<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ผู้ประกอบการ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/littlebig-blog/entrepreneur/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 06 May 2021 08:41:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ผู้ประกอบการ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>คณะสังคมสงเคราะห์ฯ มธ. จับมือกับเรือนจำกลางลำปาง นำโปรแกรมการวางแผนชีวิตและอาชีพมาฝึกสอนให้ผู้กระทำผิดพร้อมสำหรับการกลับสู่สังคม</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/conclusion-62/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 May 2021 08:40:05 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=40409</guid>

					<description><![CDATA[<p>แม้ว่าจะไม่มีตัวเลขระบุชัดเจนว่า ผู้ต้องโทษที่ผ่านการฝึ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-62/">คณะสังคมสงเคราะห์ฯ มธ. จับมือกับเรือนจำกลางลำปาง นำโปรแกรมการวางแผนชีวิตและอาชีพมาฝึกสอนให้ผู้กระทำผิดพร้อมสำหรับการกลับสู่สังคม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าจะไม่มีตัวเลขระบุชัดเจนว่า ผู้ต้องโทษที่ผ่านการฝึกอาชีพจากเรือนจำ จนสามารถสร้างสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ออกมาจำหน่ายในงานแสดงสินค้าของกรมราชทัณฑ์ทุกๆ ปีนั้น เมื่อพ้นโทษออกไป ได้ประกอบอาชีพหรือประกอบกิจการที่ผ่านการฝึกทักษะมาจากในเรือนจำหรือไม่ แต่กลับมีตัวเลขจากฐานข้อมูลผู้ต้องขังกระทำผิดซ้ำ ปี 2562 ยืนยันว่า </span><b>ร้อยละ 15 ของผู้ต้องโทษที่พ้นโทษแล้วกลับไปติดคุกซ้ำ เนื่องจากส่วนใหญ่กลับไปสู่สภาพแวดล้อมเดิมๆ </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อวิเคราะห์เหตุปัจจัยก็พบเงื่อนไขหลายประการ ประการหนึ่ง คือ</span><b>กระบวนการฝึกอาชีพในเรือนจำ เน้นให้ ‘ทักษะอาชีพ’ แต่เมื่อพ้นโทษออกไปสู่สังคมภายนอก ก็ไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาสานต่อหรือสนับสนุน</b><span style="font-weight: 400;"> ทำให้ผู้ต้องโทษหลายรายขาดที่ปรึกษา ไม่มีแผนการดำเนินชีวิต ขาดการสนับสนุนจากสังคมรอบตัว โดยเฉพาะเงินทุน เมื่อขาดโอกาสและขาดแผนการดำเนินงานในชีวิต ก็ทำให้ไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้ </span><b>ท้ายที่สุดจึงทำให้กลับไปสู่วิถีชีวิตแบบเดิม </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม กรมราชทัณฑ์เองก็ไม้ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาดังกล่าว และพยายามช่วยเหลือด้วยการให้ความรู้ การศึกษา และทักษะอาชีพใหม่ๆ อยู่เหมือนเดิม </span><b>แต่เพิ่มกระบวนการติดตามเมื่อผู้ต้องหาพ้นโทษเข้าไปอีกขั้นตอน โดยมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือ ดูแล ให้คำปรึกษาในนามของทีมแคร์ </b><span style="font-weight: 400;">แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกไป </span></p>
<p><b>ปุณิกา อภิรักษ์ไกรศรี จาก</b><b>คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง จังหวัดลำปาง</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งผ่านการทำงานร่วมกับทางเรือนจำจังหวัดลำปางมาเป็นระยะเวลายาวนาน เล่าว่า </span><b>ปัจจัยสำคัญของผู้พ้นโทษคือการขาดทักษะชีวิต </b></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“ลองคิดดูว่า ในการใช้ชีวิตปกติของเรา ต้องประสบกับเรื่องราวต่างๆ มากมายให้จัดการและแก้ไข </span></i><b><i>แต่สำหรับคนในเรือนจำ พวกเขาดำเนินชีวิตที่ค่อนข้างเป็นระเบียบ </i></b><i><span style="font-weight: 400;">คือตื่นตีสี่ ทำกิจกรรมตอนเช้า กินข้าว บางคนไปอบรมอาชีพ บางคนไปเรียน บ่ายสามก็ต้องกลับเข้าเรือนนอน ดูทีวีที่ทางเรือนจำคัดเลือกมาแล้ว พอถึงสี่ทุ่มก็ต้องเข้านอน เ</span></i><b><i>มื่อการดำเนินชีวิตเป็นไปในลักษณะนี้ การจัดการปัญหาหลายๆ อย่างก็หายไป การเห็นคุณค่าในตัวเองก็จะหายไปด้วย พอถึงที่สุดก็จะคุ้นชินกับการดำเนินชีวิตแบบนี้ เมื่อถึงเวลาพ้นโทษออกไปจึงไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไร</i></b><i><span style="font-weight: 400;">”</span></i><span style="font-weight: 400;"> ปุณิกา กล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น </span><b>กระบวนการที่จะทำให้ผู้ต้องโทษไม่ย้อนกลับไปทำผิดอีก ก็คือการเพิ่มทักษะและปรับทัศนคติด้านการดำเนินชีวิตเมื่อพ้นโทษ</b><span style="font-weight: 400;"> เพราะฉะนั้น วิธีการสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้จึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องโทษเหล่านี้ เพื่อให้พวกเขาพ้นโทษออกไปใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเป้าหมายและแนวทางดังกล่าวอยู่ภายใต้</span><b>โครงการการออกแบบและวางแผนการประกอบอาชีพ</b><span style="font-weight: 400;"> โดย</span><b>คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งนอกจากกลุ่มผู้ต้องโทษจะได้แผนชีวิตและแผนธุรกิจแล้ว เรือนจำเองก็จะมีโปรแกรมยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังเมื่อพ้นโทษออกไปจากเรือนจำด้วย โดยมีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 20 คน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเหตุแห่งปัญหามาจากฐานคิด วิธีการคือทำอย่างไรให้กลุ่มผู้ต้องขังได้หันกลับมาเข้าใจตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวเอง และพร้อมที่จะออกไปใช้ชีวิตปกติ “ซึ่งตรงนี้แหละคือกระบวนการที่ท้าทาย เพราะเราต้องรื้อ หรือปรับทัศนคติของผู้ต้องขัง ซึ่ง</span><b>กระบวนการที่ออกแบบไว้และเคยใช้ได้ผลในช่วงที่ผ่านๆ มาคือเครื่องมือที่ชื่อว่า Well Being</b><span style="font-weight: 400;">” ปุณิกา เสริม  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ </span><b>Well Being หมายถึงกระบวนการสร้างความปรารถนาดีให้กับตัวเอง  เพราะธรรมชาติของมนุษย์จะสร้างความปรารถดีให้กับตัวเองได้ก็ต่อเมื่อ เรากล้ามองตัวเองทั้งในมุมลบและบวก โดยการมองบวกทำเพื่อให้เห็นคุณค่าในตัวเอง ในขณะที่การมองลบทำเพื่อให้เห็นว่า ที่ผ่านมาตัวเองสามารถผ่านปัญหานั้นมาอย่างไร แก้ปัญหามาอย่างไร </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยปุณิกา ย้ำอีกว่า Well Being คือการสร้างความปรารถดีให้ตัวเอง มีทั้งหมด 3 ฐาน คือกายมั่นคง การรับรู้ความรู้สึกตัวเอง และการคิดเท่าทันความรู้สึกตัวเอง </span><b>เพราะธรรมชาติมนุษย์มักจะไม่โทษตัวเอง แต่จะโทษคนอื่นแทน เช่น คนโน้นทำเรา คนนี้แกล้ง แต่ลืมมองที่ตัวเอง ซึ่งการไม่รู้เท่าทันตัวเอง ทำให้รู้สึกแย่ จนเกิดการคิดลบต่อตัวเอง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เวลาเราทำกระบวนการ เราต้องจับสีหน้าผู้เข้าร่วมว่าคิดและรู้สึกอย่างไร ไม่ปล่อยให้ครุ่นคิดกับตัวเองนาน </span><b>ไม่คาดคั้นให้เขาทำอะไร ไม่บังคับให้เขียน ถ้าไม่อยากเปิดตัวเองก็ไม่เป็นไร พร้อมเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน</b><span style="font-weight: 400;"> การค่อยๆ ชวนคิด ชวนตั้งคำถามและทบทวนตัวเองถึงเรื่องที่ผ่านๆ มา ทั้งบวกและลบ ทำให้เขาเกิดความรู้สึกมั่นคงในตัวเอง เห็นคุณค่าของตัวเอง และพร้อมที่จะไปต่อในเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องการออกแบบแผนการดำเนินชีวิตเมื่อพ้นโทษออกไป”</span><span style="font-weight: 400;"> ปุณิกา กล่าว </span></p>
<p><b>กิจกรรมในวันสุดท้ายของกิจกรรม Well Being คณะทำงานจะให้กลุ่มเป้าหมายเขียนข้อความถึงตัวเอง เรื่องอะไรก็ได้ แล้วพับเป็นรูปหัวใจเก็บไว้ และวันใดที่เขารู้สึกลังเล รู้สึกไม่แน่ใจ ก็ให้กลับมาเปิดหัวใจออกดูเป้าหมายในชีวิต ว่าความจริงแล้ว เขาสามารถออกแบบชีวิตตัวเองได้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สิ่งที่ผมคิดว่าต้องจัดการก่อนเป็นอย่างแรกหลังพ้นโทษคือสิ่งแวดล้อมที่ผมอาศัยอยู่ แต่ปัญหาคือผมไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร”</span><span style="font-weight: 400;"> นี่คือเสียงสะท้อนของจากกลุ่มเป้าหมายคนหนึ่ง ที่เปิดเผยต่อคณะทำงานหลังจบกระบวนการออกแบบแผนที่ชีวิต ซึ่งทำให้เห็นว่า แม้จะมีแผนการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์ แต่โลกนอกเรือนจำยังมีสภาวะที่อยู่นอกเหนือการควบคุมและการจัดการ จึง</span><b>เป็นเหตุให้โครงการต้องทำงานอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมในทุกๆ ขั้นตอน </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปุณิกา เล่าว่า การเตรียมความพร้อมในแง่ของจิตใจเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมาทางเรือนจำก็มีการทำงานที่ค่อนข้างครอบคลุมอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาคือ กลุ่มผู้ต้องโทษยังขาดกระบวนการออกแบบชีวิตตัวเองหลังพ้นโทษ ว่าถ้าออกไปแล้ว จะอยู่อย่างไร ใครจะหนุน สังคมจะยอมรับหรือตีตราพวกเขาอย่างไรบ้าง ปัจจัยสำคัญจึงอยู่ที่การปรับทัศนคติด้านการใช้ชีวิต แล้วเรื่องอาชีพหรือเรื่องอื่นๆ ก็จะไปต่อได้เอง </span><b>ซึ่งปุณิกาก็ยืนยันหนักแน่น ว่าจะดำเนินการในลักษณะนี้ไปจนกว่ากลุ่มเป้าหมายจะมีอาชีพที่มั่นคงและไม่กลับไปทำผิดซ้ำอีก </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตัว Life Plan ที่เป็นแผนหรือแนวทางการดำเนินชีวิต มันสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามกลุ่มเป้าหมายเมื่อพ้นโทษออกไป กลุ่มเป้าหมายหลายคนมีแผนการในชีวิตที่หลากหลาย บางคนจะไปเปิดร้านหมูปิ้ง บางคนจะไปทำอาชีพช่าง ถ้าเราสามารถออกแบบระบบติดตามผู้ต้องขังหลังพ้นโทษ โดยใช้ Life Plan ที่เขาคิดเองมาพัฒนาต่อในรูปแบบแอปพลิเคชั่นในการติดตามกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสนับสนุนให้เขามีอาชีพเมื่อพ้นโทษ </span><b>ซึ่งคิดว่าน่าจะช่วยยกระดับ และลดปริมาณผู้ต้องขังไม่ให้ทำผิดซ้ำ และมีอาชีพตามเป้าหมายของโครงการได้ และที่สำคัญ พวกเขาจะได้มีอาชีพที่ออกมาจากความต้องการของตัวเองอย่างแท้จริง</b><span style="font-weight: 400;">”</span><span style="font-weight: 400;"> ปุณิกาทิ้งท้าย</span></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">“เวลาเราทำกระบวนการ เราต้องจับสีหน้าผู้เข้าร่วมว่าคิดและรู้สึกอย่างไร ไม่ปล่อยให้ครุ่นคิดกับตัวเองนาน ไม่คาดคั้นให้เขาทำอะไร ไม่บังคับให้เขียน ถ้าไม่อยากเปิดตัวเองก็ไม่เป็นไร พร้อมเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน การค่อยๆ ชวนคิด ชวนตั้งคำถามและทบทวนตัวเองถึงเรื่องที่ผ่านๆ มา ทั้งบวกและลบ ทำให้เขาเกิดความรู้สึกมั่นคงในตัวเอง เห็นคุณค่าของตัวเอง และพร้อมที่จะไปต่อในเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องการออกแบบแผนการดำเนินชีวิตเมื่อพ้นโทษออกไป” </span><b>ปุณิกา อภิรักษ์ไกรศรี จาก</b><b>คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง จังหวัดลำปาง</b></p></blockquote><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-62/">คณะสังคมสงเคราะห์ฯ มธ. จับมือกับเรือนจำกลางลำปาง นำโปรแกรมการวางแผนชีวิตและอาชีพมาฝึกสอนให้ผู้กระทำผิดพร้อมสำหรับการกลับสู่สังคม</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ม.เกษตร สกลนคร ทำโครงการฝึกสอนเกษตรอินทรีย์และการแปรรูปที่สอดแทรกเนื้อหาด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อช่วยเปิดตลาดออนไลน์สร้างโอกาสให้กับเกษตรกร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/conclusion-65/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 May 2021 09:25:49 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=40333</guid>

					<description><![CDATA[<p>จังหวัดสกลนครเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีนโยบายส่งเสริมการผลิต [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-65/">ม.เกษตร สกลนคร ทำโครงการฝึกสอนเกษตรอินทรีย์และการแปรรูปที่สอดแทรกเนื้อหาด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อช่วยเปิดตลาดออนไลน์สร้างโอกาสให้กับเกษตรกร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">จังหวัดสกลนครเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีนโยบายส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ จนเกิดความร่วมมือระหว่างผู้ทำเกษตรอินทรีย์ ผู้แทนกลุ่มเกษตรกร และหน่วยงานภาครัฐ </span><b>ภายใต้คำขวัญ ‘การพัฒนาเกษตรอินทรีย์วิถีสกลนคร’</b> <b>ส่งผลให้จังหวัดสกลนครกลายเป็นแหล่งผลิตข้าวเหนียวอินทรีย์อันดับหนึ่งของประเทศ</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และกลายเป็นต้นทุนสำคัญที่นำไปสู่การทำ</span><b>โครงการพัฒนาทักษะแรงงานสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรข้าวรุ่นใหม่ในยุคดิจิตอล โดยคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร </b></p>
<p><b>ผศ.ดร.พัชชา เศรษฐากา หัวหน้าโครงการ </b><span style="font-weight: 400;">เล่าว่า แม้ข้าวเหนียวอินทรีย์จะเป็นต้นทุนที่ดีของจังหวัดสกลนคร </span><b>แต่ด้วยความคุ้นชินเดิม เกษตรกรในจังหวัดจึงยังผลิตข้าวเหนียวจำหน่ายในราคาต่ำกว่ามาตรฐาน</b> <span style="font-weight: 400;">“ซึ่งมันน่าเสียดายนะ ที่ข้าวเหนียวดีๆ ของบ้านเราขายได้ราคาต่ำกว่าท้องตลาด” </span></p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-40338" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small65-01.jpg" alt="" width="1200" height="1200" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small65-01.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small65-01-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small65-01-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small65-01-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small65-01-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><b>ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ ผศ.ดร.พัชชา และคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย ‘บูรณาการ’ ความรู้ทั้งเรื่องการผลิต การตลาด และการสื่อสารเข้ามาช่วยกันสร้างคุณค่าและมูลค่าให้ข้าวเหนียวอินทรีย์ของจังหวัดสกลนคร ภายใต้แบรนด์ ‘ข้าวเหนียว เดอgrill’</b> <span style="font-weight: 400;">ให้กับคนในชุมชนตำบลเชียงเครือ อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ในพื้นที่ 8 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านหนองหอย หมู่ 4 และหมู่ 17, บ้านโนนศาลา, บ้านหนองสนม, บ้านโคกสะอาด, บ้านโพนสว่าง, บ้านนาคำไฮ, และบ้านโนนเบ็ญ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมทั้งหมด 60 คน ซึ่งเป็นเกษตรกรที่มีรายได้ต่ำ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้กลุ่มเป้าหมายเรียบร้อย คณะทำงานจะออกแบบหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพเป็น 4 หลักสูตร คือ </span><b>(1) ด้านเมล็ดพันธุ์ การทำน้ำหมักชีวภาพ และวิธีทำเชื้อไตรโคเดอร์มา (2) ด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวเหนียวในรูปแบบข้าวต้มมัดญวน ข้าวพอง และข้าวโป่ง (3) ด้านออนไลน์ และ (4) ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยหลังจากที่จัดการองค์ความรู้ด้านการผลิตในขั้นตอนต่างๆ ลงตัว ฝ่ายการตลาดก็จะสร้างเพจขายผลิตภัณฑ์ไว้รอ เนื่องจากหากรอให้กลุ่มเป้าหมายฝึกทักษะการแปรรูปผลิตภัณฑ์เสร็จก่อน แล้วค่อยสร้างเพจ อาจไม่ทันการณ์ ซึ่งผศ.ดร.พัชชา เล่าแผนการทำงานว่า “ระหว่างที่ทำเพจ ทีมจะซื้อโฆษณาเพื่อสร้างกระแสให้คนสนใจ อยากเข้ามาเป็นสมาชิกในเพจ และเมื่อกลุ่มเป้าหมายเรียนรู้เรื่องการแปรรูปครบแล้ว ก็ต้องมาเรียนรู้เรื่องวิธีการดูแลเพจต่อ” </span></p>
<p><b>Shopee และ Lazada เป็นช่องทางหลักที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ ‘ข้าวเหนียว เดอgrill’ โดยเฉพาะข้าวต้มมัดญวน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ยุคบุกเบิก ออกสู่ท้องตลาด </b><span style="font-weight: 400;">ซึ่งช่วงเริ่มต้นก็มีทีมงานคอยติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าลูกค้ามีกระแสตอบรับอย่างไร โดยเธอจะนำคำติชมต่างๆ ส่งไปให้กลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้พวกเขารู้ว่าผลิตภัณฑ์ดีหรือไม่ดีอย่างไร เช่น เค็มไป หวานไป เป็นต้น เพื่อให้สินค้าพัฒนาต่อไป</span></p>
<p><b>อีกทั้งยังต้องใส่ใจในเรื่องของกระบวนการขนส่ง เนื่องจากข้าวต้มมัดญวนเป็นอาหาร การขนส่งจึงไม่ควรนานจนเกินไป ไม่เช่นนั้น ข้าวต้มมัดญวนอาจเกิดการเน่าเสียได้</b><span style="font-weight: 400;"> “ตอนแรกที่เปิดขายออนไลน์ เราให้เขาถ่ายรูปขั้นตอนการส่งให้เราดูทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการบรรจุสินค้าว่าเรียบร้อยหรือไม่ บรรจุกี่โมง ส่งกี่โมง การจ่าหน้าซองทำอย่างไร ถ้าหากส่งไปแล้วเสีย ก็ต้องส่งให้ลูกค้าใหม่ </span><b>จนพวกเขาเริ่มทำกันได้เอง เราจึงค่อยๆ ปล่อย แต่ก็คอยดูอยู่ห่างๆ</b><span style="font-weight: 400;">” ผศ.ดร.พัชชา เสริม</span></p>
<p><b>สาเหตุที่โครงการมุ่งเน้นไปที่การขายสินค้าออนไลน์เป็นหลักนั้น เนื่องจากโลกยุคปัจจุบันอยู่ในยุคดิจิตอล</b> <span style="font-weight: 400;">เทคโนโลยีมีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์มากขึ้น </span><b>ศิรินนา คำทะเนตร หนึ่งในคณะทำงาน ผู้รับหน้าที่อบรมหลักสูตรออนไลน์</b><span style="font-weight: 400;"> เล่าว่า </span><b>การขายออนไลน์เข้าถึงกลุ่มคนได้มาก และไม่ต้องมีหน้าร้าน ทำให้ไม่มีต้นทุนเรื่องค่าเช่า อยู่บ้านก็สามารถขายได้</b><span style="font-weight: 400;"> “โดยรูปภาพและเนื้อหาของผลิตภัณฑ์จะต้องดี เพราะเป็นตัวที่ช่วยให้สินค้ามีมูลค่ามากขึ้น ทำให้สินค้าดูน่าบริโภค”</span><b><i> </i></b></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40339" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small65-02.jpg" alt="" width="1200" height="1200" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small65-02.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small65-02-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small65-02-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small65-02-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small65-02-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้าน </span><b>เพ็ญธิยา เดชภูมิ หนึ่งในกลุ่มเป้าหมาย และควบตำแหน่งผู้ดูแลเพจ ‘ข้าวเหนียว เดอgrill’ </b><span style="font-weight: 400;">เสริมว่า การช่วยเหลือและดูแลเอาใจใส่ของคณาจารย์จาก </span><b>มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร </b><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้เธอปรับเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ จากเมื่อก่อนมองว่าการตลาดออนไลน์เป็นเรื่องไกลตัว ไม่เคยคิดอยากจะมาขายของออนไลน์ แต่พอได้เรียนรู้ ก็เล็งเห็นช่องทางและโอกาสในการสร้างรายได้ให้ตนเอง </span><b>จนทุกวันนี้ สามารถใช้โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ในการสร้างอาชีพและสร้างรายได้ </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">จากเดิมที่เราไม่มีความกล้าที่จะทำการตลาดออนไลน์เลย แม้แต่จะกดเข้าไปตอบลูกค้าก็ยังทำไม่เป็น </span><b>ตอนนี้สามารถทำเองได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ตอบลูกค้า เขียนข้อความแนะนำผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงถ่ายรูปผลิตภัณฑ์</b><span style="font-weight: 400;"> และที่สำคัญก็คือ รู้สึกว่าตัวเองมีความรอบคอบมากขึ้น จะต้องถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานทุกขั้นตอน เผื่อกรณีที่เกิดปัญหา” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเมื่อถามถึงรายได้ เพ็ญธิยา ก็บอกว่า การปรับตัวเข้าสู่การตลาดออนไลน์สร้างรายได้ดีพอสมควร โดยเธอและกลุ่มเป้าหมายคนอื่นๆ ขายข้าวต้มมัดญวนหมดทุกรอบ</span><b> ทำให้มีรายได้เพิ่มประมาณ 800 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 3,000-4,000 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว </b></p>
<p><b>และนี่ก็คือตัวอย่างของการใช้ฐานทุนในชุมชน ทั้งภูมิปัญญาชาวบ้าน และความรู้ทางวิชาการจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่ มาสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้ชุมชนได้อย่างยั่งยืน และสอดรับไปกับการตลาดในยุคดิจิตอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</b></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">จากเดิมที่เราไม่มีความกล้าที่จะทำการตลาดออนไลน์เลย</span> <span style="font-weight: 400;">แม้แต่จะกดเข้าไปตอบลูกค้าก็ยังทำไม่เป็น</span> <span style="font-weight: 400;">ตอนนี้สามารถทำเองได้ทุกอย่าง</span> <span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่ตอบลูกค้า</span> <span style="font-weight: 400;">เขียนข้อความแนะนำผลิตภัณฑ์</span> <span style="font-weight: 400;">ไปจนถึงถ่ายรูปผลิตภัณฑ์</span> <span style="font-weight: 400;">และที่สำคัญก็คือ</span> <span style="font-weight: 400;">รู้สึกว่าตัวเองมีความรอบคอบมากขึ้น</span> <span style="font-weight: 400;">จะต้องถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานทุกขั้นตอน</span> <span style="font-weight: 400;">เผื่อกรณีที่เกิดปัญหา</span><span style="font-weight: 400;">” </span><b>ผศ</b><b>.</b><b>ดร</b><b>.</b><b>พัชชา</b> <b>เศรษฐากา</b> <b>หัวหน้าโครงการ</b></p></blockquote>
<p><img decoding="async" class="img-wide aligncenter wp-image-40337 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large65.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large65.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large65-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large65-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large65-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large65-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-65/">ม.เกษตร สกลนคร ทำโครงการฝึกสอนเกษตรอินทรีย์และการแปรรูปที่สอดแทรกเนื้อหาด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อช่วยเปิดตลาดออนไลน์สร้างโอกาสให้กับเกษตรกร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เครือข่ายวัฒนธรรมฯ บูรณาการวิถีชุมชนอาข่ากับความรู้สากล เพื่อติดเครื่องมืออาชีพพัฒนาคุณภาพชีวิตชาว ‘อาข่า’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/conclusion-21/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 May 2021 07:52:48 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=40171</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นในรอบหลายทศวรรษที่ผ่าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-21/">เครือข่ายวัฒนธรรมฯ บูรณาการวิถีชุมชนอาข่ากับความรู้สากล เพื่อติดเครื่องมืออาชีพพัฒนาคุณภาพชีวิตชาว ‘อาข่า’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา ล้วนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของชาวเขา โดยเฉพาะกับชนเผ่าอ่าข่า ซึ่งมีวิถีชีวิตผูกพันกับธรรมชาติและความเชื่อดั้งเดิม ประกอบกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ความเจริญ’ ยังเข้ามาทำให้รูปแบบการดำเนินชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของชนเผ่าอ่าข่าเปลี่ยนไป  </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากเดิมที่ประกอบอาชีพทำไร่ทำสวน หาอยู่หากินแบบพึ่งพิงธรรมชาติ และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ก็กลับกลายเป็นว่า คนหนุ่มสาวต้องเดินทางลงจากภูเขา เข้าสู่เมือง เพื่อทำงานรับจ้าง บ้างเข้าสู่ตลาดแรงงานไกลถึงต่างแดน เพื่อปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม ทว่าการปรับตัวนี้ก็ยังไม่ได้ทำให้ความเหลื่อมล้ำหายไป</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-large wp-image-40173" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small21-01-1024x1024.jpg" alt="" width="750" height="750" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small21-01-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small21-01-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small21-01-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small21-01-768x768.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small21-01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้านคนหนุ่มอย่าง </span><b>‘อาทู่’ ไกรสิทธิ์ สิทธิโชดก</b><span style="font-weight: 400;"> มองเห็นประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำของกลุ่มชาติพันธุ์มาอย่างยาวนาน จึงได้ก่อตั้ง</span><b> Athu Akha Home </b><span style="font-weight: 400;">เพื่อเป็น ‘</span><b>ลานวัฒนธรรม’</b><span style="font-weight: 400;"> ให้กลุ่มชาติพันธุ์และคนเมืองในจังหวัดเชียงราย ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และวัฒนธรรม ประกอบกับการทำความเข้าใจวิถีชีวิตความเป็นอ่าข่า เพื่อค้นหาแนวทางที่จะสนับสนุน และส่งเสริมให้ชนเผ่าอ่าข่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การเข้าร่วมทำงานวิจัยของอาทู่จะทำให้เกิดการฟื้นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชนเผ่าอ่าข่ามากมาย อาทิ ระบบการแพทย์ชนเผ่า พิธีกรรมต่างๆ งานจักสาน การทอผ้า ฯลฯ แต่ก็ยังมีเงื่อนไขบางประการ ซึ่งขัดขวางให้ไม่สามารถพัฒนาประเด็นดังกล่าวไปสู่จุดที่นำไปสร้างรายได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ที่ผ่านมาเราเอาความรู้ด้านการแพทย์ไปสนับสนุนการรักษาแบบพื้นบ้านในโรงพยาบาลระดับตำบล ส่วนงานประเพณีก็เอาไปโยงกับการท่องเที่ยว แต่มันก็ยังไม่ครอบคลุม เพราะติดเงื่อนไขเรื่องงบประมาณในการทำงาน หลายอย่างเรายังต้องการความรู้จากภายนอกชุมชน และบางเรื่องก็ต้องการให้องค์กรรัฐสนับสนุน” อาทู่ กล่าว  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งการสนับสนุนจาก </span><b>โครงการพัฒนาระบบทดลองการพัฒนาทักษะแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</b><span style="font-weight: 400;"> ช่วยให้เป้าหมายของ </span><b>‘โครงการพัฒนาอาชีพจากภูมิปัญญาวิถีชีวิตชนเผ่าอ่าข่า จังหวัดเชียงราย</b><span style="font-weight: 400;"> สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากเป้าหมายของโครงการนี้คือการ </span><b>‘ให้โอกาส’</b><span style="font-weight: 400;"> กลุ่มคนที่ยังขาดโอกาส อาทู่จึงออกแบบกระบวนการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการลงพื้นที่พร้อมกับแกนนำจาก 5 ชุมชน จนได้กลุ่มเป้าหมายจำนวน 115 คน </span><b>โดยหวังว่าการสร้างอาชีพด้วยการใช้ฐานความรู้และประสบการณ์ของชุมชน จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคมชนเผ่าอ่าข่าได้อีกทอดหนึ่ง </b><span style="font-weight: 400;">ผ่านพื้นที่ที่เรียกว่า </span><b>‘ลานแดข่อง’</b><span style="font-weight: 400;"> หรือลานวัฒนธรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาทู่ อธิบายกระบวนการทำงานของชุมชนว่า “เรื่องที่กลุ่มเป้าหมายต้องทำร่วมกันก็คือ ค้นหาผู้รู้ที่มีความรอบรู้และเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ จากแต่ละชุมชน เช่น</span><b> ‘ป้าเพ็ญ’ วันเพ็ญ ศักดิ์สุทธิเสน </b><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็นปราชญ์ด้านการทอผ้า มาให้คำแนะนำ แล้วค่อยให้กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการพัฒนาทักษะด้านการทอผ้าไปเรียนกับป้าเพ็ญอีกที”</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-large wp-image-40174" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small21-02-1024x1024.jpg" alt="" width="750" height="750" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small21-02-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small21-02-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small21-02-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small21-02-768x768.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small21-02.jpg 1200w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งป้าเพ็ญเล่าว่า การทำงานแบบนี้ทำให้คนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านห้วยเจริญ หันมาสนใจการทอผ้ามากขึ้น แต่ก่อน </span><b>พวกเขาไม่รู้ว่าการทอผ้าจะกลายเป็นอาชีพได้อย่างไร </b><span style="font-weight: 400;">เพราะชนเผ่าอ่าข่านิยมทอผ้าใส่เอง อีกทั้งยังดีใจที่ได้รื้อฟื้นภูมิปัญญาด้านนี้ให้กับคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้าน เนื่องจากในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการทำมาหากินมากกว่า จึงไม่มีเวลามานั่งสืบทอดการทอผ้าจากบรรพบุรุษ </span><b>จนมีคนรุ่นใหม่ทอผ้าเป็นมากขึ้น จากเดิมที่มีแต่คนแก่เฒ่า</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ต่อให้มีคนรุ่นใหม่ทอผ้าเก่งขึ้นและขายดีสักเท่าไร </span><b>ด้วยสถานะผู้ผลิตซึ่งอยู่ต้นน้ำ </b><span style="font-weight: 400;">ผลิตเพื่อส่งขายเพียงอย่างเดียว </span><b>ทำให้บุคคลที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาครั้งนี้ตกอยู่ที่ ‘พ่อค้าคนกลาง’ </b><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่ตัวกลุ่มเป้าหมายเอง ซึ่งเป็นปัญหาที่ชนเผ่าอ่าข่าสลัดไม่หลุดมาเป็นระยะเวลานาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาทู่จึงย้ำถึงความสำคัญของลานแดข่องขึ้นมา โดยให้คำนิยามว่า “</span><b>ลานแดข่องเปรียบเสมือน ‘ตลาดกลาง’ ทางความคิดและภูมิปัญญา</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นที่รวบรวมเรื่องราวความเป็นอ่าข่าไว้ครบทุกด้าน และยังเป็นที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ของชุมชนในโครงการอีกด้วย </span><b>โดยเราต้องมีสถานที่ที่ทำให้ชาวบ้านในเครือข่ายเห็นว่า ภูมิปัญญาที่ทำออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น งานจักสาน ผ้าทอ หรือแม้แต่อาหารการกิน มีพื้นที่ขายและมีคนให้ความสนใจ </b><span style="font-weight: 400;">โดยไม่ต้องอาศัยพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถานที่ตั้งของลานแดข่องตั้งอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง ห่างจากตัวเมืองจังหวัดเชียงรายกว่า 10 กิโลเมตร ทำให้โครงการมีแนวคิดขยายการตลาดออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ </span></p>
<ol>
<li><b>ตลาดเส้นทาง<br />
</b>ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระดับภาคีเครือข่ายระหว่างชนเผ่าอ่าข่าทั้ง 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแม่จัน อำเภอเชียงแสน อำเภอแม่สวย อำเภอแม่ฟ้าหลวง และอำเภอเมืองเชียงราย โดยจะร่วมงานกันในด้านต่างๆ ให้สามารถวางจำหน่ายสินค้าได้ทั้ง 5 อำเภอ</li>
<li><b>ตลาดกลาง</b> หรือก็คือลานแดข่อง</li>
<li><b>ตลาดออนไลน์</b> ซึ่งเป็นตลาดที่เข้าถึงได้ง่าย ทุกเพศทุกวัย และเป็นสื่อพื้นฐานที่หลายๆ คนใช้งาน ซึ่งอาทู่ ระบุว่า “ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนาตลาดออนไลน์ เพราะเป็นเรื่องใหม่ <b>พวกเราคนรุ่นเก่าก็ไม่มีทักษะเรื่องนี้ จึงต้องอาศัยคนรุ่นใหม่เข้ามาดำเนินงาน</b> ซึ่งตอนนี้ก็มีเด็กจบใหม่ที่กลับมาทำงานในชุมชน และเข้ามาช่วยพัฒนาระบบตลาดออนไลน์ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น”</li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตอนนี้ อาจยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่ากลุ่มเป้าหมายมีรายได้เพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน จากการดำเนินงานที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ปรากฏชัดในชุมชนอ่าข่าทั้ง 5 หมู่บ้านก็คือ ชาวบ้านเข้าใจแล้วว่าห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มีความสำคัญอย่างไร และต้องดำเนินการอย่างไร ผ่านการใช้ทุนเดิมของ </span><b>‘ความรู้ ประสบการณ์ และบุคลากรในชุมชน มาต่อยอดเพื่อสร้างอาชีพที่ไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีของชนเผ่าอ่าข่า’ สำหรับพัฒนาคุณภาพชีวิตชนเผ่าอ่าข่าต่อไป</b></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">“เราต้องมีสถานที่ที่ทำให้ชาวบ้านในเครือข่ายเห็นว่า ภูมิปัญญาที่ทำออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น งานจักสาน ผ้าทอ หรือแม้แต่อาหารการกิน มีพื้นที่ขายและมีคนให้ความสนใจ โดยไม่ต้องอาศัยพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป” </span><b>‘อาทู่’ ไกรสิทธิ์ สิทธิโชดก ผู้ก่อตั้ง Athu Akha Home</b></p></blockquote>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="img-wide aligncenter wp-image-40172 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large21.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large21.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large21-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large21-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large21-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large21-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-21/">เครือข่ายวัฒนธรรมฯ บูรณาการวิถีชุมชนอาข่ากับความรู้สากล เพื่อติดเครื่องมืออาชีพพัฒนาคุณภาพชีวิตชาว ‘อาข่า’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิสาหกิจชุมชนแม่ทา SE ผนึกความร่วมมือกับ 4 วิสาหกิจชุมชนใกล้เคียง เพื่อฝึกทักษะแรงงานด้อยโอกาสตามความถนัด ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาชีพ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/conclusion-63/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Apr 2021 09:59:45 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=39980</guid>

					<description><![CDATA[<p>เพราะอยากออกแบบ ‘การใช้ชีวิต’ ในบ้านเกิดให้สอดรับกับวิถ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-63/">วิสาหกิจชุมชนแม่ทา SE ผนึกความร่วมมือกับ 4 วิสาหกิจชุมชนใกล้เคียง เพื่อฝึกทักษะแรงงานด้อยโอกาสตามความถนัด ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาชีพ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>เพราะอยากออกแบบ ‘การใช้ชีวิต’ ในบ้านเกิดให้สอดรับกับวิถีการดำเนินชีวิตในสังคมเล็กๆ ของจังหวัดลำพูน</b><span style="font-weight: 400;"> คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่จึงรวมตัวกันจัดตั้ง </span><b>‘กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่ทา SE (กิจการเพื่อสังคม)’</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งขยายฐานการทำงานมาจากเครือข่ายนิเวศน์ลุ่มน้ำแม่ทาที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่มาหลายปี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดย </span><b>พฤติพร จินา สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่ทา SE </b><span style="font-weight: 400;">เล่าว่า สาเหตุที่เธออยากเข้าร่วมกลุ่มวิสาหกิจนั้น สืบเนื่องมาจากการที่จังหวัดลำพูนมีของดีอยู่จำนวนมาก จึงอยากใช้ </span><b>‘งานวิจัย’</b><span style="font-weight: 400;"> ภายใต้การดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจมาเป็น </span><b>‘เครื่องมือ’</b><span style="font-weight: 400;"> ทำให้คนในชุมชนรู้จักบ้านตัวเอง และรู้ศักยภาพความสามารถของตัวเองมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเริ่มต้นจากการมองหาต้นทุนต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชน แล้วพบว่า</span><b>ทักษะด้านภูมิปัญญาเป็นสิ่งที่ทุกชุมชนมีอยู่แล้ว ขาดแต่กระบวนการคิดและการตลาดที่เหมาะสม</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่ง พฤติพร เสริมว่า “กลุ่มวิสาหกิจส่วนใหญ่จะตกม้าตายเรื่องการตลาด เพราะการตลาดไม่ใช่แค่การขายของตามอีเวนต์หรือขึ้นห้าง แต่การตลาดต้องเหมาะกับคนในชุมชนด้วย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้รู้จักกับ</span><b>โครงการพัฒนาระบบทดลองการพัฒนาทักษะแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส หรือทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) </b><span style="font-weight: 400;">พฤติพร เลยเกิดแนวคิดที่จะริเริ่ม </span><b>‘</b><b>โครงการพัฒนาการสร้างงานบนฐานนิเวศน์ลุ่มน้ำแม่ทาโดยชุมชน</b><b>’</b><span style="font-weight: 400;"> ที่ </span><b>‘เปิดโอกาส’ </b><span style="font-weight: 400;">ให้ชุมชนได้คิดและลงมือทำด้วยตัวเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ว่างงาน จำนวน 60 คน จาก 4 กลุ่มย่อย ได้แก่ </span><b>กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้าทอกะเหรี่ยงแม่ขนาด กลุ่มสวนอินทรีย์ฟ้ารักษ์ดิน กลุ่มวิสาหกิจวิถีมอญหนองดู่ </b><b>และกลุ่มคนในชุมชนรอบศูนย์</b> <span style="font-weight: 400;">“ซึ่งเมื่อสอบถามชาวบ้านว่าอยากเรียนรู้อะไร พวกเขากลับตอบว่า </span><b>ไม่อยากพัฒนาศักยภาพการผลิตแล้ว เพราะอบรมกันมาหลายครั้งจากหลายหน่วยงาน แต่ต้องการความรู้ด้านการตลาด</b><span style="font-weight: 400;">” พฤติพร กล่าว</span></p>
<div class="img-2col"><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-39984 size-large" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small63-01-1024x1024.jpg" alt="" width="1024" height="1024" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small63-01-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small63-01-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small63-01-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small63-01-768x768.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small63-01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /> <img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-39985 size-large" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small63-02-1024x1024.jpg" alt="" width="1024" height="1024" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small63-02-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small63-02-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small63-02-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small63-02-768x768.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small63-02.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></div>
<p><span style="font-weight: 400;">จากความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่ทา SE ได้นำมาออกแบบเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย ซึ่งขั้นต้นและขั้นกลางเป็นการอบรมพื้นฐานด้านอาชีพต่างๆ </span><b>ส่วนขั้นปลายจะเน้นไปที่เรื่องการตลาด </b><span style="font-weight: 400;">การสื่อสารเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการทดลองตลาดก่อนจะเปิดจำหน่ายจริง </span><b>ซึ่งเป็นความต้องการหลักของกลุ่มเป้าหมาย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนแรก เรากำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้เพียง 60 คน แต่ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมโครงการจริงๆ 100 คน ซึ่งมีเยาวชนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายมาเข้าอบรมด้วย เราก็รับหมด เพราะไม่อยากทิ้งใครไว้ข้างหลัง” พฤติพร กล่าวและเสริมว่า ทุกคนล้วนมีความสำคัญในกระบวนการเรียนรู้ </span><b>ความรู้บางเรื่องก็จำเป็นต้องอาศัยความชำนาญของคนรุ่นใหม่เข้ามาหนุน</b><span style="font-weight: 400;"> เช่น เรื่องการตลาดออนไลน์ หรือการออกแบบบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น </span></p>
<p><b>ปัจจุบันนี้ โครงการมีกลุ่มเยาวชนเข้ามาทำงานร่วมกับผู้ใหญ่แล้วประมาณ 30 คน </b><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเกิดเป็นภาพที่น่าประทับใจ เนื่องจากเยาวชนได้ใช้เวลาอยู่กับผู้สูงอายุ อยู่กับชุมชน ไม่ไปเถลไถลที่ไหน ในขณะที่ผู้สูงอายุเองก็รู้สึกสนุกสนานกับการทำงาน อยากบอก อยากเล่า เพราะอยากให้ลูกหลานเข้ามาสืบสานภูมิปัญญาดีๆ ต่อไป เป็นการหนุนเสริมซึ่งกันและกัน อีกทั้ง</span><b>ยังทำให้ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองช่วงวัยแน่นแฟ้นขึ้นอีกด้วย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งการดำเนินงานจะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่ทา SE ใน 3 ส่วนหลักด้วยกัน (1) คือการหนุนเสริมความรู้เรื่องกระบวนการทำงานและการจัดการ (2) คือการแต่งตั้งกองเลขาเชื่อมประสานระหว่างครูภูมิปัญญา ผู้นำกลุ่ม และเยาวชนในพื้นที่ให้มาทำกิจกรรมร่วมกัน และ (3) คือการเชื่อมประสานองค์ความรู้ ให้ </span><b>ครูภูมิปัญญา</b><span style="font-weight: 400;"> ทำหน้าที่ให้ความรู้ด้านทักษะอาชีพต่างๆ, </span><b>ผู้นำกลุ่ม</b><span style="font-weight: 400;"> ทำหน้าที่ประสานกลุ่มเป้าหมายให้เข้าร่วมกิจกรรม, ส่วน </span><b>เยาวชน</b><span style="font-weight: 400;"> ทำหน้าที่ดูแลช่วยเหลือกลุ่มต่างๆ ด้านการเงิน การทำบัญชี เอกสาร และการสื่อสาร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำให้เรียกได้ว่า โครงการนี้ </span><b>‘ใช้ชุมชนเป็นฐาน’</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง บางครั้ง การใช้วิทยากรเก่งๆ จากภายนอก ก็อาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนจริงๆ จึงต้องเปิดโอกาสให้คนในชุมชนตัดสินใจด้วยตัวเอง ว่าเขาอยากทำ หรือไม่อยากทำอะไร </span><b>เพราะฉะนั้น การใช้ชุมชนเป็นฐาน ก็คือการฟังเสียงของคนในชุมชนนั่นเอง&#8230;</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตลอด 8 เดือนของการฝึกทักษะอาชีพให้กลุ่มเป้าหมาย แม้จะยังสร้างรายได้ไม่มากนัก แต่หลายกลุ่มก็ได้เรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันได้มากขึ้น เช่น </span><b>กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้าทอกะเหรี่ยงแม่ขนาด</b><span style="font-weight: 400;"> ที่งดทอผ้าใหม่และเน้นขายผ้าเก่าให้หมด เนื่องจากความต้องการของตลาดในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ลดลง เป็นต้น ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้เรื่องอุปสงค์และอุปทานของระบบตลาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้รายได้จะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมาย แต่ ‘ความสุข’ ที่ได้กลับประเมินค่าไม่ได้ เนื่องจากทั้งกลุ่มผู้จัดทำโครงการ กลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงกลุ่มคนในชุมชน ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ความสัมพันธ์’ ของคนในชุมชนดีขึ้น ไม่ต่างคนต่างอยู่เหมือนที่ผ่านมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้าน พฤติพร ในฐานะหัวหน้าโครงการ เล่าว่า “</span><span style="font-weight: 400;">โครงการนี้ทำให้เรารู้จักและใกล้ชิดชุมชนมากขึ้น และทำให้เราเห็นว่าในชุมชนเรามี</span><span style="font-weight: 400;">ของดีๆ อยู่มากมาย ผู้สูงอายุบางคนมีรายได้มากกว่าลูกหลานที่ไปทำงานในเมืองเสียอีก ซึ่งนั่นหมายความว่า การออกไปทำงานข้างนอกไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องรายได้อีกต่อไป </span><b>เพราะเมื่อเรารู้จักฐานทุนในชุมชนดีพอ เราก็จะสามารถหารายได้จากสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในชุมชนได้มากมาย</b><span style="font-weight: 400;">”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่สรุปได้ว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพอย่างเห็นได้ชัด </span><b>ทั้งรายได้ของกลุ่มเป้าหมายที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงการลดระยะห่างระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ อีกทั้งยังนำไปสู่การเพิ่มพูนทักษะและความรู้ด้านการประกอบอาชีพให้เท่าทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบันได้อีกด้วย</b></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">โครงการนี้ทำให้เรารู้จักและใกล้ชิดชุมชนมากขึ้น และทำให้เราเห็นว่าในชุมชนเรามี</span><span style="font-weight: 400;">ของดีๆ อยู่มากมาย ผู้สูงอายุบางคนมีรายได้มากกว่าลูกหลานที่ไปทำงานในเมืองเสียอีก ซึ่งนั่นหมายความว่า การออกไปทำงานข้างนอกไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องรายได้อีกต่อไป เพราะเมื่อเรารู้จักฐานทุนในชุมชนดีพอ เราก็จะสามารถหารายได้จากสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในชุมชนได้มากมาย” </span><b>พฤติพร จินา สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่ทา SE</b></p></blockquote>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="img-wide aligncenter wp-image-39983 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-Large63.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-Large63.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-Large63-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-Large63-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-Large63-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-Large63-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-63/">วิสาหกิจชุมชนแม่ทา SE ผนึกความร่วมมือกับ 4 วิสาหกิจชุมชนใกล้เคียง เพื่อฝึกทักษะแรงงานด้อยโอกาสตามความถนัด ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาชีพ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สํานักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดสตูล ทำโครงการพัฒนากลุ่มเกษตรอินทรีย์ให้กับเครือข่าย ‘เขา นา และทะเล’ เพื่อวิถีสีเขียวที่มั่นคง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/conclusion-68/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Apr 2021 08:55:20 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=39873</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบัน มนุษย์ใส่ใจและให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ สิ่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-68/">สํานักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดสตูล ทำโครงการพัฒนากลุ่มเกษตรอินทรีย์ให้กับเครือข่าย ‘เขา นา และทะเล’ เพื่อวิถีสีเขียวที่มั่นคง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>ปัจจุบัน มนุษย์ใส่ใจและให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น</b><span style="font-weight: 400;"> โดยเฉพาะการผลิตอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค ที่กลายเป็นมา </span><b>‘จุดขาย’</b><span style="font-weight: 400;"> ให้กับผลิตภัณฑ์นานาชนิด เช่น สินค้าเกษตรของกลุ่มเกษตรกรจากเครือข่ายเพื่อนเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่จังหวัดสตูล ที่มีการนำวิถีชีวิตและคุณค่าของเกษตรกรมาเป็นจุดขาย และส่งต่อสินค้าคุณภาพให้ถึงมือผู้บริโภค </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้กระแสการทำเกษตรอินทรีย์จะมาแรง แต่การจะทำให้รอดและอยู่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย </span><b>ดังตัวอย่างจากเกษตรกรในจังหวัดสตูล ที่รวมตัวกันเป็นเครือข่าย แต่ก็ยังล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด</b><span style="font-weight: 400;"> ทำให้</span><b>สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดสตูล</b><span style="font-weight: 400;"> ที่เห็น</span><b> ‘โอกาส’ </b><span style="font-weight: 400;">และ </span><b>‘ความสำคัญ’ </b><span style="font-weight: 400;">ของการทำเกษตรอินทรีย์ จึงร่วมมือกับ</span><b>โครงการพัฒนาระบบทดลองการพัฒนาทักษะแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส กองทุนเพื่อความเสมอภาค (กสศ.) </b><span style="font-weight: 400;">ดำเนิน</span><b>โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเกษตรอินทรีย์เพื่อยกระดับสู่ผู้ประกอบการสีเขียว </b></p>
<div class="img-2col"><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-39876 size-large" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small68-01-1024x1024.jpg" alt="" width="1024" height="1024" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small68-01-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small68-01-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small68-01-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small68-01-768x768.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small68-01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /> <img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-39877 size-large" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small68-02-1024x1024.jpg" alt="" width="1024" height="1024" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small68-02-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small68-02-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small68-02-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small68-02-768x768.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-small68-02.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></div>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อยกระดับและเปลี่ยนเกษตรกรทั่วไปให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการสีเขียว ควบคู่ไปกับภารกิจหลักของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร นั่นคือการฟื้นฟูอาชีพและจัดการหนี้ให้เกษตรกร โดย </span><b>นิธิมา บินตำมะหงง หัวหน้าโครงการ</b><span style="font-weight: 400;"> อธิบายว่า กลุ่มเป้าหมายของโครงการนี้คือกลุ่มผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ด้อยโอกาส จำนวน 150 คน จากพื้นที่ 7 อำเภอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ซึ่งการทำงานจะประสบผลสำเร็จหรือไม่นั้น </span><b>ต้องเริ่มต้นคิดตั้งแต่แรกว่า เราจะเป็นผู้ประกอบการสีเขียวได้อย่างไร </b><span style="font-weight: 400;">เลยออกแบบให้เขาได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ฝึกคิดเรื่องการบริหารจัดการวงประชุมตั้งแต่ครั้งแรก ว่าจะจัดการประชุมแบบไหน ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการสีเขียว เราจัดการประชุมอย่างไร ใช้อาหารที่ไหน ใช้เวทีการประชุมแบบไหน เรื่องเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้ประกอบการสีเขียวต้องคำนึงถึง”  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยการประชุมระหว่างกลุ่มเป้าหมาย จุดประกายความคิดเรื่องการสร้าง</span><b> ‘เครือข่ายรวบรวมผลผลิตของเกษตรกร’</b><span style="font-weight: 400;"> และจากข้อมูลที่นำมาแลกเปลี่ยนกัน </span><b>ก็พบปัญหาว่า ผลผลิตการเกษตรในแต่ละพื้นที่ มีราคาขายแตกต่างกัน</b><span style="font-weight: 400;"> เช่น ฟักเขียวจากไร่ ขายกิโลกรัมละ 1 บาท แต่ที่ร้านค้าขายกิโลกรัมละ 25 บาท เมื่อสืบข้อมูลดูจึงรู้ว่าสาเหตุมาจาก</span><b>การที่เกษตรกรไม่ได้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน บางรายแค่รับจ้างปลูกอีกทอดหนึ่ง จึงไม่มีโอกาสกำหนดราคาผลผลิตได้เอง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และด้วยสาเหตุนี้ ประกอบกับความต้องการที่จะผลักดันให้การทำเกษตรอินทรีย์ได้มาตรฐาน คณะทำงานจึงหารือกับนักวิชาการด้านอาหาร และเกษตรอินทรีย์ จนเกิดเป็นข้อตกลงร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ </span><b>นั่นคือ การปรับเปลี่ยนวิธีคิดและทำงานของกลุ่มเป้าหมายใหม่</b><span style="font-weight: 400;"> เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายมีความหลากหลาย คือมีทั้งชาวนา ชาวประมง และชาวสวน เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน </span><b>ด้วยการสร้างความตระหนักเรื่องสารพิษว่ามีผลกระทบต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมอย่างไร ซึ่งต้องเชื่อมโยงทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคที่อยู่ในสภาพแวดล้อมอันหลากหลายของจังหวัดสตูล ได้แก่ ภูเขา นา และทะเล</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่น สังเกตว่าในชุมชนที่อยู่ติดทะเล สมาชิกในเครือข่ายมีเรืออยู่กี่ลำ ใครมีเรือ ใครไม่มีเรือ ใครแปรรูป และต้องศึกษาปฏิทินฤดูกาลวางอวนปู อวนกุ้ง และเส้นทางผลผลิต เพราะแต่ละพื้นที่มีราคาต้นทุนสัตว์น้ำไม่เท่ากัน ส่วนพื้นที่นา ก็ต้องมีข้อมูลประมาณการพื้นที่ปลูกข้าว การทำความเข้าใจเรื่องนาเกษตรอินทรีย์ว่าต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง </span><b>เพราะบางคนเข้าใจว่าเพียงใช้ปุ๋ยจากขี้วัวขี้ไก่ ก็คือเกษตรอินทรีย์แล้ว โดยไม่สนใจเรื่องของยาฆ่าหญ้า</b><span style="font-weight: 400;"> และไม่สนใจขั้นตอนเพื่อให้ได้มาซึ่งผลผลิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบัน สินค้าจากพื้นที่ภูเขา นา และทะเล ของกลุ่มเป้าหมาย มีสติกเกอร์</span><b> ‘เมนูสีเขียว’ </b><span style="font-weight: 400;">ติดอยู่ </span><b>เพื่อเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงการเป็นผู้ประกอบการสีเขียว</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความรับผิดชอบต่อตัวเองและผู้บริโภค โดยผลผลิตจากโครงการจะมี</span><b>ตลาดนัดสีเขียวในห้างสรรพสินค้าไดอาน่า</b><span style="font-weight: 400;">เป็นจุดจำหน่าย รวมทั้งช่องทางออนไลน์ จากเพจเฟซบุ๊ก</span><b>หุ่นไล่กากรุ๊ป</b><span style="font-weight: 400;">, </span><b>สตูลกรีนเอาท์เลต, และเครือข่ายเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมอีกหลายเพจ</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ นอกจากกระบวนการเรียนรู้ในโครงการจะสร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้คนในชุมชนได้แล้ว ยังเป็นแรงผลักดันให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ อีกมากมายระหว่างการอบรม เช่น การคิดค้นพันธุกรรมทุเรียนพื้นบ้าน นั่นคือ</span><b> ‘พันธุ์ไข่เขียว’</b><span style="font-weight: 400;"> ส่งผลให้นอกจากกลุ่มเป้าหมายจะก้าวเข้าสู่เส้นทางของการเป็นผู้ประกอบการสีเขียวที่มีความรู้ด้านการตลาดแล้ว ยังใส่ใจเรื่องพันธุกรรมพืชพื้นบ้านของแต่ละท้องถิ่น เพื่อให้รู้จักของดีในชุมชนตัวเอง และเพื่ออนุรักษ์สืบต่อไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้าน </span><b>สมาน มรรคาเขต หรือ ‘บังหมาน’ อายุ 52 ปี หนึ่งในกลุ่มเป้าหมาย</b><span style="font-weight: 400;"> เล่าว่า “ในฐานะที่เป็นแกนนำชุมชน หากมีโครงการดีๆ ที่มีประโยชน์กับชุมชนเข้ามาอีก ก็พร้อมจะแนะนำให้ทุกคน ชวนกันเข้ามา อย่างน้อยๆ ก็มีเพื่อน ซึ่งนี่คือกำไรที่ได้จากการอบรม นอกจากนี้ ยังได้ความรู้เรื่องพิษภัยของสารเคมี การทำปุ๋ย การทำเกษตรแบบจีพีเอส แล้วยังนำความรู้ไปส่งต่อให้คนอื่นได้ด้วย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่ง สมาน ย้ำว่า หลังจากที่เข้าร่วมโครงการ</span><b> เขาสามารถขายลองกองและจำปาดะได้ในราคาแพงขึ้น ทั้งๆ ที่ผลผลิตก็มาจากลองกองต้นเดิม จำปาดะก็ต้นเดิม</b><span style="font-weight: 400;"> แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือการเปลี่ยนสถานที่ขาย จากเดิมที่ขายตามหมู่บ้าน ก็เปลี่ยนเป็นขายในห้าง และตลาดนอกพื้นที่ที่ต้องการพืชผักผลไม้จากเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทุกวันนี้ </span><b>ผมมีตู้เย็นจากธรรมชาติ ก็คือสวน ที่เก็บกินได้ตลอดทั้งปี </b><span style="font-weight: 400;">ถ้าหากเราปลูกทุกอย่าง อย่างน้อยๆ เราก็มีเงินเหลือให้ลูกหลานไปโรงเรียน และเมื่อทุกคนในหมู่บ้านมีตู้เย็นธรรมชาติ ชาวบ้านก็จะขายของได้ โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> แม้จะยังบอกไม่ได้ชัดเจนว่า กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าไร แต่สิ่งหนึ่งที่โครงการการันตีได้แน่นอนก็คือ </span><b>เกษตรกรที่เป็นกลุ่มเป้าหมายทั้ง 150 คน สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง และก้าวเข้าสู่เส้นทางการเป็นผู้ประกอบการสีเขียวได้ทั้งหมด</b> <b>ซึ่งจะเป็นการกำหนดทิศทางใหม่ให้พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ภูเขา นา และทะเล ของจังหวัดสตูล ได้ลองปฏิบัติตามต่อไปอย่างแน่นอน</b></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">“ทุกวันนี้ ผมมีตู้เย็นจากธรรมชาติ ก็คือสวน ที่เก็บกินได้ตลอดทั้งปี ถ้าหากเราปลูกทุกอย่าง อย่างน้อยๆ เราก็มีเงินเหลือให้ลูกหลานไปโรงเรียน และเมื่อทุกคนในหมู่บ้านมีตู้เย็นธรรมชาติ ชาวบ้านก็จะขายของได้ โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป” </span><b>สมาน มรรคาเขต หรือ ‘บังหมาน’ อายุ 52 ปี หนึ่งในกลุ่มเป้าหมาย</b></p></blockquote>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="img-wide aligncenter wp-image-39878 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-Large68.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-Large68.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-Large68-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-Large68-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-Large68-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/blog-Large68-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-68/">สํานักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดสตูล ทำโครงการพัฒนากลุ่มเกษตรอินทรีย์ให้กับเครือข่าย ‘เขา นา และทะเล’ เพื่อวิถีสีเขียวที่มั่นคง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปลี่ยนอดีตนักโทษให้เป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่! ด้วยการเปิดคอร์สอบรมทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 ในทัณฑสถานฯ ลำปาง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/conclusion-05/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 23 Apr 2021 06:57:41 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=39720</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาผู้พ้นโทษกระทำผิดซ้ำต้องกลับเข้าเรือนจำใหม่ คือปัญ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-05/">เปลี่ยนอดีตนักโทษให้เป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่! ด้วยการเปิดคอร์สอบรมทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 ในทัณฑสถานฯ ลำปาง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาผู้พ้นโทษกระทำผิดซ้ำต้องกลับเข้าเรือนจำใหม่ คือปัญหาใหญ่ที่เรือนจำหลายแห่งเผชิญอยู่ในปัจจุบัน สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งเป็นเพราะสังคมยังไม่เปิดรับและไม่เปิดโอกาสให้ผู้พ้นโทษ ทำให้ไม่มีใครอยากจ้างงาน ไร้ซึ่งรายได้ จนในที่สุดต้องหวนกลับมาก่ออาชญากรรมและถูกจองจำซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากมีหนทางที่สามารถเพิ่มพูนทักษะอาชีพของผู้ต้องโทษให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการหรือประกอบอาชีพอิสระที่ไม่ได้ใช้ต้นทุนมาก อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้พวกเขามีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว</span></p>
<p><b>มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง </b><span style="font-weight: 400;">ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดทำ</span><b>โครงการพัฒนาทักษะอาชีพการเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ของผู้ต้องขังทัณฑสถานบำบัดพิเศษลำปาง </b><span style="font-weight: 400;">โดยผสานองค์ความรู้จากศาสตร์ต่าง ๆ ในหลายสาขาวิชา และบูรณาการการทำงานร่วมกับ</span><b>ทัณฑสถานบำบัดพิเศษลำปาง</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อช่วยผู้พ้นโทษมีอาชีพสุจริต และดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติด้วยคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ </span></p>
<div class="img-2col"><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-39721 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-03.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-03.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-03-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-03-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-03-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-03-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /> <img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-39722 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-04.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-04.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-04-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-04-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-04-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-04-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></div>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับอาชีพอิสระที่ทีมงานวิเคราะห์แล้วพบว่าเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ มากที่สุด คือ </span><b>‘อาชีพค้าขาย’</b><span style="font-weight: 400;"> ที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนสูง </span><b>‘อาชีพบริการ’</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>‘อาชีพเกษตรกรรม’</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งอาชีพเกษตรกรรม เป็นอาชีพที่กลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจจำนวนมาก เพราะว่าส่วนใหญ่มีที่ดินและทรัพยากรเป็นทุนเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มจะได้เรียนรู้ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ในบริเวณเรือนจำชั่วคราวปงยางคก ซึ่งในการเรียนการสอน โดยทางโครงการฯ ได้เลือกให้กลุ่มเป้าหมายทดลองฝึกใน 3 วิชาชีพ คือ ‘</span><b>การปลูกกล้วยหอม กุ้งเผา และหมูทอด’</b><span style="font-weight: 400;"> โดยตลอดโครงการฯ ทีมงานงานของมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางจะทำงานควบคู่ไปกับเจ้าหน้าที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษลำปาง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับภาคทฤษฏี</span><span style="font-weight: 400;"> เพื่อเพิ่มพูนทักษะทางอาชีพของกลุ่มเป้าหมายให้มีความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการที่รอบด้าน มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางยังบูรณาการ</span><b>องค์ความรู้จากศาสตร์ต่าง ๆ</b><span style="font-weight: 400;"> ในหลายสาขาวิชา ได้แก่ </span><b>สาขาวิชาการจัดการธุรกิจดิจิทัล สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน สาขาวิชาบัญชี การตลาด </b><span style="font-weight: 400;">และ</span><b>การจัดการ</b><span style="font-weight: 400;"> มาบูรณาการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษลำปาง เพื่อช่วยให้กลุ่มเป้าหมายก่อตั้งกิจการได้สำเร็จ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่ด้านปฏิบัตินั้น โครงงานฯ ได้ให้กลุ่มเป้าหมายทดลองขาย เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้เรียนรู้การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อดึงดูดความสนใจของตลาด รวมทั้งสอนการทำบัญชี ดูกำไรขาดทุน รวมทั้งให้ทดลองการ</span><b>ขายจริงผ่านเพจ ‘พอเพียงพอ’</b><span style="font-weight: 400;"> โดยแปะไว้กับเพจเดลิเวอรีของท้องถิ่น ในทางปฏิบัติกลุ่มเป้าหมายควรจะต้องทำเพจเอง แต่เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายไม่สามารถติดต่อกับกับผู้ซื้อได้โดยตรง ตามกฎระเบียบของเรือนจำ ทีมงานจึงทำเพจให้ เพื่อลดข้อจำกัดเหล่านี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ดี </span><b>คณะทำงานของมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง</b><span style="font-weight: 400;">และ</span><b>ทัณฑสถานบำบัดพิเศษลำปาง</b><span style="font-weight: 400;"> ต่างคาดหวังว่า เมื่อกลุ่มเป้าหมายพ้นโทษไปแล้ว จะสามารถนำความรู้ทักษะอาชีพและการพัฒนาความคิดนำไปสู่</span><b>การประกอบอาชีพอิสระได้อย่างมั่นคง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนี้เรามีความมั่นใจประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องความสำเร็จของงาน เนื่องจากยังไม่สามารถวัดผลได้ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากการถอดบทเรียนโครงการฯ คือ การเปลี่ยนแปลงของกลุ่มเป้าหมาย ที่พบว่า มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น กล้าพูดกล้าแสดงออก ภาคภูมิใจในตัวเอง และคิดว่าจะไม่ย้อนกลับกระทำผิดซ้ำอีกแน่นอน” คือข้อความทิ้งท้ายจากหนึ่งในทีมงานโครงงานฯ ที่แสดงให้เห็นถึงความหวังที่เต็มเปี่ยมต่อกลุ่มเป้าหมาย </span></p>
<div class="img-2col"><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-39723 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-05.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-05.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-05-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-05-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-05-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-05-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /> <img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-39724 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-06.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-06.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-06-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-06-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-06-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/04/eef_banner_thumnail_blog-06-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-05/">เปลี่ยนอดีตนักโทษให้เป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่! ด้วยการเปิดคอร์สอบรมทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 ในทัณฑสถานฯ ลำปาง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ สนับสนุนวิสาหกิจชุมชนสมุนไพร อำเภอบางกล่ำ เอาชนะวิกฤตโควิด-19 ผ่านโครงการยกระดับทักษะช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-102/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Mar 2021 07:46:32 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://eef-backup.todsorb.dev/?post_type=communities&#038;p=28204</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าในปี พ.ศ. 2562 ตลาดสมุนไพรจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-102/">มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ สนับสนุนวิสาหกิจชุมชนสมุนไพร อำเภอบางกล่ำ เอาชนะวิกฤตโควิด-19 ผ่านโครงการยกระดับทักษะช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าในปี พ.ศ. 2562 </span><b>ตลาดสมุนไพร</b><span style="font-weight: 400;">จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 18,200 ล้านบาท และมีโอกาสพุ่งไปสู่ระดับ 20,000 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2563 โดยมีปัจจัยหนุนจากเทรนด์การบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่นิยมใช้สมุนไพรเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพ และนโยบายส่งเสริมการใช้สมุนไพรของรัฐทดแทนการนำเข้ายาแผนปัจจุบัน ทั้งนี้ ตลาดรองรับที่มีความต้องการสูงในอนาคต ได้แก่ </span><b>กลุ่มธุรกิจด้านการแพทย์</b><span style="font-weight: 400;">และ</span><b>ความงาม</b><span style="font-weight: 400;"> รวมถึงกลุ่ม</span><b>นักท่องเที่ยว</b><span style="font-weight: 400;">และ</span><b>ตลาดส่งออก</b><span style="font-weight: 400;"> ภายใต้</span><b>นโยบายการสร้างเมืองสมุนไพร</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>อำเภอบางกล่ำ</b><span style="font-weight: 400;"> เป็น 1 ใน 7 </span><b>กลุ่มแกนนำผู้ปลูกสมุนไพรของจังหวัดสงขลา</b><span style="font-weight: 400;"> จากการเตรียมความพร้อมให้จังหวัดสงขลาเป็นเมืองสมุนไพร ในวาระ </span><b>“สงขลาเมืองแห่งความสุข ดูแลสุขภาพประชาชนด้วยวิถีแพทย์แผนไทย เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับชาวสงขลาและนักท่องเที่ยว”</b><span style="font-weight: 400;"> ของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ส่งผลให้บางกล่ำ ถูกสนับสนุนให้มีวิสาหกิจเกี่ยวกับสมุนไพรเพื่อรองรับนโยบาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้ </span><b>มหาวิทยาลัยหาดใหญ่</b><span style="font-weight: 400;"> จึงได้จัดทำ </span><b>“โครงการการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยการพัฒนาทักษะอาชีพและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากจากทุนทางธรรมชาติและทุนทางสังคมในพื้นที่อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา”</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อ</span><b>พัฒนากลุ่มวิสาหกิจ</b><span style="font-weight: 400;">ภายใน</span><b>อำเภอบางกล่ำให้</b><span style="font-weight: 400;">มีความแข็งแรงสามารถดำเนินกิจการได้อย่างมั่นคง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการศึกษาข้อมูลของแต่ละวิสาหกิจทำให้ทราบว่า วิสาหกิจชุมชนประสบปัญหาที่คล้ายกันคือ พบว่าจากการแพร่ระบาดของ</span><b>โควิด-19 </b><span style="font-weight: 400;">ทำให้ไม่สามารถจำหน่ายสินค้าผ่านกิจกรรมการออกร้านทำให้ขาดช่องทางจำหน่ายสินค้าและมีส่วนที่แตกต่างกันดังนี้ </span></p>
<ol>
<li><b> วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสมุนไพรชุมชนคุณธรรมบ้านหัวนอนวัด</b><span style="font-weight: 400;"> ทำธุรกิจผลิต</span><b>สินค้าจากสมุนไพร</b><span style="font-weight: 400;"> เช่น ลูกประคบ น้ำมันนวด ยาหม่อง น้ำมันไพล และน้ำสมุนไพร โดยทางกลุ่มยังมี</span><b>ปัญหาเรื่องคุณภาพผลิตภัณฑ์ </b></li>
<li><b> กลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปข่าตาแดงบ้านเลียบ</b><span style="font-weight: 400;"> ทำธุรกิจ</span><b>น้ำข่าสมุนไพร</b><span style="font-weight: 400;"> ปัจจุบันได้รับมาตรฐาน OTOP ระดับ 3 ดาว เพราะเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดสารเคมี โดยทางกลุ่มฯ ประสบ</span><b>ปัญหาเรื่องอายุของน้ำข่าสมุนไพร</b><span style="font-weight: 400;"> เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษจึงทำให้ไม่สามารถใส่สารกันบูด อายุในการเก็บรักษาจึงสั้น ส่งผลต่อการขนส่ง </span></li>
<li><b> กลุ่มเลี้ยงอุงและญิงยวนบางกล่ำ</b><span style="font-weight: 400;"> ทำธุรกิจผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับ</span><b>น้ำผึ้ง</b><span style="font-weight: 400;">ได้แก่ น้ำผึ้งโพรง น้ำผึ้งชันโรง สบู่น้ำผึ้ง รังเลี้ยงผึ้ง รวมถึงเสน่ห์ผึ้งและตัวผึ้ง ส่วนใหญ่แล้วกลุ่มฯ </span><b>ขาดทักษะในการเพิ่มมูลค่า</b><span style="font-weight: 400;"> ไม่มีแบรนด์สินค้า และ บรรจุภัณฑ์ไม่ดึงดูดผู้บริโภค ทำให้ไม่สามารถจำหน่ายในช่องทางออนไลน์ได้ </span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">จากปัญหาที่เกิดขึ้นทางคณะผู้จัดทำโครงการจึงออกแบบหลักสูตรเพื่อพัฒนาศักยภาพของวิสาหกิจที่สอดคล้องกับความต้องการกับกลุ่มวิสาหกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น </span><b>การอบรมทักษะการตลาดออนไลน์</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อเพิ่มช่องทางการขายสินค้า </span><b>การอบรมพัฒนาผลิตภัณฑ์</b><span style="font-weight: 400;">ตามแต่ละวิสาหกิจ ด้วยการประยุกต์พัฒนาจากสิ่งที่มีอยู่ในชุมชน เช่น การผลิตลูกประคบให้มีรูปแบบที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด การผลิตน้ำข่าสมุนไพรในรูปแบบชาเพื่อรสชาติที่แตกต่างและการเพิ่มอายุในการเก็บรักษา </span><b>การอบรมทักษะการออกแบบบรรจุภัณฑ์</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและความสวยงามดึงดูดผู้บริโภค </span><b>การอบรมทักษะการประกอบการ</b><span style="font-weight: 400;"> ด้านการเงินและบัญชี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากหลักสูตรที่ออกแบบขึ้นมาจะทำให้วิสาหกิจทั้งสามสามารถ</span><b>พัฒนาผลิตภัณฑ์</b><span style="font-weight: 400;">ทั้งในด้านคุณภาพ บรรจุภัณฑ์  การจัดจำหน่าย จนถึงด้านการเงินและบัญชี ซึ่งจะทำให้วิสาหกิจมีความสามารถเพียงพอในการ</span><b>รอดพ้นวิกฤตโควิด-19</b><span style="font-weight: 400;"> เสริมความแข็งแรงที่ทำให้สามารถต่อสู้ในตลาดสินค้าจากสมุนไพร </span><b>สร้างอาชีพเพิ่มรายได้อย่างมั่นคงยั่งยืน </b><span style="font-weight: 400;">สามารถพัฒนา</span><b>โมเดลธุรกิจ</b><span style="font-weight: 400;">ได้ด้วยตนเอง รวมไปถึงสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการพัฒนาให้สงขลาเป็นเมืองสมุนไพรได้อีกเช่นกัน </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">หลักสูตรที่ออกแบบขึ้นมาจะทำให้วิสาหกิจทั้งสามสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งในด้านคุณภาพ บรรจุภัณฑ์  การจัดจำหน่าย จนถึงด้านการเงินและบัญชี</span></p></blockquote><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-102/">มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ สนับสนุนวิสาหกิจชุมชนสมุนไพร อำเภอบางกล่ำ เอาชนะวิกฤตโควิด-19 ผ่านโครงการยกระดับทักษะช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เติมความสร้างสรรค์ให้กับ ‘ข้าวขุนยวม’ ผลิตภัณฑ์แห่งจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-30/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 27 Jan 2021 06:34:32 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://eef-backup.todsorb.dev/?post_type=communities&#038;p=26587</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข้าวขุนยวม เป็นผลผลิตข้าวอินทรีย์จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-30/">เติมความสร้างสรรค์ให้กับ ‘ข้าวขุนยวม’ ผลิตภัณฑ์แห่งจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>ข้าวขุนยวม เป็นผลผลิตข้าวอินทรีย์จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมทางเลือก อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน </b><span style="font-weight: 400;">ซึ่งประกอบไปด้วยเกษตรกรที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ทั้งชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ม้ง ไทใหญ่ และคนเมือง โดยเอกลักษณ์ของข้าวขุนยวมอยู่ที่การเป็นผลผลิตจากเกษตรกรรมทางเลือก โดยวิธีธรรมชาติและไม่ใช้สารเคมี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ของอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่มีพื้นที่ร้อยละ 90.5 เป็นภูเขาและป่าไม้ และพื้นที่ร้อยละ 9.5 เป็นพื้นที่ราบริมฝั่งแม่น้ำและที่ราบบนหุบเขา ทำให้เหมาะสำหรับการปลูกข้าวนาสวน ซึ่งเป็นข้าวที่ขึ้นได้ดีบริเวณนาที่มีน้ำขังและระดับน้ำลึกไม่เกิน 50 เซนติเมตร และการปลูกข้าวไร่ ซึ่งเป็นข้าวที่ขึ้นได้ดีบริเวณที่ดอนหรือที่ราบสูงตามไหล่เขา โดยอาศัยเพียงน้ำค้าง น้ำฝน และความชื้นในดินเพื่อเจริญเติบโต และกลายเป็นผลผลิตข้าวอินทรีย์ ภายใต้เครื่องหมายการค้าของชุมชนที่เรียกกันว่า ข้าวขุนยวม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมทางเลือก จะมีการรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจและมีความเข้มแข็งมาเป็นระยะเวลานาน แต่สมาชิกในกลุ่มกลับยัง</span><b>ไม่ได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพเท่าที่ควร</b><span style="font-weight: 400;"> โดยเฉพาะทักษะการพัฒนาเพื่อเป็นผู้ประกอบการข้าวขุนยวม ทั้งที่มีศักยภาพด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อม เกษตรกรรมอินทรีย์ และต้นทุนทางสังคมวัฒนธรรมเป็นฐานราก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งทาง</span><b>ศูนย์ศึกษานวัตกรรมสังคมและสันติภาพ</b><span style="font-weight: 400;"> ที่ดำเนินงานภายใต้</span><b>คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่</b><span style="font-weight: 400;"> มองว่า หาก</span><b>เพิ่มโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ</b><span style="font-weight: 400;">ของสมาชิกในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมทางเลือก ในฐานะทุนมนุษย์ในด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนทักษะที่จำเป็นและทันสมัยตามโลกสมัยใหม่ได้ ก็จะช่วยยกระดับของกลุ่มวิสาหกิจฯ และ</span><b>เสริมสร้างเสถียรภาพในฐานะผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จึงเป็นสาเหตุที่ผลักดันให้เกิด </span><b>โครงการ “พัฒนาการเป็นผู้ประกอบการ ‘ข้าวขุนยวม’ เพื่อการสร้างมูลค่าอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน”</b><span style="font-weight: 400;"> ขึ้น โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 55 คน ซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมทางเลือก ที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน 5 หมู่บ้าน ในพื้นที่อำเภอขุนยวม ได้แก่ บ้านหัวแม่สุรินทร์ บ้านหัวปอน บ้านต่อแพ บ้านขุนยวม และบ้านหลวง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการได้จัดทำหลักสูตรและรวบรวมมีเนื้อหาของการอบรมให้มุ่งเน้นไปที่การสร้าง ‘มูลค่าเพิ่ม’ ให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วอย่างข้าวขุนยวม ซึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการสร้างมูลค่าก็คือการอบรมเรื่อง </span><b>‘การสร้างแบรนด์’ </b><span style="font-weight: 400;">ให้มีอัตลักษณ์แตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในท้องตลาด รวมถึงโครงการจะทำการการอบรมการ</span><b>สร้างสรรค์ ‘ตราสินค้า’</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเข้าใจวิธีคิดการสร้างโลโก้ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์  ทั้งยังมีการอบรมเพื่อ</span><b>พัฒนาบรรจุภัณฑ์</b><span style="font-weight: 400;">สำหรับการจัดจำหน่าย และการ</span><b>มองหาตลาด</b><span style="font-weight: 400;">เพื่อเป็นแนวทางในการ</span><b>ต่อยอดการแปรรูป</b><span style="font-weight: 400;">ข้าวสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ศูนย์ศึกษานวัตกรรมสังคมและสันติภาพ ยังจับมือกับเครือข่ายอีกหลายหน่วยงาน เพื่อให้การ</span><b>พัฒนาศักยภาพของสมาชิกในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมทางเลือก</b><span style="font-weight: 400;">เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การสนับสนุนองค์ความรู้และวิทยากรด้านการประกอบการทางธุรกิจและการตลาด จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้, การสนับสนุนการพัฒนาทักษะภาษาเพื่อการประกอบการ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้, การสนับสนุนพื้นที่สำหรับจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ จากตลาดเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดเชียงใหม่ เช่น ตลาดเจเจ มาร์เก็ต และธุรกิจโฮมเสตย์ในหมู่บ้านอำเภอขุนยวม เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ นอกจากผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ในฐานะข้าวขุนยวมแล้ว หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ อาจนำไปสู่</span><b>การพัฒนาและแปรรูปข้าวอินทรีย์ในรูปแบบอื่น ๆ</b><span style="font-weight: 400;"> เช่น น้ำไซเดอร์ข้าว (การหมักข้าวให้เป็นยา), ขนมพื้นบ้าน, ข้าวปองต่อ, ข้าวแต๋น หรือแม้กระทั่ง สบู่หรือครีมทาผิวที่มีส่วนผสมจากข้าวอินทรีย์ก็เป็นได้</span></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">โครงการได้จัดทำหลักสูตรที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วอย่างข้าวขุนยวม โดยมุ่งไปในเรื่องของ</span><b> ‘การสร้างแบรนด์’ </b><span style="font-weight: 400;">ให้มีอัตลักษณ์แตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่นๆ</span></p></blockquote><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-30/">เติมความสร้างสรรค์ให้กับ ‘ข้าวขุนยวม’ ผลิตภัณฑ์แห่งจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากอาหารปลอดภัยในชุมชนสู่รายได้ที่ยั่งยืน ศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้าน บ้านโนนพริก</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-19/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 Jan 2021 07:27:59 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://eef-backup.todsorb.dev/?post_type=communities&#038;p=26498</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคนยุคนี้เรา &#8216;กินเป็น’ มากขึ้น ก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-19/">จากอาหารปลอดภัยในชุมชนสู่รายได้ที่ยั่งยืน ศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้าน บ้านโนนพริก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคนยุคนี้เรา</span><b> &#8216;กินเป็น’ </b><span style="font-weight: 400;">มากขึ้น กินเป็นที่ว่าคือการ</span><b>เลือกกินสิ่งแต่ดีๆ</b><span style="font-weight: 400;"> และ ลด ละเลิก อาหารที่ไม่ปลอดภัยหรือปนเปื้อนด้วยสารเคมี เ</span><b>ทรนด์อาหารปลอดภัยไร้สารพิษจึงกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ </b><span style="font-weight: 400;">ทั้งในบ้านเราและต่างประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรหลายประเทศทั่วโลกต่างหันหน้ามา</span><b>มุ่งสู่การเกษตรวิถีอินทรีย์กันอย่างพร้อมเพรียง</b><span style="font-weight: 400;"> ในประเทศไทยก็มีหลายพื้นที่ขยับมาขานรับกับเทรนด์นี้ของชาวโลก เช่นในอำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ที่มีศูนย์เรียนรู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรแบบอินทรีย์มาแล้ว และกำลังจะพัฒนาโครงการให้ดียิ่งขึ้นต่อไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากโครงการ </span><b>“การยกระดับการประกอบอาชีพเสริมด้วยเทคโนโลยีเกษตรผสมผสานระบบอินทรีย์</b><span style="font-weight: 400;">” ที่ดำเนินงานโดย ศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้าน บ้านโนนพริก ในปี 2562 และสิ้นสุดไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2563 โดยมีผลลัพธ์ของโครงการคือจุดประกายการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างแหล่งอาหารปลอดภัยประจำชุมชน โดยในช่วงที่ผ่านมากลุ่มเป้าหมายได้บรรลุการทำแปลงเกษตรอินทรีย์มากกว่า 50 แปลง นอกจากการปลุกเพื่อกินเองแล้ว โครงการในปี 2562 ยังประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยมีสมาชิกหลายคนได้เข้าไปจำหน่ายพืชผลทางการเกษตรในตลาดผักปลอดสารพิษในอำเภอพล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเกื้อหนุนเศรษฐกิจครัวเรือนให้อยู่รอดท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ถึงแม้ว่ากลุ่มเป้าหมายจะสามารถสร้างผลผลิตเพียงพอต่อการบริโภคภายในครัวเรือน และสามารถนำไปจำหน่ายกันเองภายในชุมชนโดยมีบางส่วนส่งขายในตลาดของอำเภอและห้างสรรพสินค้า แต่</span><b>กำลังการผลิตในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นในท้องถิ่นและเครือข่ายเอกชนที่มีความต้องการในสินค้าเกษตรอินทรีย์</b><span style="font-weight: 400;"> อาทิ ห้างสรรพสินค้าท็อปส์ซุปเปอร์มาเกต  ตลาดผักปลอดสารพิษอำเภอพล โดยมีการขอรับซื้อผลผลิตโดยตรงกับสมาชิกในโครงการ </span></p>
<p><b>สาเหตุที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายไม่สามารถผลิต</b><span style="font-weight: 400;">สินค้าเกษตรอินทรีย์ได้เพียงพอต่อความต้องการมีหลายปัจจัย ทั้ง</span><b>ขาดแคลนทักษะจัดการเครือข่ายเชื่อมโยงผู้ผลิต</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้บริโภค และผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่สามารถส่งผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง </span><b>ขาดการต่อยอดในองค์ความรู้</b><span style="font-weight: 400;"> กลุ่มเป้าหมายไม่สามารถพัฒนาการเกษตรให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้นได้เนื่องจากไม่มีความรู้ในการพัฒนาแปลงเกษตรอินทรีย์ </span><b>ขาดทักษะในการบริหารจัดการน้ำ </b><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากน้ำในพื้นที่เป็นน้ำกร่อยไม่เหมาะสมสำหรับการเกษตร </span></p>
<p><b>ศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้านบ้านโนนพริก</b> <b>ตำบลโคกสง่า อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น</b><span style="font-weight: 400;"> จึงได้เสนอโครงการ  </span><b>“การยกระดับผลผลิตด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรผสมผสานระบบอินทรีย์”  </b><span style="font-weight: 400;">โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ผลผลิตเกษตรอินทรีย์จากโครงการมีความสามารถในการผลิตอย่างต่อเนื่อง </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งนี่เป็นการปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่เคยได้พบจากโครงการในปี 2562 ที่พบว่าปริมาณผลผลิตมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ทำให้เสียโอกาสทางการค้าไป เนื่องจากในระยะแรกกลุ่มวิสาหกิจได้ตั้งเป้าหมายไว้แค่เพียงการปลูกและใช้ในครัวเรือน แต่ในโครงการของปี 2563 นี้ โครงการต้องการที่จะยกระดับกำลังการผลิต ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดทั้งภายในและภายนอกชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับชุมชนต่อไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในหลักสูตรการอบรม กลุ่มเป้าหมายจะได้รับการฝึกฝนทักษะในหลายด้าน เพื่อเป็นการวางรากฐานที่แข็งแรงให้กับอาชีพของตน ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจภาพรวมของการทำงานและเห็นช่องทางในการพัฒนาตัวเอง</span></p>
<ol>
<li><b>ทักษะการวางแผนการเพิ่มผลผลิต </b><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด</span></li>
<li><b>ทักษะการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาการเกษตร </b><span style="font-weight: 400;">ที่จะเข้ามาช่วยในการลดต้นทุนในการผลิต และเป็นการสร้างจุดแข็งให้กับเกษตรกรในการรักษาคุณภาพของสินค้า</span></li>
<li><b>ทักษะการบริหารจัดการน้ำและจุลินทรีย์</b><span style="font-weight: 400;"> น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเกษตรและส่งผลต่อปริมาณของผลผลิตโดยตรง ทักษะนี้จึงมีความจำเป็นอย่างมากเนื่องจากน้ำเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด หากสามารถบริหารให้เกิดประสิทธิภาพได้แล้วก็จะช่วย</span></li>
<li><b>ทักษะในการบริหารเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต ผู้บริโภค ภาคีเครือข่าย</b><span style="font-weight: 400;"> ในการทำการเกษตรเพื่อการค้าจำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค รวมถึงการร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ซึ่งการมีทักษะเหล่านี้ย่อมช่วยให้เกษตรกรสามารถมองเห็นภาพรวมการผลิต และได้รับทราบความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">หากโครงการสำเร็จลุล่วงตามแผนจะส่งผลให้กลุ่มเป้าหมาย สามารถผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลได้ รวมถึงยังสามารถตอบสนองต่อปริมาณความต้องการของตลาดทั้งภายในและภายนอกชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง โดยท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่โครงการต้องการเห็นคือการที่กลุ่มเป้าหมายเกิดทักษะในการบริหารจัดการผลผลิตเกษตรอินทรีย์ และสามารถเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต  ผู้บริโภคจากทั้งตลาดภายในและภายนอกชุมชนได้แบบครบวงจร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในภายภาคหน้าหลังจากที่โครงการปี 2563 ได้จบลง ศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้านบ้านโนนพริก ยังมีแผนงานที่จะประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของโครงการให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้รับทราบ เพื่อเป็น</span><b>ต้นแบบความสำเร็จของชุมชน</b><span style="font-weight: 400;">ในการรวมพลังกันทำการ</span><b>เกษตรอินทรีย์ที่สอดคล้องกับเทรนด์อาหารโลก</b><span style="font-weight: 400;">ในปัจจุบันและอนาคต</span></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่โครงการต้องการเห็นคือการที่กลุ่มเป้าหมายเกิดทักษะในการบริหารจัดการผลผลิตเกษตรอินทรีย์ และสามารถเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต  ผู้บริโภคจากทั้งตลาดภายในและภายนอกชุมชนได้แบบครบวงจร</span></p></blockquote><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-19/">จากอาหารปลอดภัยในชุมชนสู่รายได้ที่ยั่งยืน ศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้าน บ้านโนนพริก</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สํานักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดสตูล ทำโครงการพัฒนากลุ่มเกษตรอินทรีย์ให้กับเครือข่าย ‘เขา นา และทะเล’ เพื่อวิถีสีเขียวที่มั่นคง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/ontheway-68/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 13 Nov 2020 11:28:16 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=23569</guid>

					<description><![CDATA[<p>กระแสรักษ์โลกและรักสุขภาพกำลังมาแรงในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/ontheway-68/">สํานักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดสตูล ทำโครงการพัฒนากลุ่มเกษตรอินทรีย์ให้กับเครือข่าย ‘เขา นา และทะเล’ เพื่อวิถีสีเขียวที่มั่นคง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>กระแสรักษ์โลกและรักสุขภาพ</b><span style="font-weight: 400;">กำลังมาแรงในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา สังเกตได้ง่าย ๆ หากเดินเข้าไปในตลาด ห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้าบนโลกออนไลน์ เราจะพบเจอคำว่า</span><b>ออร์แกนิกส์</b><span style="font-weight: 400;">หรือ</span><b>อินทรีย์</b><span style="font-weight: 400;">อยู่ทั่วไป จากความนิยมที่ทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ผู้ผลิตหันมาสนใจตลาดดังกล่าวมากขึ้น อย่างไรก็ดี การจะปลูกพืชผักผลไม้ออร์แกนิกส์นั้น จำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรและมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น กลายเป็นเกษตรกรบางรายไม่สามารถวิ่งเข้าสู่ตลาดดังกล่าวได้ </span></p>
<p><b>สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดสตูล</b><span style="font-weight: 400;"> จึงได้จัด</span><b>โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเกษตรอินทรีย์สู้ผู้ประกอบการสีเขียว</b><span style="font-weight: 400;"> ให้กับชาวเกษตรกรที่มีความสนใจในตลาดดังกล่าว ผ่านการจัดอบรมหลักสูตรเพื่อฟื้นฟูอาชีพและผลักดันให้ชาวเกษตรในสตูลกลายเป็น</span><b>กลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่แข็งแรง</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เบื้องต้นโครงการฯ ได้รวบร่วม</span><b>กลุ่มเป้าหมายทั้งสิ้น 150 คนในจังหวัดสตูล</b><span style="font-weight: 400;"> ไม่ว่าจะเป็น แรงงานนอกระบบ ผู้ถือบัตรสวัสดิการ ผู้ว่างงาน ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการ ก่อนจะเปิดอบรม</span><b>แผนพัฒนาทักษะอาชีพสู่การเป็นผู้ประกอบการสีเขียว</b><span style="font-weight: 400;">ให้กับกลุ่มเป้าหมาย โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ประกอบไปด้วย การผลิตสินค้าภายใต้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนรวม (PGS Organic) กระบวนการในการรวบรวมผลผลิตที่ไม่ปนเปื้อนสารเคมีในระหว่างการขนส่ง การแปรรูปผลผลิต การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการพัฒนาตลาดเพื่อให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้งหมดเป็นหลักสูตรที่คิดอย่างครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ</span></p>
<div class="img-2col"><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-23570 size-large" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_2-1024x1024.jpg" alt="" width="640" height="640" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_2-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_2-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_2-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_2-768x768.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_2-750x750.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /> <img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-23571 size-large" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_3-1024x1024.jpg" alt="" width="640" height="640" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_3-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_3-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_3-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_3-768x768.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_3-750x750.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></div>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนั้นแล้ว โครงการยังได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกหลานของกลุ่มเป้าหมาย </span><b>อะห์บาร์ อุเส็น</b><span style="font-weight: 400;"> หนึ่งในทีมงานของหน่วยพัฒนาอาชีพของโครงการบอกเล่าว่า เยาวชนกลุ่มนี้มีต้นทุนที่เป็นนักกิจกรรมอยู่แล้ว อีกทั้งบางคนยังเป็นลูกหลานของเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายในโครงการฯ จึงทำให้</span><b>การเชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้ร่วมกับกลุ่มเป้าหมายและเยาวชนในพื้นที่</b><span style="font-weight: 400;">นั้นง่ายมากขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรามีเป้าหมายจะเชื่อมเยาวชนกลุ่มนี้เข้ากับกิจกรรมตามแผนการดำเนินงานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมวิชาการและกิจกรรมสันทนาการ บางกิจกรรมได้มีการปรับให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้กับชาวบ้านและเกษตรกรในชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้เรื่องอาชีพ ที่มีความเชื่อมโยงไปถึงวิถีชีวิตของสมาชิกในชุมชน” </span><b>อะห์บาร์ อุเส็น</b><span style="font-weight: 400;"> อธิบาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากกระบวนการอบรมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากระบวนกรและพี่เลี้ยงทำหน้าที่เป็นรอยต่อระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ โดยได้พยายามเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ แสดงศักยภาพของตัวเอง เปิดเวทีให้เด็กได้เฉิดฉายพลังของตัวเองออกมา ซึ่ง</span><b>อะห์บาร์ อุเส็น</b><span style="font-weight: 400;">  ระบุว่า วิธีดังกล่าวเหมาะที่จะไปปรับใช้กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้พวกเขามีโอกาสที่จะค้นหาศักยภาพของตัวเองและแสดงมันออกมา กล่าวคือ เป็นการเรียนรู้และเดินไปข้างหน้าได้ด้วยความสามารถของตัวเอง ซึ่งถือเป็นขั้นสูงสุดของความต้องการของหน่วยพัฒนาอาชีพในการพัฒนาคนและสร้างอาชีพอย่างยั่งยืนที่แท้จริง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราหวังว่าอย่างน้อยที่สุดกระบวนการนี้จะเป็นการลดช่องว่างระหว่างวัยภายในครอบครัว ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อให้ทั้งเยาวชนและผู้ปกครองเข้ามาเชื่อมโยงกันและเข้าใจความคิดของกันและกัน  โดยเด็ก ๆ จะได้มีพื้นที่ในการแสดงออกถึงความรู้ที่ตนเองมี ส่วนผู้ใหญ่จะมีพื้นที่สำหรับแบ่งปันประสบการณ์ บางทีคนละวัยที่มีมุมมองแตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน แม้วิธีการอาจจะแตกต่างกัน แต่หากเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันก็สามารถหาจุดร่วมเพื่อช่วยกันทำให้บรรลุเป้าหมายได้” </span><b>อะห์บาร์ อุเส็น</b><span style="font-weight: 400;"> ทิ้งท้ายถึงบทเรียนที่ค้นพบในระหว่างทางจากโครงการครั้งนี้</span></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">เรามีเป้าหมายจะเชื่อมเยาวชนกลุ่มนี้เข้ากับกิจกรรมตามแผนการดำเนินงานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมวิชาการและกิจกรรมสันทนาการ บางกิจกรรมได้มีการปรับให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้กับชาวบ้านและเกษตรกรในชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้เรื่องอาชีพ ที่มีความเชื่อมโยงไปถึงวิถีชีวิตของสมาชิกในชุมชน</span></p></blockquote>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="img-wide aligncenter wp-image-23572 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_4.jpg" alt="" width="1200" height="1200" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_4.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_4-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_4-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_4-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_4-768x768.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/11/03.Blog-Photo_Small_68_4-750x750.jpg 750w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/ontheway-68/">สํานักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดสตูล ทำโครงการพัฒนากลุ่มเกษตรอินทรีย์ให้กับเครือข่าย ‘เขา นา และทะเล’ เพื่อวิถีสีเขียวที่มั่นคง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
