<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การศึกษาทางเลือก | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 26 Feb 2026 08:03:17 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>การศึกษาทางเลือก | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ดร.พรสวรรค์ พรดอนก่อ ลมหายใจของศิลปวัฒนธรรมอีสาน ท่วงท่าที่ไม่เรียบราบของการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-260226/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Feb 2026 07:59:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[THE ISAAN RECORD]]></category>
		<category><![CDATA[หมอลำศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พรสวรรค์ พรดอนก่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปวัฒนธรรมอีสาน]]></category>
		<category><![CDATA[นาฏยศิลป์พื้นเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิปัญญาอีสาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=100155</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลูกหลานของชาวนา เด็กจากครอบครัวที่หย่าร้าง เงินก้อนสุดท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-260226/">ดร.พรสวรรค์ พรดอนก่อ ลมหายใจของศิลปวัฒนธรรมอีสาน ท่วงท่าที่ไม่เรียบราบของการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ลูกหลานของชาวนา เด็กจากครอบครัวที่หย่าร้าง เงินก้อนสุดท้ายที่กำใส่มือเพื่อเดินทางเข้ามาเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ คือคำอธิบายของกลุ่มผู้เรียนหลักๆ ที่ <strong>ดร.พรสวรรค์ พรดอนก่อ</strong> อาจารย์ประจำภาควิชานาฏศิลป์กล่าวภาพรวมให้เราฟังคร่าวๆ เส้นทางในอดีตของเธอมีบางช่วงชีวิตที่ฟ้อนรำบนพื้นผิวขรุขระไม่ต่างจากลูกศิษย์ของเธอ การเดินทางมาพบกับเวทีหมอลำศึกษาของศูนย์การเรียนรู้ปัญญากัลป์โดยความร่วมมือจาก กสศ. คืออีกหนึ่งทางที่เธออยากช่วยเป็นกระบอกเสียงในการสนับสนุนพร้อมทั้งสะท้อนภาพความจริงที่พบเห็นคือการเข้ามาและโบกมือลาของนักเรียน&nbsp;</p>



<p>The Isaan Record ร่วมกับ กสศ. ชวนเธอสนทนาเกี่ยวกับภาพวนเวียนดังกล่าวโดยเชื่อมร้อยไปกับพัฒนาการของหลักสูตรนาฏยศิลป์พื้นเมืองที่จะต้องถูกผลักดันเพื่อโอบรับคนที่ไม่มีโอกาส รวมไปถึงหลักสูตรหมอลำศึกษาในสายตานาฏยาจารย์ในระบบการศึกษา</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปากต่อปาก การศึกษาหมอลำในอดีต</strong></h3>



<p>ก่อนการเกิดขึ้นของหลักสูตรดนตรีและนาฏยศิลปพื้นเมือง การฝากตัวยกพานขันไหว้ให้กับบรมครูหมอลำและอยู่กินที่บ้านของท่านนั้นๆ เพื่อศึกษาและรับความรู้ในการที่จะนำไปใช้ประกอบอาชีพ คือระบบการศึกษาของหมอลำในอดีต ครูหมอลำน้อยคนนักที่จะได้ศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยม ประถมศึกษาคือการศึกษาสูงสุดของพวกท่านเหล่านั้นและวิธีแบบมุขปาฐะ การส่งต่อจากปากต่อปาก นั่นคือสื่อการสอนเพียงอย่างเดียว จึงทำให้การศึกษาหมอลำไม่ได้เป็นไปอย่างมีระบบระเบียบ และไม่ได้ถูกจัดเรียงเป็นตำราที่จะส่งต่อไปให้รุ่นต่อรุ่น</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="855" height="569" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-02.jpg" alt="ดร.พรสวรรค์ พรดอนก่อ" class="wp-image-100158" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-02.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-02-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>“เราอยากให้ศิลปะพื้นบ้านทัดเทียมกับสาขาอื่นๆ โดยเฉพาะการแสดงหมอลำ เพราะศิลปินบ้านนอกบ้านนาที่ไม่มีโอกาสเข้าไปเรียนในระบบ เขาก็ไปเรียนรู้จากพ่อครูแม่ครู บ่มเพาะจนกลายเป็นศิลปินที่เรายกย่องได้ อย่างแม่หวี (<strong>ดร.ฉวีวรรณ ดำเนิน</strong> ศิลปินแห่งชาติ) แม่ก็เรียนจากครูหมอลำ เรียนนอกระบบทั้งนั้น ไม่ได้เข้าสู่ระบบ แต่ถ้าใครเก่งจริง โดดเด่นจริง ถึงจะได้เป็นศิลปินแห่งชาติ ซึ่งก็มีไม่กี่คน เพราะทุกอย่างต้องต่อสู้เอง ต้องบ่มเพาะเอง ไม่มีใครมาสอนเป็นขั้นตอน</p>



<p>“ลูกศิษย์ที่เข้าไปอยู่ในวงหมอลำ บางคนก็หัดลำได้แล้วก็ขึ้นเวที บางคนดัง บางคนไม่ดัง บางวงก็ต้องล้มเพราะไม่มีงาน ไม่มีความต่อเนื่อง การถ่ายทอดก็ขาดไป กว่าจะมีศิษย์เอกที่โด่งดังได้สักคนหนึ่ง ก็นานมาก</p>



<p>“เราเองก็เป็นลูกหมอลำ อยู่ในวงการนี้ตั้งแต่เกิด แม่ก็คิดว่า หมอลำเรานี่เก่งมาก แต่ปัญหาคือไม่มีโอกาส ไม่มีเวทีให้เล่น บางคนไม่มีลูกศิษย์ บางคนก็ไม่มีเวลาสอน เพราะต้องไปทำอาชีพอื่น หลายคนก็เคยเป็นพระเอกหมอลำ มีชื่อเสียง แต่พอเจ็บป่วยก็ไม่มีสวัสดิการรองรับ&nbsp;</p>



<p>“เราจึงคิดว่า ถ้าหมอลำได้เข้าไปอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนหรือวิทยาลัย มันจะดีมาก จะช่วยสืบทอดต่อเนื่อง รุ่นแล้วรุ่นเล่า ไม่หายไปเหมือนการสอนกันที่บ้าน”</p>



<p>ดร.พรสวรรค์เล่าว่าหลักจากเธอสำเร็จการศึกษาชั้น ม.3 เธอมีปณิธานอย่างแรงกล้าที่จะศึกษาต่อ แต่ช่วงที่จบใหม่ๆ นั้นโรงเรียนมัธยมปลายที่ต้องการเข้าศึกษามีระยะทางที่ไกลมาก จึงตั้งหลักอยู่ที่บ้านและเข้าศึกษาที่วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ในเวลาต่อมา การแสดงศิลปะพื้นบ้านเป็นสิ่งที่เธอนั้นสนใจเป็นพิเศษ แต่ในอดีตหลักสูตรศิลปะการแสดงพื้นบ้านนั้นไม่ใช่วิชาหลักเป็นแค่เพียงวิชาเลือกในระบบการศึกษา&nbsp;</p>



<p>ช่วงแรกของการพัฒนาหลักสูตรศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่จะผลักดันให้เป็นวิชาหลักคือ การลงพื้นที่ภาคสนามเพื่อเก็บข้อมูลว่าแต่ละสำนักมีวิธีการแสดง การฟ้อน ทำนองการร้องลำอย่างไร และนำมาจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบแบบแผน เพื่อที่จะได้ต่อลมหายใจของรากเหง้าพื้นบ้านที่ในอดีตไม่ได้มีระเบียบแบบแผนอย่างชัดเจน&nbsp;</p>



<p>เพราะนอกจากอาชีพหมอลำแล้ว เกษตรกรรมคืออาชีพหลัก หรือบางเหตุการณ์ก็ทำให้ตัวหมอลำจะต้องดิ้นรนผันเปลี่ยนอาชีพเพื่อปากท้อง สาเหตุนี้ทำให้ข้อมูลภูมิปัญญาไม่ได้ถูกถ่ายทอดอย่างต่อเนื่อง และบางครั้งวิชาก็สูญหายไปพร้อมกับตัวคนหลังจากครูท่านนั้นๆ เสียชีวิต</p>



<div class="wp-block-qubely-row qubely-section qubely-block-47b4d7"><div class="qubely-row-overlay"></div><div class="qubely-container"><div class="qubely-row ">
<div class="wp-block-qubely-column qubely-column qubely-column-front qubely-block-138dbe"><div class="qubely-column-inner">
<figure class="gb-block-image gb-block-image-4e59e935"><img decoding="async" loading="lazy" width="1999" height="1502" class="gb-image gb-image-4e59e935" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/image1.jpg" alt="ดร.พรสวรรค์ พรดอนก่อ อาจารย์ประจำภาควิชานาฏศิลป์" title="ดร.พรสวรรค์ พรดอนก่อ อาจารย์ประจำภาควิชานาฏศิลป์" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/image1.jpg 1999w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/image1-300x225.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/image1-1363x1024.jpg 1363w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/image1-768x577.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/image1-1536x1154.jpg 1536w" sizes="(max-width: 1999px) 100vw, 1999px" /></figure>
</div></div>



<div class="wp-block-qubely-column qubely-column qubely-column-front qubely-block-9be2f8"><div class="qubely-column-inner">
<figure class="gb-block-image gb-block-image-92006cbc"><img decoding="async" loading="lazy" width="1999" height="1502" class="gb-image gb-image-92006cbc" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/image3.jpg" alt="ดร.พรสวรรค์ พรดอนก่อ อาจารย์ประจำภาควิชานาฏศิลป์" title="ดร.พรสวรรค์ พรดอนก่อ อาจารย์ประจำภาควิชานาฏศิลป์" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/image3.jpg 1999w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/image3-300x225.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/image3-1363x1024.jpg 1363w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/image3-768x577.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/image3-1536x1154.jpg 1536w" sizes="(max-width: 1999px) 100vw, 1999px" /></figure>
</div></div>
</div></div></div>



<p>“เราเองก็เคยเรียนต่อแบบยากลำบาก หลังจบ ม.1 ก็อยากเรียนต่อแต่ไปไม่ไหว ต้องกลับมาตั้งหลัก จนพอมีวิทยาลัยที่กาฬสินธุ์เปิดถึงได้ไปเรียนต่อ ม.4 ตอนนั้นอาจารย์ที่มาสอน ส่วนใหญ่จบแค่ ป.6 หรือ ม.3 แต่เป็นศิลปินดังในอดีต และมีโอกาสเข้ามาสอนในสถาบัน แม้ตอนนั้นยังไม่เป็นวิชาอย่างเป็นทางการ</p>



<p>“หลังเรียนจบก็ได้มาเป็นครู ช่วยเขาวางแผน จัดทำหลักสูตร และเป็นอาจารย์ผู้สอนในหลักสูตรนั้น ทำให้การเรียนการสอนศิลปะหมอลำมีระบบและมีความต่อเนื่องจริงๆ ไม่ใช่สอนกันที่บ้านแล้วขาดช่วง แต่พอเข้ามาอยู่ในสถาบัน มันก็ไม่มีวันสิ้นสุด เด็กที่เข้ามาเรียนก็จะได้สืบทอดต่อไปเรื่อยๆ รุ่นแล้วรุ่นเล่า”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ฉากทรรศแห่งความจริงที่ไม่ใช่การแสดง</strong></h3>



<p>ข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และงานวิจัยเชิงสำรวจ พบว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กต้องออกจากโรงเรียนหรือไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ มีอยู่ด้วยกัน 7 ประการ โดยความยากจนเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักมากที่สุด คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมด (ร้อยละ 46.70) ตามมาด้วยปัญหาครอบครัว (ร้อยละ 16.14) การออกกลางคันหรือถูกผลักออกจากโรงเรียน (ร้อยละ 12.03) และการไม่ได้รับสวัสดิการด้านการศึกษา (ร้อยละ 8.88) ขณะที่สาเหตุอื่นๆ ได้แก่ ปัญหาสุขภาพ (ร้อยละ 5.91) การอยู่ในกระบวนการยุติธรรม (ร้อยละ 4.93) และการถูกกระทำความรุนแรง (ร้อยละ 3.63)</p>



<p>เดือนธันวาคม 2567 ประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนที่ไม่มีรายชื่อในระบบการศึกษาแล้วถึง 982,304 ค<strong>น</strong> กลุ่มนี้ถูกจัดว่าเป็นเด็กนอกระบบการศึกษา(Out-of-school Children) ซึ่งหมายถึงทั้งเด็กที่ไม่เคยเข้าเรียนเลย และเด็กที่เคยเรียนแต่หลุดออกจากระบบ โดยในจำนวนนี้ประมาณ 900,000 คนใช้ชีวิตอยู่นอกโรงเรียน</p>



<p>หากมองตามช่วงวัย จะพบว่าเด็กนอกระบบแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่</p>



<ul>
<li>เด็กวัยก่อนการศึกษาภาคบังคับ 279,296 คน</li>



<li>เด็กวัยที่ควรอยู่ระหว่างการศึกษาภาคบังคับ 387,591 คน</li>



<li>เด็กวัยหลังการศึกษาภาคบังคับ 315,417 คน</li>
</ul>



<p>นอกจากนี้ ยังมีเด็กและเยาวชนอีกประมาณ 2.8 ล้านคน ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งหมายถึงเด็กที่ยังอยู่ในโรงเรียน แต่มีแนวโน้มว่าจะออกกลางคัน โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อระหว่างระดับการศึกษา ตั้งแต่ประถมศึกษาไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย&nbsp;</p>



<p>จากสถิติแล้วคงไม่แปลกที่ข้อมูลตรงหน้าของ ดร.พรสวรรค์ เป็นหนึ่งในหลายเปอร์เซ็นต์ที่ปรากฎเป็นตัวคนที่มีเนื้อหนังและความรู้สึก</p>



<p>การมาเรียนหนังสือสำหรับลูกศิษย์หลายคนต้องประหยัดเงินไว้เพื่อซื้ออุปกรณ์การเรียน บางครั้งก็มากินข้าวที่บ้านครู แต่ด้วยความเกรงใจจึงกินได้เพียงบางมื้อบางคาบ หลายครอบครัวมีฐานะยากจน เช่น ครอบครัวต้องแยกย้ายกันไปทำงานตามที่ต่างๆ เพื่อหารายได้ อีกทั้งยังมีผู้ปกครองสูงอายุที่มีเพียงรายได้จากการทำนา แล้วนำเงินที่ได้ส่งลูกหลานมาเรียน</p>



<p>การเรียนในระบบต้องเรียนทุกวันและมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งค่ากิน ค่าอยู่ ค่าหอพัก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทำให้บางคนไม่สามารถเรียนต่อได้ ต้องออกกลางคัน และไปเลือกเส้นทางอื่น เช่น ออกไปเป็นหมอลำ ออกไปประกอบอาชีพส่วนตัว หรือเป็นศิลปินเดี่ยว เพื่อเลี้ยงชีพและช่วยเหลือครอบครัว</p>



<p><strong>&#8220;แม่คะ หนูขออนุญาตออกไปทำงาน” </strong>ศิษย์หลายคนพูดกับเราแบบนี้เพราะเลี่ยงที่จะพูดสาเหตุตรงๆ แต่ในฐานะครูเราทราบเลยว่าเขากลัวเพื่อนๆ หรือคนอื่นดูแคลนเหยียดหยามว่าฐานะยากจน</p>



<p>เราเลยบอกกับเขาว่า &#8220;ลูก พูดกับแม่ให้ชัดๆ ก่อน ว่าเกิดอะไรขึ้น&#8221;</p>



<p>เท่านั้นแหละเขาก็พูดตรงๆ กับเราว่า &#8220;แม่คะ หนูไม่มีเงินเรียนต่อ&#8221;&nbsp;</p>



<p>เธอจำลองบทสนทนาระหว่างศิษย์กับตัวเธอในวันที่เขาเดินมาบอกลาได้อย่างกับเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงหน้า ขณะเล่านัยย์ตาทั้งสองคลอไปด้วยน้ำตาเหมือนจะปริ่มล้นออกมาตรงแก้ม </p>



<figure class="gb-block-image gb-block-image-b3e91349"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" class="gb-image gb-image-b3e91349" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-04.jpg" alt="ดร.พรสวรรค์ พรดอนก่อ อาจารย์ประจำภาควิชานาฏศิลป์" title="0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-04" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-04.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-04-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-04-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-04-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-04-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>กศน.คือทางที่หมอลำหลายคนเลือกสำหรับต่อยอดโอกาสทางการศึกษาแต่ไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด ด้วยลักษณะการทำงานที่เวลาพักผ่อนไม่สัมพันธ์กับเวลาเรียนเท่าที่ควร หลักสูตรหมอลำศึกษาของศูนย์การเรียนรู้ปัญญากัลป์ จึงเป็นสิ่งใหม่ที่เธอรู้สึกว่าเป็นทางเลือกที่ยืดหยุ่นและโอบรับคนที่ไม่มีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา&nbsp;</p>



<p>“เราคิดว่าถ้ามีระบบการเรียนการสอนแบบนี้ เกิดขึ้นในสมัยเราและได้ใกล้ชิดครูบาอาจารย์มากกว่านี้ เมื่อก่อน การจะเข้าไปกราบศิลปินแห่งชาติได้ ถ้าไม่ใช่ลูกศิษย์ใกล้ชิดจริงๆ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ใช่ไหมคะ</p>



<p>“การจะได้เรียนรู้หรือได้ใกล้ชิดท่าน ต้องใช้ความพยายามมาก การจะเดินทางไปหาท่านก็ไม่ใช่ว่าท่านไม่อยากเจอเรา จริงๆ ท่านอยากเจอเรามากด้วยซ้ำ แต่เราต่างหากที่เข้าไม่ถึงท่าน</p>



<p>“พอแม่มาเห็นว่า วันแรกได้เรียนกับพ่อครูคนนี้ แม่ครูคนนั้น วันที่สองได้เรียนกับอีกคนหนึ่ง ได้เจอพ่อครูแม่ครูที่อยู่ในระบบการศึกษาตลอด แม่ก็คิดเลยว่า ทำไมถึงทำได้ดีขนาดนี้” เธอกล่าวถึงหลักสูตรหมอลำที่ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 17-20 สิงหาคม พ.ศ.2568</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ท่วงทำนองที่โอบรับคนหล่นหาย</strong></h3>



<p>“เด็กตาดำๆ หอบวุฒิ ม.3 จาก กศน. ภาพจำคือหน้าแม่พ่อ กับน้องที่ยังลำบาก ออกเดินตามฝัน เพื่อหวังสักวันให้คนที่ฮัก ได้มีที่พึ่งที่พัก มีชีวิตดีกว่านี้” ท่อนหนึ่งของเพลงหอบฝันมาหลังฮ่านของ อุ๋งอิ๋ง สาวน้อยเพชรบ้านแพง เป็นจุดเริ่มต้นของ <strong>ดร.ศุภชัย ไตรไทยธีระ</strong> ในการก่อตั้งหลักสูตรหมอลำศึกษา ซึ่งในความคิดของดร.พรสวรรค์ เธอยังไม่เข้าใจมากนักในตอนแรกที่ได้ยินชื่อหลักสูตรนี้</p>



<p>แต่เมื่อทำความเข้าใจแล้วว่าเป็นหลักสูตรที่บูรณาการ 8 กลุ่มสาระตามหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ.2551 ปรับปรุง พ.ศ.2560 ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในวงหมอลำ เธอกล่าวชื่นชมว่าเป็นการบูรณาการที่ดีมากๆ และคิดว่าหลักสูตรนี้จะผลิตบุคลากรทางศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านเพื่อสร้างสรรค์ อนุรักษ์ให้ยืนยาวต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-row qubely-section qubely-block-0da8a8"><div class="qubely-row-overlay"></div><div class="qubely-container"><div class="qubely-row ">
<div class="wp-block-qubely-column qubely-column qubely-column-front qubely-block-75be07"><div class="qubely-column-inner">
<figure class="gb-block-image gb-block-image-bd689d69"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" class="gb-image gb-image-bd689d69" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-06.jpg" alt="ดร.พรสวรรค์ พรดอนก่อ อาจารย์ประจำภาควิชานาฏศิลป์" title="0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-06" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-06.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-06-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-06-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-06-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-06-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</div></div>



<div class="wp-block-qubely-column qubely-column qubely-column-front qubely-block-871c48"><div class="qubely-column-inner">
<figure class="gb-block-image gb-block-image-99ba9803"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" class="gb-image gb-image-99ba9803" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-01.jpg" alt="ดร.พรสวรรค์ พรดอนก่อ อาจารย์ประจำภาควิชานาฏศิลป์" title="0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-01" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-01.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-01-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-01-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-01-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>
</div></div>
</div></div></div>



<p>“การศึกษาในระบบที่พวกเราทำอยู่ก็มีปัจจัยคือเรารับนักเรียนได้อย่างจำกัด ไหนจะเป็นเรื่องห้องเรียนและอุปกรณ์ต่างๆ เราก็ดีใจนะที่เห็นพวกเขามีโครงการแบบนี้ เพราะเราจะได้ถ่ายทอดให้ลูกหลานว่า ขนบธรรมเนียมเป็นยังไง การเป็นครูเป็นลูกศิษย์ต้องวางตัวยังไง การเป็นหมอลำรุ่นน้องควรเคารพรุ่นพี่ยังไง การเป็นศิลปินควรมีอะไรติดตัวบ้าง ความพอเพียงอยู่ที่จุดไหน และจะรักษาเอกลักษณ์อย่างไร สิ่งไหนถึงจะเรียกว่าพอดี</p>



<p>“เราอยากอธิบายให้ลูกศิษย์ฟัง เพราะทุกวันนี้เห็นหมอลำบางคณะทำไปแบบที่เรามองว่าไม่ค่อยสวยงาม แต่บางคณะก็ทำได้ดีตามที่ครูบาอาจารย์สอน ซึ่งมันก็แล้วแต่ใครจะเลือกทำไปทางไหน</p>



<p>“ถ้ามาในแนวทางนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักอนุรักษ์ คนรุ่นเก่าที่รักษาของเดิมไว้ ไม่ว่าจะเป็นแนวร่วมสมัยอย่างพวกเรา หรือแนวสร้างสรรค์แบบลูกๆ รุ่นใหม่ ทุกคนก็จะได้รู้ว่าความพอดีอยู่ตรงไหน กาลเทศะอยู่ตรงไหน และเราก็จะได้สอนลูกศิษย์ในคณะหมอลำที่ไม่มีโอกาสได้มาเรียนในระบบด้วย เป็นการสร้างโอกาสให้คนที่ไม่มีทุนทรัพย์ไปพร้อมกัน”</p>



<figure class="gb-block-image gb-block-image-c622c74c"><img decoding="async" loading="lazy" width="855" height="569" class="gb-image gb-image-c622c74c" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-05.jpg" alt="ดร.พรสวรรค์ พรดอนก่อ อาจารย์ประจำภาควิชานาฏศิลป์" title="0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-05" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-05.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-05-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-05-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-05-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2026/02/0226_ดร.พรสวรรค์-พรดอนก่อ-05-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></figure>



<p>“ดิฉันอยากฝากไว้ว่า ลูกศิษย์ลูกหาคนไหนที่สนใจอยากมาเรียน ตอนนี้เรามีการเรียนการสอนที่หลากหลายให้เลือก ถ้าใครอยากเข้ามาเรียนในระบบ ที่ต้องเรียนทุกวัน ปฏิบัติตามกรอบตามระเบียบของสถาบัน ก็สามารถสมัครเรียนได้เลย เพราะสถาบันต่างๆ เปิดการเรียนการสอนทั่วประเทศ หรือแม้แต่การเรียนรู้ในวงหมอลำ ก็ยังสามารถเข้าไปเรียนได้</p>



<blockquote class="wp-block-quote">
<p>และที่สำคัญที่สุด คือโครงการนี้ เขาเปิดโอกาสให้กับคนทำงาน ศิลปิน หรือใครที่ยังไม่มีโอกาส ไม่มีเงิน ไม่มีเวลา ได้มาเรียนในสถาบันของเขา แม่ก็อยากฝากไว้ว่า ตอนนี้ไม่มีพรมแดนกั้น การศึกษาเริ่มโอบรับคนไม่ให้หล่นหายไประหว่างทาง นั่นมันหมายถึงว่า ศาสตร์และศิลป์อีสานของเราที่เป็นศิลปะที่งดงามของประเทศไทย กำลังถูกยกย่องส่งเสริมให้คงอยู่ต่อไปค่ะ </p>
</blockquote><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-260226/">ดร.พรสวรรค์ พรดอนก่อ ลมหายใจของศิลปวัฒนธรรมอีสาน ท่วงท่าที่ไม่เรียบราบของการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ทำอย่างไรการศึกษาจะทำให้ทุกคนมีคุณค่า” ครูยา บ้านลูกรักขอนแก่น กับการดูแลเด็กอย่างเชื่อมั่นในมนุษย์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/suriya-somjai-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Dec 2024 15:20:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ขอนแก่น]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเปราะบาง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กข้างถนน]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านลูกรัก]]></category>
		<category><![CDATA[สุริยาสมใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูยา บ้านลูกรัก]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านพักเด็ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=90234</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะเติบโตขึ้นมาโดยมีครอบครัวโอบประคอง  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/suriya-somjai-interview/">“ทำอย่างไรการศึกษาจะทำให้ทุกคนมีคุณค่า” ครูยา บ้านลูกรักขอนแก่น กับการดูแลเด็กอย่างเชื่อมั่นในมนุษย์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะเติบโตขึ้นมาโดยมีครอบครัวโอบประคอง หลายครอบครัวเผชิญปัญหาจนไม่มีที่อยู่ให้เด็กตัวน้อยในบ้าน เด็กหลายคนร่วงหล่นจากอ้อมกอดของพ่อแม่ บางคนโชคดีมีผู้ใหญ่ใกล้ชิดคว้ามือช่วยได้ทัน บางคนร่วงหล่นอย่างไม่มีใครใส่ใจจนต้องมาใช้ชีวิตข้างถนน</p>



<p>ตาข่ายที่จะมารองรับเด็กร่วงหล่นเหล่านี้จึงมีบทบาทสำคัญ</p>



<p>ใช่ว่าภาครัฐจะไม่มีตาข่ายชนิดนี้ แต่ตาข่ายของรัฐอาจมีตาห่างเกินไป จนทำให้เด็กร่วงหล่นซ้ำซ้อน</p>



<p><strong>ครูยา</strong>หรือ<strong>สุริยา สมใจ</strong>&nbsp;เป็นคนหนึ่งที่เห็นปัญหานี้จนก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือเด็กหรือ ‘บ้านลูกรัก’ ขึ้นมาในตัวเมืองขอนแก่นเมื่อ 26 ปีก่อน</p>



<p>บ้านลูกรักทำหน้าที่สำคัญให้เด็กๆ คือการเป็น ‘บ้าน’ ที่ให้ความรักและความอบอุ่นแบบที่เด็กควรได้รับ โดยมีหัวหน้าครอบครัวที่เด็กๆ พร้อมใจกันเรียกว่า ‘พ่อยา’</p>



<p>นอกจากการเป็นบ้านพักแล้ว บ้านลูกรักยังทำหน้าที่บำบัดฟื้นฟู เป็นที่เรียน กศน. เป็นที่ฝึกงาน จนกระทั่งสามารถจัดการศึกษาได้เองในระดับอนุบาลและประถมฯ หลังพบว่าการส่งเด็กไปโรงเรียนในระบบปกติอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเด็กเปราะบางที่ต้องการความใส่ใจเป็นรายบุคคล</p>



<p>ทุกวันนี้บ้านลูกรักดูแลเด็กอยู่กว่าครึ่งร้อย เลี้ยงดูตั้งแต่แรกเกิดจนกว่าเด็กจะเติบใหญ่และออกบินได้อย่างแข็งแรง ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการรับมือเด็กจากที่มาหลากหลายพร้อมปัญหาหลากรูปแบบ แต่ครูยาทำสิ่งนี้มาหลายสิบปีจนเด็กโตไปเป็นผู้ใหญ่หลายรุ่น</p>



<p>หัวใจในการเลี้ยงดูและให้การศึกษาแบบบ้านลูกรักคือการเชื่อมั่นว่าเด็กทุกคนมีคุณค่า สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรเราจะเข้าไปถึงหัวใจเด็กและค้นพบคุณค่าซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน</p>



<p>นั่นคืองานสำคัญของครูยาที่สะท้อนภาพมาถึงระบบการศึกษาไทยและสังคมไทยที่ยังต้องพยายามกันมากกว่านี้เพื่อให้มีเด็กร่วงหล่นน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1ceabe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/1734952621_062663-the101world.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d8f294"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/1734952650_912621-the101world.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เริ่มต้นทำบ้านลูกรักได้อย่างไร</strong><strong></strong></h3>



<p>ตั้งแต่ผมเป็นนักศึกษาจนมาเป็นอาสาสมัครมูลนิธิเพื่อเด็กไทยในชนบทก็เห็นว่ามีเด็กถูกปล่อยปละละเลยเยอะมาก มีเด็กเร่ร่อนขอทาน นอนตามท้องถนน ดมกาวตามสวนสาธารณะ แม้ว่าภาครัฐจะทำงานส่วนนี้อยู่ แต่เด็กกลัวเจ้าหน้าที่ เขาวิ่งหนีเลยนะ “เดี๋ยวสงเคราะห์มาจับ” เด็กกลุ่มนี้ยังขาดหน่วยงานดูแล โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ที่ออกมาเร่ร่อนตามครอบครัว เขายังไร้เดียงสา ไม่รู้ผิดรู้ถูก</p>



<p>ต่อมาผมไปทำงาน อบต. สองปีก็แต่งงานกับคุณครูที่มูลนิธิฯ พอเริ่มตั้งหลักได้ก็คุยกับภรรยาว่ายังมีเด็กจำนวนมากที่เราควรไปช่วยดูแล เราจึงก่อตั้งโครงการช่วยเหลือเด็กในชนบท อยู่ภายใต้มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก โดยใช้บ้านตัวเองเป็นจุดเริ่มต้น</p>



<p>เราเริ่มชวนเด็กเล็กๆ มาก่อนทีละคนสองคน ตอนแรกเขาก็ไม่กล้ามานะ เราชวนมากินข้าว เปลี่ยนเสื้อผ้า ทำแผล บอกว่ามาเล่นที่บ้านครู ลงพื้นที่อยู่หนึ่งปีจนเด็กเริ่มวางใจ ทีนี้พอเขาเจ็บป่วยก็จะมาหาเราเองแล้วชวนเพื่อนมาด้วย เราจึงต้องตั้งเป็นมูลนิธิช่วยเหลือเด็กหรือบ้านลูกรัก แล้วทำเรื่อยมาถึงทุกวันนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ภาครัฐเองก็มีกลไกดูแลเด็กกลุ่มนี้ แต่บ้านพักเหล่านั้นทำให้พวกเขากลัวหรือไม่อยากอยู่หรือเปล่า</strong></h3>



<p>ถ้าเป็นเด็กที่อยู่ในระบบบางคนไปอยู่บ้านพักก็ไปได้ดีนะ แต่ถ้าเป็นเด็กเร่ร่อนที่รักอิสระจะไม่ค่อยชอบ จะหนีกันออกมา พอเจ้าหน้าที่รวบตัวกลับบ้านพักได้ อีกสักเดือนก็ออกมาอีกแล้ว ผมเห็นแบบนี้เลยคิดอยากทำบ้านแบบที่เด็กชอบเลยคุยกับเด็กเร่ร่อนว่าอยากได้บ้านแบบไหน</p>



<p>เมื่อก่อนมูลนิธิเรายังไม่มีที่ดินผืนปัจจุบัน พวกเด็กผู้หญิงกับเด็กเล็กจะพักที่บ้านของผมกับภรรยา ส่วนเด็กผู้ชายผมให้ไปอยู่บ้านในที่นาริมแม่น้ำชีของคุณยาย เพราะที่ดินกว้าง ไม่สร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนบ้าน พอเด็กอยากดมกาวหรืออยากเสพยาก็ให้ไปโดดน้ำแทน เป็นการบำบัดไปในตัว ภรรยาผมจะดูแลเด็กผู้หญิงที่บ้าน ผมก็จะดูแลเด็กผู้ชายที่บ้านนา</p>



<p>ปัจจุบันเราดูแลเด็กอยู่ 58 คน มีตั้งแต่อายุ 2 ปีถึง 19 ปี แต่ก็มีเด็กโตกว่านั้นที่ไปทำงานแล้วยังตั้งหลักไม่ได้ก็ยังพักอยู่กับเรา เด็กที่นี่มีทั้งกลุ่มแรกเกิด กลุ่มชั่วคราว กลุ่มเตรียมบิน เตรียมออกไปใช้ชีวิตข้างนอก ต้องฝึกทำงาน ต้องมีรายได้ บางคนไม่สะดวกเรียนที่ศูนย์การเรียนของเรา เราก็ให้ กศน. มาสอนเด็กโต เพื่อให้สอดคล้องกับเด็ก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ปัญหาที่เด็กเจอก่อนจะมาอยู่บ้านลูกรักส่วนใหญ่คล้ายคลึงกันไหม</strong></h3>



<p>ปัญหาเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เมื่อก่อนเด็กเร่ร่อนเยอะ บางช่วงก็เป็นเด็กที่ได้รับผลกระทบจากครอบครัวติดเอดส์ ช่วงหลังๆ ก็จะมีคุณแม่วัยใส เด็กที่แม่เสียชีวิตจากโควิด เด็กที่แม่ติดคุก</p>



<p>ที่ขอนแก่นเราทำงานเป็นเครือข่าย เด็กบางคนก็ถูกส่งมาจากบ้านพักเด็กของภาครัฐ เพราะเขาดูแลได้สามเดือนแล้วต้องหาที่ส่งต่อ</p>



<p>การส่งตัวมาจากภาครัฐมีหลายกรณี เช่น มีเด็กพี่น้องชายหญิง ถ้าจะอยู่บ้านพักของรัฐเขาจะถูกแยกกัน บ้านพักเด็กชายจังหวัดหนึ่ง บ้านพักเด็กหญิงอีกจังหวัดหนึ่ง คนที่รับเรื่องเขาเห็นว่าพี่น้องควรอยู่ด้วยกันจึงลองโทรมาหาเรา ผมทำไปทำมาตอนหลังก็ต้องจดทะเบียนสถานสงเคราะห์ด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6c22c0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/1734952657_950308-the101world.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong><br>ตอนนี้บ้านลูกรักทำหน้าที่แบบไหนบ้าง</strong></h3>



<p>เราคือสถานที่รับช่วยเหลือฉุกเฉิน มาบำบัดฟื้นฟูและจัดการศึกษาไปด้วย โดยที่ให้เด็กได้ตั้งหลัก ต้องทำงาน เน้นพึ่งตนเอง แต่เราก็ยืดหยุ่นว่าถ้าไปไม่รอดก็กลับมาได้ บางครั้งเด็กเราไปทำงานแล้วได้ลูกน้อยกลับมาก็ต้องช่วยดูแลรุ่นหลานก็มี มันจึงเป็นทั้งบ้าน ทั้งโรงเรียน ทั้งที่พึ่งพิง</p>



<p>เราไม่ได้วางหลักว่าระบบต้องเป็นแบบนี้แต่แรก แต่เราปรับรองรับตามสถานการณ์ที่เด็กประสบปัญหา ใช้ปัญหาเป็นบทเรียนพูดคุยกันในห้องเรียน ถ้าแม่หนูพลาดมาอย่างนี้ หนูจะต้องไม่พลาดตาม เขาจะระวังมากขึ้น เป็นบทเรียนจากชีวิตจริง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>เด็กบางคนไปเจอบ้านพักเด็กของรัฐแล้วอยากหนี บ้านลูกรักทำอย่างไรให้เด็กไม่หนี</strong></h3>



<p>ผมก็ดูว่าทำไมเด็กเขาหนีมา เด็กบางคนไม่เห็นคุณค่าตัวเอง เด็กโตบางคนอายุ 17-18 ปีพอมาอยู่ที่นี่ เราให้เขาดูแลน้องเด็กเล็ก เขามีบทบาท บางครั้งเขาอาจแสดงท่าทีว่าไม่ชอบดูแลเด็ก แต่กลางคืนน้องติดเขา น้องอยากไปนอนด้วย แสดงว่าเขามีอะไรพิเศษ นี่คือจุดที่เขาเห็นคุณค่าในตัวเอง</p>



<p>การดูแลเด็กในระบบใหญ่แบบภาครัฐไม่สามารถลงรายละเอียดได้ แต่ที่นี่จะดูเป็นรายคนว่าเขามีอะไรดีซ่อนอยู่ บางคนอ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่ชอบทำอาหาร เราก็เอามาปรับเป็นวิชาเรียนและให้เป็นวิชาเด่น บางคนเรียนหนังสือไม่เก่งแต่ชอบดูแลเด็กอ่อน เราก็ยกเรื่องนี้มาเป็นจุดเด่นของเขา อยู่ที่นี่แล้วเขารู้สึกมีคุณค่า มีที่อยู่ มีที่ยืน เด็กเข้ามาแต่ละคนผมจะไม่จัดว่าเด็กคนนี้การเรียนรู้บกพร่องหรือคนนี้เป็นออทิสติก แต่ต้องหาจุดเด่นของแต่ละคนให้เจอ</p>



<p>เรื่องการฝึกงานเราไม่ได้กำหนดว่าต้องมีอะไรบ้าง แต่จะดูว่าเด็กชอบทางไหน ที่โรงเรียนเราจึงเปิดทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย ร้านทำเล็บ ร้านนวด ร้านเสื้อผ้ามือสอง บางวันก็เอาของไปขายกันที่ริมบึงแก่นนคร เด็กๆ ชอบค้าขาย ชอบเรียกลูกค้า เราก็เอาเรื่องนี้มาเป็นวิชาเรียนด้วย เราให้ทำบัญชี หาต้นทุนกำไร ลงรายการสินค้า เราปรับการเรียนการสอนไปตามกิจกรรมของเขา</p>



<p>บางทีก็มีเด็กที่เขาสนใจเรื่องแปลกกว่าคนอื่น เช่น อยากเป็นนักมวย เราก็ส่งไปฝึกที่ยิม บางคนออกแบบเวทีหมอลำเก่งก็ได้เป็นคนจัดเพื่อนขึ้นเวทีแสดง บางคนชอบพระเครื่องก็ส่งไปเรียนกับช่างเลี่ยมกรอบพระ ล่าสุดมีนักศึกษาทำกลุ่มเดินนางแบบแล้วเขามาทำกิจกรรมกับน้องๆ แล้วเจอคนมีแวว เขาก็พาน้องไปดูเดินแบบอาทิตย์ละครั้ง ผมก็จะดูตามความสนใจของเด็กๆ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>เวลาเจอเด็กดื้อมากๆ ทำอย่างไร</strong></h3>



<p>ตอนเย็นหลังสวดมนต์ไหว้พระเสร็จแล้วเราจะมีวงให้เด็กๆ สะท้อนกันเอง คนนี้ไม่ไหว คนนี้อู้ คนนี้ซน ถ้าใครทำอะไรเกินไปก็อาจลงโทษด้วยการห้ามออกไปข้างนอกหนึ่งเดือน หรือตัดสิทธิ์เวลาเราพาไปเที่ยว การตัดสินจะขึ้นอยู่กับเสียงของเด็กๆ ว่าตัดสินใจกันอย่างไร เพราะถ้าผมเป็นคนตัดสินก็จะรับบทหนัก ถ้าเด็กไม่ฟังก็จะเครียด แต่พอให้ใช้มติวง เด็กๆ จะเตือนผมว่า “พ่อ ถ้าตัดสินแล้วผลเป็นยังไง พ่อห้ามมาเกี่ยวข้องนะ” เราให้เขาดูแลกันเอง โดยที่เราคอยดูไม่ให้เกินสมควร</p>



<p>เด็กๆ อยากมีบทบาทหรือได้รับการยอมรับ ถ้าคนไหนที่ไม่สนใจสังคมก็จะอยู่ยาก เป็นการกระตุ้นกันเพื่อให้ยอมรับกติกาสังคม เด็กที่ดื้อมาก็จะค่อยๆ ปรับ นอกจากว่าดื้อจริงๆ เราเอาไม่อยู่ บางครั้งเขาก็ต้องออกไปอยู่ข้างนอก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7e3800"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/1734952635_615593-the101world.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เวลามีเด็กใหม่ๆ มา ทำอย่างไรให้เขาเปิดใจกับเรา</strong></h3>



<p>เด็กก็มีหลายวัย ถ้าเป็นเด็กเล็กที่ถูกทอดทิ้งหรือถูกเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลยแล้วมาเจอพวกเราเขาก็จะติดเลย แต่ถ้าเป็นเด็กที่เคยมีครอบครัวอบอุ่นแล้วครอบครัวแตกแยกกะทันหันจนต้องมาอยู่กับเราก็จะยากหน่อย เขาจะร้องไห้คิดถึงแม่ ต้องให้พี่ๆ ดูแลเป็นพิเศษ ให้ไปไหนมาไหนด้วยกัน บางคนใช้เวลาเป็นเดือนก็จะเริ่มติดเพื่อน</p>



<p>เด็กที่เข้ามาใหม่เราต้องใส่ใจ บางทีเด็กเล็กๆ เขาติดผมก็ต้องเอามานอนด้วย เด็กเล็กต้องการที่พักพิงให้เขาอุ่นใจ ส่วนเด็กโตเราจะมีห้องพักส่วนตัวให้อยู่ อาจมีสัมภาษณ์บ้างว่าเขาผ่านอะไรมา แล้วดูว่าเด็กคนไหนพอจะเป็นเพื่อนกับเขาได้ หาเด็กที่มีภูมิคุ้มกันไปนอนเป็นเพื่อน ค่อยๆ ดูว่าเขาชอบทำอะไรแล้วชวนเขาไปทำกิจกรรม</p>



<p>ถ้าเราฟังเสียงเขา เขาก็จะไม่หนี แล้วเขาจะเริ่มบอกว่ามีความต้องการอย่างไร เราไม่ได้ตั้งเป้าแต่แรกว่าเขาต้องเรียนจบมีวุฒิแล้วทำงาน แต่ดูความสมัครใจเป็นหลัก ใครชอบเสริมสวยเราก็เอาไปฝากฝึกงานที่ร้านเสริมสวย มีรายหนึ่งทำน้ำยาเข้าตาลูกค้า ถูกเขาว่ามา เด็กก็บอกว่าไม่ชอบเสริมสวยแล้ว เราก็ต้องกลับมาทบทวนกันว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ค่อยๆ ให้กำลังใจ พอเด็กเริ่มโตก็จะต้องไปเผชิญข้างนอก ถ้าไม่ไหวก็กลับมาก่อน ทำหลายรุ่นแล้ว</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>กรณีเด็กที่เจอความรุนแรงหรือผ่านเรื่องสะเทือนใจมาต้องระวังอะไรเป็นพิเศษไหม</strong></h3>



<p>เด็กที่เจอความรุนแรงถูกส่งมาให้เราดูแลเรื่อยๆ บางครั้งถูกล่วงละเมิด ถูกทำร้ายแขนหัก เราก็จะเตือนทีมงานว่าให้ระวังหน่อย น้องบางคนอาจกระทบกระเทือนง่ายกว่าเด็กปกติ แต่ทีมงานเราหลายคนก็คือเด็กที่เติบโตในบ้านลูกรัก เป็นเหมือนพี่ดูแลน้อง เด็กแต่ละคนที่เข้ามาเป็นบทเรียนให้เราได้เรียนรู้การดูแลเด็กในรูปแบบต่างๆ แต่ธรรมชาติของเด็กเวลาอยู่ด้วยกันเยอะๆ ก็จะปรับตัวเข้าหากัน</p>



<p>อีกด้านหนึ่งเราก็อาศัยเครือข่ายจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือนักดนตรีบำบัด ตอนนี้เรามีนักศึกษา ม.ขอนแก่นที่เรียนด้านดนตรีบำบัดมาช่วยประจำ เท่าที่ผมสังเกตเด็กที่เจอปัญหาความรุนแรงจะเซนซิทีฟแต่ไม่ค่อยมีปัญหากับคนอื่น เราก็ทำกิจกรรมบำบัด ให้เขาได้เล่นเกมสนุกสนาน จากเป็นเด็กขี้อายไม่กล้าเข้าสังคมเขาก็จะกล้ามากขึ้น จากที่ไม่อยากออกไปเรียนข้างนอกก็อยากออกไปเรียน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ปัจจุบันบ้านลูกรักจัดการศึกษาให้เด็กเอง จุดเริ่มต้นเป็นอย่างไร</strong></h3>



<p>ตอนแรกเราส่งเด็กไปโรงเรียนในชุมชน แต่มันไม่ไหว เด็กเรามีปัญหาเยอะ บางคนสูบบุหรี่ ขโมยของเพื่อน มีวันหนึ่งเด็กเราขโมยของคุณครูแล้วเอากระเป๋าไปทิ้งลงน้ำ คุณครูก็เรียกรวมหน้าเสาธงแล้วตี เขาก็เรียก “เด็กมูลนิธิๆ” ทีนี้เด็กคนอื่นของเราที่ไม่มีปัญหาก็ไม่อยากไปโรงเรียนแล้ว เพราะรู้สึกถูกเหมารวม</p>



<p>ตอนนั้นเราอยากกระจายเด็กไปหลายโรงเรียน แต่ก็ไม่ไหว เลยเริ่มมาคิดเรื่องการศึกษาว่า เด็กเขาไม่อยากไปโรงเรียน แต่เราบังคับให้ไปเพราะคิดว่าเขาต้องเรียน ผมเลยเรียกเด็กๆ มาระดมความเห็นกันว่าอยากได้โรงเรียนแบบไหน เด็กบอกว่าอยากให้มีต้นไม้เยอะๆ มีสัตว์เยอะๆ พอดีกับที่ผมได้ที่ดินแปลงปัจจุบันนี้มา ตอนแรกเป็นทุ่งนา เด็กอยากได้โรงเรียนที่มีป่า เราก็ช่วยกันปลูกป่า ปลูกกระต๊อบอยู่กัน เด็กอยากได้สัตว์ก็ลงขันกันไปซื้อกระรอกที่งานเกษตรมาปล่อย 2-3 ตัว เด็กๆ ชอบมาก ทดลองเลี้ยงทั้งกระรอก กระต่าย ไก่ สารพัด ปรากฏว่ารอดแค่กระรอก ตอนนี้มีเยอะมาก เด็กบางคนผมก็ให้ช่วยทำบ้านดิน บ้านที่เป็นของเขาเอง เขาก็เกิดความผูกพัน</p>



<p>ที่จริงการศึกษาไม่ได้มีแค่การนั่งเรียนในห้องเรียน เราทำสิ่งที่กระตุ้นให้เด็กมีความเมตตา ความสงสาร หรือมีน้ำใจกับเพื่อน สร้างสิ่งแวดล้อมดีๆ ให้เด็ก เราคิดก่อนว่าอยู่แบบไหนให้เด็กมีความสุข แล้วเราจะทำอย่างไรให้เด็กอ่านออกเขียนได้ คนไหนไม่ยอมไปโรงเรียนก็มีอาสาสมัครมาช่วยฝึกการเขียนการอ่าน</p>



<p>ตอนนั้นผมเจอเรื่องการศึกษาทางเลือกก็เลยสนใจ พาเด็กๆ ไปนอนกับแม่แอ๊ว (รัชนี ธงไชย – ครูใหญ่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก) ที่เมืองกาญจน์ เด็กๆ ได้เล่นน้ำก็ชอบ หลังจากนั้นผมจึงเอาชื่อเด็กๆ ไปฝากไว้ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กแล้วเราก็มาจัดการศึกษาเองที่ขอนแก่น แต่ต้องกลับไปสอบที่กาญจน์ ทำอยู่เป็นสิบปี เด็กได้วุฒิรุ่นละ 2-5 คน จนเมื่อสี่ปีที่แล้วเราสามารถจดทะเบียนเป็นศูนย์การเรียนและออกวุฒิให้เด็กได้</p>



<p>ปัจจุบันเรามีครูประจำสี่คน มีทีมงานแปดคนเป็นพี่เลี้ยง แล้วยังมีครูจิตอาสาอีกแปดคน เป็นครูเกษียณ ครูฝรั่ง และอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มาช่วยสอนหลังเลิกเรียน ในแต่ละวันจะจัดตารางเรียนให้ภาคเช้าเน้นวิชาการ ภาคบ่ายเน้นปฏิบัติ ดนตรี ศิลปะ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-926a05"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/1734952627_984587-the101world.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เด็กส่วนใหญ่ก่อนเข้ามาอยู่ที่บ้านลูกรักเขาได้ไปโรงเรียนไหม</strong></h3>



<p>มีหลายแบบ ถ้าเป็นเด็กเล็กก็ไม่เคยไปโรงเรียนเลยจะมาเริ่มเรียนที่นี่ แต่ถ้าเด็กในช่วงชั้นประถมก็จะมาแบบครึ่งๆ กลางๆ บางครั้งเราก็อนุโลมให้เขาเรียนที่โรงเรียนเดิม เพราะบางโรงเรียนมีเด็กน้อยเขาไม่อยากให้เด็กออก เราให้เด็กอยู่กับเราและเรียนกับเรา แต่ไปเอาข้อสอบจากโรงเรียนเดิมมาทำเพื่อให้ได้วุฒิ จนเรามั่นใจว่าเด็กคนนี้จะย้ายมาอยู่กับเราร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงย้ายชื่อเด็กมาอยู่กับเรา บางคนก็ใช้เวลาหลายปีกว่าจะย้ายชื่อ ซึ่งพอคุยกับอาจารย์ที่โรงเรียนเขาก็เข้าใจ เพราะถ้ายังให้อยู่โรงเรียนเดิมจะไม่มีคนดูแลเด็ก</p>



<p>เด็กบางคนที่มีพื้นฐานการเรียนที่ดีจากโรงเรียน พอมาอยู่กับเราเขาจะมีบทบาทมากขึ้น เช่น พาเพื่อนทำการบ้าน สอนการบ้านเพื่อน ให้เขาได้ใช้ความสามารถช่วยคุณครู</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ยังมีเด็กที่ถูกส่งไปโรงเรียนข้างนอกอยู่ไหม แบ่งอย่างไรว่าเด็กคนไหนควรเรียนที่ศูนย์การเรียนบ้านลูกรัก เด็กคนไหนควรออกไปเรียนโรงเรียนข้างนอก</strong></h3>



<p>มีเด็กที่เรียนข้างนอกครับ เด็กบางคนอยากไปเรียนข้างนอก เพราะเห็นเด็กข้างนอกไปโรงเรียนทุกวัน เขาอยากแต่งชุดนักเรียนไปโรงเรียนเหมือนเพื่อน เราก็จะดูว่าถ้าความประพฤติโอเค ไปข้างนอกแล้วไม่เถลไถล เราก็ส่งเข้าโรงเรียน บางคนไปโรงเรียน 1-2 ปีแล้วอยากกลับมาเรียนที่ศูนย์ฯ ก็มี แต่ถ้าเด็กขึ้นชั้นมัธยมฯ ผมจะพยายามสนับสนุนให้เขาไปเรียนข้างนอก จะได้มีสังคม มีเพื่อน บางคนไม่อยากออกไปเลยนะ ก็ต้องผลักดัน ไม่งั้นเขาจะไม่กล้า ถ้าเด็กอยู่ในเซฟโซนตลอด ไม่กล้าเผชิญข้างนอก จะยากตอนอายุ 17-18</p>



<p>เด็กที่ได้ไปเรียนข้างนอกเขาจะกลับมาเล่าให้น้องๆ ฟัง เขาจะเปรียบเทียบกันเองว่า เรียนข้างนอกดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ภาคปฏิบัติไม่สู้เราหรอก “วิชาเกษตรอยู่นี่เราได้ทำเป็นแปลง เขาได้ปลูกแค่ถั่วงอก” หรือไม่ก็ “ใครอ่านหนังสือไม่ออกอย่าไปเรียนข้างนอกเด็ดขาด เดี๋ยวอายเพื่อน” (หัวเราะ) บางครั้งก็มีเพื่อนจากข้างนอกมาเล่น เราก็เปิดให้เขาได้เรียนรู้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>การจัดการศึกษาเองมีอุปสรรคใหญ่คืออะไร</strong></h3>



<p>สำคัญที่ว่าเราจะกระตุ้นเด็กอย่างไร เด็กข้างนอกที่ไปโรงเรียนเขาต้องตื่นแต่เช้า รีบออกไปเรียน มีคุณครู มีเข้าแถว เย็นกลับบ้านมาทำการบ้าน แต่ที่บ้านลูกรักคือบ้านกับโรงเรียนอยู่ที่เดียวกัน เด็กจะแยกแยะไม่ออก ถึงเวลาเข้าแถวแล้วเด็กก็ยังไม่รีบ ไม่รู้ว่าเด็กไปเล่นอยู่มุมไหน ยิ่งช่วงน้ำขึ้นบางคนก็หายไปตกปลา บางคนก็ไปขอเลี้ยงไก่ชนกับบ้านข้างๆ เราเห็นเด็กมีความสุขก็ดีนะ แต่ต้องสอนให้เขารู้เรื่องระเบียบหน่อย</p>



<p>ช่วงแรกผมก็คิดนะว่าชอบให้เด็กอยู่กับธรรมชาติ เป็นอุดมการณ์ของเรา เด็กของเราเก่ง ขึ้นต้นไม้ได้ แข็งแรง แต่ไม่ชอบใส่รองเท้า บางทีคนข้างนอกมาเห็นเด็กตัวมอมแมมก็อาจสงสัยว่าเด็กได้เรียนจริงไหม (ยิ้ม) มันเหลื่อมกันนิดเดียวว่าเด็กเป็นอิสระหรือปล่อยปละละเลย การจัดการศึกษาจึงยากเรื่องระเบียบวินัย ถึงเวลาเอาจริงก็ต้องเอาจริง ไม่ใช่เล่นตลอด</p>



<p>บางครั้งพาไปดูหนังเรื่องคนยิงธนู กลับมาก็เหลาไม้ยิงกันถึง 2-3 ทุ่ม ไม่หลับไม่นอน (หัวเราะ) บางครั้งมีคุณครูจิตอาสาพาไปดูหนังข้างนอก กว่าจะออกไปได้เรื่องใหญ่เลย ต้องหารองเท้ากันใหม่หมด เวลาดูหนังสนุกก็จะสนุกเกินพอดี ต้องกำชับเรื่องมารยาท แต่บางครั้งก็มารยาทดีเกิน เจอคนขายล็อตเตอรีก็ไปตามไหว้เขา “สวัสดีครับ” หรือไปเดินงานขายของ เขาบอกให้ชิมอาหารฟรี ก็ไปตามเพื่อนมารุมกันว่าตรงนี้ฟรี บางเรื่องเวลาไปข้างนอกแล้วเขาไม่เข้าใจก็ต้องให้ค่อยๆ เรียนรู้ไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-90f30c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/1734952642_624318-the101world.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เกณฑ์ประเมินทางการศึกษาเป็นอย่างไร การฝึกงานอยู่ในหลักสูตรด้วยไหม</strong></h3>



<p>การเรียนเราต้องเอาหลักสูตรเป็นหลัก แต่ยืดหยุ่นได้ เช่นอยู่ประถมชั้นปีนี้ต้องบวกลบคูณหารได้แล้ว แต่วิธีการสอนมีได้หลากหลาย ถ้ายังอ่อนอยู่ก็สอนเสริมให้ แต่สิ่งที่เราสอนนั้นค่อนข้างมากกว่าหลักสูตรอยู่แล้ว ข้อดีของเราคือยืดหยุ่นและมีเวลาค่อนข้างเยอะ</p>



<p>ส่วนเรื่องการฝึกงาน ฝึกอาชีพ บางเรื่องอยู่ในหลักสูตร แต่ส่วนใหญ่เราสอนเพิ่มเติมให้เขา โดยมากจะใช้วิธีเวียนฐาน เช่น เรามีแปดฐานจะค่อยๆ ให้เขาเวียนไปลองทำร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้ามือสอง ฝึกงานที่ออฟฟิศ ลงพื้นที่กับพี่ๆ ฯลฯ</p>



<p>นอกจากนี้เรายังเป็นที่ฝึกงานของเด็กที่กำลังจะออกจากสถานสงเคราะห์ของรัฐ อายุ 16-17 แล้วต้องส่งไปฝึกงาน แต่บางรายไม่มีครอบครัว เขาก็ไม่รู้จะส่งไปที่ไหน มูลนิธิเรามีทั้งที่เรียน ที่ฝึกอาชีพ ค่อนข้างยืดหยุ่น เคสไหนเราพอรับได้ก็จะรับ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>พอเด็กขึ้นชั้นมัธยมฯ แล้วออกไปเรียนโรงเรียนข้างนอกเขาต้องปรับตัวเยอะไหม</strong></h3>



<p>การไปเรียนโรงเรียนข้างนอกต้องมีระเบียบวินัย ต้องจัดการตัวเองให้ได้ ดูแลตัวเองได้เรื่องเสื้อผ้า รองเท้า การเดินทาง กลับให้ตรงเวลา กลุ่มที่อยากออกไปเรียนข้างนอกส่วนมากจะปรับตัวไม่ค่อยยาก เขาเรียนรู้จากเพื่อนๆ ที่ออกไปเรียนก่อนหน้า หรือไม่ก็เป็นเด็กที่เคยเรียนในโรงเรียนอยู่แล้ว เมื่อตัวเด็กเป็นคนต้องการที่จะไปเรียนข้างนอก เขาก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าจะเจออะไร ก็ปรับตัวไม่ยาก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>พอเรียนในโรงเรียนร่วมกับเด็กอื่นๆ ข้างนอก</strong>&nbsp;<strong>ยังเจอปัญหาแบบในอดีตที่ถูกมองอย่างเหมารวมว่าเป็นเด็กมูลนิธิไหม</strong></h3>



<p>ก็มีนะ บางคนก็อายที่อยู่ที่นี่ มีคนหนึ่งเรียนอาชีวะ ผมก็แปลกใจว่าทำไมเวลารถโรงเรียนมาส่งจึงไม่จอดหน้ามูลนิธิ แต่จอดเลยไปหน่อย เด็กไปบอกคนอื่นว่าบ้านอยู่ในซอย เขาไม่อยากให้รู้ว่าอยู่มูลนิธิ เราก็ต้องสอน ให้เขาค่อยๆ เรียนรู้ว่าเวลาที่เขาไม่ยอมรับความจริงแล้วมันทุกข์หรืออึดอัดอย่างไร พูดคุยกันว่าเขามีความกลัวเรื่องอะไร กลัวเพื่อนว่าใช่ไหม ผมก็บอกให้เขาลองกล้าเผชิญความจริง ลองเปิดใจกับเพื่อนหรือครูบางคนก่อน พอเขาไม่ต้องปกปิดเขาก็โล่ง ไม่รู้สึกอึดอัดหรืออาย ส่วนมากเด็กวัยมัธยมปลายจะเริ่มอาย ไม่อยากให้เพื่อนรู้ว่าอยู่มูลนิธิ</p>



<p>นี่คือเหตุผลที่ผมตั้งชื่อที่นี่ว่า ‘บ้านลูกรัก’ เมื่อก่อน พม. พยายามให้เราจดทะเบียนเป็นสถานสงเคราะห์ เราก็ขอเลื่อนมาหลายปี เพราะลูกๆ ของเราเขาไม่อยากอยู่ในสถานสงเคราะห์ เขามีภาพว่ามันเป็นแหล่งรวมปัญหา แหล่งเด็กเกเร ถูกทอดทิ้ง ตอนเขาเป็นเด็กเร่ร่อนเวลาได้ยินว่า “สงเคราะห์มาแล้วๆ” เขาก็จะวิ่งหนี กลัวโดนจับ เมื่อผมทำมูลนิธิจึงเรียกที่นี่ว่า ‘บ้าน’ ให้เด็กรู้สึกว่าเขาไม่ใช่สิ่งแปลกแยก ไม่ใช่เด็กมีปัญหา ถูกเอามาทิ้งไว้ ผมจึงไม่จดทะเบียนเป็นสถานสงเคราะห์อยู่หลายปีเลย จนเขามาบังคับแล้วว่าต้องจด ไม่อย่างนั้นจะดำเนินการต่อไม่ได้ เราจึงต้องจด แต่ก็ทำเหมือนปกติ เด็กอยากออกไปข้างนอก เราก็ให้ออก เด็กไปซื้อกับข้าว จ่ายตลาด ขึ้นรถโดยสาร ขี่มอ’ไซค์ ไปงานบวช งานวัด ทำให้เขารู้สึกว่าอยู่อย่างปกติเหมือนคนอื่นในชุมชน ไม่ให้รู้สึกว่าเป็นแหล่งเด็กกำพร้า ไม่ให้รู้สึกว่าเป็นที่ที่มีปัญหา</p>



<p>เมื่อก่อนเวลาเด็กเราเดินเข้าไปในชุมชน พอมีคนรองเท้าหายเขาก็จะมาว่าเด็กเรา เราก็พยายามพาเด็กไปช่วยงานวัด ช่วงไหนของเราเหลือเยอะก็ไปจัดโรงทาน ให้เด็กรู้สึกว่าเขาเองก็เป็นผู้ให้ เขาเป็นคนในชุมชน ให้รู้สึกว่าบ้านเขาก็มีพอเหมือนคนอื่น เราจัดตลาดทุกวันเสาร์แรกของเดือนและให้เด็กมีการแสดง คนในชุมชนก็รู้สึกว่าเด็กเหล่านี้ไม่ได้มีแต่พวกขี้ขโมย เด็กน่ารักก็มี ให้เขาเห็นศักยภาพของเด็ก</p>



<p>ฉะนั้น เด็กที่ออกไปเรียนข้างนอกจะรู้สึกเป็นคนธรรมดาทั่วไป เลิกเรียนตอนเย็นก็กลับบ้าน แรกๆ เขาอาจระแวงว่าถูกคนมองหรือซุบซิบนินทา แต่พอเขาได้เข้าสังคม มีเพื่อนข้างนอก เขาก็เริ่มมีความมั่นใจ บางครั้งเด็กเราก็ไปเล่นบ้านเพื่อนข้างนอก บางครั้งก็ชวนเพื่อนมาเล่นที่บ้านเรา แล้วให้พาพ่อแม่เขามาด้วย เขาจะได้รู้ว่าที่นี่ปกติ ไม่ใช่มีแต่เด็กมีปัญหา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5646b4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/1734952607_859524-the101world.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong><br>หากเทียบระหว่างการออกไปเรียนที่โรงเรียนข้างนอกกับการเรียนที่ศูนย์การเรียนบ้านลูกรักส่งผลต่อพัฒนาการเด็กแค่ไหน</strong></h3>



<p>เด็กที่ไปเรียนข้างนอกจะกล้าพูด เข้าสังคมได้ดี อ่านออกเขียนได้ค่อนข้างเก่ง แต่ไม่กล้าทำงานหนัก ส่วนการเรียนที่บ้านลูกรักจะเก่งภาคปฏิบัติกว่า กล้าเปื้อน กล้าลุย สู้ชีวิต เห็นชัดเลย แต่เรื่องวิชาการอาจแพ้ข้างนอก ขี้อาย พรีเซนต์งานไม่เป็นระบบ</p>



<p>เรื่องที่เห็นชัดเจนคือทักษะด้านอารมณ์ เด็กที่เรียนข้างนอกบางคนจะคิดมาก เปราะบาง ได้เกรด 3 กว่าก็หนักใจมาก แต่เด็กที่โตมาจากศูนย์การเรียนของเราได้เกรด 2 กว่าแล้วเขาดีใจ ไม่มีอะไรทำให้เขาซีเรียสได้ หรือบางครั้งเขาดูข่าวเห็นเด็กที่เครียดกับชีวิต นอนไม่หลับ เศร้า แล้วเขาก็คุยกันเองว่า “โอ๊ย ไม่เหมือนเรานะ เรื่องนี้มันเรื่องจิ๊บจ๊อยมาก” มันเหมือนคนละโลกเลยนะ เด็กๆ ของเรามีภูมิคุ้มกันที่แกร่ง อาจเพราะชีวิตที่ขาดบางด้านทำให้เกิดมุมมองว่าเขาต้องต่อสู้และเห็นสิ่งที่มีว่ามีแค่นี้ก็ดีแล้ว</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>บ้านลูกรักมีเป้าหมายทางการศึกษาอย่างไร เช่นที่บางโรงเรียนอาจต้องการสร้างเด็กเก่งวิชาการหรือเด็กเก่งกีฬา</strong></h3>



<p>พึ่งตนเองได้ เมื่อมีครอบครัวก็ขอให้มั่นคง เจออุปสรรคแล้วสามารถแก้ปัญหาฟันฝ่าไปได้ และเป็นพลเมืองดีของสังคม มีหลายคนถามว่าเด็กจบที่นี่แล้วไปทำงานอะไรบ้าง เราไม่มีเด็กที่ไปเป็นหมอหรือวิศวกร มีแค่ทำงานโรงงาน ผู้ช่วยพยาบาล ร้านเสริมสวย พนักงานเสิร์ฟ ร้านล้างรถ ช่างต่างๆ เราพอใจแล้ว เขาไม่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม มีครอบครัวก็เลี้ยงกันพอไปรอด ไม่ถึงกับต้องดีเด่น</p>



<p>ไม่รู้ว่านี่เป็นจุดอ่อนของเราหรือเปล่า เราไม่ได้คาดหวังเด็กเรียนจบมาทำงานตำแหน่งสูง แต่ทุกคนมีงานทำ สามารถช่วยตนเองได้ ไม่เป็นภาระใคร</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ส่วนตัวคุณเอง หลักคิดสำคัญในงานที่ทำอยู่คืออะไร</strong></h3>



<p>ผมต้องการให้เด็กเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ จะเน้นสอนให้เห็นคุณค่าของสิ่งของ เห็นคุณค่าของผู้คน เกรงใจ รู้บุญคุณ ผมสอนตลอดว่าสิ่งของที่ผู้คนเอามาให้เรานั้นกว่าจะได้มาไม่ใช่เรื่องง่าย ทำอย่างไรจึงจะเห็นคุณค่า แล้วสิ่งที่ผู้คนคาดหวังจากเราคืออะไร ให้เราเป็นคนดี ไปทำงานที่ไหนก็ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน พึ่งตนเองให้ได้ แต่จะมีหนึ่งในสิบหรือหนึ่งในร้อยที่เมื่อมีโอกาสแล้วอยากกลับมาช่วยเหลือน้องหรือช่วยเหลือสังคมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง</p>



<p>ที่นี่มีห้องเรียนผู้รับใช้สังคม เราจะสอนกลุ่มเด็กโตคนที่มีแววชอบทำงานเพื่อคนอื่นว่า ยิ่งเราทำงานหนัก ยิ่งรับใช้ผู้อื่น เรายิ่งได้กำไร ได้กัลยาณมิตร ได้มีความสุขทางใจ เด็กกลุ่มนี้จะเป็นเด็กโตที่เราพอคาดหวังได้ว่าเขาจะมาสืบทอดทำงานต่อจากเราหรือเรียนรู้ที่จะทำงานเพื่อสังคม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-005e4a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/01/1734952614_582953-the101world.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก่อนที่เด็กจะเข้ามาอยู่ที่นี่เขาเจอปัญหาบางรูปแบบมา พอเขาเติบโตจนออกไป คุณมีความคาดหวังไหมว่าเขาควรเป็นอย่างไร</strong></h3>



<p>เมื่อก่อนคาดหวังเยอะ พอคาดหวังก็ผิดหวัง จนมาเข้าใจเรื่องการศึกษา การศึกษาไม่ใช่การสอนคนให้ปรับเปลี่ยน เพราะเมื่อก่อนผมจะเน้นการสอน สอนไปเขารู้หมด แต่ไม่เปลี่ยน ช่วงหลังเรามาจัดระบบ จัดสิ่งแวดล้อม จัดตัวกระตุ้น ก็เห็นชัดว่าเด็กแต่ละคนจะเปลี่ยนไปได้ต้องเริ่มจากตัวเขาเอง เขาจะเปลี่ยนเมื่อถึงเวลา โดยที่เราเอาตัวเลือกดีๆ ไปให้เขาเห็นเยอะๆ แล้วเขาจะเลือกอะไรก็ขึ้นอยู่กับเขา</p>



<p>เมื่อก่อนเด็กผู้หญิงของเราหนีตามเด็กผู้ชายไป เราก็จะไปเป็นผู้ใหญ่หมั้นหมายให้เขา เขาบอก “ไม่อยากให้พ่อมายุ่งเรื่องของหนู” เราก็คอตกกลับมา ผมคาดหวังน้อยลง การศึกษาที่เราทำก็จะมองว่าต้องใช้อะไรเป็นตัวกระตุ้น บางคนชอบเรื่องค้าขายก็ฝากร้านค้าไปฝึก กระตุ้นจุดที่เขาสนใจ แล้วเขาจะใฝ่และเปลี่ยนเองจากภายใน</p>



<p>การศึกษาของเราไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ต้องอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม เด็กบางคนชอบเรื่องทางวัด เราก็พาไปอยู่กับหลวงพ่อที่เข้าใจในเรื่องเด็ก พาไปฝากคนนั้นคนนี้ให้เด็กได้เรียนรู้</p>



<p>หลังจากที่เราจดทะเบียนสถานสงเคราะห์ทำให้ต้องประชุมกับเครือข่ายของ พม. และเห็นว่าบ้านพักเด็กต่างๆ ปกป้องเด็กเกินไป เด็กบางคนอยู่บ้านพักเจ็ดปี ผู้ใหญ่ก็บอกว่าต้องปกป้องเพื่อความปลอดภัยของเขา ทำให้เขาไม่ได้เห็นอะไรภายนอกเลย ทั้งที่เด็กวัยนี้เขามีความสุขมากถ้าได้ไปเดินตลาดแล้วเห็นกบเขียด เห็นแม่ค้าขายของ เห็นพ่อแม่จับมือลูกเดิน ความสุขต้องเป็นไปตามวัย แต่รัฐไปปิดหูปิดตาเขาหมด การปกป้องกลายเป็นการปิดกั้นจินตนาการเด็ก แล้วพออายุ 17-18 เด็กต้องออกจากสถานสงเคราะห์ของรัฐแต่เขาทำอะไรไม่เป็นเลย มีเด็กมาอยู่กับเราแล้วทำอาหารไม่เป็น ให้ไปเก็บโหระพาก็ไปเก็บแมงลักมา นั่งรอแต่เวลาออดดังให้มากินข้าว ทักษะชีวิตหายไปค่อนข้างเยอะ แต่อยู่กับเราสักพักเขาก็กระตือรือร้นขึ้น มีเชาวน์ปัญญาเพิ่มขึ้น ต้องให้เขาได้ฟื้นฟู แล้วธรรมชาติจะดึงเชาว์ปัญญาออกมาเอง ฉะนั้นต้องระวังว่าการศึกษาที่ปรารถนาดีจะไปปิดกั้นเด็ก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>การศึกษาในระบบโรงเรียนส่งผลให้เด็กอยากออกจากระบบหรือหลุดออกจากระบบไหม การศึกษาควรปรับตัวอย่างไรให้โอบรับเด็กได้มากกว่านี้</strong></h3>



<p>มองระบบการศึกษาแล้วก็เป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง พ่อแม่ยัดเยียดให้ลูกต้องอยู่โรงเรียนดีๆ ในพื้นที่ที่จำกัดแออัด มันผิดธรรมชาติไปเยอะเลย เกณฑ์ต่างๆ ที่สร้างขึ้นก็เป็นความทุกข์ น่าเห็นใจเด็กมาก</p>



<p>ที่บ้านลูกรักมีเด็กจำนวนหนึ่งที่พ่อแม่พามาทำกิจกรรมเพื่อเก็บภาพเข้าพอร์ตโฟลิโอ เด็กต้องทำความดีสร้างภาพ จับไม้กวาดถ่ายภาพ ยังไม่สะอาดเลยก็เปลี่ยนไปอุ้มเด็กเล็กถ่ายภาพใหม่ นี่คือการปลูกฝังให้เด็กต้องสร้างภาพ ปลูกฝังวิธีการอยู่ในสังคมของเขา หน่วยงานต่างๆ ก็เน้นสร้างภาพ ให้ผู้ใหญ่มาเปิดงาน คนไปวิ่งต้อนรับก็ประสบความสำเร็จในการงาน สังคมเราจะทำให้เด็กขาดความจริงใจ</p>



<p>เรื่องสำคัญที่ผมมองคือ การศึกษาอย่าใช้คำว่า ‘มาตรฐาน’ เพราะหมายความว่าเราเอาแค่มาตรฐานตัวใดตัวหนึ่งไปจับ แสดงว่าต้องมีคนตกมาตรฐาน แล้วเราก็ไปดูถูกว่าคนนี้ไม่ได้มาตรฐาน แต่ชีวิตมนุษย์มีหลากหลายเรื่องราว หลากหลายมิติ ชีวิตมนุษย์มีค่า ทำอย่างไรที่การศึกษาจะทำให้ทุกคนมีคุณค่า มีความหลากหลาย เกิดความงามในแต่ละคน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br><strong>ภาพอุดมคติของปัญหาที่บ้านลูกรักรับมือคือไม่ควรมีเด็กคนใดต้องออกจากบ้านตัวเองเลย ทำอย่างไรปัญหานี้จึงจะดีขึ้น ครอบครัว ชุมชน หรือภาครัฐสามารถทำอะไรได้ดีกว่านี้ไหม</strong></h3>



<p>ตอนนี้สังคมมีภาพความสำเร็จว่าคือการมีฐานะดี มีบ้าน การงานดี ความเป็นอยู่ดี แล้วคิดกันไปว่าการจะมีความสุขหรือมีคนอื่นยอมรับจะต้องเป็นไปตามนั้น คนไม่ค่อยยอมรับกันว่าความสุขที่แท้จริงคือการมีครอบครัวอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องมีเงินเยอะ แต่สามารถเลี้ยงชีพได้ ทำให้คนต้องดิ้นรน หลายครอบครัวที่มีปัญหาจนเด็กถูกส่งมาถึงเรา พอไปดูดีๆ บางครั้งเขามีฐานะดีกว่าเราด้วยซ้ำ แต่ทำไมเขาไม่มีความสุข เพราะภาพความสำเร็จของเขาคือการออกจากบ้านไปหาเงิน บางคนค้ายาบ้าเพื่อให้มีเงินส่งลูกไปเรียนในเมือง พาลูกไปกินร้านอาหารดีๆ</p>



<p>สิ่งที่มีค่าที่สุดคือการทำงานใกล้บ้านและได้ดูแลลูก แต่คนไม่ค่อยมองเรื่องนี้ ทิ้งลูกไว้กับยายบ้าง ครอบครัวแยกทางกันไม่มีคนเลี้ยงเด็กบ้าง มันเปราะบางมาก</p>



<p>เมื่อเด็กหลุดออกจากครอบครัวแล้ว ชุมชนก็ต้องมีศักยภาพที่จะดูแลเด็ก กระทั่ง อบต. ที่อยู่ไกลเมืองก็ยังมีทรัพยากรเยอะมาก แต่ผมแปลกใจว่าบางครั้งมี อบต. ไกลๆ พาเด็กในชุมชนมาฝากที่นี่ ทั้งที่ถ้ากลับไปย้อนดูในชุมชนเขามีทรัพยากรมากมายที่จะดูแลลูกหลานได้โดยไม่ให้เขาหลุดออกมาไกลขนาดนี้ เพียงแต่ว่าเราต้องไปสนับสนุนบางครอบครัว ชุมชนต้องช่วยกันดูแล อย่าคิดว่าตัวเองดูแลไม่ได้ ขาดความมั่นใจในตนเอง คิดแต่ว่าต้องเอาเด็กไปฝากกับหน่วยงานรัฐ</p>



<p>บางครั้งครอบครัวอาจแตกแยก แต่เด็กยังมาโรงเรียน คุณครูจะทำอย่างไรให้เด็กไม่ออกนอกระบบ ทุกวันนี้พอคนอื่นแตกร้าว แทนที่สังคมจะมาช่วยกันแต่กลับนินทาซ้ำเติม ครอบครัวแยกทางเป็นเรื่องธรรมดา แต่คุณต้องรับผิดชอบลูก ทุกวันนี้พอลูกสาวตัวเองท้องแล้วคลอดก็เอาหลานไปฝากไกลๆ เพราะกลัวเป็นขี้ปากชาวบ้าน แต่นึกถึงความรู้สึกของเด็กที่ต้องห่างแม่ไหม เด็กไม่ได้นอนกับแม่ มันขาดไปหมดเลย จะมาหาทางเติมให้ตอนอายุ 14-15 ก็ไม่ทันแล้ว ความรักของแม่ที่ลูกควรได้รับมันหายไป</p>



<p>ทุกวันนี้นอกจากดูแลเด็กแล้วผมก็ทำบ้านแม่และเด็กไว้ที่บ้านลูกรักด้วย เป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่ให้แม่กลับมานอนกับลูกเมื่อว่างจากงาน อาจจะอาทิตย์ละครั้งหรือเดือนละครั้ง เราไม่สามารถกลับไปแก้ที่ชุมชนได้ แต่นี่คือสิ่งที่เราพอจะทำได้บ้าง เพื่อที่สายสัมพันธ์แม่ลูกจะได้ไม่ขาด การศึกษาจะเสริมเรื่องทักษะชีวิตและสร้างการเรียนรู้ แต่เรื่องความรู้สึกมันเสริมไม่ได้</p>



<p>การมีปัญหาครอบครัวหรือลูกสาวตั้งท้องไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เราแก้กันในชุมชนได้ แต่ถ้าเราถือว่าเป็นเรื่องผิดพลาด น่าละอาย แล้วกลบไว้ มันก็จะไปโผล่ที่อื่นและเป็นปัญหาที่ยากกว่าเดิม ชุมชนต้องเรียนรู้และแก้ไข เราต้องปลูกฝังกันว่าลูกหลานเกิดมาชีวิตหนึ่งมีค่ามาก เหมือนของขวัญที่มาเกิดกับเรา</p>



<p>เด็กแต่ละคนที่มีคนพามาหาผมจะไม่ค่อยซักประวัติ แต่จะแสดงออกก่อนเลยว่าเรายินดีต้อนรับเขา ไม่ให้เขารู้สึกว่าไปไหนก็ไม่มีคนเอา โดนรังเกียจ ผมจึงปลูกฝังเด็กทุกคนที่นี่ว่าเราต้องยินดีต้อนรับเพื่อนทุกคนที่เข้ามา</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/suriya-somjai-interview/">“ทำอย่างไรการศึกษาจะทำให้ทุกคนมีคุณค่า” ครูยา บ้านลูกรักขอนแก่น กับการดูแลเด็กอย่างเชื่อมั่นในมนุษย์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘การศึกษา’ ที่ทิ้งผู้แพ้ไว้ข้างหลัง: ตีโจทย์อย่างไรให้เด็กไทยเรียนได้ เรียนดี ไม่มีข้อจำกัด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/education-for-all-public-forum/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 Sep 2023 02:42:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Education for All]]></category>
		<category><![CDATA[The 101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[กระจายอำนาจการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[นุชนาถ สอนสง]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนชัย วินิจจะกูล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=71996</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘การเรียนรู้เพื่อทุกคน’ เป็นเป้าหมายที่ถูกตั้งเป็นโจทย์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/education-for-all-public-forum/">‘การศึกษา’ ที่ทิ้งผู้แพ้ไว้ข้างหลัง: ตีโจทย์อย่างไรให้เด็กไทยเรียนได้ เรียนดี ไม่มีข้อจำกัด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘การเรียนรู้เพื่อทุกคน’ เป็นเป้าหมายที่ถูกตั้งเป็นโจทย์ในการปรับรูปแบบการศึกษาไทยให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่สภาพความเป็นจริงคือระบบยังเน้นการแข่งขันและผลักเด็กให้หลุดออกจากการศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2564 มีเด็กที่ต้องเสียโอกาสในการพัฒนาชีวิตเช่นนี้มากถึง 238,000 คน</p>



<p>สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ลักษณะครอบครัวที่แตกต่าง และสังคมที่กดทับ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงื่อนไขในชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ในขณะที่การศึกษาถือเป็นสิทธิและโอกาสที่มนุษย์คนหนึ่งควรได้รับเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองได้ โจทย์สำคัญจึงเป็นการตั้งคำถามว่าต้องทำอย่างไรให้การศึกษาเข้าถึงคนทุกกลุ่ม สร้างทักษะชีวิตได้เหมาะสม และสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ไม่มีข้อจำกัดอย่างแท้จริง</p>



<p>101 ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ชวนพูดคุยกะเทาะปัญหาระบบการศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตผู้เรียน แลกเปลี่ยนและค้นหานวัตกรรมที่จะโอบรับคนทุกกลุ่ม และมองโจทย์ใหญ่อย่างการยกระดับสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ กับ <strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</strong> กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) <strong>ดร.นุชนาถ สอนสง</strong> ผู้อำนวยการ โรงเรียนนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์ จ.กาญจนบุรี และ <strong>วัฒนชัย วินิจจะกูล</strong> ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาองค์ความรู้ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park ในรายการ <em>‘</em>101 Public Forum: เรียนได้ เรียนดี ไม่มีข้อจำกัด’ ดำเนินรายการโดยจิรัฐิติ ขันติพะโล</p>



<figure class="wp-block-embed alignfull is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="101 Public Forum เรียนได้ เรียนดี ไม่มีข้อจำกัด" width="750" height="422" src="https://www.youtube.com/embed/HZnWR2rCdfg?start=2&#038;feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ปัญหาใหญ่ที่ไทยกำลังเผชิญ</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในมุมมองของคุณเห็นว่าปัญหาสำคัญของการศึกษาไทยในปัจจุบันคืออะไร</strong></h3>



<p><strong>สมพงษ์:&nbsp;</strong>ปัญหาหลักของระบบการศึกษาไทย คือมองว่าระบบหลักต้องเป็นการเรียนที่อยู่ในสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นการมองความหมายของคำว่า ‘การจัดการศึกษา’ (education) เป็นแนวดิ่ง หมายถึง ‘การเรียนรู้ในระบบโรงเรียน’ (schooling) ที่กลายเป็นแนวคิดในการนำมาจัดกิจกรรมทางการศึกษา ทั้งหลักสูตรที่รัฐต้องกำหนดให้ กำหนดกิจกรรมว่าครูต้องเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้ รวมถึงการวัดผลที่ดูแค่ว่านักเรียนตอบกลับครูได้หรือไม่ กิจกรรมทางการศึกษาเหล่านี้ทำให้เกิดระบบการเรียนแบบ ‘แพ้คัดออก’ ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนได้เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นคือกลุ่มที่เรียนได้ดี สอบได้ และสามารถเลื่อนระดับไปได้เรื่อยๆ แต่ยังมีอีกกว่า 20 ล้านคนในประเทศที่เป็นผู้แพ้จนต้องออกจากระบบการศึกษากลางคัน ระบบเช่นนี้จึงตอบโจทย์ระบบแรงงาน แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ผู้เรียนแต่ละคน</p>



<p>อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเราเริ่มเห็นภาพของอนาคตของการศึกษาที่มีความหลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่ให้ความหมายคำว่าการศึกษาในแนวดิ่ง กลายเป็นการให้ความหมายว่าเป็น ‘การเรียนรู้’ (learning) ที่มองว่าการศึกษาเป็นสิทธิ หน้าที่ และโอกาสของมนุษย์ที่เป็นเจ้าของการเรียนรู้นั้น โดยออกแบบการศึกษาให้สอดคล้องกับประสบการณ์ ความสนใจ และสภาวะของตนเองได้ เนื้อหาจึงมาได้หลากหลายทาง เช่น สื่อออนไลน์ ชุมชน ครอบครัว และเกิดการเรียนรู้ได้ทุกเวลา บทบาทของครูจะเปลี่ยนจากการเป็นผู้ถ่ายทอดสู่การเป็นผู้จัดการเรียนรู้ และภาครัฐเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้จัดการศึกษาสู่ผู้อำนวยความสะดวก โดยจัดสรรในเชิงนโยบายให้เหมาะสม มีวิธีวัดผลให้เหมาะสมกับผู้เรียน</p>



<p>สำหรับสถานการณ์เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษานั้น ตามปกติจะมีเด็กหลุดออกจากระบบประมาณ 67,000 คนต่อปี แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษามากถึงกว่า 200,000 คน โดยมักจะเกิดจากปัญหาครอบครัว ซึ่งเราสำรวจพบว่าพ่อแม่มักจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 1,200 ต่อเดือน แต่มีหนี้สินถึงประมาณ 100,000 บาท รวมถึงสภาพครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์อีกด้วย</p>



<p>ในช่วงปกติ เด็กที่หลุดออกจากการศึกษามักจะอยู่ในช่วงมัธยมต้น-มัธยมปลาย แต่ปี 2566 นี้เราพบว่าเด็กถูกดึงออกจากระบบการศึกษาเร็วขึ้นคือตั้งแต่ช่วงประถมศึกษา เพื่อนำเด็กไปช่วยทำงานให้ครอบครัว ดังนั้นสภาวะทางเศรษฐกิจและหนี้สินจึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กต้องออกกลางคัน</p>



<p>หลังเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาแล้วจะมีทางเดินต่อไปเป็น 3 ทาง คือ ไปเรียนการศึกษานอกระบบ (กศน.), เข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยต้องเป็นแรงงานที่รายได้ต่ำตลอดอายุการทำงาน และทางสุดท้ายคืออาจเข้าสู่เส้นทางอาชญากร โดยช่วงไม่เกิน 3 เดือนหลังหลุดออกจากระบบการศึกษานั้น เด็กอาจเริ่มเข้าสู่สังคมสีเทาและเริ่มกระทำผิดเล็กๆ น้อยๆ จนกลายเป็นอาชญากร และนอกจาก 3 ทางนี้นั้น ในระยะหลังยังค้นพบกลุ่มที่ 4 ที่พบมากถึง 2-3 ล้านคน คือออกจากการศึกษาแล้วไม่ไปทำงาน เพียงใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวไปเรื่อยๆ ทั้งหมดนี้จึงสรุปได้ว่าภาพหลังเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษานั้นมีทั้งเส้นทางที่น่าเป็นห่วงและทางที่เสี่ยง</p>



<p>แม้ในตอนนี้สถานการณ์หลังโควิดจะเริ่มดีขึ้นแล้ว แต่จากการต้องตกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบากนานถึง 3 ปี คนจึงยังต้องเผชิญปัญหาหนี้สินเพิ่มขึ้นทุกวัน คนชนชั้นล่างกว่า 1.8 ล้านคนยังเผชิญความเสี่ยงเรื่องการไม่มีรายได้ ไม่เพียงพอต่อการหาเลี้ยงชีพ และลูกยังไม่ได้กลับเข้าระบบการศึกษา</p>



<p><br><strong>นุชนาถ:</strong>&nbsp;สำหรับโรงเรียนนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรีซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรม คนมีอาชีพทำเกษตร ค้าขาย และรับจ้าง โรงเรียนของเราไม่ได้เป็นโรงเรียนที่มีการสอบแข่งขัน รับเด็กทุกคนเข้ามาเรียนทั้งหมด จากการไปเยี่ยมบ้านเด็กนักเรียนพบว่า ปัญหาที่ทำให้เด็กต้องออกจากระบบการศึกษาคือปัญหาเศรษฐกิจ ต่อมาคืออพยพตามผู้ปกครอง ปัญหาครอบครัว ต้องช่วยพ่อแม่หาเลี้ยงชีพ บางคนออกไปสมรส บ้างเจ็บป่วย และสุดท้ายคือการก่ออาชญากรรม อีกเรื่องที่พบจากการเยี่ยมบ้านคือเด็กบางส่วนขาดความอบอุ่น ผู้ปกครองฝากลูกไว้กับญาติ ความรักที่ผู้เลี้ยงมีให้เด็กจึงอาจไม่สามารถเทียบได้กับความรักที่พ่อแม่มีให้ลูก ครูจึงต้องใช้จิตวิทยาการแนะแนวเข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้เด็กไม่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>ส่วนในการสำรวจของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี พบว่า เด็กที่หลุดออกจากระบบมีสาเหตุได้แก่ ศึกษาต่อที่อื่น, จบการศึกษาภาคบังคับแล้วไม่ประสงค์ศึกษาต่อ, อายุเกินเกณฑ์แล้วไม่ประสงค์ที่จะศึกษาต่อ, ย้ายถิ่นที่อยู่ และความจำเป็นทางครอบครัว ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การปรับตัว และผลจากโควิด</p>



<p>ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นช่วงโควิดคือเรื่องความยากจนและการย้ายถิ่น ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้น โดยจากการสำรวจครั้งล่าสุดในปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงหลังโควิดแล้ว ก็ยังพบว่าเด็กมีแนวโน้มออกจากระบบการศึกษามากขึ้นอยู่ดี เพราะเด็กพบว่าตนสามารถเรียนรู้ด้วยวิธีอื่นโดยไม่ต้องอยู่ในระบบการศึกษาได้ โดยเรียนรู้จากครอบครัว สถานประกอบการ สิ่งแวดล้อม และสื่อออนไลน์ เช่น หากอยากทำงานเป็นช่างซ่อมรถ พ่อแม่อาจไปฝากให้เรียนรู้ที่อู่ซ่อมรถเลย หรือหากอยากขายของออนไลน์ก็สามารถเรียนรู้จากสื่อออนไลน์ได้ เราจึงเห็นว่าเด็กมีหนทางที่อยากเน้นทักษะอาชีพที่หาเงินได้ เลี้ยงดูตัวเองได้</p>



<p>ในช่วงสถานการณ์โควิด เด็กสามารถเรียนทางออนไลน์ได้และประกอบอาชีพไปด้วยได้ เด็กบางคนจึงพบแล้วว่าตนจะบริหารชีวิต-เลี้ยงดูตัวเองได้อย่างไร หรือพ่อแม่มีความต้องการให้ลูกมาช่วยที่บ้านทำงาน จึงไม่ต้องการให้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับหรือ ม.3 เด็กจึงเรียนรู้ว่าตนสามารถเรียนรู้ได้หลายวิธี และไม่ต้องการเข้ามาอยู่ในระบบที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา หลักสูตร คะแนน และคุณลักษณะต่างๆ ปัญหาที่พบที่โรงเรียนของเราหลังจากนั้นคือเด็กมาสาย เวลาเรียนไม่อยากเรียน ดูแต่โทรศัพท์ รวมถึงปัญหาเรื่องพฤติกรรมที่เป็นปัญหาสำคัญ ทั้งการขาดสมาธิและก้าวร้าว</p>



<p><br><strong>วัฒนชัย:&nbsp;</strong>ปัญหาร้ายแรงของการศึกษาไทยตอนนี้คือผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาไม่ได้สัดส่วนกับทรัพยากรที่ทุ่มเทลงไป โดยจากสถิติที่รวบรวมจากองค์กรระดับโลกหลากหลายแห่งพบว่าประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในแง่ของจำนวนปีที่เด็กได้รับการศึกษา แต่ขณะเดียวกันตัวเลขที่ปรากฏชัดคือความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมในสังคมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาคุณภาพคนอย่างมีนัยสำคัญ</p>



<p>ตัวเลขที่น่าสนใจคือเด็กไทยมีระยะเวลาในการเข้าเรียนประมาณ 12.7 ปี แต่มีคุณภาพเทียบเท่าการเข้าเรียน 8.7 ปี โดยจากตัวเลข Human Development Index (HDI) หากเด็กที่เกิดในวันนี้มีอายุครบ 18 ปีในอนาคต จะมีผลิตภาพ (productivity) สูงสุดอยู่ที่ประมาณ 61% คือหมายความว่าคนที่เกิดในประเทศไทยตอนนี้นั้น ในอนาคตจะมีศักยภาพได้เพียงแค่ประมาณ 2 ใน 3 ของที่ควรจะมีได้ สะท้อนถึงคุณภาพทางการศึกษาที่ต้องเร่งแก้ไข</p>



<p>ขีดความสามารถการแข่งขันของไทยเปลี่ยนแปลงขึ้นลงไม่มากนัก โดยปีล่าสุดคะแนนด้านคุณภาพและทักษะประชากรมีคะแนนลดลง โดยทักษะที่น่าเป็นห่วงคือการสอนให้คิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) ซึ่งไทยมีคะแนนเกือบรั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียน นอกจากนั้นยังปรากฏคะแนนความสามารถด้านการใช้นวัตกรรมต่ำ และคะแนนความสามารถทางภาษาอังกฤษต่ำมาก</p>



<p>ประเทศไทยลงทุนทางการศึกษาประมาณ 6.2% ของ GPD ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ที่อยู่ที่ประมาณ 5.0% โดยความเหลื่อมล้ำการศึกษาของไทยในปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 18.3% ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ปัญหาเศรษฐกิจและหนี้สินในครัวเรือนจึงมีผลต่อการศึกษาของเด็กด้วย</p>



<p>ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องคำว่า ‘การศึกษา’ และคำว่า ‘การเรียนรู้’ ซึ่งความเข้าใจในสองคำนี้มีความสำคัญ เมื่อพูดคำว่าการศึกษา นิยามจะเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในระบบ มีหลักสูตรและการวัดผลตายตัว แต่คำว่าเรียนรู้มีความหมายกว้างกว่าการศึกษา คือเราสามารถเรียนรู้สิ่งที่เราสนใจเพิ่มเติมทั้งจากการศึกษาในและนอกระบบได้ด้วยตัวเอง</p>



<p>เราจะเห็นว่ามีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรมที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในการศึกษานอกระบบโรงเรียน โดยเราเห็นพื้นที่ที่ส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียนปรากฏตัวขึ้นหลายรูปแบบในท้องถิ่นต่างๆ ในพื้นที่เมืองจะเห็นพื้นที่อย่าง co-working space แต่ในต่างจังหวัดจะเห็นคนที่จัดการเรียนรู้ให้ตรงกับความสนใจของท้องถิ่น ที่เคยได้ยินชื่ออย่างมหา’ลัยไทบ้าน, กิ่งก้านใบ, บ้านไร่อุทัยยิ้ม ซึ่งเป็นตัวอย่างสำหรับคนที่สนใจการเรียนรู้แต่มีข้อจำกัดว่าระบบโรงเรียนไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเด็ก จึงสร้างการเรียนรู้ด้วยตัวเองที่สอดคล้องกับทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งเห็นแนวโน้มเช่นนี้เพิ่มขึ้นในประเทศไทย</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>นวัตกรรมการเรียนรู้ กู้ปัญหาการศึกษาไม่ตอบโจทย์ผู้เรียน</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปัญหาใหญ่ที่การศึกษาไม่สอดรับกับเงื่อนไขชีวิตของผู้เรียนที่มีความหลากหลาย จะมีนวัตกรรมรูปแบบใดบ้างที่จะแก้ปัญหา สามารถทำให้คนมีการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องได้</strong></h3>



<p><strong>สมพงษ์:&nbsp;</strong>ในการแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษานั้น การให้นิยามคำว่า ‘การเรียนรู้’ มีความสำคัญ จาก พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 นิยามคำว่าการเรียนรู้ได้ดีขึ้น โดยแบ่งเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต, การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ สอดคล้องกับที่ ดร.นุชนาถ ช่วยจัดการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาตามอัธยาศัย</p>



<p>สิ่งที่ กสศ. พยายามจะทำคือการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง การปฏิรูปการศึกษา โดยชี้เป้า สร้างองค์ความรู้ สร้างต้นแบบ และพัฒนานวัตกรรมการศึกษา โดยเราจัดทำ ‘การศึกษาทางเลือก’ ที่สถาบัน-องค์กร-ประชาชนทั่วไป-ครอบครัวร่วมกันจัด เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาในภาพใหญ่</p>



<p>ปัจจุบันเรามีนวัตกรรมและพื้นที่ที่ทำงานกับคนยากจน โดยขอยก 3 ตัวอย่าง ได้แก่</p>



<p><em>แบบที่ 1 </em><a href="https://www.the101.world/cyf-nakhon-panom-model/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การจัดการศึกษาในสถานพินิจ</a> ในอดีตสถานพินิจเป็นสถานที่ปิด คนทั่วไปเข้าไปในสถานพินิจไม่ได้ โดยอธิบดีคนก่อนๆ เห็นว่าการจัดการศึกษาในสถานพินิจนั้นไม่มีประโยชน์ เด็กเรียนไปก็ใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้ โดยเราพบว่ามีสัดส่วนเด็กที่ออกจากสถานพินิจได้เพียง 3-6 เดือนก็กระทำผิดซ้ำและกลับเข้ามาในอัตราที่สูงมาก เมื่ออธิบดีมีวิสัยทัศน์ที่เห็นคุณค่าว่าต้องไม่ให้เด็กกลับเข้ามาในสถานพินิจซ้ำและเด็กต้องมีอาชีพ จึงทลายกำแพงของสถานพินิจและเปิดระบบการศึกษา มีการศึกษาดีๆ ไหลเข้าสถานพินิจ เช่น กศน. อาชีวะ หรือภาคประชาสังคมที่เข้าไป จนเด็กที่อยู่ระดับต่ำสุดของสังคมฟื้นกลับมาเป็นคนดีและอยากกลับมาเรียนหนังสือ</p>



<p><em>แบบที่ 2</em>&nbsp;คือการศึกษาเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ จึงจัดทุนการศึกษาเรียนหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลและผู้ช่วยทันตแพทย์ให้กับเด็กที่เรียนจบ ม.6 แต่ฐานะยากจน หลังจบการศึกษาเด็กมีงานทำทันทีทั้งหมด 100% จากเด็กที่แทบไม่มีทางไป กลายเป็นกินอิ่มนอนหลับ และมีโอกาสศึกษาต่อเป็นพยาบาลวิชาชีพ การให้การศึกษากับคนยากจนจึงช่วยตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่นได้</p>



<p><em>แบบที่ 3</em>&nbsp;คือการศึกษาของคนพิการ คนพิการมักถูกครอบครัวและชุมชนไว้ในบ้าน มีการตีตราว่าคนพิการเป็นกาลกิณีของชุมชน เราจึงเข้าไปสนับสนุนการศึกษาเพื่อสร้างอาชีพ เช่น การเพาะเห็ด การทำกุญแจ ปรากฏว่ากลุ่มคนพิการเหล่านั้นได้มาเรียนรู้ มีอาชีพ เกิดความภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กลายเป็นเสาหลักของครอบครัวได้ โดยได้ต่อยอดจากการที่ SCG เห็นประโยชน์ จัดตั้งกองทุนสำหรับคนพิการ ช่วยดูแลสวัสดิการต่างๆ</p>



<p><br><strong>นุชนาถ:</strong>&nbsp;ก่อนหน้านี้โรงเรียนเราจัดการศึกษาในระบบเท่านั้น แต่ในฐานะผู้บริหารที่ใกล้ชิดกับทั้งเด็กและครู เราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เด็กกลุ่มเสี่ยงออกจากระบบจะได้กลับเข้ามาศึกษาต่อ จึงมีการจัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 ระบบ (ในระบบ นอกระบบ และอัธยาศัย)</p>



<p>เราเริ่มต้นด้วยการใช้จิตวิทยาในการพูดคุยหรือหลักความเข้าใจร่วมกัน (understanding) ให้ครูทุกคนเห็นความสำคัญของการศึกษาและช่วยให้เด็กได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง โดยการขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ มาให้ความรู้กับครู โดยโรงเรียนใกล้เคียงในสหวิทยาเขตที่อยากจัดการศึกษาแบบนี้ จึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะจัดการศึกษาให้กับเด็กที่หลุดออกจากระบบไปแล้วได้ เมื่อครูทุกคนเข้าใจบนพื้นฐานความคิดเดียวกันแล้ว การดำเนินการในขั้นตอนต่อไปก็เป็นเรื่องง่าย</p>



<p>สิ่งสำคัญที่สุดในการจัดการศึกษาแบบนี้คือข้อมูลสารสนเทศ เพื่อค้นหาเด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยง โดยใช้ระบบจัดเก็บข้อมูลนักเรียนรายบุคคล (DMC) ที่จะบอกได้ว่าเด็กออกไปตอนไหน เพราะอะไร และยังมีการจัดเก็บข้อมูลดูแลช่วยเหลือนักเรียนจากการเยี่ยมบ้านด้วย จึงทราบปัญหารายบุคคลของเด็กแต่ละคน และนำข้อมูลเหล่านี้มาจัดเด็กกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาการศึกษาให้เขา</p>



<p>ขั้นต่อมา เราต้องการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับเด็กกลุ่มเป้าหมาย โดยจัดการศึกษานอกระบบไว้สำหรับเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาแล้วต้องการกลับเข้ามา เราพัฒนาเว็บไซต์ห้องเรียนออนไลน์ ซึ่งเด็กสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ทุกรายวิชา ครบทุกหน่วยการเรียน ซึ่งประกอบไปด้วยแบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบหลังเรียน และคลิปวิดีโอที่ให้เด็กได้เรียนรู้ โดยห้องเรียนนี้จะคอยตรวจสอบและพัฒนาอยู่เสมอ ให้เด็กสามารถเลือกเรียนรู้ได้ตามความสนใจอย่างยืดหยุ่นและคล่องตัว</p>



<p>เมื่อมีรูปแบบการจัดการศึกษาที่เหมาะสม โจทย์ต่อมาคือการหารูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม สิ่งสำคัญคือหลักสูตรที่เอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียน อาจต้องมีเนื้อหากว้างๆ ให้ตอบโจทย์เรื่องทักษะอาชีพและทักษะชีวิตโดยมีเวลาเรียนที่ยืดหยุ่น มีวิธีการวัดผลประเมินผลที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และที่สำคัญคือการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ในกรณีเด็กเคยประกอบอาชีพมาแล้ว</p>



<p>อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือการพัฒนาความร่วมมือภาคีเครือข่าย ทั้งความร่วมมือจากคณะกรรมการสถานศึกษา ศิษย์เก่า ชุมชน และอาสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ได้ขอความร่วมมือในการติดตามเด็ก ให้ผู้ใหญ่บ้านหนึ่งคนจับคู่กับครูหนึ่งคนในการค้นหาเด็ก อย่างในช่วงโควิด อสม. อาจเป็นผู้ที่ใกล้ชิดและบอกได้ว่าเด็กหลุดออกไปเพราะอะไร เช่น ย้ายถิ่นที่อยู่ไปแล้ว</p>



<p>นอกจากนั้นโรงเรียนยังพยายามจัดสรรสวัสดิการให้เด็กด้อยโอกาส อย่างการมีรถรับส่งฟรี โดยขอความร่วมมือเรื่องค่าใช้จ่ายจากชุมชน เนื่องจากเราสำรวจพบว่าบางครอบครัวมีพาหนะไม่เพียงพอที่จะให้เด็กเดินทางมาโรงเรียนได้ จึงจัดรถรับส่งฟรีให้กับเด็ก โดยให้ครูเวียนกันดูแลเด็กตามความสมัครใจ</p>



<p><br><strong>วัฒนชัย:</strong>&nbsp;ที่ผ่านมามีตัวอย่างในต่างประเทศที่ปรับรูปแบบการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีความยืดหยุ่น โดยเน้นความสนใจของผู้เรียนเป็นสำคัญ ในช่วง 10-20 ปีนี้ โดยในสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นจากการปรับใช้ในระดับมหาวิทยาลัยก่อน และค่อยๆ ใช้ในระดับอื่น สำหรับประเทศไทยก็ดูจะมีการยอมรับเรื่องนี้มากขึ้น เห็นได้จาก พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ ฉบับล่าสุด</p>



<p>อย่างไรก็ดี ตอนนี้เราเริ่มเห็นความสำเร็จในระดับพื้นที่ แต่ต้องตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระบบใหญ่ได้ ทำอย่างไรให้ผู้มีอำนาจสนใจปัญหาการศึกษาอย่างจริงจัง</p>



<p>การกระจายอำนาจก็เป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยให้กลไกที่จะทำให้การศึกษาแบบยืดหยุ่นเกิดขึ้นได้จริง ที่ผ่านมามีสมัชชาการศึกษาจังหวัดแล้ว แต่ปีนี้เป็นครั้งแรกที่มีการจัดสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ เห็นว่าเป็นเครื่องมือที่ดีในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงานให้ประสบผลสำเร็จ และแลกเปลี่ยนอุปสรรคที่พบ รวมถึงการแก้ไขอุปสรรคนั้น โดยมีเวทีที่รองรับทั้งระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด และระดับชาติ</p>



<p>ประเด็นถัดมาคือต้องค้นหานวัตกรรมที่แก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นคือสังคมสูงวัย เพราะปัจจุบันมีเด็กเข้าเรียนน้อยลง เพราะสังคมไทยเด็กเกิดน้อยแต่ผู้สูงอายุเยอะ จึงถึงเวลาแล้วที่จะตั้งคำถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ในหนึ่งห้องเรียนจะมีคนหลายช่วงวัยที่ช่วยกันเติมเต็มทักษะที่ขาด ภาพแบบนี้ควรจะเกิดขึ้นเพื่อให้เรียนได้ เรียนดี ไม่มีข้อจำกัด</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ภาพฝันนโยบาย ความหวังในการแก้ไขปัญหาการศึกษา</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากปัญหาการศึกษาไทยในปัจจุบัน คุณต้องการเสนอนโยบายอะไรต่อการจัดการศึกษา รวมถึงการต่อยอดการเรียนรู้สำหรับคนทุกช่วงวัย</strong></h3>



<p><strong>สมพงษ์:</strong>&nbsp;คำตอบของการเปลี่ยนแปลงการศึกษาอยู่ที่รัฐสภา การออกกฎหมาย ต้องพาคนที่สนใจด้านการศึกษาลงพื้นที่ให้เห็นถึงประเด็นปัญหา เพื่อให้มีความเข้าใจลึกซึ้งและกลับมาออกข้อกฎหมายที่เหมาะสมได้ ที่ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ ฉบับนี้เขียนออกมาได้ดีก็เพราะมีการลงพื้นที่ โดยยังมีกฎหมายที่รอให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดใหม่นี้คือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ หากเกิดขึ้นได้จริงก็จะทำให้เกิดโครงสร้างใหม่ ระบบใหม่ และหากสามารถทำได้มากกว่านั้นอาจเป็นหลักสูตรสมรรถนะที่เน้นเรื่องทักษะ สมรรถนะ และการฝึกปฏิบัติ ครูจะกลายเป็นผู้จัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะชีวิต</p>



<p>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ มีเรื่องที่จะต้องทำคือปฏิรูปการศึกษาในรูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์มให้สอดรับกับคนรุ่นใหม่ เด็กเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงโรงเรียน 3 ระบบ การแก้ไขปัญหาการศึกษาจึงไม่ใช่การสั่งให้ทำแบบนั้นแบบนี้ แต่ต้องดีไซน์ใหม่ ให้การเรียนรู้เข้าไปสู่โลกของเด็กรุ่นใหม่ มีการสอดแทรกประเด็นสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ ไม่เพียงแต่สอนตามกลุ่มสาระการเรียนรู้เดิมๆ โดยสรุปจึงอยากให้รัฐบาลตีความโดยเห็นคุณค่าคำว่าการเรียนรู้ ว่าเป็นสิทธิและโอกาสของมนุษย์</p>



<p><br><strong>นุชนาถ:&nbsp;</strong>สิ่งสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาได้คือการศึกษาต้องทำระบบติดตามนักเรียนที่ออกกลางคันได้อย่างชัดเจน หรือการมีระบบสารสนเทศที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย เราต้องการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยต้องมีระบบดูแลสนับสนุนนักเรียนอย่างชัดเจนและทำอย่างสม่ำเสมอ ถัดมาคือการจัดการรูปแบบการศึกษาให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่มีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงและที่ออกกลางคัน ประเมินผลตามสภาพจริงแต่ยืดหยุ่นได้ โดยบทบาทของครูที่แต่เดิมเป็นการสอนโดยการพูด จะปรับเป็นผู้กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ และพัฒนากลไกความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในสวัสดิการที่เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน และที่สำคัญที่สุดคือการจัดการศึกษาแบบนี้จะต้องไม่แสวงหาผลประโยชน์จากจำนวนของนักเรียน</p>



<p>นอกจากนี้มีความเห็นที่น่าสนใจคือ ความต้องการให้รัฐบาลใหม่จัดการให้มาตรา 15 ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งมีใจความสำคัญคือให้จัดให้มีระบบการเทียบระดับการศึกษาหรือเทียบโอนทักษะได้</p>



<p><br><strong>วัฒนชัย:&nbsp;</strong>สนับสนุนเรื่องการผลักดันให้มาตรา 15 สามารถใช้ได้จริงเช่นกัน เนื่องจากครูมีความตั้งใจที่จะมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าหากยังต้องมากังวลว่าตามกฎหมายทำได้จริงหรือไม่ก็จะกลายเป็นอุปสรรคของคนทำงาน และถ้าหากระดับนโยบายกำหนดให้สามารถกระจายอำนาจได้จริง ก็จะทำให้คนที่อยู่หน้างานสามารถปฏิบัติอย่างสบายใจได้</p>



<p>อีกนโยบายที่น่าสนใจคือ การจัดตั้งกองทุนพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้แห่งชาติ ซึ่งจะมาสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงการศึกษาตามพระราชบัญญัติที่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้ โดยให้ความสนใจกับทักษะและขีดความสามารถของผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งผู้เรียนและผู้สอนให้แตกต่างไปจากเดิม</p>



<p>แม้ส่วนตัวจะไม่ได้สนับสนุนการมีกองทุน แต่กองทุนจะเป็นอีกหนึ่งกลไก ที่ทำให้เกิดการขยับตัวทั้งอุปสงค์และอุปทาน โดยนำไปพัฒนาท้องถิ่น พัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้มีความน่าสนใจ ไปจนถึงการทำให้เกิดศูนย์การเรียนรู้ออนไลน์ และส่งเสริมสร้างความเข้าใจในอาชีพใหม่ๆ</p>



<p>นอกจากนั้นกองทุนนี้ยังสามารถช่วยสนับสนุนโรงเรียนในระบบได้ด้วย โดยโรงเรียนสามารถ คัดเลือกเนื้อหาหรือสื่อการเรียนรู้ที่ไม่จำเป็นต้องถูกผูกขาดโดยส่วนกลาง สามารถเลือกให้เหมาะสมกับนักเรียนหรือสอดคล้องกับท้องถิ่นได้ ทั้งหมดนี้จึงจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้แนวใหม่ได้จริง</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/education-for-all-public-forum/">‘การศึกษา’ ที่ทิ้งผู้แพ้ไว้ข้างหลัง: ตีโจทย์อย่างไรให้เด็กไทยเรียนได้ เรียนดี ไม่มีข้อจำกัด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. ชี้ “การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต” เป็นจริงได้ โดยยึดเด็กเป็นที่ตั้ง มองเห็นถึงความหลากหลายและแตกต่าง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-010523/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 May 2023 11:46:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิรูปโครงสร้างระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตทางการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=67363</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-010523/">กสศ. ชี้ “การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต” เป็นจริงได้ โดยยึดเด็กเป็นที่ตั้ง มองเห็นถึงความหลากหลายและแตกต่าง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และประธานอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานนอกระบบ กล่าวว่า</p>



<p>“<strong>ปัญหาที่หนักที่สุดและเป็นวิกฤตจริงๆ ของการศึกษาประเทศไทยคือ นักการเมืองมองปัญหาเรื่องการศึกษาอย่างผิวเผิน ขาดการมองอย่างวิเคราะห์รอบด้าน</strong> โดยเฉพาะเรื่องการหลุดออกนอกระบบของเด็กที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขและหาวิธีช่วยเหลือเด็กให้ได้ ต้นไม้แห่งการหลุดจากระบบการศึกษาเปิดเผยว่า รากแก้วของการหลุดจากระบบการศึกษาคือการส่งต่อความยากจนข้ามรุ่น โดยเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษามีทุกระดับและส่วนใหญ่มีปัญหาซับซ้อน สาเหตุหลักมาจากปัญหาครอบครัว 50% โรงเรียน 50% ถ้าไม่มีการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เด็กก็จะหลุดจากระบบอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้าหลุด 3 เดือนแล้ว เด็กจะไปอยู่ที่สถานพินิจ เหล่านี้คือวิกฤตทางการศึกษาที่นักการเมืองต้องรับรู้ เพราะการแจกแต่แท็บเล็ตไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0cda84"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/c.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“นโยบายที่ดีของกระทรวงศึกษาธิการคือการตามเด็กกลับมาเรียน จากจำนวนเด็ก 238,707 คน สามารถตามเด็กกลับมาเรียนได้ 200,000 กว่าคน แต่สภาพปัจจุบันที่เป็นผลมาจากการอมโรคโควิด-19 ความเสี่ยงที่เด็กจะหลุดออกจากระบบการศึกษาจะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในปี 2566 ถ้าเราไม่จัดการหรือไม่มีนโยบายที่ชัดเจน <strong>ตัวเลขที่น่าตกใจมากคือเด็กที่ตามกลับมาแล้ว ถ้าไม่ดำเนินการ ไม่มียุทธศาสตร์ ไม่มีการช่วยเหลือ อย่างเช่น สวัสดิการต่างๆ เด็กจะหลุดออกจากระบบวนซ้ำถึง 85 % เพราะฉะนั้นการหลุดวนซ้ำนี้ นำมาซึ่งปัญหาใหญ่มากของประเทศ</strong> <strong>ถ้าไม่คิดอะไร ไม่มีนโยบายทางการเมือง เราจะเผชิญวิกฤตใหญ่ของประเทศสองเรื่องใหญ่ คือ การสูญเสียเด็กไทยทั้งรุ่น และการส่งต่อความยากจนข้ามรุ่นจะขยายตัวครั้งใหญ่”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>วิกฤตทางการศึกษาที่เป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ</strong></h2>



<p>ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล นักการเมืองหรือรัฐมนตรีที่จะเข้ามา ต้องเข้าใจว่าวิกฤตทางการศึกษาที่เป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศมีดังต่อไปนี้</p>



<ol><li><strong>เด็กเกิดภาวะเรียนรู้ถดถอย</strong> เด็กมาจากครอบครัวที่ยากจนเพิ่มขึ้น 3-4 แสนคน และเด็กหลุดจากระบบการศึกษา 2-3 แสนคน เพิ่มขึ้น 3-4 เท่า ถ้าไม่แก้ปัญหาในอนาคต เราจะสูญเสียเด็กไทยทั้งรุ่น ที่ต้องประสบปัญหาทั้งเรื่องการอ่านออกเขียนได้และสุขภาพจิต</li><li><strong>ความยากจนเพิ่มขึ้น</strong> สิ่งที่เป็นปัญหาเรื้อรังคือการส่งต่อความยากจนข้ามรุ่น รัฐบาลใหม่ควรดูตัวอย่างจากกรมพินิจฯ เป็นหลัก แม้เป็นระบบราชการ แต่ทำงานแบบเปิดอกคุยกัน นำองค์ความรู้มาช่วยพัฒนาให้เด็กได้เรียนและมีอาชีพ ซึ่งมีโอกาสดีกว่าเด็กข้างนอกด้วยซ้ำ อีกเรื่องที่สำคัญคือต้องปฏิรูประบบราชการ กระทรวงศึกษาฯ เพื่อไม่ให้เป็นระบบการศึกษาแบบแช่แข็งเหมือนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการปรับวิธีคิด หลักการ หาเครือข่ายที่จะมาร่วมพัฒนาการศึกษา ปรับหลักสูตรให้หลากหลาย แตกต่าง ทำให้เกิดนวัตกรรมต่างๆ เช่น Education Card ให้เด็กเรียนรู้, Mobile School ที่เกิดการเทียบโอน หากทำให้มีการศึกษาทางเลือกที่ชัดเจนได้ เด็กทุกคนจะมีโอกาสการเรียนรู้ที่เท่าเทียมกัน</li></ol>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ba6fc1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/d.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เป้าหมายของ กสศ. : การศึกษาทางเลือก (Alternative Education) และการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (System Change</strong></h2>



<p>“กสศ. มีเป้าหมายสำคัญคือการศึกษาทางเลือก (Alternative Education) และการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (System Change) ดังนั้นการขับเคลื่อนในอีก 3 ปีข้างหน้าจำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก เป็นการศึกษาแบบเปิด (Open Education) ที่ล้วนเกิดจากความร่วมมือของเครือข่าย<strong> </strong>ทั้งนี้<strong>หากกระทรวงศึกษาธิการหันมาปฏิรูปโครงสร้างระบบ โดยมองเด็กเป็นที่ตั้ง มองเห็นถึงความหลากหลายแตกต่าง จัดการการศึกษาให้มีหลากรูปแบบหลายระบบ ก็จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของเด็กได้อย่างดียิ่ง </strong>ฉะนั้นอยากให้ทุกคนเปิดใจยอมรับ และหันมาร่วมมือกัน ซึ่งการใช้นวัตกรรมต่างๆ เหล่านี้จะช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มทางเลือกหรือทางออกทางการศึกษาให้กับเด็กได้ เพราะระบบการศึกษาที่ผ่านมามีกำแพง กฎเกณฑ์มากมาย จึงอยากให้ผ่อนปรนลดกฎระเบียบเหล่านี้ลงบ้าง เพราะเมื่อเด็กออกกลางคัน เขาจะเป็นแรงงานไปตลอดชีวิต&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-91e2fe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/infographic-การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าถ้าเด็กออกจากระบบการศึกษาแล้วประมาณสามเดือน เส้นทางพวกเขาคือการเข้าสู่วงจรสีเทา ติดเพื่อน ติดยาเสพติด ลองของ สุดท้ายก็เข้าสถานพินิจ ข้อมูลสถานพินิจปี 2561-2565 พบว่ามีเด็กที่กระทำผิดจำนวน 134,747 คดี ที่ตัวเลขสูงมาก เพราะที่ผ่านมาเราพยายามไปแก้ที่ปลายทาง สถานพินิจเป็นหน่วยงานราชการที่ทำเรื่องการศึกษาได้ดี สามารถแก้ไขปัญหาเด็กที่ก้าวพลาดให้ก้าวถูก ทำให้พวกเขาก้าวในจังหวะที่เหมาะสม แต่สุดท้ายการแก้ไขปัญหาที่แท้จริงคือ ต้องแก้ที่ต้นทางคือระบบโรงเรียน ไม่ปล่อยให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา&nbsp;</p>



<p>“อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2565 ยังมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น แม้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติในปีก่อนนั้นจะไม่ผ่าน แต่อย่างน้อยพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2565 ผ่าน การศึกษาสามรูปแบบคือ เรียนในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยยิ่งสูงขึ้นไป เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้จึงทำให้การทำงานด้านเด็กนอกระบบมีพื้นที่เรื่องการศึกษาทางเลือก มีพื้นที่เรื่องของการ Reskill Upskill และการเทียบโอนต่างๆ”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>นวัตกรรมการศึกษาทางเลือก : เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา</strong></h2>



<p>กสศ. ร่วมกับ ‘เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก’ แสวงหาข้อค้นพบและทางออกใหม่ ๆ ที่จะช่วยบรรเทาปัญหาและลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา ตัวอย่างเช่น</p>



<ol><li><strong>กรุงเทพมหานคร/Free From School ห้องเรียนนอกกรอบเพื่อให้เด็กมีทักษะการทำงานและวุฒิการศึกษา </strong>ทางเลือกที่จะช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการศึกษาและเศรษฐกิจจำนวน 100 คน จนต้องหลุดจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าห้องเรียนที่จะพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะการทำงานและได้รับวุฒิการศึกษาในระดับชั้นมัธยมต้น-ปลาย</li><li><strong>เชียงใหม่/ไร่ส้มวิทยา ศูนย์การเรียนที่ออกแบบการศึกษาบนเงื่อนไขชีวิตของเด็กๆ ในพื้นที่ ซึ่งเป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติและกลุ่มชาติพันธุ์<em> </em></strong>“ที่ไร่ส้ม เด็กๆ สามารถพาน้องมาเลี้ยงและมาเรียนด้วยได้”&nbsp;</li><li><strong>นครพนม/โรงเรียนมือถือ โรงเรียนที่สามารถเคลื่อนที่ไปหากลุ่มเป้าหมาย ช่วยผู้เรียนให้เลือกเรียนได้ตามความสนใจในทุกที่ทุกเวลา</strong> โดยศูนย์การเรียน CYF&nbsp; (Children and Youth Development Foundation) ร่วมกับ กสศ. คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดนครพนม (ศธจ.) สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครพนม และภาคีเครือข่ายพัฒนาเด็กนอกระบบจังหวัดนครพนม</li><li><strong>น่าน/ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน สถานศึกษาที่เกิดจากชาวบ้านในชุมชนลุกขึ้นมาจัดการศึกษาให้ลูกหลานของพวกเขาด้วยตัวเอง </strong>นอกจากลูกหลานไม่ต้องลำบากเดินทางไกลแล้ว ยังทำให้เด็กๆ เกิดจิตสำนึกรักบ้านเกิด และได้เรียนรู้เรื่องราวที่เกี่ยวพันกับชีวิตจริงในชุมชน</li><li><strong>กาญจนบุรี/นวัตกรรม 1 โรงเรียน 3 ระบบ</strong> ที่โรงเรียนนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์ พื้นที่ที่เด็กในระบบ นอกระบบ และอัธยาศัยเรียนร่วมกัน โดยการจัดการเรียนการสอนนั้นมีความคล้ายกับการเรียนแบบโฮมสกูล</li></ol>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c45725"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/e.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>5 ตัวอย่างนี้เกิดจากการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ ริเริ่มใหม่ในการทำงานเพื่อเรียนรู้ ทดลอง พัฒนานวัตกรรม สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนทำความเข้าใจสภาพปัญหา โดย ศ. ดร.สมพงษ์กล่าวว่า&nbsp;“<strong>เราพบเพื่อนภาคีที่ทำงานด้านเด็กนอกระบบในพื้นที่มากมายมหาศาล ผมขออนุญาตชักชวนกลุ่มองค์กรอิสระ คนที่มีความใฝ่ฝันตั้งใจทำงานเพื่อเด็ก อยากเห็นอนาคตเด็กที่ดี เข้ามาร่วมทำงานเป็นภาคีกับ กสศ. </strong>ในส่วนปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบัน กสศ. รับรู้ รับฟัง และจะพยายามแก้ไข การทำงานในบริบทพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เราพบนวัตกรรมการศึกษาทางเลือกมากมาย มีหลักสูตรแปลกและแหวกแนวที่สุดที่เรียกว่า “หวยวิทยา” ที่เด็กในชุมชนคลองเตยเรียนกันแล้วสนุกสนานมาก การขายเสื้อผ้ามือสองกลายเป็นอาชีพหลักของเด็กยากจนในชุมชนแออัด เด็กข้ามชาติที่เรียนที่ไร่ส้มวิทยา กสศ. เข้าไปสนับสนุนเต็มที่ เราจะไม่ให้พี่น้องภาคีต้องทำงานตามลำพัง”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปีที่ท้าทาย#เราต้องเดินไปด้วยกัน</strong></h2>



<p>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ยังสะท้อนเรื่องโจทย์การทำงานของเครือข่ายระบบการศึกษาทางเลือกว่าปี พ.ศ. 2566 นี้ยังเป็นปีที่ท้าทาย</p>



<p>“ปีการศึกษา 2566 ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เกิดขึ้นในช่วงที่ไม่มีรัฐบาลหรือในช่วงรัฐบาลรักษาการ ความกังวลที่ยังไม่มีรัฐบาล ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นโยบายตามน้องกลับมาเรียนจะมีการสานต่ออย่างไร จะมีสวัสดิการอะไรที่ช่วยเหลือเด็กยากจนหรือเด็กด้อยโอกาสกลุ่มนี้ จะป้องกันไม่ให้เด็กออกจากระบบการศึกษาได้มากน้อยแค่ไหน นี่คือโจทย์ใหญ่ของพวกเราที่อยู่ในพื้นที่ระบบการศึกษาทางเลือก&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1c395f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/05/สมพงศ์.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ<br>กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ที่ผ่านมาเราพบเด็กนอกระบบที่เป็นกลุ่มเปราะบาง 15 กลุ่ม ความท้าทายคือการรวมกลุ่มเข้าไปช่วยเหลือเด็กกลุ่มต่างๆ ที่มีปัญหาและสภาพความต้องการที่หลากหลาย ปัญหาที่ซับซ้อนหนักขึ้นนี้ เราจะรับมือกันอย่างไร ทั้งกลุ่มแม่วัยใส กลุ่มแรงงานเด็ก กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเด็กกระทำผิด ฯลฯ ต้องอาศัยคนที่รู้ใจ รู้ปัญหาและเข้าไปจัดการ สามารถเข้าใจวัฒนธรรมย่อยของเด็กว่าจริงๆ แล้วเด็กคิดอย่างไร <strong>ปีนี้จึงเป็นปีที่ท้าทาย เป็นปีที่เราต้องทุ่มเท เป็นปีที่การทำงานต้องใช้มากกว่าหัวใจและความรู้สึก ต้องอาศัยการประสานงานกับทุกฝ่าย เด็กจึงจะรอดและมีอนาคตที่ดี…เราต้องเดินไปด้วยกัน</strong>”</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>สาเหตุที่ทำให้เด็กและเยาวชนเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา</strong></h4>



<ol><li><strong>78% ของเด็กส่วนใหญ่เป็นครอบครัวแหว่งกลาง </strong>คือ เด็กไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ แต่อยู่กับปู่ย่าตายาย</li><li><strong>ขาดความสมดุลของรายได้ครัวเรือน </strong>ครอบครัวเด็กมีหนี้สินมากกว่ารายได้ ประเด็นสำคัญคือ ครอบครัวเหล่านี้ยอมจำนนต่อความยากจน คือ ไม่มีกำลังส่งเสียลูก จึงทำให้มีทัศนคติว่าไม่ต้องเรียนสูงมาก&nbsp;</li><li><strong>ครอบครัวผู้รับทุนมีค่าเฉลี่ยหนี้สินมากกว่ารายได้ของครอบครัว</strong> สะท้อนภาวะเรื้อรังวิกฤตทางเศรษฐกิจของครอบครัว ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการสนับสนุนการศึกษาของบุตรหลานในระยะยาว</li><li><strong>เด็กเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษามีทุกระดับการศึกษา </strong>โดยระดับที่เสี่ยงหลุดมากที่สุด คือ ระดับประถมศึกษา (46.29%)</li><li><strong>เด็กประสบสาเหตุที่มีโครงสร้างซับซ้อนมากกว่าหนึ่งสาเหตุ<em> </em></strong>ดังนั้นกระบวนการแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือแบบสหวิชาชีพ</li></ol>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator is-style-wide"/>



<p style="font-size:14px">ที่มา : เรียบเรียงจาก</p>



<ol style="font-size:14px"><li>เวทีแถลงข่าวความร่วมมือและนำเสนอนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา “ทางเลือก การศึกษาที่แท้จริง และตอบโจทย์ชีวิตทางออกปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดนอกระบบ” (4 เมษายน 2566)</li><li>ชี้แจงการเปิดรับข้อเสนอโครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา ปี 2566 (11 เมษายน 2566)</li></ol><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-010523/">กสศ. ชี้ “การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต” เป็นจริงได้ โดยยึดเด็กเป็นที่ตั้ง มองเห็นถึงความหลากหลายและแตกต่าง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ระบบการศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต” ข้อเสนอนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-250423/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Apr 2023 04:48:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=67105</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความยากจนข้ามรุ่น คือ อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยติดก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-250423/">“ระบบการศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต” ข้อเสนอนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความยากจนข้ามรุ่น</p>



<p>คือ อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง หนึ่งในทางแก้ที่ยั่งยืนแต่ต้องใช้เวลาคือ โอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเสมอภาคและทั่วถึง</p>



<p>แต่โอกาสต้องมาพร้อมกับการเข้าถึงการศึกษา ที่อันดับแรก ต้องไม่หลุดออกจากระบบการศึกษาก่อน</p>



<p>แล้วต้นเหตุการหลุดคืออะไรกันแน่?<br>เพราะเด็กไม่เข้ากับระบบ หรือระบบไม่เข้ากับเด็ก?</p>



<p>โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนจำนวน 2.5 ล้านคนที่มาจากครัวเรือนยากจน 20% ท้ายของประเทศ</p>



<p>กสศ. ร่วมกับ ‘เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก’ ทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ ริเริ่มใหม่ในการทำงานเพื่อเรียนรู้ ทดลอง พัฒนานวัตกรรม สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนทำความเข้าใจสภาพปัญหา แสวงหาข้อค้นพบและทางออกใหม่ ๆ ที่จะช่วยบรรเทาปัญหาและลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา</p>



<p>จนได้ออกมาเป็น “ระบบการศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต ทางออก ปัญหาเด็กและเยาวชน หลุดนอกระบบ” ข้อเสนอนโนบายเร่งด่วนถึงว่าที่รัฐบาลใหม่ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่มุ่ง “ทำความเข้าใจเด็กจริง ๆ ” บนความเชื่อร่วมกันว่าระบบการศึกษาที่ดีและเหมาะสมคือ ระบบการศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต</p>



<p>มีอะไรบ้างนั้น ภาพและคำอธิบายจาก Visual Note ชุดนี้คือคำตอบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-757fbe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/01-1-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เพราะเด็กไม่เข้ากับระบบ หรือ ระบบไม่เข้ากับเด็ก?</strong></h2>



<p>20.2 ล้านคน หรือ ร้อยละ 51 คือสถานการณ์แรงงานนอกระบบของประเทศไทยล่าสุด โดยแรงงานนอกระบบสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษามากที่สุด ร้อยละ 27.0 รองลงมาเป็น ระดับต่ำกว่าประถมศึกษาร้อยละ 22.5 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นร้อยละ 17.6 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ 17.5 ระดับอุดมศึกษาร้อยละ 12.2 และผู้ไม่มีการศึกษาร้อยละ 2.9</p>



<p>ขณะที่งานวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในการทำงานการศึกษา หรือการฝึกอบรม (Youth Not in Employment, Education, or Training: NEET) ในประเทศไทย ซึ่งจัดทำโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสนับสนุนโดยองค์การยูนิเซฟประเทศไทย ระบุว่า ไทยมีเยาวชนอายุ 15-24 ปี จำนวน 1.4 ล้านคน ที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาและอบรมใด ๆหรือคิดเป็นร้อยละ  15 ของเยาวชนรุ่นนี้ ขณะที่ 7 ใน 10 คน ออกจากโรงเรียน ไม่กลับไปเรียนต่อหรือหางานทำ เพราะหมดความหวังและกำลังใจ ไม่อยากพัฒนาทักษะ</p>



<p>ภายใต้ความหมดหวังและท้อใจ อะไรคือสาเหตุ เพราะเด็กไม่เข้ากับระบบ หรือ ระบบไม่เข้ากับเด็ก?</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4a5462"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/02-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ระบบการศึกษาที่ไม่มีทางเลือก ผลักให้เด็กและเยาวชนต้องหลุดจากระบบ</strong></h2>



<p>รายงานผลการวิเคราะห์ข้อมูลของเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาใน</p>



<p>ประเทศไทยซึ่งสำรวจกลุ่มตัวอย่าง จำนวน  35,003 คน โดย กสศ. ร่วมกับเครือข่ายด้านเด็กและเยาวชน 67 องค์กร ทั่วประเทศ  พบว่า เด็กและเยาวชนนอกระบบต้องการได้รับการช่วยเหลือด้านการศึกษามากที่สุด รองลงมาคือด้านการฟื้นฟูสุขภาพกาย ด้านที่พักอาศัย ด้านการฟื้นฟูทางด้านจิตใจ </p>



<p>แม้จะมีความต้องการความช่วยเหลือด้านการศึกษา แต่ร้อยละ 78.23 หรือ 4 ใน 5  คน  ไม่มีเป้าหมายทั้งด้านการศึกษาและการประกอบอาชีพที่ชัดเจน</p>



<p>ระบบการศึกษาที่ขาดแคลนทางเลือก  ไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่แตกต่าง หลากหลาย และมีความซับซ้อน เป็นสาเหตุสำคัญของการผลักดันให้เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษาและระบบสังคม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนในครัวเรือนยากจน ด้อยโอกาส ได้แก่ กลุ่มพิการและกลุ่มที่มีความต้องการพิเศษด้านการเรียนรู้ มีความสามารถพิเศษ  เด็กและเยาวชนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม  ตั้งครรภ์ในวัยเรียน ฯลฯ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-854471"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/03-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9bef8e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/04/05-scaled.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ข้อเสนอนโยบาย สลายปมในและนอกระบบ</strong></h2>



<p>การศึกษาเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน  รัฐมีหน้าที่สนับสนุนให้เกิดหน่วยจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคในการเลือกเส้นทางการศึกษา ตามความถนัด ความต้องการ และความจำเป็นพื้นฐานแห่งชีวิต เพื่อให้สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ  กสศ. และ ‘เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก’ จึงมีข้อเสนอดังนี้</p>



<p><strong>1.สนับสนุนให้เกิดหน่วยจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายทางเลือกและเป็นนวัตกรรม ตอบโจทย์ที่แตกต่างกัน </strong></p>



<p>หน่วยจัดการเรียนรู้ดังกล่าวควรเข้าถึงได้อย่างเสมอภาค มีความยืดหยุ่นทั้งเวลา รูปแบบ และเงื่อนไขในการเข้ารับบริการทางด้านการศึกษา</p>



<p>ตัวอย่างนวัตกรรมหน่วยจัดการเรียนรู้หลากหลายทางเลือก  อาทิ หนึ่งโรงเรียนหลายระบบ, หนึ่งตำบลหรือชุมชน หนึ่งหน่วยจัดการเรียนรู้ทางเลือก ,หลักสูตรอาชีพระยะสั้น Upskill &amp; reskill  ,โรงเรียนมือถือ, Open Education , Online Learning Platform ,บ้านเรียน ,ศูนย์การเรียน ,ช้างเผือก Academy</p>



<p><strong>2.ระบบติดตามค้นหาและฐานข้อมูลรายบุคคลที่ไร้รอยต่อ </strong></p>



<p>ขยายผลระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลรายบุคคลและรายสถานศึกษาระยะยาว (Longitudinal Database) ที่ กสศ. ได้ร่วมมือกับทุกหน่วยงานต้นสังกัดทางการศึกษาวิจัยพัฒนาขึ้น เพื่อใช้ในการค้นหาเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบ โดยนำทะเบียนราษฎร์จากฐานข้อมูลของกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทยและจำนวนนักเรียนตามระดับการศึกษาจากหน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัดมาเปรียบเทียบ ให้สามารถชี้เป้าหมายเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบในเบื้องต้นได้</p>



<p><strong>3. ปิดช่องว่างของกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ</strong></p>



<p>• อาศัยโอกาสการเกิดขึ้นของ พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 เป็นจุดเปลี่ยนพาประเทศไทยให้ไปสู่การมีระบบการเรียนรู้ที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต โดยสนับสนุนให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งมีหน้าที่จัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ 3 รูปแบบ คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ สามารถดำเนินงานได้จริงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ช่วยคลี่คลายช่องว่างหรือปัญหาอุปสรรคของการจัดการศึกษาทางเลือกตลอดเวลาที่ผ่านมา</p>



<p>• มีกลไกที่รับผิดชอบ ดูแล ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาทางเลือกที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง ตามมาตรา12 พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ตั้งแต่ระดับชาติ(ส่วนกลาง) -ภาค-ท้องถิ่น-จังหวัด และให้มีตัวแทนจากองค์กร/เครือข่ายการศึกษาทางเลือกมาตรา12 ของสถาบันสังคมมีส่วนร่วมด้วย เพื่อขจัดอุปสรรคในทางปฏิบัติของการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยสถาบันทางสังคม ซึ่งเป็นการศึกษาทางเลือกที่มีสถานะทางกฎหมาย เป็นอีกเส้นทางหนึ่งของระบบการเรียนรู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง </p>



<p>• ปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้องให้เป็นทางเลือกการศึกษาโดยไม่กำหนดเกณฑ์เรื่องอายุและคุณสมบัติของผู้เรียนเพื่อขยายโอกาสให้กับเด็กเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาได้เข้ารับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามหลักการสิทธิเด็ก</p>



<p><strong>4.ระบบสวัสดิการครอบคลุมทุกรูปแบบการจัดการศึกษา </strong></p>



<p>นโยบายเรียนฟรี 15 ปี&nbsp; ควรเพิ่มงบประมาณให้ครอบคลุมการเรียนรู้ในทุกเส้นทาง เช่น ศูนย์การเรียนของสถาบันทางสังคมที่ดำเนินการโดยบุคคล องค์กรชุมชนหรือองค์กรเอกชน และองค์กรวิชาชีพ ซึ่งในปัจจุบัน มีเพียงการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียนสถานประกอบการเท่านั้นที่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวแก่ผู้เรียน</p>



<p>ขณะที่ศูนย์การเรียนประเภทอื่นที่เป็นที่ทางเลือกของเด็กและเยาวชนที่มีข้อจำกัดในชีวิต กลับยังไม่มีระเบียบใด ๆ ออกมาสนับสนุนการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัว และสิทธิประโยชน์แก่ผู้เรียน เช่น การได้รับอาหารเสริมนม อาหารกลางวัน อุปกรณ์การเรียนการสอน เสื้อผ้า/ยูนิฟอร์ม การได้รับวัคซีน การตรวจสุขภาพจากสถานพยาบาล  นอกจากนี้ ควรพัฒนาการจัดชุดสวัสดิการที่เหมาะสมกับความต้องการตามสภาพปัญหาของเด็กและเยาวชนเป็นรายคน  เช่น กลุ่มแม่วัยใส เด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม เด็กพิการ หรือ ผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะอาชีพ เป็นต้น</p>



<p><strong>5. พัฒนาคูปองส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้านการศึกษา หรือ Education Credit ID  </strong> </p>



<p>เพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงบริการทางการศึกษา ซึ่งรัฐสามารถจัดสรรเงินอุดหนุนจากรัฐบาลไปยังเด็กและเยาวชนกลุ่มยากจนด้อยโอกาสโดยตรง ให้สามารถใช้คูปองหรือ Credit ดังกล่าวในการเลือกเรียนรู้ ฝึกอบรม ได้ทุกที่ ทุกเวลาตามความต้องการ โดยจัดสรรจากงบประมาณแผ่นดิน ทุนอุดหนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ด้วยเลข 13 หลักและ Prompt Pay ของเยาวชนทุกคนอย่างมีประสิทธิภาพและสะดวกรวดเร็ว รวมทั้งใช้ในการเก็บข้อมูลเครดิตการเรียนไปใช้ในการสมัครงาน และศึกษาต่อในอนาคตได้</p>



<p><strong>6. พัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมในพื้นที่ทุกจุดอย่างแท้จริง ไม่ใช่เฉพาะเพียงจุดใดจุดหนึ่งของชุมชนเท่านั้น </strong></p>



<p>รวมถึงสนับสนุนความเสมอภาคในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของเด็กเยาวชนวัยเรียนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสผ่านการสนับสนุน Sim / E-Sim แก่เด็กเยาวชนวัยเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (3-18 ปี) หรือเยาวชนที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สนับสนุนการเข้าถึงโปรแกรมและช่องทางการศึกษาที่ลงทะเบียนกับ กสทช. ได้ฟรี สนับสนุนอุปกรณ์เข้าถึง เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ ที่มีการ Trade-in ในโปรโมชันเครื่องเก่าแลกใหม่ที่ยังสามารถใช้งานได้ ให้แก่นักเรียนยากจนด้อยโอกาสที่ยังไม่มีอุปกรณ์</p>



<p></p>



<p>อ่านข้อเสนอข้อเสนอนโนบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาฉบับเต็มได้ที่นี่ : <a href="https://www.eef.or.th/news-eef-urgent-offer-070423/?fbclid=IwAR3gI2AwIFIhe3QvrZkBrh-_HeeDAG97NkYhEYsdEyOaKvHNzL_XbRW_gb8" target="_blank" rel="noreferrer noopener">เปิด 3 ข้อเสนอเร่งด่วนจาก กสศ. ในวาระเลือกตั้ง เพื่อเด็กยากจน 2.5 ล้านคน หลุดพ้นจากวงจรยากจนข้ามรุ่น</a><br>ชมไลฟ์ย้อนหลัง :<a href="https://fb.watch/k6auOImbjU/?mibextid=1YhcI9R" target="_blank" rel="noreferrer noopener"> https://fb.watch/k6auOImbjU/?mibextid=1YhcI9R</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-250423/">“ระบบการศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต” ข้อเสนอนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘นครพนมโมเดล’ เปิดลู่การศึกษาทางเลือกเพื่อ ‘วุฒิการศึกษา’ ให้เด็ก ๆ กล้าที่จะกลับมามีความฝันอีกครั้ง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-nakhon-phanom-model-260123/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Jan 2023 02:48:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[นครพนม]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[วิทิต เติมผลบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[วุฒิการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[นครพนมโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=63991</guid>

					<description><![CDATA[<p>“วุฒิการศึกษาภาคบังคับ อาจเป็นเพียงกระดาษใบเดียวที่เปลี [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-nakhon-phanom-model-260123/">‘นครพนมโมเดล’ เปิดลู่การศึกษาทางเลือกเพื่อ ‘วุฒิการศึกษา’ ให้เด็ก ๆ กล้าที่จะกลับมามีความฝันอีกครั้ง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote class="wp-block-quote"><p><strong>“วุฒิการศึกษาภาคบังคับ อาจเป็นเพียงกระดาษใบเดียวที่เปลี่ยนชีวิตของเขาได้”</strong></p></blockquote>



<p><em>“ถ้าเด็กคนหนึ่งมาจากครอบครัวด้อยโอกาส การจะได้ต่อยอดทางสังคมหรือมีหนทางไปต่อในชีวิตย่อมมีน้อย ดังนั้นการที่เขาจะมีวุฒิการศึกษาภาคบังคับ หรือแม้กระทั่งจบ ม.3 จึงมีความสำคัญกับพวกเขามาก เพราะกระดาษใบเดียวสำหรับใครบางคน อาจหมายถึงโอกาสอันน้อยนิดที่พวกเขาจะใช้เปลี่ยนชีวิตได้”</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-602be1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/06-นครพนมโมเดล-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">วิทิต เติมผลบุญ เลขาธิการสมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน<br>ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน ซี วาย เอฟ<br>หนึ่งในภาคีเครือข่ายคณะทำงาน<strong> ‘โครงการนครพนมโมเดล’</strong></figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>วิทิต เติมผลบุญ</strong> เลขาธิการสมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน ซี วาย เอฟ หนึ่งในภาคีเครือข่ายคณะทำงาน <strong>‘โครงการนครพนมโมเดล’</strong> เล่าถึงงานพัฒนาเยาวชนนอกระบบการศึกษา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและหาช่องทางให้เด็กเยาวชนที่หลุดออกจากระบบกล้าที่จะกลับมา <strong>‘ฝัน’</strong> ถึงชีวิตที่ดีอีกครั้งในความเป็น <strong>‘จริง’ </strong>ด้วยการศึกษาทางเลือก ที่จะพาไปสู่เป้าหมายตั้งต้น นั่นคือ <strong>‘วุฒิการศึกษา’</strong></p>



<p><strong>‘นครพนมโมเดล’</strong> คืองานขับเคลื่อนการสร้างโอกาสทางการศึกษาบนพื้นฐานของความเสมอภาค ซึ่งจังหวัดนครพนม และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน พัฒนาแผนปฏิบัติการโดยบูรณาการร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายให้เด็กเยาวชนทุกคนในพื้นที่ได้รับโอกาสเรียนรู้พัฒนาตนเองผ่านการทำงานกับเด็กเยาวชน 3 กลุ่ม ตั้งแต่ <strong>‘ต้นน้ำ’</strong> คือเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบที่ยังอยู่ในสถานศึกษา กลุ่ม <strong>‘กลางน้ำ’</strong> คือเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษากลางทาง หรือ <strong>‘เด็กแขวนลอย’</strong> และ กลุ่ม <strong>‘ปลายน้ำ’ </strong>คือเด็กเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bd027d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/06-นครพนมโมเดล-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เครือข่ายจังหวัดจะร่วมกันสำรวจติดตาม เพื่อนำพวกเขาไปสู่การศึกษาที่มีการจัดการและกระบวนการที่เหมาะสมตามบริบทความจำเป็นของชีวิต โดยเป้าหมายที่ปักหมุดไว้แน่วแน่ คือการที่เยาวชนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ หรือได้วุฒิมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นขั้นต้น</p>



<p>“ผมคิดว่าหน้าที่ของผู้ใหญ่อย่างเราก็คือ ทำให้เด็ก ๆ กล้าที่จะกลับมาฝันอีกครั้ง และร่วมมือกันทำความฝันของพวกเขาให้เป็นจริง โครงการนี้จะทำให้ทุกคน ทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ได้หันมามองเห็นปัญหาแท้จริงของตัวเลขเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจังในการค้นหาเด็กหลุดออกจากระบบและร่วมมือแก้ปัญหา เราจะช่วยเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบให้ถึงฝั่งฝันได้จริง ๆ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-852701"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/06-นครพนมโมเดล-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาควรจะมอบทั้งวุฒิการศึกษาและวุฒิความเป็นมนุษย์ให้กับเด็ก</strong></h2>



<p>แผนงานของ <strong>‘นครพนมโมเดล’</strong> คือความร่วมมือตั้งแต่ระดับฐานข้อมูลเชิงลึกของเด็กและเยาวชนทั้งในและนอกระบบในจังหวัด แบ่งการทำงานตั้งแต่ในเชิงประเด็นปัญหา รูปแบบการพัฒนา การระดมองค์ความรู้ และการกระจายงานในเชิงพื้นที่โดย 21 หน่วยงานที่เป็นเครือข่าย จนเกิดผลลัพธ์ด้านข้อมูลที่สามารถจำแนกกลุ่มเด็กเยาวชนออกได้ตามลักษณะ มีโรงเรียนต้นแบบ 12 แห่ง ตำบลต้นแบบ 12 แห่ง ผลิตหลักสูตรทางเลือกที่น่าสนใจอาทิ <strong>‘โรงเรียนมือถือ’ (Mobile School)</strong> มีงานวิจัยระยะยาวภายใต้ยุทธศาสตร์ 3 ปี บนเป้าหมายที่ว่าภายในปี 2566 จะไม่มีเด็กนอกระบบอยู่ในจังหวัดนครพนมอีกต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bb7486"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/06-นครพนมโมเดล-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ภาคีเริ่มต้นด้วยการวางแผนให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาร่วมระดมสมองพัฒนาหลักสูตร หรือปรับปรุงต่อยอดหลักสูตรที่มีอยู่ให้มีมิติมากขึ้น จากนั้นจึงตั้งธงว่าหลักสูตรนั้น ๆ เหมาะกับเยาวชนกลุ่มใด ผลลัพธ์ของหลักสูตรคืออะไร เป้าหมายคืออะไร เมื่อลงตัวแล้วจึงเริ่มสำรวจข้อมูลพื้นฐานของหลักสูตร สร้างฐานข้อมูล ยกร่างหลักสูตรโดยไม่ลืมเว้นพื้นที่ไว้ให้ปรับปรุงช่องโหว่ ยืดหยุ่นให้ได้มากที่สุด</p>



<p><em>“เพราะเรามีวิธีการแก้ปัญหาที่ชัดเจน ถ้าทุกฝ่ายมองเห็นและยอมรับ ร่วมกันแก้ไขให้ตรงกับบริบทของแต่ละพื้นที่ แต่ละกลุ่มปัญหา หรือช่วยกันหาทางแก้เป็นรายกรณี โอกาสที่เขาจะกลับมาเรียนรู้ สำเร็จการศึกษาภาคบังคับ และอยู่บนเส้นทางชีวิตที่ดีงามก็เป็นไปได้”</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-012068"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/06-นครพนมโมเดล-07.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>แล้วปัญหาที่ว่าคืออะไร…</p>



<p>การลงพื้นที่สัมภาษณ์พูดคุยกับเยาวชนของคณะทำงานนครพนมโมเดล พบว่าเด็กจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาติดเกม ยาเสพติด และตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมจนกลายเป็นคุณแม่วัยใส อุปสรรคที่รายล้อมรอบตัวเหล่านี้ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>ข้อมูล หรือ Big Data</strong> จึงเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาที่ชัดเจนดังที่คุณวิทิตกล่าว ทั้งข้อมูลด้านวิชาการภายใต้แผนงานพัฒนาหลักสูตรรายวิชาฐานสมรรถนะ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้นักเรียนได้เรียนสิ่งที่จำเป็นและเหมาะสม ข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนด้านชีวิต เพราะโมเดลนี้มีแผนงานการพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อเด็กและเยาวชน ชีวิตพวกเขาควรจะมีความสุขควบคู่ไปกับการเรียน และที่ขาดไม่ได้เลย คือข้อมูลด้านวิชาชีพภายใต้การพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพที่เหมาะสมต่อเด็กและเยาวชนในพื้นที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-10e496"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/06-นครพนมโมเดล-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เพราะการที่เด็กสักคนหนึ่งจะได้มาซึ่งวุฒิการศึกษา โรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องรู้ต้นตอของปัญหาเสียก่อน</p>



<p><em>“เราปฏิเสธปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไม่ได้ แต่เราสามารถช่วยเด็กที่หลุดออกจากระบบกลุ่มนี้ให้พวกเขาได้รับโอกาสที่จะกลับมาฝัน ได้รับโอกาสที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ซึ่งผมคิดว่ามันต้องเริ่มต้นจากการศึกษา และนั่นคือสิ่งที่เรามอบให้พวกเขาได้”</em></p>



<p><em>“ผมคิดว่าสิ่งแรกเลยที่ผู้ใหญ่อย่างเราต้องทำก็คือ ทำยังไงก็ได้ให้พวกเขาได้กลับมาตาม ‘ฝัน’ ที่เคยมีด้วยบันไดขั้นแรก นั่นคือวุฒิการศึกษา ดังนั้นเราต้องมาผนึกกำลังกันแล้วค้นหาวิธีที่จะสร้างฝัน และดึงฝันของเด็ก ๆ ให้กลับคืนมา เพื่อให้พวกเขาได้กลับมาเป็นพลเมืองคุณภาพดังคำที่ว่า ‘การศึกษาสร้างความเป็นมนุษย์ให้กับคน’ และนครพนมโมเดล ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้เด็ก ๆ กล้าที่จะฝัน และพยายามต่อไปที่จะทำให้ฝันของตนเป็นจริงในวันข้างหน้า” วิทิต กล่าว</em></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-61f8b0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/01/06-นครพนมโมเดล-14.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>เรียบเรียงจาก : ‘งานประชุมตำบลต้นแบบโครงการนครพนม’ facebook.com นครพนมโมเดล Zero Dropout</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-nakhon-phanom-model-260123/">‘นครพนมโมเดล’ เปิดลู่การศึกษาทางเลือกเพื่อ ‘วุฒิการศึกษา’ ให้เด็ก ๆ กล้าที่จะกลับมามีความฝันอีกครั้ง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘โอกาส’ สำหรับผู้ต้องการพิสูจน์ตัวเอง &#8230;อีกครั้ง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/community-base-hope-010322/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Feb 2022 10:18:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ทุนพัฒนาอาชีพทีใช้ชุมชนเป็นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[เก่งดีมีฝีมือ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยนครพนม]]></category>
		<category><![CDATA[ออกแบบการศึกษาให้เหมาะกับผู้เรียน]]></category>
		<category><![CDATA[สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครพนม]]></category>
		<category><![CDATA[ผ.ศ.บุญเยี่ยม ยศเรืองศักดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาทักษะอาชีพช่างอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=52255</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เยาวชนที่เคยก้าวพลาดไป ใจของเขาจะมีแต่ความบอบช้ำ จมอยู [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/community-base-hope-010322/">‘โอกาส’ สำหรับผู้ต้องการพิสูจน์ตัวเอง …อีกครั้ง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“เยาวชนที่เคยก้าวพลาดไป ใจของเขาจะมีแต่ความบอบช้ำ จมอยู่ในความคิดว่าตนเองไม่มีคุณค่า ฉะนั้นสิ่งที่เขาต้องการที่สุดและเราสามารถให้เขาได้ คือโอกาสในการแก้ไขความผิดพลาด โดยเฉพาะถ้าทำให้ค้นพบศักยภาพในตัวเองได้ วงจรความเสี่ยงต่าง ๆ รอบตัวของเขาจะหยุดเวียนซ้ำ แล้วเปิดไปสู่ชีวิตใหม่ ทัศนคติใหม่ และหาทางไปต่อได้ด้วยกำลังความสามารถของเขาเอง”</strong></p>



<p>ผ.ศ.บุญเยี่ยม ยศเรืองศักดิ์ อาจารย์คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยนครพนม ผู้รับผิดชอบ ‘โครงการพัฒนาทักษะอาชีพช่างอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี’ ให้แก่เยาวชนในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดนครพนม กล่าวย้ำความสำคัญของ ‘โอกาส’ อันเป็นสิ่งที่น้อง ๆ รอคอยจะได้รับ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-23768d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/08-โอกาส-สำหรับผู้ต้องการพิสูจน์ตัวเอง-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โครงการ ฯ นี้ เป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ในพื้นที่ จ.นครพนม ทำงานกับ 3 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1.เด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา 2.เด็กเยาวชนกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา และ 3.เด็กเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม เพื่อช่วยเหลือดูแลให้น้อง ๆ ได้รับโอกาสพัฒนาทักษะอาชีพ เข้าถึงการศึกษาตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องมาแล้วเป็นเวลา 2 ปี</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หลักสูตรที่ใช้ ‘หัวใจ’ นำทาง</strong></h2>



<p>ส่วนใหญ่ของน้อง ๆ ในสถานพินิจ ฯ จะสนใจทักษะที่เน้นลงมือทำมากกว่านั่งเรียนทฤษฎีเพียงอย่างเดียว ทางโครงการ ฯ จึงออกแบบให้เป็นหลักสูตรเฉพาะทางต่างจากระบบการศึกษาปกติ โดยมีแนวคิดในเรื่องการใช้ ‘ใจ’ หรือ ‘ความชอบความถนัด’ มาเป็นแรงกระตุ้น</p>



<p>โดยหลักสูตรเฉพาะทาง จะจัดอบรมทักษะพื้นฐาน 5 หลักสูตรที่น้อง ๆ ให้ความสนใจกันมากที่สุด ได้แก่ 1.ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า-ระบบไฟฟ้าในที่พักอาศัย 2.ติดตั้งไฟฟ้าในอาคาร 3.ซ่อมจักรยานยนต์ 4.เชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ และ 5.สร้างสื่อดิจิทัล ทุกหลักสูตรจะแบ่งเป็นประเภทระยะสั้น 30 ชั่วโมง และระยะยาว 120 ชั่วโมง เมื่ออบรมเสร็จสิ้น น้อง ๆ จะได้รับใบประเมินความรู้ความสามารถตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ซึ่งนำไปใช้ต่อยอดทำงานได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f118e8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/08-โอกาส-สำหรับผู้ต้องการพิสูจน์ตัวเอง-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราปรับกระบวนการให้ลดทฤษฎี มุ่งปฏิบัติ ให้เก็บเกี่ยวความรู้ ความชำนาญ ประสบการณ์ จากการทำงานจริง นอกจากนี้ยังเน้นความยึดหยุ่น ปรับปรุงหลักสูตรตลอดเวลา เพื่อให้เหมาะกับการเรียนรู้เฉพาะกลุ่ม เฉพาะคน หรือเฉพาะสถานการณ์ โดยมีวิทยากรที่เราเชิญเข้ามาสอน รวมถึงร่วมในกระบวนการออกแบบการเรียนการสอนด้วย         “จากช่วงเวลาที่ดำเนินโครงการผ่านมา เราพบว่าผลลัพธ์ที่ได้คือประสิทธิภาพการเรียนรู้ของเด็ก ๆ เพิ่มขึ้น และยังเป็น ‘โมเดล’ การเรียนรู้ ที่เราสามารถนำมาปรับใช้และออกแบบได้หลากหลาย สามารถรองรับกลุ่มผู้เรียนที่มีพื้นฐานแตกต่าง และมีความต้องการแตกต่างกัน”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เปิดเส้นทาง ‘ช่างไฟฟ้าฝีมือดี’</strong></h2>



<p>‘ดรีม’ วัย 19 ปี เป็นเยาวชนคนหนึ่งที่เคยผ่านชีวิตในสถานพินิจ ฯ แต่วันนี้ เขาเป็นนักศึกษาสาขาวิชาช่างไฟฟ้า และเป็นช่างไฟฟ้าฝีมือดีคนหนึ่ง ที่สามารถนำทักษะซี่งร่ำเรียนฝึกฝนมาใช้หารายได้ และนำวิชาชีพมาช่วยเหลือคนในชุมชนของเขาได้</p>



<p><strong>“ผมผ่านหลักสูตรจนได้รับใบรับรอง มีพื้นฐานการซ่อมและต่อแผงวงจรไฟฟ้าในอาคาร แต่นั่นยังไม่เท่ากับการได้ค้นพบตัวเองว่าเราชอบหรือสนใจอะไร ทีแรกผมชอบเกี่ยวกับวงจรไฟฟ้าอยู่แล้ว เคยต่อปลั๊กหรือเปลี่ยนหลอดไฟมาบ้าง จึงเลือกหลักสูตรนี้ พอได้เข้ามาเรียนก็ยิ่งทำให้เริ่มมั่นใจว่า ผมอยากทำอาชีพเป็นช่างไฟฟ้าจริง ๆ และจะทำให้ถึงที่สุด</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b66abe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/08-โอกาส-สำหรับผู้ต้องการพิสูจน์ตัวเอง-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ตอนนี้ผมได้กลับมาเรียนในวิทยาลัยอาชีวะ และผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพช่างไฟฟ้าภายในอาคารระดับ 1 แล้ว และยังคงพยายามฝึกฝนฝีมือตัวเองให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ทั้งตั้งใจว่าจะเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการซ่อมแอร์ และซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย”</p>



<p>ดรีมเล่าว่าหลังกลับมาอยู่บ้านอีกครั้ง เขารู้สึกเหมือนเป็นคนใหม่ มองเห็นโอกาสต่าง ๆ รอบตัวมากกว่าเดิม ทำให้เขาอยากเรียน อยากทำงานเพื่อพัฒนาตัวเองไม่รู้จบ เขากลายเป็นคนที่ช่วยทำงานบ้านทุกอย่าง ออกหางานรับจ้างทุกช่องทาง ทั้งซ่อมไฟ ขับรถเกี่ยวข้าว พยายามหารายได้พิเศษเท่าที่ทำได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cb7030"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/08-โอกาส-สำหรับผู้ต้องการพิสูจน์ตัวเอง-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนั้น ดรีมยังใช้ทักษะด้านไฟฟ้าที่มีมาช่วยเหลือเพื่อนบ้านและคนในชุมชนโดยไม่คิดมูลค่า ด้วยต้องการส่งสารไปถึงสังคมว่า วันนี้เขาไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว และนี่คือสิ่งที่ดรีมบอกว่า ต้องใช้ทั้งความอดทนพยายามและตั้งใจจริงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถึงวันนี้ ดรีมได้พิสูจน์กับตัวเองและสังคมแล้วว่า ‘เขาทำสำเร็จ’&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>และไม่เพียงแค่ตนเอง แต่เรื่องราวของดรีม จะช่วยจุดประกายให้เด็กเยาวชนอีกหลายคนที่เคยก้าวพลาดผิด และมีความตั้งใจอยากจะกลับมาเริ่มต้นใหม่ ให้ตระหนักว่า </strong><strong>‘</strong><strong>หากมีโอกาสอีกครั้ง พวกเขาจะสามารถทำมันให้ดีกว่าเดิมได้</strong><strong>’</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/community-base-hope-010322/">‘โอกาส’ สำหรับผู้ต้องการพิสูจน์ตัวเอง …อีกครั้ง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 คำถามถอดรหัส ‘ยะลาเสมอภาค’ สู่การสร้าง ‘สภาการศึกษา’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-5-decoding-questions-260122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Jan 2022 09:58:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[จังหวัดเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[มุขตาร์ มะทา]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กนอกระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สภาการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[พาน้องกลับโรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กหลุดจากระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กอยากเรียนต่อต้องได้เรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบช่วยเหลือดูแลเด็กหลุดจากระบบการศึกษาช่วงโควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจังหวัดยะลา]]></category>
		<category><![CDATA[ยะลาเสมอภาค]]></category>
		<category><![CDATA[เกราะป้องกันที่ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50907</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เครือข่ายการทำงานเชิงพื้นที่ทำให้เรามีความหวังที่จะแก้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-5-decoding-questions-260122/">5 คำถามถอดรหัส ‘ยะลาเสมอภาค’ สู่การสร้าง ‘สภาการศึกษา’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เครือข่ายการทำงานเชิงพื้นที่ทำให้เรามีความหวังที่จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้อยโอกาสที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วจังหวัด แต่ยิ่งลงลึกในกระบวนการทำงาน ก็ยิ่งต้องยอมรับว่า เด็กคนหนึ่งที่หลุดออกจากระบบ หรือไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ จนนำไปสู่วงจรความยากจนที่ส่งต่อกันข้ามชั่วคน ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้หมดไปได้ในระยะเวลาสั้นๆ</p>



<p>“ผลลัพธ์จาก<strong>การทำงานโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ฯ ทำให้เราเห็นแนวทางว่า ถ้ามีรูปแบบวิธีการที่ชัดเจน และรวมพลังของคนในจังหวัดได้จริงๆ การกระจายความเสมอภาคทางการศึกษาและคุณภาพชีวิตที่ดีก็ไม่ใช่เรื่องห่างไกลอีกต่อไป ดังนั้นเมื่อ กสศ. เข้ามาวางรากฐานการทำงานแล้ว เราต้องมองถึงความต่อเนื่องในการรักษาพลังและยกระดับการทำงานต่อไป เพื่อเป็นที่พึ่งให้กับเด็กเยาวชนนอกระบบได้ในระยะยาว</strong>”&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-be839a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/14-5-คำถามถอดรหัส-ยะลาเสมอภาค-02.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">มุขตาร์ มะทา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา<br>ประธานสภาการศึกษาเชิงพื้นที่จังหวัดยะลา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>มุขตาร์ มะทา </strong>นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา/ประธานสภาการศึกษาเชิงพื้นที่จังหวัดยะลา เผยประสบการณ์การทำงานร่วมกับโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ในฐานะ 1 ใน 20 จังหวัดนำร่อง จนสามารถค้นพบและช่วยเหลือเด็กเยาวชนนอกระบบ รวมถึงประคับประคองกลุ่มเสี่ยงหลุดได้ 2,435 คน พร้อมนำมาสู่การจัดตั้ง ‘สภาการศึกษาจังหวัด’ และ ‘กองทุนเพื่อการศึกษาเพื่อเด็กและเยาวชนยะลา’ ซึ่งพร้อมดำเนินงานด้านการศึกษาเพื่อ ‘คนยะลา’ ทุกคนต่อไปในอนาคต&nbsp; นี่คือ 5 คำถามอันจะนำไปสู่การถอดรหัสการทำงานเชิงพื้นที่ ว่าพวกเขาไปสู่ผลลัพธ์และสร้างเครือข่ายความร่วมมือของคนในพื้นที่ให้เข้มแข็งได้อย่างไร&#8230;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-942488"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/14-5-คำถามถอดรหัส-ยะลาเสมอภาค-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">1. การร่วมโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ฯ ได้จุดประกายแนวทางที่ต่อยอดไปถึงการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายอย่างไร</h2>



<p><strong>ตอบ: “นำมาสู่การสานสร้างเครือข่ายความร่วมมือของคนทั้งจังหวัด และมีการทำงานที่ลงลึกในระดับชุมชน”</strong></p>



<p>การทำงานโครงการเริ่มต้นที่จุดเล็กๆ มีการจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงานจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ด้วยความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม ธุรกิจท้องถิ่น ผู้นำชุมชน จากระดับจังหวัดลงสู่อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน มี CM, CMS ซึ่งเป็น อสม. หรือบัณฑิตอาสาลงพื้นที่ค้นหาเด็กเยาวชนนอกระบบตามบ้านต่างๆ แล้วนำข้อมูลกลับมาบูรณาการจัดการกลุ่มเป้าหมายเป็นรายคน เมื่อเคสแรกๆ ทำแล้วเห็นผล เครือข่ายจึงแข็งแรงขึ้น มีกลไกที่ทำให้งานก้าวหน้าไปตามขั้นตอน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-415dc6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/14-5-คำถามถอดรหัส-ยะลาเสมอภาค-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“<strong>โครงการเข้ามาจุดประกายการทำงาน เพราะแม้ก่อนหน้านั้นจะมีการทำงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษามาก่อน แต่ก็เป็นแบบต่างคนต่างทำ และยังไม่มีแผนงานเชิงพื้นที่ที่ละเอียด พอมีการปรับเปลี่ยนมารวมกำลังทำงานด้วยกัน ผสานกับข้อมูลเชิงลึก ทำให้ทุกฝ่ายเห็นตัวเลขที่แท้จริงของเด็กจำนวนมากในพื้นที่ และปลุกความเชื่อว่าเราสามารถกระจายความเสมอภาคทางการศึกษาออกไปได้</strong></p>



<p>“จากนั้นจึงเกิดการทำงานและส่งต่อกลุ่มเป้าหมายที่ไร้รอยต่อ ไร้สังกัด เพราะทุกคนใช้เด็กเป็นตัวตั้ง แล้วใส่ความมุ่งมั่น ตั้งใจ เสียสละเข้าไป เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือ ทำให้เด็กได้รับความช่วยเหลือ ได้เข้าถึงการศึกษา ได้พัฒนาทักษะอาชีพ และมีงานทำในอนาคต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fc5a35"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/14-5-คำถามถอดรหัส-ยะลาเสมอภาค-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“พื้นที่เรามีปัญหาสั่งสมจากความไม่สงบและความยากจนข้ามชั่วคนมายาวนาน ขณะที่โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ฯ ทำให้คณะทำงานเราเห็นชัดว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ‘มีตัวตน’ จับต้องได้ ซึ่งทำให้ ‘เรา’ เชื่อว่าถ้าปลดล็อกปัญหาการศึกษาได้ ความยากจนเหลื่อมล้ำจะลดลงตามกัน”<strong>&nbsp;</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">2. โมเดล ‘ยะลาเสมอภาค’ / เกิดขึ้น / มีกลไกทำงาน / และมีเป้าหมาย / อย่างไร</h2>



<p><strong>ตอบ: “กำเนิดบนรากฐานของโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ฯ เพื่อสานต่อพลังที่ร้อยรวมกันแล้วของคนทำงานทุกภาคส่วนให้ยั่งยืน สามารถช่วยเหลือเด็กเยาวชนและเป็นกลไกพัฒนาระบบการศึกษาจังหวัดได้ในระยะยาว”</strong></p>



<p>“การทำงานโครงการเกือบสามปีทำให้เห็นว่า เรากำลังต่อสู้กับปัญหาที่ใหญ่ หนัก ซับซ้อน ซึ่งไม่อาจแก้ไขได้ในเวลาสั้นๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันในอีกด้านหนึ่ง คือพลังความร่วมมือของ ‘คนยะลา’ ที่ทำให้การขับเคลื่อนงานรวดเร็วและไปสู่ความสำเร็จได้เป็นลำดับขั้น ดังนั้น การมองไปยังปลายทางว่าจำนวนของเด็กที่เข้าไม่ถึงการศึกษาที่มีคุณภาพจะลดน้อยลงหรือหมดไปในวันหนึ่ง จึงไม่ได้เป็นเพียงความหวังอีกต่อไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a62c86"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/14-5-คำถามถอดรหัส-ยะลาเสมอภาค-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ด้วย<strong>รากฐานที่โครงการวางไว้ ทำให้เรามองไปที่ความต่อเนื่องของการทำงานที่ยั่งยืน หมายถึง ‘อนาคต’ ที่วาดไว้จะต้องไม่จบไปพร้อมการสิ้นสุดของโครงการ เรามองว่าสิ่งที่มีค่ามากๆ คือความผูกพันแน่นเหนียวของคนจำนวนมากที่เขาตระหนักถึงปัญหา รู้สึกมีส่วนร่วม มีเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งมันน่าเสียดายเกินกว่าจะปล่อยให้คลายออก</strong></p>



<p><strong>“การค้นหา เจอตัว และช่วยเหลือเด็กในพื้นที่ไปแล้วจำนวนหนึ่ง มันได้สร้างประสบการณ์ที่พิเศษเอาไว้ในหัวใจของคนทำงาน เพราะพวกเขาลงไปสัมผัสพูดคุยกับเด็กและครอบครัวจนกลายเป็นความใกล้ชิด เอาใจใส่ ร่วมรับรู้แบ่งปันทั้งความสุข ความทุกข์ หรือความหวัง ได้เห็นแววตาของเด็กๆ ที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปตามเวลา เห็นครอบครัวเขามีชีวิตที่ดีขึ้น</strong> นี่คือสิ่งที่สะท้อนอยู่ในใจคนทำงานว่า ถ้าวันหนึ่งโครงการจบลงแล้ว เด็กๆ เหล่านี้จะไปต่อได้อย่างไร</p>



<p>“คณะทำงานจึงเห็นร่วมกันว่า เราจะจัดตั้ง ‘สภาการศึกษาจังหวัด’ เพื่อระดมทุน แรง สมอง และเครื่องมือทรัพยากรทั้งหมดในจังหวัด เพื่อต่อยอดการทำงานออกไป เพราะในเมื่อเรามีความผูกพันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ขนาดนี้แล้ว มันเหมือนความเป็นคนยะลาที่ฝังลึกในตัวทุกคนถูกปลุกขึ้น ฉะนั้นก็ไม่มีใครอยากย้อนกลับไปจุดเดิม คือจบโครงการแล้วแยกย้ายกันไปต่างคนต่างทำอีก”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">3. ผลกระทบจากโควิด-19 และบทบาทของโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ฯ เป็นอย่างไร</h2>



<p><strong>ตอบ: “คนจนยิ่งจนลง อัตราว่างงานเพิ่มขึ้น เด็กต้องออกไปเป็นแรงงาน ขาดเครื่องมืออุปกรณ์เรียนออนไลน์ จำนวนเด็กหลุดหรือกลุ่มเสี่ยงหลุดก็ยิ่งเพิ่มขึ้น</strong></p>



<p><strong>“โมเดล ‘ห้องเรียนฉุกเฉิน’ จึงเกิดขึ้นเพื่อช้อนรับเคสที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน”</strong></p>



<p>“เดิมก่อนมีโควิด-19 สถิติและข้อเท็จจริงก็ชี้ว่าเรามีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอยู่ในอันดับท้ายๆ ของประเทศอยู่แล้ว พอสองปีที่ผ่านมาเจอโควิด-19 กระหน่ำซ้ำ ปัญหาก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ครอบครัวที่จนอยู่แล้วจนลงไปอีก คนว่างงาน รายได้ลดลง กลายเป็นผลที่สะเทือนไปถึงเรื่องการศึกษา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ca55aa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/14-5-คำถามถอดรหัส-ยะลาเสมอภาค-08.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เด็กหลายคนต้องเลิกเรียนออกไปหางานทำ บางบ้านพ่อแม่ไม่มีเงินส่งลูกเรียนต่อ ยิ่งในภาวะวิกฤตที่การเรียนออนไลน์เข้ามามีบทบาท เด็กจำนวนมากไม่มีสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต สัญญาณไวไฟ เขาก็ค่อยๆ ขาดการติดต่อแล้วหายไปจากการเรียน”</p>



<p>“ตัวเลขของเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือจากโครงการทำให้ครู ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชนที่แม้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่อำเภอนำร่อง ได้รับทราบว่ามีคณะทำงานที่พร้อมรับเคสฉุกเฉินต่างๆ ของเด็กที่หลุดแล้วหรือเสี่ยงมากที่จะหลุด จนมีการส่งรายชื่อกันเข้ามา ตรงนี้ทำให้เกิดโมเดล ‘ห้องเรียนฉุกเฉิน’ เพื่อรองรับปัญหาที่จะส่งผลกระทบไปอีกนาน โดยเฉพาะกับเด็กกลุ่มเสี่ยงในช่วงรอยต่อทางการศึกษา เช่น จบ ป.6 หรือ ม.3 ซึ่งไม่ได้เรียนต่อเยอะมากจากผลของโควิด-19”</p>



<p>“<strong>การทำงานในสถานการณ์วิกฤต CM, CMS หรือผู้ดูแลรายกรณีจึงมีความสำคัญมาก เพราะต้องคอยสอบถามติดตามเด็กใกล้ชิด คอยรายงานสถานการณ์ของเด็กกลุ่มเสี่ยง หรือแม้แต่คนที่อยู่นอกพื้นที่อำเภอนำร่อง เมื่อพบเด็กแล้วแจ้งเรื่องเข้ามา คณะทำงานจะลงพื้นที่แล้วเข้าไปช้อนไว้ทันที ให้เขาได้รับความช่วยเหลือเรื่องปากท้อง มีเครื่องไม้เครื่องมือเรียนออนไลน์จนผ่านวิกฤตไปได้ หรือที่หลุดออกมาแล้วมีความพร้อมก็จะประสานกับสถานศึกษาเพื่อพากลับเข้าเรียนเร็วที่สุด</strong> ไม่รอถึงเทอมการศึกษาถัดไป”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">4. หลังได้รับการช่วยเหลือแล้ว มีกระบวนการฟื้นฟูดูแลกลุ่มเป้าหมายในระยะยาวอย่างไร</h2>



<p><strong>ตอบ: “มุ่งช่วยเหลือตามบริบทปัญหา สื่อสารสถานศึกษาให้มีโปรแกรมฟื้นฟูดูแลรายกรณี ผลักดันกลุ่มเป้าหมายให้ได้ไปตามความต้องการของแต่ละคน”</strong></p>



<p>“เมื่อพบเด็กแล้ว อย่างแรกเราต้องค้นหาว่าเขาอยากเรียนหรืออยากทำอะไร รวมถึงสอบถามผู้ปกครองถึงความพร้อมต่างๆ ในครอบครัว อย่างที่บอกว่าเราจะไม่ปล่อยให้เด็กรอ เพราะเป็นไปได้สูงว่าเขาจะไม่กลับมาอีก เรามีโรงเรียนในเครือข่ายที่พร้อมยืดหยุ่นกฎระเบียบบางอย่าง เพื่อเอาเด็กเข้าเรียนให้ได้ก่อน โดยเฉพาะพวกที่หลุดช่วงรอยต่อมาไม่นาน หรือเข้าเรียนไม่ทัน จะต้องได้เข้าเรียนและมีโปรแกรมฟื้นฟูความรู้ ปรับสภาพจิตใจและความพร้อมด้านต่างๆ เพื่อไม่ให้กลับไปในวงจรเสี่ยงหลุดอีก”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e78794"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/14-5-คำถามถอดรหัส-ยะลาเสมอภาค-09.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ส่วนพวกที่หลุดจากระบบมานานแล้ว กลุ่มนี้บางคนไม่อยากกลับไปเรียนในโรงเรียน เราจะสนับสนุนให้รับการพัฒนาทักษะอาชีพ มีผู้ดูแลรายกรณีคอยประกบ อาจเป็นครูในโรงเรียน หรือ อสม.พื้นที่ช่วยติดตามความเป็นอยู่ เพื่อประคองให้อยู่บนเส้นทางได้ในระยะยาว”</p>



<p>“<strong>การที่เราพบเด็กและนำเข้าสู่ความช่วยเหลือ ไม่ได้หมายความว่างานสิ้นสุดแล้ว แต่เราต้องทำงานต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เด็กหลุดซ้ำ มีการติดตามพัฒนาการการเรียนรู้ ประเมินผล และช่วยกันปรับแผนเป็นระยะ นั่นถึงจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาไปต่อได้จริงๆ”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">5. อะไรคือ ‘หัวใจสำคัญ’ ที่ทำให้จังหวัดยะลาสามารถหลอมรวม ‘คนทุกภาคส่วน’ ไว้ด้วยกัน จนเกิดกลไกทำงานที่เข้มแข็ง</h2>



<p><strong>ตอบ: “เพราะเรารับรู้ร่วมกันว่าการช่วยเหลือเด็กคนหนึ่ง หมายถึงความเป็นไปได้ที่เพิ่มขึ้น ในการเปลี่ยนแปลงอนาคตของเมืองเราไปในทางที่ดี”</strong></p>



<p>“พอเราตระหนักร่วมกันว่าเด็กและเยาวชนในจังหวัดยะลาทุกคนคือลูกหลานของเรา คืออนาคตของท้องถิ่น ดังนั้นยิ่งเราช่วยเหลือเด็กได้มากขึ้นเท่าไหร่ ประโยชน์ที่ได้รับก็จะย้อนกลับมาหาพวกเราทุกคนเท่าๆ กัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cd7d0d"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/14-5-คำถามถอดรหัส-ยะลาเสมอภาค-11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“<strong>การทำงานต่อจากนั้นมันจึงหลุดไปจากคำว่า ‘หน้าที่’ หรือ ‘ผลงาน’ ของใครหรือหน่วยงานใดหนึ่ง แต่ความสำเร็จจะเป็นสิ่งที่ทุกคนชื่นชมร่วมกัน เราต่างรู้ว่าการจะทำให้เด็กเยาวชนทุกคนในจังหวัดมีชีวิตที่ดี มีทางไปต่อในระบบการศึกษาหรือเส้นทางประกอบสัมมาชีพนั้น ไม่อาจพึ่งพิงหน่วยงานเดียว แต่ต้องดึงพลังความสามารถจากหลายฝ่ายมาประกอบกัน ทั้งรัฐ เอกชน ธุรกิจท้องถิ่น หรือแม้แต่ชาวบ้านคนหนึ่งก็มีส่วนในการทำให้สำเร็จได้”</strong></p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ฝากทิ้งท้าย ‘กองทุนเพื่อการศึกษาเด็กและเยาวชน’ กับเป้าหมายในอนาคตอันใกล้</h2>



<p>“ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทำให้เราสามารถตั้งสภาการศึกษาจังหวัด และกองทุนเพื่อการศึกษา ที่จะช่วยระดมทุนจากคนในจังหวัด มาช่วยให้เราก้าวข้ามงบประมาณโครงการที่จำกัด พร้อมนำข้อมูลและประสบการณ์จากโครงการไปทำงานต่อเนื่อง ช่วยเหลือเด็กๆ ให้พ้นวิกฤตในวันนี้ จนถึงขยายผลต่อไปถึงอนาคต”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-df68c4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/14-5-คำถามถอดรหัส-ยะลาเสมอภาค-10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราจะเปิดหลักสูตรการศึกษาทางเลือกเกี่ยวกับอาชีพต่างๆ ที่เด็กสนใจ พร้อมสนับสนุนค่าใช้จ่าย ค่ากินอยู่ เดินทาง ค่าเล่าเรียนและทำกิจกรรมต่างๆ อาจเป็นหลักสูตรระยะสั้น 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้มีทางเลือกเพิ่มขึ้น ได้เข้าถึงวิชาความรู้ที่ตรงกับความต้องการ โดยเฉพาะหลักสูตรพื้นฐานพวกงานช่างที่เด็กสนใจกันมาก และหลักสูตรเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล ศาสตร์ความรู้ที่ทันกับโลกปัจจุบันและอนาคต ซึ่งวันนี้จังหวัดยะลาเราได้เริ่มต้นสร้างอาคารเรียน และคุยกับสถาบันอาชีวะเพื่อพัฒนาหลักสูตรแล้ว” นายก อบจ. ยะลากล่าว</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-5-decoding-questions-260122/">5 คำถามถอดรหัส ‘ยะลาเสมอภาค’ สู่การสร้าง ‘สภาการศึกษา’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงเรียนบ้านบาละ จังหวัดยะลา ‘ฉุด’ ให้เด็กอยู่ในโรงเรียน และ ‘สร้าง’ ที่ทางให้เด็กมีตัวตนในระบบการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-baan-bala-240122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Jan 2022 04:57:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[จังหวัดเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ยะลา]]></category>
		<category><![CDATA[พาน้องกลับโรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กหลุดจากระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กอยากเรียนต่อต้องได้เรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบช่วยเหลือดูแลเด็กหลุดจากระบบการศึกษาช่วงโควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจังหวัดยะลา]]></category>
		<category><![CDATA[ยะลาเสมอภาค]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านบาละ]]></category>
		<category><![CDATA[ธีระพล พงษ์พิมาย]]></category>
		<category><![CDATA[เบญจา พรหมเพ็ชร]]></category>
		<category><![CDATA[อับดุลตอ]]></category>
		<category><![CDATA[บาการี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50749</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ถึงโรงเรียนเรามีเด็กห้าร้อยกว่าคน แต่เราดูแลกันแบบครอบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-baan-bala-240122/">โรงเรียนบ้านบาละ จังหวัดยะลา ‘ฉุด’ ให้เด็กอยู่ในโรงเรียน และ ‘สร้าง’ ที่ทางให้เด็กมีตัวตนในระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ถึงโรงเรียนเรามีเด็กห้าร้อยกว่าคน แต่เราดูแลกันแบบครอบครัว&#8230;ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่ครูทุกคนเรามีข้อตกลงร่วมกันว่าจะช่วยเป็นหูเป็นตา สังเกตติดตามและช่วยเหลือเด็กทุกทางที่ทำได้ ไม่ว่าเจอกับเงื่อนไขอะไร เด็กไม่มีเงิน ไม่มีรถ บ้านอยู่ไกล เดินทางลำบาก เราจะช่วยกันหาทางแก้ปัญหาให้ได้</p>



<p>“พวกเราคิดเหมือนกันว่า ครูต้องไม่ใช่แค่สอนหนังสือตามเวลา แต่<strong>เราต้อง ‘ฉุด’ ให้เด็กอยู่ในโรงเรียน และ ‘สร้าง’ ที่ทางให้เด็กมีตัวตนในระบบการศึกษา คือเรื่องแบบนี้ถ้าใครทำอยู่แค่คนเดียว วันหนึ่งเขาหมดแรงมันก็จบ แต่เราทำได้เพราะมีทีมที่ทุกคนมองไปยังเป้าหมายเดียวกัน มันก็มีบ้างที่มีคนเหนื่อย หมดแรง หรือไฟมอดชั่วครู่ชั่วคราว ซึ่งคนที่เหลือก็จะช่วยเติมแรงเติมไฟให้กันได้</strong> อย่างช่วงโควิด-19 เราเจอโจทย์ที่หนักขึ้น ก็มีโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ของจังหวัดเข้ามารับช่วง นี่คือความหมายของการที่แต่ละคนยื่นมือมาคนละมือ ช่วยกันคว้า ผลัดกันจับ ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ แล้วสุดท้ายเราจะเจอทางที่ทำให้เด็กๆ มีชีวิตที่ดีขึ้นจนได้”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d55b94"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/‘คนละมือช่วยกันคว้าช่วยกันผลัก-ต้นแบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเสี่ยงหลุดที่บ้านบาละ_P.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ครูธีระพล พงษ์พิมาย ในฐานะตัวแทนคณะครูโรงเรียนบ้านบาละ อำเภอกายัง จังหวัดยะลา</strong> กล่าวถึงการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาที่ทำต่อเนื่องมาแล้วเกือบสิบปี จนพูดได้ว่าแม้จะตั้งอยู่ในโซนพื้นที่สีแดง ห่างไกลจากเขตเมือง แต่ก็ไม่มีเด็กที่หลุดจากระบบกลางทางแม้แต่คนเดียว ทั้งยังมีการส่งต่อ ติดตามการเติบโตของน้องๆ กลุ่มนี้ไปจนถึงชั้นมัธยมปลายหรือระดับมหาวิทยาลัย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ถ้าวิถีไม่เปลี่ยน ความเสี่ยงก็ไม่มีทางหมดไป</h2>



<p>แบบอย่างการทำงานของโรงเรียนบ้านบาละ สามารถบอกเล่าผ่านเรื่องราวของ<strong>เด็กชายวัย 12 ปี อับดุลตอเละ บาการี หรือ ‘ตอเละ’</strong> นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนบ้านบาละ</p>



<p>ตอเละเป็นพี่คนโตของน้องๆ สี่คน มีพ่อกับแม่ที่ต้องออกไปทำงานรับจ้างกรีดยางและตัดไม้แลกค่าแรงราววันละร้อยบาทตั้งแต่ตีสี่ทุกวัน ราวเจ็ดโมงเช้า แม่ของตอเละจะขี่รถมอเตอร์ไซค์มารับตอเละกับน้องไปส่งที่โรงเรียน ทำให้บางวันที่งานติดพัน&nbsp; ปลีกเวลามาไม่ได้ ตอเละจะไม่ได้มาโรงเรียน และมีหน้าที่ดูแลน้องๆ อยู่บ้าน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-21e118"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/‘คนละมือช่วยกันคว้าช่วยกันผลัก-ต้นแบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเสี่ยงหลุดที่บ้านบาล-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“<strong>เด็กกลุ่มนี้เราต้องจับสัญญาณให้พบโดยเร็วว่าเขามีความเสี่ยง หนึ่ง ขาดเรียนบ่อย สอง ไม่ร่าเริง สาม เวลาเรียนมักเหม่อลอย ไม่ตอบสนองกับครูหรือกับเพื่อน และสี่คือ เขาจะไร้แรงขับในการเรียน ไม่มีเป้าหมายอนาคต นี่คือสี่สัญญาณที่ต้องรีบช้อนให้ไวที่สุด เอาเข้ามาดูแล หาทางเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ได้</strong> เพราะพอขาดเรียนบ่อย เขาจะเริ่มเรียนไม่รู้เรื่อง ทักษะวิชาการไม่มี ทักษะสังคมถดถอย รู้สึกแปลกแยกเวลาอยู่ในโรงเรียน สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะหายไปเฉยๆ</p>



<p>“ครั้งแรกที่ตอเละหายไปคือตอน ป.4 เทอมแรก ก่อนหน้านั้นมีสัญญาณคือ เดือนหนึ่งๆ เขามาเรียนแค่สองสามวันแล้วก็ไม่มาอีก ครูก็คุยกัน ให้เพื่อนไปตามที่บ้าน เขาบอก ‘ผมต้องดูแลน้อง’ ถึงตรงนั้นเหมือนเราเจอทางตัน ก็มองว่าต้องคุยสามฝ่าย ทั้งเด็ก ผู้ปกครอง และเราที่เป็นครู อาศัยการพูดคุยเชิงลึก ไม่ใช่แค่ชวนให้กลับมาเรียน แล้วไม่ใช่คุยครั้งสองครั้ง แต่บางครั้งเทียวไปเทียวมาเป็นสิบครั้งจนแทบถอดใจ แต่ครูเราหลายคนก็ช่วยกันหาทาง เวียนเข้าไปบ่อยๆ เอาความจริงใจเป็นตัวตั้ง ให้ผู้ปกครองเชื่อว่าถ้ากลับมาแล้ว เรามีกระบวนการดูแล มีทางให้เขาไปต่อ หาทางออกด้วยกัน ไม่ได้พากลับมาแล้วทิ้งให้เขาต้องสู้คนเดียวลำพัง”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ฟื้นฟูทักษะวิชาการ+ปรับสภาวะจิตใจผ่าน ‘กิจกรรมทำขนม’</h2>



<p>ตอเละกลับมาเรียนอีกครั้งในช่วง ป.4 เทอม 2 ระหว่างที่ไม่มาโรงเรียน ครูช่วยกันเอางานไปให้ทำ หาบทเรียนเสริมไปให้เป็นระยะ แต่อุปสรรคคือบ้านตอเละไม่มีไฟฟ้า ไม่มีเครื่องมือการเรียนรู้ใดๆ เลย กลางวันทำงานเลี้ยงน้อง พอตกกลางคืนบ้านมืดสนิท มีเพียงแสงสลัวจากเทียนและตะเกียงเก่า&nbsp;</p>



<p>เส้นสายเล็กบางที่เกี่ยวตอเละไว้กับการศึกษาบ้าง คือไฟฉายคาดหัวที่แม่ใช้ส่องทางขณะกรีดยางทุกย่ำรุ่ง ที่ตอเละเอามาปรับใช้ทบทวนการอ่านการเขียน</p>



<p>“มันไม่ได้ผลหรอก ถ้าเราปล่อยให้เด็กทำการบ้านทบทวนบทเรียนในสภาพที่ไม่มีความพร้อมเลย’ ครูธีระพลกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-05c839"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/‘คนละมือช่วยกันคว้าช่วยกันผลัก-ต้นแบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเสี่ยงหลุดที่บ้านบาล-5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>กลุ่มครูจึงช่วยกันพัฒนาหลักสูตรพิเศษที่จะเชื่อมโยงให้เด็กกลับมา และไปต่อได้ ด้วยกิจกรรมที่ทั้ง ‘สนุก’ และ ‘อร่อย’ บนแนวคิดที่ว่าจะไม่เอาภาควิชาการมายัดเยียดให้เด็ก แต่จะนำกิจกรรมใกล้ตัว สนุกสนาน และเป็นเครื่องมือเลี้ยงชีพในอนาคตได้ มาสอดแทรกวิชาการคำนวณ ภาษา สร้างทักษะการคิด แก้ปัญหา หรือการวางแผนเข้าไป เพื่อให้เด็กอยู่กับการเรียนรู้ได้โดยไม่รู้สึกต่อต้าน</p>



<p>“เราสร้างกลุ่มฝึกทักษะอาชีพการทำขนมขึ้นที่โรงเรียน มีเครื่องมือ มีครูสอน เป็นบทเรียนที่กินได้ ได้ลงมือปฏิบัติ เห็นผลกันทันทีว่าเรียนไปเพื่ออะไร เด็กๆ ได้รู้จักเครื่องมือทำขนม ได้ชั่งตวงวัดคำนวณอัตราส่วนของส่วนผสม ต้องฝึกอ่านเขียนสูตรทำขนมต่างๆ จำและออกเสียงยี่ห้อผลิตภัณฑ์ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษเพื่อไปซื้อของมาเติมได้ แยกชนิดได้ว่าแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน แป้งสาลี ต่างกันยังไง ใช้ทำอะไรได้บ้าง นี่คือกระบวนการที่ทำให้เขาได้เรียนภาษา คณิตศาสตร์ เพิ่มพูนทักษะสังคมโดยไม่รู้ตัวเลย&nbsp; </p>



<p>“ชีวิตของเด็กในพื้นที่ ถ้าไปเคร่งครัดอ่านเขียนท่องจำ เขาจะไม่รับ เพราะไม่รู้ว่าปลายทางคืออะไร แต่พอมีกิจกรรมเชื่อมโยงให้ แต่ละคนก็พัฒนาไปได้ในหลายมิติ อย่างตอเละ เขาทำเบเกอรี่เก่งมาก ทำได้ทุกอย่าง เค้ก คัสตาร์ด เมอแรง ชิฟฟอน รับจัดเบรกได้ แล้วเขาดีใจที่มีทักษะอาชีพติดตัว วันหนึ่งเอาไปต่อยอดได้ หาเงินได้ มีผลรับเป็นรูปธรรม”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d80ebd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/‘คนละมือช่วยกันคว้าช่วยกันผลัก-ต้นแบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเสี่ยงหลุดที่บ้านบาล-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">วิกฤตโควิด-19 มาถึง ตอเละหลุดอีกครั้ง<br>กับภารกิจของครูที่ ‘เอื้อมมือออกไปเท่าไหร่ก็แทบคว้าไว้ไม่ถึงแล้ว’</h2>



<p>ครูธีระพลเล่าว่า แม้จะมีกระบวนการเหมาะสมและคณะครูที่ทุ่มเท เมื่อผลกระทบจากโควิด-19 มาถึง รูปแบบปัญหาก็เปลี่ยนแปลงไป</p>



<p>“รอบนี้เราทำอะไรไม่ได้เลย ในช่วงโรงเรียนปิดยาวนาน ตอเละกับโรงเรียนขาดกันไปเลย เด็กไม่มีโทรศัพท์ ครูเข้าไปหาในพื้นที่ไม่ได้ ยังไม่นับว่าการจำกัดเวลาทำงานและการล็อกดาวน์ที่ทำให้ครอบครัวของตอเละแทบไม่มีรายได้อีก ถึงตรงนี้แม้ชื่อตอเละยังอยู่ที่โรงเรียน แต่ในทางทฤษฎีคือเด็กหลุดจากระบบการศึกษาไปทั้งตัวแล้ว ถ้านับระยะเวลาก็ตั้งแต่ ป.5 ถึง ป.6 หรือเกือบ 1 ปีเต็ม&nbsp; </p>



<p>“เราคิดกันไปต่างๆ นานา ว่าจะช่วยกันประคองตอเละไว้ได้อย่างไร แล้วครูเราจะไหวแค่ไหน ภารกิจครั้งนี้เป็นงานที่หนักมาก มองไปไม่เห็นทางออกเลย แต่ขณะที่เรากำลังจะยอมรับกันแล้วว่า ครั้งนี้อาจจะสุดมือคว้าไว้จริงๆ ก็กลับมีมือที่มองไม่เห็นยื่นเข้ามา ซ้ำยังเป็นมือที่แข็งแรงมั่นคงกว่าเดิม&#8230;”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-354d49"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/‘คนละมือช่วยกันคว้าช่วยกันผลัก-ต้นแบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเสี่ยงหลุดที่บ้านบาละ_B.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">‘ห้องเรียนฉุกเฉินพร้อมเปิดประตูรับเด็กทุกคน แม้ไม่อยู่ในพื้นที่อำเภอนำร่อง’</h2>



<p><strong>เบญจา พรหมเพ็ชร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบาละ</strong> กล่าวว่า การเข้ามาของโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จังหวัดยะลา ซึ่งนำโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการทำงานช่วยเหลือเด็กเยาวชนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาด้วยผลกระทบจากโควิด-19</p>



<p>“เราทราบว่ายะลามีเครือข่ายคณะทำงาน ค้นหาและช่วยเหลือเด็กเยาวชนที่หลุดหรือมีความเสี่ยงหลุดจากระบบ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตที่เกิดขึ้น แต่ข้อมูลที่ทราบคือเป็นการทำงานใน 4 อำเภอนำร่อง ซึ่งโรงเรียนเราไม่อยู่ในพื้นที่ อย่างไรก็ดี ด้วยใจที่ตั้งมั่นแล้วว่าจะหาทางช่วยเหลือเด็กทุกทางที่ทำได้ จึงตัดสินใจนำเรื่องของตอเละส่งไปที่ อบจ.ยะลา คณะทำงานก็ลงพื้นที่ทันที ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น&nbsp; พร้อมวางแผนช่วยเหลือในระยะยาว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3bd90e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/‘คนละมือช่วยกันคว้าช่วยกันผลัก-ต้นแบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเสี่ยงหลุดที่บ้านบาล-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ด้วยขอบเขตการทำงานที่ครอบคลุมระดับจังหวัด ทั้งการตัดสินใจเรื่องต่างๆ การเดินทางเข้าออกพื้นที่สีแดง และเครือข่ายที่โยงใยจากทุกทิศทาง เบื้องต้นครอบครัวของตอเละจึงได้รับความช่วยเหลือด้านการประทังชีวิต พร้อมกับมีทีมงานที่มาช่วยออกแบบวิธีการ รวมถึงอำนวยความสะดวกให้ครูและทีมหนุนเสริมต่างๆ เข้ามาฟื้นฟูแผนการเรียนรู้ให้กับตอเละและน้องๆ ได้ เป้าหมายตอนนี้คือการประคองเด็กในภาวะวิกฤตก็จริง แต่โครงการยังมองไปถึงความเสี่ยงในระยะยาว พร้อมที่จะสนับสนุนทุกรูปแบบ&nbsp; เพื่อพาครอบครัวของตอเละให้ไปต่อได้ในอนาคต</p>



<p>“<strong>เป้าหมายของเราในฐานะครู คือเห็นเด็กอยู่ในระบบได้นานที่สุด และใช้การศึกษาช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาได้</strong> <strong>แม้วันนี้เรายังมีจำนวนเด็กเยาวชนนอกระบบ และกลุ่มเสี่ยงกระจายในพื้นที่ต่างๆ แต่ผมเชื่อว่าเรามีครูที่มีจิตวิญญาณความเป็นครูเต็มเปี่ยม มีเครือข่ายจังหวัดที่รวมพลังเข้มแข็ง นี่คือ ‘ความมั่นคง’ ทางการศึกษาที่จะจุดประกายให้การช่วยเด็กกลุ่มนี้”</strong> ครูธีระพลกล่าวทิ้งท้าย&nbsp;</p>



<p>แม้สถานการณ์โควิด-19 จะยังคงอยู่ แต่การทำงานของคณะครูโรงเรียนบ้านบาละ ที่ทำร่วมกับโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่จังหวัดยะลา พร้อมการเกิดขึ้นของ ‘สภาการศึกษาจังหวัด’ และ ‘กองทุนเพื่อการศึกษาเด็กจังหวัดยะลา’ ได้กลายมาเป็นความหวังของตอเละกับน้องๆ รวมไปถึงเด็กเยาวชนคนอื่นๆ และเป็นกำลังใจให้คนยะลามีความเชื่อมั่นว่าเป้าหมายที่จะลดจำนวนเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์…จะเป็นไปได้ในวันหนึ่ง</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-baan-bala-240122/">โรงเรียนบ้านบาละ จังหวัดยะลา ‘ฉุด’ ให้เด็กอยู่ในโรงเรียน และ ‘สร้าง’ ที่ทางให้เด็กมีตัวตนในระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“รู้ว่าไม่ง่าย แต่เมื่อได้โอกาสแล้วก็จะพยายามจนถึงที่สุด”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-8-lost-months-timeline-210122/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Jan 2022 09:57:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[พาน้องกลับโรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กหลุดจากระบบการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วง ตาวง]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กอยากเรียนต่อต้องได้เรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ไทรน้อยโมเดล]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบช่วยเหลือดูแลเด็กหลุดจากระบบการศึกษาช่วงโควิด-19]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50724</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ตอนจะได้กลับมาเรียน มั่นใจว่าทำได้แน่ๆ แต่พอเริ่มเรียน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-8-lost-months-timeline-210122/">“รู้ว่าไม่ง่าย แต่เมื่อได้โอกาสแล้วก็จะพยายามจนถึงที่สุด”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ตอนจะได้กลับมาเรียน มั่นใจว่าทำได้แน่ๆ แต่พอเริ่มเรียนจริงชักไม่แน่ใจครับ เพราะเราต้องเรียนทั้งในห้อง ทั้งออนไลน์ ต้องเก็บวิชาของเทอมแรก ของต้นเทอมสอง แล้วทำความเข้าใจบทเรียนใหม่ไปพร้อมเพื่อนๆ เทอมนี้เหลืออีกแค่เดือนครึ่ง แต่ก็ยังพอมีช่วงปิดภาคฤดูร้อนให้ลุ้นยาวๆ ว่าจะเคลียร์ทั้งหมดแล้วตามเพื่อนขึ้นชั้น ม.5 ทันไหม</p>



<p>“แต่ได้กลับมาอยู่ตรงนี้แล้ว ยังไงทุกวันผมต้องใส่เต็มที่ครับ”</p>



<p>ช่วงเวลา 8 เดือนที่สูญหายไปกับการทำงานในไร่ หลัง ‘วง ตาวง’ ที่จบ ม.3 ในปีการศึกษา 2563 แล้วหลุดจากระบบการศึกษาด้วยผลกระทบจากโควิด-19&nbsp; เขาถูกค้นพบตามแนวทางการสร้างระบบป้องกันและช่วยเหลือเด็กหลุดออกนอกระบบ&nbsp;</p>



<p>ก่อนนำมาสู่ความร่วมมือระหว่าง กสศ. และโรงเรียนไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ในการพา ‘วง’ กลับเข้าโรงเรียน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-48ee55"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/01/รู้ว่าไม่ง่าย-แต่เมื่อได้โอกาสแล้วก็จะพยายามจนถึงที่สุด_Photo-03-copy-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ถึงวันนี้เป็นเวลากว่าสองเดือนแล้วที่วงกลับสู่รั้วโรงเรียน วงในฐานะนักเรียนชั้น ม.4 แผนการเรียนคอมพิวเตอร์ธุรกิจบอกว่า เขาเริ่มปรับตัวเข้ากับโรงเรียนได้เป็นลำดับ รับวัคซีนแล้วสองเข็มจากสิทธิ์นักเรียนโรงเรียนไทรน้อย ซึ่งช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับโรคระบาดไปได้บ้าง แต่ในส่วนของการเรียนนั้น ยังมีข้อแม้อีกมากมายที่เขาต้องทำให้ได้ โดยมีเป้าหมายคือการได้ขึ้นชั้น ม.5 ไปพร้อมเพื่อนๆ </p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">ไม่หวั่นเรียนหนัก เพราะตอนออกไปทำงานทุกวัน ‘เหนื่อยกว่านี้เยอะครับ’</h2>



<p>ชีวิตนักเรียน (ใหม่) ของวงในตอนนี้คือการฟื้นฟูความรู้ โดยมีทั้งครูประจำวิชา ครูแนะแนว รวมถึงครูจากระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนคอยประกบตัวต่อตัว เพื่อให้ข้อมูลที่จำเป็น ช่วยสอนเสริมบทเรียนที่ยังไม่เข้าใจ และปูพื้นฐานทักษะวิชาการที่ขาดหายไป</p>



<p>“แผนคอมพิวเตอร์ธุรกิจที่ผมเลือก ส่วนใหญ่ตอนนี้ยังเป็นรายวิชาพื้นฐาน ที่จะไปต่อยอดทักษะขั้นสูงในช่วง ม.5-ม.6 เลยยังไม่ซับซ้อนมาก ผมพอทำความเข้าใจได้ สอบกลางภาคที่ผ่านมาก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะมีหลายส่วนที่ยังไม่เข้าใจ</p>



<p>“ความรู้สึกเปลี่ยนไปเยอะครับ เริ่มชินกับการนั่งเรียน ทำงานส่งอาจารย์ ได้อยู่กับเพื่อน ทีแรกเขาก็งงๆ กัน เพราะไม่เคยมีคนเข้ามากลางเทอมแบบผมมาก่อน เรื่องที่ดีคือมีครูคอยช่วยแนะนำอะไรต่างๆ กลับบ้านก็ใช้คอมพิวเตอร์ที่ กสศ. มอบให้มาฝึกฝนด้วยตัวเองต่อ ทำให้เข้าใจบทเรียนเร็วขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c4ecba"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/12/06-8เดือน.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>เมื่อถามว่าต้องการความช่วยเหลืออะไรเพิ่มเติมบ้าง วงบอกว่า&nbsp;</p>



<p>“ผมคิดว่าตอนนี้ได้รับเพียงพอแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่ตัวผมเองว่าจะทำได้ไหม เป้าหมายตอนนี้คือผ่าน ม.4 ไปให้ได้ก่อน คิดว่าน่าจะยังไหวครับ แต่อีกใจก็กังวล กลัวเรียนไม่ทันเหมือนกัน เพราะเวลาเหลือไม่มากแล้ว แต่อย่างที่บอกครับยังมีเวลาช่วงปิดภาคฤดูร้อนที่เพื่อนๆ ปิดเทอมกัน แต่ผมจะเอามาใช้เก็บหน่วยกิตให้หมด ถ้าทำได้ก็เจอกัน ม.5&#8230;หรือสุดท้ายมันไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องเริ่ม ม.4 กันใหม่</p>



<p>“บางทีก็มีครับที่ท้อบ้าง แต่ก็จะขอทำเท่าที่ทำได้ให้เต็มที่ครับ ไม่รู้สึกกดดันแล้ว ถ้าเทียบกับชีวิตช่วงปีก่อน ต้องออกไปทำงานถอนหญ้าทั้งวัน มันเหนื่อยกว่านี้เยอะครับ ตอนนั้นเรื่องเรียนอยู่ไกลตัวมาก คิดถึงโรงเรียน เพื่อน ครูอยู่บ่อยๆ มาวันนี้ผมได้กลับมาอยู่ในบรรยากาศโรงเรียนแล้ว สิ่งที่ทำได้ก็มีแค่พยายามให้มากที่สุด แล้วจากนั้นผลจะออกมาเป็นยังไงผมก็ยอมรับได้ครับ”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-8-lost-months-timeline-210122/">“รู้ว่าไม่ง่าย แต่เมื่อได้โอกาสแล้วก็จะพยายามจนถึงที่สุด”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
