<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>งานวิจัย | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/category/research/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 02 Nov 2020 10:55:57 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>งานวิจัย | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เปิดผลวิจัย 290 โรงเรียน 35 จังหวัด พัฒนาตนเองทุกระดับ</title>
		<link>https://www.eef.or.th/tsqp-presentation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 02 Nov 2020 10:55:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=22836</guid>

					<description><![CDATA[<p>งานวิจัย ‘โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tsqp-presentation/">เปิดผลวิจัย 290 โรงเรียน 35 จังหวัด พัฒนาตนเองทุกระดับ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>งานวิจัย ‘โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง’ (Teachers &amp; School Quality Program: TSQP) ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เป็นโครงการที่มุ่งศึกษาถึงแนวทางการยกระดับคุณภาพโรงเรียน ลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงกระบวนการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ</p>
<p><strong>รศ.ดร.พิณสุดา สิริธรังศรี</strong> มูลนิธิศึกษาธิการ วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในฐานะผู้วิจัย ได้ทำการถอดบทเรียน สรุปผลการวิจัย ติดตามและประเมินผล โดยผลการศึกษาภาพรวมพบว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และจะเกิดคุณูปการต่อแวดวงการศึกษายิ่งขึ้นหากสามารถขยายผลไปสู่โรงเรียนต่างๆ ต่อไป</p>
<p><img decoding="async" fetchpriority="high" class="alignnone wp-image-22838 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/1-2พิณสุดา-สิริธรังศรี.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/1-2พิณสุดา-สิริธรังศรี.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/1-2พิณสุดา-สิริธรังศรี-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/1-2พิณสุดา-สิริธรังศรี-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/1-2พิณสุดา-สิริธรังศรี-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/1-2พิณสุดา-สิริธรังศรี-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะผู้วิจัย รศ.ดร.พิณสุดา เปิดเผยว่า ความสำเร็จของโครงการวิจัยครั้งนี้ล้วนเกิดจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง นักเรียน ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการวิจัย ติดตามและประเมินผลร่วมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายของการพัฒนาโรงเรียนภายใต้โครงการนี้ ได้แก่ สถาบันที่รับทุน 5 สถาบัน (มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มูลนิธิลำปลายมาศพัฒนา และมูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม) โรงเรียน 290 โรง รวม 35 จังหวัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กระบวนการทำงานเป็นการศึกษาวิจัยทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ โดยให้ทางโรงเรียนร่วมทำการสำรวจและประเมินตนเอง เบื้องต้นพบว่ามีโรงเรียนที่เคยเข้าร่วมโครงการรับทุนมาก่อน ร้อยละ 61 ทำให้มีประสบการณ์และพื้นฐานในการทำวิจัยมาก่อน ส่วนที่เหลือเป็นโรงเรียนที่เพิ่งเคยเข้าร่วมโครงการรับทุน ขณะเดียวกันยังเป็นโรงเรียนที่พร้อมรับการพัฒนาด้วยความสมัครใจและศรัทธาต่อสถาบันให้ทุน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากโรงเรียนทั้งหมด 290 โรง มีนักเรียนเฉลี่ย 269 คน/โรง ในจำนวนนี้เป็นเด็กที่อยู่ในครอบครัวยากจน ร้อยละ 37.41 (รายได้ครอบครัว 69,461 บาท/ปี) นอกจากนี้ยังมีนักเรียนกลุ่มที่มีความต้องการพิเศษ ร้อยละ 10.68 ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายโดยตรงของ กสศ.</span></p>
<blockquote><p><span style="font-weight: 400;">ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ต้องการได้รับการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะชีวิต และการพัฒนาด้านวินัย ส่วนความต้องการของโรงเรียนคือ ต้องการมีโค้ช ที่ปรึกษา ผู้เสนอแนะแนวทาง และการพัฒนาระบบสารสนเทศ เช่นเดียวกับความต้องการของครูที่อยากให้มีการพัฒนาด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก หรือ Active Learning ที่หลากหลาย”</span></p></blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">รศ.ดร.พิณสุดา กล่าวอีกว่า ผลการวิจัยครั้งนี้ได้มาจากการติดตามประเมินผล การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการใช้แบบประเมินหลังการดำเนินงาน โดยความร่วมมือของผู้อำนวยการโรงเรียน ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ซึ่งได้ข้อสรุปในภาพรวมว่า โรงเรียนมีระดับการพัฒนาสูงขึ้นทุกโรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 100</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พ่อแม่ผู้ปกครองสะท้อนว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีโอกาสได้ประเมินโรงเรียนเลย แต่พอเราจัดให้มีการประเมินแบบกระบวนการกลุ่ม ทำให้พ่อแม่ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางและมีความสุขที่ได้เข้ามามีส่วนร่วม จากเดิมมีส่วนร่วมเพียงแค่สนับสนุนเงินหรือช่วยออกแรง แต่พอเราให้ช่วยคิด ช่วยเสนอปัญหา ช่วยติดตามประเมินผล ทำให้พ่อแม่รู้สึกพอใจมาก ฉะนั้น ผลการวิจัยที่ได้มาจึงค่อนข้างสมบูรณ์และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการแบ่งกลุ่มโรงเรียนออกเป็น 5 ระดับ คือ ดีเยี่ยม ดีมาก ดี พอใจ และต้องปรับปรุง ปรากฏว่าผลการประเมินโรงเรียนที่มีระดับดีเยี่ยม ดีมาก และดี มีจำนวนมากถึง 244 โรง จากทั้งหมด 290 โรง หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 83.79 โดยโรงเรียนในความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยศรีปทุมมีระดับการพัฒนาสูงสุด รองลงมาคือ มูลนิธิลำปลายมาศพัฒนา มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของผู้อำนวยการ ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ที่สำคัญคือต้องมีความเชื่อมั่นและศรัทธาที่จะพัฒนาโรงเรียนให้ดีขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นและเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ทุกโรงเรียนมีการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในชั้นเรียน มีการประยุกต์ใช้ทั้งกระบวนการจิตศึกษาและจิตปัญญา กระบวนการนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าเราให้เด็กสงบสัก 5-10 นาที จะทำให้เด็กเกิดสมาธิ ส่งผลต่อสติปัญญา และพร้อมที่จะเรียนรู้มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถามว่าทั้งหมดนี้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมือง เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาหรือไม่ เกิดแน่นอน โดยมีผลการสำรวจและประเมินผลเป็นเครื่องยืนยันชัดเจน” รศ.ดร.พิณสุดา กล่าว</span></p>
<p><img decoding="async" class="alignnone wp-image-22839 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/1-พิณสุดา-สิริธรังศรี.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/1-พิณสุดา-สิริธรังศรี.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/1-พิณสุดา-สิริธรังศรี-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/1-พิณสุดา-สิริธรังศรี-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/1-พิณสุดา-สิริธรังศรี-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/1-พิณสุดา-สิริธรังศรี-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ มาตรการในการดำเนินการ 5 ด้านที่นำมาใช้ในโครงการวิจัย ประกอบด้วย 1) การกำหนดเป้าหมายของโรงเรียน 2) การใช้กระบวนการชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) 3) การใช้ระบบสารสนเทศ 4) การพัฒนาการเรียนการสอนในระดับชั้นเรียน และ 5) การสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน กระบวนการที่โรงเรียนนำมาใช้มี 4 กระบวนการ ได้แก่ 1) การจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น 2) การดูแลนักเรียนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม 3) การพัฒนาครูให้เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน และ 4) การสร้างศรัทธาให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในเชิงบวก กล่าวคือ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ คิดแก้ปัญหา และคิดวิพากษ์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.66 ส่วนในด้านคุณธรรม การมีวินัย ความซื่อสัตย์ และจิตสาธารณะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.60</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การเปลี่ยนแปลงในตัวผู้เรียนที่ กสศ. ตั้งเป้าไว้คือ ทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์ ทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ และการมีคุณธรรมจริยธรรมในความเป็นมนุษย์ของผู้เรียน ซึ่งผลจากการทำโครงการนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาของแต่ละสถาบันเดินมาถูกทาง สอดคล้องกับความต้องการของโรงเรียนและผู้เรียน”</span></p>

<a href='https://www.eef.or.th/way_patipat_day1_122/'><img width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Way_Patipat_Day1_122.jpg" class="attachment-full size-full" alt="" decoding="async" loading="lazy" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Way_Patipat_Day1_122.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Way_Patipat_Day1_122-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Way_Patipat_Day1_122-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Way_Patipat_Day1_122-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Way_Patipat_Day1_122-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></a>
<a href='https://www.eef.or.th/way_patipat_day1_091-2/'><img width="1200" height="800" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Way_Patipat_Day1_091-1.jpg" class="attachment-full size-full" alt="" decoding="async" loading="lazy" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Way_Patipat_Day1_091-1.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Way_Patipat_Day1_091-1-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Way_Patipat_Day1_091-1-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Way_Patipat_Day1_091-1-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/Way_Patipat_Day1_091-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></a>

<p><span style="font-weight: 400;">รศ.ดร.พิณสุดา ระบุถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการว่า สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ ภาวะผู้นำของผู้บริหาร ผู้นำทางวิชาการ ทั้งด้านพฤติกรรมและคุณลักษณะ มีการใช้องค์ความรู้เป็นฐานในการพัฒนาของโค้ช รวมถึงครูต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีความรัก เมตตา และเอาใจใส่นักเรียนด้วยความเสมอภาค ตลอดจนปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนที่หลากหลายและยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิด วิเคราะห์ ค้นคว้า และแสวงหาคำตอบด้วยตนเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ความยั่งยืนที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ ในภาพรวมพบว่าแต่ละโรงเรียนพร้อมจะนำนวัตกรรมจากโครงการไปใช้ดำเนินการต่อถึงร้อยละ 99 แม้ว่าจะสิ้นสุดโครงการแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักวิจัยเสนอว่าหากจะยกระดับคุณภาพโรงเรียนให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน ควรมีการสนับสนุนต่อไปอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งทุกโรงเรียนพร้อมที่จะขับเคลื่อนเสมอ” รศ.ดร.พิณสุดา กล่าว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2>นานาทัศนะ</h2>
<p><b> <img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-22843" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/2-เจือจันทร์-จงสถิตอยู่.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/2-เจือจันทร์-จงสถิตอยู่.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/2-เจือจันทร์-จงสถิตอยู่-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/2-เจือจันทร์-จงสถิตอยู่-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/2-เจือจันทร์-จงสถิตอยู่-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/2-เจือจันทร์-จงสถิตอยู่-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></b></p>
<p><b>ดร.เจือจันทร์ จงสถิตอยู่</b><span style="font-weight: 400;"> อนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ปัจจัยความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนนั้น หากโรงเรียนมีความเข้มแข็งด้วยตนเองแล้ว ปัจจัยภายนอกอาจไม่มีผลกระทบมากนัก ปัจจุบันเรามีโรงเรียนทั้งสิ้นกว่า 30,000 โรง เราทำโครงการไปแล้วกว่า 700 โรง ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้จะเป็นคานงัดให้กับโรงเรียนทั้งหมดที่มีอยู่ ที่สำคัญคือ ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ สามารถบูรณาการโครงการต่างๆ เข้ามาอยู่ภายใต้ภารกิจหลักในการจัดการเรียนการสอนโดยไม่ขัดต่อบริบทของโรงเรียน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-22844" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/3-พิทักษ์-โสตถยาคม.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/3-พิทักษ์-โสตถยาคม.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/3-พิทักษ์-โสตถยาคม-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/3-พิทักษ์-โสตถยาคม-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/3-พิทักษ์-โสตถยาคม-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/3-พิทักษ์-โสตถยาคม-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><b>ดร.พิทักษ์ โสตถยาคม</b><span style="font-weight: 400;"> รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มีข้อสังเกตว่า ไม่ว่าโครงการใดก็ตามที่มีการร่วมมือกันของเครือข่าย ย่อมจะเกิดความสำเร็จงอกงาม เกิดผลดีต่อเด็ก แต่โจทย์ที่ต้องช่วยกันขบคิดต่อไปคือ แต่ละโรงเรียนจะสามารถพัฒนาตนเองสู่ความยั่งยืนต่อไปอย่างไร หากสิ้นสุดโครงการแล้วจะดำเนินต่อไปอย่างไร และจะเชื่อมโยงในเชิงระบบที่มีอยู่อย่างไร โดยเฉพาะหากมีการโยกย้ายผู้อำนวยการและครู”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-22845 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/4-นรรธพร-จันทร์เฉลี่ย-เสริบุตร.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/4-นรรธพร-จันทร์เฉลี่ย-เสริบุตร.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/4-นรรธพร-จันทร์เฉลี่ย-เสริบุตร-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/4-นรรธพร-จันทร์เฉลี่ย-เสริบุตร-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/4-นรรธพร-จันทร์เฉลี่ย-เสริบุตร-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/4-นรรธพร-จันทร์เฉลี่ย-เสริบุตร-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><b>ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร</b><span style="font-weight: 400;"> ตัวแทนมูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แนวทางการพัฒนาโรงเรียนต้องเริ่มจากการวางแผน ทำความเข้าใจกับโรงเรียน และทำงานร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จากนั้นตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการ ประกอบด้วยตัวแทนจากทุกฝ่าย ทั้งโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง ที่สำคัญคือศึกษานิเทศก์จะต้องเข้ามาเป็นโค้ชให้แก่โรงเรียนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งต้องอาศัยกลไกที่มีอยู่ในพื้นที่ให้มากกว่าองค์กรภายนอก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในช่วงปีแรกของการทำโครงการ เราได้มีการปรับกิจกรรมการเรียนการสอนให้เป็นแบบ Active Learning หลังจากนั้นจึงมีการปรับแผนการสอน เริ่มจากจุดเล็กๆ เปลี่ยนจากการที่ครูเป็นผู้ออกคำสั่ง เป็นการให้เด็กมีอิสระที่จะคิดเองทำเอง สุดท้ายแล้วการใช้กระบวนการเหล่านี้กับเด็กก็จะมีผลย้อนกลับมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่ตัวครูได้”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-22846" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/5-วิชชา-ครุปิติ.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/5-วิชชา-ครุปิติ.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/5-วิชชา-ครุปิติ-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/5-วิชชา-ครุปิติ-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/5-วิชชา-ครุปิติ-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/5-วิชชา-ครุปิติ-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><b>วิชชา ครุปิติ</b><span style="font-weight: 400;"> ตัวแทนมูลนิธิลำปลายมาศพัฒนา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มูลนิธิลำปลายมาศพัฒนามีต้นทุนที่สำคัญคือ ประสบการณ์จากการทำโครงการต่างๆ มากมาย ทั้งงานท้องถิ่น งานชุมชน และงานระดับนโยบาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สำหรับแผนการสอนของลำปลายมาศพัฒนา เราจัดเป็นหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ ซึ่งในแต่ละหน่วยมีครบทุกสาระวิชา อย่างเช่นสอนเรื่องโควิด-19 เราจะมีทั้งไทย วิทย์ คณิต อังกฤษ สังคม รวมอยู่ในนั้นหมด ซึ่งสามารถตอบโจทย์ได้ทุกตัวชี้วัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรามีการเชื่อมโยงนวัตกรรมกับบริบทของโรงเรียน และสอดคล้องกับการเรียนรู้ของผู้เรียน เราสร้างวินัยให้กับเด็กนักเรียนได้โดยไม่ต้องมีเสียงระฆัง ไม่ต้องมีการอบรมหน้าเสาธง แต่เราพัฒนาที่จิตใจของเด็กเป็นสำคัญ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-22847 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/6-ไมตรี-อินทร์ประสิทธิ์.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/6-ไมตรี-อินทร์ประสิทธิ์.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/6-ไมตรี-อินทร์ประสิทธิ์-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/6-ไมตรี-อินทร์ประสิทธิ์-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/6-ไมตรี-อินทร์ประสิทธิ์-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/6-ไมตรี-อินทร์ประสิทธิ์-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><b>รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์</b><span style="font-weight: 400;"> ตัวแทนมหาวิทยาลัยขอนแก่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มหาวิทยาลัยขอนแก่นเน้นหนักในด้านการฝึกหัดครู ฉะนั้นทีมโค้ชทั้งหมดจึงประกอบด้วยคณาจารย์จากทางมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหลักประกันความยั่งยืนได้ว่าจะมีการเชื่อมโยงกับระบบการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง ทั้งนักศึกษาฝึกสอน นักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอก ที่จะมีส่วนร่วมในการทำงานในพื้นที่ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โจทย์สำคัญที่เราได้รับจาก กสศ. คือ การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ ฉะนั้นในช่วงปีแรกเราจึงเน้นเรื่องการสร้างเครือข่ายและการวางระบบโครงสร้างต่างๆ ให้สามารถทำงานได้อย่างยั่งยืน โดยหลักสูตรที่เราใช้จะมุ่งเน้นที่การเปลี่ยนบทบาทครูจากการเป็นผู้สอนความรู้ เป็นผู้สร้างสถานการณ์ให้เด็กตั้งคำถามและแก้ปัญหา”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-22848" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/7-การญ์พิชชา-กชกานนท์.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/7-การญ์พิชชา-กชกานนท์.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/7-การญ์พิชชา-กชกานนท์-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/7-การญ์พิชชา-กชกานนท์-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/7-การญ์พิชชา-กชกานนท์-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/7-การญ์พิชชา-กชกานนท์-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><b>ดร.การญ์พิชชา กชกานนท์</b><span style="font-weight: 400;"> ตัวแทนมหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มหาวิทยาลัยศรีปทุมมีโค้ชซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกหนุนเสริมที่สำคัญ โดยเป็นทั้งพี่เสี้ยง คอยให้คำแนะนำแก่สถานศึกษา และเป็นเหมือนผู้จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้แก่โรงเรียน รวมถึงกระตุ้นกำลังใจให้ครูฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ ฉะนั้น บทบาทของโค้ชจึงเป็นเสมือนเพื่อนคู่คิด มากกว่าจะเป็นผู้สั่งการใดๆ ให้โรงเรียนดำเนินการ การทำหน้าที่ของโค้ชเช่นนี้จึงเป็นแรงสนับสนุนให้ครูเกิดพลังขับเคลื่อนด้วยตนเองต่อไปได้ แม้ว่าจะปิดโครงการแล้วก็ตาม”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-full wp-image-22849" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/8-ไพโรจน์-คีรีรัตน์.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/8-ไพโรจน์-คีรีรัตน์.jpg 1200w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/8-ไพโรจน์-คีรีรัตน์-300x200.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/8-ไพโรจน์-คีรีรัตน์-768x512.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/8-ไพโรจน์-คีรีรัตน์-750x500.jpg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/10/8-ไพโรจน์-คีรีรัตน์-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><b>รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์</b><span style="font-weight: 400;"> มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อุปสรรคสำคัญที่เราต้องก้าวข้ามให้ได้คือ ความขัดแย้งระหว่างกรอบความคิดแบบเดิม กับกรอบความคิดแบบใหม่ที่เราพยายามทำกันอยู่ ซึ่งระบบการจัดการเรียนการสอนสมัยใหม่จำเป็นต้องอาศัยการเคลื่อนตัวอย่างอิสระของโรงเรียน อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตอยู่ว่า ชุดความรู้ที่ถูกถ่ายทอดไปยังโรงเรียนในปัจจุบันนั้น มีทั้งความรู้จริงกับความรู้เทียม ซึ่งขณะนี้ความรู้เทียมกำลังทำลายระบบของโรงเรียนอย่างมหาศาล แต่คนส่วนใหญ่มักมองไม่เห็น จึงนำมาสู่ความขัดแย้งกันของสองชุดความคิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ประเด็นต่อมาคือ ทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนกระบวนการสอนได้ สิ่งที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์นำมาใช้สื่อสารกับโรงเรียนก็คือ แผนการสอน เราชวนครูให้เขียนแผนการสอนตามแนวทางที่ตัวเองอยากสอนและให้กำหนดเป้าหมายด้วยตัวเอง จากนั้นเราจึงไปสังเกตการณ์ในห้องเรียน อาทิ เริ่มจากกระบวนการจิตปัญญา สอดแทรกหลักคุณธรรม หลังจากนั้นจึงเป็นการเสริมสร้างความรู้ ทั้งความรู้ภายนอกกับความรู้ภายใน ซึ่งก็คือการพัฒนาตัวตนด้านในของเด็ก เมื่อครูใช้กระบวนการเหล่านี้กับเด็ก ผลลัพธ์ก็จะสะท้อนกลับมายังจิตวิญญาณของครูด้วยเช่นกัน ฉะนั้น การเปลี่ยนห้องเรียนจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยเครื่องมือสากลของระบบการศึกษา นั่นก็คือแผนการสอน&#8221;</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/tsqp-presentation/">เปิดผลวิจัย 290 โรงเรียน 35 จังหวัด พัฒนาตนเองทุกระดับ</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แนะรัฐจัดสรรงบปี 64 เน้นเติมเต็มกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ด้อยโอกาส</title>
		<link>https://www.eef.or.th/29082020-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Aug 2020 08:11:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนเสมอภาค]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[งบประมาณ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=20727</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; ผลวิจัย 10 ปี บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษา งบการศึกษ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/29082020-2/">แนะรัฐจัดสรรงบปี 64 เน้นเติมเต็มกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ด้อยโอกาส</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-20733" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnailB-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnailB-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnailB-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnailB-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnailB-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลวิจัย 10 ปี บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษา งบการศึกษาแม้จ่ายรายหัวเท่ากันแต่ไปถึงปลายทางไม่เท่ากัน ชี้พื้นที่ด้อยโอกาสทุรกันดาร เสียเปรียบ งบบุคลากรลงไปไม่ถึงเด็ก “นักเศรษฐศาสตร์การศึกษา” แนะรัฐจัดสรรงบปี 64 เน้นเติมเต็มกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ด้อยโอกาส ลดผลกระทบจาก COVID-19 ดันปฏิรูประบบงบประมาณการศึกษาด้วยสูตรเสมอภาคใช้ข้อมูลเด็กรายบุคคลประกอบข้อมูลบริบทรายพื้นที่ช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน</span></p>
<p><strong> </strong><span style="font-weight: 400;"><strong>รศ.ดร.ชัยยุทธ  ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์</strong>   อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวหน้าโครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ (National Education Accounts: NEA)กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยผลการวิเคราะห์ 10 ปีจาก โครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ (National Education Accounts: NEA) ว่ารายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2551 – 2561 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2551 มีจำนวนเงิน 560,479 ล้านบาท ต่อมาในปี พ.ศ.2561 ประเทศไทยมีรายจ่ายด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นเป็น 816,267 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 45 ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยรายจ่ายด้านการศึกษาของภาครัฐเริ่มมีแนวโน้มลดลงจาก  684,497 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2559 เป็น 620,452 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2561 หรือคิดเป็นอัตราการลดลงเฉลี่ยปีละ 4.79% สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลงทุกปี ทำให้จำนวนนักเรียนทั้งหมดของประเทศไทยมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากมีนักเรียนทั้งหมดจำนวน 11,750,727 ในปี พ.ศ. 2553 เหลือจำนวน 10,763,607 คน ในปี พ.ศ.2561 หรือลดลงมาเกือบหนึ่งล้านคนในระยะเวลา 8 ปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวว่า จากข้อมูลการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการศึกษาภาคบังคับให้แก่เยาวชนในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2561 สพฐ. มีโรงเรียนในสังกัดจำนวน 29,839 แห่ง โดยมีงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาทั้งหมด 286,743 ล้านบาท ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ที่จัดสรรผ่านงบบุคลากร งบลงทุน งบดำเนินงาน และมีงบรายหัวที่จัดสรรให้เด็กแต่ละคนเท่ากัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> แต่ในทางปฏิบัติแล้วเมื่อติดตามผลการจัดสรรงบประมาณในหมวดต่างๆ เหล่านี้ไปถึงปลายทางในพื้นที่ และถึงตัวผู้เรียนแล้วจะพบว่า นักเรียนแต่ละคนในพื้นที่ต่างๆ จะได้รับงบประมาณรวมเฉลี่ยต่อคนไม่เท่ากัน ซึ่งเกิดจากหลากหลายปัจจัย อาทิ จำนวนเด็กนักเรียนในแต่ละพื้นที่จำนวนครูในโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารที่ยังขาดครูไปสอนไม่ครบชั้นเรียน ทำให้งบบุคลากร งบลงทุนที่ได้รับการจัดสรรลงไปให้แก่นักเรียนในพื้นที่และสถานศึกษาเหล่านี้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าโรงเรียนขนาดกลาง-ใหญ่ และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ</span></p>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-20734" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/eef1-1-1.jpg" alt="" width="1280" height="720" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/eef1-1-1.jpg 1280w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/eef1-1-1-300x169.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/eef1-1-1-768x432.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/eef1-1-1-750x422.jpg 750w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยผลการวิจัยจากโครงการบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติพบว่า ในปีงบประมาณ 2561 ภูมิภาคที่มีรายจ่ายด้านการศึกษา มากที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 119,153 ล้านบาท รองลงมาคือภาคกลาง จำนวน 72,231 ล้านบาท  ภาคเหนือ จำนวน 54,280 ล้านบาท ในขณะที่ภาคใต้ เป็นภูมิภาคที่มีรายจ่ายด้านการศึกษาน้อยที่สุดจำนวน 41,077 ล้านบาท หรือประมาณหนึ่งในสามของรายจ่ายด้านการศึกษาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยเมื่อติดตามผลการจัดสรรงบประมาณการศึกษาในปี 2561 ไปถึงผู้เรียนเป็นรายบุคคลแล้วพบว่านักเรียนในบางจังหวัดได้รับจัดสรรงบประมาณการศึกษาเฉลี่ยต่อหัวอยู่ในระดับ 25,000 – 35,000 บาท เช่น จังหวัดตาก สุราษฎร์ธานี และ สมุทรสาคร ในขณะที่บางจังหวัดนักเรียนได้รับจัดสรรงบประมาณการศึกษาเฉลี่ยต่อหัวอยู่ในระดับ 53,000 – 65,000 บาท เช่น จังหวัด ปทุมธานี แพร่ และร้อยเอ็ด เป็นต้น ซึ่งแตกต่างกันอยู่ราว 1-2 เท่า อันเนื่องมาจากปัจจัยสภาพแวดล้อมในพื้นที่ และจำนวนครูและบุคลากรในสถานศึกษาข้างต้น </span></p>
<figure id="attachment_20730" aria-describedby="caption-attachment-20730" style="width: 864px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-20730 size-full" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-3-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-3-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-3-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-3-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/a-3-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /><figcaption id="caption-attachment-20730" class="wp-caption-text">รศ.ดร.ชัยยุทธ  ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์   อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวหน้าโครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ</figcaption></figure>
<p><span style="font-weight: 400;">“เมื่อพิจารณาผลกระทบจาก COVID-19 ล่าสุดที่มีจำนวนนักเรียนยากจนพิเศษในระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นมากกว่า 300,000 คนจะเห็นได้ว่าผู้เรียนและครัวเรือนในระบบการศึกษาไทยในปีการศึกษา 2563-2564 ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจาก COVID-19 ทั่วทุกพื้นที่ ทางออกด้านหนึ่งในการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาปี 2564 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในมิติการศึกษาได้อย่างยั่งยืน คือ ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกระบวนการจัดสรรงบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Equity-based Budgeting) ซึ่งไม่ใช่การจัดสรรด้วยสูตรเดียวกันทั้งประเทศ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ใช้หลักการนำข้อมูลความจำเป็นของผู้เรียน และสถานศึกษา รวมทั้งบริบทเฉพาะในแต่ละพื้นที่ มาคิดคำนวณอยู่ในสูตรการจัดสรรงบประมาณด้วย สิ่งนี้จะช่วยให้ระบบการศึกษาไทยสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งด้านประสิทธิภาพ และความเสมอภาคไปพร้อมกันได้ (Equity &amp; Efficiency Gain) เพราะนอกจากผู้เรียน โรงเรียนจะได้รับการจัดสรรทรัพยากรที่สอดคล้องกับความจำเป็นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแล้ว รัฐบาลจะสามารถประหยัดเงินงบประมาณได้จำนวนมากจากรายจ่ายที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการได้ด้วย” รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หัวหน้าโครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า ในเดือนกันยายนนี้ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ กสศ. จะเปิดตัวฐานข้อมูลบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาออนไลน์ ในชื่อฐานข้อมูล iNEA ผ่านโปรแกรม Business Intelligence (BI) เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้เห็นถึงภาพรวมและรายละเอียดของข้อมูลรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทยย้อนหลัง 10 ปี    ด้วยการนำเสนอรูปแบบใหม่ที่ทันสมัย มีการใช้กราฟิกที่แสดงข้อมูลในรูปของกราฟแท่ง กราฟวงกลม แผนที่ และรูปภาพต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าใจข้อมูลได้อย่างชัดเจน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยฐานข้อมูลนี้จะช่วยให้ผู้ออกแบบนโยบาย ผู้บริหารสถานศึกษา และนักวิชาการผู้สนใจประเด็นการศึกษาเข้าใจโครงสร้างรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศมากขึ้น ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปประกอบการออกแบบนโยบายด้านการศึกษา เพิ่มความพร้อมของเด็กก่อนเข้าเรียน เพิ่มอัตราการเข้าเรียนของเด็ก และกำหนดผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรของภาครัฐในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเป็นธรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/29082020-2/">แนะรัฐจัดสรรงบปี 64 เน้นเติมเต็มกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ด้อยโอกาส</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เสนอศธ.กำชับโรงเรียนลดจำนวนการบ้านนักเรียนอย่างจริงจังมุ่งฝึกภาคปฎิบัติมากขึ้น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/19-08-2020-3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Aug 2020 07:44:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[สมพงษ์ จิตรระดับ]]></category>
		<category><![CDATA[การบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตร]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษา กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[ณัฎฐพล ทีปสุวรรณ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=20308</guid>

					<description><![CDATA[<p>แนวทางปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา พร้อมกับเน้นให้โรงเรียนท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/19-08-2020-3/">เสนอศธ.กำชับโรงเรียนลดจำนวนการบ้านนักเรียนอย่างจริงจังมุ่งฝึกภาคปฎิบัติมากขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-20323" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail4-1.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail4-1.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail4-1-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail4-1-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/thumbnail4-1-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวทางปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา พร้อมกับเน้นให้โรงเรียนทุกแห่งลดการบ้าน  โดยใช้การเรียนออนไลน์เข้ามาช่วยพัฒนาการเรียนการสอนของนักเรียน โดยให้พัฒนาการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี ตามแนวทางของ <strong>นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ</strong> ได้รับการตอบรับ จากนักการศึกษาหลายท่าน รวมถึง  <strong>ศ.ดร.สมพงษ์ จิตรระดับ</strong> อาจารย์คณะศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะที่ปรึกษาที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ. ) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมเห็นด้วยกับนโยบายนี้ และถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้การบ้านนักเรียนจำนวนมาก และนักเรียนส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่กับการบ้านเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่นักเรียนเรียนเนื้อหาจำนวนมาก เพราะหลักสูตรปัจจุบันแบ่งเนื้อหาเป็น 8 กลุ่มสาระวิชา และแยกย่อยได้เกือบ 20 รายวิชา ดังนั้น ใน 1 วัน ครูอาจจะให้การบ้านกับนักเรียน 2-4 วิชา ซึ่งนักเรียนจะใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ย 1-3 ชั่วโมงต่อวัน” ที่ปรึกษา กสศ.  ให้ความเห็น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า  การลดภาระเรื่องการบ้านให้นักเรียนเป็นที่สิ่งควรทำมานานแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม รมว. ศึกษาธิการ ควรจะเร่งพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่จะนำมาแทนกลุ่มสาระวิชาให้เสร็จโดยเร็ว เนื่องจากใช้หลักสูตรเดิมนานเกือบ 30 ปีแล้ว ถ้ายังไม่เลิก อาจจะช้าเกินไป เพราะต้นตอที่นักเรียนมีการบ้านจำนวนมาก เพราะเรียนมาก ควรให้นักเรียนไปฝึกปฏิบัติ และฝึกทักษะที่สำคัญในชีวิตปัจจุบัน มากกว่ามานั่งทำการบ้าน หรือนั่งกวดวิชา เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นโยบายนี้ดีแต่คลุมเครือ เพราะสิ่งที่ตามมาคือเมื่อนักเรียนยังเรียน 8 กลุ่มสาระวิชาอยู่ รวมทั้ง พ่อแม่ส่วนใหญ่ยังติดว่านักเรียนต้องมีการบ้านกลับมาทำ และถ้าไม่มีการบ้าน ครูจะจัดการเรียนการสอนอย่างไร ให้มีแบบฝึกในห้องเรียน หรือให้นักเรียนทำการบ้านกับครูหรือไม่ และหากโรงเรียนยังให้การบ้านนักเรียนอยู่ ศธ.จะมีวิธีจัดการ และลงโทษโรงเรียนที่ไม่ทำตามอย่างไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ที่ปรึกษา กสศ. แสดงความกังวลหลังจากไปร่วมประชาพิจารณ์หลักสูตรฐานสมรรถนะ โดยพบว่า <strong>ตัวหลักสูตรเน้นสมรรถนะ แต่ไม่เน้นการสร้างพลเมืองไทย ทั้งที่ปัจจุบันนักเรียนจำนวนมากตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตย สิทธิ และเสรีภาพ แต่ตัวหลักสูตรใหม่กลับไม่มองเรื่องนี้เป็นจุดแข็ง และนำมาใช้เป็นประโยชน์ กลับเน้นการสร้างทักษะ และสมรรถนะแทน จากที่ตนทำวิจัย พบว่าในประเทศที่เจริญแล้ว เมื่อต้องการสร้างคนที่มีคุณภาพ จะเน้นการสร้างพลเมืองที่มีความเป็นประชาธิปไตย สอนให้นักเรียนรู้จักสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก เป็นต้น </strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น การจัดทำหลักสูตรต่างๆ ต้องระมัดระวัง สมรรถนะกับทักษะเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของหลักสูตร เพราะการสอนให้นักเรียนรู้เรื่องพลเมือง จะทำให้นักเรียนมีตรรกะ มีเหตุมีผล ซึ่งจะโยงไปสู่การสร้างสมรรถนะของตน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมเห็นด้วยกับนโยบายลดภาระการสอบของนักเรียน ที่เร็วๆ นี้ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ออกมาเปิดเผยว่าจะหารือกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เพื่อยืดหยุ่นเรื่องการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ (โอเน็ต) ซึ่งผมคิดว่าควรจะเลื่อน หรือยกเลิกการสอบโอเน็ตออกไปก่อน เพราะสถานการณ์การศึกษาในขณะนี้ไม่ปกติ จากผลกระทบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19” ศ.ดร.สมพงษ์  กล่าว</span></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/19-08-2020-3/">เสนอศธ.กำชับโรงเรียนลดจำนวนการบ้านนักเรียนอย่างจริงจังมุ่งฝึกภาคปฎิบัติมากขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เร่งเสนอ ศธ.ภายในกันยายน หวังช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง</title>
		<link>https://www.eef.or.th/07082020-4/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Aug 2020 02:41:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[บัญชีค่าใช้จ่ายการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สภาการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[เงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ชุดลููกเสือ พละ เนตรนารี]]></category>
		<category><![CDATA[อุปกรณ์การเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[สกศ.]]></category>
		<category><![CDATA[สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=19622</guid>

					<description><![CDATA[<p>นับตั้งแต่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อปี 2552  มีมติ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/07082020-4/">เร่งเสนอ ศธ.ภายในกันยายน หวังช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-19696" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/สภาการศึกษา.jpg" alt="" width="864" height="454" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/สภาการศึกษา.jpg 864w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/สภาการศึกษา-300x158.jpg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/สภาการศึกษา-768x404.jpg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2020/08/สภาการศึกษา-750x394.jpg 750w" sizes="(max-width: 864px) 100vw, 864px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นับตั้งแต่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อปี 2552  มีมติการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน ผ่านมาเป็นเวลา 10ปี ที่การกำหนดเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน ยังคงใช้ฐานข้อมูลเดิมซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน กระทบไปถึงผู้ปกครองที่ต้องมีค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในการจัดซื้อเครื่องแบบนักเรียน อีกทั้งขนาดของสถานศึกษาในพื้นที่ต่างๆมีความแตกต่างกันแต่ก็ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวด้วยฐานข้อมูลเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ล่าสุด  <strong>สภาการศึกษา</strong> ( สกศ. ) ได้มีการทำโครงการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องเงินอุดหนุนการเรียนการสอน (เงินอุดหนุนรายหัว) เพื่อเป็นข้อมูลนำเสนอต่อฝ่ายนโยบายซึ่งก็คือ รัฐบาลว่าถึงเวลาหรือยังที่จะมีการปรับปรุงการสนับสนุนเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการเปิดเผยของ</span><span style="font-weight: 400;"><strong>นายสุภัทร จำปาทอง</strong> เลขาธิการสภาการศึกษา (เลขาฯ สกศ.) ระบุว่า   จากโครงการวิจัยเกี่ยวกับเรื่</span><span style="font-weight: 400;">องเงินอุดหนุนการเรียนการสอน (เงินอุดหนุนรายหัว) ในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่นักเรียนระดับชั้นอนุบาล </span><span style="font-weight: 400;">1 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยกระบวนการตอนนี้ สกศ.ได้ตรวจสอบอัตราเงินเฟ้อเสร็จเรียบร้อยแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พบว่า การจัดเก็บรายได้ของประเทศเพิ่</span><span style="font-weight: 400;">มขึ้นประมาณ ร้อยละ </span><span style="font-weight: 400;">40-50 แต่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 16 แสดงให้เห็นว่าประเทศมีความสามารถในการสนับสนุนงบประมาณในเรื่องนี้”  นายสุภัทร กล่าว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> ทั้งนี้ สกศ.ยังได้ส่งทีมงานลงพื้นที่</span><span style="font-weight: 400;">เก็บข้อมูลในโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างประมาณเกือบ </span><span style="font-weight: 400;">200 โรง ครอบคลุมโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รวมถึงสำรวจโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลด้วย</span></p>
<p><b>&#8220;การสำรวจข้อมูลค่าใช้จ่ายรายหัว ทำใน 5 หัวข้อเดิม คือ 1.ค่าเล่าเรียน 2.ค่าหนังสือเรียน 3.อุปกรณ์การเรียน 4.เครื่องแบบนักเรียน และ 5.กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ว่าแต่ละโรงเรียนได้รับสนับสนุนเท่าไหร่ อย่างไร ซึ่งทั้ง 5 รายการนี้ ถือว่าใช้มาเป็นระยะเวลา 10 ปี แล้ว หรือตั้งแต่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เมื่อปี 2552</b><span style="font-weight: 400;">  ดังนั้นหากจะปรับปรุ</span><span style="font-weight: 400;">งตามสภาพการจ่ายจริงควร ที่จะปรับให้เป็นไปในทิศทางไหนอย่างไร&#8221; นายสุภัทร กล่าว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เลขาฯ สกศ. เปิดเผยด้วยว่า  สกศ.ยังสำรวจค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบ เช่น ค่าชุดนักเรียนที่รัฐสนับสนุ</span><span style="font-weight: 400;">นให้ปีละ </span><span style="font-weight: 400;">2 ชุด แต่นักเรียนก็จะต้องมีชุดพละและชุดลูกเสือ เนตรนารี เพิ่มขึ้นมา หรือค่าใช้จ่ายต่างๆ สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก และโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น ซึ่ง สกศ.จะจัดทำเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพื่อที่จะให้เห็นภาพชัดว่าค่าใช้จ่ายในเรื่องใดที่รัฐควรจะสนับสนุน และสนับสนุนจำนวนเท่าไรในแต่ละระดับชั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดย สกศ.จะรวบรวมข้อมูลเหล่านี้</span><span style="font-weight: 400;">เสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พิจารณา คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.นี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ในส่วนของวงเงินที่จะต้องใช้เพิ่มเติม สกศ.จะพิจารณาให้ไม่เกินอัตราเงินเฟ้อ คิดว่าน่าจะอยู่ที่ 12,000-13,000 ล้านบาท แต่อาจจะไม่ได้เพิ่มในลักษณะนี้ทุกปี เนื่องจาก ปัจจุบันอัตราการเกิดของประชาชนลดลง คือ เมื่อ ครม.เริ่มอนุมัติค่าใช้จ่ายเรื่องนี้ ในปีการศึกษา 2553  รัฐใช้เงินงบประมาณอยู่ที่ 64,000 ล้านบาท และปัจจุบันงบประมาณที่ใช้สนับสนุนเรื่องนี้ อยู่ที่ 55,000 ล้านบาท&#8221; เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> อย่างไรก็ตาม เมื่อรายงานนี้ได้ผ่านการพิจารณาจาก รมว.ศธ.แล้ว จะต้องเสนอให้ ครม.พิจารณาต่อไป ซึ่งในส่วนของ สกศ.เองเราได้จัดทำงานวิจัยเพื่อรองรับเรื่องนี้ รวมถึงมีข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/07082020-4/">เร่งเสนอ ศธ.ภายในกันยายน หวังช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
