<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โครงการส่งเสริมการเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเกษตรกรรายย่อย | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/community-tag/%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 07 Apr 2021 09:04:17 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>โครงการส่งเสริมการเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเกษตรกรรายย่อย | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>วชช.แม่ฮ่องสอนยกระดับวิถีดั้งเดิมชาวปกาเกอะญอ ด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์จาก ‘บุก’</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Apr 2021 09:04:17 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://eef-backup.todsorb.dev/?post_type=communities&#038;p=28705</guid>

					<description><![CDATA[<p>พื้นที่ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นถิ่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-87/">วชช.แม่ฮ่องสอนยกระดับวิถีดั้งเดิมชาวปกาเกอะญอ ด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์จาก ‘บุก’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">พื้นที่</span><b>ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นถิ่นดั้งเดิมของ</span><b>กลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ</b> <span style="font-weight: 400;">มีวิถีชีวิตโดดเด่นในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่</span><b>คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน </b><span style="font-weight: 400;">ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงประกอบอาชีพเกษตรกร เน้นการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ไปพร้อมกับการส่งเสริมการพัฒนาอาชีพและยกระดับเศรษฐกิจของชุมชน ซึ่งภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ และชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ กล่าวคือ แม้ว่าชาวบ้านส่วนใหญ่จะทำไร่หมุนเวียนสืบทอดตามแบบบรรพบุรุษ โดยส่วนใหญ่เพาะปลูกพืชจำพวกข้าว ถั่วเหลือง พริก เป็นต้น แต่ก็ได้มีการปลูกพืชเศรษฐกิจชุมชนอื่นควบคู่ไปด้วย รวมไปถึงการดูแลทรัพยากรป่าให้มีทดแทนการใช้อย่างยั่งยืน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พืชเศรษฐกิจที่ชาวปวาเกอญอหันมาปลูกนั้น คือ </span><b>บุก </b><span style="font-weight: 400;">ซึ่งในพื้นที่ตำบลแม่สวดสามารถมีการเพาะปลูกบุก 3 ประเภท ได้แก่ บุกคางคก บุกยาง และบุกเนื้อทราย โดยประเภทที่ได้รับความนิยมในการเพาะปลูกมากที่สุด ได้แก่ </span><b>บุกเนื้อทราย</b><span style="font-weight: 400;"> เนื่องจากสามารถเติบโตได้เองในป่า ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการปลูกและดูแล เหมาะกับการปลูกพื้นที่ที่ยังคงมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อย่างตำบลแม่สวด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในบริเวณอุทยานแห่งชาติแม่เงา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ส่วนใหญ่เกษตรกรในชุมชนจะเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้จำหน่าย แต่ก็ยังคงพบปัญหาในหลายๆ ด้าน เช่น การทำไร่หมุนเวียนมีรอบที่ลดน้อยถอยลงตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและจำนวนประชากร การใช้สารเคมีอย่างเข้มข้นในการเพาะปลูกพืช (ข้าว ถั่วเหลือง พริก เป็นต้น) เนื่องจากความต้องการผลผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ยังไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่สามารถช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนสินค้าได้ และไม่นิยมแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าทำให้เกิดความเสียหายจากการขนส่งที่ยากลำบากและใช้ระยะเวลานาน เป็นต้น</span></p>
<p><b>วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน</b><span style="font-weight: 400;"> จึงได้จัดทำ</span><b>โครงการส่งเสริมการเรียนรู้การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบุก</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในตำบลแม่สวด เพื่อส่งเสริมให้ชาวปวาเกอญอที่เข้าร่วมโครงการกว่า 50 คน สามารถ</span><b>แปรรูปผลิตภัณฑ์จากบุกทั้งได้ทั้งห่วงโซ่</b><span style="font-weight: 400;"> โดยจะนำบุกมาแปรรูปใน 2 ประเภท ได้แก่ </span><b>ผลิตภัณฑ์ผงบุกแบบแห้ง และผลิตภัณฑ์ผงบุกแบบเปียก</b><span style="font-weight: 400;"> ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียต้นทุนที่เกิดจากการขนส่งอีกด้วย นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันให้ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากบุก กลายเป็นสินค้าชุมชนที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และสามารถนำไปจัดแสดงในงานแสดงสินค้าเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์จากผงบุกสำเร็จรูปได้อีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้ทันต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน จึงได้จัด</span><b>อบรมทักษะที่เกี่ยวข้องกับสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) </b><span style="font-weight: 400;">โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรสามารถขยายฐานตลาดในรูปแบบออนไลน์ได้ สามารถนำข้อมูลข่าวสารบนอินเทอร์เน็ตมาปรับใช้กับผลิตภัณฑ์ของตน และสร้างเครือข่ายกลุ่มอาชีพแปรรูปผลิตภัณฑ์บุกสำเร็จรูปในระดับท้องถิ่นและระดับจังหวัดได้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรท้องถิ่นสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และสร้างสวัสดิการชุมชนได้อย่างยั่งยืน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การจัดทำโครงการนี้จะเป็นการสร้างเครือข่ายให้กับกลุ่มผู้เพาะปลูกบุกและผลิตภัณฑ์แปรรูปบุกในอำเภอปาย และกลายเป็นนำร่องให้กับพื้นที่อื่นๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนในการแปรรูปวัสดุท้องถิ่นมาแปรรูปให้มีมูลค่าสูงขึ้น เพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการให้ชุมชนได้ นอกจากนี้ ยังได้มีแนวคิดในการพัฒนาเป็น</span><b>หลักสูตรในการศึกษาระดับประกาศนียบัตร และอนุปริญญาบัตร</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ชาวปวาเกอญอและชนพื้นเมืองอื่นๆ ได้มีโอกาสทางการศึกษาที่มากขึ้น และร่วมกันสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชน เพื่อช่วยสนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่ได้อีกด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote><p>โครงการส่งเสริมการเรียนรู้การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบุก เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในตำบลแม่สวด เพื่อส่งเสริมให้ชาวปวาเกอญอที่เข้าร่วมโครงการกว่า 50 คน สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบุกทั้งได้ทั้งห่วงโซ่ โดยจะนำบุกมาแปรรูปใน 2 ประเภท ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ผงบุกแบบแห้ง และผลิตภัณฑ์ผงบุกแบบเปียก ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p></blockquote><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-87/">วชช.แม่ฮ่องสอนยกระดับวิถีดั้งเดิมชาวปกาเกอะญอ ด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์จาก ‘บุก’</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แปรรูป ‘ไม้ไผ่’ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ทั้งต้น เมื่อรู้จักห่วงโซ่ครบวงจร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-86/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Apr 2021 08:59:39 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://eef-backup.todsorb.dev/?post_type=communities&#038;p=28702</guid>

					<description><![CDATA[<p>อำเภอปาย เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่อ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-86/">แปรรูป ‘ไม้ไผ่’ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ทั้งต้น เมื่อรู้จักห่วงโซ่ครบวงจร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>อำเภอปาย</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของ</span><b>จังหวัดแม่ฮ่องสอน</b><span style="font-weight: 400;"> เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม มีวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวไทใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์ หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในอำเภอปาย ได้แก่ </span><b>“โขกู้โส่”</b><span style="font-weight: 400;"> อันหมายถึง </span><b>สะพานบุญ</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็นสะพานไม้ไผ่ที่</span><b>ชนพื้นเมืองชาวไทใหญ่ ในหมู่บ้านแพมบก ตำบลทุ่งยาว อำเภอปาย</b><span style="font-weight: 400;"> ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้น เพื่อให้พระสงฆ์สามารถบิณฑบาตรได้โดยไม่เหยียบย่ำนาข้าวของชาวบ้าน สะพานไม้ไผ่แห่งนี้ไม่เพียงจะช่วยแก้ไขปัญหาของชุมชนเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ สามารุดึงดูดนักท่องเที่ยว ช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่จากการจำหน่ายสินค้าและอาหาร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากสะพานไม้ไผ่ที่ชนพื้นเมืองร่วมกันสร้างขึ้นมา ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวบ้านในอำเภอปาย นำไม้ไผ่ซึ่งเป็นไม้ที่มีอยู่จำนวนมากในท้องถิ่น มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดย</span><b>วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน</b><span style="font-weight: 400;"> ร่วมกับผู้นำชุมชน ได้เข้ามาสนับสนุนการพัฒนาอาชีพของชุมชน ผ่าน</span><b>โครงการส่งเสริมการเรียนรู้การบริการด้านสุขภาพและผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่เพื่อเพิ่มรายได้จาการท่องเที่ยวสำหรับชุมชนชาติพันธุ์ </b><span style="font-weight: 400;">ด้วยการสร้าง</span><b>หลักสูตร Bamboo Value Chain</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อให้ชาวบ้านรู้จัก</span><b>ห่วงโซ่ของไม้ไผ่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ </b><span style="font-weight: 400;">สามารถนำทรัพยากรภายในท้องถิ่นที่มีอยู่จำนวนมากมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นำความรู้จากปราชญ์ชุมชนด้านการจักสานไม้ไผ่มาเผยแพร่ให้กับชาวบ้าน ซึ่งจะทำให้องค์ความรู้ท้องถิ่นยังคงสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่น และจัดการอบรมเพื่อขยายทักษะในการประกอบอาชีพด้วยการจัดหลักสูตรอบรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปไม้ไผ่ เช่น การยืดอายุการใช้งาน การออกแบบ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไม้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นต้น ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ สามารถนำไปจำหน่ายเป็นของที่ระลึก ของใช้ในร้านค้าชุมชน และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ รวมไปถึงการส่งออกผลิตภัณฑ์ชุมชนไปจำหน่ายในพื้นที่อื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ เป็นการช่วยให้เกิดการพัฒนาอาชีพบนพื้นฐานการจัดการท่องเที่ยวโดยกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่อีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียงเท่านั้น ชาวบ้านในอำเภอปายยังให้ความสนใจในการประกอบอาชีพอื่นๆ ที่ใช้ในการรองรับนักท่องเที่ยวได้ เช่น การนวดแผนไทย จึงได้มี</span><b>การจัดอบรมหลักสูตรการนวดเพื่อสุขภาพ</b><span style="font-weight: 400;"> เตรียมรองรับนักท่องเที่ยวที่จะมาเยี่ยมเยือน และ</span><b>ด้านอาหารเพื่อสุขภาพ</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งจะนำพืชผักปลอดสารพิษมาประกอบอาหารท้องถิ่นไทใหญ่ สร้างเอกลักษณ์ให้กับพื้นที่ และสร้างมาตรฐานอาหารปลอดภัย มากไปกว่านั้น ชุมชนยังจะได้เพิ่มพูน</span><b>ความรู้ทักษะการบริหารจัดการสำหรับศตวรรษที่ 21</b><span style="font-weight: 400;"> ให้สามารถเป็นผู้ประกอบการในยุค 4.0 ผ่านการอบรมเรื่องการสร้างทักษะสังคมส่วนบุคคล การวางแผนทางการตลาด การวางแผนทางการเงิน เป็นต้น รวมไปถึงการใช้งานแอปพลิเคชั่นที่สามารถใช้สื่อสารกับชาวต่างชาติ การใช้สื่อประชาสัมพันธ์ออนไลน์ อาทิ การตัดต่อวีดีโอ เทคนิคการถ่ายภาพ การลงวีดีโอผ่านยูทูป (YouTube)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การตั้งต้นของชาวบ้านในอำเภอปาย ได้กลายเป็นต้นแบบในการพัฒนาให้กับชุมชนชาติพันธุ์อื่น ๆ ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในการสร้างอาชีพจากการนำวัตถุดิบในชุมชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ เป็นการช่วยส่งเสริมการสร้างงานให้กับชาวบ้าน และสร้างรายได้ให้หมุนเวียนภายในชุมชน ทั้งยังเป็นการสร้างอาชีพใหม่ที่สามารถรองรับการพัฒนาการท่องเที่ยวในชุมชนอย่างยั่งยืนในอนาคต</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote><p>จากสะพานไม้ไผ่ที่ชนพื้นเมืองร่วมกันสร้างขึ้นมา ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวบ้านในอำเภอปาย นำไม้ไผ่ซึ่งเป็นไม้ที่มีอยู่จำนวนมากในท้องถิ่น มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และสร้างรายได้ให้กับชุมชน</p></blockquote><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-86/">แปรรูป ‘ไม้ไผ่’ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ทั้งต้น เมื่อรู้จักห่วงโซ่ครบวงจร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิสาหกิจชุมชนสินค้าแม่แดดน้อยสนับสนุนทักษะอาชีพให้กลุ่มสตรีรวมถึงกลุ่มพ่อบ้าน ด้วยการทอผ้าปกาเกอะญอและเกษตรอินทรีย์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-46/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Apr 2021 06:43:10 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://eef-backup.todsorb.dev/?post_type=communities&#038;p=28660</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชุมชนบ้านแม่แดดน้อย เป็นหนึ่งในชุมชนที่อยู่ในพื้นที่อำเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-46/">วิสาหกิจชุมชนสินค้าแม่แดดน้อยสนับสนุนทักษะอาชีพให้กลุ่มสตรีรวมถึงกลุ่มพ่อบ้าน ด้วยการทอผ้าปกาเกอะญอและเกษตรอินทรีย์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>ชุมชนบ้านแม่แดดน้อย </b><span style="font-weight: 400;">เป็นหนึ่งในชุมชนที่อยู่ในพื้นที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ที่เคยได้รับ</span><b>ทุนพัฒนาอาชีพทอผ้าโดยกลุ่มสตรีปกาเกอะญอ</b><span style="font-weight: 400;">ในปีพ.ศ. 2562 </span><b>จากกสศ.</b><span style="font-weight: 400;"> จนทำให้</span><b>อาชีพทอผ้ากลายเป็นอาชีพหลัก</b><span style="font-weight: 400;"> สร้างรายได้ให้กับครอบครัวและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ซึ่งในโครงการปีพ.ศ. 2562 ได้มุ่งเน้นการพัฒนากลุ่มเป้าหมายที่เป็นสตรี ทั้ง แม่บ้าน เยาวชน และผู้สูงอายุ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้มีต้นทุนทางความรู้ด้านการทอผ้าอยู่บ้างแล้ว สิ่งที่โครงการทำจึงเป็นการส่งเสริม ต่อยอด และยกระดับมาตรฐานฝีมือให้ทัดเทียมกับความต้องการของตลาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการในปีพ.ศ. 2562 นับว่าเป็นโครงการที่เดินไปถึงเป้าหมายได้สำเร็จ เนื่องจากชุมชนสามารถสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาได้ (เดอปอถู่) และกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการก็ได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตขึ้นมาอย่างเป็นลำดับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มาในวันนี้ชุมชนบ้านแม่แดดน้อยเล็งเห็นถึงคุณประโยชน์ที่สำคัญของโครงการฯ จึงมีความต้องการที่จะ</span><b>พัฒนากลุ่มพ่อบ้าน</b><span style="font-weight: 400;">ในชุมชนให้เข้าถึงโอกาสเช่นเดียวกับกลุ่มสตรีบ้างหลังจากชาวบ้านร่วมกันย้อนดูต้นทุนที่ชุมชนมี ต่างเห็นพ้องกันว่ากลุ่มพ่อบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพเดิมคือการทำไร่ทำสวน จึงตกลงร่วมกันที่จะพัฒนาและยกระดับการทำการเกษตรทั่วไปดังกล่าวให้กลายเป็น</span><b>รูปแบบเกษตรอินทรีย์</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><b>‘โครงการ</b><b>ส่งเสริมการเรียนรู้การประกอบการผ้าทอปกาเกอะญอและเกษตรอินทรีย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน</b><b>’ </b><span style="font-weight: 400;">จึงเกิดขึ้น</span> <span style="font-weight: 400;">โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการพัฒนา 3 กลุ่ม ได้แก่ </span><b>กลุ่มสตรีจากโครงการฯ เดิม</b><span style="font-weight: 400;"> ที่เคยได้รับการฝึกฝนจากปีที่แล้วต้องการต่อยอดให้มีความชำนาญในการทอผ้า แปรรูปผ้า ไปจนถึงการทำการตลาดออนไลน์และช่วยเป็นผู้สอนให้กับรุ่นต่อๆ ไป ถัดมาคือ </span><b>กลุ่มสตรีกลุ่มใหม่ </b><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กลุ่มผู้พิการและกลุ่มที่มีลูกกำลังเรียนอยู่ เพื่อให้สตรีกลุ่มใหม่นี้ได้เข้าถึงโอกาส ปลดภาระหนี้สินและมีรายได้ช่วยเหลือครอบครัว และสุดท้ายคือ </span><b>กลุ่มพ่อบ้าน </b><span style="font-weight: 400;">ที่มีปัญหาไม่ต่างจากกลุ่มสตรี เมื่อเห็นโอกาสและเห็นแม่บ้านจากโครงการฯ ที่แล้วสร้างอาชีพให้เกิดขึ้นจริงก็อยากที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการและอยากบริหารหนี้สินของครอบครัวได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับกิจกรรมในโครงการฯ ในส่วนของ</span><b>กลุ่มสตรีทอผ้า</b><span style="font-weight: 400;">ยังคงยึดหลักเดิมจากโครงการที่แล้ว กล่าวคือ เน้นกิจกรรมเสริมทักษะ</span><b>ช่องทางตลาดออนไลน์ </b><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเพิ่มปริมาณการค้าขายบนตลาดออนไลน์ให้มากขึ้น พร้อมกันนั้นยังมุ่งพัฒนาให้เกิด</span><b>แหล่งเรียนรู้การพัฒนาอาชีพ</b><b>ผ้า</b><b>ทอปกาเกอะญอ</b><span style="font-weight: 400;">ขนานคู่กันตามมา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะที่กลุ่มพ่อบ้านซึ่งสนใจยกระดับตนเองเป็น</span><b>เกษตรกรอินทรีย์</b><span style="font-weight: 400;">  ทางโครงการฯ ได้</span><b>ออกแบบหลักสูตร</b><span style="font-weight: 400;">ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น</span><b>กิจกรรมการพัฒนาศักยภาพการผลิตสินค้าผักอินทรีย์</b><span style="font-weight: 400;"> ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับผักและการจัดทำแปลงผักอินทรีย์ </span><b>กิจกรรมเพิ่มทักษะอาชีพ</b> <b>กิจกรรมให้ความรู้เรื่องสวัสดิการและการออม กิจกรรมบริหารจัดการหนี้สิน </b><span style="font-weight: 400;">ไปจนถึง</span><b>กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติโดยชุมชน</b><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้คนในชุมชนสามารถเป็นผู้นำและแนะนำการท่องเที่ยวในพื้นที่ของตนเองได้อย่างเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากตัวหลักสูตรที่จะช่วยพัฒนาอาชีพแล้ว โครงการในครั้งนี้ยังดำเนินการพัฒนา ‘ระบบสวัสดิการชุมชน’ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ซึ่งนับว่าเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาชุมชนในมิติอื่นๆ อย่างยั่งยืนต่อไป เนื่องจากสวัสดิการชุมชนคือ ‘ฐาน’ อันมั่นคงที่จะช่วยดูแลคนในชุมชนด้วยกันเองให้อยู่ดีมีสุขและปลอดภัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากทั้งหมดจะเห็นได้ว่า เมื่อชุมชนได้นำต้นทุนเดิมของชุมชนมาพัฒนาและต่อยอด ก็เปรียบเสมือนการอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชนให้สืบทอดต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน ก่อเกิดเป็นรายได้ เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง สู่การเปลี่ยนแปลง </span><b>เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ </b><span style="font-weight: 400;">และหากชุมชนเข้าใจกระบวนการทั้งหลายเหล่านี้ผลลัพธ์ที่โครงการฯ คาดหวังก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">เมื่อชุมชนได้นำต้นทุนเดิมของชุมชนมาพัฒนาและต่อยอด ก็เปรียบเสมือนการอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชนให้สืบทอดต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน ก่อเกิดเป็นรายได้ เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง</span></p></blockquote><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-46/">วิสาหกิจชุมชนสินค้าแม่แดดน้อยสนับสนุนทักษะอาชีพให้กลุ่มสตรีรวมถึงกลุ่มพ่อบ้าน ด้วยการทอผ้าปกาเกอะญอและเกษตรอินทรีย์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สมาคมเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนจังหวัดลำพูน เร่งส่งเสริมความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรรายย่อย ให้มีความแข็งแรง มั่นคง และยั่งยืน</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-93/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Mar 2021 05:13:26 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://eef-backup.todsorb.dev/?post_type=communities&#038;p=28184</guid>

					<description><![CDATA[<p>จังหวัดลำพูนมีเนื้อที่ถือครองเพื่อการเกษตรคิดเป็นร้อยละ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-93/">สมาคมเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนจังหวัดลำพูน เร่งส่งเสริมความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรรายย่อย ให้มีความแข็งแรง มั่นคง และยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">จังหวัดลำพูนมีเนื้อที่ถือครองเพื่อการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 23.79 ของเนื้อที่ทั้งจังหวัด แต่เดิม เกษตรกรนิยม</span><span style="font-weight: 400;">ปลูก</span><span style="font-weight: 400;">พืชล้มลุกระยะสั้น เช่น กระเทียม หอมแดง และกะหล่ำปลี ควบคู่กับการทำเกษตรเชิงเดี่ยวอย่างการปลูกไม้ผล </span><b>โดยเฉพาะลำไย ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดลำพูน </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่การทำการเกษตรส่วนใหญ่</span><b>นิยมใช้สารเคมี</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อเร่งการเจริญเติบโต และกำจัดศัตรูพืช ทำให้</span><b>มีต้นทุนสูง </b><span style="font-weight: 400;">ในขณะที่บางฤดูกาล ราคาผลผลิตกลับตกต่ำอย่างน่าใจหาย ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะหนี้สิน และทำให้ตัวเกษตรกรมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาด้านสุขภาพ จากการสัมผัสสารเคมีอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ การใช้สารเคมียังกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้</span><b> สมาคมเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนจังหวัดลำพูน</b><span style="font-weight: 400;"> จึงต้องการผลักดัน</span><b>โครงการส่งเสริมการเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเกษตรกรรายย่อย</b><span style="font-weight: 400;">ขึ้น เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมายจำนวน 87 คน ซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อยจากพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองลำพูน อำเภอแม่ทา อำเภอบ้านธิ และอำเภอทุ่งหัวช้าง ปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรมาเป็นเกษตรอินทรีย์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ล้วนมีต้นทุนและศักยภาพในด้านการเกษตรเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ทว่า </span><b>ที่ผ่านมายังขาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง เนื่องจากมีข้อจำกัดทางด้านความรู้ </b><b>เทคนิควิธีการ การเชื่อมโยงเครือข่ายในการจัดการด้านการตลาด และการแปรรูปต่างๆ</b><span style="font-weight: 400;"> ทำให้พวกเขามองว่า การทำเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องยากและสิ้นเปลือง ทั้งที่ความจริงแล้ว เป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คณะทำงานจะเริ่มจากการ</span><span style="font-weight: 400;">จัดการประชุม เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจในการขับเคลื่อนโครงการ และหาข้อสรุปร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้พวกเขาเห็นภาพองค์รวมว่า วิถีเกษตรอินทรีย์มีข้อดีและมีประโยชน์มากกว่าวิถีเกษตรรูปแบบเดิมอย่างไร จากนั้นจึง</span><b>จัดกิจกรรมการอบรมเรื่องความรู้พื้นฐานด้านการทำเกษตรอินทรีย์ เทคนิคการจัดการผลิต การใช้วัตถุอินทรีย์ทดแทนสารเคมีในการเกษตร และการจัดทำบัญชีครัวเรือน </b><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถบริหารกิจการได้อย่างครบวงจร  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์แล้ว </span><b>โครงการยังมุ่งเน้นให้กลุ่มเป้าหมายมีทักษะการบริหารจัดการในฐานะของผู้ประกอบการในศตวรรษที่ 21</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งต้องมีความคิดสร้างสรรค์และองค์ความรู้เท่าทันนวัตกรรมต่างๆ </span><b>เช่น การพัฒนาระบบการจัดการน้ำในแปลงเกษตร การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายที่เหมาะสมและทันสมัย เช่น การตลาด หรือการใช้ระบบ QR Code</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นต้น</span></p>
<p><b>ทั้งนี้ การอบรมทักษะต่างๆ ข้างต้น จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายในท้องถิ่นที่สำคัญๆ</b><span style="font-weight: 400;"> อาทิ</span><b> เทศบาลเมืองลำพูน</b><span style="font-weight: 400;"> ที่ช่วยสนับสนุนการจัดทำตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ริมกวง เพื่อทำเป็นศูนย์กลางของตลาดเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดลำพูน, </span><b>มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน</b><span style="font-weight: 400;"> ที่ช่วยเปิดตลาด </span><b>‘กาดก้อมหริภุญชัย’</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นที่รองรับผลผลิตเกษตรอินทรีย์ ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายและสะดวก, </span><b>เทศบาลตำบลบ้านธิ </b><span style="font-weight: 400;">ที่ช่วยสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรในชุมชนบ้านป่าเหียง, </span><b>และโรงเรียนเทศบาลตำบลบ้านธิ</b><span style="font-weight: 400;"> ที่ช่วยรับซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์ไปเป็นอาหารกลางวันให้เด็กนักเรียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ นอกจากเกษตรกรรายย่อยจะสามารถเข้าถึงความรู้ด้านการทำเกษตรอินทรีย์แล้ว ยังจะสามารถช่วยลดปัญหาที่เรื้อรังอยู่ภายในชุมชน เช่น ปัญหาเรื่องภาวะหนี้สิน ได้อีกด้วย เพราะเมื่อกลุ่มเป้าหมายสามารถลดต้นทุนด้านการทำเกษตรลงได้ ก็หมายความว่าพวกเขาจะมีเงินเหลือเก็บมากขึ้น อีกทั้งผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ ยังสามารถเก็บไว้บริโภคในครัวเรือนได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ </span><b>ซึ่งการรู้จักพึ่งพาตัวเองเช่นนี้ จะผลักดันให้กลุ่มเป้าหมายก้าวเข้าไปสู่ชีวิตที่แข็งแรง มั่นคง และยั่งยืนต่อไป</b></p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">นอกจากการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์แล้ว โครงการยังมุ่งเน้นให้กลุ่มเป้าหมายมีทักษะการบริหารจัดการในฐานะของผู้ประกอบการในศตวรรษที่ 21 ซึ่งต้องมีความคิดสร้างสรรค์และองค์ความรู้เท่าทันนวัตกรรมต่างๆ </span></p></blockquote><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/2563-beginning-93/">สมาคมเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนจังหวัดลำพูน เร่งส่งเสริมความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรรายย่อย ให้มีความแข็งแรง มั่นคง และยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
