<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/tag/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 03 Aug 2021 07:20:36 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>‘การประเมินสำคัญไม่แพ้การสร้างสรรค์’ แนวทางเสริมทักษะชีวิตเด็กด้อยโอกาสจากอินเดีย</title>
		<link>https://www.eef.or.th/life-skill-assessment-scale-india/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 03 Aug 2021 07:20:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวรรณ ธนาเลิศสมบูรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[อินเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=44091</guid>

					<description><![CDATA[<p>นับเป็นเวลากว่า 73 ปีแล้ว ที่ ‘อินเดีย’ ประกาศตนเป็นเอก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/life-skill-assessment-scale-india/">‘การประเมินสำคัญไม่แพ้การสร้างสรรค์’ แนวทางเสริมทักษะชีวิตเด็กด้อยโอกาสจากอินเดีย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นับเป็นเวลากว่า 73 ปีแล้ว ที่ ‘อินเดีย’ ประกาศตนเป็นเอกราชจากอาณัติของสหราชอาณาจักร และพัฒนาประเทศขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจแห่งภูมิภาคเอเชียอย่างก้าวกระโดด จนใครหลายคนพากันจับตามองถึงความเป็นไปได้ที่ดินแดนภารตะแห่งนี้ จะมาสั่นคลอนตำแหน่งอันมั่นคงของ ‘จีน’ ในอีกไม่ช้า</p>



<p>ทว่า เส้นทางจาก ‘<a href="https://www.the101.world/suppawit-kaewkhunok-interview/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">มหาอำนาจระดับภูมิภาค</a>’ สู่ ‘มหาอำนาจโลก’ ของอินเดีย อาจไม่ราบรื่นอย่างหวัง เพราะถึงแม้จะมีขอบเขตดินแดนกว้างขวาง และกำลังประชากรจำนวนกว่า 1.3 พันล้านคน มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน แต่อินเดียกลับติดหล่มโคลนสำคัญ อย่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความยากจนรุนแรง จนส่งผลให้การพัฒนาประเทศหลายด้านต้องหยุดชะงัก – โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการศึกษา</p>



<p>หากเราเจาะลึกรายละเอียดประชากรจำนวนกว่า 1.3 พันล้านคน จะพบว่ามีเด็กฐานะยากจนราว 160 ล้านคน โดยในกลุ่มนี้ไม่ได้เข้ารับการศึกษาในโรงเรียน 130 ล้านคน อีกทั้งเด็กนักเรียนเกรด 1 ถึงเกรด 10 (เทียบเท่าชั้นประถม 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในไทย) ยังมีอัตราการหยุดเรียนกลางคันสูงถึงร้อยละ 53 ตรงกันข้ามกับอัตราการสมัครเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่มีเพียงร้อยละ 15 ต่อปี</p>



<p>เมื่อชีวิตวัยเด็กขาดโอกาสเล่าเรียนอย่างเหมาะสม ทำให้เยาวชนร้อยละ 75 – มากกว่าครึ่งหนึ่งในแต่ละปีตามรายงานของ India Skill Report ปี 2015 เข้าสู่ตลาดแรงงานโดยขาดทักษะการประกอบอาชีพ ปรากฏการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนถึงศักยภาพการแข่งขันกับนานาอารยประเทศของอินเดีย และเป็นที่น่ากังวลว่าเยาวชนจะเอาตัวรอดในยุคแห่งความโกลาหลจากเทคโนโลยีและโรคระบาดได้อย่างไร</p>



<p>มองอย่างผิวเผิน โจทย์ใหญ่ของอินเดีย– หรืออาจรวมถึงประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่เผชิญปัญหาทำนองเดียวกันในเวลานี้ คือ การเร่งสร้างความรู้และทักษะชีวิตแก่กลุ่มเด็กด้อยโอกาส เพื่อพาประเทศออกจากหล่มความเหลื่อมล้ำให้เร็วที่สุด แต่สำหรับ&nbsp;<strong>ดร.ศรีหะริ รวินทรนาถ&nbsp;</strong>ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการศึกษา การประเมินผล เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ตามศักยภาพของบุคคลและการศึกษาแบบ STEM กลับมองว่า สิ่งสำคัญไม่แพ้วิธีพัฒนาทักษะ คือ เครื่องมือวัดและประเมินผลที่น่าเชื่อถือ</p>



<p>เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าโครงการสร้างเสริมทักษะแก่เด็กด้อยโอกาสจะส่งผลดีหรือไม่ และเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการ หรือควรเติมเต็มทักษะด้านใด จนกว่าจะได้วัดและประเมินผล ปี 2009-2010 ดร.ศรีหะริ จึงสวมหมวกรองผู้อำนวยการฝ่ายการวิจัยและผลกระทบขององค์กร Dream a Dream — องค์กรส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กด้อยโอกาส พัฒนาระบบวัดทักษะชีวิตที่เรียกว่า “<a href="http://dreamadream.org/reports/LSASForm2019.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Life Skill Assessment Scale</a>” หรือ LSAS ขึ้นมา</p>



<p>LSAS ถือเป็นนวัตกรรมชิ้นหนึ่ง ซึ่งได้การยอมรับอย่างกว้างขวางว่าช่วยเสริมสร้างระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์เด็กด้อยโอกาสในอินเดีย และอาจรวมถึงไทย –ที่กำลังพยายามผลักประเทศออกจากหล่มความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเช่นเดียวกัน</p>



<p>ในวันที่ 25 มิถุนายน 2563 <a href="https://www.the101.world/category/projects/eef-x-101/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</a> (กสศ.) จึงร่วมกับองค์กร Dream a Dream จัดงานเสวนา “<a href="https://www.facebook.com/watch/live/?v=190627102372195&amp;ref=watch_permalink" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การวัดทักษะชีวิตของเด็กด้อยโอกาสในประเทศกำลังพัฒนา</a>” เพื่อถอดบทเรียนการจัดโครงการส่งเสริมทักษะชีวิตและระบบวัดประเมินผล LSAS จากอินเดีย เพื่อสร้างการเรียนการสอนทักษะที่สำคัญในโลกยุคใหม่แก่เด็กด้อยโอกาสของไทยต่อไป</p>



<p></p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>ความท้าทายด้านการศึกษาในกลุ่มเด็กด้อยโอกาส</strong></h1>



<p>“เราต้องการเสริมสร้างอำนาจความรู้ความสามารถให้แก่เด็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีภูมิหลังที่ด้อยโอกาส หรือฐานะยากจน”</p>



<p>ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนเกินควบคุมในปัจจุบัน กลุ่มเด็กยากจน คือ กลุ่มที่ดร.ศรีหะริเห็นว่าสังคมต้องเอาใจใส่ ไม่ปล่อยให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากที่สุด เพราะฐานะครอบครัวที่ขัดสนทำให้เด็กหลายคนต้องเผชิญกับความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นการขาดความรักความเอาใจใส่ การถูกล่วงละเมิด ความรุนแรง การถูกทอดทิ้งหรือเป็นกำพร้า ฯลฯ</p>



<p>“ความจริงที่เราต้องยอมรับคือ ทุกวันนี้ เด็กที่มีฐานะระดับล่างสุด 20 เปอร์เซ็นต์ต้องเจอกับสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ทุกวัน พวกเขาโดนข่มเหงรังแก เจอความรุนแรง โดนปฏิเสธจากสังคม และโดนทอดทิ้งมากกว่ากลุ่มอื่นๆ” ดร.ศรีหะริกล่าว และขยายความเพิ่มเติมว่า ในบรรดาปัญหาทั้งมวลที่เด็กยากจนต้องพบเจอ ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่า ‘ความหิวโหย’ ‘การขาดแคลนอาหาร’ ซึ่งนำมาสู่ปัญหา ‘ทุพโภชนาการ’ อีกแล้ว</p>



<p>จากรายงานของ Global Nutrition Report 2015 และ Hunger and Malnutrition ปี 2011 พบว่า อินเดียเป็นประเทศที่มีเด็กแคระแกร็นมากที่สุดในโลก หรือร้อยละ 59 ของจำนวนเด็กทั้งหมด ขณะที่การสำรวจของกระทรวงพัฒนาสตรีและเด็ก ร่วมกับ UNICEF ในปี 2014 ก็ยิ่งตอกย้ำว่าเป็นปัญหาสาหัส เมื่อผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า เด็กอินเดียอายุไม่ถึง 5 ปี กลับมีภาวะแคระแกร็นถึงร้อยละ 39 และอีกร้อยละ 15 มีภาวะผอมเกินไป</p>



<p>การที่เด็กๆ ต้องอดมื้อกินมื้อ ส่งผลใหญ่หลวงต่อภาวะการเจริญเติบโต ไม่เพียงแค่ทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมีทักษะด้านกระบวนการคิดต่ำ เช่น ความจำไม่ดี แยกแยะข้อมูลไม่ได้ ทักษะด้านความสัมพันธ์แย่ วุฒิภาวะและทักษะด้านอารมณ์ต่ำ รวมถึงยังทำให้เด็กมีอาการวิตกกังวลสูง จนยากจะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมหรือสังคมได้อย่างราบรื่น</p>



<p>“จากประสบการณ์ 20 ปีที่ผมศึกษามา พบว่า เมื่อการเจริญเติบโตทางร่างกายหยุดชะงักหรือชะลอตัวลง การพัฒนาด้านทักษะก็จะหยุดชะงักหรือช้าลงตามไปด้วย” ดร.ศรีหะริอธิบาย</p>



<p>“เมื่อรวมกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น เกิดสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ เกิดความเปลี่ยนแปลงจากการพัฒนาชุมชนชนบทเป็นชุมชนเมือง มีการอพยพย้ายถิ่นฐาน และการดำเนินธุรกิจในเชิงอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เด็กกลุ่มนี้ ที่มาจากพื้นเพอันโชคร้าย ก็อาจจะรับมือไม่ไหว ทำให้พวกเขาอาจไม่มีความพร้อมในการใช้ชีวิตหรือแม้กระทั่งเข้าสู่ระบบการศึกษา</p>



<p>“และเมื่อพวกเขาไม่พร้อม เด็กก็เลือกจะหยุดเรียนหนังสือกลางคัน สุดท้ายก็มีองค์ความรู้ไม่เพียงพอต่อการเข้าทำงานในระบบ เกิดเป็นปัญหาตกงานตามมา”</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>“เด็กด้อยโอกาสจึงเป็นกลุ่มที่เราต้องให้ความสนใจช่วยพัฒนาทักษะชีวิตมากที่สุด”</p></blockquote>



<p>อย่างไรก็ตาม โชคดีที่งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า การขาดทักษะด้านกระบวนการคิดต่างๆ สามารถเติมเต็มให้ทัดเทียมกับเด็กกลุ่มอื่นๆ ได้ หากมีการสนับสนุน ส่งเสริมให้เรียนรู้ที่ดี</p>



<p>“เราจึงมีการส่งเสริมการสอนทักษะชีวิตหรือทักษะเร่งด่วนที่เด็กควรได้รับในหลักสูตรการศึกษา” นั่นคือจุดเริ่มต้นของการทำงานขององค์กร Dream a Dream นำโดยดร.ศรีหะริกับเยาวชนผู้ด้อยโอกาสนับหมื่นรายในแต่ละปีนับตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา</p>



<p></p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>สร้างทักษะชีวิต ประเมินเด็ก และเปลี่ยนแปลงการศึกษา</strong></h1>



<p>คำว่า ทักษะชีวิต ในที่นี้ ดร.ศรีหะริยึดตามนิยามขององค์การอนามัยโลก ปี 1997 ว่าประกอบไปด้วย ทักษะ 10 หัวข้อหลัก ได้แก่ ทักษะการตัดสินใจ ทักษะการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ทักษะการแก้ไขปัญหา ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะการตระหนักรู้ในตน ทักษะการเข้าใจผู้อื่น ทักษะการจัดการกับอารมณ์ และทักษะการจัดการความเครียด</p>



<p>ในบรรดา 10 ทักษะนี้ ดร.ศรีหะริและองค์กร Dream a Dream เชื่อว่า ทักษะการตัดสินใจ การแก้ไขปัญหา คิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมถึงการเข้าใจและปฏิบัติตามคำสั่ง คือ ทักษะสำคัญที่จะช่วยให้กลุ่มเด็กด้อยโอกาสเอาชนะความทุกข์ยากและเกิดความก้าวหน้าในโลกอันผันผวนได้ แผนยุทธศาสตร์ขององค์กรจึงเน้นการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย คือ เด็กนักเรียน ครู และรัฐ เพื่อสร้างบทเรียนทักษะชีวิตลงไปในหลักสูตรและยกระดับการศึกษาอินเดียให้ตอบโจทย์โลกแห่งความเป็นจริง</p>



<p>สำหรับการทำงานร่วมกับเด็ก ดร.ศรีหะริและองค์กรใช้วิธีออกแบบโครงการพัฒนาทักษะชีวิตหลังเลิกเรียน เรียกว่า “After School Life Skill” โดยสนับสนุนให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่นกีฬา ทำงานศิลปะ หรือทำกิจกรรมที่ชอบ เพื่อเติมเต็มทักษะชีวิตนอกตำราเรียน และโครงการเชื่อมโยงความรู้สู่สายอาชีพ หรือ “Career Connect Program” ที่ใช้วิธีให้ความรู้ ทักษะการประกอบอาชีพแก่เด็กนอกระบบการศึกษา เช่น การใช้เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ ฝึกทักษะการสื่อสาร การพูดภาษาอังกฤษ เพื่อให้นำไปใช้หาเลี้ยงตนเองได้จริง เป็นต้น</p>



<p>ด้านการทำงานร่วมกับครู ดร.ศรีหะริกล่าวว่า หัวใจสำคัญคือ “การทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาตระหนักว่าทักษะชีวิตมีความสำคัญ และต้องสร้างความสมดุลระหว่างการเรียนในห้องเรียน กับการเรียนเพื่อเพิ่มพูนทักษะชีวิต” รวมถึง “ต้องพยายามผสมผสานทักษะชีวิตเข้าไปในวิชาเรียนที่มีอยู่ หรือมีการจัดเวลา เพื่อเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะชีวิตในชั้นเรียน”</p>



<p>ดังนั้น ดร.ศรีหะริจึงจัดให้มีโครงการอบรมครู เพื่อทำความรู้จักกับแนวคิด วิธีการสอนทักษะชีวิตแก่นักเรียน สร้างพื้นที่ห้องเรียนที่ปลอดภัย สบายใจ และมีความสุขแก่เด็กๆ พร้อมกันนั้น ก็ทำงานร่วมกับรัฐบาล ผู้กำหนดนโยบาย สื่อ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญในแต่ละรัฐของอินเดีย เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีคิด วัตถุประสงค์ของการศึกษาเสียใหม่</p>



<p>“เป้าหมายของเราต้องการให้เปลี่ยนวิธีคิดที่สังคมมีต่อเยาวชนผู้ด้อยโอกาส วิธีคิดที่มีเกี่ยวกับการศึกษา และนิยามของคำว่าความสำเร็จ” ดร.ศรีหะริเล่า “เพราะถ้าเราจะยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กๆ หลายล้านคนผ่านการศึกษา ต้องทำผ่านรัฐบาลเท่านั้น” ซึ่งก็มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในปี 2018 เมื่อรัฐเดลีได้ประกาศให้โรงเรียนทั้งหมดใช้หลักสูตรแห่งความสุขที่มีพื้นฐานมาจากแนวคิดขององค์กร Dream a Dream</p>



<p>ทั้งนี้ ดร.ศรีหะริยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าจะทำให้โครงการพัฒนาทักษะชีวิตเด็กด้อยโอกาสแต่ละโครงการประสบผลสำเร็จระดับรัฐ โดยปราศจากผลลัพธ์และประสิทธิภาพในรูปแบบที่จับต้องได้ อีกหนึ่งงานสำคัญของเขา จึงเป็นการพัฒนาระบบวัดทักษะชีวิต “Life Skill Assessment Scale” (LSAS) ซึ่งมีโจทย์ว่าต้องเป็นเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ที่เที่ยงตรง ใช้ง่าย เกิดประโยชน์แก่เด็กด้อยโอกาส และควรนำไปใช้ได้ทุกบริบท ทุกพื้นที่ ทุกวัฒนธรรม และทุกประเทศ</p>



<p>“เราประชุมในลักษณะโฟกัสกรุ๊ป ระหว่างครูผู้สอน NGO อาสาสมัครต่างๆ ที่ทำงานร่วมกับเด็กด้อยโอกาส และตัดสินใจพัฒนาหัวข้อทักษะที่ใช้ในการสังเกตพัฒนาการของเด็ก” ทักษะดังกล่าว มีด้วยกันทั้งหมด 5 หัวข้อ คือ การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น การแก้ไขปัญหา ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การจัดการความขัดแย้ง และการทำความเข้าใจ ปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำแนะนำ</p>



<p>“ทักษะทั้ง 5 หัวข้อนี้เป็นทักษะที่สามารถแสดงออก และผู้สังเกตการณ์สามารถเห็นได้ โดยเราจะใช้มาตรวัดแบบลิเคอร์ท” ดร.ศรีหะริขยายความ</p>



<p>มาตรวัดแบบลิเคอร์ท (Likert-Type Scale) เป็นมาตรวัดทักษะเด็กที่ใช้เกณฑ์ 5 ระดับ จากทำไม่ได้, ทำได้โดยได้รับความช่วยเหลืออย่างมาก, ทำได้โดยได้รับความช่วยเหลือบางส่วน, ทำได้โดยได้รับความช่วยเหลือเล็กน้อย และทำได้ด้วยตัวเอง คิดเป็นคะแนน 1-5 คะแนน ผู้สังเกตการณ์จะทำการบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการของเด็กๆ อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งนำไปขยายผลเพิ่มเติมว่าเด็กคนใดควรเพิ่มเติมทักษะด้านไหนเป็นพิเศษ</p>



<p>“การที่ได้คะแนนน้อยจากการใช้เครื่องมือวัดทักษะชีวิต ไม่ได้หมายความว่าเด็กคนนั้นไม่มีทักษะด้านนั้นเลย แต่หมายถึงเด็กคนดังกล่าวต้องการการพัฒนาจากเดิมให้ดียิ่งขึ้น และถ้าได้รับคะแนนเต็ม นั่นหมายความเด็กคนนั้นสามารถใช้ทักษะชีวิตได้อย่างอิสระ” ดร.ศรีหะริกล่าว</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>“จุดประสงค์ของเครื่องมือนี้ คือ การพัฒนาทักษะชีวิตของเด็กที่ยังไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ รวมถึงสามารถนำทักษะไปใช้ได้จริง”</p></blockquote>



<p>เครื่องมือวัดที่เรียกสั้นๆ ว่า LSAS นี้ ถูกนำไปทดลองใช้กับเด็กอายุ 8-16 ปีกว่า 1,136 รายในอินเดีย และได้ผลลัพธ์น่าเชื่อถือ น่าพึงพอใจ ใช้ง่ายสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นครู นักวิจัย ผู้พัฒนาโครงการสอนทักษะต่างๆ หน่วยงานที่สนับสนุนเงินทุนแก่โครงการ หรือใครก็ตามที่สนใจทำงานร่วมกับเด็กด้อยโอกาส เพราะเป็นมาตรวัดให้คะแนนไม่ซับซ้อน และมี<a href="https://www.youtube.com/watch?v=nhbBldB3-TI&amp;list=PLLRVGE2-txnj1CRxP-TWqv5ykWKQUUYWs" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สื่อแนะนำวิธีใช้งาน</a>อย่างถูกต้อง</p>



<p>“ผลการวัดและประเมินทักษะชีวิตผ่านเครื่องมือนี้ สามารถวัดผลสัมฤทธิ์โดยรวมทั้งหมดของโครงการพัฒนาทักษะ ว่าเด็กก่อนและหลังเข้าโครงการมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สามารถเปรียบเทียบผลระหว่างโครงการต่างๆ ทำให้เราสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทักษะชีวิตเพิ่มขึ้นได้จากกิจกรรมแบบไหน เช่น เพิ่มจากการเล่นกีฬา หรือการเรียนศิลปะ เป็นต้น” ดร.ศรีหะริแจกแจง</p>



<p>“เรายังสามารถวิเคราะห์ได้ว่าทักษะชีวิตทั้ง 5 หัวข้อตามที่ได้กล่าวมามีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปอย่างไรบ้างในเด็กแต่ละคน และดูว่าเด็กๆ ต้องเข้าร่วมโครงการนานเท่าไรจึงจะมีการพัฒนาทักษะชีวิตอยู่ในระดับที่เราพอใจ”</p>



<p>หนึ่งในตัวอย่างที่ดร.ศรีหะริเล่าให้ฟังคือเด็กชายชื่อระวี จากการสังเกตการณ์ขั้นแรกก่อนเข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะชีวิตนั้น ระวีได้แสดงให้เห็นว่าเขามีจุดเด่นด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ โดยอยู่ในระดับ 4 หรือแสดงศักยภาพได้ดีเมื่อได้รับความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย ขณะเดียวกัน สิ่งที่ระวีต้องพัฒนาให้มากขึ้น คือ ทักษะการจัดการกับความขัดแย้ง ซึ่งอยู่แค่ระดับ 1 หรือต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างมากจึงจะทำได้ดี</p>



<p>เมื่อผลการประเมินเป็นเช่นนี้ ช่วงที่ระวีเข้าโครงการพัฒนาทักษะชีวิต ผู้จัดโครงการจึงให้เขาได้ทำกิจกรรมแสดงตัวตน ใช้ทักษะความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ และเผชิญความท้าทายในการจัดการปัญหาความขัดแย้งต่างๆ จนหลังจบโครงการและประเมินทักษะอีกครั้ง ผลก็คือระวีสามารถพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ถึงระดับ 5 หรือใช้ได้อย่างคล่องแคล่วในชีวิตประจำวัน และทักษะจัดการความขัดแย้งเพิ่มขึ้นจากเดิมแบบเห็นได้ชัด</p>



<p>“โดยสรุปแล้ว เราต้องการให้ทุกคนเห็นว่าทักษะชีวิตมีความสำคัญ และควรพัฒนาในตัวเด็กทุกคน โดยเฉพาะเด็กด้อยโอกาสที่อยู่ในระดับล่างของสังคม วิธีการเพิ่มทักษะชีวิตสามารถทำได้ผ่านการสอดแทรกเข้าไปในกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอนในห้อง หรือกิจกรรมนอกห้องอย่างการเล่นกีฬา และต้องไม่ลืมว่าการมีเครื่องมือวัดประเมินทักษะชีวิต จะช่วยให้เราเข้าใจว่า เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป ทักษะของเด็กเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และควรเติมเต็มด้านใด”</p>



<p>อย่างไรก็ตาม แม้ระบบวัดประเมินทักษะชีวิต LSAS จะเป็นที่ยอมรับว่าใช้ง่าย และใช้ได้แทบทุกบริบทวัฒนธรรม แต่สิ่งที่ดร.ศรีหะริทิ้งท้ายก่อนจบงานเสวนา คือ ไม่ว่าจะนำเครื่องมือหรือโครงการใดไปประยุกต์ใช้ ก็ควรจะมีการปรึกษาหารือ รับฟังความเห็นของคนทำงานจริงเช่นครูหรืออาสาสมัคร เพื่อออกแบบการพัฒนาทักษะชีวิตที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละพื้นที่</p>



<p>ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เป็นไปเพื่อคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดของเด็กๆ นั่นเอง</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/life-skill-assessment-scale-india/">‘การประเมินสำคัญไม่แพ้การสร้างสรรค์’ แนวทางเสริมทักษะชีวิตเด็กด้อยโอกาสจากอินเดีย</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา’ ด่านที่ต้องฝ่าเพื่อความเสมอภาค</title>
		<link>https://www.eef.or.th/vulnerable-groups-in-education-inequality/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Jul 2021 08:09:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กสศ X 101]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[Harry A. Patrinos]]></category>
		<category><![CDATA[Rhonda Gallbally]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ชลิดา หนูหล้า]]></category>
		<category><![CDATA[The101.world]]></category>
		<category><![CDATA[Catia Malaquias]]></category>
		<category><![CDATA[Andreas Schleicher]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=43941</guid>

					<description><![CDATA[<p>หาก ‘กลุ่มเปราะบางทางสังคม’ คือประชากรกลุ่มที่ไม่อาจเข้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/vulnerable-groups-in-education-inequality/">‘กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา’ ด่านที่ต้องฝ่าเพื่อความเสมอภาค</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หาก ‘กลุ่มเปราะบางทางสังคม’ คือประชากรกลุ่มที่ไม่อาจเข้าถึงบริการสังคมด้วยเหตุผลหลากหลาย ‘กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา’ อาจเป็นคำบรรยายที่ครอบคลุมที่สุดของผู้เรียนกลุ่มที่ถูกกีดกันจากระบบการศึกษา หรือถูกละเลยโดยระบบการศึกษา และนำไปสู่การเป็นกลุ่มเปราะบางทางสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>



<p>แม้จะดูเหมือนง่าย แต่ปัญหาว่าด้วย ‘กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา’ กลับมีความสลับซับซ้อน เรื่องนี้จึงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่การประชุมนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษา (The International Conference on Equitable Education: All for Education) ระหว่างวันที่ 10-11 กรกฎาคม หยิบยกมาอภิปรายเป็นหัวข้อหลัก โดยผู้เชี่ยวชาญจากระดับโลกจากสมาชิกองค์การส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาในออสเตรเลีย รวมถึงนักวิชาการจากกลุ่มธนาคารโลกและองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจหรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) &nbsp;กล่าวถึงผู้เรียน 2 กลุ่มที่มีความเสี่ยงถูกกีดกันจากระบบการศึกษาสูงแม้ในภาวะปกติ และยิ่งสูงระหว่างการระบาดของโรคติดเชื้อ COVID-19 ได้แก่ ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ และผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์</p>



<p>เนื้อหาการอภิปรายดังกล่าวเน้นวิสัยทัศน์และแนวปฏิบัติที่นำไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษา (Vision to action of equitable education) โดยผู้ร่วมอภิปรายได้แนะแนวปฏิบัติที่จำเป็นต่อการช่วยเหลือผู้เรียนซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางทางการศึกษาทั้งในปัจจุบันและอนาคต ดังนี้</p>



<p></p>



<h1 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>‘ความต้องการพิเศษ’ ที่ถูกละเลยในภาวะปกติ และถูกลืมในภาวะวิกฤต</strong></h1>



<p>รอนดา กาลบาลลี (Rhonda Gallbally) นักสังคมสงเคราะห์ ผู้สนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพและสิทธิคนพิการ รวมถึงคาเทีย มาลาเควียส (Catia Malaquias) ผู้สนับสนุนด้านสิทธิมนุษยชน และการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education) ต่างให้ความสนใจแก่การถูกกีดกันจากระบบการศึกษาของกลุ่มผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ โดยรอนดาเป็นหนึ่งในคณะราชกรรมาธิการ (Royal Commission) ที่พยายามยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างครบวงจร โดยนอกจากสนับสนุนคนพิการและครอบครัว ยังให้การสนับสนุนแก่นักวิชาการที่สนใจประเด็นเกี่ยวกับคนพิการด้วย</p>



<p>รอนดากล่าวอย่างหนักแน่นว่า “หากการจัดการศึกษาแก่ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษถูกลดทอนความสำคัญ พวกเขาย่อมขาดโอกาสในการดำเนินชีวิตอย่างผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม” โดยหากต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการนั้น รอนดายืนยันว่า “ต้องเริ่มต้นที่ห้องเรียน”</p>



<p>รอนดากล่าวว่า แม้ก่อนการระบาดของโรคติดเชื้อ COVID-19 คนพิการและผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษก็มักถูกแยก (segregate) จากชุมชนเป็นปกติ และยิ่งย่ำแย่ในภาวะวิกฤต โดยสิ่งที่ให้กำเนิดความอยุติธรรมดังกล่าว ได้แก่นโยบายที่ไม่ครอบคลุม และไม่นำไปสู่การพิทักษ์สิทธิคนพิการ หรือจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฝึกฝน รวมถึงพัฒนาคนพิการอย่างจริงจัง “คนพิการมีแนวโน้มถูกเลือกปฏิบัติเพราะการขาดแรงจูงใจในการพัฒนาพวกเขา” เธอบอก “ขาดความพยายามปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับพวกเขา และการให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับพวกเขา”</p>



<p>คาเทียอธิบายเพิ่มเติมว่าปัญหาดังกล่าวเติบโตจากการขาดความรับรู้ว่า สิทธิมนุษยชนด้านการศึกษานั้นครอบคลุม “ทุกคน” ดังนั้น ระบบการศึกษาที่ไม่ละเลยใครเท่านั้นที่จะนำไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษาได้</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Acceptance Human Rights Awards 2018 Catia Malaquias" width="750" height="563" src="https://www.youtube.com/embed/TPkqo59Piao?start=1&#038;feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
</div><figcaption>สุนทรพจน์ของคาเทีย มาลาเควียส ในงานประกาศรางวัล Human Rights Awards<br>ซึ่งเธอย้ำว่าการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา</figcaption></figure>



<p>นอกจากนี้ คาเทียยังชี้ว่ามาตรา 24 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการขององค์การสหประชาชาตินั้นให้แนวทางเกี่ยวกับการจัดการศึกษาแก่ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษว่า พวกเขาต้องสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ “เท่ากับ” ผู้อื่น โดยรัฐบาลมีหน้าที่จัดสรรเครื่องอำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ พวกเขาต้องได้รับการศึกษาในห้องเรียนทั่วไป และโรงเรียนทั่วไป ไม่ถูกผลักไสสู่สภาพแวดล้อมที่ถูกแยกจากชุมชน สู่โรงเรียน หรือห้องเรียนพิเศษ โดยคณะกรรมการสิทธิคนพิการ (Committee on the Rights of Person with Disabilities) ยังให้คำอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า “เครื่องอำนวยความสะดวก” ข้างต้น ไม่ใช่เพียงเครื่องไม้เครื่องมือเท่านั้น ทว่ารวมถึงการปรับปรุงระบบการศึกษา เนื้อหา การวัดและประเมินผลการศึกษา รวมถึงการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษด้วย</p>



<p>อย่างไรก็ตาม เธอระบุว่าแม้จะมีความพยายามในการพัฒนาระบบการศึกษาให้ครอบคลุมผู้เรียนเหล่านี้ ทว่าไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยคาเทียเชื่อว่าต้องมีข้อบังคับที่เข้มแข็งเพื่อพิทักษ์สิทธิคนพิการ และต่อต้านการเลือกปฏิบัติทั้งในระดับบุคคลและสังคม การละเลยผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษโดยโรงเรียนต้องถูกห้ามเช่นกัน รวมถึงต้องมีการสังเกตการณ์ รวบรวมข้อมูล และศึกษาผลการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง</p>



<p>คาเทียอธิบายว่า การละเลยผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษโดยโรงเรียนมัก “เป็นไปเพื่อความสะดวก” อย่างไรก็ตาม ระบบการศึกษาที่ไม่ละเลยใคร คือระบบการศึกษาที่ถูกปรับปรุงให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน โดยผู้เรียนไม่ควรต้องเปลี่ยนแปลงตนเองให้เหมาะสมกับระบบการศึกษา หลักสูตรการศึกษาต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อผู้เรียนที่มีความต้องการแตกต่างกัน และครอบคลุมการใช้งานเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างเหล่านั้นด้วย</p>



<p>“ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ ต่างเข้าเรียนในโรงเรียนที่ถูกออกแบบเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ” คาเทียกล่าว เธอเชื่อว่าที่มาของพฤติการณ์นั้นคือความเชื่อว่า “มี ‘บางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับผู้เรียน’ แม้คำถามที่ถูกต้องคือ มี ‘บางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับโรงเรียน’ หรือไม่ต่างหาก”</p>



<p></p>



<h1 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>เพราะการศึกษาไม่ใช่แค่ธุรกรรม แต่คือทุกปฏิสัมพันธ์ของการเรียนรู้</strong></h1>



<p>นอกจากผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ แฮร์รี่ เอ. พาทรินอส (Harry A. Patrinos) นักเศรษฐศาสตร์จากกลุ่มธนาคารโลก และแอนเดรียส ชไลเชอร์ (Andreas Schleicher) นักสถิติและนักวิจัยจาก OECD ต่างเห็นพ้องกันว่า ผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เป็นอีกหนึ่งกลุ่มเปราะบางทางการศึกษาที่ยิ่งถูกละเลยระหว่างการระบาด</p>



<p>แฮร์รี่ชี้ว่าการระบาดของโรคติดเชื้อ COVID-19 ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยในกรณีที่เลวร้ายที่สุดนั้น เด็กๆ ทั่วโลกกว่าร้อยละ 94 หรือ 1.6 พันล้านคนต้องออกจากระบบการศึกษา โดยผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในปัจจุบันขาดการศึกษาแล้วอย่างน้อยครึ่งปี และผู้เรียนที่มีทุนทรัพย์ปานกลางก็จวนเจียนจะขาดการศึกษา</p>



<p>การปิดโรงเรียนถูกพิจารณาว่าจะนำมาซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต่ำกว่าปกติ โดยสถิติชี้ว่าหลังการปิดโรงเรียนระหว่างการปฏิวัติทางวัฒนธรรม (Cultural Revolution) ในจีน จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายลดลงกว่าร้อยละ 35 และแรงงานเหล่านี้ก็จะได้รับค่าแรงต่ำกว่าปกติในอนาคตด้วย แม้จะมีการศึกษาทางไกลและการเรียนการสอนออนไลน์ก็ยังมีความแตกต่างด้านคุณภาพ ความครอบคลุม และการเข้าถึงอย่างเห็นได้ชัด</p>



<p>แฮร์รี่อธิบายอีกด้วยว่า ผู้เรียนที่มีรายได้มากกว่าย่อมรับมือผลกระทบของการระบาดได้ดีกว่าผู้เรียนที่ยากไร้ เพราะผลกระทบของการปิดโรงเรียนระหว่างการระบาดต่อผู้เรียนนั้นแตกต่างกันด้วยทั้งคุณภาพของแต่ละโรงเรียนในแต่ละประเทศ มาตรการเยียวยา รวมถึงระดับการศึกษาของผู้เรียนขณะมีการปิดโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย โดยผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษาหรือกำลังศึกษาในระดับอุดมศึกษา ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียความรู้และถูกเลิกจ้างงานน้อยกว่าผู้สำเร็จการศึกษาหรือกำลังศึกษาในระดับต่ำกว่า ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พบทั่วไปในภาวะวิกฤต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-60edcb"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/07/neet.png" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">แผนภาพขององค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) แสดงจำนวนนักเรียนที่ต้องออกจากโรงเรียนกว่า 1.52 พันล้านคน<br>และประชากรกลุ่ม NEET หรือประชากรวัยแรงงานที่ไม่อยู่ระหว่างการศึกษา ประกอบอาชีพ หรือฝึกอบรมกว่า 267 ล้านคน</figcaption></figure></div></div></div>



<p>เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เขาระบุว่าความต่อเนื่องของการศึกษาที่ชะงักด้วยการปิดโรงเรียนต้องถูกส่งเสริมโดยรัฐบาลด้วยการจัดสรรงบประมาณเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการเรียนรู้ทั้งในรายครั้งและระยะยาว พัฒนาระบบวัดและประเมินผลการศึกษาให้สอดคล้องกับการศึกษาทางไกลและการเรียนการสอนออนไลน์ รวมถึงการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ที่อาจต้องออกจากระบบการศึกษาและเข้าสู่ตลาดแรงงานชั่วคราวด้วย</p>



<p>แอนเดรียสเห็นพ้องกันว่า การเข้าถึงการศึกษาระหว่างการระบาดนั้นไม่เท่าเทียมกันแน่นอนระหว่างผู้เรียนกลุ่มต่างๆ และภารกิจด่วนที่สุดคือการผลกระทบของภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้เรียนต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของพวกเขา โดยเริ่มต้นด้วยการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนให้ใกล้เคียงกัน เพราะ “โรงเรียนที่ใกล้ที่สุดควรเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุด” ซึ่งในประเทศที่มีระบบการศึกษาเปี่ยมประสิทธิภาพเช่นฟินแลนด์นั้น มีความแตกต่างระหว่างโรงเรียนเพียงเล็กน้อย การเข้าเรียนในโรงเรียนที่แตกต่างกันจึงแทบไม่ส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน</p>



<p>นอกจากนี้ แอนเดรียสยังชี้ว่าในระบบการศึกษาเปี่ยมประสิทธิภาพนั้น ความก้าวหน้าในอาชีพของครูมักมาจากการสร้างความเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนที่ขาดแคลนโอกาสหรือต้องการการพัฒนาเร่งด่วน เพื่อประกันการกระจายคุณภาพการจัดการเรียนการสอนอย่างทั่วถึง “เพราะหากคุณมีทุนทรัพย์ คุณอาจไม่ต้องประสบความสำเร็จในการเรียน” แอนเดรียสอธิบาย “ทว่าหากคุณขาดแคลนทุนทรัพย์ การศึกษาอาจเป็นทางเดียวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต” การจัดสรรทรัพยากรการศึกษาอย่างทั่วถึงจึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดผลกระทบของภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กๆ</p>



<p>อย่างไรก็ตาม นักสถิติจาก OECD ชี้แจงว่า “ปริมาณ” การลงทุนในการพัฒนาระบบการศึกษานั้นไม่สำคัญเท่ากับการจัดสรรทรัพยากรการศึกษา ซึ่งรวมถึงงบประมาณด้วยอย่างสมเหตุสมผล โดยเขาเปรียบเทียบขนาดห้องเรียนในสหรัฐอเมริกาและจีน ในสหรัฐอเมริกานั้น ห้องเรียนมีขนาดเล็กกว่า แต่ห้องเรียนขนาดเล็กเหล่านั้นไม่ใช่คำตอบเดียวของการสร้างระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ “เพราะครูไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับการพัฒนาตนเอง ครูเพียงวิ่งวุ่นไปที่ห้องเรียนต่างๆ เพื่อจัดการเรียนการสอน ขณะที่ครูในจีนมีเวลาพัฒนาตนเองมากกว่า”</p>



<p>“เพราะการศึกษาไม่ใช่ธุรกรรม” แอนเดรียสบอก “ไม่ใช่การที่ผู้เรียนชำระเงินและครูฉายการเรียนรู้ให้พวกเขา แต่การศึกษานั้นว่าด้วยความสัมพันธ์ของทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ การเข้าใจหลักการความเสมอภาค และความสมดุลของการจัดสรรทรัพยากรจึงสำคัญมาก”</p>



<p>สำหรับอุปสรรคสำคัญของความเสมอภาคข้างต้นนั้น แอนเดรียสชี้ว่า เมื่อทรัพยากรที่มีคุณภาพที่สุดต้องถูกแจกจ่ายแก่นักเรียนที่ต้องการทรัพยากรนั้นที่สุด คำถามถือแต่ละประเทศจะจูงใจครูให้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายเช่นนั้นอย่างไร</p>



<p>ในที่สุด แอนเดรียสเชื่อว่าประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้คือการปลูกฝังให้เด็กๆ เชื่อว่าความยากไร้ รูปลักษณ์ และความถนัดของพวกเขาจะไม่ส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เด็กๆ ต้องเชื่อมั่นว่าครูและโรงเรียนจะนำพวกเขาไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่พึงประสงค์ได้หากพวกเขาต้องการและพยายาม ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ส่งเสริมความกล้าหาญในการเผชิญปัญหาและความล้มเหลว “หากคุณไม่ยอมรับความล้มเหลว จะรู้จักการสร้างสรรค์ได้อย่างไร” เขาส่งท้าย ซึ่งความคิดสร้างสรรค์และการแก้ไขปัญหาล้วนเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 ที่สังคมอุดมความหลากหลายกว่าในศตวรรษที่แล้ว และมีความท้าทายที่ยังไม่ถูกค้นพบจำนวนมาก</p>



<p>เห็นได้ชัดว่า แนวความคิดที่ผู้อภิปรายทั้งสี่มีร่วมกัน ได้แก่ความเชื่อว่าผู้เรียนที่เป็นกลุ่มเปราะบางทางการศึกษานั้นเป็นประจักษ์พยานของการขาดความเสมอภาคทางการศึกษาที่ทวีความรุนแรงในภาวะวิกฤต การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เรียนกลุ่มนี้ รวมถึงการลดจำนวนผู้เรียนกลุ่มดังกล่าวในระยะยาว เพื่อการรับมือวิกฤตอื่นๆ ในอนาคตต้องพึ่งพาการลงทุนในระบบการศึกษาอย่างสมเหตุสมผล โดยคำนึงถึงความต้องการที่แตกต่างกันของผู้เรียนทุกกลุ่ม ไม่ว่าผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือประสบปัญหาอื่นๆ เช่น อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เป็นบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ฯลฯ</p>



<p>ระบบการศึกษาที่ไม่ละเลยใคร จึงหมายถึงระบบการศึกษาที่ไม่กีดกันผู้เรียนจากระบบการศึกษาไม่ว่าด้วยเชื้อชาติ ความยากไร้ ความถนัด หรือความต้องการที่แตกต่างกัน และระบบการศึกษาที่ไม่ละเลยใครเท่านั้นที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสังคมหนึ่งๆ ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และผลักดันผู้เรียนทุกคนให้สามารถเติบโตเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างภาคภูมิ</p>



<p>ภาวะวิกฤตที่เปิดเผยปัญหาซึ่งกลุ่มเปราะบางทางการศึกษาต้องเผชิญนี้ แม้จะรุนแรงเพียงใด จะไม่ใช่หายนะที่ผลักไสพวกเขาจากระบบการศึกษา และส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างถาวรได้ ก็ด้วยความพยายามของสังคมในการเรียนรู้ปัญหาเหล่านั้น และร่วมมือแก้ไขเพื่ออนาคตที่สดใสกว่าของ “ทุกคน” ในสังคม ซึ่งครอบคลุม “ทุกคน” อย่างแท้จริง</p>



<p></p>



<figure class="wp-block-pullquote"><blockquote><p>ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world</p></blockquote></figure><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/vulnerable-groups-in-education-inequality/">‘กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา’ ด่านที่ต้องฝ่าเพื่อความเสมอภาค</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
