<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ แนวทางการดำเนินงานและสร้างกลไกการขับเคลื่อนเมืองร่วมกัน | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 28 Feb 2024 05:07:55 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>การขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ แนวทางการดำเนินงานและสร้างกลไกการขับเคลื่อนเมืองร่วมกัน | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กสศ. จับมือ 4 เมืองร่วมเสวนา Learning City ท้องถิ่นต้นแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเชื่อมโยงสู่เมืองระดับโลก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-270224-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Feb 2024 11:36:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[บพท.]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยพะเยา]]></category>
		<category><![CDATA[การขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ แนวทางการดำเนินงานและสร้างกลไกการขับเคลื่อนเมืองร่วมกัน]]></category>
		<category><![CDATA[เทศบาลนครยะลา]]></category>
		<category><![CDATA[เทศบาลนครอุดรธานี]]></category>
		<category><![CDATA[เทศบาลนครตรัง]]></category>
		<category><![CDATA[เทศบาลเมืองลำพูน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=77889</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-270224-2/">กสศ. จับมือ 4 เมืองร่วมเสวนา Learning City ท้องถิ่นต้นแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเชื่อมโยงสู่เมืองระดับโลก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดงานเสวนา <strong>“การขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ แนวทางการดำเนินงานและสร้างกลไกการขับเคลื่อนเมืองร่วมกัน”</strong> ณ อุทยานการเรียนรู้เทศบาลนครยะลา โดยมีผู้นำท้องถิ่นจากเทศบาลนครและเทศบาลเมือง&nbsp;4 แห่งซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนาการเป็นตัวแบบเมืองแห่งการเรียนรู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการที่ กสศ. ร่วมกับมหาวิทยาลัยพะเยา และ บพท. สนับสนุนการขับเคลื่อนงานร่วมกันในระดับพื้นที่ซึ่งกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ได้แก่ เทศบาลนครยะลา เทศบาลนครอุดรธานี เทศบาลนครตรัง&nbsp;และเทศบาลเมืองลำพูน</p>



<p>แม้ว่าแต่ละพื้นที่จะอยู่ห่างไกลกันมาก แต่ไม่ใช่อุปสรรคที่ปิดกั้นการเรียนรู้ของเครือข่ายนักจัดการเมืองแห่งการเรียนรู้ (City Administrators) เพราะมีการทำงานแบบ Connect the Dot เชื่อมต่อจุดระหว่างกันจากจุดเริ่มต้นที่คนและองค์กรเปิดใจ เปิดกว้าง รับฟัง เรียนรู้ เคารพความแตกต่างหลากหลายของกันและกันบนพื้นฐานพหุวัฒนธรรม&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-be5aa8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0227_ข่าว-36_PHOTO1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(ขวา) รศ.ดร.ผณินทรา ธีรานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>รศ.ดร.ผณินทรา ธีรานนท์</strong> <strong>ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา</strong> กล่าวถึงเป้าประสงค์ของการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้หรือ Learning City ว่าเป็นกระบวนการหนึ่งในการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดของผู้คน ด้วยการเรียนรู้ร่วมกันในเมืองนั้น ๆ ซึ่งตามเกณฑ์การพัฒนา Learning City ของยูเนสโก (UNESCO) จะมีอย่างน้อย 4 เกณฑ์คือ&nbsp; 1.ท้องถิ่นจะต้องเป็นผู้นำ และสามารถสานพลังจากภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่เข้ามาเป็นหุ้นส่วนการดำเนินงานที่มีบทบาทสำคัญ มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน 2.สร้างแหล่งเรียนรู้ที่เป็นพื้นที่กลางให้ทุกคนมาทำงานร่วมกัน ซึ่งอาจจะเป็นพื้นที่ในครอบครัว ชุมชน พิพิธภัณฑ์แบบมีชีวิต วัด โบสถ์ มัสยิด หรือในสวนสาธารณะ รวมไปถึงแหล่งพัฒนาทักษะหรือฝึกอาชีพในชุมชนท้องถิ่น หรือในสถานประกอบการ 3.จะต้องมีการวัดและประเมินผลได้ว่าสิ่งที่จัดกระบวนการเรียนรู้ไปแล้วนั้นสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของคนในเมืองได้จริงหรือไม่ 4.จะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง คือจะต้องทำให้คนทุกกลุ่มทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้ได้อย่างเสมอภาคกัน และรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมในการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้&nbsp;</p>



<p><strong>“เรามีการสืบค้นข้อมูลทิศทางการพัฒนาเมืองของเทศบาลต่าง ๆ ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กในประเทศแล้วปักหมุด อย่างอุดรธานี ตรัง ยะลา รวมถึงลำพูนที่เห็นว่าผู้นำเมืองมีวิสัยทัศน์ในการเคลื่อนเมืองไปในทิศทางเดียวกันกับ Learning City จึงเกิดการทาบทามและนำมาสู่ความร่วมมือกันในเวทีนี้ ขณะเดียวกันยังมีเมืองชายแดนที่ต้องรับมือกับปัญหาต่าง ๆ มากมายอีก 3 เมืองที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในปี 2567 ก็น่าจะได้รับโอกาสในการร่วมพัฒนาพื้นที่ตัวแบบเมืองแห่งการเรียนรู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้เช่นกัน”</strong> รศ.ดร.ผณินทรา กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0d0ff0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0227_ข่าว-36_PHOTO2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1d2ef7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0227_ข่าว-36_PHOTO3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน<strong>นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน</strong> <strong>ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าวว่า สำหรับการคัดเลือกเมืองที่จะพัฒนากลไกและองค์ความรู้เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ภายใต้การสนับสนุนของ กสศ. มีความชัดเจนในเรื่องการให้น้ำหนักของการเรียนรู้ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หากมองในภาพรวมระดับประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ในภาคเหนือมีทั้งจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดพะเยาที่ได้รับการรับรองจากจากยูเนสโกให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ระดับโลกแล้ว กสศ. มองว่ายังมีเมืองใหญ่ ๆ ในภูมิภาคอื่น ๆ ที่มีศักยภาพและต้นทุนพอที่จะขับเคลื่อนให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ได้เช่นกัน</p>



<p>อย่างไรก็ตามในวันนี้ทั้ง 4 เมืองที่อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนงานได้ร่วมแลกเปลี่ยนต้นทุนเดิมและศักยภาพของพื้นที่ที่มีอยู่แล้ว พร้อมทั้งแนวคิด แนวทางการทำงาน หลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่ตัวแบบเมืองแห่งการเรียนรู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในปีแรกตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 ซึ่งสนับสนุนโดย กสศ. นับเป็นข่าวดีในช่วงต้นปี 2567 เทศบาลนครยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบการจัดการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเด็กเยาวชน และประชาชนทุกกลุ่มวัยที่ทำมายาวนาน จนสามารถยกระดับเมืองท้องถิ่นไทยเข้าสู่เวทีโลก ล่าสุดเทศบาลนครยะลาเพิ่งได้รับการประกาศผลคัดเลือกเป็นสมาชิกเครือข่ายระดับโลกว่าด้วยเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก THE UNESCO GLOBAL NET WETORK OF LEARNING CITIES:GNLC เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมกับจังหวัดขอนแก่นและกรุงเทพฯ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ea5339"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0227_ข่าว-36_PHOTO4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>โดย<strong>นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ</strong> <strong>นายกเทศมนตรีนครยะลา</strong> กล่าวถึงวิสัยทัศน์และเป้าหมายในการพัฒนาเมืองและสิ่งที่กำลังจะเดินต่อไปข้างหน้าว่า เทศบาลนครยะลาให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน โดยบริบทของพื้นที่ที่มีความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม จะทำอย่างไรให้ตัวแทนของทุกกลุ่มได้เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิด แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากที่สุดเพื่อให้คนยอมรับในความแตกต่างของกันและกันโดยจัดให้มีการประชุมสภาประชาชน รวมถึงมีการประชุมสภาเยาวชนทุกเดือนเช่นกัน การก่อตั้งอุทยานการเรียนรู้ หรือ TK Park ยะลา มาตั้งแต่ปี 2550 เป็นพื้นที่ศูนย์กลางแหล่งการเรียนรู้ทั้งในตัวเมือง และกระจายมินิ TK Park ตั้งอยู่ใกล้ชุมชนทั้ง 4 มุมเมือง TK Park ช่วยส่งเสริมปลูกฝังรากฐานการพัฒนาคนให้รักการเรียนรู้ สร้างนิสัยรักการอ่าน เพื่อให้เด็กและเยาวชนเติบโตขึ้นเป็นคนมีความรู้ “ปล่อยแสงแห่งศักยภาพ” ช่วยแก้ไขปัญหาสังคมได้&nbsp;</p>



<p><strong>“เมื่อจัดเวทีแบบนี้บ่อย ๆ ทำให้คนได้แชร์ความคิดความเห็นในประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาเมืองของเราบ่อย ๆ ผู้คนก็เริ่มได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เริ่มเข้าใจในเหตุและผลของกันและกัน เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เรามีสภาประชาชนประชุมทีละ 3 พันคน ประชุมเยาวชนทุกสามเดือน สิ่งเหล่านี้ไปสอดคล้องกับการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้”</strong></p>



<p>ส่วนประเด็นการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เทศบาลนครยะลาให้ความสำคัญกับปัญหาเด็กที่ขาดโอกาส โดยดึงเด็กจากครอบครัวที่ยากจนเข้ามาเรียนในโรงเรียนสังกัดเทศบาล จัดหาทุนการศึกษา พร้อมกับมองเรื่องการสร้างโอกาสสร้างอาชีพให้กับกลุ่มคนดังกล่าวโดยเชื่อมโยงเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก อบรมทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการเพื่อต่อยอดโอกาสให้กัน</p>



<p><strong>“อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้สามารถแก้ไขปัญหาของเมืองได้ในหลายมิติ เทศบาลนครยะลาเองยังต้องเรียนรู้อีกหลาย ๆ&nbsp; เรื่องเพื่อตอบโจทย์ของเมือง ขณะเดียวกันเรายังต้องแสวงหาภาคีเครือข่ายที่มีเป้าหมายเดียวกันสร้างความร่วมมือกับท้องถิ่นอื่น ๆ ในจังหวัด เพื่อทำให้เป้าหมายของพวกเราทุกคนลึกขึ้นและกว้างขึ้น รวมถึงยังต้องจับมืออีก 2 จังหวัดชายแดนเพื่อจะเดินไปสู่เป้าหมายร่วมกัน”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ed5235"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0227_ข่าว-36_PHOTO10.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cf0e20"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0227_ข่าว-36_PHOTO6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ขณะที่<strong>พ.ต.อ.อารี สินธุรา รองนายกเทศมนตรีนครอุดรธานี</strong> กล่าวว่า ปัจจุบันเทศบาลนครอุดรธานีได้วางโครงสร้างทางกายภาพที่เอื้อประโยชร์ต่อการสร้างโอกาสให้กับคนและชุมชนไปพร้อม ๆ กับการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กที่ด้อยโอกาส สิ่งที่จะทำต่อไปคือกำลังนำจุดแข็งในด้านเศรษฐกิจของจังหวัดที่เป็นทั้งพื้นที่ท่องเที่ยว พื้นที่ทางการศึกษา และกำลังจะพัฒนาย่านเศรษฐกิจที่เชื่อมร้อยผู้คนใน 3 วิถีได้แก่ พุทธวิถี เวียดนามทาวน์ และมุสลิมทาวน์ รวมเข้าเป็นสตรีททาวให้เป็นเศรษฐกิจดึงการค้าการลงทุนเข้ามา โดยในแต่ละย่านจะมีการดึงเด็กที่ด้อยโอกาสและเด็กที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบเข้ามาเรียนรู้ในวิถีทั้ง 3 ด้านแล้วนำไปต่อยอดเป็นอาชีพของเขาเองได้ <strong>“ในจังหวัดเรามีการเชิดสิงโตที่เรียกว่าเอ็งกอ ก็นำเด็กที่ด้อยโอกาสมาเรียนรู้แล้วเขาก็มีรายได้ คุณภาพชีวิตเขาก็เริ่มดีขึ้นขณะเดียวกันเขาก็ไม่ทิ้งการศึกษา เราพยายามจะสร้างโอกาสแบบนี้ให้กับทุกคน”</strong>&nbsp;</p>



<p>ด้าน<strong>นางสาวสุทธินี&nbsp; สุริยกุล ณ อยุธยา รองนายกเทศมนตรีเมืองลำพูน</strong>กล่าวว่า ลำพูนเป็นเมืองขนาดเล็กที่มีทั้งโอกาสและโจทย์ที่ท้าทายว่าจะทำอย่างไรให้เมืองที่เต็มไปด้วยผู้อายุที่มีอยู่ 32 เปอร์เซ็นต์ ให้เป็นเมืองที่กลับมามีชีวิต มีคน มีรายได้&nbsp; โดยนำเอาทุนที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่เข้มแข็งที่สุดในตอนนี้คือทุนวัฒนธรรมมาสร้างการเรียนรู้ให้กับคนที่ว่างงาน คนแก่ที่อยู่กับบ้าน คนที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียง อย่างการทำโคมลอย กระบวนการขั้นตอนการทำต่าง ๆ เทศบาลนครเมืองลำพูนได้จัดให้มีการเรียนรู้ จากนั้นแบ่งบทบาทหน้าที่กันประกอบเป็นโคม ขณะที่เทศบาลเมืองลำพูนทำหน้าที่ช่วยหาตลาด สร้างให้เกิดเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งสิ่งที่จะทำต่อไปคือการค้นหาทุนในแต่ละพื้นที่ จากนั้นสร้างการเรียนรู้และยกระดับให้เป็นสินค้าเศรษฐกิจ กลับมาสร้างความสุข สร้างอาชีพและเศรษฐกิจที่ดีให้กับเมืองลำพูนในอีกหลาย ๆ พื้นที่</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9d32bf"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0227_ข่าว-36_PHOTO7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-10e1ce"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0227_ข่าว-36_PHOTO8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายสุทธิพงษ์ ลายทิพย์ เครือข่ายอนุรักษ์ฟื้นฟูเมืองและย่านเมืองเก่าตรัง</strong> หนึ่งในภาคีเครือข่ายของเทศบาลนครเมืองตรัง ในการผลักดันเมืองแห่งการเรียนรู้ กล่าวว่า สิ่งที่เทศบาลเมืองตรังให้ความสำคัญคือเรื่องของการพัฒนาคนและการพัฒนาคุณภาพการศึกษา รวมถึงการพัฒนาอาชีพให้กับคนพิการ ส่วนการพัฒนาเมืองที่ผ่านมา เทศบาลเมืองตรังมีการดึงเอาภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองโดยคำนึงถึงความหลากหลายของคณะทำงานในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ การพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองน่าอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี&nbsp;</p>



<p>“เรามีการสืบค้นภูมิปัญญาประวัติศาสตร์จัดกิจกรรมเดินเมืองร่วมกันระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่แล้วมาถอดสรุปว่าเห็นอะไรบ้าง เพื่อให้ลูกหลานสืบต่อมีการสร้างการเรียนรู้ให้ทุกวัย พยายามสร้างกระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ เมื่อเด็กเห็นภาพอาคารบ้านเรือน โรงหนัง สภาพคูคลองที่เคยมีในอดีต ก็จะเกิดการเรียนรู้เห็นคุณค่าของการมีอยู่หรือบางอย่างจะฟื้นฟูเพื่อยกระดับอย่างไร ในแผนพัฒนาของทัพเที่ยงจะมีการคำนึงถึงคุณค่า เมื่อพัฒนาแล้วต้องมีมิติทางสังคมอยู่ตรงนั้นด้วยทั้งสวนเกษตร แปลงผัก มิติการฟื้นความหลากหลายของสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาคนและการศึกษา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-5f7a72"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/02/0227_ข่าว-36_PHOTO9.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน<strong>นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</strong> <strong>ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ</strong>. กล่าวว่า เมืองแห่งการเรียนรู้เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสถาการณ์ทั้งระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งไทยเป็น 1 ใน 193 ประเทศ ที่ลงนามรับรองวาระเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals (SDGs) ในปี 2030 ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันกับสิ่งที่ท่านรองนายกและนายกเทศมนตรีได้มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในวันนี้ ขณะที่ในระดับประเทศเองก็เป็นการตอบโจทย์ของรัฐบาลในเป้าหมายการพัฒนาที่ 4 ว่าด้วยการสร้างหลักประกันว่าทุกคนต้องมีการศึกษาที่มีคุณภาพ&nbsp;</p>



<p><strong>“วาระเรื่องการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของทุกเรื่อง ถ้าเราสามารถจัดการศึกษาได้จะตอบโจทย์อีกหลายเรื่อง รวมถึงการพัฒนาเมืองด้วย พบว่าเรื่องการเข้าถึงโอกาสด้านการศึกษาของเด็กในครอบครัวยากจนยังมีความท้าทาย ในประเทศไทยเด็กยากจนเข้าสู่การศึกษาระดับมหาวิทยาลัยได้เพียง 12 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ในขณะที่ค่าเฉลี่ยในประเทศอยู่ที่ 24 เปอร์เซ็นต์ ฐานะร่ำรวยอยู่ที่ 48 เปอร์เซ็นต์ จะเห็นว่ายิ่งกลุ่มยากจนจะเข้าถึงโอกาสการศึกษาระดับสูงยิ่งน้อย ขณะที่กลุ่มเยาวชนนอกระบบของไทยมีประมาณ 1.3 ล้านคน หรือมีค่าเฉลี่ยจังหวัดละ 12,000 คน&nbsp; ยูเนสโก ได้มีการคำนวณว่าถ้าเราไม่ดึงเด็กและเยาวชนนอกระบบทางการศึกษากลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ประเทศไทยกำลังสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็น 1.7 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ทั้งหมด หรือปีละ 6,500 ล้านบาท เรากำลังสูญเสียเงินส่วนนี้ไปเพราะมีเด็กอยู่นอกระบบและกลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือ และติดอยู่ในความยากจน การไร้การศึกษา ปัญหาการเงินและชีวิตความเป็นอยู่ ดังนั้นการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ที่เด็กเยาวชนสามารถเข้าถึงโอกาสทางการเรียนรู้ที่หลากหลาย มีทางเลือกตอบโจทย์ชีวิต รวมถึงโอกาสในการมีงานทำ มีรายได้ในเมืองอย่างทั่วถึงทุกคน จึงเป็นโจทย์ร่วมที่ท้าทายให้ท้องถิ่นและทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกัน”</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-270224-2/">กสศ. จับมือ 4 เมืองร่วมเสวนา Learning City ท้องถิ่นต้นแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเชื่อมโยงสู่เมืองระดับโลก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
