<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 19 Jun 2023 06:56:52 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>สมเกียรติ สาระ เรื่องของผู้นำการเปลี่ยนแปลงระดับหัวหอก ชายผู้ขับเคลื่อนการสร้างอาชีพและการศึกษา ที่ตอบโจทย์ชีวิตคนท้องถิ่น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-190623/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Jun 2023 06:46:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[สมเกียรติ สาระ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[สลายปมเด็กนอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมการศึกษาทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อเสนอนโยบาย กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=68644</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในแวดวงขับเคลื่อนการเรียนรู้และสร้างอาชีพในท้องถิ่น ชื่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-190623/">สมเกียรติ สาระ เรื่องของผู้นำการเปลี่ยนแปลงระดับหัวหอก ชายผู้ขับเคลื่อนการสร้างอาชีพและการศึกษา ที่ตอบโจทย์ชีวิตคนท้องถิ่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ในแวดวงขับเคลื่อนการเรียนรู้และสร้างอาชีพในท้องถิ่น ชื่อของสมเกียรติ สาระ หัวหน้าสำนักปลัด อบต. หนองสนิท เป็นชื่อที่ถูกยกมากล่าวถึงอย่างชื่นชมบ่อยครั้ง </strong>ในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงระดับหัวหอก</p>



<p>ความสำเร็จของสหกรณ์การเกษตรพืชผักอินทรีย์หนองสนิท อบต.หนองสนิท อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ มีส่วนช่วยสร้างอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส และเยาวชนนอกระบบ&nbsp;</p>



<p>นอกจากสร้างอาชีพแล้ว เขายังมีส่วนร่วมพัฒนาเด็กและเยาวชนนอกระบบให้ได้รับโอกาสและพื้นที่แสดงความสามารถ รวมทั้งช่วยผลักดันให้ได้ค้นพบเส้นทางการศึกษาที่พวกเขาเลือกเองได้และยังตอบโจทย์ชีวิต &#8211; ซึ่งไม่จำเป็นต้องอยู่ในระบบเท่านั้น</p>



<p>“<strong>สิ่งสำคัญมากในการทำงานกับเด็กและเยาวชนคือ เราต้องไม่มองเด็กเป็นเครื่องมือสร้างผลงานให้เรา แต่เราควรทำเพราะอยากดูแลเขา อยากช่วยเขา การทำเพราะอยากช่วยนั้นมันต่างจากการทำเพื่อผลงานที่ต้องมีตัวชี้วัด เพราะถ้าเราไปมองตรงนั้น เราจะเห็นเด็กเป็นเครื่องมือในการตอบสนองตัวชี้วัดของเรา แต่ถ้าเรามองเขาเป็นคนที่ควรจะพัฒนา และเชื่อมั่นว่าเขาจะพัฒนาได้มากกว่านี้ เราจะช่วยเขาโดยไม่มีเงื่อนไขฉุดรั้ง </strong>ทำให้คนทำงานก็สนุก พอเราสนุก มีความสุข มีความปรารถนาดีต่อเขา เขาจะเกิดความไว้วางใจ ไม่หวาดระแวง และพร้อมเปิดใจ ที่พูดด้านต้นนี่รวมถึงเด็กและเยาวชนทั่วไปด้วย ไม่ได้หมายถึงแค่การทำงานกับเด็กและเยาวชนนอกระบบเท่านั้น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7ba8ce"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/Photo3-LinkThumbnail-สุรินทร์-ep5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong><strong>หัวใจของการขับเคลื่อนงานระดับพื้นที่</strong></strong></h2>



<ol><li><strong><span style="text-decoration: underline;">ผู้บริหารที่เปิดกว้างและเอาจริงเอาจัง</span></strong> ให้ความสำคัญต่อคนทุกกลุ่มวัย สำหรับ อบต.หนองสนิท เรามีการทำงานร่วมกันภายใต้คำขวัญ “หนองสนิทฮักกันมั่นแกน” มั่นแกน หมายถึง สัญลักษณ์ของความแน่นแฟ้นแน่นเหนียว ซึ่งเราใช้คำขวัญตรงนี้ในการทำงาน โดยเราจะไม่ได้แบ่งแยกว่าเป็นหน่วยงานไหน โรงเรียน กศน. เกษตรตำบล อบต. ผู้นำชุมชน เราทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว จึงทำให้การทำงานขับเคลื่อนเป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่มีโครงสร้างทางราชการมาเป็นกรอบ แม้แต่การประชุม การประสานงานต่างๆ ถ้าเร่งด่วนและไม่สามารถออกหนังสือราชการได้ ในพื้นที่ตำบลสามารถที่จะโทร.คุยกันได้ ไม่ต้องมีหนังสือราชการเป็นลายลักษณ์อักษร<br><br>โครงการต่างๆ ที่เกิดได้จริงและยั่งยืนเป็นเพราะความเอาจริงเอาจังของผู้บริหาร โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ท่านให้ความสำคัญมาก เพราะท่านมองว่าการทำงานส่งเสริมเด็กและเยาวชนสามารถส่งเสริมท้องถิ่นของเราให้มีความมั่นคงยั่งยืนได้ในอนาคต ท่านจึงเกาะติดการทำงานกับเด็กและเยาวชนมาตลอด เช่น ในเรื่องของอาชีพ ท่านจะเน้นว่า อย่าลืมให้เด็กและเยาวชนมาร่วม แต่ทั้งนี้การเข้าร่วมจะต้องเป็นความต้องการของเด็กด้วย ไม่ใช่เป็นการกำหนดว่าเด็กต้องมา เราสนับสนุนว่าเด็กชอบแบบไหน ก็อยากให้เขาทำแบบนั้น<br></li><li><strong><span style="text-decoration: underline;">กลไกผู้ใหญ่ใจดี</span> </strong> มีความสำคัญมาก ผู้ใหญ่ใจดีต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็ก ไม่ไปกำหนดกฎเกณฑ์ ตีตรา หรือพูดกับเด็กในทางที่ไม่ดี ผู้ใหญ่ใจดีจะสามารถเชื่อมโยงตัวเด็ก ตัวผู้ปกครอง และชุมชนได้<br><br>เวลาเข้าร่วมกิจกรรมผู้ใหญ่ใจดีจะช่วยสนับสนุนและส่งเสริม ทำให้การจัดกิจกรรมราบรื่น โดยผู้ใหญ่ใจดีจะมาจากหมู่บ้านละ 2 คน เขาจะมาร่วมทำงานกับเรา ซึ่งผู้ใหญ่ใจดีจะมีในโรงเรียนด้วย เช่น ถ้าโรงเรียนมีปัญหาเรื่องเด็กท้องในวัยเรียน เราจะคุยและประชุมกันว่าเด็กสามารถกลับมาเรียนได้ไหม ถ้าไม่สามารถกลับมาเรียนได้ เอางานไปทำที่บ้านและส่งงานกลับคืนครูที่โรงเรียนได้ไหม หรือถ้าไม่สามารถมาพบครูได้เนื่องจากอาจจะอายเพื่อน เป็นไปได้ไหมที่เราจะส่งต่อไปที่ กศน. เคสไหนที่เด็กสามารถกลับมาเรียนในระบบได้ก็จะกลับมา เคสไหนที่เขาไม่สามารถกลับมาได้ก็จะเรียนต่อที่ กศน. ดังนั้นเด็กของเราจึงเป็นเด็กที่ถึงหลุดออกนอกระบบ อย่างน้อยเขาก็ได้อยู่ในส่วนการเรียนรู้แบบ กศน.</li></ol>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-28a753"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/06/1-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อได้เลือกทางเดินที่ชอบ เด็กยิ่งไปได้ไกล</strong></h2>



<p><strong>การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนนอกระบบ สามารถมีการศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิตเขาได้นั้นมีความสำคัญมาก&nbsp; ความสุขของเด็กคือการอยากทำอะไรแล้วเขาได้ทำ เราคอยประคับประคอง คอยพูดคุยว่ามันดีหรือไม่ดีตรงไหน&nbsp; ช่วยปรับเปลี่ยนให้เป็นประโยชน์ทั้งต่อเขาและผู้อื่น&nbsp; และตัวเด็กจะต้องมีความสุข สนุกด้วย เพราะพอสนุก เด็กจะมีพลัง และเผยศักยภาพของเขาออกมา</strong></p>



<p>ในปี 2562 ทาง อบต.หนองสนิทได้มีนโยบายในการพัฒนาเยาวชนนอกระบบ เรามีการสำรวจเด็กและเยาวชนนอกระบบในเวลานั้นได้ 71 คน อยู่ในพื้นที่ 40 คน เราจึงเริ่มจาก 40 คนนี้ก่อน โดยเริ่มต้นจัดเวทีสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กและเยาวชนนอกระบบ ให้เขารู้จักตนเอง รู้จักทุนในตัวเองที่มีอยู่ ทุกข์ที่ตนเองมีอยู่ ครอบครัวจะส่งเสริมอย่างไร </p>



<p>เราจัดค่ายสร้างแรงบันดาลใจ 3 วัน ให้เขาเปิดใจว่าต้องการให้เราสนับสนุนอย่างไร หลังจากนั้นก็ส่งเสริมให้เขารู้คุณค่าในตัวเองผ่านการทำกิจกรรมกับจิตอาสาในพื้นที่ การสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเป็นเรื่องสำคัญมาก ธรรมชาติของเด็กคือเป็นคนดีทุกคน แต่เขาอาจจะไม่มีคนคอยดูแล คอยเป็นผู้รับฟัง คอยสร้างเสริมพลังให้เขา</p>



<p>เวลาทำกิจกรรมเราจะให้เด็กเรียนรู้ประสบการณ์จากเกมต่างๆ โดยเราทำงานตามหลัก 3H โดย H ที่ 1 คือใจ Heart สร้างพลังใจข้างใน H ที่ 2 คือ Head ฐานสมองในเรื่องของความรู้ เติมเรื่องอาชีพหรือวิชาการเพิ่ม และ H ที่ 3 คือ Hand การฝึกให้เขาลงมือทำ รวมกันแล้วเป็นการทำงาน 3 ฐาน คือ ฐานใจ ฐานหัว และฐานกาย ทุกอย่างเกี่ยวพันร้อยเรียงกันไปหมด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d234d2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/12/Photo1-LinkThumbnail-สุรินทร์-ep5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>บางคนคิดว่าการทำงานด้านเด็กเป็นภาระเพราะต้องทำต่อเนื่อง แต่เราเคยได้คุยหารือกับอาจารย์ทรงพล เจตนาวณิชย์ ผู้รู้ท่านหนึ่งที่ทำงานด้านเยาวชน ท่านบอกว่า การทำงานกับเด็กและเยาวชนก็เหมือนกับว่าถ้าเด็กเป็นคนไข้ แล้วเรารักษาเขาไม่ครบโดส เขาก็ไม่ดีขึ้นเต็มร้อย เหมือนกับเราทำค่ายเด็กและเยาวชน แล้วร้องไห้ตอนค่ายจบ แต่หลังจากนั้นเราไม่ดูแลหรือส่งเสริมอะไรต่อ เด็กและเยาวชนก็กลับเข้าสู่ภาวะเดิม แต่ถ้าเราทำงานแบบครบโดส คือหลังกลับจากค่ายเราควรต้องทำงานกับเขาต่อเนื่อง ให้เป็นวิถีชีวิตที่จะต้องดูแลเขา</p>



<p>เคสที่น่าสนใจคือเรื่องของน้องเกมส์ น้องเป็นคนที่ชอบทำกิจกรรม เช่น ซ่อมรถ และการตัดผม แต่เขาไม่ชอบเข้าห้องเรียน พอน้องเกมส์จะขึ้น ม.5 ก็หลุดออกนอกระบบการศึกษา เขาเลือกไม่ไปต่อ แต่ก็เข้าร่วมทำกิจกรรมต่างๆ กับจิตอาสาของเรา พอเรามีการพูดคุย เขาจึงเปิดใจว่าตอนเด็กๆ เขาชอบการตัดผมและชอบการซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ เราจึงสอบถามว่าสนใจไปเรียนตัดผมกับศูนย์พัฒนาอาชีพไหม เขาตอบว่าอยากไป เราได้รับการสนับสนุนจาก อบจ.สุรินทร์ช่วยเรื่องที่พักของน้อง พอเรียนจบเขาก็เปิดร้านตัดผม มีลูกค้าเฉลี่ยวันละ 4-5 คน ทำรายได้วันละ 100-200 บาท การที่เขาเป็นช่างตัดผมถือเป็นการทำตามความชอบ เขาชอบสิ่งนี้จึงไปฝึกอบรมจนนำมาเป็นอาชีพได้ แตกต่างจากตอนอยู่ในรั้วโรงเรียนที่เขาไม่ชอบสิ่งที่ต้องเรียนในระบบการศึกษา จึงเลือกที่จะเดินออกมา</p>



<p>เมื่อเขาเรียนพื้นฐานจบหนึ่งหลักสูตร เขาบอกว่า <em>“พี่สมเกียรติ ผมอยากต่อหลักสูตรระดับสูง” </em>เราก็เลยสนับสนุนต่อ โดยมี อบจ. คอยช่วยเหลือ ตอนนี้เราเห็นแล้วว่าเขาสนุกกับสิ่งที่ได้ทำ เลยอยากพัฒนาตนเองไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีใครบังคับ เมื่อเขาได้ทำตามความฝัน ตัวเขาเองก็มีความสุข เราเองก็ได้มองเห็นการเติบโตของเขา ทำให้ตระหนักว่าการมอบทางเลือกให้กับเยาวชนนอกระบบแต่ละคนนั้นไม่จำเป็นต้องเหมือนกันหมด</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความสำคัญของโอกาสทางการศึกษา</strong></h2>



<p>การที่เด็กคนหนึ่งได้รับโอกาสทางการศึกษานั้นเป็นสิ่งที่ดี หมายรวมถึงเด็กทุกคน และรวมถึงการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย หากเด็กได้รับการดูแลและได้รับโอกาสทางการศึกษา ไม่ปล่อยปละละเลยเขา เขาจะสามารถพัฒนาตนเองได้ </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/03/26-บทความธันว์ธิดา-5.jpg" alt="" class="wp-image-28116"/></figure></div>



<p></p>



<p>สิ่งที่ผมอยากชวนมองก็คือ สังคมปัจจุบันอาจจะให้ค่ากับเด็กเก่ง เด็กดี เด็กฉลาด แต่อาจลืมมองเด็กคนอื่นที่เหลือในชุมชนที่ยังต้องการความช่วยเหลือ ทั้งที่ในอนาคตเด็กที่เรียนเก่ง เรียนสูง ส่วนใหญ่จะออกไปนอกชุมชน แต่คนที่จะยังอยู่ในชุมชนคือกลุ่มเด็กที่อาจเติบโตมาแบบต้องการความช่วยเหลือ หากเราดูแลพวกเขาได้ดี ให้โอกาสพวกเขาได้เรียนรู้และเติบโต อนาคตเขาจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นสมาชิก อบต. เป็นสมาชิกเทศบาล เป็นกำนัน เขาเหล่านี้แหละที่จะดูแลชุมชน ดังนั้นเราจึงไม่ควรมองข้ามเด็กแม้แต่สักคนเดียว เพราะเด็กกลุ่มนี้คือคนที่จะมาดูแลพวกเราในอนาคต</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รัฐควรต้องส่งเสริมให้เกิดนโยบายการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างรอบด้าน</strong></h2>



<p>ปัจจุบันที่มองเห็นคือการพัฒนาเด็กจะมองไปแค่ที่โรงเรียน หรือมองในแง่วิชาการอย่างเดียว แต่อยากให้รัฐมองว่าเด็กแต่ละคนอาจไม่สามารถไปรับราชการ ไปเรียนในโรงเรียน หรือมีมันสมองด้านวิชาการมากมาย ผมอยากให้มีการพัฒนาหลักสูตรต่างๆ ที่ตอบโจทย์เด็กหลายกลุ่มอย่างรอบด้าน ที่สำคัญคือควรให้ความสำคัญกับนโยบายการพัฒนาเด็กและเยาวชนนอกระบบโดยเฉพาะ บางทีภาคประชาสังคมก็เสนอโครงการไปเยอะ แต่ยอมรับว่า กสศ. ก็สามารถสนับสนุนได้ในงบประมาณที่จำกัด ถ้ารัฐเห็นความสำคัญอาจจะช่วยสนับสนุนส่งเสริม ให้มีองค์กรที่สร้างแรงกระเพื่อมให้ชุมชนได้อย่างเต็มที่เหมือนที่ กสศ.ทำ </p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-190623/">สมเกียรติ สาระ เรื่องของผู้นำการเปลี่ยนแปลงระดับหัวหอก ชายผู้ขับเคลื่อนการสร้างอาชีพและการศึกษา ที่ตอบโจทย์ชีวิตคนท้องถิ่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อ “การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก” เป็นงานฝาก ไม่ใช่งานหลัก…มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนไหม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-weerathep-pathumcharoenwattana-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 May 2023 05:01:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=67995</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถอดทัศนะ รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-weerathep-pathumcharoenwattana-interview/">เมื่อ “การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก” เป็นงานฝาก ไม่ใช่งานหลัก…มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนไหม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ถอดทัศนะ รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต คณะครุศาสตร์​ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับบทวิเคราะห์อุปสรรคในเชิงกฎหมายและการปฏิบัติงานในแวดวงการศึกษาไทย พร้อมข้อเสนอโยบายเรื่องการศึกษาทางเลือกและการศึกษาตลอดชีวิตที่รัฐบาลใหม่ต้องเงี่ยหูฟัง</p>



<p>ตลอดการสนทนา ประโยคที่สะดุดมากที่สุดคือ “เมื่อการศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก เป็นงานฝาก ไม่ใช่งานหลัก…มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนไหม”</p>



<p><strong>ขอเชิญอ่านเพื่อวิเคราะห์ร่วมกันว่า “เรา” หมายถึงใคร และเราจะเปลี่ยนได้แค่ไหนกัน</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-56f643"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/2-7.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต<br>คณะครุศาสตร์​ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิต</strong></h2>



<p>การศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิต คือ การศึกษาที่ตอบโจทย์ความสนใจหรือความถนัด ทำให้มนุษย์คนหนึ่งสามารถใช้ความสนใจเพื่อพัฒนาตัวเองในเชิงต่อยอดอาชีพได้  ส่วนอีกมิติก็น่าจะเป็นการทำให้คนมีความสมบูรณ์ เช่น มีร่างกายแข็งแรง จิตใจที่ดีงาม ผมอยากเห็นภาพการศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิตคนคนหนึ่ง ที่เป็นคนมีความสุข คือ เก่ง ดี มีสุข โดยใช้วิธีการทางบวกแล้วค้นพบตัวเอง เอาสิ่งที่ตนเองสนใจไปทำอาชีพได้ หรือทำอะไรก็แล้วแต่ในทางที่ดี</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ภาพรวมของหน่วยจัดการการเรียนรู้ในปัจจุบัน</strong></h2>



<p>จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยไหน โรงเรียน ศูนย์การเรียน โฮมสกูล เราสามารถจัดการศึกษาให้ตอบโจทย์ผู้เรียนได้ ผมว่าโรงเรียนก็ควรมีความยืดหยุ่น คือ <strong>โรงเรียนมีศักยภาพในการออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับคนคนหนึ่งหรือเป็นกลุ่มก็ได้ เพราะช่วงวัยเด็กถือเป็นเวลาของการลองผิดลองถูกในชีวิต ครูสามารถทำให้เด็กเห็นอะไรบางอย่างในตัวเขาได้ ผมเลยคาดหวังว่าโรงเรียนจะร่วมมือกับเด็กเพื่อออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับเขาได้ กระทรวงศึกษาธิการอาจจะต้องเปิดโอกาสให้โรงเรียนได้ทดลองเรื่องพวกนี้</strong></p>



<p>เรารู้ว่ากระทรวง ฯ มีมาตรฐานการศึกษา แต่ถ้ารัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติบอกว่า ส่งเสริมความแตกต่างหลากหลาย อันนี้ถือว่าน่าลอง อยากเชียร์ให้โรงเรียนต่างๆ ออกแบบการเรียนรู้ของเด็กโดยยึดความแตกต่างหลากหลายเป็นที่ตั้ง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-06f434"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/5-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผมโตมาจากสายการศึกษาผู้ใหญ่ พอนึกถึงผู้ใหญ่เรามักคิดว่าผู้ใหญ่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้  สามารถกำหนดเป้าหมาย เครื่องมือ วิธีการ แหล่งเรียนรู้ด้วยตัวเอง  ผมเชื่อว่าเด็กก็มีความสามารถที่จะทำงานกับครูเพื่อออกแบบการเรียนรู้ของตัวเอง  โรงเรียนเป็นส่วนสำคัญในการศึกษาขั้นพื้นฐาน ถ้าเปิดโอกาสให้เขาได้จัดการศึกษาที่หลากหลาย อาจจะต้องดึงคอนเซ็ปต์ของพวกการศึกษาทางเลือกมาใช้บ้าง  </p>



<p>หน่วยจัดการเรียนรู้อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การเรียน โฮมสกูล ก็ทำไปได้เลย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกัน และหากอยากให้ตอบโจทย์การศึกษาตลอดชีวิต ศูนย์การเรียนแบบภูมิปัญญา ภาครัฐเอง เอกชน NGO ก็เป็นแหล่งเรียนรู้ได้เช่นกัน เป็นแหล่งให้นักเรียนได้ไปหาสิ่งที่เขาอยากรู้ ไปหาคนที่เขารู้จริงๆ เพราะครูอาจจะไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ก็ต้องพาไปหาคนที่รู้ ซึ่งอาจจะไม่ได้สังกัดโรงเรียนแต่สังกัดเอกชน เด็กนักเรียนก็มีโอกาสทำงานร่วมกับครู มีโอกาสไปเจอสิ่งที่เขาชอบจริงๆ</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถึงเวลาปลดล็อกระบบหรือยัง?</strong><br><strong>การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก</strong><br><strong>ไทยมีกฎหมายรองรับ แต่ระบบไม่เอื้อให้เด็กมีโอกาส</strong></h2>



<p><strong>ไทยมีกฎหมายรองรับเรื่องการศึกษาทางเลือก คือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งพูดชัดเจนเรื่องสถานศึกษาว่า ไม่ได้หมายถึงแค่โรงเรียน  แต่นับรวมถึงศูนย์การเรียนของสถาบันสังคม ที่จัดโดย บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กรชุมชน  องค์กรพัฒนาเอกชน โฮมสกูลด้วย กฎหมายเอื้อเรื่องนี้พอสมควร แต่พอลงมือทำจริง ตัวระบบกลับไม่เอื้อต่อเด็ก  </strong>ค่อนข้างมีปัญหาว่าเรายึดติดกับระบบโรงเรียนเยอะ  โดยนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้การศึกษาในระบบค่อนข้างมีอิทธิพลสูงหากเทียบกับการศึกษารูปแบบอื่น ทั้งที่ในสมัยอดีตโบราณ เด็กยังมีโอกาสเรียนรู้อาชีพจากพ่อแม่ เรียนรู้ภาษาการอ่านเขียนจากวัด เป็นต้น </p>



<p>แม้ช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะมีแรงกระแทกจากอีกด้านเผยให้เห็นว่า การศึกษาไม่จำเป็นต้องเป็นการศึกษาในระบบอย่างเดียว กระนั้นการศึกษาในระบบก็ยังมีอิทธิพลสูงอยู่ดี ทั้งในเรื่องอุดมคติ ค่านิยม และวิธีการทำงานของภาครัฐ ทำให้การศึกษาอิงกับในระบบค่อนข้างเยอะ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d832a8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/4-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ปัจจุบันไทยมีกฎหมายรับรองการศึกษาแบบในระบบ นอกระบบ และอัธยาศัย แต่กลไกระบบการทำงานก็ยังไม่เอื้อให้ทั้งสามแบบไปด้วยกันได้อย่างลื่นไหล หรือแม้แต่ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.​ 2566 ที่เน้นการส่งเสริมคุณวุฒิ หรือเน้นการพัฒนาตนเองและการเรียนรู้ตลอดชีวิตก็ยังไม่เชื่อมโยงกัน</strong> เช่น เวลาพูดถึงการเทียบโอน ส่วนใหญ่จะเห็นการเทียบโอนระหว่างหน่วยงานมากกว่า เช่น เทียบโอนจากโรงเรียนหนึ่งไปยังอีกโรงเรียน หรือถ้าโอนระหว่างสถาบันอุดมศึกษาก็เทียบโอนเป็นหน่วยกิต ซึ่งมีการกำหนดว่าได้กี่เปอร์เซนต์ของวิชาทั้งหมดในหลักสูตร  แต่ถ้าเทียบจากการศึกษาแบบอัธยาศัยไปนอกระบบ หรือการศึกษาแบบนอกระบบย้ายไปโรงเรียน ถึงจะมีกฎหมายรับรองแต่ขาดกลไกชัดเจนที่จะทำให้ระบบเอื้อกันต่ออย่างราบรื่น</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กฎหมายที่ก้าวหน้าเดินช้า เพราะอุปสรรคอยู่ที่ภาคปฏิบัติ</strong></h2>



<p>แม้ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ไม่ได้พูดถึงการศึกษาทางเลือกโดยตรง แต่ก็มองเห็นภาพของการยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ในมาตรา 12 ก็เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ มีบทบาทในการจัดการศึกษา ซึ่งอาจจะกำหนดไว้เป็นขั้นพื้นฐาน จากนั้นก็มีกฎกระทรวงที่พูดถึงการจัดการศึกษาแบบโฮมสกูล การจัดการศึกษาผ่านศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชน มูลนิธิ สถานประกอบการ หรือแม้แต่ตัวบุคคล ว่าทำได้ เราได้เห็นภาพการเติบโตของหน่วยงานจัดการศึกษามากขึ้น ซึ่งถือว่าน่าดีใจที่กฎหมายบ้านเรามีความก้าวหน้า แต่ในเชิงปฏิบัติต้องยอมรับว่ามีปัญหาอยู่</p>



<p><strong>ปัญหาในเชิงปฏิบัติที่เกิดขึ้น เช่น กฎกระทรวงระบุุว่าผู้ที่ต้องการเข้าเรียนในศูนย์การเรียนสามารถเข้ามาเรียนได้ อนุญาตให้ทุกคนเข้าร่วมเรียนรู้ได้ แต่พอดำเนินการไปสักพัก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กลับออกหลักเกณฑ์ว่า <em>เน้นไปที่เด็กด้อยโอกาส</em> ซึ่งอย่างนี้เราจะเรียกว่าเป็นการละเมิดสิทธิของคนอยากเรียนที่ศูนย์การเรียนได้ไหม </strong>เรื่องนี้จะเห็นว่ามีการเคลื่อนไหวจากฝั่งของคนทำงานด้านการศึกษาทางเลือก เข้าไปคุยกับทางกระทรวงศึกษาธิการด้วยเช่นกัน เพื่อดูว่าสิ่งที่ออกมามันขัดแย้งกับกฎกระทรวง หรือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ หรือรัฐธรรมนูญ หรืออนุสัญญาสิทธิเด็ก หรือไม่</p>



<p>ผมคิดว่าเราอาจจะต้องทบทวนว่าการที่ภาครัฐออกระเบียบมาใหม่นั้นไปขัดต่อตัวกฎหมายต่างๆ หรือเปล่า ซึ่งที่ผ่านมาก็ดูขัดนะ ผลต่อจากนั้นคือมีการเคลื่อนไหวผ่านกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งทำให้เกิดการมานั่งคุยระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d158b3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/7-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เหตุผลที่ว่าทำไมการยืนยันเรื่องสิทธิการจัดศูนย์การเรียนทางเลือกเหล่านี้ถึงสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องสิทธิประโยชน์ เพราะหากศูนย์การเรียนได้รับอนุญาตจากเขตการศึกษาแล้ว เขาก็ถือเป็นสถานศึกษา ซึ่งจะส่งผลให้เขาได้รับงบประมาณอุดหนุน  การอนุญาตตรงนี้พบว่ายังมีปัญหาอยู่ ส่งผลให้สถานศึกษาไม่ได้รับการจัดสรรงบหรือโดนสั่งระงับ </p>



<p>ที่ผ่านมาก็พบว่ามีความพยายามออกหลักเกณฑ์เพื่อปรับใช้หลักสูตรแกนกลาง ที่ สพฐ.กับคนทำการศึกษาทางเลือกหารือและจัดทำด้วยกัน แล้วก็เปิดโอกาสให้ผู้จัดการศึกษาทางเลือก เช่น โฮมสกูล ศูนย์การเรียน โรงเรียนที่มีความเฉพาะทาง เช่น โรงเรียนกีฬา ได้นำตรงนี้ไปใช้ในการปรับหลักสูตรแกนกลาง  ความพยายามตรงนี้มีอยู่ แต่ปัญหาในเชิงปฏิบัติอาจเกิดจากเมื่อลงมือทำงานแล้วหน่วยงานรัฐไม่ได้ศึกษาเอกสารพวกนี้ให้เข้าใจ ส่วนหนึ่งเพราะราชการมีการเวียนคนทำงาน ซึ่งอาจทำให้ความเข้าใจที่มีต่อการศึกษาทางเลือกและหลักการที่คุยกันไว้คลาดเคลื่อน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อความเข้าใจยังคลาดเคลื่อน ทางออกคือต้องพูดคุย</strong></h2>



<p>ถ้ามองในเชิงพัฒนาการ พบว่าในแต่ละช่วงเวลาก็มีความพยายามในการทำความเข้าใจกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับกลุ่มการศึกษาทางเลือก เช่น ยุคหลังจากมี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 คนที่ทำงานการศึกษาทางเลือกก็ได้เข้าไปทำงานกับสภาการศึกษาเพื่อไปทำกฎกระทรวงเหล่านี้ออกมา หลังจากนั้นก็มีการเวิร์กชอปทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างคนทำการศึกษาทางเลือกกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐในเขตพื้นที่ และ สพฐ. เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การปรับใช้หลักสูตรแกนกลาง เราจะพบความพยายามในการจัดทำกระบวนการเหล่านี้มาโดยตลอด&nbsp;</p>



<p>แต่ช่วงหลังมานี้ที่เกิดปัญหาความเข้าใจไม่ตรงกัน ผมคิดว่าเกิดจากคนทำงานภาครัฐมีการเปลี่ยนตัวบ่อยทำให้ต้องเริ่มใหม่ตลอด ผู้อำนวยการเขตก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ตลอดไป ต้องเปลี่ยนคน คนมาใหม่ก็ต้องทำความเข้าใจเรื่องพวกนี้ใหม่ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่ก็เหมือนกัน มีการโยกย้าย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างแน่นอน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fdb175"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/1-6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผมมองว่าถ้าเข้าใจเรื่องการทำงานร่วมกัน หลายฝ่ายน่าจะช่วยกันได้ เช่น การพูดคุยระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้จัดและทีมที่ปรึกษาต่างๆ ในการปรับจูนให้ตรงกัน ตั้งแต่ตอนจดทะเบียน&nbsp; ออกหลักสูตร และตอนประเมิน ซึ่งในส่วนของการประเมินนี้ ช่วงหลังๆ อาจดูมีปัญหาเยอะหน่อย ส่วนหนึ่งเกิดจาก สพฐ.มีหน้าที่ประเมิน และอาจรวบอำนาจการประเมินไปเลย คือเน้นประเมินผ่าน 8 กลุ่มสาระวิชา ในขณะที่ศูนย์การเรียนหรือพ่อแม่โฮมสกูลสอนอีกอย่าง ประเมินอีกอย่าง&nbsp;</p>



<p><strong>สพฐ.ต้องมองว่าการประเมินมีตั้ง 13 แบบ ไม่ต้องสอบอย่างเดียว สามารถใช้การพูดคุยสัมภาษณ์ หรือใช้การมีส่วนร่วมโดยนักวิชาการหรือเขตพื้นที่ ประกอบการพิจารณาด้วยก็ได้ ไม่ใช่ประเมินเพื่อตัดสินอย่างเดียว</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ข้อเสนอโยบาย</strong><br><strong>เรื่องการศึกษาทางเลือกและการศึกษาตลอดชีวิต</strong></h2>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>1. รัฐต้องทำให้เจตนารมณ์ในตัวบทกฎหมายเป็นจริง  หากกฎหมายไหนมีปัญหาต้องร่วมหารือเพื่อแก้ไข</strong></h4>



<p><strong>รัฐต้องลดการจัดและเพิ่มการสนับสนุน เราต้องทำให้เจตนารมณ์ในตัวบทกฎหมายเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ&nbsp; และ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ ควรตอบโจทย์ความแตกต่างหลากหลาย</strong>&nbsp;</p>



<p>ถามว่าสนับสนุนอะไรบ้าง คือรัฐอาจต้องไปแก้บางอย่างในตัวกฎหมาย เช่น คำว่า&nbsp; “อาจจะให้สิทธิประโยชน์หรือไม่” แต่จริงๆ แล้วถึงจะเป็นศูนย์การเรียนแบบคนรวยหรือศูนย์การเรียนของเด็กยากจนก็ต้องมีความเท่าเทียม ไม่ต่างจากโรงเรียน ที่ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนร่ำรวยหรือยากจนก็ได้เงินสนับสนุนเท่ากัน โดยคิดเป็นรายหัว หลักความเท่าเทียมนี้ต้องมี&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นการปรับกฎกระทรวงเหล่านี้ถือเป็นเรื่องจำเป็น คำว่า “อาจจะพิจารณาสิทธิประโยชน์” ที่ระบุไว้ควรตัดคำว่า “อาจจะ” ออก เพราะคำนี้ทำให้ทุกอย่างขึ้นกับดุลยพินิจของหน่วยงาน ซึ่งที่ผ่านมาเงินสนับสนุนอาจจะไปกองอยู่กับศูนย์การเรียนรู้แบบสถานประกอบการ แต่ศูนย์เรียนรู้ประเภทบุคคล หรือ NGO ที่ต้องทำงานเพื่อหาเงินดูแลเด็กกลับไม่ได้รับเงินสนับสนุน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9ab13e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/6-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ภาครัฐควรต้องทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และร่วมหารือกับหน่วยงานที่เป็นตัวแทนของการศึกษาทางเลือก ต้องแก้กฎหมาย หากตรงไหนไม่เอื้ออำนวย ต้องนำกลุ่มทำงานที่เกี่ยวข้องมาคุยกัน ไม่ใช่ไปแอบแก้กันเอง ทั้งนี้ตัวกฎหมายปัจจุบันยังมีปัญหาอยู่ แล้วด้วยระบบราชการ บางครั้งก็อาจมีกรณีที่ สพฐ.ส่งมติไปยังเขตพื้นที่ แล้วเขตพื้นที่ต้องยึดตามมติที่ทาง สพฐ.กำหนดไว้ ซึ่งอาจทำให้คนทำงานในพื้นที่ลำบากใจ  เพราะใจหนึ่งก็อยากทำงานกับกลุ่มการศึกษาทางเลือกดีๆ แต่เบื้องบนส่งนโยบายที่ไม่เอื้ออำนวยมา ทำให้การทำงานร่วมกันมันยากขึ้น</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>2. ตั้งกองทุนสนับสนุนเพื่อให้เกิดแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต</strong></h4>



<p>เนื่องจากสภาพแวดล้อมของการศึกษาทางเลือกนั้น เขาไม่ได้สอนแค่ในสถานศึกษา ทุกพื้นที่รอบตัวถือเป็นแหล่งเรียนรู้ ดังนั้นควรทำอย่างไรให้บ้านเรามีกองทุนสนับสนุนพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ของเด็ก<strong> </strong>โดยกองทุนนี้ควรใช้สนับสนุนแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่ต่างๆ ให้เขาทำงานต่อได้ เช่น สนับสนุนพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นต่างๆ ให้เขามีกิจกรรม ออกแบบการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์เด็กในชุมชน ทั้งนี้ปัจจุบันกองทุนลักษณะอย่างนี้ยังไม่มี ผมยังไม่รู้ว่าจะเรียกตรงนี้ว่าอะไร แต่ผมอยากเสนอให้ทุกคนสามารถเข้าถึงงบประมาณบางอย่างได้ เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้ </p>



<p>แม้ทุกวันนี้จะมีเงินอุดหนุนการศึกษารายหัวของเด็ก แต่เงินอุดหนุนนี้ก็ไม่เพียงพอ เราต้องเพิ่มโอกาสที่เด็กจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาสนใจ ซึ่งเงินอุดหนุนในการพัฒนาตนเองนี้ อาจขยายไปอุดหนุนผู้ใหญ่ในสังคมด้วยก็ได้ เพราะผู้ใหญ่อย่างพวกเราก็ควรได้รับเงินอุดหนุนเพื่อพัฒนาตนเองเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p><strong>หากประเทศไทยจะส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เราก็ต้องพัฒนาแหล่งเรียนรู้ พัฒนาคุณภาพชีวิต และพัฒนาตนเอง ซึ่งควรจะมีงบสมทบให้ประชาชนพัฒนาตนเอง และไม่ใช่อุดหนุนงบแค่สาธารณูปโภคหรือการก่อสร้าง แต่แนวคิดบางอย่างก็ควรทำให้เกิดขึ้นจริง เช่น Education Card ที่ กสศ.เคยเสนอก็น่าจะนำมาหารือกันต่อ</strong></p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>3. สนับสนุนเงินรายหัวเพื่อให้ประชาชนได้พัฒนาตนเองตลอดชีวิต</strong></h4>



<p><strong>สังคมไทยพูดเรื่องพัฒนาศักยภาพบุคคล ทั้ง Upskill และ Reskill กันเยอะมาก ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่คำว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ยังเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองในมิติอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่แค่เด็ก แต่ทุกคนน่าจะได้รับโอกาสพัฒนาตนเอง&nbsp; ผู้ใหญ่ก็อยากได้เงินรายหัวเพื่อใช้ในการพัฒนาตนเอง</strong></p>



<p>ผมทำงานที่จุฬาฯ เขาจะมีเงินสนับสนุนการพัฒนาตนเองให้ประมาณ 40,000 &#8211; 60,000 บาท ซึ่งยอดนี้ไม่ได้ใช้ภายปีเดียว แต่ให้ใช้หลายปี เวลาจะไปประชุมต่างๆ ก็ใช้เงินสนับสนุนนี้ได้ แต่ถามว่าพอไหมกับการทำงานทั้งชีวิต ไม่น่าจะพอแน่ๆ ดังนั้นเราก็ต้องการเงินจากภาครัฐมาสนับสนุนตรงนี้เช่นกัน&nbsp;</p>



<p>ผมทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมอาจเข้าถึงโอกาสได้มากกว่าคนอื่น แต่คนทั่วไปจะทำอย่างไร เขาก็ควรได้รับโอกาสนี้ด้วย แม้เราจะมองว่าทุกวันนี้มีแหล่งเรียนรู้เยอะแยะในออนไลน์ เช่น ยูทูบ แต่ข้อมูลที่อยู่ในยูทูบก็ใช่ว่าจะถูกต้องทั้งหมด เราควรได้มีโอกาสเรียนรู้กับคนที่รู้จริงหรือเป็นผู้เชี่ยวชาญ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9d7446"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/3-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>4. ปรับเปลี่ยนการทำงานให้ลื่นไหล และมองไกลกว่าแค่การเน้นลู่ทางเดียว</strong></h4>



<p><strong>ปัจจุบันการผลักดันเรื่องการศึกษาทางเลือกต้องขออนุญาตผ่าน สพฐ.เป็นหลัก ดังนั้นหากอยากให้การขับเคลื่อนไหลลื่นกว่าเดิม ก็ต้องปรับการทำงานของ สพฐ. แต่ถ้าทำได้ยาก อาจต้องเปลี่ยนการศึกษาทางเลือกไปอยู่สังกัดอื่นแทน</strong> เช่น ไปอยู่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) ต้องพูดตามตรงว่า ทุกวันนี้ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าฝ่ายไหนของ สพฐ.ที่ดูแล งานหลักของ สพฐ.จะเป็นโรงเรียน ถ้าจะแบ่งเบาภาระก็คงต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ</p>



<p>เมื่อการศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก เป็นงานฝาก ไม่ใช่งานหลัก…มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนไหม ตอนนี้สัดส่วนของคนที่จัดการศึกษาทางเลือกในไทยยังดูไม่เยอะ แต่มันขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ถ้าทิศทางสังคมมองว่าการศึกษาแบบนี้มันตอบโจทย์ รัฐก็ต้องช่วยหนุนลู่ทางนี้ให้ขยายวงกว้างขึ้น อาจต้องมีหน่วยงานมาดูแลตรงนี้เพื่อตอบโจทย์เด็กและผู้ใหญ่ที่มีความหลากหลาย โรงเรียนอาจไม่ใช่คำตอบเดียวอีกแล้ว</p>



<p>นี่ยังไม่นับว่าเรายังไม่ได้พูดถึงศูนย์เรียนรู้แบบภูมิปัญญาที่ตอบโจทย์คนทั้งประเทศได้ตลอดชีวิต คือศูนย์เหล่านี้ก็พอค้ำตัวเองได้ระดับหนึ่ง แต่รัฐต้องสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะให้ตรงนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีสำหรับคนทุกวัย ซึ่งกองทุนที่ผมพูดข้างต้นนั่นแหละที่จะช่วยเสริมให้ศูนย์ภูมิปัญญาสามารถพัฒนาตนเองได้</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>5. ข้อเสนอแนะต่อการเทียบโอน: คลังเครดิตคือคำตอบ</strong></h4>



<p>ส่วนสุดท้ายคือ ทำให้ตัวระบบการเทียบโอนเป็นจริงให้ได้ ในระดับอุดมศึกษาตอนนี้ถือว่าโอเค สถาบันจะมีการกำหนดว่าสามารถเทียบโอนได้กี่เปอร์เซ็นต์ของรายวิชาในหลักสูตร อย่างเช่นที่จุฬาฯ มีคลังเครดิต คนที่ลงเรียนคอร์สสั้นๆ ก็สามารถเก็บหน่วยกิตได้ และถ้าวิชานี้เชื่อมต่อกับหลักสูตร เขาก็สามารถเทียบโอนเข้าหลักสูตรที่เขาจะเข้าเรียนได้เลย&nbsp;</p>



<p>การมีคลังเครดิตทำให้เราเห็นการเชื่อมต่อกันได้ แต่ที่ยังต้องทำงานกันเพิ่ม คือ การเทียบโอนประสบการณ์ หรือ Life Long Learning ตอนนี้ของไทยยังไม่สามารถเชื่อมโยงได้แบบต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ที่เขามีหน่วยงานกลางทำ Life Long Learning ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่ลงมาดูแลเรื่องการเทียบโอนประสบการณ์เลย</p>



<p>หากให้อธิบายเรื่องการเทียบโอนประสบการณ์ก็คือ ลองนึกภาพคนที่เป็นช่างมา 30 ปี แต่ไม่ได้จบการศึกษาในระบบ อยู่ๆ วันหนึ่งเขาอยากได้วุฒิ เลยต้องเทียบโอน ซึ่งคำถามคือ เขาจะเทียบโอนกับที่ไหนได้บ้าง เทียบกับ กศน. ได้ไหม หรือเทียบกับอาชีวะได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบคือน่าจะเทียบได้ โดยการเอาประสบการณ์มาเชื่อมคุณวุฒิ เอาการศึกษาตามอัธยาศัยของเขามาเชื่อมกับการศึกษาในหรือนอกระบบก็ได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6ba096"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/infographic-อ.วีระภาพ-1200-x-1500-01.png" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-weerathep-pathumcharoenwattana-interview/">เมื่อ “การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก” เป็นงานฝาก ไม่ใช่งานหลัก…มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนไหม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
