<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 23 Jul 2025 03:46:29 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.12</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กสศ. ร่วมจับมือ 10 ภาคี วางแผนทิศทางหุ้นส่วนการศึกษา ขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-220725/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=news-220725</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Jul 2025 11:40:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงมหาดไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงยุติธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นส่วนการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[Set Zero Dropout Symposium 2025]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=95191</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 20–21 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรมบางกอกพาเลส กรุง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-220725/">กสศ. ร่วมจับมือ 10 ภาคี วางแผนทิศทางหุ้นส่วนการศึกษา ขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 20–21 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรมบางกอกพาเลส กรุงเทพฯ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ 10 หน่วยงานภาคี จัดประชุมสัมมนาวิชาการ “Set Zero Dropout Symposium 2025” เพื่อร่วมกันวางแผนทิศทางการขับเคลื่อนพลังหุ้นส่วนการศึกษา มุ่งสู่เป้าหมาย Thailand Zero Dropout อย่างยั่งยืน โดยมีภาคีความร่วมมือประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กรุงเทพมหานคร สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</p>



<p>การประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการแสดงเจตจำนงร่วมกันในฐานะ “หุ้นส่วนการศึกษา” เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout ให้เกิดผลในระดับพื้นที่ ผ่านการถอดบทเรียนจากต้นแบบการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นในหลากหลายบริบท พร้อมจัดแสดงนิทรรศการมีชีวิตที่ถ่ายทอดเรื่องราวความสำเร็จจากการดำเนินงานจริง อาทิ โรงเรียนที่ดำเนินการตามแนวทาง 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ<strong> </strong>จำนวน 15 แห่ง ศูนย์การเรียนที่จัดตั้งโดยสถานประกอบการ 3 แห่ง การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ 5 ตำบล ในรูปแบบโรงเรียนมือถือ<strong> </strong>และต้นแบบการจัดการศึกษาเพื่อรองรับผู้เรียนจากกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-77aca0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e8a221"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การจัดทำแผนทิศทางครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 54 ที่กำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาภาคบังคับ 12 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และสนับสนุนให้ท้องถิ่นและเอกชนมีส่วนร่วม รวมถึงมาตรา 258 (4) ซึ่งมุ่งให้ปรับปรุงโครงสร้างการจัดการเรียนรู้ให้ตอบสนองศักยภาพของผู้เรียน พร้อมสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในศตวรรษที่ 21</p>



<p>จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของภาคีเครือข่ายในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดต้นแบบการทำงานที่ประสบความสำเร็จในหลายพื้นที่ โดยสามารถลดจำนวนเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยแนวทางจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ซึ่งคำนึงถึงบริบทของชีวิต ความจำเป็น และข้อจำกัดที่แตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน การประชุม Set Zero Dropout Symposium 2025 จึงเปรียบเสมือนหมุดหมายสำคัญในการรวมพลังจากทุกภาคส่วน เพื่อก้าวสู่ระยะต่อไปของการพัฒนาแนวทาง “หุ้นส่วนการศึกษา”&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-81e310"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/3.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.พัฒนะ พัฒนทวีดล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.พัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</strong> กล่าวถึงการรวมพลังหุ้นส่วนการศึกษา สู่เป้าหมาย Zero Dropout ว่าเป็นภารกิจที่เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการดูแลเด็กและเยาวชนทุกคนไม่ให้มีใครหลุดจากระบบการศึกษาหรือการเรียนรู้ ด้วยรูปแบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิต พร้อมย้ำว่า หัวใจสำคัญของการทำงานครั้งนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนไปด้วยกัน โดยเฉพาะหน่วยงานย่อย ทั้ง อบต. เทศบาล อบจ. และอาสาสมัครในพื้นที่ เพราะหน่วยงานเหล่านี้ถือว่ามีความใกล้ชิดและเข้าใจประชาชนและเด็กเยาวชนทุกคนในพื้นที่มากที่สุด&nbsp;</p>



<p>“ณ ปัจจุบัน มีโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ทั่วประเทศทั้งสิ้น 39,005 โรงเรียน และมีเด็กเยาวชน 1.3 ล้านคนในความดูแล โดยนับตั้งแต่การเกิดขึ้นของมาตรการ Thailand Zero Dropout การจัดการเรียนการสอนได้มีความเปลี่ยนแปลงโดยไม่จำกัดแต่เฉพาะในพื้นที่โรงเรียน แต่สำหรับผู้เรียนที่ไม่พร้อมด้วยอุปสรรคต่าง ๆ เรายังมีการจัดการศึกษาในรูปแบบอื่นรองรับ ทั้ง 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ หรือการจัดการเรียนรู้ผ่านศูนย์การเรียน โมบายล์สคูล รวมถึงการจัดการเรียนรู้เพื่อการประกอบอาชีพ ที่จะพาการเรียนรู้ให้ไปถึงตัวผู้เรียนไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ในสถานประกอบการ หรือพื้นที่ใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตเด็ก และจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้เรามีต้นแบบของการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ซึ่งช่วยให้เด็กที่แม้ต้องเผชิญข้อจำกัดที่หลากหลาย แต่ยังสามารถกลับสู่การเรียนรู้ และได้รับวุฒิการศึกษาเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-815a2f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ดร.พัฒนะ กล่าวว่า การรวมพลังหุ้นส่วนการศึกษาที่เกิดขึ้นนี้ เป็นผลจากความเชื่อร่วมกันของภาคีทุกฝ่าย ว่าเด็กทุกคนคือทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าที่จะก้าวขึ้นมาพัฒนาประเทศของเราต่อไป และนั่นหมายถึงว่าเด็กเยาวชนไม่ว่าเกิดและเติบโตในท้องถิ่นใดของประเทศไทย ล้วนคือความรับผิดชอบที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันพาไปสู่เส้นทางเรียนรู้พัฒนาตนเอง เพื่อให้สิ่งที่ร่วมกันทำในวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง ในการขยายพื้นที่และรูปแบบการเรียนรู้ที่ไร้ข้อจำกัด โดยต่อไปนี้ความหมายของ ‘โรงเรียน’ จึงไม่ใช่การกล่าวถึงสถานที่ แต่คือ ‘ระบบ’ ที่พร้อมปรับไปตามรูปแบบชีวิตของเด็กแต่ละคน&nbsp;</p>



<p>“ในนาม สพฐ. ขอขอบคุณทุกคนทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะภาคท้องถิ่น จังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน และครู ที่ร่วมกันนำร่องทำงาน จนเกิดเป็นโมเดลต้นแบบที่เรามาร่วมเรียนรู้และช่วยกันถอดบทเรียนในครั้งนี้ และหวังอย่างยิ่งว่าทิศทางขับเคลื่อนงาน Zero Dropout ในระยะต่อไป จะยิ่งช่วยส่งเสริมพลังให้หน่วยจัดการเรียนรู้ทุกแห่งมีศักยภาพ และมีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมเป้าหมายของคณะทำงานทุกฝ่าย เพื่อปลายทางของการสร้างระบบการศึกษาที่จะไม่มีใครตกหล่นอีกต่อไป”&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-50ef3f"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/4.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา </strong>กล่าวว่า กว่าที่งาน Thailand Zero Dropout จะเดินมาจนถึงวันที่เกิดต้นแบบการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น รองรับรูปแบบชีวิตที่หลากหลายของเด็กเยาวชนทุกกลุ่ม ย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้น คือความพยายามของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ทำงานร่วมกับโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษา ภายใต้โจทย์เรื่องการดูแลช่วยเหลือเด็กเยาวชนไม่ให้หลุดจากระบบ จนผลพวงจากนโยบายนี้ ได้นำมาสู่การเกิดโรงเรียนในความหมายใหม่ ที่พร้อมรองรับเด็กเยาวชนตกหล่นจากระบบการศึกษา ตามแนวทางมาตรการ Thailand Zero Dropout เมื่อโรงเรียนพร้อมปรับตัวพาการเรียนรู้ไปสู่ผู้เรียนที่ขาดความพร้อม ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการรองรับเด็กเยาวชนที่ตกหล่นจากระบบซึ่งได้รับการติดตามกลับมา&nbsp;</p>



<p>“จากที่โรงเรียนคือจุดเริ่มต้นของการจัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ เพื่อให้ทางเลือกกับผู้เรียนที่มีข้อจำกัด ด้วยหลักสูตรที่ยืดหยุ่นสอดรับกับชีวิตประจำวัน ซึ่งกล่าวได้ว่าการจัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ หลายโรงเรียนได้ทำมาก่อนจะมีมาตรการ Thailand Zero Dropout โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 15 ที่ระบุว่าการจัดการศึกษามี 3 รูปแบบคือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยสถานศึกษาอาจจัดการศึกษาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือทั้ง 3 รูปแบบก็ได้ ก่อนนที่ในปี 2568 นี้ ได้มีการออกแบบคู่มือการจัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ที่เป็นมาตรฐาน เพื่อให้ทุกโรงเรียนนำไปใช้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ถึงวันนี้จากราว 50 โรงเรียนที่จัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ได้ขยับขยายเป็น 937 โรงเรียน และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น</p>



<p>“ประเด็นสำคัญที่ติดตามมาคือ เมื่อโรงเรียนได้ขึ้นมาเป็นเสาหลักในการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นแล้ว แนวร่วมจัดการศึกษาในรูปแบบอื่น ๆ จึงขยับขยายไปพร้อมกัน ทั้งการจัดการศึกษาผ่านศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 หรือโรงเรียนมือถือ (Mobile School) ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาผ่านภาคประชาชน รวมถึงการเข้ามาทำงานด้านการศึกษาโดยเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ทำให้เกิดพื้นที่ต้นแบบที่น่าสนใจมากมาย และนอกจากนั้นยังครอบคลุมไปถึงการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นให้กับเด็กเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม โดยกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดยทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนช่วยให้ประตูการศึกษาเปิดกว้างขึ้น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1d6637"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้การทำงานมีความแข็งแรงยิ่งขึ้น คือการลงนามความร่วมมือของ 11 หน่วยงาน Thailand Zero Dropout และยิ่งเร่งให้เกิดรูปธรรมของการทำงาน ที่ในรอบหนึ่งปีผ่านมาสามารถพาเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา กลับสู่เส้นทางเรียนรู้ รวมถึงการส่งเสริมคุณค่าในตัวเองให้เยาวชนเหล่านี้มองเห็นถึงการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและท้องถิ่น มีเส้นทางชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยเป้าหมายในการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ</p>



<p>“ไม่ใช่เพียงการขยับขยายของการจัดการเรียนรู้ แต่หากมองไปที่สถานการณ์ของเด็กเยาวชนที่ตกหล่นจากระบบการศึกษา จะพบว่าในปี 2566 ที่มีตัวเลขกลุ่มเป้าหมาย 1.02 ล้านคน แต่เมื่อถึงปี 2567 สถานการณ์ได้ดีขึ้นตามลำดับ โดยเหลือจำนวนกลุ่มเป้าหมายที่ 9.8 แสนคน และถึงปี 2568 นี้ ตัวเลขได้ขยับลงมาที่ 8.8 แสนคน ซึ่งเชื่อว่าจำนวนของเด็กเยาวชนกลุ่มนี้จะลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ตามการทำงานที่จะเกิดขึ้นต่อไป&nbsp;</p>



<p>“นิทรรศการที่มีชีวิตที่แสดงในงานครั้งนี้ คือผลลัพธ์ของการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ซึ่งทำให้เด็กเยาวชนจำนวนมากสามารถดูแลตัวเองและครอบครัวได้ ทั้งยังมีโอกาสและทางเลือกมากขึ้นในการวางแผนอนาคต โดยเรามีต้นแบบของน้อง ๆ ที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเมื่อได้รับการดูแลสนับสนุน เขาจึงกลับมาเรียนได้ ทำมาหากินได้ อาทิเยาวชนที่เรียนไปด้วยและประกอบอาชีพเป็นช่างตัดผมไปด้วย เยาวชนที่เรียนรู้เพื่อวุฒิ ม.6 ผ่านการทำงานในวงหมอลำ หรือมีรูปแบบของโรงเรียนในสวนทุเรียนที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องวุฒิการศึกษา และการมีอาชีพมีรายได้ยกระดับคุณภาพชีวิต เรามีต้นแบบความร่วมมือของหน่วยจัดการศึกษา ที่มีโรงเรียนเป็นสถาบันหลัก พร้อมมีเครือข่าย อปท. ศูนย์การเรียน พม. อสม. ที่ร่วมกันค้นหา ดูแลช่วยเหลือ&nbsp; และส่งต่อ จนเราเห็นปลายทางของการพัฒนาศักยภาพประชากรของประเทศ โดยไม่มีใครตกหล่นหรือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งเหล่านี้จะเป็นต้นแบบของการสร้างระบบการศึกษาที่พร้อมรองรับเด็กเยาวชนทุกคนในระยะยาว”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-71b751"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9782f5"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/07/8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-220725/">กสศ. ร่วมจับมือ 10 ภาคี วางแผนทิศทางหุ้นส่วนการศึกษา ขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เรียนฟรีเหมือนกันแต่ได้ไม่เท่ากัน? : ปรับ ‘นโยบายเรียนฟรี’ ให้ตอบโจทย์สังคมไทย กับ ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/free-education-policy/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=free-education-policy</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Sep 2022 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กยศ.]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายเรียนฟรี 15 ปี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=62970</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายครั้งที่เราพูดคุยกันถึงนโยบายเรียนฟรีในสังคมไทย มีง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/free-education-policy/">เรียนฟรีเหมือนกันแต่ได้ไม่เท่ากัน? : ปรับ ‘นโยบายเรียนฟรี’ ให้ตอบโจทย์สังคมไทย กับ ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายครั้งที่เราพูดคุยกันถึงนโยบายเรียนฟรีในสังคมไทย มีงบประมาณที่ให้นักเรียนต่อคนเท่าๆ กัน แต่เมื่อดูรายละเอียดแล้วคุณภาพกลับไม่เสมอภาคและทั่วถึงกัน&nbsp;</p>



<p>บางโรงเรียนมีการเก็บเงินเพิ่มในรูปแบบ ‘ค่าบำรุงการศึกษา’ หรือ ‘ค่าธรรมเนียมการศึกษา’ ด้วยเหตุผลที่ว่างบประมาณอุดหนุนการเรียนฟรีจากรัฐไม่ครอบคลุมต่อคุณภาพการศึกษาบางอย่าง เช่น ค่าจ้างครูชาวต่างชาติ ค่าห้องเรียนปรับอากาศ ค่าบำรุงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ</p>



<p>ในขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนห่างไกล พบปัญหางบประมาณไม่เพียงพอต่อการจัดการศึกษาได้มีประสิทธิภาพได้เท่ากันกับโรงเรียนขนาดใหญ่หรือโรงเรียนในตัวเมือง จึงต้องกลับมาถามว่า ในนโยบายเรียนฟรี 15 ปีที่ผ่านมา ยังตอบโจทย์และครอบคลุมต่อการศึกษาไทยมากน้อยแค่ไหน</p>



<p>ในขณะเดียวกัน ตลอดหลายปีที่มีการดำเนินนโยบายเรียนฟรี กลับไม่สามารถมีตัวชี้วัดที่บอกถึงคุณภาพการศึกษาที่สัมฤทธิ์ผลได้อย่างชัดเจน ในทางตรงกันข้าม ตัวเลขของผู้เข้าเรียนกลับลดลงเรื่อยๆ จึงต้องกลับมาตั้งคำถามว่านโยบายเรียนฟรีที่ผ่านมาตอบโจทย์ต่อสังคมไทยมากพอหรือยัง</p>



<p>101 คุยกับ&nbsp;<strong>รศ.ดร.</strong>&nbsp;<strong>ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์&nbsp;</strong>อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ศึกษานโยบายเรียนฟรี 15 ปี และนำเสนอในงานเสวนา ‘ถึงเวลาแล้วหรือยัง ปฏิรูปนโยบายเรียนฟรี’ โดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</p>



<p>ตามไปหาคำตอบว่าข้อเสนอการปรับนโยบายเรียนฟรีให้ตอบโจทย์กับภาวะข้าวยากหมากแพงจากงานศึกษานี้เป็นอย่างไร ทำอย่างไรลักษณะโรงเรียนไทยที่มีคุณภาพและความต้องการเงินช่วยเหลืออุดหนุนแตกต่างกัน จะได้รับการดูแลได้อย่างมีคุณภาพและทั่วถึงกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปัญหาที่ผ่านมาของนโยบายเรียนฟรี 15 ปีคืออะไร ทำไมจึงต้องมีข้อเสนอการปรับเปลี่ยนนโยบายกันใหม่</strong></h3>



<p>ต้องเล่าก่อนว่า ตามกฎหมาย รัฐมองว่าการศึกษาเป็นสิทธิที่คนไทยมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาทั่วถึงและมีคุณภาพ ทุกคนต้องได้เรียน ไม่ว่าจะมาจากแบล็กกราวนด์แบบไหน ความแตกต่างอะไร แม้กระทั่งต่างชาติที่มาอยู่บ้านเราก็ตาม รัฐต้องอุดหนุน&nbsp;</p>



<p>ซึ่งปกติการศึกษาภาคบังคับของเรา ตั้งแต่ประถมจนถึงม.ต้น ไปจนถึงม.ปลาย รัฐบาลมีการอุดหนุนเงินให้ ชาวบ้านเรียกง่ายๆ ว่าโครงการเรียนฟรี ซึ่งก็จะพูดถึงการอุดหนุน มีองค์ประกอบหนึ่งคือเรื่องค่าเล่าเรียนเป็นรายหัวนักเรียน รวมถึงค่าเครื่องแบบนักเรียน ตำราเรียน อุปกรณ์การเรียน สมุด หรือเด็กประถมมีค่าอาหารกลางวันให้ แล้วก็กิจกรรมต่างๆ ที่โรงเรียนจัดเพื่อพัฒนาเด็ก ดังนั้น โดยรวมเวลาพูดถึงเรียนฟรี เขาพูดถึงมาตรการของการอุดหนุนผ่านสถานศึกษา ซึ่งบางสถานศึกษาจะเอาเงินอุดหนุนบางรายการมาให้ผู้ปกครอง เช่น ค่าเสื้อผ้า บางโรงเรียนให้ค่าหนังสือ แล้วผู้ปกครองเอาไปซื้อเอง แต่ส่วนใหญ่โรงเรียนจะซื้อให้ เพราะมีรายละเอียดเยอะเนอะ ต้นเทอมเด็กก็จะแบกกันมาเป็นถุงๆ&nbsp;</p>



<p>อันนี้คือนโยบายเราพยายามที่จะส่งเสริมให้เกิดการจัดการศึกษาที่ได้ทั่วถึง ทีนี้ประเด็นของการทั่วถึงมันต้องตีความอยู่พอสมควร เพราะว่านโยบายการให้เงินคือการให้ตามจำนวนนักเรียน ซึ่งมันควรจะทั่วถึง แต่ประเด็นคือ การจะจัดการศึกษาได้ดีหรือไม่ดี มันมีปัจจัยเรื่องจำนวนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งนี่คือมิติหนึ่งของปัญหานโยบายเรียนฟรี</p>



<p>ลองยกตัวอย่างกรณีค่าอาหารกลางวัน ถ้ามีโรงเรียนที่มีจำนวนเด็ก 100 คน อีกโรงเรียนมีจำนวนเด็ก 1,000 คน ทุกคนได้ค่าอาหารเท่ากันในจำนวน 21 บาท แต่เงินที่เอามาบริหารจัดการได้ไม่เท่ากัน สำหรับเด็ก 100 คน ได้มา 2,100 เทียบกับเด็กที่มี 1,000 คน รวมเงินกันได้ 21,000 ลองคิดดูว่าคุณภาพจะต่างกันไหม</p>



<p>อีกเรื่องที่อาจจะไม่ได้คิดกันอยู่มาก คือความแตกต่างในระดับพื้นที่ เด็กอยู่บนเขาหรือบนเกาะ ค่าอาหารแพงกว่าเด็กในเมือง เพราะมันเดินทางยาก มีค่าขนส่ง พอแปลงเป็นคุณภาพอาหารมันก็ต่างกันอยู่แล้ว&nbsp;</p>



<p>มิติที่สอง คือ การเข้าไปชดเชยความแตกต่างตรงนี้เพื่อให้งบเพียงพอและมีคุณภาพ หลักการง่ายๆ คนที่เสียเปรียบก็ควรได้รับส่วนที่เสียเปรียบ บ้านเราก็มีการอุดหนุนเพื่อชดเชยโรงเรียนที่เสียเปรียบ เช่น&nbsp; รัฐก็มีนโยบายอุดหนุนเพิ่มเติมไว้ให้โรงเรียนขนาดเล็ก ถ้าคุณมีนักเรียนจำนวนน้อยเท่านี้ เราจะมีเงินอุดหนุนเพิ่มให้ แล้วก็ถ้าโรงเรียนคุณอยู่ในพื้นที่พิเศษตามประกาศของสพฐ. หรือกระทรวงการคลัง เช่น พื้นที่เสี่ยงภัย กันดาร เกาะแก่ง สันเขา เดินทางลำบาก มีโรคระบาด เขาก็มีการชดเชยให้&nbsp;</p>



<p>แต่มิติพวกนี้ไม่ได้มีการทำให้เป็นกิจจะลักษณะ เงินที่รัฐอุดหนุนให้ก็ไม่ได้มากนัก การจะจัดให้โรงเรียนได้คุณภาพเท่ากันมันยังไม่เกิด เพราะฉะนั้น ไม่แปลกใจทำไมคนบนเขาอยากให้ลูกลงไปเรียนข้างล่าง คนบนเกาะก็พาลูกไปเรียนบนฝั่ง&nbsp;</p>



<p>เราจะเห็นแล้วว่าตัวระบบดึงนักเรียนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ประเด็นบ้านเราคือไม่มีการบังคับ ผมอยู่ที่ตำบลนี้ ไปเรียนข้ามจังหวัดก็ได้ ไม่มีใครว่า ตรงภาพเราจะต่างจากต่างประเทศ เขาเรียนในเขตบริการ หรือที่เราเห็นว่าเขาเรียนใกล้บ้าน จะรวยหรือจนก็เรียนที่เดียวกัน&nbsp;</p>



<p>ของเราลูกคนรวยเลือกเรียน ส่วนคนจนไม่ได้เลือก เราจะเห็นว่ามันจะมีโรงเรียนบางกลุ่มที่จำนวนนักเรียนลดลงๆ เรื่อยๆ และคุณภาพลดลง ปัญหาคือในทางเศรษฐศาสตร์ เมื่อจำนวนน้อย ต้นทุนต่อหน่วยจะเพิ่ม เพราะว่าหลายๆ อย่างไม่ได้แชร์แล้ว มันก็ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ อีก เช่น การจัดสรรครู คุณภาพครู เมื่อมีเด็กน้อยก็มีครูน้อย เมื่อครูน้อยก็ต้องสอนหลายชั้น สอนหลายห้อง&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ฟังแล้วมีหลายปัญหามาก ซึ่งข้อเสนอของอาจารย์คือให้ปรับเงินอุดหนุนตามขั้นบันได พิจารณาตามขนาดและพื้นที่ของโรงเรียน คำถามคือ นโยบายเงินอุดหนุนจะช่วยแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ได้อย่างไร</strong></h3>



<p>โดยหลักการ ถ้าเงินมากขึ้น ปัญหาอาจจะลดลง ถ้าเราแยกปัญหาครูกับทรัพยากรอื่นๆ ออกก่อนนะ เพราะฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลเพิ่งอนุมัติไปคือการเพิ่มเงินรายหัวที่เราให้ต่อคน แล้วเงินค่าเครื่องแบบและเงินค่ากิจกรรมจะทยอยปรับขึ้น ด้วยเหตุผลเรื่องความไม่เพียงพอ และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อโดยหลักการที่รัฐอนุมัติไปก็โอเค ไม่ได้มีประเด็นอะไร ถ้าโรงเรียนมีทรัพยากรที่เพิ่มขึ้น เขาก็สามารถที่จะใช้จ่ายในเรื่องที่จำเป็นได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในข้อเสนอหนึ่งของอาจารย์คือการเพิ่มเงินอุดหนุนให้กับวัยอนุบาลด้วย โดยเฉพาะเด็กยากจนพิเศษ ประเด็นนี้สำคัญต่อการศึกษาไทยอย่างไร</strong></h3>



<p>ปกติเราอุดหนุนเงินเรียนฟรีตั้งแต่อนุบาลอยู่แล้ว เดิมในสังกัดสพฐ. เราเริ่มที่อนุบาล 2 กับ 3 สำนักงบประมาณเขาจะให้อัตราอุดหนุนเด็กอนุบาลในปัจจุบันคือ 1,700 แต่ว่ามันมีตัวหนึ่งที่น่าจะเป็นประเด็น เนื่องจากการเข้าเรียนอนุบาลค่าใช้จ่ายสูงเหมือนกัน เราไปสำรวจมา ส่วนใหญ่วัยนี้ก็เรียนแบบเตรียมความพร้อม เล่นสนุก อาจจะดูไม่ได้ใช้อะไรมาก แต่จริงๆ มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเสื้อผ้า เพราะโรงเรียนบอกว่าเด็กวัยนี้เล่นเลอเทอะ ต้องเปลี่ยนชุดนอนบ้าง กินมอมแมม หรือเรื่องระเบียบวินัย ซึ่งถ้าถามผมคิดว่าไม่ได้จำเป็น แต่ในมุมของครูถ้าเด็กไม่ได้ใส่ชุดเป็นระเบียบจะดูแลยาก แล้วก็มีค่าประกัน เล่นกันแล้วเผื่อหัวร้างค่างแตก ซึ่งค่าใช้จ่ายสูงเหมือนกันนะ ไม่ใช่ว่าไปเรียนฟรี จริงๆ ตรงนี้เก็บเยอะเลย โดยเฉพาะครอบครัวที่ไม่มีเงินก็ลำบาก&nbsp;</p>



<p>คราวนี้อนุบาลไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ ถ้าหากไม่ส่งลูกมาเรียนก็ได้ บ้านที่ไม่มีฐานะก็ไม่ได้ส่งมาเรียน ซึ่งรัฐบาลไม่ได้มีการอุดหนุนนักเรียนกลุ่มที่มีฐานะยากจนมาก่อน จนกระทั่งกศส. มาทำ เขาเลยมีข้อเสนอว่า น่าจะทำให้เป็นตัวระบบเดียวกัน เด็กที่เข้ามาสู่ระบบการศึกษาตั้งแต่อนุบาลและมีฐานะยากจน ก็ควรจะได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ</p>



<p>เพราะฉะนั้น แนวโน้มถ้าเราอุดหนุนในกลุ่มเด็กยากจนได้ ผมคิดว่าอัตราการเข้าเรียนอนุบาลจะดีขึ้น เพราะปัจจุบันนี้มีเด็กประมาณ 20% ที่สภาพัฒน์เขาไปสำรวจว่าเด็กจำนวนมากที่ไม่ได้เข้าเตรียมความพร้อมในระดับอนุบาล เป็นสถิติที่นานพอสมควร ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า acculate มากน้อยแค่ไหน&nbsp;&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การลงทุนการศึกษาให้กับเด็กตั้งแต่วัยอนุบาลสำคัญอย่างไร</strong></h3>



<p>ถ้าเรามองในแง่หนึ่ง คนที่เตรียมความพร้อมได้ตั้งแต่ในระดับอนุบาลน่าจะมีฐานะดี เพราะฉะนั้น ก้าวแรกเขาพร้อมเข้าสู่ระบบศึกษาภาคบังคับระดับป.1 ได้แล้ว ส่วนเด็กที่จนหน่อย กว่าจะได้เข้าเรียน พอเข้ามาแล้วอาจจะยังไม่รู้เรื่องเลย อะไรหลายๆ อย่างอาจจะไม่พร้อม เพราะฉะนั้น จะมีช่องว่างตรงนี้&nbsp;</p>



<p>ผมว่ามันมีงานศึกษาพอสมควรนะที่บอกว่าเด็กในช่วงป.1-3 เรียนรู้กันเร็วมากเลย แต่ตรงนี้มันหายไปหมด เพราะเด็กยากจนไม่ได้เรียน แล้วทำให้ปีหนึ่งเด็กรวยกับเด็กจนเรียนต่างกันเยอะมากเลยเพราะฉะนั้น ประเด็นที่เราอุดหนุนครอบครัวยากจนในระดับที่ต้องการเอาเด็กเข้าเรียนอนุบาลก็ถือว่าเป็นแนวคิดที่โอเค ในแง่หนึ่งคือทำให้อัตราการเข้าเรียนในระดับอนุบาลเพิ่มขึ้น</p>



<p>&nbsp; แล้วส่วนใหญ่เขามองว่าการศึกษาในระดับที่มีคุณภาพ คือทำให้เด็กมีความพร้อมไปเรื่อยๆ ในต่างประเทศเขาค่อนข้างจะนิยมให้ลงทุนในเด็กเล็ก ปูพื้นฐานความพร้อมเด็กตั้งแต่ช่วงก่อนอนุบาลด้วยซ้ำ เขามองว่าเมื่อเด็กกลุ่มนี้พร้อมก็จะโตขึ้นเป็นเด็กมีคุณภาพ และอยู่ในการศึกษาระยะยาว มันก็คุ้ม ดูสมเหตุสมผล ถ้าคุณจะช่วยคนคนหนึ่งไม่ให้เขาออกจากการศึกษากลางคัน ตอนเขาจะตกเหวแล้วมันจะช้าไปนิดหนึ่ง การลงทุนตั้งแต่ระดับอนุบาลหรือเด็กเล็กที่มีคุณภาพ ถือว่าเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างจะคุ้ม</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปัญหาของเด็กที่ต่างกันก็มีรายละเอียดยิบย่อยที่จะต้องดูแลแตกต่างกัน ในการปฏิบัติจริงควรมีการวางแผนทำงานอย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>จริงๆ ในต่างประเทศเขาสร้างศูนย์ขึ้นมา แล้วสร้างแฟกเตอร์ว่าถ้าเกิดคุณมีโรงเรียนที่ต้องดูแลเพิ่ม เขาควรจะอุดหนุนเพิ่ม คนที่เสียเปรียบกว่าคุณต้องให้เพิ่มมากขึ้นอีกหน่อย ก็ตรงไปตรงมามากๆ เลย</p>



<p>แต่บ้านเรายังไม่ได้ทำเป็นกิจจะลักษณะ คือทำแหละ แต่ไม่ได้ปรับมานานมากแล้วอย่างที่บอก ถ้าทำให้มันเป็นกิจจะลักษณะมันก็จะดีขึ้น&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในข้อเสนอของอาจารย์ระบุว่าที่ผ่านมานโยบายเรียนฟรีมีจุดอ่อนตรงที่ไม่มีการประเมินผลอย่างจริงจัง ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น และคิดว่านโยบายนี้ควรมีการติดตามประเมินผลอย่างไรบ้าง</strong></h3>



<p>เนื่องจากมันเป็นโครงการใหญ่มาก ปีหนึ่งมีจำนวนวงเงินมหาศาลหลายแสนล้าน แต่ว่าเรื่องของการติดตามผล ถ้าดูจากตัวชี้วัดของกระทรวงส่วนใหญ่คือผลการเรียน เช่น โอเน็ต ซึ่งถามว่ามันจะเป็นตัวชี้วัดที่ดีหรือไม่ดีก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่โดยรวม ภาพรวมคุณภาพโดยเฉลี่ยแนวโน้มมันลดลงเรื่อยๆ เราใช้เงินแบบเดิม แล้วคุณภาพลดลง คำถามคือ มันเกิดอะไรขึ้น คุณไม่ติดตามมันก็ไม่รู้&nbsp; ถ้ามีการติดตามอย่างต่อเนื่อง คุณอาจจะเห็นว่าโรงเรียนที่ใช้ไม่พอ เขาอาจจะคุณภาพแย่ โรงเรียนที่เขาใช้เหลืออาจจะมีคุณภาพดี ซึ่งมันก็มีแนวโน้มจะเป็นอย่างนั้น&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปัญหาส่วนใหญ่ตอนนี้เกิดจากอะไร ทำไมผลสัมฤทธิ์ลดลงเรื่อยๆ</strong></h3>



<p>ตอบยากมากเลย เขาก็พยายามที่จะวิเคราะห์เหมือนกันนะ แต่จริงๆ จุดหนึ่งที่ยังไม่ได้คือ ข้อมูลที่ได้จากสทศ. เขาไม่สามารถระบุตัวตนนักเรียนได้ ส่วนใหญ่ผลลัพธ์จะได้มาแค่รวมๆ เป็นโรงเรียนไป ข้อมูลที่ได้เต็มที่คือค่าเฉลี่ยแต่ละที่ว่าโรงเรียนนี้ได้ดีกว่าโรงเรียนนี้ ต่างกันขนาดไหน&nbsp;</p>



<p>แต่ถ้าเราอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง มันต้องดูจากเด็กแต่ละคน ซึ่งมีปัจจัยเบื้องหลังไม่เหมือนกัน เราจะอธิบายได้ว่าเด็กเรามีพัฒนาการต่างกันมากน้อยอย่างไรก็ต้องดูว่า เขามาจากครัวเรือนที่มีความพร้อมแตกต่างกันมากน้อยด้วยไหม เพราะมันไม่ได้เกิดจากปัจจัยโรงเรียนฝั่งเดียว มันเกิดจากปัจจัยตัวเด็กเอง ผู้ปกครอง ชุมชน หลักสูตร คุณภาพครู เพราะฉะนั้น พัฒนาการที่คุณจะเข้าใจได้ว่าโรงเรียนบริหารจัดการดี แล้วเด็กมีคุณภาพดี โรงเรียนมีคุณภาพ มันก็ต้องมีข้อมูลมายืนยัน&nbsp;</p>



<p>ในต่างประเทศเขามีการศึกษาเป็นรายคนแล้วข้อมูลลึกมากเลย แต่เปิดเผยโดยไม่ระบุตัวตนของเด็กนะ แต่ของเรา ไม่มีเลย ในอนาคตผมไม่แน่ใจว่าเขาจะยอมเปิดเผยไหม&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การวัดผลในรายละเอียดแบบนั้น ใช้ทรัพยากรหลายด้าน บ้านเรามีทรัพยากรมากพอรองรับการวัดผลเหล่านี้ไหม</strong></h3>



<p>คือจริงๆ ตัวระบบสารสนเทศข้อมูล ทางกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เขาเริ่มวางรากตัวนี้แล้ว แต่เราจะมีแค่ข้อมูลสำหรับเด็กที่ได้รับทุน ทั้งข้อมูลพื้นฐานบางส่วนเกี่ยวกับครอบครัว สุขภาพเด็ก</p>



<p>&nbsp;จริงๆ ปัจจุบันทางกระทรวงเองก็ทำตัวระบบ ดูแลช่วยเหลือนักเรียน เก็บข้อมูลสุขภาพจิต เรื่องพฤติกรรมอะไรเพิ่มเติมเข้าไปด้วย อันนี้เขาก็พยายามทำ แต่เพิ่งเริ่ม เข้าใจว่ากสศ. เพิ่งจะเปิดตัวระบบที่ทำร่วมกับสพฐ. ไป เป็นระบบเพื่อดูแลช่วยเหลือนักเรียน ลดความเสี่ยงจากการหลุดออกจากระบบการศึกษา แต่อันนี้ก็พื้นฐานอยู่ ถ้าเรามีข้อมูล แล้วเราสามารถที่จะบริหารจัดการข้อมูลได้มันก็จะเกิดประโยชน์</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ในนโยบายของอาจารย์มีการพูดถึงกยศ. ด้วย ซึ่งสังคมก็ถกเถียงเรื่องนี้อย่างเผ็ดร้อนในโซเชียล ถ้าให้มองภาพรวมปัญหาของการกู้ยืมเรียนตอนนี้คืออะไร</strong></h3>



<p>ผมมองว่าอย่างนี้นะ โดยรวมเขาให้กู้เพื่อให้คนได้เรียนมันดีอยู่แล้ว แล้วพยายามทำให้ดอกเบี้ยต่ำ มันก็เป็นข้อที่ไม่มีประเด็นอยู่แล้ว การให้ทุนเพื่อเรียนเป็นคอนเซปต์ที่ดี คุณรู้ว่าคุณมีความรู้ความสามารถ และคุณมีแรงจูงใจที่จะเรียน คุณอยากเรียน แต่ว่าคุณติดขัดเรื่องทุนทรัพย์ กยศ. ก็เป็นทางออก โดยเฉพาะถ้ามองว่าเงื่อนไขของการปล่อยกู้รับได้ เช่น การขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งก็ค่อนข้างที่จะต่ำอยู่ที่ 1% หรือระยะเวลาการผ่อนชำระ 15 ปี&nbsp;</p>



<p>แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ในความคิดผมคงมีสองส่วน ส่วนหนึ่งคือเศรษฐกิจไม่ดี คนที่เขาไม่ได้อยากผิดนัดชำระหนี้ เขาก็เลยต้องผิดนัดชำระหนี้ หรืออีกส่วนคือเด็กที่คาดว่าจะหางานทำได้ ก็หางานทำไม่ได้ ก็เลยกลายเป็นประเด็นปัญหาขึ้นมา&nbsp;</p>



<p>อีกส่วนคือ กยศ. มีการฟ้องร้องคนที่รับชำระหนี้ และมีการบังคับคดีคนจำนวนมาก คราวนี้จะอธิบายตรงนี้ต้องถอยไปไกลเหมือนกัน เพราะว่าแต่เดิมเขาคิดว่าคนกู้ไม่ต้องใช้คืน พูดตรงๆ เลย มันมีความเชื่ออย่างนั้น สมัยก่อนโรงเรียนเป็นคนชวนให้กู้ด้วยซ้ำ หนึ่ง-โรงเรียนได้รายหัว สอง-มาเรียนแล้วคุณเรียนไม่รอด ภาระความเสี่ยงอยู่ที่นักเรียน มากู้เรียนตอนม.4 เรียนไม่รอด ต้องปรับตัว มีค่าใช้จ่ายนู่นนี่นั่น เรียนไม่ทันเพื่อน ก็ต้องออกไปกลางคัน ถ้าจำไม่ผิด ตามเงื่อนไขคือ 2 ปีหลังเรียนจบหรือออกจากการศึกษาก็ต้องชำระ</p>



<p>ทีนี้อีกเรื่องที่เป็นปัญหา คือเบี้ยปรับสูงพอสมควร ผมคิดว่าเด็กเวลากู้ เขามองไม่เห็นภาพของการเป็นหนี้ครบ ผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมามันพอกหัวโตเลย เหมือนธนาคารเขาไปปรับตั้งแต่วันที่คุณกู้ ไม่ได้ปรับวันที่คุณเบี้ยว ย้อนไปตั้งแต่ปีแรกที่กู้ เบี้ยปรับเลยกลายเป็นภาระ ซึ่งปัจจุบันนี้ กยศ. เขาพยายามจะลดผ่อนปรนนู่นนี่นั่น เพราะได้เงินคืนดีกว่าไม่ได้เลย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>บางคนคิดว่าการศึกษาเป็นบริการด้านสาธารณะจะต้องจัดสรรให้เรียนฟรี ซึ่งบางข้อเสนอมองว่าการเรียนฟรีจำเป็นต้องถึงระดับอุดมศึกษา เพราะรัฐใช้ทรัพยากรแรงงานฝีมือ อาจารย์มองเรื่องนี้อย่างไร</strong></h3>



<p>อันนี้ก็ตรงไปตรงมาว่า เงินมันมีต้นทุน ระหว่างที่คุณบอกว่าเอาไปให้นักศึกษามหาวิทยาลัยเรียนฟรี เดี๋ยวเขาจะมาจ่ายคืนในรูปภาษี ก็จริง แต่ผลประโยชน์เขาก็มองว่าต้องดูว่า รัฐมีหน้าที่ต้องลงทุนทางด้านอื่น เพราะฉะนั้น ถ้าจะเทียบกันผมว่าเอาไปลงทุนอนุบาลดีกว่ามหาวิทยาลัยดีไหม คุ้มกว่า ถ้าใช้ตรรกะแบบนี้มีโครงการอีกเยอะแยะที่คุ้มกว่า&nbsp;</p>



<p>จริงๆ การกู้ในระดับมหาวิทยาลัยในหลายที่ก็กู้หมดนะ อเมริกาก็ต้องกู้ ยกเว้นยุโรปให้เรียนฟรี เพราะฉะนั้นเขามองว่าประโยชน์ที่เกิดจากการใช้จ่ายตรงนี้ รัฐอุดหนุนไปแล้วบางส่วน คืออุดหนุนผ่านมหาวิทยาลัย ปัจจุบัน เงินที่คุณจ่ายเป็นค่าเล่าเรียนไม่ถึงครึ่งหนึ่งของต้นทุนด้วยซ้ำ พูดง่ายๆ ว่ากลายเป็นคนจนจ่ายค่าเรียนแพงกว่า เพราะต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน แล้วคนที่มีโอกาสได้เรียนโรงเรียนรัฐคือค่าเรียนถูก เพราะฉะนั้น ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มไหม ก็คุ้ม ไม่ใช่ว่าไม่คุ้ม แต่ว่ารัฐก็มีโครงการอื่นที่จำเป็นจะต้องลงทุน</p>



<p>กลับมาที่ ม.ปลาย ผมคิดว่าในอนาคตอาจต้องลองคิดดูว่าเราขยับขยายการอุดหนุน ม.ปลาย เพิ่มไหม เพราะมีแนวโน้มว่าเราต้องการขยับอายุการศึกษาเฉลี่ยของเรา แล้วนักเรียนเราพยายามจบ ม.ต้น เพื่อเข้าเรียนต่อ ม.ปลาย รวมทั้งสายอาชีวะค่อนข้างเยอะ ปัจจุบันอัตราการเรียนต่อ ม.ปลาย ของเราสูงมาก เพียงแต่ว่าตอนนี้รัฐอาจจะไม่ได้อุดหนุนได้มากขึ้น แต่ถ้ามองระหว่างการเรียนฟรีอุดมศึกษากับเรียนฟรี ม.ปลาย ผมยังมองไปที่ ม.ปลาย มากกว่า&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมถึงคิดว่าควรสนับสนุนมัธยมปลายมากกว่า</strong></h3>



<p>ในแง่หนึ่ง เขาเทียบกันเลยว่าอัตราการตอบแทนในการลงทุน ยิ่งลงทุนเล็ก ยิ่งมีรีเทิร์นสูง เพราะฉะนั้นหลายประเทศเขาถึงต้องให้การศึกษาพื้นฐานในการเรียนฟรี แต่พออุดมศึกษาปุ๊ปเป็นเรื่องของที่รัฐอาจจะต้องอุดหนุน แต่อุดหนุนบางเรื่อง เช่น ปัจจุบันเราให้การอุดหนุน กยศ. เอาอุดหนุนในสาขาที่ขาดแคลน อาจจะเป็นสาขาที่มันพื้นฐาน เขาก็อุดหนุน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อาจารย์คิดว่าควรมีข้อเสนออะไรสำหรับกยศ. ในการช่วยเหลือมัธยมปลายอีกบ้างไหม</strong></h3>



<p>ผมคิดว่าถ้าจะช่วยได้ให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน อาจจะเป็นเงินค่าครองชีพ ซึ่งผมมีความรู้สึกว่ามันต่ำไป แต่ก็ต้องถามว่าเด็กอยากจะกู้มากหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจนะ แต่ในความคิดผมคือมันไม่น่าจะพอ แล้วจริงๆ ผมว่า ม.ปลาย ไม่ได้อยากกู้นะ ถ้าไม่ถึงขั้นลำบากจริงๆ เขาก็จะยังไม่กู้ ไปยืมญาติก่อน เพราะค่าใช้จ่าย ม.ปลาย ไม่ได้มีค่าเทอมเหมือนมหาวิทยาลัย มันมีค่าครองชีพ ดังนั้น คนกู้ ม.ปลาย มีไม่เยอะ เท่าที่ผมคำนวณตัวเลขคร่าวๆ มีคนกู้ราว 10% ของคนเรียนต่อ ม.ปลาย</p>



<p>จริงๆ ข้อเสนอเดิมที ผมเสนอให้กศส. อุดหนุนเงินให้เด็กม.ปลายตัดสินใจที่จะเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ เพราะอย่าลืมว่าการตัดสินใจเรียนต่อ มันมีเงินมอบตัว ถ้าคุณไม่มีเงินมากพอไปจ่าย คุณอยากจะตัดสินใจเรียนต่อไหม หรือคุณไม่คิดว่าคุณจะได้เงินกู้ตอนเรียน คุณจะมาสมัครเรียนและมาดำเนินการไหม แล้วก็ระหว่างที่ยื่นกู้อยู่ รอการอนุมัติ แล้วไม่มีเงินในช่วงเทอมแรกจะอยู่อย่างไร เพราะกยศ. ใช้เวลาค่อนข้างนานในการอนุมัติ</p>



<p>ข้อเสนอของผมให้กสศ. ช่วยเด็กยากจนพิเศษคือ ถ้าเราคิดว่าเด็กที่เขามีความรู้ความสามารถ ทำไมเราไม่มาชดเชยตรงนี้ไป คล้ายๆ เป็นแรงโบนัสให้เขา คุณมาดำเนินการเข้าระบบ เราให้เงินคุณไปดำเนินการ แล้วก็หลังจากนั้น ถ้าคุณจำเป็นต้องกู้กยศ. เพื่อค่าเทอมก็ยื่นเรื่องไป หรือคุณจะกู้ญาติก็ไม่มีใครว่ากัน แต่ว่ากสศ. มาช่วยส่งตรงให้คุณเข้าสู่ระบบขั้นตอนนี้ให้ได้&nbsp;</p>



<p>แต่ทางกองทุนเขายังไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้&nbsp;เพราะอาจจะมีแนวโน้มว่าคุณอาจจะขอมาลองเฉยๆ แล้วคุณก็ทิ้ง เพราะว่าอดีตมันมีให้เงินมาก้อนหนึ่งเพื่อคุณมาสมัครเรียน แล้วคุณไม่ผ่าน ก็ไม่โผล่มาอีกเลย คุณก็ได้เงินก้อนนั้นไป ผมยังคิดอยู่ว่าทำไงดี</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อาจารย์มองเห็นว่าปัญหาช่วงก่อนเข้าเรียนตอนนั้นมันยังกู้กยศ. ไม่ได้ใช่ไหม</strong></h3>



<p>ใช่ ก็คนตอนไม่มีจะให้ทำอย่างไร คุณจะตัดสินใจได้อย่างไร ลำบากถูกไหม ต่างประเทศเขาก็มีนะ พยายามสร้างระบบบางอย่างว่าถ้าผมช่วยคุณไปถึงระดับหนึ่ง แล้วเราจะเก็บเงินไว้ให้คุณเป็นเงินก้นถุงเพื่อเรียนต่อ เพราะว่าไม่ใช่ไปถึงเวลาเราก็ปล่อยเขาไป ถ้าเขาไม่มี saving เขาก็ยังไม่สามารถจะเดินต่อได้ ก็เลยเป็นแนวคิดที่เสนอในบทความว่าถ้าเราผลักดันให้กลุ่มนี้ส่งถึงมือกยศ. มันจะเป็นประโยชน์ไหม แต่ว่าการตัดสินใจกู้หรือไม่กู้เป็นหน้าที่ของนักเรียนที่เขาจะรู้ความเสี่ยงของตัวเอง ว่าเขาควรจะกู้ไหม</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สุดท้ายอาจารย์คิดว่าภาพฝันสวัสดิการการศึกษาแบบไหนที่อาจารย์คิดว่าอยากให้มีในบ้านเราบ้าง</strong></h3>



<p>คงอยากเห็นโรงเรียนที่มีคุณภาพและเข้าถึงได้ ปัจจุบันเรารู้ว่าโรงเรียนมีคุณภาพเข้าถึงได้มันแก่งแย่งกันขนาดไหน ผู้ปกครองมีฐานะก็ไปตามหาโรงเรียนให้ลูก</p>



<p>ท้ายที่สุดแล้ว ระบบมันไม่ได้วางไว้ว่าทุกพื้นที่ต้องดูแลการบริการตัวนี้ของตัวเอง ถ้าท้องถิ่นเป็นคนดูแล คุณก็ไปเรียกเก็บเอาจากคนในพื้นที่ได้ เขาก็มีระบบว่าถ้าคุณมาจากพื้นที่ที่ไม่มีทรัพยากร ส่วนกลางเขาก็ไปชดเชยให้ ทุกวันนี้มันไม่มีระบบตรงนี้</p>



<p>ถ้าอยู่ในอเมริกาเขาอุดหนุนการเรียนผ่านฐานภาษี การที่เขาจัดเรียนฟรี มันมาจากที่ผู้ปกครองจ่ายเงินค่าเรียนในรูปภาษี property tax ให้กับท้องถิ่น แล้วเอาไปจัดสรรให้โรงเรียน แต่ตัวระบบเรา ไม่ได้ให้ตัวท้องถิ่นทำ แม้เราจะสร้างเขตพื้นที่มา แต่ของเราไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนกับเขตพื้นที่ต่างประเทศ&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>แสดงว่าการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นก็เป็นสิ่งสำคัญในการทำให้การศึกษามีคุณภาพและความเสมอภาค?</strong></h3>



<p>เป็นอีกมิติที่คนก็พยายามผลักดัน ทำยังไงให้ตัวอำนาจจากส่วนกลางลดลง แล้วให้ระดับพื้นที่หรือโรงเรียนเป็นศูนย์กลางของความเปลี่ยนแปลง เพราะว่าการกระจายอำนาจจากส่วนกลาง ส่วนใหญ่จะเป็นการกระจายอำนาจแบบเหมาโหล</p>



<p>จริงๆ ถามว่าเหมาโหลก็ได้ ก็คงต้องทำอย่างนั้น แต่มันต้องเปิดช่องให้ขจัดความแตกต่างในพื้นที่ที่ไปด้วย มันต้องมีฟังก์ชั่นตรงนี้ ที่ผมเสนอว่าจะต้องมีการปรับเงินอุดหนุนเป็นขั้นบันได การมีระบบกระจายอำนาจก็ช่วยเรื่องนี้ได้ดีกว่า</p>



<figure class="wp-block-table"><table><tbody><tr><td>หนึ่งในความพยายามผลักดันนโยบายเรียนฟรีคือ สภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครและเครือข่ายได้ผลักดันแคมเปญ “เรียนฟรีต้องฟรีจริง” โดยมีข้อเสนอสำคัญคือ&nbsp;<br>1. ขยายกลุ่มเป้าหมาย จากเดิม จัดสรรเป็นรายบุคคล เฉพาะระดับประถมศึกษา-ม.ต้น เป็น จัดสรรรายบุคคล เพิ่มระดับอนุบาล และม.ปลายเฉพาะนักเรียนยากจนพิเศษ ม. 4&nbsp;<br>2. ปรับอัตราเงินอุดหนุน จากเดิมให้เฉพาะนักเรียนชั้นประถมคนละ 1,000 บาทต่อปี และม.ต้น คนละ 3,000 บาทต่อปี เป็น อนุบาลคนละ 1,000 บาทต่อปี เด็กประถมคนละ 2,000 บาทต่อปี มัธยมต้นคนละ 4,000 บาทต่อปี มัธยมปลายคนละ 6,000 บาทต่อปี<br><br>อ่านรายละเอียดข้อเสนอเรียนฟรีต้องฟรีจริงได้ที่ : https://www.change.org/FreeEducationForAllThaiStudents</td></tr></tbody></table></figure>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/free-education-policy/">เรียนฟรีเหมือนกันแต่ได้ไม่เท่ากัน? : ปรับ ‘นโยบายเรียนฟรี’ ให้ตอบโจทย์สังคมไทย กับ ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘การประเมินสำคัญไม่แพ้การสร้างสรรค์’ แนวทางเสริมทักษะชีวิตเด็กด้อยโอกาสจากอินเดีย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/life-skill-assessment-scale-india/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=life-skill-assessment-scale-india</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 03 Aug 2021 07:20:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[อินเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวรรณ ธนาเลิศสมบูรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะชีวิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=44091</guid>

					<description><![CDATA[<p>นับเป็นเวลากว่า 73 ปีแล้ว ที่ ‘อินเดีย’ ประกาศตนเป็นเอก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/life-skill-assessment-scale-india/">‘การประเมินสำคัญไม่แพ้การสร้างสรรค์’ แนวทางเสริมทักษะชีวิตเด็กด้อยโอกาสจากอินเดีย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นับเป็นเวลากว่า 73 ปีแล้ว ที่ ‘อินเดีย’ ประกาศตนเป็นเอกราชจากอาณัติของสหราชอาณาจักร และพัฒนาประเทศขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจแห่งภูมิภาคเอเชียอย่างก้าวกระโดด จนใครหลายคนพากันจับตามองถึงความเป็นไปได้ที่ดินแดนภารตะแห่งนี้ จะมาสั่นคลอนตำแหน่งอันมั่นคงของ ‘จีน’ ในอีกไม่ช้า</p>



<p>ทว่า เส้นทางจาก ‘<a href="https://www.the101.world/suppawit-kaewkhunok-interview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">มหาอำนาจระดับภูมิภาค</a>’ สู่ ‘มหาอำนาจโลก’ ของอินเดีย อาจไม่ราบรื่นอย่างหวัง เพราะถึงแม้จะมีขอบเขตดินแดนกว้างขวาง และกำลังประชากรจำนวนกว่า 1.3 พันล้านคน มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน แต่อินเดียกลับติดหล่มโคลนสำคัญ อย่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความยากจนรุนแรง จนส่งผลให้การพัฒนาประเทศหลายด้านต้องหยุดชะงัก – โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการศึกษา</p>



<p>หากเราเจาะลึกรายละเอียดประชากรจำนวนกว่า 1.3 พันล้านคน จะพบว่ามีเด็กฐานะยากจนราว 160 ล้านคน โดยในกลุ่มนี้ไม่ได้เข้ารับการศึกษาในโรงเรียน 130 ล้านคน อีกทั้งเด็กนักเรียนเกรด 1 ถึงเกรด 10 (เทียบเท่าชั้นประถม 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในไทย) ยังมีอัตราการหยุดเรียนกลางคันสูงถึงร้อยละ 53 ตรงกันข้ามกับอัตราการสมัครเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่มีเพียงร้อยละ 15 ต่อปี</p>



<p>เมื่อชีวิตวัยเด็กขาดโอกาสเล่าเรียนอย่างเหมาะสม ทำให้เยาวชนร้อยละ 75 – มากกว่าครึ่งหนึ่งในแต่ละปีตามรายงานของ India Skill Report ปี 2015 เข้าสู่ตลาดแรงงานโดยขาดทักษะการประกอบอาชีพ ปรากฏการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนถึงศักยภาพการแข่งขันกับนานาอารยประเทศของอินเดีย และเป็นที่น่ากังวลว่าเยาวชนจะเอาตัวรอดในยุคแห่งความโกลาหลจากเทคโนโลยีและโรคระบาดได้อย่างไร</p>



<p>มองอย่างผิวเผิน โจทย์ใหญ่ของอินเดีย– หรืออาจรวมถึงประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่เผชิญปัญหาทำนองเดียวกันในเวลานี้ คือ การเร่งสร้างความรู้และทักษะชีวิตแก่กลุ่มเด็กด้อยโอกาส เพื่อพาประเทศออกจากหล่มความเหลื่อมล้ำให้เร็วที่สุด แต่สำหรับ&nbsp;<strong>ดร.ศรีหะริ รวินทรนาถ&nbsp;</strong>ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการศึกษา การประเมินผล เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ตามศักยภาพของบุคคลและการศึกษาแบบ STEM กลับมองว่า สิ่งสำคัญไม่แพ้วิธีพัฒนาทักษะ คือ เครื่องมือวัดและประเมินผลที่น่าเชื่อถือ</p>



<p>เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าโครงการสร้างเสริมทักษะแก่เด็กด้อยโอกาสจะส่งผลดีหรือไม่ และเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการ หรือควรเติมเต็มทักษะด้านใด จนกว่าจะได้วัดและประเมินผล ปี 2009-2010 ดร.ศรีหะริ จึงสวมหมวกรองผู้อำนวยการฝ่ายการวิจัยและผลกระทบขององค์กร Dream a Dream — องค์กรส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กด้อยโอกาส พัฒนาระบบวัดทักษะชีวิตที่เรียกว่า “<a href="http://dreamadream.org/reports/LSASForm2019.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Life Skill Assessment Scale</a>” หรือ LSAS ขึ้นมา</p>



<p>LSAS ถือเป็นนวัตกรรมชิ้นหนึ่ง ซึ่งได้การยอมรับอย่างกว้างขวางว่าช่วยเสริมสร้างระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์เด็กด้อยโอกาสในอินเดีย และอาจรวมถึงไทย –ที่กำลังพยายามผลักประเทศออกจากหล่มความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเช่นเดียวกัน</p>



<p>ในวันที่ 25 มิถุนายน 2563 <a href="https://www.the101.world/category/projects/eef-x-101/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</a> (กสศ.) จึงร่วมกับองค์กร Dream a Dream จัดงานเสวนา “<a href="https://www.facebook.com/watch/live/?v=190627102372195&amp;ref=watch_permalink" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การวัดทักษะชีวิตของเด็กด้อยโอกาสในประเทศกำลังพัฒนา</a>” เพื่อถอดบทเรียนการจัดโครงการส่งเสริมทักษะชีวิตและระบบวัดประเมินผล LSAS จากอินเดีย เพื่อสร้างการเรียนการสอนทักษะที่สำคัญในโลกยุคใหม่แก่เด็กด้อยโอกาสของไทยต่อไป</p>



<p></p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>ความท้าทายด้านการศึกษาในกลุ่มเด็กด้อยโอกาส</strong></h1>



<p>“เราต้องการเสริมสร้างอำนาจความรู้ความสามารถให้แก่เด็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีภูมิหลังที่ด้อยโอกาส หรือฐานะยากจน”</p>



<p>ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนเกินควบคุมในปัจจุบัน กลุ่มเด็กยากจน คือ กลุ่มที่ดร.ศรีหะริเห็นว่าสังคมต้องเอาใจใส่ ไม่ปล่อยให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากที่สุด เพราะฐานะครอบครัวที่ขัดสนทำให้เด็กหลายคนต้องเผชิญกับความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นการขาดความรักความเอาใจใส่ การถูกล่วงละเมิด ความรุนแรง การถูกทอดทิ้งหรือเป็นกำพร้า ฯลฯ</p>



<p>“ความจริงที่เราต้องยอมรับคือ ทุกวันนี้ เด็กที่มีฐานะระดับล่างสุด 20 เปอร์เซ็นต์ต้องเจอกับสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ทุกวัน พวกเขาโดนข่มเหงรังแก เจอความรุนแรง โดนปฏิเสธจากสังคม และโดนทอดทิ้งมากกว่ากลุ่มอื่นๆ” ดร.ศรีหะริกล่าว และขยายความเพิ่มเติมว่า ในบรรดาปัญหาทั้งมวลที่เด็กยากจนต้องพบเจอ ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่า ‘ความหิวโหย’ ‘การขาดแคลนอาหาร’ ซึ่งนำมาสู่ปัญหา ‘ทุพโภชนาการ’ อีกแล้ว</p>



<p>จากรายงานของ Global Nutrition Report 2015 และ Hunger and Malnutrition ปี 2011 พบว่า อินเดียเป็นประเทศที่มีเด็กแคระแกร็นมากที่สุดในโลก หรือร้อยละ 59 ของจำนวนเด็กทั้งหมด ขณะที่การสำรวจของกระทรวงพัฒนาสตรีและเด็ก ร่วมกับ UNICEF ในปี 2014 ก็ยิ่งตอกย้ำว่าเป็นปัญหาสาหัส เมื่อผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า เด็กอินเดียอายุไม่ถึง 5 ปี กลับมีภาวะแคระแกร็นถึงร้อยละ 39 และอีกร้อยละ 15 มีภาวะผอมเกินไป</p>



<p>การที่เด็กๆ ต้องอดมื้อกินมื้อ ส่งผลใหญ่หลวงต่อภาวะการเจริญเติบโต ไม่เพียงแค่ทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมีทักษะด้านกระบวนการคิดต่ำ เช่น ความจำไม่ดี แยกแยะข้อมูลไม่ได้ ทักษะด้านความสัมพันธ์แย่ วุฒิภาวะและทักษะด้านอารมณ์ต่ำ รวมถึงยังทำให้เด็กมีอาการวิตกกังวลสูง จนยากจะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมหรือสังคมได้อย่างราบรื่น</p>



<p>“จากประสบการณ์ 20 ปีที่ผมศึกษามา พบว่า เมื่อการเจริญเติบโตทางร่างกายหยุดชะงักหรือชะลอตัวลง การพัฒนาด้านทักษะก็จะหยุดชะงักหรือช้าลงตามไปด้วย” ดร.ศรีหะริอธิบาย</p>



<p>“เมื่อรวมกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น เกิดสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ เกิดความเปลี่ยนแปลงจากการพัฒนาชุมชนชนบทเป็นชุมชนเมือง มีการอพยพย้ายถิ่นฐาน และการดำเนินธุรกิจในเชิงอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เด็กกลุ่มนี้ ที่มาจากพื้นเพอันโชคร้าย ก็อาจจะรับมือไม่ไหว ทำให้พวกเขาอาจไม่มีความพร้อมในการใช้ชีวิตหรือแม้กระทั่งเข้าสู่ระบบการศึกษา</p>



<p>“และเมื่อพวกเขาไม่พร้อม เด็กก็เลือกจะหยุดเรียนหนังสือกลางคัน สุดท้ายก็มีองค์ความรู้ไม่เพียงพอต่อการเข้าทำงานในระบบ เกิดเป็นปัญหาตกงานตามมา”</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>“เด็กด้อยโอกาสจึงเป็นกลุ่มที่เราต้องให้ความสนใจช่วยพัฒนาทักษะชีวิตมากที่สุด”</p></blockquote>



<p>อย่างไรก็ตาม โชคดีที่งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า การขาดทักษะด้านกระบวนการคิดต่างๆ สามารถเติมเต็มให้ทัดเทียมกับเด็กกลุ่มอื่นๆ ได้ หากมีการสนับสนุน ส่งเสริมให้เรียนรู้ที่ดี</p>



<p>“เราจึงมีการส่งเสริมการสอนทักษะชีวิตหรือทักษะเร่งด่วนที่เด็กควรได้รับในหลักสูตรการศึกษา” นั่นคือจุดเริ่มต้นของการทำงานขององค์กร Dream a Dream นำโดยดร.ศรีหะริกับเยาวชนผู้ด้อยโอกาสนับหมื่นรายในแต่ละปีนับตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา</p>



<p></p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>สร้างทักษะชีวิต ประเมินเด็ก และเปลี่ยนแปลงการศึกษา</strong></h1>



<p>คำว่า ทักษะชีวิต ในที่นี้ ดร.ศรีหะริยึดตามนิยามขององค์การอนามัยโลก ปี 1997 ว่าประกอบไปด้วย ทักษะ 10 หัวข้อหลัก ได้แก่ ทักษะการตัดสินใจ ทักษะการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ทักษะการแก้ไขปัญหา ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะการตระหนักรู้ในตน ทักษะการเข้าใจผู้อื่น ทักษะการจัดการกับอารมณ์ และทักษะการจัดการความเครียด</p>



<p>ในบรรดา 10 ทักษะนี้ ดร.ศรีหะริและองค์กร Dream a Dream เชื่อว่า ทักษะการตัดสินใจ การแก้ไขปัญหา คิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมถึงการเข้าใจและปฏิบัติตามคำสั่ง คือ ทักษะสำคัญที่จะช่วยให้กลุ่มเด็กด้อยโอกาสเอาชนะความทุกข์ยากและเกิดความก้าวหน้าในโลกอันผันผวนได้ แผนยุทธศาสตร์ขององค์กรจึงเน้นการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย คือ เด็กนักเรียน ครู และรัฐ เพื่อสร้างบทเรียนทักษะชีวิตลงไปในหลักสูตรและยกระดับการศึกษาอินเดียให้ตอบโจทย์โลกแห่งความเป็นจริง</p>



<p>สำหรับการทำงานร่วมกับเด็ก ดร.ศรีหะริและองค์กรใช้วิธีออกแบบโครงการพัฒนาทักษะชีวิตหลังเลิกเรียน เรียกว่า “After School Life Skill” โดยสนับสนุนให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่นกีฬา ทำงานศิลปะ หรือทำกิจกรรมที่ชอบ เพื่อเติมเต็มทักษะชีวิตนอกตำราเรียน และโครงการเชื่อมโยงความรู้สู่สายอาชีพ หรือ “Career Connect Program” ที่ใช้วิธีให้ความรู้ ทักษะการประกอบอาชีพแก่เด็กนอกระบบการศึกษา เช่น การใช้เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ ฝึกทักษะการสื่อสาร การพูดภาษาอังกฤษ เพื่อให้นำไปใช้หาเลี้ยงตนเองได้จริง เป็นต้น</p>



<p>ด้านการทำงานร่วมกับครู ดร.ศรีหะริกล่าวว่า หัวใจสำคัญคือ “การทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาตระหนักว่าทักษะชีวิตมีความสำคัญ และต้องสร้างความสมดุลระหว่างการเรียนในห้องเรียน กับการเรียนเพื่อเพิ่มพูนทักษะชีวิต” รวมถึง “ต้องพยายามผสมผสานทักษะชีวิตเข้าไปในวิชาเรียนที่มีอยู่ หรือมีการจัดเวลา เพื่อเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะชีวิตในชั้นเรียน”</p>



<p>ดังนั้น ดร.ศรีหะริจึงจัดให้มีโครงการอบรมครู เพื่อทำความรู้จักกับแนวคิด วิธีการสอนทักษะชีวิตแก่นักเรียน สร้างพื้นที่ห้องเรียนที่ปลอดภัย สบายใจ และมีความสุขแก่เด็กๆ พร้อมกันนั้น ก็ทำงานร่วมกับรัฐบาล ผู้กำหนดนโยบาย สื่อ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญในแต่ละรัฐของอินเดีย เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีคิด วัตถุประสงค์ของการศึกษาเสียใหม่</p>



<p>“เป้าหมายของเราต้องการให้เปลี่ยนวิธีคิดที่สังคมมีต่อเยาวชนผู้ด้อยโอกาส วิธีคิดที่มีเกี่ยวกับการศึกษา และนิยามของคำว่าความสำเร็จ” ดร.ศรีหะริเล่า “เพราะถ้าเราจะยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กๆ หลายล้านคนผ่านการศึกษา ต้องทำผ่านรัฐบาลเท่านั้น” ซึ่งก็มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในปี 2018 เมื่อรัฐเดลีได้ประกาศให้โรงเรียนทั้งหมดใช้หลักสูตรแห่งความสุขที่มีพื้นฐานมาจากแนวคิดขององค์กร Dream a Dream</p>



<p>ทั้งนี้ ดร.ศรีหะริยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าจะทำให้โครงการพัฒนาทักษะชีวิตเด็กด้อยโอกาสแต่ละโครงการประสบผลสำเร็จระดับรัฐ โดยปราศจากผลลัพธ์และประสิทธิภาพในรูปแบบที่จับต้องได้ อีกหนึ่งงานสำคัญของเขา จึงเป็นการพัฒนาระบบวัดทักษะชีวิต “Life Skill Assessment Scale” (LSAS) ซึ่งมีโจทย์ว่าต้องเป็นเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ที่เที่ยงตรง ใช้ง่าย เกิดประโยชน์แก่เด็กด้อยโอกาส และควรนำไปใช้ได้ทุกบริบท ทุกพื้นที่ ทุกวัฒนธรรม และทุกประเทศ</p>



<p>“เราประชุมในลักษณะโฟกัสกรุ๊ป ระหว่างครูผู้สอน NGO อาสาสมัครต่างๆ ที่ทำงานร่วมกับเด็กด้อยโอกาส และตัดสินใจพัฒนาหัวข้อทักษะที่ใช้ในการสังเกตพัฒนาการของเด็ก” ทักษะดังกล่าว มีด้วยกันทั้งหมด 5 หัวข้อ คือ การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น การแก้ไขปัญหา ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การจัดการความขัดแย้ง และการทำความเข้าใจ ปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำแนะนำ</p>



<p>“ทักษะทั้ง 5 หัวข้อนี้เป็นทักษะที่สามารถแสดงออก และผู้สังเกตการณ์สามารถเห็นได้ โดยเราจะใช้มาตรวัดแบบลิเคอร์ท” ดร.ศรีหะริขยายความ</p>



<p>มาตรวัดแบบลิเคอร์ท (Likert-Type Scale) เป็นมาตรวัดทักษะเด็กที่ใช้เกณฑ์ 5 ระดับ จากทำไม่ได้, ทำได้โดยได้รับความช่วยเหลืออย่างมาก, ทำได้โดยได้รับความช่วยเหลือบางส่วน, ทำได้โดยได้รับความช่วยเหลือเล็กน้อย และทำได้ด้วยตัวเอง คิดเป็นคะแนน 1-5 คะแนน ผู้สังเกตการณ์จะทำการบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการของเด็กๆ อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งนำไปขยายผลเพิ่มเติมว่าเด็กคนใดควรเพิ่มเติมทักษะด้านไหนเป็นพิเศษ</p>



<p>“การที่ได้คะแนนน้อยจากการใช้เครื่องมือวัดทักษะชีวิต ไม่ได้หมายความว่าเด็กคนนั้นไม่มีทักษะด้านนั้นเลย แต่หมายถึงเด็กคนดังกล่าวต้องการการพัฒนาจากเดิมให้ดียิ่งขึ้น และถ้าได้รับคะแนนเต็ม นั่นหมายความเด็กคนนั้นสามารถใช้ทักษะชีวิตได้อย่างอิสระ” ดร.ศรีหะริกล่าว</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>“จุดประสงค์ของเครื่องมือนี้ คือ การพัฒนาทักษะชีวิตของเด็กที่ยังไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ รวมถึงสามารถนำทักษะไปใช้ได้จริง”</p></blockquote>



<p>เครื่องมือวัดที่เรียกสั้นๆ ว่า LSAS นี้ ถูกนำไปทดลองใช้กับเด็กอายุ 8-16 ปีกว่า 1,136 รายในอินเดีย และได้ผลลัพธ์น่าเชื่อถือ น่าพึงพอใจ ใช้ง่ายสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นครู นักวิจัย ผู้พัฒนาโครงการสอนทักษะต่างๆ หน่วยงานที่สนับสนุนเงินทุนแก่โครงการ หรือใครก็ตามที่สนใจทำงานร่วมกับเด็กด้อยโอกาส เพราะเป็นมาตรวัดให้คะแนนไม่ซับซ้อน และมี<a href="https://www.youtube.com/watch?v=nhbBldB3-TI&amp;list=PLLRVGE2-txnj1CRxP-TWqv5ykWKQUUYWs" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สื่อแนะนำวิธีใช้งาน</a>อย่างถูกต้อง</p>



<p>“ผลการวัดและประเมินทักษะชีวิตผ่านเครื่องมือนี้ สามารถวัดผลสัมฤทธิ์โดยรวมทั้งหมดของโครงการพัฒนาทักษะ ว่าเด็กก่อนและหลังเข้าโครงการมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สามารถเปรียบเทียบผลระหว่างโครงการต่างๆ ทำให้เราสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทักษะชีวิตเพิ่มขึ้นได้จากกิจกรรมแบบไหน เช่น เพิ่มจากการเล่นกีฬา หรือการเรียนศิลปะ เป็นต้น” ดร.ศรีหะริแจกแจง</p>



<p>“เรายังสามารถวิเคราะห์ได้ว่าทักษะชีวิตทั้ง 5 หัวข้อตามที่ได้กล่าวมามีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปอย่างไรบ้างในเด็กแต่ละคน และดูว่าเด็กๆ ต้องเข้าร่วมโครงการนานเท่าไรจึงจะมีการพัฒนาทักษะชีวิตอยู่ในระดับที่เราพอใจ”</p>



<p>หนึ่งในตัวอย่างที่ดร.ศรีหะริเล่าให้ฟังคือเด็กชายชื่อระวี จากการสังเกตการณ์ขั้นแรกก่อนเข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะชีวิตนั้น ระวีได้แสดงให้เห็นว่าเขามีจุดเด่นด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ โดยอยู่ในระดับ 4 หรือแสดงศักยภาพได้ดีเมื่อได้รับความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย ขณะเดียวกัน สิ่งที่ระวีต้องพัฒนาให้มากขึ้น คือ ทักษะการจัดการกับความขัดแย้ง ซึ่งอยู่แค่ระดับ 1 หรือต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างมากจึงจะทำได้ดี</p>



<p>เมื่อผลการประเมินเป็นเช่นนี้ ช่วงที่ระวีเข้าโครงการพัฒนาทักษะชีวิต ผู้จัดโครงการจึงให้เขาได้ทำกิจกรรมแสดงตัวตน ใช้ทักษะความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ และเผชิญความท้าทายในการจัดการปัญหาความขัดแย้งต่างๆ จนหลังจบโครงการและประเมินทักษะอีกครั้ง ผลก็คือระวีสามารถพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ถึงระดับ 5 หรือใช้ได้อย่างคล่องแคล่วในชีวิตประจำวัน และทักษะจัดการความขัดแย้งเพิ่มขึ้นจากเดิมแบบเห็นได้ชัด</p>



<p>“โดยสรุปแล้ว เราต้องการให้ทุกคนเห็นว่าทักษะชีวิตมีความสำคัญ และควรพัฒนาในตัวเด็กทุกคน โดยเฉพาะเด็กด้อยโอกาสที่อยู่ในระดับล่างของสังคม วิธีการเพิ่มทักษะชีวิตสามารถทำได้ผ่านการสอดแทรกเข้าไปในกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอนในห้อง หรือกิจกรรมนอกห้องอย่างการเล่นกีฬา และต้องไม่ลืมว่าการมีเครื่องมือวัดประเมินทักษะชีวิต จะช่วยให้เราเข้าใจว่า เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป ทักษะของเด็กเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และควรเติมเต็มด้านใด”</p>



<p>อย่างไรก็ตาม แม้ระบบวัดประเมินทักษะชีวิต LSAS จะเป็นที่ยอมรับว่าใช้ง่าย และใช้ได้แทบทุกบริบทวัฒนธรรม แต่สิ่งที่ดร.ศรีหะริทิ้งท้ายก่อนจบงานเสวนา คือ ไม่ว่าจะนำเครื่องมือหรือโครงการใดไปประยุกต์ใช้ ก็ควรจะมีการปรึกษาหารือ รับฟังความเห็นของคนทำงานจริงเช่นครูหรืออาสาสมัคร เพื่อออกแบบการพัฒนาทักษะชีวิตที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละพื้นที่</p>



<p>ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เป็นไปเพื่อคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดของเด็กๆ นั่นเอง</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/life-skill-assessment-scale-india/">‘การประเมินสำคัญไม่แพ้การสร้างสรรค์’ แนวทางเสริมทักษะชีวิตเด็กด้อยโอกาสจากอินเดีย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อาสาส่งคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค จาก KPMG ให้น้องได้เรียน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/16102020-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=16102020-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 18 Oct 2020 10:40:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อุดม วงษ์สิงห์]]></category>
		<category><![CDATA[สีตลา ชาญวิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[Kerry Express]]></category>
		<category><![CDATA[KPMG]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=22591</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/16102020-2/">อาสาส่งคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค จาก KPMG ให้น้องได้เรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-22593" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/thumbnail-9.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/thumbnail-9.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/thumbnail-9-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/thumbnail-9-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/thumbnail-9-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือกับ<strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</strong>  เมื่อ <strong>Kerry Express</strong>  ธุรกิจด้านขนส่งแถวหน้าของเมืองไทย อาสาส่งคอมพิวเตอร์ชนิดพกพา ซึ่งได้รับการบริจาคมาจาก บริษัท <strong>KPMG</strong> ไปยังนักเรียนที่ขาดแคลนอุปกรณ์เทคโนโลยีทางการศึกษาทั่วประเทศ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา <strong>ดร.อุดม วงษ์สิงห์</strong> ผอ.สำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา เป็นตัวแทนจาก กสศ. ให้การต้อนรับ<strong> คุณสีตลา ชาญวิเศษ</strong> Head of Marketing communication Kerry Express พร้อมกับกล่าวแสดงความขอบคุณ Kerry Express ปันน้ำใจขนส่งอุปกรณ์เทคโนโลยีทางการศึกษาให้ถึงมือน้องๆ ในถิ่นทุรกันดาร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ <strong>คุณสีตลา ชาญวิเศษ</strong> กล่าวว่า Kerry เป็นธุรกิจขนส่งเอกชนครอบคลุมพื้นที่เกือบ 99 เปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศ โดยมีความตั้งใจให้ชีวิตผู้คนทั่วทั้งประเทศไทยดีขึ้นผ่านการรับส่งสินค้าต่างๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ที่ผ่านมา Kerry ให้ความร่วมมือภาครัฐ เอกชน มูลนิธิ  ในการช่วยเหลือสังคมอยู่แล้ว ซึ่งครั้งนี้ เราได้รับการติดต่อจาก กสศ. และได้พันธมิตร KPMG ซึ่งมีความประสงค์บริจาคคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คมือสองส่งให้นักเรียนที่ขาดโอกาส Kerry เล็งเห็นว่า ตรงกับพันธกิจที่เราทำมาอยู่แล้ว จึงไม่รีรอเข้ามาให้ความร่วมมือช่วยขนส่งคอมพิวเตอร์ชนิดพกพาจำนวน 49 กล่อง ไปยังพื้นที่ห่างไกล คาดว่าเครื่องมือทางการศึกษาเหล่านี้จะถืงมือน้องๆ ภายในเวลา 2 วัน” ผู้บริหาร Kerry กล่าว </span></p>
<p><figure id="attachment_22595" aria-describedby="caption-attachment-22595" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-22595 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/a-11.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/a-11.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/a-11-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/a-11-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/a-11-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-22595" class="wp-caption-text">(ซ้ายไปขวา) ดร.อุดม วงษ์สิงห์ จากกสศ. และ <span style="font-weight: 400;">คุณสีตลา ชาญวิเศษ จาก Kerry Express</span></figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ในอนาคต  Kerry  มีความตั้งใจทำกิจกรรมลักษณะนี้กับ กสศ.ให้มากยิ่งขึ้นด้วยการช่วยส่งต่อสิ่งดีๆ ถึงมือน้องๆ ในพื้นที่ห่างไกลอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นพันธกิจสำคัญของ Kerry อยู่แล้วด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“Kerry ถือว่า ธุรกิจการขนส่ง เป็นกระดูกสันหลังของประเทศ ถ้าส่งไม่ดี ทุกอย่างจะล่าช้า เช่นเดียวกับสาเหตุของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มาจากความห่างไกล ฉะนั้นถ้าเราสามารถเข้าถึงได้มากได้เร็ว ธุรกิจเราอาจช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ การพัฒนาของเราไม่ใช่เชิงธุรกิจอย่างเดียว ถ้าเราพัฒนาได้ดีช่วยสังคมได้เร็วขึ้นความเหลื่อมล้ำจะลดลงได้เยอะ” คุณสีตลา กล่าว  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายสุด <strong>คุณสีตลา</strong> กล่าวเชิญชวนภาคธุรกิจเอกชน ส่งมอบความช่วยเหลือไปถึงน้องๆ ผู้ขาดโอกาสทางการศึกษา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราสามารถแบ่งปันช่วยเหลือสังคมได้ ถือเป็นสปิริตของทุกคนที่ลุกขึ้นมาทำงานเพื่อคนอื่น จึงขอเชิญชวนภาคธุรกิจอื่นๆ มองจุดแข็งมีอะไรบ้าง และนำจุดแข็งนั้นไปช่วยแก้ปัญหาสังคมได้ เช่น Kerry มีจุดแข็งความเร็ว พร้อมส่งมอบเรื่องราวดีๆ เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้ครอบคลุมทั่วประเทศ” </span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/16102020-2/">อาสาส่งคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค จาก KPMG ให้น้องได้เรียน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เชิดชูเกียรติครูดีเด่นในอาเซียนและติมอร์-เลสเต 11 ประเทศ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/270820-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=270820-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Aug 2020 06:52:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร]]></category>
		<category><![CDATA[อนุชิต วัฒนาพร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=20721</guid>

					<description><![CDATA[<p>มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับกระทรวงศึกษาธ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/270820-2/">เชิดชูเกียรติครูดีเด่นในอาเซียนและติมอร์-เลสเต 11 ประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-20723" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnailA-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnailA-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnailA-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnailA-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnailA-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร หน่วยงานรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวเปิดตัวการสรรหาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดย ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานคณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เป็นรางวัลเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระปรีชาและทรงมีคุณูปการอย่างยิ่งต่อการศึกษาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เป็นรางวัลพระราชทานระดับนานาชาติ เพื่อเชิดชูเกียรติครูดีเด่นในอาเซียนและติมอร์-เลสเต 11 ประเทศ ซึ่งจะมีการคัดเลือก ประเทศละ 1 คน เป็นเวลา 2 ปีต่อครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประธานคณะกรรมการมูลนิธิ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4 มีกำหนดพระราชทานรางวัลในวันที่ 29 ตุลาคม 2564 โดยประเทศไทยและประเทศในอาเซียนและติมอร์-เลสเต กำลังคัดเลือกครูผู้มีผลงานดีเด่นและสร้างคุณประโยชน์ต่อการศึกษา สำหรับประเทศไทยได้กำหนดคุณสมบัติเฉพาะ คือ เป็นครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์และมีคุณูปการต่อวงการศึกษา โดยเป็นหรือเคยเป็นครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในสถานศึกษาทุกสังกัด รวมถึงครูนอก</span><span style="font-weight: 400;">สถานศึกษาที่สอนผู้เรียนในวัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีประสบการณ์สอนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 15 ปี และปฏิบัติงานสอนหรืองานด้านการศึกษาอยู่จนถึงวันรับพระราชทานรางวัล ทั้งนี้ผู้มีสิทธิ์เสนอชื่อครู แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ศิษย์เก่าอายุ 25 ปีขึ้นไป สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน องค์กรนิติบุคคลและมีภารกิจส่งเสริมการเรียนรู้ และคณาจารย์ที่เคยเป็นผู้สอนครู เสนอชื่อครูได้ที่คณะกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัด ส่วนกลุ่มที่ 2 องค์กรภาครัฐและเอกชนคัดเลือกครูระดับประเทศ เพื่อเสนอมาที่คณะกรรมการคัดเลือกส่วนกลาง จากนั้นจะมีการคัดเลือกและลงพื้นที่เพื่อพิจารณาครูผู้สมควรได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เพียง 1 คนของประเทศไทย และเนื่องจากการคัดเลือกมาจากสุดยอดครูของแต่ละจังหวัด มูลนิธิฯ จึงมอบรางวัลครูขวัญศิษย์ ซึ่งมาจากสุดยอดครูของจังหวัด รางวัลครูยิ่งคุณ 17 คน และรางวัลคุณากร 2 คน เพื่อให้สังคมเห็นคุณค่าและเชิดชูครูผู้ทุ่มเทเปลี่ยนแปลงชีวิตลูกศิษย์ตลอดทั้งชีวิตของความเป็นครู</span></p>
<p><figure id="attachment_20724" aria-describedby="caption-attachment-20724" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-20724 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/B-1-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/B-1-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/B-1-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/B-1-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/B-1-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-20724" class="wp-caption-text">ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานคณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โจทย์ท้าทายการทำงานของครูและการเรียนรู้ของผู้เรียนในยุคความปกติใหม่ (New Normal) ที่กำลังเกิดขึ้น คือ การเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด (Digital Disruption) ที่โควิด-19 เป็นตัวเร่งให้ครูต้องปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีและเหตุการณ์ เช่น การสอนที่ถูกกำหนดด้วยการรักษาระยะห่าง (social distancing) การช่วยเด็กที่ครอบครัวช่วยไม่ได้ รวมถึงความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่มีแนวโน้มสูงขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากข้อมูลเบื้องต้นของ กสศ. พบว่าจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบทางลบให้จำนวนนักเรียนยากจนพิเศษเพื่อจัดสรรทุนเสมอภาคถึง 1.8 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.5 สะท้อนให้เห็นว่าครัวเรือนยากจนและเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน บทบาทของครูจึงมีส่วนช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กเยาวชน เพื่ออุดช่องว่างของการไม่ได้เรียนหนังสือเต็มที่ตามปกติ ความยากจนของครอบครัวเพิ่มความเหลื่อมล้ำ ซึ่งที่ผ่านมามูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ได้สร้างพื้นที่การทำงานร่วมกับครูไทยและครูในอาเซียนและติมอร์-เลสเต ผ่านเวทีวิชาการนานาชาติ การประชุมแลกเปลี่ยนการทำงานผ่านระบบออนไลน์ถึงรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ที่ทั่วโลกต้องเผชิญ การส่งเสริมศักยภาพครูให้มีความฉลาดรู้ดิจิทัล (Digital literacy) การถอดบทเรียนจากประสบการณ์การทำงานของสุดยอดครู การสร้างจิตวิญญาณความเป็นครูให้กับครูรุ่นใหม่ รวมถึงการต่อยอดการทำงานของครูผู้ทุ่มเทในกลุ่มเด็กเยาวชนที่ขาดโอกาส เพราะมากกว่าการคัดเลือกครู คือ การสร้างพลังเครือข่ายการทำงานของครูในอาเซียนและติมอร์-เลสเต ที่ส่งผลถึงลูกศิษย์ เพื่อนครู โรงเรียน และคุณภาพการศึกษา” ดร.กฤษณพงศ์ กล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นายสมคิด จันทมฤก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า กลไกของคณะกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัด ซึ่งมาจากหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคสื่อมวลชน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ศึกษาธิการจังหวัดเป็นเลขานุการ มีส่วนสำคัญในการสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อร่วมกันค้นหาครูที่มีจิตวิญญาณในการเปลี่ยนแปลงชีวิตลูกศิษย์และมีคุณูปการต่อวงการศึกษาในทุกจังหวัด จึงขอเชิญชวนร่วมกันส่งรายชื่อครูมาที่คณะกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัด และเป็นปีแรกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมในการเสนอชื่อได้ โดยส่งเรื่องราวของครูมาที่ www.PMCA.or.th โดยระบบจะส่งข้อมูลเพื่อแจ้งเบาะแสครูที่ดีให้กับคณะกรรมการจังหวัดในการค้นหาครูต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นายจักรวาร เสาธงยุติธรรม นักดนตรี โปรดิวเซอร์และนักเรียบเรียงเพลง กล่าวถึงครูผู้เปลี่ยนชีวิตว่า สิ่งสำคัญที่ได้รับจากครูมากกว่าความรู้ คือโอกาส ตอนเรียนอยู่ชั้น ม. 1 วิทยาลัยนาฏศิลป์ วิชาเอกไวโอลิน วิทยาลัยมีกฎห้ามนักเรียนจับเครื่องดนตรีที่ไม่ได้เลือกเรียน ทำให้ต้องแอบซ้อมเปียโน แกะตัวโน้ต เพื่อไปทำงานเป็นนักดนตรีกลางคืน โดยมีครู 2 ท่านคอยช่วยเหลือ คือ ครูเอกเปียโนที่มอบกุญแจห้องพักครูไว้ให้ซ้อมตอนกลางคืน และครูสุทินที่รู้ว่ามีนักเรียนทำผิดกฎแต่ก็ยอมปล่อย เพราะรู้ว่าต้องใช้ประกอบอาชีพ ครูจึงเป็นคนเปิดโอกาสและสอนให้รู้จักใช้ชีวิต รู้จักอดทน เพราะชีวิตคนไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน แต่ต้องมีประสบการณ์ข้างนอกด้วย นอกจากนี้ยังมีครูกัลยา ครูสอนภาษาไทย นาฏศิลป์ และครูฝ่ายปกครองที่ทุกคนเกรงกลัวถึงความเข้มงวด แต่ตนไม่รู้สึกกลัว เพราะท่านไม่เคยดุและพูดเพราะอยู่เสมอ ประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากครู จึงสอนให้ทุกเหตุการณ์และทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตสามารถเป็นครูที่จะสอนให้เราพัฒนาขึ้นได้เสมอ</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-20725" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/A-1-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/A-1-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/A-1-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/A-1-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/A-1-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นายเกวลัง ธัญญเจริญ เจ้าของธุรกิจส่วนตัว อดีตนักศึกษาวิทยาลัยสารพัดช่างพระนครศรีอยุธยา แผนกวิชาช่างเทคนิคอุตสาหกรรม จบการศึกษาในทัณฑสถานวัยหนุ่มพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า รู้จักกับครูเกษมสุข ชัยชิตาทร ครูผู้บุกเบิกแผนกวิชาช่างเทคนิคอุตสาหกรรมในทัณฑสถานวัยหนุ่ม เพราะเคยต้องคดียาเสพติด ประทับใจในการสอนที่ทุ่มเท ยอมแบกเครื่องจักรน้ำหนัก 30 – 40 กิโลกรัม มาให้ลูกศิษย์ได้ลงมือทำจริง รวมถึงประสานผู้ที่มีความรู้จากภายนอก พารุ่นพี่ที่จบแล้วมีงานทำมาแลกเปลี่ยน ถ่ายทอดวิชาชีพ และเล่าเรื่องราวจากโลกภายนอก ซึ่งเป็นเหมือนการให้ภูมิคุ้มกัน บางคนญาติยังไม่มาเยี่ยม ครูก็โทรประสานและหาชุดนักศึกษามาให้ใส่ เพื่อสร้างบรรยากาศในการเรียน ครูจึงไม่ได้ดูแลแค่หน้าที่การสอน แต่เป็นครูผู้ให้โอกาสคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นายอนุชิต วัฒนาพร อาจารย์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กล่าวว่า ตนได้แบบอย่างความเป็นครูจากครูปราณี วิจิตรโชติ ครูขวัญศิษย์ ปี 2558 ผู้ถ่ายทอดความมีวินัย ความเป็นระเบียบ ท่านเข้มงวดโดยใช้คำพูดให้อยู่ในร่องในรอยของการเรียน แต่ไม่เคยเห็นท่านใช้กำลังลงโทษเด็ก ซึ่งตรงนี้สำคัญมากที่ลูกศิษย์จะกล้าเข้าหาครูอย่างไม่กลัว ท่านดูแลลูกศิษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียม และเมื่อครูปราณีได้มาเป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างแรงบันดาลใจของความเป็นครูให้กับครูรุ่นใหม่ก็รู้สึกประทับใจว่านี่คือครูของเรา สิ่งที่ตนได้จากครูปราณีและจะสร้างครูรุ่นต่อไปคือครูต้องมีอุดมการณ์ พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อพัฒนาลูกศิษย์ ใช้ความรักนำและวิธีการจัดการศึกษาค่อยตามมา</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/270820-2/">เชิดชูเกียรติครูดีเด่นในอาเซียนและติมอร์-เลสเต 11 ประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หนุนพัฒนาต้นแบบศพด.กว่า 700 แห่ง ขยายทุนเสมอภาคช่วยเด็กอนุบาลยากจนพิเศษทั่วประเทศ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/18072020-5/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=18072020-5</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Jul 2020 11:36:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[กาฬสินธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[รศ. ดร.วีระชาติ กิเลนทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ม.หอการค้าไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ทรงเกียรติ ล้านพลแสน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองตอกแป้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=18421</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; เมื่อวันที่17กรกฎาคม 2563 กองทุนเพื่อความเสมอภาค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/18072020-5/">หนุนพัฒนาต้นแบบศพด.กว่า 700 แห่ง ขยายทุนเสมอภาคช่วยเด็กอนุบาลยากจนพิเศษทั่วประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18432" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail_0-2.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail_0-2.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail_0-2-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail_0-2-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail_0-2-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อวันที่17กรกฎาคม 2563 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงข่าวเปิดผลสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (school readiness) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือติดตามสถานการณ์เด็กปฐมวัย บ่งชี้ปัญหาที่อาจจะส่งผลให้เด็กปฐมวัยไม่พร้อมที่จะเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา และช่วยสนับสนุนภารกิจของคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัดของแต่ละจังหวัด ที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติปี 2562</span></p>
<p><strong> </strong><span style="font-weight: 400;"><strong>ดร.ไกรยส  ภัทราวาท</strong> รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า School readiness จะช่วยสะท้อนภาพในแต่ละจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชนว่าเด็กปฐมวัย มีสถานการณ์และต้องการความช่วยเหลืออย่างไร เพื่อให้คนในพื้นที่นำมาวางเป้าหมายพัฒนาหรือระดมทรัพยากรช่วยเหลือเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><figure id="attachment_18423" aria-describedby="caption-attachment-18423" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18423 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-6.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-6.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-6-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-6-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-6-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/c-6-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18423" class="wp-caption-text">ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกันยังช่วยติดตามผลในระยะยาว และข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะทำให้เห็นพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ซึ่งการติดตามผลไม่ได้ดูเพียงแค่ผลการสอบเข้าป.1ได้หรือไม่ได้ แต่ยังรวมไปถึงด้านภาวะทุพโภชนาการ พัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นต้น ทั้งนี้ กสศ. มีบทบาทสนับสนุนให้เด็กปฐมวัยในครอบครัวที่รายได้น้อยได้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพได้จนสำเร็จการศึกษาตามศักยภาพและความถนัดของแต่ละคน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย โดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ศาสตราจารย์ James J. Heckman จาก University of Chicago ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนในเด็กปฐมวัยเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าให้ผลตอบแทนแก่สังคมดีที่สุด ในระยะยาว 7-12 เท่า </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18468" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/200625_EEFI_Info_Poster-1.jpg" alt="" width="1191" height="860" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/200625_EEFI_Info_Poster-1.jpg 1191w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/200625_EEFI_Info_Poster-1-300x217.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/200625_EEFI_Info_Poster-1-768x555.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/200625_EEFI_Info_Poster-1-750x542.jpg 750w" sizes="(max-width: 1191px) 100vw, 1191px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวว่า ในปีการศึกษา 2563 นี้ กสศ. สนับสนุนมาตรการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้แก่กลุ่มเด็กปฐมวัยหลายลักษณะ ครอบคลุมสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเกือบ700 แห่ง โดยมีเด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัยมากกว่า 60,000 คน กระจายทั่วประเทศ ผ่านมาตรการ ดังนี้ 1. สนับสนุนทุนส่งเสริมโอกาสเข้าถึงการศึกษาแก่เด็กปฐมวัยจากครอบครัวยากจนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย (ศพด. ศูนย์เด็กเล็ก กทม.) คนละ 800 บาทต่อปีการศึกษา หรือ400 บาทต่อภาคเรียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> 2. สนับสนุนงบประมาณสำหรับพัฒนาคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัด อปท. 400 แห่งๆ ละไม่เกิน 25,000 บาท เพื่อนำไปใช้พัฒนาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ พ.ศ.2561 3. สนับสนุนองค์ความรู้และพัฒนาทักษะให้แก่อาสาสมัครผู้ดูแลเด็กเล็กสังกัดกทม.อีก 295 แห่ง นอกจากนี้ยังเป็นปีแรกที่ กสศ. ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลในการสนับสนุนทุนเสมอภาคให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษระดับอนุบาลทุกสังกัด (สพฐ. ตชด.และอปท.) คนละ3,000 บาทต่อปี มากกว่า 60,000 คน ใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ศพด.ถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับผู้มีรายได้น้อย เพราะผู้ปกครองต้องไปทำงานไม่มีใครเลี้ยงดูบุตรหลาน หรือมีญาติพี่น้องมาดูแลเด็ก การส่งไปเรียนใน ศพด. จึงมีความสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงเด็กหลุดจากระบบการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยได้ และผลสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย ไม่ใช่เป็นการไปจับผิดการทำงานในพื้นที่ หรือทำให้แต่ละพื้นที่ต้องแข่งขันกัน แต่เป็นข้อมูลเพื่อให้รู้ว่าพื้นที่ตัวเองมีสถานการณ์แบบไหน เพื่อนำไปสู่การวางแผนพัฒนาเป้าหมาย ระดมการมีส่วนร่วม ตลอดจนติดตามผลเพื่อให้เกิดพัฒนาการต่อเนื่องซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต ” <strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าว</span></p>
<p><figure id="attachment_18424" aria-describedby="caption-attachment-18424" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18424 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-1.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-1.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-1-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-1-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/d-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18424" class="wp-caption-text">รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>รศ. ดร.วีระชาติ กิเลนทอง</strong> คณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย และผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ความพร้อมของเด็กปฐมวัย ต้องประกอบด้วย ความพร้อมของเด็ก ความพร้อมของสถานศึกษา และความพร้อมของครอบครัว ทั้งนี้สถาบันฯ ได้สำรวจความพร้อมเด็กปฐมวัยฯ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 ใน 6 จังหวัด โดยมีข้อมูลเด็กชั้นอนุบาล 3 ทั้งหมด 3,402 คน จาก 229 โรงเรียน ข้อมูลครอบครัว 2,900 ครัวเรือน และข้อมูลครู 460 คน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนปีการศึกษา 2562 ดำเนินการสำรวจข้อมูลทั้งสิ้น 19 จังหวัด โดยมีข้อมูลเด็กชั้นอนุบาล 3 ทั้งหมด 9,526 คน จาก 684 โรงเรียน ข้อมูลครอบครัว 8,332 ครัวเรือน และข้อมูลครู 774 คน โดยใช้เครื่องมือทดสอบทักษะทางด้านคณิตศาสตร์ ภาษา และความพร้อมของกล้ามเนื้อมัดเล็ก พบว่าเด็กพื้นที่ชายแดนใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพัฒนาการด้านการศึกษาต่ำกว่าภาคอื่นๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุหรือปัจจัยที่มีผลต่อความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัย ทางสถาบันจึงทำการสำรวจเชิงลึกซ้ำอีกครั้ง เพื่อจัดเก็บข้อมูลเด็กปฐมวัยในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามและกาฬสินธุ์ โดยในปีล่าสุด (2562) มีกลุ่มตัวอย่างเด็กปฐมวัยทั้งสิ้น1,437คน จาก1,237ครัวเรือน พบว่าปัญหาความยากจนหรือความขัดสนในครอบครัว มีผลเสียต่อความพร้อมด้านการศึกษาของเด็กปฐมวัย ความยากจนทำให้พ่อแม่ไม่มีเวลาทำกิจกรรมกับลูก ส่งผลให้เด็กใช้เวลาว่างอย่างไม่มีเวลาคุณภาพ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รวมถึงไม่มีอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ ซึ่งการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพ สามารถช่วยพัฒนาความพร้อมด้านการศึกษาของเด็กปฐมวัยได้ โดยการที่ท้องถิ่นช่วยพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชนบทให้มีคุณภาพ อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ได้จากการสำรวจครั้งนี้จะช่วยให้ กสศ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถชี้เป้าพื้นที่ที่ควรให้การสนับสนุน ซึ่งจะช่วยให้การทำงานเชิงพื้นที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การนำข้อมูลที่ได้บางส่วนมาวิเคราะห์เชิงลึกยังช่วยให้เข้าใจถึงสาเหตุและแนวทางแก้ไข </span></p>
<div class="page" title="Page 1">
<div class="section">
<div class="layoutArea">
<div class="column">
<p><strong>เปิดรายงาน ความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (School Readiness)</strong> <strong>: </strong><a href="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/slide-press-072020.pdf" target="_blank" rel="noopener noreferrer">คลิกดาวน์โหลด</a></p>
<p>&nbsp;</p>
</div>
</div>
</div>
</div>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-18438" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-21.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-21.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-21-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-21-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-21-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-21-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>นายทรงเกียรติ ล้านพลแสน</strong> นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองตอกแป้น อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า หลังจากนำหลักสูตรการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตามโครงการลดความเหลื่อมล้ำด้วยการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพ โดย รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง มาใช้ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลหนองตอกแป้นฯ ผลปรากฏว่าเด็กๆ มีพัฒนาการที่ดีขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญคือการตอบรับของบุคลากรในพื้นที่ เราได้คนที่มีความเป็นครูเข้ามาร่วมอบรม เอาใจใส่ลูกหลาน  ซึ่งที่ผ่านมา โอกาสที่เด็กๆในพื้นที่ชนบทห่างไกลจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆเป็นเรื่องยาก ซึ่งทางเราต้องทำให้เด็กได้รับประโยชน์ได้มากที่สุด โดยมีครูเป็นสื่อกลางในการรับความรู้แล้วนำมาถ่ายทอด ขณะที่การบริหารจัดการในศูนย์เราไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ตั้งแต่อุปกรณ์การเรียน ของเล่น อาหาร หรือรถรับส่ง เพราะเราอยากให้เด็กทุกคนได้เข้าถึงสิทธิทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน</span></p>
<p><figure id="attachment_18425" aria-describedby="caption-attachment-18425" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-18425 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/e-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-18425" class="wp-caption-text">ทรงเกียรติ ล้านพลแสน นายกอบต.หนองตอกแป้น อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">หัวใจสำคัญของหลักสูตรไฮสโคป คือเน้นที่ความสม่ำเสมอ ซึ่งผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดคือความเปลี่ยนแปลงในตัวเด็ก เราจะเห็นว่าเด็กกล้าคิด กล้าตั้งคำถาม กล้าแสดงออก หรือกล้าทดลองเพื่อหาคำตอบจากสิ่งรอบตัวด้วยตนเองมากขึ้น จากที่เมื่อก่อนเขาจะเงียบ ไม่กล้าถามกล้าคุยกับผู้ใหญ่ แต่ตอนนี้เขามีความมั่นใจ มีภาวะผู้นำ พูดจาฉะฉาน สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี</span><span style="font-weight: 400;"> รวมถึงสิ่งที่เป็นผลพลอยได้จากความร่วมมือในครั้งนี้ คือความตื่นตัวของผู้ปกครองในพื้นที่ตำบลหนองตอกแป้น ที่เขาอยากให้ลูกหลานได้เข้ามารับหลักสูตรนี้ จากที่ได้คุยกับผู้ปกครองของเด็กที่ผ่านกิจกรรมมาแล้ว เขาบอกว่ามีความสุข ดีใจที่เห็นพัฒนาการรอบด้านของเด็ก จากไม่ค่อยพูด ทำอะไรไม่เป็น ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่พอมาอยู่ที่ศูนย์ ฯ เด็กสื่อสารดีขึ้น ช่วยตัวเองได้ในหลายด้าน กินข้าวเป็น หยิบจับช้อนจานชาม เก็บเองได้หลังกินเสร็จ เขาก็ภูมิใจว่าลูกเขาทำได้ ซึ่งนั่นเป็นผลจากที่เราฝึกให้เขาทำทุกวัน จนซึมซับโดยไม่รู้ตัว”<strong> นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองตอกแป้น</strong> กล่าว </span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/18072020-5/">หนุนพัฒนาต้นแบบศพด.กว่า 700 แห่ง ขยายทุนเสมอภาคช่วยเด็กอนุบาลยากจนพิเศษทั่วประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แต่งตั้ง “ดร.ไกรยส” รองผู้จัดการกสศ.ร่วมทัพปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/03072020-5/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=03072020-5</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Jul 2020 06:59:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[มติครม.]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพัฒน์ฯ]]></category>
		<category><![CDATA[คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วรากรณ์ สามโกเศศ]]></category>
		<category><![CDATA[ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[วิวัฒน์ เรืองเลิศปัญญากุล]]></category>
		<category><![CDATA[วิวัฒน์  ศัลยกำธร]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริเดช สุชีวะ]]></category>
		<category><![CDATA[ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์]]></category>
		<category><![CDATA[ศักรินทร์ ภูมิรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัสโคโรน่า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=17862</guid>

					<description><![CDATA[<p>การปฏิรูปประเทศต้องเดินหน้าต่อไป โดยการประชุมคณะรัฐมนตร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/03072020-5/">แต่งตั้ง “ดร.ไกรยส” รองผู้จัดการกสศ.ร่วมทัพปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><a href="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-1.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-17874" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/thumbnail-2-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปฏิรูปประเทศต้องเดินหน้าต่อไป โดย</span><span style="font-weight: 400;">การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม. ) เมื่อวันที่ </span><span style="font-weight: 400;">30 </span><span style="font-weight: 400;">มิ.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ จำนวน 13 คณะ  ประกอบด้วย การแต่งตั้งแทนผู้ที่พ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งเพิ่มเติมจำนวน 11 คณะ และแต่งตั้งขึ้นใหม่ 2 คณะ  </span></p>
<p>กล่าวสำหรับ <strong>“คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา</strong>ชุดใหม่ มาทำความรู้จักกัน เริ่มต้นจาก <b>นายวรากรณ์   สามโกเศศ </b>เป็นประธานกรรมการ  ปัจจุบันนายวรากรณ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะที่ปรึกษาด้าน<span style="font-weight: 400;">ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในศูนย์บริหารสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัสโคโรน่า </span>อีกด้วย</p>
<p>สำหรับ คณะกรรมการล้วนเป็นบุคลากรแวดวงการศึกษาชั้นนำ เพื่อผลักดันการปฏิรูปการศึกษาให้เป็นผลสำเร็จ<span style="font-weight: 400;">  ได้แก่  <strong>นายศักรินทร์ ภูมิรัตน์</strong> </span><span style="font-weight: 400;"> ประธานมูลนิธิส่งเสริมวิทยา</span><span style="font-weight: 400;">ศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์</span><span style="font-weight: 400;">  <strong>นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ </strong> </span><span style="font-weight: 400;">นายกสภาวิศวกร กรรมการในคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง</span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><strong>นางประพันธ์ศิริ สุเสารัจ </strong><span style="font-weight: 400;">ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.)</span><span style="font-weight: 400;"> และ</span> <span style="font-weight: 400;">คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย</span><span style="font-weight: 400;">ศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)  ท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลิตนิสิตเรียนดีแต่ยากจนในโครงการเพชรในตม  <strong>นาย</strong></span><strong>ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์</strong> <span style="font-weight: 400;">ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)</span><span style="font-weight: 400;">  </span><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><strong>นายศิริเดช สุชีวะ </strong><span style="font-weight: 400;">คณบดีคณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   <strong>นาย</strong></span><strong>สมภพ  มานะรังสรรค์ </strong><span style="font-weight: 400;">อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์</span> <span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">เคยดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์</span><span style="font-weight: 400;">มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </span><span style="font-weight: 400;"><strong>นายวิวัฒน์  เรืองเลิศปัญญากุล</strong> ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>นายวิวัฒน์  ศัลยกำธร </strong>หรือที่รู้จักกันในนาม <strong>&#8220;อาจารย์ยักษ์&#8221; </strong> </span><span style="font-weight: 400;">อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง</span><span style="font-weight: 400;">เกษตรและสหกรณ์ ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ</span><span style="font-weight: 400;">  อดีตประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>นายไกรยส  ภัทราวาท</strong> รองผู้จัดการกสศ.  นักการศึกษารุ่นใหม่เคยเป็นกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาร่วมผลักดันกฎหมายกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  <strong>นางสาวกานดา  ชูเชิด </strong> ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคม เป็นกรรมการและเลขานุการ</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-17882" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-4.jpg" alt="" width="855" height="719" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-4.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-4-300x252.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-4-768x646.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/a-4-750x631.jpg 750w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้  แต่งตั้ง</span><span style="font-weight: 400;">คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ชุดใหม่ รวม 14 คน โดยมี นายนิธิ มหานนท์ เป็นประธานกรรมการ  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนคณะกรรมการปฏิรูปประเทศแทนผู้ที่พ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งเพิ่มเติมจำนวน 11 คณะ ได้แก่  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง รวม 13 คน โดยมี นายปกรณ์ ปรียากร เป็นประธานกรรมการ   คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน รวม 15 คน โดยมี คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ เป็นประธานกรรมการ  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย รวม 14 คน โดยมี นายบวรศักดิ์  อุวรรณโณ เป็นประธานกรรมการ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม รวม 15 คน โดยมี นายเข็มชัย ชุติวงศ์ เป็นประธานกรรมการ  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ รวม 15 คน โดยมี นายอิสระ ว่องกุศลกิจ เป็นประธานกรรมการ  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวม 15 คน โดยมี นายรอยล จิตรดอน เป็นประธานกรรมการ  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการสาธารณสุข รวม 15 คน โดยมี นายอุดม คชินทร เป็นประธานกรรมการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ รวม 15 คน โดยมี นายเสรี วงษ์มณฑา เป็นประธานกรรมการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม รวม 14 คน โดยมี นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ   ณ อยุธยา เป็นประธานกรรมการ  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน รวม 15 คน โดยมี นายพรชัย รุจิประภา เป็นประธานกรรมการ   คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวม 14 คน โดยมี นายภักดี โพธิศิริ เป็นประธานกรรมการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/03072020-5/">แต่งตั้ง “ดร.ไกรยส” รองผู้จัดการกสศ.ร่วมทัพปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เสนอ ครม. พิจารณางบปี 64 ตัดงบส่วนต่างๆ เพิ่มให้กสศ.แก้ปัญหาเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/1987-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=1987-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Jun 2020 14:19:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล]]></category>
		<category><![CDATA[สุภกร บัวสาย]]></category>
		<category><![CDATA[สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา]]></category>
		<category><![CDATA[อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์]]></category>
		<category><![CDATA[สภาผู้แทนราษฎร]]></category>
		<category><![CDATA[งบประมาณ]]></category>
		<category><![CDATA[เสมอภาค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=17461</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2563  การประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/1987-2/">เสนอ ครม. พิจารณางบปี 64 ตัดงบส่วนต่างๆ เพิ่มให้กสศ.แก้ปัญหาเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-17463" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-16.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-16.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-16-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-16-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-16-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2563  การประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)  ได้มีการพิจารณารับทราบรายงานประจำปีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 2562 โดยมี นายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ.เป็นผู้ชี้แจงทั้งนี้สมาชิกสภาฯ ส่วนใหญ่ มองว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณให้กับ กสศ. น้อยเกินไป ไม่สอดคล้องกับพันธกิจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จึงเสนอว่าในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2564 ควรจัดงบประมาณให้กับกสศ.เพิ่มเติมมากขึ้น</p>
<p><strong>น.ส.สุทธวรรณ  สุบรรณ ณ อยุธยา</strong> ส.ส. นครปฐม พรรคก้าวไกล  อภิปรายว่า กสศ.ดำเนินงานมาสองปีแล้ว เป็นกองทุนที่ดีมากในการช่วยเหลือลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แต่งบประมาณเพียงเท่านี้น้อยเกินไปกับปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศ โดยเฉพาะโครงการทุนเสมอภาค ปี 2562 ใช้งบประมาณไป ค้นหานักเรียนยากจน</p>
<p>โดยกสศ.จัดสรรค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่ากิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพ ให้ได้คนละสามพันบาทต่อปี หากหารออกมา ตกวันละ 8 บาทกว่าต่อวัน ไม่คิดว่าจะลดความเหลื่อมล้ำได้ ยิ่งมีสถานการณ์โควิดเข้ามา ยิ่งเห็นความเหลื่อมล้ำมากขึ้นเรื่อย</p>
<p><figure id="attachment_17465" aria-describedby="caption-attachment-17465" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-17465 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/สุทวรรณ.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/สุทวรรณ.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/สุทวรรณ-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/สุทวรรณ-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/สุทวรรณ-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/สุทวรรณ-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-17465" class="wp-caption-text">น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ส.ส. นครปฐม พรรคก้าวไกล</figcaption></figure></p>
<p>น.ส.สุทธวรรณ กล่าวย้ำว่า ทุกโครงการกสศ. มีประโยชน์ แต่ได้รับงบประมาณสนับสนุนน้อยมาก ทุกโครงการย่อมทำให้ได้ประสิทธิภาพไม่ดีพอ ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาใหญ่มาก แต่ได้รับงบประมาณแก้ปัญหาน้อย เหมือนเราป่วยต้องทานยาสองเม็ด แต่ตอนนี้ทานยาได้ไม่ถึงครึ่งเม็ดด้วยซ้ำ  จึงอยากให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ กสศ.</p>
<p><strong>นายอัครเดช  วงษ์พิทักษ์โรจน์ </strong>ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)  เสนอว่า ขณะนี้ กำลังเข้าสู่กระบวนการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564  จากประสบการณ์เมื่อปีที่แล้ว สภาตั้งกรรมาธิการพิจารณางบประจำปี 2563 ได้ตัดลดบงบประมาณหมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่สามารถนำไปให้กระทรวง ทบวง กรม ได้ เพราะผิดรัฐธรรมนูญ จึงนำไปให้องค์กรอิสระ ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์</p>
<p><figure id="attachment_17466" aria-describedby="caption-attachment-17466" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-17466 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/อัครเดช.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/อัครเดช.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/อัครเดช-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/อัครเดช-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/อัครเดช-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/อัครเดช-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-17466" class="wp-caption-text">นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์</figcaption></figure></p>
<p><strong>“ดังนั้นในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564  </strong><strong>ถ้ามีการปรับลดลงประมาณ ขอเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม. )  สำนักงบประมาณ ช่วยนำเงินจำนวนหมื่นล้านบาท  ไปให้กสศ.ที่มีการบริหารงานได้เป็นอย่างดี มีประสิทธิภาพ มีผลชี้วัดลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลในการส่งเสริม เด็ก เยาวชนได้รับการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ”</strong> นายอัครเดช กล่าว</p>
<p><strong>นายจักรพันธ์   พรนิมิต</strong>  ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)  อภิปรายว่า   โจทย์ใหญ่ของการศึกษายุคปัจจุบันคือการสร้างโอกาสเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างมีคุณภาพเท่าเทียมกัน  การจัดตั้งกสศ.เป็นเรื่องสำคัญมากเกี่ยวกับประเทศ เมื่อตอนต้นปี ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล  ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า มีความตั้งใจใช้รูปแบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาใช้กับการศึกษาไทย ตนเห็นด้วย ร้อยเปอร์เซนต์</p>
<p>ทั้งนี้ ปัญหาสาธารณสุขกับการศึกษามีปัญหาคล้ายๆกันมาก่อน จะทำอย่างไร ให้คนเข้าถึงบริการภาครัฐอย่างเท่าเทียม  ปริมาณและคุณภาพต้องไปด้วยกัน</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/1987-2/">เสนอ ครม. พิจารณางบปี 64 ตัดงบส่วนต่างๆ เพิ่มให้กสศ.แก้ปัญหาเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แนะติดเครื่องโครงการวิจัยพัฒนาครูต้นแบบ กรุยเส้นทางเสมอภาคการศึกษาอย่างทั่วถึง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/4321-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=4321-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 Jun 2020 14:41:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[นพ.สุภกร บัวสาย]]></category>
		<category><![CDATA[ตวง อันทไชย]]></category>
		<category><![CDATA[สว.]]></category>
		<category><![CDATA[นพ.เฉลิมชัย เครืองาม]]></category>
		<category><![CDATA[เฉลา พวงมาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[การประชุมวุฒิสภา]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ.กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ธานี อ่อนละเอียด]]></category>
		<category><![CDATA[รายงานประจำปีกสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ชาญวิทย์ ผลชีวิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=17310</guid>

					<description><![CDATA[<p>การประชุมวุฒิสภา เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา  ได้มีกา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/4321-2/">แนะติดเครื่องโครงการวิจัยพัฒนาครูต้นแบบ กรุยเส้นทางเสมอภาคการศึกษาอย่างทั่วถึง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-17312" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-15.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-15.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-15-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-15-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-15-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p>การประชุมวุฒิสภา เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา  ได้มีการพิจารณา <strong>รายงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ประจำปี 2562   </strong>สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ให้ความสนใจการทำงานของ กสศ. เป็นอย่างมาก</p>
<p>เนื่องจากเป็นองค์กรใหม่ที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาโดยบริหารงานมาได้เพียงสองปี  ทำให้มีผู้เสนอขออภิปรายถึง 12 ราย ขณะที่  <strong>นายสุภกร  บัวสาย </strong> ผู้จัดการ กสศ. ทำหน้าที่เป็นผู้ชี้แจงการทำงานของกองทุนฯ</p>
<p>สมาชิกวุฒิสภาเสนอแนะ กสศ. เกี่ยวกับดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างแท้จริง เป็นที่น่าสังเกต สมาชิกวุฒิสภาให้ความสำคัญโครงการครูรักษ์ถิ่น พร้อมเสนอให้กสศ. ศึกษาวิจัยแนวทางพัฒนาครูต้นแบบอยางทั่วถึง</p>
<p><strong>นายตวง อันทไชย</strong> ในฐานะประธานกรรมาธิการศึกษา วุฒิสภา  เริ่มต้นอภิปรายว่า จากการพิจารณารายงานประจำปีของกสศ.ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการศึกษา ก่อนหน้านี้ พบว่า การดำเนินการหรือจัดให้มีการศึกษา วิจัย หรือค้นคว้าแนวทางในการพัฒนาครู ให้มีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีคุณธรรม มีจริยธรรม มีความรู้ และมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาผู้เรียนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา ยังมีการดำเนินการที่คิดเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับผลการดำเนินโครงการสำคัญทั้ง 9 โครงการ ที่ผ่านมาในปีงบประมาณ 2562 ของกองทุน</p>
<p>&#8220;การที่ดำเนินโครงการวิจัยพัฒนาครู อยู่ในสัดส่วนที่น้อย จะส่งผลให้เข้าใจได้ว่าการดำเนินงานส่วนใหญ่ของกองทุนนั้นเป็นการให้ความช่วยเหลือในเรื่องของเด็กยากจนเฉพาะการอุดหนุนในส่วนของเงินงบประมาณ ซึ่งอาจไม่สามารถนำไปขยายผลในเชิงการลดความเหลื่อมล้ำในมิติเชิงคุณภาพได้  ดังนั้น จึงควรพิจารณาให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการในปีถัดไป” <strong>นายตวง</strong> กล่าว</p>
<p><figure id="attachment_17313" aria-describedby="caption-attachment-17313" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-17313 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/ตวง.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/ตวง.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/ตวง-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/ตวง-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/ตวง-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/ตวง-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-17313" class="wp-caption-text">นายตวง อันทไชย ในฐานะประธานกรรมาธิการศึกษา วุฒิสภา</figcaption></figure></p>
<p>นอกจากนี้ <strong>นายตวง </strong> ระบุว่า   ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ของการตั้ง กสศ. ในวาระเริ่มแรกเป็นเวลา 3 ปี รัฐบาลควรจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่กสศ.ไม่น้อยกว่า 5 เปอร์เซนต์ของเงินงบประมาณรายจ่ายในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาของปีงบประมาณก่อน แต่ที่ผ่านมา กสศ. ได้รับจัดสรรเงินอุดหนุนยังไม่เพียงพอส่งผลให้กสศ.ขาดทรัพยากรที่จะนำมาใช้ในการดำเนินงานในช่วง 3 ปีแรก เพื่อใช้ในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา  ดังนั้น คณะรัฐมนตรีควรพิจารณาความเหมาะสมในด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มอัตราการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนอย่างเพียงพอ เพื่อให้กสศ.ขับเคลื่อนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>นายตวง  กล่าวทิ้งท้าย ชื่นชมและให้กำลังใจ กสศ. แสดงตัวเลขเหลื่อมล้ำเห็นทิศทางอนาคตได้ดี พร้อมกับเห็นด้วยกับโครงการ พัฒนาอาชีพให้ชุมชนเป็นฐาน ซึ่งจากประสบการณ์กองทุน SIP (กองทุนเพื่อความร่วมมือทางสังคม)  ใช้ฐานทุนเป็นตัวขับเคลื่อนจะสามารถลดความเหลื่อมล้ำในชุมชน ให้คนในชุมชนเป็นตัวช่วยชุมชน อยากขยายไปยังเครือข่ายอื่นที่อยู่ตามซอกหลืบป่าเขาด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-17314" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-23.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-23.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-23-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-23-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-23-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-23-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>นายเฉลา พวงมาลัย</strong> สว.</span> <span style="font-weight: 400;">ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพครู เช่นกัน โดยอภิปรายว่า</span> <span style="font-weight: 400;">อยากให้ กสศ. เจาะลึกถึงกระบวนการผลิตครู เดิมใช้งบประมาณ </span><span style="font-weight: 400;">42 </span><span style="font-weight: 400;">ล้านบาท ก็ควรเพิ่มงบประมาณ เพื่อใช้การเรียนการสอน ให้นักศึกษาเรียนวิชาชีพครู พัฒนาชนบทตัวเอง</span></p>
<p><figure id="attachment_17315" aria-describedby="caption-attachment-17315" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-17315 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/เฉลา.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/เฉลา.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/เฉลา-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/เฉลา-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/เฉลา-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/เฉลา-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-17315" class="wp-caption-text">นายเฉลา พวงมาลัย สว.</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมอยากให้กสศ.พิจารณาว่าทำอย่างไร ให้นักเรียนอยู่ในชนบทได้รับการศึกษา เมื่อมีงบประมาณ ให้เขามาเรียนในมหาวิทยาลัยติดตามพฤติกรรม สร้างคุณธรรมจริยธรรม และให้ไปพัฒนาท้องถิ่น ต่อยอดครูอย่างมีคุณภาพ อยากให้เงินกองทุนนี้ ขยายโอกาสให้ชนบทไดรับการศึกษาอย่างแท้จริง” นายเฉลา กล่าว</span></p>
<h4></h4>
<h4>ยูเนสโกชื่นชม กสศ.</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่ <strong>นพ.เฉลิมชัย เครืองาม</strong> กล่าวว่า องค์การยูเนสโก ได้เลือกกสศ. ของไทยเป็นหนึ่งในแปดกรณีศึกษาของโลก ที่มีความก้าวหน้าในการทำให้การศึกษาเป็นสิ่งเสมอภาค นี่คือ ปรากฎการณ์ที่เป็นเกียรติอย่างยิ่ง หนึ่งในแปดไม่ใช่ว่าได้มาง่ายๆ องค์ประกอบสำคัญ คือ กสศ. ตลอดการทำงานสองปีเต็ม ทำให้ฝันของผู้ยากไร้ ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้เข้าถึงการศึกษา  แม้ว่างบประมาณสนับสนุนให้กระทรวงศึกษาธิการ จำนวนห้าแสนล้านบาท แต่ปรากฎการณ์ที่ผู้ไม่เข้าถึงการศึกษาหรือเหลื่อมล้ำการศึกษา ยังคงอยู่ ไม่เชื่อว่า แค่กสศ.หน่วยงานเดียวดำเนินการเรื่องนี้ แต่ต้องประสานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง</span></p>
<p><figure id="attachment_17316" aria-describedby="caption-attachment-17316" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-17316 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/เฉลิมชัย.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/เฉลิมชัย.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/เฉลิมชัย-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/เฉลิมชัย-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/เฉลิมชัย-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/เฉลิมชัย-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-17316" class="wp-caption-text">นพ.เฉลิมชัย เครืองาม สว.</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“งบที่ได้ถูกจัดสรรถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างอาคารสถานที่ เป็นเงินเดือนบุคลากรการศึกษาจำนวนมาก  แต่นับมีเพียง </span><span style="font-weight: 400;">0.5 %</span><span style="font-weight: 400;"> ช่วยเหลือกรณีผู้ยากไร้เข้าถึงการศึกษา เด็กอายุ </span><span style="font-weight: 400;">3 &#8211;</span> <span style="font-weight: 400;">5 </span><span style="font-weight: 400;">ปี ราวสองล้านคน ที่ควรจะเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานแต่มีความเสี่ยงหลุดพ้นจากการศึกษา เด็กอายุ </span><span style="font-weight: 400;">3 </span><span style="font-weight: 400;">&#8211; </span><span style="font-weight: 400;">5 </span><span style="font-weight: 400;">ปี ประมาณหกแสนคนอยู่นอกระบบการศึกษา เป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจ&#8221; นพ.เฉลิมชัย กล่าว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นพ.เฉลิมชัย กล่าวว่า  ข้อมุูลกสศ.เด็กไทยที่พ้นระดับขั้นพื้นฐานก้าวเข้าสู่ระดับมัธยมและระดับอุดมศึกษาแค่ </span><span style="font-weight: 400;">5 </span><span style="font-weight: 400;">เปอร์เซนต์แล้วอย่างนี้ประเทศไทยจะหลุดพันกับดักรายได้ปานกลางได้อย่างไร  ฉนั้นจำนวนเงิน ที่กรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา  เสนอมาปีละสองหมื่นห้าพันล้าน คือห้าเปอร์เซนต์ของงบศธ.แต่ละปีไม่มากเลย  กระนั้น กสศ.มีบทบาทหน้าที่สำคัญ ไม่เชื่อว่ากสศ.องค์กรเดียวทำได้สำเร็จ สิ่งที่ต้องไปทำ ต้องเป็น คลังสมอง สร้างนวัตกรรม สร้างเทคโนโลยี ระดมสรรพกำลัง ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของรธน.และพ.ร.บ.กสศ.</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมฝากกสศ. ประการแรก อย่าไปดำเนินการแบบสังคมสังเคราะห์ ผมเห็นด้วยเพราะเป็นการให้โดยไม่หวังผล ท่านต้องช่วยอย่างหวังผลเพื่อให้ผู้รับมีพัฒนการที่ดี พัฒนาการทั้งสุขภาพ กายใจ เชาว์ปัญญา พัฒนาทัศนคติเจตนคติ อุดมการณ์ ซึ่งต้องประสาน กับ ศธ. พม. และภาคเอกชน ทำวิจัยให้เยอะ เป็นทิงแทงค์ให้ทุกภาคส่วนนำไปต่อยอดใช้งาน  งบประมาณ 2.5 พันล้านบาท กับนักเรียน ยังไงก็ไม่พอ ท่านต้องไปปรับยุทธศาสตร์การดำเนินงานบริหารของกสศ.ให้บรรลุวัตถุประสงค์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  ภายใต้งบประมาณที่จำกัดได้อย่างไร” นายเฉลิมชัย กล่าว </span></p>
<p><figure id="attachment_17343" aria-describedby="caption-attachment-17343" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-17343 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/ชาญ.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/ชาญ.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/ชาญ-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/ชาญ-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/ชาญ-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/ชาญ-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-17343" class="wp-caption-text">นายชาญวิทย์ ผลชีวิน สว.</figcaption></figure></p>
<h4>ให้โอกาสเด็กความสามารถพิเศษ</h4>
<p><span style="font-weight: 400;">นายชาญวิทย์ ผลชีวิน เสนอ กสศ.เข้าไปสนับสนุนการค้นหาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ  นักดนตรี  ศิลปะ  กีฬา อยากตั้งคำถามว่า ในจำนวน 9 โครงการ เด็กพวกนี้ไปอยู่โครงการไหน สิ่งที่พวกเราได้เห็นคนเหล่านี้ กีฬา ดนตรี ศิลปะ คือการศึกษาหรือไม่ ถ้ากสศ.คิดว่า สิ่งเหล่านี้คือการศึกษา อยากฝากกสศ. ช่วยสนับสนุนคนเหล่านี้   ถ้าเขามีทุนอยู่แล้ว กสศ.จะสนับสนุนส่วนอื่นให้เขาประสบความสำเร็จได้หรือไม่  เปิดโอกาสสร้างให้เด็กเหล่านี้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>แนะเชื่อมโครงการเน็ตประชารัฐ</h4>
<p><figure id="attachment_17317" aria-describedby="caption-attachment-17317" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-17317 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/ธานี.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/ธานี.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/ธานี-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/ธานี-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/ธานี-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/ธานี-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-17317" class="wp-caption-text">นายธานี อ่อนละเอียด สว.</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นายธานี อ่อนละเอียด อภิปรายด้วยการเสนอว่า อยากเห็น ความร่วมมือ จากบุคลากรครูที่มีคุณภาพอาสาสอนหนังสือผ่านโครงการเน็ตประชารัฐครอบคลุม </span><span style="font-weight: 400;">7.4 </span><span style="font-weight: 400;">หมื่นกว่าหมู่บ้านทั่วประเทศ มีประชากรชายขอบ </span><span style="font-weight: 400;">3</span><span style="font-weight: 400;">,</span><span style="font-weight: 400;">920  </span><span style="font-weight: 400;">กว่าแห่งจะแก้ปัญหาความเท่าเทียมกันความเสมอภาคทางการศึกษา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมเคยฝัน และไม่รู้จะมีโอกาสเห็นไหม  โดยรัฐสร้างแรงจูงใจให้เขาได้หรือไม่ เช่นให้สิทธิพิเศษ เช่นลดภาษี สิทธิการรักษาพยาบาล การขอพระราชทานเครื่องราชย์  ท่านเหล่านี้จะมาช่วยแต่ละสาขาวิชาชีพเหมือนอาจารย์หมอ  ครูที่อยู่ประจำก็จะช่วยสอนเพื่อจะลดความเสมอภาคทางการศึกษา ให้โรงเรียนที่ขาดแคลนมีสื่อการเรียนการสอน คุณภาพการศึกษาจะเท่ากันทั่วประเทศ” นายธานี กล่าว</span></p>
<p><figure id="attachment_17341" aria-describedby="caption-attachment-17341" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-17341 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/หมอ.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/หมอ.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/หมอ-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/หมอ-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/หมอ-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/หมอ-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /><figcaption id="caption-attachment-17341" class="wp-caption-text">สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></p>
<h4></h4>
<h4>ปรับกลยุทธ์ตามข้อจำกัดงบประมาณ</h4>
<p>ด้าน<strong>นายสุภกร บัวสาย</strong> ผู้จัดการกสศ. ได้กล่าวสรุปพร้อมตอบข้อซักถามของสมาชิกวุฒิสภาอีกครั้ง โดยเฉพาะประเด็นที่ กสศ.ได้รับงบประมาณมาดำเนินโครงการทั้ง 9 โครงการเพียง 2.5 พันล้านบาท  ยืนยันว่า การที่สมาชิกวุฒิสภาแสดงความเป็นห่วงถึงการได้รับงบประมาณจำกัดซึ่งอาจไม่สอดคล้องต่อการดำเนินโครงการทั้งหมดได้นั้น ทางกสศ. จำเป็นต้องปรับตัว ตามข้อเสนองบประมาณ</p>
<p>“ขอเรียนว่า กสศ.ไม่ได้หนักใจต่อการจัดสรรงบประมาณ โดยทางกรรมการบริหารกสศ. ให้นโยบายว่า ได้เท่าไหร่ก็ขอบริหารให้เกิดประโยชน์สูงสุด เข้าใจดีว่ารัฐบาล สำนักงบประมาณมีข้อจำกัด ทางกสศ.จึงต้องปรับกลยุทธ์ วางแผนการทำงานตามยุทธศาสตร์&#8221; นายสุภกร กล่าว</p>
<p>ทั้งนี้ ในส่วนที่สมาชิกวุฒิสภาชี้ประเด็นการดำเนินโครงการตามกลุ่มเป้าหมายไปไม่ถึง  ซึ่งเมื่อครั้งองค์กรอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาประเมินไว้ จำนวนสี่ล้านกว่าคน แต่ กสศ.ไปถึงแค่แสนกว่าคน  อย่างไรก็ดี การดำเนินงานโดยพิจารณาถึงใครเดือดร้อนมากที่สุดก็ช่วยก่อน กลุ่มเป้าหมายใดไม่มีองค์กรอื่นให้ความช่วยเหลือเลย เราก็ไปช่วย  ขณะที่กลุ่มเป้าหมายที่เรามีความพร้อมในการช่วยเหลือ ก็เลือกทำงานก่อน ส่วนปี 62 ก็พยายามไปต่อ</p>
<p>&#8220;สำหรับกลุ่มเป้าหมายในซอกหลืบถือเป็นกลุ่มยาก กลุ่มเด็กเยาวชนในสถานพินิจ ผู้พิการ ได้เข้าไปดำเนินโครงการช่วยเหลือบ้างแล้วแต่ยังไปต่อได้อีก โดยเฉพาะที่สมาชิกวุฒิสภาชี้ประเด็นผู้สูงอายุ ต้องได้รับการดูแลการศึกษาประกอบอาชีพ ตรงนี้อยู่ในแผนของกสศ.แต่มีข้อจำกัดที่ยังไปไม่ครบ “ ผู้จัดการกสศ. ชี้แจง</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/4321-2/">แนะติดเครื่องโครงการวิจัยพัฒนาครูต้นแบบ กรุยเส้นทางเสมอภาคการศึกษาอย่างทั่วถึง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทุนแรกของประเทศไทยที่ให้การสนับสนุนนักศึกษาสายอาชีพที่ยากจน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/24062020-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=24062020-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 Jun 2020 04:17:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์]]></category>
		<category><![CDATA[สุภกร บัวสาย]]></category>
		<category><![CDATA[ภัทรียา  แซ่คำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=17272</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพจะสนับสนุนกำลังคนสายอาชีพที่มีศักยภ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/24062020-2/">ทุนแรกของประเทศไทยที่ให้การสนับสนุนนักศึกษาสายอาชีพที่ยากจน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter wp-image-17275 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-1-2.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-1-2.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-1-2-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-1-2-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/thumbnail-1-2-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพจะสนับสนุนกำลังคนสายอาชีพที่มีศักยภาพให้ศึกษาต่อปริญญาตรี โท เอก ในสาขาที่ตอบโจทย์ประเทศ ทั้ง S-Curve New S-Curve STEM  และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</strong> (กสศ.) แถลงข่าวเปิดโครงการ <strong>“ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ ปี2563</strong>” ซึ่งเป็นทุนแรกของประเทศไทยที่เติมเต็ม โอกาสให้แก่เด็กช้างเผือกสายอาชีพ (นักศึกษาที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส ที่จบ ปวช. หรือ ปวส. ปี 2562 และกำลังเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในสาขา S-Curve, New S-Curve, STEM และเทคโนโลยีดิจิทัล)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>ศ.ดร.นักสิทธ์  คูวัฒนาชัย </strong> ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการทุนพัฒนาเต็มศักยภาพสายอาชีพ กล่าวว่า ปัญหาเด็กด้อยโอกาสขาดแคลนทุนทรัพย์ ไม่มีโอกาสที่จะศึกษาต่อในสายอาชีพระดับสูง จัดเป็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ต้องแก้ไข เนื่องจากประเทศไทยมีเด็กด้อยโอกาสที่จัดอยู่ในกลุ่ม 25 เปอร์เซ็นต์ล่างสุด แต่มีความรู้ความสามารถและมีคะแนนสอบ PISA ได้เท่ากับเด็กที่เรียนดีในกลุ่ม 25 เปอร์เซ็นต์สูงสุดประมาณ 3.3 เปอร์เซ็นต์ของเด็กกลุ่มยากจนหรือคิดเป็นจำนวนประมาณ 6,111 คน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ทำการสำรวจเด็กช้างเผือกกลุ่มนี้ พบว่าเด็กด้อยโอกาสกว่าร้อยละ 80 คาดหวังอยากจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ดังนั้นหากเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้รับทุนการศึกษาก็มีแนวโน้มที่จะหลุดออกนอกระบบ ประเทศไทยจะสูญเสียทรัพยากรที่มีความสามารถไปอย่างน่าเสียดาย อย่างไรก็ตามแม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะให้ทุนกับเด็กด้อยโอกาสจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นไปที่เด็กสายสามัญ กสศ. มองเห็นความสำคัญของปัญหาและอยากที่จะส่งเสริมให้เด็กด้อยโอกาส แต่มีศักยภาพทางสายอาชีพได้รับโอกาสทางการศึกษาที่สูงขึ้น และเพื่อให้สอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่อยากจะส่งเสริมการศึกษาสายอาชีพ กสศ. จึงได้ริเริ่มโครงการมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กอาชีวะ ได้เรียนต่อในระดับปริญญาตรีขึ้นไป </span><span style="font-weight: 400;">โดยชื่อทุนได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีชื่อว่า “ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ ปี2563”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>นายสุภกร บัวสาย</strong> ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า กสศ. เป็นกองทุนของรัฐมีภารกิจหลักด้านการสร้างความเสมอภาคและส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้เด็กด้อยโอกาส ซึ่งทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ เป็นทุนแรกของรัฐบาลไทยที่ส่งเสริมให้คนจบสายอาชีพ ได้เรียนต่อระดับปริญญาตรีขึ้นไป ซึ่งกระบวนการพิจารณาความยากจน ของ กสศ. จะพิจารณาจา</span><span style="font-weight: 400;">กรายได้ </span><span style="font-weight: 400;">ภาระพึ่งพิง ที่อยู่อาศัย สภาพที่อยู่อาศัย ที่ดินการเกษตร ไฟฟ้า ยานพาหนะ รวมทั้งจะต้องมาพิจารณา ความสามารถ เกียรติประวัติ </span><span style="font-weight: 400;">ผลงานการทำโครงงาน สิ่งประดิษฐ์ </span><span style="font-weight: 400;">รวมทั้งจะต้องมีความประพฤติดี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพจะสนับสนุนกำลังคนสายอาชีพที่มีศักยภาพให้ศึกษาต่อปริญญาตรี โท เอก ในสาขาที่ตอบโจทย์ประเทศ ทั้ง S-Curve New S-Curve STEM  และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนทุนไม่มากราว 40 ทุน ต่อปี  แต่กสศ. มุ่งสร้างและพัฒนาให้เป็นต้นแบบการเรียนสายอาชีพ ให้เห็นว่ามีเส้นทางความก้าวหน้าได้จริง สร้างกลุ่มเยาวชนยากจนด้อยโอกาสที่มีศักยภาพให้เป็นบุคลากรชั้นนำได้ นักศึกษาสายอาชีพคือกลุ่มเป้าหมายหนึ่งที่ กสศ. ต้องการให้มีทางเลือกทางการศึกษามากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยเฉพาะน้อง ๆ ที่แม้จะต้องผ่านความยากลำบากในชีวิต ขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่ถ้ามีศักยภาพ ความตั้งใจ กสศ. พร้อมส่งเสริมให้เขาได้ก้าวไปไกลที่สุดเท่าที่ใจฝัน อย่างไรก็ตาม กสศ.ต้องการให้นักศึกษาทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ เป็นเสมือน ‘บุคคลต้นแบบ’(Role Model) ของนักศึกษาสายอาชีวะ เนื่องจากยังมีน้อง ๆ อีกจำนวนมากที่เรียนอยู่ในระดับ ปวช.-ปวส. โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงของ กสศ. ที่มีจำนวนประมาณ 5,000 คน ใน 2 รุ่น ที่มีความฝันอยากเรียนต่อแต่ขาดทุนทรัพย์ เมื่อพวกเขามองขึ้นมาจะได้เห็นว่าโอกาสทางการศึกษานั้นมีอยู่ และเห็นว่ามีรุ่นพี่ที่ทำให้ดูแล้วว่าฝันนั้นเป็นจริงได้ เป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจ แรงจูงใจ ให้มีรุ่นน้องได้เดินตามรุ่นพี่ ซึ่งเราคิดว่าจะได้เห็นภาพของการแนะแนวกันระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องอย่างใกล้ชิด” นายสุภกร กล่าว</span></p>
<p><figure id="attachment_17277" aria-describedby="caption-attachment-17277" style="width: 855px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-22.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-17277 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-22.jpg" alt="" width="855" height="569" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-22.jpg 855w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-22-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-22-768x511.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-22-750x499.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/06/a-22-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 855px) 100vw, 855px" /></a><figcaption id="caption-attachment-17277" class="wp-caption-text">ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและทุนการศึกษา</figcaption></figure></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์</strong> ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและทุนการศึกษา กสศ. กล่าวว่า ตามวัตถุประสงค์ของทุนมุ่งพัฒนาผู้เชี่ยวชาญที่มีพื้นฐานมาจากสายอาชีวศึกษา เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ผ่านการให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาสายอาชีพ (ปวช.- ปวส.)ที่มีผลการเรียนดีและยากจนที่สุดหรือด้อยโอกาส โดยตั้งเป้าว่าจะมีการให้ทุนการศึกษาปีละ 40 ทุน ทุนละ 300,000 บาท ต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นการรวมทั้งค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียน ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การทำโครงงาน/วิจัย และการสนับสนุนที่ทักษะสำคัญและเสริมประสบการณ์ (Enrichment) แต่ในรุ่นที่ 1 มีนักศึกษาผ่านคัดเลือก 13 คนแม้จะมีนักศึกษาชื่อกว่า 70 คน นั่นเพราะต้องผ่านการทดสอบหลายด้าน โดยเฉพาะความมุ่งมั่นตั้งใจ รวมถึงความสามารถการทำโครงงานต่าง ๆ ด้วยต้องการคนที่เป็น ‘ช้างเผือก’ จริง ๆ และนี่คือจุดมุ่งหมายของทุนนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“จากข้อมูล ทาง กสศ.พบว่า นักเรียนที่มีฐานะยากจนที่สุดหรือด้อยโอกาส จะมีเพียง 5% เท่านั้นที่มีโอกาสศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ต่างจากคนชั้นกลางที่มีโอกาสศึกษาต่อถึง100% ซึ่งทาง กสศ.เห็นช่องว่างดังกล่าว จึงหาทางที่จะส่งเสริมทางการศึกษาให้กับเด็กที่เรียนจบระดับชั้น ปวช.-ปวส.ได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี และหากเด็กมีศักยภาพจะมีทุนให้ถึงระดับปริญญาโทและเอก เมื่อเด็กเหล่านี้จบการศึกษาจะเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศต่อไป” </span><strong>นางสาวธันว์ธิดา</strong> กล่าว</p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>นางสาวธันว์ธิดา</strong> กล่าวว่า ในปี 2563 นี้ กสศ. สนับสนุนทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพได้จำนวน 67 ทุน โดยคุณสมบัติของนักศึกษาที่จะเสนอชื่อเข้ารับทุนนั้น </span><span style="font-weight: 400;">จะต้องเป็นนักศึกษาที่จบ ปวช. หรือ ปวส. ในปี  </span> <span style="font-weight: 400;">2562 และกำลังจะเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรต่อเนื่องหรือเทียบโอน เป็นผู้ที่มีรายได้ครอบครัวเฉลี่ยไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน มีผลการเรียนเฉลี่ยตั้งแต่ 3.00 ขึ้นไป และอยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 20 บนของสาขาที่จบการศึกษา และมีผลงานที่โดดเด่น มีโครงงานหรือสิ่งประดิษฐ์จะได้รับการพิจารณาพิเศษ นอกจากนี้จะต้องมีคุณลักษณะมีภาวะผู้นำ มีจิตอาสา ขอเชิญชวนสถานศึกษาอาชีวศึกษาเสนอชื่อนักศึกษาศิษย์เก่า สถานศึกษาที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีเสนอชื่อนักศึกษา เพื่อรับทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ และในปีนี้เป็นปีแรกที่นักศึกษาตามคุณสมบัติยังสามารถสมัครขอรับทุนได้ด้วยตนเองด้วย </span><span style="font-weight: 400;">โดยสามารถติดตามรายละเอียดได้ผ่านเว็บไซต์ https://www.eef.or.th/ หรือโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 02-079-5475 กด 4 ตามวันเวลาราชการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่<strong>นางสาวภัทรียา  แซ่คำ  &#8220;</strong>น้องป้าง&#8221;  อายุ 22 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า-โทรคมนาคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา นักศึกษา “ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ” รุ่นที่ 1 กล่าวว่า แรงบันดาลที่ทำให้เลือกเรียนสาขาสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า-โทรคมนาคม เพราะอยากเป็นวิศวกรที่สามารถช่วยไร่ผลิตไฟฟ้าและมีบทบาทในการพัฒนาประเทศ ที่สำคัญเมื่อเรียนจบวิชาชีพนี้สามารถยกระดับชีวิตและรายได้ให้ดีขึ้น สามารถนำเงินส่งต่อการศึกษาให้น้องได้ แต่เนื่องจากฐานะทางบ้านยากจน จึงต้องผลักดันตัวเองด้วยการหางานพิเศษทำเพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัวตั้งแต่ชั้น ม. 2 เมื่อ กสศ.เปิดรับสมัครนักเรียนเข้าร่วมโครงการ “พระกนิษฐาสัมมาชีพ” ซึ่งเป็นทุนการศึกษาที่ส่งเสริมให้ผู้ที่เรียนในสายอาชีพได้มีโอกาสเรียนต่อในสายอาชีพชั้นสูง อาจารย์ที่ปรึกษาจึงส่งรายชื่อของตนเข้าชิงทุน เพราะอยู่ในเกณฑ์รับสมัครคือ เป็นนักเรียนที่เรียนดีและมีฐานะยากจน หลังจากทราบผลว่าได้รับทุนรู้สึกดีใจมาก เพราะทุนดังกล่าวแบ่งเบาภาระของครอบครัวและสานฝันให้เรียนจนจบในระดับที่เราอยากเรียนได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นจึงอยากฝากถึงน้องๆที่อยากได้รับโอกาสเช่นนี้ อย่าให้ความจนมาปิดกั้นอนาคตทางการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นประตูแรกที่จะทำไปสู่ความสำเร็จ</span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/24062020-2/">ทุนแรกของประเทศไทยที่ให้การสนับสนุนนักศึกษาสายอาชีพที่ยากจน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
