strong> และเมื่อไม่มีระบบกลาง งานนี้ก็กลายเป็นงานของคนที่มีกระบวนทัศน์ต่างอ้างเป็นความห่วงใย เป็นงานของคนที่ไม่ยอมปล่อยอำนาจรวมศูนย์ซึ่งจำกัดงบประมาณไว้ไม่ทำให้เกิดสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กทุกคน ทำให้สิทธิเด็กกลุ่มนี้ถูกกีดกัน 25 ปีแล้วก็ยังไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบจัดทำระบบงบประมาณใหม่</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img decoding="async" loading="lazy" width="569" height="769" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/8.jpg" alt="" class="wp-image-100121" style="width:400px" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/8.jpg 569w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/8-222x300.jpg 222w" sizes="(max-width: 569px) 100vw, 569px" /><figcaption class="wp-element-caption">ภาพกิจกรรม กสศ. x สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย</figcaption></figure></div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>‘ยืดหยุ่น’ เป็นคำที่ยอมรับความแข็งตัว</strong></h3>



<p>คำว่า ‘การศึกษายืดหยุ่น’ กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นในแวดวงการศึกษาไทย เป็นคำที่ให้ความหวัง เป็นคำที่ดูก้าวหน้า แต่สำหรับแม่นิ่ม คำนี้ยังแตกต่างจากการศึกษาทางเลือก เพราะการศึกษาที่ยืดหยุ่นยังแฝงการยอมรับไว้ในตัวว่า มีระบบยังแข็งตัวเวิร์กอยู่ ความยืดหยุ่นคือพยายามทำเพื่อรองรับสิทธิของบางกลุ่มเท่านั้น</p>



<p>“ถ้าคุณยังใช้คำว่ายืดหยุ่น แสดงว่าคุณยอมรับการศึกษาที่แช่แข็งเด็กในนั้น แล้วคุณก็แค่อยากทำให้มันยืดหยุ่นขึ้นเพื่อรองรับบางอย่าง ซึ่งไม่ใช่ความครอบคลุมแผนปกติทั้งหมด <strong>สิ่งที่ควรจะเป็นคือระบบการศึกษาควรออกแบบมาให้รองรับความหลากหลายตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ประนีประนอมกับระบบแข็งตัวซึ่งไม่ถูก และยอมรับให้ถูกด้วยการยืดหยุ่นทีหลัง</strong> เพราะพอยืดหยุ่นทีหลัง มันก็เป็นงานแค่บางส่วน บางพื้นที่ บางกลุ่มเท่านั้น คนที่อยู่นอกขอบข่ายนั้นก็ยังหลุดจากสิทธิในการจัดการที่ยอมรับศักยภาพเด็กที่มีความหลากหลายอยู่ดี”</p>



<p>แม่นิ่มยกตัวอย่างให้เห็นภาพจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาได้ถูกสร้างขึ้นโดยจำกัดสถานศึกษารูปแบบโรงเรียนเท่านั้น และอยู่ในบางจังหวัดเท่านั้นที่ได้รับโอกาสทดลองรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆ ซึ่งแม้จะเป็นก้าวที่ดี แต่ก็กลายเป็นก้าวที่สร้างความเหลื่อมล้ำใหม่ขึ้นมาในตัวเอง เพราะไม่ได้เปิดโอกาสให้ทุกพื้นที่การเรียนรู้และเด็กทุกคนเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้ตามเป้าหมายของการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ได้จากทุกสถานศึกษา</p>



<p>“พื้นที่นวัตกรรมมีกี่จังหวัดแล้ว จังหวัดอื่นที่อยากทำ เขาไม่มีทุน ไม่มีระบบสนับสนุน ทำไม่ได้ อันนี้คือการสร้างความเหลื่อมล้ำตัวจริงเลย ถ้าระบบการศึกษาจะตอบโจทย์คนทุกคน ควรต้องทำได้ทุกพื้นที่ ไม่ใช่แค่พื้นที่ที่ได้รับการคัดเลือก นั่นไม่ใช่ปฏิบัติการปฏิรูปการศึกษาระดับประเทศ นั่นคือการทดลองที่สร้างความหวังไว้ที่เกาะ ส่วนคนที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่ก็ยังดิ้นรนอยู่”</p>



<p>สิ่งที่เครือข่ายการศึกษาทางเลือกทำเรื่องปฏิรูปการเรียนรู้แล้ว มีประกาศรับรองรูปแบบและวิธีการหลากหลายที่เลือกได้ และต้องการขับเคลื่อนต่อเนื่อง ไม่ใช่การใช้อำนาจยืดหยุ่นได้ในบางพื้นที่ แต่คือระบบการศึกษาตามหลักการ แนวทาง จุดหมายของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ปัจจุบันที่ยอมรับการเข้าถึงโอกาสการเรียนรู้ของผู้คนที่มีศักยภาพหลากหลายเป็นหลัก ไม่ใช่เป็นข้อยกเว้นสำหรับบางพื้นที่บางกลุ่มผู้จัดการศึกษา ไม่เลือกปฏิบัติ เธอกล่าวย้ำ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เมื่ออายุ (18 ปี) กลายเป็นกำแพงหลายชั้นของการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา</strong></h3>



<p>หนึ่งในปัญหาที่แม่นิ่มพบซ้ำๆ และทำให้เธอรู้สึกไม่เข้าใจและเห็นข้อจำกัดของระเบียบอย่างแท้จริงคือ เยาวชนที่หลุดออกจากระบบและอยากกลับมาเรียนต่อเมื่ออายุเกิน 18 ปี พวกเขาติดอยู่ในพื้นที่ที่กฎหมายหลักไม่ได้ห้าม แต่ระเบียบล็อกอายุไว้ไม่ได้รองรับ</p>



<p>“เด็กอายุ 19 ปีที่หลุดออกจากระบบไปแล้วอยากกลับมาเรียน เขาจะไปเรียนที่ไหน ระเบียบเขียนว่าต้องอายุไม่เกิน 18 ปี แต่เราแย้งว่า อย่างน้อยนิยามของเยาวชนในกฎหมายไทยและกติกาสากลคืออายุถึง 25 ปี แล้วทำไมการศึกษาถึงหยุดรองรับเขาตอนอายุ 18 เบื้องต้นเราเสนอให้อนุโลมถึง 24-25 ปีได้เลย เพราะศูนย์การเรียนบางแห่งทำงานให้กับสิทธิเยาวชนอายุถึง 24 ปีอยู่แล้ว แต่มีกำแพงกั้นระบบสนับสนุนงบประมาณจากรัฐ ทำให้การทำงานเพื่อเด็กกลุ่มนี้ติดวนอยู่ในเขาวงกต ไม่มีทางออก ไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางการศึกษาใดๆ ”</p>



<p>แม่นิ่มบอกว่านี่คือ<strong>หนึ่งในจุดที่แก้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอออกกฎหมายใหม่ทั้งฉบับ ไม่ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ ไม่ต้องรอนักการเมืองรุ่นใหม่ เพียงแค่ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานการศึกษาเห็นความสำคัญโดยสามารถประกาศมาตรการและปรับระเบียบปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายการศึกษาที่มีอยู่แล้ว</strong> แต่ก็ยังไม่มีใครทำจริงจัง ทั้งที่เด็กเหล่านั้นไม่ได้หยุดโตแค่ 18 ปี ชีวิตพวกเขายังดำเนินต่อไป และความต้องการเรียนรู้ก็ยังมีอยู่ การรอหน่วยงานรัฐแก้ไขแนวปฏิบัติเรื่องเกณฑ์อายุจึงเป็นกำแพงทำให้สิทธิการศึกษาของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ตกหล่น</p>



<p>นอกจากนี้ในสังคมไทยยังมีคนวัยผู้ใหญ่ที่หลุดจากระบบมาทำอาชีพสุจริตแต่ถูกกำแพงเงินเดือนที่ผูกกับระดับการศึกษาสุดท้าย พวกเขาต้องการได้รับวุฒิการศึกษาเพื่อนำไปปรับฐานเงินเดือนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต การเข้าสู่ระบบการเรียนทีละชั้นปีจะทำให้เสียเวลา&nbsp; แต่การศึกษาทางเลือกเน้นเรื่องการเข้าถึงโอกาสของผู้เรียนทุกวัย ซึ่งใช้มาตรา 15 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ มาเป็นแนวปฏิบัตินำการเรียนรู้นอกระบบ ตามอัธยาศัย การฝึกอาชีพ หรือจากประสบการณ์การทำงาน มาเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลการเรียนให้กับผู้เรียนกลุ่มนี้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/5-3.jpg" alt="" class="wp-image-100123" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/5-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/5-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/5-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/5-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/5-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ภาพกิจกรรม กสศ. x สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย</figcaption></figure></div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ต้องเห็นภาพรวมก่อน จึงจะรู้ว่าต้องเปลี่ยนอะไร</strong></h3>



<p>เมื่อถามแม่นิ่มถึงข้อเสนอเชิงนโยบาย เธอไม่ได้เริ่มจากข้อมูลจากโครงการใดโครงการหนึ่ง ไม่ได้เริ่มจากนโยบายและแผนงานที่สวยงาม แต่เริ่มจากสิ่งที่เธอเชื่อว่ายังไม่มีความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการทำงานร่วมกันจริงๆ นั่นคือการมองเห็น Big Data ของความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาไทยทั้งหมดอย่างครอบคลุม ลงรายละเอียดกันอย่างจริงจัง และแบ่งงานให้ Players ของทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมที่เหมาะสมกับลักษณะความเหลื่อมล้ำรายบุคคล</p>



<p>เธอมองว่า <strong>ถ้าไม่รู้ว่าระบบมีรูรั่วตรงไหนบ้าง เราก็จะไม่รู้ว่าต้องซ่อมตรงไหนก่อน</strong> <strong>ถ้าไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าแต่ละรูปแบบของการจัดการศึกษามีประเด็นความเหลื่อมล้ำอย่างไร เราก็จะแก้ได้แต่อุดรอยรั่วด้วยวิธีการแบบเหมารวมแค่สร้างภาพปลายเหตุ ไม่ใช่การร่วมมือกันซ่อมสร้างใหม่ที่สาเหตุจำเป็นต่อการขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำสอดคล้องกับความต้องการอย่างเหมาะสมกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษารายกรณีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง</strong></p>



<p>“ควรต้องเริ่มจากการรวบรวมรูปแบบการจัดการศึกษาที่มีอยู่ทั้งหมด map ภาพรวมระดับประเทศ แล้วมาวิเคราะห์การทำงานระดับพื้นที่ว่า โรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชน โรงเรียน อปท. สถานศึกษารูปแบบต่าง ๆ ทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย ศูนย์ส่งเสริมการศึกษาเขต ศูนย์การเรียน บ้านเรียน การจัดการศึกษาด้วยนวัตกรรมของคนรุ่นใหม่&nbsp; แหล่งเรียนรู้ สถานประกอบการ สถาบันทางศาสนา ชุมชน ครูภูมิปัญญา มีประเด็นที่จะร่วมกันแก้ไขสภาพความเหลื่อมล้ำที่ตอบโจทย์ผู้เรียนอย่างไรบ้าง แล้วค่อยวางไทม์ไลน์และแบ่งหน้าที่ตามพื้นที่และความต้องการของผู้เรียนว่าจะแก้ปัญหาแต่ละจุดด้วยกลไกจากความร่วมมือของหน่วยงานไหน จุดนี้อาจต้องอาศัยภาคการเมือง จุดนั้นอาจต้องแก้ระเบียบหรือมาตรการพิเศษควรพัฒนาให้มีการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล ระบุว่าใครจะช่วยเมื่อไหร่ ที่ไหน ด้วยวิธีอย่างไร ถ้าเราไม่มี Big Data ของความเหลื่อมล้ำที่ครอบคลุมทุกรูปแบบ เราก็จะไม่รู้ว่าต้องไปขยับตรงไหนก่อน เราก็จะยังแก้ปัญหาแบบปะติดปะต่อ ปะตรงนี้รั่วตรงนั้นไปเรื่อยๆ ซึ่งผู้ได้รับเสียหายจากรอยรั่วอื่นๆ ต้องดำเนินชีวิตต่อ ทำให้ผู้คนไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างครอบคลุมและทันการ”</p>



<p>ควบคู่กับการมองเห็นภาพรวมของสถานศึกษาทางเลือกตามกฎหมาย แม่นิ่มเสนอให้มีหน่วยงานเฉพาะที่ดูแลการจัดการศึกษาตามมาตรา 12 อย่างแท้จริง ไม่ใช่การฝากงานไว้กับสำนักงานที่ทำงานตามระเบียบโรงเรียน และคาดหวังว่าพวกเขาจะเข้าใจหลักการและแนวทางการจัดการศึกษาทางเลือกของบ้านเรียนและศูนย์การเรียนได้เอง ยุคนี้ หน่วยงานนี้ต้องมาพร้อมกับแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ทำให้การระบบการขออนุญาต การรับเงินอุดหนุน และการประสานติดตามสิทธิต่างๆ เกิดขึ้นได้ตามกฎหมายอย่างโปร่งใสและเสมอภาคในทุกพื้นที่ มีระบบการแก้ปัญหาทันทีที่ไม่ขึ้นกับว่าสำนักงานเขตนั้นเข้าใจบ้านเรียนมากน้อยแค่ไหน หรือเจ้าหน้าที่คนนั้นเคยได้ยินคำว่ามาตรา 12 มาก่อนหรือเปล่า ซึ่งโดยหลักการ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับที่ผ่านสภามาแล้ว กำหนดว่า บ้านเรียนใช้สิทธิจัดการศึกษาได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะเป็นสิทธิครอบครัวโดยชอบธรรม และปัญหาที่ผ่านมาระบบงานของหน่วยงานรัฐผลิตซ้ำปัญหาของการใช้อำนาจไม่เป็นธรรมมากับการศึกษามาตรา 12 มากกว่า 20 ปี</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="1400" height="932" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/6-1-1400x932.jpg" alt="" class="wp-image-100125" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/6-1-1400x932.jpg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/6-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/6-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/6-1-1536x1022.jpg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/6-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/6-1-272x182.jpg 272w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/6-1.jpg 1710w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /><figcaption class="wp-element-caption">ภาพกิจกรรม กสศ. x สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย</figcaption></figure></div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>พ.ร.บ. การศึกษาภาคสังคม: โครงสร้างที่ยังขาดหายอยู่</strong></h3>



<p>ข้อเสนอที่แม่นิ่มมีส่วนผลักดันร่วมกับสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย มาจากผลงานวิจัยและยังไม่เห็นรูปธรรมจากภาครัฐ คือกลไกที่เหมาะสมสำหรับการศึกษาทางเลือกของประเทศไทย สมาคมฯเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ. การศึกษาภาคสังคม ร่วมกับเครือข่ายการศึกษาทางเลือกเพื่อจะทำให้การศึกษาทางเลือกทุกรูปแบบมีโครงสร้างทางกฎหมายรองรับอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การอาศัยช่องว่างของมาตรา 12 ที่ยังตีความไปต่างกันในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา อย่างถูกบ้างผิดเพี้ยนไปบ้างในแต่ละช่วงเวลา</p>



<p>“<strong>ทุกประเทศที่เจริญแล้วต้องมีการศึกษาทางเลือก เพราะรัฐต้องให้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนในการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากการดำเนินการโดยรัฐ ไม่ใช่เรื่องพิเศษ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน</strong> แต่ตอนนี้ หมวดบริหารจัดการใน พ.ร.บ.การศึกษาฉบับปัจจุบัน เพิ่มหลักการและแนวทางตามสิทธิการจัดการศึกษาทางเลือกภาคสังคมในมาตรา 12 แล้ว แต่ไม่มีหมวดบริหารจัดการศึกษาโดยภาคสังคม ทำให้ไม่มีโครงสร้างการบริหารจัดการที่ชัดเจนรองรับ การนำบ้านเรียนกับศูนย์การเรียนซึ่งเป็นสถานศึกษารูปแบบใหม่ ไปสังกัดอยู่ในสำนักงานเดิมที่ทำงานแบบโรงเรียน ใช้คนทำงานด้วยระเบียบโรงเรียนแบบเดิม แล้วก็คาดหวังว่าจะได้ผลแบบใหม่ ซึ่งพิสูจน์มามากกว่า 20 ปีแล้วว่าไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ปัญหาของหน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนกลางและภูมิภาคสรุปได้ว่า ‘You cannot put the right man to the right job’ บุคลากรปัจจุบันมีความเชี่ยวชาญการศึกษาในระบบโรงเรียนรัฐขาดความเชี่ยวชาญด้านการศึกษาทางเลือก งานวิจัยของสมาคมฯ สรุปได้ว่า ควรต้องมีโครงสร้างใหม่รองรับ ถึงจะทำให้ระบบสนับสนุนการศึกษาทางเลือกเดินได้จริง”</p>



<p>ร่าง พ.ร.บ. ที่จะเสนอ ครอบคลุม&nbsp; ทั้งบ้านเรียน ศูนย์การเรียน การศึกษาโดยบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน สถานประกอบการ สถาบันศาสนา และสถาบันทางสังคมอื่นๆ การศึกษาบนฐานชุมชน กลุ่มชาติพันธุ์ พื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้คนรุ่นใหม่ รวมทั้งแหล่งเรียนรู้ทางสังคม ให้มีกลไกใหม่ คือ หน่วยงานเฉพาะที่รับผิดชอบโดยตรงและเข้าใจบริบทของการศึกษาทางเลือกอย่างแท้จริง มีระบบเงินอุดหนุน ระบบงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้และไม่ขึ้นกับความไม่พร้อมของเจ้าหน้าที่รัฐที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา มีกลไกประเมินที่ออกแบบมาสำหรับการเรียนรู้บนวิถีชีวิตตามความพร้อม วัย และศักยภาพรายบุคคล ไม่ใช่การนำระเบียบการเรียนการสอนแบบแมคโครในโรงเรียนมาครอบทับเป้าหมายคุณภาพที่มุ่งหวังของผู้เรียนที่เน้นศักยภาพรายบุคคลในระบบการศึกษาทางเลือก</p>



<p>แต่เธอก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การผลักดันกฎหมายใหม่ต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากฝ่ายการเมือง ต้องอาศัยความเข้าใจจากผู้มีอำนาจตัดสินใจ ในอดีตมีพรรคการเมืองมองว่าบ้านเรียนเป็น ‘กลุ่มเล็ก’ ที่ไม่คุ้มกับการลงทุนทางการเมือง แต่ปัจจุบันมีการทำงานเพื่อให้การศึกษาบ้านเรียนและศูนย์การเรียน นวัตกรรมการศึกษาของคนรุ่นใหม่เป็นโมเดลปฏิรูปการศึกษามากขึ้น การหยุดชะงักทางการเมืองทำให้เรื่องนี้ยังค้างอยู่ รอการเปิดลิ้นชักออกมาทำงานกันต่อ ขณะที่เครือข่ายการศึกษาทางเลือกก็ทำงานต่อไปไม่หยุดโดยใช้กฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องยืนยันสิทธิทางการศึกษาตามกฎหมาย&nbsp; เพื่อไม่ทำให้เด็กๆ ต้องหยุดรอการเติบโตจากความไม่พร้อมของหน่วยงานรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กให้ได้รับโอกาสเรียนรู้อย่างมีความสุขและมีความหมาย&nbsp;&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/2-4.jpg" alt="" class="wp-image-100126" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/2-4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/2-4-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/2-4-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/2-4-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/2-4-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ภาพกิจกรรม กสศ. x สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย</figcaption></figure></div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทุกคนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการศึกษา (ไม่ใช่แค่กระทรวง) ตามหลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิเด็ก</strong></h3>



<p>ในห้วง 10 ปีที่ถดถอย สิ่งที่แม่นิ่มมองว่าเป็นรากของปัญหาทั้งหมด ไม่ใช่การขาดทรัพยากร ไม่ใช่การขาดคน แต่คือความเชื่อที่ฝังลึกของเจ้าหน้าที่รัฐที่ขาดองค์ความรู้ด้านกฎหมายผนวกความกำกวมของรัฐธรรมนูญบัญญัติ ว่า การศึกษาเป็นหน้าที่ของรัฐ ทำให้เกิดการตีความใช้อำนาจจากเจ้าหน้าที่รัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว ขาดความเชื่อมโยงกับสิทธิทางการศึกษาด้วยหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอื่นๆ&nbsp; ความเชื่อนี้ทำให้ศักยภาพของภาคส่วนอื่นๆ ที่พร้อมจะร่วมจัดการศึกษาถูกปล่อยทิ้งไว้ให้ว่างเปล่า&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงอย่างเดียว ไม่ใช่หน้าที่ของโรงเรียนอย่างเดียว ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ปกครองเท่านั้น ทุกคนมีส่วนร่วมในการที่จะทำให้การศึกษาขับเคลื่อนไปเพื่อการพัฒนาคนทุกช่วงวัยให้เข้าถึงการศึกษาตามศักยภาพรายบุคคลได้ ผู้ประกอบการ ชุมชน ครูภูมิปัญญา หน่วยงานศาสนา สถาบันทางสังคมอื่น ๆ สามารถเป็นทั้งผู้จัดการศึกษาและผู้สนับสนุนได้ แต่ตอนนี้ถูกล็อกด้วยวิธีคิดรูปแบบเดียวคือการศึกษาในโรงเรียนของรัฐทั้งส่วนกลางและพื้นที่ มีการปัดงานกันไปมา ทางพื้นที่มักอ้างว่าต้องทำตามหน้าที่ เมื่อเราอ้างถึงหลักการทางกฎหมายก็ถูกอ้างกลับมาว่าทางต้นสังกัดสั่งไม่ให้ทำ ทางส่วนกลางก็อ้างว่ากระจายอำนาจการจัดการไปที่พื้นที่แล้ว&nbsp; เป็นแบบนี้กันก็เลยไม่เกิดความรับผิดรับชอบและยังไม่มีระบบพัฒนาการจัดการศึกษาทางเลือกตามหลักธรรมาภิบาล”</p>



<p>แม่นิ่ม<strong>เสนอให้ปรับบทบาทของรัฐจากการเป็น ‘เจ้าของผูกขาด’ มาเป็น ‘ผู้สนับสนุนระบบปฏิบัติงานด้วยหลักธรรมาภิบาลและประสานงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน มีกลไกและมาตรฐานการสนับสนุนที่เป็นธรรมกับการจัดการศึกษาทุกรูปแบบ’</strong> &nbsp;คือทำให้ทุกภาคส่วนสามารถจัดการศึกษาได้ตามกฎหมาย มีระบบรับรองคุณภาพที่ไม่ใช่แค่การล็อกเอารูปแบบโรงเรียนมาใช้&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เธอเชื่อว่าระบบการศึกษาของไทยยังมีศักยภาพที่ยังไม่ถูกใช้อีกมาก มีผู้คนอีกมากที่พร้อมจะทำงาน พร้อมจะร่วมสร้าง พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา แต่ถูกกีดกันด้วยกำแพงที่มองไม่เห็น กำแพงของความเชื่อว่า การศึกษาต้องทำแบบนี้ตามที่รัฐกำกับเท่านั้น กำแพงของระเบียบที่ปิดโอกาสไม่ให้เกิดการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน และกำแพงของความกลัวการอ้างอำนาจรัฐจนทำให้คนเลี่ยงไม่ใช้สิทธิอันชอบธรรม ทั้งที่ระเบียบและแนวปฏิบัติที่ถูกอ้างกันนั้นขัดแย้งกับหลักการและแนวทางของกฎหมายซึ่งมีช่องทางและวิธีการใหม่ที่ผู้คนในสังคมเลือกได้&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่ขาดไปจริงๆ ไม่ใช่ทรัพยากรและบุคลากรของรัฐ แต่คือ การขาดเจตจำนงของผู้รับผิดชอบภาครัฐที่มีความพร้อมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบใหม่ไม่เฉพาะกับสิทธิการจัดการศึกษาทางเลือกภาคสังคม แต่จะให้ระบบการศึกษาขยายพื้นที่รับรองการจัดการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลายและเป็นพลังสนับสนุนสิทธิการเรียนรู้ของผู้เรียนซึ่งมีศักยภาพในการเข้าถึงการเรียนรู้ตามศักยภาพความถนัดที่แตกต่างกันอย่างเป็นรูปธรรม เธอกล่าวย้ำ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/1-4.jpg" alt="" class="wp-image-100127" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/1-4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/1-4-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/1-4-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/1-4-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/1-4-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption class="wp-element-caption">ภาพกิจกรรม กสศ. x สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย</figcaption></figure></div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>25 ปี ที่ยังต้องผลักดันต่อไป</strong></h3>



<p>แม่นิ่มทำงานทั้งหมดนี้โดยไม่มีงบประมาณส่วนกลาง ไม่มีสำนักงานถาวร และไม่มีเงินเดือนรองรับ สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทยเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรขับเคลื่อนงานกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องระดับนโยบาย การเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการและคุ้มครองสิทธิผู้จัดการศึกษาทางเลือกและการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง เครือข่ายบ้านเรียนที่เธอและน้องๆ คนรุ่นใหม่ช่วยกันดูแลอยู่ขับเคลื่อนด้วยทรัพยากรส่วนตัว&nbsp; ด้วยความสัมพันธ์และองค์ความรู้ทางกฎหมายและวิชาการที่สะสมมาตลอด 25 ปี ด้วยพลังการทำงานร่วมกับเครือข่ายเพื่อรักษาความถูกต้องตามสิทธิขั้นพื้นฐานทางการศึกษาของผู้คน ผลลัพธ์การเรียนรู้ของลูกหลานที่ก้าวหน้าท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย การเติบโตและเรียนรู้อย่างมีความสุขของเด็กๆ จากรุ่นสู่รุ่น ทำให้พวกเราที่มีโอกาสทำงานร่วมกันด้วยความสุขและเติบโตไปด้วยกัน</p>



<p>ทุกวันนี้ เธอและน้องๆ เครือข่ายบ้านเรียนยังคงติดตามทวงคืนสิทธิการได้รับเงินอุดหนุนให้ครอบครัวที่ยังไม่ได้รับ ประสานสิทธิให้เด็กที่เจ้าหน้าที่อ้างระเบียบที่ไม่ถูกต้อง ผลักดันการปรับเปลี่ยนกฎหมาย ระเบียบ คู่มือ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังติดค้างการประชุมร่วมกับทั้งภาคการเมืองและภาคราชการ ทั้งหมดนั้นทำขนานไปกับงานรณรงค์และองค์ความรู้เชิงงานวิจัยที่เธอยังคงทำอยู่ในปัจจุบันกับลูกชายและเครือข่ายพัฒนาเครื่องมือประเมินที่หน่วยงานรัฐยังไม่ได้สร้างให้ เธอทำเพราะคิดว่าการแก้ปัญหารายวันไม่ยั่งยืน แต่ต้องการอำนวยความสะดวกและเผยแพร่ให้กับเครือข่ายการศึกษาทางเลือกขยายช่องทางความช่วยเหลือกันได้มากขึ้น ซึ่งหากไม่ทำ อาจมีเด็กๆ และผู้จัดการศึกษาที่อาจจะเสียโอกาสไปจากการใช้สิทธิอันชอบธรรมมากขึ้น</p>



<p>เมื่อถามถึงอนาคตของการศึกษาไทย เธอไม่ได้ตอบด้วยความหวังแบบโรแมนติก หรือหมดความหวัง เธอตอบด้วยการกระทำที่เร่งด่วนแต่สงบ&nbsp; เร่งด่วนเพราะเวลาไม่เคยรอ สงบเพราะเธอทำงานนี้มานานพอที่จะรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากคำสัญญาบนเวที แต่เกิดจากการทำงานที่ไม่หยุดนิ่งในทุกวัน</p>



<p>“ระบบการศึกษาของประเทศไทย ถ้าโครงสร้างการบริหารจัดการยังเป็นแบบนี้อยู่ ไม่น่าจะเวิร์ก เราต้องการการปฏิรูปโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการจากนักการเมืองและข้าราชการรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ใหม่ มีกระบวนทัศน์ใหม่ตรงกันว่า ควรจะแก้ไขตรงไหน ที่จะเกิดระบบใหม่ และทำให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมทำให้เกิดระบบการเรียนรู้ทุกรูปแบบ สำหรับคนทุกวัย ทุกศักยภาพ เชื่อมพื้นที่การเรียนรู้กับพื้นที่ชีวิตจริง ไม่ใช่เป็นบล็อกแบบเดิมที่อาจเคยเหมาะกับยุคหนึ่ง แต่ใช้ไม่ได้แล้วในตอนนี้”</p>



<p>แล้วเธอก็หยุดพักสักครู่ ก่อนจะพูดประโยคที่เธอพูดซ้ำมาตลอด 25 ปี ในที่ประชุมนับไม่ถ้วน ในการเจรจานับไม่ถ้วน และในชีวิตจริงของเด็กนับร้อยคนในแต่ละปีการศึกษาที่เธอทำงานร่วมกับเครือข่ายมา</p>



<p>“เด็กไม่เคยหยุดเติบโต พวกเขาไม่รอคุณทำงานแบบนี้กันหรอกนะ”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-240226/">จากบ้านเรียน สู่การเปลี่ยนแปลงกฎหมายการศึกษา เพราะ “เด็กเรียนรู้ผ่านอายตนะทั้ง 6 ไม่ใช่แค่นั่งฟังในห้องเรียน” ว่าด้วย “การพิสูจน์ทฤษฎีด้วยชีวิตจริง” ของแม่และลูกที่กลายเป็นต้นแบบ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เพราะในโลกผันผวนการศึกษายืดหยุ่นไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางสายสำคัญในการอยู่รอดและเติบโต</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-040226/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 09:13:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=99334</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางประเด็นปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำและสถานการณ์เด็ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-040226/">เพราะในโลกผันผวนการศึกษายืดหยุ่นไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางสายสำคัญในการอยู่รอดและเติบโต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางประเด็นปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำและสถานการณ์เด็กและเยาวชนไทย การออกแบบการศึกษาให้สอดรับกับโลกที่ซับซ้อนย่อมเป็นเรื่องสำคัญ</p>



<p>เมื่อมองเรื่องการศึกษาและการเรียนรู้อย่างละเอียดอ่อน เราจะพบว่าคุณค่าของการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องวุฒิการศึกษาหรือคะแนนสอบ แต่หมายรวมไปถึงการส่งเสริมคุณค่าความหมายของมนุษย์ที่แตกต่างหลากหลาย ดังนั้นการศึกษาที่ไม่ยึดอยู่กับระบบที่แข็งตัวจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างคุณค่าเหล่านี้</p>



<p><strong>รศ.ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง</strong>&nbsp;อนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กสศ. คือคนที่ศึกษาประเด็นเรื่องการศึกษาที่เชื่อมโยงกับคุณค่าความหมายของมนุษย์ และศึกษาเรื่องการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความแตกต่างหลากหลายของเด็ก&nbsp;</p>



<p>บทสนทนาต่อจากนี้ว่าด้วยคำถามที่ว่า คุณค่าที่แท้จริงของการศึกษาและการเรียนรู้คืออะไร เราจะสร้างการศึกษาที่โอบรับเด็กอย่างไร และอะไรคือปลายทางความสำเร็จของการศึกษาที่แท้จริง&nbsp;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อาจารย์เคยเปรียบเทียบการทำความเข้าใจปัญหาเด็กและเยาวชนไทย ให้เหมือนการทำความซับซ้อนของป่า อยากให้ลงรายละเอียดตรงนี้อีกครั้งว่าหมายถึงอะไร และเราควรตั้งหลักในการมองปัญหานี้อย่างไร</strong></h3>



<p>การมองเด็กในภาพใหญ่เชิงปริมาณว่ามีเด็กนอกระบบกี่แสนกี่ล้านคน ว่าไปแล้วอาจกว้างเกินไปที่จะทำให้เข้าใจสภาพปัญหาของเด็กๆ เพราะเกณฑ์ที่เราใช้แบ่งประเภทเด็กนั้นยังละเอียดไม่พอ เนื่องจากเหตุปัจจัยของการเป็นเด็กยากจน เด็กติดยาเสพติด หรือเด็กแก๊งนั้นมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน รวมถึงประเด็นที่เด็กมองอนาคตตัวเอง มองความหมายของชีวิต หรือมองความหมายของการศึกษา ก็มีรายละเอียดแตกต่างกัน เราไม่สามารถไปตีขลุมว่าเด็กเหมือนกัน แล้วจัดกระบวนการเหมือนกัน สุดท้ายก็จะเข้าร่องเดิม ดังนั้นเราต้องมาดูว่าจะจัดการศึกษาอย่างไรให้สอดคล้องกับความหลากหลายเหล่านี้</p>



<p>เพราะฉะนั้นถ้าจะต้องทำงานเพื่อทำความเข้าใจกับความซับซ้อนเหล่านี้ เราจำเป็นต้องสร้างกลไก สร้างบริบท หรือสร้างพื้นที่เพื่อให้เห็นรายละเอียดพวกนี้ในชีวิตของเด็กๆ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางอื่นนอกจากเราต้องไปทำงานใกล้ชิดมากขึ้น จะเรียกว่าเป็นการกระจายอำนาจหรือการสร้างนิเวศการเรียนรู้ของเด็กๆ ก็แล้วแต่ แต่ทั้งหมดทั้งปวงคือเรากำลังเข้าไปรู้จักเด็กให้ลึกขึ้น เข้าใจสภาพปัญหาและความต้องการของเขาให้มากขึ้น ให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกของเขามากขึ้น</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทำอย่างไรเราถึงจะเข้าใจเด็กที่มีปัจจัยชีวิตต่างกัน ควรมีวิธีการเข้าไปทำงานกับเด็กอย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>เรื่องนี้มีทั้งวิธีการและวิธีคิด วิธีการคือเรามีเครื่องไม้เครื่องมือ มีคน มีพี่เลี้ยง มี case manager ส่วนวิธีคิดคือเราต้องกลับมาตั้งคำถามว่าการศึกษาคืออะไร การเรียนรู้คืออะไร และการศึกษามีไว้เพื่ออะไร ตรงนี้จะเป็นตัวตั้งต้นที่สำคัญ&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่ผมพยายามชี้ให้เห็นก็คือ <strong>การเรียนรู้กับการศึกษาไม่เหมือนกัน การเรียนรู้เป็นธรรมชาติ เป็นสิ่งที่มนุษย์แต่ละคนมี</strong> การเรียนรู้มีเส้นทาง รูปแบบ และความถนัดไม่เหมือนกัน เช่นเด็กตามหัวไร่ปลายนาที่อยู่กับท้องทุ่งภูเขาต้นไม้ เขาก็จะมีวิธีเรียนรู้อีกแบบหนึ่ง บางคนใช้สติปัญญา บางคนใช้ประสบการณ์ บางคนก็เรียนรู้จากความผิดพลาด นี่คือการเรียนรู้ แต่<strong>การศึกษาคือระบบที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเราอาจพูดถึงการศึกษาได้ในสามกรอบคิดใหญ่</strong></p>



<p><strong><em>การศึกษาในกรอบคิดแรก</em></strong> <strong>คือการศึกษาที่เป็นวิถีและเครื่องมือในการพัฒนามนุษย์</strong> ทำให้มนุษย์ได้รับการฟูมฟักขึ้นมา แล้วสามารถพึ่งตัวเองได้&nbsp;รู้จักตัวเอง อยู่ร่วมกับสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ มีเครื่องมือในการประกอบสัมมาชีพ&nbsp;เห็นคุณค่าตัวเอง และชื่นชมธรรมชาติสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งในวิถีวัฒนธรรม วิถีของศาสนา หรือวิถีของชุมชน ก็จะมีการศึกษาในความหมายนี้อยู่&nbsp;</p>



<p>ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้น เช่น สมัยก่อนถ้าจะเรียนรู้การศึกษาเราต้องไปบวชใช่ไหม การบวชก็เป็นกระบวนการ ตั้งแต่การฝึกทางด้านจิตใจ&nbsp;เรียนรู้เรื่องศีลและวินัย&nbsp;หรือแม้แต่เรื่องช่าง ศิลปะ งานก่อสร้าง หรือการแพทย์ที่อยู่ในวัด เพราะฉะนั้นการจัดการศึกษาจะมีหลายแบบมาก&nbsp;การศึกษาที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติแบบนี้ก็จะเป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่นโดยธรรมชาติของมัน&nbsp;หมายถึงเอาเป้าหมายเป็นตัวตั้ง แต่รูปแบบจะหลากหลายมาก&nbsp;</p>



<p><strong><em>การศึกษาในกรอบคิดที่สอง</em></strong> <strong>คือการศึกษาที่เชื่อมโยงกับรัฐ</strong>&nbsp;ซึ่งรัฐมีเรื่องอุดมการณ์และวิธีคิดทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมอยู่&nbsp;เราต้องยอมรับว่ารัฐต้องจัดการศึกษาเพื่อประโยชน์ทางการเมือง&nbsp;รัฐจะใส่อุดมการณ์และวิธีคิดลงไปในการศึกษา&nbsp;การศึกษาเป็นเครื่องมือในการหล่อหลอมผู้คนให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐ&nbsp;</p>



<p>ยกตัวอย่างเช่นการศึกษาของไทยสมัยสงครามเย็นจะพูดถึงลัทธิมาร์กซ์หรือสังคมนิยมไม่ได้&nbsp;หรือในบางประเทศจะพูดถึงเรื่องทุนนิยมหรือตั้งคําถามกับรัฐไม่ได้&nbsp;หรือในกรณีที่รัฐต้องการสร้างคนเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจ ก็ต้องสร้างคนที่สอดรับกับอุดมการณ์เศรษฐกิจของรัฐ รวมถึงการใส่อุดมคติเรื่องพลเมืองที่ดีของรัฐไปด้วย เพราะฉะนั้นการศึกษารูปแบบนี้&nbsp;รัฐต้องเข้ามาดูแลว่าเนื้อหาควรจะเป็นอย่างไร เป็นการศึกษาที่ถูกออกแบบโดยมีอุดมการณ์ของรัฐอยู่ข้างหลัง&nbsp;</p>



<p><strong><em>การศึกษาในกรอบคิดที่สาม</em> คือการศึกษาในความในกรอบของคําว่า ‘ความรู้’&nbsp;ซึ่งเป็นกรอบทางวิทยาศาสตร์ </strong>การศึกษาในช่วงหลังเราได้รับจากตะวันตกมา มีการสอบได้กับสอบตก ซึ่งการสอบได้แปลว่าต้องรู้ในสิ่งที่ครูบอก ซึ่งครูก็เอามาจากชุดความรู้อีกทอดหนึ่ง เช่น อาหารมีกี่หมู่ พืชมีกี่ชนิด ร่างกายมีกี่ส่วน ฯลฯ อันนี้คือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเกิดจากความเชื่อว่าการรู้ในกฎเกณฑ์ธรรมชาติจะทำให้เราเกิดปัญญาในการแก้ปัญหา เอาชนะความทุกข์ ความหิว ความจนได้&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/a-2.jpg" alt="" class="wp-image-99339" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/a-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/a-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/a-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/a-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/a-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>กระบวนการเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์ก็จะมีกรอบของการเรียนรู้ว่าต้องเรียนวิชาอะไรและจะเรียนรู้อย่างไร&nbsp;ซึ่งพอบอกว่าความรู้ที่แท้จริงเป็นอย่างไรทั้งในทางสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์&nbsp;ก็จะทำให้มีการประเมินตามมา การประเมินก็ต้องพูดถึงมาตรฐาน และเมื่อพูดถึงมาตรฐานก็ต้องพูดถึงระบบ ซึ่งโรงเรียนก็เข้ามาดูแลระบบนี้&nbsp;</p>



<p>จากการศึกษาทั้งสามกรอบที่ผมกล่าวมา กรอบที่สองกับสามเป็นตัวที่ทำให้ระบบการศึกษามีรูปแบบ (format) และกลายมาเป็นเรื่องการเอาเป้าหมายและวิธีคิดทางการศึกษาเป็นตัวตั้ง&nbsp;ทำให้ความหมายของการศึกษาในกรอบแรกที่หมายถึงความงอกงาม&nbsp;การเติบโต และการเรียนรู้ ถูกถอยออกไป ทำให้ความยืดหยุ่นหาย</p>



<p>ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการสมดุล ไม่ได้แปลว่าการศึกษาทั้งสามกรอบต้องขัดแย้งกัน&nbsp;แต่แน่นอนว่ากรอบที่สองกับสามมีความแข็งตัวโดยธรรมชาติ&nbsp;เพราะอาจไม่ได้ให้คุณค่ากับเรื่องการเรียนรู้ หรืออาจถูกอธิบายว่าการเรียนรู้ต้องมีขั้นตอนแบบไหนบ้าง ต้องรู้ในสิ่งไหนบ้าง&nbsp;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หากพูดถึงการศึกษายืดหยุ่น อาจารย์มองว่าการศึกษายืดหยุ่นมีความหมายอย่างไร และจะเข้ามาแก้โจทย์เรื่องความหลากหลายของเด็กอย่างไร&nbsp;</strong></h3>



<p><strong>การศึกษายืดหยุ่นไม่ได้เป็นแค่ทางเลือก&nbsp;แต่เป็นความจำเป็นที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดและการเติบโตในโลกปัจจุบัน</strong> ตอนนี้เวลาเราพูดถึงการศึกษายืดหยุ่น&nbsp;เรามักบอกว่าการศึกษาในระบบแข็งตัว&nbsp;และเพราะระบบที่แข็งตัวจึงทำให้เด็กจำนวนหนึ่งหลุดออกไปจากระบบ เนื่องจากระบบไม่สอดคล้องกับเด็กเหล่านั้น&nbsp;เราถึงต้องเปิดทางเลือกให้ การศึกษายืดหยุ่นกลายเป็นทางเลือกสำหรับเด็กล้านกว่าคนที่อยู่ในระบบไม่ได้&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แต่จริงๆ แล้วข้อมูลจากวิจัยที่ผมทำให้ กสศ. เรื่องห้องเรียนข้ามขอบ เราพบว่า<strong>เด็กในระบบโรงเรียนก็ต้องการความยืดหยุ่น เขาอาจปรับตัวได้ในเรื่องทางเศรษฐกิจหรือการเรียนแบบรายวิชา แต่ลึกๆ แล้วเขาก็อยากแสวงหาสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในห้องเรียน เขาควรใช้เวลาและมีทางเลือกในการเรียนรู้ที่มากกว่าแบบเดิม</strong> เพราะฉะนั้นถ้ามองในมุมนี้ การศึกษายืดหยุ่นจึงไม่ใช่ยาระงับปวดให้เด็ก แต่ความยืดหยุ่นควรเป็นธรรมชาติที่เราต้องจัดสรรให้ ซึ่งย้อนกลับมาที่สองประเด็นสำคัญคือ</p>



<p><strong><em>ประเด็นแรก </em></strong><strong>เราควรเข้าใจและยอมรับว่าธรรมชาติการเรียนรู้เป็นลักษณะเฉพาะของบุคคลด้วย</strong> เขามีธรรมชาติแบบใด มีจริตอย่างไร หรือเขาอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน เพราะฉะนั้นการจัดการศึกษาจึงไม่ควรเป็นแบบเดียว</p>



<p><strong><em>ประการที่สอง</em></strong><strong>&nbsp;ทุกวันนี้มีระบบที่ทำให้เห็นว่าการศึกษาในระบบโรงเรียนที่แหล่งความรู้มาจากครู อาจไม่ใช่คำตอบแล้ว</strong>&nbsp;ด้วยเทคโนโลยีการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ทำให้เห็นว่าความรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถาบันการศึกษาแล้ว และทำให้เห็นว่าการศึกษาที่ยืดหยุ่นไม่ใช่เป็นแค่ทางเลือกแล้ว แต่หน่วยงานรัฐหรือผู้เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการหรือนักวิชาการ มักให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐาน การประเมิน และคุณภาพเป็นหลัก วิธีคิดลักษณะนี้เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวและสอดคล้องกับกรอบคิดการศึกษาแบบที่สามที่คุ้นชินกันมา</p>



<p>ในความเป็นจริง แหล่งของความรู้และการเรียนรู้มีอยู่หลากหลายและไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในระบบทางการเท่านั้น ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าแหล่งเรียนรู้เหล่านี้ไม่มีประสิทธิภาพหรือขาดคุณภาพหรือไม่ แต่เป็นเพราะเรายังขังตัวเองอยู่ในกรอบของระบบการศึกษาที่เป็นทางการเพียงรูปแบบเดียว ทำให้ปรับตัวยาก&nbsp;</p>



<p>ในเชิงอุดมคติ แม้แต่ในระบบการศึกษาที่เป็นทางการก็ต้องเรียนรู้ที่จะยืดหยุ่นให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากภายในระบบมีปัจจัยหลายประการที่ตรึงความไม่ยืดหยุ่นไว้ ทั้งโครงสร้างการบริหารจัดการ ระบบราชการ และข้อจำกัดด้านงบประมาณ ยังมีปัจจัยด้านวิธีคิดทางวิชาการเกี่ยวกับความรู้ ซึ่งถูกสร้างและถ่ายทอดผ่านมหาวิทยาลัยและกระบวนการผลิตครู ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งแยกความถนัดตามรายวิชา หรือกรอบกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระบบขาดความยืดหยุ่น<br>ปัจจัยที่ตรึงระบบไว้อย่างเข้มข้นที่สุด คือวิธีคิดเกี่ยวกับคำว่า ‘การเรียนรู้’ ว่าหมายถึงอะไร วิธีคิดนี้ฝังรากลึกอยู่ในระบบการศึกษา <strong>เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องทำให้ระบบการศึกษากระแสหลักอ่อนตัวลง และเปิดพื้นที่ให้มีทางเลือกมากขึ้น</strong> ระบบควรมองเห็นแหล่งความรู้ที่หลากหลายว่าเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของเด็ก <strong>ขณะเดียวกัน ควรทำความเข้าใจใหม่ว่าคำว่า ‘คุณภาพ’ และ ‘ประสิทธิภาพ’ ของการเรียนรู้สามารถประเมินได้หลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงคะแนนสอบ</strong> แต่รวมถึงผลลัพธ์ที่สะท้อนผ่านพฤติกรรม บุคลิกภาพ และกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งอาจก้าวไปไกลกว่าคะแนน เพราะฉะนั้นการทำให้ระบบการศึกษาปกตินั้นยืดหยุ่นก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อยากชวนอาจารย์คลี่การศึกษายืดหยุ่นออกมาเป็นรูปธรรม ว่าใช้การเรียนการสอนแบบไหนได้บ้าง&nbsp;</strong></h3>



<p>ผมคิดว่ามองได้ในสองภาพใหญ่ ภาพแรกคือ หากเราต้องการทำให้การศึกษามีความยืดหยุ่นจริงๆ ต้องมาคิดว่าเราจะสามารถออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ได้อย่างไรบ้าง และภาพที่สองคือ หากเรายังอยู่ในระบบการศึกษาแบบโรงเรียน เราจะนำแนวคิดเรื่องความยืดหยุ่นเข้าไปอยู่ในระบบนั้นได้อย่างไร</p>



<p><strong>ในภาพแรก หากเราเอาเด็กเป็นตัวตั้ง มองจากความสนใจ ชีวิต และบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละคน จะเห็นว่าเส้นทางการเรียนรู้มีได้หลากหลาย และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์เดียวกันได้</strong> ไม่ว่าจะเป็นทักษะการคิดคำนวณ ทักษะการใช้ภาษา ทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น หรือทักษะการค้นพบตัวเอง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวิชาในห้องเรียน แต่สามารถผสานไปกับชีวิตจริงได้ โดยไม่จำเป็นต้องแยกชีวิตกับการเรียนออกจากกัน</p>



<p>ในกรณีนี้ สิ่งสำคัญคือการออกแบบการเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น เด็กที่ต้องทำงานเป็นลูกจ้างในปั๊มน้ำมันเพื่อเลี้ยงชีพ เราจะทำให้การทำมาหากินของเขากลายเป็นการเรียนรู้ได้อย่างไรโดยที่ยังมีเป้าหมายเดิม เช่น การคิดคำนวณ การสื่อสาร หรือการพัฒนาทักษะอาชีพ ฯลฯ หากมองให้ลึกลงไป ชีวิตในปั๊มน้ำมันเต็มไปด้วยองค์ความรู้ ทั้งการทอนเงิน การจัดการสต็อก การสื่อสารกับลูกค้า และการบริหารจัดการเวลา นี่เป็นตัวอย่างว่าถ้าเราเอาเด็กเป็นตัวตั้ง เราจะออกแบบการเรียนรู้เพื่อบรรลุเป้าหมายได้</p>



<p><strong>สำหรับภาพที่สอง คือกรณีในระบบโรงเรียน ผมคิดว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่ครู ครูจำเป็นต้องตั้งคำถามและถอดถอนความเชื่อเดิมว่าการเรียนรู้มีเพียงเส้นทางเดียว</strong> หรือมีเพียงความรู้ในตำราที่ต้องถ่ายทอด เพราะในความเป็นจริง เด็กมีความหลากหลาย และการเรียนรู้ก็มีหลายลู่ทาง หากครูสามารถยอมรับความหลากหลายนี้ได้ ก็จะสามารถออกแบบการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/news-19may_220519_0003.jpg" alt="" class="wp-image-55970" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/news-19may_220519_0003.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/news-19may_220519_0003-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/news-19may_220519_0003-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/news-19may_220519_0003-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/news-19may_220519_0003-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p><strong>ในปัจจุบันก็ยังมีระบบในการเรียนต่อและสอบเข้าที่แข็งตัวอยู่ เช่นเด็กต้องสอบไล่ระดับไปเรื่อยๆ จนถึงมหาวิทยาลัย หลายคนก็เชื่อว่านี่คือเส้นทางสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและความสำเร็จ ในกรณีนี้การศึกษายืดหยุ่นจะยังตอบโจทย์เส้นทางเหล่านี้อยู่หรือไม่</strong></p>



<p>เส้นทางชีวิตที่กล่าวมา ผมว่ากําลังถูกท้าทายมากขึ้นว่าอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย การเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอาจไม่ได้แปลว่าสำเร็จเสมอไป และถึงจะศึกษาความรู้ไปถึงลำดับบนๆ ที่ว่านั้น ความรู้ที่ว่าก็อาจใช้ประโยชน์ไม่ได้ ในปัจจุบันเรามีเส้นทางให้เลือกเยอะมาก มีตัวอย่างให้เห็นมากมายนะว่าความสำเร็จในชีวิตมาจากหลายลู่ทาง&nbsp;</p>



<p>ถ้าพูดถึงเรื่องวุฒิการศึกษาในการใช้สมัครงาน ปัจจุบันเรามีหนทางในการได้วุฒิหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นทางตรงแบบนี้ ซึ่งทั้งหมดก็ย้อนกลับมาว่า ระบบการศึกษาแบบทางการก็เป็นหนึ่งในทางเลือกของความยืดหยุ่นนะ&nbsp;เราสามารถเปิดทางเลือกให้ส่งต่อกันไปมาได้ทั้งระบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งหมดนี้คือความยืดหยุ่น&nbsp;</p>



<p>แต่ทั้งหมดก็มาถึงประเด็นสุดท้ายที่สำคัญมากคือ&nbsp;ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาแบบทางการหรือไม่ทางการ&nbsp;ต้องกลับมาที่ว่าการศึกษาสามารถสร้างให้เด็กพึ่งตนเองได้&nbsp;เห็นคุณค่าตัวเอง มีความสุข&nbsp;และประกอบสัมมาชีพได้หรือไม่ ตรงนี้คือหัวใจ&nbsp;เป็นอีกคุณค่าหนึ่งที่สำคัญมาก&nbsp;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เราจะสร้างการเรียนรู้แบบไหนที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าความหมาย&nbsp;</strong></h3>



<p>เป็นเรื่องของการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ต้องยอมรับว่ากระบวนการที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าคุณค่าตัวเองหายไป&nbsp;ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิธีการนิยามความสำเร็จของการศึกษาจากคะแนน ลำดับที่ หรือสถาบันที่เรียนอยู่ แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็นว่าเรียนรู้แล้วได้อะไร เด็กก็จะเกิดความปีติจากการเรียนรู้เอง แต่เมื่อการศึกษาทำให้คนรู้สึกถูกด้อยค่า ไม่ประสบความสำเร็จในการศึกษา เพราะมีเกณฑ์มาตรฐานในการบอกว่าคุณเก่งหรือไม่เก่ง ก็จะไม่ทำให้เด็กรู้สึกมีคุณค่า</p>



<p>ในห้องเรียนหนึ่งอาจมีเด็กสักสิบคนเท่านั้นแหละที่มีความสุข&nbsp;เพราะได้คะแนนเต็ม คำถามคือแล้วคนที่เหลือเขารู้สึกอย่างไร ก็มีคนเสนอว่า ให้เปลี่ยนเกณฑ์ทำให้ได้ที่หนึ่งทุกคน เช่น ที่หนึ่งในการในการถูพื้น ที่หนึ่งในความละเอียด ที่หนึ่งในการดูนก ฯลฯ เมื่อเป็นแบบนี้ เด็กแต่ละคนจะมีฉันทะที่อยากเรียนรู้สิ่งที่เป็นความสนใจของเขา การที่เขาได้รู้ว่าตัวเองสนใจอะไรแล้วได้ทำตามสิ่งที่เขาสนใจ โดยธรรมชาติมันเป็นปีติสุขโดยตัวมันเอง มีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้ว</p>



<p>ผมอยากพูดถึงเรื่องการประเมินด้วย คือเรามักจะมองความล้มเหลวเป็นความสูญเสีย ในความหมายที่ว่ามันไม่เป็นไปตามเป้า เช่น ถ้าเด็กทำข้อสอบผิด เด็กจะถูกลงโทษ ไม่ได้คะแนน สอบตก ต้องสอบซ่อม แต่ในโลกความจริงของชีวิต การทำผิดสอนเรามากกว่าการทำถูก เช่นเราทำข้อสอบในห้องแล้วออกมารู้ว่าตอบผิด เราจะไม่ทำข้อนี้ผิดอีกเลย</p>



<p>ความผิดพลาดหลายเรื่องในชีวิตการศึกษา&nbsp;สามารถหยิบมาเป็นแบบฝึกหัดเพื่อทำให้คนเติบโตได้ ถ้าอยากทำให้การศึกษาเกิดคุณค่า เราต้องไม่มองว่าความผิดพลาดของเด็กคือความล้มเหลว&nbsp;แต่คือบทเรียน ทำให้เขารู้ว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้ไม่เกิดสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นเราต้องกลับไปที่กระบวนการเรียนรู้&nbsp;ไม่ใช่เรื่องของการจำหรือเชื่อในสิ่งที่ตําราหรือครูบอกว่าใช่ ความผิดพลาดต่างหากที่เป็นบทเรียนสำคัญ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คุณค่าความหมายของการศึกษาสำคัญต่อมนุษย์คนหนึ่งอย่างไรบ้าง&nbsp;</strong></h3>



<p>แล้วแต่เรานิยามว่าการศึกษาคืออะไร&nbsp;ถ้าการศึกษาหมายถึงระบบโรงเรียน การเรียนหนังสือ หรือความรู้วิชาการ&nbsp;อันนี้ก็เป็นความหมายหนึ่งที่เราเห็นทั่วไป แต่ถ้าเราพูดการศึกษาในความหมายของคำว่า ‘สิกขา’ ก็จะอธิบายอีกแบบหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>ธรรมชาติของมนุษย์มีสัญชาตญาณ&nbsp;แต่สัญชาตญาณถูกใช้ค่อนข้างจำกัด เราต้องมีการเรียนรู้เพิ่มเติม&nbsp;ผมยกตัวอย่างเต่าทะเลเวลาออกจากไข่&nbsp;มันจะรู้เองเลยว่าต้องเดินไปทางไหนแล้วลงทะเล&nbsp;เป็นความรู้ที่อยู่ในสัญชาตญาณโดยไม่ต้องมีใครไปสอน&nbsp;แต่สำหรับมนุษย์ สัญชาตญาณอย่างเดียวไม่พอ&nbsp;เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น มีเรื่องศีลธรรม มารยาท ความสัมพันธ์ และต้องเรียนรู้ที่จะดูแลภายในจิตใจตัวเอง เข้าใจความงดงามและเห็นธรรมชาติของจิตใจตัวเอง รู้จักความสุขความทุกข์ของตน เข้าใจความเป็นจริงของโลก และรู้ว่าตัวเองจะวางท่าทีกับมันอย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากของการเรียนรู้ ซึ่งหลายเรื่องที่เราเรียนรู้ทุกวันนี้ ไม่ทำให้เราเห็นความเป็นจริงเท่าไรนัก</p>



<p>ดังนั้นถ้าถามว่าการศึกษาสำคัญอย่างไร คำว่าการศึกษาเพื่อมีอาชีพ เพื่อได้ปริญญา หรือเพื่อมีตำแหน่งนั้น ถือเป็นส่วนที่อยู่ผิวมากเลย แต่การศึกษาในความหมายที่ควรจะเป็นคือการศึกษาที่ทำให้เรามีชีวิตร่วมกับผู้อื่นอย่างสงบสุข สามารถจัดการภายในตัวเองได้เวลาเจอกับความผิดหวังและความไม่แน่นอน และสามารถเห็นความเป็นจริงในโลก ในชีวิต ในผู้คน จนกระทั่งวางท่าทีที่ถูกต้อง ผมพูดในความหมายที่นามธรรมและกว้าง เพื่อบอกว่าการศึกษาที่แท้จริงควรจะหมายถึงสิ่งเหล่านี้</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-040226/">เพราะในโลกผันผวนการศึกษายืดหยุ่นไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางสายสำคัญในการอยู่รอดและเติบโต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Mobile School เพราะการศึกษา ควรเคลื่อนที่ไปหา และมอบอำนาจการเรียนรู้ให้เด็ก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-270126/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Jan 2026 08:18:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[Mobile school]]></category>
		<category><![CDATA[พิมพ์ชนก จอมมงคล]]></category>
		<category><![CDATA[CYF]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=99226</guid>

					<description><![CDATA[<p>พิมพ์ชนก จอมมงคล เจ้าหน้าที่มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-270126/">Mobile School เพราะการศึกษา ควรเคลื่อนที่ไปหา และมอบอำนาจการเรียนรู้ให้เด็ก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 class="wp-block-heading"><strong>พิมพ์ชนก จอมมงคล เจ้าหน้าที่มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน (CYF) และผู้ประสานงานเครือข่ายการศึกษายืดหยุ่น และ Mobile School Thailand</strong></h3>



<p></p>



<p>เมื่อพูดถึง Mobile School ในไทย แม้จะไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรบันทึกไว้ แต่น่าจะกล่าวได้ว่า ครูตูน พิมพ์ชนก จอมมงคล และทีมงาน CYF (Children and Youth Development Foundation) คือผู้คนกลุ่มแรกๆ ที่ริเริ่ม ผลักดัน และเชื่อมร้อยเครือข่ายให้เข้มแข็ง จนแนวคิด Mobile School ก่อเกิด และเริ่มกระจายตัวเป็นวงกว้างในปัจจุบัน</p>



<p>Mobile School เริ่มก่อตัวช่วงแรก จากการพยายามมองหาทางออกทางการศึกษาให้แก่เด็กในกระบวนการยุติธรรม หรือสถานพินิจจังหวัดนครพนม ซึ่งจากการที่ครูตูนและทีม CYF ได้เข้าไปจัดพื้นที่การเรียนรู้และการเทียบโอนวุฒิการศึกษาให้แก่เด็กกลุ่มนี้ จนเจอ pain point ว่า หลายครั้งที่เด็กออกไปจากรั้วสถานพินิจแล้ว เขาไม่ได้รับการส่งเสริมหรือมีโอกาสได้เรียนรู้ต่อ จนขาดความรู้ไปจนถึงขาดวุฒิการศึกษา อันทำให้เด็กเหล่านี้เสี่ยงตกอยู่ในวังวนแรงงานไร้ทักษะ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่ออนาคตของเด็กและอนาคตของประเทศ</p>



<p>จากความตั้งใจที่อยากหาพื้นที่เรียนรู้ให้เด็กสถานพินิจจังหวัดนครพนมได้เรียนอย่างต่อเนื่องจนได้วุฒิ ณ วันนี้ Mobile School ได้ขยายความฝันและภารกิจ จนกลายมาเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่โอบกอดความฝันของเด็กหลากหลายกลุ่ม พร้อมกับทำงานกับภาคีเครือข่ายในหลายท้องถิ่น เพื่อเป้าหมายคือ พาการศึกษายืดหยุ่นไปถึงมือเด็ก และขยายศักยภาพเด็กให้ตอบโจทย์ชีวิตเขามากที่สุด</p>



<p>ด้านล่างนี้คือบทสนทนา ที่จะทำให้ผู้อ่านได้รู้จักที่มาที่ไปของ Mobile School, เป้าหมายที่ครูตูนมีต่อการศึกษาไทย, รวมถึงมุมมองและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จากผู้หญิงคนหนึ่ง ที่คลุกวงในกับการศึกษายืดหยุ่นมาตลอดหลายปี</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/03-ให้วุฒิการศึกษา-07.jpg" alt="" class="wp-image-99229" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/03-ให้วุฒิการศึกษา-07.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/03-ให้วุฒิการศึกษา-07-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/03-ให้วุฒิการศึกษา-07-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/03-ให้วุฒิการศึกษา-07-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/03-ให้วุฒิการศึกษา-07-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จุดเริ่มต้นของคำถาม และการพบกับ CYF</strong></h3>



<p>ย้อนกลับไปเกือบหนึ่งทศวรรษก่อนที่แนวคิด Mobile School จะถือกำเนิด ครูตูนเริ่มต้นการเดินทางในฐานะครูอาสาบนพื้นที่ราบสูงปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่นั่นเธอได้พบกับเด็กกลุ่มชาติพันธุ์บนดอยมีทักษะชีวิตสูงน่าทึ่ง แต่กลับไร้ซึ่ง &#8220;ความฝัน&#8221; ในอนาคต สิ่งเหล่านี้ทำเธอเริ่มตั้งคำถามต่อระบบการศึกษา</p>



<p>คำถามนั้นทำให้ครูตูนตัดสินใจร่วมงานกับมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน (CYF) ภายใต้การนำของ <strong>คุณวิทิต เติมผลบุญ</strong> หรือ &#8220;พี่หน่อง&#8221; ผู้ที่คลุกคลีกับการสร้างโรงเรียนบนดอยมานาน บทเรียนสำคัญที่ CYF ได้รับคือโรงเรียนรูปแบบรัฐมักจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เด็กออกจากหมู่บ้านจนชุมชนล่มสลาย <strong>&#8220;พี่หน่องเลยเรียนรู้</strong><strong>ว่า โรงเรียนมันผลักให้เด็กออกจากชุมชน CYF จึงเปลี่ยนมาทำเรื่องการศึกษากับวัฒนธรรม รวมถึงเริ่มช่วยชุมชุมจัดตั้งศูนย์การเรียน&#8221;</strong></p>



<p>พวกเขาจึงหันมาใช้ช่องทางตามกฎหมายมาตรา 12 ของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ เพื่อให้ชุมชนสามารถจัดการศึกษาได้เอง โดยมีศูนย์การเรียนแห่งแรกของประเทศไทยคือบ้านห้วยพ่าน อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ส่วนครูตูนเข้าร่วมเป็นครูอาสาที่ศูนย์การเรียนแห่งที่ 2 ของ CYF คือ ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง &#8211; วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร ที่สังขละบุรี กาญจนบุรี</p>



<p>แต่จุดพลิกผันที่สำคัญจริงๆ กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อเธอและทีม CYF เข้าไปทำงานที่จังหวัดนครพนม</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>วุฒิการศึกษาในฐานะอำนาจและการคืนคุณค่าให้ชีวิต</strong></h3>



<p>ในปี 2563 ช่วงที่โควิด-19 ทำให้เด็กนับแสนคนหลุดออกจากระบบการศึกษา ครูตูนและทีม CYF ได้ขยายภารกิจไปทำงานร่วมกับเด็กในสถานพินิจจังหวัดนครพนม ภายใต้โครงการสนับสนุนการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษา โดยเครือข่ายเชิงพื้นที่: ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดนครพนม) การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่นั่นเธอพบว่าเด็กเกือบทั้งหมดหลุดออกจากระบบการศึกษาเนื่องจากเงื่อนไขทางอายุและภาระชีวิต</p>



<p>&#8220;เด็กกลุ่มนี้เขาอายุ 15-18 ปีแล้ว แต่เขาหยุดเรียนมาตั้งแต่ ป.4 ป.5 บางคนเรียนแค่ ป.1 ต้องใช้เวลาอีก 6 ปีถึงจะจบ ม.3 ถ้าให้เขากลับไปนั่งเรียนกับเด็กประถมต้น หรือต้องขึ้นรถไปเรียนไกลหลายสิบกิโล มันเป็นไปไม่ได้&#8221; ครูตูนอธิบายถึงความท้าทายที่พบ</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-6.jpg" alt="" class="wp-image-99228" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-6.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-6-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-6-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-6-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-6-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>รูปแบบการศึกษายืดหยุ่นที่สถานพินิจจังหวัดนครพนม จึงเริ่มต้นจากแนวคิดว่า ประสบการณ์ชีวิตและผลการเรียนเดิมของเด็ก น่าจะถูกนำมา &#8220;เทียบโอน&#8221; ได้ ด้วยแนวคิดนี้ ครูตูนและทีมจึงทดลองใช้กลไกที่กฎหมายเปิดไว้ คือการรับรองการเรียนรู้จากชีวิตจริงของเด็ก</p>



<p>&#8220;เวลาเราสัมภาษณ์เทียบโอนเด็ก เราจะเห็นว่าจริงๆ แล้วเด็กเขามีทักษะชีวิตและศักยภาพเยอะมาก บางเรื่องเราไม่รู้เท่าเขาด้วยซ้ำ เช่นเรื่องปลูกข้าว เรื่องจมูกข้าว&#8221; เธอเล่าถึงสิ่งที่ค้นพบ</p>



<p>เด็กบางคนเรียนกับศูนย์การเรียนเพียง 1 ภาคเรียน หรือ 5 เดือน ก็ได้วุฒิ ม.3 หรือ ม.6 แล้ว นั่นเป็นพราะสิ่งที่เขาเรียนรู้มาแล้วตลอดชีวิตถูกนำมานับค่าอย่างเป็นธรรม &#8220;เด็กจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เพราะสิ่งที่ทำในอดีตถูกนำมาเทียบโอนเป็นเกรดได้ เช่น การทำนา กรีดยาง&#8221; เธออธิบายถึงความหมายของการเทียบโอน</p>



<p>แม้ในช่วงแรกครูตูนจะยอมรับว่ามีความกังวลถึงมาตรฐานอยู่บ้าง &#8220;ตอนแรกเราก็กลัวว่ามันง่ายไปไหม แต่วันที่เด็กสถานพินิจคนหนึ่งพูดบนเวทีรับวุฒิ ว่า ‘ใบกระดาษนี้ทำให้เขากล้าฝันถึงการเรียนต่อ’ ความกลัวของเราก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยความมั่นใจ ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมีความหมายอย่างแน่นอน&#8221; เธอเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในใจ</p>



<p>แต่แล้วครูตูนก็เจอ pain point ที่ทำให้เธอและทีม CYF ต้องหันมาคิดนอกกรอบเพื่อหาทางออก</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โรงเรียนมือถือ การไม่ปล่อยเด็กหลุดมืออีกครั้ง</strong></h3>



<p>ปัญหาใหญ่ที่ครูตูนและทีม CYF พบคือ เมื่อเด็กในสถานพินิจที่ร่วมโครงการนั้นยังเรียนไม่ครบ แต่ถูกปล่อยตัวออกจากสถานพินิจเสียก่อน พอเด็กออกจากรั้วสถานพินิจ การเรียนการสอนก็ขาดช่วง ขาดการติดตาม จึงเกิดการหลุดจากระบบอีกครั้ง</p>



<p>ครูตูนและทีม CYF จึงพยายามเสาะหาทางออกเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง</p>



<p>&#8220;เราเจอปัญหาว่าเมื่อเด็กรุ่นแรกออกจากออกจากสถานพินิจแล้วเราตามตัวเขากลับมาเรียนไม่ได้ พอรุ่นถัดมา เราเลยหารูปแบบที่จะทำให้เรายังติดตามเด็กได้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง&#8221; เธอเล่า</p>



<p>ในที่สุด ทีมงานก็พบว่า การเรียนรู้ผ่านเครื่องมือใกล้ตัวอย่างโทรศัพท์มือถือ น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด &#8220;ตอนนั้นถ้าถามว่าใครมีเฟซบุ๊กมั้ย เด็กทุกคนล้วนเล่นเฟซบุ๊ก เราเลยแลกเฟซบุ๊กกับเด็ก แล้วก็สร้างกลุ่มเฟซบุ๊กเป็นกลุ่มเรียนให้เด็กมาโพสต์การเรียนรู้ ถ่ายรูป แล้วเราก็เป็นเพื่อนกับเค้าในเฟซบุ๊ก เราก็จะเห็นชีวิตเด็ก โดยที่เขาไม่หายไป&#8221; ครูตูนอธิบายถึงจุดเริ่มต้น</p>



<p>&#8220;นี่ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของโรงเรียนมือถือ” ครูตูนอธิบาย</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-6.jpg" alt="" class="wp-image-99227" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-6.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-6-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-6-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-6-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-6-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Mobile School คืออะไร และทำงานอย่างไร</strong></h3>



<p>อย่างที่ได้เล่าด้านต้น Mobile School ไม่ได้เกิดจากการออกแบบแพลตฟอร์มล้ำสมัย แต่เกิดจากการใช้เฟซบุ๊กและไลน์เป็นพื้นที่เรียนรู้ โดยครูตูนและทีมงานจะกระตุ้นให้เด็กบันทึกสิ่งที่ทำ ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ เล่าเรื่องชีวิตของตัวเอง และให้เด็กสะท้อนกลับมาว่าการเรียนรู้นั้นเชื่อมโยงกับวิชาใด</p>



<p>&#8220;เด็กอาจจะอยู่บ้าน ไปทำงานที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ ทำนา ขายของ แต่เขาถ่ายภาพ บันทึกเรื่องราว และเล่าว่าวันนี้ได้เรียนรู้อะไร มันเชื่อมโยงกับวิชาอะไร เช่น การทำนาเชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์ การขายของเชื่อมกับคณิตศาสตร์และภาษา&#8221; ครูตูนอธิบาย</p>



<p>เมื่อการเรียนรู้ตามอัธยาศัยถูกแปลงให้มี &#8220;ร่องรอย&#8221; ที่สามารถนำไปประเมินผลได้ Mobile School จึงไม่ใช่ออนไลน์เลิร์นนิงแบบดูคลิปแล้วจบ แต่คือระบบ &#8220;เก็บเครดิตชีวิต&#8221; ของเด็ก ต่อมา Mobile School ได้รับการสนับสนุนจาก กสศ. ให้พัฒนาเป็นเว็บไซต์ที่มีระบบครบวงจร ครูตูนอธิบายว่า &#8220;จากที่เป็นไลน์เป็นเฟซบุ๊ก ตอนนี้ Mobile School ก็ได้รับการสนับสนุนจาก กสศ. ให้มาลงทุนแบบจริงจัง ก็เลยเกิดมาเป็นตัวเว็บไซต์ที่จะมีฟีเจอร์ต่างๆ&#8221;</p>



<p>&#8220;ถ้ามอง Mobile School ตอนนี้เลย เราต้องการเป็นตัวเก็บเครดิตเด็ก ทั้งออนไซต์และคอร์สออนไลน์&#8221; เธออธิบายถึงแนวคิดหลัก นั่นคือ Mobile School ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ แต่เป็นระบบที่เชื่อมโยงการเรียนรู้จากทุกแหล่ง ทั้งการเรียนในชุมชน การทำงาน การเข้าร่วมกิจกรรม และคอร์สออนไลน์ มารวมเป็นหน่วยกิตเดียวกัน</p>



<p>ครูตูนอธิบายว่า เวลาสื่อสารกับชุมชน จะอธิบาย Mobile School ผ่าน 3 กระบวนการหลัก ที่เธอเรียกว่า &#8220;กระบวนการเรียนโรงเรียนมือถือ&#8221;</p>



<p><strong>โดยกระบวนการแรกคือ &#8220;อยากเรียน&#8221;</strong> โดย Mobile School จะเปิดรับสมัครทุกวันไม่ต้องรอกรอบเวลาของรัฐ <strong>&#8220;เด็กมาสมัครเมื่อไหร่ก็เริ่มนับเวลาเรียนได้เลย&#8230; เพราะเรารับสมัครเด็กทุกวัน&#8221;</strong></p>



<p><strong>กระบวนการที่สอง คือ &#8220;เทียบโอน&#8221;</strong> ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำงาน โดยจะนำต้นทุนเดิมของเด็กมาสืบเสาะผ่านการสัมภาษณ์และแฟ้มสะสมผลงาน เพื่อให้เด็กตระหนักถึงมูลค่าของประสบการณ์ตนเอง</p>



<p><strong>และกระบวนการสุดท้ายคือ &#8220;การเรียนรู้&#8221;</strong> ที่แบ่งเป็นสามเสาหลักคือ <strong>วิชาการ</strong>ผ่านเวิร์คบุ๊ค <strong>วิชาชีวิต</strong>ผ่านการสะท้อนสมรรถนะ และ<strong>วิชาชีพ</strong>ผ่านสถานีเรียนรู้ในชุมชน ด้วยระบบที่ยืดหยุ่นนี้ เด็กที่มีต้นทุนชีวิตเพียงพออาจเรียนเพียงภาคเรียนเดียวก็สามารถสำเร็จการศึกษาได้</p>



<p>นอกจากนี้ในการดำเนินการ Mobile School นั้นไม่ได้สื่อสารกันแค่ในออนไลน์ แต่ต้องเชื่อมโยงกับผู้คนมากมายในท้องถิ่น ครูตูนและทีม CYF จะต้องพูดคุยและขยายเครือข่ายไปตามชุมชน ชักชวนเจ้าหน้าที่เทศบาล อบต. หรือ อสม. เข้ามาช่วยติดตามเด็ก และเชื่อมโยงเด็กกับแหล่งเรียนรู้ในชุมชนอีกด้วย</p>



<p>&#8220;ที่ผ่านมา อสม. รวมถึงคนในชุมชนช่วยเราสแกนหาเด็กนอกระบบมาได้ 50 กว่าคน แล้วก็มาจัดการเรียนรู้ผ่าน Mobile School ร่วมกัน มันเลยกลายเป็นว่า อบต.และชุมชนเป็นครูพี่เลี้ยงเด็ก ส่วนศูนย์การเรียน CYF เป็นหน่วยที่ไปซัพพอร์ตวิชาการและออกวุฒิให้เด็ก&#8221; ครูตูนอธิบายถึงการทำงานเป็นเครือข่าย</p>



<p>ดังนั้นแล้ว Mobile School จึงเป็นแนวคิดการเรียนรู้ที่แม้จะอยู่บนออนไลน์ แต่ก็มีเครือข่ายชุมชนออฟไลน์ไว้รองรับและดูแลเด็กด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/3-3.jpg" alt="" class="wp-image-99230" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/3-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/3-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/3-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/3-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/3-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>นครพนมโมเดล: จากจุดเล็กๆ สู่เครือข่ายใหญ่</strong></h3>



<p>จากความสำเร็จในสถานพินิจ จังหวัดนครพนมได้กลายเป็นพื้นที่นำร่องสำคัญของ Mobile School ภายใต้ชื่อ &#8220;นครพนมโมเดล&#8221; ที่รวม 21 หน่วยงานทำงานร่วมกัน โดยเป็นส่วนหนึ่งของ &#8220;Thailand Zero Dropout&#8221;</p>



<p>นครพนมโมเดลทำงานกับเด็ก 3 กลุ่มหลัก ที่ครูตูนเปรียบเทียบเป็น &#8220;ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ&#8221; โดยต้นน้ำคือเด็กกลุ่มเสี่ยงที่ยังอยู่ในโรงเรียน, กลางน้ำคือเด็กที่หลุดจากระบบหรือ &#8220;เด็กแขวนลอย&#8221; และปลายน้ำคือเด็กในกระบวนการยุติธรรม</p>



<p>ความสำเร็จที่เห็นได้ชัดเจนคือชุมชนพิมาน อบต.พิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ครูตูนเล่าว่า &#8220;พอขึ้นปีที่ 2 เด็กในตำบลใกล้เคียงเห็นเพื่อนกำลังจะมีวุฒิการศึกษา เขาก็พากันมาสมัครเรียนเอง จนเข้าปีที่ 3 ความสำเร็จของพื้นที่กลายมาเป็นตัวตั้งต้นในการผลักดันให้เกิดโครงการ Thailand Zero Dropout แล้วชุมชนพิมานก็ยกระดับเป็นชุมชนต้นแบบ ขยับจากพื้นที่การศึกษาระดับตำบลไปเป็นอำเภอ&#8221;จากนครพนม บุคลากรที่ได้รับการพัฒนาก็กระจายตัวไปเป็นพี่เลี้ยงให้ชุมชนอื่นๆ ทั้งสุรินทร์ ลำปาง สงขลา ขยายเครือข่ายไปทั่วประเทศ โดยปัจจุบัน Mobile School มีนักเรียนประมาณ 500-600 คน มี 12 โรงเรียนต้นแบบและ 12 ตำบลต้นแบบ ทำงานร่วมกับเครือข่ายทั้งโรงเรียน 3 รูปแบบของ สพฐ. และศูนย์การเรียนมาตรา 12</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความท้าทายและอุปสรรค</strong></h3>



<p>อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ Mobile School ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้จะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน แต่ Mobile School ยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ครูตูนบอกว่า ทีมยังต้องเผชิญกับกำแพงกฎหมายที่ยังไม่เปิดกว้างเต็มที่&nbsp; อาทิ</p>



<p>&#8220;ปัจจุบัน Mobile School ยังต้องออก portfolio เหมือนโรงเรียนปกติ แล้วก็ต้องพิสูจน์ตัวเองทุกครั้งว่าสามารถออกวุฒิได้&#8221; ครูตูนอธิบายถึงอุปสรรคด้านกฎระเบียบ ว่าระบบการศึกษาไทยยังคงยึดติดกับโครงสร้างแบบเดิม ทำให้การศึกษายืดหยุ่นต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ตัวเองอยู่เสมอ</p>



<p>แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือ &#8220;ความเชื่อของสังคม&#8221; ที่ยังยึดติดกับภาพโรงเรียนที่มีโต๊ะเก้าอี้และครูหน้าชั้น</p>



<p>&#8220;ความท้าทายหนึ่งก็คือเรื่องของคนในสังคมไม่รู้จักการศึกษารูปแบบนี้เลย แล้วก็ไม่รู้ว่ามาตรา 15 การศึกษาตามอัธยาศัยคือเรียนแบบไหนก็ได้ มายด์เซตของคนจะไม่ค่อยรู้&#8221; ครูตูนอธิบาย</p>



<p>แต่สำหรับครูตูน สิ่งที่ทำให้ไม่ย่อท้อท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้คือ &#8220;การเปลี่ยนแปลงที่เห็นในตัวเด็ก&#8221; ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า Mobile School ทำงานได้จริง และควรค่าแก่การต่อสู้</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/4-2.jpg" alt="" class="wp-image-99231" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/4-2.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/4-2-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/4-2-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/4-2-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/4-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความฝันและข้อเสนอเชิงนโยบาย</strong></h3>



<p>เมื่อมองไปข้างหน้า ครูตูนมีภาพฝันที่ต้องการเขย่าโครงสร้างการศึกษาไทยให้ขยับไปสู่ระดับสากลมากขึ้น เธอเปรียบเทียบการศึกษาในอนาคตกับระบบ Blockchain ที่ทุกอย่างต้องเชื่อมโยงและกระจายอำนาจออกจากศูนย์กลาง</p>



<p>&nbsp;&#8220;ภาพมันจะคล้ายๆ กับ blockchain ที่เมื่อก่อนมันจะเป็นศูนย์กลางแล้วก็กระจาย แต่ตอนนี้มันทุกอย่างมันต้องกลายเป็น blockchain ที่มันมาเชื่อมต่อกันได้&#8221; ครูตูนใช้คำเปรียบเทียบอย่างน่าสนใจ</p>



<p>ในภาพนี้ แต่ละพื้นที่จะมีจุดเด่นในการสอนที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น &#8220;โรงเรียนนี้เก่งภาษาอังกฤษมีครูภาษาอังกฤษ โรงเรียนนี้เก่งคณิตศาสตร์ หรือโรงเรียนนี้ชุมชนนี้เก่งเรื่องของการตีมีด ชุมชนนี้เก่งเรื่องของทอผ้าเก่งเรื่องการทำย้อมสี มันกลายเป็นแบบเค้าจะวางแผนการเรียนรู้ของเค้าเองได้ แล้วก็ไปทัวร์เรียนในสิ่งที่สนใจ&#8221; เธอเล่าถึงวิสัยทัศน์ของการศึกษาที่เด็กเป็นนักเดินทางทางการเรียนรู้</p>



<p>ข้อเสนอที่น่าคิดตาม คือการเปลี่ยนระบบงบประมาณรายหัวจากการจ่ายให้โรงเรียน มาเป็น &#8220;คูปองการศึกษา&#8221; ที่เดินตามตัวเด็ก &#8220;มันจะกลายเป็นว่าเด็กเลือกเข้าไป join แหล่งเรียนรู้ไหน แล้วตัวคูปองเนี่ยมันก็จะไป support แหล่งเรียนรู้นั้น แทนที่จะ fix ว่าฉันสังกัดโรงเรียนนี้ต้องเรียนกับแค่โรงเรียนนี้ แต่โรงเรียนจะกลายเป็นเปิดรั้วแล้วโรงเรียนจะเป็นหน่วยแค่ว่าเก็บช่วยเก็บเครดิตให้เด็กเพื่อที่จะออกวุฒิ&#8221; ครูตูนอธิบายระบบที่จะสร้างการแข่งขันในเชิงคุณภาพ ในภาพนี้ การศึกษาจะไม่ใช่เรื่องของ &#8220;สังกัด&#8221; อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ &#8220;ความสนใจ&#8221; และ &#8220;ศักยภาพ&#8221; ของเด็กแต่ละคน</p>



<p>ครูตูนมองว่าระบบคูปองการศึกษาสามารถเริ่มต้นได้เลยจากเงินที่มีอยู่แล้ว &#8220;ตอนนี้ กสศ.เค้าจะมีเรื่องของค่าดูแล 4,000 ให้กับเด็กนอกระบบ ถ้าเรามาถัวให้มันกลายเป็นคูปอง ถ้าเรานำร่องแต่ละพื้นที่ ก็สามารถทำได้เลย มีเด็กกลุ่มหนึ่งมีแหล่งเรียนรู้หนึ่ง แล้วบริหารจัดการหน่อย เราก็ใช้ตัว Mobile School มาช่วยบริหารจัดการตัวแมปปิ้งแหล่งเรียนรู้ แล้วก็ให้เด็กเลือกลงแหล่งเรียนรู้ไหน คูปองก็จะตามไปกับเด็ก&#8221; เธออธิบายถึงวิธีการที่เป็นไปได้</p>



<p>นอกจากนี้ ครูตูนเสนอว่าการศึกษาควรอนุญาตให้เด็กค้นพบความถนัดเฉพาะทางได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโปรแกรมหรือศิลปะ &#8220;การศึกษาในอนาคตมันน่าจะเฉพาะทางได้แล้ว เฉพาะทางไปเลย เด็กคนนี้รู้ว่าฉันอยากเรียนแบบเขียนโปรแกรมตั้งแต่เด็ก ก็เฉพาะทางได้&#8221; ครูตูนมองว่า ระบบการศึกษาควรรองรับความหลากหลายนี้</p>



<p>สิ่งหนึ่งที่ครูตูนเน้นย้ำคือ Mobile School ไม่ใช่แค่ &#8220;ทางเลือก&#8221; สำหรับเด็กที่หลุดจากระบบ แต่เป็น &#8220;ต้นแบบ&#8221; ของการศึกษาในอนาคตที่ทุกคนควรเข้าถึงได้ &#8220;Mobile School อยากขยายไปมากกว่าเด็กขาดโอกาส เราอยากจะเอาเด็กเก่งๆ จากกรุงเทพมา join ด้วย เพื่อให้กระชับพื้นที่ความเหลื่อมล้ำ ให้เด็กได้เข้าถึงกัน ให้เขาได้มาเจอกัน&#8221; เธอเล่าถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เธอมองว่า การทำให้เด็กจากพื้นที่ต่างๆ ต่างฐานะ มาเรียนรู้ด้วยกัน จะช่วยลดช่องว่างทางสังคมและสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/5-1.jpg" alt="" class="wp-image-99232" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/5-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/5-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/5-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/5-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/5-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ท้ายที่สุด เธอมองว่า รัฐควรเปลี่ยนบทบาทจากการเป็น &#8220;เจ้าของอำนาจ&#8221; มาเป็น &#8220;ผู้เชื่อมประสาน&#8221; ที่ชวนภาคประชาสังคมและผู้เชี่ยวชาญมาร่วมจัดการศึกษา</p>



<p>&#8220;ตอนนี้ยังไม่มีประตูที่เปิดเชื่อมโยงกัน สิ่งนี้จะเป็นพลังมหาศาลที่จะเข้ามาช่วยกันจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กได้ ตอนนี้รัฐมองตัวเองเป็นผู้จัดการศึกษาอย่างเดียว แต่รัฐสามารถมีบทบาทเป็นผู้เชื่อมประสานด้วยได้ไหม ชวนคนมาทำงานด้วยกัน และมีบทบาทในการสนับสนุนให้สิ่งนี้อยู่ได้ในเชิงระบบ&#8221;</p>



<p>ครูตูนมองว่า ถ้ารัฐสามารถเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ชุมชน และสถานศึกษาเข้าด้วยกัน จะเกิดพลังมหาศาลในการยกระดับการศึกษาไทยอย่างแน่นอน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-270126/">Mobile School เพราะการศึกษา ควรเคลื่อนที่ไปหา และมอบอำนาจการเรียนรู้ให้เด็ก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ผมจะไม่ยอมปล่อยให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว” ว่าด้วยการศึกษายืดหยุ่น-การเรียนรู้ยิ่งใหญ่ กับ วิเชียร ไชยบัง โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-240126/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 Jan 2026 12:50:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[วิเชียร ไชยบัง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ยิ่งใหญ่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=99162</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาที่จังหวัดบุรีรัมย์ คือหนึ่งในโรง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-240126/">“ผมจะไม่ยอมปล่อยให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว” ว่าด้วยการศึกษายืดหยุ่น-การเรียนรู้ยิ่งใหญ่ กับ วิเชียร ไชยบัง โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาที่จังหวัดบุรีรัมย์ คือหนึ่งในโรงเรียนที่มีแนวทางจัดการศึกษาที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง พื้นที่แห่งนี้รองรับเด็กที่หลากหลาย โดยมีแนวทางพัฒนาการเรียนรู้ที่ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง วางเป้าหมายการศึกษาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตเด็ก ไม่ใช่เพื่อตอบโจทย์เกณฑ์วัดที่มีมาตรฐานเดียว ทั้งหมดนี้ต้องใช้ความยืดหยุ่นในการออกแบบการเรียนการสอน</p>



<p>แนวคิดเหล่านี้มีผู้ขับเคลื่อนสำคัญคือ<strong> วิเชียร ไชยบัง </strong>ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา<strong> </strong>เขาทำหลักสูตรอนุบาลจิตศึกษาในระดับปฐมวัย และกำลังผลักดันหลักสูตรมัธยมต้นโดยวางเป้าหมายไว้ว่า “จะไม่ยอมปล่อยให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว”&nbsp;</p>



<p>บทสนทนานับจากนี้ กสศ.ได้ชวนวิเชียรคุยเรื่องแนวคิดการศึกษา มุมมองต่อการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น แนวทางการนำมาปฏิบัติจริง ความเหลื่อมล้ำ รวมถึงภาพฝันเรื่องการศึกษาไทยที่เขาอยากเห็น</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-4.jpg" alt="" class="wp-image-99164" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-4-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-4-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-4-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-4-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ตอนนี้โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนากําลังทำรูปแบบการศึกษาแบบไหนอยู่บ้าง มีผลลัพธ์ใหม่ๆ ที่แลกเปลี่ยนให้ฟังได้บ้างไหม</strong></h3>



<p>เราเน้นการพัฒนารูปแบบการศึกษาที่ตอบโจทย์และสอดรับบริบทของโลกใหม่ โดยทำนวัตกรรมชื่อ ‘อนุบาลจิตศึกษา’ เพื่อจัดการศึกษาในช่วงปฐมวัย</p>



<p>อนุบาลจิตศึกษาคือการมุ่งให้เด็กมีความพร้อมในสามมิติ ได้แก่ <em>มิติที่หนึ่ง</em> คือมิติของตัวตน เด็กปฐมวัยควรมีพัฒนาการทางด้านตัวตน มีการตระหนักในคุณค่าของตัวเอง (self-esteem) ให้เขามีความตระหนักในความสามารถของตัวเอง และสิ่งสูงสุดที่ระดับอนุบาลควรมีคือความสามารถในการกํากับตัวเอง (self-control) ให้เขาควบคุมอารมณ์ได้ กํากับตัวเองให้อยู่ในกิจกรรมได้นานพอ ไม่วอกแวก</p>



<p><em>มิติที่สอง</em> คือการพัฒนา executive function (EF) หรือความสามารถที่เกิดจากการทำงานของสมองส่วนหน้า ให้เด็กมีความสามารถในการริเริ่ม มุ่งเป้าหมาย ยืดหยุ่นความคิด ดึงความจำออกมาใช้งานได้ และกํากับตรวจสอบประเมินตัวเองเป็น</p>



<p><em>มิติที่สาม</em> คือพัฒนาการทั้งสี่ด้านคือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา เราฝึกด้วยกิจกรรมชีวิต ในหนึ่งวัน เด็กๆ จะมีงานชีวิตอยู่ห้างาน คือ งานเล่น งานสํารวจ งานบ้าน งานสวน และงานครัว เวลาเด็กลงมือทำกิจกรรม มันก็จะส่งเสริมพัฒนาการทั้งสามมิติโดยอัตโนมัติ </p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทำแล้วผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>พอเด็กเรียนถึงอนุบาลสาม เขาจะมี self-control และ self-esteem เลย ส่วนในมิติของ EF เราก็เห็นว่าเขาสามารถริเริ่มได้ จนไปสู่งานมุ่งเป้าหมายและงานยืดหยุ่นความคิด คือเวลามุ่งเป้าหมายแล้วก็ต้องมาดูว่าถ้าไม่สำเร็จจะหาวิธีที่ยืดหยุ่นอย่างไร และเขามีการกํากับตัวเอง มีการตรวจสอบและประเมินตัวเองอยู่ในที</p>



<p>ในส่วนของการพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา เราก็เปลี่ยนรูปแบบพอสมควร ในสนามเด็กเล่นเรามีอุปกรณ์การเล่นที่เป็นธรรมชาติ มีเชือกห้อยโหนและเครื่องปีนป่าย ซึ่งมีความท้าทายพอที่จะให้เด็กพัฒนาทั้งด้าน EF ตัวตน และพัฒนาการทางด้านร่างกาย</p>



<p>ส่วนพัฒนาการทางด้านสติปัญญา เราก็พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ภาษาและคณิตศาสตร์ เด็กไม่ต้องเร่งอ่านเขียน แต่เด็กอนุบาลของเราถึงขั้นอ่านออกเขียนได้โดยธรรมชาติเลยนะ เป็นไปอย่างธรรมชาติด้วยกระบวนการรูปแบบใหม่</p>



<p>เราทำมาแปดปีแล้ว เห็นทุกรุ่นที่ผ่านอนุบาลจิตศึกษามา พอขึ้นชั้นประถมเขาก็ไม่ต้องเตรียมความพร้อมอีก ไปต่อได้เลย อันนี้คือที่ทำสำเร็จไปแล้ว</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-4.jpg" alt="" class="wp-image-99165" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-4-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-4-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-4-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-4-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>นอกจากชั้นอนุบาลแล้ว ในระดับอื่นๆ มีการออกแบบการเรียนรู้อย่างไรบ้างให้สอดรับกับบริบทโลกใหม่</strong></h3>



<p>ผมพัฒนารูปแบบหนึ่งขึ้นมาสำหรับชั้นมัธยม ตอนนี้รูปแบบการศึกษาโดยทั่วไปของมัธยมคือการเรียนการสอนเป็นวิชาตามหลักสูตร ประเมินตามตัวชี้วัดมาตรฐาน ซึ่งยังอยู่ในหลักคิดที่เก่าแก่คือเป็นการศึกษาเพื่อบรรจุความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะลงไปในตัวเด็ก แต่ผมพัฒนารูปแบบใหม่ของมัธยมขึ้นมา คือทำให้การศึกษาเป็นการเอาศักยภาพไปใช้ ไม่ใช่การบรรจุ&nbsp;</p>



<p>พูดง่ายๆ ว่าให้เด็กมีสมรรถนะ เพราะเวลาเขาเอาศักยภาพไปใช้ เขาต้องทำให้ใช้การได้ผลดี <strong>หลักของการเรียนรู้ชั้นมัธยมของผมคือ</strong> <strong>จะไม่ยอมปล่อยให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว แปลว่าเราต้องยืดหยุ่นเยอะมากเลย เวลาเราพูดถึงการศึกษาที่ยืดหยุ่น เด็กต้องเป็นศูนย์กลาง เรื่องทุกอย่างต้องทำเพื่อเขา</strong> แต่หลักคิดการศึกษาแบบบรรจุนั้นไม่ยืดหยุ่นนะ เพราะเด็กต้องทำได้ตามมาตรฐาน ซึ่งมาตรฐานนั้นอยู่ในหลักสูตรที่เป็นกระดาษโดยไม่สนใจบริบทข้างนอก แล้วหลักสูตรที่อยู่ในกระดาษก็เก่าแก่มาก&nbsp;</p>



<p>วิธีของเราที่ไม่ยอมให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว คือการวางเป้าหมายว่าพอจบชั้น ม.3 เขาควรจะมีอัตลักษณ์และมีความเข้าใจตนเอง (self-concept) ทุกคนต้องมีความตระหนักรู้ว่าตัวเองชอบอะไร ถนัดอะไร ปรารถนาสิ่งใด มีเจตจำนงอะไร แล้วการที่เขาจะมี self-concept ได้ เขาต้องไม่ถูกบรรจุด้วยสิ่งเดียวกันเสมอไป แต่ต้องถูกท้าทายด้วยโจทย์และสถานการณ์เฉพาะ ซึ่งอยู่ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning &#8211; PBL)</p>



<p>โจทย์และสถานการณ์ที่ตรงกับบริบทที่เขาเผชิญอยู่จะท้าทายให้เขาเข้าไปเผชิญกับมัน เมื่อผลออกมาว่าเขาทำได้แค่ไหน เขาตอบสนองแบบไหน ในที่สุดเขาก็จะตระหนักรู้ด้วยตัวเองว่าเขามี self-concept อย่างไร อัตลักษณ์ของตัวเองคืออะไร ความถนัดของตัวเองคืออะไร ความจริงของตัวเองคืออะไร แรงปรารถนาของตัวเองคืออะไร เพราะฉะนั้นเราต้องยืดหยุ่นมาก เพื่อให้เด็ก ม.3 เลือกว่าเขาควรจะไปทิศทางไหนได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ล้อไปตามแรงของสังคม เพื่อน หรือพ่อแม่</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/4.jpg" alt="" class="wp-image-99167" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/4-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/4-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/4-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/4-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ที่บอกว่า “จะไม่ยอมปล่อยให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว” คําว่าล้มเหลวในความหมายของอาจารย์คืออะไร</strong></h3>



<p>ในระบบการศึกษาแบบเก่า เด็กล้มเหลวเพราะเราเอาไม้บรรทัดอันเดียวไปวัดทุกคน เช่นเด็กต้องเรียนเหมือนกัน ซึ่งบางคนเขาไม่ได้สนใจวิชานั้น แต่เขาจำเป็นต้องเรียนสิ่งนั้น ผลคือเขาได้เกรดศูนย์ หรือถ้าเขาไม่เข้าเรียน ผลคือเขาไม่มีสิทธิ์สอบ <strong>เด็กล้มเหลวเพราะเป้าหมายและวิธีวัดของการศึกษาไม่ใช่เป้าหมายของเด็ก นี่คือกรอบคิดของการศึกษาแบบเดิม</strong>ที่บรรจุความรู้และทักษะ กำหนดเวลาเรียน กำหนดเกณฑ์ประเมิน และกำหนดพฤติกรรมเด็ก ซึ่งมันไม่ใช่ตัวเขา&nbsp;</p>



<p>เพราะฉะนั้นถ้าเราทำให้โจทย์และสถานการณ์สอดคล้องกับบริบทของเขา เมื่อใดที่เขาตอบสนองกับโจทย์และบริบทพวกนี้ได้ เขาค้นพบว่าเขาเป็นใคร เขามีแรงปรารถนาอะไร เขาทำเรื่องนั้นได้ดีแค่ไหน เขาก็จะไม่ล้มเหลว แต่ตอนนี้เมื่อมองไปทั้งแผ่นดินไทย เด็กมัธยมล้มเหลวกันระเนระนาด <strong>ผมตั้งใจว่าระบบมัธยมที่ผมพัฒนาขึ้นจะทำให้เด็กไม่ล้มเหลว อยากให้เขาค้นพบตัวเองและเดินบนเส้นทางของตัวเองได้เร็ว</strong></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การพัฒนาเรื่อง self-concept ของเด็กมีวิธีการสร้างอย่างไรที่เป็นรูปธรรม</strong></h3>



<p>การพัฒนาเรื่อง self-concept ต้องทำนอกเหนือจากหลักสูตรเยอะมาก เรามุ่งกิจกรรมในการพัฒนาผู้เรียน เช่นเราให้เขามีโอกาสพัฒนาโปรเจ็กต์ Empathy Camp คือโปรเจ็กต์ช่วยคนอื่น เขาต้องทำโปรเจ็กต์ใหญ่มากเป็นเวลาหนึ่งปีเพื่อออกแบบว่าเราจะเข้าใจคนกลุ่มหนึ่งได้อย่างไร เราพอช่วยอะไรเขาได้ แล้วอะไรที่พอช่วยได้นั้นเราต้องทำอย่างไร เป็นกระบวนการยาวทั้งปี</p>



<p>อีกเรื่องคือการพัฒนา Hard Skill เขาต้องได้ลองทำ เราให้โอกาสเด็กฝึกงานปีละหลายรอบ อยากฝึกที่ไหนก็ไปเลย เช่น ไปอยู่กับโค้ชการเงิน บางคนเลือกไปอยู่กับกลุ่มอาสากู้ภัย บางคนไปอยู่อู่ซ่อมรถ เด็กสามารถเลือกลองเพื่อจะได้รู้ว่าอะไรที่เขาถนัดหรืออยากทำจริงๆ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าถอยมามองภาพกว้างของการศึกษาไทย อาจารย์มองอย่างไร ดูมีแนวโน้มการพัฒนาที่ดีไหม</strong></h3>



<p>ทิศทางของหลักสูตรใหม่ก็ออกมาดีนะ พยายามให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ คือเอาศักยภาพของเด็กมาใช้ แต่ทักษะและโลกทัศน์ของครูที่จะตั้งโจทย์ดีๆ ให้เด็กและเข้าใจบริบทโลกจริงๆ ก็ยังต้องพัฒนาอยู่</p>



<p>ถ้ามองในภาพกว้าง โครงสร้างของระบบการศึกษาไทยตอบโจทย์เรื่องการควบคุม คิดมาเพื่อควบคุมประชากรให้รู้บางเรื่องและไม่ให้รู้บางเรื่อง แล้วระบบการศึกษาก็ยังตอบโจทย์เศรษฐกิจที่มีชนชั้นนำเป็นตัวนำ ประชากรส่วนมากที่เรียนอยู่ก็ไม่ได้เป็นชนชั้นนำอยู่แล้ว แต่เป็นฐานรากให้เขา ซึ่งโครงสร้างใหญ่และกรอบคิดพวกนี้ทลายยาก และเป็นตัวสกัดกั้นไม่ให้การศึกษาเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใหม่ ซึ่งก็เป็นแง่ดีในเชิงของการปกครอง แต่ประชาชนไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปาก ต้องตกเป็นเบี้ยภายใต้กลไกเงื่อนไขของระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง และระบบการปกครอง</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/3-1.jpg" alt="" class="wp-image-99166" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/3-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/3-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/3-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/3-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/3-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แล้วพอมีทางแก้ไขไหม</strong></h3>



<p>ต้องปฏิวัติในเชิงโลกทัศน์และหลักคิดของคน เวลาเราจัดการศึกษาต้องไม่ใช่แค่สยบยอมตามระบบหรือตามกฎเกณฑ์กติกา เพราะกฎเกณฑ์กติกาในการศึกษา คนกำหนดขึ้นทั้งนั้น แล้วกำหนดขึ้นอย่างมีนัยที่ต้องการควบคุม เราก็ต้องสอนให้เด็กตั้งคำถามกับมัน สอนให้เขาเป็นผู้เลือกอย่างอิสระ ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ต้องก้าวร้าว แต่รู้ว่าจะต้องทำอะไรที่ทำให้ตัวเองเป็นอิสระและเป็นจริงกว่าที่เป็นอยู่</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อย่างประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในประเด็นนี้อาจารย์มองว่าแก่นของปัญหาคืออะไร</strong></h3>



<p>ผมชวนตั้งคำถามอย่างนี้ โรงเรียนนานาชาติที่ค่าเทอมหนึ่งล้านกับโรงเรียนที่อยู่ชนบท ถามว่าทั้งสองโรงเรียนนี้ทำให้คนมีความเป็นมนุษย์ที่เกินกว่ากันไหม ผมตอบว่าไม่ใช่ แต่ค่าเทอมที่แพงคือบัตรผ่านประตูของกลุ่มชนชั้นนำ เพราะฉะนั้นการศึกษาจึงเป็นด่านที่ขึ้นอยู่กับว่าคุณซื้อบัตรเท่าไหร่ ในโรงเรียนใหญ่ๆ ดังๆ เราจะเห็นว่ามีหลายชนชั้นอยู่ในโรงเรียนเดียว ชนชั้นที่ค่าเทอมแพงจะได้เรียนกับครูต่างชาติในห้องแอร์ ส่วนชนชั้นที่เรียนฟรีก็เรียนกับครูทั่วไป ขนาดในโรงเรียนเดียวกันยังไม่เท่ากันเลย ต้นทุนทางสังคมของคนกลุ่มนี้ต่างกัน คอนเน็กชันของคนกลุ่มนี้ก็ต่างกัน</p>



<p>การศึกษาเป็นบัตรผ่านเข้าไปสู่ชนชั้น แต่ในการศึกษาโดยทั่วไปจะมีสักกี่คนที่ก้าวจากเด็กน้อยในชนบทธรรมดาขึ้นไปสู่ระดับชนชั้นนำได้ น้อยมาก ดังนั้นถ้าจะพูดถึงเรื่องนี้ ผมมองว่าการศึกษารับใช้ชนชั้นนำ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แล้วจะทำอย่างไรให้การศึกษาเป็นบัตรผ่านไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นได้จริงๆ สำหรับเด็กที่ไม่ใช่ชนชั้นนำ</strong></h3>



<p>เวลาผมพูดถึงเรื่องนี้มันมีกลไกเยอะกว่านั้น การศึกษาคือระบบที่รับใช้กลไกการเมือง การเมืองไปทิศทางไหน เขาก็จัดการศึกษาให้เป็นแบบนั้น ประเทศที่ต้องการให้เด็กเป็นทหาร เขาก็สร้างโรงเรียนให้คนเป็นทหาร ประเทศที่สงบสุขเขาก็สร้างการศึกษาให้สงบสุขอย่างที่สแกนดิเนเวีย ประเทศที่แข่งขันกันทางธุรกิจอย่างสิงคโปร์​ เขาก็สร้างเด็กให้เป็นนักธุรกิจ</p>



<p>คำถามนี้ตอบยากมากเลยนะ แต่ผมก็พยายามทำอยู่ <strong>เราต้องมีความเชื่อก่อนว่าการศึกษาคือการเรียนรู้ ไม่ใช่ระบบการศึกษา</strong> และไม่ใช่แค่บัตรผ่านประตู ดังนั้น<strong>เราต้องทำให้ระบบการศึกษาสร้างการเรียนรู้ การเรียนรู้คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีโอกาสเปลี่ยนแปลง</strong> แล้วการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญไม่ใช่สถานะทางสังคมหรือเปลี่ยนแปลงให้ตัวเองมีเงินมากขึ้น แต่คือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสมองที่จะทำให้มนุษย์คนหนึ่งเติบโตขึ้นและเข้าใจความจริง เมื่อคุณเข้าใจความจริงคุณจะดำรงชีวิตอยู่ตามสถานภาพของคุณได้อย่างมีคุณภาพ ชีวิตคุณจะมีคุณภาพมาก</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/5.jpg" alt="" class="wp-image-99168" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/5.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/5-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/5-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/5-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/5-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ไม่ใช่ว่าคุณมีสถานะทางสังคมสูงหรือมีฐานะร่ำรวยแล้วคุณจะมีความสุขเสมอไป เพราะสมองของคุณอาจถูกสร้างไปอีกแบบหนึ่ง ถูกสร้างให้กระหายต่อโดปามีน กระหายต่อตัวเลขในบัญชี สมองของคุณไม่ได้ถูกพัฒนาเพื่อให้มีความสุขอยู่กับธรรมชาติ มีความสุขอยู่กับผู้คนหรือครอบครัว</p>



<p>เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงโอกาสของความเท่าเทียม เราวัดกันที่คุณภาพชีวิตในลักษณะแบบนี้ มนุษย์ทุกคนมีชีวิตได้ไม่กี่ปี แต่ระหว่างไม่กี่ปีนั้นใครมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่ากัน ใครมีคุณภาพความสุขมากกว่ากัน ซึ่งอันนี้ก็วัดยาก พูดแล้วเหมือนเป็นคำปลอบใจนะ แต่ผมกำลังอธิบายให้เห็นว่าตอนนี้ระบบการศึกษาเป็นบัตรผ่านประตู แต่เนื้อแท้ของมันคือพื้นที่ที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ แล้วถ้าเรารู้ว่าจะเรียนรู้ไปเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างของสมอง ก็จะเกิดความเท่าเทียมขึ้น</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-240126/">“ผมจะไม่ยอมปล่อยให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว” ว่าด้วยการศึกษายืดหยุ่น-การเรียนรู้ยิ่งใหญ่ กับ วิเชียร ไชยบัง โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การศึกษาต้องยืดหยุ่นแค่ไหน ในยุคที่ AI เปลี่ยนโลกและชีวิตเด็กไทย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-230126/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 Jan 2026 09:09:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=99146</guid>

					<description><![CDATA[<p>พูดกันตามตรง เราเคยชินกับการเล่าเรื่องอนาคตของเด็กไทยผ่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-230126/">การศึกษาต้องยืดหยุ่นแค่ไหน ในยุคที่ AI เปลี่ยนโลกและชีวิตเด็กไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>พูดกันตามตรง เราเคยชินกับการเล่าเรื่องอนาคตของเด็กไทยผ่านสมมติฐานชุดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นต้นว่า เด็กในเมืองย่อมได้เปรียบ เด็กนอกเมืองย่อมตามหลัง เทคโนโลยีใหม่จะยิ่งขยายความเหลื่อมล้ำ และผู้ใหญ่จำเป็นต้องเป็นคนเลือกทางให้เด็กเสมอ</p>



<p>ภาพเหล่านี้ฟังดูเผินๆ อาจดูสมเหตุสมผล จนแทบไม่มีใครหยุดถามว่า ในโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วอย่างทุกวันนี้ สมมติฐานเหล่านี้ยังอธิบายชีวิตจริงของเด็กไทยได้ดีเพียงใด</p>



<p>บทความถัดจากนี้ จึงอยากชวนผู้อ่านถอยออกมามองภาพให้กว้างขึ้น ผ่าน <strong>4 ประเด็นสำคัญที่กำลังส่งผลต่อเด็กและครอบครัวไทย</strong>ในเวลาเดียวกัน ตั้งแต่</p>



<p>&#8211;<strong>สภาพเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน</strong>ที่เด็กยุคปัจจุบันต้องเผชิญ<br><strong>-บทบาทของ AI</strong> ในฐานะปัจจัยที่กำลังเปลี่ยนเงื่อนไขการเรียนรู้และการใช้ชีวิต<br>&#8211;<strong>ทักษะแบบไหนที่เด็กไทยจำเป็นต้องมี</strong><br>-ไปจนถึงคำถามที่ว่า <strong>ระบบการศึกษาควรถูกออกแบบใหม่อย่างไร</strong> เพื่อไม่ให้เด็กและครอบครัวจำนวนหนึ่งถูกทิ้งไว้ไกลเกินกว่าที่ระบบจะเอื้อมถึง</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงชวน <strong>ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ</strong> ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งกำลังทำงานวิจัยด้าน AI readiness ในบริบทการศึกษาไทยและประเทศอาเซียน มาร่วมสนทนา</p>



<p>เพื่อสำรวจว่าระบบการศึกษาไทยพร้อมหรือไม่พร้อมแค่ไหนต่อโลกที่กำลังเกิดขึ้นจริง</p>



<p>กรอบคิดแบบใดกันแน่ที่สังคมไทยกำลังใช้มองชีวิตของเด็กในยุคนี้</p>



<p>และหากเรากล้าขยับกรอบคิดนั้นออกไปอีกสักก้าว ฉากทัศน์ของเศรษฐกิจ งาน และโอกาสในชีวิตของเด็กไทย จะถูกเขียนขึ้นใหม่ได้มากเพียงใดต่อจากนี้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เด็กยุค 2000s ต้องโตมาเจอกับเศรษฐกิจแบบไหน?</strong></h3>



<p>โลกที่เด็กไทยกำลังเติบโตขึ้นมา ไม่ใช่โลกที่โอกาสค่อยๆ เปิดกว้างขึ้นตามกาลเวลา หากแต่เป็นโลกที่เพดานหลายอย่างกำลังลดระดับลงอย่างเงียบๆ โดยที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนเลือก และแทบไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ</p>



<p>เมื่อเรามองภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ คือ ‘ความเร็วของการเติบโต’ ที่ช้าลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการสะดุดเป็นช่วงๆ แต่เป็นการชะลอตัวที่ฝังตัวอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจเอง&nbsp; และกำลังนิยามอนาคตของประเทศในระยะยาว</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพชัด <strong>ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ </strong>อธิบายภาพ<strong>อนาคตของเศรษฐกิจไทยผ่านสามฉากทัศน์</strong>อย่างตรงไปตรงมา ดังนี้</p>



<p><strong>ฉากแรก คือภาพที่ไทยกำลังอยู่จริงในปัจจุบัน เศรษฐกิจเติบโตต่ำลงเรื่อย ๆ</strong> เทคโนโลยีอยู่ในระดับปานกลาง ปรับตัวได้แต่ไม่เร็วพอ ขณะที่แรงงานจำนวนมากติดอยู่ในกับดักทักษะต่ำถึงปานกลาง ส่งผลให้คุณภาพงานและคุณภาพชีวิตขยับขึ้นได้ยาก</p>



<p><strong>ฉากที่สอง คือเศรษฐกิจที่ยังเติบโตได้ แต่เป็นการเติบโตแบบ jobless growth</strong> มีการลงทุนและเทคโนโลยีมากขึ้น ทว่าพึ่งพาต่างชาติเป็นหลัก งานใหม่เกิดน้อย และไม่ช่วยยกระดับชีวิตแรงงานในระยะยาว</p>



<p><strong>ส่วนฉากที่สาม คือภาพที่ดีที่สุดแต่ไปถึงยากที่สุด นั่นคือเศรษฐกิจที่เติบโตพร้อมงานที่ดี</strong> มีความหมาย และมีความสามารถถือครองเทคโนโลยีสำคัญบางส่วนไว้กับประเทศ</p>



<p><strong>ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ประเทศไทยกำลังติดอยู่ในฉากทัศน์แรก …เศรษฐกิจที่โตต่ำ</strong> เทคโนโลยีระดับกลาง และแรงงานที่พัฒนาทักษะไม่ทันโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้น</p>



<p>ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจสะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน โดยหากมองย้อนไปก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตเฉลี่ยราว 7-8% ต่อปี หลังจากนั้นอัตราการเติบโตลดลงเหลือ 3-4% และก่อนโควิด-19 อยู่เพียงราว 2-3% ขณะที่ในช่วงหลังโควิด เศรษฐกิจไทยขยับอยู่แถว 1-2% เท่านั้น</p>



<p>“การเติบโตของประเทศเราหายไปทีละครึ่งทุกๆ สิบปี และนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันสะท้อนว่ามีเพดานบางอย่างกดทับเศรษฐกิจไทยอยู่จริง” ดร.แบ๊งค์กล่าว</p>



<p>ด้านเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักๆ แทบทุกตัวก็เริ่มติดเพดาน ไม่ว่าจะการบริโภคภาคครัวเรือน ซึ่งเคยมีสัดส่วนราว 65% ของ GDP ลดลงมาเหลือต่ำกว่า 52-58% ในช่วงห้าปีหลัง และไม่ใช่เพราะคนไทยไม่อยากใช้จ่าย แต่เพราะรายจ่ายโตเร็วกว่ารายได้ติดต่อกันมานาน ผลลัพธ์จึงไม่ใช่เงินออมที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นหนี้ครัวเรือนที่พอกพูน</p>



<p>ส่วนในด้านการลงทุน ภาพก็ไม่ต่างกันมากนัก เพราะสัดส่วนการลงทุนรวมของไทยที่เคยสูงถึงราว 40% ของ GDP ก่อนวิกฤตปี 2540 กลับลดลงมาเหลือเพียงราว 20% และไม่เคยฟื้นกลับไปสู่ระดับเดิมอีกเลย ยิ่งไปเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคก็ยิ่งเห็นชัดว่า&nbsp; ไทยมีสัดส่วนการลงทุนต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนความเร็วในการปรับตัวที่ช้ากว่าคู่แข่ง แม้ในช่วงหลังจะเริ่มมีการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่บางประเภท แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว</p>



<p><strong>เศรษฐกิจที่โตต่ำนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในตารางตัวเลข</strong> เพราะ<strong>หากแปลออกมาเป็นชีวิตจริงของเด็กและเยาวชนไทย ตั้งแต่ครอบครัวที่มีรายได้ตึงตัว โอกาสการลงทุนกับการเรียนรู้ที่จำกัด งานที่มั่นคงหายาก และรายได้ที่เติบโตช้าลง</strong></p>



<p>เด็กไทยจำนวนมากจึงไม่ได้เริ่มต้นชีวิตในสนามที่เปิดกว้าง แต่เติบโตขึ้นมาพร้อมเพดานที่กดต่ำลงตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน</p>



<p>และนี่คือภาพบริบททางเศรษฐกิจที่กำลังหล่อหลอมชีวิต ความหวัง และทางเลือกของเด็กไทยทั้งรุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-3.jpg" alt="" class="wp-image-99147" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ตลาดแรงงานที่ ‘ขยันให้ตาย ก็ใช่ว่าจะรอด’</strong></h3>



<p>ถ้าภาพเศรษฐกิจมหภาคคือฉากหลัง สิ่งที่กำหนดชีวิตของเด็กไทยอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด คือ <strong>‘ตลาดแรงงาน’ ที่พวกเขากำลังก้าวเข้าไปเผชิญ</strong></p>



<p>และภาพที่ ดร.แบ๊งค์ ฉายให้เห็นนั้น <strong>ชวนให้ตั้งคำถาม</strong>กับความเชื่อเดิมๆ อย่างหนักหน่วง ว่าการ <strong>‘ขยันแล้วจะรอด’ ยังใช้ได้จริงแค่ไหนในโลกวันนี้</strong></p>



<p>ดร.แบ๊งค์ ชี้ชัดว่า ปัญหาผลิตภาพแรงงานของไทยไม่ใช่เพราะคนไทยไม่เก่งหรือไม่ขยัน แต่เป็นเพราะคนจำนวนมากถูกดันเข้าไปอยู่ในโครงสร้างงานและโครงสร้างทักษะที่ไม่เอื้อให้ศักยภาพงอกงามได้จริง โดยรายงานของธนาคารโลกปี 2024 ที่สำรวจทักษะพื้นฐานของเด็ก เยาวชน และวัยแรงงานไทย สะท้อนช่องว่างนี้อย่างชัดเจน ดังนี้</p>



<p>เริ่มจากทักษะพื้นฐานที่สุดอย่าง การอ่านเพื่อใช้งานจริง (functional literacy) ไม่ใช่แค่อ่านออกเขียนได้ แต่ต้องอ่านแล้วนำไปตัดสินใจหรือแก้ปัญหาในชีวิตได้ ปรากฏว่า วัยรุ่นและผู้ใหญ่ไทยราว 2 ใน 3 ไม่ผ่านเกณฑ์นี้ และนี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่คือฐานรากของแรงงานทุกอาชีพ</p>



<p>ทักษะดิจิทัล (digital literacy) ก็ไม่ต่างกัน ทั้งที่โลกการทำงานกำลังเคลื่อนไปสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น แต่รายงานกลับพบว่า วัยแรงงานไทยราว 3 ใน 4 มีปัญหาในการใช้เครื่องมือดิจิทัลพื้นฐาน ตั้งแต่การกรอกข้อมูล ค้นหาข้อมูล ไปจนถึงการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการทำงาน ซึ่งช่องว่างนี้ทำให้คนจำนวนมากตามไม่ทันจังหวะของตลาดแรงงานยุคใหม่</p>



<p>ยังไม่นับทักษะทางอารมณ์และสังคม&nbsp; (socio-emotional skills) ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยวัยแรงงานไทยราว 30% ยังขาดทักษะนี้ และกลายเป็นเพดานที่มองไม่เห็นต่อการเติบโตในงาน</p>



<p>ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาของใครบางคน แต่เป็นต้นทุนของประเทศที่ธนาคารโลกประเมินไว้ว่า วิกฤตทักษะในเด็ก เยาวชน และวัยแรงงานไทย ทำให้ศักยภาพทางเศรษฐกิจสูญหายไปสูงถึงราว 20% ของ GDP เพราะคนจำนวนมากไม่สามารถพัฒนาทักษะให้ทันกับเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป</p>



<p>แต่แม้จะมีทักษะมากน้อยเพียงใด โครงสร้างตลาดแรงงานก็ยังกดทับเด็กไทยอยู่อีกชั้น นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า ‘แรงงานนอกระบบ’</p>



<p>จากข้อมูลพบว่า แรงงานไทยกว่า 50% ทำงานโดยไม่มีสัญญาจ้างที่มั่นคง ไม่มีสวัสดิการ และไม่มีหลักประกันทางสังคม ซึ่งงานลักษณะนี้มีความเปราะบางสูง และแทบไม่เปิดพื้นที่ให้พัฒนาทักษะในระยะยาว</p>



<p>…ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ความขยัน เพราะ<strong>แรงงานนอกระบบจำนวนมากทำงานหนักเกิน 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่รายได้กลับไม่ขยับตาม </strong>ความพยายามจึงไม่สามารถแปรเป็นชีวิตที่มั่นคงได้จริง</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่<strong>แรงงานที่จบปริญญา ก็ยังมีจำนวนไม่น้อยที่หลุดไปอยู่ในภาคงานนอกระบบ </strong>โดยเฉพาะในภาคค้าปลีก ค้าส่ง และ<strong>โรงแรม ซึ่งมีงานจำนวนมากแต่ไม่มั่นคง</strong> รายได้เฉลี่ยต่ำ และต่ำกว่าระดับค่าจ้างเพื่อชีวิต (living wage) นั่นหมายความว่า <strong>ต่อให้เรียนสูงขึ้น หากโครงสร้างงานไม่เอื้อ ศักยภาพก็ยังถูกกดทับอยู่ดี</strong></p>



<p>ภาพทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า <strong>ปัญหาตลาดแรงงานไทย</strong>ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษาไม่สูงพอ แต่คือ<strong>โครงสร้างงานที่ไม่เปิดทางให้ทักษะงอกงามและแปรเป็นคุณภาพชีวิตได้จริง</strong></p>



<p><strong>เด็กไทยจำนวนมากจึงเติบโตขึ้นมาในตลาดแรงงานที่ทำงานหนัก แต่ไปได้ไม่ไกล ต่อให้พยายามมากขึ้นเพียงใด หากโครงสร้างไม่เปลี่ยน ความฝันก็ยังอยู่ไกลเกินเอื้อม</strong></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาไทยพร้อมแค่ไหนกับ AI วันนี้</strong></h3>



<p>&nbsp;หากจะประเมินความพร้อมของสังคมต่อ AI โดยเฉพาะในบริบทการศึกษา ดร.แบ๊งค์ เสนอว่า เราจำเป็นต้องพิจารณาอย่างน้อยสามมิติที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ ความพร้อมในระดับปัจเจก ความพร้อมของสถาบัน และความพร้อมด้านธรรมาภิบาล จริยธรรม และความเป็นธรรมทางสังคม</p>



<p>มิติแรกคือ <strong>ความพร้อมในระดับปัจเจก (personal readiness) </strong>ซึ่งไม่ได้หมายถึงทักษะเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมตั้งแต่ทัศนคติ ความเข้าใจ ไปจนถึงความสามารถในการใช้งานจริง หรือ AI competency กล่าวให้สั้นที่สุดคือ ต้อง ‘อยากรู้ รู้จริง และทำเป็น’ ครบทั้งสามระดับจึงจะเรียกว่าพร้อม</p>



<p>แต่เมื่อพูดถึง ‘ระบบการศึกษา’ ด้วย ความซับซ้อนจะเพิ่มขึ้นทันที เพราะระบบนี้ยังมีครูและผู้ปกครองเป็นผู้เล่นสำคัญ กล่าวคือ <strong>หากครูไม่พร้อม เด็กอาจต้องไปเรียนรู้ AI นอกห้องเรียน หรือหากผู้ปกครองไม่พร้อม การเรียนรู้ก็อาจไม่ได้รับการสนับสนุนจากที่บ้าน </strong>ส่งผลให้เส้นทางการเรียนรู้ของเด็กถูกจำกัดไปโดยปริยาย</p>



<p>มิติที่สองคือ <strong>ความพร้อมของสถาบัน (institutional readiness) </strong>กล่าวคือ ต่อให้ปัจเจกมีความสามารถ แต่หากโรงเรียนหรือองค์กรไม่มีโครงสร้างรองรับ เช่น อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ไม่มีเครื่องมือ AI ให้ใช้ หรือมีนโยบายที่ปิดกั้นการใช้ AI ศักยภาพก็จะไม่สามารถทำงานได้จริง</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น วัฒนธรรมองค์กรที่มองการใช้ AI เป็น ‘ทางลัด’ หรือสัญญาณของความไม่เก่ง ยังยิ่งกดทับการเรียนรู้และการทดลอง ความพร้อมเชิงสถาบันจึงไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณ แต่รวมถึงนโยบายและบรรยากาศที่เอื้อให้คนกล้าเรียนรู้และใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์</p>



<p>มิติที่สามคือ <strong>ธรรมาภิบาล จริยธรรม และความเป็นธรรมทางสังคม (governance, ethics, and social justice) </strong>ซึ่งมักถูกมองข้ามในช่วงเริ่มต้นของการนำ AI มาใช้ แต่กลับเป็นตัวชี้ขาดในระยะยาว ตั้งแต่ปัญหาการพึ่งพา AI มากเกินไป ไปจนถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต ขณะเดียวกัน AI ยังมีแนวโน้มขยายความเหลื่อมล้ำเดิม หากการเข้าถึงเทคโนโลยีแตกต่างกันอย่างมากตามฐานทรัพยากรและสภาพแวดล้อม</p>



<p>ดร.แบ๊งค์ เล่าว่า เขาได้นำกรอบคิดนี้ไปทำการสำรวจความพร้อมด้าน AI ใน 10 ประเทศอาเซียน และโฟกัสมาที่ประเทศไทย ผลลัพธ์กลับท้าทายความเชื่อเดิมหลายประการ โดย<strong>ข้อค้นพบที่</strong>โดดเด่นที่สุดคือ …<strong>เด็กไทยมีความพร้อมด้าน AI สูงกว่าทั้งครูและผู้ปกครองในหลายมิติ </strong>ยกเว้นเพียงเรื่องการพึ่งพา AI มากเกินไปและข้อจำกัดด้านทรัพยากร</p>



<p>ข้อค้นพบนี้ นำไปสู่คำถามเชิงนโยบายที่สำคัญว่า การส่งเสริมการเรียนรู้ AI จำเป็นต้องผ่านโรงเรียนเพียงช่องทางเดียวหรือไม่ ในเมื่อข้อมูลชี้ว่า เด็กอาจพร้อมกว่าผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่ตัดสินใจแทนพวกเขา</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/20-‘ธนาคารโอกาส-จุดเริ่มต้น-‘วัฒนธรรมการส่งต่อ.jpg" alt="" class="wp-image-85210" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/20-‘ธนาคารโอกาส-จุดเริ่มต้น-‘วัฒนธรรมการส่งต่อ.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/20-‘ธนาคารโอกาส-จุดเริ่มต้น-‘วัฒนธรรมการส่งต่อ-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/20-‘ธนาคารโอกาส-จุดเริ่มต้น-‘วัฒนธรรมการส่งต่อ-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/20-‘ธนาคารโอกาส-จุดเริ่มต้น-‘วัฒนธรรมการส่งต่อ-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/08/20-‘ธนาคารโอกาส-จุดเริ่มต้น-‘วัฒนธรรมการส่งต่อ-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>จากจุดนี้ ดร.แบ๊งค์ เสนอว่า <strong>นโยบายแบบ demand-side financing หรือการสนับสนุนตรงไปที่ผู้เรียน เช่น คูปองการเรียนรู้ AI ที่เปิดโอกาสให้เด็กเลือกเอง</strong> อาจมีประสิทธิผลมากกว่าการอัดงบผ่านโรงเรียนหรือครัวเรือน ซึ่งเสี่ยงต่อการตัดสินใจแทนเด็กโดยผู้ใหญ่ที่อาจมีความพร้อมต่ำกว่า</p>



<p>นอกจากนี้ งานวิจัยของ ดร. แบ๊งค์&nbsp; ยังให้ผู้เข้าร่วมทำข้อสอบด้าน AI literacy เพื่อวัดความเข้าใจเชิงเนื้อหาและการใช้งานจริง ผลลัพธ์ยิ่งตอกย้ำภาพเดิม คือครูไทยทำคะแนนเฉลี่ยได้ราว 3.5 จาก 7 คะแนน ขณะที่เด็กทำได้สูงกว่า และเด็กไทยยังมีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียน ในขณะที่ครูไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเล็กน้อย</p>



<p>นอกจากการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มแล้ว งานศึกษาของ ดร. แบ๊งค์ ยังพบข้อค้นพบที่ชวนให้ต้องตีความใหม่ นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า ‘AI as a tool for the disadvantaged’ หรือ AI ในฐานะเครื่องมือของผู้ที่มีข้อจำกัดด้านโอกาส&nbsp; โดยทั่วไปแล้วเรามักมีสมมติฐานว่า คนในเมืองหรือเมืองหลวงย่อมพร้อมด้าน AI มากกว่า ทั้งในแง่ทรัพยากร การศึกษา และโอกาส</p>



<p>แต่จากข้อมูลการสำรวจชี้ว่า&nbsp; ‘เด็กนอกเมือง’ กลับทำคะแนน AI literacy ได้สูงกว่าเด็กในเมือง และเมื่อดูความพร้อมด้าน AI โดยรวม คะแนนของเด็กในเมืองและเด็กนอกเมืองกลับใกล้เคียงกันมาก บางมิติเด็กนอกเมืองยังสูงกว่าด้วยซ้ำ ต่างจากในมิติของครู ที่พบว่า ครูในเมืองมีความพร้อมและการสนับสนุนจากสถาบันสูงกว่าครูนอกเมือง</p>



<p>“ข้อมูลนี้อาจตีความใหม่ได้ว่า <strong>การที่เด็กนอกเมืองทำคะแนน AI literacy ได้ดีกว่าเด็กในเมือง อย่างน้อยในกรอบการศึกษานี้</strong> เป็นสัญญาณที่ควรถูกตั้งคำถามและศึกษาเพิ่ม เพราะมันชี้ให้เห็นว่า AI อาจไม่ได้ทำหน้าที่ขยายความเหลื่อมล้ำเพียงด้านเดียว <strong>หากอยู่ในบริบทและเงื่อนไขที่เหมาะสม AI อาจกลายเป็นเครื่องมือในการลดช่องว่างทางโอกาสได้เช่นกัน</strong>”</p>



<p>นอกจากนี้ เมื่อ ดร.แบ๊งค์ นำข้อมูลไปจัดเรียงตามระดับรายได้ ก็พบว่า กลุ่มที่มีคะแนน AI readiness และ AI literacy สูงที่สุด กลับเป็นกลุ่มรายได้ปานกลาง ไม่ใช่กลุ่มรายได้สูงหรือต่ำที่สุด เด็กกลุ่มนี้มีทรัพยากรพอสมควร แต่ยังต้องดิ้นรน จึงใช้ AI เป็นเครื่องมือในการยกระดับตัวเองอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ</p>



<p>แม้ข้อค้นพบทั้งหมดนี้ยังต้องการการวิจัยเชิงลึกเพิ่มเติม แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ AI ไม่ได้มีบทบาทตายตัวว่าจะขยายหรือแก้ความเหลื่อมล้ำ หากแต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข โครงสร้าง และนโยบายที่สังคมเลือกใช้ และในกรณีของไทย</p>



<p>ข้อมูลจำนวนไม่น้อยกำลังบอกเราว่า <strong>คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเด็กไทยพร้อมหรือยัง แต่คือระบบรอบตัวเด็กพร้อมจะเปิดพื้นที่ให้ศักยภาพนั้นทำงานหรือไม่</strong></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทักษะที่จำเป็นของเด็กไทย ในโลกที่มี AI อยู่ทุกที่</strong></h3>



<p>จากผลการศึกษาที่ ดร.แบ๊งค์ นำเสนอ ภาพหนึ่งที่ค่อนข้างชัดคือ เด็กไทยมีความพร้อมด้าน AI อยู่ในระดับหนึ่ง ทั้งในแง่ทัศนคติ ความเข้าใจ และการใช้งาน อย่างน้อยก็สูงกว่าครูและผู้ปกครอง ยิ่งเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน เด็กไทยก็ไม่ได้อยู่กลุ่มท้ายของตาราง หากยังอยู่ในครึ่งบนของภูมิภาคอีกด้วย</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ดร.แบ๊งค์ ย้ำว่า ความพร้อมด้าน AI เพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่า เด็กจะพร้อมรับมือกับโลกการทำงานและการใช้ชีวิตในระยะยาว เพราะ<strong>งานวิจัย</strong>และบทสนทนาในช่วงหลังเริ่ม<strong>ชี้ไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้นว่า ‘เก่ง AI อย่างเดียวไม่พอ’ และเด็กไทยจำเป็นต้องมีทักษะอื่นมาประกอบ</strong> เพื่อทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีคุณค่า</p>



<p><strong>ทักษะแรกคือ การสัมพันธ์กับผู้คนและความรู้สึก</strong> (human-touch skills และ socio-emotional skills)</p>



<p>ข้อมูลของ World Bank ชี้ว่า เด็กไทยประมาณ 30% ยังมีปัญหาในด้านทักษะทางสังคมและอารมณ์ ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญ เพราะแม้ AI จะเก่งเรื่องเหตุผล การคำนวณ หรือการจัดระเบียบข้อมูล แต่ AI ไม่ได้เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก และบริบทของมนุษย์ได้ทั้งหมด การทำงานที่ได้ผลจริงในโลกจริง ยังต้องอาศัยคนที่อ่านใจผู้อื่นออก สื่อสารเป็น และทำงานร่วมกับคนหลากหลายได้</p>



<p><strong>ทักษะที่สองคือ การประเมินคุณค่าและจริยธรรม</strong> หรือ (ethical skills และ normative values)</p>



<p>AI อาจช่วยเสนอทางเลือก A หรือ B ได้อย่างรวดเร็ว แต่การตัดสินใจว่าอะไร ‘ควร’ หรือ ‘ไม่ควร’ ในบริบทของสังคมหนึ่งๆ ยังเป็นหน้าที่ของมนุษย์ เด็กจึงจำเป็นต้องมีทักษะการคิดเชิงคุณค่า การมองผลกระทบในวงกว้าง และการสังเคราะห์ความหมายจากข้อมูล ไม่ใช่แค่เลือกคำตอบที่มีประสิทธิภาพที่สุดในเชิงเทคนิค</p>



<p><strong>ทักษะที่สามคือ</strong> <strong>ความคิดสร้างสรรค์และการคิดเชิงวิพากษ์</strong> (creative &amp; critical thinking)</p>



<p>นี่คือทักษะของการตั้งคำถาม การ ‘เอ๊ะ’ กับสิ่งที่เห็น และการไม่รับทุกอย่างแบบตรงไปตรงมา เพราะในยุคที่ AI สามารถสร้างคำตอบได้อย่างคล่องแคล่ว ความสามารถในการตั้งคำถามที่ดีและมองเห็นกรอบที่ซ่อนอยู่ กลายเป็นทักษะที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ</p>



<p><strong>ทักษะที่สี่คือ</strong> <strong>การขับเคลื่อนและทำงานจนสำเร็จ</strong> (execution and strategic deployment)</p>



<p>แม้ AI อาจช่วยวางแผน ช่วยจำลองสถานการณ์ หรือช่วยจัดลำดับความสำคัญได้ แต่การลงมือทำจริง การประสานคน การตัดสินใจในสถานการณ์ไปจนถึงการพาแผนไปให้ถึงเส้นชัย ยังเป็นบทบาทของมนุษย์อย่างชัดเจน</p>



<p><strong>และทักษะสุดท้ายคือ ความเพียรพยายามและความอดทนต่ออุปสรรค</strong> (grit &amp; patience)<br><br>ทักษะนี้อาจไม่หวือหวา แต่เป็นฐานสำคัญของการเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อ AI ทำให้จังหวะของโลกหมุนเร็วขึ้นกว่าที่เคย เด็กจึงต้องพร้อมลองผิดลองถูก ล้มแล้วลุก และเรียนรู้ต่อเนื่อง</p>



<p>ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า แม้ AI จะเข้ามาเปลี่ยนโลกอย่างลึกซึ้ง แต่ก็ยังมีทักษะอีกจำนวนมากที่ AI ทดแทนมนุษย์ไม่ได้ ซึ่งเด็กที่มีทักษะเหล่านี้และสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้ดี จะมีมูลค่าสูงขึ้นในตลาดแรงงาน และมีพื้นที่ไปทำสิ่งที่มีความหมายมากกว่าในอนาคต</p>



<p>คำถามสำคัญของการศึกษาไทยในวันนี้ จึงอาจไม่ใช่แค่ว่า ‘จะสอนเด็กใช้ AI อย่างไร’<br>แต่คือ จะออกแบบการเรียนรู้ให้เด็กใช้ AI ควบคู่กับการลับคมทักษะมนุษย์เหล่านี้ได้อย่างไร เพื่อให้การเติบโตในโลกอนาคต ไม่ได้เร็วขึ้นอย่างเดียว แต่ดีขึ้นด้วย</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>‘โอกาส’ ต้องมาพร้อม ‘ขีดความสามารถในการเลือก’</strong></h3>



<p>เมื่อพูดถึง<strong>อนาคตการศึกษาไทย</strong> หรือแม้กระทั่งในระดับโลก เรามักได้ยินคำว่า <strong>‘การศึกษาที่ยืดหยุ่น’</strong> ซึ่งถูกมองว่า เป็นหนึ่งในรูปแบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิต</p>



<p>แต่เมื่อเอาแนวคิดนี้มาวางทับลงบนชีวิตจริงของเด็กไทยจำนวนมาก ดร.แบ๊งค์ ชวนคิดว่า <strong>คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ว่า ระบบยืดหยุ่นหรือไม่ หากคือ เด็กและครอบครัวไทยมีขีดความสามารถพอจะใช้ความยืดหยุ่นนั้นหรือเปล่า</strong></p>



<p>ในเชิงโครงสร้าง ดร.แบ๊งค์ ยอมรับว่า หน่วยงานด้านการศึกษาอย่าง กสศ. ได้ทำงานเรื่องการศึกษาที่ยืดหยุ่นมาอย่างต่อเนื่อง มีทั้งองค์ความรู้ งานวิจัย และผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจดีว่าระบบควรถูกออกแบบอย่างไรให้รองรับความหลากหลายของชีวิตเด็ก และปรับเปลี่ยนได้ตามจังหวะชีวิตของแต่ละคน</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ดร.แบ๊งค์ มองว่า <strong>สิ่งที่มักถูกพูดถึงน้อยกว่า คือเรื่อง ขีดความสามารถ (capability) เพราะต่อให้โครงสร้างการศึกษาถูกออกแบบมาอย่างยืดหยุ่นเพียงใด หากคนที่อยู่ในระบบไม่มีขีดความสามารถพอจะเข้าไปใช้โครงสร้างนั้นได้จริง ความยืดหยุ่นก็อาจไม่ทำงาน</strong></p>



<p>โดยขีดความสามารถในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงความเก่งหรือความพยายามส่วนบุคคลอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการ ‘เลือกได้จริง’ โดยไม่ถูกแรงบีบจากชีวิตผลักออกจากทางเลือกนั้น ทั้งที่ในเชิงระบบ ทางเลือกดังกล่าวเปิดอยู่แล้ว</p>



<p>ทว่าในความเป็นจริง เด็กจำนวนไม่น้อยกลับเลือกไม่ได้ แม้ระบบจะเปิดอ้าอยู่ก็ตาม</p>



<p>“ในหลายกรณี เด็กบางคนไม่ได้ออกจากระบบการศึกษาเพราะไม่เห็นคุณค่าของมัน แต่เพราะภาระหนี้และรายจ่ายในครอบครัวสูงเกินกว่าจะรอให้การศึกษาค่อยๆ สร้างผลตอบแทนในอนาคตได้ สำหรับเด็กกลุ่มนี้ การออกไปทำงานไม่ใช่ ‘การเลือก’ หากคือสิ่งจำเป็นเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว” ดร.แบ๊งค์ ยกตัวอย่าง</p>



<p>กล่าวคือ แม้ภาคการศึกษาจะพยายามออกแบบกลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเคลื่อนที่ การเรียนทางเลือก หรือมาตรการป้องกันไม่ให้หลุดจากระบบง่ายๆ ก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่า มีบางกรณีที่มัน ‘สุดปลายมือจริง ๆ’&nbsp; ไม่ใช่เพราะระบบไม่พยายาม แต่เพราะทรัพยากรชีวิตของเด็กและครัวเรือนไม่เพียงพอ</p>



<p>จุดนี้ทำให้เห็นชัดว่า <strong>หากจะพูดถึงการศึกษาที่ยืดหยุ่นอย่างจริงจัง จำเป็นต้องคิดควบคู่กันอย่างน้อยสองเรื่อง คือ&nbsp;</strong></p>



<p><strong>หนึ่ง-โครงสร้างที่ยืดหยุ่น</strong><br><strong>และสอง-การทำให้คนมีขีดความสามารถพอจะใช้โครงสร้างนั้นได้</strong></p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-3.jpg" alt="" class="wp-image-99148" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-3.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-3-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-3-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-3-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>ดร.แบ๊งค์ ชี้ว่า สองเรื่องนี้เป็นคนละระดับของปัญหา และต้องใช้เครื่องมือแก้ไขที่ต่างกัน หากนำมาปะปนกัน เราอาจจะสับสนได้ว่า <strong>สิ่งที่ติดขัดอยู่</strong> คือ <strong>ระบบการศึกษา&nbsp; หรือ เป็นเงื่อนไขชีวิตของผู้เรียน</strong> ทั้งที่ในความเป็นจริง <strong>ทั้งสองด้านจำเป็นต้องถูกขยับไปพร้อมกัน</strong></p>



<p>แนวคิดเรื่องขีดความสามารถอาจฟังดูเป็นนามธรรม แต่เมื่อมองลงไปในระดับครัวเรือน ภาพของความไม่เท่ากันจะปรากฏชัดขึ้นทันที ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2023 พบว่า เด็กไทยเกือบ 40% เติบโตอยู่ในครัวเรือนภาคเกษตร ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าครัวเรือนไทยโดยรวมราว 23% และยังต้องเผชิญความผันผวนสูงจากราคาพืชผล</p>



<p>นั่นหมายความว่า เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้เพียงเริ่มต้นด้วยทรัพยากรที่น้อยกว่า แต่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอนเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในครัวเรือนที่รายได้ผันผวน การวางแผนการศึกษาในระยะยาวจึงกลายเป็นเรื่องยาก รายได้ในช่วงที่ดีไม่อาจนำไปลงทุนด้านการศึกษาได้อย่างเต็มที่ หากแต่ต้องกันสำรองไว้เพื่อรับมือกับช่วงเวลาที่เลวร้ายซึ่งรู้ว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน เงื่อนไขเช่นนี้ค่อยๆ บีบขีดความสามารถของเด็กให้แคบลง แม้ในเชิงโครงสร้าง ระบบการศึกษาจะเปิดทางเลือกไว้แล้วก็ตาม</p>



<p>หรือหากมองในมิติความเหลื่อมล้ำด้านฐานะ ข้อมูลจากรายงาน สถานการณ์เด็กและครอบครัว ปี 2024 ของ 101.Pub ชี้ว่า ครัวเรือนที่มีรายได้สูงที่สุด 10% ของประเทศ ใช้จ่ายด้านค่าเล่าเรียนสูงกว่าครัวเรือนที่ยากจนที่สุดมากกว่า 40 เท่า อีกทั้งยังเข้าถึงอุปกรณ์การเรียนที่มีคุณภาพกว่า และสามารถแบกรับค่าใช้จ่ายเพื่อการเดินทางหรือการเรียนไกลบ้านได้มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ</p>



<p>กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ครัวเรือนที่มีฐานะดีกว่า สามารถ ‘ขยับโลจิสติกส์ของชีวิต’ เพื่อไล่ตามโอกาสทางการศึกษาที่ดีกว่าได้ ขณะที่ครัวเรือนยากจนจำเป็นต้องอยู่กับตัวเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่บริบทพื้นที่ของตนเอื้ออำนวย</p>



<p>ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพของ ขีดความสามารถที่ไม่เท่ากัน และอธิบายได้ว่าทำไมการพูดถึงความยืดหยุ่นของระบบการศึกษาเพียงในเชิงโครงสร้าง อาจนำไปสู่สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น ‘ความยืดหยุ่นปลอม’ หากไม่แตะต้องเงื่อนไขชีวิตจริงของเด็กและครัวเรือน</p>



<p>ท้ายที่สุดแล้ว บทสนทนาทั้งหมดนี้ชี้ไปยังข้อสรุปเดียวกันว่า เด็กไทยไม่ได้กำลังเติบโตขึ้นมาในโลกที่โอกาสค่อยๆ เพิ่มพูนตามกาลเวลา หากแต่ต้องเผชิญกับเศรษฐกิจที่เติบโตช้าและซึมยาว การมาถึงของ AI ในฐานะปัจจัยสำคัญ และโครงสร้างตลาดแรงงานที่ไม่เป็นธรรมตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยซ้ำ</p>



<p>ภาพนี้อาจฟังดูโหดร้าย แต่คือความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว และมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น</p>



<p>หากการศึกษาไทยยังมองไม่ถึงทักษะมนุษย์ที่จำเป็นต่อการอยู่และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีคุณค่า</p>



<p>และหากระบบยังหยุดอยู่แค่การ “เปิดทางเลือก” ในเชิงโครงสร้าง แต่ไม่ได้เพิ่มขีดความสามารถให้เด็กได้เลือกได้จริงๆ – เพราะเด็กยังต้องเผชิญ และถูกบีบจากความยากจน ความไม่แน่นอน และความเหลื่อมล้ำอยู่ตลอดเวลา</p>



<p><strong>ความยืดหยุ่นที่ไม่แตะเงื่อนไขชีวิตจริงนี้</strong> ก็อาจไม่ต่างจากการเปิดประตูไว้กว้าง แต่ปล่อยให้หลายคนไม่มีแรงพอจะก้าวเข้าไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-230126/">การศึกษาต้องยืดหยุ่นแค่ไหน ในยุคที่ AI เปลี่ยนโลกและชีวิตเด็กไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ดื้อคัดทิ้ง แพ้คัดออก’ หยุดทารุณเด็กในนามของความเป็นเลิศ ด้วยการศึกษายืดหยุ่นที่ไม่ไร้ทิศ : บทสนทนา กับ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-210126/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Jan 2026 05:13:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=99110</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราอาจไม่รู้สึกตกใจอีกแล้วกับข่าวเด็กที่เรียนจนเครียด ส [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-210126/">‘ดื้อคัดทิ้ง แพ้คัดออก’ หยุดทารุณเด็กในนามของความเป็นเลิศ ด้วยการศึกษายืดหยุ่นที่ไม่ไร้ทิศ : บทสนทนา กับ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราอาจไม่รู้สึกตกใจอีกแล้วกับข่าวเด็กที่เรียนจนเครียด สอบจนป่วย หรือหลุดออกจากระบบการศึกษาด้วยใจที่แตกสลาย เพราะภาพเหล่านี้ค่อยๆ กลายเป็นเรื่องปกติใหม่ในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเด็กจำนวนมากที่เติบโตมากับการถูกจัดอันดับ เปรียบเทียบ และประเมินคุณค่าผ่านระบบแพ้คัดออกตั้งแต่ในวัยที่ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าตัวเองมีศักยภาพแบบไหน การเรียนที่เร่งรัดและเข้มข้นตั้งแต่วัยอนุบาล ไปจนถึงการสอบที่เดิมพันสูงและกดดันมากกว่าวัดการเรียนรู้</p>



<p>สิ่งเหล่านี้ทำให้ความเหนื่อยล้า ความสิ้นหวัง และความรู้สึกว่า ‘ไม่ดีพอ’ ฝังตัวอยู่ในชีวิตเด็กเร็วกว่าที่ควรจะเป็น พร้อมกับความฝันของเด็กจำนวนมากที่ค่อยๆ หายไปอย่างเงียบงันนับไม่ถ้วน</p>



<p>ปัญหาคือ เราเลือกที่จะเรียกสิ่งนี้ว่า ‘มาตรฐาน’ แทนที่จะยอมรับว่ามันคือความรุนแรงเชิงระบบ คือการทารุณกรรมอีกรูปแบบหนึ่งที่กระทำต่อเด็ก ในนามของ ‘ความเป็นเลิศ’</p>



<p>ภายใต้แรงกดทับของโครงสร้างเช่นนี้ ‘การศึกษายืดหยุ่น’ จึงถูกพูดถึงมากขึ้น ในฐานะความพยายามหาทางออกให้กับเด็กที่ไปต่อกับระบบเดิมไม่ไหว และสำหรับ<strong> ‘หมอเดว’ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี </strong>กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่น เขามองว่า <strong>การศึกษายืดหยุ่นไม่ควรเริ่มต้นจากคำถามเรื่องรูปแบบหรือเส้นทางการเรียนรู้ แต่เริ่มจากคำถามที่ลึกกว่านั้น ว่าเด็กในแต่ละช่วงวัยมีความพร้อมทางพัฒนาการเพียงใด</strong> ใครควรเป็นผู้ตัดสินใจ และผู้ใหญ่ควรรับผิดชอบบทบาทใดในกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงนัดหมายสนทนากับ ‘หมอเดว’ เพื่อกลับไปตั้งหลักคิดกันใหม่ว่า <strong>การศึกษายืดหยุ่นในความหมายที่ไม่ทำร้ายเด็ก ควรหน้าตาเป็นอย่างไร</strong> เพื่อให้เด็กอยู่รอดทั้งทางกาย ใจ และสังคม โดยไม่ถูกปล่อยให้แบกรับผลลัพธ์ของการตัดสินใจที่เกินวัยเพียงลำพัง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>1.</strong><br><strong>การศึกษาแบบ ‘ทารุณกรรมเด็ก’</strong><br><strong>ในนามของความเป็นเลิศ</strong></h3>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าพูดกันตรงๆ คุณหมอมองระบบการศึกษาไทยปัจจุบันอย่างไร</strong></h4>



<p>ผมมองว่าการศึกษาปัจจุบันของเราเป็นระบบ ‘แพ้คัดออก’ ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงประถม และในมุมมองของผม นี่คือ ‘ระบบทารุณกรรมเด็ก’</p>



<p>คำว่า ‘ทารุณกรรม’ หรือ abuse อ้างอิงตามหลักของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ไม่ได้หมายถึงแค่การทำร้ายร่างกาย แต่รวมถึงการทำร้าย จิตใจ อารมณ์ สังคม เพศสภาพ ไปจนถึงมิติไซเบอร์ด้วย</p>



<p>ซึ่งเวลาพูดถึง child abuse สังคมมักจะนึกถึงพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่ทำร้ายเด็ก แล้วเราก็ไปตามจับคนเหล่านั้นเท่านั้น แต่สิ่งที่เราแทบไม่เคยตั้งคำถามเลยคือ​​แล้วระบบล่ะ? ระบบการศึกษาที่ออกแบบมาให้เด็กจำนวนหนึ่งแพ้ตั้งแต่ยังเล็กมากๆ แบบนี้ ไม่ถือว่าเป็นการทารุณกรรมเด็กหรืออย่างไร?</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ร่องรอยของ ‘ระบบทารุณกรรมเด็ก’ ปรากฏในชีวิตจริงของเด็กอย่างไรบ้าง ทั้งในแง่อาการ สุขภาพจิต และพัฒนาการ</strong></h4>



<p>โห เยอะมากครับ</p>



<p>อย่างแรกที่เห็นชัดคือ ‘ความเครียดสะสม’ ที่ทำให้เด็กจำนวนมากรู้สึกว่า ตัวเองพ่ายแพ้ในชีวิต แพ้ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนไม่เห็นทางออก เช่น เคยมีเด็กคนหนึ่งพูดกับผมว่า “อย่าย่ำจุดอ่อนของผมจนแม้แต่แกนชีวิตผมเสียสิครับ”</p>



<p>วันที่เขาพูดประโยคนี้ คือวันที่เขาเอาใบลาออกมาให้ผมดู และในใบนั้นเขียนว่า “ขอลาออกจากระบบการศึกษาประเทศไทย” ทั้งๆ ที่เขายังเรียนอยู่แค่ระดับมัธยมต้น แต่เขารู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้ว และเลือกจะอยู่แต่ในบ้าน ไม่อยากมาเรียนอีกแล้ว</p>



<p>ในทางจิตวิทยา ผมใช้คำว่าเขาอยู่ในภาวะ learned helplessness หรือ ภาวะสิ้นหวังกับระบบการศึกษา เพราะเด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ซ้ำๆ ว่า …ไม่ว่าพยายามแค่ไหนก็แพ้อยู่ดี</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/0513_SIM-พร้อมเรียน-007.jpg" alt="" class="wp-image-93299" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/0513_SIM-พร้อมเรียน-007.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/0513_SIM-พร้อมเรียน-007-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/0513_SIM-พร้อมเรียน-007-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/0513_SIM-พร้อมเรียน-007-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/05/0513_SIM-พร้อมเรียน-007-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อระบบผลักเด็กออกด้วยโมเดลการแข่งขัน ความสูญเสียที่คุณหมอเห็นมันไปไกลถึงขั้นไหน</strong></h4>



<p>มันหนักถึงขั้นการสูญเสียชีวิตครับ มีเด็กที่กระโดดตึกเสียชีวิตหลังสอบไฟนอลเสร็จ โดยครูในโรงเรียนก็บอกผมว่า “เด็กคนนี้เครียดกับการเรียนมาก”</p>



<p>แล้วยังมีเด็กมัธยมปลายโรงเรียนดังที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ โรงเรียนที่ผลิตเหรียญโอลิมปิกเป็นว่าเล่น จนกระทรวงและประเทศภูมิใจนักหนา เด็กคนนั้นเดินมาบอกผมว่า</p>



<p>“หมอ พ่อผมก็แก่แล้ว เจ็บป่วย ไม่ค่อยมีผลิตผลอะไร ผมว่าแกตายไปก็ดีนะ” พูดง่ายๆ คือสาปแช่งพ่อตัวเอง</p>



<p>สิ่งที่หมอกำลังสะท้อนคือ ‘ความเครียดสะสม’ ที่กำลังเพิ่มขึ้นในเด็ก ทั้งในรูปของการฆ่าตัวตาย การพยายามฆ่าตัวตาย ความคิดที่บิดเบี้ยว และภาวะซึมเศร้าที่ต้องใช้ยา ซึ่งล้วนสัมพันธ์กับระบบแบบแพ้คัดออกในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน เด็กอีกจำนวนหนึ่งที่รู้สึกว่า ‘ปีนยังไงก็ไม่ถึง’ ก็พัฒนาไปสู่ภาวะ learned helplessness และเลือกถอยออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาที่เราพูดกันจึงไม่ใช่แค่เรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แต่มันรวมถึงการที่เด็กรู้สึกว่า “ผมไม่ใช่คนที่ระบบต้องการ”</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วถ้ามองในกรณีของเด็กเล็กตั้งแต่ช่วงปฐมวัย คุณหมอเห็นภาพของระบบแพ้คัดออก สะท้อนออกมาในชีวิตเด็กอย่างไรบ้าง</strong></h4>



<p>ผมเห็นกับตาเลยครับ ในวันสอบเข้าโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่ง มีเด็กสมัครสอบประมาณสามพันคน รับแค่ร้อยคน</p>



<p>ผมเห็นเด็กอนุบาลสามคนหนึ่ง ตาปรือด้วย เพราะคงเหนื่อยล้าและต้องตื่นเช้าแล้วมาเจอกับฝูงชนที่แน่นไปหมด พอเด็กดูปรือๆ แม่ก็กระชากเสียงว่า “ลูก ตื่นได้แล้ว ใกล้เวลาสอบแล้ว” แล้วยังบอกอีกว่า “วันนี้เป็นวันชี้เป็นชี้ตายของลูกนะ”</p>



<p>จากนั้นแม่เอายาหม่องมาทา มานวดที่ขมับและเปลือกตา ให้เด็กตื่นและ alert ผลคือ หลังสอบ เด็กอาเจียน และเลือดกำเดาไหล ผมอยากถามดังๆ ว่า ใจคอผู้ใหญ่ทำด้วยอะไร แบบนี้ไม่เรียกว่าระบบทารุณกรรมเด็กหรือ?</p>



<p>เรามีกฎหมายด้วยนะครับ <strong>พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 วางหลักไว้ชัดเจนว่า ต้องไม่มีการแข่งขันคัดเลือกใดๆ ที่กระทบต่อพัฒนาการเด็ก</strong>นะครับ</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อการศึกษาไม่ควรเป็นสนามแข่งขันตั้งแต่ต้น คุณหมอมองระบบการสอบที่มีเดิมพันสูงในไทยอย่างไร</strong></h4>



<p>ไม่ใช่แค่การสอบเข้าของเด็กเล็กนะครับ ยังมีระบบสอบอย่าง TCAS, O-NET รวมถึงการสอบที่เรียกว่า high-stakes test (การสอบที่ผลลัพธ์มีเดิมพันสูงต่อชีวิตเด็ก) หลายประเทศเลิกใช้กันไปนานแล้ว</p>



<p>อย่ามาอ้างคำว่า competitiveness index เพราะสมรรถนะในการแข่งขัน ควรเกิดในวัยที่มีวุฒิภาวะและความพร้อม เหมือนการแข่งกีฬา ที่สมัครใจ แข่งบนกติกา และรู้ผลลัพธ์ที่รับได้</p>



<p>แต่ระบบการศึกษา ไม่ใช่สนามแข่งขัน มันคือระบบพัฒนาคุณภาพพลเมือง คำถามมันจึงควรเป็น …เด็กมี literacy ไหม อยู่รอดในสังคมได้ไหม ประกอบอาชีพได้ไหม มีคุณภาพชีวิตที่ดีหรือเปล่า ไม่ใช่วัดว่าใครได้เกรดเท่าไหร่</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>2.</strong><br><strong>มายาคติของ ‘easy child’<br>เด็กป่วยที่ระบบรัก</strong></h3>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>‘ระบบการศึกษาแบบแพ้คัดออก’ สะท้อนสมมุติฐานอะไรที่ฝังลึกอยู่ในสังคม</strong></h4>



<p>ผมคิดว่ามันมาจากมายาคติของผู้ใหญ่ที่เชื่อว่า ‘เด็กเป็นผ้าขาว’ พอใส่สี ใส่ลวดลายลงไป ก็จะได้ผลลัพธ์ตามแบบที่ระบบต้องการ</p>



<p>แต่จากประสบการณ์ของหมอ ‘เด็กไม่ใช่ผ้าขาว’ แต่เด็กคือ ‘ผ้าสีพื้น’ หมายถึงเด็กแต่ละคนมี temperament หรือลักษณะอารมณ์พื้นฐานติดตัวที่เด็กคนหนึ่งมีมาตั้งแต่เกิด บางคนโทนนี้ บางคนโทนนั้นต่างกันไป</p>



<p>ปัญหาคือ ระบบการศึกษาไม่เคยออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับพื้นฐานอารมณ์ของเด็กเลย ระบบของเราถูกออกแบบมาเพื่อเด็กเลี้ยงง่าย หรือที่เรียกว่า easy child เป็นหลัก</p>



<p>ในทางกุมารเวช เรารู้กันดีว่าเด็กส่วนใหญ่ที่เกิดมาจะเป็นเด็กเลี้ยงง่ายประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ก็ต้องมีเด็กเลี้ยงยาก (difficult child) มีเด็กอ่อนไหวง่ายที่เก็บรายละเอียดทุกอย่าง มีอารมณ์ศิลปินตั้งแต่เกิด ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะครอบครัวเลี้ยงไม่ดี แต่เป็นพื้นฐานทางอารมณ์ของเขาที่ติดตัวมา</p>



<p>พอระบบไม่รองรับความหลากหลายเหล่านี้ ทำให้เด็กที่พลังเยอะ อยากขยับ อยากปลดปล่อย กลับถูกเขียนรายงานว่า “สงสัยสมาธิสั้น” ทั้งที่จริง ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เด็ก แต่อยู่ที่ระบบที่บังคับให้เด็กทุกคนต้องนั่งนิ่ง เรียบร้อย และรับเนื้อหาในกรอบเดียวกันต่างหากล่ะ</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อกรอบคิดแบบเดิมของผู้ใหญ่ถูกใช้กับเด็กในโลกปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่คุณหมอเห็นคืออะไร</strong></h4>



<p>เด็กทุกวันนี้เรียนกันตั้งแต่จันทร์ถึงจันทร์ แต่ไม่ได้เรียนกันแบบ ‘ใจถึงใจ’ สายตาของเด็กจำนวนมากมันจึงดูว่างเปล่า ไม่ต่างอะไรกับซอมบี้</p>



<p>มันสะท้อนว่าผู้ใหญ่ยังยึดกรอบคิดจากยุคเดิม ยุคที่การแข่งขันยังไม่สูงเท่านี้ ระบบดิจิทัลยังไม่เข้ามาจัดอันดับและเปรียบเทียบทุกอย่างตลอดเวลา พ่อแม่เลิกงานก็ยังกลับบ้านได้ และแม้ไม่อยู่ ก็ยังมีญาติผู้ใหญ่ทำหน้าที่เป็น buffer ทางอารมณ์ ช่วยพยุงเด็กได้อย่างเป็นธรรมชาติ</p>



<p>แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเรายังเชื่อว่า เด็กทุกคนมีเวลาเท่ากัน ต้นทุนเท่ากัน ต้องเรียนเท่ากัน ชั่วโมงเท่ากัน และถูกมองว่าเป็นผ้าขาวเหมือนกันทั้งหมด กรอบคิดนี้ผิดตั้งแต่จุดตั้งต้น</p>



<p>เมื่อระบบยึดกรอบคิดแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการอัดเนื้อหาลงไปตั้งแต่วัยเด็ก โดยไม่เคยถามเลยว่า เด็กแต่ละคนพร้อมรับได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งสังคมแข่งขันสูงขึ้น ความคาดหวังของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะพ่อแม่ ก็ยิ่งกดทับช่วงเวลาการเรียนรู้ของเด็ก ชั่วโมงเรียนเต็มไปด้วยเนื้อหา ตัวชี้วัด และการประเมินผล ความเครียดสะสมมากขึ้น และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/5-LinkThumbnail-สมัชชาการศึกษานครลำปาง-กับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก.jpg" alt="" class="wp-image-64746" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/5-LinkThumbnail-สมัชชาการศึกษานครลำปาง-กับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/5-LinkThumbnail-สมัชชาการศึกษานครลำปาง-กับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/5-LinkThumbnail-สมัชชาการศึกษานครลำปาง-กับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/5-LinkThumbnail-สมัชชาการศึกษานครลำปาง-กับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/5-LinkThumbnail-สมัชชาการศึกษานครลำปาง-กับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังเรียนได้ ทำตามกติกาได้ ยังไม่แพ้ในระบบ แต่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติ คุณหมอมองเด็กกลุ่มนี้อย่างไร</strong></h4>



<p>หมอขอพูดถึงกลุ่มที่เรียกว่า easy child ก่อนนะครับ เช่น เด็กที่เข้า day care หรือ nursery ได้ตั้งแต่ขวบครึ่ง พ่อแม่ก็ดีใจมาก บอกว่า “ลูกไปได้ ไม่ร้องเลย เลี้ยงง่าย ปรับตัวเก่งมากเลยหมอ”</p>



<p>ก็ใช่ครับ โชคดีของคุณ คุณได้ลูกที่เป็น easy child เขาปรับตัวง่าย ไม่งอแง เข้ามานั่งเรียนก็นั่งนิ่ง เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ โตขึ้นมาพ่อแม่สั่งให้เรียนยังไงก็เรียน หันซ้ายก็ซ้าย หันขวาก็ขวา ให้เรียนหนักกวดวิชาเสาร์อาทิตย์ เด็กยอมทำตามทุกอย่างอย่างว่าง่าย</p>



<p>ผลคือ เกรดดี เข้าโรงเรียนดัง สอบติดหมอ เรียนจบหมอครบสูตรแล้วสุดท้าย… บวชทั้งชีวิต</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ระบบการศึกษากำลังผลิตเด็กแบบไหนขึ้นมา จากการยกย่อง ‘เด็กเลี้ยงง่าย’ หรือ easy child</strong></h4>



<p>หมออยากถามดังๆ ไปถึงผู้บริหารกระทรวงศึกษาว่า คุณพอใจใช่ไหมกับการได้ easy child ที่คิดนอกกรอบไม่เป็น ไม่มี innovation (นวัตกรรม) ต้องรอคำสั่งตลอดชีวิต สั่งให้ซ้ายก็ซ้าย สั่งให้ขวาก็ขวา ต้องเป็นเด็กผ้าพับ เรียบร้อยตลอดเวลา</p>



<p>เราพอใจกับการพัฒนาพลเมืองที่คิดนอกกรอบไม่เป็น ทำงานแบบรูทีน ทักษะทางสังคมอ่อน เรียนสูงถึงดอกเตอร์แต่พูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง นั่งวงไหนก็แตกวงนั้นจริงๆ เหรอ</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วในอีกด้าน ระบบการศึกษามองว่า เด็กที่ไปต่อกับระบบไม่ได้คือ ‘ปัญหาของเด็ก’ อย่างนั้นเหรอ</strong></h4>



<p>นี่คือความเข้าใจผิดสำคัญ เพราะการที่เด็กจำนวนหนึ่งสามารถเรียนและปรับตัวกับระบบได้ ไม่ได้แปลว่าระบบนี้ดีสำหรับทุกคน และใครที่เรียนไม่ได้ก็ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นความล้มเหลวส่วนตัว</p>



<p>เราเลยเห็นเด็ก ม.4 ต้องไปเรียนคอร์ส ม.6 เด็ก ม.6 ต้องไปเรียนคอร์สปี 2 เด็กบางคนทำได้ พ่อแม่ก็บอกว่า “เขาทำได้อย่างมีความสุขนะหมอ” แต่หมออยากถามว่า เรากำลังขโมยธรรมชาติของเด็ก ขโมยช่วงชีวิตที่เขาควรได้เรียนรู้วิชาชีวิต เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่นหรือเปล่า</p>



<p>หมอเองก็เป็นเด็กเรียน แต่ต้องทำงานส่งเสียตัวเองเรียน สมัยนั้นไม่มี กยศ. ไม่มี กสศ. ประสบการณ์นอกห้องเรียน ทำกิจกรรม ทำงานกับคน สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่หล่อหลอมภาวะผู้นำ ซึ่งมันไม่ได้อยู่ในตำราเรียนเลย</p>



<p>เพราะฉะนั้น ระบบการศึกษาจำเป็นต้องมองเรื่องนี้ให้ขาด อย่าหลงคิดว่า การที่เด็กจำนวนหนึ่งสามารถปรับตัวและไปต่อกับระบบได้ หมายความว่าระบบนี้ดีเพียงพอแล้ว</p>



<p>เพราะในความเป็นจริง ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจไปต่อได้ และถูกทิ้งไว้กับความรู้สึกสิ้นหวัง ความเจ็บป่วยทางใจ และผลกระทบที่รุนแรงต่อชีวิต หากระบบยังยอมรับความสูญเสียเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ หมอพูดได้คำเดียวว่า น่าเศร้าอย่างยิ่ง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>3.</strong><br><strong>การศึกษายืดหยุ่น<br>ทางเลือกที่ต้องมีเข็มทิศ</strong></h3>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เพราะแบบนี้ใช่ไหม การศึกษายืดหยุ่นจึงถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงหลัง</strong></h4>



<p>ใช่ครับ และมันไม่ใช่เรื่องใหม่เลย</p>



<p>หลายปีก่อน หมอเคยให้สัมภาษณ์ในเวที TEP Forum ของ Thailand Education Partnership ตอนนั้นหมอพูดไว้ชัดมากว่า “การศึกษาทางเลือกจะเจริญรุ่งเรือง เพราะคนเริ่มท้อกับระบบการศึกษาที่ถูกออกแบบมาแบบเดียว”</p>



<p>โลกไปไกลแล้ว แต่การศึกษาของเรายังอืด และสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือ เรากำลังทิ้ง human resource หรือทรัพยากรมนุษย์จำนวนมหาศาล ทั้งที่มันคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศ <strong>การศึกษายืดหยุ่นจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเป็นกระแส แต่มันเกิดขึ้นเพราะเด็กและคนจำนวนมาก ไม่สามารถรอระบบเดิมได้อีกต่อไปแล้ว</strong></p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าใช้ภาษาของแพทย์ ไม่ใช่ภาษานโยบาย คำว่า ‘การศึกษาที่ยืดหยุ่น’ ควรถูกนิยามว่าอะไร</strong></h4>



<p>ถ้าพูดแบบแพทย์ ต้องตั้งหลักให้ดีตั้งแต่ต้นครับ หมอมองว่าการศึกษาคือการพัฒนาคุณภาพชีวิต และต้องตั้งธงให้ชัดว่า learn to live กับ learn to love เด็กที่เติบโตขึ้นมาได้ดี ไม่ใช่แค่ต้อง ‘อยู่ได้’ แต่ต้อง ‘รักเป็น’ ทั้งรักตัวเอง รักคนรอบข้าง รักสิ่งแวดล้อม และรักในอาชีพของตัวเอง</p>



<p>เมื่อเราเชื่อแบบนี้แล้ว ต่อมาคือการออกแบบการเรียนรู้ โดยยืนอยู่บนพัฒนาการของเด็กเป็นหลัก</p>



<p>เพราะฉะนั้น การศึกษายืดหยุ่นไม่ใช่การปล่อยให้เด็กตัดสินใจอะไรผิดวัย แต่ผู้ใหญ่ต้องออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับวุฒิภาวะของเขา คือ<strong>คำว่า ‘ยืดหยุ่น’ จริงๆ แล้วกำลังเรียกร้องให้ผู้ใหญ่กลับมาทบทวนตัวเองมากกว่า</strong></p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าจะทำให้การศึกษายืดหยุ่นเกิดขึ้นจริง ระบบควรออกแบบอย่างไรตามพัฒนาการเด็ก</strong></h4>



<p><strong>หัวใจของการศึกษายืดหยุ่นคือ competency-based learning หรือการเรียนรู้ที่ดูจากความสามารถจริง ไม่ใช่แค่คะแนนหรือเกรด</strong></p>



<p>ในทางพัฒนาการ เด็กแต่ละช่วงวัยไม่เหมือนกัน</p>



<p>ต่ำกว่า 12 ปี เด็กยังไม่มีความพร้อมในการตัดสินใจบนฐานข้อมูล ผู้ใหญ่ต้องเป็นคนออกแบบการเรียนรู้ให้ โดยต้องเข้าใจพัฒนาการเด็ก และมี growth mindset</p>



<p>ช่วงอายุประมาณ 12–15 ปี เด็กยังต้องการ coaching ย้ำว่า โค้ชชิ่ง ไม่ใช่การครอบ ต้องมีครูแนะแนวช่วยประคองการตัดสินใจ</p>



<p>หลังอายุ 15 ปีขึ้นไป งานวิจัยชี้ชัดว่า เด็กเริ่มมี decision-making cognitive ability หรือความสามารถในการตัดสินใจบนข้อมูลด้วยตัวเองได้ดีขึ้น ตรงนี้ผู้ใหญ่ควรถอยมาเป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่ผู้ควบคุม</p>



<p>ดังนั้นจะเห็นชัดเลยว่า การศึกษายืดหยุ่นไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่มันคือเงื่อนไขจำเป็นของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและสังคมในระยะยาว</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/4-LinkThumbnail-สมัชชาการศึกษานครลำปาง-กับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก.jpg" alt="" class="wp-image-64745" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/4-LinkThumbnail-สมัชชาการศึกษานครลำปาง-กับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/4-LinkThumbnail-สมัชชาการศึกษานครลำปาง-กับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/4-LinkThumbnail-สมัชชาการศึกษานครลำปาง-กับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/4-LinkThumbnail-สมัชชาการศึกษานครลำปาง-กับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/02/4-LinkThumbnail-สมัชชาการศึกษานครลำปาง-กับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เด็กวัยประถมปลาย–มัธยมต้น (ซึ่งเป็นกลุ่มที่หลุดจากระบบการศึกษามากที่สุด) ควรมีความยืดหยุ่นในการเลือกเส้นทางการเรียนรู้แค่ไหน และผู้ใหญ่ควรเข้าไปประคองตรงไหน</strong></h4>



<p>เด็กกลุ่มนี้ต้องมี ‘โค้ช’ ครับ ถ้าไม่มีโค้ชแล้วปล่อยให้เลือกเองทั้งหมด บอกตรงๆ ว่า ‘เละ’</p>



<p>เหตุผลคือ เด็กวัยนี้ยังมีข้อจำกัดเรื่อง decision-making cognitive ability (ความสามารถในการคิดและตัดสินใจ) เขายังมองไม่เห็นผลลัพธ์ระยะยาวของการตัดสินใจว่าจะส่งผลต่อชีวิตข้างหน้าอย่างไร โดยเฉพาะในระดับ abstract thought (การคิดเชิงนามธรรม)</p>



<p>ในฐานะหมอวัยรุ่น หมอเห็นชัดมากว่า ถ้าเราไปหวังให้เด็กวัยนี้ออกแบบการเรียนรู้เองทั้งหมด เช่น อยากเรียนอะไรก็เรียน อยากทุ่มอะไรเต็มที่ก็ทุ่ม โดยไม่มีใครคอยโค้ช มันเสี่ยงมาก เพราะสิ่งที่มักหายไปคือ ‘รากฐานของชีวิต’</p>



<p>รากฐานนั้นไม่ใช่แค่ทักษะวิชา แต่คือ social competency (สมรรถนะทางสังคม) การอยู่ร่วมกับคนอื่น การทำงานเป็นทีม การรู้จักกติกา และความรับผิดชอบต่อผู้อื่น</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วการศึกษายืดหยุ่นควรออกแบบ ‘กรอบการเรียนรู้’ ของเด็กวัยนี้อย่างไร ไม่ให้หลุดไปสุดทางด้านเดียว</strong></h4>



<p>หมออยากชวนตั้งหลักแบบนี้ว่า การพัฒนาเด็กต้องเดินสองขาพร้อมกัน ขาแรกคือ learn to live หมอใช้คำง่ายๆ ว่า คิดเป็น พูดเป็น ทำเป็น</p>



<p>&#8211;&nbsp; &nbsp; คิดเป็น คือมีทักษะคิดอย่างมีเหตุผล จะใช้ STEM หรือวิชาอะไรก็ได้ แต่ต้องฝึกให้คิด<br>&#8211;&nbsp; &nbsp; พูดเป็น คือ language ability (ความสามารถทางภาษา) สื่อสารรู้เรื่อง<br>&#8211;&nbsp; &nbsp; ทำเป็น คือการลงมือทำจริง ซึ่งอาจต่อยอดไปถึง entrepreneurship (การเป็นผู้ประกอบการ)</p>



<p>แต่อีกขาหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ interdependence หรือการอยู่ร่วมกับคนอื่น ตรงนี้ต้องเอา คิดดี พูดดี ทำดี เอามาเชื่อมกัน ความหมายคือ</p>



<p>&#8211;&nbsp; &nbsp; คิดเป็นอย่างเดียวไม่พอ ต้องคิดดีด้วย<br>&#8211;&nbsp; &nbsp; พูดเป็นอย่างเดียวไม่พอ ต้องพูดให้คนอื่นอยู่ด้วยได้<br>&#8211;&nbsp; &nbsp; ทำเป็นอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้ดีด้วย</p>



<p>หมอเจอมาเยอะครับ เรียนสูง เป็นดอกเตอร์ พูดเก่ง แต่พอเข้าวงไหน วงแตกหมด เพระพูดไม่เป็นมิตร แบบนี้อยู่ในสังคมไม่ได้ หรือทำเป็นแต่ทำไม่ดี ก็เกิดปัญหาเหมือนกัน</p>



<p>ถ้าเราวางจุดตัดของ ‘คิดเป็น คิดดี / พูดเป็น พูดดี / ทำเป็น ทำดี’ ให้ชัด การออกแบบการเรียนรู้จะไม่หลุดกรอบ แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีครูหรือผู้ใหญ่คอยโค้ช&nbsp;&nbsp;</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษายืดหยุ่นที่ขาดบทบาทของผู้ใหญ่ในฐานะโค้ช กำลังสร้างความเข้าใจผิดอะไรขึ้นในตัวเด็กบ้าง</strong></h4>



<p>หมอพูดตรงๆ เลยนะครับ แนวโน้มที่พบมากขึ้นคือเด็กจำนวนหนึ่งเริ่มนิยามตัวเองว่าเป็น ‘introvert’ แล้วมาให้หมอรักษาเยอะมาก แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ในทางจิตวิทยา personality หรือบุคลิกภาพ มันยังไม่ฟอร์มจริงก่อนอายุ 18 ปี ดังนั้น สิ่งที่เด็กกำลังมีอยู่คือ mental หรือ mentality ซึ่งมันยัง ‘ปั้นได้’</p>



<p>หมอเคยอธิบายในเวทีระดับโลกว่า mental มันเหมือนของกึ่งเหลว (semi-liquid) คล้ายเทียนไขที่ยังอุ่นอยู่ จะปั้นเป็นรูปอะไรก็ขึ้นกับสภาพแวดล้อมและผู้ใหญ่รอบตัว</p>



<p>ปัญหาคือ เด็กบางคนใช้คำว่า “ผมเป็น introvert” เป็นข้ออ้าง เพื่อยกเว้นตัวเองออกจากการเรียนรู้ การเผชิญสังคม หรือแม้แต่หลุดออกจากระบบการศึกษาไปเลย</p>



<p>และสิ่งที่หมอเจอในศูนย์ที่ดูแลเด็กและวัยรุ่นคือ ระบบนิเวศรอบเด็กป่วยยิ่งกว่าตัวเด็ก และเกินครึ่ง… หมอต้องรักษาผู้ใหญ่ที่พาเด็กมา มากกว่ารักษาเด็กเองด้วยซ้ำ</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-1.jpg" alt="" class="wp-image-99114" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อการศึกษายืดหยุ่นกลายเป็นเทรนด์ แต่ขาดหลักคิดและทิศทาง คุณหมอมองว่ามันกำลังสร้างปัญหาใหม่อะไรขึ้นกับเด็กและสังคมบ้างคะ</strong></h4>



<p>เราจะได้พลเมืองที่ไม่มี ultimate goal หรือเป้าหมายชีวิตร่วมกัน อยู่กันไปวันๆ ตามตรรกะของตัวเอง ตามความอิสระของตัวเอง โดยไม่มีกรอบคิดเรื่องการอยู่ร่วมกับคนอื่นจริงๆ</p>



<p>ส่วนผู้ใหญ่บางคนอาจจะท่องคำสวยๆ เรื่องเสรีภาพ ภราดรภาพ กันเหมือนนกแก้วนกขุนทอง แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่หายไปคือ ความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบและซับซ้อน และการคิดเชิงแนวคิด (conceptual thought) ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เด็กกลุ่มหนึ่งอาจพอเอาตัวรอดได้ ทำงานหน้างานเก่ง วัดกันเป็นชิ้นๆ ไป แต่ก็จะเป็นพลเมืองที่คิดระยะยาวไม่เป็น ขาดกรอบคิดร่วมของสังคม</p>



<p>ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่ระบบยืดหยุ่นแบบเละเทะจริงๆ อันนี้น่ากลัวกว่า เพราะมันจะสร้างขยะไซเบอร์ เปรียบเหมือนคอมพิวเตอร์ที่พังแล้วถูกกองทิ้งไว้ หรือหุ่นยนต์ที่ช่วงไหนระบบตรรกะยังทำงานก็พอใช้ได้ แต่พอพังขึ้นมาก็ถูกปล่อยทิ้ง</p>



<p>อย่าลืมว่าขยะเหล่านี้คือ human resource หรือทรัพยากรมนุษย์ทั้งนั้น ถ้าระบบการศึกษายืดหยุ่นไม่มีทิศ ไม่มีหลัก ไม่มีขบวนท่า มันอาจสร้างความเสียหายไม่ต่างจากระบบการศึกษาที่กดทับและทารุณเด็ก เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบของความเสียหายเท่านั้นเอง</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คำถามสุดท้าย คุณหมอมองว่า อะไรคือสิ่งที่ระบบการศึกษาควร ‘หยุดทำทันที’ หากไม่อยากทำให้เด็กป่วยไปมากกว่านี้</strong></h4>



<p>เริ่มจากเด็กเล็ก สิ่งแรกที่ควรหยุดทันทีคือ การไม่สนใจกฎหมายที่เรามีอยู่แล้ว นั่นคือพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งเจตนารมณ์ของกฎหมายชัดมากเรื่องพัฒนาการเด็กและการเรียนรู้ผ่านการเล่น แม้กฎหมายนี้จะไม่มีบทลงโทษ แต่ถูกออกแบบมาดี ผ่านการคิดและสังเคราะห์มาไม่น้อย เพียงแต่ระบบไม่เคยจริงจังกับมัน</p>



<p><strong>ในช่วงปฐมวัยถึงประถมต้น สิ่งที่ควรหยุดคือ ‘ระบบแพ้คัดออก’ และการเร่งประเมินผลก่อนวัยอันควร</strong> เด็กช่วงนี้สมองกำลังอยู่ในกระบวนการ brain pruning คือ การคัดเลือกวงจรสมองตามประสบการณ์ หากระบบไปกดดัน แข่งขัน หรือจัดอันดับเร็วเกินไป จะกระทบพัฒนาการระยะยาว ทางออกคือกลับมาโฟกัส learning through play และการพัฒนาแบบ competency-based แทนการตัดเกรด</p>



<p><strong>ส่วนช่วงรอยต่อสำคัญ คือวัย 12–15 ปี </strong>นี่คือจุดที่เด็กจำนวนมาก ‘ตกม้าตาย’ หากยังปล่อยให้เด็กต้องตัดสินใจลำพัง สิ่งที่ควรหยุดคือการโยนภาระทั้งหมดให้ครูแนะแนวหรือครูจิตวิทยา <strong>ระบบต้องสร้าง coaching system ที่มีเครือข่ายรองรับจริง</strong> ไม่ใช่ฝากไว้กับคนไม่กี่คน</p>



<p><strong>วิธีง่ายที่สุดคือฟังเสียงเด็ก แล้วถามพวกเขาดูว่า “เมื่อมีปัญหา ครูคนแรกที่เด็กอยากพึ่งคือใคร”</strong> แล้วใช้ครูเหล่านั้นมาสร้างเครือข่ายดูแลกันทั้งโรงเรียน เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าระบบไม่หยุดทำสิ่งที่ผิดตั้งแต่ต้น การเพิ่มนโยบายใหม่เข้าไป ก็แค่ทำให้เด็กป่วยเร็วขึ้นเท่านั้น</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เชิงอรรถ</strong></h4>



<p style="font-size:14px"><strong>[1] พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562</strong></p>



<p style="font-size:14px">กฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองและส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยเน้นการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย และการเรียนรู้ผ่านการเล่น (learning through play) มากกว่าการเร่งวิชาการหรือการประเมินผลเชิงแข่งขัน</p>



<p style="font-size:14px">ดูโดยเฉพาะ หมวด 1 บททั่วไป ว่าด้วยหลักการพัฒนาและการดูแลเด็กปฐมวัย <a href="https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/056/T_0005.PDF" target="_blank" rel="noopener" title="คลิก">คลิก</a></p>



<p style="font-size:14px"><strong>[2] แนวคิด learning through play</strong></p>



<p style="font-size:14px">เป็นแนวคิดหลักในงานวิจัยด้านพัฒนาการเด็กและการศึกษาปฐมวัย ที่ชี้ว่า การเล่นเป็นกระบวนการเรียนรู้ตามธรรมชาติของเด็ก ช่วยพัฒนาการทำงานของสมอง การควบคุมอารมณ์ ทักษะทางสังคม และการเรียนรู้ระยะยาวได้ดีกว่าการเรียนแบบท่องจำหรือการประเมินผลก่อนวัยอันควร โดยแนวคิดนี้ถูกนำมาใช้เป็นฐานในนโยบายและหลักสูตรปฐมวัยในหลายประเทศ</p>



<p style="font-size:14px"><strong>[3] Brain pruning (การตัดแต่งวงจรสมอง)</strong></p>



<p style="font-size:14px">กระบวนการทางประสาทวิทยาที่สมองเด็กจะคัดเลือกและเสริมสร้างวงจรประสาทที่ถูกใช้งานบ่อย ขณะเดียวกันจะลดหรือกำจัดวงจรที่ไม่ถูกใช้งาน กระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นในช่วงปฐมวัยและวัยเด็กตอนต้น โดยสภาพแวดล้อม ความเครียด และรูปแบบการเรียนรู้ มีผลโดยตรงต่อการจัดรูปแบบของวงจรสมองในระยะยาว</p>



<p style="font-size:14px"><strong>[4] Decision-making cognitive ability ในวัยรุ่น</strong></p>



<p style="font-size:14px">งานวิจัยด้านจิตวิทยาพัฒนาการและประสาทวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ความสามารถในการตัดสินใจบนฐานข้อมูล การประเมินผลลัพธ์ระยะยาว และการคิดเชิงนามธรรม (abstract thought) จะพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญหลังช่วงอายุประมาณ 15 ปี โดยก่อนหน้านั้น เด็กและวัยรุ่นตอนต้นยังต้องการผู้ใหญ่ในบทบาท ‘โค้ช’ เพื่อช่วยประคองการตัดสินใจ</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-210126/">‘ดื้อคัดทิ้ง แพ้คัดออก’ หยุดทารุณเด็กในนามของความเป็นเลิศ ด้วยการศึกษายืดหยุ่นที่ไม่ไร้ทิศ : บทสนทนา กับ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โอบรับเด็กด้วยหัวใจที่ยืดหยุ่น: ออกแบบการเรียนรู้ใหม่ในเมืองใหญ่ กับ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-180126/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 18 Jan 2026 09:15:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[ศานนท์ หวังสร้างบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษายืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ออกแบบการเรียนรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=99070</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดึงเด็กกลับมาเรียน ในพื้นที่เมืองหลวงของประเทศไทยที่เป็ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-180126/">โอบรับเด็กด้วยหัวใจที่ยืดหยุ่น: ออกแบบการเรียนรู้ใหม่ในเมืองใหญ่ กับ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 class="wp-block-heading"><strong>ดึงเด็กกลับมาเรียน</strong></h3>



<p>ในพื้นที่เมืองหลวงของประเทศไทยที่เป็นศูนย์รวมเทคโนโลยีและการศึกษาที่ดีที่สุดในประเทศ ในอีกด้านหนึ่งยังมีเด็กที่หล่นหายออกจากระบบการศึกษาด้วยปัญหาเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจและความจำเป็นของครอบครัว จาก<a href="https://pr-bangkok.com/?p=550796&amp;fbclid=IwY2xjawOciyJleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFEOUE3TTBhWmdNc3U4djB4c3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHvql4cE4WhvfKEpwwyYKKNm7TFzPiSRs6BDJ2jVpwuCNhQ5bObP4_un_T-Kf_aem_EE-iwX7qd1PfeBcURjcBbQ" target="_blank" rel="noopener" title="">รายงานผลการติดตาม</a>เด็กหลุดจากระบบการศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานครชี้ให้เห็นว่า มีเด็กที่หลุดออกนอกระบบจำนวน 92,775&nbsp;คน (ตัวเลขจากปี 2567) ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนเด็กอยู่นอกระบบการศึกษามากที่สุดในประเทศ&nbsp;</p>



<p>เด็กราวเก้าหมื่นคนนี้ได้รับการติดตามกลับมาได้แล้ว 66,327&nbsp;คน คิดเป็นประมาณ 71% ยังเหลืออีก 26,448&nbsp;คนที่ยังไม่ได้ติดตาม (ข้อมูลเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568) ซึ่งทีมทำงานของ กทม. ยังเดินหน้าทำงานติดตามต่อไป การติดตามเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย ซึ่งต้องเชื่อมโยงทั้งข้อมูลและกระบวนการทำงานให้สอดประสานไปในทางเดียวกัน&nbsp;</p>



<p><strong>ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีส่วนในการดูแลรับผิดชอบเรื่องการศึกษาในกรุงเทพมหานคร </strong>กล่าวว่า ตัวเลขของเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาได้มาจากการเชื่อมข้อมูลกันจากกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เป็นคนประสานกับหลายหน่วยงานเพื่อให้เกิดการเชื่อมข้อมูลเหล่านี้ เมื่อได้ข้อมูลมาอยู่ในมือ สิ่งที่ กทม. ทำงานต่อคือการติดตามเด็กให้กลับเข้ามาสู่ระบบ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-02.jpg" alt="" class="wp-image-47368" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-02.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-02-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/11/5_ครูอ๋อมแอ๋ม-ศิริพร-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure></div>


<p></p>



<p>กระบวนการติดตามมีทั้งหมด 4 ขั้นตอน คือ</p>



<p><em><span style="text-decoration: underline;">ขั้นตอนที่ 1</span></em> ตรวจสอบข้อมูลสถานะการศึกษาของเด็กและเยาวชนเพื่อค้นหาเด็กหลุดระบบการศึกษาในพื้นที่&nbsp;<br><em><span style="text-decoration: underline;">ขั้นตอนที่ 2</span></em> สำรวจและบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานหรืออาสาสมัครในพื้นที่ค้นหาเด็กหลุดระบบการศึกษา โดยแบ่งพื้นที่แขวง/หมู่บ้านในการดำเนินการ ผู้สำรวจจะดำเนินการค้นหาและคัดกรองโดยใช้แอปพลิเคชันยืนยันด้วยจีพีเอส<br><em><span style="text-decoration: underline;">ขั้นตอนที่ 3</span></em> การช่วยเหลือและติดตามโดยผู้จัดการรายกรณี (CM : Case Manager) จะดำเนินการรับเคส ดำเนินการคัดกรอง จากนั้นจะส่งต่อเข้าระบบการศึกษาในระบบสถานศึกษาสังกัด สกร. บ้านเรียน โรงเรียนฝึกอาชีพ หรือหลักสูตรระยะสั้น&nbsp;<br><em><span style="text-decoration: underline;">ขั้นตอนที่ 4</span></em> การติดตามโดยผู้จัดการรายกรณีจะติดตามในรอบ 3 เดือนหรือ 6 เดือน</p>



<p>ในกระบวนการทำงานติดตามเด็ก ศานนท์เล่ารายละเอียดให้ฟังว่าใช้การเดินทางไปหาถึงหน้าบ้านเพื่อพูดคุยกับผู้ปกครองโดยตรง</p>



<p>“เราใช้วิธีค่อนข้างดั้งเดิมคือไปเคาะหน้าบ้าน ถ้าเด็กไม่เข้าเรียนเราก็ต้องคุยกับผู้ปกครองว่าถ้าไม่เอาเด็กเข้าเรียนเขาจะมีความผิด เพราะการเรียนชั้น ป.1-ม.3 เป็นการศึกษาภาคบังคับ ดังนั้นถ้าครอบครัวไม่มีปัญหาอะไรก็จะส่งเด็กเข้าเรียน แต่ปัญหาหลักอีกเรื่องคือเด็กที่หลุดในช่วงนอกการศึกษาภาคบังคับ คือชั้นอนุบาลกับชั้นมัธยมปลายหรืออาชีวะ อันนี้เป็นโจทย์ยาก เราก็ต้องมาดูว่าสาเหตุที่เขาหลุดออกจากระบบมีอะไรบ้าง บางคนก็พูดตรงๆ ว่าเขาไม่อยากเรียนแล้ว&nbsp;ซึ่งตรงนี้เราต้องออกแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นขึ้นมา” ศานนท์พูดถึงภาพรวมสถานการณ์เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาในพื้นที่ กทม.</p>



<p>จากประเด็นปัญหาดังกล่าวทำให้ทาง กทม. เปิดพื้นที่นำร่องที่เขตคลองเตย โดยใช้โรงเรียนฝึกอาชีพที่คลองเตยเปิดสอนเด็กจำนวน 25 คน โดยสามารถเทียบหน่วยกิตแล้วรับวุฒิเทียบเท่าระดับชั้นมัธยมปลายได้&nbsp;</p>



<p>“เราพยายามทำนอกกรอบ ไม่ได้คิดว่าจะต้องมีหลักสูตรวิชาการ แต่เรามุ่งให้เขาไปสู่อาชีพ เอาช่างมาคุยกับเด็ก เอาอาชีพที่เขาจะออกไปทำงานเป็นตัวตั้ง แล้วค่อยประเมินออกมาว่าถ้าจะเป็นช่างนี้ต้องเรียนกี่ชั่วโมง สิ่งนี้เป็นทางเลือกให้คนที่มองว่าการศึกษาในโรงเรียนไม่ตอบโจทย์เขา เขาก็มีสิทธิ์เลือกเรียนในการศึกษาแบบอื่นที่ได้เครดิตด้วย เราเพิ่งเริ่มต้นทำ แล้วค่อยมาดูว่าได้ผลหรือไม่ได้ผลอย่างไร มีบทเรียนอะไรบ้างที่จะเอามาปรับ ถ้าได้ผลเราก็จะขยายผลในลักษณะนี้ได้ ถือเป็นการศึกษายืดหยุ่นอีกแบบหนึ่ง” ศานนท์กล่าว</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="864" height="539" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/4-2.jpg" alt="" class="wp-image-67235" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/4-2.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/4-2-300x187.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/4-2-768x479.jpg 768w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โรงเรียน: บ้านอีกหลังของเด็ก</strong></h3>



<p>โรงเรียนในสังกัด กทม. เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในชุมชน โรงเรียนจำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่วัดซึ่งพัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยเริ่มสร้างเมืองบางกอก เด็กหลายคนอยู่ในครอบครัวที่ฐานะทางเศรษฐกิจยากจน พ่อแม่จำนวนมากต้องทำงานทุกวัน ทำให้ไม่สามารถดูแลลูกหลานได้เต็มเวลา โรงเรียนในสังกัด กทม. จึงต้องเป็นเหมือน ‘บ้านอีกหลัง’ ของเด็กในชุมชน เพื่อเป็นที่รองรับและดูแลเด็กๆ ช่วยผู้ปกครอง</p>



<p>“โรงเรียนในสังกัด กทม. มีอาหารเช้าให้ด้วย ไม่ได้มีแค่อาหารเที่ยง ถ้าผมเป็นพ่อแม่ ผมก็อยากให้ลูกไปโรงเรียนนะ เพราะอย่างน้อยประหยัดมื้อเช้า บางโรงเรียนดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ บางโรงเรียนคุณครูแทบจะเป็นคุณพ่อคุณแม่เลย&nbsp;เพราะว่าคุณพ่อคุณแม่ของเขาไม่อยู่แล้ว” ศานนท์เล่าถึงการดูแลเด็กในเรื่องเล็กน้อย ที่เป็นประเด็นสำคัญ</p>



<p>“นอกจากนี้เรายังทำอาฟเตอร์สคูลและแซตเทอร์เดย์สคูล เป็นนโยบายที่เปิดโรงเรียนนานขึ้นโดยมีเบี้ยเลี้ยงให้ครูด้วย เพราะเด็กหลายคนยังไม่อยากกลับบ้าน เลิกเรียนแล้วไม่รู้จะไปที่ไหนก็อยู่ที่โรงเรียนก่อน หรือบางคนพ่อแม่ทำงานหกวัน พอโรงเรียนเปิดวันเสาร์ก็เหมือนมีทางเลือกให้ผู้ปกครองส่งลูกมาอยู่ที่โรงเรียนได้” ศานนท์เล่าถึงนโยบายที่ กทม. ออกแบบโรงเรียนให้โอบรับเด็กในชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่ทำให้เด็กไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา ด้วยการพยายามลดรายจ่ายของครอบครัว นอกจากนี้ทาง กทม. ยังมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเรื่องเสื้อผ้าให้เด็กทุกปี วันที่ให้แต่งชุดอิสระ เด็กก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-1.jpg" alt="" class="wp-image-99071" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/01/2-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p></p>



<p>“พวกนี้เป็นเรื่องที่ดูไม่เกี่ยวแต่สำคัญ เราต้องทำให้โรงเรียนรัฐเป็นที่พึ่งของผู้ปกครองให้ได้ และโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กและเยาวชน” ศานนท์กล่าวย้ำ</p>



<p>ต่อประเด็นเรื่องที่โรงเรียนเป็นที่พึ่งให้ผู้ปกครองนั้น ศานนท์ลงรายละเอียดให้เห็นภาพว่าสิ่งหนึ่งที่ยากกว่าการช่วยลดรายจ่าย คือ กทม. ไม่สามารถเพิ่มรายได้ให้ผู้ปกครองได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา</p>



<p>“ถ้าเป็นเรื่องรายจ่าย&nbsp;โรงเรียนเป็นที่พึ่งแน่นอน&nbsp;แต่เราสร้างรายได้เพิ่มให้ผู้ปกครองไม่ได้&nbsp;ที่เราเจอหลายเคสคือเขาต้องการเด็กไปช่วยทำงาน&nbsp;ก็เป็นข้อท้าทายว่าต่อให้เราลดรายจ่ายเขาแค่ไหน&nbsp;แต่ปัญหาคือรายได้เขาไม่พอ&nbsp;เขาเลยจำเป็นต้องให้ลูกหลุดออกจากระบบ เราจึงค่อนข้างเห็นด้วยกับ&nbsp;กสศ.&nbsp;ในเรื่องการให้ทุน พอมีการให้ทุน&nbsp;ก็เหมือนเป็นการช่วยเรื่องรายได้ให้ผู้ปกครองด้วย&nbsp;ตรงนี้แหละเป็นข้อท้าทายสำคัญ เพราะยิ่งเศรษฐกิจแย่ ปัญหาก็จะยิ่งซับซ้อนขึ้น&nbsp;และมันเป็นเรื่องเดียวกัน” ศานนท์กล่าวสรุป&nbsp;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เรียนให้สนุกด้วยฐานสมรรถนะและการศึกษาตอบโจทย์ชีวิต</strong></h3>



<p><strong>นอกจากเรื่องการช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองแล้ว ทาง กทม. ยังทดลองเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนให้เด็กสนุกกับการเรียนมากขึ้นและเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้มากขึ้น โดยการทำฐานสมรรถนะใน 70 โรงเรียนในกรุงเทพฯ ใช้วิธีการเปลี่ยนวิชาพื้นฐานให้เหลือน้อยลง และเพิ่มวิชาบูรณาการให้มากขึ้น&nbsp;</strong></p>



<p>“ผมยกตัวอย่างที่เด็ก กทม. เป็นมัคคุเทศก์น้อยที่วัดเทพธิดาราม ทำให้เขาได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์&nbsp;ภาษาอังกฤษ สังคมรวมกัน วิชาเดียวตอบโจทย์หลายวิชา ให้เครดิตหลายวิชาพร้อมกัน วิธีการเปลี่ยนหลักสูตรแบบนี้ทำให้เด็กอยากเรียนมากขึ้น&nbsp;สนุกขึ้น&nbsp;ไม่ต้องมานั่งอยู่ในห้องเรียนแล้วตั้งคำถามว่าเรียนไปทำไม ทางวัดเขาให้เงินเด็กด้วย เด็กก็มีขวัญและกําลังใจ ถ้าเป็นลักษณะนี้เราก็เชื่อว่าเด็กจะอยากเรียนมากขึ้น” ศานนท์ลงรายละเอียด เขาย้ำว่าถ้าจะทำให้การศึกษาที่ยืดหยุ่นและหลากหลายเกิดขึ้นได้จริง ต้องมีการกระจายอำนาจ</p>



<p>“ท้องถิ่นก็อยากมีอำนาจในการสร้างมาตรฐานการศึกษาของตัวเองได้&nbsp;ถ้าเราไม่สามารถกำหนดมาตรฐานการศึกษาที่ปลายทางได้&nbsp;เรื่องที่คุยกันก็อาจยังไม่เกิดขึ้นจริง ถ้าจะทำเรื่องการศึกษายืดหยุ่นต้องพูดเรื่องการกระจายอำนาจ&nbsp;พูดเรื่องการสร้างมาตรฐานที่ไม่ใช่แค่มาตรฐานเดียวจากกระทรวงฯ ตราบใดที่ไม่พูดเรื่องนี้ไปด้วย การศึกษาแบบใหม่ๆ ก็ไม่เกิด”&nbsp;ศานนท์กล่าว</p>



<p>เมื่อพูดถึงการศึกษาตอบโจทย์ชีวิตในภาพใหญ่ ศานนท์พูดถึงการศึกษาในอนาคตที่เส้นแบ่งระหว่างการเรียนกับการทำงานจะพร่าเลือนลง</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="864" height="539" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/3-3.jpg" alt="" class="wp-image-67237" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/3-3.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/3-3-300x187.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/3-3-768x479.jpg 768w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></figure>



<p></p>



<p>“ที่ผ่านมาเหมือนเรามีเวลาเรียนกับเวลาใช้ชีวิตแยกกัน&nbsp;คือเราเรียนเสร็จ เราก็ทำงาน แต่ผมว่าในอนาคต เส้นแบ่งระหว่างการทำงานกับการเรียนจะพร่าเลือนลงเรื่อยๆ ถ้าเราพูดเรื่องการศึกษาในอนาคต เราคงต้องทำให้การศึกษากับการใช้ชีวิตหรือการทำงานเบลอเข้าหากันมากขึ้น”&nbsp;</p>



<p>“เราอาจมีการศึกษาที่เป็นพื้นฐานอยู่ส่วนหนึ่ง&nbsp;แต่การบูรณาการก็ควรเป็นสาระสำคัญหลักของการเรียนในอนาคต&nbsp;ซึ่งเราต้องทำให้โรงเรียนมีเวลาอิสระมากกว่าเดิม ปัจจุบันเราออกแบบการเรียนแบบตามเวลา&nbsp;(time based)&nbsp;ทุกโรงเรียนต้องเขียนหลักสูตรและแผนการสอนออกมาเป็นรูปแบบของชั่วโมง&nbsp;ต้องออกแบบ 1,200&nbsp;ชั่วโมงให้เด็กยุ่งที่สุด ต้องใช้เวลาเต็ม&nbsp;แต่ถ้าเปลี่ยนใหม่ว่าต้องมีเวลาอิสระ เราก็จะออกแบบการเรียนได้ยืดหยุ่นมากขึ้น&nbsp;หมายความว่าต้องออกแบบวิชาพื้นฐานให้พอดี เช่น&nbsp;คุณต้องอ่านออกเขียนได้ ภาษาอังกฤษคุณต้องดี&nbsp;มีทักษะการคิดวิเคราะห์ แล้วที่เหลือให้โรงเรียนกำหนดวิชาอิสระได้เอง ส่วนในเรื่องมาตรฐานของนักเรียน ก็ให้กระทรวงประเมินมาตรฐานว่านักเรียนต้องได้อะไรบ้าง” ศานนท์ลงรายละเอียด&nbsp;</p>



<p>“ตรงช่วงเวลาอิสระนี้&nbsp;เราต้องสร้างต้นแบบของการเรียนที่แวะทำอย่างอื่นได้มากขึ้น อาจมีโปรเจ็กต์เรื่องการแก้ปัญหาสังคม เช่น ชุมชนมีน้ำท่วมทุกปี เราก็เอาโจทย์นี้มาเป็นโจทย์การศึกษา สามารถออกแบบการศึกษาให้เป็นพื้นที่นวัตกรรมของชุมชนได้&nbsp;หรือบางคนทำเรื่องเขียนโปรแกรม บางคนสนใจเรื่องกีฬา&nbsp;เป็นช่วงของการค้นหาสิ่งที่เชื่อมโยงสอดคล้องกับชีวิตเด็ก ซึ่งตรงนี้จะทำให้เด็กมองว่าโรงเรียนคือศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิตจริงๆ และโรงเรียนจะเปลี่ยนนิยามของการเรียนรู้ได้” ศานนท์กล่าวสรุป</p>



<p>ากข้อเสนอเรื่องรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นนี้ <strong>เมื่อพูดถึงภาพฝันเรื่องการศึกษาของเด็กใน กทม. ศานนท์กล่าวว่าอยากให้ทุกคนเป็นเจ้าของการเรียนของตัวเองได้</strong></p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" loading="lazy" width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/04-สนามกว้าง-ๆ.jpg" alt="" class="wp-image-56036" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/04-สนามกว้าง-ๆ.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/04-สนามกว้าง-ๆ-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/04-สนามกว้าง-ๆ-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/04-สนามกว้าง-ๆ-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/05/04-สนามกว้าง-ๆ-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>



<p></p>



<p>“การศึกษาที่ดีควรจะทำให้เด็กดีขึ้น โดยไม่ตัดสินเด็กจนเขารู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง การศึกษาของเรามักถูกมองเป็นเกมที่มีตอนจบ มีคนชนะคนแพ้ แต่ผมมองการศึกษาเป็นเกมที่ไม่มีตอนจบมากกว่า การศึกษาคือการพัฒนาตัวเอง ทำให้เด็กเป็นคนที่ดีขึ้นได้ไม่ว่าเขาจะอยู่ระดับไหน ซึ่งตรงนี้ต้องเป็นพื้นฐานของการออกแบบหลักสูตร เราต้องมุ่งไปที่การเรียนรู้แบบ personalize learning ให้ได้ คือการออกแบบการเรียนที่ทุกคนเป็นเจ้าของการเรียนของตัวเอง ทำให้การเรียนรู้ในโรงเรียนเป็นเป้าหมายของเด็กเอง ไม่ใช่เป็นเป้าหมายของคุณครูหรือโรงเรียน ซึ่งการจะทำแบบนี้ได้ต้องให้เด็กตั้งคําถามกับตัวเองว่าถนัดหรือชอบอะไร” ศานนท์ลงรายละเอียดถึงภาพฝันการศึกษาสำหรับเด็กไทย</p>



<p>“ผมฝันว่าการศึกษาในอนาคต โรงเรียนคงไม่ใช่ที่ของเด็กอย่างเดียว แต่อยากให้เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตจริงๆ อาจจะมีคอร์สของผู้ใหญ่หรือพื้นที่ที่ผู้ใหญ่มาทำอะไรในพื้นที่เดียวกัน ให้เด็กได้เห็นว่าผู้ใหญ่ก็เรียนนะ เพื่อเกิดเป็นระบบนิเวศของการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นพื้นที่ที่มีประโยชน์สอดคล้องกับชีวิตของเด็ก”</p>



<p>ศานนท์ยกตัวอย่างว่าเด็กที่อยู่แถวท่าเรือ ก็ควรมีการเรียนรู้เรื่องเรือ หรือเด็กที่อยู่ย่านท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ ก็ควรมีการเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ ทำให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมให้ชุมชนได้ จึงจะทำให้เด็กรู้สึกว่าโรงเรียนหรือการศึกษามีความสำคัญกับชีวิต&nbsp;</p>



<p>“เด็กจะรู้ว่าการศึกษาสำคัญก็ต่อเมื่อมันเกี่ยวข้องกับชีวิตเขา หัวใจคือตรงนั้น” ศานนท์กล่าวสรุป&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-180126/">โอบรับเด็กด้วยหัวใจที่ยืดหยุ่น: ออกแบบการเรียนรู้ใหม่ในเมืองใหญ่ กับ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
