<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>งานหัตถกรรมและฝีมือ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/littlebig-blog/craftwork/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 12 May 2021 15:11:39 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>งานหัตถกรรมและฝีมือ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>จับการแต่งกายแบบ ‘บาบ๋า’ ที่เป็นอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรมของระนอง มาสร้างเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์จากผ้าปาเต๊ะ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับชุมชน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/conclusion-61/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 12 May 2021 15:11:39 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=40968</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ระนอง’ จังหวัดเล็กๆ ทางภาคใต้ที่มีประวัติศาสตร์ทางวัฒน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-61/">จับการแต่งกายแบบ ‘บาบ๋า’ ที่เป็นอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรมของระนอง มาสร้างเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์จากผ้าปาเต๊ะ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>‘ระนอง’</b><span style="font-weight: 400;"> จังหวัดเล็กๆ ทางภาคใต้ที่มีประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมอันน่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘เปอรานากัน’ หรือคำที่ใช้เรียกขานผู้คนเชื้อสายลูกครึ่งมลายู – จีนซึ่งเป็นตัวแทนวัฒนธรรมแบบผสมผสานที่ยังคงทิ้งร่องรอยให้เห็นผ่านสถาปัตยกรรม รวมถึงเครื่องแต่งกายที่นำเอกลักษณ์ของชาวจีนและมลายูมาผนวกเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะผู้หญิงนิยมใส่เสื้อฉลุลายดอกไม้อย่างงดงามและนุ่งผ้าโสร่งหรือที่รู้จักกันในชื่อว่า </span><b>ปาเต๊ะ</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลายเป็นที่มาของ </span><b>โครงการการสร้างผลิตภัณฑ์จากผ้าปาเต๊ะ โดยวิทยาลัยชุมชนระนอง ตำบลบางริ้น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง </b><span style="font-weight: 400;">ที่เห็นถึงความสำคัญของการ</span><b>สร้างมูลค่าด้านทุนทางวัฒนธรรม</b><span style="font-weight: 400;">ด้วยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากผ้าปาเต๊ะที่สะท้อนวิถีชีวิตและเอกลักษณ์ของชุมชน</span> <span style="font-weight: 400;">เพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่แรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสในจังหวัด</span><b> </b></p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-40973" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small61-01.jpg" alt="" width="1200" height="1200" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small61-01.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small61-01-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small61-01-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small61-01-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small61-01-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการที่เกิดขึ้นนี้ได้เข้าไป</span><b>จุดประกายให้คนในชุมชนเห็นศักยภาพในตัวเองและความเป็นไปได้ในการประกอบอาชีพ</b><span style="font-weight: 400;"> ก่อนจะผลักดันให้กลุ่มเป้าหมายสร้างสรรค์ผลงานออกมาให้ได้ด้วยตัวเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดย </span><b>กลุ่มเป้าหมายชุดแรก </b><span style="font-weight: 400;">ได้แก่ กลุ่มเป้าหมายใน</span><b>ตำบลบางหิน อำเภอกะเปอร์</b><span style="font-weight: 400;"> ได้มีการผลิตพวงกุญแจกาหยู (เม็ดมะม่วงหิมพานต์ของดีเมืองระนอง) ตะกร้าสาน ที่ใส่แก้วกาแฟพิมพ์ลาย และกระเป๋าหิ้วผ้าปาเต๊ะเก็บรักษาอุณหภูมิ  </span></p>
<p><b>กลุ่มเป้าหมายชุดที่สอง </b><span style="font-weight: 400;">ได้แก่ กลุ่มเป้าหมายใน</span><b>อำเภอเมือง</b><span style="font-weight: 400;"> มุ่งผลิตกล่องเอนกประสงค์ พวกกุญแจของที่ระลึก กระเป๋าผ้าปาเต๊ะลูกกาหยู และชุดเสื้อผ้าสำหรับสัตว์เลี้ยง เป็นหลัก </span></p>
<p><b>กลุ่มเป้าหมายชุดที่สาม </b><span style="font-weight: 400;">ได้แก่ กลุ่มเป้าหมายใน</span><b> ตำบลนาคา อำเภอสุขสำราญ</b><span style="font-weight: 400;"> ที่เลือกผลิตภัณฑ์ซองใส่แว่นและที่เก็บกุญแจจากปาเต๊ะ </span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40974" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small61-02.jpg" alt="" width="1200" height="1200" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small61-02.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small61-02-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small61-02-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small61-02-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small61-02-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการกระตุ้นให้ชาวบ้านรวมกลุ่มทำผลิตภัณฑ์จากชุมชน ทำให้ชาวบ้านได้</span><b>ใช้เวลาว่างสร้างรายได้และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน</b><span style="font-weight: 400;"> อีกทั้งโครงการฯ ยังได้จัดเวทีพาผู้ประกอบการมาเจอกับกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ช่วงต้นโครงการ รวมถึงมีการ</span><b>จัดอบรมการตลาดแบบตัวต่อตัว</b><span style="font-weight: 400;">ระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ผลิตโดยตรงเพื่อให้ชุมชนเปิดร้านค้าของตัวเองบนตลาดออนไลน์ผ่านทางเฟซบุ๊ก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยนำเสนอเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ออกไปสังคมในวงกว้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงที่สุดแล้วโครงการฯ นี้ได้สำเร็จลงในแง่ของ</span><b>การจุดประกาย</b><span style="font-weight: 400;">ให้ชาวบ้านมีทักษะและองค์ความรู้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชนตัวเอง ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นพร้อมๆ ไปกับการหารายได้เข้าสู่ครัวเรือน ซึ่งในอนาคตกลุ่มเป้าหมายที่ผลิตสินค้าคล้ายกันก็จะสามารถเข้ามารวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มและช่วยกันต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับยุคสมัยและความต้องการของตลาดได้ต่อไป</span></p>
<p><img decoding="async" class="img-wide aligncenter wp-image-40971 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large61.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large61.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large61-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large61-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large61-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large61-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-61/">จับการแต่งกายแบบ ‘บาบ๋า’ ที่เป็นอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรมของระนอง มาสร้างเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์จากผ้าปาเต๊ะ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลุ่มพัฒนาสตรีบ้านแดง ดึงกลุ่มแรงงานด้อยโอกาสในชุมชนมาต่อยอดองค์ความรู้เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากก แก้ปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/conclusion-74/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 12 May 2021 14:45:53 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=40958</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘เสื่อกกบ้านแดง’ เป็นสินค้าขึ้นชื่อของตำบลบ้านแดง อำเภอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-74/">กลุ่มพัฒนาสตรีบ้านแดง ดึงกลุ่มแรงงานด้อยโอกาสในชุมชนมาต่อยอดองค์ความรู้เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากก แก้ปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>‘เสื่อกกบ้านแดง’</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นสินค้าขึ้นชื่อของตำบลบ้านแดง อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี แต่ใครจะรู้ว่า ปัจจุบัน เสื่อกกบ้านแดงกำลังประสบปัญหาเรื่องคุณภาพเสื่อ เพราะมาตรฐานการผลิตแตกต่างกัน </span><b>คณะกรรมการพัฒนาสตรีตำบลบ้านแดง </b><span style="font-weight: 400;">จึงผลักดัน</span><b>โครงการพัฒนาอาชีพเพื่อเพิ่มมูลค่าของเสื่อกก ตำบลบ้านแดง อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี</b><span style="font-weight: 400;">ขึ้น</span> <span style="font-weight: 400;">เพื่อพัฒนามาตรฐานเสื่อกกบ้านแดง และใช้ ‘เสื่อกก’ เป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านในชุมชน</span></p>
<p><b>สีดา พิทักษา</b> <b>ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีตำบลบ้านแดง</b><span style="font-weight: 400;"> อธิบายว่า ในระยะหลัง เสื่อกกบ้านแดงเริ่มถูกตั้งคำถามจากพ่อค้าคนกลาง ถึงขนาดและมาตรฐานที่ไม่เหมือนกันของเสื่อแต่ละผืน เนื่องจากชาวบ้านยังทอเสื่อกันตามความเคยชิน ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ ย่อมไม่เกิดผลดีในระยะยาว โดยวางกลุ่มเป้าหมายไว้ที่ผู้ที่ขาดโอกาสอย่างแท้จริง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หลักคิดสำคัญที่พวกเรายึดถือมาตลอด คือ</span><b>เราต้อง ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ </b><span style="font-weight: 400;">เราประชุมร่วมกันว่า</span><b>เราต้องกระจายโอกาสที่ กสศ. มอบให้กับพื้นที่ของเราไปสู่คนที่ยากลำบากอย่างแท้จริง</b><span style="font-weight: 400;"> ฉะนั้น ตอนลงพื้นที่ ทีมงานทุกคนจึงช่วยกันหาข้อมูล พูดคุย ซักถาม เพื่อหาแนวทางการช่วยเหลือคนพิการทางสมอง ซึ่งมีอยู่ในชุมชน เพราะความจริงแล้ว เขาสามารถทำงานที่ไม่ซับซ้อนได้ เช่น รับจ้างตัดเศษด้ายเสื่อกก ในราคาผืนละ 25 บาท เป็นต้น” </span><span style="font-weight: 400;">สีดากล่าว </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-40960" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog_small74-01.jpg" alt="" width="1200" height="1200" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog_small74-01.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog_small74-01-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog_small74-01-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog_small74-01-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog_small74-01-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยกระบวนการลงพื้นที่อย่างเข้มข้นเช่นนี้ ทำให้คณะทำงานสามารถคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายได้ 150 คน ซึ่งตรงตามเกณฑ์ที่ต้องการทั้งสิ้น นั่นคือเป็นผู้ว่างงาน ผู้สูงอายุ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้พิการ และแรงงานนอกระบบ จากนั้นจึงออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ โดยมีตัวแทนจาก </span><b>กศน. ตระการพืชผล, โรงเรียนบ้านทม,</b> <b>และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล</b><span style="font-weight: 400;"> มาร่วมระดมความคิด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อกลุ่มเป้าหมายเห็นภาพของโครงการชัดเจนขึ้น กระบวนการต่อมาก็คือ การเติมไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ ด้วยการพากลุ่มเป้าหมายไปศึกษาดูงานที่หมู่บ้านนาโป่ง ตำบลทรายมูล อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ชาวบ้านประกอบอาชีพทอเสื่อกกขายเช่นกัน </span><b>เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเห็นความแตกต่าง ว่า เสื่อกกบ้านแดงกับเสื่อกกของพื้นที่อื่น เหมือนหรือต่างกันอย่างไร</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดผลิตภัณฑ์ของชุมชน โดยที่ยังอนุรักษ์เอกลักษณ์ดั้งเดิม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากปัญหาเรื่องมาตรฐานที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ก็ยังมีปัญหาอีกหลายประการที่กลุ่มเป้าหมายต้องเรียนรู้ เช่น </span><b>ปัญหาเสื่อกกบ้านแดงไม่สู้น้ำ</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าวคือไม่ทนน้ำ ซึ่งเกิดจากการที่นำกกไปแช่น้ำเป็นระยะเวลานานหรือสั้นเกินไป, </span><b>ปัญหาเสื่อขึ้นรา</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเกิดจากการเก็บกกไว้ในสถานที่ชื้น เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ เมื่อกลุ่มเป้าหมายเรียนรู้ปัญหาของผลิตภัณฑ์เสื่อกกบ้านแดงเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการพัฒนาทักษะการผลิตต่างๆ ให้เป็นกรรมวิธีที่ได้มาตรฐานเดียวกัน โดยกรรมวิธีสำคัญที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของเสื่อกกบ้านแดงก็คือการเย็บริม ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก </span><b>รัศมี ขันที</b> <b>หนึ่งในคณะทำงานที่ผันตัวเป็นวิทยากร </b><span style="font-weight: 400;">ร่วมกับ </span><b>บุญสร เหลากลม</b> <b>ปราชญ์ชาวบ้าน </b><span style="font-weight: 400;">ในการทำหน้าที่วิทยากร ซึ่งจะมีการเย็บริมเสื่อด้วยผ้าที่ย้อมสีแดงจากธรรมชาติ </span></p>
<p><b>อีกหนึ่งกระบวนการที่สำคัญของการทำเสื่อกกบ้านแดงอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ การทำ ‘ฟืม’ </b><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญ มีลักษณะเป็นท่อนไม้ มีรูห่างกันประมาณหนึ่งนิ้ว สำหรับสอดเชือกและกกให้ประสานกัน </span><b>แม้ว่าฟืมจะเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ แต่การประดิษฐ์ฟืมกลับไม่ได้รับความสนใจมากนัก</b><span style="font-weight: 400;"> เนื่องจากต้องใช้แรงมาก มักเป็นหน้าที่ของผู้ชาย คณะทำงานจึงพยายามให้กลุ่มเป้าหมายเรียนรู้วิธีซ่อมฟืมเบื้องต้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซ่อม ซึ่งได้ช่างฟืมฝีมือดีอย่าง </span><b>ลุงผาง วงศ์คำ</b><span style="font-weight: 400;"> และ</span><b>ลุงสงวน นิกุล</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นวิทยากร</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-40961" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog_small74-02.jpg" alt="" width="1200" height="1200" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog_small74-02.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog_small74-02-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog_small74-02-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog_small74-02-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog_small74-02-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อกลุ่มเป้าหมายได้รับองค์ความรู้ด้านการผลิตเสื่อกกให้ได้มาตรฐานครบถ้วน </span><b>กระบวนการถัดไปก็คือการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้าน ‘การตลาด’</b><span style="font-weight: 400;"> แต่เดิมนั้น การขายเสื่อกกของชาวบ้านตำบลบ้านแดงทั้ง 3 หมู่บ้าน จะขายส่งให้กับพ่อค้าคนกลาง และรับออร์เดอร์จากผู้ประกอบการต่างๆ เช่น โรงแรม สถานที่จัดงานต่างๆ หรือวัด เป็นต้น </span><b>ซึ่งแน่นอนว่าการตลาดรูปแบบนี้ทำให้กลุ่มเป้าหมายต้องลดราคาสินค้าลง เพื่อให้พ่อค้าคนกลางเหล่านี้นำไปขายต่อได้ </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เนื่องจากในปัจจุบันนี้ การตลาดออนไลน์มีบทบาทมากขึ้น คณะทำงานจึงเล็งเห็นโอกาสในการ ‘ติดปีก’ ให้เสื่อกกบ้านแดงโลดแล่นสู่สายตาคนนอก </span><b>สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอตระการพืชผล </b><span style="font-weight: 400;">จึงประสานภาคีเครือข่าย ชักชวนผู้ที่มีความรู้ความสามารถเรื่องการตลาดออนไลน์เข้ามาหนุนเสริมองค์ความรู้ให้กลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่วิธีการทำเพจหรือร้านค้าออนไลน์บนเฟซบุ๊ก การถ่ายภาพ การเขียนบอกเล่ารายละเอียดสินค้า จนเกิดเป็นเพจ </span><b>‘เสื่อกกแจ๋วโนนบก’ </b><span style="font-weight: 400;">ขึ้น </span></p>
<p><b>ป้าสมนึก เทพรินทร์</b> <b>หนึ่งในกลุ่มเป้าหมาย </b><span style="font-weight: 400;">เล่าว่า เธอเป็นเกษตรกร ปลูกข้าว ปลูกต้นกก เป็นอาชีพหลัก และทอเสื่อกกเป็นอาชีพเสริมมานานแล้ว แต่ความสามารถด้านการทอเสื่อกกยังไม่ได้ดีเท่าที่ควร เพราะนึกอยากทออย่างไรก็ทออย่างนั้น ทอเสร็จก็ส่งขาย </span><b>ไม่เคยสนใจเรื่อง ‘มาตรฐาน’</b><span style="font-weight: 400;"> แต่</span><b>เมื่อสังเกตว่าชาวบ้านคนอื่นที่ทอเสื่อกกตามมาตรฐาน แล้วขายได้ราคาดี จึงเริ่มหันมาสนใจเรื่องมาตรฐานสินค้ามากขึ้น</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากป้าสมนึกจะได้เรียนรู้ด้านมาตรฐานการผลิตเสื่อกกจากโครงการแล้ว ยังได้เรียนรู้เทคนิคการปลูกต้นกกให้มีประสิทธิภาพ ไม่ให้มีหญ้ารบกวนเสริมอีกด้วย ซึ่งทำให้ต้นกกเจริญเติบโตดีขึ้น </span><span style="font-weight: 400;">“</span><b>ซึ่งพอคำนวณกำไรโดยหักต้นทุนแล้ว จะอยู่ที่ประมาณ 10,000-12,000 บาท</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งมากกว่าสมัยที่ยังไม่เข้าร่วมโครงการ ที่จะได้กำไรประมาณ 5,000-6,000 บาท เท่านั้น โดย</span><b>รายได้ที่มากขึ้นตรงนี้ทำให้ป้ามีค่าใช้จ่ายเพียงพอในแต่ละเดือน แถมยังมีเหลือเป็นเงินออมสำหรับยามจำเป็นอีกด้วย</b><span style="font-weight: 400;">”</span><span style="font-weight: 400;"> ป้าสมนึกกล่าวอย่างตื้นตัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ จึงสามารถเรียกได้ว่า โครงการนี้กระจายโอกาสไปสู่ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ด้อยโอกาสในชุมชนอย่างทั่วถึง โดยสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมายมีองค์ความรู้เพื่อนำไปต่อยอดสร้างรายได้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต </span><b>อีกทั้งยังช่วยเสริมบทบาทของกลุ่มสตรีในพื้นที่อีกด้วย</b><span style="font-weight: 400;"> เนื่องจากการรวมกลุ่มเพื่อดำเนินงานตามแผนของโครงการช่วยทำให้สถานะของกลุ่มสตรีเข้มแข็งขึ้น มีการกำหนดแนวทางและแผนการดำเนินงานในเรื่องต่างๆ อย่างชัดเจน </span><b>ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดการ ‘สร้างโอกาส สร้างงาน และสร้างชุมชน’ ได้อย่างแท้จริง</b></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">“หลักคิดสำคัญที่พวกเรายึดถือมาตลอด คือเราต้อง ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ เราประชุมร่วมกันว่าเราต้องกระจายโอกาสที่ กสศ. มอบให้กับพื้นที่ของเราไปสู่คนที่ยากลำบากอย่างแท้จริง ฉะนั้น ตอนลงพื้นที่ ทีมงานทุกคนจึงช่วยกันหาข้อมูล พูดคุย ซักถาม เพื่อหาแนวทางการช่วยเหลือคนพิการทางสมอง ซึ่งมีอยู่ในชุมชน เพราะความจริงแล้ว เขาสามารถทำงานที่ไม่ซับซ้อนได้ เช่น รับจ้างตัดเศษด้ายเสื่อกก ในราคาผืนละ 25 บาท เป็นต้น” </span><b>สีดา พิทักษา</b> <b>ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีตำบลบ้านแดง</b></p></blockquote>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="img-wide aligncenter wp-image-40959 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large74.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large74.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large74-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large74-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large74-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large74-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-74/">กลุ่มพัฒนาสตรีบ้านแดง ดึงกลุ่มแรงงานด้อยโอกาสในชุมชนมาต่อยอดองค์ความรู้เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากก แก้ปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กศน.อำเภอภูซางฟื้นฟูทักษะการผลิตผ้าที่เป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มสตรี สร้างอาชีพ เสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดพะเยา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/conclusion-52/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 12 May 2021 10:10:38 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=40861</guid>

					<description><![CDATA[<p>ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นพรมแดนติดประเทศลาว ทำให้อำเภ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-52/">กศน.อำเภอภูซางฟื้นฟูทักษะการผลิตผ้าที่เป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มสตรี สร้างอาชีพ เสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดพะเยา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นพรมแดนติดประเทศลาว ทำให้อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา </span><b>มีการโยกย้ายถิ่นฐานของสตรีลาว ด้วยการข้ามมาแต่งงานกับชายไทย อีกทั้งยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ม้งอาศัยอยู่ด้วย</b><span style="font-weight: 400;"> ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวมีเสน่ห์และภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าและสวยงามหลายอย่าง จากวัฒนธรรมที่หลากหลาย </span><b>ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ‘ผ้าภูซาง’</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการเก็บข้อมูลเพื่อค้นหากลุ่มเป้าหมายสำหรับเข้าร่วม</span><b>โครงการพัฒนาอาชีพการผลิตผ้าของสตรีภูซาง จังหวัดพะเยา </b><span style="font-weight: 400;">ในพื้นที่ 3 หมู่บ้านในอำเภอภูซาง ได้แก่ บ้านฮวก บ้านใหม่รุ่งทวี และบ้านคอดยาว พบว่า </span><b>กลุ่มสตรีจากทั้งสามหมู่บ้านแบ่งออกได้เป็น 2 เชื้อชาติ คือกลุ่มสตรีม้งและกลุ่มสตรีลาว</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งมีทักษะการผลิตผ้าต่างกัน โดยกลุ่มสตรีลาวจะมีทักษะการทอผ้าติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ส่วนกลุ่มสตรีม้งจะถนัดการปักลายและการเขียนเทียน โดยที่ผ่านมา </span><b>ทั้งสองกลุ่มต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างขาย ไม่เคยพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้กัน</b></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-40866" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small52-01.jpg" alt="" width="1200" height="1200" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small52-01.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small52-01-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small52-01-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small52-01-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small52-01-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><b>เหมือนฝัน ยองเพชร สมาชิกศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอภูซาง และผู้รับผิดชอบโครงการ</b><span style="font-weight: 400;"> อธิบายว่า </span><b>เป้าหมายของโครงการนี้คือการยกระดับผ้าภูซาง ซึ่งผสานเอกลักษณ์ของกลุ่มสตรีทั้งสองกลุ่มให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง</b><span style="font-weight: 400;"> ผ่านการกำหนดหลักสูตรที่สอดคล้องและตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายทั้ง 50 คน ได้แก่ กลุ่มสตรีจากบ้านฮวก 20 คน, บ้านใหม่รุ่งทวี 15 คน, และบ้านคอดยาว 15 คน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยกระบวนการที่คณะทำงานวางไว้มี 3 ขั้นตอน ดังนี้ </span><b>(1) การพัฒนาทักษะการผลิตผ้าทอ ผ้าเขียนเทียน และผ้าปักลายม้ง</b> <b>(2) การจัดอบรมการออกแบบตัดเย็บ</b><span style="font-weight: 400;"> เช่น การสร้างแบบ การตัดเย็บ และการออกแบบเสื้อผ้าให้ทันสมัย และ </span><b>(3) การตลาดออนไลน์</b><span style="font-weight: 400;"> เช่น การสร้างเพจ การถ่ายรูป การแนะนำสินค้า และการไลฟ์ขายสินค้า ซึ่งเหมือนฝันเสริมว่า การอบรมตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตไปจนถึงการจำหน่าย จะส่งผลดีต่อกลุ่มเป้าหมายอย่างมั่นคงในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ คณะทำงานได้</span><b>นำความแตกต่างด้านชาติพันธุ์ และกระบวนการออกแบบตัดเย็บของกลุ่มสตรีทั้งสองกลุ่ม มาผสานรวมเป็นเทคนิคการ Mix and Match </b><span style="font-weight: 400;">ซึ่งต่อยอดมาจากงานอดิเรกของกลุ่มเป้าหมาย นั่นคือการเย็บผ้า ผนวกกับการสอบถามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายโดยตรง จนกลายเป็นหลักสูตรการออกแบบตัดเย็บที่มีวิทยากรจากภายนอกเข้ามาถ่ายทอดความรู้ ควบคู่กับการสืบสานทักษะการทอผ้า การปักลาย และการเขียนเทียน ให้กลุ่มเป้าหมายในแต่ละหมู่บ้าน ทำให้</span><b>เยาวชนรุ่นใหม่หันมาสืบทอดภูมิปัญญาด้านนี้มากขึ้น และส่งผลให้ภูมิปัญญาผ้าภูซางคงอยู่ต่อไป</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>วรวลัญจ์ สิงห์สุวรรณ</b> <b>หนึ่งในคณะทำงาน</b><span style="font-weight: 400;"> เล่าถึงบรรยากาศการอบรมหลักสูตรการออกแบบตัดเย็บว่า เธอสังเกตเห็นความตั้งใจของกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเรียนรู้การออกแบบตัดเย็บอย่างมุ่งมั่น และจากที่ปกติแล้ว กลุ่มสตรีทั้งสองกลุ่มไม่เคยพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้กัน กระบวนการอบรมก็เปิดโอกาสให้พวกเธอแลกเปลี่ยนความรู้มากขึ้น จนเกิดระบบช่วยเหลือกันและกัน ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีในชุมชน และ</span><b>ต่อยอดเป็นการรวมภูมิปัญญาด้านผ้าของทั้งสามหมู่บ้าน ทั้งการทอผ้าของบ้านฮวก การปักลายของบ้านใหม่รุ่งทวี และการเขียนเทียนของบ้านคอดยาว ไว้บนผ้าผืนเดียวกัน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โครงการนี้ ทำให้เกิดแนวคิด Mix and Match ที่สามารถบอกใครต่อใครได้ว่า นี่แหละคือผ้าภูซาง”</span> <span style="font-weight: 400;">วรวลัญจ์กล่าว และเสริมว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ ทีมงานและนายอำเภอได้สร้างเป้าหมายร่วมกันว่า </span><b>จะผลักดันภูมิปัญญาที่ผสานรวมของทั้งสามหมู่บ้าน ให้กลายเป็น ‘แบรนด์ผ้าภูซาง’ ขึ้นให้ได้ เพื่อส่งผลิตภัณฑ์ผ้าภูซางไปโลดแล่นบนตลาดออนไลน์</b></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-40867" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small52-02.jpg" alt="" width="1200" height="1200" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small52-02.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small52-02-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small52-02-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small52-02-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small52-02-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุที่การตลาดออนไลน์มีบทบาทสำคัญ สืบเนื่องมาจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก คณะทำงานจึงต้อง</span><b>ปรับหลักสูตรการอบรมใหม่ ด้วยการนำหลักสูตรการตลาดออนไลน์มาเป็นหลักสูตรแรก จากเดิมที่วางแผนให้หลักสูตรการตัดเย็บเป็นหลักสูตรแรก</b><span style="font-weight: 400;"> เพราะสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ทุกคนต้องอยู่บ้านเป็นหลัก ตามมาตรการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้าน </span><b>วสันต์ สุธรรมมา หนึ่งในคณะทำงาน </b><span style="font-weight: 400;">กล่าวว่า </span><span style="font-weight: 400;">“เราพยายามทำอย่างไรก็ได้ ให้เขาขายสินค้าได้ เพราะ</span><b>ถ้าเราเปลี่ยนความคิดของเขาตรงนี้ได้ แล้วเขาสามารถขายสินค้าด้วยตัวเองจากพื้นที่ชุมชน เขาก็จะมีรายได้เข้ามา โดยที่ไม่ต้องไปทำงานที่อื่น</b><span style="font-weight: 400;">”</span> <span style="font-weight: 400;">เพราะบริบทสังคมในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ทุกคนสามารถเข้าถึงสื่อออนไลน์เพียงปลายนิ้วสัมผัส การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับการขายจึงเป็นเรื่องจำเป็น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คณะทำงาน</span><b>จะสอดแทรกการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค การถ่ายรูปลงเพจ รวมไปถึงการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊ก</b><span style="font-weight: 400;"> ลงไปในหลักสูตรการตลาดออนไลน์ ซึ่งวสันต์อธิบายว่า </span><span style="font-weight: 400;">“สิ่งแรกที่ต้องเรียนรู้ก็คือ การทำเนื้อหาหลักสูตรให้กลุ่มเป้าหมายสามารถอธิบายจุดเด่นของสินค้าได้ และเมื่อเขาเข้าใจตรงนี้เพียงพอแล้ว ขั้นตอนต่อมาจึงค่อยเสริมเรื่องเทคนิคต่างๆ เช่น การถ่ายรูป การโพสต์ขายสินค้า”  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลสำเร็จที่สามารถการันตีประสิทธิภาพของโครงการนี้ได้อย่างชัดเจน คือการที่ </span><b>จินตนา มุ่งจันทร์</b> <b>หนึ่งในกลุ่มเป้าหมายจากบ้านคอดยาว</b><span style="font-weight: 400;"> สามารถนำความรู้ด้านการตลาดออนไลน์มาใช้ขายสินค้า ด้วยเทคนิคการถ่ายทอดสด (ไลฟ์) ซึ่งช่วยให้เธอขายสินค้าได้กว่า 10,000 บาท ต่อการไลฟ์หนึ่งครั้ง โดยเธอเล่าว่า </span><span style="font-weight: 400;">“เมื่อก่อนเคยเห็นคนอื่นไลฟ์ แต่เราไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร </span><b>กระบวนการอบรมช่วยให้เรามีช่องทางการค้าขายมากกว่าเดิม</b><span style="font-weight: 400;"> ตอนนี้ก็ค่อยๆ ปรับรูปแบบและเทคนิคการขายให้น่าสนใจอยู่เสมอ” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงตอนนี้ ผ้าภูซางเริ่มเป็นที่รู้จักของคนพะเยาและจังหวัดใกล้เคียงมากขึ้น ซึ่งเป็นผลพวงจากการตลาดออนไลน์ของกลุ่มเป้าหมาย และการสนับสนุนของ </span><b>วิรุฬห์ สิทธิวงศ์ นายอำเภอภูซาง </b><span style="font-weight: 400;">ที่พยายามผลักดันและยกระดับผ้าภูซาง เพื่อต่อยอดและสร้างรายได้ให้คนในท้องถิ่น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จึงสามารถกล่าวได้ว่า </span><b>โครงการพัฒนาอาชีพการผลิตผ้าของสตรีภูซาง จังหวัดพะเยา สามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กลุ่มสตรีภูซางที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และเป็นผู้ด้อยโอกาสได้อย่างมั่นคง</b><span style="font-weight: 400;"> อีกทั้งยังบรรลุเป้าหมายในเรื่องการอนุรักษ์และผสานรวมภูมิปัญญาด้านผ้าของกลุ่มสตรีภูซางไว้ด้วยกัน ควบคู่กับการเพิ่มทักษะด้านการตลาดออนไลน์ </span><b>จนกลุ่มเป้าหมายจากทั้งสามหมู่บ้าน มีรายได้และช่องทางการขายมากขึ้น โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางเหมือนที่ผ่านมา และเกิดกระบวนการคิด วิเคราะห์ และรู้จักพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน</b></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">“เราพยายามทำอย่างไรก็ได้ ให้เขาขายสินค้าได้ เพราะถ้าเราเปลี่ยนความคิดของเขาตรงนี้ได้ แล้วเขาสามารถขายสินค้าด้วยตัวเองจากพื้นที่ชุมชน เขาก็จะมีรายได้เข้ามา โดยที่ไม่ต้องไปทำงานที่อื่น สิ่งแรกที่ต้องเรียนรู้ก็คือ การทำเนื้อหาหลักสูตรให้กลุ่มเป้าหมายสามารถอธิบายจุดเด่นของสินค้าได้ และเมื่อเขาเข้าใจตรงนี้เพียงพอแล้ว ขั้นตอนต่อมาจึงค่อยเสริมเรื่องเทคนิคต่างๆ เช่น การถ่ายรูป การโพสต์ขายสินค้า” </span><b>วสันต์ สุธรรมมา หนึ่งในคณะทำงาน</b></p></blockquote>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="img-wide aligncenter wp-image-40865 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large52.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large52.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large52-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large52-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large52-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large52-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-52/">กศน.อำเภอภูซางฟื้นฟูทักษะการผลิตผ้าที่เป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มสตรี สร้างอาชีพ เสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดพะเยา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อบต.มะเกลือใหม่จัดโครงการสอนทำน้ำยาเอนกประสงค์และยาหม่องจากสมุนไพรอินทรีย์ กู้วิกฤติสังคมผู้สูงอายุในชุมชน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/ontheway-38/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 May 2021 07:52:00 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=40756</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความแข็งแรงขององค์กรท้องถิ่นอย่างอบต. นับว่าเป็นส่วนสำค [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/ontheway-38/">อบต.มะเกลือใหม่จัดโครงการสอนทำน้ำยาเอนกประสงค์และยาหม่องจากสมุนไพรอินทรีย์ กู้วิกฤติสังคมผู้สูงอายุในชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ความแข็งแรงขององค์กรท้องถิ่นอย่างอบต. นับว่าเ</span><b>ป็นส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาและส่งเสริมพัฒนาคนในชุมชน</b><span style="font-weight: 400;">อย่างมาก โดยมีตัวอย่างให้เห็นได้มากมาย เช่น </span><b>องค์การบริหารส่วนตำบลมะเกลือใหม่</b><span style="font-weight: 400;"> อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ที่ได้มีการจัดทำโครงการพัฒนาคนในชุมชนทั้ง 12 หมู่บ้านที่อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชุมชนมะเกลือใหม่เป็นพื้นที่ที่มีปริมาณ</span><b>คนว่างงานสูงถึงร้อยละ 30 </b><span style="font-weight: 400;">ของประชากร เนื่องจากคนในชุมชนบางส่วนไม่มีพื้นที่ทำกินเป็นของตัวเอง ทำให้ประชากรกลุ่มนี้ประกอบอาชีพรับจ้างและทำให้มีรายได้ไม่แน่นอน ขาดความรู้เรื่องการต่อยอดและพัฒนาอาชีพ ซึ่งจากสถานการณ์นี้อบต.มะเกลือใหม่จึงพยายามหาทางที่จะแก้ปัญหาด้านรายได้ให้กับคนในพื้นที่ผ่าน </span><b>‘โครงการส่งเสริมอาชีพผลิตน้ำยาเอนกประสงค์ และยาหม่องในผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ตำบลมะเกลือใหม่’</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพใหม่ๆ ให้กับแรงงานในพื้นที่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มเป้าหมายของโครงการมีความหลากหลายของ</span><b>กลุ่มคนด้อยโอกาส </b><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ เยาวชน ผู้พิการ ผู้ว่างงาน และผู้ด้อยโอกาสจำนวนทั้งสิ้น 80 คน โดยหลักสูตรของโครงการแบ่งออกได้เป็น 3 ทักษะที่กลุ่มเป้าหมายสามารถเลือกฝึกฝนได้ตามความสนใจ คือ 1.การผลิตน้ำยาล้างจาน 2.การผลิตน้ำยาเอนกประสงค์ 3.การผลิตยาหม่อง โดยผลิตภัณฑ์ทั้งสามชนิดนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดการ</span><b>ใช้ชุมชนเป็นฐาน</b><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากมีการใช้ทุนทางธรรมชาติอย่างพืชสมุนไพรมาเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการได้จัดหาผู้เชี่ยวชาญและวิทยากรมาช่วยฝึกฝนอบรมในแต่ละทักษะ และมีการลงมือทำงานจริงเพื่อให้ได้ผลผลิตออกมา นอกจากนี้โครงการยังได้พาสมาชิกไปศึกษาดูงานในพื้นที่อื่นๆ เช่น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อเรียนรู้การ</span><b>แปรรูปสมุนไพร</b><span style="font-weight: 400;">ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย รวมถึงเสริมสร้างความมั่นใจในแนวทางอาชีพให้กับกลุ่มสมาชิก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังการดำเนินงานมาในระยะเวลาหนึ่ง โครงการผลิตชิ้นงานออกมาจัดจำหน่ายในตลาดได้สำเร็จ โดยหนึ่งในเจ้าหน้าที่โครงการเล่าให้ฟังว่า “จากที่เราได้อบรมกันมาจนจบโครงการ กลุ่มเป้าหมายของเราได้เรียนรู้การผลิตน้ำยาต่างๆ จนสามารถผลิตใช้ได้เองในครัวเรือนและผลิตแจกในชุมชนได้ด้วย นอกจากนี้ยังสามารถทำขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชนเพื่อนำมาขายเป็นรายได้เสริมด้วย”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความเข้มแข็งของหน่วยงานท้องถิ่นตำบลมะเกลือใหม่ ได้ช่วยสร้างอาชีพและรายได้เสริมให้กับคนในชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนอกจากการที่คนในชุมชนจะสามารถนำเอาสินค้ามาขายแล้ว ยังมีการผลิตสินค้าเหล่านั้นเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันของตัวเอง เป็นการ</span><b>ลดรายจ่าย</b><span style="font-weight: 400;">อีกทางหนึ่งด้วย โดยหลังจากนี้โครงการก็ได้มองไปถึงการขยายตลาดในวงกว้างมากขึ้น รวมถึงการ</span><b>สร้างแบรนด์ของชุมชน</b><span style="font-weight: 400;">ให้มีความแข็งแรงและสามารถไปแข่งขันกันในตลาดระดับภูมิภาคและประเทศได้</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-12948" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/CommuBlog-038-100.jpg" alt="" width="1200" height="631" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/CommuBlog-038-100.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/CommuBlog-038-100-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/CommuBlog-038-100-1024x538.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/CommuBlog-038-100-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/CommuBlog-038-100-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/ontheway-38/">อบต.มะเกลือใหม่จัดโครงการสอนทำน้ำยาเอนกประสงค์และยาหม่องจากสมุนไพรอินทรีย์ กู้วิกฤติสังคมผู้สูงอายุในชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อบต.มะเกลือใหม่จัดโครงการสอนทำน้ำยาเอนกประสงค์และยาหม่องจากสมุนไพรอินทรีย์ กู้วิกฤติสังคมผู้สูงอายุในชุมชน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/conclusion-38/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 May 2021 07:47:24 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=40747</guid>

					<description><![CDATA[<p>สภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในทุกวันนี้ ไม่เพียงทำใ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-38/">อบต.มะเกลือใหม่จัดโครงการสอนทำน้ำยาเอนกประสงค์และยาหม่องจากสมุนไพรอินทรีย์ กู้วิกฤติสังคมผู้สูงอายุในชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>สภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ</b><span style="font-weight: 400;">อย่างรุนแรงในทุกวันนี้ ไม่เพียงทำให้</span><b>ตำบลมะเกลือใหม่ อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา </b><span style="font-weight: 400;">ต้องเผชิญกับปัญหาผู้คนว่างงานและมีผู้ด้อยโอกาสจำนวนมากแล้ว ในชุมชนยังพบผู้สูงอายุจำนวนมากที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว ประสบความยากลำบากในการดำรงชีวิต</span> <span style="font-weight: 400;">การขยายโอกาสให้ผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาสมีงานทำจะช่วยสร้างรายได้และความภาคภูมิใจในการพึ่งพาตนเอง </span><b>องค์การบริหารส่วนตำบลมะเกลือใหม่</b><span style="font-weight: 400;"> ได้จัดทำ</span><b>โครงการส่งเสริมอาชีพผลิตน้ำยาอเนกประสงค์ และยาหม่อง</b><span style="font-weight: 400;"> โดยหวังลดรายจ่าย สร้างรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ โดยมี</span><b>กลุ่มเป้าหมายจำนวนทั้งหมด 80 คน</b><span style="font-weight: 400;"> เน้นไปยังกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังร่วมกิจกรรมไหวเป็นเป้าหมายหลัก รองลงมาคือกลุ่มผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และเยาวชนในพื้นที่ </span></p>
<div class="img-2col"><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-40752 size-large" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small36-01-1024x1024.jpg" alt="" width="1024" height="1024" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small36-01-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small36-01-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small36-01-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small36-01-768x768.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small36-01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /> <img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-40753 size-large" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small36-02-1024x1024.jpg" alt="" width="1024" height="1024" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small36-02-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small36-02-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small36-02-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small36-02-768x768.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small36-02.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></div>
<p><span style="font-weight: 400;">การจัดอบรมโครงการฯ ได้สอนวิธีการทำยาหม่องและน้ำยาอเนกประสงค์ทั้งหมด 4 ผลิตภัณฑ์ คือ </span><b>น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยาปรับผ้านุ่ม </b><span style="font-weight: 400;">และ</span><b>ยาหม่อง</b><span style="font-weight: 400;"> โดยจัดอบรมในรูปแบบการใช้สารเคมีตามที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป รวมถึง </span><b>‘สูตรไร้เคมี’</b><span style="font-weight: 400;"> ที่เน้นผลิตจาก </span><b>‘สมุนไพรในท้องถิ่น’</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งผลิตภัณ์อินทรีย์จากพืชและสมุนไพรในท้องถิ่นนั้น ทางโครงการฯ ได้ทำออกมา 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ </span><b>‘น้ำยาซักผ้าสูตรอินทรีย์’</b><span style="font-weight: 400;"> มีส่วนผสมของมะละกอกับมะกรูดเป็นหลัก ขณะที่ </span><b>‘น้ำยาล้างจานอินทรีย์’ </b><span style="font-weight: 400;">ทำจากมะกรูดและมะนาว ส่วน </span><b>‘น้ำยาปรับผ้านุ่ม’</b><span style="font-weight: 400;"> ยังไม่มีสูตรเคมี เพราะสูตรที่ใช้ผลิตเป็นสูตรสำเร็จรูป แต่ก็มีการเติมขมิ้นและมะขามลงไปด้วย  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ทางโครงการยังได้เสริมองค์ความรู้ </span><b>‘กลยุทธ์ทางการตลาด’</b><span style="font-weight: 400;"> หรือหลักการในการทำผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและส่งเสริมการขายได้ด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นการปูพื้นให้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยโครงการฯ จะเน้นทำ </span><b>‘การตลาดแบบเข้าถึงชุมชน’</b><span style="font-weight: 400;"> เน้นการจำหน่ายจากวงในขยายสู่วงนอก พร้อมทั้งเตรียมตั้งกลุ่ม </span><b>‘วิสาหกิจชุมชน’</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลลัพธ์จากการทำตลาดแบบเข้าถึงคนในชุมชน ทำให้กลุ่มเป้าหมายในโครงการฯ ได้รับคำสั่งซื้อยาหม่อง น้ำยาล้างจาน เป็น</span><b>ของชำร่วยสำหรับแจกในงานต่างๆ ของคนในพื้นที่</b><span style="font-weight: 400;">อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งทางกลุ่มฯ ยังอยู่ระหว่างประสานกับสหกรณ์ฟาร์มวัวนมในพื้นที่ เพื่อเสนอขายน้ำยาล้างจานสูตรอินทรีย์สำหรับล้างถังนม นอกจากนี้พวกเขายังนำความรู้ที่ได้รับไปคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์สูตรใหม่ๆ ด้วยการเพิ่มส่วนผสมสมุนไพรชนิดอื่นๆ เช่น มะเฟือง เพื่อสร้างความหลากหลายและมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter wp-image-40751 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large36.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large36.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large36-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large36-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large36-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large36-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สะปอย หนึ่งในทีมงานโครงการเล่าว่า “โครงการนี้ถือเป็นการสร้างโอกาสให้คนในชุมชนได้มารวมกลุ่มกัน ได้ทำผลิตภัณฑ์ใช้เองเพื่อลดรายจ่าย เมื่อขายได้ก็เป็นผลพลอยได้ เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของชาวบ้าน อยากให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ถึงแม้ไม่มาก แต่ก็</span><b>เปลี่ยนจากที่เขาไม่เคยมีรายได้เลย</b><span style="font-weight: 400;"> ก็พอมีเงินซื้อกับข้าววันละ 20-30 บาท เท่านี้ก็อาจเพียงพอแล้ว”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 ชนิด ที่รังสรรค์จากฝีมือผู้สูงวัยและผู้ด้อยโอกาสในโครงการฯ ทำให้หลายครัวเรือนลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ซึ่งแม้จะยังไม่มาก แต่ก็เป็น </span><b>‘จุดเริ่มต้น’ </b><span style="font-weight: 400;">ในการได้ลงมือทำและสร้างรายได้เสริมที่เกิดจากต้นทุนของชุมชน ซึ่งทักษะที่กลุ่มเป้าหมายได้เรียนรู้จากโครงการก็ยังคงมีคุณค่า และ</span><b>เป็นพื้นฐานสำคัญ</b><span style="font-weight: 400;">สำหรับการ</span><b>ลดรายจ่ายในครัวเรือน </b><span style="font-weight: 400;">และนำไป</span><b>ต่อยอดผลิตภัณฑ์</b><span style="font-weight: 400;">เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอีกมากมายในอนาคต</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="img-wide aligncenter wp-image-40759 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/EEF-Infographic_038.png" alt="" width="2501" height="2501" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/EEF-Infographic_038.png 2501w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/EEF-Infographic_038-300x300.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/EEF-Infographic_038-1024x1024.png 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/EEF-Infographic_038-150x150.png 150w" sizes="(max-width: 2501px) 100vw, 2501px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-38/">อบต.มะเกลือใหม่จัดโครงการสอนทำน้ำยาเอนกประสงค์และยาหม่องจากสมุนไพรอินทรีย์ กู้วิกฤติสังคมผู้สูงอายุในชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สำนักงานพัฒนาชุมชนเปิดโครงการฝึกอบรบการทำไหมมัดหมี่ในอำเภอจัตุรัส เพื่อสืบสานภูมิปัญญา ‘ผ้าชัยภูมิ’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/conclusion-29/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 May 2021 06:36:26 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=40702</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผ้าไหมมัดหมี่ ของดีเมืองชัยภูมิ เป็นที่เล่าขานมาตั้งแต่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-29/">สำนักงานพัฒนาชุมชนเปิดโครงการฝึกอบรบการทำไหมมัดหมี่ในอำเภอจัตุรัส เพื่อสืบสานภูมิปัญญา ‘ผ้าชัยภูมิ’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>ผ้าไหมมัดหมี่ ของดีเมืองชัยภูมิ</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นที่เล่าขานมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ จุดเริ่มต้นจากที่ ‘พระยาภักดีชุมพล (แล)’ เจ้าเมืองชัยภูมิซึ่งเป็นชาวเวียงจันทร์ต้องส่งเครื่องบรรณาการถวายไปยังพระนคร (กรุงเทพฯ) และเมืองหลวงเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ส่งผลให้ ‘ผ้าไหม’ กลายเป็นหนึ่งในเครื่องบรรณาการชิ้นสำคัญ และสืบทอดต่อกันมาเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้านแถบนี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียงเท่านั้น ความโด่งดังของผ้าไหมมัดหมี่ยังรวมไปถึงกระบวนการปลูกหม่อน ไม่ว่าจะเป็น การเลี้ยงไหม สาวไหม และเตรียมเส้นไหม หรือการออกแบบลายผ้า ส่งผลให้จังหวัดชัยภูมิมีลายผ้าโบราณที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปมากกว่า 539 ลาย และพบผ้าบางชิ้นที่มีอายุถึง 200 ปี</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-40707" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small29-01.jpg" alt="" width="1200" height="1200" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small29-01.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small29-01-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small29-01-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small29-01-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small29-01-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่านับวันการทอผ้าด้วยมือแบบโบราณกลายเป็นวิถีที่ห่างหายไปจากผู้คนและชุมชน เพราะขาดคนรุ่นหลังสืบสานต่อ ผ้าทอกลายเป็นเรื่องของคนยุคเก่าและล้าสมัย ทั้งที่ตลาดผ้ายังให้ความสนใจ ผ้ามัดหมี่ยังเป็นที่ต้องการของนักสะสม รวมถึงนักท่องเที่ยว </span></p>
<p><b>สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ</b><span style="font-weight: 400;"> จึงได้จัดทำ</span><b>โครงการส่งเสริมอาชีพทอผ้าสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ</b><span style="font-weight: 400;"> ในพื้นที่ 4 ตำบล ได้แก่ </span><b>ตำบลหนองบัวบาน ตำบลส้มป่อย ตำบลบ้านกอก </b><span style="font-weight: 400;">และ</span><b>ตำบลหนองบัวใหญ่</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อสืบสานและอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทอผ้าขึ้นมา ทั้งยังเล็งเห็นว่าการทอผ้ามัดหมี่สามารถเป็นช่องทางสร้างอาชีพที่ก่อให้เกิดรายได้แก่แรงงานนอกระบบ ผู้ว่างงาน และผู้สูงอายุในชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาของจังหวัด ที่มีการกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชัยภูมิด้านการพัฒนาสิ่งทอผลิตภัณฑ์ชุมชน ส่งเสริมให้มีการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตวัตถุดิบ การแปรรูปเพื่อเพิ่มและสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ การพัฒนาระบบตลาดและประชาสัมพันธ์ รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายและศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่นด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พร้อมกันนั้น โครงการฯ ยังได้</span><b>ร่วมทำงานกับโครงการส่งเสริมอาชีพทอผ้าสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น</b><span style="font-weight: 400;">ในพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ และ สำนักงานพัฒนาจังหวัดชัยภูมิ ที่เข้ามาช่วยให้ความรู้และให้แนวคิดเกี่ยวกับการเลือกลวดลายผ้าเพื่อวางหลักสูตรการฝึกอบรมการทอผ้าไหมแก่กลุ่มเป้าหมาย จนออกมาเป็นแนวทางเรียนรู้การทอผ้า ประกอบด้วย 3 ลาย ได้แก่ </span><b>ผ้าทอลายพื้นหรือลายขัด ผ้าทอลายน้ำไหล </b><span style="font-weight: 400;">และ</span><b>ผ้ามัดหมี่ข้อ</b></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-40708" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small29-02.jpg" alt="" width="1200" height="1200" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small29-02.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small29-02-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small29-02-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small29-02-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small29-02-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้หลักสูตรการฝึกอบรมการทอผ้าไหมในโครงการ </span><b>แบ่งฐานการเรียนรู้ออกเป็น 2 กลุ่ม </b><span style="font-weight: 400;">ตามทำเลที่ตั้งของพื้นที่ ตำบลส้มป่อยจัดฐานการเรียนรู้รวมกับบ้านหนองบัวบาน ส่วนตำบลบ้านกอกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุจัดกิจกรรมรวมกับตำบลมะเกลือ โดยกลุ่มเป้าหมายทั้ง 2 กลุ่ม ได้เรียนรู้ขั้นตอนการผลิตผ้าไหมมัดหมี่ตั้งแต่กระบวนการมัดหมี่ มัดย้อม การทอผ้าไหมตามขนาดมาตรฐาน การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และการส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้วยสื่อออนไลน์ หรือช่องทางการขายสินค้าออนไลน์อย่าง Shopee และ Lazada เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของกลุ่มเข้าตาและเข้าถึงผู้ซื้อในวงกว้างมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการรวมกลุ่มเรียนรู้ของผ้าทอในโครงการส่งเสริมอาชีพทอผ้าสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้ผ้าไหมของกลุ่มเป็นที่รู้จักในจังหวัดมากขึ้น และปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการขอมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อรับรองมาตรฐานคุณภาพและการันตีถึงความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ ซึ่งถือเป็นการสร้างโอกาส สร้างรายได้ และมูลค่าให้กับภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาอย่างเหมาะสมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้โครงการได้สิ้นสุดลงหลังจากการฝึกฝนอบรบเสร็จสิ้นแล้ว แต่การดำเนินงานของกลุ่มฯ ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง อันสะท้อนให้เห็นว่าภูมิปัญญาดั้งเดิมไม่เคยลดทอดคุณค่าลงไปตามกาลเวลา หากแต่ผู้คนในบางยุคสมัยอาจจะมองข้ามไป แต่เมื่อใดที่มีบุคคลหรือหน่วยงานเข้าไปปัดฝุ่นและหยิบมานำเสนอใหม่ เมื่อนั้นภูมิปัญญาดั้งเดิมก็จะกลับมาสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ที่มองเห็นอีกครั้ง ดั่งเช่นที่โครงการส่งเสริมอาชีพทอผ้าฯ ได้จุดประกายให้กับผู้คนในชุมชน</span><span style="font-weight: 400;">อำเภอจัตุรัส</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="img-wide aligncenter wp-image-40706 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large29.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large29.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large29-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large29-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large29-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large29-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-29/">สำนักงานพัฒนาชุมชนเปิดโครงการฝึกอบรบการทำไหมมัดหมี่ในอำเภอจัตุรัส เพื่อสืบสานภูมิปัญญา ‘ผ้าชัยภูมิ’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิทยาลัยชุมชนอุทัยธานีจับภูมิปัญญาผ้าทอพื้นเมืองมาสร้างหลักสูตร แก้ปัญหาการว่างงานของแรงงานนอกระบบ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/conclusion-08/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 May 2021 09:09:00 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=40426</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ผ้าทอ’ เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ของประเทศไทย  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-08/">วิทยาลัยชุมชนอุทัยธานีจับภูมิปัญญาผ้าทอพื้นเมืองมาสร้างหลักสูตร แก้ปัญหาการว่างงานของแรงงานนอกระบบ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">‘ผ้าทอ’ เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ของประเทศไทย ที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ หลายจังหวัดทั่วประเทศต่างก็มีผ้าทอในฉบับของตนเอง เช่นเดียวกับ</span><b>จังหวัดอุทัยธานีที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นดินแดน ‘ราชินีแห่งผ้าทอ’</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งคนเล่นผ้าจะรู้กันดีว่าผ้าทออุทัยธานี โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ชัดเจนเพียงไร แต่ในระยะหลัง </span><b>ลวดลายผ้าทอที่นี่กลับถูกลอกเลียนแบบ อีกทั้งช่างทอยังขาดความรู้ด้านการออกแบบลาย และความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบลายใหม่ๆ จนมีแต่ลายซ้ำๆ </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้ วิทยาลัยชุมชนอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ต่ำกว่าปริญญาตรี จึงคิดหาวิธีแก้ปัญหาดังกล่าว ผ่านการทำ</span><b>โครงการพัฒนาทักษะอาชีพแรงงานนอกระบบโดยบูรณาการองค์ความรู้ผ้าทอพื้นเมืองอุทัยธานี </b><span style="font-weight: 400;">ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก</span><b>ทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</b></p>
<p><b>ปนัสขนันชา สุขสำราญ</b> <b>ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนอุทัยธานี และผู้รับผิดชอบโครงการ </b><span style="font-weight: 400;">เล่าว่า </span><span style="font-weight: 400;">“โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะการทอผ้าให้กลุ่มผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ด้อยโอกาสในชุมชน การคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายจึงไม่จำกัดอยู่ที่คนทอผ้าเป็นเท่านั้น แต่เปิดโอกาสให้คนที่ไม่มีความรู้เรื่องการทอผ้าเข้าร่วมได้ด้วย ซึ่งคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายได้ 150 คนจากพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอลานสักและบ้านไร่”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้การดำเนินโครงการเดินไปในทิศทางเดียวกัน คณะทำงานจึงได้จัดประชุมร่วมกับชุมชน ปราชญ์ชุมชน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าพื้นเมือง เพื่อออกแบบหลักสูตรและกำหนดแนวทางการอบรม และยังได้รับความร่วมมือจาก</span><b>คณาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนรินทรวิโรฒ</b><span style="font-weight: 400;"> นำโดย </span><b>ผศ.ดร.กิตติกรณ์ นพอุดมพันธุ์</b><span style="font-weight: 400;"> จนเกิดเป็น 3 หลักสูตรสำคัญ ที่จะใช้หนุนเสริมความรู้ให้กลุ่มเป้าหมาย นั่นคือ</span><b> (1) การย้อมสีธรรมชาติ (2) การออกแบบลาย และ (3) การตลาดออนไลน์</b></p>
<div class="img-2col"><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-40429 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small8-01.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small8-01.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small8-01-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small8-01-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small8-01-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small8-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /> <img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-40430 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small8-02.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small8-02.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small8-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small8-02-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small8-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small8-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></div>
<p><span style="font-weight: 400;">ปนัสขนันชาเสริมว่า ในหลักสูตรการย้อมสีธรรมชาติ จะให้กลุ่มเป้าหมายเรียนรู้เกี่ยวกับการย้อมเส้นฝ้ายและผ้า จากสีธรรมชาติที่สกัดจากพืช เช่น ใบไม้ เปลือกไม้ และโคลน โดยมีปราชญ์ชุมชนสองคน คือ</span><b>พ่อนิทัศน์ จันทร</b><span style="font-weight: 400;"> และ</span><b>แม่บรรจบ ปัญโญ</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นวิทยากร คอยให้ความรู้ตั้งแต่วิธีการเลือกใช้วัตถุดิบที่มีในชุมชน ว่าชนิดใดให้สีอะไรได้บ้าง มีขั้นตอนเริ่มจากการนำใบไม้ไปสับ จากนั้นต้มสกัดเป็นสี ซึ่งกรรมวิธีเหล่านี้ต้องอาศัยทักษะความชำนาญและภูมิปัญญาดั้งเดิม อีกทั้งยังต้องมีความอดทน เนื่องจากมีขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่าการใช้สีเคมีสำเร็จรูป </span><b>แต่สิ่งที่ตามมาก็คือมูลค่าผ้าทอเพิ่มขึ้น และมีเฉดสีไม่ซ้ำกัน</b></p>
<p><b>หลังจากเรียนรู้กรรมวิธีการเพิ่มมูลค่าผ้าทอด้วยสีธรรมชาติแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการอบรมเรื่องการออกแบบลวดลาย ผ่าน ‘เกม’ หรือสิ่งที่เรียกว่า Game Base Learning</b><span style="font-weight: 400;"> โดยใช้จิกซอว์หรือตัวต่อในการออกแบบ เพื่อปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มเป้าหมาย ให้ออกมาเป็นลวดลายที่ชัดเจนและง่ายขึ้น ทั้งนี้ </span><b>ก่อนที่จะเริ่มสอน วิทยากรจะปูพื้นฐานเกี่ยวกับลายต่างๆ ในประเทศไทยก่อน</b><span style="font-weight: 400;"> เช่น ลายโบราณของชาวลาวครั่ง รวมถึงการใช้สี การใช้ลาย และการแต่งลาย ซึ่งอาศัยลายพื้นฐานแปดลาย เช่น ลายตุ้ม ลายปีกไก่ ลายเขี้ยวหมา เป็นต้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากที่กลุ่มเป้าหมายเรียนรู้ครบทั้งสองหลักสูตร (การย้อมสีธรรมชาติและการออกแบบลาย) ก็ถึงคราวของหลักสูตรสุดท้าย ซึ่งเป็นตัวชี้วัดผลลัพธ์ของโครงการว่าสามารถสร้างรายได้ให้กลุ่มเป้าหมายได้จริงหรือไม่ นั่นคือหลักสูตรการตลาดออนไลน์ ซึ่งปนัสขนันชาเสริมว่า </span><b>การตลาดออนไลน์เป็นหลักสูตรที่กลุ่มเป้าหมายต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ตั้งแต่แรก ต่างจากสองหลักสูตรแรกที่กลุ่มเป้าหมายพอมีฐานความรู้เดิมอยู่บ้าง </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุที่การตลาดออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญ เป็นเพราะที่ผ่านมา การขายผ้าทอของกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นการออกร้านตามงานต่างๆ ซึ่งไม่ได้สร้างความรับรู้ถึงสินค้าในวงกว้างเท่าที่ควร คณะทำงานจึงต้องการเผยแพร่คุณค่าของผ้าทออุทัยธานีออกสู่สายตาผู้บริโภคผ่านการตลาดออนไลน์ เช่น เพจเฟซบุ๊ก ที่แฝงการบอกเล่าเรื่องราวในแต่ละขั้นตอนการผลิตของผ้าทอพื้นเมืองอุทัยธานี</span></p>
<p><b>เมื่อเรียนรู้ครบทั้งสามหลักสูตรแล้ว เพื่อให้การดำเนินงานขยายผล คณะทำงานจึงจัดให้มีการทำ MOU หรือการลงนามความร่วมมือ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับชุมชน และระดับจังหวัด</b><span style="font-weight: 400;">กว่า 20 หน่วยงาน อาทิ พัฒนาชุมชนอำเภอบ้านไร่, สํานักงานพาณิชย์จังหวัด, สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอุทัยธานี, อุตสาหกรรมจังหวัด, และกลุ่มผ้าทอลายโบราณบ้านผาทั่ง เป็นต้น</span></p>
<p><b>นอกจากองค์ความรู้ในด้านต่างๆ แล้ว กลุ่มเป้าหมายยังได้รับการหนุนเสริมเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการทอผ้า นั่นคือกี่ ฟืม และอุปกรณ์สำหรับการย้อมสีธรรมชาติ</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถนำไปพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพต่อไป</span></p>
<p><b>ทวีพร แปพรมราช</b> <b>หนึ่งในกลุ่มเป้าหมาย</b><span style="font-weight: 400;"> เล่าว่า สมัยก่อนเธอประกอบอาชีพทอผ้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งเธอและชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างก็ผลิตผ้าทอที่ใช้สีจากสารเคมี ซึ่งมีลวดลายรูปแบบเดิมๆ วางขายตามท้องตลอด เพราะง่ายและสะดวก โดยไม่สนใจที่จะออกแบบลวดลายผ้ารูปแบบใหม่ๆ จนกระทั่งมีโอกาสเข้าร่วมโครงการนี้ จึงได้จุดประกายความคิดในการต่อยอดให้ผลงานมีมูลค่ามากขึ้น ซึ่งหลังจากเรียนรู้ครบทุกขั้นตอน </span><b>ทวีพรก็ได้นำความรู้ไปศึกษาและพัฒนาต่อ จนสามารถสร้างลวดลายที่สะท้อนถึงความเป็นมาของหมู่บ้านหนองสองห้อง ตำบลหนองจอก อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ที่เธออาศัยอยู่ได้</b></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-40428" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-large8.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-large8.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-large8-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-large8-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-large8-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-large8-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><b>เดิมที ผ้าทอผืนหนึ่งจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 1,500 &#8211; 3,500 บาท แต่พอเปลี่ยนมาใช้สีธรรมชาติ จะสามารถขายได้สูงถึง 4,000 &#8211; 8,500 บาท</b><span style="font-weight: 400;"> เพราะผ้าทอสีธรรมชาติจะมีความนิ่มกว่าสีเคมี และติดทนนาน อีกทั้งยังปลอดภัยต่อผู้สวมใส่ และผู้ผลิต โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ผลิตได้ เราจะขายผ่านเพจ ‘แป้งทอซิ่นจก’ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าเก่า รวมทั้งยังมีแนวโน้มที่จะขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์อื่นๆ ด้วยเช่นกัน”</span><span style="font-weight: 400;"> ทวีพรกล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ แม้ว่าการประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การคว้าเหรียญรางวัล อาจถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ทว่า สิ่งที่สำคัญกว่าและยากกว่า ก็คือการรักษามาตรฐานให้คงอยู่ </span><b>เช่นเดียวกับผ้าทออันเลื่องชื่อของอุทัยธานี ที่หากไม่ได้รับการปรับปรุง แก้ไข และอุดช่องโหว่ของปัญหา จากผ้าทอที่ส่งออกไปไกลทั่วโลก อีกไม่นานก็อาจจะสิ้นชื่อได้</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยสานต่อตำนานของผ้าทออุทัยธานี ก็ขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย เช่น การสืบสานของเยาวชน เพื่อให้ในอนาคต </span><b>ผ้าทอของจังหวัดอุทัยธานี ที่ได้รับสมญานามว่า ‘ราชินีแห่งผ้าทอ’ จะได้คงอยู่ตลอดไป</b></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">“เดิมที ผ้าทอผืนหนึ่งจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 1,500 &#8211; 3,500 บาท แต่พอเปลี่ยนมาใช้สีธรรมชาติ จะสามารถขายได้สูงถึง 4,000 &#8211; 8,500 บาท เพราะผ้าทอสีธรรมชาติจะมีความนิ่มกว่าสีเคมี และติดทนนาน อีกทั้งยังปลอดภัยต่อผู้สวมใส่ และผู้ผลิต โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ผลิตได้ เราจะขายผ่านเพจ ‘แป้งทอซิ่นจก’ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าเก่า รวมทั้งยังมีแนวโน้มที่จะขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์อื่นๆ ด้วยเช่นกัน” </span><b>ทวีพร แปพรมราช</b> <b>หนึ่งในกลุ่มเป้าหมาย</b></p></blockquote>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="img-wide aligncenter wp-image-40427 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/EEF_Infographic_008.png" alt="" width="1200" height="1200" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/EEF_Infographic_008.png 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/EEF_Infographic_008-300x300.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/EEF_Infographic_008-1024x1024.png 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/EEF_Infographic_008-150x150.png 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/EEF_Infographic_008-768x768.png 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-08/">วิทยาลัยชุมชนอุทัยธานีจับภูมิปัญญาผ้าทอพื้นเมืองมาสร้างหลักสูตร แก้ปัญหาการว่างงานของแรงงานนอกระบบ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปลุกปั้นเครื่องปั้นดินเผาเชียงเครือขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ด้วยดินเหนียวพิเศษที่มีแค่ในชุมชนเท่านั้น!</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/conclusion-06/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 May 2021 08:55:59 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=40413</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในอดีต ตำบลเชียงเครือได้ชื่อว่าเป็น ‘บ้านปั้นหม้อ’ ที่ม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-06/">ปลุกปั้นเครื่องปั้นดินเผาเชียงเครือขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ด้วยดินเหนียวพิเศษที่มีแค่ในชุมชนเท่านั้น!</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในอดีต ตำบลเชียงเครือได้ชื่อว่าเป็น </span><b>‘บ้านปั้นหม้อ’</b><span style="font-weight: 400;"> ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสกลนคร เนื่องจากมีภูมิปัญญาการปั้นเครื่องปั้นดินเผาที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ผนวกกับสภาพดินที่มีคุณภาพ ทำให้เครื่องปั้นดินเผาของตำบลเชียงเครือมีความโดดเด่นเรื่องความทนทาน อีกทั้งยังสามารถกักเก็บความเย็นไว้ได้นาน ซึ่งมีกรรมวิธีการผลิตอันเป็นเอกลักษณ์ นั่นคือการเผาด้วยไฟต่ำ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เมื่อกระแสความต้องการเครื่องปั้นดินเผานิยมมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเลียนแบบ ทำให้ปัจจุบัน เครื่องปั้นดินเผาที่วางขายในพื้นที่ตำบลเชียงเครือกว่า 80 เปอร์เซ็นต์มาจากที่อื่น เพราะ</span><b>คนในตำบลเชียงเครือหันไปประกอบอาชีพอื่นแทน เนื่องจากประสบภาวะเศรษฐกิจฟืดเคือง เครื่องปั้นดินเผาเชียงเครือจึงค่อยๆ ถูกลดความสำคัญ กระทั่งเหลือผู้สืบทอดภูมิปัญญาเพียงไม่กี่คน</b></p>
<p><b>วีนัส ประสุนิงค์ ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม</b> <b>องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงเครือ จังหวัดสกลนคร </b><span style="font-weight: 400;">จึงจัดทำ</span><b>โครงการส่งเสริมอาชีพเครื่องปั้นดินเผาตำบลเชียงเครือ</b><span style="font-weight: 400;">ขึ้น </span><b>เพื่อสร้างรายได้ให้คนในชุมชน และเสริมทักษะความรู้ด้านการทำเครื่องปั้นดินเผา ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ </b><span style="font-weight: 400;">เริ่มตั้งแต่การเรียนรู้คุณสมบัติของดินเชียงเครือ การปั้น การออกแบบ การแกะสลัก ซึ่ง</span><b>มีรูปแบบการปั้นที่ต่างจากงานรูปแบบเดิม จากแต่ก่อนที่เน้นเรื่องประโยชน์ใช้สอยเพียงอย่างเดียว ก็เปลี่ยนเป็นเครื่องปั้นดินเผารูปแบบใหม่ที่ใช้งานได้หลายรูปแบบ แต่ยังคงความทนทานไว้เช่นเดิม </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อแนวคิดการทำงานชัดขึ้น วีนัสจึงเริ่มเล็งหากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งตั้งไว้ 60 คน จากพื้นที่จำนวน 7 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านเชียงเครือ บ้านโพนสว่าง บ้านดอนเชียงบาลน้อย บ้านดอนเชียงบาลใหญ่ บ้านป่าหว้าน บ้านนาคำไฮ และบ้านโคกสว่าง ซึ่งประกอบด้วยผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ผู้ว่างงาน และคนพิการ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้กลุ่มเป้าหมายตามเกณฑ์ที่วางไว้ ก็ถึงเวลาเรียนรู้ทักษะการทำเครื่องปั้นดินเผาตามหลักสูตรที่โครงการออกแบบ ซึ่งเน้นการเรียนรู้จากพื้นที่จริง การสัมผัสจริง </span><b>เริ่มต้นจากการพากลุ่มเป้าหมายไปดูแหล่งดินเผาในพื้นที่ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเห็นคุณค่าของ ‘ดิน’ ซึ่งเป็นทุนทางทรัพยากรในท้องถิ่น ไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้คุณสมบัติของดิน</b><span style="font-weight: 400;"> จากนั้นค่อยเพิ่มพูนทักษะการขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่คนในชุมชนใช้มาช้านาน  </span></p>
<div class="img-2col"><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-40419 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small6-01.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small6-01.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small6-01-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small6-01-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small6-01-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small6-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /> <img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-40420 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small6-02.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small6-02.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small6-02-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small6-02-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small6-02-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small6-02-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></div>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้ เวลาให้ความรู้ในช่วงเริ่มต้น คณะทำงานจึงพยายามสร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มเป้าหมายก่อน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายผลิตผลงานออกมาจากใจ ออกมาจากความกล้า ไม่ต้องกังวลเรื่องความสวยงาม </span><b>ขอเพียงกล้าที่จะปั้นออกมา แล้วความสวยงามจะตามมาเอง</b></p>
<p><b>อติชาติ เต็งวัฒนโชติ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำเครื่องปั้นดินเผา</b> <b>และหนึ่งในคณะวิทยากร</b><span style="font-weight: 400;"> เสริมว่า </span><span style="font-weight: 400;">“ผมจะเสริมเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เข้าไป เพราะบางทีภูมิปัญญาเดิมที่มีก็ดีอยู่แล้ว </span><b>แต่บางอย่างที่เราได้เรียนเพิ่มเติมมา ผมก็จะเสริมเข้าไป เพื่อให้เกิดความสวยงาม และทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มขึ้น</b><span style="font-weight: 400;"> โดยเป้าหมายปลายทางที่ผมตั้งใจไว้ก็คือ เครื่องปั้นดินเผาจะต้องใช้งานได้จริง และต้องขายได้ เพราะถ้าใช้ไม่ได้จริง ผู้บริโภคก็จะเห็นว่ามันใช้ประโยชน์ไม่ได้ เขาก็จะไม่ซื้อ” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อตั้งต้นว่าต้องสร้างรายได้จากการทำเครื่องปั้นดินเผา อติชาติจึงพยายามมองหา ‘จุดขาย’ ของเครื่องปั้นดินเผาเชียงเครือ</span><b> ด้วยการนำจุดเด่นเรื่องความทนทานมาต่อยอดผ่านการตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นการปั้นแล้วนำไปติด</b><span style="font-weight: 400;"> เช่น ปั้นดอกไม้มาตกแต่ง </span><b>หรือการแกะสลักลวดลายต่างๆ</b><span style="font-weight: 400;"> เช่น ภาพเสมือนจริง เป็นต้น ซึ่งถือเป็นเทคนิคใหม่ที่เสริมลงไปในหลักสูตร ทำให้กลุ่มเป้าหมายได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถด้านการตกแต่งอย่างเต็มที่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ วีนัสเสริมว่า เมื่อก่อนคนในชุมชนจะต่างคนต่างอยู่ ไม่สื่อสารกัน แต่โครงการนี้เป็นเหมือนศูนย์กระชับความสัมพันธ์ ให้ผู้สูงอายุในชุมชนกลับมาสื่อสารกับเยาวชนมากขึ้น </span><b>โดยใช้กระบวนการทำเครื่องปั้นดินเผาเป็น ‘ตัวเชื่อม’ ให้คนในชุมชนมีปฏิสัมพันธ์กัน</b><span style="font-weight: 400;"> ทั้งกลุ่มเป้าหมาย เยาวชน รวมถึงทีมงาน จนกลายเป็นความผูกพัน</span></p>
<p><b>นภารัตน์ จันทระวงศ์ อายุ 52 ปี หนึ่งในกลุ่มเป้าหมาย</b> <span style="font-weight: 400;">เล่าว่า แต่ก่อนเธอจะทำแต่เครื่องปั้นดินเผาแบบเดิมๆ แต่พอเข้าร่วมโครงการ แล้วได้รับการกระตุ้นจากวิทยากร ว่าอยากปั้นอะไรก็ให้ปั้นเลย ทำให้นภารัตน์มีพื้นที่การแสดงออกมากขึ้น เมื่อเริ่มทำเครื่องปั้นดินเผารูปแบบใหม่ๆ เป็น ก็พยายามศึกษาต่อจากอินเทอร์เน็ต </span><b>นำผ้ามัดย้อมของจังหวัดสกลนคร มาทดลองตกแต่งเครื่องปั้นดินเผาเชียงเครือ เกิดเป็นการรวมผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของจังหวัดไว้ในผลงานชิ้นเดียว</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งวีนัสอธิบายว่า นภารัตน์คือผลสำเร็จสำคัญของโครงการ ที่สามารถนำความรู้จากหลักสูตรไปต่อยอดจนสร้างสรรค์ชิ้นงานที่ผสมกลมกลืนผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของจังหวัดเป็นอย่างดี และจากการเรียนรู้ผ่านการคิดและทำด้วยตัวเอง </span><b>ทำให้นภารัตน์สามารถยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นวิทยากรด้านการตกแต่งเครื่องปั้นดินเผาด้วยผ้าได้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้าน</span><b>ศรุตา สังกิจ อายุ 19 ปี หนึ่งในกลุ่มเป้าหมาย</b><span style="font-weight: 400;"> เล่าถึงสาเหตุที่เธอก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการว่า ส่วนตัวแล้ว เธอชอบงานศิลปะเป็นทุนเดิม พอเห็นโครงการนี้เปิดรับสมัครจึงตัดสินใจเข้าร่วม เพราะคิดว่าประโยชน์ของโครงการสามารถตอบโจทย์ความฝันของเธอในอนาคตได้ เนื่องจากศรุตาต้องการเปิดธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผาเป็นอาชีพเสริม ดังที่เธอกล่าวว่า </span><span style="font-weight: 400;">“นอกจากฝันที่อยากทำธุรกิจเครื่องปั้นดินเผาแล้ว หนูยังต้องการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทำเครื่องปั้นดินเผาเชียงเครือไว้ ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลาอีกด้วย”</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-40418" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-large6.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-large6.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-large6-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-large6-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-large6-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-large6-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถเรียกได้ว่า </span><b>กระบวนการทำเครื่องปั้นดินเผาเชียงเครือคือ ‘เครื่องมือ’ ที่ร้อยรัดให้คนในชุมชนทุกช่วงวัย</b><span style="font-weight: 400;"> หันมาใส่ใจดูแลทุนพื้นฐานดีๆ ของชุมชน ทั้งทรัพยากรดินและองค์ความรู้เรื่องการทำเครื่องปั้นดินเผาเชียงเครือ ทำให้ ‘ศูนย์การเรียนรู้เครื่องปั้นดินเผาเชียงเครือ’ แห่งนี้ กลายเป็น ‘ศูนย์กลาง’ ที่รวมคนผู้มีใจรักในภูมิปัญญาท้องถิ่นมาทำกิจกรรมร่วมกัน จนเกิดเป็นพื้นที่ให้คนหลายกลุ่มหลากช่วงวัยได้มาแลกเปลี่ยนความรู้กัน จากเดิมที่ใช้ชีวิตต่างคนต่างอยู่ในพื้นที่ตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้ แม้ว่ารายได้จากการทำเครื่องปั้นดินเผาเชียงเครือจะยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายของโครงการ นั่นคือการสานต่อภูมิปัญญาการทำเครื่องปั้นดินเผาเชียงเครือ ซึ่งมีจำนวนผู้สืบทอดภูมิปัญญาเครื่องปั้นดินเผาเชียงเครือเพิ่มขึ้น ทำให้มั่นใจได้ว่า นับจากนี้ไป ‘เครื่องปั้นดินเผาเชียงเครือ’ จะยังคงอยู่คู่ชุมชนตลอดไป</span></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">“ผมจะเสริมเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เข้าไป เพราะบางทีภูมิปัญญาเดิมที่มีก็ดีอยู่แล้ว แต่บางอย่างที่เราได้เรียนเพิ่มเติมมา ผมก็จะเสริมเข้าไป เพื่อให้เกิดความสวยงาม และทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยเป้าหมายปลายทางที่ผมตั้งใจไว้ก็คือ เครื่องปั้นดินเผาจะต้องใช้งานได้จริง และต้องขายได้ เพราะถ้าใช้ไม่ได้จริง ผู้บริโภคก็จะเห็นว่ามันใช้ประโยชน์ไม่ได้ เขาก็จะไม่ซื้อ” </span><b>อติชาติ เต็งวัฒนโชติ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำเครื่องปั้นดินเผา</b> <b>และหนึ่งในคณะวิทยากร</b></p></blockquote>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="img-wide aligncenter wp-image-40417 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/EEF_Infographic_006.png" alt="" width="1200" height="1200" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/EEF_Infographic_006.png 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/EEF_Infographic_006-300x300.png 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/EEF_Infographic_006-1024x1024.png 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/EEF_Infographic_006-150x150.png 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/EEF_Infographic_006-768x768.png 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-06/">ปลุกปั้นเครื่องปั้นดินเผาเชียงเครือขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ด้วยดินเหนียวพิเศษที่มีแค่ในชุมชนเท่านั้น!</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ขวัญชุมชน’ มูลนิธิที่ยกระดับแรงงานนอกระบบในชุมชนด้วยโครงการฝึกทักษะ ‘ผ้าไหมสร้างสรรค์’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/conclusion-01/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 May 2021 07:55:43 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=40395</guid>

					<description><![CDATA[<p>จังหวัดสุรินทร์เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีวัฒนธรรมการทอผ้าไ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-01/">‘ขวัญชุมชน’ มูลนิธิที่ยกระดับแรงงานนอกระบบในชุมชนด้วยโครงการฝึกทักษะ ‘ผ้าไหมสร้างสรรค์’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>จังหวัดสุรินทร์</b><span style="font-weight: 400;">เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีวัฒนธรรม</span><b>การทอผ้าไหม</b><span style="font-weight: 400;">มายาวนาน และผ้าไหมยังเป็นสินค้าที่ทำรายได้เข้าสู่จังหวัดไม่ต่ำกว่าปีละ 600 ล้านบาท</span> <span style="font-weight: 400;">ทว่าชาวบ้านในหลายพื้นที่ รวมถึงตำบลจารพัตยังประสบปัญหาทอผ้าไหมขายไม่ได้ราคา ทั้งยังกลายเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับแรงงานด้อยโอกาสในพื้นที่ตำบลจารพัต อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ มูลนิธิขวัญชุมชนจึงได้จัดทำ</span><b>โครงการเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงานสร้างสรรค์กลุ่มแรงงานนอกระบบขาดโอกาสในชุมชน จังหวัดสุรินทร์</b> <span style="font-weight: 400;">เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ได้พัฒนาสานต่องาน </span><b>‘</b><b>วิสาหกิจผ้าไหม</b><b>’</b> <span style="font-weight: 400;">ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจครัวเรือน เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพ </span><b>‘</b><b>ผ้าทอ</b><b>’</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็น </span><b>‘</b><b>ต้นทุน</b><b>’</b> <span style="font-weight: 400;">ของชุมชนมาช้านาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“งานผ้าไหมช่วยส่งเสริมศรษฐกิจในชุมชนรองจากงานเกษตร อีกทั้งพื้นที่ตำบลจารพัตยังมีทุนฐานการทอผ้าที่สำคัญ โดยในตำบลนี้มีทั้งหมด </span><span style="font-weight: 400;">20 </span><span style="font-weight: 400;">หมู่บ้าน</span> <span style="font-weight: 400;">ประกอบด้วย </span><span style="font-weight: 400;">2,251 </span><span style="font-weight: 400;">ครัวเรือน ในจำนวนนี้มีครัวเรือนที่ทอผ้าอยู่ </span><span style="font-weight: 400;">1,050 </span><span style="font-weight: 400;">ครัวเรือน และมีกี่ทอผ้าไหมมากถึง </span><span style="font-weight: 400;">1,050 </span><span style="font-weight: 400;">กี่ เปรียบเหมือนโรงงานทอผ้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของจังหวัดสุรินทร์” หนึ่งในผู้ดูแลโครงการฯ อธิบาย</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-40401" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/eef_banner_thumnail_blog-04.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/eef_banner_thumnail_blog-04.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/eef_banner_thumnail_blog-04-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/eef_banner_thumnail_blog-04-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/eef_banner_thumnail_blog-04-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/eef_banner_thumnail_blog-04-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับกระบวนการทำงานของโครงการฯ เริ่มต้นจากการค้นหา</span><b>กลุ่มเป้าหมาย จำนวน </b><b>70 </b><b>คน</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งมีความหลากหลายสูง เช่น </span><b>กลุ่มแรงงานนอกระบบ กลุ่มเยาวชนนอกระบบ</b><span style="font-weight: 400;"> และ</span><b>กลุ่มคนพิการ</b><span style="font-weight: 400;"> ดังนั้นก่อนที่จะเข้าสู่การอบรม มูลนิธิขวัญชุมชนจึงได้แยกกลุ่มเป้าหมายเป็น </span><span style="font-weight: 400;">3 </span><span style="font-weight: 400;">กลุ่ม ได้แก่ </span><b>กลุ่มที่มีทักษะอยู่แล้ว กลุ่มที่ต้องเติมทักษะ</b> <span style="font-weight: 400;">และ</span><b>กลุ่มที่ไม่มีทักษะ</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้กลุ่มเป้าหมายครบทั้ง </span><span style="font-weight: 400;">70 </span><span style="font-weight: 400;">คน แล้ว ก็เริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการอบรม โดยในหลักสูตรจะใช้เวลา </span><span style="font-weight: 400;">2 </span><span style="font-weight: 400;">วัน ทั้งนี้จะมีการแบ่งกลุ่ม โดยนำทั้งกลุ่มเป้าหมายที่แบ่งตามทักษะทั้ง </span><span style="font-weight: 400;">3</span><span style="font-weight: 400;"> กลุ่ม มาจัดกลุ่มคละกัน </span><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้คนที่มีทักษะได้ช่วยหนุนเสริมและเติมความรู้ให้แก่ผู้ขาดทักษะ ผ่าน </span><b>‘</b><b>กระบวนการเรียนรู้ </b><b>4 </b><b>โมดูล (</b><b>Module)</b><b>’</b></p>
<p><b>โมดูลที่ </b><b>1</b> <span style="font-weight: 400;">คือการให้ความรู้</span> <b>‘</b><b>ทักษะย้อมสีธรรมชาติ</b><b>’</b><span style="font-weight: 400;"> โดยมีวิทยากรเป็นแม่ศรีนวล หมวกทอง ซึ่งเชี่ยวชาญการทำสีธรรรมชาติในเชิงอุตสาหกรรม มาช่วยอบรมกลุ่มเป้าหมายให้สามารถใช้วัสดุธรรมชาติมาผลิตได้อย่างมีมาตรฐาน</span></p>
<p><b>โมดูลที่ </b><b>2</b> <span style="font-weight: 400;">คือ </span><b>‘</b><b>การเรียนรู้เรื่องตัวตนตัวเอง</b><b>’</b><span style="font-weight: 400;"> จะเป็นการให้ผู้เข้าร่วมโครงการวางเป้าหมายชีวิต วางแผนการเงินของตัวเอง โดยมีวิทยากรจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและสถาบันการเงินพะเยามาให้ความรู้ ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายสามารถวิเคราะห์รายได้และรายจ่าย รวมถึงการวิเคราะห์ตัวเอง</span> <span style="font-weight: 400;">เพื่อเป็นพื้นฐานไปสู่การมีรายได้เพิ่มมากขึ้น</span></p>
<p><b>โมดูลที่ </b><b>3</b> <span style="font-weight: 400;">คือการอบรม </span><b>‘</b><b>การวางแผนโมเดลธุรกิจ</b><b>’</b><span style="font-weight: 400;"> เกี่ยวกับการประกอบ </span><b>‘</b><b>ธุรกิจผ้าไหม</b><b>’</b><span style="font-weight: 400;"> โดยมีเครือข่ายของคนรุ่นใหม่ (โฟล์คชาร์ม) ซึ่งเชี่ยวชาญการทำ </span><b>‘</b><b>กิจการเพื่อสังคม</b><b>’</b><span style="font-weight: 400;"> มาร่วมแนะแนวการออกแบบโมเดลธุรกิจกับกลุ่มเป้าหมาย</span></p>
<p><b>โมดูลที่ </b><b>4</b> <span style="font-weight: 400;">คือการฝึก</span> <b>‘</b><b>ทักษะการเล่าเรื่องและการตลาดออนไลน์</b><b>’</b><span style="font-weight: 400;"> โดยมีวิทยากรจากภายนอกมาช่วยเติมเต็ม เช่น </span><b>อนุกูล ทรายเพชร จากโฟล์คไลฟ์</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งประสบความสำเร็จในการขายข้าวสุรินทร์ ได้มาช่วยให้ความรู้ชาวบ้านจากประสบการณ์การขายข้าว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการขายผ้าทอของกลุ่มเป้าหมาย</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-40403" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/eef_banner_thumnail_blog-05.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/eef_banner_thumnail_blog-05.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/eef_banner_thumnail_blog-05-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/eef_banner_thumnail_blog-05-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/eef_banner_thumnail_blog-05-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/eef_banner_thumnail_blog-05-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากความมุ่งมั่นของมูลนิธิขวัญชุมชนและความร่วมมือของเครือข่ายผู้นำชุมชน ทำให้ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายทั้ง 70 คน สามารถ</span><b>สร้างรายได้จากการทอผ้า</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งการจำหน่ายสินค้าจะมีทั้งขายผ่าน</span><b>พ่อค้าคนกลาง</b><span style="font-weight: 400;">ที่มารับซื้อถึงในหมู่บ้าน และขายผ่าน</span><b>ช่องทางออนไลน์</b><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็นช่องทางใหม่ที่ได้จากการฝึกอบรม ทำให้</span><b>ไม่โดนกดราคาเหมือนที่ผ่านมา</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญการหันมาย้อมสีธรรมชาติ ยังช่วย</span><b>ฟื้นฟูภูมิปัญญาโบราณของชุมชนเขมร</b><span style="font-weight: 400;"> ทั้งการย้อมครั่ง ย้อมเข ย้อมประโหด รวมทั้งยังมีการต่อยอดวิธีการย้อมครามให้ทันสมัยมากขึ้นอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในท้ายที่สุด เมื่อโครงการสิ้นสุดลง กลุ่มชาวบ้านก็ได้มีผลงานที่เป็นรูปธรรมออกมาเป็นแบรนด์ผ้าไหมถึง 6 แบรนด์ ซึ่งเกิดจากการทดลองแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 6 กลุ่มระหว่างที่ทำการฝึกฝนอบรม โดยมีการแจกโจทย์และจำลองสถานการณ์ให้ผู้เข้าร่วมโครงการคิดค้นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองออกมา ซึ่งหลังจากจบโครงการกลุ่มเป้าหมายก็ได้นำแบรนด์ทั้ง 6 มาใช้เป็นผลิตภัณฑ์ประจำชุมชนเพื่อสร้างรายได้ให้กับกลุ่มต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกมุมของโครงการก็ได้พบว่าแบรนด์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมีศักยภาพในการผลิตและขายสินค้าได้ด้วยตัวเอง แต่ก็มีบางกลุ่ม เช่น ‘</span><span style="font-weight: 400;">แบรนด์แคปรือ</span><span style="font-weight: 400;">’ ที่มีแนวโน้มในการต่อยอดทางการตลาดเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่เชี่ยวชาญการย้อมสีธรรมชาติมากที่สุด</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="img-wide aligncenter wp-image-40399 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/eef_banner_thumnail_blog-06.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/eef_banner_thumnail_blog-06.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/eef_banner_thumnail_blog-06-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/eef_banner_thumnail_blog-06-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/eef_banner_thumnail_blog-06-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/eef_banner_thumnail_blog-06-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-01/">‘ขวัญชุมชน’ มูลนิธิที่ยกระดับแรงงานนอกระบบในชุมชนด้วยโครงการฝึกทักษะ ‘ผ้าไหมสร้างสรรค์’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จับเอาภูมิปัญญาการทอผ้าไหมสุรินทร์มาต่อยอดเป็นหลักสูตรสร้างอาชีพให้กับคนด้อยโอกาสในชุมชน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/conclusion-72/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 May 2021 09:46:02 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=40353</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชาวบ้านส่วนใหญ่ในตำบลอู่โลก อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-72/">มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จับเอาภูมิปัญญาการทอผ้าไหมสุรินทร์มาต่อยอดเป็นหลักสูตรสร้างอาชีพให้กับคนด้อยโอกาสในชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ชาวบ้านส่วนใหญ่ใน</span><b>ตำบลอู่โลก อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์</b><span style="font-weight: 400;"> ต่างมีวิถีชีวิตฝากไว้กับการทำนาหรือการเกษตรเพียงอย่างเดียว เมื่อว่างเว้นจากการทำนา หลายคนแทบไม่มีอาชีพเสริม แม้ว่าในชุมชนจะมีกี่ทอผ้า แต่ก็ยังไม่สามารถทอผ้าไหมให้เป็นที่ต้องการของตลาดได้ เนื่องจาก</span><b>ขาดการพัฒนาทั้งคุณภาพของเส้นไหม</b><span style="font-weight: 400;"> ลวดลาย รวมถึงสีย้อมที่ยังนิยมใช้สีเคมี  </span></p>
<p><b>คณะเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์</b><span style="font-weight: 400;"> ได้จัดทำ </span><b>“โครงการฝึกอบรมพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อเพิ่มโอกาสในอาชีพด้านการผลิตผ้าไหม”</b><span style="font-weight: 400;"> โดยหวังใช้ความรู้ด้านการเกษตรเข้ามาช่วยพัฒนากระบวนการผลิตผ้าไหมแบบครวงจร เพื่อ</span><b>สร้างอาชีพ</b><span style="font-weight: 400;">และ</span><b>สร้างรายได้ให้ผู้ด้อยโอกาสในชุมชน</b><span style="font-weight: 400;"> โดยกำหนด</span><b>กลุ่มเป้าหมายไว้ทั้งสิ้น 80 คน จาก 11 หมู่บ้าน ในตำบลอู่โลก</b><span style="font-weight: 400;"> เน้นไปที่ผู้ด้อยโอกาสและขาดแคลนทุนทรัพย์ ประกอบด้วย แรงงานนอกระบบที่มีรายได้ต่ำ ผู้สูงอายุ และเยาวชน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เป้าหมายของโครงการฯ คือต้องการให้เกิดอาชีพที่มั่นคงในชุมชน โดยใช้ทุนชุมชนเป็นตัวตั้งต้น ทั้งทุนมนุษย์และภูมิปัญญา ซึ่งเดิมคนในตำบลอู่โลกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ปลูกพืช มีบางบ้านทอผ้า เลี้ยงไหม ปลูกหม่อน แต่การทอผ้าเพื่อขายยังมีไม่มาก จึงอยากให้มีอาชีพทอผ้าไหมเกิดขึ้นในชุมชนแบบครบวงจร ตั้งแต่การทอผ้า เลี้ยงไหม ปลูกหม่อน ซึ่งผลผลิตนำมาขายได้ทุกอย่าง” หนึ่งในทีมงานอธิบายถึงเป้าหมายสำคัญของโครงการฯ ดังกล่าว</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-40358" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small72-01.jpg" alt="" width="1200" height="1200" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small72-01.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small72-01-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small72-01-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small72-01-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small72-01-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อหน่วยพัฒนาฯ ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงาน สิ่งแรกๆ ที่ได้ลงมือจัดทำคือการทำกิจกรรมที่ให้คนในชุมชนลองวิเคราะห์ตัวเองเพื่อให้ทุกคนเป็นภาพเป้าหมายของตัวเองที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น </span><span style="font-weight: 400;">“เราให้กลุ่มเป้าหมายวิเคราะห์ตัวเอง ให้ลองสร้างภาพฝันในอนาคตของตัวเองและครอบครัวว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งก็พบว่าบางคนอยากมีโรงทอผ้า อยากมีอาชีพทอผ้า หรือเป็นเกษตรพอเพียง ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เขาเกิดแรงบันดาลใจในการที่จะเรียนรู้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากการวิเคราะห์ตัวเองเพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจแล้ว หน่วยพัฒนาฯ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เป็นศูนย์กลาง นั่นคือการให้กลุ่มเป้าหมายเลือกวิทยากรด้วยตัวเองด้วย ซึ่งนี่นับว่าเป็นการตอบความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเปิดกว้างให้ทุกคนได้เสนอชื่อของวิทยากร ซึ่งเขาจะรู้จักว่าวิทยากรคนนี้ ๆ สอนสนุก สอนดี ซึ่งเราก็ได้เชิญคนที่เขาอยากเรียนรู้ด้วยมา แต่ขณะเดียวกันเราจะมีข้อตกลงว่า ทุกคนต้องเข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ครบหลักสูตร ซึ่งทุกคนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับการอบรมตลอดหลักสูตรของโครงการฯ จะใช้เวลา 20 วัน โดยมีการสอนเกี่ยวกับการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม 5 วัน การย้อมสีธรรมชาติ การพัฒนาลาย 10 วัน และการตลาดอีก 5 วัน แต่ระยะเวลาโดยรวมในการอบรมตั้งแต่ต้นจนจบโครงการฯ คือ 7 เดือน โดยทีมงานจะใช้วิธี </span><b>‘การลงทำงานในชุมชน’</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสะดวกต่อการเข้าอบรมมากที่สุด</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-40359" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small72-02.jpg" alt="" width="1200" height="1200" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small72-02.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small72-02-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small72-02-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small72-02-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small72-02-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับการอบรมเรื่อง </span><b>‘การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม’</b><span style="font-weight: 400;"> จะสอนโดยอาจารย์จากคณะเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพราะมีองค์ความรู้อยู่แล้ว มีการสอนทั้งการวิเคราะห์ค่าดิน วิเคราะห์โรคและศัตรูพืช รู้จักสายพันธุ์ของหม่อนไหม การพัฒนาเส้นไหมให้ได้มาตรฐานทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการเรียนรู้จากของจริง หลายสิ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ชาวบ้านไม่เคยรู้มาก่อน ขณะที่ความรู้ด้าน </span><b>‘การย้อมสีธรรมชาติ การทอผ้าไหม และพัฒนาลาย’</b><span style="font-weight: 400;"> มีวิทยากรมาถ่ายทอดความรู้ และสอนเทคนิคการย้อมสี การทอผ้าลายมัดหมี่โบราณ วิธีมัดหมี่มัดลายให้สวยเป็นธรรมชาติ รวมถึงการทอลายพื้นถิ่นประจำจังหวัดสุรินทร์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ โครงการฯ ยังมีการอบรมหลักสูตรการตลาดและการประชาสัมพันธ์ผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ไหม เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ไหมเป็นที่ยอมรับ รวมถึงการเชื่อมโยงตลาดที่กว้างขึ้นทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางการขายทั้งในและต่างประเทศ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกวันนี้กลุ่มเป้าหมายมีทักษะทางการตลาดสูงขึ้น ทั้งยังมีการรวมกลุ่มกันภายใต้ชื่อ </span><b>‘กลุ่ม 6 สายน้ำ’</b><span style="font-weight: 400;"> สื่อความหมายถึง 6 ชุมชน ที่มารวมกันเพื่อเป็น </span><b>‘ศูนย์การเรียนรู้เพื่อชุมชนของตำบลอู่โลก’</b><span style="font-weight: 400;"> ที่จะช่วยเสริมสร้างความรู้ให้กับผู้ที่สนใจต่อไป และหวังว่าในอนาคตกลุ่ม 6 สายน้ำจะสามารถสร้างความเข้มแข็งผ่านศูนย์การเรียนรู้ฯ เพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ดักแด้ ชาใบหม่อน รังไหมขัดผิว เพื่อให้เป็น</span><b>อาชีพที่สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน</b><span style="font-weight: 400;">ต่อไป</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-40357" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large72.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large72.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large72-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large72-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large72-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large72-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-72/">มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จับเอาภูมิปัญญาการทอผ้าไหมสุรินทร์มาต่อยอดเป็นหลักสูตรสร้างอาชีพให้กับคนด้อยโอกาสในชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
