<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 25 Aug 2023 07:17:32 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.10</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ประสานพลังสร้างเครือข่ายเชิงพื้นที่ ช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยง-กลุ่มเปราะบาง ยับยั้งเหตุไม่คาดฝันทันท่วงที</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-2350823/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Aug 2023 07:17:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=71425</guid>

					<description><![CDATA[<p>งานดูแลช่วยเหลือนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเสี่ยงหลุดออก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-2350823/">ประสานพลังสร้างเครือข่ายเชิงพื้นที่ ช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยง-กลุ่มเปราะบาง ยับยั้งเหตุไม่คาดฝันทันท่วงที</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>งานดูแลช่วยเหลือนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเสี่ยงหลุดออกนอกระบบและกลุ่มเปราะบาง เป็นงานที่ซับซ้อนละเอียดอ่อนทั้งในเชิงความหลากหลายของบริบทปัญหา รวมถึงยังมีความต่างทางพื้นที่ ภูมิศาสตร์ และวิถีชีวิต นำมาซึ่งความต้องการทรัพยากรและบุคลากรเฉพาะทางที่เหมาะสมและเข้าใจปัญหา ดังนั้นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ชุมชนหรือสังคมสามารถดูแลและโอบอุ้มนักเรียนกลุ่มเสี่ยงได้ทันเวลา จึงเป็นการประสานพลังสร้าง ‘เครือข่ายความร่วมมือ’ ที่ประกอบไปด้วยภาคส่วนต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่ครู โรงเรียน ผู้บริหาร เขตพื้นที่การศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงพลังหนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และหน่วยเล็ก ๆ อย่างคนในพื้นที่ ที่จะเป็นตาช่วยดู เป็นหูช่วยรับฟัง และเป็นปากช่วยบอกเล่า เพื่อให้ปัญหาเร่งด่วนของเด็ก ๆ และครอบครัวส่งไปถึงหน่วยงานผู้รับผิดชอบอย่างทันท่วงที </p>



<p>หากทุกชุมชนมีโครงข่าย <strong>‘ระบบดูแลช่วยเหลือ’</strong> ที่ประสานการทำงานกันอย่างรอบคอบรัดกุม จะสามารถเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยกันยับยั้งเหตุการณ์รุนแรงไม่คาดฝันได้ &#8230;ก่อนสายเกินไป</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fbdf40"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/Photo1-ประสาทพลังทุกฝ่าย-ช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยง.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ตั้งกลุ่มทำงานเพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชนในพื้นที่</strong></h2>



<p><strong>ทรงวุฒิ พันธุ์ชัย นักจิตวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สุพรรณบุรี เขต 2 </strong>ระบุว่า งานดูแลเด็กกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ซึ่งได้ปฏิบัติอยู่ คือการพยายามสร้างเครือข่าย สร้างความตื่นตัว และการมีส่วนร่วมในพื้นที่ชุมชน โดยก่อตั้ง <strong>‘กลุ่มทำงานเพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชนในพื้นที่’</strong> เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปสู่ภาครัฐ โดยมีคณะทำงานจากจังหวัดเป็นภาคีเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อช่วยเหลือเด็กภาวะเปราะบางรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะในกรณีวิกฤต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0bb1ee"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/Photo2-ประสาทพลังทุกฝ่าย-ช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยง.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“บางครั้งการรายงานปัญหาเข้าไปในระบบก็มีขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาดำเนินการ จึงมีการพยายามแนะนำว่าหากโรงเรียนพบปัญหาเด็กกลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือ ทั้งเรื่องพฤติกรรม เรื่องความรุนแรง ความเสี่ยงทางด้านจิตเวช หรือต้องการความช่วยเหลือใด ๆ ที่โรงเรียนไม่สามารถแก้ไขได้ ก็ให้รายงานมาที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรง ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและเข้าใจปัญหาต่าง ๆ คอยดูแลอย่างใกล้ชิด และเมื่อได้รับแจ้งแล้ว เขตพื้นที่การศึกษาจะประสานกับหน่วยงานในท้องที่ ซึ่งมีข้อมูลสำหรับปฏิบัติงาน รู้จักที่ตั้งหรือตำแหน่งของบ้านเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ หน่วยงานเหล่านั้นก็จะลงพื้นที่เพื่อเข้าไปดูแลปัญหาและหาทางออกที่เหมาะสม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0236ca"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/Photo3-ประสาทพลังทุกฝ่าย-ช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยง.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ยกตัวอย่างเช่นเมื่อไม่นานมานี้ โรงเรียนแจ้งมาที่เขตว่า มีนักเรียนคนหนึ่งหนีเรียน ไม่มาเรียนติดต่อกันหลายวัน เมื่อไปตามที่บ้านก็ไม่พบตัวเด็ก จึงได้ประสานกับตำรวจท้องที่ โดยมีตัวแทนจากโรงเรียน ผู้ปกครอง อบต. กำนัน ประชุมร่วมกันเพื่อรับทราบว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น แล้วเริ่มวางแผนจัดการร่วมกันจากที่โรงเรียน ก่อนแยกย้ายกันออกตามหาว่าเด็กน่าจะไปอยู่ที่ไหนของชุมชน จนกระทั่งตามเจอตัวเด็ก จากนั้นประสานให้เด็กได้พูดคุยกับนักจิตวิทยา ให้เด็กสะท้อนปัญหาที่เผชิญ โดยมีผู้ปกครองและผู้ใหญ่บ้านเข้าร่วมรับทราบปัญหา ก่อนทำข้อตกลงในการดูแลเด็กร่วมกัน พร้อมซักถามกับผู้ปกครองว่าต้องการความช่วยเหลืออย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก”&nbsp;</p>



<p><strong>ทรงวุฒิ </strong>กล่าวว่า หากพบว่าปัญหาเกิดจากการขาดแคลนทุนทรัพย์ในการไปโรงเรียน กลุ่มเครือข่ายจะพิจารณาว่าทางโรงเรียนจะให้การช่วยเหลือได้แค่ไหน ชุมชนสามารถเติมเต็มส่วนที่ขาดในส่วนใดได้บ้าง หากมีอะไรที่ช่วยเหลือได้ก็ช่วยเหลือเบื้องต้นก่อน หรือหากพบว่าปัญหาเกิดจากความไม่พร้อมของที่อยู่อาศัย ก็จะประสานกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ให้ช่วยจัดหางบประมาณมาดูแลซ่อมแซมบ้าน</p>



<p><strong>ทรงวุฒิ</strong> กล่าวอีกว่า การสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลเด็กกลุ่มเปราะบาง และเครือข่ายในการทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็ก เป็นมาตรการที่ช่วยให้การประสานการช่วยเหลือสามารถทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาสำคัญคือ เครือข่ายจะเข้าถึงข้อมูลที่แท้จริงได้แค่ไหน เพราะที่ผ่านมาพบว่า หลายโรงเรียนกรอกข้อมูลโดยหลีกเลี่ยงที่จะระบุถึงประเด็นความเสี่ยงหรือเปราะบางของเด็ก เพื่อจะได้ไม่ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นพื้นที่หรือโรงเรียนที่มีเด็กภาวะเสี่ยงสูงจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้มีภาระงานที่ต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้น กรณีนี้ถือเป็นอุปสรรคหนึ่งในการดูแลปัญหานี้ซึ่งต้องแก้ไขด้วยการสร้างความเข้าใจกับครูและผู้บริหารในทุกโรงเรียนว่า การให้ข้อมูลที่ถูกต้องสำคัญต่อการดูแลเด็กอย่างไร</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-70a0e9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/Photo4-ประสาทพลังทุกฝ่าย-ช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยง.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง จำเป็นต้องตระหนักร่วมกัน</strong></h2>



<p><strong>สารภี อ่อนรอด ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านม้างอน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา</strong> กล่าวว่า มาตรการที่ใช้ดูแลเด็กกลุ่มเปราะบางที่โรงเรียนบ้านม้างอน ใช้กลไกการดูแลของ <strong>‘คลินิกเสมารักษ์โรงเรียน’</strong> มาช่วยส่งเสริม สนับสนุน และประสานงาน ในการป้องกันแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ และคุ้มครองสิทธิของนักเรียน พร้อมประสานกับผู้ปกครองเพื่อติดตาม จัดทำกรณีศึกษา และบริการให้คำปรึกษากับทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีการสร้างแนวทางในการดูแลที่ช่วยให้ผู้บริหารโรงเรียนและครูเห็นความสำคัญของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และให้การสนับสนุนการดำเนินงานหรือร่วมกิจกรรมตามความเหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งครูและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจำเป็นต้องตระหนักถึงความสำคัญของระบบดูแลช่วยเหลือ มีทัศนคติที่ดีต่อนักเรียน และมีความสุขกับการพัฒนานักเรียนในทุกด้าน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c2d798"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/Photo5-ประสาทพลังทุกฝ่าย-ช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยง.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“หากพบว่าครอบครัวไหนประสบปัญหาหรือขาดแคลนรายได้ โรงเรียนจะช่วยหามาตรการช่วยเหลือเบื้องต้น อาทิ ช่วยให้เด็กหารายได้เสริมผ่านกิจกรรมส่งเสริมอาชีพต่าง ๆ เช่น จัดทำผ้าบาติก หรือหากนักเรียนมัธยมต้นคนไหนที่ต้องการเรียนรู้หลักสูตรฝึกอาชีพระยะสั้นช่วงปิดภาคเรียน โรงเรียนจะประสานกับทางวิทยาลัยอาชีวศึกษาในท้องถิ่น เพื่อจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนที่เหมาะสมและตอบโจทย์การเรียนเพื่อนำไปประกอบอาชีพ หรือเมื่อพบว่าฐานะทางบ้านของเด็กคนไหนค่อนข้างลำบาก ก็จะจัดสรรแบ่งปันอาหารกลางวันที่เลี้ยงเด็กในโรงเรียนแต่ละวัน ใส่ถุงให้เด็กนำกลับบ้าน”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กิจกรรม ‘ผู้ปกครองกำลังเสริม’</strong></h2>



<p><strong>แวอาซีซะห์ หวังแอ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตันหยงลุโละ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี</strong> เล่าว่า มาตรการดูแลเด็กกลุ่มเปราะบางของโรงเรียน ได้ใช้กิจกรรม <strong>‘พ่อแม่บุญธรรม’</strong> มาช่วยดูแลควบคู่กับผู้ปกครองตัวจริงของเด็ก ผ่านการสื่อสารที่มีรูปแบบเฉพาะ รวมทั้งหามาตรการช่วยเหลือที่ส่งไปถึงผู้ครองโดยตรง เพราะปัญหาเด็กกลุ่มเปราะบางที่พบในโรงเรียนยังเป็นปัญหาที่ไม่ซับซ้อนเกินรับมือ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f89081"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/Photo6-ประสาทพลังทุกฝ่าย-ช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยง.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ตอนนี้โรงเรียนยังไม่มีเด็กกลุ่มเปราะบางที่มีปัญหาซับซ้อนเกินกว่าจะรับมือได้ แต่โรงเรียนก็ยังต้องการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีข้อมูลที่เข้าถึงตัวเด็ก มีแนวทางในการดูแล หรือกระทั่งมีแนวคิดใหม่ ๆ ในการดูแลเด็กกลุ่มนี้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในฐานะเป็นกลไกที่ทำงานใกล้ชิดกับคนในพื้นที่ เช่นเดียวกับที่ อปท. ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศมีความพยายามที่จะสำรวจ ติดตาม และเข้าถึงเด็กเปราะบาง อย่างเข้าใจปัญหาและมีมาตรการช่วยเหลือที่เท่าทันสถานการณ์”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ใช้ข้อมูลนำทาง</strong></h2>



<p><strong>วรรณาวดี ภักดีณรงค์ ครูโรงเรียนบ้านบุ (ประชารัฐพัฒนา) อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา</strong> เล่าว่า โรงเรียนได้ใช้ระบบสารสนเทศของสถานศึกษา ซึ่งมีข้อมูลและสารสนเทศที่สำคัญเกี่ยวกับโรงเรียน เช่น ข้อมูลนักเรียน ข้อมูลความต้องการของชุมชน สภาพการบริหาร การจัดการตามโครงสร้างและภารกิจ ปฏิทินปฏิบัติงานของโรงเรียน กิจกรรมประจำวัน โดยข้อมูลเหล่านี้นอกจากจะนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนได้ตรงตามศักยภาพแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ดูแลเด็กกลุ่มเปราะบางได้อีกด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-96c65e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/Photo7-ประสาทพลังทุกฝ่าย-ช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยง.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ครูจะกรอกข้อมูลเด็กทุกคนและประเมินออกมา หากพบเด็กกลุ่มเสี่ยงก็จะดำเนินการให้ครูประจำชั้นพูดคุยกับเด็ก เพื่อสร้างความไว้ใจ ความมั่นใจ ให้เด็กกล้าสะท้อนปัญหาออกมา หากพบว่าปัญหามีความซับซ้อนก็จะเรียกผู้ปกครองของเด็กมาคุย เพื่อรับทราบถึงสภาพปัญหาที่ครอบครัวกำลังเผชิญอยู่ แล้วช่วยกันหาทางออก เช่น หาทุนการศึกษามาดูแลช่วยเหลือ หรือถ้าพบว่าเป็นปัญหาใหญ่ ก็จะใช้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีขั้นตอน พร้อมด้วยวิธีการและเครื่องมือการทำงานที่ชัดเจน โดยมีครูประจำชั้นหรือครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดำเนินการ ร่วมด้วยบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกสถานศึกษา ตั้งแต่คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้บริหารสถานศึกษา และครูทุกคนในโรงเรียนที่จะมีส่วนร่วมช่วยเหลือด้วยกันทั้งหมด”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-df21a3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/Photo8-ประสาทพลังทุกฝ่าย-ช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยง.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รวมพลังทุกสัปดาห์ ผ่าน ‘ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ’</strong></h2>



<p><strong>วสันต์ แสนตา ครูโรงเรียนแม่พริกวิทยา อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง </strong>กล่าวว่า การจัดการปัญหาเด็กกลุ่มเปราะบางจะทำโดยครูทุกคนในโรงเรียน มีการประชุมเพื่อหาทางออกผ่านกระบวนการ Professional Learning Community (PLC) หรือ <strong>‘ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ’</strong> ในทุกสัปดาห์ เพื่อรวมตัว รวมใจ รวมพลังสร้างกระบวนการ บนความร่วมมือของครู ผู้บริหาร และนักการศึกษา ซึ่งผลที่ได้รับกลับมาจากกระบวนการ PLC คือ ไม่เพียงช่วยเหลือดูแลเด็กกลุ่มเปราะบางเท่านั้น หากยังสามารถพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กทุกคนในโรงเรียนได้อีกด้วย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-24259e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/Photo9-ประสาทพลังทุกฝ่าย-ช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยง.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราเริ่มจากมาตรการให้ครูเยี่ยมบ้านเด็กรายคน ซึ่งจะช่วยให้ทราบปัญหาและหาทางช่วยเหลือได้ตรงจุดที่สุด แต่หากเป็นปัญหาที่ต้องช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ครูจะนำเรื่องราวรายละเอียดของปัญหากลับมาคุยกันจนตกผลึก จนได้วิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา แต่หากไม่ได้ผลก็จะใช้วิธีอื่น เช่น หากพบว่าเด็กประสบปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์ในการเรียน นอกจากการขอเงินสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ แล้ว โรงเรียนยังใช้วิธีระดมทุนจากภาคเอกชนและศิษย์เก่า เพื่อนำมาจัดสรรให้เด็กอย่างทั่วถึง ทั้งในส่วนของเงินสนับสนุนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น และนำทุนมาจัดทำโครงการกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ เปิดพื้นที่พักนอนในโรงเรียนให้กับเด็กกลุ่มบ้านไกล หรือจัดตั้งกิจกรรมสร้างรายได้ระหว่างเรียน อย่างการเพาะพันธุ์ไม้สวยงาม ซึ่งเป็นทั้งการฝึกอบรมอาชีพ และช่วยลดความเสี่ยงที่เด็กจะหลุดจากระบบการศึกษากลางทาง”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-2350823/">ประสานพลังสร้างเครือข่ายเชิงพื้นที่ ช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยง-กลุ่มเปราะบาง ยับยั้งเหตุไม่คาดฝันทันท่วงที</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>งานวิจัยนานาชาติชี้ ‘แนวโน้มความเหลื่อมล้ำทั่วโลกอยู่ในช่วงขาลง’ แต่ไทยยังไม่พ้นวิกฤต ทางออกคือ ‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ สร้าง Game Changers พลิกโฉมการศึกษาไทย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-110823/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Aug 2023 10:44:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[Game Changers]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=70887</guid>

					<description><![CDATA[<p>เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-110823/">งานวิจัยนานาชาติชี้ ‘แนวโน้มความเหลื่อมล้ำทั่วโลกอยู่ในช่วงขาลง’ แต่ไทยยังไม่พ้นวิกฤต ทางออกคือ ‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ สร้าง Game Changers พลิกโฉมการศึกษาไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ภายใต้การสนับสนุนของ<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong> ในหัวข้อ ‘การวางแผนและจัดการทำแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานด้านการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ’ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล</strong> เปิดเผยถึงงานวิจัยระดับนานาชาติที่จัดทำโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งเป็นการมองการศึกษาทั้งในประเทศไทยและโลกในอนาคต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-be4628"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/28-งานวิจัยนานาชาติ-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ปิยวัฒน์ </strong>ชี้ให้เห็นว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า การศึกษาของโลกในอนาคตจะเปลี่ยนไปจากอดีตที่ผ่านมาในทิศทางที่ยากจะคาดเดา เนื่องจากมีปัจจัยที่มีความไม่แน่นอนสูงซึ่งส่งผลต่อการจัดการศึกษา โดยเฉพาะ <strong>‘ปัจจัยปั่นป่วน’</strong> ที่เป็นตัวบดขยี้ (disruptors) ซึ่งเป็นสิ่งที่มิอาจคาดการณ์ และสามารถพลิกโฉมการศึกษาและสังคมได้ ภาพตัวอย่างชัดเจนที่เกิดขึ้นแล้ว คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) และการระบาดของโรค COVID-19</p>



<p>ภาพรวมของการศึกษาในระดับโลกมีแนวโน้มเลื่อนเข้าสู่การศึกษาในระดับสูง (higher education) มากขึ้น ส่วนความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาทั่วโลกอยู่ในช่วงขาลง หรือผ่านจุดสูงสุดของความเหลื่อมล้ำมาแล้ว แต่ขณะเดียวกันกลับพบว่า ประชากรกลุ่มเปราะบางในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ชาติพันธุ์ ฯลฯ มีแนวโน้มเผชิญกับความเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย รวมถึงประเทศที่ยังไม่ได้พัฒนา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาภาคบังคับและการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่เพียงพอที่จะตอบสนองต่อการดำรงชีวิตของเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ เพราะตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป รวมถึงการเข้าสู่สังคมสูงวัย (aging society) ที่ทำให้โครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวต้องดิ้นรนหาความรู้ใหม่ที่อยู่นอกเหนือการศึกษาในระบบ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ce9676"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/ดร.ปิยวัฒน์-เกตุวงศา.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ปัจจุบันองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของเด็กและเยาวชนทั่วโลกมีการจัดทำชุดข้อมูลเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาในระดับโลก สิ่งที่น่าสนใจคือ ขณะนี้นานาชาติมองภาพการศึกษาไปไกลถึงปี 2050 มิใช่เพียงเป้าหมายระยะสั้น 5-10 ปี&nbsp;</p>



<p>“การมองภาพการศึกษาในระยะสั้นเกินไป จะทำให้มุมมองถูกตรึงไว้ด้วยความเชื่อ อุปสรรค และความกังวล การคิดหรือวางแผนเพื่อไปให้ถึงภาพฝันจึงมักมองเพียงประเด็นที่คิดว่าน่าจะทำได้แน่ ๆ ดังนั้น หากประเทศไทยจะสร้าง Game Changers in Education ก็ไม่ควรตั้งเป้าหมายไว้สั้นจนเกินไป</p>



<p>“การมองเป้าหมายการศึกษาในระดับที่เหมาะสม เช่น 20 ปีข้างหน้า เหมือนระดับนานาชาติ จะทำให้คนทำงานกล้าวาดภาพฝันที่ต้องการให้เกิด แล้วค่อย ๆ ทอนระยะกลับมา เพื่อให้เห็นว่าหากจะไปให้ถึงภาพฝันนั้น ยังพอมีเวลาที่จะทำอะไรบ้างในช่วง 10 ปี 5 ปี 3 ปี และ 1 ปีข้างหน้า”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4d4567"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/08/28-งานวิจัยนานาชาติ-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ปิยวัฒน์</strong> ให้ความเห็นว่า การมองฉากทัศน์ของการศึกษาในอนาคตให้เกิดประโยชน์ คณะทำงานจำเป็นต้องมองเห็นปัจจัยที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เพื่อเปลี่ยนโฉมการศึกษาตามบริบทของพื้นที่ และหยิบเอาปัจจัยเหล่านั้นมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากทุกปัจจัยสามารถเป็นได้ทั้งพระเอกและผู้ร้ายในการเปลี่ยนโฉมการศึกษาในอนาคตได้ทั้งสิ้น</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-110823/">งานวิจัยนานาชาติชี้ ‘แนวโน้มความเหลื่อมล้ำทั่วโลกอยู่ในช่วงขาลง’ แต่ไทยยังไม่พ้นวิกฤต ทางออกคือ ‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ สร้าง Game Changers พลิกโฉมการศึกษาไทย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education) แก้จุดเจ็บ เย็บจุดขาด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-area-based-education-140323/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Mar 2023 03:50:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.​]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=65304</guid>

					<description><![CDATA[<p>การศึกษาเชิงพื้นที่เป็นกลไกกระจายอำนาจให้แต่ละจังหวัดมี [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-area-based-education-140323/">การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education) แก้จุดเจ็บ เย็บจุดขาด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การศึกษาเชิงพื้นที่เป็นกลไกกระจายอำนาจให้แต่ละจังหวัดมีอำนาจในการออกแบบวิธีการจัดการศึกษาให้เหมาะกับโจทย์เฉพาะของพื้นที่นั้น ๆ  เพื่อซ่อมจุดแย่ แก้จุดบอด รวมถึงต่อยอดจุดเด่นระดับพื้นที่ให้ทันเวลา ทันต่อสถานการณ์</p>



<p><strong>ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย</strong> รองประธานอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ. กล่าวว่า หากมองเรื่องโจทย์ความสำเร็จของการทำงานเชิงพื้นที่ของแต่ละจังหวัดจุดเน้นสำคัญคือ ต้องหาจุดเริ่มต้นให้ตรงเป้า  เพราะ ‘จุด (Dot)’ จะเป็นตัวเชื่อมให้แต่ละส่วนเกิดการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันภายในจังหวัด</p>



<p>‘จุด (Dot)’ ในที่นี้คือ ‘โจทย์’ ของแต่ละจังหวัดซึ่งมีทุกข์และทุนแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น การทำโครงการเรื่อง Learning City เรื่องแรงงานนอกระบบ เรื่องการพัฒนาครู พัฒนาโรงเรียน ฯลฯ ซึ่งแต่ละโครงการจะมีโจทย์การทำงานที่แตกต่างกันทั้งเรื่องกลุ่มเป้าหมาย กลไกการทำงาน หรือเครื่องมือในการทำงาน</p>



<p>คำถามสำคัญคือ การกระจายอำนาจทางการศึกษาในแต่ละพื้นที่นั้นควรมีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกันในแต่ละบริบทอย่างไร จ.ขอนแก่น ทำอย่างไรในการเข้าไปช่วยเหลือเด็กที่พบเจอกับปัญหาความยากจนและที่อยู่อาศัยไม่ปลอดภัย จ.พะเยา มีแนวทางอย่างไรในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นมาหลายสิบปี</p>



<p>ชวนทุกคนไปดูกรณีศึกษาและแนวทางการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ในพื้นที่ที่แตกต่างกัน ก่อนนำกลไกไปประยุกต์ใช้ในจังหวัดของตนเอง</p>



<p>ที่มา :<a href="https://www.eef.or.th/article-dot-ep1/" title="https://www.eef.or.th/article-dot-ep1/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"> การตั้งโจทย์ ค้นหา ‘จุด (Dot)’ เชื่อมต่อ หลอมรวม เชื่อมร้อย…หนึ่งในปัจจัยการทำงานบูรณาการเชิงพื้นที่ EP.1</a><br>รับชมเสวนาย้อนหลัง : <a href="https://www.facebook.com/watch/live/?ref=watch_permalink&amp;v=2406296662869579" title="https://www.facebook.com/watch/live/?ref=watch_permalink&amp;v=2406296662869579" target="_blank" rel="noreferrer noopener">คลิก</a></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-717442"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/1-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education ABE) คืออะไร</strong></h2>



<p>ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานอนุกรรมการโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ. กล่าวว่า การทำงาน Area-Based Education หรือ ABE นั้นคณะทำงานต้องเห็นภาพใหญ่ของระบบ และสามารถประเมินความต้องการกำลังคนในอนาคต กลไกที่นำไปถึงความสำเร็จได้คือการหาวิธีให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพทั้งการศึกษากระแสหลัก และการศึกษาทางเลือก มองความสำเร็จว่าผู้ที่ผ่านกระบวนการต้องยืนหยัดด้วยตนเองได้ในระยะยาว</p>



<p>“การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่จะเอื้อให้เกิดการทำงานที่หลากหลาย เป็นระบบจากล่างขึ้นบน มีเส้นทางใหม่ ๆ ของการเรียนรู้ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ มีการสื่อสารทำงานกับผู้ปกครอง ซึ่งท้องถิ่นคือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. ครู กศน. จะมีความใกล้ชิดและเป็นสะพานเชื่อมไปถึงคนกลุ่มต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ให้เห็นความสำคัญและลงมือช่วยกัน”</p>



<p>การศึกษาเชิงพื้นที่นั้นจะเป็นโมเดลการทำงานที่จะทำให้หลุดพ้นจากการทำงานแบบเดิม ซึ่งท้องถิ่นต้องพึ่งพิงนโยบายจากส่วนกลาง หรือบนลงล่าง มาสู่การส่งต่องานกันในระนาบล่างสู่ล่าง เป็นต้นทางของนวัตกรรมด้านการศึกษาใหม่ ๆ ที่เน้นการดูแลการศึกษาและพัฒนาตนเองตามช่วงชีวิต</p>



<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="https://www.eef.or.th/article-management-of-spatial-education-ep1/" title="https://www.eef.or.th/article-management-of-spatial-education-ep1/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ ท่ามกลางการกระจายอำนาจที่มีแต่ข้ออ้างและการยื้อแย่ง</a><br><strong>รับชมเสวนาย้อนหลัง :</strong> <a href="https://www.facebook.com/watch/live/?ref=watch_permalink&amp;v=2406296662869579" title="https://www.facebook.com/watch/live/?ref=watch_permalink&amp;v=2406296662869579" target="_blank" rel="noreferrer noopener">คลิก</a></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-093e10"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/2-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมต้อง ABE ?</strong></h2>



<p>เนื่องจากในแต่ละพื้นที่ ผู้คน ครอบครัว คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ที่มีความแตกต่างย่อมส่งผลถึงปัญหา อุปสรรคไม่เหมือนกัน ‘ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’ จึงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยสูตรสำเร็จเดียว</p>



<p>กลไกของการศึกษาเชิงพื้นที่จึงเข้ามามีบทบาทในการกระจายอำนาจให้กับผู้คนในพื้นที่ในการออกแบบการจัดการศึกษาภายในท้องถิ่นของตนเอง เนื่องจากบุคลากรทางการศึกษาและคนในชุมชนนั้น ๆ จะเข้าใจถึงสภาพปัญหามากกว่าผู้คนที่ทำงานอยู่ในส่วนกลาง และยังช่วยสร้างความเป็น ‘เจ้าของเรื่อง’ และ ‘เจ้าของปัญหา’ ที่กระตุ้นให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนไปด้วยกัน</p>



<p>ผู้มีส่วนในการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่นั้นครอบคลุมไปถึง ภาคปกครองท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ที่เข้ามาบูรณาการองค์ความรู้และร่วมมือกันช่วยเหลือปัญหาทางการศึกษาที่เกิดขึ้นในสังคม</p>



<p><strong>รับชมเสวนาย้อนหลัง :</strong> <a href="https://www.facebook.com/watch/live/?ref=watch_permalink&amp;v=2406296662869579" title="https://www.facebook.com/watch/live/?ref=watch_permalink&amp;v=2406296662869579" target="_blank" rel="noreferrer noopener">คลิก</a></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c701c3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/3-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>7 Game Changers ที่นำไปสู่ ‘ความเสมอภาคทางการศึกษา’</strong></h2>



<p>สำหรับความหมายของพื้นที่นั้นไม่มีรูปแบบตายตัว คำว่าพื้นที่อาจจะเป็นตำบล อำเภอ จังหวัดก็ได้ หรือถ้ามองลึกลงไปจริง ๆ คำว่าพื้นที่อาจจะไม่ใช่ตำบลหรือจังหวัด แต่เป็นพื้นที่ที่มีความเหมือนกันเป็นตัวตั้ง</p>



<p>เช่น การทำประมงที่มีลักษณะเหมือน ๆ กันของชุมชนประมง ความหมายกว้าง ๆ ของการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่จึงให้คนอยู่หน้างานตัดสินใจว่าจะจัดอย่างไรให้เหมาะกับความต้องการของพื้นที่</p>



<p>โดยมีองค์ประกอบทั้งหมด 7 ข้อดังนี้</p>



<ol><li>การพัฒนากลไกความร่วมมือระดับพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ</li><li>จัดทำระบข้อมูลที่แม่นยำและสามารถเข้าเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนได้</li><li>การร่วมมือกันของเอกชนและภาครัฐในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลและทรัพยากร</li><li>ใช้นวัตกรรมทางการเงินและการคลังในการบริหารงบประมาณในการลดความเหลื่อมล้ำ</li><li>การจัดการศึกษาตามบริบทพื้นที่เพื่อกระจายอำนาจและสร้างความเป็นเจ้าของร่วม</li><li>มีระบบการคุ้มครองทางสังคม</li><li>มีความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholder) ทางการศึกษา</li></ol>



<p>‘ปฏิรูประบบกระจายอำนาจการจัดการศึกษาไปยังระดับพื้นที่’ จึงมีความสำคัญต่อ ‘การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ยั่งยืน’</p>



<p><strong>รับชมเสวนาย้อนหลัง :</strong> <a href="https://www.facebook.com/watch/live/?ref=watch_permalink&amp;v=2406296662869579" title="https://www.facebook.com/watch/live/?ref=watch_permalink&amp;v=2406296662869579" target="_blank" rel="noreferrer noopener">คลิก</a></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-de4a0a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/4-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กลไก 3 ขาที่นำไปสู่การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่</strong></h2>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>หน่วยงานสนับสนุนภายนอกพื้นที่</strong></h4>



<p>สนับสนุนทุน วิธีการทำงาน ความรู้ และกระบวนการในการทำงาน ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดการขับเคลื่อนในเชิงรูปธรรม</p>



<p>ได้แก่ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สสส. หรือ NIA</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>หน่วยงานภาครัฐ</strong></h4>



<p>สนับสนุนโดยการปรับมาตรการในการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ และสนับสนุนงบประมาณเพื่อให้เกิดแผนงานที่เอื้อต่อการทำงานของบุคลากรที่อยู่หน้างานของตนเอง</p>



<p>ได้แก่ คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.)</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>กลไกประชาสังคม</strong></h4>



<p>เป็นกลไกภายในของผู้ที่สนใจแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่ลุกขึ้นมาเป็นคณะทำงานหลักที่สรา้งความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในระดับพื้นที่ เพื่อกระจายทรัพยากรการทำงานทั้งจากหน่วยงานภายนอก และหน่วยงานภาครัฐไปสู่การทำงานที่ตอบโจทย์ปัญหาของคนนพื้นที่ และผลักดันให้เกิดการทำงานที่มีความต่อเนื่องในระยะยาว&nbsp;</p>



<p>ได้แก่ คนและคณะบุคคลที่ขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่</p>



<p><strong>รับชมเสวนาย้อนหลัง :</strong> <a href="https://web.facebook.com/eef20provinces/videos/2406296662869579" target="_blank" rel="noreferrer noopener" title="https://web.facebook.com/eef20provinces/videos/2406296662869579">คลิก</a></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f9bd68"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/5-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>จ.ขอนแก่น กับนโยบาย ‘เมืองไม่ทิ้งเด็ก’</strong></h4>



<p>บูรณาการ 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ ศึกษาธิการจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะท้อนเบื้องหลังความสำเร็จในการแก้ปัญหาจากต้นทุนภายในและการทำงานที่ชัดเจน </p>



<p>มีการติดตามปัญหาของเด็กเป็นรายคน และมีชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน มีกลุ่มจิตอาสาทำงานประสานส่งต่อกลุ่มเป้าหมายข้ามหน่วยงานตั้งแต่พื้นที่จนถึงจังหวัด เน้นความยืดหยุ่น รวดเร็ว และไม่เป็นทางการ มีเป้าหมายคือแก้ปัญหาให้เด็กเร็วที่สุด</p>



<p><strong>รับชมเสวนาย้อนหลัง : </strong><a href="https://web.facebook.com/eef20provinces/videos/2406296662869579" title="https://web.facebook.com/eef20provinces/videos/2406296662869579" target="_blank" rel="noreferrer noopener">คลิก</a></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9236eb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/6-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>จ.พะเยา กับนโยบาย Leaning City เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาสำหรับทุกคน</strong></h4>



<p>โดยมุ่งสานต่อภารกิจ ‘เมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City)’ โดยองค์การยูเนสโก พัฒนาการเรียนรู้ที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม โดยมุ่งลดการเข้าไม่ถึงการเรียนรู้ สวัสดิการ และการบริการสุขภาพ ผ่านการแลกเปลี่ยนทุนทรัพยากรและการทำงานระหว่างหน่วยงาน อาทิ อบจ. กศน. ศูนย์การศึกษาพิเศษ ร่วมสร้างแหล่งเรียนรู้ 26 แห่งในอำเภอต่าง ๆ</p>



<p>ซึ่งผู้เรียนสามารถเก็บหน่วยกิต รับประกาศนียบัตร และศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยพะเยาได้ นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมเพื่อสังคม นำภาคเอกชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน มาร่วมคัดกรองเด็กจากศูนย์การศึกษาพิเศษ นำเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ฝึกทักษะอาชีพ และรับเข้าทำงานเป็นลำดับ</p>



<p><strong>รับชมเสวนาย้อนหลัง :</strong> <a href="https://web.facebook.com/eef20provinces/videos/2406296662869579" title="https://web.facebook.com/eef20provinces/videos/2406296662869579" target="_blank" rel="noreferrer noopener">คลิก</a></p>



<p></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8a4628"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/03/7-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>‘กระจายอำนาจ’ เชื่อมโยงคนทั้งจังหวัดร่วมสร้างความเสมอภาค</strong></h4>



<p>ในปี 2565  ประเทศไทยมีเครือข่ายการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education: ABE) ที่ได้รับการสนับสนุนและเป็นภาคีความร่วมมือกับ กสศ.  ทั้งหมด 12 แห่ง ได้แก่ พะเยา ลำปาง แม่ฮ่องสอน สุโขทัย พิษณุโลก ขอนแก่น สุรินทร์ สมุทรสงคราม ระยอง สุราษฎร์ธานี สงขลา และปัตตานี</p>



<p>ความพยายามที่จะขับเคลื่อนงานไปสู่ความสำเร็จในการเป็นพื้นที่ที่สามารถจัดการความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ต้นแบบ จะทำให้สังคมได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงร่วมกันอีกประการว่า คนตัวเล็ก ๆ ทุกคนในสังคม ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชีวิตของเด็กฟื้นคืนกลับมาได้ โดยนอกจาก ‘ผู้ดูแลรายกรณี’ แต่ละจังหวัดยังแสดงให้เห็นถึงวิธีออกแบบการ ‘กระจายอำนาจ’ อันเป็นการดึงเอาจุดเด่นทางบริบทสังคมของแต่ละพื้นที่ มาใช้แก้ปัญหา และเป็นวัตถุดิบในการวางแผนทำงานด้านการศึกษาในระยะยาว</p>



<p><strong>รับชมเสวนาย้อนหลัง : </strong><a href="https://web.facebook.com/eef20provinces/videos/2406296662869579" title="https://web.facebook.com/eef20provinces/videos/2406296662869579">คลิก</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-area-based-education-140323/">การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education) แก้จุดเจ็บ เย็บจุดขาด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การตั้งโจทย์ ค้นหา ‘จุด (Dot)’ เชื่อมต่อ หลอมรวม เชื่อมร้อย&#8230;หนึ่งในปัจจัยการทำงานบูรณาการเชิงพื้นที่ EP.1</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-dot-ep1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Feb 2023 08:48:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=64516</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนึ่งในปัจจัยสำคัญของการนำไปสู่ ‘สัมฤทธิ์ผล’ ในการทำงาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-dot-ep1/">การตั้งโจทย์ ค้นหา ‘จุด (Dot)’ เชื่อมต่อ หลอมรวม เชื่อมร้อย…หนึ่งในปัจจัยการทำงานบูรณาการเชิงพื้นที่ EP.1</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>หนึ่งในปัจจัยสำคัญของการนำไปสู่ </strong><strong>‘สัมฤทธิ์ผล’ ในการทำงานระดับพื้นที่ คือการ ‘พัฒนาคนในพื้นที่ให้สามารถพึ่งพาตนเองและสามารถขับเคลื่อนงานจากต้นทุนที่มีในระดับพื้นที่ได้’ ขณะเดียวกันการดำเนินงานระดับพื้นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นต่าง ๆ ในหลายมิติ ทั้งมิติการศึกษา มิติเศรษฐกิจ ฯลฯ ทำให้เกิดโจทย์การทำงานที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่มีมุมมองจุดเน้นแตกต่างกันออกไป คำถามคือ ทำอย่างไรเราจึงจะเชื่อมโยงแต่ละจุดเน้นให้เชื่อมต่อหรือเกิดการบูรณาการทำงานร่วมในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่</strong></p>



<p><strong>ศาสตราจารย์วุฒิสาร</strong><a><strong> </strong></a><strong>ตันไชย รองประธานอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ. กล่าวว่า </strong>หากมองเรื่องโจทย์ความสำเร็จของการทำงานเชิงพื้นที่ของแต่ละจังหวัดจุดเน้นสำคัญคือ ต้องหาจุดเริ่มต้นให้ตรงเป้า  เพราะ <strong>‘จุด (Dot)’</strong> จะเป็นตัวเชื่อมให้แต่ละส่วนเกิดการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันภายในจังหวัด</p>



<p><strong>‘จุด (Dot)’</strong> ในที่นี้คือ <strong>‘โจทย์’</strong> ของแต่ละจังหวัดซึ่งมีทุกข์และทุนแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น การทำโครงการเรื่อง Learning City เรื่องแรงงานนอกระบบ เรื่องการพัฒนาครู พัฒนาโรงเรียน ฯลฯ ซึ่งแต่ละโครงการจะมีโจทย์การทำงานที่แตกต่างกันทั้งเรื่องกลุ่มเป้าหมาย กลไกการทำงาน หรือเครื่องมือในการทำงาน</p>



<p>นอกจากนี้ กระบวนการทำงานแต่ละจุด หรือแต่ละหน่วยของการทำงาน จะต้องดำเนินการใน 3 ส่วนสำคัญ คือ 1. ต้องมีการชี้แจงเป้าประสงค์ (Clarify Dot) ของการทำงานภายในจังหวัดให้ชัดเจน 2. ต้องวินิจฉัยแยกแยะ (Identify Dot) รวมถึงสามารถชี้ชัดในเรื่องการนำกลไกหรือเครื่องมือมาใช้งานได้อย่างถูกจังหวะและโอกาส 3. ต้องหาวิธีการเชื่อมร้อย (Connect Dot) กลยุทธ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ผ่านปัจจัยสำคัญ เช่น กลุ่มเป้าหมายของการทำงาน นักขับเคลื่อน และแผนยุทธศาสตร์จังหวัดที่ต้องได้รับการหนุนเสริม  โดยองค์ประกอบเหล่านี้จะนำไปสู่การสร้างการรับรู้และการจัดการภาพรวมของการทำโครงการในปีถัดไปได้อย่างถูกวิธี ซึ่งปัจจัยสำคัญในการหนุนเสริมการทำงานคือ การที่นักขับเคลื่อนในแต่ละจังหวัดต้องมองภาพรวมของงานให้ได้ว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำมีมิติอะไรบ้าง และควรสนับสนุนข้อมูลอะไรแก่หน่วยงานในสังกัด เพื่อนำไปสู่การเชื่อมโยงจุดต่าง ๆ ของการทำงานในแต่ละหน่วยให้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น </p>



<p>อย่างไรก็ตาม <strong>ศาสตราจารย์วุฒิสาร</strong> ยังระบุอีกว่า เมื่อแต่ละจังหวัดมีแนวทางหรือกลไกการทำงานด้วยการบูรณาการทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันแล้ว จะเกิดการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ทำให้เกิดความเข้มแข็งจากภายใน โดยกระบวนการเหล่านี้จะนำไปสู่การเรียนรู้ของคนในชุมชนหรือผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในการสร้างโค้ช สร้างทีม หรือหน่วยจัดการองค์ความรู้ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>



<p></p>



<p class="has-text-align-center">(อ่านต่อ EP. 2)</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-dot-ep1/">การตั้งโจทย์ ค้นหา ‘จุด (Dot)’ เชื่อมต่อ หลอมรวม เชื่อมร้อย…หนึ่งในปัจจัยการทำงานบูรณาการเชิงพื้นที่ EP.1</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ ท่ามกลางการกระจายอำนาจที่มีแต่ข้ออ้างและการยื้อแย่ง EP.1</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-management-of-spatial-education-ep1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Feb 2023 07:45:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=64497</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ประเทศไทยจะมีการปกครองแบบกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นมาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-management-of-spatial-education-ep1/">‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ ท่ามกลางการกระจายอำนาจที่มีแต่ข้ออ้างและการยื้อแย่ง EP.1</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แม้ประเทศไทยจะมีการปกครองแบบกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นมานานกว่า </strong><strong>10 ปี แต่ท้องถิ่นเองกลับยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาของคนในท้องถิ่นได้อย่างเต็มที่ มีหลายแง่มุมที่จะต้องมองให้เห็นทั้งศักยภาพต้นทุนของจังหวัด รวมถึงกลไกต่าง ๆ ในการทำงานร่วมกัน สำหรับด้านการศึกษาแล้ว การจัดการศึกษายังเป็นข้อท้าทายให้ท้องถิ่นคิดบริหารจัดการการศึกษาควบคู่กับคุณภาพ</strong></p>



<p><strong>ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความสำคัญของการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ไว้ว่า </strong>การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการกระจายอำนาจ ประเทศที่พัฒนาการศึกษาได้สำเร็จล้วนกระจายอำนาจลงไปในพื้นที่ทั้งสิ้น โดยหลักการนำการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ไปใช้แต่ละจังหวัดจะมีวิธีต่างกันแล้วแต่โจทย์เฉพาะของพื้นที่ เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการการศึกษาที่ตอบโจทย์ระดับพื้นที่ที่ทันเวลา ทันต่อสถานการณ์ คนที่ตัดสินใจต้องอยู่ที่หน้างานมากกว่าอยู่ที่ศูนย์กลาง</p>



<p>การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ที่ กสศ. ดำเนินการอยู่ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เมื่อลงไปในพื้นที่เราจะเห็นโจทย์ที่ชัดเจนขึ้น เช่น ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ที่ใช้ภาษาถิ่นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นโจทย์ของเขาอาจจะเน้นไปที่คนที่ไม่รู้ภาษาราชการ ฉะนั้นการจัดการศึกษาที่เหมาะต้องมองว่า เขาต้องรู้ทั้งภาษาถิ่น ภาษาแม่ และภาษาราชการ หรือชุมชนบริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นชุมชนประมง เพราฉะนั้นการที่จะทำให้ชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ นั่นหมายความว่าเราต้องให้ความสำคัญกับการศึกษา การเตรียมคนให้พร้อมเข้าสู่อาชีพประมงหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการประมง หรือชุมชนนี้อยู่ได้ด้วยหัตถกรรมการจัดการศึกษาก็ต้องตอบโจทย์อาชีพหัตถกรรมด้วยเช่นกัน และนี่คือโจทย์ที่ว่าทำไมเราทำเรื่องการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่</p>



<p>สำหรับความหมายของพื้นที่นั้นไม่มีรูปแบบตายตัว คำว่าพื้นที่อาจจะเป็นตำบล อำเภอ จังหวัดก็ได้ หรือถ้ามองลึกลงไปจริง ๆ คำว่าพื้นที่อาจจะไม่ใช่ตำบลหรือจังหวัด แต่เป็นพื้นที่ที่มีความเหมือนกันเป็นตัวตั้ง เช่นการทำประมงที่มีลักษณะเหมือน ๆ กันของชุมชนประมง ความหมายกว้าง ๆ ของการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่จึงให้คนอยู่หน้างานตัดสินใจว่าจะจัดอย่างไรให้เหมาะกับความต้องการของพื้นที่</p>



<p>เมื่อถามถึงระดับของการกระจายอำนาจของประเทศไทยทุกวันนี้เพียงพอหรือไม่ ดร.กฤษณพงศ์ ให้ความเห็นว่า สำหรับประเทศไทยแล้วควรจะกระจายอำนาจลงไปได้มากกว่านี้ ในอดีตรัฐพยายามให้เหตุผลว่าเพราะคุณภาพของผู้นำท้องถิ่นไม่สูงพอ ซึ่งเป็นข้ออ้างว่าหากกระจายลงไปแล้วท้องถิ่นจะไม่สามารถดูแลจัดการได้ &nbsp;แต่เท่าที่สังเกตตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ล้วนเป็นคนในพื้นที่ที่ได้รับการศึกษาสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นตอนนี้เราจะเห็นตัวอย่างเทศบาลเมืองหรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่มีการบริหารจัดการดี ๆ หลายแห่ง</p>



<p>“ผมว่าเรามีความพร้อมมากขึ้นในเรื่องการปกครอง&nbsp; เหตุผลที่การกระจายอำนาจในประเทศไทยไปไม่ได้ไกล ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเกิดขั้วทางการเมือง คนที่เป็นผู้นำ หรือศูนย์กลางอำนาจก็จะกลัวเรื่องการเกิดขั้ว เกิดสี ส่งผลให้การกระจายอำนาจไม่สามารถทำได้เต็มที่ ตัวอย่างเช่น เรื่องการศึกษาที่สมัยหนึ่งครูอ้างว่า ‘เขากลัวว่าถ้าได้ อบจ.หรือ อบต. ที่ไม่ฉลาด จะปกครองครูได้ยังไง’ แต่ผมคิดว่าเดี๋ยวนี้น่าจะดีขึ้น ผมมองว่า เดี๋ยวนี้ อบจ. และเทศบาลเก่งขึ้นมา จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะไปดึงไว้ไม่ให้เทศบาลหรือ อบจ.เขามาจัดการเรื่องศึกษา และเมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเพิ่มศักยภาพความสามารถด้านการจัดการศึกษาได้แล้ว ในอนาคตรัฐส่วนกลาง เช่น สพฐ. ก็จะเริ่มลดความสำคัญลง ซึ่งท้ายที่สุดการกระจายอำนาจทางการศึกษาจะสามารถเกิดขึ้นได้จริง”</p>



<p><strong>ดร.กฤษณพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การกระจายอำนาจไปสู่จังหวัดเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้คนในจังหวัดจะต้องปรับ Mindset ทุกคนต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะครอบครัวและคนชุมชน&nbsp; ยิ่งคนคิดได้เองเท่าไร ลุกขึ้นจัดการตัวเองได้เท่าไร สังคมยิ่งเข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น ถ้าเรารอแต่ให้รัฐจัดการเพียงอย่างเดียว ผมว่ามันช้าเกินไป และที่สำคัญคือไม่สอดคล้องกับความพื้นที่</strong></p>



<p></p>



<p class="has-text-align-center">(อ่านต่อ EP. 2)</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-management-of-spatial-education-ep1/">‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ ท่ามกลางการกระจายอำนาจที่มีแต่ข้ออ้างและการยื้อแย่ง EP.1</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ไม่มีโอกาสวันนั้น ไม่มีพวกเราวันนี้’ เรื่องเล่าของเด็กชายจากหมู่บ้านชาวประมง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-abe-111022/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Oct 2022 07:23:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม]]></category>
		<category><![CDATA[สุราษฎร์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=60943</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ผมเชื่อว่าพวกเราโชคดีมาก ๆ ที่ได้มาร่วมกันทำงานนี้ ถ้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-abe-111022/">‘ไม่มีโอกาสวันนั้น ไม่มีพวกเราวันนี้’ เรื่องเล่าของเด็กชายจากหมู่บ้านชาวประมง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote class="wp-block-quote"><p>“ผมเชื่อว่าพวกเราโชคดีมาก ๆ ที่ได้มาร่วมกันทำงานนี้ ถ้ามองย้อนกลับไป ข้อเท็จจริงหนึ่งที่ชวนคิด ว่า<strong>สิ่งที่ทำให้เรามานั่งกันอยู่ตรงนี้ได้ นั่นเพราะพวกเราได้รับการศึกษา ซึ่งหากมองในมุมกลับว่าถ้าทุกคนไม่มีโอกาสในวันนั้น เราอาจกลายเป็นใครอีกคน ที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรอยู่ตรงไหนในวันนี้</strong> เช่นเดียวกับตัวผมเองที่คงไม่ได้มายืนพูดกับทุกคนอยู่ตรงนี้”</p></blockquote>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7a4b29"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/10/09-ไม่มีโอกาสวันนั้น-ไม่มีพวกเราวันนี้-01.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม อนุกรรมการ<br>การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากคำกล่าวปาฐกกถาวันเปิด ‘โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’ จังหวัดสุราษฎร์ธานี’ ปี 2565 ของ รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม อนุกรรมการการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ย้ำถึงความสำคัญของ ‘โอกาสทางการศึกษา’ โดยเฉพาะในงาน Area-based Education: ABE หรือ ‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ เพื่อพัฒนารูปแบบกระบวนการจัดการศึกษาระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล ลงไปถึงระดับชุมชนหมู่บ้าน โดยสร้างการมีส่วนร่วมระยะยาวของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อพัฒนาเครื่องมือนวัตกรรม สร้างโอกาสให้เด็กเยาวชนทุกกลุ่มและทุกคนได้เข้าถึงการศึกษา พร้อมค้นหาติดตามเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา ให้มีโอกาสกลับมาเรียนรู้พัฒนาตนเองให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน ด้วยการศึกษาทั้งในและนอกระบบ</p>



<p>โดยงานที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งนำโดย อบจ. และ สมัชชาการศึกษาจังหวัด สุราษฎร์ธานี รวบรวมทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคธุรกิจ ประชาสังคม ได้ดำเนินมาแล้วเป็นเวลาสองปี และเตรียมขับเคลื่อนต่อเนื่องในปี 2565 เพื่อความยั่งยืน และเพื่อประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดกับเด็กเยาวชนรุ่นใหม่ และคนทุกคนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</p>



<p>รศ.ดร.ซุกรี กล่าวว่า ขณะนี้ที่คณะทำงานหลายฝ่ายมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เชื่อว่าทุกคนมีความรู้สึกตรงกันว่าพวกเรากำลังทำงานสำคัญชิ้นหนึ่ง เป็นงานที่แต่ละคนสื่อสารถึงกันได้ ในความความเห็นอกเห็นใจ ในความเศร้า ในความเป็นห่วงเป็นใย กับความยากลำบากทุกข์ร้อนของน้อง ๆ และครอบครัวของเขา แต่อีกด้านหนึ่ง เราเองต่างก็ได้สัมผัสถึงความสุขความตื้นตัน ว่าสิ่งที่ทุกคนทุ่มเทพยายามทำ กำลังสร้างคุณค่านับอนันต์ให้กับเด็กเยาวชนที่ขาดแคลนโอกาสจำนวนมาก</p>



<p>ทุกครั้งที่ย้อนคิดว่าสิ่งที่ทำให้พวกเรามาอยู่ตรงนี้ได้คือ ‘การศึกษา’ จะทำให้ผมคิดไปถึงเรื่องราวเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน ว่า ‘เรา’ เคยเป็น ‘ใคร’ ในวันนั้น ซึ่งผมต้องขออนุญาตเล่าเรื่องราวของเด็กชายวัยราว 9-10 ขวบคนหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านชาวประมงริมชายทะเล ในบ้านที่โครงสร้างไม่แข็งแรงนัก แล้ววันหนึ่ง มีพายุพัดเข้ามา จนต้นมะพร้าวใหญ่ล้มฟาดทับลงกลางหลังคาบ้าน แม้ผ่านมาเนิ่นนาน ทว่าภาพบ้านทั้งหลังที่พังลงนั้นยังแจ่มชัดในความคิดของเด็กชาย ภาพของสมาชิกครอบครัวรวมทั้งตัวเขาช่วยกันเก็บข้าวของ <strong>ท่ามกลางฝนที่ยังคงตกอย่างหนัก ระหว่างกอบเก็บย้ายสิ่งของจำเป็น เด็กชายก้มมองดูมือตนเองที่เต็มไปด้วยรอยแผลถลอกและเศษดิน เขาได้ประทับภาพนั้นไว้ในความทรงจำ เพื่อเตือนตัวเองถึงร่องรอยความยากลำบาก ซึ่งแทบมองไม่เห็นเลยว่าจะพาตัวเองและครอบครัวฝ่าพ้นไปได้อย่างไร</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-71a47b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/10/09-ไม่มีโอกาสวันนั้น-ไม่มีพวกเราวันนี้-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“นั่นเป็นเรื่องของผมเองในวัยเด็ก ที่ผมคิดมาตลอดว่าถ้าวันนั้นไม่มีใครสักคนหนึ่งพยายามจับคว้าผมเอาไว้ ผมคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ ทั้งยังชวนให้นึกถึงวันนี้ ที่พวกเรากำลังพยายามทำงานเพื่อโอกาสของคนอีกมากมาย&#8221;</p>



<p>“ผมโชคดีที่มีครูเอาใจใส่ ครูที่ติดตามทำความเข้าใจในสภาพชีวิต ครูที่หมั่นขี่มอเตอร์ไซค์มาหา มาเยี่ยมเยียน คอยเอาโอกาสมามอบให้ สำหรับครอบครัวที่ไม่ได้อยู่ในสภาพพร้อมเท่าไหร่ ถ้าครูไม่มา ที่บ้านผมคงไม่ให้เรียนแล้ว และตั้งแต่จุดเริ่มต้นนั้นเอง ที่ทำให้ผมเข้าถึงทุนการศึกษา จากชั้นประถม จนจบปริญญาตรี ปริญโท จบปริญญาเอกในต่างประเทศ ผมพูดได้ว่าโอกาสทางการศึกษาที่ครูมอบให้สร้างผมขึ้นมา จนได้เป็นคณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้เป็นประธานเครือข่ายสถาบันการจัดการศึกษาด้านประมงของอาเซียน (ASEAN Fisheries Education Network- ASEAN FEN)&#8221;</p>



<p><strong>“ผมได้แต่นึกภาพว่าเด็กคนนั้นที่มาจากหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ซึ่งถ้าวันนั้นมีคนบอกว่า วันหนึ่งเขาจะมีโอกาสก้าวไปเป็นประธานอาเซียนด้านการประมง นึกอย่างไรก็แทบไม่มีทางเป็นไปได้เลย มันเป็นปลายทางที่ดูห่างไกลมากจากจุดเริ่มต้น</strong> ใจความที่ผมอยากสื่อสารไปถึงทุกท่านคือ สิ่งที่นำพาผมมาได้ถึงวันนี้ ก็ด้วยคนแบบพวกเราที่อยู่ตรงนี้ คนที่มีจิตใจเต็มไปด้วยความเมตตา ความปรารถนาดีที่เข้ามาทำงานช่วยเด็ก ๆ ผมขอย้ำว่าเป็นความโชคดีของผมที่ได้เจอคนแบบนี้ และโชคดีที่ได้ทำง่านร่วมกับพวกท่านในวันนี้ ในการสานพลังร่วมกันเพื่อการศึกษา เพื่อโอกาสของเด็กเยาวชนรุ่นต่อ ๆ ไป”</p>



<p>อนุกรรมการ ABE กล่าวว่า วลีที่ว่า ‘สุราษฎร์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ เป็นถ้อยคำที่ทรงพลังยิ่ง เพราะมันได้แสดงถึงความเชื่อของคนทำงาน ไม่ว่าคนในจังหวัด หรือหน่วยงานภายนอกที่มาร่วมแรงร่วมใจกัน จนเกิด ‘จังหวัดต้นแบบ’ เป็นพื้นที่ที่จะนำสู่การต่อยอดความสำเร็จ เอาประสบการณ์ วิธีการ ไปส่งต่อยังพื้นที่อื่น จังหวัดอื่นหลังจากนี้</p>



<p>หลักการของการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ คือการทำงานที่มุ่งไปยังเด็กที่ขาดแคลนโอกาส ไม่มีทางไป โดยลดขนาดของงานให้จัดการได้ในระดับพื้นที่  ซึ่งมีความสำคัญในแง่มุมของการแก้ปัญหาที่มองไม่เห็นจากส่วนกลาง แต่<strong>คนที่เห็น เข้าใจ และรู้ถึงสภาพการณ์คือคนในท้องถิ่น ในชุมชน ซึ่งกระจายอยู่ตามหมู่บ้านเล็ก ๆ เป็นคณะทำงานที่แฝงตัวอยู่ใกล้ต้นตอปัญหา จึงทำให้เข้าใจและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว และนี่คือเครื่องมือที่จะเข้ามาทดแทนการจัดการลักษณะเดิมที่เคยใช้รูปแบบเดียวกันทั้งประเทศ</strong> ปรับเปลี่ยนตามโจทย์ของปัญหาระดับจังหวัด หรือย่อยลงในระดับเทศบาล หรือ อบต. แล้วใช้คนที่ชำนาญเฉพาะทางหรือ ‘สหวิชาชีพ’ เข้าไปช่วยดูแลเด็กเยาวชนเป็นรายกรณี จากนั้นบูรณาการเป็นเครือข่ายกลไกขนาดใหญ่ เพื่อรับ-ส่งเคสระหว่างกัน ด้วยวิธีการนี้ การแก้ไขปัญหาและวางแผนพัฒนากระบวนการจัดการศึกษาก็จะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-827ec8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/10/09-ไม่มีโอกาสวันนั้น-ไม่มีพวกเราวันนี้-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การจะไปถึงจุดที่ไม่เหลือใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เราต้องใช้พลังของคนที่มีจิตใจเหมือนกัน มีเป้าหมายเดียวกัน ทำไปด้วยกันจนเห็นว่า <strong>เมื่อคนทุกคนร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนแปลงแวดวงการศึกษา โอกาสของความสำเร็จก็ยิ่งเปิดกว้างมากขึ้น</strong></p>



<p>“เมื่อได้รับคำชวนให้เข้ามาทำงานนี้ โดย ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ.<strong> </strong>ผมรีบตอบรับทันที เพราะเป็นโอกาสที่ผมจะได้ตอบแทนในสิ่งที่ตนเองเคยได้รับมาก่อน เป็นโอกาสที่ผมจะได้ทำให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงของชีวิตคนคนหนึ่งนั้น สามารถทำให้เขากลับมาสร้างโอกาสให้กับคนอื่น ๆ ต่อไปได้</p>



<p>“ผมขอบคุณทุกท่าน และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน ในการทำงานเรื่องเด็กขาดแคลนโอกาสและเยาวชนนอกระบบให้สำเร็จ แล้วจากนี้หวังว่าคณะทำงานของเราจะมองเห็นร่วมกันในหลังสิ้นสุดโครงการแต่ละปี ว่าเราจะยกระดับและพัฒนาการทำงานต่อไปให้ไกลขึ้น และครอบคลุมทุกพื้นที่ยิ่งขึ้นได้อย่างไร”</p>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p><strong>เรียบเรียงจาก</strong> <strong>ปาฐกถาพิเศษ :</strong> <strong>โครงการการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 2565</strong> <strong>‘สุราษฎร์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-abe-111022/">‘ไม่มีโอกาสวันนั้น ไม่มีพวกเราวันนี้’ เรื่องเล่าของเด็กชายจากหมู่บ้านชาวประมง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถอดประสบการณ์ ‘จัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ “ถ้าปล่อยเด็กหลุดต่อไป เท่ากับเรากำลังทำลายสิทธิด้านการศึกษาครั้งใหญ่ และตัดโอกาสของประเทศทางอ้อม”</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-abe-010922/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Sep 2022 10:42:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ช่วยเหลือเด็กเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=59771</guid>

					<description><![CDATA[<p>โอกาสเสี่ยงหลุด ‘90 : 100’ “มีเด็กยากจนด้อยโอกาสราว 1.9 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-abe-010922/">ถอดประสบการณ์ ‘จัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ “ถ้าปล่อยเด็กหลุดต่อไป เท่ากับเรากำลังทำลายสิทธิด้านการศึกษาครั้งใหญ่ และตัดโอกาสของประเทศทางอ้อม”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 class="wp-block-heading"><strong>โอกาสเสี่ยงหลุด ‘90 : 100’</strong></h2>



<p>“มีเด็กยากจนด้อยโอกาสราว 1.9 ล้านคนทั่วประเทศ ที่ต่อสู้ชีวิตและฝ่าฟันอุปสรรคทางการศึกษาอยู่ตามลำพัง ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปโดยไม่แทรกแซงช่วยเหลือ โอกาสที่เขาจะไปต่อได้มันแทบจะมองไม่เห็นเลย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f0f5a3"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/1-.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และที่ปรึกษาคณะทำงานช่วยเหลือเด็กเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา ถอดประสบการณ์ลงพื้นที่จังหวัดต้นแบบลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วย ‘การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ หรือ ‘Area Based Education’ (ABE) ที่ใช้ข้อมูลจากระบบ iSEE ของ กสศ. ร่วมกับคณะทำงานเครือข่ายจังหวัดและ อสม. ท้องถิ่น สำรวจค้นหาเด็กเยาวชนกลุ่มเสี่ยงหลุด เพื่อส่งเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือดูแลให้เด็กอยู่ในระบบการศึกษาได้ต่อไป</p>



<p><strong>“ประเด็นสำคัญจากการลงพื้นที่บอกเราว่า ถ้าทุกอย่างเดินไปตามทางของมันโดยไม่มีใครยื่นมือไปช่วย เด็ก 1.9 ล้านคนนี้จะมีโอกาสเสี่ยงหลุดกลางคันมากถึง 90 : 100 เลยทีเดียว”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-00e2bf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/2-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(เสื้อน้ำเงิน) ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหาร กสศ.<br>และที่ปรึกษาคณะทำงานช่วยเหลือเด็กเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปัจจัยเสี่ยงซ่อนลึก ในความ ‘ยากจน &#8211; ด้อยโอกาส’</strong></h2>



<p>เมื่อพูดถึง ‘ความเสี่ยง’ ที่ทำให้เด็กไปต่อไม่ได้ โดยมากคนมักนึกถึงแค่ปัจจัยเดิม ๆ คือความจน การขาดแคลนทุนการศึกษา หรือทัศนคติครอบครัวที่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการพยายามประคองลูกหลานไว้ในระบบ จนเมื่อลงไปหน้างาน ได้เข้าไปสู่ชีวิตของเด็กแต่ละคน ผ่านการเยี่ยมบ้าน พูดคุย ติดตามไปดูกิจวัตรประจำวันของเขา เมื่อนั้นจะเข้าใจเลยว่าเด็กเสี่ยงหลุดที่แต่ละพื้นที่ที่หาเขาจนพบแล้วช่วยกลับมา เขาและครอบครัวต้องเผชิญปัจจัยที่มากกว่ามิติความจนอย่างไร และมีความซับซ้อนของปัญหาซึ่งมากไปกว่าแค่ไม่มีเงินหรือขาดแรงจูงใจในการเรียน</p>



<p>“เพราะจากที่พบ <strong>เกือบ 100 % ของเด็กกลุ่มนี้เห็นความสำคัญของการศึกษาและมีใจอยากเรียนต่อทั้งนั้น</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b308be"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การลงไปพบเด็กด้อยโอกาสในพื้นที่ กทม. พิษณุโลก ราชบุรี ขอนแก่น จนถึงยะลา ได้สะท้อนปัญหาเชิงลึกว่า บนผิวหน้าของปัญหาที่เคลือบฉาบด้วยภาวะตกงาน รายได้ลด หรือไม่มีรายได้เลย เราสามารถเชื่อมโยงไปหาปัจจัยที่ไม่เคยมีใครหยิบพิจารณาอย่างจริงจัง เรามีครอบครัวที่อาศัยในเพิง ในกระต๊อบ ไม่มีบ้านเลขที่ ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีเลขประจำตัวสิบสามหลัก หรือมีเด็กมากมายที่มีปัญหาเรื่องชาติพันธุ์ เป็นคนกลุ่มน้อย พิการ เผชิญความรุนแรงในครอบครัว ปัจจัยที่ว่ามานี้ล้วนไม่เอื้อให้เด็กเรียนหนังสืออย่างราบรื่น <strong>เราเห็นแต่ความเปราะบางที่รายล้อมชีวิตหนึ่ง ครอบครัวหนึ่งเอาไว้ ทั้งแน่นหนา และเหนี่ยวรั้งจนแม้เด็กย่างเท้าไปถึงบันไดการศึกษาได้แล้ว แต่ท้ายที่สุดเขาก็จะไม่มีทางไต่พ้นหล่มหลุมขึ้นมาได้</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ca760a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ความยากจนเรื้อรังแต่เดิม ทับถมด้วยเวลาอีกกว่าสองปีเต็ม ๆ ของวิกฤตโควิด-19 ทำให้หลายครอบครัวตัดสินใจเอาลูกหลานออกจากโรงเรียน เพราะเขาเห็นแล้วว่าการจะอยู่ในระบบให้ถึงปลายทางแทบไม่มีทางเป็นไปได้ เลยคิดว่าหยุดมันเสียกลางทางเถอะ จะได้ไม่เสียเงิน เสียเวลา</p>



<p>“เรากำลังพูดถึงอุปสรรคใหญ่โตที่มีชื่อว่า ‘รายจ่ายทางการศึกษา’ ซึ่งคิดเฉลี่ยตกราว 17,000 บาท ต่อคนต่อปี เงินจำนวนนี้ไม่มีทางเลยที่คนตกงานไม่มีรายได้เป็นปี ๆ จะหามาจ่ายได้ <strong>อย่าลืมว่านอกจากเด็กเกือบสองล้านคนแล้ว ยังมีสมาชิกในครอบครัวเขาอีกไม่รู้จำนวนเท่าไหร่ ที่ได้รับบาดแผลจากวิกฤตเศรษฐกิจ ตกไปอยู่ในหลุมมโหฬารของภาระหนี้สิน ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นแรงงานนอกระบบที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการรัฐ ดังนั้น อีกนานเท่าไหร่ไม่รู้เลย ที่เขาจะมีอาชีพมีรายได้อีกครั้ง &#8230;เมื่อพิจารณาผ่านประเด็นนี้ แน่นอนว่า ‘การศึกษา’ ย่อมถูกลดความสำคัญลงเป็นลำดับท้าย ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-830f23"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘ผู้ดูแลรายกรณี’</strong><br><strong>ตามติด 1.9 ล้านคน</strong><br><strong>คลี่ 1.9 ล้านปมปัญหา</strong></h2>



<p>นานาปัญหาซ้อนทับเหล่านี้กำลังบอกว่า เรามี 1.9 ล้านรูปแบบปัญหา ซึ่งจะหวังพึ่งพาการแก้ไขจากโครงสร้างระบบเพียงอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป แต่การออกแบบวิธีดูแลช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ ต้องมองให้ทะลุผ่านมิติเดิม ๆ&nbsp;</p>



<p>แงะ แกะ คุ้ยออกมาให้พบแก่น ว่าแต่ละครอบครัวเผชิญความยากลำบากอย่างไร โดยต้องข้ามพ้นการทำงานเชิงปริมาณ ที่เคยยึดติดกับการใช้วิธีเดียวในการจัดการทุกปัญหาไปให้ได้</p>



<p>อย่างไรก็ตาม กรรมการบริหาร กสศ. ระบุว่า สิ่งหนึ่งที่พื้นที่ 5 จังหวัดต้นแบบมีเหมือนกัน คือคนทำงาน ‘ด่านหน้า’ ซึ่งไม่เฉพาะครูที่คอยติดตามเด็ก แต่ยัง<strong>มีกลุ่มอาสาสมัครแฝงตัวในชุมชน ตั้งต้นทำงานด้วยข้อมูลจากระบบ iSEE ที่ช่วยระบุพิกัดของเด็กยากจนด้อยโอกาส แล้วจึงเข้าไปค้นหาตัวตนเด็ก เมื่อพบแล้วจึงขุดไปถึงราก ถึงครอบครัว และอุปสรรคต่าง ๆ ที่ฉุดรั้งให้เด็กหลุดจากการศึกษา</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-6fc6c4"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หนึ่งในการทำงานของพื้นที่ต้นแบบที่ช่วยเด็กทั้งในและนอกระบบได้อย่างต่อเนื่อง จนเด็กกลับมามีที่ยืนและพร้อมไปต่อบนเส้นทางการศึกษา คือการใช้ ‘ผู้ดูแลรายกรณี’ หรือ Case Manager (CM) ลงติดตามชีวิตและครอบครัวของเด็ก เพื่อคลายปมปัญหาเชิงลึกจนเห็นแก่น ก่อนส่งต่อข้อมูลให้คณะทำงานร่วมกันวิเคราะห์ และออกแบบวิธีการช่วยเหลือเป็นลำดับ</p>



<p><strong>“ผู้ดูแลรายกรณีคือผู้เผยภาพของเด็กที่มีชีวิตในสวนยาง ในวัด เด็กที่ผู้ปกครองพาไปขอทานตามตลาด ซ่อนตัวเงียบเชียบรอความช่วยเหลืออยู่ตามซอกหลืบเล็ก ๆ ในสังคม ซึ่งหากมองผ่านสายตาระบบโครงสร้างส่วนกลาง เราจะไม่มีวันหาเขาพบ</strong> <strong>แล้วตัวเด็กหรือครอบครัวเองก็ไม่มีโอกาสเลยที่จะเข้าถึงข้อมูลและกลไกความช่วยเหลือ เพราะเขาไม่มีสิทธิ์ ไม่รู้ว่าจะต้องไปหาใคร เป็นภาวะที่ถูกสังคมกันออกไปจากสิทธิพื้นฐานโดยสิ้นเชิง</strong> จนท้ายสุดก็ยิ่งห่างไปจากระบบการศึกษา และหลุดไปอย่างถาวร ต้องเวียนว่ายในวังวนของความยากจนด้อยโอกาสอย่างโดดเดี่ยวลำพังอยู่ตรงนั้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-23e272"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ถ้าจะลงให้ถึงรากของความเหลื่อมล้ำและโอกาสทางการศึกษาในเชิงรายละเอียด เราต้องพึ่งพาผู้ดูแลรายกรณีกลุ่มนี้ แล้วเมื่อมีข้อมูลที่ครบทุกด้านทุกมิติ เราถึงจะสามารถหาทางดึงเขาออกมาจากปัญหาได้ทีละน้อย อีกประการหนึ่งคือการติดตามเด็กต่อเนื่องด้วยคนในพื้นที่ที่ทำงานด้วยหัวใจ มันจะเกิดสายใยของความไว้เนื้อเชื่อใจ ความเข้าใจ ความผูกพันที่ผู้ดูแลเองก็อยากเห็นเด็กไปได้ถึงฝั่ง ส่วนเด็กกับครอบครัวเขาก็มั่นใจว่าการดูแลจะดำเนินต่อเนื่อง ไม่มีการทอดทิ้งกลางทาง”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘กระจายอำนาจ’</strong><br><strong>เชื่อมโยงคนทั้งจังหวัดร่วมสร้างความเสมอภาค </strong></h2>



<p>ความสำเร็จของพื้นที่ต้นแบบ ทำให้สังคมได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงร่วมกันอีกประการว่า <strong>คนตัวเล็ก ๆ ทุกคนในสังคม ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชีวิตของเด็กฟื้นคืนกลับมาได้</strong> โดยนอกจาก ‘ผู้ดูแลรายกรณี’ แต่ละจังหวัดยังแสดงให้เห็นถึงวิธีออกแบบการ ‘กระจายอำนาจ’ อันเป็นการดึงเอาจุดเด่นทางบริบทสังคมของแต่ละพื้นที่ มาใช้แก้ปัญหา และเป็นวัตถุดิบในการวางแผนทำงานด้านการศึกษาในระยะยาว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5f6169"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เรามีจังหวัดยะลาที่มี CM เข้มแข็งมากกว่า 300 คน ช่วยกันผลักดันให้ ‘แผนงานจัดการรายกรณี’ หรือ Case Management System (CMS) ซึ่งเป็นงานของ อบจ.ยะลา ทำได้อย่างต่อเนื่อง ลึกซึ้ง และประสบผลสำเร็จในเชิงคุณภาพ โดย อบจ.ยะลา ถือเป็นกลไกหลัก ในการประสานเชื่อมต่อกับหน่วยงานอื่น ๆ ในจังหวัด ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม เป็นการแสดงให้เห็นประสิทธิภาพของการเมืองระดับท้องถิ่น</p>



<p>“หรือที่ขอนแก่น มีภาคราชการสี่กระทรวงหลัก ทั้งกระทรวงศึกษา ฯ มหาดไทย สาธารณสุข และ พม. ซึ่งสอดร้อยทำงานร่วมกันอย่างสมดุล ลื่นไหล โดยนำจุดแข็งของแต่ละหน่วยงานมาใช้ จนแก้ปัญหาของเด็กได้ครอบคลุมและตรงจุด</p>



<p>“ส่วนที่พิษณุโลกมีกลไกภาคประชาสังคมโดดเด่น รวมไว้ด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ทำงานสูง มีความเข้าใจลักษณะพื้นที่ มีใจอยากทำงานช่วยเหลือเด็ก และมองเห็นรายละเอียดยิบย่อยของปัญหาได้ชัดเจน ผู้มากประสบการณ์กลุ่มนี้เองที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของการรวมกลุ่มตั้งเป็นองค์กร มูลนิธิ และเป็นศูนย์กลางในการดึงความร่วมมือจากภาคส่วนอื่น ๆ ในจังหวัด มาช่วยกันแชร์องค์ความรู้ แบ่งปันข้อมูล จนเกิดการทำงานที่แผ่ขยายเป็นโครงข่ายขนาดใหญ่ พร้อมรองรับเด็กเยาวชนทุกกลุ่ม ทุกปัญหา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a8a3df"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/9.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>“กลไกจังหวัดที่ร้อยรวมเป็นกลุ่มก้อนนี้ คือเครื่องมือ คืออาวุธ และเป็นพลังการทำงานที่ทำให้โอกาสไปต่อที่น้อยนิดของเด็ก ๆ กลับมีทางเลือกทางรอดเพิ่มขึ้น</strong> <strong>โดยจากเคยต่อสู้เพียงลำพังบนความเสี่ยงที่อัตรา 90 : 100 วันนี้ผมสามารถพูดได้ว่า กลไกจังหวัดจะช่วยให้โอกาสหลุดจากระบบของเด็กทั้ง 1.9 ล้านคน ลดเหลือเพียง 50 : 50 เท่านั้น </strong>นั่นเพราะการทำงานของจังหวัดต้นแบบได้มองผ่านความคิดชุดใหม่ โดยเอาเด็กและครอบครัวเป็นที่ตั้ง แล้วจึงค่อยออกแบบความช่วยเหลือที่เหมาะสมตามมา และจากผลสำเร็จใน 4 &#8211; 5 จังหวัดนี้ ทำให้เรากล้ามองถึงความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในระยะยาว&nbsp;</p>



<p>“‘จุดแข็ง’ ของแต่ละท้องถิ่น จะเป็นต้นทุนนำทางให้เรา แล้วด้วยวิธีนี้ ผมเชื่อว่าทุกจังหวัดสามารถดำเนินตามรอยได้ทันที และพึ่งพาตนเองได้ เพียงทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ช่วยกันวิเคราะห์ออกแบบว่าแต่ละจังหวัดมี ‘คน’ หรือ ‘หน่วยงาน’ ใดที่พร้อมเป็นเจ้าภาพ พร้อมเป็นแกนประสานรวบรวมพลังภายในพื้นที่ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ส่วนกลาง หรือคนภายนอกมาคิกออฟ”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าปล่อยเด็กหลุดต่อไป เท่ากับเรากำลังทำลายสิทธิด้านการศึกษาครั้งใหญ่ และตัดโอกาสของประเทศทางอ้อม</strong></h2>



<p>ในฐานะที่ปรึกษาคณะทำงานช่วยเหลือเด็กเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า วันนี้ทุกคนต้องรับรู้ร่วมกันว่าเด็ก 1.9 ล้านคนอยู่ในภาวะเสี่ยง ซึ่งบนเส้นทางการศึกษาที่ตีบตันนั้น เด็กบางคนต้องไปทำงานล้างไส้หมูทั้งคืนแล้วไปเรียนตอนเช้า บางคนไปขายนม ขายมาลัย ขายดอกไม้อยู่ตามสี่แยก บางคนไปเป็นแรงงานภาคเกษตรกรรม ไปเลี้ยงวัวเลี้ยงแพะในทุ่ง บางคนทำงานในโรงไม้และอาศัยอยู่ที่นั่น ต้องเรียนออนไลน์ท่ามกลางเสียงเลื่อยไฟฟ้าที่แผดดังตั้งแต่เช้ายันค่ำ บางคนเสียสละให้น้องเรียน ตัวเองออกไปทำงานถอนหญ้าทั้งวันในสวนในไร่ หรือบางคนยอมเป็นขอทาน เพราะต้องดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองและครอบครัวโดยไม่มีทางเลือก</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-87f82b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>และในหมู่มวลเด็ก ๆ เหล่านี้ มีทั้งคนที่ ‘รู้’ และ ‘ไม่รู้’ ว่า<strong>การตัดสินใจออกจากระบบการศึกษากลางคันนั้น หมายถึงชีวิตของเขากำลังถอยเท้าก้าวกลับไปสู่วงจรความยากจนในครอบครัว ที่ส่งจากปู่มาถึงพ่อ ส่งจากพ่อมาถึงตัวเขา แล้ววันหนึ่งข้างหน้า ตัวเขาเองก็จะส่งผ่านไปยังทายาทรุ่นถัดไป โดยไม่มีใครรู้ได้เลยว่า &#8230;ความยากจนนั้นจะสิ้นสุดลงเมื่อไร</strong></p>



<p>ศ.ดร.สมพงษ์ ชี้ว่า สามปัจจัยที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด ได้แก่</p>



<p>1.เริ่มกระบวนการทำงานทุกจังหวัดตามรอยพื้นที่ต้นแบบ โดยใช้ CM ลงลึกในชุมชนผ่านข้อมูลจาก iSEE แล้วสร้างระบบจัดการรายกรณีที่ส่งต่อเด็กได้ตั้งแต่ต้นจนถึงปลายทาง<br>2.กระจายอำนาจในมิติต่าง ๆ เช่นการศึกษาหรือสาธารณสุข ให้ไปถึงท้องถิ่น<br>3.เร่งค้นหาเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดช่วงรอยต่อการศึกษา โดยเฉพาะในชั้น ป.6 ขึ้น ม.1 และ ม.3 ขึ้น ม.4 ให้พบ แล้วหาแนวทางประสานสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เพื่อสร้างกลไกส่งต่อเด็กระหว่างเครือข่ายโรงเรียนในจังหวัด</p>



<p>นอกจากนี้สำหรับเด็กที่กำลังเจอกับวิกฤตชีวิต วิกฤตการศึกษา จะต้องมีแนวทางช่วยเหลือให้พ้นจากภาวะฉุกเฉิน ไม่ให้ทำงานหนักเกินกว่าวัย ได้อยู่อาศัยในสถานที่ปลอดภัย มีอาหารการกินเหมาะสม และเข้าถึงสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต และการเรียนหนังสือ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1557e0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/09/11.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>“แน่นอนว่างานจะสัมฤทธิ์ได้ ต้องไม่ใช่เพียงกระทรวงเดียวหรือหน่วยงานเดียวลงมือทำ แต่เราต้องร่วมมือกันทั้งหมด ทุกคน ทุกภาคส่วน ทุกหน่วยในสังคม บนพื้นฐานที่ว่าถ้าปล่อยเด็กหลุดต่อไป เท่ากับเรากำลังทำลายสิทธิด้านการศึกษาครั้งใหญ่ และตัดโอกาสของประเทศทางอ้อม </strong>เพราะอย่าลืมว่าไม่ใช่แค่ช่วยเด็ก 1.9 ล้านคนนี้แล้วความยากจนด้อยโอกาสจะหมดไปทันที แต่ในปีการศึกษา 2565 นี้ ยังมีเด็กอีกราว 4 &#8211; 5 แสนคน ที่มีโอกาสหลุดจากระบบกลางทางตามมาอีก ดังนั้นเราต้องทำทุกทาง ทั้งสร้างระบบดูแลช่วยเหลือส่งต่อ สนับสนุนงบประมาณการศึกษา และสอดส่องติดตามเก็บข้อมูลเด็กกลุ่มเสี่ยงในทุก ๆ ระยะ ถ้าขับเคลื่อนประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ได้ โอกาสที่เด็กจะได้ไปต่อบนเส้นทางการศึกษา ได้รับการศึกษาที่ดีอย่างเสมอภาคถ้วนหน้า หรือวันหนึ่งจะไม่มีใครหลุดจากระบบออกมาอีก ก็คงเกิดขึ้นจริงได้ในที่สุด”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-abe-010922/">ถอดประสบการณ์ ‘จัดการศึกษาเชิงพื้นที่’ “ถ้าปล่อยเด็กหลุดต่อไป เท่ากับเรากำลังทำลายสิทธิด้านการศึกษาครั้งใหญ่ และตัดโอกาสของประเทศทางอ้อม”</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถอดรื้อโครงสร้างการศึกษา ‘รวมศูนย์อำนาจ’ แต่ทำงาน ‘แตกกระจาย’ ต้องมีฝันร่วมกัน จึงจะผลักดัน ‘การศึกษาจากพื้นที่’ เป็นจริงได้</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-abe-220422/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 Apr 2022 04:59:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[ABE]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[Area Based Education]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=54960</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากการศึกษาในปัจจุบัน คือผลผลิตของ ‘การรวมศูนย์จากส่วนก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-abe-220422/">ถอดรื้อโครงสร้างการศึกษา ‘รวมศูนย์อำนาจ’ แต่ทำงาน ‘แตกกระจาย’ ต้องมีฝันร่วมกัน จึงจะผลักดัน ‘การศึกษาจากพื้นที่’ เป็นจริงได้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากการศึกษาในปัจจุบัน คือผลผลิตของ ‘การรวมศูนย์จากส่วนกลาง’ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่เสมอภาคด้านการศึกษา การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ Area Based Education หรือ ABE ก็คือด้านตรงข้ามที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า เป็นแนวทางสำหรับอนาคตที่สามารถการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ได้ </p>



<p>อย่างไรก็ตาม แม้จะมองเห็นกุญแจดอกสำคัญอยู่ตรงหน้า ทว่า การทลายกำแพงขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงสร้างการบริหารภาครัฐไทย กลับไม่ใช่เรื่องที่จะข้ามพ้นไปได้ง่ายเลย เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้</p>



<p>ไปติดตามการถอดรื้ออย่างลงรายละเอียดได้จาก ผศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการประชุมชี้แจงและประชาสัมพันธ์ ‘โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ปี 2565’ ซึ่งจัดโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินไทย คือ ‘โจทย์อมตะ’</strong></h2>



<p>“การบริหารงานภาครัฐไทยมีโครงสร้าง 3 ส่วน บริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น</p>



<p>ส่วนกลางมี 20 กระทรวง 146 กรม ถืออำนาจมากที่สุด มีบุคลากรมากที่สุด งบประมาณโดยรวมมากที่สุด แต่เมื่อใหญ่มากก็ยิ่งสะท้อนถึงการกระจุกตัวรวมศูนย์ อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ส่วนกลาง เช่น มีเหตุเกิดที่นราธิวาส แต่อำนาจตัดสินใจกลับอยู่ที่กรุงเทพฯ กว่าจะได้เริ่มแก้ปัญหาก็คงไม่ทันการณ์”</p>



<p>ผศ.ดร.วสันต์ กล่าวว่า โจทย์เรื่องการศึกษาเชิงพื้นที่ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับนโยบายหรือการจัดบริการอื่นๆด้วย คือสัมพันธ์กับปัญหาอมตะเรื่องโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินไทยที่มีมายาวนาน ทรัพยากรและอำนาจจัดการเรื่องต่างๆไม่ได้อยู่ที่พื้นที่ ดังนั้น ถ้างบประมาณไม่มีแต่อยากแก้ปัญหาก็ต้องทำเรื่องมายังส่วนกลางตามระเบียบงบประมาณปกติ จะแก้ปัญหาฉับพลันทันทีทำไม่ได้</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-02dcbc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/a3-1-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ปัญหาอีกประการของการที่มีส่วนกลางใหญ่ก็คือ การขยายกลไกอำนาจออกไปคร่อมทับกับกลไกในพื้นที่ที่มีอยู่แล้วด้วย เช่น สำนักงานภาคหรือสำนักงานเขตพื้นที่ กลไกเหล่านี้แม้ไปตั้งในจังหวัด แต่ไม่ได้อยู่ภายใต้กลไกบริหารในพื้นที่อย่างผู้ว่าราชการจังหวัด จึงกลายเป็นปัญหามาก เป็นปรากฏการณ์ที่นักวิชาการรัฐศาสตร์เรียกว่า การรวมศูนย์อำนาจแบบกระจาย (Fragmented Centralism)”</p>



<p>ผลที่ตามมาของโครงสร้างนี้คือการทำงานอย่างไม่มีเอกภาพ อย่างเรื่องการศึกษา จะไม่จบที่กระทรวงศึกษาธิการ เท่านั้น เพราะต้องไปเกี่ยวพันกับปัญหาอีกหลากหลาย อย่างงานที่ กสศ. ทำ ก็จะไปเกี่ยวพันกับเรื่องสถานะทางเศรษฐกิจ รายได้ ครอบครัว บางเรื่องก็ไปเกี่ยวกับสาธารณสุข เช่น เรื่องสุขภาพและ โภชนาการ แต่เมื่อไม่มีกลไกประสานขับเคลื่อนร่วมกัน จึงทำให้มีปัญหาไปงอกที่พื้นที่</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ส่วนภูมิภาค คือ ร่างอวตารของส่วนกลางที่ไม่มี ‘งบประมาณ’</strong></h2>



<p>ราชการบริหารส่วนภูมิภาค มีผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด นายอำเภอ และส่วนราชการประจำจังหวัด 33 หน่วย บวกกับกลไกย่อยของอำเภอและกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยภาพรวม จริงๆแล้วส่วนภูมิภาคก็คือ ส่วนกลางที่ถูกส่งไปทำงานพื้นที่ ปัญหาคือกลไกนี้ มีข้อจำกัดเรื่องทรัพยากรทั้งบุคลากรและเงินงบประมาณ</p>



<p>“ผู้ว่าฯ มีบทบาทเป็นผู้นำเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ทรัพยากรมีน้อยมาก สมัยก่อนไม่มีเงินในมือแม้แต่บาทเดียว ภายหลังอย่างยุคผู้ว่าฯ CEO หรือพอเริ่มแนวคิดการบริหารจังหวัดแบบบูรณาการ จึงค่อยมีงบลงมาบ้าง ทำให้ตัดสินใจเชิงพื้นที่ได้มากขึ้น แต่ในภาพรวม เงินที่ถืออยู่ก็ไม่เยอะ เช่นเดียวกับหน่วยงานระดับจังหวัดต่างๆ แม้มองเห็นปัญหาในพื้นที่ก็ไม่มีงบลงไปทำอยู่ดี ต้องไปของบผู้ว่าฯ ซึ่งอย่างที่บอกว่าไม่เยอะอยู่แล้ว และยังไปทับซ้อนภารกิจกับหลายหน่วยงานด้วย”</p>



<p>ผศ.ดร.วสันต์ ยังมีข้อสังเกตว่า เรื่องใหญ่ที่สุดที่เกี่ยวกับการศึกษาและการบริหารราชการส่วนภูมิภาคคือ  การแต่งตั้งโยกย้าย เพราะหน่วยงานเชิงพื้นที่เหล่านี้สังกัดส่วนกลาง คนที่ทำงานจึงไม่สามารถอยู่ในพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ในระยะยาวได้เลย มีหลายครั้งที่มีการประชุมจนสามารถสร้างกลไกและมียุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาจังหวัดได้ข้อยุติแล้ว พอจะขับเคลื่อน ผู้ว่าฯ ที่นั่งหัวโต๊ะ หรือหัวหน้าหน่วยงานที่ประชุมตรงนั้นก็ย้ายไปจังหวัดอื่น กลายเป็นต้องเริ่มนับหนึ่งกันใหม่เรื่อยไป</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘ท้องถิ่น’ ถูกตรวจสอบจนขยับไม่ได้</strong></h2>



<p>ท้องถิ่น เป็นกลไกรัฐที่ถูกจัดตั้งโดยมองปัญหาพื้นที่เป็นหลัก มีจุดแข็งคือ ผู้บริหารและบุคลากรไม่ย้ายไปไหนแน่นอน ปัจจุบันมี 7,850 หน่วย แบ่งเป็น อบจ. 76 แห่ง เทศบาล 2,472 แห่ง อบต.5,300 แห่ง และมีท้องถิ่นพิเศษคือ กรุงเทพฯและพัทยา</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-94c685"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/a2-1-3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผศ.ดร.วสันต์ ชี้ว่า หลังมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในปี 2540 ได้ช่วยบรรเทาปัญหาได้ เพราะมีงบประมาณ บุคลากร และอำนาจหน้าที่พอสมควร ในเรื่องการศึกษายังมีการโอนโรงเรียนของรัฐเข้าไปสังกัดท้องถิ่น เทศบาล หรือ อบจ. มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ดูแลเด็กปฐมวัย บทบาทของท้องถิ่นจึงถือว่าช่วยเยียวยาและลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาได้ระดับหนึ่ง</p>



<p>แต่ท้องถิ่นเองก็มีปัญหา เพราะการขยายตัวของท้องถิ่นไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมการหดตัวลงของส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สุดท้ายเวลาดำเนินงานจึงติดขัดเรื่องอำนาจหน้าที่ อย่างในช่วงแรกที่มีการกระจายอำนาจ เมื่อ อบจ. เอางบท้องถิ่นไปซ่อมอาคารโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษา ได้ถูกตีความว่าเป็นการทำงานเกินกว่าอำนาจหน้าที่ที่กำหนด นายก อบจ. ต้องไปหาเงินมาคืนและต้องระมัดระวังมากในการแก้ไขปัญหามากขึ้น</p>



<p>&#8220;คนท้องถิ่นไม่ได้มองหรอกว่าโรงเรียนนั้นสังกัดหน่วยงานไหน แต่เมื่อตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ลูกหลานเขาเรียน เขาก็อยากทำให้มันดี ให้มันพัฒนาขึ้น ท้องถิ่นอยากจะจัดระบบติวเตอร์ มีรถรับส่งมาให้ สุดท้ายก็จะเจอปัญหาเรื่องของการตรวจสอบการใช้งบประมาณว่าทำไม่ได้เพราะเกินกว่าอำนาจหน้าที่ เวลาท้องถิ่นจะทำอะไรเองจึงต้องระวังเป็นอย่างมาก”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ภาวะ ‘แตกกระจาย’ ต้องถูกจัดการ</strong></h2>



<p>&#8220;ปัญหาทั้งหมดคือปัญหาอมตะที่เราพยายามแก้กันมานาน สร้างแผนบูรณาการ สร้างงบบูรณาการ ทั้งหมดเคลื่อนไปสู่ทิศเดียวคือ เราต้องการเห็นเอกภาพในการขับเคลื่อนงานเชิงพื้นที่ ซึ่งจะมีได้ต้องมียุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ ยุทธ์ศาสตร์เชิงพื้นที่มีแล้วก็ต้องมีแผนงานกิจกรรม มีโครงการขับเคลื่อนโดยเอาปัญหาของพื้นที่เป็นตัวตั้ง แล้วมีกลไกรับผิดชอบทำงานที่ประสานสอดคล้องกัน นี่คือเป้าหมายที่การปฏิรูปราชการไทยพยายามวางเอาไว้ เรื่องการศึกษาบูรณาการเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำก็อยู่ในกรอบเป้าหมายทิศทางปฏิรูปประเทศนี้ด้วย&#8221;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-40995e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/วสันต์-เหลือประภัสร์-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>แต่ ผศ.ดร.วสันต์ กล่าวว่า ปัจจุบันภาพรวมของปัญหายังเป็นสิ่งที่เรียกว่า &#8216;แตกกระจาย&#8217; หรือขาดการประสานงานขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ ปัญหาจึงไปงอกที่พื้นที่ ในหนึ่งจังหวัดมีกลไก 3 ระนาบไม่ขึ้นแก่กันไปกองอยู่ มีหน่วยงานจากส่วนกลางที่ไม่ขึ้นกับผู้ว่าฯ แต่ขึ้นกับกระทรวงในกรุงเทพฯ เช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีศึกษาธิการจังหวัดที่ขึ้นกับผู้ว่าฯ แล้วก็มีท้องถิ่นที่เป็นการศึกษาในพื้นที่ </p>



<p>“ในพื้นที่มีเด็กและเยาวชน แต่เมื่อเกิดปัญหากับตัวเขา อย่างยุคโควิดเศรษฐกิจไม่ดี เด็กต้องเรียนออนไลน์ แต่ที่บ้านแต่อุปกรณ์ไม่พร้อม คำถามง่ายๆเลยคือ ปัญหานี้ใครคือเจ้าภาพหลัก&#8221;</p>



<p>“ทุกคนมองเห็นปัญหา พูดถึงปัญหา แต่ถามว่าท่านเคยไปนั่งคุยกันเพื่อแก้ปัญหาภาพรวมของจังหวัดหรือไม่ ปัญหาถูกจัดการอย่างกระจัดกระจายไปตามอำนาจทรัพยากรและอำนาจที่ตนเกี่ยวข้องและมีอยู่เท่านั้น แต่ไม่นำไปอยู่การแก้ปัญหาภาพใหญ่ เป็นสภาวะที่มันแตกกระจายมากๆ”</p>



<p>อย่างไรก็ตาม  ผศ.ดร.วสันต์ กล่าวว่า แนวทาง  ABE ที่ทำ กสศ. ทำ การจัดเก็บข้อมูล การคัดกรองปัญหาของเด็กตามความเร่งด่วนที่ต้องให้การช่วยเหลือ และการค่อยๆสร้างเครือข่ายความร่วมมือในพื้นที่เพื่อจับมือกันแก้ปัญหา เป็นการติดกระดุมเม็ดที่หนึ่งและสองที่สำคัญและถูกที่ถูกทาง แต่ประเด็นที่น่ากังวลคือ ในระยะยาวเครือข่ายกลไกที่พัฒนาขึ้นจะขยับเขยื่อนเคลื่อนต่ออย่างไร เพราะเป้าหมายที่ต้องก้าวข้ามให้ได้ คือการก้าวข้ามการแตกกระจายไปสู่ภาพใหม่ นั่นคือ การที่ภาคส่วนต่างๆจับมือร่วมกันโดยเอาปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เสมอภาคในพื้นที่เป็นตัวตั้ง</p>



<p>“เรามองความเหลื่อมล้ำแค่เรื่องการเข้าไม่ถึงการศึกษาอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมองเรื่องคุณภาพด้วย เด็กฐานะดีกว่าจะไปโรงเรียนที่พร้อมกว่า แต่เด็กที่ยากจนต้องไปเรียนฟรี โรงเรียนอาจมีงบเพื่อจัดการศึกษาได้ตามมาตรฐานก็จริง แต่จัดการศึกษาที่ส่งเสริมศักยภาพมากกว่านั้นไม่ได้ จึงทำให้เด็กมีความสามารถในการแข่งขันไม่เท่ากัน มีข้อเสียเปรียบได้เปรียบเกิดขึ้น”</p>



<p>ผศ.ดร.วสันต์ ย้ำว่า ปัญหาเดิมต้องแก้ แต่ต้องมองเชิงยุทธศาสตร์ไปข้างหน้าด้วย เราต้องการให้เด็กและเยาวชนไทยสามารถต่อสู้และเอาชีวิตรอดในศตวรรษที่ 21 ซึ่งการแข่งขันในระดับโลกรุนแรงขึ้นได้อย่างไร จะส่งเสริมศักยภาพของเขาให้เข้าสัมพันธ์กับศักยภาพในพื้นที่และทุนในท้องถิ่นได้อย่างไร เหล่านี้คือการมองในเชิงยุทธศาสตร์ จะไปถึงตรงนี้ได้ก็ต้องมีภาพฝันร่วมกัน ว่าอยากให้เด็กของเราเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องก้าวข้ามการแตกกระจายทางการศึกษาแล้วหันหน้าเข้าหาและจับมือกัน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-74cb42"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/a1-1-4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ตัวแสดงที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาต้องหันหน้าเข้าหากัน โดยเฉพาะกลไกของรัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และการปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งภาคธุรกิจเอกชนทั้งในและนอกพื้นที่ ภาคประชาสังคม ชุมชนและพลเมืองในท้องถิ่น ต้องแสวงหาทางออกร่วมกันและบูรณาการทรัพยากรร่วมกัน และแก้อย่างจริงจัง เสมือนว่าเราทำงานภายใต้องค์กรเดียวกัน”</p>



<ol><li>ต้องเอาปัญหาความต้องการในพื้นที่มาคุยอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ประชุมเพื่อรับทราบ</li><li>ต้องมี Area-base Data Center จัดทำข้อมูลเป็นระบบ ไม่คุยกันบนฐานความเห็น เพื่อเอามาจัดทำวาระของพื้นที่ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ</li><li>ต้องมี Network Manager ที่สามารถจัดประชุมหรือวงสนทนาเพื่อเชื่อมร้อยสร้างหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการสนทนาทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เป็นหน่วยสนับสนุนไปสู่การดำเนินการร่วมกันในระยะยาว</li></ol>



<p>&#8220;ถ้าเราค่อยๆเคลื่อน สนทนากันสม่ำเสมอบนฐานข้อมูลที่จัดเก็บอย่างเป็นระบบ มี Network Manager สนับสนุนกลไกต่างๆให้ค่อยๆเข้ามาดำเนินการเนินงานร่วมกันในระยะยาว ท้ายที่สุดจะนำไปสู่การมีโครงการใหม่ๆ และแผนดำเนินการยุทธศาสตร์ร่วมกันในอนาคตได้ นี่คือการสร้างระบบและกลไกการศึกษาในพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่ควรมุ่งไป&#8221;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-abe-220422/">ถอดรื้อโครงสร้างการศึกษา ‘รวมศูนย์อำนาจ’ แต่ทำงาน ‘แตกกระจาย’ ต้องมีฝันร่วมกัน จึงจะผลักดัน ‘การศึกษาจากพื้นที่’ เป็นจริงได้</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
