<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/community-tag/%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%81/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 04 May 2021 09:12:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>วิสาหกิจชุมชนแม่นาจร ‘ยืนหยัดในวิถีอินทรีย์’ ผ่านโครงการที่จะช่วยพัฒนาฝีมือเกษตรกรให้สามารถผลิต แปรรูป และขายได้อย่างครบวงจร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/conclusion-31/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 May 2021 08:46:00 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=40216</guid>

					<description><![CDATA[<p>วิถีเกษตรธรรมชาติและเกษตรอินทรีย์ อาจฟังดูเป็นแนวคิดการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-31/">วิสาหกิจชุมชนแม่นาจร ‘ยืนหยัดในวิถีอินทรีย์’ ผ่านโครงการที่จะช่วยพัฒนาฝีมือเกษตรกรให้สามารถผลิต แปรรูป และขายได้อย่างครบวงจร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>วิถีเกษตรธรรมชาติและเกษตรอินทรีย์ อาจฟังดูเป็นแนวคิดการเกษตรสมัยใหม่ที่ตอบสนองกระแสความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนรุ่นใหม่ แต่นี่คือเกษตรกรรมดั้งเดิมของคนรุ่นปู่ย่าตายาย</b><span style="font-weight: 400;"> เพียงแต่เมื่อชุมชนและสังคมใหญ่ขึ้น เศรษฐกิจก็ขยายตาม การเพาะปลูกจากเพียงเพื่อเลี้ยงชีพก็เปลี่ยนเป็นเพื่อการค้า มีการใช้สารเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิต ซึ่งส่งผลกระทบในแง่ของต้นทุนที่สูงขึ้นและสุขภาพที่แย่ลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียงแต่วิถีเกษตรกรรมเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลง วิถีชีวิตคนในชุมชนก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน</span><b> หลายสิบปีมาแล้วที่ผู้คนเดินออกจากชุมชน ออกจากหมู่บ้าน ด้วยความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีกว่าในเมืองใหญ่</b><span style="font-weight: 400;"> แต่เมื่อพบความจริงว่ารากฐานของชีวิตในชุมชน ครอบครัว พ่อแม่ และญาติพี่น้อง คือความสุขอย่างแท้จริง พวกเขาก็เริ่มคิดถึงการคืนสู่รากเหง้าดั้งเดิม แต่การกลับคืนถิ่นฐานก็ไม่ใช่เรื่องง่าย คำถามใหญ่ที่อยู่ข้างหน้าคือจะประกอบอาชีพอย่างไร ฉะนั้น การทบทวนค้นหาทุนของชุมชน จึงเป็นด่านแรกของการพลิกฟื้นถิ่นฐานบ้านเกิด</span></p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="aligncenter size-full wp-image-40223" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small31-01.jpg" alt="" width="1200" height="1200" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small31-01.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small31-01-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small31-01-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small31-01-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small31-01-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><b>ในเวลาเดียวกับการพัฒนาชุมชนให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลก </b><b>เราก็อยากวิถีชีวิตของเรายังคงที่เรียบง่ายและอบอุ่นเหมือนเดิม สิ่งสำคัญที่สุดในชุมชนคือ เรามีแหล่งน้ำ เราก็ทำเกษตรได้ และชุมชนของผมคำว่าจิตอาสาและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ยังมีอยู่ ความร่วมมือยังมีสูง อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ”</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นสิ่งที่ </span><b>วัฒนา ทรงพรไพศาล</b> <b>ผู้ใหญ่บ้านหรือพ่อหลวงหนุ่ม วัย 30 ต้นๆ แห่งบ้านห้วยขมิ้น หมู่ที่ 17 ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าวถึงทุนชุมชน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง</span><b>วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ ตำบลแม่นาจร  </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วัฒนา เล่าว่า การขับเคลื่อนวิสาหกิจชุมชน สิ่งสำคัญคือความเข้าใจถึง </span><b>‘ฐานชุมชน’</b><span style="font-weight: 400;"> โดยจะต้องมีแผนก่อนว่า จะพัฒนาอะไร กลุ่มต่างๆ ในชุมชนมีความต้องการอะไร เพื่อให้สอดคล้องกับการหาภาคีอื่นๆ มาสนับสนุน เช่น </span><b>ทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ </span><b>โครงการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมด้านการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตรอินทรีย์บ้านห้วยขมิ้น </b><span style="font-weight: 400;">เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><b>เป้าหมายจริงๆ คือเราอยากแปรรูปผลผลิต เพราะแต่ละฤดูกาลจะมีผลผลิตเหลือเป็นจำนวนมาก</b><span style="font-weight: 400;"> เพราะเรายังรู้จักตลาดแค่วงแคบๆ อีกอย่างหนึ่งคืออยากให้คนรุ่นใหม่กลับมาอยู่บ้านแล้วมีกิจกรรม ไม่ต้องโดนพ่อแม่ว่า จบแล้วกลับมาทำอะไร ทำเกษตรให้มีรายได้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราก็สามารถอยู่ได้ </span><b>ถ้าคนรุ่นใหม่กลับมาอยู่บ้านเยอะขึ้น ก็ช่วยเหลือชุมชนได้เยอะขึ้น</b><span style="font-weight: 400;">” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการพูดคุยกับกลุ่มเป้าหมายทั้ง 150 คน ซึ่งมาจาก 3 หย่อมบ้าน ได้แก่ บ้านห้วยขมิ้นนอก บ้านห้วยขมิ้นใน และบ้านป่าเกี๊ยะน้อย ทำให้สามารถกำหนดทิศทางได้ว่า หลักสูตรเริ่มต้นที่ควรดำเนินการก็คือ</span> <span style="font-weight: 400;">การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไม้ผลเมืองหนาวอินทรีย์ </span><b>“สรุปว่าที่พวกเขาอยากทำกันที่สุดคือลูกพลับ เพราะทุกคนมีเกือบหมด ตัวที่ 2 คือกาแฟ, ตัวที่ 3 คือสตรอว์เบอร์รี่ ตามมาด้วยเคพกูสเบอร์รี่กับพลัม และสุดท้ายคืออะโวคาโด ซึ่งยังไม่มีใครปลูกกัน”</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดย วัฒนา ยกตัวอย่างว่า “เรามีเครือข่ายผู้ประกอบการที่เคยส่งผลผลิตให้ เขา ซึ่งเขามีองค์ความรู้เรื่องการแปรรูป เช่น การทำพลัมอบแห้ง ไวน์สตรอว์เบอร์รี่ แล้วก็มีแยมเคพกูสเบอร์รี่ </span><b>นั่นหมายความว่าเรามีแนวทาง มีความรู้แล้ว</b><span style="font-weight: 400;"> แต่ยังขาดอุปกรณ์ อีกทั้งเรื่องการตลาดเราก็ยังไม่ชัดเจน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ สิ่งที่กลุ่มเป้าหมายได้รับจากการรวมกลุ่มทำโครงการนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือ </span><b>การดึงพลังของคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานให้กับชุมชน ซึ่งช่วยให้ช่องว่างระหว่างคนทั้งสองวัยลดลง</b><span style="font-weight: 400;"> ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้กัน </span><b>อย่างคนรุ่นใหม่จะเก่งทางด้านการตลาดมากกว่า ซึ่งก็ช่วยเติมเต็มรอยโหว่ที่ไม่ชัดเจนดังกล่าวได้</b><span style="font-weight: 400;"> จนเกิดเป็นแบรนด์ </span><b>‘ห้วยขมิ้นออแกนิกส์’</b><span style="font-weight: 400;"> ขึ้นมา </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจากโครงการ ได้รับความสนใจจากคนในชุมชนที่ต้องจากบ้านไปทำมาหากินต่างถิ่น เพราะ</span><b>เมื่อพวกเขารู้ว่าที่บ้านเกิดก็มีโอกาสทางด้านอาชีพและรายได้รองรับชีวิตเหมือนกัน ก็ส่งผลให้หลายคนหวนกลับคืนถิ่นกำเนิด</b><span style="font-weight: 400;"> อย่าง </span><b>จตุพร วิริยะชาญไพร</b> <b>วัย 32 ปี หนึ่งในกลุ่มเป้าหมาย </b><span style="font-weight: 400;">ที่เพิ่งกลับบ้านเกิดเมื่อ 2 ปีก่อน หลังเรียนจบด้านช่างและทำงานอยู่ในเมืองมากว่า 3 ปี ซึ่งเขาย้ำว่า “การอยู่บ้านเรา เวลาทำอะไรมันก็เป็นของเรา ถ้าเราสามารถพัฒนาชุมชนหรือหมู่บ้านเราได้ มันก็เป็นอะไรที่อบอุ่น”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ วัฒนา มองว่า </span><b>สิ่งสำคัญที่ได้รับจากโครงการก็คือ การช่วยให้คนในชุมชนวางแผนได้ดีขึ้น</b><span style="font-weight: 400;"> ทั้งแผนการเพาะปลูก การจัดจำหน่าย การเลือกใช้ช่องทางการตลาด และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ “อย่างในปีนี้ พวกเขารู้แล้วว่าพลับจะออกเท่าไร มีรายได้คร่าวๆ เท่าไร จะขายให้ใคร จากที่เมื่อก่อนไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำ ว่าพลับในแต่ละปีจะให้ผลผลิตเท่าไร </span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40224" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small31-02.jpg" alt="" width="1200" height="1200" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small31-02.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small31-02-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small31-02-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small31-02-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-small31-02-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แต่ตอนนี้ แค่ตัดแต่งกิ่งและมองคร่าวๆ พวกเขาก็รู้แล้วว่าจะได้ผลผลิตประมาณกี่กิโลกรัม อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องตลาด </span><b>ถ้าไม่รู้ว่าจะเอาไปขายที่ไหน พวกเขาก็แทบจะไม่ดูแลเลย แต่พอโครงการนี้เข้ามา มีการบริหารที่ชัดเจนขึ้น พวกเขาจะวางแผนเป็นปีเลย</b><span style="font-weight: 400;"> ถ้าไม่เจอภัยแล้ง ไม่เจออุทกภัย จะได้ผลผลิตเท่าไร หรือถ้าเจอแล้วจะต้องปรับตัวอย่างไร” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ วัฒนา ยังเสริมอีกว่า </span><b>ปัจจัยหลักที่เขาผลักดันให้เกิดวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์นี้ขึ้นมา ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น เป็นเพราะว่าเขาอยากเห็นชุมชนกลับมามีวิถีชีวิตเหมือนเดิม เหมือนรุ่นก่อนๆ </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สมัยผมเด็กๆ เรากินข้าวถาดเดียวกันทั้งครอบครัว ทั้งตอนเช้าและตอนเย็น แต่ที่ผ่านมา มันเหมือเรากินข้าวตอนเที่ยง เราไปโรงเรียน เหลือแต่พ่อแม่ เราอยากให้บรรยากาศตอนเช้าและตอนเย็นกลับมา เราจะเห็นภาพครอบครัวที่คุยกันแล้วมีความสุข ไม่จำเป็นต้องมีหมู ไม่จำเป็นต้องมีลูกชิ้น </span><b>มีแค่น้ำพริกถ้วยเดียวหรือผักต้มหม้อเดียว เราก็มีความสุขได้แล้ว</b><span style="font-weight: 400;">”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่า การจะสร้างให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุขอย่างที่วัฒนาหวัง จ</span><b>ะต้องมีหลักประกันทางรายได้เข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อทำให้ทุกคนเชื่อมั่นถึงอนาคตในชุมชน ว่านี่คือสิ่งที่พวกเขาช่วยกันสร้าง ช่วยกันทำขึ้นมา</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อเป็นโอกาสให้ผู้ที่จากถิ่นฐานอยากกลับมาอยู่ร่วมกันในชุมชนบ้านเกิดของตัวเองอีกครั้ง</span></p>
<p><b>“และยิ่งถ้ามีคนกลับมาช่วยกันพัฒนาถิ่นฐานมากขึ้น เราก็จะมีพลังทำอะไรได้มากขึ้นเช่นกัน” วัฒนา เล่าถึงความหวังของเขา</b></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">“เป้าหมายจริงๆ คือเราอยากแปรรูปผลผลิต เพราะแต่ละฤดูกาลจะมีผลผลิตเหลือเป็นจำนวนมาก เพราะเรายังรู้จักตลาดแค่วงแคบๆ อีกอย่างหนึ่งคืออยากให้คนรุ่นใหม่กลับมาอยู่บ้านแล้วมีกิจกรรม ไม่ต้องโดนพ่อแม่ว่า จบแล้วกลับมาทำอะไร ทำเกษตรให้มีรายได้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราก็สามารถอยู่ได้ ถ้าคนรุ่นใหม่กลับมาอยู่บ้านเยอะขึ้น ก็ช่วยเหลือชุมชนได้เยอะขึ้น” </span><b>วัฒนา ทรงพรไพศาล</b> <b>ผู้ใหญ่บ้านหรือพ่อหลวงหนุ่ม วัย 30 ต้นๆ แห่งบ้านห้วยขมิ้น หมู่ที่ 17 ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่</b></p>
<p><span>“</span><b>ในเวลาเดียวกับการพัฒนาชุมชนให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลก </b><b>เราก็อยากวิถีชีวิตของเรายังคงที่เรียบง่ายและอบอุ่นเหมือนเดิม สิ่งสำคัญที่สุดในชุมชนคือ เรามีแหล่งน้ำ เราก็ทำเกษตรได้ และชุมชนของผมคำว่าจิตอาสาและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ยังมีอยู่ ความร่วมมือยังมีสูง”</b> <b>วัฒนา ทรงพรไพศาล</b> <b>ผู้ใหญ่บ้านหรือพ่อหลวงหนุ่ม</b></p></blockquote>
<p><img decoding="async" class="img-wide aligncenter wp-image-40222 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large31.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large31.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large31-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large31-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large31-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/05/blog-Large31-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/conclusion-31/">วิสาหกิจชุมชนแม่นาจร ‘ยืนหยัดในวิถีอินทรีย์’ ผ่านโครงการที่จะช่วยพัฒนาฝีมือเกษตรกรให้สามารถผลิต แปรรูป และขายได้อย่างครบวงจร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิสาหกิจชุมชนแม่นาจร ‘ยืนหยัดในวิถีอินทรีย์’ ผ่านโครงการที่จะช่วยพัฒนาฝีมือเกษตรกรให้สามารถผลิต แปรรูป และขายได้อย่างครบวงจร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/ontheway-31/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Jul 2020 06:42:20 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=18617</guid>

					<description><![CDATA[<p>จังหวัดเชียงใหม่เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ปลูกพืชพรรณเมืองหน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/ontheway-31/">วิสาหกิจชุมชนแม่นาจร ‘ยืนหยัดในวิถีอินทรีย์’ ผ่านโครงการที่จะช่วยพัฒนาฝีมือเกษตรกรให้สามารถผลิต แปรรูป และขายได้อย่างครบวงจร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จังหวัดเชียงใหม่เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ปลูกพืชพรรณเมืองหนาวได้งดงาม เพราะด้วยสภาพอากาศและอุณหภูมิที่ต่ำกว่าพื้นที่อื่น โดยเฉพาะบนภูเขาหรือดอยสูง ทำให้สามารถปลูกผลไม้หรือพืชเมืองหนาว ที่ไม่สามารถปลูกในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทยได้ แต่หลายครั้งเรามักได้ยินว่าเกษตรกรส่วนใหญ่เลือกใช้สารเคมีในการดูแลรักษาพืชพรรณเหล่านั้น เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิต รวมถึงเพิ่มมูลค่าจากความสวยงามของหน้าตาผลผลิตด้วย</p>
<p>โครงการพัฒนาศักยภาพฯ ที่จัดขึ้นโดยวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลแม่นาจร จึงได้ก่อตั้งขึ้นมาพร้อมกันเป้าประสงค์ในการยกระดับเกษตรกรในพื้นที่ให้มีทักษะและช่องทางการหารายได้จากการทำเกษตรอินทรีย์ที่ ยั่งยืน ผ่านการทำการตลาดและบริหารตลาดสินค้าเกษตร ขณะเดียวกันก็ยังมองไปถึงความสำคัญของการแปรรูปผลไม้เมืองหนาวเหล่านั้นให้มีมูลค่ามากยิ่งขึ้นด้วยวิธีการที่ปลอดภัย ไร้สารเคมี</p>
<p>กลุ่มเป้าหมายของโครงการอยู่ในพื้นที่ของหมู่บ้านห้วยขมิ้น ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอที่ประกอบอาชีพเกษตรกร โดยมีการทำไร่นาตลอดทั้งปี เช่น ผักสลัด ผลไม้เมืองหนาว กาแฟ อะโวคาโด เป็นต้น ต้นทุนที่ชุมชนแห่งนี้มีคือเป็นชุมชนที่มีความแข็งแรงในวิถีเกษตรอินทรีย์มาอยู่แล้ว โดยกลุ่มเกษตรกรมีการปลูกพืชที่หลากหลาย รวมถึงมีตลาดขนาดใหญ่รองรับสินค้า ทว่าคนในชุมชนยังขาดความรู้ด้านการบริหารจัดการการตลาด รวมถึงการขนส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพ โครงการจึงได้เข้าไปช่วยเติมเต็มในส่วนนี้ โดยเปิดรับสมาชิกเข้าอบรมฝึกฝนจำนวน 150 คน ซึ่งประกอบไปด้วยแรงงานนอกระบบ 100 คน ผู้สูงอายุ 20 คน ผู้ว่างงาน 20 คน และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 10 คน</p>
<div class="img-2col"><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-18621 size-large" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/05.Blog-Photo_Small_31_1-1024x1024.jpg" alt="" width="640" height="640" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/05.Blog-Photo_Small_31_1-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/05.Blog-Photo_Small_31_1-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/05.Blog-Photo_Small_31_1-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/05.Blog-Photo_Small_31_1-768x768.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/05.Blog-Photo_Small_31_1-750x750.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/05.Blog-Photo_Small_31_1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /> <img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-18622 size-large" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/06.Blog-Photo_Small_31_2-1024x1024.jpg" alt="" width="640" height="640" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/06.Blog-Photo_Small_31_2-1024x1024.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/06.Blog-Photo_Small_31_2-300x300.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/06.Blog-Photo_Small_31_2-150x150.jpg 150w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/06.Blog-Photo_Small_31_2-768x768.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/06.Blog-Photo_Small_31_2-750x750.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/06.Blog-Photo_Small_31_2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></div>
<p>หลังจากที่โครงการมีสมาชิกครบตามจำนวนที่คาดหวังแล้ว ก็เริ่มดำเนินงานตามแผนพัฒนาที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็น<br />
การอบรมเพื่อวิเคราะห์ปัญหาและการวางแผนการบริหารจัดการไม้ผลเมืองหนาวในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกาแฟอาราบิก้า/ลูกพลับ/สตรอว์เบอร์รี การฝึกอบรมระบบการรับรองมาตรฐาน การแปรรูปกาแฟอาราบิก้า โดยตลอดหลักสูตรจะมีวิทยากรที่มีความรู้เชี่ยวชาญในทักษะนั้นมาเป็นผู้แนะแนวและฝึกสอน ทำให้กลุ่มสมาชิกได้รับองค์ความรู้จากผู้มีประสบการณ์อย่างแท้จริงหนึ่งในสมาชิกของโครงการได้เล่าถึงความประทับใจต่อกระบวนการพัฒนาทักษะของโครงการว่า “ผมคิดว่า โครงการนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้ลองทำ ลองเรียนรู้ทั้งเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ที่เป็นการสร้างคุณค่าในตนเอง และคุณค่าต่อชุมชน อีกทั้งยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำในชุมชนลงได้ด้วย”</p>
<p>ถึงแม้การทำเกษตรอินทรีย์จะยังไม่สามารถแพร่หลายไปสู่เกษตรกรทุกภูมิภาคได้ แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ได้เห็นว่าภาคส่วนเล็กๆ อย่างพื้นที่บ้านห้วยขมิ้นกำลังปลูกฝังแนวคิดเกษตรปลอดภัยอย่างเข้มข้น ซึ่งต่อไปเมื่อเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงเห็นว่าตลาดของพืชผักอินทรีย์มีมูลค่าและเป็นที่ต้องการมากขึ้น โครงการและหน่วยงานพัฒนาแห่งนี้ก็จะกลายมาเป็น ‘ศูนย์กลาง’ ในการผลิตเกษตรกรวิถีอินทรีย์ต่อไป ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลแม่นาจร จังหวัด เชียงใหม่ ที่ต้องการส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีตั้งแต่เกษตรกรไปจนถึงผู้บริโภคอย่างครบวงจร</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="img-wide aligncenter wp-image-18623 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/07.Quote-Photo_31_1.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/07.Quote-Photo_31_1.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/07.Quote-Photo_31_1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/07.Quote-Photo_31_1-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/07.Quote-Photo_31_1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/07/07.Quote-Photo_31_1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/ontheway-31/">วิสาหกิจชุมชนแม่นาจร ‘ยืนหยัดในวิถีอินทรีย์’ ผ่านโครงการที่จะช่วยพัฒนาฝีมือเกษตรกรให้สามารถผลิต แปรรูป และขายได้อย่างครบวงจร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิสาหกิจชุมชนแม่นาจร ‘ยืนหยัดในวิถีอินทรีย์’ ผ่านโครงการที่จะช่วยพัฒนาฝีมือเกษตรกรให้สามารถผลิต แปรรูป และขายได้อย่างครบวงจร</title>
		<link>https://www.eef.or.th/communities/beginning-31/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Apr 2020 07:00:36 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?post_type=communities&#038;p=12907</guid>

					<description><![CDATA[<p>ยุคสมัยนี้เป็นยุคสมัยที่คนเลือกกินกันมากขึ้น ส่วนหนึ่งเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/beginning-31/">วิสาหกิจชุมชนแม่นาจร ‘ยืนหยัดในวิถีอินทรีย์’ ผ่านโครงการที่จะช่วยพัฒนาฝีมือเกษตรกรให้สามารถผลิต แปรรูป และขายได้อย่างครบวงจร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ยุคสมัยนี้เป็นยุคสมัยที่คนเลือกกินกันมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะตัวเลือกในตลาดมีหลากหลายกว่าเดิม อีกส่วนคือ<strong>กระแสการดูแลโลกและดูแลสุขภาพ</strong> ทำให้คนกลุ่มหนึ่งที่มีกำลังซื้อมักจะเลือกของกินที่มีประโยชน์ ปลอดสารเคมี และไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม ซึ่ง<strong> ‘ผักอินทรีย์’ </strong>นับว่าตอบโจทย์ความต้องการของคนกลุ่มนี้ในทุกข้อ</p>
<p>ผักอินทรีย์ คือพืชผักที่ได้รับการ<strong>ปลูกตามกระบวนการทางธรรมชาติ</strong> กล่าวคือมีการปลูกบนดินที่<strong>ไม่มีสารเคมีเจือปน</strong> ไม่มีการพ่นยาฆ่าแมลง หรือยาเร่งการเติบโตของผลผลิตด้วยสารเคมีต่างๆ อาศัยเพียงน้ำ ลม แสงแดด และสมุนไพรจากธรรมชาติในการดูแลและกำจัดศัตรูพืชเท่านั้น</p>
<p>หลายปีที่ผ่านมาการปลูกผักอันทรีย์ได้พ่ายแพ้ต่อวิถีของสารเคมีอย่างราบคาบ เนื่องด้วยการปลูกแบบธรรมชาตินั้น<strong>มีความไม่แน่นอน</strong>ทั้งเรื่องของ<strong>จำนวนผลผลิต</strong> <strong>หน้าตาของพืชผล</strong>ที่อาจไม่สวยงามจากการมากัดกินของแมลง ทำให้เกษตรกรหันไปหาสารเคมีที่การันตีผลลัพธ์ได้มากกว่า แต่การหันไปหาเคมีนั้นก็ไม่ต่างจากการติดกับดักของนายทุนเจ้าของแบรนด์สารเคมีต่างๆ เพราะเมื่อเริ่มใช้ครั้งหนึ่งแล้วก็จะต้องใช้ต่อๆ ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนอกจากเรื่องของ<strong>ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น</strong>แล้ว การทำเกษตรวิถีเคมียัง<strong>ส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้เกษตรและผู้บริโภค</strong>ด้วย</p>
<p>ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นกับเกษตรกรทั่วประเทศ เช่น เดียวกับที่เกิดขึ้นใน<strong>หมู่บ้านห้วยขมิ้น ตำบลแม่นาจร</strong> อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชุมชน<strong>กลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ</strong> ประชากรในหมู่บ้านนี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ<strong>เกษตรกรรมเชิงเดี่ยว</strong> เช่น การปลูกผักสลัดผักกาดขาวปลี ลูกพลับ พลัม บ๊วย และอะโวคาโด ซึ่งมักจะ<strong>มีการใช้สารเคมี</strong>อย่างยาฆ่าหญ้า สารเคมีไล่แมลง และปุ๋ยเคมี ทำให้ทุกวันนี้เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพ และต้นทุนในการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาสารเคมี</p>
<p>ราว 5 ปีก่อน <strong>วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลแม่นาจร</strong>ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในชุมชนห้วยขมิ้น โดย<strong>มีที่มาจากการรวมตัวของเกษตรกรรุ่นใหม่ในพื้นที่</strong>ที่นำเอาแนวคิด<strong>เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่</strong>เข้ามาเผยแพร่ในหมู่บ้านโดยคาดหวังการดึงคนรุ่นใหม่กลับบ้านเกิดด้วยการสร้างฐานอาชีพที่มั่นคงในชุมชน เกิดการจ้างงานคนในชุมชนตามความสามารถและก่อให้เกิดรายได้</p>
<p>จากวันนั้นวิสาหกิจกลุ่มนี้ก็ค่อยๆ โน้มน้าวชักชวนชาวบ้านให้<strong>เปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรกรรมจากวิถีเคมีไปสู่วิถีอินทรีย์</strong> ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจนทำให้ในปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจฯ แม่นาจร มีจำนวนสมาชิกทั้งหมดถึง 50 ราย</p>
<p>แต่การทำเกษตรอินทรีย์ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มนี้ก็ยัง<strong>ประสบอุปสรรคและปัญหา</strong>อยู่บ้าง เช่น จัดจำหน่ายผลผลิตในแต่ละฤดูกาลได้ไม่หมด หรือผลผลิตที่ส่งให้ลูกค้าเกิดความเสียหาย ซึ่งสาเหตุของปัญหาเหล่านี้คือทีมเกษตรกรในชุมชนยัง<strong>ขาดความรู้ด้านการบริหารจัดการ</strong> และขาดอุปกรณ์การผลิตและบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพ</p>
<p>จากจุดนี้จึงทำให้วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลแม่นาจรได้จัดโครงการ <strong>‘การพัฒนาศักยภาพกลุ่มผู้ผลิตไม้ผลเมืองหนาวอินทรีย์บ้านห้วยขมิ้น’</strong> ขึ้น เพื่อขยับขยายกลุ่มให้มีความสามารถในการผลิต แปรรูปสินค้า และเพิ่มช่องทางการตลาด เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนมากขึ้น</p>
<p>โครงการนี้ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่มีองค์ความรู้อย่าง <strong>โครงการหลวง</strong> สำนักงานเกษตรอำเภอ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมูลนิธิรักษ์ดิน รักษ์น้ำ เพื่อความช่วยเหลือด้านการอบรมและวางแผนการพัฒนาทักษะร่วมกัน รวมไปถึงการประสานงานกับ<strong>สามพรานโมเดล </strong>ซึ่งเป็นเป็นตลาดรองรับผลผลิตและรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล เพื่อเตรียมตัวสำหรับการจัดจำหน่ายสินค้าในอนาคต โดยทีมของโครงการได้วาง<strong>กลุ่มเป้าหมาย</strong>เป็นกลุ่มคนด้อยโอกาสในชุมชน ซึ่งประกอบไปด้วย <strong>แรงงานนอกระบบ ผู้สืบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ว่างงาน และผู้สูงอายุ</strong> รวมทั้งสิ้น 150 คน</p>
<p>กลุ่มสมาชิกที่เข้ามาร่วมโครงการจะได้รับการฝึกฝนอบรมความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่กระบวนการ<strong>ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ</strong> โดยจะเจาะจงไปที่พืชเมืองหนาว 3 ชนิดคือ <strong>กาแฟอาราบิก้า ลูกพลับ และสตรอว์เบอร์รี </strong>ซึ่งเกษตรกรจะได้เรียนวิธีการปลูก การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านแบรนด์สินค้า และช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างครบวงจร</p>
<p>การที่โครงการนี้มีภาคีเครือข่ายที่มีประสบการณ์ในการทำงานเกษตรอินทรีย์มาอย่างยาวนาน ทำให้มั่นใจได้ว่าองค์ความรู้ที่เกิดการแบ่งปันแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ จะช่วยให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเกษตรกรผู้ด้อยโอกาสที่เข้ามาร่วมฝึกฝนในโครงการ <strong>เกิดความรู้ความเข้าใจและมีทักษะใหม่ๆ</strong> ที่จะยกระดับการผลิต การแปรรูป และการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากสวน ไร่ นา ของตัวเอง ทำให้เกษตรอินทรีย์ภายในชุมชนสามารถ<strong>ยืนหยัดในวิถีนี้ต่อไปได้อย่างยั่งยืน</strong></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-12908" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/CommuBlog-031-100.jpg" alt="" width="1200" height="631" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/CommuBlog-031-100.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/CommuBlog-031-100-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/CommuBlog-031-100-1024x538.jpg 1024w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/CommuBlog-031-100-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/04/CommuBlog-031-100-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/communities/beginning-31/">วิสาหกิจชุมชนแม่นาจร ‘ยืนหยัดในวิถีอินทรีย์’ ผ่านโครงการที่จะช่วยพัฒนาฝีมือเกษตรกรให้สามารถผลิต แปรรูป และขายได้อย่างครบวงจร</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
