<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การจัดการศึกษา | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 21 Apr 2025 07:41:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>การจัดการศึกษา | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ภาษาไทยอาจไม่เป็นปัญหาเท่าสายตารัฐไทย: มองการศึกษาวิถีอิสลามให้พ้นกรอบความมั่นคง กับ อับดุลสุโก ดินอะ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/islamic-education-challenges/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 31 Mar 2025 07:38:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[ปอเนาะ]]></category>
		<category><![CDATA[ชายแดนใต้]]></category>
		<category><![CDATA[สามจังหวัดชายแดนใต้]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[กระจายอำนาจการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. x 101]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษามลายู]]></category>
		<category><![CDATA[มลายู]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[อับดุลสุโก ดินอะ]]></category>
		<category><![CDATA[ตาดีกา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนสอนศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[อิสลามศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาชายแดนใต้]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวชนมุสลิม]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสนาอิสลาม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาเพื่อสันติภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=92683</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เรียนทางโลกแต่ปราศจากทางธรรมจะประสบความสำเร็จได้อย่างไ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/islamic-education-challenges/">ภาษาไทยอาจไม่เป็นปัญหาเท่าสายตารัฐไทย: มองการศึกษาวิถีอิสลามให้พ้นกรอบความมั่นคง กับ อับดุลสุโก ดินอะ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เรียนทางโลกแต่ปราศจากทางธรรมจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร” คำกล่าวนี้เคยเป็นถ้อยคำเชื้อเชิญให้ผู้คนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนที่สอนวิชาสามัญควบคู่กับหลักศาสนาอิสลาม ด้วยความเชื่อของผู้นับถือศาสนาอิสลามที่ว่าการเรียนศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโลกหน้า ทว่า ในโลกปัจจุบันที่เผชิญกับความผันแปรตลอดเวลา ทักษะและองค์ความรู้เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้เช่นกัน</p>



<p>ชายแดนใต้นับเป็นพื้นที่แห่งพหุวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และความเชื่อ ระบบการศึกษาในพื้นที่นี้จึงมีความหลากหลาย สังคมที่ประกอบไปด้วยชาวไทยพุทธ ชาวมลายูมุสลิม และชาวจีน ส่งผลให้รูปแบบการเรียนการสอนในสถาบันศึกษาต่างๆ มีการปรับให้สอดคล้องกับความหลากหลายเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ระบบการศึกษาที่ออกแบบจากส่วนกลางกลับไม่สามารถตอบสนองบริบทของพื้นที่ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในสังคมมลายูมุสลิมที่ศาสนาอิสลามมีบทบาทต่อการศึกษาเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน</p>



<p>ภายใต้ระเบียบจากรัฐส่วนกลางที่พยายามออกแบบการศึกษารูปแบบเดียว (one size fits all) ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยระบบการเรียนการสอนถูกกำหนดให้ใช้ภาษาไทยเป็นสื่อกลาง เด็กชาวไทยมุสลิมในชายแดนใต้ที่เติบโตในสังคมซึ่งผู้คนกว่าร้อยละ 83 ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาแม่และใช้ในการเรียนด้านศาสนาจึงเผชิญกับความท้าทายด่านแรกคือภาษา ขณะเดียวกัน มิติด้านความมั่นคงที่แทรกซึมอยู่ในพื้นที่ก็ทำให้การจัดการการศึกษาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหล่อหลอมอัตลักษณ์และปลูกฝังความเป็นไทยจากส่วนกลาง ส่งผลให้โรงเรียนในพื้นที่ต้องพยายามสร้างสมดุลระหว่างอัตลักษณ์ ศาสนา นโยบายรัฐ และความก้าวหน้าทางวิชาการ</p>



<p>เมื่อระบบการศึกษาในชายแดนใต้ต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากนโยบายรัฐ การเปลี่ยนแปลงของโลก และความต้องการเฉพาะของพื้นที่ คำถามสำคัญคือระบบที่เป็นอยู่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาเด็กและเยาวชนได้มากน้อยเพียงใด จะมีแนวทางไหนบ้างที่ช่วยให้เด็กเยาวชนมุสลิมในพื้นที่ได้รับการศึกษาที่สมดุลทั้งทางโลกและทางศาสนา</p>



<p>วันโอวัน ชวนสำรวจการจัดการศึกษาในบริบทสังคมมุสลิมชายแดนใต้กับ <strong>อับดุลสุโก ดินอะ</strong> รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ที่ปรึกษาสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จังหวัดสงขลา และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา เพื่อตอบคำถามถึงทิศทางและความเป็นไปได้ของการศึกษาที่เคารพอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็สามารถเตรียมอนาคตของชาติให้พร้อมสำหรับโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8f90cd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/04/1743321880_130180-the101world.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">อับดุลสุโก ดินอะ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จากปอเนาะถึงโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา</strong><strong>:&nbsp;</strong><strong>วิวัฒนาการสถาบันการศึกษาในชายแดนใต้</strong></h3>



<p>รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เพราะมีส่วนร่วมจากประชาชนมากที่สุด ได้นำมาซึ่งการปฏิรูปการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นรากฐานไปสู่การตราพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน เพื่อให้การศึกษาเป็นไปตามความต้องการและบริบทของแต่ละพื้นที่ นั่นทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชายแดนใต้เช่นกัน โดยเฉพาะต่อสถาบันการศึกษาที่อยู่คู่กับสังคมมุสลิมมลายูมาช้านาน</p>



<p>เช่นเดียวกับพื้นที่อื่นๆ ในไทย การจัดการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้มีทั้งรูปแบบการศึกษาในระบบ และการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย โดยโรงเรียนที่สอนศาสนาเพียงอย่างเดียวถูกจัดอยู่ในกลุ่มหลังนี้</p>



<p>การศึกษาในระบบในระดับชั้นก่อนอุดมศึกษาสามารถจำแนกออกเป็นสองรูปแบบหลัก ได้แก่ โรงเรียนรัฐและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม</p>



<p>สำหรับโรงเรียนรัฐ เดิมทีจะจัดการเรียนการสอนโดยใช้เฉพาะหลักสูตรสามัญตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ โดยวิชาศาสนาเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมตามหลักสูตรแกนกลาง แต่ด้วยความต้องการของชุมชนมุสลิมในพื้นที่ ทำให้การเรียนการสอนในโรงเรียนรัฐมีวิวัฒนาการไปสู่หลักสูตรอิสลามศึกษาคู่ขนาน โดยกระทรวงศึกษาธิการได้จัดตั้งคณะกรรมการที่ประกอบด้วยคนในพื้นที่เพื่อร่วมออกแบบหลักสูตรให้เหมาะสมกับบริบททางศาสนาและวัฒนธรรม</p>



<p>รูปแบบที่สองคือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โรงเรียนประเภทนี้มีรากฐานมาจากสถาบันปอเนาะที่มุ่งเน้นการเรียนการสอนศาสนาอิสลามเพียงอย่างเดียวและใช้ภาษามลายูและอาหรับเป็นสื่อกลาง แต่ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของรัฐ มีความพยายามผลักดันให้สถาบันปอเนาะสอนภาษาไทยมาตลอดหลายทศวรรษ ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบในปี 2547 ซึ่งนำไปสู่การกำหนดให้จังหวัดชายแดนใต้เป็น ‘พื้นที่พิเศษ’ โดยรัฐให้ความสำคัญกับการควบคุมและกำกับดูแลสถาบันการศึกษาในพื้นที่มากขึ้น</p>



<p>อับดุลสุโกกล่าวว่า ภายใต้ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยสถาบันปอเนาะ พ.ศ. 2547 กำหนดให้สถาบันปอเนาะต้องจดทะเบียนกับรัฐ หากไม่ได้จดทะเบียนอาจถูกเพ่งเล็งจากหน่วยงานความมั่นคง อีกทั้งในปี 2548 มีข้อเสนอจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของทักษิณ ชินวัตร ให้สถาบันปอเนาะบรรจุวิชาสามัญที่สอนเป็นภาษาไทยควบคู่ไปด้วย บริบทเช่นนี้ทำให้ปอเนาะหลายสถาบันจำเป็นต้องปรับตัว โดยหันมาเปิดสอนหลักสูตรสามัญควบคู่ไปกับอิสลามศึกษา</p>



<p>อีกปัจจัยหนึ่งที่เร่งให้สถาบันปอเนาะต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามก็คือการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนรายหัวให้กับโรงเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดให้โรงเรียนที่เข้าสู่ระบบของรัฐสามารถรับเงินอุดหนุนรายหัวเพื่อจัดการเรียนการสอนได้ ทำให้สถาบันปอเนาะหลายแห่งมองว่าการจดทะเบียนกับกระทรวงศึกษาธิการและเปิดสอนหลักสูตรสามัญควบคู่ไปกับศาสนา จะช่วยให้การบริหารจัดการโรงเรียนเป็นไปได้อย่างคล่องตัวขึ้น เพราะได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากภาครัฐ</p>



<p>เดิมทีโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามเปิดเฉพาะระดับมัธยมศึกษา แต่หลังจากช่วงปี 2548 ก็เริ่มมีการขยายลงมาสู่ระดับชั้นประถมศึกษามากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าผู้ปกครองต้องการให้เด็กได้ศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมตั้งแต่ยังเล็ก</p>



<p>“ตอนนั้นมีสโลแกนที่ว่า เรียนทางโลกแต่ปราศจากทางธรรมจะประสบความสําเร็จได้อย่างไร เพราะมุสลิมไม่ได้มีแค่โลกนี้ แต่มีโลกหน้าด้วย ฉะนั้นอาชีพและการศึกษาของผู้นับถืออิสลามจึงต้องผูกโยงกับศาสนาด้วย ในบทขอพรตอนละหมาดยังมีบทที่กล่าวเลยว่า โลกนี้ก็ให้ประสบความสําเร็จ โลกหน้าก็ให้ประสบความสําเร็จ” อับดุลสุโกกล่าว</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามยังทำให้เด็กได้เรียนถึงสามภาษา ได้แก่ ไทย มลายู และอาหรับ ซึ่งตอบโจทย์ทั้งในการใช้ชีวิตในสังคมไทยและเพิ่มโอกาสในการหางานหรือศึกษาต่อที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศมุสลิม เช่น มาเลเซีย หรือประเทศในตะวันออกกลาง</p>



<p>นอกจากการศึกษาในระบบที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลางและมีวุฒิการศึกษาให้แล้ว พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ยังมีสถานศึกษานอกระบบที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย โดยเฉพาะที่เป็นสถาบันสอนศาสนาอิสลาม ที่ได้กล่าวถึงไปแล้วคือสถาบันปอเนาะ และยังมีศูนย์อบรมศาสนาอิสลามประจำมัสยิดสำหรับผู้ใหญ่ ศูนย์อบรมศาสนาอิสลามประจำมัสยิดสำหรับเด็ก หรือ ‘ตาดีกา’<sup>[1]</sup> ซึ่งผู้มาเรียนส่วนใหญ่เป็นนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาของโรงเรียนรัฐ โดยจะเรียนเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ การศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่ยังรวมถึงศูนย์การเรียนอัลกุรอานตามบ้านของปราชญ์อัลกุรอานและศูนย์ท่องจำอัลกุรอาน</p>



<p>ดังที่กล่าวถึงไปแล้วว่าสถาบันปอเนาะเป็นสถาบันการศึกษาที่หยั่งรากในชุมชนมุสลิมของจังหวัดชายแดนใต้และดำรงอยู่ควบคู่กับสังคมมาอย่างยาวนาน แต่ในสายตาของคนนอกพื้นที่อาจยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน อับดุลสุโกกล่าวว่าคนไทยจำนวนมากมักมีภาพจำว่าคนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ศึกษาในสถาบันปอเนาะจะมีข้อจำกัดในการสื่อสารด้วยภาษาไทยและไม่ได้เรียนวิชาสามัญอื่นๆ แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่มาเรียนในสถาบันเหล่านี้ส่วนใหญ่ผ่านการศึกษาภาคบังคับมาแล้ว สถาบันปอเนาะจึงเป็นพื้นที่การเรียนรู้สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อด้านศาสนาทุกช่วงวัย มีทั้งคนที่เรียนจบ ป.6 ม.3 หรือ ม.6 แล้วมุ่งมั่นจะเรียนทางศาสนา หรือผู้ที่เรียนในระบบอยู่แล้วและมาเรียนเสริมในเวลาว่าง รวมถึงคนที่ทำงานแล้วมาเรียนเพิ่มเติมหลังเวลางาน</p>



<p>อีกหนึ่งจุดเด่นของปอเนาะคือการเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะถือเป็นการศึกษาตามอัธยาศัยที่ไม่มีเงื่อนไขเรื่องอายุหรือระยะเวลา สถาบันปอเนาะแต่ละแห่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับผู้สอน ผู้เรียนจึงสามารถกำหนดเส้นทางการศึกษาได้เองว่าต้องการศึกษาลงลึกในระดับไหน โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องจบภายในระยะเวลากี่ปี</p>



<p>“จากการประมาณการของผม ปัจจุบันผมว่ามีไม่ถึง 10% ของเด็กในพื้นที่ชายแดนใต้ที่เข้าเรียนสถาบันปอเนาะ คนที่มาเรียนส่วนใหญ่ก็จบการศึกษาภาคบังคับมาแล้ว เพียงแต่พวกเขาต้องการเชี่ยวชาญด้านศาสนา จึงเลือกที่จะเรียนต่อทางนี้ อีกอย่างการเรียนปอเนาะนั้นเรียนตามความสามารถและความพอใจของแต่ละคน บางคนเรียนถึงสิบปี บางคนเรียนแค่ 1-2 ปีก็ไป แล้วแต่ว่าอยากรู้ลึกแค่ไหน</p>



<p>“เวลาที่เขาเรียนกัน ถ้าโต๊ะครูเห็นว่าลูกศิษย์คนไหนเด่นด้านไหนก็จะเริ่มให้ช่วยสอนหนังสือ ให้เขาฝึกสอนทีละเล่มสองเล่มเพื่อถ่ายทอดวิชา อยากให้มองว่าถ้าไม่มีเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ต่อไปก็อาจจะไม่มีใครเป็นอิหม่าม”</p>



<p>ขณะเดียวกัน สำหรับเด็กที่เลือกเรียนในสถาบันปอเนาะแต่ยังต้องการวุฒิการศึกษาระดับสูงขึ้น เช่น นักเรียนที่จบชั้น ป.6 แล้วออกจากระบบการศึกษาไปเรียนปอเนาะแต่ต้องการวุฒิ ม.6 พวกเขามักเลือกเรียน กศน. ควบคู่ไปด้วย ในบางพื้นที่ ศูนย์ กศน. นั้นตั้งอยู่ภายในสถาบันปอเนาะเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เรียน อับดุลสุโกมองว่าสถาบันปอเนาะมีลักษณะการเรียนที่ยืดหยุ่นและพยายามรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียน</p>



<p>กล่าวได้ว่าวิวัฒนาการของโรงเรียนในพื้นที่ชายแดนใต้แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยมีการปรับตัวให้สอดรับกับกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก ขณะเดียวกันก็พยายามรักษาอัตลักษณ์มลายูและคงรากฐานของความเป็นมุสลิมไว้ให้ได้มากที่สุด</p>



<p>วิวัฒนาการของระบบการศึกษาและรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายในชายแดนใต้ ทั้งโรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และสถาบันสอนศาสนาอย่างปอเนาะ ล้วนดำรงอยู่ภายใต้บริบทของพหุวัฒนธรรม ที่ต้องคำนึงถึงทั้งปัจจัยทางศาสนา วัฒนธรรม และโครงสร้างการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ในหลายครั้ง การกำหนดนโยบายจากส่วนกลางที่มักมองผ่านทัศนะความมั่นคง โดยมองว่าการรักษาอัตลักษณ์อาจเป็นภัยคุกคาม กลับนำมาซึ่งการจางหายของอัตลักษณ์ที่ย้อนกลับมาทำลายทักษะและโอกาสในการเรียนรู้ของเด็กอีกที</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผลสัมฤทธิ์ต่ำเพราะกำแพงภาษาหรือกรอบคิดของรัฐ?</strong></h3>



<p>เรามักเห็นตามหน้าสื่ออยู่บ่อยครั้งว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่ำที่สุดในประเทศมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะผลสอบ O-NET ซึ่งเด็กในพื้นที่มักได้คะแนนท้ายตารางเกือบทุกวิชา ที่ผ่านมารัฐมักให้คำอธิบายว่า ปัญหาหลักคือ ‘กำแพงภาษา’ ที่ขวางกั้นโอกาสการเรียนรู้ของเด็กที่โตมากับภาษามลายู จึงนำมาสู่นโยบายที่มุ่งให้เด็กชายแดนใต้เรียนภาษาไทย ซึ่งแฝงไว้ด้วยนัยด้านความมั่นคงอีกชั้น</p>



<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาพัฒนาการของสถาบันการศึกษาในพื้นที่ที่โรงเรียนต่างๆ ปรับหลักสูตรมาสอนวิชาสามัญโดยใช้ภาษาไทยเป็นเวลานับทศวรรษแล้ว ภาษาไทยจึงดูจะไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป แต่เหตุใดวาทกรรมเรื่องผลสัมฤทธิ์ต่ำเพราะ ‘ไม่ได้ภาษาไทย’ ยังคงอยู่?</p>



<p>อับดุลสุโกชี้ให้เห็นว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในพื้นที่มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวิชาภาษาไทย ซึ่งสะท้อนผ่านคะแนนสอบ NT (National Test) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถสังเกตได้จากทักษะการสื่อสารในชีวิตประจำวันของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ แม้ว่าคะแนน O-NET โดยรวมจะยังมีปัญหา แต่เขามองว่าปัจจัยสำคัญไม่ใช่ ‘กำแพงภาษา’ อีกต่อไปและไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในจังหวัดชายแดนใต้เท่านั้น หากแต่สะท้อนปัญหาของระบบการศึกษาไทย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เด็กในพื้นที่สามารถใช้ภาษาไทยได้คล่องขึ้น ทักษะการใช้ภาษามลายูกลับลดลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากแนวทางการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นให้เด็กต้องเชี่ยวชาญภาษาไทย โดยหนึ่งในรูปแบบการสอนที่น่ากังวลคือการสอนคำมลายูโดยใช้อักษรไทย</p>



<p>“ก่อนหน้านี้โรงเรียนหลายแห่งมีการออกแบบการเรียนการสอนให้เป็นทวิภาษา คือไทยและมลายู แน่นอนว่าการเรียนภาษาไทยเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นพื้นฐานไปสู่วิชาอื่นๆ แต่มันกลับกลายเป็นดาบสองคม และไปพลาดตรงที่ครูหลายคนอยากให้เด็กอ่านเขียนภาษาไทยได้เร็ว ก็เลยเอาภาษามลายูไปเขียนเป็นไทย เช่น คำว่า ‘มากัน’ ที่แปลว่ากิน เขียนด้วยอักษรยาวีคือ ماكن เขาก็ไปสอนให้เขียน มอ-อา-กอ-อะ-นอ เป็นแบบนี้ไป ซึ่งเด็กได้ภาษาไทยก็จริง แต่เกิดข้อครหาว่ารัฐกำลังทำลายอัตลักษณ์ในพื้นที่ กลายเป็นว่าเด็กเขียนด้วยอักษรยาวีไม่ได้” <sup>[2]</sup></p>



<p>การที่เด็กในพื้นที่ไม่สามารถเขียนอักษรยาวีหรือไม่เข้าใจภาษามลายูได้อย่างลึกซึ้งถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะนั่นอาจเป็นการปิดกั้นโอกาสหลายด้าน แม้ว่าในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียจะมีการเปลี่ยนจากอักษรยาวีไปใช้อักษรรูมี แต่ในบริบทของสามจังหวัดชายแดนใต้ อักษรยาวียังคงมีความสำคัญในฐานะเครื่องมือที่ใช้บันทึกเรื่องราวทางศาสนาและการสื่อสารในชุมชน อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ภาษาอาหรับ ซึ่งเป็นภาษาของคัมภีร์อัลกุรอาน การสูญเสียทักษะเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาษา แต่หมายถึงการลดทอนสายสัมพันธ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมของผู้คนด้วย</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวทางการใช้ภาษาแม่ในการจัดการศึกษาจากเวทีเวิร์กชอป&nbsp;<a href="https://theactive.thaipbs.or.th/news/learningeducation-20240701" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การจัดการศึกษาแบบทวิ/พหุภาษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐานในชายแดนใต้: โอกาสและความท้าทาย</a>&nbsp;จัดโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญสันติภาพชายแดนภาคใต้ฯ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2567 ที่ผ่านมา จาตุรนต์ ฉายแสง ประธาน กมธ. กล่าวถึงประสบการณ์ของเขาในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยเคยร่วมมือกับสถาบัน Summer Institute of Linguistics (SIL) ในการนำร่องการใช้ภาษามลายูในระบบการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ โดย SIL มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษาด้วยภาษาแม่ในหลายร้อยแห่งทั่วโลก และพบว่าการให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านภาษาแม่ตั้งแต่เริ่มต้นช่วยกระตุ้นความสนใจ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา</p>



<p>ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับ<a href="https://www.unesco.org/en/articles/why-mother-language-based-education-essential" target="_blank" rel="noreferrer noopener">งานวิจัยของยูเนสโก</a>ที่ชี้ให้เห็นว่าการศึกษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมคุณภาพการเรียนรู้ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และยกระดับประสิทธิภาพการเรียนรู้ของเด็ก โดยเฉพาะในระดับปฐมวัย ซึ่งการศึกษาโดยใช้ภาษาแม่จะช่วยลดช่องว่างทางความรู้และเพิ่มความเร็วในทำความเข้าใจเนื้อหาในวิชาต่างๆ ของเด็ก นอกจากนี้ การศึกษาด้วยภาษาแม่ยังได้รับการรับรองในฐานะ ‘สิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก’ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ซึ่งระบุว่าการศึกษาโดยใช้ภาษาแม่ในช่วงปีแรกของการเรียนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคน ดังนั้น การกีดกันเด็กจากการศึกษาด้วยภาษาแม่จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนรูปแบบหนึ่ง</p>



<p>ข้อเสนอเหล่านี้จึงเป็นที่น่าตั้งคำถามว่าแนวทางการจัดการศึกษาที่สั่งการจากส่วนกลางอาจกำลังบั่นทอนการเรียนรู้ของเด็กในสังคมมลายู มากกว่าจะส่งเสริมหรือยกระดับการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งอับดุลสุโกมองว่าต้องศึกษากันต่อไป</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>‘หลักสูตรหลากหลายแต่ยังรักษาอัตลักษณ์’ การปรับตัวโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม</strong></h3>



<p>อับดุลสุโกกล่าวเสริมว่า การศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ทุกวันนี้ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียน ขณะเดียวกันก็ยังคงยึดมั่นรากฐานของอิสลามศึกษา ซึ่งความหลากหลายของหลักสูตรช่วยสร้าง ‘ทางเลือก’ ให้เด็กในพื้นที่มีโอกาสก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น</p>



<p>ปัจจุบันโรงเรียนหลายแห่งเริ่มเปิดหลักสูตรและโครงการใหม่ๆ เช่น ห้องเรียนส่งเสริมความเป็นเลิศทางภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาอาหรับ (Arabic program) ภาษาอังกฤษ (English program) หรือภาษามลายู (Malay program) และมีห้องเรียนส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ โครงการห้องเรียน Hafiz Science ที่มุ่งสร้างนักท่องจำอัลกุรอาน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นหลักสูตรที่เตรียมพร้อมการเข้าเรียนแพทย์ วิศวะฯ ไปด้วย หนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือจำนวนนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าค่ายโอลิมปิกวิชาการ (สอวน.) ที่เพิ่มขึ้นทุกปี</p>



<p>ในระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยหลายแห่งก็เปิดหลักสูตรอิสลามศึกษาควบคู่ไปกับสาขาวิชาสมัยใหม่ เพื่อดึงดูดนักศึกษาที่ต้องการเรียนรู้ทั้งศาสนาและวิชาการควบคู่กันไป รวมถึงวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จัดการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์วิถีอิสลาม</p>



<p>แม้แต่ในวงการกีฬา โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาหลายแห่งก็เริ่มขยายไปสู่การเปิดอะคาเดมีฟุตบอลเองมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความสนใจของเยาวชนมุสลิมในพื้นที่ อับดุลสุโกชี้ว่า<a href="https://www.matichonweekly.com/column/article_507650#google_vignette" target="_blank" rel="noreferrer noopener">จากการศึกษาเชิงประจักษ์</a>พบว่าเยาวชนมุสลิมมองความชื่นชอบกีฬาฟุตบอลแยกส่วนกับศาสนา ซึ่งทำให้เกิดความไม่สบายใจในหมู่ผู้ปกครอง เพราะแม้ลูกจะเก่งกีฬา แต่ทิ้งการละหมาด อ่านกุรอานไม่ได้ และไม่รู้หลักวิถีชีวิตอิสลาม ดังนั้น โรงเรียนต่างๆ จึงพยายามนำกีฬากับศาสนามาเชื่อมต่อกัน</p>



<p>การที่สถาบันในพื้นที่สามารถเปิดหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความเป็นเลิศที่หลากหลายได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อได้เปรียบด้านประชากร ซึ่งเมื่อมีจำนวนเด็กมากขึ้น ก็ทำให้สามารถจัดสรรงบประมาณต่อหัวได้เพียงพอในการบริหารจัดการเพื่อสร้างหลักสูตรใหม่ๆ</p>



<p>อับดุลสุโกกล่าวว่า “เมื่อการศึกษาในพื้นที่ได้รับการยกระดับ เราก็สามารถผลิตครู ผลิตหมอที่เป็นคนในพื้นที่ได้มากขึ้น อีกทั้งผลิตบุคลากรที่มีความพร้อมในหลากหลายสาขาและสามารถขยายไปเป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศได้ การจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ชายแดนใต้จึงถือเป็นอีกหนึ่งสารตั้งต้นสำคัญของการพัฒนาประเทศ”</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มองการศึกษาให้พ้นกรอบความมั่นคงและกระจายอำนาจอย่างแท้จริง</strong></h2>



<p>“เมื่อใดที่ภาครัฐเอาทัศนะแบบทหาร เอาแนวคิดที่มองแค่มิติความมั่นคงมาควบคุมการศึกษา จากที่ควรจะสร้างโอกาสก็อาจกลายเป็นวิกฤตได้”</p>



<p>อับดุลสุโกกล่าวว่า ปัจจุบันการบริหารจัดการด้านการศึกษาโดยส่วนกลางและส่วนภูมิภาคยังไม่สามารถเข้าใจบริบทของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง เนื่องจากมักมองผ่านเลนส์ด้านความมั่นคง เช่น การมองว่าคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ไม่รักชาติ จึงพยายามเพิ่มวิชาประวัติศาสตร์และวิชาที่แฝงแนวคิดชาตินิยม แม้ว่าจะมีวิชาหน้าที่พลเมืองอยู่แล้ว ซึ่งแนวทางนี้เป็นการเพิ่มชั่วโมงเรียนให้มากขึ้น เมื่อเด็กต้องเรียนทั้งสายสามัญและวิชาศาสนาไปพร้อมกัน จึงทำให้จำนวนวิชาที่เรียนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้ เด็กมุสลิมในพื้นที่จึงต้องใช้เวลาเรียนมากกว่าเด็กในพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทย ซึ่งบางครั้งอาจ<a href="https://prachatai.com/journal/2023/11/107014" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สูงถึง 20 วิชา</a></p>



<p>ประเด็นนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาที่ให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการออกแบบระบบและโครงสร้างที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ซึ่งจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากขึ้น อับดุลสุโกกล่าวว่า ปัจจุบันอำนาจในการออกแบบการจัดการเรียนการสอนมีสัดส่วน 70% มาจากรัฐ และเพียง 30% จากชุมชน แต่หากพลิกกลับมาเป็น 70% จากชุมชนและ 30% จากรัฐ เขาเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นนวัตกรรมใหม่ๆ และดึงศักยภาพของเด็กในพื้นที่ขึ้นมาได้อย่างมหาศาล</p>



<p>อับดุลสุโกชี้ว่า การกระจายอำนาจทางการศึกษาอย่างแท้จริงไม่เพียงแค่การกระจายบุคลากรและงบประมาณ แต่ต้องมอบอำนาจในการตัดสินใจออกแบบหลักสูตรและการเรียนการสอนให้กับชุมชนเองด้วย&nbsp;<a><sup>[3]</sup></a></p>



<p>“ผมมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จได้ เพราะแม้ในสภาพแวดล้อมที่ถูกจำกัดโดยกฎหมายความมั่นคงถึงสามฉบับ เรายังสามารถจัดการได้ หากได้รับการปลดล็อกข้อจำกัดทั้งหมดด้วยการกระจายอำนาจทางการศึกษา คงได้เห็นศักยภาพอื่นๆ อีกมาก หัวใจสำคัญคือต้องกระจายทั้งอำนาจการบริหารจัดการ คน และงบประมาณ เพื่อให้สามารถร่วมออกแบบการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของพื้นที่ได้</p>



<p>“ข้อเสนอนี้มิใช่แค่เฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น แต่ทุกพื้นที่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ผมเชื่อว่าหากการจัดการศึกษาได้รับการออกแบบจากคนในพื้นที่เอง ซึ่งสามารถผสมผสานเข้ากับศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อ จะนำไปสู่พื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาที่จะช่วยดึงศักยภาพของคนในพื้นที่ออกมาตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้”</p>



<p>อับดุลสุโกยกตัวอย่างโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่สามารถปรับเปลี่ยนและออกแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ได้อย่างคล่องตัว ซึ่งช่วยให้เด็กพัฒนาศักยภาพของตนเองในด้านต่างๆ ได้ไม่แพ้โรงเรียนชั้นนำอื่นๆ นี่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่รัฐต้องเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีบทบาทอย่างแท้จริงในการจัดการศึกษา เพื่อให้เกิดระบบที่ตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่นได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน แทนที่จะใช้การศึกษาเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองหรือความมั่นคงเพียงอย่างเดียว</p>



<p>ไม่ใช่เพียงแค่การกระจายอำนาจทางการศึกษาในระบบ แต่การศึกษานอกระบบก็ควรถูกพิจารณาด้วยมุมมองที่ปราศจากอคติจากรัฐเช่นกัน อับดุลสุโกตั้งข้อสังเกตว่า ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในชายแดนใต้ สถาบันสอนศาสนาอย่างปอเนาะและตาดีกามักถูกเพ่งเล็งและเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ ทั้งที่แท้จริงแล้ว สถาบันเหล่านี้เป็นสถานศึกษาที่ดำรงอยู่เคียงข้างชุมชนมาอย่างยาวนาน การที่รัฐมองการมีอยู่ของสถาบันเหล่านี้ผ่านเลนส์ความมั่นคง มากกว่าจะมองถึงคุณค่าและบทบาทต่อสังคม กลับยิ่งเป็นการกดทับอัตลักษณ์ที่ปิดกั้นการสร้างสันติภาพในพื้นที่</p>



<p>หากพิจารณาในมิติของศาสนาและวัฒนธรรม ปอเนาะและตาดีกาไม่ได้เป็นเพียงแค่ศูนย์กลางการเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม แต่ยังเป็นทางเลือกของผู้แสวงหาการศึกษาที่ไม่ละทิ้งรากเหง้าทางศาสนาและวัฒนธรรม แม้ว่าการเรียนการสอนศาสนาจะไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก แต่การศึกษาภาษามลายูและอาหรับก็มีคุณค่าอย่างมหาศาล ทั้งในแง่ของการเชื่อมโยงกับโลกมุสลิมและการผลิตบุคลากรที่สามารถทำนุบำรุงศาสนาในพื้นที่ การให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาที่เปิดกว้างต่อภาษาที่หลากหลายจึงไม่เพียงแต่ช่วยรักษาอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่ แต่ยังสามารถเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างชุมชนมุสลิมกับโลกภายนอกได้อีกด้วย&nbsp;</p>



<p>อับดุลสุโกทิ้งท้ายว่ารัฐไทยควรปรับเปลี่ยนทัศนะของตนต่อการจัดการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ เลิกใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือทางความมั่นคง และเปิดพื้นที่ให้กับชุมชนในการออกแบบระบบที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง เพื่อให้การศึกษากลายเป็นเครื่องมือของการพัฒนามากกว่าการกดทับ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การศึกษาที่เสรีและเคารพความหลากหลายคือรากฐานของสังคมที่สงบสุขและยั่งยืน</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p>



<p></p>



<p style="font-size:15px"> <sup>[1]</sup>ตาดีกา (Tadika) มาจากคำมลายู โดย Ta ย่อมาจาก Taman แปลว่าสวน, Di ย่อมาจาก Didikkan แปลว่าอบรม และ Ka มาจาก Kanak Kanak แปลว่า เด็กๆ<br> <sup>[2]</sup>อ่านทัศนะของอับดุลสุโกต่อประเด็นการสอนภาษาไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ที่ <a href="https://prachatai.com/journal/2009/03/20195" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://prachatai.com/journal/2009/03/20195</a> และ<a href="https://www.tcijthai.com/news/2024/7/article/13729" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://www.tcijthai.com/news/2024/7/article/13729</a><br> <sup>[3]</sup>อ่านทัศนะของอับดุลสุโกต่อประเด็นการกระจายอำนาจทางการศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://www.tcijthai.com/news/2023/12/article/13356#google_vignette" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://www.tcijthai.com/news/2023/12/article/13356#google_vignette</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/islamic-education-challenges/">ภาษาไทยอาจไม่เป็นปัญหาเท่าสายตารัฐไทย: มองการศึกษาวิถีอิสลามให้พ้นกรอบความมั่นคง กับ อับดุลสุโก ดินอะ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การศึกษาต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง: ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยแนวทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/expanding-flexible-learning-opportunities/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 Nov 2024 06:56:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ความร่วมมือด้านการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาของเด็กข้ามชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[โอกาสทางการเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาของเด็กพื้นเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กผู้ลี้ภัย]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ลดช่องว่างทางการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=88433</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในโลกที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ การ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/expanding-flexible-learning-opportunities/">การศึกษาต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง: ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยแนวทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในโลกที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ การศึกษาถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยยกระดับชีวิตของผู้คน แต่ในความเป็นจริง ยังมีคนมากมายเข้าไม่ถึงการศึกษา เพราะปัจจัยหลายอย่างที่ก่อกำแพงขวางพวกเขาไว้ ไม่ว่าจะเป็นความยากจน การลี้ภัย หรือแม้แต่ภาระหน้าที่ในชีวิต ดังจะเห็นได้จากเด็กชายขอบ เด็กผู้ลี้ภัยที่ไม่มีโอกาสเข้าเรียน หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ที่เคยหลุดจากระบบการศึกษา</p>



<p>จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ‘การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น’ จึงกลายมาเป็นคำตอบแห่งยุคสมัย เพื่อที่จะสร้างระบบการศึกษาที่เหมาะสมกับเงื่อนไขชีวิตของผู้เรียน ออกแบบหลักสูตรที่รองรับความหลากหลาย และกำหนดนโยบายที่ไม่กีดกันใครออกจากการศึกษา</p>



<p>คำถามสำคัญที่ตามมาคือ เราจะสร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและโอบรับทุกคนได้อย่างไร แนวทางใดที่จะทำให้ผู้ใหญ่ที่เคยหลุดจากระบบการศึกษาได้กลับมาเรียน เด็กกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการศึกษาที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของพวกเขา และเด็กผู้ลี้ภัยได้เรียนในระดับสูงเท่าที่ต้องการโดยปราศจากอุปสรรค เพื่อให้การศึกษาเป็นบันไดสู่โอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคนอย่างแท้จริงเท่าเทียมกัน</p>



<p>101 ชวนสำรวจแนวคิดใหม่ของการเรียนรู้ยืดหยุ่น เพื่อลดช่องว่างทางการศึกษา จากงานเสวนาจินตภาพใหม่การศึกษา : ร่วมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน ร่วมแลกเปลี่ยนโดย<strong>&nbsp;มินซอน พัก</strong>&nbsp;ผู้เชี่ยวชาญโครงการ สถาบัน National Institute for Lifelong Education (NILE) สาธารณรัฐเกาหลี&nbsp;<strong>ดร.เฮซุส ซี. อินสิลาดา</strong>&nbsp;ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประจำปี 2560 ประเทศฟิลิปปินส์ และ&nbsp;<strong>แทมมี่ ลินน์ ชาร์ป</strong>&nbsp;ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำประเทศไทย</p>



<p><em>หมายเหตุ: เก็บความบางส่วนจาก<a href="https://afe2024.eef.or.th/app/netattm/attendee/Page/127556" target="_blank" rel="noreferrer noopener">งานเสวนาจินตภาพใหม่การศึกษา : ร่วมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน</a> ในหัวข้อ<a href="https://youtu.be/DquyHEWoQWQ?si=Dw8x6ut8VtVAYhmP" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การขยายโอกาสการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นเพื่อลดช่องว่างทางการศึกษา</a> จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567</em></p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เพิ่มทางเลือกระดับอุดมศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วย ACBS และ BDES – มินซอน พัก</strong></h3>



<p>หนึ่งในการแนวทางการลดช่องว่างทางการศึกษา คือการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต&nbsp;<strong>มินซอน พัก</strong>&nbsp;ผู้เชี่ยวชาญโครงการ สถาบัน National Institute for Lifelong Education (NILE) เริ่มต้นโดยการแนะนำว่าสถาบัน NILE ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2008 ภายใต้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการของประเทศเกาหลีใต้ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือการผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตในกลุ่มประชากรทั่วประเทศ ซึ่งโครงการสำคัญของสถาบัน ได้แก่ Academic Credit Bank System (ACBS) และ Bachelor’s Degree Examination for Self-Education (BDES)</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>1) Academic Credit Bank System (ACBS)</strong></h4>



<p>Academic Credit Bank System (ACBS) หรือธนาคารหน่วยกิต คือระบบที่ผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่งเสริมให้มีทางเลือกให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการศึกษาขั้นที่สูงขึ้นได้ โดยการเก็บรวบรวมหน่วยกิตจากการเรียนหลากหลายรูปแบบเพื่อขอรับรองวุฒิการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ</p>



<p>ผู้เรียนสามารถรวบรวมหน่วยกิตได้จากหลายแหล่ง เช่น การลงทะเบียนเรียนในสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรองโดยกระทรวงศึกษาธิการ หลักสูตรวุฒิบัตรที่ออกโดยกระทรวงศึกษาธิการ หลักสูตรวุฒิบัตรที่ออกโดยสถาบันเอกชนและได้รับการรับรองโดยกระทรวงศึกษาธิการ หลักสูตรนอกเวลาของสถาบันอุดมศึกษา การอบรมวิชาชีพ การเรียนหลักสูตรออนไลน์ หรือใบประกาศนียบัตรวิชาชีพ เป็นต้น</p>



<p>ขั้นตอนเริ่มต้นจากการลงทะเบียนในระบบของ ACBSโดยเลือกวิชาเอกและปริญญา จากนั้นก็เริ่มสะสมหน่วยกิตโดยการลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรต่างๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้น และสามารถนำวุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตรจากการเรียนหรือการฝึกอบรมมารวบรวมเพื่อเทียบหน่วยกิตประกอบกันได้ด้วย และเมื่อเก็บหน่วยกิตครบตามที่กำหนด ก็สามารถยื่นขอรับรองปริญญา โดยผู้เรียนจะได้รับวุฒิการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ หรือจากมหาวิทยาลัยที่ตนลงทะเบียนเรียน</p>



<p>ACBS มีหลายหลักสูตร เช่น ศิลปศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น โดยในระดับอนุปริญญา มี 13 หลักสูตร ประกอบด้วย 111 สาขา และระดับปริญญาตรี มี 26 หลักสูตร ประกอบด้วย 118 สาขา</p>



<p>สำหรับค่าใช้จ่าย 1,000 วอนต่อหน่วยกิต สำหรับการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจะต้องมี 140 หน่วยกิต รวมแล้วจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 140,000 วอน หรือประมาณ 3,500 บาท</p>



<p>แนวคิด ACBS เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1995 เมื่อมีการประกาศการปฏิรูปการศึกษาที่เกาหลีใต้ จากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน มีผู้ได้รับการรับรองวุฒิการศึกษาราวหนึ่งล้านคน แสดงให้เห็นถึงจุดเด่นของระบบซึ่งคือความยืดหยุ่น ผู้เรียนสามารถเก็บหน่วยกิตได้ตามที่ตนสะดวก เช่น การเทียบวุฒิ หรือการลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรของสถาบันต่างๆ นอกจากนี้ ACBS ยังโอบรับความหลากหลายในการเรียนรู้นอกระบบ เช่น การฝึกอบรมในสถานที่ทำงาน หรือคุณวุฒิอาชีวศึกษา เป็นต้น</p>



<p>“จุดเด่นสำคัญที่สุดของระบบนี้ คือการช่วยลดช่องว่างทางการศึกษา เอื้อให้คนวัยผู้ใหญ่ที่ไม่มีโอกาสเข้าสู่ระบบการศึกษาในระบบสามารถที่ได้รับวุฒิการศึกษาได้ และยังช่วยลดช่องว่างทางการศึกษาในคนกลุ่มชายขอบด้วย” มินซอนกล่าว</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>2) Bachelor’s Degree Examination for Self-Education (BDES)</strong></h4>



<p>Bachelor’s Degree Examination for Self-Education (BDES) แตกต่างจาก ACBS ที่จะต้องลงทะเบียนเรียนหรือเก็บหน่วยกิต เพราะ BDES เป็นการจัดสอบเพื่อรับรองวุฒิปริญญาตรี ซึ่งผู้เรียนสามารถที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเองได้อย่างอิสระ และจะต้องเข้าสอบวัดผลกับ NILE และเมื่อสอบผ่านก็จะได้รับการรับรองวุฒิปริญญาตรี หรืออนุปริญญา โดยจะมีการสอบทั้งหมดสี่ครั้ง เทียบได้กับสี่ปีในระดับมหาวิทยาลัย</p>



<p>BDES เริ่มต้นในปี 1990 มีให้เลือกสอบวัดระดับหลากหลายหลักสูตร เช่น ภาษาและวรรณกรรมเกาหลี จิตวิทยา กฎหมาย การบริหารจัดการธุรกิจ คหกรรมศาสตร์ เป็นต้น</p>



<p>จุดเด่นของ BDES คือการเรียนรู้อย่างอิสระ ผู้เรียนสามารถวางแผนการเรียนได้เอง และใช้ต้นทุนน้อย คือประมาณ&nbsp;18,000 วอน หรือราว 450 บาท ในการลงทะเบียนสอบแต่ละครั้ง รวมสี่ครั้ง ราว 80,000 วอน หรือประมาณ 2,000 บาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าเทอมในระบบมหาวิทยาลัย</p>



<p>“ทั้ง ACBS และ BDES ช่วยให้ผู้เรียนที่เผชิญอุปสรรคในชีวิต เช่น ไม่มีค่าเล่าเรียน หรือมีข้อจำกัดด้านสถานการณ์ชีวิต สามารถได้รับวุฒิการศึกษาปริญญาตรีหรืออนุปริญญา ที่ได้รับการรับรองเช่นเดียวกันกับผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ถือได้ว่าเป็นทางเลือกที่ยืดหยุ่น ช่วยลดช่องว่างทางการศึกษา และส่งเสริมให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นไปได้อย่างแท้จริง” มินซอนกล่าวสรุป</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>SANYOG Edukasyon เสริมพลังการศึกษาด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ชนพื้นเมือง – เฮซุส ซี. อินสิลาดา</strong></h3>



<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหลายประเทศมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การเรียนรู้ที่โอบรับความหลากหลายนี้จึงเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ&nbsp;<strong>เฮซุส ซี. อินสิลาดา</strong>&nbsp;ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประจำปี 2560 ได้นำเสนอรูปแบบการเรียนรู้ที่สอดรับกับจุดประสงค์ดังกล่าว โดยเปิดประเด็นว่า “ครูหรือผู้นำกระบวนการเรียนรู้ไม่เพียงแต่ได้รับการเสริมพลังให้เป็นผู้สอนเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาแนวทางการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนของเรา และการจะทำเช่นนี้ได้ จำเป็นต้องมีความร่วมมือจากชุมชน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญทางวัฒนธรรมและสภาผู้สูงอายุของชุมชน ที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านวิถีพื้นเมือง”</p>



<p>เพื่อที่จะจัดการเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวได้ เฮซุสยกตัวอย่างระบบการเรียนการสอนที่บูรณาการความรู้วิถีพื้นเมือง อันได้แก่ SANYOG และ PASIBU</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>1) SANYOG</strong></h4>



<p>โรงเรียนในเขต Calinog ออกแบบหลักสูตรเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทุกด้านของการเรียนรู้ โดยคิดค้นกลไก โครงการ ยุทธศาสตร์ และกิจกรรมต่างๆ ที่จะกระตุ้นและเสริมพลังผู้เรียน ระบบนี้เรียกว่า SANYOG เป็นคำภาษา Karay-a หมายถึงการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง เมื่อมารวมกับ Edukasyon (การศึกษา) วลีนี้จึงหมายถึงการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงการศึกษาในด้านต่างๆ</p>



<p>นอกจากนี้ SANYOG ยังเป็นตัวย่อภาษาอังกฤษของหัวใจสำคัญของระบบนี้ ได้แก่</p>



<ul>
<li>สร้างมาตรฐานและเสริมสร้างกระบวนการฟื้นฟูและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในทุกด้าน</li>



<li>ระบุปัญหาทางวิชาการ แก้ไขช่องว่างในการเรียนรู้ และเร่งพัฒนาทักษะการอ่านและคำนวณผ่านกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับบริบทของผู้เรียน</li>



<li>ประสานความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง บ่มเพาะความร่วมมือ และพัฒนาภาวะผู้นำร่วมกัน</li>



<li>สร้างผลลัพธ์เบื้องต้น ชื่นชมความสำเร็จ และยึดถือแนวทางที่ดีที่สุดในการรักษาคุณภาพของเวลาเรียน ออกแบบวิธีการสอนและทรัพยากรที่เหมาะสมกับบริบท พร้อมพัฒนาทักษะและการประเมินผลตามมาตรฐานศตวรรษที่ 21</li>



<li>เพิ่มประสิทธิภาพผลลัพธ์ทางวิชาการผ่านการวิจัยและนวัตกรรม พร้อมมอบโอกาสการเรียนรู้ที่สร้างแรงจูงใจ ครอบคลุม และเชื่อมโยงกับ</li>



<li>สนับสนุนครูให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในระดับบุคคลและวิชาชีพ ผ่านภาวะผู้นำที่มีความสุขและสร้างการเปลี่ยนแปลง การทำงานร่วมกัน และการชี้แนะเชิงสะท้อนคิด</li>
</ul>



<p>SANYOG เป็นกรอบการเรียนการสอนที่จะช่วยให้ผู้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบแนวทางการเรียนรู้ โดยใช้หลักการที่กล่าวมาข้างต้น ร่วมกับระบบการเรียนรู้ของคนพื้นถิ่น (Indigenous learning System: ILS) ในการแก้ปัญหาเรื่องการเรียนรู้หรือเพิ่มพูนความรู้ในประเด็นที่คนในชุมชนสนใจ ช่วยลดช่องว่างของทางความรู้ของคนท้องถิ่น โดยการให้ความรู้ในเรื่องที่พวกเขาสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยสภาผู้สูงอายุในชุมชนมีส่วนช่วยอย่างมากในการให้คำปรึกษาด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่น</p>



<p>กล่าวได้ว่า SANYOG สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน (community-based approach) เพื่อเรียนรู้แบบยืดหยุ่นและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนประสบผลสัมฤทธิ์ ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ</p>



<p>ประกอบกับเมื่อไม่นานมานี้ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ได้ลงนามใน An Act Establishing an Academic Recovery and Accessible Learning (ARAL) กฎหมายเพื่อการเร่งฟื้นฟูทักษะการเรียนรู้ให้กับนักเรียนที่มีภาวะการเรียนรู้ถดถอยจากการเรียนในช่วงโควิด-19 ดังนั้น SANYOG จึงตอบโจทย์การฟื้นฟูการศึกษาของประเทศ ด้วยการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและเชื่อมโยงกับชุมชน เพื่อให้เด็กๆ ในชุมชนเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>2) PASIBU</strong></h4>



<p>คือแนวทางการสอนที่สอดคล้องกับกรอบของ SANYOG โดยมีเป้าหมายคือการออกแบบ ทดสอบ และนำวิธีการสอนแบบใหม่มาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนกลุ่มชนพื้นเมือง สร้างกรอบการเรียนรู้ที่บูรณาการระบบความรู้พื้นเมืองในบทเรียน จากนั้นจึงทดสอบและปรับใช้แนวทาง PASIBU ในโรงเรียนที่ให้การศึกษาแบบชนพื้นเมือง (Indigenous Peoples’ Education: IPEd) และส่งเสริมให้โรงเรียนและครูที่ใช้หลักสูตร IPEd ได้พัฒนาวิธีการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและความต้องการของนักเรียน</p>



<p>ขั้นตอนของแนวทาง PASIBU มีดังนี้</p>



<ul>
<li style="font-size:16px">Profile&nbsp; and&nbsp; Plan : ประเมินลักษณะเฉพาะของผู้เรียน เช่น ชนเผ่า ความรู้พื้นฐาน จุดแข็ง ความสนใจ เพื่อที่จะวางแผนการจัดการเรียนการสอนหรือออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมพวกเขาได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการใช้พื้นที่เรียนนอกโรงเรียน การเรียนรู้ผ่านการเต้นรำหรือเครื่องดนตรีท้องถิ่น</li>



<li style="font-size:16px">Advance : ต่อยอดตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ โดยต้องพิจารณาว่าทักษะใดที่ผู้เรียนต้องพัฒนา แง่มุมทางวัฒนธรรมใดที่จะนำมาผสมผสานในบทเรียนได้ และกิจกรรมหรือภาระงานแบบใดที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการพัฒนาทักษะนั้น</li>



<li style="font-size:16px">Suit : เชื่อมโยงภาระงานให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และทักษะ โดยพิจารณาว่ากิจกรรมหรือภาระงานนั้นจะเชื่อมโยงกับบริบท ประสบการณ์ และความเป็นจริงของผู้เรียนอย่างไร</li>



<li style="font-size:16px">Include : รวบยอดสิ่งที่เรียนรู้ หลังจากทำกิจกรรมหรือภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว นักเรียนได้ความรู้หรือข้อคิดอะไรบ้าง&nbsp; และกิจกรรมเหล่านั้นมีความหมายอย่างไรต่อนักเรียน</li>



<li style="font-size:16px">Build new knowledge : สร้างความรู้ใหม่หลังจากประเมินว่าทักษะของผู้เรียนเป็นอย่างไร ต้องการพัฒนาด้านใดเพิ่มเติม และได้มีความรู้หรือความเข้าใจใหม่อย่างไรบ้าง โดยแนวทางท้องถิ่นจะเป็นการประเมินผลภาคปฏิบัติ</li>



<li style="font-size:16px">Understand : เข้าใจผ่านการสังเกตว่าผู้เรียนและยังมีช่องว่างอะไร จะต่อยอดความสำเร็จและพัฒนาสิ่งที่พวกเขายังขาดได้อย่างไร</li>
</ul>



<p>เฮซุสเล่าต่อไปว่า SANYOG ได้เปิดตัวพร้อมกันใน 23 โรงเรียนซึ่งเขาทำหน้าที่เป็นผู้นำการเรียนรู้ โดยครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษา มีพันธมิตรเกิน 100 รายให้การสนับสนุน เช่น หน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น สมาคมผู้ปกครองและครู สมาคมศิษย์เก่า องค์กรไม่แสวงหากำไร และสภาผู้สูงอายุในชุมชนที่ให้ความช่วยเหลืออย่างขันแข็ง</p>



<p>ผลของโครงการคือ 98.84% ของนักเรียนได้เกรด 85% ขึ้นไปในไตรมาสแรกของปีการศึกษา 2024-2025 โดยมีเกณฑ์ผ่านที่ 75% ที่สำคัญคือไม่มีนักเรียนคนใดออกจากระบบการศึกษา นอกจากนี้ 99.21% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ยังระบุว่า SANYOG และ PASIBU สอดคล้องกับมาตรฐานแห่งชาติและความคาดหวังของชุมชนในการแก้ปัญหาท้องถิ่นอีกด้วย</p>



<p>เฮซุสเสนอว่ากรอบการทำงานของ SANYOG สามารถนำไปใช้ได้หลายโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีนักเรียนชาวพื้นเมือง หรือกระทั่งระบบการเรียนรู้ทางเลือก แนวทาง PASIBU ก็เช่นกัน สามารถนำไปใช้ในโรงเรียนที่มีนักเรียนชาวพื้นเมืองหลายหลายชนเผ่าและชาติพันธุ์ ตลอดจนในศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ &nbsp;</p>



<p>เฮซุสเน้นย้ำว่า “SANYOG ส่งเสริมความร่วมมือและการสร้างพันธมิตรระหว่างทุกหน่วยงาน เพื่อบรรลุเป้าหมายการศึกษาร่วมกัน สนับสนุนการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและการเรียนรู้ตลอดชีวิต มุ่งเน้นการศึกษาที่ครอบคลุม การพัฒนาทักษะ การเรียนรู้ทักษะในศตวรรษที่ 21 ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ การสร้างนวัตกรรม การเสริมพลังให้เยาวชน และการมีส่วนร่วมของชุมชน”</p>



<p>“เพื่อให้โครงการนี้ยั่งยืน เราจะต้องส่งเสริมการกระจายอำนาจการกำหนดนโยบายในกระทรวงศึกษาธิการ เสริมสร้างศักยภาพครูและผู้นำทางการศึกษา รวมถึงสนับสนุนบทบาทของชุมชน” เฮซุสทิ้งท้าย</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การ</strong><strong>สร้างการเข้าถึงการศึกษาสำหรับเด็กผู้ลี้ภัย – แทมมี่ ลินน์ ชาร์ป</strong><strong></strong></h3>



<p>ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เด็กผู้ลี้ภัยหลายล้านคนต้องเผชิญกับอุปสรรค ไม่เพียงแค่การพลัดถิ่น แต่ยังรวมถึงการเข้าถึงการศึกษา</p>



<p>ต่อประเด็นนี้<strong>&nbsp;แทมมี่ ลินน์ ชาร์ป</strong>&nbsp;ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำประเทศไทย เริ่มต้นอธิบายความหมายว่าผู้ลี้ภัยคือบุคคลที่ข้ามพรมแดนระหว่างประเทศและหลบหนีออกจากประเทศของตนเนื่องจากความกลัวในการถูกประหัตประหารหรือสงคราม ปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยราว 43.7 ล้านคน ซึ่งจำนวนนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 122.6 ล้านคน หากนับรวมผู้ขอสิทธิลี้ภัยและผู้ที่ต้องการการคุ้มครองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน วิกฤตในตะวันออกกลาง หรือรัฐประหารในเมียนมา</p>



<p>แทมมี่กล่าวต่อไปถึงสถานการณ์ผู้ลี้ภัยยืดเยื้อ กล่าวคือการที่บุคคลต้องลี้ภัยเกินกว่าห้าปี เพราะประเทศต้นทางเผชิญกับความขัดแย้งยาวนาน เช่น อัฟกานิสถาน และเมียนมา โดยผู้ลี้ภัยจากสถานการณ์เหล่านี้ ส่วนหนึ่งมักเป็นรุ่นสามและสี่ที่เกิดและเติบโตในประเทศเจ้าบ้าน</p>



<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ลี้ภัยจำนวนมากยังเป็นเด็กและเยาวชนที่ต้องได้รับการศึกษา แต่อัตราการลงทะเบียนเรียนของผู้ลี้ภัยทั่วโลกโดยเฉลี่ยนั้นค่อนข้างต่ำ คือ 38% ในระดับปฐมวัย, 65% ในระดับประถม, 41% ในระดับมัธยม, และเพียง 6% ในระดับอุดมศึกษา แต่บางประเทศก็ต่ำกว่านั้นมาก อย่างในบังคลาเทศ มีผู้ลี้ภัยเพียง 1% เท่านั้นที่เข้าถึงการศึกษา เมื่อเทียบกับประชากรบังคลาเทศที่มีอัตราการเข้าถึงการศึกษา 75%</p>



<p>“ปัญหาความรุนแรงและความบอบช้ำทางจิตใจก็เป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับเด็กที่เคยเผชิญเหตุการณ์รุนแรง เช่น ระเบิด การเห็นความรุนแรงในระยะใกล้ หรือการต้องหนีจากความขัดแย้งที่ทำให้พวกเขาต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตและการเรียนรู้ของเด็กผู้ลี้ภัย” แทมมี่กล่าว</p>



<p>เด็กและเยาวชนผู้ลี้ภัยเผชิญอุปสรรคมากมายที่ขัดขวางพวกเขาจากการเรียนรู้ เช่น<strong>&nbsp;1)</strong>&nbsp;<strong>ความยากจน</strong>&nbsp;เพราะหลายคนต้องทำงานเพื่อช่วยเหลือครอบครัว จึงไม่สามารถเข้าเรียนได้<strong>&nbsp;2) การจำกัดการเข้าถึง</strong>&nbsp;เด็กผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะเด็กหญิงชาวอัฟกัน มักเผชิญกับอุปสรรคทางวัฒนธรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศสภาพด้วย<strong>&nbsp;3) สถานะทางกฎหมาย</strong>&nbsp;เพราะเมื่อผู้ลี้ภัยไม่ได้รับสิทธิในการทำงาน แม้มีวุฒิการศึกษาก็อาจไม่สามารถทำงานได้ พวกเขาจึงไม่เห็นโอกาสที่จะยกระดับชีวิตตนเองผ่านการศึกษา เป็นต้น</p>



<p>นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องหลักสูตรการศึกษา โดย UNHCR เคยพยายามวางหลักสูตรแบบเดียวกับประเทศต้นทางของผู้ลี้ภัย แต่พบอุปสรรคหลายประการ โดยเฉพาะการรับรองวุฒิการศึกษา เนื่องจากรัฐบาลของประเทศเจ้าบ้านไม่สามารถรับรองหลักสูตรของประเทศอื่นได้ และรัฐบาลของประเทศต้นทางเองก็ไม่สามารถเข้ามาดำเนินการทดสอบหรือออกใบรับรองคุณวุฒิได้เช่นกัน จึงทำให้เด็กผู้ลี้ภัยจำนวนมากไม่ได้รับการรับรองวุฒิการศึกษา</p>



<p>ในการขจัดอุปสรรคเหล่านี้ แทมมี่กล่าวว่ามีนโยบายและแนวทางปฏิบัติต่างๆ ที่ UNCR ได้เคยดำเนินการ เช่น</p>



<ul>
<li style="font-size:16px">พยายามผลักดันให้เด็กผู้ลี้ภัยเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลได้ เพื่อที่จะได้รับใบรับรองวุฒิการศึกษา</li>



<li style="font-size:16px">ในพื้นที่ห่างไกล มักไม่มีโรงเรียนท้องถิ่น UNHCR จึงสนับสนุนการตั้งโรงเรียนผู้ลี้ภัย ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กในชุมชนได้เข้าเรียนด้วย แต่สิ่งสำคัญคือต้องทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อให้พวกเขาดูแลศูนย์การเรียนรู้ต่อไปด้วยตนเองได้</li>



<li style="font-size:16px">ในกรณีของเด็กผู้ลี้ภัยในกรุงเทพฯ แม้จะมีนโยบายการศึกษาถ้วนหน้า ทุกคนเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลได้ แต่อุปสรรคคือการเรียนการสอนที่เป็นภาษาไทย UNHCR จึงได้จัดสอนภาษาไทยพื้นฐานให้เด็กๆ</li>



<li style="font-size:16px">ส่งเสริมหลักสูตรที่ยืดหยุ่น เช่น การฝึกอบรมอาชีพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงาน</li>



<li style="font-size:16px">ทำงานร่วมกับ UNICEF ในการจัดหลักสูตรการเรียนรู้เร่งรัดและเหมาะกับวัยของผู้เรียน หนึ่งในผลการดำเนินงานนี้ คือการช่วยให้เด็กผู้ลี้ภัยชาวปากีสถานที่เคยหลุดจากระบบการศึกษากลับเข้ามาเรียนได้</li>



<li style="font-size:16px">ผู้ลี้ภัยมักมีแนวโน้มจะหลุดจากระบบการศึกษาเมื่อเริ่มเข้าสู่ระดับชั้นที่สูงขึ้น UNHCR จึงมอบทุน DAFFI สำหรับผู้ลี้ภัยที่ต้องการศึกษาในระดับอุดมศึกษา โดยเริ่มมอบทุนตั้งแต่เมื่อ 32 ปีที่แล้ว โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี ร่วมกับรัฐบาลเดนมาร์ก และพันธมิตร ทุนการศึกษานี้ช่วยให้ผู้ลี้ภัยกว่า 26,300 คนสามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้ อย่างไรก็ตาม ความต้องการทุนการศึกษายังคงสูงกว่าจำนวนทุนที่มอบให้ โดยมีเพียง 12% จากผู้สมัครเท่านั้นที่ได้รับทุน</li>
</ul>



<p>นอกจากนี้ แทมมี่ยังกล่าวถึงเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 4 คือการศึกษาที่มีคุณภาพ ทั่วถึง และเท่าเทียม</p>



<p>“เราต้องสร้างความมั่นใจว่าผู้ลี้ภัยจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” แทมมี่เน้นย้ำ พร้อมขยายความว่าในการประชุมเวทีผู้ลี้ภัยโลก ปี 2023 มีการตั้งเป้าหมายให้ผู้ลี้ภัยเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้เช่นเดียวกับประชากรในประเทศเจ้าบ้าน และยังตั้งเป้าหมายว่า 15% ของจำนวนผู้ลี้ภัย จะต้องได้เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ภายในปี 2030 จากที่ในปี 2019 มีเพียง 1% และเพิ่มเป็น 6% ในปี 2023</p>



<p>แทมมี่กล่าวเสริมถึงโครงการใหม่ที่อาจช่วยให้ผู้ลี้ภัยเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น คือการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบเงินสด (cash-based interventions) โดยเฉพาะในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเน้นไปที่เด็กผู้หญิงซึ่งมีแนวโน้มจะหลุดจากการศึกษาจากหลายปัจจัย แม้โครงการดังกล่าวนี้เพิ่งเริ่มทดลองได้ไม่นาน แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีเกิดขึ้น</p>



<p>“เราต้องเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษา และที่สำคัญคือต้องขจัดอุปสรรคทางนโยบายที่มีอยู่ ซึ่งมักเป็นกฎหมายและระเบียบที่อาจไม่ได้ตั้งใจให้เป็นการเลือกปฏิบัติ แต่กลับส่งผลเช่นนั้น” แทมมี่กล่าว และเสนอว่าเราต้องทำงานร่วมกับรัฐบาลของแต่ละประเทศเพื่อขจัดอุปสรรคเหล่านี้ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ลี้ภัยสามารถเข้าเรียน ได้รับใบรับรองคุณวุฒิ และมีโอกาสในการทำงานได้ โดยแทมมี่ได้ยกตัวอย่างว่าในหลายประเทศ ผู้ลี้ภัยมีโอกาสได้รับวีซ่าทำงาน ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยได้มีทางเลือกเพื่อไปสู่ความก้าวข้างหน้าในชีวิตของตนมากขึ้น</p>



<p>“อีกความท้าทายหนึ่งที่เราต้องเผชิญ คือการที่เราจะต้องคงความต่อเนื่องของระบบการศึกษาไว้ให้ได้ ซึ่งเป็นภารกิจที่ยากมากสำหรับองค์กรด้านมนุษยธรรม เพราะเหตุนี้ เราจึงต้องร่วมมือกับองค์กรด้านการพัฒนา เพราะแม้ว่าเราจะสามารถริเริ่มการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ แต่ถ้าเราไม่สามารถทำให้มันยั่งยืน อัตราการหลุดจากระบบการศึกษาก็จะยังคงสูง ดังนั้นเราต้องสร้างความมั่นใจว่าผู้เรียนจะสำเร็จการศึกษาและมีงานทำ นี่ยังคงเป็นช่องว่างที่กว้างมาก และการจะลดช่องว่างนี้ได้ ก็ขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทั้งองคาพยพในสังคม” แทมมี่ทิ้งท้าย</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/expanding-flexible-learning-opportunities/">การศึกษาต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง: ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยแนวทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘เรียนไม่ได้หรือไม่เคยปรับ’: สำรวจการศึกษาใน ‘เด็กพิเศษ’ ที่ไม่เคยพิเศษในระบบการศึกษาไทย กับ ชนิศา ตันติเฉลิม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/special-education-chanisa/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 Sep 2023 08:06:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[Education for All]]></category>
		<category><![CDATA[ความเท่าเทียม]]></category>
		<category><![CDATA[The 101.world]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ชนิศา ตันติเฉลิม]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=76543</guid>

					<description><![CDATA[<p>ที่ผ่านมา ‘เด็กพิเศษ’&#160;เป็นหนึ่งในกลุ่มเปราะบางที่ส [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/special-education-chanisa/">‘เรียนไม่ได้หรือไม่เคยปรับ’: สำรวจการศึกษาใน ‘เด็กพิเศษ’ ที่ไม่เคยพิเศษในระบบการศึกษาไทย กับ ชนิศา ตันติเฉลิม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ที่ผ่านมา ‘เด็กพิเศษ’&nbsp;เป็นหนึ่งในกลุ่มเปราะบางที่สังคมไทยไม่ค่อยพูดถึงมากนัก ทำให้หลายครั้งความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กพิเศษมีอยู่อย่างจำกัด และความเข้าใจที่จำกัดนั้นหลายอย่างก็เป็นความเข้าใจผิด จนนำไปสู่การออกแบบนโยบายที่ไม่ตอบโจทย์กลุ่มเด็กพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายทางด้านการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องประสบพบเจอ เป็นหมุดหมายสำคัญในชีวิตของเด็กแต่ละคน</p>



<p>แม้การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลผู้มีความต้องการพิเศษนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นภารกิจที่สถาบันทางการศึกษาต้องให้ความสำคัญ ดังที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกำหนดให้มีการจัดการศึกษาแก่บุคคลผู้มีความต้องการพิเศษอย่างทั่วถึงและไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่ในความเป็นจริง เด็กพิเศษกลับเป็นกลุ่มที่ถูกผลักออกจากระบบการศึกษาและผลักพวกเขาออกไปเป็น ‘คนพิการ’ ทั้งที่เนื้อแท้ของทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างมาก และผู้มีความต้องการพิเศษ ต้องการ ‘การศึกษาพิเศษ’ ที่เป็นการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่ง มีความเฉพาะตัวทั้งในด้านวิธีการสอน เนื้อหาวิชา เครื่องมือที่จำเป็นต่างไปจากหลักสูตรแกนกลางปกติ เพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ของพวกเขาอย่างจำเพาะเจาะจง</p>



<p>แต่ถึงแม้จะมีคำว่า&nbsp;‘พิเศษ’&nbsp;ต่อท้าย ตลอดมาหลักสูตรกลับไม่เคยปรับให้ตอบโจทย์กับผู้เรียน บุคลากรครูก็ไม่พร้อมสำหรับการศึกษาพิเศษ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กผู้มีความต้องการพิเศษเหล่านี้จะถูกผลักออกไปจากระบบการศึกษา&nbsp;– และการศึกษาไทยก็เหมือนไม่ใช่ของทุกคนอย่างแท้จริง</p>



<p>101&nbsp;จึงชวน&nbsp;<strong>ผศ.ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม</strong>&nbsp;คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองปัญหา<a href="https://www.the101.world/daranee-interview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การศึกษาพิเศษ</a>ที่ไม่เคยพิเศษ และอนาคตของการศึกษาพิเศษของประเทศไทย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-867204"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/10106619-1200x801-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ชนิศา ตันติเฉลิม</figcaption></figure></div></div></div>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การศึกษาพิเศษ(?) ที่ไม่เคยพิเศษในระบบการศึกษา</strong></h2>



<p><a href="https://www.eef.or.th/news-1st-international-virtual-symposium-on-vocational-education-for-all/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ผศ.ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม</a>&nbsp;อธิบายว่าการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาพิเศษ ลำดับแรกต้องเข้าใจนิยามของคำว่า&nbsp;‘เด็กพิเศษ’&nbsp;เสียก่อน เพราะที่ผ่านมาความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กพิเศษมีจำกัดมาก และบางทีความเข้าใจที่จำกัดนั้นหลายอย่างก็อาจเป็นความเข้าใจที่ผิด&nbsp;</p>



<p>“คำว่า&nbsp;‘เด็กพิเศษ’เป็นเหมือนคำย่อของ&nbsp;‘เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ’&nbsp;หรือ&nbsp;‘children with special needs’&nbsp;นั่นแปลว่าไม่ว่าจะเป็นเยาวชนคนไหนก็ตามที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ เช่น การรักษาพยาบาล การเรียนรู้เพิ่มเติม การเรียนรู้ด้านพฤติกรรม ต่างเป็นเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษด้วยกันทั้งหมด”</p>



<p>แม้คำว่า&nbsp;‘เด็กพิเศษ’&nbsp;จะเป็นคำที่หลายคนได้ยินอยู่บ่อยครั้ง แต่ชนิศาเล่าว่า ‘เด็กพิเศษ’&nbsp;กลับไม่ถูกบรรจุลงไปในกฎหมายของไทยสักฉบับ เพราะในกฎหมายมักเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่า&nbsp;‘คนพิการทางการศึกษา’&nbsp;นั่นสะท้อนแนวคิดในการจัดการสวัสดิการว่า หนทางเดียวที่คุณจะได้รับบริการจากรัฐในฐานะเด็กพิเศษได้ ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการสำหรับการรักษาพยาบาลซึ่งต้องใช้ทุนทรัพย์มหาศาล หรือจะเป็นการปรับพฤติกรรมก็ตาม ผู้ปกครองจะต้องนำลูกไปขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการ</p>



<p>ทั้งนี้ชนิศาตั้งคำถามว่า หากวันนี้เด็กคนหนึ่งที่เป็นผู้มีความต้องการจำเป็นพิเศษไปขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการ เพื่อเข้าถึงสวัสดิการทางด้านการรักษาพยาบาลแล้ว สังคมไทย ผู้ปกครอง หรือสถาบันทางการศึกษาจะปฏิบัติเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ สำหรับชนิศาคำตอบคงเป็นเหมือนเดิม</p>



<p>“ดังนั้น เมื่อมีเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ การศึกษาพิเศษจึงเกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการจำเป็นนี้ เพราะหลักสูตรแกนกลางไม่ได้ถูกเขียนไว้ให้พวกเขา เด็กกลุ่มนี้มักถูกมองว่า&nbsp;‘เรียนไม่ได้’&nbsp;แต่ครูขอขยายความว่า พวกเขาเรียนไม่ได้ ถ้าหลักสูตรหรือโรงเรียนไม่มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการ</p>



<p>“ที่ผ่านมาโรงเรียนไม่เคยเปลี่ยน การศึกษาไม่เคยเปลี่ยนไปเลย แม้กระทั่งการศึกษาทางเลือกก็ยังคงอยู่ภายใต้ระบบของมัน นั่นแปลว่าเราไม่ได้ยอมรับเลยว่า มีเด็กกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางได้ ไม่ใช่เพราะเขามีสติปัญญาบกพร่อง แต่แค่เด็กเหล่านั้นเรียนคณิตศาสตร์แบบที่คุณสอนเขาไม่ได้ เรียนวิชาภาษาไทยแบบที่คุณสอนเขาไม่ได้”</p>



<p>แม้ประเทศไทยจะยอมรับในข้อตกลงของประเทศสมาชิกองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับหลักการสากลอย่าง&nbsp;‘การศึกษาเพื่อปวงชน (education for all)’&nbsp;ที่กำหนดว่าการศึกษาเป็นสิทธิอันพึงมีของประชากรโลก เพราะการศึกษาจะพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ให้สามารถดำรงอยู่ในชุมชนและสังคมโลกได้อย่างเข้มแข็ง แต่ชนิศายังพบว่ากลุ่มเด็กพิเศษกลับถูกเลือกปฏิบัติ บางสถานศึกษาเลือกไม่รับเด็กพิเศษหรือไม่ให้เรียนต่อ ภายใต้เหตุผลว่าหลักสูตรของโรงเรียนไม่พร้อม หรือไม่มีครูการศึกษาพิเศษ</p>



<p>“แม้ที่ผ่านมาการศึกษาพิเศษจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ก็ยังมีจุดอ่อนเยอะมากเช่นกัน จุดอ่อนนั้นมาจากความไม่แน่นอนของนโยบายด้านการศึกษา และความสามารถของบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาชีพครู จนทำให้เด็กพิเศษหลายคนอาจจะหลุดออกจากระบบการศึกษาไปซึ่งการแก้ไขจุดอ่อนดังกล่าวต้องใช้เวลาอย่างมาก</p>



<p>“ในฐานะคณะที่ผลิตบุคลากรทางการศึกษานั้น เอกการศึกษาพิเศษ สาขาจิตวิทยาการปรึกษา การแนะแนวและการศึกษาพิเศษ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็พยายามจะออกแบบหลักสูตรเพื่อสร้างบุคลากรทางการศึกษาพิเศษที่เข้าใจในการศึกษาพิเศษ เช่น การสร้างห้องปฏิบัติการวิจัยทางการศึกษาพิเศษ (special education research unit)&nbsp;เพื่อให้นิสิตคณะครุศาสตร์มาศึกษาว่าเมื่อมีเด็กพิเศษมีปัญหาในการเรียนรู้ เช่น อ่านไม่ออก ครูจะต้องช่วยเขาอย่างไร เราก็จะสาธิตในห้องนี้เพื่อให้เขาที่จะออกไปเป็นครูรู้ว่าจะต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้างในการช่วยเหลือเด็กแต่ละคน”</p>



<p>การศึกษาพิเศษในมุมมองของชนิศาจึงไม่ใช่การเรียนเพื่อติวสอบ หรือการสอบเพื่อวัดระดับของสติปัญญา แต่เป็นการแก้ไขในสิ่งที่นักเรียนไม่เข้าใจ เพราะความพิเศษของเด็กกลุ่มนี้เกิดจากภายในสมองของเขาที่ทำให้มองโลกไม่เหมือนเด็กคนอื่น ดังนั้นการแก้ปัญหาของครูกับเด็กพิเศษก็จะไม่เหมือนการแก้ปัญหาของครูกับเด็กคนอื่นเช่นกัน</p>



<p>“ที่ผ่านมา ห้องปฏิบัติการวิจัยทางการศึกษาพิเศษ (special education research unit)&nbsp;นี้เพิ่งได้เปิดให้บริการ โดยพบว่าเยาวชนที่เข้ามาใช้บริการอยู่ ม.1 แต่ยังมีปัญหาในการอ่านหนังสือ เช่น ไม่สามารถแยกตัวอักษร&nbsp;‘ฬ’&nbsp;ได้ คำถามคือ เด็กคนนี้ผ่านการศึกษาจนมาถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้อย่างไร นั่นเป็นเพราะนโยบายการศึกษาไม่มีนโยบายให้เด็กคนไหนซ้ำชั้น และครอบครัวโรงเรียนก็ไม่ได้แก้ไขอะไร ในขณะที่ระบบหลักสูตรแกนกลางบอกให้เขาต้องเรียนกาพย์ กลอน เมื่อเขายังไม่สามารถอ่านหนังสือได้ แค่นี้เด็กคนนี้ก็ลำบากแล้ว</p>



<p>“แม้วันนี้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกมากขึ้น จนการอ่านไม่ออกหรือเขียนไม่ได้อาจจะไม่กระทบต่อชีวิตของพวกเขาในวันที่เรียนจบไป แต่การที่เด็กคนหนึ่งจะทำงานได้ เพื่อนยอมรับ ทั้งหมดล้วนเป็นทักษะสังคม เช่น หากได้รับงานมา แต่พวกเขาทำงานไม่ได้ก็เลือกที่จะไม่ทำเลย นี่คือธรรมชาติของเด็กกลุ่มนี้คือการเรียนรู้ที่จะล้มเหลว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bc4d36"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/10106577-1200x800-1.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ห้องปฏิบัติการวิจัยทางการศึกษาพิเศษ (special education research unit)</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การศึกษาพิเศษไม่ได้สอนแค่ให้เด็กพิเศษอ่านออกเขียนได้ แต่มุ่งเน้นเรื่องการจัดการพฤติกรรมของ&nbsp;‘เด็กทุกคน’&nbsp;ภาพที่ดีที่สุดคือเด็กที่มีความต้องการพิเศษกับเด็กปกติก็สามารถเรียนในห้องร่วมกันได้ และครูก็สามารถจัดการพฤติกรรมของเด็กทุกคน เช่น รู้ว่าเด็กคนนี้กำลังจะกรี๊ดแล้ว ครูก็จับเด็กย้ายที่นั่ง เหมือนเป็นการวางแผน&nbsp;นี่คือการจัดการพฤติกรรมที่การศึกษาพิเศษจะทำได้ดีกว่าการศึกษาทั่วไป เพราะการศึกษาทั่วไปมักจะไปเน้นกลุ่มสาระ จะต้องทำอย่างไรให้เด็กแก้โจทย์ปัญหาได้ แต่ครูไม่ได้มีเวลาพอที่จะเรียนรู้ในการจัดการพฤติกรรมในชั้นเรียน คุณจะเอาแต่สอนวิชาการไม่ได้ เพราะคุณจะไม่ได้รับความสนใจจากเด็กเลย”</p>



<p>ชนิศาตั้งคำถามว่า หากวันนี้การศึกษาไทยพยายามจะกีดกันเด็กพิเศษออกไปจากระบบการศึกษาแกนกลางแล้ว เด็กกลุ่มนี้จะเรียนหนังสือได้อย่างไร เพราะที่ผ่านมาสังคมมักแยกพวกเขาออกไปเรียนที่โรงเรียนสำหรับคนพิการ ซึ่งแนวทางดังกล่าวไม่ตอบโจทย์สำหรับการศึกษาในเด็กพิเศษ เนื่องจากโรงเรียนเหล่านั้นต่างมองว่าเด็กกลุ่มนี้คือตัวปัญหาที่ต้องกันออกจากสังคมส่วนรวม</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เรียนร่วม&nbsp;หรือ เรียนรวม&nbsp;</strong><br><strong>การกลัดกระดุมผิดเม็ดตั้งแต่เม็ดแรกของระบบการศึกษาไทย</strong></h2>



<p>การศึกษาแบบเรียนรวม เป็นการจัดการการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ตามสิทธิในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อีกทั้งยังส่งเสริมให้นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษสามารถอยู่ร่วมกับนักเรียนปกติ</p>



<p>“การเรียนรวม คือ การจำลองโลกปกติให้กับทุกคน ที่ห้องเรียนใดห้องเรียนหนึ่งจะมีเด็กแสบ เด็กซน เด็กซ่า เด็กเกเร หรือแม้แต่เด็กพิเศษ ก็เหมือนกับสังคมที่เมื่อคุณออกไปทำงานคุณก็พบเจอผู้คนที่หลากหลายไม่ต่างกัน</p>



<p>“ถ้าไม่มีการศึกษาแบบเรียนรวม เด็กพิเศษเหล่านั้นจะไม่มีโอกาสฝึกการอยู่กับเด็กทั่วไปเลย เมื่อออกมาสังคมอาจจะไม่เข้าใจในการกระทำของเขา เพราะว่าพวกเขาไม่เคยได้ฝึกว่าอยู่โรงเรียน หรืออยู่กับคนทั่วไปจะต้องทำอย่างไร เพราะฉะนั้น โรงเรียนจึงเป็นเหมือนภาพฉายสังคมที่มีทั้งคนส่วนมากและคนส่วนน้อย และโรงเรียนต้องแก้ปัญหาในการจัดชั้นเรียนเองว่าถ้าเจอแบบนี้จะทำอย่างไร ไม่ใช่ผลักคนที่ไม่ใช่เด็กปกติออกไปจากระบบการศึกษา”</p>



<p>สำหรับนโยบายด้านการศึกษาของรัฐต่อกลุ่มเด็กพิเศษตลอดระยะเวลา&nbsp;10&nbsp;ปีที่ผ่านมา ชนิศามองว่าประเทศไทยกำลังพบเจอกับ&nbsp;‘ปัญหาไม้เอกระดับชาติ’&nbsp;เพราะรัฐบาลไม่สามารถเลือกได้ว่านโยบายการศึกษาในกลุ่มเด็กพิเศษนั้นจะเป็น&nbsp;‘การเรียนร่วม (mainstreaming)’&nbsp;หรือ&nbsp;‘การเรียนรวม (inclusive education)’</p>



<p>โดยนักวิชาการและนักวิจัยต่างพยายามนิยามความแตกต่างของรูปแบบการศึกษาทั้งสองแบบนี้ โดยอธิบายว่า&nbsp;‘การเรียนร่วม (mainstreaming)’&nbsp;เป็นการจัดการศึกษาแก่นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษให้ได้รับบริการทางการศึกษาพิเศษในห้องทั่วไป เพื่อให้เหมาะสมกับศักยภาพของนักเรียนเป็นหลัก เช่น เรียนบางวิชากับนักเรียนทั่วไป แต่บางวิชาก็จะเป็นการเรียนตัวต่อตัวกับครูการศึกษาพิเศษ</p>



<p>สำหรับ ‘การเรียนรวม (inclusive education)’&nbsp;เป็นการจัดการศึกษาให้แก่นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษให้มีข้อจำกัดน้อยที่สุดในการเรียนกับเด็กทั่วไปโดยไม่คำนึงถึงความบกพร่อง กล่าวคือโรงเรียนมีหน้าที่เตรียมสภาพแวดล้อม เครื่องมือ อุปกรณ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียนเป็นรายบุคคล</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3731c6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/10106524-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ปัญหาไม้เอกระดับชาตินั้นส่งผลต่อนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการอย่างมาก โดยในช่วงแรกกระทรวงเองก็บอกว่าจะเป็นการเรียนร่วม แต่เมื่อนานาชาติกดดันว่าต้องเป็นการเรียนรวม เขาจึงเอาไม้เอกออก แต่นโยบายก็เหมือนเดิม โดยไม่มีใครบอกว่าเมื่อเอาไม้เอกออกแล้ว โรงเรียนต้องทำอย่างไร</p>



<p>“ไม่ต้องสนใจหรอกว่าวันนี้ การศึกษาของประเทศไทยจะเป็นการเรียนร่วมหรือการเรียนรวม หากเรายึดหลักการว่าการศึกษานั้นต้องเป็นของทุกคน เพราะฉะนั้นต้องไม่มองว่าเด็กคนนั้นจะเป็นเด็กพิเศษหรือไม่ เพียงต้องยอมรับว่าเด็กทุกคนต้องมีสิทธิ์ที่จะเข้ามาเรียนและอยู่ร่วมกัน อย่างการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ ที่ยึดหลักว่าโรงเรียนที่ดีที่สุดของทุกคนคือโรงเรียนใกล้บ้าน ดังนั้นเขาจะไม่แยกว่าเด็กพิเศษจะต้องไปเรียนโรงเรียนไหน เพราะทุกโรงเรียนเป็นการเรียนรวมและมาตรฐานของโรงเรียนเท่ากันหมด”</p>



<p>ทั้งนี้ ชนิศามองว่าปัญหาที่ทำให้การศึกษาไม่สามารถเป็นของทุกคนได้ ก็เพราะนโยบายการผลิตบุคลากรครูที่มีปัญหา กล่าวคือกระทรวงศึกษาธิการไม่สนใจว่าครูแต่ละคนนั้นสอนอะไรบ้าง สนใจเพียงจำนวนสัดส่วนระหว่างเด็กกับครู เช่น หากโรงเรียนหนึ่งต้องการครูเพิ่ม จะต้องไปดูสัดส่วนและเพิ่มตามสัดส่วนนั้น แต่ไม่เคยสนใจว่าครูที่บรรจุเข้ามาจะสอนวิชาอะไร อีกทั้งยังไม่มีอัตราในการบรรจุครูการศึกษาพิเศษ</p>



<p>“นโยบายดังกล่าวไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาการศึกษาอย่างมาก เหมือนวันนี้โรงพยาบาลรับเพียงหมอหัวใจ แต่ปรากฏว่ามีคนไข้ที่เป็นโรคหืดด้วย คุณจะทำอย่างไร เพราะโรงพยาบาลนี้ไม่มีหมอโรคหืดเลยด้วยซ้ำ (หัวเราะ)</p>



<p>“ดังนั้น อนาคตของการศึกษาพิเศษนั้นคือการเรียนรวมนั่นแหละ แต่สังคมอาจจะต้องเปลี่ยนโจทย์จากอนาคตของการศึกษาในเด็กพิเศษ เป็นอนาคตของการเรียนรวม เมื่อไหร่ที่เราทำให้การเรียนรวมดีได้ เราจะช่วยเด็กได้ทุกคน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-010c2b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/10106539-1-1200x800-1.png" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/special-education-chanisa/">‘เรียนไม่ได้หรือไม่เคยปรับ’: สำรวจการศึกษาใน ‘เด็กพิเศษ’ ที่ไม่เคยพิเศษในระบบการศึกษาไทย กับ ชนิศา ตันติเฉลิม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
