<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การพัฒนาทักษะแรงงาน | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 23 Feb 2024 04:33:47 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>การพัฒนาทักษะแรงงาน | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>รู้หนังสือ-ทันดิจิทัล-จัดการอารมณ์ได้ เรื่องพื้นฐานที่คนไทยยังไปไม่ถึง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/thantida-eef-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 23 Feb 2024 04:33:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาทักษะแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[Foundational skills]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะทุนชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานทิศทางพัฒนาทักษะฐานรากของทุนมนุษย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=77716</guid>

					<description><![CDATA[<p>วิทยาการอันล้ำสมัยและเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วทำให้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/thantida-eef-interview/">รู้หนังสือ-ทันดิจิทัล-จัดการอารมณ์ได้ เรื่องพื้นฐานที่คนไทยยังไปไม่ถึง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วิทยาการอันล้ำสมัยและเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วทำให้โลกในศตวรรษที่ 21 ดูเหมือนจะหมุนเร็วกว่าที่เคยเป็นมา แม้ความก้าวหน้าเหล่านี้จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่มนุษย์นานัปการ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันให้มนุษย์ต้องขวนขวายทักษะใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อก้าวให้ตรงจังหวะความเปลี่ยนแปลงและไม่ตกขบวนการพัฒนา</p>



<p>ท่ามกลางโอกาสที่มาพร้อมความท้าทายมากมาย สังคมไทยพูดคุยถึงโจทย์ในการยกระดับทักษะประชากรมาหลายทศวรรษ โดยบรรจุทักษะหลากหลายด้านไว้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่พ้นไปจากรั้วโรงเรียน เราไม่อาจทราบได้ว่าทักษะเหล่านั้นยังคงติดตัวอยู่กับผู้คนหรือไม่ หากหล่นหายไประหว่างทางต้องทำอย่างไร และสำหรับคนที่เติบโตมานอกระบบการศึกษา พวกเขาต้องการการสนับสนุนทักษะใดเพิ่มเติม โจทย์เหล่านี้จะหาทางออกที่ตรงจุดไม่ได้เลยหากปราศจากข้อมูลที่จะช่วยขยายภาพสถานการณ์ทักษะประชากรไทย</p>



<p>รายงาน ‘<a href="https://www.eef.or.th/publication-asat/?fbclid=IwAR0DQtTPAmcLIIwZsBNktLY_hY9c5OkR6FhrxbaM-LS3XvknZi8rftQVLcc" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ทิศทางพัฒนาทักษะทุนชีวิต เพื่ออนาคตที่เข้มแข็งและยั่งยืนของประเทศ</a>’ เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการประเมินทักษะผู้ใหญ่ในวงกว้าง โดยได้รับการพัฒนาขึ้นจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างธนาคารโลกและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงขนาด ลักษณะ และความเสียหายจากวิกฤตด้านทักษะพื้นฐานที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแนวทางเพื่อเสริมสร้างความสามารถของพลเมืองไทยให้เผชิญกับความท้าทายและโอกาสในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะช่วยนำพาประเทศไทยให้ออกจากกับดักรายได้ปานกลาง</p>



<p>101 สนทนากับ&nbsp;<strong>ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ถึงใจความสำคัญของรายงานทิศทางพัฒนาทักษะฐานรากของทุนมนุษย์ หาคำตอบจากผลสำรวจว่าสถานการณ์ทักษะพื้นฐานประชากรวัยแรงงานของไทยเป็นอย่างไร ช่องว่างทางทักษะใดที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน และนโยบายแบบใดเป็นทางออกที่ยั่งยืน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-300aed"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240220-tuntida-7-768x1152.jpg.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>รายงานทิศทางพัฒนาทักษะฐานรากของทุนมนุษย์สำรวจอะไรบ้าง</strong></h3>



<p>รายงานฉบับนี้สำรวจสถานการณ์ทักษะประชากรวัยแรงงานของไทย คือกลุ่มคนที่มีอายุ 15-64 ปี ซึ่งมีอยู่ประมาณ 50 กว่าล้านคน ถือว่าเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ แต่กลับไม่ค่อยมีข้อมูลสะท้อนสถานการณ์ด้านทักษะพื้นฐาน ที่ผ่านมาเวลาเราพูดถึงประชากรของประเทศไทย เรากำลังพูดถึงคนทุกช่วงวัย ทั้งวัยเรียนและวัยทำงาน แต่ส่วนใหญ่เราจะรู้ข้อมูลวัยเรียนเยอะ ทั้งผ่านผลสอบ PISA, การสอบ O-NET และการสอบอื่นๆ กล่าวได้ว่าเรามีข้อมูลประชากรวัยนี้มากพอสมควร แต่พอเป็นวัยทำงานซึ่งเป็นวัยที่อยู่นอกรั้วโรงเรียนแล้ว ข้อมูลชุดนี้เราแทบจะไม่มี เราเลยไม่รู้เลยว่าสถานการณ์ด้านทักษะและการเรียนรู้ของคนกลุ่มนี้เป็นอย่างไร ทั้งที่เขาเป็นคนกำลังคนกลุ่มใหญ่มากเมื่อเทียบกับประชากรวัยเรียนที่มีอยู่ประมาณ 8 ล้านคน</p>



<p>ถ้าขยายภาพเข้าไปดูประชากรวัยแรงงาน ก็จะแบ่งได้อีกสองกลุ่ม คือกลุ่มที่อยู่ในระบบและกลุ่มที่อยู่นอกระบบ กลุ่มหลังนี้มีมากถึง 20 ล้านคน ซึ่งเป็นคนที่ไม่มีสวัสดิการทางสังคมและมีรายได้ไม่แน่นอน ด้านการศึกษา เราพบว่า 70% ของคนที่อยู่นอกระบบจบการศึกษาไม่เกิน ม.6 และมีรายได้เฉลี่ยคนละไม่เกิน 6,500 บาทต่อเดือน เพราะฉะนั้นวัยแรงงานถือเป็นคนกลุ่มใหญ่มากของประเทศและมีสัดส่วนกลุ่มเปราะบางค่อนข้างเยอะ</p>



<p>หลายประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม มีข้อมูลว่าประชากรวัยแรงงานของเขามีทักษะอยู่ระดับไหน ถ้าเทียบกับประเทศอื่นเขาอยู่ตรงไหน แต่ไทยไม่เคยมีข้อมูลสถานการณ์เหล่านี้มาก่อนและไม่มีเครื่องมือวัดอีกด้วย การขาดข้อมูลทำให้เราไม่รู้ว่าทักษะวัยแรงงานไทยอยู่ระดับไหน เจอสถานการณ์อะไรบ้าง และประชากรกลุ่มเปราะบางจะต้องช่วยเสริมด้านไหนเป็นพิเศษ เลยเป็นที่มาของการริเริ่มสำรวจทักษะทุนชีวิตของประชากรวัยแรงงานไทย โดยได้รับความร่วมมือจากธนาคารโลก ซึ่งมีเครื่องมือการสำรวจที่สอดคล้องกับบริบทของไทย เนื่องจากธนาคารโลกเคยสำรวจมาแล้วประมาณ 17 ประเทศ โดยเน้นไปที่ประเทศรายได้ปานกลาง</p>



<p>ดังนั้น เป้าหมายของโครงการนี้คือเพื่อให้ไทยมีกระจกส่องวิกฤตหรือสถานการณ์ด้านทักษะทุนชีวิตของประชากรวัยแรงงาน และเพื่อให้มีการทบทวนความพยายามของรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ของไทย ทั้งด้านนโยบายและเครื่องมือ ว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง ทำไปแล้วมันสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เราสำรวจพบไหม และเป้าหมายต่อมาคือการให้ข้อเสนอแนะทางนโยบายว่าอะไรยังเป็นช่องว่าง และเราจะปิดช่องว่างนั้นอย่างไร เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ส่งเสริมกลุ่มเยาวชนกับวัยแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>นิยามของ&nbsp;</strong><strong>‘ทักษะทุนชีวิต’ คืออะไร ต่างกับทักษะอาชีพหรือเปล่า</strong></h3>



<p>เรากำลังพูดถึงการสำรวจทักษะพื้นฐาน (foundational skills) หรือเรียกได้ว่าเป็น ‘ทักษะทุนชีวิต’ เราไม่ได้พูดถึงทักษะอาชีพ ไม่ได้สำรวจว่าคุณทำอะไรเป็น คุณ coding เป็นไหม หรือคุณเป็นช่างประปาได้หรือเปล่า แบบนี้เรียกว่าการสำรวจทักษะอาชีพ แต่สิ่งที่เราพูดคือทักษะทุนชีวิต ที่ไม่ว่าคุณจะประกอบอาชีพอะไรหรืออยู่ภูมิภาคไหนของไทย คุณต้องมีสิ่งนี้ ทักษะทุนชีวิตเป็นทักษะที่สามารถถ่ายทอดได้ เรียนรู้ได้ ถ่ายโอนได้ และพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้นไปได้ เป็นทักษะที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เกี่ยวข้องกับทุกอาชีพ ใช้กับทุกสภาพแวดล้อม ทุกสถานการณ์ในชีวิต และเป็นทักษะที่ต้องใช้ตลอดช่วงชีวิต นี่คือคอนเซปต์ทักษะทุนชีวิตที่เรากำลังพูดถึง</p>



<p>เราแยกทักษะทุนชีวิตออกเป็นสามทักษะ</p>



<p>ทักษะแรกคือการอ่านและรู้หนังสือ หมายถึงความสามารถที่จะเข้าใจและประมวลผลข้อความต่างๆ ได้ เนื่องจากการอ่านและการรู้หนังสือคือประตูไปสู่การเรียนรู้ด้านอื่นๆ ดังนั้นถ้าคนของเราไม่มีความแข็งแรงในการรู้หนังสือและการอ่าน การจะไปเรียนรู้เรื่องอื่นๆ นั้นยากมาก</p>



<p>ทักษะที่สองคือทักษะดิจิทัลที่ใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงาน ซึ่งเป็นทักษะที่ขาดไม่ได้ในยุคปัจจุบัน ทักษะนี้เชื่อมโยงไปถึงเรื่อง media literacy และ digital literacy ด้วย ไม่ใช่แค่ความสามารถในการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลหรือกรอกข้อมูลในเว็บไซต์</p>



<p>ทักษะที่สามคือทักษะทางสังคมและอารมณ์ ปัจจุบันนี้มีหลายคำที่ถูกใช้ บางที่ก็เรียกทักษะในศตวรรษที่ 21 บางครั้งก็มีคนเรียกว่า soft skills แต่ในการสำรวจของเราหมายถึงทักษะความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ทักษะการมีปฏิสัมพันธ์และมีส่วนร่วมกับผู้อื่น ทักษะการคิดนอกกรอบหรือคิดแบบใหม่ เปิดรับการเรียนรู้ใหม่ๆ รวมไปถึงทักษะการจัดการอารมณ์และความเครียด ทักษะเหล่านี้เป็นทักษะทางอารมณ์และสังคมที่รายงานของเราพูดถึง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สามทักษะนี้วัดอย่างไร อยากให้ยกตัวอย่างคำถามที่ใช้ทดสอบ</strong></h3>



<p>ด้านการอ่านหรือการรู้หนังสือ จะมีการทดสอบ เช่น ให้อ่านและทำความเข้าใจฉลากยา แล้วดูว่าสามารถเข้าใจ ตีความ และปฏิบัติตามได้ไหม บททดสอบจะเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันง่ายๆ ส่วนทักษะดิจิทัลจะทดสอบว่าคุณสามารถเข้าเว็บไซต์ได้ไหม และสามารถใช้ประโชน์จากเว็บไซต์ เช่น การเปรียบเทียบราคาสินค้าได้หรือเปล่า ส่วนทักษะสังคมและอารมณ์ จะเป็นแบบสำรวจว่าคุณเปิดกว้างไหม จัดการอารมณ์ได้ไหม ซึ่งเป็นคำถามตรงไปตรงมา แบบสำรวจนั้นไม่ได้ซับซ้อนแต่เป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นและใช้ได้ในชีวิตประจำวันจริงๆ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากผลการสำรวจ มีข้อค้นพบใดที่น่าสนใจบ้าง</strong><strong></strong></h3>



<p>ต้องบอกว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่เรารู้ผลสถานการณ์ทักษะวัยแรงงาน เราพบว่า 70% ของกลุ่มเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน ‘สอบตก’ ทักษะการรู้หนังสือและการอ่าน และทักษะดิจิทัล คือไม่สามารถอ่านและเข้าใจข้อความสั้นๆ ได้ เช่น ข้อความในฉลากยา ส่วนด้านทักษะดิจิทัล มีปัญหาในการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและไม่สามารถค้นหาราคาสินค้าที่แตกต่างกันบนเว็บไซต์ได้ หรือไม่สามารถใช้งานในฟังก์ชันง่ายๆ ได้ ส่วนทักษะทางอารมณ์และสังคม เราพบว่ามีคนสอบตกประมาณ 30% ซึ่งถือว่าดีกว่าอีกสองทักษะ ปัญหาที่สำรวจพบคือคนไม่ค่อยมีความคิดริเริ่ม ไม่อยากรู้อยากเห็น และขาดจินตนาการ</p>



<p>ยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้นว่าผลสำรวจอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงอย่างไร เช่น เราจะมีโจทย์เกี่ยวกับราคาค่าบริการโทรศัพท์ เพื่อสำรวจว่าผู้เข้าร่วมทดสอบสามารถเปรียบเทียบได้ไหมว่าอะไรคุ้มค่ากว่ากัน ซึ่งก็มีคนสอบตก หมายความว่าทักษะพื้นฐานของเยาวชนและแรงงานที่อย่างน้อยในชีวิตประจำวันก็ควรจะรู้ว่าอันไหนถูกหรือแพงกว่ากันก็ยังไม่สามารถทำได้ ซึ่งการวัดและเปรียบเทียบนั้นไม่ใช่แค่การอ่านออกเขียนได้ แต่เป็นการอ่านเพื่อตีความ ทำความเข้าใจ และประมวลออกมาเป็นการปฏิบัติที่ควรจะเป็นได้ สิ่งนี้สะท้อนว่าปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องการอ่านออกเขียนได้ แต่เป็นเรื่องการทำความเข้าใจและการตีความหมายด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dab5e7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240220-tuntida-2-1200x800.jpg.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากผลสำรวจ เราพูดได้เต็มปากเลยหรือเปล่าว่าประชากรวัยแรงงานของไทยกำลังอยู่ใน&nbsp;</strong><strong>‘วิกฤตทักษะทุนชีวิต’</strong></h3>



<p>ใช่ค่ะ บอกแบบนั้นได้เลย เมื่ออยู่ในจุดที่พูดได้ว่าเป็นวิกฤตยิ่งจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมทักษะอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะคนกลุ่มใหญ่อย่างวัยเยาวชนและวัยแรงงาน ยิ่งประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ประชากรกลุ่มนี้ยิ่งมีความหมาย เพราะเขาจะเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งระดับปัจเจก ระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ถ้าเราไม่เร่งพัฒนาคนกลุ่มนี้ จะเป็นเรื่องยากมากที่เราจะแข่งขันกับประเทศอื่นได้ ประเทศไทยเรามีวิสัยทัศน์ว่าอยากออกจากการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง แต่ก็ยังออกไปไม่ได้เสียที เพราะเราไม่เร่งพัฒนาทักษะทุนชีวิตให้คนกลุ่มนี้</p>



<p>ก่อนจะพูดถึงทักษะอาชีพ เราต้องวางรากฐานทักษะทุนชีวิตให้เข้มแข็ง ซึ่งจะตอบโจทย์ความท้าทายในปัจจุบัน เช่น disruptive technology อย่าลืมว่าทักษะดิจิทัลก็มีพื้นฐานมาจากการอ่านและการรู้หนังสือ และการทำงานร่วมกับผู้อื่นก็ต้องอาศัยทักษะทางอารมณ์และสังคม นายจ้างบอกชัดเจนว่าเขาไม่ต้องการให้หนุนเสริมเรื่องทักษะอาชีพ เขาสอนเองได้ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แต่ทักษะที่เขาสอนไม่ได้คือสามทักษะทุนชีวิตนี้ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมตั้งแต่วัยเด็ก ส่วนกลุ่มเยาวชนและวัยแรงงานก็ต้องมีโปรแกรมอะไรบางอย่างที่ช่วยบูสต์ทักษะเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ</p>



<p>รายงานนี้ยังบอกเราว่าถ้าประเทศไทยยังไม่ทำอะไรเลย จะมีมูลค่าการสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 3 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 20% ของ GDP (ปี 2565) เราสูญเสียไปมากขนาดนี้เพราะวิกฤตทางทักษะ นอกจากความสูญเสียในระดับประเทศจะสูงแล้ว หากขยับมาพิจารณากลุ่มเยาวชนและวัยแรงงาน เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มที่มีทักษะสามด้านนี้สูงตามเกณฑ์กับกลุ่มที่มีทักษะต่ำหรือสอบตก เราพบว่ามีรายได้ต่างกันถึง 6,400 บาท นั่นหมายความว่าถ้าเราไปบูสต์ทักษะนี้ให้กับกลุ่มทักษะต่ำรายได้ของเขาจะเพิ่มขึ้นถึง 6,400 บาท/คน/เดือน ในต่างประเทศก็มีการศึกษาที่ได้ข้อสรุปว่าแค่คุณสนับสนุนให้ประชากรมีทักษะด้านดิจิทัล รายได้จะเพิ่มขึ้นถึง 8% ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มรายได้ในสัดส่วนที่สูงมาก</p>



<p>หากมองเจาะไปยังกลุ่มแรงงานนอกระบบ เช่น พ่อค้า-แม่ค้าหาบเร่ แผงลอย ถ้าสมมติเขาได้รับการส่งเสริมทักษะสามด้านนี้ เขาอาจจะกลายเป็นแรงงานในระบบก็ได้ ซึ่งการเข้าไปอยู่ในระบบการจ้างงานย่อมดีกว่าอยู่แล้ว เพราะมีเงินเดือนที่แน่นอน มีสวัสดิการสุขภาพและสังคม ซึ่งแรงงานนอกระบบจะเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เลยถ้าไม่ย้ายตัวเองเข้ามาอยู่ในระบบ มีข้อค้นพบที่น่าสนใจจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วที่เคยมีระดับการพัฒนาเท่าๆ ไทย เช่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน หนึ่งในปัจจัยที่ประเทศเหล่านี้ก้าวขึ้นมาเป็นเสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียได้เพราะมีสัดส่วนประชากรวัยแรงงานในระบบมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหันกลับมามองไทย เรามีแรงงานนอกระบบเยอะมาก ดังนั้น ถ้าเราพลิกโฉมแรงงานเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น ก็หมายความว่าเราจะมีการจ้างงานขั้นสูงมากขึ้นและมีระบบเศรษฐกิจที่ดีขึ้นด้วย</p>



<p>ไม่กี่ปีมานี้ไทยมีนโยบายที่เปิดประตูโอกาสให้แรงงานมากมาย เช่น เศรษฐกิจใหม่ หรือ BCG Economy แต่น่าเสียดายที่ตลาดแรงงานไทยมีแรงงานทักษะต่ำในสัดส่วนค่อนข้างเยอะ ยังติดกับดักทักษะทุนชีวิตที่ไม่เข้มแข็ง เราจึงไม่สามารถคว้าโอกาสเหล่านั้นไว้ได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้านของเรามีข้อมูลทักษะทุนชีวิตของประชากรตัวเองอยู่แล้ว หลังจากไทยมีผลสำรวจชุดนี้ออกมา ถ้าให้เทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน สถานการณ์เราน่าเป็นห่วงมากน้อยแค่ไหน เพราะภาคเอกชนไทยมักจะออกมาสะท้อนความกังวลอยู่บ่อยครั้งว่าการที่แรงงานไทยมีทักษะต่ำทำให้เราแข่งขันในระดับโลกไม่ได้</strong><strong></strong></h3>



<p>ถือว่าน่าเป็นห่วงนะ จริงๆ ผลคะแนน PISA ก็พอจะบอกได้อยู่แล้ว ผลสำรวจของเราก็ตอกย้ำอีกว่าสถานการณ์ทักษะพื้นฐานของกลุ่มวัยทำงานก็ไม่ได้แตกต่างกัน ดังนั้นถ้าให้เทียบกับต่างประเทศก็ถือว่าเรายังสู้ไม่ค่อยได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญมาก เพราะการที่ประเทศต่างๆ จะเลือกมาลงทุน เขาดูข้อมูลคนเป็นลำดับแรกๆ เช่น ผลสอบ PISA ของนักเรียนก็จะช่วยบอกว่าอนาคตของแรงงานที่เราจะผลิตออกมามีหน้าตาเป็นอย่างไร ส่วนผลสำรวจทักษะทุนชีวิตก็จะบอกว่าประชากรแรงงานในปัจจุบันเป็นอย่างไร ฉะนั้นถ้าคนของเรายังสอบตกอยู่ สถานการณ์การลงทุนก็ถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะเขาจะมองว่าคนของเราไม่พร้อมหรือความสามารถไม่มากพอที่จะทำงาน</p>



<p>ถ้ามองในระดับภูมิภาค เวียดนามถือว่าเป็นประเทศที่มีกำลังคนโดดเด่น เพราะเขาชูนโยบายผลิตกำลังคนที่มีความเก่งในด้าน STEM ของไทยก็นโยบายผลักดันเรื่องนี้เหมือนกัน แต่อาจจะต้องมาใส่ใจเรื่องพื้นฐานที่สุดก่อนคือปัญหาด้านทักษะทุนชีวิต ถ้าเราทำให้ฐานตรงนี้แข็งแรง การต่อยอด STEM ก็จะเดินต่อได้ง่าย หลายครั้งเราอาจจะหลงลืมไปว่าเราผลิตคนที่เก่งด้าน STEM ได้แล้ว แต่พอเขาจบการศึกษาไปแล้วก็ยังต้องการได้รับการเติมทักษะในแต่ละช่วงอายุและตลอดช่วงชีวิต การสนับสนุนอย่างยั่งยืนไม่ใช่ว่ารู้เยอะสุดก่อนเรียนจบ แต่ออกมาแล้วก็ทิ้งไป แต่จำเป็นต้องบูสต์ตลอดช่วงชีวิตของเขา หากพิจารณาแนวทางในปัจจุบัน ไทยลงทุนหลายจุด แต่กระจัดกระจายและพูดหลายเรื่อง ตอนนี้จึงหวังที่จะเห็นทุกหน่วยงานหันมาคุยกันว่าเราจะพูดเรื่องทักษะทุนชีวิต หาแนวทางว่าเราจะบูสต์ทักษะนี้อย่างไรตลอดช่วงชีวิตที่คนของเรายังทำงานอยู่ และจะต้องเสริมกลุ่มไหนเป็นพิเศษ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>มีแนวทางการส่งเสริมทักษะตลอดชีวิตจากต่างประเทศที่น่าสนใจบ้างไหม</strong><strong></strong></h3>



<p>ถ้าดูตัวอย่างจากต่างประเทศ เขามีการส่งเสริมการบูสต์ทักษะตลอดช่วงชีวิตค่อนข้างเป็นรูปธรรม สำหรับไทย ยังไม่ค่อยเห็น แต่ก็พูดได้ว่ามี เพียงแต่มีอยู่ในระบบเท่านั้น คือการให้แรงจูงใจด้วยการลดหย่อนภาษีแก่บริษัทต่างๆ ที่มีโครงการพัฒนาทักษะแรงงานหรือลูกจ้าง ซึ่งแนวทางนี้ดีอยู่แล้ว แต่เราต้องมาคิดต่อว่าคนที่ไม่มีนายจ้างจะทำอย่างไร แรงงานที่อยู่นอกระบบเขาเข้าไม่ถึงสิทธิลดหย่อนภาษีอยู่แล้ว ดังนั้นโจทย์ใหญ่คือเราจะขยายแรงจูงใจไปถึงคนกลุ่มนี้ได้อย่างไร</p>



<p>มีนวัตกรรมที่น่าสนใจจากต่างประเทศที่อาจเป็นทางออกของโจทย์นี้ คือการให้คูปอง ซึ่งถูกใช้ในฝรั่งเศส เวลส์ และสิงคโปร์ โดยฝรั่งเศสสนับสนุนคนละ 500 ยูโรต่อปี สำหรับการพัฒนาสามทักษะพื้นฐาน โดยเจาะจงกลุ่มผู้ว่างงาน สิงคโปร์ให้ 500 ดอลลาร์ แต่ให้ครั้งเดียวตลอดชีวิต มีงานศึกษาจากประเทศเหล่านี้พบว่า ทักษะที่เยาวชนและวัยแรงงานซึ่งอยู่นอกรั้วโรงเรียนสนใจมากที่สุดคือทักษะการจัดการอารมณ์ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ และทักษะด้านดิจิทัล สะท้อนว่าจริงๆ ประชากรเขาไม่ได้รู้สึกว่าขาดทักษะอาชีพ หลายคนก็มีอาชีพอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องการคือจะทำอย่างไรให้อาชีพที่ทำอยู่มี ‘value added’ ขายได้มากขึ้น มีเครือข่ายธุรกิจที่กว้างขึ้น ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้ต้องใช้ทักษะทุนชีวิตในการไปให้ถึง ฉะนั้นถ้ามองต่างประเทศสะท้อนมาไทย หากเราส่งเสริมในลักษณะนี้ก็อาจเป็นคำตอบของการออกจากวิกฤต</p>



<p>อย่างไรก็ตาม แนวทางการสนับสนุนของไทยน่าจะต้องทำแบบเจาะกลุ่ม เพราะกลุ่มที่มีปัญหาตอนนี้ไม่ใช่คนที่มีการศึกษาสูง แต่เป็นกลุ่มเปราะบาง ผลสำรวจฉบับนี้พบว่าคนอายุมากมีปัญหาเรื่องวิกฤตทักษะมากที่สุด ถัดมาคือกลุ่มอายุน้อยและการศึกษาน้อย นอกจากนี้ การสำรวจครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เราดูผลระดับภูมิภาคได้ด้วย เราสุ่มตัวอย่างไปถึงระดับภูมิภาคเพราะเราอยากเห็นภาพว่าถ้านโยบายดี ก็น่าจะลงไปถึงพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ผลสำรวจของเราพบว่าประชากรภาคเหนือและภาคใต้มีปัญหามากกว่าพื้นที่อื่น โดย 80% สอบตกเรื่องทักษะดิจิทัล ซึ่งถือว่าสูงมาก ขณะเดียวกันก็มี 80% ที่มีปัญหาเรื่องการอ่านและรู้หนังสือ สะท้อนว่าแนวทางแก้ปัญหาแบบเฉพาะเจาะจงเป็นสิ่งจำเป็น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6cb534"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/20240220-tuntida-5-768x1152.jpg.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>พิจารณานโยบายจากรัฐไทยในปีที่ผ่านๆ มา เราจะเห็นการชูนโยบาย upskill และ reskill อยู่บ่อยครั้ง แนวทางเหล่านี้เพียงพอไหม หรือเราต้องผลักดันแนวทางอื่นด้วย</strong></h3>



<p>จากการทบทวนนโยบายทั้งหมด เราพบว่าประเทศไทยเปิดพื้นที่การเรียนรู้ค่อนข้างเยอะ แต่จะเน้นไปที่ upskill และ reskill เสียเยอะ ซึ่งเป็นการเน้นที่ทักษะอาชีพ ไม่ได้พูดถึงทักษะทุนชีวิต ดังนั้น สิ่งที่มีนั้นดีอยู่แล้ว แต่ควรเติมทักษะทุนชีวิตแบบใหม่ เพื่อให้ทักษะทั้งสองด้านแข็งแรงมากขึ้นและหนุนเสริมซึ่งกันและกัน ถ้าเน้นพูดถึงทักษะอาชีพเพียงอย่างเดียว แรงงานก็ยังเป็นแรงงานคนเดิมที่คิดเองไม่ได้ คิดสิ่งใหม่ไม่ได้ เพราะเราสอนแต่เรื่องเทคนิคที่เอาไปต่อยอดไม่ได้</p>



<p>เราต้องสร้างความเข้าใจให้กับสังคมว่าทักษะทุนชีวิตเป็นทักษะที่ควรต้องมีในตอนนี้ เพื่อให้เกิดการต่อยอดจากอาชีพที่ทำอยู่ได้มากขึ้น อยากให้หน่วยงานระดับพื้นที่ หน่วยจัดการศึกษา และหน่วยฝึกอบรมต่างๆ หันมาดูโจทย์นี้เพิ่มมากขึ้น อย่างกระทรวงแรงงานเขาก็บอกว่างานของเขาดูแค่อาชีพ ซึ่งก็ถือว่าดี แต่มันไม่พอแล้ว ถ้าไทยจะไปให้ถึงไทยแลนด์ 4.0 หรือโมเดลเศรษฐกิจใหม่ เราจำเป็นต้องสนับสนุนทักษะทุนชีวิตและทักษะอาชีพไปพร้อมๆ กัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>นอกจากรัฐแล้ว ภาคเอกชนควรทำอะไรบ้าง</strong><strong></strong></h3>



<p>เอกชนมีบทบาทเยอะในแง่ที่ว่าหลายบริษัทเขามี CSR อยู่แล้ว เราก็ดึงเขามาเป็นองคาพยพในการมีส่วนร่วมส่งเสริมทักษะนี้ได้ อย่างที่เล่าไปก่อนหน้านี้ว่าสำหรับภาคเอกชน pain point ที่เขาพูดมาตลอดคืออยากให้คนทำงานของเขา ‘ไม่ใช่แค่ทำงานเป็น แต่ต้องคิดเป็น’ คำว่าคิดเป็นนี่แหละที่มีรากฐานมาจากทักษะทุนชีวิต ฉะนั้นเอกชนเองก็มีความต้องการผลักดันเรื่องนี้ และเราเห็นตัวอย่างภาคเอกชนที่เข้ามาจับประเด็นนี้ค่อนข้างเยอะ มีการเข้าไปทำงานในระดับชุมชนก็เยอะ ถ้าโครงการ CSR ที่เขากำลังทำอยู่ใส่โจทย์เรื่องทักษะทุนชีวิตเข้าไปด้วย ก็น่าจะทำให้การยกระดับทักษะประชากรไทยขยายขอบเขตมากขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อะไรคือช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดที่หน่วยงานรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน</strong><strong></strong></h3>



<p>ตอนนี้เรามีข้อมูลในการทำงานต่อแล้ว เราเจอแล้วว่าสถานการณ์ทักษะประชากรไทยอยู่ในวิกฤต แต่จะทำอย่างไรให้ทุกคนตระหนักร่วมกันในเรื่องนี้ และเรื่องที่ท้าทายมากๆ คือการทำความเข้าใจคอนเซปต์ ‘ทักษะทุนชีวิต’ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่มากในไทย ว่ามันแตกต่างกับทักษะอาชีพที่เราพูดถึงกันมาตลอด ดังนั้นโจทย์ระดับประเทศคือเราจะทำการสื่อสาร รณรงค์อย่างไรให้ทุกภาคส่วนเข้าใจตรงกันและนำไปปฏิบัติต่อได้ เมื่อเข้าใจคอนเซปต์ตรงกันแล้ว แต่ละหน่วยงานก็จะได้ออกแบบกระบวนการทำงานในแต่ละพื้นที่ได้ และการทำงานก็น่าจะลงย่อยไปถึงบทบาทของท้องถิ่น ภูมิภาค และจังหวัด</p>



<p>โจทย์ต่อมาคือความร่วมมือและการทำงานเชิงลึกในระดับท้องถิ่น เนื่องจากประชากรตั้งแต่วัยเรียนจนถึงวัยแรงงานเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และแต่ละพื้นที่ก็มีโจทย์เฉพาะของตน มีทักษะที่ต้องการส่งเสริมแตกต่างกัน เช่น ประชากรในภาคใต้และภาคเหนืออาจจะต้องเน้นทักษะทางดิจิทัล ซึ่งเป็นทักษะที่ประชากรในภาคกลางไม่ค่อยมีปัญหา ประเด็นนี้ก็สะท้อนความเหลื่อมล้ำได้เหมือนกันว่าที่ภาคกลางและพื้นที่ EEC มีปัญหาน้อยกว่าภาคอื่น เพราะมีโอกาสทางเศรษฐกิจและการศึกษาสูงกว่า ฉะนั้นโจทย์ก็ต้องแปรเปลี่ยนตามพื้นที่ว่าต้องกระตุ้นหรือส่งเสริมทักษะไหนเป็นพิเศษ</p>



<p>สิ่งหนึ่งที่อยากให้มีการพูดถึงเยอะขึ้นคือการใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์ ถ้ารู้ว่าพัฒนาทักษะใดแล้วจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้น ก็ควรจะถูกสื่อสารมากขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนพัฒนาตัวเองมากยิ่งขึ้นและเป็นนักเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่ผ่านมาเราเอาพูดแต่ว่าทุกคนต้องเป็นนักเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่เขาไม่รู้ว่าเรียนไปแล้วได้อะไร มีงานวิจัยที่น่าสนใจจากเปรูบอกเราว่าเมื่อมีการให้ข้อมูลเรื่องรายได้ที่สัมพันธ์อยู่กับทักษะ ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบน้อยลง ซึ่งเป็นข้อค้นพบที่น่าสนใจมากเพราะประเทศไทยยังไม่เคยทำ ที่ผ่านมาเราเห็นแล้วว่าเด็กไทยหลุดออกนอกระบบเพราะเขาไม่รู้เป้าหมายชีวิต ไม่รู้ว่าเรียนจบแล้วจะประกอบอาชีพอะไร แต่ถ้าเราใช้ข้อมูลเหล่านี้ เช่น รายงานฉบับนี้ก็บอกว่าถ้าคุณมีสามทักษะนี้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 6,400 บาท/คน/เดือน หากใช้เรื่องรายได้มาเป็นแรงจูงใจก็จะทำให้คนเห็นเป้าหมายของการพัฒนาตนเอง &nbsp;</p>



<p>ข้อมูลควรถูกใช้เป็นกระจกและไฟฉายส่องตัวเอง เพื่อนำไปสู่การคิดและออกแบบนวัตกรรมในการทำงาน รายงานฉบับนี้จึงเสนอหลายนวัตกรรมว่าการสนับสนุนประชากรวัยเรียนต้องทำอย่างไร มีแนวทางไหนที่ไม่ให้เขาออกจากรั้วโรงเรียนแล้วกลายเป็นคนทักษะต่ำ สำหรับวัยนอกรั้วโรงเรียนซึ่งเป็นเยาวชนกับแรงงาน มีนวัตกรรมอะไรบ้างในต่างประเทศที่ทำอยู่แล้วไทยสามารถปรับใช้ได้ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงการส่งเสริมและพัฒนาประชากรไทยทุกช่วงวัยไปพร้อมกัน ไม่ใช่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/thantida-eef-interview/">รู้หนังสือ-ทันดิจิทัล-จัดการอารมณ์ได้ เรื่องพื้นฐานที่คนไทยยังไปไม่ถึง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พัฒนาทักษะวัยแรงงาน เปิดกว้างให้ท้องถิ่น : ถอดรหัสการพัฒนาทุนมนุษย์ ในยุคที่ความรู้ไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป</title>
		<link>https://www.eef.or.th/upskilling-human-resources/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 11 Jun 2023 05:12:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐ์ อัลยุฟรี]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<category><![CDATA[สุภกร บัวสาย]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[The 101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาทักษะแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ตลอดชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[สมศักดิ์ พะเนียงทอง]]></category>
		<category><![CDATA[เจริญลักษณ์ เพ็ชรประดับ]]></category>
		<category><![CDATA[วิยดา เหล่มตระกูล]]></category>
		<category><![CDATA[โคจิ มิยะโมโตะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=71573</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากย้อนกลับไปราว 3-4 ทศวรรษก่อน คงไม่เกินจริงหากจะกล่าว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/upskilling-human-resources/">พัฒนาทักษะวัยแรงงาน เปิดกว้างให้ท้องถิ่น : ถอดรหัสการพัฒนาทุนมนุษย์ ในยุคที่ความรู้ไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากย้อนกลับไปราว 3-4 ทศวรรษก่อน คงไม่เกินจริงหากจะกล่าวว่าการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ล้วนหมุนวนอยู่รอบการพัฒนาทักษะความรู้และกิจกรรมในห้องเรียน และยึดโยงอยู่กับผู้เรียนที่อยู่ในรั้วสถาบันการศึกษา ทว่าเมื่อก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ประเด็นที่เกี่ยวกับการศึกษาขยายขอบเขตไปไกลกว่าความรู้และทักษะที่สอนในห้องเรียน เป้าหมายไม่ใช่แค่เติมความรู้ทางวิชาการให้เข้มข้น แต่มุ่งเติมคนให้เต็มด้วยทักษะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังขยายขอบเขตไปถึงประชากรกลุ่มที่นอกเหนือจากวัยเรียนในสถาบันการศึกษาอีกด้วย</p>



<p>ถ้าพูดให้ถึงที่สุด โจทย์ของการศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความรู้ทางวิชาการในห้องเรียนและนักเรียนที่อยู่ในสถาบันการศึกษาในระบบ แต่ครอบคลุมไปถึงเรื่องทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์ (foundation skill) รวมไปถึงโจทย์ว่าด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่โอบรับประชากรทุกเพศทุกวัยเข้ามาในพื้นที่ของการเรียนรู้</p>



<p>แนวทางที่กำลังได้รับความสนใจเพื่อปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์ของยุคสมัยคือการเสริมบทบาทให้ ‘ท้องถิ่นและจังหวัด’ เป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการพัฒนาทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์ เพราะคนที่ทำงานในระดับพื้นที่คือคนที่เข้าใจบริบทในพื้นที่นั้นๆ ได้ดีที่สุด จึงสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดที่สุด</p>



<p>แต่โจทย์สำคัญมีอยู่ว่า พื้นที่และจังหวัดจะเข้ามามีบทบาทในกระบวนการพัฒนาทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์ได้อย่างไร เมื่อการพัฒนาทักษะเหล่านี้ถูกดำเนินการโดยส่วนกลางเป็นหลักมาโดยตลอด</p>



<p>101 ชวนอ่านสรุปความบางส่วนจาก<a href="https://www.facebook.com/EEFthailand/photos/a.150078585026159/6755314527835832/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การประชุมเสวนาวิชาการนานาชาติ “ทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์แห่งโลกยุคใหม่: การพัฒนาพื้นฐานทักษะและบทบาทในระดับจังหวัด”</a>&nbsp;จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมทำความเข้าใจการพัฒนาทักษะพื้นฐานทุนมนุษย์ให้มากขึ้น และถอดบทเรียนพื้นที่ตัวอย่าง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์อย่างครอบคลุมและยั่งยืนโดยมีท้องถิ่นเป็นผู้นำ</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>มองโจทย์ใหญ่ประชากรวัยแรงงาน – ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</strong></h2>



<p>เพื่อฉายให้เห็นภาพทิศทางเวทีเสวนาในวันนี้ชัดขึ้น&nbsp;<strong>ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์&nbsp;</strong>ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. อธิบายว่า เรากำลังมองโจทย์เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์ ของประชากรวัยแรงงาน ที่ตอบโจทย์ ‘จังหวัดและพื้นที่’</p>



<p>“ปัจจุบัน ประเทศไทยมีประชากรวัยแรงงานนอกระบบมากกว่า 20.2 ล้านคน และส่วนใหญ่จบการศึกษาไม่เกินชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ประชากร 67% เป็นแรงงานไร้ฝีมือหรือกึ่งฝีมือ ซึ่งยังไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและมีปัญหาด้านความคุ้มครองทางสังคม” จึงนำมาสู่โจทย์ใหญ่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือประชากรกลุ่มนี้ ซึ่งถือเป็นกลุ่มใหญ่ในจังหวัดและพื้นที่</p>



<p>ขณะเดียวกัน เมื่อขยับจากกลุ่มประชากรวัยแรงงานมาโฟกัสที่กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ธันว์ธิดาอ้างอิงถึงงานวิจัยที่ยูนิเซฟ (UNICEF) ทำร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งชี้ให้เห็นปัญหาที่น่ากังวลว่า ไทยมีจำนวนเยาวชนที่ ‘ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การทำงาน หรือการฝึกอบรม’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ<a href="https://www.the101.world/ruttiya-neets-interview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กลุ่ม NEETs</a>&nbsp;สูงถึง 1.4 ล้านคน หรือคิดเป็น 14% ของจำนวนเยาวชนทั้งหมด อีกทั้งกลุ่ม NEETs ยังมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 1%</p>



<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ ธันว์ธิดาจึงชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะเยาวชนที่อยู่นอกรั้วสถาบันการศึกษาและพร้อมที่จะทำงาน แต่โจทย์สำคัญที่ควรช่วยกันขบคิดคือ ต้องทำอย่างไรจึงจะช่วยเหลือเยาวชนกลุ่มนี้ได้</p>



<p>“โจทย์เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์เป็นโจทย์ที่ซับซ้อนและไม่สามารถให้หน่วยงานเดียวทำได้ แต่เราต้องดึงภาคส่วนอื่นมาร่วมด้วย โดยเฉพาะในระดับจังหวัดและพื้นที่ซึ่งมีทรัพยากรจำนวนมากและเอื้อให้เราทำงานร่วมกันได้ รวมถึงหน่วยงานระดับระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลก (World Bank)”</p>



<p>“สถานการณ์เกี่ยวกับเยาวชนและประชากรวัยแรงงานในระดับจังหวัดและพื้นที่เป็นโจทย์ร่วมและมีความซับซ้อน เราต้องช่วยกันหาทางแก้ว่าจะช่วยเหลือเยาวชนกลุ่มนี้ให้ออกจากการตกหลุมทางการศึกษาและทักษะอย่างไร” ธันว์ธิดากล่าวทิ้งท้าย</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>อ่านบทเรียนการพัฒนาทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์ผ่านสายตาธนาคารโลก – โคจิ มิยะโมโตะ</strong></h2>



<p>“ประเทศไทยมีประชากรวัยแรงงานประมาณ 50% ที่ไม่ใช้ทักษะทางดิจิทัลเลย และมีอีกประมาณ 18% ที่ใช้ทักษะดิจิทัลพื้นฐานเท่านั้น”</p>



<p><strong>โคจิ มิยะโมโตะ (Koji Miyamoto)&nbsp;</strong>นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้าน Global Practice จากธนาคารโลก อ้างอิงถึงผลการสำรวจจากแอมะซอน (Amazon) และแกลลัพ (Gallup) ที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล โดยทำการสำรวจประเทศต่างๆ 19 ประเทศทั่วโลก รวมถึงกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) และไทย</p>



<p>“ถ้าเราไปสอบถามคนในตลาดแรงงานว่าพวกเขาทำงานอะไรบ้าง เราจะพบว่ามีคนจำนวนไม่มากที่ต้องใช้ทักษะดิจิทัล ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญของทุนมนุษย์ นี่จึงหมายความว่านายจ้างไม่ต้องการทักษะดิจิทัลมาใช้ในการเพิ่มผลผลิตหรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เลย”</p>



<p>แต่ในทางกลับกัน ผลสำรวจกลับชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจว่า แม้นายจ้างอาจไม่ต้องการทักษะดิจิทัลมาใช้ในการเพิ่มผลผลิตหรือสร้างนวัตกรรม ทว่าพวกเขากลับเห็นว่าการขาดทักษะดิจิทัลของแรงงานเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง รวมไปถึงการขาดทักษะด้านอื่นๆ อาทิ ทักษะการสื่อสารและการวิเคราะห์-วิพากษ์ ซึ่งทักษะเหล่านี้ล้วนเป็นทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์ทั้งสิ้น</p>



<p>“จริงๆ ต้องบอกก่อนว่า ‘ทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์’ เป็นคำที่มีนิยามหลากหลายมาก แต่ถ้าให้สรุป ทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์เป็นทักษะพื้นฐานและมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป สามารถพัฒนาขึ้นไปได้เรื่อยๆ จากพื้นฐาน และสามารถถ่ายทอดได้ ซึ่งทักษะเหล่านี้จะเป็นประโยชน์มากในการนำไปใช้ในบริบทต่างๆ ของชีวิต”</p>



<p>“ถ้าลงลึกไปอีก ทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์มีหลายองค์ประกอบ แต่หลักๆ คือ<em>ทักษะด้านดิจิทัล</em>&nbsp;คือมีความสามารถในการจัดการ เข้าใจ และประเมินข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้&nbsp;<em>ทักษะการรู้หนังสือ&nbsp;</em>ซึ่งต้องไม่ใช่แค่อ่านรู้เรื่อง แต่คือการนำเอาข้อมูลที่ได้รับหรือได้อ่านไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ และ<em>ทักษะทางอารมณ์และสังคม</em>&nbsp;ซึ่งสำคัญที่สุด เพราะมีหลายแง่มุม หลายมิติ เป็นความสามารถในการจัดการอารมณ์ตนเองและ ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ รวมไปถึงการสำรวจแง่มุมใหม่ๆ และโลกใบใหม่เพื่อหาไอเดียใหม่ๆ”</p>



<p>โคจิอธิบายต่อว่า สามทักษะดังกล่าวเป็นทักษะที่สำคัญมาก มีผลการศึกษาที่บอกว่าทักษะดังกล่าวสามารถนำไปสู่ความสำเร็จในการทำงาน มีผลต่อการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงยังมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มผลผลิตของแรงงานในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา</p>



<p>“อีกแง่มุมหนึ่งที่อาจคิดไม่ถึงคือ ทักษะเหล่านี้ยังมีผลทางสังคม เช่น ด้านสุขภาพ เพราะคนที่รู้หนังสือจะมีความสามารถมากขึ้นในการเข้าใจปัญหาสุขภาพตนเอง และสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ได้อย่างถูกต้อง”</p>



<p>ทั้งนี้ โคจิอธิบายเพิ่มว่า ทักษะดังกล่าวยังถือเป็นตัวขับเคลื่อนความเป็นพลเมืองของแต่ละคน ทั้งการลงคะแนนเลือกตั้งหรือการทำงานอาสาสมัคร เมื่อทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์มีความสำคัญเช่นนี้ คำถามต่อมาที่สำคัญคือ&nbsp;<em>ทักษะดังกล่าวสามารถได้รับการพัฒนาหรือส่งเสริมให้ดีขึ้นได้ไหม?</em></p>



<p>คำตอบของโคจิคือ ‘ได้’ พร้อมทั้งอธิบายเพิ่มเติมว่า มีวิธีมากมายที่จะเพิ่มพูนทักษะดังกล่าว ทั้งการศึกษา การฝึกอบรมพื้นฐานในช่วงการเรียนต่างๆ รวมถึงการฝึกฝนในกิจกรรมตามหลักสูตรและนอกหลักสูตร ขณะที่ประชากรวัยแรงงานสามารถฟื้นฟูทักษะดังกล่าวได้ผ่านการศึกษาตลอดชีวิตและการอบรมต่างๆ ทั้งโครงการอบรมแบบในระบบและนอกระบบ</p>



<p>อีกประเด็นสำคัญคือ เมื่อขยับจุดเน้นลงมาที่ระดับจังหวัดและเมือง ผู้มีอำนาจในระดับท้องถิ่นจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาหรือสร้างแนวทางปฏิบัติที่ดีได้อย่างไร โดยโคจิเสนอแนวทางไว้ ดังนี้</p>



<p><em>ข้อแรก</em>&nbsp;คือการมีมาตรฐานการเรียนรู้&nbsp;<em>ข้อที่สอง</em>&nbsp;คือการปรับปรุงหรือนำหลักสูตรใหม่ๆ เข้ามา รวมถึงกิจกรรมนอกหลักสูตรการศึกษา และ<em>ข้อสุดท้าย</em>&nbsp;คือ การปรับปรุงรวมถึงเสริมสร้างสมรรถนะของครูในการส่งมอบทักษะต่างๆ โดยต้องมีมาตรฐานการเรียนรู้และมาตรฐานของครู</p>



<p>“มาตรฐานที่ว่าเป็นการระบุว่า สิ่งที่นักเรียนควรจะรู้และทำได้คืออะไร ซึ่งต้องมาพร้อมตัวชี้วัดและเกณฑ์การวัด เป็นการนำทางให้ครูในการบ่มเพาะการเรียนรู้ทักษะต่างๆ สร้างพลังการพัฒนาตลอดเส้นทางการศึกษา”</p>



<p>โคจิเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญในการกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้คือ ‘ความสม่ำเสมอ’ ตลอดเส้นทางการเรียนรู้ รวมถึงความเชื่อมโยงและสอดประสานกับการพัฒนาทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์ด้วย</p>



<p>“อีกหัวใจสำคัญคือคุณครู ซึ่งมีบทบาทสำคัญยิ่งยวดในการพัฒนาทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์ การพัฒนาศักยภาพของครูเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาการเรียนรู้ในระบบท้องถิ่น แต่ถ้าเราดูผลการสำรวจจากทั่วโลก ครูมักสะท้อนว่าตนเองไม่ค่อยมีโอกาสหรือได้รับการฝึกอบรมความรู้ทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์มากเพียงพอ”</p>



<p>โคจิกล่าวสรุปว่า “ฝั่งหนึ่งมีความคาดหวังกับครูมากๆ ขณะที่ฝั่งครูก็มองว่าตนเองไม่มีศักยภาพ ความรู้ และทักษะที่เพียงพอ” ดังนั้น การฝึกทักษะให้ครูจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เช่น มลรัฐโคลัมเบียของสหรัฐฯ ที่ได้นำเรื่องทักษะทางอารมณ์และสังคมเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดคุณวุฒิการสอนของครู หรือฟิลิปปินส์ที่ถือว่าความสามารถในการสอนทักษะศตวรรษที่ 21 เป็นมาตรฐานวิชาชีพครู ขณะที่ในสิงคโปร์ได้นำแนวทางการเรียนรู้จากประสบการณ์ (experimental learning) มาใช้ในการฝึกอบรมครูก่อนเข้ารับตำแหน่ง</p>



<p>ขณะที่อีกหนึ่งองค์ประกอบในการเพิ่มพูนศักยภาพครูในการสอนทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์คือ ‘ทัศนคติและบรรทัดฐาน’ ของครูที่มีต่อการสอน เนื่องจากครูบางคนจะมองว่าภาระงานของตนเองมากเกินไปสำหรับการเรียนรู้ทักษะเหล่านี้ รวมถึงการให้เครื่องมือแนะแนวต่างๆ เพื่อให้ครูสามารถสอนทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์ผสมผสานกับหลักสูตรการศึกษาได้</p>



<p>ในตอนท้าย โคจิขมวดประเด็นที่น่าสนใจเอาไว้ว่า ทำไมทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์ถึงมีความสำคัญในระดับจังหวัดและเมือง</p>



<p>“ฝ่ายปกครองหรือรัฐบาลท้องถิ่นเป็นผู้ที่สามารถสร้างความแตกต่างในการเสริมพลังให้ครูและนักเรียนในการเรียนรู้ต่างๆ ได้” โคจิกล่าว พร้อมทั้งอธิบายเสริมว่า “ฝ่ายปกครองในท้องถิ่นเป็นพื้นที่ที่ดีที่สุดในการปรับและใช้ประโยชน์จากโครงการการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับบริบทของท้องที่ และออกนโยบายที่เหมาะสมกับบริบทของท้องที่ได้ ตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น สิงคโปร์ ที่มีประชากรน้อย แต่มีระบบการเรียนรู้และฝึกอบรมที่น่าสนใจ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการพัฒนาทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์ ซึ่งถือเป็นตัวผลักดันหลักของสิงคโปร์”</p>



<p>โคจิกล่าวทิ้งท้ายว่าประเทศไทยมีเมืองที่อยู่ใน<a href="https://www.the101.world/learning-cities/">เครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้</a>อยู่แล้ว ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ดีในการผลักดันการพัฒนาทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์แห่งโลกยุคใหม่ และยังเป็นแหล่งพัฒนาระบบนิเวศการเรียนได้ นอกจาก ยังมีโครงการนำร่องมากมายที่เน้นในระดับพื้นที่และจังหวัด แพลตฟอร์มนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะใช้เพิ่มพูนประโยชน์ในงานด้านการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ได้</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ถอดบทเรียน 4 จังหวัด – รากฐานการพัฒนาพื้นฐานทักษะทุนมนุษย์ สู่การพัฒนาประเทศไทย</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>1. พัฒนา ‘ลำปาง’ ด้วยการประสานกันจากทุกภาคส่วน</strong></h3>



<p>ในฐานะของคนที่คร่ำหวอดในวงการการศึกษา&nbsp;<strong>วิยดา เหล่มตระกูล&nbsp;</strong>คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง กล่าวว่า การมุ่งพัฒนาการศึกษาควรเริ่มพัฒนาตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพราะทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์ล้วนแต่เป็นทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 ทั้งสิ้น</p>



<p>ทั้งนี้ วิยดายังฉายภาพให้เห็นว่า แนวโน้มการจัดการศึกษาในช่วงแรกมุ่งเน้นไปที่การจัดการศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 และพิจารณาความต้องการแรงงานร่วมด้วย ปัจจุบันการศึกษาในระบบมีแนวโน้มในทิศทางที่ดี อีกทั้งยังมีการกำหนดมาตรฐานตัวชี้วัด ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของโคจิในเรื่องการจัดมาตรฐานการเรียนรู้</p>



<p>“แต่ละระดับมีความต้องการแตกต่างกัน เช่น ระดับปฐมวัยจะเน้นเรื่องพัฒนาการสมวัย แต่ยังไม่เน้นเรื่องการอ่านหรือการเขียน ส่วนระดับประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษาจะเน้นเรื่องหลักสูตรฐานสมรรถนะ ดูได้จากการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดให้มีจังหวัดนวัตกรรมนำร่อง และมีแนวโน้มขยายการดำเนินการเรื่องนี้ออกไปทั่วประเทศ”</p>



<p>อย่างไรก็ดี วิยดาชี้ให้เห็นความท้าทายในระดับอุดมศึกษาที่ต้องปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ กล่าวคือต้องมีการประสานความร่วมมือกับสถานประกอบการ จัดทำหลักสูตรที่บูรณาการการทำงานกับการเรียนการสอน (work-integrated learning) โดยอาจส่งผู้เรียนออกไปฝึกประสบการณ์กับผู้ประกอบการ ควบคู่ไปกับการพัฒนากิจกรรมเสริมหลักสูตรและกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาส่วนอื่นๆ</p>



<p>เมื่อขยับภาพลงมาที่จังหวัดลำปาง วิยดาชี้ให้เห็นว่า ลำปางมีภาคประชาสังคมที่รวมตัวกันเป็นสมัชชาการศึกษานครลำปางซึ่งประกอบด้วยหลายภาคส่วน ทั้งภาคราชการและผู้เกษียณอายุราชการ หรือหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัด ได้เข้ามามีส่วนร่วมทำโครงการเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางในฐานะมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ประสานทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกันโดยใช้ข้อมูลสารสนเทศของเด็กและเยาวชนที่มีปัญหา ซึ่งในช่วงแรกจะเน้นเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษาและเด็กที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา</p>



<p>“ข้อได้เปรียบของมหาวิทยาลัยคือบุคลากรด้านการศึกษาเป็นศิษย์เก่าของเรา และเราจะรู้จักคนในแวดวงการศึกษาในจังหวัดทั้งหมด ดังนั้น เมื่อเราขอความอนุเคราะห์ในนามมหาวิทยาลัยออกไป ทุกคนก็พร้อมที่จะมาร่วมมือกันหมด”</p>



<p>อีกหนึ่งจุดเด่นคือการใช้ฐานข้อมูล ปัจจุบันฐานข้อมูลหลักที่เก็บรวบรวมข้อมูลเด็กและเยาวชนอยู่ที่ศึกษาธิการจังหวัดลำปาง วิยดาเน้นย้ำว่า การทำงานกับหน่วยงานในพื้นที่ต้องไม่ใช่การเพิ่มภาระงาน แต่เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เสมือนเป็นหนึ่งโซ่เชื่อมต่อข้อมูลที่กำลังกระจัดกระจายอยู่</p>



<p>“ตอนนี้ เรามีโครงการระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education Management Information System: ABE) ที่ กสศ. เป็นผู้สนับสนุน ซึ่งช่วยให้เราเชื่อมโยงฐานข้อมูลโดยยึดของศึกษาธิการจังหวัดเป็นหลัก รวมทั้งเพิ่มส่วนอื่นๆ เข้าไป แต่เราต้องหาตัวชี้วัดที่จะช่วยคัดกรองและเก็บรวบรวมข้อมูลในตัวระบบฐานข้อมูล ซึ่งอันนี้น่าจะได้ประโยชน์และทำให้ทุกหน่วยงานสามารถใช้ฐานข้อมูลนี้ได้ด้วย” วิยดาทิ้งท้าย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>2. ขับเคลื่อน ‘ปัตตานี’ ด้วยวิถีที่สอดคล้องกับบริบทของจังหวัด</strong></h3>



<p>ขยับมาที่จังหวัดใหญ่ในภาคใต้อย่างปัตตานี&nbsp;<strong>เศรษฐ์ อัลยุฟรี</strong>&nbsp;นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ชี้ให้เห็นว่าปัตตานีเป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนอยู่มาก ทั้งต้นทุนทางสังคม ด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ หรือทางปัญญา แต่ยังไม่มีใครนำต้นทุนเหล่านี้มาบริหารจัดการให้เกิดมูลค่าและรายได้ต่อจังหวัด</p>



<p>“ประเด็นที่น่าขบคิดคือ เรามีคนที่จบออกมาว่างงานจำนวนค่อนข้างเยอะ แต่ทำไมเรายังไม่สามารถดึงคนกลุ่มนี้มาช่วยจัดการทรัพยากรในจังหวัดได้ ยังไม่นับว่ามีเยาวชนที่ต้องออกนอกระบบโดยต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านต่างๆ เช่น ความยากจน อีกด้วย”</p>



<p>เศรษฐ์กล่าวว่า อบจ. ปัตตานี ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาเพื่อมุ่งแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนไม่มีงานทำและต้องออกจากระบบการศึกษากลางคัน จึงเป็นที่มาของการวางแผนการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษา จัดระบบให้เด็กจบออกมามีงานทำ</p>



<p>“เราต้องไปดูทรัพยากรต้นทุนของจังหวัดว่ามีอะไรที่ยังไม่ได้รับการจัดการ เพราะเด็กแต่ละคนมีทักษะและความสามารถที่แตกต่างกันออกไป เราต้องค้นหาตัวตน ต้นทุน และทักษะความสามารถของเด็ก โดยร่วมมือกับผู้ปกครองและส่งไม้ต่อให้ผู้จัดการศึกษาในแต่ละช่วงชั้น ดูว่าเขามีจุดเด่นตรงไหนและสนับสนุนในเรื่องนั้น”</p>



<p>ในฐานะของคนที่คลุกคลีกับพื้นที่ เศรษฐ์ชี้ให้เห็นปัญหาคลาสสิก ‘อยากให้ลูกรับราชการ’ ที่ผู้ปกครองจำนวนมากต้องการให้บุตรหลานของตนรับราชการ ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะในจังหวัดปัตตานีที่มีตัวชี้วัดด้านคุณภาพการศึกษาที่อยู่ในเกรดต่ำมาก จึงเป็นหน้าที่ของคนทำงานในการเปลี่ยนวิธีคิด</p>



<p>“เราเห็นแล้วว่าเด็กต้องออกจากระบบการศึกษากลางคัน หรือแม้แต่เข้าระบบไม่ได้ตั้งแต่แรกเพราะความยากจน เราจึงต้องพยายามแก้ปัญหาโดยดูว่าเด็กกลุ่มนี้มีปัญหาที่ตรงไหน และหานวัตกรรมรวมถึงวิธีการในการช่วยเหลือและดึงเขาเข้าสู่ระบบ ขณะที่กลุ่มเด็กจบออกมาแล้วเราก็หาแผนงานสร้างรายได้ให้กับเขา”</p>



<p>ทราบกันดีว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับหลายหน่วยงาน ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะด้านข้อมูลที่เป็นลักษณะ ‘เบี้ยหัวแตก’ ต่างหน่วยงานต่างถือข้อมูลของตนเองและไม่ได้เชื่อมโยงเป็นข้อมูลเดียวกัน เศรษฐ์จึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการหาเจ้าภาพแก้ปัญหาเรื่องนี้</p>



<p>อีกประเด็นหนึ่งที่อาจเป็นลักษณะเฉพาะของพื้นที่คือ เรื่องศาสนา ซึ่งทำให้สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีระบบการศึกษาที่แตกต่างจากที่อื่น กล่าวคือมีทั้งการศึกษาในระบบสามัญและการศึกษาเกี่ยวกับศาสนา มีโรงเรียนเอกชนที่สอนศาสนามากพอๆ กับโรงเรียนรัฐ เพราะฉะนั้น เด็กจะต้องเรียนหลักสูตรทั้งด้านศาสนาและสามัญ การที่จะเน้นหลักสูตรสามัญเพียงอย่างเดียวจะกระทบความเชื่อและความศรัทธาเรื่องศาสนาของผู้ปกครอง และนำไปสู่ข้อจำกัดด้านคุณภาพการศึกษา</p>



<p>“เราเห็นปัญหาตรงนี้ จึงได้มีการเพิ่มเติมองค์ความรู้ด้านวิชาการออกมาในรูปแบบแผนงานโครงการเพื่อเพิ่มทักษะด้านวิชาการให้เด็กเข้าถึงวิชาความรู้ และสามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ปกครองกับเด็กได้”</p>



<p>ในระดับพื้นที่ มีการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือด้านการศึกษาให้กับเด็กยากจน ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของทุกภาคีเครือข่าย และในแต่ละปีจะมีการบริจาคเงินเข้ากองทุนดังกล่าว เศรษฐ์ขยายความว่ากองทุนนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะศาสนา “เรามีพี่น้องมุสลิมในพื้นที่มากถึง 85% และหลักการของศาสนาอิสลามคือจำเป็นต้องบริจาคเพื่อช่วยเหลือคนยากจนและเพื่อการศึกษา แต่กองทุนนี้ยังเป็นการบริจาคช่วยเหลือแบบปีต่อปี จึงไม่ได้ยั่งยืนขนาดนั้น” เพื่อแก้ปัญหาการว่างงานได้อย่างยั่งยืน เศรษฐ์เน้นย้ำว่าต้องมีกองทุนเพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้ประชาชนมีความมั่นคงขึ้นมาได้ด้วย</p>



<p>ขยับขึ้นมาในระดับจังหวัด เศรษฐ์กล่าวว่า จังหวัดมีภารกิจหน้าที่ครอบคลุมเรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอยู่แล้ว ปัจจุบัน องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำลังจัดทำศูนย์ข้อมูลภาพรวมของจังหวัด โดยใช้กลไกโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ถ่ายโอนมาอยู่กับทาง อบจ. ซึ่ง อบจ. จะพยายามรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลกลางและขับเคลื่อนแก้ปัญหาในทุกมิติ</p>



<p>“ถ้าบอกว่าปัญหาคือเด็กออกจากระบบการศึกษากลางคันก็เกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจจะเป็นความยากจน หรือเด็กบางคนต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้านจนเข้าสู่ระบบการศึกษาไม่ได้ก็มี ข้อมูลพวกนี้เป็นข้อมูลที่เราได้รับมาจากในพื้นที่ และเราใช้งบประมาณแก้ปัญหาตรงนี้”</p>



<p>“หน่วยงานใดที่เจอปัญหาแต่ขับเคลื่อนไม่ได้ เราจะนำมาปัญหามากำหนดในแผนงานและดำเนินการตามกระบวนการต่อไป รวมถึงบริหารจัดการข้อมูลกลางเพื่อกำหนดทิศทางการแก้ปัญหาต่างๆ ต่อไป” เศรษฐ์กล่าวสรุป</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>3. ร่วมพัฒนา ‘สภาวะแวดล้อมขอนแก่น’ ด้วยพลังภาคีเครือข่าย</strong></h3>



<p>“ขอนแก่นถือว่าเป็นจังหวัดหนึ่งที่เป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาและเศรษฐกิจ ในแง่ของแผนงานกิจกรรมและแนวทางเพื่อผลิตต้นทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพ ขอนแก่นถือว่ามีความพร้อมทุกอย่าง แต่ที่น่าสนใจคือ คนที่จบจากขอนแก่นกลับทำงานในขอนแก่นน้อยมาก”</p>



<p><strong>เจริญลักษณ์ เพ็ชรประดับ&nbsp;</strong>เลขาธิการมูลนิธิชุมชนขอนแก่นทศวรรษหน้า จังหวัดขอนแก่น กล่าวนำ พร้อมทั้งอธิบายบทบาทของมูลนิธิชุมชนขอนแก่นทศวรรษหน้าว่ามูลนิธิฯ ถือเป็นภาคประชาสังคมที่มาประสานเรื่อง ABE ในระดับจังหวัดขอนแก่น รวมทั้งทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้ภาคส่วนต่างๆ เกิดความร่วมมือกัน จนนำไปสู่ความร่วมมือกับ บริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที)</p>



<p>“บทเรียนหนึ่งที่เราได้ในการทำงานด้านการพัฒนาคือ ถ้าเรารอภาครัฐจะมีข้อจำกัดในการตัดสินใจและติดกฎระเบียบค่อนข้างเยอะ ความร่วมมือกับบริษัทเอกชน (เคเคทีที) ที่จดทะเบียนเป็นกิจการเพื่อสังคม (social enterprise) จึงจะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เป็นสมาร์ทซิตี้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐด้วย”</p>



<p>เจริญลักษณ์ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบัน เราไม่สามารถสร้างแรงงานเพื่อรองรับเศรษฐกิจแบบเก่าได้อีกต่อไป มูลนิธิฯ และเคเคทีที จึงเน้นให้ความสำคัญกับทักษะด้านดิจิทัล ผลักดันแนวคิดขอนแก่นสมาร์ทซิตี้เป็นแนวทางการพัฒนาจังหวัดในอีก 20 ปีข้างหน้า ตัวอย่างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมคือ การจัดทำแพลตฟอร์ม KGO (Knowledge Governance Token) เป็นดิจิทัลโทเคนของชาวขอนแก่น และได้มีการเชื่อมโยงไปที่กรุงเทพฯ และระยองแล้ว</p>



<p>“ผมว่าขอนแก่นมีต้นทุนที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ ‘สภาวะแวดล้อมขอนแก่น’ ที่ผมคิดว่าเอื้อต่อการพัฒนา โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงไปสู่ทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์แห่งโลกยุคใหม่ในเชิงทักษะดิจิทัล ผมเห็นภาคเอกชนขยับมาทำแพลตฟอร์มเพื่อส่งเสริมดิจิทัลต่างๆ มากมาย ดังนั้น ทั้งภาคเอกชนและภาคประชาสังคมจะเข้ามาหนุนเสริมการทำงานของภาครัฐได้เป็นอย่างมาก”</p>



<p>เมื่อขยับไปพูดถึงอีกหนึ่งทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์ที่สำคัญอย่าง ‘ทักษะทางอารมณ์และสังคม’ เจริญลักษณ์มองว่า ยังไม่มีหน่วยงานใดดำเนินการเรื่องนี้ในเชิงรุก แต่ยังเป็นการทำงานแบบแก้ปัญหาอยู่ ดังนั้น จึงเป็นโจทย์ที่น่าจะกลับมาทบทวนว่าระบบ ABE จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ได้อย่างไร</p>



<p>เจริญลักษณ์กล่าวสรุปว่า “ผมประเมินว่าทักษะดิจิทัลคือทิศทางของเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพราะเศรษฐกิจแบบเก่าที่ลงทุนในอุตสาหกรรมถึงทางตันไปแล้ว ตอนนี้ภาคเอกชนก็พูดถึงเรื่องอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) กันอยู่ ซึ่งผมเชื่อว่าขอนแก่นเรามีศักยภาพ ความพร้อม โดยเฉพาะแผนสมาร์ทซิตี้ที่เราจะขับเคลื่อนต่อ”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>4. แนวทาง ‘3 ร่วม’ สู่การพัฒนาระยอง</strong></h3>



<p>หากจังหวัดใหญ่อย่างขอนแก่น รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ในภาคอีสานต้องเจอกับปัญหาแรงงานไหลออกจากจังหวัดเยอะ จังหวัดระยองซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ในโครงการพัฒนาระเบียบเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Economic Corridor Development: EEC) ก็เป็นหนึ่งในจังหวัดที่แรงงานจากภาคอีสานหลั่งไหลเข้ามาทำงานอย่างไม่ขาดสาย</p>



<p>“เราต้องเข้าใจว่านี่คือลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาในพื้นที่ เพราะเดิม ระยองมีพื้นฐานทั้งภาคการเกษตร การทำประมง ซึ่งเป็นทุนพื้นฐานของจังหวัด ก่อนจะโดนทุนอุตสาหกรรมเข้ามาโดยการกำหนดทิศทางจากส่วนกลาง สิ่งสำคัญคือเราต้องประสานให้ทุกภาคส่วนอยู่ด้วยกันให้ได้ต่อไป”</p>



<p>ข้างต้นคือคำกล่าวนำจาก&nbsp;<strong>สมศักดิ์ พะเนียงทอง&nbsp;</strong>คณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดระยอง สมศักดิ์ฉายภาพให้เห็นว่า การที่ระยองอยู่ในโครงการ EEC ทำให้ระยองถูกกำหนดหมุดหมายให้เป็นเมืองทันสมัยและน่าอยู่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งหมายความว่าระยองต้องเอาชนะสิงคโปร์ให้ได้ แต่ด้วยต้นทุนของระยองในปัจจุบัน สมศักดิ์มองว่าเป้าหมายดังกล่าวเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างท้าทายมาก</p>



<p>“แต่ระยองโชคดีที่มีการสนับสนุน” สมศักดิ์กล่าว พร้อมทั้งอธิบายเรื่องจัดทำแผนยุทธศาสตร์การศึกษาจังหวัด ซึ่งเริ่มจากการสอบถามผู้ประกอบการในจังหวัดว่า ต้องการแรงงานที่มีวุฒิการศึกษาระดับใด</p>



<p>“ผลการสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการต้องการแรงงานที่มีวุฒิระดับ ปวช. หรือ ปวส. มากกว่า 70% แต่พอมาสำรวจว่าแล้วคนระยองอยากส่งลูกเรียนระดับไหน เกินครึ่งอยากให้ลูกจบปริญญาตรี ยังไม่นับว่านโยบายที่เกี่ยวกับ EEC พูดถึงการพัฒนาที่หลากหลาย แต่กลับพูดถึงการพัฒนาคนน้อยมาก”</p>



<p>ความคาดหวังที่สวนทางกับตลาดแรงงานเช่นนี้นำไปสู่ปัญหาการจบมาแล้วว่างงาน ทำให้คนระยองลุกขึ้นมาตื่นตัวกับปัญหาดังกล่าว มองว่าระยองต้องมีนโยบายที่เป็นของตนเอง นำไปสู่ ‘3 ร่วม’ คือ มีความเชื่อร่วม มีแผนร่วม และการกระทำร่วม ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ</p>



<p><em>ประการแรก</em>&nbsp;‘เชื่อร่วม’ สมศักดิ์มองว่าเป็นการหาภาคีเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การศึกษาของระยอง มุ่งจัดการศึกษาสำหรับคนทุกช่วงวัยให้สอดคล้องกับบริบทที่คนระยองเป็น คือมีความสมดุล เท่าทัน เท่าเทียม และทั่วถึง สมศักดิ์กล่าวเสริมว่า “เราอยากเป็นทั้งต้นแบบการพัฒนากำลังคนที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งตอบโจทย์ภาครัฐที่ทำให้ระยองเป็นเมืองน่าอยู่ และเราจะตอบโจทย์ดังกล่าวด้วยการศึกษา” สมศักดิ์อ้างถึงสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ที่สร้างคนด้วยการศึกษา ดังนั้น ระยองต้องทำให้คนระยองเชื่อว่าการศึกษาสามารถทำให้เมืองทันสมัยและน่าอยู่ได้</p>



<p><em>ประการที่สอง</em>&nbsp;‘แผนร่วม’ เป็นการเคลื่อนแผนให้สอดคล้องกับคนทุกช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัยไปจนถึงวัยผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นคนแต่ละช่วงวัยที่ผสมกลมกลืนกันในเมืองระยอง</p>



<p>“ระดับปฐมวัย เราเริ่มทำโครงการศูนย์เด็กเล็กที่รับตั้งแต่เด็กแรกเกิดถึงสองขวบครึ่ง เพราะศูนย์ทั่วไปรับตั้งแต่สองขวบครึ่ง โดยมี อบจ.ระยองเป็นผู้นำร่อง สำหรับวัยเรียน ระยองได้เข้าร่วมพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาที่มุ่งเปลี่ยนการจัดการศึกษา ถือเป็นพลังแรงบวกที่มาช่วยเราจัดการเรียนการสอน”</p>



<p>“วัยทำงาน ระยองมีทั้งคนระยองดั้งเดิมและคนจากที่อื่นที่เข้ามาทำงาน ดังนั้น ถ้าระยองไม่อยากเข้าสู่อุตสาหกรรม ระยองต้องเตรียมตัวรับแรงงานอพยพที่เข้ามาในพื้นที่ แต่เราก็เจอปัญหาอีกว่าแรงงานที่อพยพเข้ามายังขาดทักษะอยู่ ดังนั้น การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ต้องมุ่งไปที่การพัฒนาทักษะที่มีอยู่แล้ว ฟื้นฟูทักษะเดิม และเสริมสร้างทักษะใหม่”</p>



<p><em>ประการสุดท้าย</em>&nbsp;‘การกระทำร่วม’ สมศักดิ์เชื่อว่า มีคนอยากทำเรื่องการศึกษาอยู่จำนวนมาก แต่ปัญหาคือต่างคนต่างทำงานของตัวเองและยังหาไม่เจอ จึงต้องมีศูนย์รวมที่เป็นศูนย์ยุทธศาสตร์จังหวัดและมีตัวกลางระดับจังหวัดและการเรียนรู้ที่ระยองกำลังดำเนินการ</p>



<p>ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนเรื่องนี้คือ การจัดตั้งสถาบันเพื่อการเรียนรู้สำหรับคนทุกช่วงวัย (Rayong Intensive Learning Academy: RILA) เพื่อขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์และทำให้ระยองเป็นเมืองน่าอยู่และจัดการศึกษาสำหรับคนทุกช่วงวัย</p>



<p>“เราค้นพบอย่างหนึ่งว่า ระยองยังเน้นเรื่องความรู้ ซึ่งไม่ได้ไปกับความต้องการของจังหวัดขนาดนั้น เราขอเรื่องทัศนคติและทักษะที่ดี เด็กคิดวิเคราะห์เป็น มีความรับผิดชอบ และทำงานเป็นทีมได้ โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราจะปูพื้นฐานอย่างไร เพราะแม้พื้นที่นวัตกรรมจะทำหลักสูตรการศึกษาเองได้ แต่ในพื้นที่ยังมีบริบทที่หลากหลายอยู่เลย เราเลยคิดว่าหัวใจสำคัญที่สุดคือ การที่ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 มีทั้งทักษะการรู้หนังสือ ทักษะดิจิทัลและทักษะทางอารมณ์-สังคม”</p>



<p>สำหรับสมศักดิ์ เรื่องนี้เชื่อมโยงกับการปูพื้นฐานของเด็กคนหนึ่งอย่างมาก และสอดคล้องกับที่โคจินำเสนอในตอนต้นว่า หัวใจสำคัญในการสร้างสิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน แต่อยู่ที่คุณครูและกิจกรรมหลังเลิกเรียนมากกว่า</p>



<p>“ถ้าเราทำงานในระดับประเทศอาจจะต้องใช้งบเป็นสิบล้าน แต่ในพื้นที่อาจจะใช้งบหลักหลายแสน จะเห็นว่ามันย่อยสเกลลงไปได้เยอะและช่วยเชื่อมโยงแต่ละพื้นที่เข้าหากันได้ ผมว่าถ้าเราทำแบบนี้จะทำให้เราได้ผลสำเร็จในแง่การจัดการเชิงพื้นที่ที่เชื่อมโยงกัน ได้ทักษะอย่างที่เราต้องการ” สมศักดิ์กล่าวปิดท้าย</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ก้าวแรกเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ สู่ก้าวต่อไปเพื่อพัฒนาประเทศไทย</strong></h2>



<p class="has-text-align-center">ในตอนท้าย&nbsp;<strong>นายแพทย์สุภกร บัวสาย</strong>&nbsp;ผู้จัดการ กสศ. ได้กล่าวสรุปโดยเน้นย้ำความสำคัญของ 3 ทักษะพื้นฐานของทุนมนุษย์ อันได้แก่ ทักษะด้านการรู้หนังสือ ด้านดิจิทัลสกิล และด้านอารมณ์สังคม รวมไปถึงทักษะอื่นๆ อย่างการใฝ่เรียนใฝ่รู้ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานในปัจจุบัน</p>



<p>“เราจะเห็นว่าในองค์กรหนึ่งๆ มีพนักงานที่จบปริญญามาเหมือนกัน แต่บางคนทำงานเก่ง บางคนทำงานไม่ได้เลย เพราะทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่นอกเหนือไปจากความรู้ด้วย ถ้าคุณไม่มีทักษะเหล่านี้ พอโลกหมุนไปเรื่อยๆ ความรู้ที่ได้มาจากตอนเรียนก็จะไปไม่รอดในที่สุด แต่ทักษะเหล่านี้จะถูกนำไปต่อยอดได้เรื่อยๆ และเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จในอนาคตด้วย”</p>



<p>ศุภกรชี้ว่าโจทย์สำคัญในตอนนี้ไม่ได้อยู่กับวัยเรียนในสถาบันการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ขยับมาอยู่กับกลุ่มประชากรวัยแรงงานด้วย เพราะการพัฒนาประชากรวัยแรงงานถือเป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ประเทศขับเคลื่อนไปได้</p>



<p>“โจทย์สำคัญอยู่ตรงนี้ ในเมื่อเรานำประชากรวัยแรงงานกลับเข้าสู่โรงเรียนไม่ได้ เราก็ต้องหาโอกาสให้คนทำงานอยู่มีโอกาสเรียนรู้โดยไม่ต้องกลับเข้าสู่รั้วสถาบันการศึกษา หรือสร้างระบบนิเวศให้คนอยากเรียนสามารถเรียนรู้ได้แม้ยังทำงานอยู่”</p>



<p>ศุภกรยกตัวอย่างแพลตฟอร์ม SkillsFuture จากสิงคโปร์ ที่เปิดโอกาสให้คนแต่ละกลุ่มเข้ามาเรียนรู้เพิ่มเติม เริ่มตั้งแต่กลุ่มที่เพิ่งจบการศึกษาและเตรียมตัวที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน คนที่ทำงานใหม่ๆ และสอนวิธีการปรับตัวในการทำงาน กลุ่มที่ทำงานมาแล้วประมาณ 10-20 ปีที่จำเป็นพัฒนาความรู้ทักษะของตนเอง กลุ่มผู้ที่กำลังจะเกษียณอายุการทำงาน ไปจนถึงกลุ่มผู้ประกอบการ ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวถือว่าช่วยสร้างกำลังแรงงานให้สิงคโปร์ได้เป็นอย่างดี</p>



<p>“ถ้าเรารอส่วนกลางมาจัดการปัญหานี้ก็คงเห็นผลช้า เลยอยากเชิญชวนจังหวัดมาร่วมเป็นเจ้าภาพดูแลคนในจังหวัดเอง ยิ่งถ้าเป็นองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหรือส่วนจังหวัดที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ก็จะยิ่งช่วยสนับสนุนให้ประชาชนมีรายได้ดีขึ้น มีความเจริญก้าวหน้าทางอาชีพ และเป็นการบำบัดทุกข์บำรุงสุขด้วย นี่เป็นทั้งรางวัล ความก้าวหน้า และความรับผิดชอบซึ่งผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนจะได้รับ”</p>



<p>ทั้งนี้ ศุภกรเน้นย้ำว่า สิ่งที่ทำต้องไม่ใช่การสร้างโรงเรียนขึ้นมาใหม่ แต่ต้องวางแผนและให้หน่วยงานที่ยังต่างคนต่างทำงานมาแบ่งปันข้อมูล รวมถึงมีแผน มีความเชื่อ และมีเป้าหมายร่วมกัน และทั้งหมดต้องสอดคล้องกับบริบทเฉพาะของจังหวัดด้วย</p>



<p>ขณะที่ในตอนท้าย&nbsp;<strong>พัฒนพงษ์ สุขมะดัน&nbsp;</strong>ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. ฉายภาพให้เห็นการดำเนินการต่อไป ซึ่งจะมีการทำงานต่อเนื่องเป็นเอกสารทางวิชาการ และการทำงานกับทีมธนาคารโลกที่จะค้นหาเด็กยากจนที่อยากเรียนต่อในระดับอาชีวศึกษา ทำงานร่วมกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาต่างๆ เพื่อพัฒนาทักษะทางอารมณ์สังคม และทักษะการทำงานรวมถึงการใช้ชีวิตให้กับเด็กกลุ่มดังกล่าวต่อไป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/upskilling-human-resources/">พัฒนาทักษะวัยแรงงาน เปิดกว้างให้ท้องถิ่น : ถอดรหัสการพัฒนาทุนมนุษย์ ในยุคที่ความรู้ไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจาะเทรนด์พัฒนาทักษะของคนไทย ในยุคดิสรัปชันใหญ่ของตลาดแรงงาน กับ วิโรจน์ จิรพัฒนกุล</title>
		<link>https://www.eef.or.th/viroj-chiraphadhanakul-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 28 Jan 2022 05:52:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[Reskill]]></category>
		<category><![CDATA[Upskill]]></category>
		<category><![CDATA[Life-long learning]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาทักษะแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ตลอดชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[วิโรจน์ จิรพัฒนกุล]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตรออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[MOOC]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=50957</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘upskill’ (พัฒนาทักษะเดิม) ‘reskill’ (เพิ่มเติมทักษะใหม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/viroj-chiraphadhanakul-interview/">เจาะเทรนด์พัฒนาทักษะของคนไทย ในยุคดิสรัปชันใหญ่ของตลาดแรงงาน กับ วิโรจน์ จิรพัฒนกุล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>‘upskill’ (พัฒนาทักษะเดิม) ‘reskill’ (เพิ่มเติมทักษะใหม่) และ ‘lifelong learning’ (การเรียนรู้ตลอดชีวิต) คือคำศัพท์ที่หลายคนอาจได้ยินเยอะขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลานี้&nbsp;</p>



<p>การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก อันเสริมแรงเร่งด้วยการระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายแวดวงอาชีพกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไป โดยรายงานของ World Economic Forum ในชื่อ <a href="https://www3.weforum.org/docs/WEF_Future_of_Jobs_2020.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">The Future of Jobs Report 2020</a><a href="https://www3.weforum.org/docs/WEF_Future_of_Jobs_2020.pdf"> </a>คาดการณ์ไว้ว่าร้อยละ 50 ของแรงงานทั้งหมดจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะของตัวเองภายในปี 2025 ตอกย้ำว่าการมีทักษะความรู้แค่เท่าที่เรียนมาในมหาวิทยาลัยหรือเท่าที่สั่งสมจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ไม่เพียงพออีกต่อไป </p>



<p>การจัดสรรเวลาว่างจากการทำงานส่วนหนึ่งไปกับการพัฒนาทักษะตัวเองจึงกำลังเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับใครหลายคน โดยช่องทางหนึ่งที่ได้รับความนิยมก็คือ MOOCs (Massive Open Online Courseware) ซึ่งเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนบนโลกออนไลน์ ที่มีผู้ให้บริการแพลตฟอร์มมากหน้าหลายตา เช่นที่รู้จักกันดีในระดับโลกอย่าง Coursera, Udemy, LinkedIn Learning และยังมีอีกหลายแพลตฟอร์มที่ให้บริการโดยสถาบันการศึกษา รวมถึงภาครัฐ โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้ยังพบว่ามีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงโควิด-19 เช่น <a href="https://www.classcentral.com/report/coursera-2020-year-review/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Coursera</a> ที่มีผู้ใช้บริการทั้งปี 2020 ถึงกว่า 760 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเกือบร้อยละ 70 ทั้งจากภาวะล็อกดาวน์และจากกระแสความตื่นตัวของผู้คน</p>



<p>ประเทศไทยก็มีแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ MOOCs อยู่ไม่น้อยเช่นกัน โดย 101 มีโอกาสพูดคุยกับ&nbsp;<strong>ดร. วิโรจน์ จิรพัฒนกุล</strong>&nbsp;กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มการเรียนการสอนออนไลน์อย่าง Skooldio เพื่อสำรวจตลาดแพลตฟอร์มพัฒนาทักษะความรู้ออนไลน์ในไทย หาคำตอบว่าคนไทยกำลังตื่นตัวพัฒนาทักษะตัวเองกันขนาดไหน ทักษะอะไรบ้างที่แรงงานไทยกำลังนิยมเรียน พร้อมมองเทรนด์การปรับตัวของทั้งแพลตฟอร์ม สถาบันการศึกษา และภาครัฐ ในยุคที่การเรียนรู้ไม่ได้จบแค่ใบปริญญาอีกต่อไป&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2022/01/375A6463-scaled.jpg" alt="" class="wp-image-290425"/><figcaption>ดร. วิโรจน์ จิรพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง Skooldio</figcaption></figure>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ตอนนี้ทั่วโลกพูดถึงเรื่อง upskill, reskill และ lifelong learning กันเยอะมาก ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่าสิ่งเหล่านี้กำลังมีความสำคัญมากขนาดไหน </strong></h2>



<p>lifelong learning เป็นสิ่งที่ดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว คนที่หมั่นหาความรู้ หมั่นพัฒนาตัวเองตลอดเวลาก็จะเก่งขึ้น สามารถทำงานได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เป็นกระแสมากในช่วงนี้ก็เป็นเพราะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าเดิมมาก ใครๆ ก็พูดกันว่าเทคโนโลยีตอนนี้กำลังเปลี่ยนแปลงแบบ exponential เพราะฉะนั้นมันจะส่งผลให้อายุของความรู้ที่เราเรียนมากำลังสั้นลง หลายๆ อย่างที่เราเรียนมาในสมัยมหาวิทยาลัยกำลังจะล้าสมัยไปแล้ว หรือหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นใหม่ก็ยังไม่ทันได้ถูกสอนในมหาวิทยาลัย แต่กลับเป็นสิ่งที่ตลาดแรงงานกำลังต้องการมากๆ ในตอนนี้ เป็นเหตุผลว่าทำไมคนทุกสายงานจำเป็นต้องพยายาม upskill และ reskill กันมากขึ้น</p>



<p>เวลาพูดถึงเทคโนโลยี หลายคนจะนึกถึงแค่อาชีพที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีโดยตรง แต่จริงๆ ทุกอาชีพเจอการเปลี่ยนแปลงหมด เช่น แต่ก่อนเราเรียนการตลาด (marketing) มา ซึ่งในมหาวิทยาลัยตอนนี้อาจจะยังสอนเรื่องพื้นฐานอย่าง 4P (Product, Price, Place, Promotion) อยู่ แต่ปรากฏว่าใน job description ของงานสายนี้ในทุกวันนี้ อยากได้คนที่ยิง ads (advertisements – โฆษณา) ทาง Facebook และ Google เป็น หรือในสายอักษรศาสตร์ ปกติอาจเคยเรียนเรื่องการวิเคราะห์วรรณคดีหรือวิเคราะห์คำพูด แต่เดี๋ยวนี้ก็มีเรื่อง Computational Linguistics (ภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์) ซึ่งเกี่ยวกับการทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำความเข้าใจภาษามนุษย์ได้ นี่คือช่องว่างที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเรียนจบสายไหนมา สุดท้ายถ้าตามเทคโนโลยีไม่ทัน ก็อยู่ยาก</p>



<p>อีกปัจจัยที่เข้ามากดดันให้เราต้องปรับตัวก็คือโควิด-19 ที่ทำให้หลายอาชีพได้รับผลกระทบหนักมาก เช่น มัคคุเทศก์ จนหลายคนถึงขั้นต้องเปลี่ยนอาชีพไปเลย ก็เป็นอีกเหตุผลที่ว่าทำไมกระแสการพัฒนาทักษะตัวเองถึงมาแรง </p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>แล้วในประเทศไทย ถือว่าคนไทยตื่นตัวพัฒนาทักษะตัวเองกันมากขึ้นหรือเปล่า ถ้าดูจากการเก็บสถิติของแพลตฟอร์มของคุณเอง</strong></h2>



<p>ถามว่ามากขึ้นไหม ก็มากขึ้น เรามีคนลงทะเบียนมาเรียนกับเราเพิ่มขึ้นจากก่อนปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ประมาณ 3 เท่าตัว แต่มากขึ้นจนโอเคแล้วไหม ผมคิดว่ายัง อย่าง Skooldio เองตอนนี้ก็มีลูกค้ามาจากองค์กรต่างๆ เป็นหลักมากกว่า คือองค์กรบังคับให้คนของตัวเองมาเรียน เพราะเขามองเห็นว่าถ้าเขาไม่พัฒนาทักษะพนักงาน เขาจะไม่มีบุคลากรที่ช่วยให้องค์กรสามารถแข่งขันได้ แต่ก็มีปัญหาอีกส่วนหนึ่งว่า พอคนโดนบังคับมาเรียน ก็อาจเรียนไม่จบ หรือซื้อคอร์สดองไว้&nbsp;</p>



<p>เพราะฉะนั้นผมว่าคนไทยยังไม่ตื่นตัวกันขนาดนั้น สาเหตุหลักๆ คือคนไทยหลายคนอาจยังไม่ค่อยรู้ตัวว่าการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลจริงๆ แล้วแรงกว่าที่เราคิด แต่อย่างน้อยผมคิดว่าการมีสถานการณ์โควิด-19 ช่วยให้คนตระหนักขึ้นมาได้บ้าง อย่างคนเป็นพ่อค้าแม่ค้า เมื่อก่อนก็อาจไม่ได้รู้สึกว่าต้องมา upskill เพราะก็ขายของได้ปกติ มีเงินอยู่แล้วก็อยู่ได้ แต่พอเกิดโควิด-19 กลายเป็นว่าไม่มีคนมาเดินตลาด ทำให้ต้องเริ่มปรับตัว เอาตัวเองไปอยู่บนแพลตฟอร์มอย่าง Shopee หรือ Lazada พวกเขาถึงตระหนักมากขึ้นว่าตอนนี้จำเป็นมากที่จะต้องพัฒนาทักษะตัวเอง</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ถ้าคนไทยยังตื่นตัวไม่มากพอ มีแนวทางไหนบ้างที่จะกระตุ้นให้คนไทยตื่นตัวกับเรื่องนี้มากขึ้น ตัวแพลตฟอร์มพัฒนาทักษะออนไลน์เองมีบทบาทในมุมไหนได้บ้างหรือไม่</strong></h2>



<p>สิ่งที่เราทำตลอดคือการสร้าง awareness (ความตระหนักรู้) เพราะหลายคนแค่ไม่รู้ว่าเทคโนโลยีช่วยอะไรเขาได้ แต่ถ้าเขารู้เมื่อไหร่ เขาก็จะตื่นตัวมากขึ้น จริงๆ แล้วประเทศไทยมีข้อดีเรื่องการใช้งานเทคโนโลยีสูงอยู่แล้ว เหลือแค่ต้องทำให้เขารู้ว่าจะใช้ประโยชน์อย่างไร เช่น ปกติพ่อค้าแม่ค้าอาจไม่ได้สนใจใช้ chatbot (ซอฟต์แวร์โต้ตอบบทสนทนาอัตโนมัติ) แต่พอเริ่มเห็นพิมรี่พายเอา chatbot มาช่วยรับออเดอร์สินค้าหรือช่วยทำอะไรอีกหลายอย่างได้อัตโนมัติ เขาก็อาจจะเริ่มคิดได้ว่าสิ่งนี้จะอาจจะช่วยให้เขาทำธุรกิจได้ดีขึ้น&nbsp;</p>



<p>ถ้าเราจะไปตั้งโจทย์ว่าคนต้องเรียนเพิ่ม ต้องมีความรู้เพิ่ม คนอาจจะไม่ได้รู้สึกว่าอยากเรียน เพราะปกติคนก็ไม่ค่อยอยากเรียนอยู่แล้ว แต่แทนที่จะตั้งโจทย์อย่างนั้น เราเปลี่ยนมาตั้งโจทย์ว่าถ้าคุณรู้เรื่องนี้เพิ่ม คุณจะทำงานได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น รายได้คุณจะเพิ่มขึ้น จะทำให้คนตื่นตัวขึ้นมากกว่า </p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>แล้วคนกลุ่มไหนที่มีความตื่นตัวกับเรื่องนี้มากที่สุด</strong></h2>



<p>ส่วนมากก็จะเป็น first/second jobber (คนที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานหลังเรียนจบ) อีกกลุ่มหนึ่งก็คือคนที่อยากย้ายสายงาน ตอนนี้ศาสตร์ที่เป็นที่สนใจมากสำหรับคนกลุ่มนี้คือคอร์สเกี่ยวกับ UX/UI (User Experience / User Interface) ซึ่งเกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้มีความเข้าใจผู้ใช้งาน คนที่มาเรียนเรื่องนี้ก็มาจากหลายสาย ทั้งคนที่เคยเป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ ออกแบบกราฟิกบนเว็บไซต์ หรือออกแบบสิ่งพิมพ์ ซึ่งอยากเปลี่ยนมาทำงานด้านผลิตภัณฑ์จริงจัง หรืออย่างคนจากสายจิตวิทยากับรัฐศาสตร์ที่มีความเข้าใจ user มากๆ เพราะเรียนสิ่งที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนเยอะ ก็สนใจย้ายมาด้านนี้เหมือนกัน หรือแม้แต่คนที่เคยเป็นแอร์โฮสเตสก็สนใจเยอะมาก เพราะเคยทำงานให้บริการมาก่อน เลยมีเซนส์ในเรื่องการทำความเข้าใจลูกค้าค่อนข้างดี</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2022/01/375A6473-800x1200.jpg" alt="" class="wp-image-290426"/><figcaption>ดร. วิโรจน์ จิรพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง Skooldio</figcaption></figure>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>นอกจากนี้แล้ว มีคอร์สแบบไหนที่กำลังมาแรงอีกบ้าง</strong></h2>



<p>ถ้าเป็นลูกค้าที่เป็นองค์กร ก็จะให้ความสนใจกับสองเรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรกคือ design thinking (กระบวนการคิดเชิงออกแบบ) เพราะองค์กรก็อยากทำตัวเองให้เป็น user centric หรือ customer centric (ให้ผู้ใช้งาน/ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง) มากขึ้น คืออยากทำผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น</p>



<p>อีกเรื่องก็คือเรื่อง data (ข้อมูล) อย่างคนที่เป็นนักการตลาด ในทุกๆ วันก็ต้องคอยตัดสินใจว่าจะยิง ads ทางไหนดี ใช้อินฟลูเอนเซอร์คนไหนดี วันนี้โทรหาลูกค้าคนไหนดี จะสั่งของเท่าไหร่ดี คือทุกคนมีเรื่องต้องตัดสินใจตลอดเวลา ซึ่งโจทย์ก็คือจะทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้สามารถใช้ข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจได้มากขึ้น เพื่อให้การทำงานในองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลายองค์กรเลยเริ่มตระหนักว่าถ้าเขาอยากเป็นองค์กรที่เป็น data-driven (ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล) จริง เขาก็ต้องทำให้คนในองค์กรใช้ข้อมูลเป็น&nbsp;</p>



<p>ถ้าเป็นคนทั่วไปที่ไม่ใช่องค์กร คอร์สที่ได้รับความสนใจเยอะคือ digital marketing (การตลาดดิจิทัล) คนที่มาเรียนส่วนมากเป็นผู้ประกอบการ เพราะเขามองเห็นว่าช่วยให้เขาทำเงินได้ แต่ตอนนี้ Skooldio ไม่ได้มีคอร์สนี้แล้ว เพราะเป็นคอร์สที่สอนยาก สุดท้ายแล้วชีวิตเราก็ไปผูกกับ Google เสียเยอะ แล้วเทรนด์ก็เปลี่ยนบ่อยมาก เราก็เลยเปลี่ยนมาสอนอะไรที่พื้นฐานกว่านั้นหน่อย </p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>คุณคิดว่าในยุคสมัยนี้มีทักษะไหนบ้างที่สำคัญมาก แต่คนไทยยังไม่ค่อยสนใจเรียนเยอะขนาดนั้น</strong></h2>



<p>design thinking ผมว่าเป็นอะไรที่ทุกคนควรเรียนนะ เอาง่ายๆ เลย เวลาองค์กรของไทยออก ads อะไรมา ผมแทบไม่ค่อยเห็นคนไทยตื่นเต้นกับมันเท่าไหร่เลย แต่พอเป็นสตาร์ทอัพเมืองนอกกลับสร้างไวรัลในประเทศเราได้ ผมว่ามันเป็นเรื่องหลักคิดที่แตกต่างกัน หลายบริษัทอาจยังมีวิธีการทำงานแบบเดิม คือให้ผู้บริหารเคาะลงมาว่าทำอะไรแล้วจะโดนใจคนบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว มีความหลากหลายขึ้น มีทางเลือกมากขึ้น เลยกลายเป็นว่าสิ่งที่เคาะมาแล้วสุดท้ายไม่โดนมีออกมาเยอะ เรื่อง design thinking จึงถือว่าจำเป็น</p>



<p>ถ้าเป็นมุมผู้ประกอบการ ผมว่าเรื่อง data ก็จำเป็นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ที่หลายร้านค้า หลายผู้ประกอบการมีช่องทางการขายเต็มไปหมดทั้ง Shopee, Lazada และอีกหลายแพลตฟอร์ม คำถามคือตอนนี้ช่องทางไหนขายดีสุด อะไรขายดีในช่องทางไหน ลูกค้าในช่องทางไหนชอบของแบบไหน ถ้าจะจัดโปรโมชันควรทำอย่างไร ถ้าเขาไม่รู้ data ก็จะแจกหรือขายทุกอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าหมด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จำเป็นมาก อาจจะเรียกเป็นศัพท์ว่าต้องมี data literacy (ทักษะทางข้อมูล) อย่างน้อยต้องมีความรู้พื้นฐาน สามารถหยิบจับข้อมูลมาใช้งานได้</p>



<p>แล้วทุกวันนี้หลายคนกำลังคิดว่า หุ่นยนต์กำลังจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ในหลายงาน แต่ผมต้องบอกว่าหุ่นยนต์มักจะเก่งงานที่เฉพาะด้าน ยังมีสิ่งที่มนุษย์ทำได้ดีกว่าหุ่นยนต์อยู่ โดยมีอยู่สองด้านหลักๆ ที่ควรเป็นเทรนด์ในการพัฒนาทักษะตัวเอง ด้านแรกคือ complex problem solving หรือการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และอีกด้านหนึ่งคือทักษะความเป็นมนุษย์ ซึ่งก็คือเรื่องความคิดสร้างสรรค์กับความเห็นอกเห็นใจคน </p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>คุณมองตลาดของแพลตฟอร์มการพัฒนาทักษะทางออนไลน์ในไทยตอนนี้อย่างไร</strong></h2>



<p>ผมว่าเรามีแพลตฟอร์มลักษณะนี้อยู่มากเกินพอ บางทีก็มีผู้เล่นใหม่ๆ เกิดขึ้นมา รวมถึงสถาบันการศึกษาเองที่ลุกขึ้นมาเล่น เพราะเริ่มตระหนักแล้วว่าตัวเองปรับตัวไม่ค่อยทัน รวมถึงมีผู้เล่นจากต่างประเทศก็พยายามเข้ามาในเมืองไทยเยอะมากเช่นกัน ตอนนี้หลายองค์กรในประเทศไทยเริ่มใช้บริการแพลตฟอร์มอย่าง Coursera, Udemy หรือ LinkedIn Learning ที่มาจากต่างประเทศโดยตรง แต่มันมีข้อจำกัดคือเราต้องมีภาษาอังกฤษแข็งแรง เพราะฉะนั้นองค์กรที่ใช้แพลตฟอร์มพวกนี้เป็นองค์กรใหญ่เท่านั้น ถ้าเป็นแพลตฟอร์มของคนไทยเองก็มีหลายเจ้าอย่าง Skooldio , SkillLane, ConicleX และ Future Skill</p>



<p>เพราะฉะนั้นคอร์สเรียนทุกวันนี้มีให้เลือกเยอะมาก ยังไม่นับรวมกูรูตามเพจ Facebook ต่างๆ และคนที่อัปโหลดความรู้ให้ฟรีๆ บน YouTube ผมถึงชอบบอกทุกคนว่าแค่เราขยันหาความรู้ เราอาจไม่ต้องใช้แพลตฟอร์มที่ต้องเสียเงินพวกนั้นก็ได้ ถ้าเราขยันเสิร์ช ก็มักจะเจอความรู้ฟรีๆ อยู่ที่ไหนสักที่ให้เราเรียน&nbsp;</p>



<p>ผมแบ่งแพลตฟอร์มในประเทศไทยเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือ content provider คือคนที่ทำคอนเทนต์ของตัวเองออกมาแบบออริจินัล กับอีกประเภทคือคนที่เป็น marketplace คือเป็นตัวกลางที่เปิดให้คนอื่นเอาคอนเทนต์มาลง ถ้าเป็นอย่างหลังมีข้อดีคือวิชาความรู้จะหลากหลายมาก ถ้าคุณไปดูบน SkillLane จะเห็นว่ามีหลายคอร์สที่แปลกใหม่ เช่น วิธีการเพิ่มส่วนสูง ใครจะไปเชื่อใช่ไหมว่ามีคอร์สแบบนี้ ส่วนถ้าเป็น Skooldio เอง เราค่อนไปทางการเป็น content provider คือเราออดิชันคนสอน วางหลักสูตร พยายามจัดคอร์สเรียน แล้วถ้าเป็นแพลตฟอร์มอย่าง ConicleX ก็จะเป็นลักษณะไฮบริด คือเป็นตลาดก็จริงแต่ไม่ใช่ว่าจะเอาใครก็ได้มาทำคอนเทนต์ เขาใช้วิธีสร้างพาร์ทเนอร์กับสถาบันต่างๆ ให้มาช่วยทำคอนเทนต์ให้เขามากกว่า หรืออย่าง Coursera ก็จะอาศัยมหาวิทยาลัยเป็นคนทำคอร์ส ซึ่งก็ทำให้แพลตฟอร์มได้รับความน่าเชื่อถือจากแบรนด์มหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วย</p>



<p>แล้วถ้าถามว่าการเรียนกับแพลตฟอร์มที่ต้องจ่ายเงินยังจำเป็นอยู่ไหม ผมมองว่าถ้าสมมติคุณเป็นคนที่ยังไม่ค่อยรู้อะไรเลย แต่สนใจอยากเรียนรู้เรื่องนั้นๆ การที่เรายอมจ่ายเงินหนึ่งก้อนเพื่อคอนเทนต์ที่คัดกรองมาอย่างดีแล้ว จัดเรียงลำดับมาแล้ว ก็จะช่วยย่นระยะเวลาคุณได้ อาจเรียกว่าเป็นการใช้เงินซื้อประสิทธิภาพ&nbsp;</p>



<p>อย่างที่ผมบอกว่าทางเลือกตอนนี้มีเยอะมาก ความยากจึงน่าจะอยู่ในมุมผู้บริโภคมากกว่า ที่จะต้องเลือกว่าคอร์สไหนมีคุณภาพ ตอบโจทย์ตัวเอง แต่ก็มีบางคนมาถามผมว่าเขาใช้เวลาเลือกคอร์สมาเป็นเดือนแล้ว ยังไม่ได้เรียนสักที ผมก็บอกเขาไปว่า “เรียนๆ ไปเถอะ” (หัวเราะ) เพราะอย่างน้อยคุณได้เอาความรู้ไปใช้บ้าง ดีกว่ามัวแต่นั่งกั๊กๆ แล้วไม่ได้เรียนรู้อะไรสักที คุณลองเลยดีกว่า ใครอยากรู้เรื่องไหนก็ลองเรียนไปเลย</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ถ้ามองเฉพาะตลาดของแพลตฟอร์มเหล่านี้ในประเทศไทย คุณว่าอะไรคือความท้าทายทั้งในปัจจุบันและอนาคต แพลตฟอร์มต่างๆ มีแนวโน้มจะต้องปรับตัวไปทางไหนบ้าง</strong></h2>



<p>ถ้าตอบแบบตรงไปตรงมา มันเป็นธุรกิจที่ margin (กำไรขั้นต้น) ไม่ได้สูงมาก ปัญหาหลักๆ ของเราคือ ตลาดเราเล็ก ทันทีที่คุณเลือกจะทำคอร์สเป็นภาษาไทย แปลว่าคุณจำกัดคนซื้ออยู่แค่คนไทย อย่าง Skooldio เองที่เรามีสอนวิชาด้านเทคโนโลยีต่างๆ แต่เราไม่ได้มีคนที่ทำงานเป็น developer (นักพัฒนาด้านเทคโนโลยี) ในประเทศนี้มากขนาดนั้น มีไม่ถึงแสนคน แล้วไม่ใช่ทุกคนที่มาเรียนอีก เพราะฉะนั้นมันก็เป็นเปอร์เซ็นต์ส่วนน้อยมาก เพราะฉะนั้นมันทำให้ต้นทุนเราสูงมาก เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มระดับโลกที่ทำคอร์สภาษาอังกฤษ แล้วมีคนเรียนหลายล้านคนทั่วโลก ทำให้เขามีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำมากจนเหลือแค่เลขหลักหน่วย แต่ของเรามีต้นทุนการผลิตหลักแสนบาท แล้วมีคนเรียนแค่ 500 กว่าคน ต้นทุนเลยสูงมาก คอร์สของเราก็เลยแพง&nbsp;</p>



<p>ถ้าถามว่าเรามาเปลี่ยนเป็นโมเดลแบบสตาร์ทอัพได้ไหม ทำคอร์สถูกลงมาหน่อย มันก็คงได้ แต่สุดท้ายเราก็ต้องไปลดทอนคุณภาพ และลดความเก่งของคนที่จะมาสอน สมมติเราจะเอา developer เก่งๆ มาสอนเขียนโค้ด เขาก็ไม่ค่อยอยากมาสอนให้เรา เพราะปกติเขาอาจจะรับงานของเขาเองได้วันละหลายหมื่น เพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์ของการทำธุรกิจนี้เลยยากนิดหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>แล้วในอนาคต เด็กรุ่นใหม่จะเก่งภาษาอังกฤษมากขี้น เขาก็ต้องการไปใช้แพลตฟอร์มที่มีอาจารย์ระดับโลกสอนเขาเลยมากกว่า ดังนั้นตลาดของเราส่วนหนึ่งจะย้ายไปแพลตฟอร์มต่างประเทศกันมากขึ้น แต่ก็มี megatrend (เมกะเทรนด์) เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือกลุ่มคนสูงวัย ซึ่งเริ่มมีเทรนด์ในต่างประเทศ เช่น ในญี่ปุ่น คนสูงวัยที่มีเวลาว่างก็เริ่มอยากเรียนรู้อะไรเล็กน้อยอย่างการถักไหมพรม ให้ตัวเองรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่ามากขึ้น คือไม่ใช่การไปเรียนเพื่อทำงาน แต่เป็นการเรียนเพื่อความสันทนาการของตัวเอง นี่ก็เป็นเทรนด์ที่น่าจับตาสำหรับแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.the101.world/wp-content/uploads/2022/01/375A6468-800x1200.jpg" alt="" class="wp-image-290428"/><figcaption>ดร. วิโรจน์ จิรพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง Skooldio</figcaption></figure>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>นอกจากแพลตฟอร์มแล้ว สถาบันการศึกษาก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่จำเป็นต้องปรับตัวรับกับกระแส lifelong learning เหมือนกัน คุณว่าสถาบันการศึกษาต่างๆ ในไทยต้องปรับตัวกับเรื่องนี้อย่างไร หรือคุณได้มองเห็นการปรับตัวอะไรเกิดขึ้นแล้วบ้าง</strong></h2>



<p>แน่นอนว่าต้องปรับ ต้นแบบที่ผมว่าดีก็คือที่ประเทศสิงคโปร์ อย่างมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore) ที่ประกาศออกมาเลยว่า เมื่อคุณเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเขาแล้วถือว่าคุณเป็นนักศึกษาของเขาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยก็เลยมีคอร์สออนไลน์ต่างๆ ออกมา เปิดให้ศิษย์เก่าได้สิทธิเรียนได้สองคอร์สต่อปี แล้วตอนนี้ก็เริ่มเปิดให้คนนอกไปเรียนได้ด้วย&nbsp;</p>



<p>สำหรับประเทศไทย ผมว่าสิ่งที่เราต้องมีคือระบบที่ยืดหยุ่นกว่านี้ ตอนนี้หลายอย่างตึงเกินไป บางมหาวิทยาลัยกำหนดเงื่อนไขว่าคนเป็นอาจารย์พิเศษห้ามสอนเกิน 50% ของรายวิชา แล้วมีเงื่อนไขอื่นยุบยิบ ทำให้การเปิดคอร์สใหม่ๆ ในมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องยากมาก อย่างตอนนี้มีเทรนด์เรื่อง Blockchain กับ Cryptocurrency เกิดขึ้นมา คำถามคือเรามีมหาวิทยาลัยไหนบ้างที่เปิดสอนเรื่องพวกนี้ ผมแทบจะนึกไม่ออกเลย มันต้องคิดยิบย่อยว่าใครจะเป็นคนสอน ใครเป็นคนอนุมัติหลักสูตร เอาคอนเทนต์มาจากไหน คือทุกอย่างตึงไปหมดจนยากที่จะเปิดสอนอะไรใหม่ๆ&nbsp;</p>



<p>แต่ถ้าไปดูมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง MIT หรือ Harvard จะเห็นว่ามีคอร์สออนไลน์เต็มไปหมด แล้วมีหัวข้อใหม่ๆ ที่กำลังเป็นเทรนด์เยอะมาก เช่น AI สำหรับการทำธุรกิจ หรือเรื่องเทคโนโลยีการแพทย์ล้ำๆ ทำให้คนที่อยากอัปเดตความรู้เร็วๆ สามารถเรียนได้ในระยะเวลาสั้นๆ 4-6 สัปดาห์ โดยไม่ต้องไปเรียนปริญญาเต็มหลักสูตร นี่เป็นสิ่งที่สถาบันการศึกษาต่างประเทศทยอยปรับตัวกันไปมากแล้ว</p>



<p>ในประเทศไทย จริงๆ ผมก็เริ่มเห็นสถาบันการศึกษาเริ่มปรับตัวบ้างแล้ว อย่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เริ่มให้ศิษย์เก่าไปเรียนวิชาของตัวเองได้ บางมหาวิทยาลัยก็เริ่มมองว่าเขาอาจจะไม่สามารถสอนทุกอย่างได้เก่งที่สุด แล้วเริ่มยอมรับเอาผู้เชี่ยวชาญข้างนอกเข้ามาสอน อย่างจุฬาฯ ก็มีแพลตฟอร์มกลางของตัวเองที่เปิดสอนรายวิชา GenEd (General Education – การศึกษาทั่วไป) ซึ่งจะมีบางคอร์สที่เปิดให้เรียนกับสถาบันข้างนอก Skooldio เองก็ได้เข้าไปร่วมมือกับจุฬาฯ ในส่วนนี้ด้วย เช่น เราได้เพิ่มคอร์สเกี่ยวกับโปรแกรม Excel เข้าไป เพราะทักษะการใช้ Excel ถือว่าสำคัญมากในชีวิตการทำงานของหลายคน แล้ววิชานี้ก็เป็นที่สนใจมาก เปิดรับสมัครไม่กี่ชั่วโมงก็เต็มแล้ว</p>



<p>สิ่งที่คิดจะพัฒนาต่อไป คือเป็นไปได้ไหมที่จะจัดคอร์สเหล่านี้ให้เป็นหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบ นักศึกษาเรียนวิชาพวกนี้แล้วสามารถนับเป็นหน่วยกิตวิชาเลือกเสรีของเขาได้เลย นี่ก็เป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยกำลังคิดปรับตัวกันอยู่ ตอนนี้อาจจะช้าเล็กน้อยเพราะติดขัดข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ที่สุดก็ต้องปรับตัว เพราะทุกวันนี้การเรียนปริญญาแบบออนไลน์มีเยอะมาก คือเรียนออนไลน์อยู่บ้านแล้วได้ปริญญาตรี-โทเลย ตอนนี้เริ่มมีคำพูดว่าปริญญาอาจจะไม่สำคัญอีกต่อไป เทรนด์อนาคตจะเริ่มไปทางใบประกาศวิชาชีพมากขึ้น เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องปรับตัวกับเรื่องนี้ </p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>อีกภาคส่วนหนึ่งที่สำคัญมากในเรื่องนี้คือภาครัฐ คุณมองนโยบายของภาครัฐไทยต่อเรื่องการพัฒนาทักษะคนไทยตอนนี้เป็นอย่างไร แล้วมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอะไรไหม</strong></h2>



<p>ส่วนที่ดีคือได้เห็นความพยายามของรัฐที่จะส่งเสริมทักษะเชิงดิจิทัลอยู่ ถ้าตามแฟนเพจของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ก็จะเห็นว่าเขามีโครงการออกมาไม่เว้นแต่ละวัน&nbsp;</p>



<p>แต่ในความเห็นส่วนตัว ผมรู้สึกว่าภาครัฐของไทยพยายามทำทุกอย่างเองมากเกินไป กลายเป็นว่าแต่ละโครงการต้องมี DEPA เข้าไปจับมือด้วย แล้วภาครัฐก็มักจะเลือกจับมือกับสถาบันการศึกษาต่างๆ เท่านั้น ไม่ค่อยเลือกเอกชนเท่าไหร่ อาจจะเพราะกังวลเรื่องความไม่โปร่งใสต่างๆ แต่ว่ามหาวิทยาลัยของไทยไม่ใช่องค์กรที่ปรับตัวได้เร็วขนาดนั้น การเข้าไปจับมือกับสถาบันการศึกษาอาจประสบความสำเร็จได้ระดับหนึ่งในแง่การให้ความรู้ประชาชน แต่ผมว่ามันยังไม่ใช่ภาพที่ดีที่สุด</p>



<p>มองออกไปต่างประเทศ ประเทศที่ทำเรื่องนี้ได้ดีมากๆ คือสิงคโปร์ เขามีโครงการ SkillsFuture ที่มาจากความร่วมมือของหลายภาคส่วนมาก และทำงานด้วยกันอย่างเป็นระบบดีมาก ตั้งแต่การวาง competency roadmap (แผนการฝึกทักษะ) เช่น เขาคิดเลยว่าคนที่อยากเป็น data scientist (นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล) ควรต้องรู้ทักษะอะไรบ้าง วางออกมาเป็นโครงอย่างดี แล้วทุกส่วนก็เอาแผนที่เดียวกันนี้ไปใช้ ถ้าเป็นนายจ้างก็ดูได้เลยว่าถ้าจะจ้างคนในตำแหน่งงานนี้ ต้องการคุณสมบัติอะไรบ้าง ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอบรม ก็จะมีแนวทางว่าจะสอนอย่างไร จะประเมินทักษะผู้เรียนอย่างไร จะเห็นว่าทุกส่วนเชื่อมโยงเข้าหากัน ทำงานภายใต้ระบบเดียวกันหมด</p>



<p>สิ่งที่คนพูดถึงเยอะที่สุดเกี่ยวกับ SkillsFuture ก็คือการแจกคูปองฝึกทักษะให้ประชาชนทุกคนในสิงคโปร์ไปเรียนอะไรก็ได้ที่อยากเรียน มันเหมือนกับว่าเป็นเงินให้เปล่าจากรัฐบาล ผมมีโอกาสได้คุยกับเพื่อนของผมที่สอนหลักสูตรเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ data science อยู่ที่นั่น เขาบอกว่าข้อดีของการมีเงินให้เปล่าจากรัฐบาลแบบนี้คือทำให้สถาบันต่างๆ พยายามพัฒนาตัวเองให้ได้มากที่สุด ทำคอร์สให้ดีที่สุด พยายามทำทุกอย่างให้ประชาชนอยากกำเงินจากรัฐบาลไปเรียนกับเขา มันเลยยิ่งผลักดันให้เราได้โปรแกรมที่ดีที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมมากที่สุด ซึ่งก็เป็นภาพที่ผมอยากเห็นประเทศไทยไปให้ถึง ประเทศเราตอนนี้ไปเน้นส่งเสริมโครงการอย่างเราเที่ยวด้วยกันหรือคนละครึ่ง แต่ยังไม่เห็นการส่งเสริมให้คนพัฒนาทักษะออกมาชัดเจนขนาดนั้น ถ้าเราทำได้ก็จะดีมาก&nbsp;</p>



<p>สิงคโปร์ใส่ใจกับเรื่องพวกนี้มาก ตอนที่เกิดโควิด-19 ใหม่ๆ โครงการ SkillsFuture ก็ประกาศออกมาเลยว่าจะให้งบเพิ่มสำหรับคนทำอาชีพอิสระให้ไปฝึกทักษะใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนอาชีพ จะได้เอาตัวรอดได้ในช่วงโควิด-19 การทำแบบนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับตัวของประชาชนเอง แต่ยังมีประโยชน์ต่อประเทศ เพราะพอประชาชนมีทักษะสูงขึ้น พวกเขาเหล่านี้ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศต่อไป ผมว่าเรื่องนี้จำเป็นมาก ไม่อย่างนั้นเราจะเสียโอกาสอีกเยอะ ยิ่งตอนนี้เราพูดกันมากเรื่องการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งถึงจุดหนึ่งถ้าเปิดเต็มที่แล้วก็จะมีต่างประเทศเข้ามาแข่ง เช่น อีกหน่อยคนไทยก็อาจใช้บริการธนาคารของสิงคโปร์หรือมาเลเซียที่ขึ้นชื่อได้ พอเป็นอย่างนั้นคนไทยก็อาจเริ่มคิดแล้วว่าควรใช้บริการธนาคารของไทยต่อไหม นี่คือความเสี่ยงของประเทศ ถ้าเรายังไม่สามารถพัฒนาทักษะของคนเราให้ไปแข่งขันระดับโลกได้ เราจะไม่มีที่ไปอีกแล้ว  </p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>สำหรับคนที่เริ่มจะสนใจพัฒนาทักษะความรู้ตัวเอง คุณมีคำแนะนำอะไรไหม</strong></h2>



<p>ผมพูดเสมอว่าโลกทุกวันนี้เป็นโลกที่เราอยู่เฉยๆ เราก็เดินถอยหลังแล้ว ถ้าเราอยู่เฉยๆ ทุกคนจะเดินแซงหน้าเรา แล้วผมไม่อยากให้มองว่านี่เป็นยุคที่เหนื่อยเพราะต้องเอาตัวเองไปต่อสู้กับสิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปตลอดเวลา แต่ผมอยากให้มองว่านี่คือยุคของโอกาส เพราะตอนนี้เทคโนโลยีใหม่กำลังมาเรื่อยๆ ถ้าคุณเป็นคนแรกๆ ที่ใช้เทคโนโลยีนั้นๆ เป็น คุณจะกลายเป็นคนที่มีมูลค่าสูงมากทันที เข้าใจว่าจริงๆ มันก็เหนื่อย เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก จนเราต้องไล่ตามตลอดเวลา แต่ถ้าเราสนุกกับมัน สามารถพาตัวเองเรียนรู้ได้ตลอดเวลา สิ่งนี้จะทำให้เราสำเร็จในหน้าที่การงานได้มาก แล้วจะช่วยขับเคลื่อนประเทศนี้ให้ดีขึ้นได้ด้วย&nbsp;</p>



<p>ถ้าถามว่าเราจะเริ่มอย่างไร ผมจะชอบแนะนำว่าถ้าคุณไม่เคยเรียนออนไลน์แบบนี้มาก่อน ก็อาจจะอย่าเพิ่งไปเริ่มเรียนคอร์สที่ยาวมาก ค่อยๆ เริ่มจากคอร์สที่ง่ายๆ สั้นๆ ก่อน และอีกอย่างหนึ่งคือเริ่มจากสิ่งที่เราอยากเรียนหรือใกล้เคียงกับงานที่เราทำอยู่ ซึ่งทำให้เราหยิบเอาไปใช้ประโยชน์กับงานได้ทันที หรือช่วยให้เราได้ขึ้นเงินเดือน ได้เลื่อนตำแหน่ง ได้รับคำชมจากเจ้านาย สิ่งเหล่านี้ก็จะสร้างแรงจูงใจให้เราอยากเรียนแล้วก็ทำให้เราอยากไปเรียนอย่างอื่นเพิ่มเติมอีก  </p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/viroj-chiraphadhanakul-interview/">เจาะเทรนด์พัฒนาทักษะของคนไทย ในยุคดิสรัปชันใหญ่ของตลาดแรงงาน กับ วิโรจน์ จิรพัฒนกุล</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พลิกโฉมหน้าอาชีวะ ด้วยเทรนด์ทักษะแห่งโลกอนาคต</title>
		<link>https://www.eef.or.th/tvet-new-competencies/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 Oct 2021 07:11:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีวะ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีวศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะแห่งอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาทักษะแรงงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=46664</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทความนี้ขอเริ่มต้นด้วยข้อเท็จจริง 2 ประการที่เราอยากให [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tvet-new-competencies/">พลิกโฉมหน้าอาชีวะ ด้วยเทรนด์ทักษะแห่งโลกอนาคต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บทความนี้ขอเริ่มต้นด้วยข้อเท็จจริง 2 ประการที่เราอยากให้คุณรู้เกี่ยวกับอาชีวศึกษา :</p>



<p>1.ไม่ใช่คำพูดเกินจริงหากบอกว่า ในสายตาของใครหลายคน การฝึกอบรมด้านเทคนิคและการอาชีวศึกษา (technical and vocational education and training (TVET)) อาจไม่เคย ‘ดูดี’ สู้การเรียนสายสามัญและอุดมศึกษาได้เลย</p>



<p>มันเป็นปัญหาร่วมกันของอาชีวศึกษาแทบทั้งโลก ถึงขนาดที่ UNEVOC หรือศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมด้านเทคนิคและอาชีวศึกษาในสังกัด UNESCO ต้อง<a href="https://unevoc.unesco.org/up/vc_synthesis_21.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">จัดทำแนวทางพัฒนาภาพลักษณ์</a>ของการเรียนระบบนี้เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2018 เนื่องจากปัญหาด้านภาพลักษณ์ไม่เพียงส่งผลต่อตัวผู้เรียน ผู้ปกครอง แต่อาจทำให้รัฐ องค์กรธุรกิจ ไปจนถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมีแรงจูงใจลงทุนพัฒนาการศึกษาประเภทนี้ต่ำลง</p>



<p>2.นักเรียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำมักเลือกเรียนเทคนิคและการอาชีวศึกษาแทนการเรียนในสายสามัญ เนื่องจาก<a href="https://www.the101.world/technical-and-vocational-education-and-training/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">มีค่าเล่าเรียนถูกกว่า</a> รวมถึงเชื่อว่าการเรียนอาชีวศึกษาจะเป็นใบเบิกทางเข้าสู่ตลาดแรงงาน ทักษะที่มีจะเป็นที่ต้องการ มั่นคงและแน่นอน</p>



<p>ข้อเท็จจริงทั้งสองถือเป็นภาพสะท้อนอาชีวศึกษาในบ้านเรา กล่าวคือภาพลักษณ์ของการเรียนสายอาชีพยังไม่อาจสู้การศึกษาภาคปกติ และดูเหมือนว่ารัฐก็ไม่ได้ใส่ใจในการลงทุนพัฒนามากพอ ทว่าอีกแง่หนึ่ง การเรียนเทคนิคและอาชีวศึกษากลับเปรียบเหมือน ‘ความหวัง’ ของนักเรียนที่มีต้นทุนทางสังคมน้อยกว่าผู้อื่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตตนเองและครอบครัว รวมถึงเป็น ‘ความหวัง’ ของตลาดแรงงานซึ่งต้องการผู้เชี่ยวชาญทักษะเฉพาะทางด้วย</p>



<p>คำถามชวนขบคิดต่อคือเราจะทำอย่างไรให้การเรียนเทคนิคและอาชีวศึกษาตอบโจทย์ความหวังเหล่านั้น พร้อมทั้งสร้างภาพจำใหม่ว่าเป็นการศึกษาที่มีคุณภาพไม่แพ้การศึกษาประเภทอื่น ไม่ใช่แค่การเรียนงานช่าง งานฝีมือแบบเก่าๆ อีกต่อไป</p>



<p>ไม่แน่ว่าทางออกอาจอยู่ที่การปรับเปลี่ยนเนื้อหาหลักสูตรและคุณภาพการเรียนการสอนอาชีวศึกษาให้ไม่ล้าสมัย เติมทักษะใหม่ที่ช่วยผู้เรียนอยู่รอดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน 101 จึงอยากชวนคุณมาสำรวจเทรนด์การเรียนรู้และทักษะที่ระบบการศึกษาสายอาชีพควรมอบให้ จากรายงาน <a href="https://unevoc.unesco.org/pub/bilt_trends_mapping_study.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">“Trends in New Qualifications and Competencies for TVET”</a> โดย UNEVOC ซึ่งสกัดองค์ความรู้จากการเรียนการสอนอาชีวะในกลุ่มประเทศแถบยุโรป มาเป็นกรอบการพัฒนาอาชีวศึกษาของไทยในอนาคต</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>โลกเปลี่ยน อาชีวศึกษาก็ต้องเปลี่ยน</strong></h2>



<p>หากจุดเด่นของการเรียนเทคนิคและอาชีวศึกษา เป็นการศึกษาที่มุ่งพัฒนาคนให้มีทักษะตรงความต้องการของตลาดแรงงาน การหมั่น ‘อัปเดต’ เทรนด์เศรษฐกิจและเทรนด์โลกเพื่อไม่ให้หลักสูตรล้าหลังกว่าความเปลี่ยนแปลงย่อมเป็นเรื่องที่ขาดไปไม่ได้ ในรายงานของ UNEVOC ระบุความท้าทายระดับโลกที่ตลาดแรงงานกำลังเผชิญ รวมถึงอาจจะดำเนินต่อไปอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ไว้ 5 ข้อ ดังนี้ : &nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>กระแส Digitalization</strong></h4>



<p>‘ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล’ ไม่ใช่ประโยคใหม่ที่เพิ่งพูดกันเกี่ยวกับโลกการทำงานในอนาคต แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านวัตกรรมต่างๆ นับวันจะก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ทวีความชาญฉลาด (รวมถึงความซับซ้อน) จนใครหลายคนอาจตามไม่ทัน และส่งผลกระทบต่อเราโดยตรงในแง่ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานหรือเปลี่ยนแปลงลักษณะงานที่เคยมีอยู่ไปอย่างสิ้นเชิง – อย่างน้อยๆ เราก็เห็นได้ชัดว่างานที่ใช้กำลังคนหรืองานที่ต้องทำซ้ำๆ ทุกวัน (routine) กำลังจะสูญพันธุ์ในอีกไม่ช้า&nbsp;</p>



<p>แต่สิ่งที่เรายังไม่เห็นในตอนนี้ คือเทคโนโลยีจะไปหยุดพัฒนาที่ตรงไหน หากกระแส Digitalization ยังคงเป็นโจทย์ที่ ‘ดิสรัปต์’ ตลาดแรงงานอยู่เนืองๆ&nbsp;คนทำงานยุคใหม่ก็ต้องรู้เท่าทันพัฒนาการของนวัตกรรมเช่นกัน</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>กระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development)</strong></h4>



<p>หลังจากโลกประสบภาวะโลกร้อน สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เกิดมลพิษและสูญสิ้นทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ‘การพัฒนาอย่างยั่งยืน’ หรือการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็กลายมาเป็นประเด็นร่วมสมัยสำหรับอุตสาหกรรมทุกวงการ คุณสมบัติใหม่ที่ธุรกิจเริ่มมองหาจากคนทำงานจึงเป็นความรู้ความตระหนักเกี่ยวกับประเด็นสิ่งแวดล้อม เพื่อดำเนินการต่างๆ โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้น้อยที่สุด คุ้มค่าที่สุด ไปจนถึงร่วมกันดูแลรักษาสภาพแวดล้อมผ่านวัฒนธรรมองค์กรและไลฟ์สไตล์อื่นๆ</p>



<p>แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการปลูกฝังทัศนคติและการให้ความรู้ที่ถูกต้องในระบบการศึกษานั่นเอง</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>กระแสการย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศ</strong></h4>



<p>นอกจากโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่เปิดโอกาสให้การศึกษาต่อต่างประเทศและเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามประเทศเป็นไปอย่างอิสระแล้ว ความขัดแย้งทางการเมืองและสังคม วิกฤตเศรษฐกิจ และภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นในแต่ละประเทศ ล้วนส่งผลให้อัตราการย้ายถิ่นฐานของประชากรบนโลกเพิ่มสูงขึ้น หลายครอบครัวเดินทางจากบ้านเกิดมาตั้งรกรากในประเทศใหม่ ทำให้ในสังคมหนึ่งๆ เราอาจพบความหลากหลายทางเชื้อชาติมากขึ้น</p>



<p>ข้อมูลที่น่าสนใจคือที่ผ่านมา การเรียนเทคนิคและอาชีวศึกษาในหลายประเทศเป็นระบบการศึกษาที่ต้องรองรับนักเรียนต่างชาติจำนวนมาก และรับหน้าที่เตรียมความพร้อมให้พวกเขาเหล่านั้นเข้าสู่ตลาดแรงงานของประเทศอย่างมีคุณภาพ ด้วยเหตุนี้ น่าจะคาดเดาได้ไม่ยากว่าอาชีวศึกษาในอนาคตต้องคำนึงถึงแผนรองรับนักเรียนข้ามชาติให้อยู่ร่วมเรียนรู้ไปกับนักเรียนและครูในประเทศด้วย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>กระแสส่งเสริมการสร้างผู้ประกอบการ</strong></h4>



<p>โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ดีมีส่วนช่วยให้คนตัวเล็กตัวน้อยลืมตาอ้าปาก และโอกาสดังกล่าวย่อมเพิ่มขึ้นถ้าได้รับการศึกษาที่ดีควบคู่กัน การเรียนเทคนิคและอาชีวศึกษาในระดับโลกจึงพยายามเสนอให้มีหลักสูตรส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการเพื่อความก้าวหน้าของตัวบุคคลและสังคมเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนี้ การศึกษาแนวคิดแบบผู้ประกอบการจะทำให้คนทำงานมองเห็นภาพกว้างของเทรนด์ตลาด ความต้องการของผู้บริโภค และมีมุมมองการแก้ไขปัญหาที่ยืดหยุ่น ปรับตัวตามสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น เป็นทักษะเอาตัวรอดที่ดีในตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>บาดแผลจากโควิด-19</strong></h4>



<p>แม้โรคอุบัติใหม่อย่างโควิดจะเพิ่งเกิดขึ้นและอยู่ร่วมกับเรามาได้เพียงปีสองปี แต่ยากจะดูแคลนผลกระทบต่อสังคมเศรษฐกิจนานาประเทศ เพราะจากการสำรวจเบื้องต้นขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2020 คาดการณ์ว่าวิกฤตโควิดจะก่อให้เกิดภาวะการว่างงานครั้งใหญ่ทั่วโลก โดยจากเดิมที่มีคนว่างงานอยู่แล้ว 188 ล้านคนตามข้อมูลปี 2019 เราอาจมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5.3 ล้านคน หรืออาจมากถึง 24.7 ล้านคน ซึ่งมากกว่าจำนวนคนว่างงานตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (The Great Recession) ปี 2008-2009 เลยทีเดียว</p>



<p>ไม่เพียงแต่จะทำให้คนว่างงาน แต่โควิดยังเปรียบเหมือนเชื้อไฟเร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมและการทำงาน ธุรกิจหลายแห่งเริ่มลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างระบบการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น สะดวกยิ่งขึ้น อย่างหุ่นยนต์แทนแรงงานคน ออฟฟิศ IOT ฐานข้อมูลแบบ Digital Cloud แพลตฟอร์มและเครื่องมือสำหรับทำงานจากระยะไกล (remote working) เป็นต้น</p>



<p>พูดอีกนัยหนึ่งคือโควิดเข้ามาเร่งกระบวนการ Digitalization ให้เกิดเร็วขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังตอกย้ำกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ผนวกเข้ากับวิสัยทัศน์และการทำงานในอุตสาหกรรมต่างๆ เนื่องจากโรคระบาดทำให้คนเริ่มตระหนักถึง ‘สัญญาณเตือน’ จากธรรมชาติ และเริ่มมองภาพอนาคตในสังคมที่ปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม</p>



<p><br>ผลพวงจากกระแสความท้าทายข้างต้น โดยเฉพาะเทรนด์ Digitalization และการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่กำลังมาแรงในทุกสาขาอาชีพ ทำให้เราสามารถทำนายอนาคตของตลาดแรงงานได้ว่า อีกไม่นานย่อมต้องเกิดตำแหน่งงานใหม่ อาชีพใหม่ ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล โทรคมนาคม การตลาด การเงิน และการให้บริการด้าน IT เช่น สถาปนิกที่เชี่ยวชาญการออกแบบสภาพแวดล้อม IOT ผู้พัฒนาและดูแลรักษาปัญญาประดิษฐ์และโครงสร้างพื้นฐานของฐานข้อมูล Big Data โดยเฉพาะ หรือแม้แต่อาชีพที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น นักติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ วิศวกรกังหันลม และนักอุตุนิยมวิทยาเกษตร ฯลฯ</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้นภาพการทำงานในธุรกิจต่างๆ ก็จะเปลี่ยนไป เพราะเราจะหันมาใช้หุ่นยนต์ เครื่องจักร หรือระบบอัตโนมัติในการทำงานกิจวัตรจนกลายเป็นเรื่องปกติ เปิดโอกาสให้คนหันไปใช้เวลากับงานซับซ้อนมากขึ้น &nbsp;เช่นงานที่เรียกร้องทักษะ soft skill หรือทักษะที่เครื่องจักรไม่สามารถทำแทนได้ รวมถึงงานที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจด้านความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ</p>



<p>อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวขึ้นอยู่กับบริบทสังคมการเมืองแต่ละแห่งที่ร่วมกำหนดทิศทางตลาดแรงงานด้วยว่าอาชีพไหนไม่ได้ไปต่อ และอาชีพไหนต้องปรับตัวอย่างไร ทุกวันนี้เราอาจพอเห็นสัญญาณเตือนบ้างแล้วว่าอาชีพที่เกี่ยวกับการจัดการโกดังเก็บสินค้า (warehouse) โลจิสติกส์ การคมนาคม และงานในส่วนของการผลิตสินค้า (production line) มีสิทธิ์ถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติสูง เช่นเดียวกับงานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมอย่างอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลก็มีสิทธิ์โดนลดบทบาทสำคัญลง</p>



<p>สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือคนทำงานอายุน้อยหรือเด็กจบใหม่อาจถือว่าเป็นกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบเต็มๆ คนเหล่านี้มักเริ่มต้นด้วยตำแหน่งเล็กๆ ทำงานจิปาถะรายวันหลังเรียนจบ เช่น เป็นพนักงานขาย ลูกมือทำอาหารในครัว บริกร งานสนับสนุนเบื้องหลัง ฯลฯ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต่อไปอาจจะสาบสูญ เพราะถูกเครื่องจักรอัตโนมัติทำงานแทนเสียหมด</p>



<p>ดังนั้น การศึกษาสายอาชีพต้องช่วยเติมทักษะ ความสามารถใหม่ๆ ที่เมื่อผู้เรียนจบออกไป จะมีศักยภาพมากพอสำหรับการทำงานในระดับที่สูงขึ้นกว่าตำแหน่งลูกมือ คนทำงานเบ็ดเตล็ดรายวัน – สำคัญกว่าหุ่นยนต์ในท้องตลาด</p>



<p></p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>อาชีวะโฉมใหม่และทักษะจำเป็นในอนาคต</strong></h2>



<p><br>คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าจุดมุ่งหมายของการศึกษาอาชีวะสมัยใหม่คือการทำให้ผู้เรียน ‘เอาชนะ’ เครื่องจักรด้วยการเติมทักษะทางสังคมและความเป็นมนุษย์ในตลาดแรงงาน อันที่จริงแล้ว การเรียนรู้ทักษะดังกล่าวก็สอดคล้องกับเทรนด์การเรียนการสอนทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในการศึกษาปกติเช่นกัน</p>



<p>โดยรายงานของ UNEVOC เสนอว่า การเรียนเทคนิคและอาชีวศึกษาควรสร้างทักษะพื้นฐาน อย่างการเรียนเขียนอ่าน คิดคำนวณ Digital Literacy ควบคู่กับทักษะการรู้คิดขั้นสูง เช่น การคิดวิเคราะห์ (critical thinking) ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการแก้ไขปัญหาแบบ complex problem solving การหาความรู้ด้วยตัวเอง และการมีวินัย ที่สำคัญ ไม่ควรลืมทักษะด้านอารมณ์และสังคม เช่น ความรับผิดชอบ ละเอียดลออ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ รู้เท่าทันตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ ต้องผนวกรวมเข้ากับการเรียนรู้ทักษะเฉพาะทางตามแต่ละสาขาอาชีพอันเป็นจุดเด่นของอาชีวศึกษา</p>



<p>นอกเหนือไปจากภาพกว้างข้างต้น สิ่งที่ควรพิจารณาต่อคือการปรับปรุงหลักสูตรเพื่อรับมือกับกระแสความท้าทายแต่ละด้าน และนี่คือตัวอย่างที่น่าสนใจจากประเทศต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นภาพการพัฒนาอาชีวศึกษาในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น :</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทักษะสำคัญของอาชีพสายเทคโนโลยี</strong></h4>



<p>ประเทศที่น่าสนใจประเทศแรกคือสวิตเซอร์แลนด์ — ข้อมูลจาก The Swiss State Secretariat for Economic Affairs (SECO) เมื่อปี 2017 เผยว่า ด้วยกระแสความนิยมด้านการวาดภาพ 3 มิติ และใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบผลงาน คิดคำนวณ ในสายอาชีพอย่างสถาปนิกหรือนักออกแบบแขนงอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น ทำให้งานประเภทนักพัฒนาเทคโนโลยีสนับสนุนเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยคุณสมบัติสำคัญที่นักพัฒนาเทคโนโลยีควรมี คือ สามารถใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลคำนวณ ทดสอบความเป็นไปได้ที่จะเกิดข้อผิดพลาดในโปรแกรม และปรับปรุงให้เหลือน้อยที่สุด สามารถร่วมงานกับผู้เชี่ยวชาญศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อออกแบบการใช้พลังงานอย่างประหยัดที่สุด รวมถึงเข้าใจความต้องการ ทำงานร่วมกับฝั่งนักออกแบบที่เป็นผู้ใช้หลักได้</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ การฝึกอบรมด้านเทคนิคและอาชีวศึกษาในสวิตเซอร์แลนด์ที่หมายมั่นปั้นนักผลิตเทคโนโลยีและโปรแกรมช่วยเหลืองานออกแบบจึงเร่งเติมทักษะด้าน IT ควบคู่ไปกับทักษะทางด้านสังคม ซึ่งถึงแม้การเปลี่ยนแปลงในสวิตเซอร์แลนด์จะเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆ ของตลาดแรงงานทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากกระแส Digitalization แต่ก็สอดคล้องกับข้อเสนอของ UNEVOC ว่าด้วยทักษะที่อาชีวศึกษาควรมอบให้แก่อาชีพสายเทคฯ – ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบโปรแกรม วิศวกรปัญญาประดิษฐ์ ผู้ดูแล Cloud Computing จำเป็นต้องได้รับ ได้แก่ ทักษะพื้นฐานที่ใช้ได้ทุกอาชีพ เช่น การสื่อสาร การเจรจา ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการแก้ไขปัญหา รวมถึง soft skill อย่างความเป็นผู้นำ</p>



<p>เสริมด้วยทักษะด้านเทคโนโลยีเบื้องต้น เช่น ความรู้ในการใช้งานคอมพิวเตอร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ แอปพลิเคชันเบสิก ไล่ระดับไปจนถึงแอปพลิเคชันที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย ทั้งแอปสำหรับการออกแบบเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย การตลาดออนไลน์ ก่อนต่อยอดด้วยความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่กำลังมาแรง เช่น Data Science การประมวลภาษาธรรมชาติ (Natural language processing) หุ่นยนต์ ระบบทำงานอัตโนมัติ Cloud Computing และความปลอดภัยทางไซเบอร์</p>



<p>อนึ่ง ทักษะสำหรับสายเทคฯ ที่อาจเรียนรู้ได้เพิ่มเติม คือทักษะเฉพาะทางสำหรับบางอาชีพ เช่น การตัดต่อวิดีโอ ทำคอนเทนต์ และทักษะการขาย เช่นเดียวกับความรู้ทางธุรกิจอย่างการตลาด การบริหารจัดการโปรเจกต์ ดูแลงบ ที่สามารถขยายโอกาสด้านการประกอบอาชีพหรือพัฒนาธุรกิจเป็นของตัวเองในอนาคต</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทักษะที่ควรมีของอาชีพสายสิ่งแวดล้อม</strong></h4>



<p>ทุกๆ ปี ประเทศสเปนจะมีการรวมตัวของตัวแทนนายจ้าง ผู้จัดการฝ่ายบุคคล ตัวแทนสหภาพการค้าและความร่วมมือระหว่างธุรกิจ แรงงานที่มีทักษะ อาจารย์มหาวิทยาลัยและผู้เชี่ยวชาญจากอาชีวศึกษา เพื่อประเมินทักษะอาชีพกว่า 200 อาชีพว่ามีสิ่งใดต้องปรับปรุงอัปเดตให้ทันโลกบ้าง และหนึ่งในอาชีพที่ถูกประเมินว่าต้องรีบเติมทักษะใหม่ในรายงานประจำปี 2017 คืออาชีพเกี่ยวกับการดูแลป่าไม้และสิ่งแวดล้อม</p>



<p>สิ่งที่ต้องเติมคือความรู้ด้านภูมิประเทศ แนวทางป้องกันไฟป่า การคิดวิเคราะห์ต้นทุนความคุ้มค่า ผลกระทบของการใช้ทรัพยากรป่าไม้ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมระบบนิเวศ ร่ายเรียงไปจนถึงวิธีป้องกันความเสี่ยงจากการปฏิบัติงาน วิธีใช้งานอุปกรณ์จำเป็นต่างๆ เช่นเดียวกับสายอาชีพวิศวกรพลังงานสะอาดที่ต้องเสริมสร้างองค์ความรู้ทางเทคนิคหลายๆ เรื่องเช่นกัน</p>



<p>พูดง่ายๆ ว่าอาชีพเฉพาะทางสายสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันดูเหมือนยังประสบปัญหาเรื่องการขาดทักษะที่จำเป็นต่องานอยู่ นำมาสู่ข้อเสนอของ UNEVOC ที่ระบุว่าอาชีพเหล่านี้ควรมีคุณสมบัติพื้นฐานอย่างการตระหนักรู้เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผสมผสานไปกับทักษะทางอารมณ์และสังคม เช่น การทำงานเป็นทีม ยืดหยุ่นได้ ปรับตัวดี มีความสามารถในการสื่อสารและเจรจา</p>



<p>ส่วนเรื่องทักษะระดับสูงสำหรับอาชีพเฉพาะทางอย่างช่างเทคนิคดูแลกังหันลม ช่างดูแลกระบวนการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ผู้เชี่ยวชาญทรัพยากรน้ำ และอาชีพที่คาดว่าจะมาแรงในอนาคต เช่น ผู้จัดการด้านพลังงาน (energy manager) ช่างตรวจสอบกระแสพลังงาน (energy auditors) นักวางแผนการใช้พลังงาน และนักวิเคราะห์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ควรมีไว้ติดตัวนอกเหนือจากทักษะด้านเทคนิค คือทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical thinking) เพื่อตีความการเปลี่ยนแปลงและความต้องการใหม่ๆ ในสังคมมาสู่การปฏิบัติในธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ทักษะการบริหารจัดการ มีมุมมององค์ความรู้ที่หลากหลายทั้งเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศ เท่าทันเทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ เพื่อปรับใช้สร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน มีคุณลักษณะของการเป็นนักวางแผน และเป็นผู้นำที่ดี เพื่อที่สามารถโน้มน้าวให้ผู้บริหารหรือผู้ออกนโยบายรับฟังแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสม</p>



<p>ทั้งนี้ หากเป็นตำแหน่งบริหารจัดการ หรืองานที่ต้องพบปะผู้คน ก็ควรมีทักษะการให้คำปรึกษา หรือแนะนำผู้บริโภคถึงทางเลือกใหม่ในการรักษาสิ่งแวดล้อม ทักษะการคิดเชิงการตลาด และทักษะด้านภาษาที่ดีประกอบกันด้วย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>โอบรับความหลากหลายของผู้เรียนต่างเชื้อชาติ</strong></h4>



<p>ถ้าลองเปิดข้อมูลตัวเลขผู้เข้ารับการอบรมฝึกอาชีพของ the Federal Institute for Vocational Education and Training (BIBB) ในประเทศเยอรมนีดูแล้วล่ะก็ เราจะพบว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนชาวต่างชาติที่เข้าร่วมรับการอบรมเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 100% และในจำนวนนี้ มีหลายคนถือสถานะผู้ลี้ภัยจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกระทำความรุนแรงโดยรัฐในบ้านเกิดตนเอง ย้ายมาพักอาศัยอย่างไม่มีกำหนดกลับ ทำให้เยอรมนีต้องคิดถึงเรื่องเตรียมความพร้อมแก่กลุ่มคนเหล่านี้เพื่อที่พวกเขาจะสามารถทำงานหาเลี้ยงชีพ และกลายเป็นกำลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจได้</p>



<p>นั่นเป็นที่มาให้สำนักงานจัดหางานแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (German Federal Employment Agency) สร้างโครงการฝึกอบรมชาวต่างชาติเป็นเวลา 6-8 เดือน ซึ่งช่วยวัดระดับทักษะประสบการณ์ของแต่ละคนที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ สอนภาษา ข้อมูลพื้นฐานด้านการใช้ชีวิตในสังคมใหม่ และมอบโอกาสการเข้าร่วมฝึกงานในบริษัทต่างๆ เพื่อสร้างลู่ทางอาชีพต่อไป</p>



<p>จะเห็นได้ว่าหัวใจสำคัญของการรับมือกับกระแสการย้ายถิ่นฐานและผู้ลี้ภัยซึ่งก่อตัวมากขึ้นจากปัญหาต่างๆ คือ การมอบโอกาสทางการศึกษา มอบความรู้สำหรับนำไปประกอบอาชีพ ดังนั้น การฝึกอบรมเทคนิคและอาชีวศึกษาในฐานะการศึกษาที่มอบทักษะอาชีพตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในประเทศนั้นๆ ก็ต้องปรับเปลี่ยนตนเองเพื่อรองรับนักเรียนใหม่หลายเชื้อชาติหลากภูมิหลังผ่านความร่วมมือจากทุกฝ่าย กล่าวคือ อาชีวศึกษาสมัยใหม่ ต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้นักเรียนในประเทศมีทัศนคติยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ปราศจากการกีดกันแบ่งแยก อีกทั้งตระหนักถึงบริบททางวัฒนธรรม สังคมการเมืองที่ต่างกันได้</p>



<p>ในทำนองเดียวกัน ฝ่ายนักเรียนต่างชาติเองก็ต้องมีทัศนคติยอมรับความหลากหลายดังกล่าว พร้อมเปิดใจปรับตัวเข้าหาบริบททางสังคมแบบใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ภาษาของประเทศปลายทาง เพื่อใช้ในการสื่อสารและการศึกษา นอกจากนี้ บุคลากรเช่นครูหรือผู้ฝึกอบรม ยังมีส่วนในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนต่างชาติอย่างมาก ทั้งการมองหาวิธีการสอนที่ช่วยให้เข้าใจได้ง่าย การสร้างความไว้วางใจ แรงบันดาลใจให้แก่ผู้เรียน รวมถึงมอบโอกาสความก้าวหน้าทางการศึกษาและอาชีพโดยปราศจากอคติ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เติมสกิลผู้ประกอบการในการศึกษาสายอาชีพ</strong></h4>



<p>การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยถือเป็นนโยบายสำคัญของหลายๆ ประเทศในศตวรรษที่ 21 เช่นเดียวกับการเรียนรู้ทักษะผู้ประกอบการ (entrepreneurship) ที่กำลังมาแรงในระบบอาชีวศึกษา โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยุโรป เห็นได้จากการที่คณะกรรมาธิการยุโรปร่วมกันจัดตั้งโครงการ “<a href="https://entrecomp360.eu/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Entrecomp360</a>” แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ประกอบด้วยบทเรียน เครื่องมือ ข่าวสารและคำแนะนำสำหรับการเป็นผู้ประกอบการแก่ผู้ที่สนใจ อีกทั้งเชื่อมต่อสถานศึกษาหรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนผู้เรียนและผู้ประกอบการรวมไว้ในที่เดียว</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น EntreComp ยังเสนอกรอบทักษะผู้ประกอบการที่สามารถนำไปประยุกต์พัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมอื่นๆ รวมถึงเป็นตัวชี้วัดทางการศึกษา ได้แก่ กลุ่มทักษะทางความคิดและการแสวงโอกาส ประกอบด้วยความสามารถในการจินตนาการหรือค้นหาโอกาสสร้างมูลค่าให้แก่สินค้าและบริการ การมีวิสัยทัศน์ทางธุรกิจ มองหาไอเดียและโอกาสที่หลากหลายในการประกอบธุรกิจ รวมถึงสามารถประเมินผลกระทบ ผลลัพธ์จากไอเดียที่คิด โอกาสที่เจอ และการลงมือทำ</p>



<p>ต่อมาคือกลุ่มทักษะด้านการบริหารและวิเคราะห์ทรัพยากร หมายถึง ทักษะในการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน การบริหารจัดการทรัพยากรทั้งที่จับต้องและจับต้องไม่ได้ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุด มีความรู้เรื่องการเงินการลงทุน และเศรษฐกิจ ไปจนถึงวิธีสร้างแรงขับเคลื่อนในการทำงานแก่ตนเองและผู้อื่น</p>



<p>สุดท้าย เป็นทักษะด้านการปฏิบัติ เปลี่ยนไอเดียเป็นการลงมือทำเพื่อบรรลุเป้าหมาย ตัดสินใจได้เด็ดขาด รับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้าและความเสี่ยงได้ดี ขณะเดียวกัน ก็สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น สร้างการเรียนรู้ร่วมกันในที่ทำงาน — ทั้งหมดนี้ เป็นกรอบทักษะที่น่าสนใจและอาจมีอิทธิพลต่ออาชีวศึกษาประเทศอื่นๆ นอกเหนือไปจากกลุ่มประเทศยุโรปในอนาคต</p>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading"><br><strong>จะเรียนจะสอนกันอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ</strong></h2>



<p><br>หลังจากได้คำตอบว่าทักษะแบบไหนที่อาชีวศึกษาควรมอบแก่ผู้เรียนเพื่อเตรียมตัวกระโจนสู่ความเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงาน ประเด็นถัดมาคงไม่พ้นคำถามที่ว่าควรจัดการเรียนการสอนอย่างไรให้ผู้เรียนได้รับทักษะดังกล่าว</p>



<p>ในภาพกว้าง UNEVOC เน้นย้ำว่าอาชีวศึกษาควรยึดหลักจัดการศึกษาแบบมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (learner-centred approach) เช่นเดียวกับการศึกษาทั่วโลก โดยแบ่งแนวทางจัดการเรียนรู้ได้อีก 3 รูปแบบ</p>



<p>แบบแรก คือเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential learning) หรือเรียนรู้จากการลงมือทำเป็นหลัก ซึ่งในอาชีวศึกษาส่วนใหญ่มักใช้แนวทางนี้ผ่านการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำงานจริง ฝึกงานจริง อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมในสถานศึกษาก็สามารถมีส่วนช่วยให้คนสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้มากขึ้น จากการเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning) ที่ให้นักเรียนพยายามแก้โจทย์ปัญหาจากการผสมผสานศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกัน หรือการเรียนการสอนแบบใช้โครงงาน (project-based learning) ที่ผลักดันให้นักเรียนได้ใช้ทักษะหลายๆ ด้าน เพื่อพัฒนาโครงการตามความสนใจ</p>



<p>แนวทางแบบที่สอง คือเน้นการเรียนรู้แบบโต้ตอบ (Dialogic learning/Peer-learning) ผู้เรียนจะได้ร่วมทำงานกับเพื่อนเป็นคู่หรือเป็นกลุ่มเพื่อเรียนรู้ไปด้วยกัน แบ่งปันความรู้ ทักษะ เทคนิคให้แก่กัน การเรียนเช่นนี้จะช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสาร ทักษะด้านอารมณ์และสังคม รวมถึงการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตการทำงานจริงได้ทุกสาขาอาชีพ</p>



<p>แนวทางสุดท้าย คือการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended learning) ระหว่างการเรียนภายในห้อง (หรือทางออนไลน์) กับอาจารย์ และการเรียนแบบออกไปทำกิจกรรมนอกห้องเรียน ในชุมชน หรือในสถานที่ทำงาน ตัวอย่างการเรียนรู้ตามแนวทางนี้คือโมเดลห้องเรียนกลับด้าน (flipped classroom model) ซึ่งให้ผู้เรียนไปค้นคว้าหาความรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์ที่จัดให้ก่อนเข้าคลาส แล้วใช้เวลาในห้องซักถามข้อสงสัยเพิ่มเติม และโมเดลห้องเรียนหมุนเวียน (station rotation model) ซึ่งเปลี่ยนวิธีการสอนไปเรื่อยๆ จากบทเรียนออนไลน์ เป็นการพบกันกับครูในห้อง สลับกับทำงานกลุ่มหรือกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้อื่นๆ</p>



<p>นอกเหนือไปจากหลักการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือการเรียนเพื่อเสริมทักษะเฉพาะด้านอย่างทักษะเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน และทักษะผู้ประกอบการเพื่อเท่าทันความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์โลก</p>



<p>ในรายงานของ UNEVOC แนะนำการสอนทักษะการพัฒนาอย่างยั่งยืนว่าควรเป็นการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมศึกษาประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ตนสนใจ ผ่านการเรียนแบบ Problem-based หรือ Project-based ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทำงานเป็นทีม ร่วมถกเถียง แลกเปลี่ยนมุมมองต่อประเด็นความยั่งยืน คิดวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งในแง่ปัจเจกและสังคมส่วนรวม เสนอแนะทางออก พร้อมๆ กับฝึกการอ่านเขียน การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ –ทั้งนี้ บรรยากาศของห้องเรียนยังสามารถส่งเสริมลักษณะพฤติกรรมที่ดี เช่น ลดการใช้กระดาษ ปิดไฟหลังเลิกใช้ คัดแยกขยะ ให้เป็นนิสัยติดตัวของผู้เรียนเมื่อออกไปทำงาน</p>



<p>ส่วนการเรียนรู้ทักษะผู้ประกอบการ โดยทั่วไปใช้แนวทาง 2 วิธี คือใช้การเรียนรู้จากประสบการณ์ ลงมือทำ เช่น ส่งเสริมให้ผู้เรียนเข้าไปช่วยเหลือ สร้างสรรค์ไอเดียทางธุรกิจใหม่ๆ ให้แก่ธุรกิจจริงในท้องถิ่น และการเรียนรู้ผ่านการทำโครงงาน แผนการประกอบธุรกิจ หรือสถานศึกษาอาจจัดกิจกรรมเพิ่มเติมเช่น งานวิชาการที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมาร่วมงาน ออกร้านค้า เป็นการฝึกทักษะแบบสนุกสนานมากยิ่งขึ้น</p>



<p>อนึ่ง การเรียนสายอาชีพสมัยใหม่ย่อมหนีไม่พ้นกระแสความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเช่นเดียวกับวงการอื่นๆ เราจะมีแหล่งข้อมูลออนไลน์จำนวนมาก ทั้งบทเรียน แบบแปลน prototype ให้ผู้เรียนเข้าไปเรียนรู้เพิ่มเติมได้ง่ายขึ้นผ่านสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต เกิดวิธีการเรียนการสอนแบบใหม่อย่างเกม ซึ่งช่วยกระตุ้นความสนใจไม่น่าเบื่อ แถมยังสามารถใช้เทคโนโลยีช่วยเหลือการเรียน เช่น สร้างภาพเครื่องจักร อุปกรณ์ สถานการณ์เสมือนจริงด้วย Virtual Reality (VR) เพื่อฝึกฝนการทำงานซ้ำๆ ได้อย่างปลอดภัยและสะดวกดาย ใช้เครื่องพิมพ์ 3D printing เพื่อสร้างแปลน ตัวอย่างงาน ทำให้เห็นภาพและแก้ไขได้ตามที่ต้องการ เป็นต้น</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น ในอนาคตอาจมีการประยุกต์ AI เข้ามาช่วยจัดสรรบทเรียนตามความถนัด ความสนใจ ความสามารถในการเรียนรู้ รวมถึงมาเป็น ‘ครู’ ช่วยสอนด้วยก็เป็นได้ ซึ่งทั้งหมดนี้นับว่าเป็นโอกาสดีที่ทำให้ผู้เรียนได้คลุกคลีคุ้นเคยกับเทคโนโลยีต่างๆ ก่อนเข้าสู่โลกการทำงานที่จะเต็มไปด้วยสารพัดนวัตกรรมในภายภาคหน้า</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสุดท้ายที่จะทำให้การเรียนการสอนอาชีวศึกษาประสบผลสำเร็จ คือครูหรือผู้ฝึกอบรมเองต้องปรับเปลี่ยนตนเองไปตามหลักสูตรและยุคสมัยด้วย เมื่อทักษะประเภท soft skills ทวีความสำคัญมากขึ้นในตลาดแรงงาน ครูอาจต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้ความรู้เพียงอย่างเดียวเป็นผู้ที่ช่วยสอนทักษะชีวิต ทักษะอารมณ์และสังคม รวมถึงให้การสนับสนุนอื่นๆ เช่น ดูแลสภาพจิตใจ ให้ความสำคัญกับการปรับตัวของนักเรียนต่างชาติ พร้อมกันนั้น ทางภาครัฐ ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องหยิบยื่นความช่วยเหลืออย่างการฝึกอบรมทักษะทางเทคโนโลยีเพิ่มเติม เสริมความรู้เรื่องผู้ประกอบการ เพื่อให้ครูสามารถปรับตัวตามกระแสไปด้วยกันกับผู้เรียน</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tvet-new-competencies/">พลิกโฉมหน้าอาชีวะ ด้วยเทรนด์ทักษะแห่งโลกอนาคต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 กุญแจสำคัญ สำหรับการพาแรงงานไทยฝ่าฟัน Technology Disruption</title>
		<link>https://www.eef.or.th/poverty-technology-disruption/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jul 2021 07:28:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[ภัทระ คำพิทักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความยากจน]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาทักษะแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[technology disruption]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[สง่า วงศ์ษาพาน]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=42492</guid>

					<description><![CDATA[<p>“จากการอ่านข่าวบนหนังสือพิมพ์ มาเป็นการอ่านบนไอแพด จากก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/poverty-technology-disruption/">5 กุญแจสำคัญ สำหรับการพาแรงงานไทยฝ่าฟัน Technology Disruption</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“จากการอ่านข่าวบนหนังสือพิมพ์ มาเป็นการอ่านบนไอแพด จากการถ่ายกล้องฟิล์ม กลายเป็นกล้องดิจิทัล</p>



<p>“เราข้ามยุคเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีโดยที่ใช้ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้นเอง”</p>



<p>คำกล่าวของ&nbsp;<strong>ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ</strong>&nbsp;ที่ปรึกษา<a href="https://www.the101.world/category/projects/eef-x-101/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</a>&nbsp;(กสศ.) และประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการ ในงานประชุมระดมความเห็นเรื่อง “Disruptive Technology กับการพัฒนาแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส” ฉายภาพพัฒนาการทางเทคโนโลยีในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาว่าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมหลายมิติ</p>



<p>ทั้งมิติที่เล็กที่สุดอย่างการดำเนินชีวิตประจำวัน การประกอบอาชีพ ไปจนถึงกระบวนการผลิตสินค้าหรือบริการ และโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ กำลังจะเปลี่ยนไปด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) Auto Machine Learning และอีกสารพัดที่กำลังจะเกิดขึ้นภายภาคหน้า ถ้าเราต้องการอยู่รอดในตลาดแรงงานท่ามกลางความก้าวหน้าเหล่านี้ ก็จำเป็นต้องเตรียมตัวรับมือ หาทักษะใหม่ให้แก่ตนเองและคนในประเทศ</p>



<p>แต่อีกด้านหนึ่ง สังคมไทยยังคงประสบกับปัญหาเรื้อรังเรื่องความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ทำให้กลุ่มผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และกลุ่มคนชายขอบรับมือกับผลกระทบจากเทคโนโลยียากลำบากกว่าคนกลุ่มอื่น เพราะความขัดสนทำให้มีโอกาสพัฒนาตนเองน้อยลง ทั้งยังได้สัมผัสนวัตกรรมใหม่เป็นลำดับท้ายๆ ของสังคม การทำให้คนเหล่านี้มีทักษะอาชีพที่ตลาดแรงงานต้องการเพื่อเพิ่มรายได้และหลุดพ้นจากความยากจน จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่กสศ. เล็งเห็นและวางแผนเข้าไปช่วยแก้ไข</p>



<p>อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือกลุ่มคนดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือ การระดมความคิดจากหลายภาคส่วนเพื่อค้นหาแนวทางอันเหมาะสม สาระจากการประชุมเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 จึงเป็นการทบทวน 5 เรื่องสำคัญ ก่อนมุ่งหน้าวางแผนขับเคลื่อน สร้างทักษะแก่เหล่าแรงงานผู้ด้อยโอกาสและช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป</p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>#1</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>มองภาพ Disruptive Technology</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>ให้</strong><strong>ครอบคลุมทั้งประวัติศาสตร์</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษา และหน้าที่ของรัฐ</strong></h1>



<p><strong>“</strong>Disruption หมายถึงการหยุดยั้ง ทำให้สิ่งที่เคยดำเนินมาเกิดความชะงักงัน”</p>



<p><strong>ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์</strong>&nbsp;จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกริ่นถึงความหมายของศัพท์ที่อาจได้ยินจนคุ้นหู ก่อนขยายความ ‘สิ่งที่เคยดำเนินมา’ ว่าหมายถึงระบบอุตสาหกรรมและทักษะการทำงานของคนในสังคม</p>



<p>“เทคโนโลยีจะเข้าไปดัดแปลงคน ดัดแปลงกระบวนการการผลิต ทำให้ทักษะของคนซึ่งเคยใช้ทำงานแบบหนึ่งจะหมดประโยชน์ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อคือคนตกงานจำนวนมาก เพราะมีหุ่นยนต์เข้าไปทำแทน อย่างที่เราเห็นว่าตอนนี้ งานบางชนิด เช่น พ่นสีรถยนต์ คนก็ไม่สามารถทำได้แล้ว เพราะคุณภาพไม่สม่ำเสมอ และลักษณะงานก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพ</p>



<p>“ส่วนที่ได้รับผลกระทบจาก Disruptive Technology มาก น่าจะเป็นอุตสาหกรรมขนาดกลางที่ใช้แรงงานคนเป็นหลัก และคนที่จะตกงานเพราะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างชัดเจน คือกลุ่มแรงงานในระบบ</p>



<p>“ด้านแรงงานนอกระบบผมยังมองว่ามีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยน มีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นและไม่มีรูปแบบการทำงานตายตัว อย่างที่เราเห็นว่าตอนนี้มีอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างส่งอาหาร หรือรับจ้างเข้าคิวเพื่อจองอสังหาฯ ดังนั้น เทียบกันแล้ว แรงงานนอกระบบอาจมีทางออกมากกว่าแรงงานในระบบ</p>



<p>“ถึงประเทศไทยจะถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการว่างงานต่ำ แต่ถ้าผมตกงาน ผมก็คงไม่มานั่งภูมิใจกับตัวเลขการว่างงานต่ำหรอกครับ” ศาสตราภิชาน แล แสดงความเห็น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a589dd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/ศาสตราภิชาน-แล-ดิลกวิทยรัตน์01-1280x853-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์</figcaption></figure></div></div></div>



<p>อันที่จริง ปรากฏการณ์ Technology Disruption นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หากมีมาตลอดบนหน้าประวัติศาสตร์โลก และทุกๆ ครั้ง ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบทำนองเดียวกัน นั่นคือเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนคน ทำให้คนกลุ่มหนึ่งตกงาน จนต้องขวนขวายหาทักษะอาชีพแบบใหม่ๆ หรือไม่ ก็อาจจะสร้างความปั่นป่วนในสังคมระลอกถัดมา</p>



<p>“หากเราศึกษาประวัติศาสตร์ดูจะพบว่า ช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมปี 1770 เป็นต้นมา เทคโนโลยีเครื่องจักรไอน้ำได้เข้าไปแทนที่งานใช้แรงคน แรงสัตว์ และทำให้เกิดการผลิตสินค้าปริมาณมาก จนช่างฝีมือที่ดำรงชีพด้วยการทอผ้า การปั้นเครื่องปั้นดินเผา หรือหล่อโลหะตกงานกันบานตะเกียง กลายเป็นว่าเกิดขบวนการแอนตี้การใช้เครื่องจักร ที่เรียกว่าขบวนการ Luddite ก่อความวุ่นวายเผาโรงงานขึ้น” ศาสตราภิชาน แล ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ</p>



<p>“หรือจากประสบการณ์ของผม สมัยหนึ่งตำแหน่งเลขานุการเป็นตำแหน่งที่ได้เงินเดือนดีมาก และคนที่จะเป็นเลขาได้ต้องเก่งวิชาชวเลข ใครสอบได้ที่หนึ่งวิชาชวเลขจะมีโอกาสเข้าทำงานในบริษัทดังๆ แต่เมื่อมีเทคโนโลยีเทปอัดเสียงเกิดขึ้น ปรากฏว่าเลขาที่เคยจดชวเลขได้เร็วที่สุดกลับตกงาน มานั่งชงกาแฟให้นายอย่างเดียว เพราะความรู้ที่เคยถือว่าวิเศษสุดกลายเป็นศูนย์ นี่คือตัวอย่างหนึ่งของ Disruption ที่เห็นชัด”</p>



<p>ศาสตราภิชาน แล ยังเสริมว่า การที่ทักษะแบบเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไปอาจไม่ได้ส่งผลเสียต่อหน้าที่การงานเพียงเรื่องเดียว แต่ส่งผลถึง ‘หน้าตา’ ในสังคมของบุคคลนั้นอีกด้วย</p>



<p>“มีหนังสือเก่าเรื่องหนึ่งเล่าตัวอย่างเรื่อง Disruption ไว้น่าสนใจมาก คือ “ไหมอีสาน” เป็นเรื่องราวของครูคนหนึ่งคอยสอนวิธีการทำไหม กรอไหม สาวไหมให้แก่คนในชุมชน การที่เขามีทักษะการผลิตเช่นนี้ ทำให้คนมาเรียนรู้งานจากเขา ยกย่องชื่นชมเขา ใครแต่งงานก็เชิญเขาไปเป็นประธาน ใครตายก็เชิญเขาไปร่วมงานศพ แต่แล้ววันหนึ่งกลับมีโรงงานผลิตผ้าไหมไปตั้ง ทำให้จากเดิมที่ครูคนนี้เป็นแกนนำการผลิต ก็กลายเป็นลูกจ้างทอไหม ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ในชุมชนซึ่งมีความรู้ด้อยกว่า&nbsp; สถานะทางสังคมของเขาถูกลดขั้นลงมาเพราะการ disruption ฉะนั้น Disruptive Technology อาจไม่ได้เกี่ยวข้องแค่เรื่องการผลิต เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของสังคม เรื่องศักดิ์ศรีของมนุษย์ด้วย”</p>



<p>ดังนั้น การสร้างทักษะให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานยุคเทคโนโลยีกำลังเฟื่องฟูจึงเป็นโจทย์สำคัญ ซึ่งศาสตราภิชาน แล เห็นว่าควรเริ่มต้นจากระบบการศึกษา เพียงแต่ปัญหาหนึ่งซึ่งคาราคาซังจนถึงปัจจุบัน คือการเรียนในโรงเรียนส่วนใหญ่ไม่เคยช่วยสร้างทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดเลย</p>



<p>“ประเด็นหนึ่งที่พูดกันบ่อยคือการศึกษาของเราไม่เอื้อต่อการทำมาหากิน มีงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์หลายเรื่องที่สะท้อนว่าการศึกษาในปัจจุบันผลิตคนไม่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม เมื่อเรียนจบแล้ว กลับต้องไปเทรนกับนายจ้างเหมือนนับหนึ่งใหม่ ไม่ก็ฝึกกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อให้ทำงานได้ คำถามคือแล้วเราเรียนอะไรกันมา ทำไมจบแล้วถึงทำงานไม่ได้ ทักษะที่ระบบการศึกษาผลิต กับทักษะที่ตลาดต้องการยังจูนได้ไม่ตรงกันใช่หรือไม่?”</p>



<p>นอกจากประเด็นเรื่องเนื้อหาการเรียนการสอนใช้จริงไม่ได้ ศาสตราภิชาน แล ยังเพิ่มเติมว่าความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญซึ่งไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>“ประเด็นเรื่องการพัฒนาทักษะกับคนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาที่รากฐานของการศึกษาและความเสมอภาค”</p></blockquote>



<p>“ถ้าเรามองว่าการศึกษาเป็นการลงทุนสร้างทรัพย์สินในตัวบุคคล เราต้องพูดถึงปัญหาของระบบการศึกษากับโอกาสในการเข้าถึงความรู้ควบคู่ไปกับเรื่องการพัฒนาทักษะแรงงานด้วย ยกตัวอย่างที่บอกกันว่าหากรู้ภาษาอังกฤษจะสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ใหม่ๆ ใช้พัฒนาตัวเองได้ทั่วโลก แต่สำหรับกลุ่มคนขาดแคลนทุนทรัพย์นี้&nbsp; การเรียนภาษาอังกฤษก็มีต้นทุน โรงเรียนที่สอนภาษาอังกฤษได้ดีก็มีค่าเทอมแพงกว่าโรงเรียนวัด เด็กที่จบโรงเรียนอินเตอร์มีโอกาสหางานทำที่ดีกว่า</p>



<p>“ต่อให้เราบอกว่าการลดความเหลื่อมล้ำของเราจะเป็นการผลักดันคนด้อยโอกาส คนข้างล่างขึ้นไปทัดเทียมกับคนข้างบน แต่ถ้าคนข้างบนยังไม่หันกลับมาช่วยเหลือกัน มัวแต่ตักตวงผลประโยชน์แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ประโยชน์ที่จะเหลือให้คนข้างล่างอย่างไรมันก็น้อย ช่องว่างก็จะยิ่งห่างออกไปขึ้นทุกที ดังนั้น เราควรดูเรื่องการกระจายรายได้และทรัพย์สินในสังคม ปรับโครงสร้างของการจัดสรรงบประมาณ และบุคลากรที่จะเข้าไปช่วยเหลือในส่วนนี้ด้วย”</p>



<p>ขณะเดียวกัน ศาสตราภิชาน แล ยังแสดงทัศนะเพิ่มเติมว่า ปัจจัยด้านวัฒนธรรมในประเทศมีส่วนช่วยสร้างความก้าวหน้าด้านระบบการศึกษา โดยยกตัวอย่างประเทศเวียดนามว่า</p>



<p>“เวียดนามมีวัฒนธรรมคล้ายจีนและญี่ปุ่น คือสมาทานลัทธิขงจื๊อมาเป็นหลักดำเนินชีวิต ซึ่งลัทธินี้ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก คนเวียดนามเชื่อว่าไม่ว่าใครก็ตามที่สอนเราครั้งเดียว คนคนนั้นจะเป็นครูของเราตลอดชีวิต ทำให้สังคมยกย่องอาชีพครูมาก แม้จะมีเงินเดือนไม่สูง แต่สถานะทางสังคมสูง ถ้าใครเรียนเก่ง เขาก็มักจะเรียนครูกัน นอกจากนี้เด็กเวียดนามยังขยันเรียนมาก เพราะส่วนใหญ่มีสภาพชีวิตลำบาก เขาจึงถือว่าความรู้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการยกระดับชีวิตตนเอง</p>



<p>“ดังนั้น ระบบศึกษาของเวียดนามพัฒนาได้เพราะมีจิตวิญญาณ ค่านิยมเรื่องนี้เป็นตัวผลักดันสำคัญ ไม่ใช่วิธีการวางแผนหรือใช้เทคโนโลยีมาเกี่ยวข้อง ถ้าเรามีฐานความเชื่อ ค่านิยมให้ยึดโยงเหมือนกันแบบเวียดนาม การพัฒนาอะไรสักอย่างก็จะง่าย”</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ในทัศนะศาสตราภิชาน แล มองว่าสุดท้ายแล้ว ผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดสำหรับการวางแผนรับมือผลกระทบจาก Technology Disruption คงหนีไม่พ้นความรับผิดชอบของรัฐบาล</p>



<p>“ถ้า Disruptive Technology เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงในประเทศเร็วโดยที่รัฐไม่ทันเข้ามาดูแล ผลกระทบทางสังคม เรื่องคนตกงาน ปัญหาเศรษฐกิจ ความวุ่นวายต่างๆ ต้องเกิดขึ้นแน่”</p>



<p>ศาสตราภิชาน แล ตั้งคำถามถึงการเตรียมพร้อมรับมือกระแสเทคโนโลยีที่นับวันจะคืบคลานเข้ามาใกล้ว่า “จากประวัติศาสตร์ความวุ่นวายในอังกฤษช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้คนตระหนักได้ว่าบางทีเทคโนโลยีอาจไม่ได้เป็นสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง ปัญหาที่แท้จริงคือความรับผิดชอบของนายทุนและรัฐบาลที่ควรจะเข้ามาช่วยเหลือ ถ้าวันนี้เกิดปรากฏการณ์ Technology Disruption จนทำให้คนตกงาน ความรับผิดชอบของนายจ้างที่ได้ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีอยู่ที่ไหน ความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ต้องการให้ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศได้อยู่ไหน วันนี้เรายังมองไม่เห็นตรงนี้เลยนะครับ”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-39e801"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/กสศ-technology-3-1280x853-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หนึ่งในมาตรการรับมือ – หรืออย่างน้อยคุ้มครองลูกจ้างที่ดีที่สุดคือการใช้หลักนิติธรรม ทว่า จากที่ศาสตราภิชาน แล วิเคราะห์ตอนนี้ อาจจะเรียกได้ว่ากฎหมายในประเทศไทยยังเอื้อประโยชน์ให้นายจ้างมากกว่าลูกจ้าง</p>



<p>“ผมเห็นว่าหลายครั้ง พอธุรกิจมี Disruptive Technology เข้ามาแล้ว กฎหมายมีทางออกสำหรับนายจ้างเสมอ นายจ้างมีสิทธิ์เลิกจ้างได้ถ้าจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นการกระทำที่เรียกได้ว่าถูกต้อง แต่อาจไม่ยุติธรรมต่อลูกจ้าง ตัวอย่างที่คล้ายกันเช่น เจ้าของห้างแห่งหนึ่งบอกลูกจ้างรายวันว่าให้ลางานได้เพราะกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจ&nbsp; เขาจะรักษาตำแหน่งไว้ให้ แต่จะไม่ให้ค่าจ้างเหมือนปกติที่ลูกจ้างรายวันไม่มาทำก็ไม่ได้เงิน สิ่งนี้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่เป็นธรรมกับลูกจ้างที่ต้องเอาปากท้องเป็นเดิมพัน</p>



<p>“จากประเด็นนี้เราต้องคิดต่อเรื่องความรับผิดชอบของนายจ้างสู่สังคม และรัฐในฐานะผู้ดูแลความสงบสุขของสังคม ถ้ารัฐยังรับมือกับ Disruptive Technology ที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ด้วยมาตราการเท่าที่มีอยู่ ด้วยกฎหมายเงินชดเชย กฎหมายประกันการว่างงานที่ยังมีข้อจำกัด คงไม่ทันการณ์ การปรับตัวรับมือต้องเกิดขึ้นไวกว่านี้”</p>



<p>และสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ไวที่สุดในห้วงเวลานี้ คือการที่รัฐเข้ามาส่งเสริม สนับสนุนการเรียนรู้ทักษะใหม่ โดยเข้ามามีส่วนช่วยพยากรณ์และออกแบบทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน รวมถึงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว</p>



<p>“เราต้องพยากรณ์ความต้องการของตลาดแรงงาน อย่างน้อยในช่วง 5-10 ปีต่อจากนี้ว่าประเทศต้องการแรงงานที่มีทักษะเฉพาะหรือคุณสมบัติแบบไหนที่จะเข้ากันได้กับเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ๆ และการที่เราจะสร้างคนขึ้นมารองรับกับความต้องการ ต้องนึกถึงโครงสร้างและทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ตอนนี้เศรษฐกิจของเราขับเคลื่อนจากการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่มันเป็นเศรษฐกิจเปราะบาง ไม่แน่นอน ในวันนี้ที่เกิดโรคโควิด-19 นักท่องเที่ยวหายไป รายได้ประเทศก็หดหายตาม เราจึงต้องหันไปหาแกนกลางของเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมอื่นที่มั่นคงกว่านี้”</p>



<p>สุดท้าย ศาสตราภิชาน แล เน้นย้ำกว่ารัฐและหน่วยงานต่างๆ ต้องอย่าลืมนิยามคำว่า ‘Disruptive Technology’ ‘<a href="https://www.the101.world/report-futurising-thailand-2-part-2/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">อุตสาหกรรม 4.0</a>’ และ ‘ไทยแลนด์ 4.0’ ให้ชัดเจน เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน</p>



<p>“ตอนนี้เรายังพูดเรื่อง 2 อย่างซ้อนทับกัน คือ ‘ไทยแลนด์ 4.0’ กับ ‘อุตสาหกรรม 4.0’ ซึ่ง ไทยแลนด์ 4.0 คือการพัฒนาประเทศเพื่อข้ามพ้นกับดักรายได้ปานกลาง แต่อุตสาหกรรม 4.0 พูดถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งอาจเป็น Disruptive Technology เข้ามา จนอาจซ้ำเติมปัญหาการว่างงาน ทำให้รายได้โดยเฉลี่ยตกต่ำแทนที่จะขยับขึ้น ถ้าเราพูดกันไม่เคลียร์ สุดท้ายอาจจะเข้าใจผิด ออกนโยบายกันคนละทิศคนละทางก็ได้”</p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>#</strong><strong>&nbsp;2</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>ทบทวนทักษะที่เคยมี มองหาทักษะใหม่</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>และต้นทุนแฝงของการฝึกแรงงานในระบบ</strong></h1>



<p>ในแง่บทบาทของรัฐด้านการช่วยเสริมทักษะให้แก่แรงงาน&nbsp;<strong>สง่า วงศ์ษาพาน</strong>&nbsp;ผู้แทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่าที่ผ่านมา รัฐมอบอำนาจให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานดูแล ซึ่งทางกรมมีการปรับเปลี่ยน เพิ่มเติมกระบวนการฝึกฝีมือแรงงานมาตลอด</p>



<p>“นอกจากการฝึกเพื่อสร้างทักษะประกอบอาชีพ เรายังผลักดันให้เกิดมาตรฐานฝีมือแรงงานในแต่ละสายอาชีพ โดยประกอบไปด้วยเกณฑ์วัด 5 ด้าน คือ ด้านทักษะ องค์ความรู้ ความปลอดภัยในการทำงาน ความประณีตและฝีมือในการทำงาน และการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด เพื่อสร้างแรงงานคุณภาพสูง”</p>



<p>สง่าอธิบายว่ามาตรฐานเหล่านี้ ไม่เพียงทำให้ประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ยังทำให้คนที่ผ่านเกณฑ์สามารถขอขึ้นค่าแรงสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำได้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกำลังขับเคลื่อนเรื่องกฎหมายมาตรฐานฝีมือแรงงานดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น พร้อมๆ กันนั้น ทางกรมยังคงตรวจสอบมาตรฐานทักษะอาชีพอันตรายบางประเภทที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน เช่น ช่างไฟฟ้า ตามคำประกาศกระทรวงแรงงาน ที่มีมาก่อนหน้านี้อย่างเข้มข้น</p>



<p><strong>“</strong>การช่วยพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานอีกด้าน คือการตั้งเงินกองทุนตามพระราชบัญญัติพัฒนาส่งเสริมฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 เป็นกองทุนที่สนับสนุนให้สถานประกอบการกู้ยืมเพื่อไปพัฒนาทักษะแรงงานของตน</p>



<p>“หลายท่านอาจสงสัยว่าสถานประกอบการอาจมีเงินอยู่แล้ว จำเป็นต้องกู้ด้วยหรือ? ผมเรียนว่าสำหรับสถานประกอบการขนาดใหญ่คงไม่น่าเป็นห่วง ฝ่ายที่น่าห่วงคือ SMEs ไทย เพราะกลุ่มนี้ยังมีปัญหาเรื่องทักษะกำลังแรงงาน และยังต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจึงมีเงินกองทุนนี้สำหรับสถานประกอบการขนาดเล็กถึงกลางได้มีโอกาสสร้างทักษะให้แก่คนในธุรกิจตนเอง”</p>



<p>คนอีกกลุ่มหนึ่งที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเข้าไปมีส่วนช่วยดูแล คือกลุ่มเด็กยากจนที่ไม่สามารถเรียนต่อ แต่ก็ไม่สามารถเข้าทำงานได้เพราะอายุต่ำกว่าเกณฑ์</p>



<p>“เด็กยากจนส่วนหนึ่ง กว่าจะเข้าทำงานได้ก็ต้องมีอายุ 18 ปีตามกฎหมาย ระหว่างนั้นกรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็ได้เข้าไปช่วยสอนทักษะอาชีพให้บางส่วน เพราะเราทิ้งคนเหล่านี้ไว้ข้างหลังไม่ได้ หลายคนผ่านการฝึกอาชีพจากกรมไป เช่น ทักษะการนวด การทำขนม เขาก็ได้เข้าทำงานเมื่ออายุถึงเกณฑ์” สง่าเล่า และเสริมว่าทักษะบางอย่าง เช่น ทอผ้า ทำอาหาร อาจจะฟังดูล้าสมัย แต่ในความเป็นจริง ทักษะเหล่านี้ยังคงสร้างรายได้ให้แก่บางชุมชนอยู่</p>



<p>“บางแห่งยังคงต้องการคนมีทักษะง่ายๆ อยู่ อย่างในชุมชนชาวม้ง เมื่อเราเข้าไปช่วยเหลือ สอนให้เขาตัดเย็บเสื้อผ้าเป็น เขาก็สามารถผลิตสินค้าเฉพาะตัวผสานกับภูมิปัญญาของเขา ส่งออกต่างประเทศมีรายได้”</p>



<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในโลกธุรกิจและอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น สง่าเองก็ยอมรับว่า “กรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็จำเป็นต้องหาทักษะใหม่ๆ ที่สอดรับกับโลกยุคใหม่ เช่น การเชื่อมเครื่องจักร ซ่อมแซมหุ่นยนต์ ดูแลเครื่องจักรใต้น้ำ เป็นต้น”</p>



<p>และอีกหนึ่งข้อเสนอจาก&nbsp;<strong>ภัทระ คำพิทักษ์</strong>&nbsp;อนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการฯ จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เกี่ยวกับการฝึกทักษะแรงงานในอนาคตที่ควรคิดต่อคือ เรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายในการฝึกของแรงงาน</p>



<p>“ผมคิดว่าในอนาคตจะต้องคิดต่อว่าใครจ่ายต้นทุนในการฝึกทักษะแรงงาน อย่างนายจ้าง เขาจะยอมให้ลูกจ้างไม่มาทำงาน แล้วไปฝึกสักหนึ่งอาทิตย์โดยที่เขายังจ่ายเงินให้อยู่ไหม หรือถ้านายจ้างไม่จ่าย แต่ให้แรงงานลาไปฝึกทักษะได้ ลูกจ้างจะไปจริงหรือไม่”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-dc94c7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/กสศ-technology-2-1280x853-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ภัทระ คำพิทักษ์</figcaption></figure></div></div></div>



<p>“อันที่จริงการช่วยฝึกฝีมือให้แรงงานพร้อมๆ กับเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามาเป็นเรื่องที่ดี แต่ปัญหาคือ ในเมื่อการส่งคนเข้ามามีต้นทุน ทั้งค่าธรรมเนียมฝึก ค่าเดินทาง ค่าข้าว แล้วยังมีค่าเสียโอกาสที่จะมีรายได้ของลูกจ้าง หรือค่าเสียโอกาสที่นายจ้างจะใช้ลูกจ้างทำงานหลังจ่ายเงินไปแล้ว ถ้าแรงงานต้องควักกระเป๋าตัวเองจ่าย ก็คงไม่มีใครอยากมา หรือถ้าจะมาก็คงเป็นตอนถูกเลิกจ้างแล้ว เพราะตอนนั้นคงว่าง ต้องมาสร้างทักษะใหม่ให้สอดรับกับตลาดแรงงาน เพื่อจะได้หางานใหม่</p>



<p>“แม้ว่าเราจะมีบริการฝึกให้พร้อม แต่บริการอย่างเดียวคงไม่พอ เราต้องแจงรายจ่ายในการฝึก ทั้งรายจ่ายจริงและรายจ่าย นี่เป็นเงื่อนไขแฝงที่เราต้องฝ่าไปให้ได้ มิฉะนั้นแผนที่วางไว้คงไม่ประสบความสำเร็จ” ภัทระทิ้งท้าย</p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>#</strong><strong>&nbsp;3</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>วางแผนทักษะสำหรับแรงงานนอกระบบ</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>และแรงงานในอนาคต</strong></h1>



<p>การฝึกทักษะแรงงานโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานนั้นเป็นแนวทางที่ช่วยส่งเสริมแรงงานในระบบ แต่สำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบ ผู้ประกอบการรายย่อย และกลุ่มที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงานในภายภาคหน้าอย่างนักเรียนยากจน ก็จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือความปั่นป่วนที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีตั้งแต่วันนี้เช่นเดียวกัน</p>



<p><strong>“</strong>การสร้างทักษะใหม่เพื่อให้คนไม่ตกงาน เป็นความคิดที่มองแรงงานในระบบ แต่สำหรับกลุ่มคนนอกระบบ เช่น พ่อค้าแม่ค้า คนขายก๋วยเตี๋ยว เราต้องตั้งคำถามให้ถูกว่าคนเหล่านี้จะถูก disrupt จากอะไร”&nbsp;<strong>ดร</strong><strong>.</strong><strong>ธนานนท์ บัวทอง&nbsp;</strong>นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนคิด</p>



<p>“สิ่งที่ควรคุยกับแรงงานนอกระบบ คือรูปแบบการทำงานแบบ&nbsp;<a href="https://www.the101.world/the-rise-of-gig-economy/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Gig Economy</a>&nbsp;และเทรนด์ที่คนกำลังเข้าสู่ความเป็นแพลตฟอร์มมากขึ้น เขาต้องปรับตัวตามเทคโนโลยีให้ทัน รวมถึงปรับ mindset ตัวเอง เปิดรับมุมมองอาชีพใหม่ๆ เพราะความรู้เดิมๆ วิถีชีวิตแบบเดิมๆ อาจใช้ได้ไม่ได้แล้ว ยกตัวอย่างปัจจุบัน เราจะเห็นคนคนหนึ่งมีได้หลายอาชีพ เป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขับ grab ส่งเอกสารด้วย เราต้องให้เขาได้เห็นว่าโลกมันกว้างกว่าเดิม และมีโอกาสทางอาชีพที่หลากหลายจากเทคโนโลยีมากกว่าเดิม</p>



<p>“ด้านคนที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต อย่างเด็กยากจน นอกจากเราจะช่วยส่งเสริมเรื่องทุนทรัพย์ ก็ควรจะต้องไกด์เขาว่า งานแบบไหนที่คนกำลังขาดแคลน ควรจะมีทักษะแบบไหน แนะนำให้เด็กเหล่านี้เข้ารับการศึกษาที่ตรงสาย จบไปจะได้มีโอกาสประกอบอาชีพ สร้างรายได้ให้ครอบครัว” ดร.ธนานนท์กล่าว</p>



<p>ด้าน&nbsp;<strong>ดร</strong><strong>.</strong><strong>มนทกานต์ ฉิมมามี&nbsp;</strong>นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเองก็เห็นด้วยในประเด็นเรื่องส่งเสริมการเลือกเรียนของเด็กยากจน</p>



<p>“เด็กยากจนอาจแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่กำลังจะพ้นจากประตูโรงเรียนและไม่รู้ว่าตัวเองต้องไปทำอะไรต่อ กับอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มรอเข้าประตูนิคมอุตสาหกรรม อาจเป็นได้ทั้งเด็กที่ไม่มีเงินเรียนต่อ กับเด็กที่ต้องออกจากระบบการศึกษามาทำงาน บางคนพยายามโกงอายุเพื่อให้ได้ทำงานเสียด้วยซ้ำ เด็กเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่เราต้องใส่ใจ</p>



<p>“ปัญหาในขณะนี้คือ เราขาดการแนะนำอาชีพอย่างจริงจังในโรงเรียน มีเพียงครูแนะแนวเบื้องต้น ไม่ได้แนะนำเป็นรายบุคคลว่าเด็กคนนี้เหมาะกับอาชีพอะไร ฉะนั้นเด็กจะไม่รู้ทิศทางของตัวเอง ถ้าเราช่วยชี้ให้เขาเห็นว่าตนเหมาะกับอะไร สามารถเข้าไปอยู่ในภาคส่วนไหน หรืออย่างน้อยสามารถมีตำแหน่งอะไรในอุตสาหกรรม ก็จะทำให้มีเป้าหมายในการฝึกฝนทักษะอาชีพ เลือกเรียนได้ตรงสายชัดเจน พัฒนาศักยภาพตนเองได้ดีขึ้น” ดร.มนทกานต์เสนอ</p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>#</strong><strong>&nbsp;4</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>Mindset</strong><strong>&nbsp;คือพื้นฐานสำคัญที่สุด</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>ของการพัฒนาตนเองให้เท่าทันโลก</strong></h1>



<p>การมีทักษะวิชาชีพสอดคล้องกับยุคสมัยอาจทำให้คนรอดพ้นจากการตกงานชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อมองไปข้างหน้า การเผชิญกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปไม่เคยหยุดนิ่ง ย่อมต้องมีวิธีคิด หรือ Mindset ที่พร้อมปรับตัว และเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-98e6cd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/กสศ-technology-1-1280x853-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p>ในฐานะที่<strong>&nbsp;จรัล งามวิโรจน์เจริญ&nbsp;</strong>Chief Data Scientist และ VP of Data Innovation Lab&nbsp;&nbsp; บริษัทเซอร์ทิส คลุกคลีอยู่ในแวดวงเทคโนโลยีมานาน เขามองว่าทุกวันนี้นวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และชาญฉลาดมากขึ้นทุกที</p>



<p>“เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เราเริ่มต้นคุยกันเรื่อง Data Science หรือการนำข้อมูลมาทำให้เกิดประโยชน์ กลายเป็นการพัฒนาเครื่องมือต่างๆ จากเครื่องมือด้านสถิติ เป็น AI เป็น Machine Learning ซึ่งมีอัลกอริทึมเรียนรู้จากชุดข้อมูลและสรุปหาอินไซด์บางอย่าง จนทุกวันนี้ อีกเทรนด์หนึ่งซึ่งกำลังมาแรง คือ Automatic Machine Learning (Auto ML) ที่สามารถใส่ข้อมูลลงไปให้โปรแกรม generate ออกมาเป็นโมเดล พร้อมเลือกชุดข้อมูลที่ดีที่สุดให้คุณใช้งาน</p>



<p>“ต้องบอกว่าพัฒนาการของนวัตกรรมเปลี่ยนไปรวดเร็วมาก 4 ปีที่ผ่านมา ทักษะที่ผมเคยใช้ทำงานด้าน Data Science เองก็หมดอายุไปแล้ว กลายเป็นความรู้พื้นฐาน ก.ไก่ ข.ไข่ ของการทำงานสมัยนี้</p>



<p>ตอนนี้เราได้เห็น Auto ML ซึ่งเกือบจะมาแทนที่ Data Scientist แล้ว เพราะมันสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง เริ่มเป็น Generative Technology ที่สามารถเขียนโค้ด สร้างภาพ สร้างสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่ Responsive Technology ที่เราต้องใส่ข้อมูลให้มันประมวลผล และในอนาคต มันคิดว่าความก้าวหน้าต่างๆ จะใช้เวลาสั้นลงกว่านี้”</p>



<p>จากความก้าวหน้าที่ผ่านมา ทำให้จรัลคิดว่าการถอดบทเรียนจากเทคโนโลยี และสอนทักษะใหม่แก่คนอาจไม่ทันการณ์ ในทางกลับกัน การสร้าง Mindset รักการเรียนรู้ พัฒนาตัวเอง และทักษะที่สำคัญแทบทุกยุคสมัยอย่าง Critical Thinking น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้แรงงานอยู่รอดได้อย่างมั่นคง</p>



<p>“จากประสบการณ์ที่ผมได้เป็นอาจารย์สอนนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งต่างๆ ผมมองว่าสิ่งที่เราควรจะทำคือ การสร้างทักษะ Critical Thinking ให้แก่เด็ก ฝึกเด็กตั้งคำถามให้เป็น เพราะถ้าตั้งคำถามไม่เป็นจะทำให้เขาขาดการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เดี๋ยวนี้เรามีการสร้าง Open Innovation เป็นแหล่งความรู้ สร้าง Community of Learning หรือมี&nbsp;&nbsp; Crowdsourcing ที่เปิดกว้างมากมาย ความรู้จึงไม่ได้จำกัดอยู่ในวงผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียว การฝึกให้เด็กเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงมีทักษะภาษาอังกฤษสำหรับเข้าถึงแหล่งข้อมูลใหม่ได้เองจึงเป็นเรื่องสำคัญ</p>



<p>“นอกจากนี้ เราควรต้องมี Mindset แบบ&nbsp;<a href="https://www.the101.world/fish-climbing-on-tree-4-0/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Growth mindset</a>&nbsp;คือเชื่อว่าตัวเองสามารถพัฒนาได้และกล้าลงมือทำ หรือไม่ ก็ต้องมี Mindset เรื่องความถึก ความอดทน ต่อให้รู้น้อย แต่ขยัน คิดว่าเราทำได้จึงทำ ถ้าสร้าง Mindset เหล่านี้ได้ เดี๋ยวทักษะเฉพาะทาง (specific skill) จะตามมาเอง</p>



<p>“หากเราทำให้คนด้อยโอกาส ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือแรงงานที่ต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ มีเครื่องมือที่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ มี Mindset ที่ดี แบบนี้ภาระจะไม่ตกอยู่ที่รัฐจนเกินไป ไม่ต้องคอยพึ่งพารัฐหรือใครในการช่วยสร้างอาชีพให้ตัวเอง” จรัลตบท้าย</p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>#</strong><strong>&nbsp;5</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>เอกชนลงมือช่วยชุมชน</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>อีกหนึ่งทางรอดจากปรากฏการณ์</strong></h1>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>Technology Disruption</strong></h1>



<p>ไม่เพียงภาครัฐ หรือองค์กรอิสระเท่านั้นที่สามารถยื่นมือช่วยเหลือแรงงานให้รอดพ้นจากผลกระทบของ Technology Disruption ในฝั่งตัวแทนภาคเอกชน อย่าง&nbsp;<strong>พรเทพ เจริญผลจันทร์&nbsp;</strong>ผู้จัดการส่วนชุมชนสัมพันธ์ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ก็แสดงให้เห็นว่า นายจ้างสามารถช่วยเหลือแรงงานและชุมชนได้เช่นกัน</p>



<p>“ในฐานะตัวแทนจากภาคเอกชน เรายอมรับว่าบริษัทและโรงงานก็จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยดำเนินการ” พรเทพกล่าว “แต่เราเองก็คิดด้วยเช่นกันว่า จะออกแบบทักษะใหม่ๆ อย่างไรให้กับแรงงานของเรา ในเมื่อเราสามารถพยากรณ์ได้ว่าต้องนำเครื่องจักรเข้ามาเท่าไร ต้องควบคุม และดูแลรักษาอย่างไรบ้าง ดังนั้น เราจะช่วยเพิ่มทักษะดังกล่าวให้กับแรงงาน เพื่อให้เขาได้ปรับตัว และทำงานต่อไปได้”</p>



<p>นอกจากแรงงานใต้สังกัดของตน พรเทพยังเพิ่มเติมว่า นายจ้างหรือนายทุนยังสามารถช่วยเหลือคนตกงานจากปรากฏการณ์ Technology Disruption ในชุมชนใกล้เคียงโรงงานได้เช่นกัน</p>



<p>“ ถ้าตกงานกลับมา เราอาจจะไม่มีตำแหน่งว่างในโรงงานให้ก็จริง แต่เราสามารถสนับสนุน รับซื้อสินค้า วัตถุดิบ งานฝีมือจากเขามาได้ ตัวอย่างเช่น มีบางคนตกงาน กลับมาปลูกข้าวโพดที่บ้าน เราก็รับซื้อข้าวโพดของเขามาเลี้ยงสัตว์ ใครปลูกพืชผัก ก็รับซื้อมาให้พนักงานของเรากิน บางที่เรายังให้ชุมชนช่วยจัดทำเครื่องอุปโภคบริโภคจากงานฝีมือของเขา เช่น ทำไม้กวาดแล้วมาส่งให้เราใช้ หรือไม่ ก็ช่วยหาลู่ทางให้สินค้าของชุมชนได้ส่งออกผ่านเครือข่ายของเรา และช่วยสอนเขาเรื่องการออม การขยายกิจการ ช่วยทำธนาคารพัฒนาชุมชน”</p>



<p>พรเทพชี้ให้เห็นว่า การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่การเน้นเอาตัวรอดใต้บริบทความเปลี่ยนแปลง สอนทักษะแค่ให้คนในสังกัดไม่ตกงาน แต่เป็นการช่วยเหลือให้ทุกฝ่ายปรับตัวไปพร้อมๆ กัน ตั้งแต่ลูกจ้างของตน ไปจนถึงชุมชนแวดล้อมโรงงาน</p>



<p>“ทุกวันนี้เมื่อเราต้องการคนที่มีทักษะเฉพาะ เช่น ช่างดูแลแอร์ เครื่องยนต์ เราก็จะบอกให้คนชุมชนได้รู้ และถามว่าใครพอมีทักษะส่วนไหนหรือไม่ ขาดแคลนหรือสามารถเรียนรู้อะไรได้บ้าง ทำแบบนี้ชุมชนก็จะได้รู้ความต้องการและปรับตัวตามทัน</p>



<p>“ถ้าเราทำให้คนในชุมชนมีทักษะที่สามารถสนับสนุนอุตสาหกรรมในท้องถิ่นได้ ก็จะทำให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนขึ้น”</p>



<p>มองปัญหาในปรากฏการณ์ Technology Disruption ให้ครอบคลุมทุกด้าน – ทบทวนทักษะที่เคยมี และวางแผนทักษะแห่งอนาคต ทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบ – เติมด้วย Mindset แห่งการเรียนรู้ — พร้อมตระหนักเรื่องความยั่งยืนในระดับชุมชน</p>



<p>ทั้งหมดคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราพร้อมเดินหน้ารับมือกับความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีต่อไป</p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/poverty-technology-disruption/">5 กุญแจสำคัญ สำหรับการพาแรงงานไทยฝ่าฟัน Technology Disruption</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
