<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>นวัตกรรมต้นแบบ | กสศ.</title>
	<atom:link href="https://www.eef.or.th/category/innovation/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<description>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 24 Dec 2024 02:36:00 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.3.8</generator>

<image>
	<url>https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2021/02/cropped-fav-icon-32x32.png</url>
	<title>นวัตกรรมต้นแบบ | กสศ.</title>
	<link>https://www.eef.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“โรงเรียนแห่งอนาคตไม่ใช่ ‘โรงสอน’ แต่เป็น ‘โรงสร้าง’ ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่โอบรับความหลากหลาย” ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-181224-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Dec 2024 04:57:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[VASK]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนแห่งอนาคต]]></category>
		<category><![CDATA[โรงสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[School Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[TSQM]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=88920</guid>

					<description><![CDATA[<p>“โรงเรียนแห่งอนาคต ต้องเป็นแหล่งหนุนการเรียนรู้และพัฒนา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-181224-2/">“โรงเรียนแห่งอนาคตไม่ใช่ ‘โรงสอน’ แต่เป็น ‘โรงสร้าง’ ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่โอบรับความหลากหลาย” ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote class="wp-block-quote">
<p>“โรงเรียนแห่งอนาคต ต้องเป็นแหล่งหนุนการเรียนรู้และพัฒนาเป็น Learning Development ของผู้เรียน ครู และของระบบการศึกษา หมายถึง ‘ระบบการศึกษา’ จะต้องเรียนรู้จากของจริงที่เกิดขึ้น และโรงเรียนแห่งอนาคต ยังต้องเป็นกลไกปฏิสัมพันธ์ของระบบการศึกษา ลดการส่งต่อจากบนสู่ล่างหรือ top-down ให้เกิดการเรียนรู้บนแนวราบหรือ bottom-up มากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสการเรียนรู้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนและครู ซึ่งคือกลไกพัฒนาความเป็นมนุษย์ ถ้าทำอย่างนั้น โรงเรียนจะเป็นแหล่งเชื่อมโยงความรู้และทฤษฎีจากประสบการณ์จริง สถานการณ์จริง เป็นแหล่งพัฒนาความเป็นมนุษย์ของผู้เรียนที่ไม่ได้มีบทบาทแค่ถ่ายทอดวิชาความรู้”<br><br><strong>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช</strong></p>
</blockquote>



<p>จากปี 2562 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ทำงานร่วมกับโรงเรียนในสังกัด สพฐ. มากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ใน <strong>‘โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง’</strong> หรือ <strong>Teacher and School Quality Program (TSQP)</strong> ซึ่งมุ่งพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ (Whole School Approach) โดยกระตุ้นให้เกิดการ ‘พัฒนาคุณภาพระบบบริหารจัดการโรงเรียน’ และ ‘พัฒนาการจัดการเรียนการสอน’ ให้มีคุณภาพสูง เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 ผ่านการวัดผลลัพธ์การเรียนรู้ 4 ด้าน คือ คุณค่า (Values) ทัศนคติ (Attitude) ทักษะ (Skills) และ ความรู้ (Knowledge) หรือจำกัดความสั้น ๆ ว่า <strong>‘VASK’</strong></p>



<p>ถึงปี 2566 ผลการประเมินโครงการโดยทีมวิจัยและประเมินผลมูลนิธิศึกษาธิการ พบว่า 636 โรงเรียนในโครงการ TSQP สามารถยกระดับได้สำเร็จ และได้เดินหน้าสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นอีกขั้น โดยยกระดับจาก TSQP เป็น <strong>‘TSQM’</strong> ที่อักษร P ซึ่งหมายถึง Project ได้เปลี่ยนมาเป็น M อันมีความหมายถึงการ ‘Movement’ หรือคือเปลี่ยนจากการทำงาน ‘วงแคบ’ ในลักษณะ Project เป็นการทำงานใน ‘วงกว้าง’ ระดับพื้นที่หรือระดับจังหวัด ซึ่งจะอาศัยพลังความร่วมมือขององคาพยพที่หลากหลายในท้องถิ่นนั้น ๆ มาช่วยหนุนวงจรการเรียนรู้ของผู้เรียน พร้อมกับพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องในแวดวงการศึกษาทั้งระบบ เพื่อยกระดับคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และ <strong>‘สร้างผู้นำความเปลี่ยนแปลง’</strong> หรือ <strong>‘พื้นที่ต้นแบบ’</strong> ที่จะขยายผลส่งต่อไปยังพื้นที่อื่น ๆ ให้เดินหน้าพัฒนาไปด้วยกัน&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้เป้าหมายสำคัญของ ‘TSQM’ ยังมีเรื่องของมาตรการ ‘School Zero Dropout’ ที่จะสร้างและพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา และสอดส่องค้นหาเด็กเยาวชนในวัยการศึกษาภาคบังคับที่หลุดออกจากระบบ เพื่อฟื้นฟูประคับประคองและส่งเสริมให้เข้าสู่วิธีการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น-มีทางเลือก-ตอบโจทย์ชีวิต ซึ่งเป็นการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ทุกภาคส่วนร่วมเป็นเจ้าของการทำงานอย่างแท้จริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2ecb76"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/7.ปาฐกถาพิเศษ-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ. </strong>กล่าวถึงการปรับแนวคิดการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาคุณภาพตนเอง โดยใช้การหนุนกลไกระดับพื้นที่ เพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (System change) ให้เกิดการทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานต้นสังกัดระดับพื้นที่ หรือระดับจังหวัด และมีความร่วมมือกับหน่วยงานภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสร้างเครือข่ายโรงเรียนให้เป็นเจ้าของร่วมและดำเนินการด้วยตนเอง เพื่อขยายผลจากโรงเรียนแกนนำสู่โรงเรียนอื่น ๆ ตามแนวคิดของ TSQM และเพื่อให้เกิดเป็น ‘ระบบนิเวศทางการศึกษา’ ที่ยั่งยืนจากต้นทุนเดิมของจังหวัด โรงเรียน และทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วม ว่า&nbsp;</p>



<p>“เมื่อพูดถึงการศึกษา เราต้องไม่ลืมเป้าหมายแท้จริงว่าหัวใจของการเรียนรู้ที่จะเกิดกับผู้เรียน จะมาควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา (Transformative Learning) และต้องเกิดขึ้นในทุกด้านของ V-A-S-K ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงที่ความรู้ หรือ ‘K’ เพียงอย่างเดียว ฉะนั้นสิ่งที่ควรตระหนักในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ คือต้องเอื้อต่อความหลากหลายของ ‘ผู้เรียนทุกคน’ โดยจะ ‘ไม่ทำร้ายหรือทำลายบางคน’ อย่างไม่ตั้งใจ ทีนี้พอเข้าใจตรงกันแล้วว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องของทุกคน ระบบนิเวศที่จะออกแบบจึงต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจ เป็นพื้นที่ที่ผู้เรียนสามารถตั้งคำถามต่อประเด็นต่าง ๆ เป็นพื้นที่ที่รองรับทุกอารมณ์และทุกความซับซ้อนของมนุษย์&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“การจัดการเรียนรู้ที่รองรับต่อนิเวศของการเรียนรู้ที่ดี ‘เด็ก’ หรือ ‘ผู้เรียน’ ควรมีส่วนช่วยในการออกแบบ เท่ากับเป็นหน้าที่ของครู ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง ไปจนถึงชุมชนสังคม ที่จะต้องมีวิธีการทำให้เด็กขยับเข้ามามีส่วนร่วม แล้วเราจะมองเห็นความเป็นไปได้ของนิเวศการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถพัฒนาตัวเองไปได้พร้อม ๆ กัน เพราะการเรียนรู้ที่ออกแบบขึ้นจากการรู้ความต้องการของตนเองและรู้ความต้องการของผู้อื่น จะเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำความเข้าใจความแตกต่างหลากหลาย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ce38bd"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/ศ.นพ.วิจารณ์-พานิช-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์</strong> กล่าวถึงทฤษฎีการศึกษาที่สำคัญต่อการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในศตวรรษที่ 21 ว่า การพาผู้เรียนไปถึงผลลัพธ์ทั้ง 4 ด้าน คือ คุณค่า ทัศนคติ ทักษะ และความรู้ ได้พร้อม ๆ กัน การจัดการเรียนรู้ต้องบูรณาการแบบองค์รวม (Holistic Approach) ซึ่งมีวิธีการมากมายหลายแบบ อย่างไรก็ตามส่วนสำคัญที่สุดคือครูและโรงเรียนจะต้องออกแบบการเรียนรู้ที่ผู้เรียนไม่เพียงได้ ‘เรียนรู้จากประสบการณ์’ (Experiential Learning) แต่ต้องพาไปให้ถึงการ ‘เกิดความคิด’ และมี ‘วิธีตกผลึก’ ผ่านประสบการณ์ในเชิงหลักการ ตามทฤษฎี ‘Kolb’s Experiential Learning Cycle’ (David A. Kolb, Institute for Experiential Learning)</p>



<p>“หัวใจสำคัญอยู่ที่ผู้เรียนต้องสามารถสังเกตจากประสบการณ์ แล้วมีการ ‘สะท้อนกลับ’ (Reflection) ด้วยการคิดไปสู่หลักการเชิงนามธรรม ซึ่งตรงกันข้ามกับการเรียนรู้แบบเดิมที่คุ้นเคย ที่เป็นการเรียนจากทฤษฎีแล้วเอาไปปฏิบัติ โดยวิธีการนี้จะทำย้อนกลับจากภาคปฏิบัติเพื่อคิดไปหาทฤษฎี ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างเป็นตัวของตัวเอง (Agentic Personality) และผลลัพธ์จากการจัดการเรียนรู้ลักษณะนี้ คือเราจะผลิตคนที่มีความคิดของตัวเอง กล้าคิด กล้าริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นคนที่มีศักยภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งยังยอมรับและเคารพในความคิดของคนอื่นด้วย ซึ่งคือผลผลิตจากการเรียนรู้ที่ยุคปัจจุบันและอนาคตต้องการ&nbsp;</p>



<p>“การสะท้อนคิดไปสู่หลักการนั้นมีแก่นอยู่ที่การ ‘ตั้งคำถาม’ โดยเฉพาะในภาพรวมที่ผู้เรียนต้องรู้ว่าเรียนแล้วจะนำไปสู่อะไร สองสิ่งสำคัญที่ควรได้รับ คือ 1.แรงบันดาลใจที่จะทำอะไรบางอย่าง และ&nbsp; 2.เกิดทักษะการตั้งคำถามเพื่อพาตัวเองออกไปให้ไกลกว่าสิ่งที่เรียนรู้ตรงหน้า ซึ่งคือ ‘วงจรสร้างปัญญา’ ที่จะหมุนต่อไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด และเกิดการค้นคว้าหาความรู้อื่น ประสบการณ์อื่นมาเทียบ เพื่อสะท้อนคิดเชิงหลักการไปสู่ทฤษฎีที่ใช่ที่สุด ณ เวลานั้น ๆ ดังนั้นจะเห็นว่ากระบวนการเรียนรู้ตามทฤษฎี ‘Kolb’s Experiential Learning Cycle’ นอกจากเด็กหรือผู้เรียนแล้ว โรงเรียนยังได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของครู ของผู้บริหาร ของกรรมการโรงเรียน ของผู้ปกครองและชุมชน ที่จะปรับบทบาทหรือหน้าที่ให้สอดคล้องกับการส่งต่อความรู้-ความเชื่อ-ความเข้าใจ ได้อยู่ตลอดเวลา เป็นวงจรของการปรับ-เปลี่ยน-พัฒนา เรื่อยไปไม่สิ้นสุด การเรียนรู้ในวันนี้และอนาคตจึงเป็นการ ‘สร้าง’ มากกว่า ‘รับถ่ายทอด’ ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ตัวผู้เรียนได้กว้างและลึกกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ครูและหน่วยอื่น ๆ ทั้งหมดในวงจรการเรียนรู้จะไม่ให้น้ำหนักที่การถ่ายทอดความรู้ แต่จะช่วยกันออกแบบการเรียนรู้ที่พาผู้เรียนไปสู่การปฏิบัติ และสะท้อนคิดหลักการด้วยตัวเอง หรือเป็น Facilitator และทั้งหมดนี้คือหลักการของ ‘การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง’ ที่ผู้เรียนต้องสามารถคิดจากประสบการณ์ เพื่อตั้งคำถามสะท้อนคิดไปให้ถึงการ ‘ท้าทายความเชื่อเดิม’ ให้ได้ เพราะความหมายของการเรียนรู้คือการไม่หยุดนิ่ง หรือการเปลี่ยนความคิดและเปลี่ยนใจด้วยความมั่นใจในหลักการ เมื่อเกิดการค้นพบหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใหม่มาสนับสนุน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b3ff60"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/ศ.นพ.วิจารณ์-พานิช-7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ศ.นพ.วิจารณ์</strong> กล่าวสรุปว่า ถ้าโรงเรียนไม่สามารถเปลี่ยนเป็น ‘แหล่งหนุนการเรียนรู้’ โดยเฉพาะสำหรับ ‘ระบบการศึกษา’ แล้ว การก้าวต่อไปข้างหน้าของการศึกษาทั้งระบบก็จะเป็นแค่เพียงการยึดโยงกับภาคทฤษฎี ขณะที่ความจริงที่ปรากฏขึ้นในโรงเรียนหนึ่ง ๆ หรือในพื้นที่หนึ่ง ๆ กลับไม่ถูกมองเห็นและทำความเข้าใจ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“การทำงานของทุกฝ่ายที่เข้าร่วมสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ในวาระนี้ ทำให้เชื่อได้ว่าการทำงานและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนหนึ่ง ในพื้นที่หนึ่งจะมีสถานะเป็นแหล่งการเรียนรู้ ผ่านหลักการ Double-Loop Learning ซึ่งหมายถึงการเรียนรู้ที่ให้ผลสองต่อ คือต่อแรกเมื่อทำแล้วเกิดผล ผลลัพธ์นั้นจะสะท้อนกลับไปที่การขยายวิธีการทำงานออกไป ส่วนต่อที่สองคือผลลัพธ์นั้นจะสะท้อนกลับไปยังภาคทฤษฎีหรือหลักการ หรือคือการสะท้อนไปถึง ‘ระบบเชิงโครงสร้าง’ ว่าจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่และอย่างไร ถ้าจะพัฒนางานให้ดีขึ้นไปอีก ฉะนั้นโรงเรียนต้องเป็นแหล่งหนุนการเรียนรู้ เพื่อเป็นต้นทางของ ‘ความคิดที่ต่างไปจากทฤษฎีซึ่งมีอยู่เดิม’ โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่</p>



<blockquote class="wp-block-quote">
<p><strong>“โรงเรียนแห่งอนาคตจึงไม่ใช่โรงสอน แต่เป็น ‘โรงสร้าง’ โดยมีครูเป็นนักออกแบบสร้างสรรค์ สร้างบันไดให้นักเรียนได้ปีน สามารถปลดปล่อยพลังที่ซ้อนเร้นในมนุษย์ เป็นพลังหนุนการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย ให้สามารถผลิตผู้เรียนที่เป็นตัวของตัวเอง คิดเองได้ ยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งคนแบบนี้คือนวัตกร (Innovator) แห่งอนาคต เป็นมนุษย์อารมณ์บวก (Positive Mindset) ที่พร้อมมุ่งฝ่าฟันความยากลำบาก และเป็นบุคคลแห่งสุขภาวะสำหรับตนเอง ครอบครัว และสังคมโลก”</strong></p>
</blockquote>



<p></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity is-style-dots"/>



<p><em>*เรียบเรียงจาก ปาฐกถาพิเศษเรื่อง ‘ความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนและระบบนิเวศทางการเรียนรู้ สู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กและเยาวชน’ ณ เวทีการจัดการความรู้เพื่อการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) ‘School Zero Dropout’ ระหว่างวันที่ 13 &#8211; 15 ธันวาคม 2567 ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร</em></p>



<p><strong>ข่าวที่เกี่ยวข้อง:</strong><a href="https://www.eef.or.th/news-141224/" target="_blank" rel="noopener" title=""> กสศ. เปิดเวทีจัดการความรู้เพื่อการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) ตั้งเป้า “School Zero Dropout” พัฒนาเครือข่ายครูและโรงเรียน ดูแลช่วยเหลือเด็กเยาวชนไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-181224-2/">“โรงเรียนแห่งอนาคตไม่ใช่ ‘โรงสอน’ แต่เป็น ‘โรงสร้าง’ ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่โอบรับความหลากหลาย” ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. เปิดเวทีจัดการความรู้เพื่อการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) ตั้งเป้า “School Zero Dropout” พัฒนาเครือข่ายครูและโรงเรียน ดูแลช่วยเหลือเด็กเยาวชนไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-141224/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 Dec 2024 08:23:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[School Zero Dropout]]></category>
		<category><![CDATA[TSQM]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วยเหลือเด็กหลุดการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=88859</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 13-15 ธันวาคม 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-141224/">กสศ. เปิดเวทีจัดการความรู้เพื่อการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) ตั้งเป้า “School Zero Dropout” พัฒนาเครือข่ายครูและโรงเรียน ดูแลช่วยเหลือเด็กเยาวชนไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 13-15 ธันวาคม 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ <strong>‘การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง’ หรือ Teacher and School Quality Movement (TSQM)</strong> โดยเชิญโรงเรียนในเครือข่ายจากทุกภูมิภาคมาร่วมนำเสนอชุดองค์ความรู้ และตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากพื้นที่ต้นแบบ สู่การสร้างกลไกขับเคลื่อนและนวัตกรรมการเรียนรู้ การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ อันเป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท</strong> <strong>ผู้จัดการ กสศ.</strong> บรรยายพิเศษเรื่อง “กลยุทธ์การขับเคลื่อนการทำงาน School Zero Dropout เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา” ระบุว่าในปี 2566–2567 ที่ผ่านมา สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. ได้ดำเนินการสนับสนุนขบวนการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน เพื่อให้เกิดการทำงานในระดับพื้นที่หรือระดับจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ในลักษณะการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของเด็กและเยาวชนที่ยากจน ด้อยโอกาส อันเป็นส่วนสำคัญของการสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ซึ่งให้ความสำคัญกับการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และเป็นการทำงานที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาตามมาตรการ Thailand Zero Dropout</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8f8f82"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/4-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ดร.ไกรยส</strong> กล่าวว่า ปัจจุบันมีเด็กเยาวชนช่วงวัย 3-18 ปี กว่า 1.02 ล้านคน อยู่นอกระบบการศึกษา ทั้งยังมีเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาอีกมากถึง 2.8 ล้านคน จากครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ใต้เส้นความยากจน โดยในกระบวนการช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ นอกจากต้องกำหนดมาตรการค้นหาและพาเด็กจำนวน 1.02 ล้านคนกลับสู่เส้นทางการศึกษาหรือการเรียนรู้แล้ว สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยคือกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เด็กอีก 2.8 ล้านคนหลุดออกจากระบบการศึกษาตามมา เนื่องจากการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุคือวิธีการที่ได้ผลและยั่งยืนที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา กสศ. ได้ทำหน้าที่ชี้เป้ากลุ่มเป้าหมายและร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม พร้อมมุ่งขยายผลนวัตกรรมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวคิด ‘การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ Teacher and School Quality Movement (TSQM)’ ที่มีแนวทางพัฒนาคุณภาพโรงเรียน 3 รูปแบบ ประกอบด้วย</p>



<ol>
<li style="font-size:16px">การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงพื้นที่ (TSQM-A)</li>



<li style="font-size:16px">การขับเคลื่อนเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM-N)</li>



<li style="font-size:16px">การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงประเด็น (TSQM-I)</li>
</ol>



<p>การพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งสามรูปแบบจะทำให้เกิดข้อเรียนรู้ ผ่านตัวอย่างแนวทางการพัฒนากลไกขับเคลื่อนทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงเครือข่าย โดยมีประเด็นการทำงาน องค์ความรู้ นวัตกรรมในการจัดการเรียนการสอน การแก้ปัญหา และการดูแลช่วยเหลือเด็กจำนวนมากที่ได้จากคณะทำงานระดับพื้นที่ อาทิ ครูแกนนำ ผู้อำนวยการโรงเรียน หน่วยงานต้นสังกัด หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยเห็นผลแล้วว่าการทำงานนั้นได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงตัวเด็กเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-981097"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b45442"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สำหรับการจัดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ จะก่อให้เกิดการหมุนวงจรการเรียนรู้ของภาคีเครือข่ายร่วมดำเนินงานในทุกระดับ ในทุกรูปแบบของการขับเคลื่อนของชุดโครงการ ที่เน้นสาระและการเรียนรู้เพื่อกระตุ้นให้เกิด Empowerment ผ่านเครือข่ายร่วมดำเนินงานในพื้นที่ เกิดเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ ที่เครือข่ายจะสามารถบูรณาการการทำงาน นำความรู้ หรือแชร์ข้อเรียนรู้ ความท้าทาย และรูปธรรมความสำเร็จให้กับเพื่อนร่วมขบวนการ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาต้นแบบกลไกจังหวัด การขับเคลื่อนกลไกเครือข่ายโรงเรียน และการคิดค้นแนวทาง องค์ความรู้ หรือนวัตกรรมในประเด็นที่หลากหลายเพื่อการดูแลช่วยเหลือและพัฒนาเด็กและเยาวชนตามความต้องการได้ ด้วยหลักการของการมีส่วนร่วมและการร่วมเป็นเจ้าของ</p>



<p>“กสศ. พยายามวางโครงร่างการทำงานให้เข้าใจถึงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องของเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา ซึ่งทุกหน่วยงานกำลังร่วมค้นหาเด็กเยาวชนทุกคนโดยบูรณาการข้อมูลร่วมกัน และเมื่อค้นหาเจอแล้วก็จะมีกระบวนการช่วยเหลือ ส่งต่อ ดูแล และส่งเข้าสู่เส้นทางการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นตอบโจทย์ชีวิต ให้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จในแบบของตัวเองและเป็นอนาคตของประเทศได้ หากความเป็นครู ความเป็นผู้บริหารสถานศึกษา สามารถช่วยกันเปลี่ยนเด็กที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ ให้เป็นเด็กที่มีอนาคตทางการศึกษาได้ภายในปี 2568 ก็จะเป็นความสุขในฐานะของขวัญปีใหม่และของขวัญวันเด็ก เพราะคงไม่มีอะไรล้ำค่าไปกว่าการที่เราสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เสมอภาคให้กับเด็กทุกคนได้” ดร.ไกรยสกล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b52809"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/2-1.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">นายพัฒนะ พัฒนทวีดล</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>นายพัฒนะ พัฒนทวีดล</strong> <strong>รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</strong> ร่วมบรรยายพิเศษเรื่อง “นโยบายความร่วมมือในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาด้วยการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง” กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ กสศ. มีความร่วมมือกันในการพัฒนาคุณภาพครูและโรงเรียน เพื่อให้เกิดโรงเรียนที่พัฒนาคุณภาพตนเองได้ทั้งระบบ เกิดการดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา โดยเฉพาะเด็กที่ยากจนและด้อยโอกาสมาตั้งแต่ปี 2561 อย่างต่อเนื่องในมิติที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา การพัฒนาแนวทางของการบริหารจัดการ และการจัดการเรียนการสอนของครูในโรงเรียน ที่ส่งผลกระทบไปถึงเด็กและเยาวชนให้มีคุณภาพชีวิต และผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ดีขึ้น ซึ่งเป้าหมายสำคัญที่ สพฐ. และ กสศ. มองเห็นร่วมกัน คือ ต้องการให้เด็กและเยาวชนในวัยเรียนได้รับโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา และสามารถที่จะช่วยเหลือและป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาของเด็กได้ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันตามนโยบาย Thailand Zero Dropout</p>



<p><strong>รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</strong> กล่าวต่อไปว่า รู้สึกยินดียิ่งขึ้น เมื่อทราบว่าการทำงานร่วมกันของโครงการ TSQM นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงเรียนในเครือข่าย สพฐ. แต่ยังเกิดพลังร่วมในพื้นที่ที่มีการขยายผลเรียนรู้ร่วมกันของโรงเรียน สพฐ. กับโรงเรียนในสังกัดอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งการทำงานร่วมกันกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ รวมถึงเกิดกลไกคณะทำงานของจังหวัด เกิดเครือข่ายโรงเรียนที่ทำงานร่วมกับเขตพื้นที่การศึกษา ส่วนของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และหน่วยงานภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาร่วมกันขับเคลื่อน และเสริมต่อพลังของการบูรณาการความร่วมมือให้เข้มแข็ง เสริมต่อต้นทุนจากพื้นที่ร่วมกันจนเกิดเป็นภาคีร่วมดำเนินงานที่ทรงพลังมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะร่วมกันดูแลช่วยเหลือ และสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนของพวกเราได้มีโอกาสที่จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ พัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็ก และให้เด็กและเยาวชนมีทางเลือกทางการศึกษาที่หลากหลาย และสอดคล้องตามความต้องการ โดยเฉพาะการทำงานในระดับพื้นที่ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของกลไกการดูแลเด็กที่ครอบคลุมทุกมิติ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-a27bc6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/3.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“สพฐ. ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียน 29,152 แห่ง มีครูทั้งหมด 540,000 กว่าคน และมีนักเรียนอยู่ประมาณ 6.4 ล้านคน คาดหวังว่าความร่วมมือในระดับพื้นที่ของโรงเรียน ครู ศึกษานิเทศก์ บุคลากรทางศึกษาในสำนักงานเขตพื้นที่ ภายใต้โครงการ TSQM ใน 10 จังหวัด กับเครือข่ายโรงเรียนกว่า 26 เครือข่าย พร้อมด้วยโรงเรียนในสังกัด สพฐ.กว่า 300 แห่งในพื้นที่ 39 จังหวัด จะสามารถรวมพลังเครือข่ายเพื่อจัดการศึกษาที่เป็นต้นแบบ รวมกลุ่มกันเพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ เกิดการเรียนรู้ส่งต่อองค์ความรู้และประสบการณ์จากโรงเรียนแกนนำ และนำไปขยายผลให้กับโรงเรียนในเครือข่าย นอกจากนี้ในด้านการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงประเด็น หรือ TSQM-I จะถือเป็นจุดเชื่อมบูรณาการการทำงานร่วมกันครั้งสำคัญ ในการนำประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะรูปแบบและเฉพาะพื้นที่ มาช่วยออกแบบกระบวนการแก้ไขปัญหาให้เด็กและเยาวชน อาทิการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ และในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้&nbsp;</p>



<p>“ในฐานะของหน่วยงานต้นสังกัดในระดับนโยบาย สพฐ. มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมสนับสนุนร่วมกับ กสศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ ในการส่งเสริม สนับสนุน ให้เกิดการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง เกิดการพัฒนาคุณภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา เกิดพลังของการเป็นเจ้าของร่วมกัน เพื่อสร้างให้เกิดระบบการศึกษา และการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีทางเลือกในการเข้าถึงการศึกษา ทางเลือกของการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นหลากหลายอย่างมีคุณภาพ และสร้างระบบนิเวศทางการเรียนรู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศได้อย่างยั่งยืน” รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e7a114"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/7.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">(คนที่ 2 จากซ้าย) รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ</strong> <strong>กรรมการบริหาร กสศ.</strong> กล่าวว่า ผู้เข้าร่วมงานวันนี้ทุกท่านคือผู้นำและผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง โดยโครงการ TSQM ที่ผูกติดกับโครงการ Thailand Zero Dropout ถือว่าประเด็นสำคัญที่สุดอยู่ที่ ‘โรงเรียน’ เพราะเมื่อโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง จึงทราบและเข้าถึงข้อมูลได้ดีที่สุดในการคัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยง เด็กที่มีอุปสรรคปัญหา หรือแม้แต่เด็กที่มีความสามารถพิเศษได้จากตรงไหน ดังนั้นโรงเรียนจะเป็นผู้ขับเคลื่อนการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้โดยไม่มีใครตกหล่น</p>



<p>“ด่านแรกในการดูแลเรื่องนี้ คือเราจะเก็บเด็กในโรงเรียน ไม่ให้หลุดออกจากระบบ และช่วยเด็กนอกระบบกลับเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความต้องการ และความจำเป็นของแต่ละคน การจัดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และช่วยกันหาแนวทางที่ก่อให้เกิดพลังอย่างที่ทำในวันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเชื่อว่า ‘พลัง’ ที่ว่านี้ มีอยู่ภายในตัวของทุกท่านอยู่แล้ว จึงอยากให้กำลังใจทุกคนว่าแม้ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจะถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่อย่าลืมว่าสิ่งเล็กน้อยนี้เมื่อสะสมและพอกพูนขึ้น ก็จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ และพลังนี้จะบันดาลให้ทุกท่านมีความสุข และขอให้ทุกท่านได้นำพลังแห่งความสุขในวันนี้ และพลังแห่งแรงบันดาลใจที่ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กลับไปส่งต่อให้กับเครือข่ายรอบตัวท่านอีกมากมาย ซึ่งพวกเขาเองก็ต้องการกำลังใจและการสนับสนุนเช่นกัน ในนาม กสศ. เราจะขอเดินหน้าเคียงข้างไปกับทุกท่าน เพราะหน้าที่ของเราคือการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการศึกษาของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำให้เด็กทุกคน ช่วยให้เด็กได้รับโอกาสที่เท่าเทียม เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพสูงโดยถ้วนหน้า” รศ.ดร.ดารณี กล่าว</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9ee172"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/12/1-1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-141224/">กสศ. เปิดเวทีจัดการความรู้เพื่อการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) ตั้งเป้า “School Zero Dropout” พัฒนาเครือข่ายครูและโรงเรียน ดูแลช่วยเหลือเด็กเยาวชนไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสศ. จัด Workshop หนุนภาคเอกชน เครือข่ายการศึกษา เข้าใช้งานฐานข้อมูลความเหลื่อมล้ำเชิงลึกในระบบ iSEE 3.0</title>
		<link>https://www.eef.or.th/news-170424/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Apr 2024 09:04:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[All About EEF]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิดวงประทีป]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิ 50 ปีธนาคารแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิเกียรตินาคินภัทร]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิกำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิยุวพัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ. อย่างต่อเนื่องเข้าร่วม ได้แก่ มูลนิธิกระจกเงา]]></category>
		<category><![CDATA[All for Education – iSEE 3.0 Workshop สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างมีส่วนร่วม]]></category>
		<category><![CDATA[เคพีเอ็มจี ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[อำนาจ หงษ์โต]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิกรุงเทพประกันภัย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ไกรยส ภัทราวาท]]></category>
		<category><![CDATA[กสศ.]]></category>
		<category><![CDATA[เจนเน็ต รุ้งสิทธิกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=80209</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-170424/">กสศ. จัด Workshop หนุนภาคเอกชน เครือข่ายการศึกษา เข้าใช้งานฐานข้อมูลความเหลื่อมล้ำเชิงลึกในระบบ iSEE 3.0</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span id="docs-internal-guid-a6b7ef35-7fff-e86c-ed6d-9ca328786b90"><span style="font-size: 14pt; font-family: Sarabun, sans-serif; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; vertical-align: baseline;">เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Sarabun, sans-serif; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-weight: 700; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; vertical-align: baseline;">‘All for Education – iSEE 3.0 Workshop สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างมีส่วนร่วม’</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Sarabun, sans-serif; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; vertical-align: baseline;"> สาธิตการใช้งาน</span><span style="font-size: 14pt; font-family: Sarabun, sans-serif; color: rgb(0, 0, 0); font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; vertical-align: baseline;">ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ ‘iSEE’ ที่พัฒนามาถึงเวอร์ชัน 3 เพื่อรองรับภารกิจการขยายเครือข่ายสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา (All for Education) โดยมีภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่ทำงานร่วมกับ กสศ. อย่างต่อเนื่องเข้าร่วม ได้แก่ มูลนิธิกระจกเงา, มูลนิธิยุวพัฒน์, มูลนิธิกำลังใจ, มูลนิธิกรุงเทพประกันภัย, มูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย, มูลนิธิเกียรตินาคินภัทร, มูลนิธิ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: Sarabun, sans-serif; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; vertical-align: baseline;">50 ปีธนาคารแห่งประเทศไทย, บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด (Central Group), เคพีเอ็มจี ประเทศไทย และมูลนิธิดวงประทีป ร่วมทดลองใช้งานระบบพร้อมแลกเปลี่ยนความเห็นและเสนอคำแนะนำหลังทดลองใช้งาน</span></span></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d8ad00"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0417_สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาแบบมีส่วนร่วม-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>การวิจัยพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ iSEE: Information System for Equitable Education เป็นโครงการที่สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ร่วมกับ สพฐ. คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกันวิจัยและพัฒนาระบบฐานข้อมูลเชิงสถิติขนาดใหญ่ (BIG Data) ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชนผู้ขาดเเคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสมากกว่า 4 ล้านคน ผ่านโรงเรียนมากกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ ผ่านการทำงานของคุณครูราว 400,000 คน ซึ่งลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเก็บข้อมูลสภาพความเป็นอยู่ของเด็กเยาวชนตามหลักเกณฑ์ Proxy Means Test โดยเชื่อมโยงเลขประจำตัว 13 หลักของเด็กและครอบครัวกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของรัฐรวม 6 กระทรวง และข้อมูลจากระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) ที่จะช่วยค้นหา คัดกรองเด็กเยาวชนทั้งในและนอกระบบการศึกษาอย่างละเอียด ด้วยการสำรวจมิติแวดล้อมของเด็กและการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา จะช่วยให้มองเห็นและติดตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กรายคนได้ทั้งในสภาวะปัจจุบันและระยะยาว </p>



<p>ขณะเดียวกัน กสศ. ในฐานะองค์กรซึ่งมีภารกิจเชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม คาดหวังว่า iSEE จะไม่ได้เป็นเพียงระบบฐานข้อมูลสำหรับการทำงานของ กสศ. ผ่านไปยังโรงเรียนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น แต่ข้อมูลชุดนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายผู้ทำงานด้านการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในมิติต่าง ๆ จะร่วมกันแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2b5735"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0417_สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาแบบมีส่วนร่วม-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>และเนื่องในโอกาสที่ระบบ iSEE ได้พัฒนามาถึงเวอร์ชัน 3 กสศ. จึงจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสาธิตการใช้งาน หลังจากที่ผ่านมา iSEE ในเวอร์ชัน 1.0 และ 2.0 ได้ทำประโยชน์ต่องานของเครือข่ายการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง โดยหลายหน่วยงานทำงานร่วมกับ กสศ. มาอย่างยาวนานผ่าน iSEE ตั้งแต่เวอร์ชัน 1.0 ต่างทราบดีว่า การทำงานลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ตั้งต้นจาก iSEE สามารถชี้เป้าและนำการดูแลช่วยเหลือเข้าไปถึงเด็กและเยาวชนได้อย่างทันท่วงที จนหลายโครงการที่มาจากความตั้งใจของหน่วยงานภาคีเกิดขึ้นและยังดำเนินอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นไปตามความตั้งใจของการพัฒนาระบบ iSEE ณ จุดเริ่มต้น</p>



<p><strong>ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าวว่า การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีข้อจำกัดเรื่องการมีเครื่องมือที่ช่วยให้มองเห็นสถานการณ์เชิงลึก iSEE จึงถือเป็นความพยายามของ กสศ. ที่จะนำข้อมูลปัญหาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มาวางแนวทางลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ตรงตามบริบท ผ่านการระดมความร่วมมือ ระดมทรัพยากร และสานพลังภาคีเครือข่าย</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e853c1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/ดร.ไกรยส-ภัทราวาท.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ข้อมูล iSEE ทำให้ทราบสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของประเทศว่า ‘จุดรอยต่อ’ ทางการศึกษาทำให้มีเด็กเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษามากที่สุด เนื่องจากประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อระบบการศึกษาทั้ง ‘ระหว่างพื้นที่’ หรือ ‘ระหว่างช่วงชั้นการศึกษา’ โดยเฉพาะรอยต่อช่วงชั้น ป.6 ขึ้นชั้น ม.1 และช่วงชั้น ม.3 ต่อ ม.4 หรือ ปวช. ที่เด็กเยาวชนจำนวนมากต้องย้ายไปเรียนต่อยังสถานศึกษาที่อยู่ไกลจากบ้านมากขึ้นราว 10-50 กิโลเมตร กลายเป็นอุปสรรคให้เด็กจำนวนมากหลุดจากระบบการศึกษาไป&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“สำหรับ กสศ. ที่ทำงานกับเด็กเยาวชนที่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับเป็นหลัก การสนับสนุนผลักดันให้กลุ่มเป้าหมายข้ามช่วงชั้นสู่การศึกษาระดับสูงขึ้น จำเป็นต้องดึงความร่วมมือจากภาคส่วนอื่น ๆ เข้ามาช่วย ซึ่ง iSEE จะแสดงข้อมูลของเด็ก โรงเรียน และสถานการณ์ในพื้นที่ต่าง ๆ เชิงลึก ว่ายังมีน้อง ๆ ที่รอคอยการช่วยเหลือสนับสนุนอยู่ที่จุดใดของประเทศบ้าง มีบทบาทอย่างมากในการเชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อพาทุนต่าง ๆ ไปให้ถึงตัวเด็ก”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f4cc4b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0417_สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาแบบมีส่วนร่วม-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผู้จัดการ กสศ. </strong>กล่าวว่า ข้อมูลจากระบบ iSEE เผยว่านับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ครอบครัวจำนวนมากยังคงประสบกับปัญหารายได้ลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานรายได้น้อยที่ไม่มีสัญญาจ้าง หรือทำงานผ่านสัญญาจ้างระยะสั้น โดยรายได้เฉลี่ยในปี 2566 ของประชากรกลุ่มนี้อยู่ที่ 1,039 บาท/เดือน ปัญหานี้สะท้อนโดยตรงไปถึงเด็กเยาวชนในระบบการศึกษา ที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ซึ่งมีราว 1.2 ล้านคน อย่างไรก็ตาม การที่ข้อมูลของเด็กเยาวชนกลุ่มนี้ได้ถูกบันทึกไว้ในระบบ iSEE โดยจำแนกตามพื้นที่ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และระดับโรงเรียน ได้เป็นต้นทางของการพบตัวเด็ก และเชื่อมโยงความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่สนใจเข้ามามอบทุนการศึกษา หรือหาแนวทางดูแลช่วยเหลือให้กลุ่มเป้าหมายไปต่อได้</p>



<p>“สภาพการณ์จริงจากหน้างานที่เที่ยงตรงนอกจากจะเป็นข้อมูลในการทำงาน ยังมีประโยชน์มหาศาลกับครูในการดูแลช่วยเหลือเด็ก ๆ ในการสร้างความสัมพันธ์เชิงลึกที่เกิดขึ้นระหว่างโรงเรียนกับเด็ก ส่งผลต่อการพาไปสู่ความช่วยเหลืออื่น ๆ ที่จะตามมาในพื้นที่ เช่นการระดมความร่วมมือจากชุมชน ภาคเอกชน บุคคลที่มีใจมีกำลังอยากมีส่วนร่วม ทั้งนี้ข้อมูลจากระบบ iSEE ที่ระบุว่าเด็กเยาวชนจากครอบครัวรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนจำนวนมาก อาศัยอยู่กับผู้สูงอายุ พ่อแม่หย่าร้าง หลายคนเผชิญปัญหาซ้ำซ้อนมากกว่าหนึ่งมิติ ข้อมูลเหล่านี้บอกกับเราว่าการสนับสนุนเงินทุนลงไปที่ตัวเด็กอย่างเดียวนั้นไม่พอ หากการจะลดความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืน ต้องมีการทำงานกับครอบครัวของเด็กด้วย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ประเด็นสำคัญคือ 50% ของผู้ปกครองของเด็กเยาวชนกลุ่มนี้ มีการศึกษาสูงสุดแค่ชั้นประถมฯ อันเป็นมูลเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดวงจรความยากจนที่ส่งต่อไปยังสมาชิกรุ่นนลูก หรือเป็น ‘การส่งต่อความยากจนข้ามรุ่น’ ดังนั้นถ้ามีการผลักดันให้กลุ่มเป้าหมายสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ และเชื่อมต่อการศึกษาไปถึงมัธยมปลายหรือ ปวช. ได้มากขึ้น เด็กกลุ่มนี้จะเป็นคนรุ่นนแรกที่จบการศึกษาสูงที่สุดในครอบครัว และเป็นความก้าวหน้าในการยกระดับรายได้ประชากรไปพร้อมกันทั้งประเทศ นี่เองที่ระบบ iSEE จะเป็นเครื่องมือพาเราไปถึง”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-b67ad2"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0417_สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาแบบมีส่วนร่วม-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-718bfe"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/0417_สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาแบบมีส่วนร่วม-012.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผู้จัดการ กสศ.</strong> กล่าวว่า นอกจากเด็ก 1.2 ล้านคนที่ผ่านการคัดกรองเพื่อนำสู่ความช่วยเหลือ ข้อมูลปี 2566 ยังระบุว่ามีเด็กเยาวชนในระบบการศึกษาอีกราว 1 ล้านคนจากครอบครัวรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนซึ่งยังเข้าไม่ถึงงบประมาณจากภาครัฐ และเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ กสศ. พยายามระดมความร่วมมือจากภาคเอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุน โดยการติดตามกลุ่มเป้าหมายพบว่าในจำนวนนี้มี 168,307 คนจบการศึกษาภาคบังคับและไปต่อในชั้น ม.4 หรือ ปวช. ได้ 1.3 แสนคน เท่ากับมีคนที่หลุดไปประมาณ 20% หรือราว 3.3 หมื่นคน และนี่คือ ‘ช่องว่างของรอยต่อ’ ซึ่งจำเป็นต้องมี Quick Wins หรือกลยุทธ์เร่งด่วนมาช่วยรองรับ ดังนั้นการปรับปรุงพัฒนา iSEE อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นความตั้งใจของ กสศ. เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมใช้งาน โดยนอกจากฐานข้อมูลเด็กและตัวเลขสถิติต่าง ๆ iSEE ยังถือเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทุนและการทำงานทั้งหมดของ กสศ. โดยผู้ใช้งานสามารถค้นหาพื้นที่หรือปักหมุดไปยังสถานศึกษาที่มีเด็กยากจนเข้มข้นในแต่ละระดับ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการจัดงานระดมทุน มอบทุนการศึกษา หรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตรงตามจุดประสงค์</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ส่วนหนึ่งของโครงการและกิจกรรมที่เกิดขึ้นโดยภาคเอกชน ที่มีข้อมูลจากระบบ iSEE เป็นจุดเริ่มต้น</strong></h2>



<ul>
<li> <strong>‘โครงการสู้วิกฤตให้น้องอิ่ม &#8230;คนละมือ เพื่อมื้อน้อง’ </strong>โดย บริษัท <strong>เซ็นทรัลกรุ๊ป </strong>มอบทุน 1,500,000 บาท พร้อมถุงยังชีพ 1,700 ถุง ให้กับโรงเรียนที่มีนักเรียนในโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข (ทุนเสมอภาค) 24 โรงเรียนใน 9 จังหวัด</li>



<li><strong>‘โครงการทุนสานฝันเพื่อน้อง’</strong> โดย บริษัท<strong> เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป</strong> จำกัด (มหาชน) มอบทุนสนับสนุนมูลค่า 2,000,000 บาท ให้นักเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ได้ศึกษาต่อในระดับชั้นสูงขึ้นจนจบการศึกษา</li>



<li><strong>‘โครงการราชบุรี Zero Dropout’</strong> โดย บริษัท <strong>แสนสิริ</strong> จำกัด มหาชน ออกหุ้นกู้ 100 ล้านบาท เพื่อทำให้จังหวัดราชบุรีเป็นพื้นที่ต้นแบบของการลดจำนวนเด็กเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษาให้เป็น ‘ศูนย์’ ในระยะเวลา 3 ปี</li>



<li><strong>‘โครงการ KFC Bucket Search’</strong> โดย <strong>มูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย </strong>สนับสนุนทุนการศึกษาและพัฒนาทักษะอาชีพแก่เยาวชน พร้อมมอบโอกาสฝึกงานกับ KFC เพื่อเป็นต้นแบบการสร้างเส้นทางการศึกษาสู่การมีงานทำ     </li>



<li><strong>‘โครงการทุนสานฝันการศึกษาเพื่อน้อง’ </strong>โดย <strong>มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย </strong>สนับสนุนทุนการศึกษาจำนวน 8,000,000 บาท ให้นักเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ได้ศึกษาต่อในระดับชั้นสูงขึ้นจนจบการศึกษา</li>



<li><strong>‘โครงการ KPMG Care and Shere’ </strong>โดย บริษัท <strong>เคพีเอ็มจี จำกัด</strong> บริจาคคอมพิวเตอร์ Laptop ให้กับ กสศ. เพื่อส่งต่อไปยังสถานศึกษาในถิ่นทุรกันดาร และมอบทุนสนับสนุนการศึกษาแก่นักเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ในพื้นที่ห่างไกลเพื่อลดความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา</li>
</ul>



<p>นอกจากนี้ยังมีโครงการและกิจกรรมร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ อาทิ มูลนิธิก้าวคนละก้าว มูลนิธิกรุงเทพประกันภัย มูลนิธิ 50 ปีธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัท Exxon Mobil บริษัท การีน่า จำกัด ประเทศไทย บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มูลนิธิยุวพัฒน์ มูลนิธิดวงประทีป และ มูลนิธิกระจกเงา เป็นต้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bb4a14"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/เจนเน็ต-รุ้งสิทธิกุล.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">เจนเน็ต รุ้งสิทธิกุล Senior Marketing Manager Brand Communication มูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย</figcaption></figure></div></div></div>



<p>หลังทดลองใช้งาน ผู้แทนจากหน่วยงานที่เข้าร่วม Workshop iSEE 3.0 ได้กล่าวถึงการนำประโยชน์จากระบบฐานข้อมูล iSEE ไปใช้ในภารกิจงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดย <strong>เจนเน็ต รุ้งสิทธิกุล Senior Marketing Manager Brand Communication</strong> <strong>มูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย </strong>กล่าวว่า iSEE ทำให้เห็นความต้องการของกลุ่มเป้าหมายชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งจำเป็นมากสำหรับมูลนิธิเคเอฟซี ที่ตั้งใจมุ่งให้ความช่วยเหลือไปที่การสร้างเส้นทางอาชีพรองรับ เพื่อให้เด็กเยาวชนที่ขาดแคลนโอกาสมีช่องทางสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวในระยะยาว นอกจากนี้ข้อมูลยังทำให้สามารถวางแนวทางทำงานกับกลุ่มเยาวชนนอกระบบการศึกษา เพื่อเตรียมพร้อมทำหลักสูตรเสริมทักษะอาชีพ อันเป็นหนึ่งในเส้นทางการเรียนรู้ที่มีทางเลือกและตอบโจทย์ความต้องการของเด็กเยาวชนเป็นรายบุคคล</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-0c1629"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/อำนาจ-หงษ์โต.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">อำนาจ หงษ์โต เจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการองค์กรและความยั่งยืน บริษัท เคพีเอ็มจี จำกัด</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ด้าน <strong>อำนาจ หงษ์โต เจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการองค์กรและความยั่งยืน บริษัท เคพีเอ็มจี จำกัด</strong> กล่าวว่า iSEE ตอบโจทย์การทำงานของ KPMG ที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกเพื่อค้นหากลุ่มเปราะบาง และใช้ประเมินความเร่งด่วนของสถานการณ์ปัญหาด้านการศึกษาในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ยังนำไปสู่การวิเคราะห์ปัญหา ว่าควรมีแนวทางการทำงานอย่างไรในการแก้ปัญหาให้ถูกจุดและเกิดประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-ce55a6"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/04/สายรุ้ง-รักษาชอบ.jpg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">สายรุ้ง รักษาชอบ หัวหน้าโครงการทุน มูลนิธิดวงประทีป</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>สายรุ้ง รักษาชอบ หัวหน้าโครงการทุน มูลนิธิดวงประทีป</strong> กล่าวว่า iSEE แสดงให้เห็นว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทางด้านการศึกษาของประเทศจะระดมทรัพยากร และความช่วยเหลือพิเศษเพิ่มเติมลงไปได้ถูกจุดและถูกคนได้อย่างไร โดยนอกจากทุนการศึกษา ทางมูลนิธิยังมีแผนการส่งเสริมทักษะต่าง ๆ โดยชักชวนองค์กรที่มีศักยภาพเข้าไปเติมเต็มในพื้นที่หนึ่งหรือในเด็กกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยมองว่าการฝึกอบรมอาชีพจะเป็นความรู้ติดตัวและช่วยเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้เด็กเยาวชนที่ขาดแคลนโอกาสมีทักษะ มีอาชีพ มีเส้นทางเติบโตในสายงาน รวมถึงนำความรู้พื้นฐานไปใช้ต่อยอดได้ในอนาคต</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/news-170424/">กสศ. จัด Workshop หนุนภาคเอกชน เครือข่ายการศึกษา เข้าใช้งานฐานข้อมูลความเหลื่อมล้ำเชิงลึกในระบบ iSEE 3.0</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หลากมิติความเหลื่อมล้ำ: สิ่งที่ฐานข้อมูล iSEE 3.0  เผยให้สังคมเห็น</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-180124/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Jan 2024 11:25:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ปวรินทร์ พันธุ์ติเวช]]></category>
		<category><![CDATA[iSEE 3.0]]></category>
		<category><![CDATA[วสศ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=76244</guid>

					<description><![CDATA[<p>“จากการคลุกคลีกับฐานข้อมูล iSEE ผมคิดว่า iSEE ช่วยเผยให [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-180124/">หลากมิติความเหลื่อมล้ำ: สิ่งที่ฐานข้อมูล iSEE 3.0  เผยให้สังคมเห็น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“จากการคลุกคลีกับฐานข้อมูล iSEE ผมคิดว่า iSEE ช่วยเผยให้เราเห็นว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำมันมีความซับซ้อนในหลายมิติ ชัดเจนว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีความเชื่อมโยงกับเรื่องทางเศรษฐกิจ แต่นอกจากนี้เรายังพบด้วยว่าหลายครั้งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังเป็นเรื่องทางสังคม เป็นเรื่องของครอบครัวแหว่งกลาง เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม เช่น บางบริบทเด็กๆ ต้องออกจากระบบการศึกษาเพื่อไปทำงานช่วยครอบครัว หรือว่าไปแต่งงานตามประเพณี เป็นต้น&nbsp;</p>



<p>“มิติความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาค่อนข้างซับซ้อน ดังนั้น<strong>การที่จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา กสศ. จึงไม่สามารถทำเรื่องนี้คนเดียวได้ แต่ต้องทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่นต่างๆ รวมถึงองค์กรเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อที่จะช่วยกันดูมิติต่างๆ ของความเหลื่อมล้ำให้รอบด้าน และสามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น</strong> ซึ่งการบูรณาการภาคส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันนี้ เป็นทิศทางที่ กสศ.​ กำลังดำเนินการอยู่เช่นกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-920e23"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3622.jpeg" alt=""/></div><figcaption class="qubely-image-caption">ปวรินทร์ พันธุ์ติเวช นักวิชาการข้อมูลและติดตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ<br>สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.</figcaption></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รู้จัก iSEE &nbsp;3.0</strong></h2>



<p>iSEE หรือระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Information System for Equitable Education) ถือเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้การศึกษาไทยได้</p>



<p>ทั้งนี้ ระบบ iSEE เวอร์ชั่นล่าสุด คือ iSEE 3.0 จะมีการแสดงผลข้อมูลครอบคลุมโครงการต่างๆ ของ กสศ. อย่างหลากหลายมากขึ้น โดยเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้คือ iSEE 2.0 จะเน้นนำเสนอข้อมูลนักเรียนยากจน/ยากจนพิเศษ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ กสศ. คัดกรองเพื่อรับทุนเสมอภาค และจะมีบางส่วนที่ส่งข้อมูลต่อเพื่อรับเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนจากกระทรวงศึกษาธิการ</p>



<p>แต่ใน iSEE 3.0 ตัวระบบจะแสดงผลมากกว่าชุดข้อมูลของนักเรียนยากจน/ยากจนพิเศษที่คัดกรองทุนเสมอภาคแล้ว แต่ยังแสดงชุดข้อมูลโครงการอื่นๆ เช่น โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง, โครงการทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น, โครงการทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอข้อมูลนวัตกรรมต่างๆ เช่น การทำงานเรื่อง TSQP, การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่, รวมไปถึงข้อมูลวิจัยทั้ง PISA for Schools, ​บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ (National Education Accounts of Thailand), และมาตรฐานคุณภาพขั้นต่ำของโรงเรียน : Fundamental School Quality Level (FSQL) ก็จะมีการแสดงผลข้อมูลไว้ด้วยเช่นกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" fetchpriority="high" width="1400" height="931" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3624-1400x931.jpeg" alt="" class="wp-image-76259" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3624-1400x931.jpeg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3624-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3624-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3624-1536x1022.jpeg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3624-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3624-272x182.jpeg 272w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3624.jpeg 1781w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure>



<p></p>



<p>สรุปคือ ข้อมูลที่อยู่ใน iSEE 3.0 จะมีมากกว่าชุดข้อมูลของความเสมอภาค แต่ยังขยายพรมแดนไปถึงเรื่องของทุนสร้างโอกาส ข้อมูลนวัตกรรมต้นแบบ รวมถึงงานวิจัย</p>



<p>ข้อมูลด้านล่างนี้เป็นข้อมูลที่สาธารณชนทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงได้จากฐานข้อมูล iSEE 3.0<br>-ข้อมูลทุนสร้างโอกาสและนวัตกรรมต้นแบบทั้งหมดของ กสศ.<br>-ข้อมูลจำนวนนักเรียน นักศึกษาที่ได้รับประโยชน์<br>-ข้อมูลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา<br>-ข้อมูลงานวิจัย กสศ.</p>



<p>นอกจากนี้ สำหรับภาคีเครือข่าย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ยังสามารถติดต่อผ่านแบบฟอร์มในระบบ iSEE หรือผ่านอีเมล&nbsp;isee@eef.or.th&nbsp;เพื่อขอเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกสำหรับนำไปดำเนินงานต่อได้</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การนำ iSEE ไปใช้สร้างความเปลี่ยนแปลง</strong></h2>



<p>กสศ. ได้จัดทำเวิร์กชอปเกี่ยวกับ iSEE 3.0 ไปช่วงเดือนตุลาคม 2566 ในงาน Equity Forum ซึ่งหน่วยงานที่เข้าร่วมจะมีทั้งภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานระดับท้องถิ่น เช่น เทศบาล อบต. รวมถึงหน่วยงานอื่น เช่น ศึกษาธิการจังหวัด นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานกึ่งเอกชนเข้าร่วมด้วย เช่นเอ็นจีโอ และมูลนิธิต่างๆ ผลจากการเวิร์คชอป หน่วยงานที่เข้าร่วมฟีดแบ็กว่า ชุดข้อมูลใน iSEE มีประโยชน์มาก เป็นเหมือนแว่นขยายที่ช่วยให้เขาสามารถชี้เป้ากลุ่มเป้าหมายได้ และทำงานได้อย่างตรงจุดมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>เช่น เอ็นจีโอต้องการทำงานกับกลุ่มเป้าหมายระดับ ปวช. ปวส. หรือมีกลุ่มเป้าหมายที่อยากช่วยอยู่ในพิกัดต่างๆ หากไม่มีชุดข้อมูลตั้งต้นอาจจะยากในการค้นหากลุ่มเป้าหมาย แต่พอมี iSEE แล้ว หน่วยงานเหล่านี้ก็เหมือนมีเครื่องมือที่ช่วยให้ทำงานได้ตรงเป้า สร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างตรงจุด นี่คือจุดเด่นของการมีดาต้าแพลตฟอร์มอย่าง iSEE</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1400" height="931" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3623-1400x931.jpeg" alt="" class="wp-image-76262" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3623-1400x931.jpeg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3623-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3623-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3623-1536x1022.jpeg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3623-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3623-272x182.jpeg 272w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3623.jpeg 1781w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความสำคัญของ iSEE ในฐานะดาต้าแพลตฟอร์ม</strong></h2>



<p>iSEE 3.0 เป็นดาต้าแพลตฟอร์มที่ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศได้ โดยฐานข้อมูลใน iSEE 3.0 นี้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากหน่วยจัดการศึกษา 6 สังกัด และข้อมูลจากระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) รวมถึงยังนำข้อมูลโครงการต่างๆ ของ กสศ. ทั้งโครงการให้ทุน โครงการต้นแบบ หรือโครงการวิจัยต่างๆ มาจัดแสดงและนำเสนอเป็นชุดข้อมูลที่สามารถหยิบใช้ได้ต่อ เพื่อให้สาธารณชน และภาคีที่ร่วมดำเนินงาน สามารถใช้ประโยชน์จากดาต้าแพลตฟอร์มนี้ได้ในรูบแบบที่ง่ายที่สุด เพื่อตอบโจทย์การทำงานในการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายได้</p>



<p>ในปัจจุบัน iSEE ถือว่าเป็นแพลตฟอร์มที่มีข้อมูลเด็กยากจนพิเศษเยอะและน่าจะครบที่สุดในประเทศ โดยข้อมูลเด็กกลุ่มเป้าหมายในฐานข้อมูล iSEE จะมีทั้งกลุ่มที่อยู่ในระบบการศึกษาและอยู่นอกระบบการศึกษา</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>iSEE ช่วยฉายให้เห็นภาพสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทั้งประเทศ-ชัดเจนขึ้น</strong></h2>



<p>ใน iSEE 3.0 จะมีชุดข้อมูลสำหรับให้สาธารณชนเข้าถึงได้ และชุดข้อมูลสำหรับภาคีโดยเฉพาะ ซึ่งสำหรับภาคีเครือข่ายนั้น จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เชิงลึกขึ้น เช่น เห็นสถิติว่าจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีความเข้มข้นของนักเรียนยากจน/ยากจนพิเศษมากที่สุดในประเทศ 5 ปีซ้อน, เช็คได้ว่า 10 จังหวัดไหนที่มีความเข้มข้นนักเรียนยากจน/ยากจนพิเศษมากที่สุด, หรือเช็คได้ว่า ในแต่ละภาคเรียน มีเด็กยากจน/ยากจนพิเศษคิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ 77 จังหวัด เป็นต้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1400" height="931" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3621-1400x931.jpeg" alt="" class="wp-image-76263" srcset="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3621-1400x931.jpeg 1400w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3621-300x200.jpeg 300w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3621-768x511.jpeg 768w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3621-1536x1022.jpeg 1536w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3621-750x500.jpeg 750w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3621-272x182.jpeg 272w, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2024/01/IMG_3621.jpeg 1781w" sizes="(max-width: 1400px) 100vw, 1400px" /></figure>



<p></p>



<p>ดาต้าแพลตฟอร์มอย่าง iSEE จะช่วยให้เราเห็นหน้าตาของความเหลื่อมล้ำในประเทศได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในแง่การทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพราะทำให้เราสามารถวิเคราะห์ปัญหาได้ละเอียดและลึกซึ้งมากขึ้น เช่น หากดูพื้นที่ซึ่งมีความเข้มข้นนักเรียนยากจน/ยากจนพิเศษมากที่สุด จะพบว่าโดยมากเป็นบริเวณชายขอบทางเหนือและทางอีสาน ซึ่งพอจะทำให้ประเมินและวิเคราะห์ได้ว่า ปัญหาความยากจนที่ก่อให้เกิดนักเรียนยากจน/ยากจนพิเศษในพื้นที่นั้น อาจเกี่ยวข้องกับสภาพเศรษฐกิจหรือการอยู่ในพื้นที่ห่างไกลของครัวเรือนเหล่านั้น ซึ่งอาจทำให้เกิดการหารือเรื่องการจัดสรรทรัพยากร หรือมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพิ่มเติมให้กับกลุ่มเหล่านี้ได้ เป็นต้น</p>



<p>ในแง่หน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่ การเข้าถึงฐานข้อมูลใน iSEE อาจช่วยทำให้เขาเห็นภาพว่า ปัจจุบันพื้นที่ของเขามีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอยู่ในระดับใด หากความเหลื่อมล้ำค่อนข้างรุนแรง ข้อมูลที่ตรงเป้าและชัดเจน ก็อาจเร่งให้เกิดการทำงานที่เข้มข้นมากขึ้น เกิดการร่วมมือกันทั้งจากหน่วยงานส่วนกลาง ท้องถิ่น เอกชน รวมถึง กสศ. เพื่อเร่งบรรเทาปัญหานักเรียนยากจน/ยากจนพิเศษตรงนี้ให้ได้มากที่สุด เป็นต้น</p>



<p></p>



<p><strong>ทดลองใช้ </strong><a href="https://isee.eef.or.th" target="_blank" rel="noopener" title="">https://isee.eef.or.th</a></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-180124/">หลากมิติความเหลื่อมล้ำ: สิ่งที่ฐานข้อมูล iSEE 3.0  เผยให้สังคมเห็น</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ครูต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย’ บันไดสี่ขั้นสู่การเป็นนักเรียนรู้และพัฒนาตนเอง : โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม จ.ภูเก็ต</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-261223/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 Dec 2023 07:20:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[เกริกฤทธิ์ สุขสมบูรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75758</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ตอนร่วมโครงการ (TSQP) ปีที่สาม จำได้ว่ามีนักเรียนคนหนึ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-261223/">‘ครูต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย’ บันไดสี่ขั้นสู่การเป็นนักเรียนรู้และพัฒนาตนเอง : โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม จ.ภูเก็ต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ตอนร่วมโครงการ (TSQP) ปีที่สาม จำได้ว่ามีนักเรียนคนหนึ่งที่น่ารักและค่อนข้างสนใจเรียน อยู่ๆ เขาก็จากเราไปด้วยปัญหาสุขภาพ ซึ่งเหตุการณ์นั้นทำให้ผู้อำนวยการและคุณครูทุกคนเริ่มสนใจเรื่องสุขภาพของเด็กมากขึ้น”</p>



<p><strong>ครูเกริกฤทธิ์ สุขสมบูรณ์ </strong>ครูประจำวิชาสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 &#8211; 6<strong> </strong>กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ เมื่อย้อนรำลึกถึงลูกศิษย์ผู้ล่วงลับ และแม้โรงเรียนจะไม่ได้เป็นสาเหตุหรือต้นตอของโรคร้าย แต่คณะผู้บริหารและครูทุกคนก็ตระหนักว่า นอกจากความรู้และทักษะ สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการนำนวัตกรรมทางการศึกษามาปรับใช้ในบริบทด้านสุขภาพ ที่หมายรวมถึงสุขภาพกายและสุขภาพใจของเด็กไปพร้อมกัน</p>



<p>นี่คือเรื่องราวบางส่วนที่เกิดขึ้นใน<strong>โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม</strong> โรงเรียนขนาดกลางในตำบลฉลอง อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ที่ได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (Teacher and School Quality Program: TSQP) กับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ภายใต้เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-04a377"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/53-ครู-7โมง-TSQP-โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม-จ.ภูเก็ต-05.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บันไดขั้นแรก เปลี่ยน Mindset ครูสู่การเป็นโค้ช</strong></h2>



<p>ครูเกริกฤทธิ์ ย้อนเล่าถึงแนวคิดในการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนหลังเข้าร่วมโครงการ TSQP ว่า ก่อนจะพัฒนาเด็กในด้านต่างๆ ได้ สิ่งสำคัญคือครูจะต้องเปลี่ยน Mindset ของตัวเองก่อน พอคุณครูเปลี่ยนมันถึงจะส่งผลกระทบไปถึงเด็กๆ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วย&nbsp;</p>



<p>“ในช่วงแรกๆ ครูหลายคนจะติดวิธีการสอนแบบ ‘บอก’ ว่าเธอต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ครูเลยต้องปรับตัวเองให้เป็น คือต้องคอยช้อนประเด็นช้อนคำถามขึ้นมาแทนการบอก เพื่อดูว่าเด็กมีความคิดเห็นอย่างไร เพราะเราเชื่อว่าเด็กมีศักยภาพ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีกระบวนการบางอย่างที่สามารถกระตุ้นให้ศักยภาพของเขาเบ่งบานออกมา เพราะเขาต้องเรียนแบบเดิมๆ รอให้ครูบอกทุกอย่าง จนตัวเองไม่กล้าพูดไม่กล้าแสดงความเห็น</p>



<p>สิ่งที่โรงเรียนนำมาใช้คือ PBLกำลังสอง ซึ่งเราได้เครือข่ายจากมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตที่เข้ามาพัฒนาครูก่อน โดย PBLกำลังสอง เป็นเหมือนการขมวดรวมกันระหว่าง Problem Based Learning กับ Project Based Learning คือเราจะเริ่มด้วย Problem Based แล้วจะจบด้วย Project Based”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3bb713"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/53-ครู-7โมง-TSQP-โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม-จ.ภูเก็ต-06.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ครูเกริกฤทธิ์กล่าวต่อว่าในปีแรกที่เข้าร่วมโครงการ ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตได้ส่งอาจารย์เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้กับคุณครู ทั้งการให้ความรู้และการตั้งวง PLC เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนนำมาสู่การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning</p>



<p>“ช่วงสองปีแรก เราจัดการเรียนรู้โดยมองจากบริบทโรงเรียนว่านักเรียนส่วนมากมาจากครอบครัวที่มีฐานะไม่ดีเท่าไหร่ เลยมองว่าจะส่งเสริมทักษะด้านอาชีพ ทำให้สองปีแรกเกิดโปรเจกต์ที่ชื่อว่า <strong>ลัฏฐิ SME</strong> ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กิจกรรมหลักของโรงเรียน คือ 1<strong> ลัฏฐิฟาร์ม</strong> ที่ให้นักเรียนได้ลองออกแบบการทำสวนเกษตรภายใต้พื้นที่ที่จำกัด กิจกรรมที่ 2 คือ<strong> ลัฏฐิคาเฟ่ </strong>เพราะช่วงนั้นจนถึงตอนนี้มีร้านคาเฟ่ผุดขึ้นมาเยอะมาก นักเรียนจึงสนใจ เราเลยให้นำผลผลิตจากลัฏฐิฟาร์ม เช่น นำอัญชันที่ปลูกมาใช้ซึ่งเราเคยพาเด็กไปออกงานมาด้วย&nbsp;</p>



<p>กิจกรรมที่ 3 คือ <strong>ลัฏฐิโปรดักชั่น</strong> คือจะเปิดโอกาสให้เด็กๆ ที่สนใจในเทคโนโลยีมาเรียนรู้การถ่ายภาพ บันทึกวีดีโอ รวมถึงการใช้โปรแกรมออกแบบ อย่างเช่น โลโก้ของลัฏฐิคาเฟ่ และกิจกรรมสุดท้ายคือ <strong>ลัฏฐินิวส์ </strong>ที่ช่วยให้เด็กๆ มีช่องทางในการแสดงออกมากขึ้น มีทั้งการทำข่าว การเต้น หรือการทำติ๊กต็อก ก็คือโปรดักชั่นอยู่หลังกล้อง และนิวส์อยู่หน้ากล้อง หลักๆ คือเขาจะทำข่าวว่าโรงเรียนช่วงนี้เป็นยังไง ลัฏฐิฟาร์มและคาเฟ่มีอะไรแปลกใหม่บ้าง”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บันไดขั้นที่สอง ตั้งวง PLC เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเติมเต็ม</strong></h2>



<p>หลังจาก ‘ลัฏฐิSME’ ประสบความสำเร็จในสองปีแรก พร้อมๆ กับการที่คุณครูทุกคนมีความเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนรู้มากขึ้น ครูเกริกฤทธิ์บอกว่าปัจจัยสำคัญคือการจัดตั้งวง PLC (Professional Learning Community) รวมถึงวง Mini PLC เฉพาะในโรงเรียนที่แม้จะมีขนาดเล็กลง แต่ก็ทำให้ครูทุกคนมีโอกาสแสดงความเห็นและลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น</p>



<p>“เราพยายามทำให้วง PLC เป็นวงที่ปลอดภัย เพราะแรกๆ เหมือนกับครูก็ยังไม่ค่อยกล้าแชร์ แต่พอเราทำกระบวนการนี้ไปเรื่อยๆ มันกลายเป็นว่าครูได้รับการปรับเปลี่ยนไปด้วยว่าวงนี้เราแค่มาแชร์กันว่าทำอย่างไรให้นักเรียนและลูกๆ ของเรามีศักยภาพหรือดีขึ้น มีการแลกเปลี่ยนระหว่างกันว่าแผนของครูจะดีขึ้นอีกถ้าครูทำแบบนี้”</p>



<p>หนึ่งในประเด็นจากวง Mini PLC ที่น่าสนใจคือการเลิกใช้คำว่า ‘ถูก’ หรือ ‘ผิด’ มาเป็นตัวตัดสินนักเรียนแต่ละคน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bcc7b1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/53-ครู-7โมง-TSQP-โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม-จ.ภูเก็ต-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“การตัดสินถูกผิดเหมือนการส่งเสริมให้เด็กเกิดการเปรียบเทียบแข่งขันอยู่ลึกๆ คือถ้าเรามองในมุมปกติของนวัตกรรมการศึกษาทั่วไป ก็จะมองเหมือนการเสริมพลังบวกซึ่งมันก็ถูกต้องในมุมหนึ่ง แต่โรงเรียนทำมาจนถึงมุมที่เรารู้สึกว่ามันใช้ได้ในขั้นของการเรียนการสอนที่เน้น Content (เนื้อหา) ว่า Content นี้มันผิดหรือถูก ตรงนั้นถือว่าโอเค ถูกต้อง จำเป็นต้องบอกเด็ก </p>



<p>แต่ถ้าเราปรับมาเป็น Project Based ที่เน้นเรื่องทักษะ สมรรถนะ และกระบวนการ เราจะไม่ได้ตัดสินตรงเนื้อหาหรือว่าสิ่งที่เขาทำ แต่เราจะใช้คำถามว่าถ้าทำอย่างนี้จะเป็นอย่างไร หรือว่าจะทำให้มันดีขึ้นได้อย่างไรมากกว่า ซึ่ง<strong>ผลลัพธ์ที่เราอยากเห็นจริงๆ ตอนเข้าโครงการ TSQP คือการมุ่งไปที่สมรรถนะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ </strong>เราโฟกัสที่จะดึงสมรรถนะตรงนั้นของนักเรียนออกมาได้อย่างไร ซึ่งการจะใช้คำถามเพื่อกระตุ้นความคิดเด็ก ครูเองต้องเป็นคนที่มีกระบวนการด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e962cc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/ครูเกริกฤทธิ์-สุขสมบูรณ์-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บันไดขั้นที่สาม ออกแบบการเรียนรู้เพื่อคุณภาพชีวิตของนักเรียน</strong></h2>



<p>แม้สถานการณ์การเรียนรู้ในโรงเรียนวัดลัฏฐิวนารามจะดำเนินไปได้ด้วยดี แต่แล้วกลับมีข่าวร้ายเมื่อนักเรียนคนหนึ่งเสียชีวิตด้วยปัญหาสุขภาพ ทำให้ทุกคนในโรงเรียนต่างโศกเศร้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น</p>



<p>“ตอนร่วมโครงการ (TSQP) ปีที่สาม จำได้ว่ามีนักเรียนคนหนึ่งที่น่ารักและค่อนข้างสนใจเรียน อยู่ๆ เขาก็จากเราไปด้วยปัญหาสุขภาพ ซึ่งเหตุการณ์นั้นทำให้ผู้อำนวยการและคุณครูทุกคน เริ่มสนใจเรื่องสุขภาพของเด็กมากขึ้น ประกอบกับเทศบาลรายงานว่าโรงเรียนเราถูกจัดอยู่ในลำดับสุดท้ายในเรื่องสุขภาพฟัน มันเลยเป็นที่มาว่าทำไมโรงเรียนต้องทำ Project Based ในเรื่องสุขภาพ</p>



<p>ทีนี้พอคุณครูมีประสบการณ์จากลัฏฐิSME เราก็ปรับตรงนั้นมาเป็นแนวสุขภาพแทน โดยจัดกิจกรรมเฉพาะที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละช่วงวัย เช่น เด็กอนุบาล เราจะใช้ Project Approach คือเลือกตามความสนใจของนักเรียน แต่พอขึ้นชั้นประถม เรามามองกันว่ามีอะไรที่เหมาะกับวัยนี้โดยการกำหนดกรอบกว้างๆ ว่า ป.1 ยังเป็นเด็กเล็กก็อยากให้เขาดูแลกิจวัตรประจำวันของตัวเอง เช่น ใส่เสื้อผ้า เข้าห้องน้ำ เรื่องอาหารการกิน พอป.2 เรามองว่าเด็กมีภาวะที่ฟันน้ำนมจะเริ่มหลุดออกไป เราเลยเน้นเรื่องการดูแลรักษาฟัน จากนั้นป.3 จะเน้นเรื่องน้ำหนักเพราะเด็กบางคนน้ำหนักเยอะไปน้อยไป จึงอยากปรับเปลี่ยนนิสัยให้รู้จักการออกกำลังกายมากขึ้น จะเห็นได้ว่าป.1-3 เน้นดูแลตัวเองก่อน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-49b99b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/53-ครู-7โมง-TSQP-โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม-จ.ภูเก็ต-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ส่วนป.4 จะมีชมรม อย.น้อย ให้นักเรียนร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน อย่างปีนี้มีคนเป็นไข้เลือดออกมากกว่าปกติ ก็เลยเน้นเรื่องการทำสมุนไพรไล่ยุง ทีนี้พอขึ้นป.5 จะเน้นเรื่องการคัดแยกขยะ ส่วนป.6 จะเป็นเรื่องการเกษตรคือโยงเข้ากับลัฏฐิฟาร์ม เพื่อให้เขาดูแลอาหารการกินของตนเองตั้งแต่ต้นทาง”</p>



<p>ครูเกริกฤทธิ์บอกว่าทักษะสำคัญที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือ<strong>นักเรียนสามารถดูแลตัวเองและจัดการตัวเองได้โดยไม่ต้องรอให้ครูบอก</strong> ซึ่งผู้ปกครองเองก็มีสัญญาณตอบรับที่ดีว่าลูกสามารถจัดการกิจวัตรประจำวันต่างๆ ด้วยตัวเองมากขึ้นและพึ่งพาพ่อแม่น้อยลง</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บันไดขั้นที่สี่ สร้างพื้นที่ปลอดภัยเชื่อมใจครูกับนักเรียน</strong></h2>



<p>ไม่เพียงสุขภาพกายที่โรงเรียนวัดลัฏฐิวนารามนำนวัตกรรมการศึกษาเข้ามาแก้ปัญหา พัฒนาทักษะและเสริมสร้างการเรียนรู้ให้กับนักเรียน ในด้านสุขภาพใจก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่คุณครูที่นี่ให้ความสำคัญ&nbsp;</p>



<p>“พอเด็กกำกับตัวเองได้ เราก็ขยับมามุ่งเน้นเรื่องสุขภาพใจของเขา โดยเอาจิตศึกษาเข้ามาในวง PLC ผ่านการเล่านิทานที่สะท้อนปัญหาของโรงเรียนในช่วงนั้นๆ แล้วเราจะถามเด็กๆ ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์นี้กับเรา เราจะทำอย่างไร รู้สึกอย่างไร ซึ่งจะไม่มีการไปตัดสินเลยว่าสิ่งที่นักเรียนแชร์ออกมามันผิดหรือถูก แต่จะให้เขามีคำตอบอยู่ในใจตัวเอง ให้เขาได้ตัดสินทางจริยธรรมด้วยตัวเอง พอเป็นแบบนี้มันเลยทำให้เด็กๆ กล้าพูดถึงความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น แล้วครูกับเด็กก็เหมือนเชื่อมต่อกันมากขึ้น”</p>



<p>พอครูกับนักเรียนเชื่อมต่อกันมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามมาคือครูเริ่มกลายเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ สำหรับเด็ก ซึ่งครูเกริกฤทธิ์มองว่าสิ่งนี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้เด็กกล้าเปิดใจและอยากเรียนรู้กับครูมากขึ้นกว่าเดิม</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-51018e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/53-ครู-7โมง-TSQP-โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม-จ.ภูเก็ต-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-9067ba"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/53-ครู-7โมง-TSQP-โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม-จ.ภูเก็ต-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ผมมองว่าการเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กสำคัญมาก เหมือนตอนเราเด็กๆ เราจะมีครูที่ชอบกับครูที่ไม่ชอบ น่าสนใจว่าครูที่เราชอบนั้นจะสอนดีหรือไม่ดีไม่รู้ แต่เราจะตั้งใจเรียนเพราะเรารู้สึกว่าเราเคารพครูคนนี้ เราชอบครูคนนี้ ครูคนนี้เข้าใจเรา ทำให้การเรียนดีขึ้น เราเลยกล้าพูดกล้าแชร์ความรู้สึกที่แท้จริงกับครูคนนี้</p>



<p>มีวันหนึ่งในวงจิตศึกษา ครูก็นำนิทานเรื่องครอบครัวมาแชร์กับนักเรียนตามปกติ ปรากฏว่ามีเด็กป.6 ที่ปกติภายนอกดูร่าเริง ออกมาแชร์ว่าเขาถูกพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดทางเพศที่บ้าน ซึ่งก่อนหน้านี้เด็กมีการเปรยๆ กับเพื่อนสนิท แต่วันนั้นเขาอาจรู้สึกว่านี่คือพื้นที่ปลอดภัยของเขา เพราะเราทำวงจิตศึกษามาหลายเดือน สุดท้ายเขาก็แชร์กับครูประจำชั้นเพิ่มเติม ทำให้ทางโรงเรียนรีบดำเนินการด้วยการสืบจากนักเรียน เพื่อน และเรียกผู้ปกครองมาคุย จากนั้นจึงแจ้งตำรวจซึ่งตอนนี้เรื่องก็เป็นคดีความเรียบร้อยแล้ว”</p>



<p>ขณะเดียวกันครูเกริกฤทธิ์ยังเน้นย้ำว่า ผลลัพธ์จากการร่วมโครงการ TSQP ทำให้ครูทุกคนมีทัศนคติในการเรียนการสอนที่เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งพอครูมีพัฒนาการมากขึ้น ตัวนักเรียนเองก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นด้วย</p>



<p>“แรกๆ เราอาจสอนแค่ความรู้ แต่พอมันเกิดกระบวนการพัฒนาตรงนี้ ทำให้ครูมีกระบวนการสอนที่หลากหลายขึ้น ส่วนนักเรียนเองก็กล้าแสดงออกมากขึ้น กล้าคิดมากขึ้น จนเมื่อเราทำลึกไปกว่านั้นคือเข้าไปถึงด้านจิตใจ สำหรับผมรู้สึกว่ามันลึกมากเลย เพราะปัญหาหลายๆ อย่างมันออกมาจากวงจิตศึกษาตรงนั้นที่มีครูกับนักเรียน ซึ่งพอครูแก้ปัญหานักเรียนตรงนั้นแล้วก็จะนำมาแชร์กันในวง PLC ของครูด้วยกันอีกที เพื่อให้ได้แนวทางการแก้ปัญหาใหม่ๆ จากวงนั้น มันจึง<strong>ไม่ใช่แค่ครูที่พัฒนาเด็ก แต่เป็นเด็กด้วยที่ช่วยพัฒนาครู</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-62f26c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/53-ครู-7โมง-TSQP-โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม-จ.ภูเก็ต.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ผมมองว่าสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดไม่ได้ทำให้วิชาการของเด็กตกลง กลับจะดียิ่งขึ้นมากกว่า เพราะว่าพอเด็กๆ กล้าคิด ครูก็กล้าสอน ต่างจากตอนแรกที่เด็กเหมือนรอจะให้เราบอกแล้วจึงค่อยทำตามขั้นตอน แต่ว่าเราตัดการบอกขั้นตอนนี้ออก ให้เด็กๆ คิดเองว่า 1 2 3 คืออะไร ไม่มีผิดไม่มีถูก ลองทำดูได้เลย เขาก็จะหาปัญหามาเองและเป็นคนคิดเองว่าจะทำอย่างไรดี ส่วนครูก็จะช่วยสนับสนุนกระบวนการของเขา เพราะความรู้มันหาที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ มัน Worldwide ง่ายมาก แต่จะทำอย่างไรให้เราหาความรู้นั้นได้ มีกระบวนการอย่างไร ซึ่งเด็กๆ จะได้ทักษะตรงนี้ เหมือนคำว่า Learn How to Learn สร้างให้เขาเป็นนักเรียนรู้ที่ไม่ใช่แค่เรียนรู้ว่าจะเรียนรู้อย่างไร แต่เรียนรู้ด้วยว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร คือพอได้องค์ความรู้นั้นมาแล้ว เขาต้องสามารถคิดวิเคราะห์ได้ว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร โดยใช้องค์ความรู้ที่มี ซึ่งมันจะเป็นทักษะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต&nbsp;</p>



<p>ฉะนั้นหน้าที่ของเราไม่ใช่การบอกว่าเธอจะต้องโตแบบนี้เป็นแบบนี้ แต่เป็นการส่งเสริมให้เขาได้ดึงศักยภาพที่เขาเก่งที่สุดในด้านนั้นๆ ออกมา เพื่อที่จะพัฒนาหรือใช้มันดูแลตัวเอง รวมถึงพัฒนาโลกนี้ให้ดียิ่งๆ ขึ้น”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-261223/">‘ครูต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย’ บันไดสี่ขั้นสู่การเป็นนักเรียนรู้และพัฒนาตนเอง : โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม จ.ภูเก็ต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ชุดคำถาม’ จุดเริ่มต้นกระบวนการเรียนรู้ที่เด็กออกแบบเอง : โรงเรียนบ้านโคกวัดใหม่ จังหวัดภูเก็ต</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-201223/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Dec 2023 12:31:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[สุวรรณี ปล้องไหม่]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนบ้านโคกวัดใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75544</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เราดึงแนวคิดของนักเรียนผ่านชุดคำถาม เพื่อต่อยอดสู่โครง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-201223/">‘ชุดคำถาม’ จุดเริ่มต้นกระบวนการเรียนรู้ที่เด็กออกแบบเอง : โรงเรียนบ้านโคกวัดใหม่ จังหวัดภูเก็ต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>“เราดึงแนวคิดของนักเรียนผ่านชุดคำถาม เพื่อต่อยอดสู่โครงงาน ไม่ใช่การยัดเยียดโครงงานให้เขา แต่เปิดโอกาสให้เขาคิดเองว่าเขาอยากทำอะไรต่อ”&nbsp;</em></p>



<p><strong>ครูทิพย์- สุวรรณี ปล้องไหม่ </strong>คุณครูวิทยาศาสตร์ <strong>โรงเรียนบ้านโคกวัดใหม่ อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต</strong> ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมการเรียนการสอน ในเวทีเสวนา ‘ปลุกพลัง เปลี่ยนการศึกษา เพื่อเด็กทุกคน’ มหกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โรงเรียนพัฒนาตนเองระดับพื้นที่ ครั้งที่ 2 จังหวัดภูเก็ต&nbsp; โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และมูลนิธิสยามกัมมาจล&nbsp;</p>



<p>สำหรับกิจกรรมตัวอย่างในวิชาวิทยาศาสตร์ของครูทิพย์คือ หัวข้อ ‘การสกัดสีจากธรรมชาติ’ โดยใช้ ‘ชุดคําถามที่ริเริ่มกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ของการจัดการเรียนรู้โครงงานเป็นฐาน’<strong> </strong>มาเป็นเครื่องมือในห้องเรียนสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-5</p>



<p>จุดประสงค์ของกิจกรรมคือต้องการดึงแนวคิดของนักเรียนผ่านชุดคำถาม และนำแนวคิดนั้นไปต่อยอดสู่โครงงาน กระตุ้นให้นักเรียนต้องการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเอง รู้จักสังเกต กล้าคิด กล้าตอบคำถาม พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และรู้จักการทำงานเป็นกลุ่มมากขึ้น โดยครูวางบทบาทตัวเองเป็นเพียงโค้ช ที่คอยตั้งคำถามกระตุ้นให้นักเรียนคิดและหาคำตอบด้วยตนเอง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-c4e9b0"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/01-TSQP-ครูสุวรรณี-ปล้องใหม่.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-04a58a"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/02-TSQP-ครูสุวรรณี-ปล้องใหม่.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ห้องเรียนฝึกสังเกต เรียนรู้จากการตั้งคำถาม ก้าวข้ามสู่โครงงาน</strong></h2>



<p>กระบวนการจัดการเรียนการสอนในวิชาวิทยาศาสตร์ของครูทิพย์นั้น จะเริ่มต้นโดยแบ่งกลุ่มนักเรียน กลุ่มละ 4 คน และครูจะเปิดวิดีโอสื่อการเรียนรู้ให้นักเรียนดู จากนั้นให้นักเรียนช่วยกันสังเกต และเขียนสิ่งที่อยู่ในวิดีโออย่างน้อย 5 อย่างหลังจากดูจบ</p>



<p>วิดีโอจะเล่าเรื่องราวของผ้ามัดย้อมไทยที่ถูกนำไปใช้เป็นลายเสื้อของทีมฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ โดยมีจุดเริ่มต้นคือ ทีมดีไซน์เนอร์ของคิงพาวเวอร์เกิดความสนใจ ‘ผ้ามัดย้อมคีรีวง’ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ลงพื้นที่ไปเรียนรู้กระบวนการผลิตและองค์ประกอบต่างๆ ในการทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ แล้วนำมาออกแบบเป็นลายเสื้อของทีมฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้&nbsp;</p>



<p>หลังจากนักเรียนเขียนเสร็จก็จะนำมาติดบนกระดาน เป็นคำต่างๆ เช่น ใบหูกวาง ใบมังคุด สะตอ หมู่บ้านคีรีวง นักฟุตบอล เป็นต้น จากนั้นครูจึงโยนคำถามโดยเชื่อมโยงจากคำที่นักเรียนเขียน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cd5696"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/03-TSQP-ครูสุวรรณี-ปล้องใหม่.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d86a6c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/06-TSQP-ครูสุวรรณี-ปล้องใหม่.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p><strong>ตัวอย่างคำถาม</strong></p>



<p>&#8211; <strong>ผ้ามัดย้อมทํามาจากอะไร</strong><br>&#8211; <strong>ลักษณะเด่นของผ้ามัดย้อมคืออะไร</strong><br>&#8211; <strong>พืชชนิดไหนบ้างที่ให้สีธรรมชาติ</strong><br>&#8211; <strong>นักฟุตบอลเกี่ยวข้องกับผ้ามัดย้อมอย่างไร</strong></p>



<p></p>



<p>เมื่อนักเรียนตอบและเชื่อมโยงได้ กิจกรรมถัดไปคือครูจะให้นักเรียนสังเกตจากภาพและตั้งประเด็นคำถามที่สนใจ กลุ่มละ 1 คำถาม โดยนักเรียนก็จะตั้งคำถามต่างๆ เช่น “ทำไมใบไม้ถึงออกมาเป็นสีได้” “เขามีวิธีอย่างไรถึงออกมาเป็นสีธรรมชาติได้” เป็นต้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-bb7083"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/05-TSQP-ครูสุวรรณี-ปล้องใหม่.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ครูจะเตรียมพืชต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในวิดีโอไว้หน้าชั้นเรียน เช่น ใบหูกวาง ขมิ้นชัน ดอกอัญชัน เป็นต้น แล้วให้นักเรียนแต่กลุ่มลองออกมาเลือกพืชที่คิดว่าน่าจะทำให้เกิดสีน้ำเงินและสีเหลือง นำไปแปะบนกระดาษ พร้อมเขียนเหตุผลว่าทำไมถึงคิดว่าพืชชนิดนี้น่าจะให้สีน้ำเงิน และสีเหลือง จากนั้นให้ออกมานำเสนอหน้าห้องเรียน ซึ่งผลลัพธ์คือ บางกลุ่มใช้วิธีสังเกตลักษณะภายนอกของพืช ฟังจากวิดีโอที่เปิดก่อนหน้า หรือบางกลุ่มก็ใช้วิธีขยี้พืชลงบนกระดาษเพื่อให้ออกสี</p>



<p>หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่การออกแบบการทดลองทางวิทยาศาสตร์ โดยครูจะให้นักเรียนออกแบบการทดลองการสกัดสีธรรมชาติจากพืชด้วยตนเอง ว่าสิ่งที่นักเรียนคาดการณ์เป็นไปตามสมมติฐานหรือไม่ พร้อมเขียนผลการทดสอบ โดยครูจะเตรียมพืชชนิดต่างๆ และอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ให้ เช่น บีกเกอร์ ตะเกียงแอลกอฮอล์ แท่งแก้วคนสาร เทอร์โมมิเตอร์ กรวยแก้ว และแว่นขยาย เป็นต้น ซึ่งนักเรียนพิจารณาเองว่าจะเลือกใช้อุปกรณ์ชิ้นไหนไปออกแบบการทดลองบ้าง จากนั้นจึงให้แต่กลุ่มออกมานำเสนอการออกแบบการทดลองนั้นให้เพื่อนๆ ฟัง ซึ่งหลังจากนำเสนอก็จะให้เพื่อนๆ ลองเสนอวิธีอื่นๆ เพื่อให้ผู้นำเสนอลองนำไปปรับใช้กับการทดลองของตนเอง รวมถึงนำไปพัฒนาเป็นโครงงานต่อไป</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ผลลัพธ์จากชุดคำถาม พัฒนาสมรรถนะนักเรียน</strong></h2>



<p>จากการทำกิจกรรมในห้องเรียนตัวอย่างที่มีจุดประสงค์ในการดึงแนวคิดของนักเรียนผ่านชุดคำถามต่อยอดสู่โครงงาน ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือ การกระตุ้นให้นักเรียนต้องการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเองนั้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับคือ นักเรียนเกิดการเรียนรู้จากการตั้งคำถามของครู ได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่าปัญหาคืออะไร สิ่งที่ต้องหาเพิ่มเติมคืออะไร นำมาเสริมกับสิ่งที่ตนเองออกแบบไว้ เพื่อนำไปทดลองจริง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4489a9"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/04-TSQP-ครูสุวรรณี-ปล้องใหม่.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้นักเรียนยังรู้จักตั้งคำถามได้ด้วยตนเอง รู้จักระดมความคิดเพื่อหาคำตอบ โดยการตั้งสมมติฐานและทดลอง เช่น เมื่อนักเรียนต้องการรู้ว่าพืชชนิดไหน ให้สีธรรมชาติอะไร แต่ละคนก็จะหาคำตอบด้วยตนเองด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไป อย่างเช่น การนำพืชมาขยี้กับกระดาษ นำไปต้ม หรือ สังเกตสีภายนอกของพืช เป็นต้น นับว่าเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นพื้นฐานของการทำโครงงาน</p>



<p>แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องเรียนคือ เนื่องจากเป็นการค่อยๆ กระตุ้นให้นักเรียนคิด ในหัวข้อที่แปลกใหม่และเรียนรู้เป็นครั้งแรก จึงจำเป็นต้องใช้เวลาค่อนข้างนานในการค่อยๆ โยนคำถามให้นักเรียนหาคำตอบด้วยตนเอง&nbsp;</p>



<p>ในตอนท้ายของการจัดห้องเรียนตัวอย่างได้มีการเปิดโอกาสให้ครูท่านอื่นๆ มีส่วนร่วมในการเติมเต็มและแสดงความคิดเห็น ครูท่านหนึ่งบอกว่าบรรยากาศในชั้นเรียนไหลลื่นไปด้วยดี และกิจกรรมนี้ทำให้เด็กได้มีความรู้รอบตัวมากขึ้น รู้จักสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว ซึ่งสิ่งที่ให้เด็กทำ ก็เป็นสิ่งที่อยู่ในชุมชนของตนเอง นอกจากนี้ยังเห็นความตั้งใจของนักเรียนการทํากิจกรรมต่างๆ ได้ช่วยกันคิดร่วมกัน และทำให้เกิดสมรรถนะต่างๆ เช่น สมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีม และสมรรถนะการสื่อสาร เป็นต้น</p>



<p>พร้อมกันนี้ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนลองตั้งสมมติฐานเพิ่มขึ้นจากการตั้งคำถามของครู เช่น หากใบไม้ไม่ได้เป็นสีแดง จะสามารถสกัดออกมาเป็นสีแดงได้หรือไม่ จะทำให้นักเรียนเกิดความสนใจและความสนุกในชั้นเรียนมากขึ้น รวมถึงอยากให้ลองนำประเด็นถกเถียงของเด็กระหว่างการจัดกิจกรรมมาพูดถึงด้วย </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-4885dc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/TSQP-ครูสุวรรณี-ปล้องใหม่-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จุดเด่นของกิจกรรมนอกเหนือจากการตั้งคำถาม คือ ‘การบันทึกร่องรอยคำตอบของนักเรียนบนกระดาน’ ซึ่งการเก็บร่องรอยคําตอบของนักเรียนนั้นจะสมบูรณ์แบบมากขึ้น ก็ต่อเมื่อเราเห็นคําตอบของนักเรียนที่ปรากฏอยู่บนกระดาน ว่าแต่ละคนตอบเหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง จากนั้นจึงใช้คําถามนํา ให้นักเรียนขยายความหรือแสดงเหตุผลมาสนับสนุนสิ่งที่เหมือนหรือต่างกันนั้น และควรปลูกฝังให้ใช้ประโยชน์ของกระดานในการบันทึกคําตอบของนักเรียน ตั้งแต่ต้น กลาง และสุดท้าย เพื่อที่จะใช้คําตอบนั้นในการเชื่อมโยงและสรุปองค์ความรู้ทั้งหมดที่เรียนรู้ไป&nbsp;</p>



<p>“เวลาเราเรียนวิทยาศาสตร์ การออกแบบการทดสอบหรือการทดลอง ครูก็จะไกด์นักเรียนก่อน ถ้าเราให้เขาดีไซน์การทดลองเองโดยที่ไม่เคยทำก็อาจจะเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเราฝึกเขาบ่อยๆ พยายามปล่อยเขาให้ออกแบบการทดลองเอง ก็จะช่วยสร้างประสบการณ์ให้นักเรียนได้ โดยหน้าที่ครูคือคอยตะล่อมหรือใช้คําถามเพื่อนําเขาไปสู่การออกแบบการทดลองที่ถูกต้อง” อาจารย์ภัสราภรณ์ สหะกิจ ผู้ดำเนินรายการกล่าวสรุป</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-201223/">‘ชุดคำถาม’ จุดเริ่มต้นกระบวนการเรียนรู้ที่เด็กออกแบบเอง : โรงเรียนบ้านโคกวัดใหม่ จังหวัดภูเก็ต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ห้องเรียนคณิตฯ คิดนอกกรอบ เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว บูรณาการความรู้สู่การร่วมปฏิบัติ : ครูนัฐพล หัสนี โรงเรียนเมืองถลาง จ.ภูเก็ต</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-191223-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Dec 2023 11:17:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนเมืองถลาง]]></category>
		<category><![CDATA[นัฐพล หัสนี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75533</guid>

					<description><![CDATA[<p>เอ่ยถึงวิชาคณิตศาสตร์ หลายคนคงจินตนาการถึงตัวเลข การคิด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-191223-2/">ห้องเรียนคณิตฯ คิดนอกกรอบ เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว บูรณาการความรู้สู่การร่วมปฏิบัติ : ครูนัฐพล หัสนี โรงเรียนเมืองถลาง จ.ภูเก็ต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เอ่ยถึงวิชาคณิตศาสตร์ หลายคนคงจินตนาการถึงตัวเลข การคิดคำนวณและสมการยากๆ ท่ามกลางบรรยากาศเคร่งเครียดในห้องเรียน แต่สำหรับห้องเรียนคณิตศาสตร์ของ <strong>ครูนัฐพล หัสนี โรงเรียนเมืองถลาง ตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต</strong> การออกแบบการเรียนรู้ไม่เพียงเชื่อมโยงให้เข้ากับชีวิตประจำวันและความสนใจของนักเรียน ยังบูรณาการความรู้ที่เกี่ยวข้องและให้ความสำคัญกับการลงมือปฏิบัติ เพื่อสร้างคุณค่า (Value) ในการเรียนรู้แบบองค์รวมให้กับนักเรียนด้วย</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ห้องเรียนคณิตศาสตร์ การออกแบบบทเรียนบูรณาการสู่การร่วมปฏิบัติ</strong></h2>



<p>ในเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ปลุกพลัง เปลี่ยนการศึกษา เพื่อเด็กทุกคน” ในมหกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โรงเรียนพัฒนาตนเองระดับพื้นที่ ครั้งที่ 2 จ.ภูเก็ต โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และมูลนิธิสยามกัมมาจล <strong>ครูนัฐพล</strong>จำลองบรรยากาศในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์แบบคร่าวๆ โดย ‘ออกแบบบทเรียนแบบบูรณาการสู่การร่วมปฏิบัติ’ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น หยิบสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอถลางเป็นตัวตั้ง</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-894869"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1219_Quote-อ.นัฐพล_PHOTO2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับเป้าหมายในการเรียนรู้ครั้งนี้ ครูนัฐพลบอกว่า อยากเห็นนักเรียนของตัวเองเชื่อมโยงสถานการณ์ เหตุการณ์ และปัญหาในชีวิตประจำวัน กับคณิตศาสตร์ ซึ่งในที่นี้คือเรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว และสามารถแก้โจทย์ปัญหาได้&nbsp;</p>



<p>และจากการศึกษาพื้นที่จังหวัดภูเก็ต<strong>ครูนัฐพล</strong>ก็พบว่า สิ่งที่โดดเด่นของภูเก็ตคือการท่องเที่ยว ทำอย่างไรให้คณิตศาสตร์กับความโดดเด่นของภูเก็ตกลายเป็นบทเรียนได้ จึงเริ่มจากพานักเรียนไปท่องดินแดนของอำเภอถลาง เรียนรู้พื้นที่ของตัวเอง ในคาบเรียนก่อนหน้านักเรียนจึงได้ทำกิจกรรม ‘แผนที่เดินดิน’ สำรวจเมืองถลางว่ามีแหล่งท่องเที่ยวอะไรที่น่าสนใจบ้าง และมาร์กจุดเด่นนั้นบนแผนที่ นี่คือข้อมูลตั้งต้นที่จะนำไปสู่กิจกรรมต่อไป</p>



<p>เมื่อนักเรียนได้ศึกษาเกี่ยวกับเมืองถลาง ได้ข้อมูลมาชุดหนึ่ง <strong>ครูนัฐพล</strong>พานักเรียนนำข้อมูลมาทำโปรแกรมท่องเที่ยว ‘One day trip in Thalang’ รับบทเป็นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งสิ่งสำคัญในการวางแผนทัวร์นั่นคือ การคำนวนระยะทางและเวลาในการเดินทางจากจุด A ไปยังจุด B และเวลาที่ใช้ในการทัวร์แต่ละจุด&nbsp;</p>



<p>“ในคาบนี้เราจะมาเป็นผู้ประกอบการ จากการลงพื้นที่และทำแผนที่เดินดิน ทำให้เรารู้ว่าสถานที่ตรงนั้นชื่ออะไร มีจุดเด่นอย่างไร วันนี้ครูจะพานักเรียนไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ เราจะเป็นเจ้าของธุรกิจทัวร์ ซึ่งเราจะต้องมีการวางแผนโปรแกรมทัวร์ของเรา โดยให้นักเรียนทุกกลุ่มออกแบบตาราง One day trip in Thalang จะพาไปไหนในอำเภอถลางก็ได้ แต่ขอให้เริ่มต้นที่โรงเรียนเมืองถลาง และระยะเวลาในการวางโปรแกรมทัวร์สำหรับท่องเที่ยวนี้ภายใน 6 ชั่วโมงเท่านั้น”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-49d531"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1219_Quote-อ.นัฐพล_PHOTO1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-7b3a98"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1219_Quote-อ.นัฐพล_PHOTO5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>จากนั้น<strong>ครูนัฐพล</strong>ใช้คำถามชวนคิด เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนสะท้อนการทำงานของตัวเองหรือข้อผิดพลาดเพื่อนำไปปรับปรุงให้ดีขึ้น รวมถึงพยายามให้เหตุผลว่า มีปัจจัยอะไรที่ทำให้การเดินทางจากจุด A ไปยังจุด B ใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน นั่นก็คือขึ้นอยู่กับอัตราเร็ว และเชื่อมโยงไปสู่การหาคำตอบทางคณิตศาสตร์&nbsp;</p>



<p>ชุดคำถามที่<strong>ครูนัฐพล</strong>ใช้ เช่น ในการออกแบบตารางการเดินทาง นักเรียนคิดว่า ข้อมูลสำคัญที่จะต้องใช้ในการออกแบบการเดินทางน่าจะมีอะไรบ้าง? ข้อมูลที่นักเรียนนำมาใช้ในการวางแผนการเดินทาง One day trip in Thalang นักเรียนนำข้อมูลมาจากไหน? และข้อมูลระยะทางที่ได้จากการค้นหาใน Google Map และประสบการณ์ตรง มีความแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร?</p>



<p>“ในการวางแผนทัวร์ข้อมูลที่เราจะต้องมีคือ ‘ระยะทาง’ จากจุดที่ 1 ไป จุดที่ 2 และเราจะต้องทราบ ‘เวลา’ ที่ใช้ในการเดินทาง แล้วก็ยังมีข้อมูลของสถานที่ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับเวลาในการเปิด-ปิดของสถานที่และวันด้วย ซึ่งเราต้องคำนวนไว้ด้วยว่านอกจากเวลาในการเดินทาง แล้วยังมีเวลาในการทำกิจกรรมแต่ละจุดอยู่ที่เท่าไร</p>



<p>หากนักเรียนเริ่มต้นเดินทางจากจุดเดียวกันและไปในสถานที่เดียวกัน เราจะสามารถเดินทางไปถึงจุดหมายพร้อมกันหรือไม่ อย่างไร? ซึ่งแน่นอนว่ามีทั้งพร้อมและไม่พร้อม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าอัตราเร็วของเราอยู่ที่เท่าไร ซึ่งจากที่ยกตัวอย่างมาก็คือ ความเร็วในการขับรถของเรา แล้วอัตราเร็วมาจากไหน ก็มาจากระยะทางหารด้วยเวลานั่นเอง เรื่องนี้นักเรียนจะเรียนโดยตรงเลยก็คือในวิชาวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะฟิสิกส์ในระดับชั้นม.2 จะใช้ค่อนข้างบ่อย”</p>



<p>จากความสัมพันธ์ข้างต้นครูนัฐพลและนักเรียนร่วมกันสรุปโจทย์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ได้ว่า “โจทย์ปัญหาสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว จะมีข้อความไม่ทราบค่าอยู่ และมีข้อความที่เกี่ยวข้องอีกหลายประโยคอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กันทั้งทางตรงและทางอ้อม การแก้ปัญหาสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ก็คือ การหาคำตอบของโจทย์ โดยใช้วิธีกำหนดตัวแปรแทนข้อความที่ไม่ทราบค่า เรานิยมใช้ X แทนตัวแปร แล้วสร้างเป็นสมการขึ้น”  </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-1e8c09"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1219_Quote-อ.นัฐพล_PHOTO6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ลำดับต่อไปจึงเป็นกิจกรรม ‘ช่วยคิดหน่อย’ โดยครูนัฐพลจะกำหนดสถานการณ์ปัญหาให้นักเรียน และให้ช่วยกันหาคำตอบเกี่ยวกับเวลาในการเดินทาง และต่อยอดด้วยการให้นักเรียนสรุปเชื่อมโยงกับหลักการของสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยสร้างโจทย์ปัญหาขึ้นเองจากข้อมูลก่อนหน้า โดยนอกจากนักเรียนจะต้องแสดงวิธีทำลงในใบงานแล้ว นักเรียนยังต้องฝึกเขียนแนวคิด โดยจะเขียนเป็นข้อความ วาดภาพ หรือตารางก็ได้ เพื่อแสดงให้เห็นแนวคิดที่นำไปสู่วิธีการในการหาคำตอบของนักเรียน</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ผลลัพธ์คือ นักเรียนเกิดการเรียนรู้แบบองค์รวม</strong></h2>



<p>สิ่งที่นักเรียนได้จากการเรียนรู้ที่<strong>ครูนัฐพล</strong>บอกว่าเป็น ‘การบูรณาการสู่การร่วมปฏิบัติ’ นอกจากองค์ความรู้คณิตศาสตร์ที่จะเป็นพื้นฐานให้นักเรียนเข้าใจถึงกระบวนการในการหาคำตอบ โดยที่แต่ละกลุ่มไม่จำเป็นจะต้องใช้กระบวนการเดียวกัน แต่ต้องอธิบายได้ว่าคำตอบนั้นมาจากที่ไหน ยังมีองค์ความรู้ในศาสตร์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ สังคม และวิทยาศาสตร์ วิชาเหล่านี้เข้ามาแทรกอยู่ในบทเรียนคณิตศาสตร์ของ<strong>ครูนัฐพล</strong> ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้แบบองค์รวม (Holistic Learning) ได้ </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-941fc7"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1219_Quote-อ.นัฐพล_FB.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>ทั้งนี้การวัดและประเมินผลนั้น เกิดขึ้นควบคู่กับการทำกิจกรรมในคาบเรียน ซึ่งสะท้อนผ่านกิจกรรมที่ครูให้เด็กออกแบบโจทย์สถานการณ์เองเพื่อหาคำตอบ เป็นการวัดความเข้าใจของนักเรียน สเต็ปต่อไปที่ขาดไม่ได้นั่นก็คือการให้นักเรียนนำเสนอกระบวนการที่ได้มาซึ่งคำตอบ</p>



<p>บทเรียนนี้จะเห็นว่า “คณิตศาสตร์ที่ทุกคนจะมองว่าต้องอยู่ในห้องเรียน คณิตศาสตร์ต้องอยู่ในหนังสือ คณิตศาสตร์ไม่สามารถนำออกไปใช้ได้จริงๆ สิ่งที่อยู่รอบตัวนักเรียนทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน รอบๆ โรงเรียน หรือในชุมชน หรือในอำเภอถลาง นักเรียนสามารถนำคณิตศาสตร์ไปใช้ได้ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการเชื่อมโยงของตัวเราเอง” <strong>ครูนัฐพล หัสนี โรงเรียนเมืองถลาง กล่าวสรุป&nbsp;&nbsp;</strong></p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-191223-2/">ห้องเรียนคณิตฯ คิดนอกกรอบ เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว บูรณาการความรู้สู่การร่วมปฏิบัติ : ครูนัฐพล หัสนี โรงเรียนเมืองถลาง จ.ภูเก็ต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทักษะการเอ๊ะ! ของครู สู่การประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.น้ำเพชร นาสารีย์</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-191223/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Dec 2023 08:11:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.ดร.น้ำเพชร นาสารีย์]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75515</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ย้อนหลังกลับไปสมัยก่อนตอนที่เราเป็นเด็ก เราจะถูกระบบกา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-191223/">ทักษะการเอ๊ะ! ของครู สู่การประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.น้ำเพชร นาสารีย์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ย้อนหลังกลับไปสมัยก่อนตอนที่เราเป็นเด็ก เราจะถูกระบบการศึกษาหล่อหลอมมาในลักษณะ Assessment of Learning หรือการประเมินผลเพื่อตัดสินผลการเรียนรู้ โดยมุ่งเน้นไปที่ Test แบบทดสอบแล้วเก็บรวบรวมคะแนนจากรายจุดประสงค์ต่างๆ จนได้คะแนนก้อนหนึ่ง แล้วเอาคะแนนก้อนนั้นมาจัดระดับเป็นเกรด แต่เรากลับหลงลืมการประเมินผลในอีกสองประเด็นสำคัญ”</p>



<p>ความเห็นของ<strong> ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.น้ำเพชร นาสารีย์</strong> หัวหน้าหน่วยวิจัยและพัฒนาหลักสูตร โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายมัธยม)  ที่กล่าวบนเวที ‘ปลุกพลัง เปลี่ยนการศึกษา เพื่อเด็กทุกคน’ ในงานมหกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โรงเรียนพัฒนาตนเองระดับพื้นที่ ครั้งที่ 2 จังหวัดภูเก็ต โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สะท้อนถึงปัญหาการกำกับติดตามเพื่อประเมินพัฒนาการของนักเรียนในปัจจุบันซึ่งให้ความสำคัญกับสิ่งที่ควรมุ่งเน้นน้อยที่สุด</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-041e9b"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1219_Quote-ผศ.ดร.น้ำเพชร_PHOTO2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับการกำกับติดตามและประเมินผลนักเรียนในปัจจุบัน <strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.น้ำเพชร</strong> กล่าวว่าครูจะต้องเข้าใจวิธีการสร้างสมดุลในการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ พร้อมปรับกระบวนทัศน์ใหม่ว่าสิ่งที่ควรมุ่งเน้นมากที่สุดคือเรื่อง <strong>การประเมินขณะเรียนรู้</strong> (Assessment as Learning)<strong> การประเมินเพื่อการเรียนรู้</strong> (Assessment for Learning) และ<strong>การประเมินผลเพื่อตัดสินผลการเรียนรู้ </strong>(Assessment of Learning) ตามลำดับ</p>



<p>“การแบ่งสัดส่วนของการประเมินในวันนี้ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าเราไม่เปลี่ยน ลูกศิษย์เราก็จะไม่เปลี่ยน&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>โดยเฉพาะเรื่อง Assessment as Learning ต้องยอมรับว่าสมัยก่อนเราใช้วิธีการนี้กันน้อยมาก ซึ่งเป็นการประเมินขณะที่เรียนรู้ เน้นให้ผู้เรียนกำกับตนเอง ประเมินตนเองว่าเขากำลังเรียนรู้อะไรและไม่รู้อะไร เมื่อหมดคลาสนี้ไปแล้วเขาบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้หรือไม่ โดยที่ไม่ได้ใช้ Test ของครูเป็นตัวชี้วัด แต่ให้เขากำกับตัวเอง&nbsp;</p>



<p>จากนั้นก็ขยับเข้าสู่ Assesment for Learning หรือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ ถือเป็นสิ่งจำเป็นมากที่คุณครูต้องแสดงบทบาทสำคัญในห้องเรียน โดยไม่มุ่งที่จะจรดปากกาหรือพิมพ์ตัวเลขลงไปให้ลูกศิษย์ แต่จะมุ่งเก็บรวบรวมจากการประสบการณ์ของครูที่สั่งสมไว้ ผ่านการสังเกตผู้เรียน แล้วทำการ feedback หรือให้ข้อมูลย้อนกลับไปยังผู้เรียนทันทีในห้อง รวมถึงการให้โอกาสในการปรับปรุงชิ้นงานมากกว่าหนึ่งครั้ง แล้วลำดับสุดท้ายคือ Assessment of Learning คือคุณครูจึงจะจรดปากกาลงไปเพื่อให้คะแนน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f1ae0c"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1219_Quote-ผศ.ดร.น้ำเพชร_PHOTO7.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-19f604"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1219_Quote-ผศ.ดร.น้ำเพชร_PHOTO8.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ <strong>ผศ.ดร.น้ำเพชร</strong> แสดงทัศนะไว้ในปาฐกถาหัวข้อ ‘<strong>ทิศทางการติดตามพัฒนาการการเรียนรู้ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จ.ภูเก็ต</strong>’ คือเรื่อง<strong> Transversal Competencies</strong> หรือ<strong>สมรรถนะข้ามพิสัย</strong>ที่จะช่วยพัฒนานักเรียนไปสู่ตลาดแรงงานอย่างมีศักยภาพ</p>



<p>“องค์การยูเนสโกให้คำนิยามของสมรรถนะข้ามพิสัยว่าจะต้องมีองค์ประกอบทั้งหมด 6 ตัว แต่ในการออกแบบกิจกรรมแต่ละครั้งไม่จำเป็นว่าเราต้องออกแบบกิจกรรมนั้นๆ ให้ครบทั้ง 6 สมรรถนะ ซึ่งได้แก่ <strong>1.</strong>การจัดการตัวเองอย่างมีสุขภาวะ <strong>2.</strong>การคิดขั้นสูง <strong>3.</strong>การสื่อสารด้วยภาษา <strong>4.</strong>การทำงานเป็นทีม <strong>5.</strong>การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง และ <strong>6.</strong>การอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน&nbsp;</p>



<p>เมืองภูเก็ตเป็นเมืองที่โดดเด่นของประเทศไทย เพราะฉะนั้นในส่วนของสมรรถนะที่ 6 การอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน เราเป็นเมืองท่องเที่ยว ปัญหาที่เป็นผลมาจากการท่องเที่ยว เราจะทำยังไงให้ทรัพยากรอยู่อย่างยั่งยืน เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญที่เราจะต้องปลูกฝังเขาตั้งแต่ในวัยอนุบาลแล้วช่วยกันส่งต่อเหมือนวิ่งผลัดสู่ประถมศึกษาแล้วไปที่มัธยม”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตามในการออกแบบกิจกรรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะและวัดประเมินผลนักเรียน <strong>ผศ.ดร.น้ำเพชร</strong> แนะนำว่าสิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือครูจะต้องมีความเป็นกัลยาณมิตรกับนักเรียนมากขึ้น</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-98a646"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1219_Quote-ผศ.ดร.น้ำเพชร_FB-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เราต้องกลับมาดูตัวเราว่าภาษากายและภาษาพูดของเราทำให้ห้องเรียนเป็นห้องเรียนที่มีความสุข เป็นห้องเรียนที่ปลอดภัยไหม เพราะทุกอย่างต้องกลับมาที่ตัวเราก่อนที่จะไปพัฒนาผู้เรียน</p>



<p>อย่างถ้าเราจะตรวจสอบความสามารถของผู้เรียน สิ่งที่ครูจะต้องมีคือครูต้องเป็นผู้ฟัง แล้วพยายามช้อนคำถาม พยายาม ‘เอ๊ะ’ (สังเกต ฉุกคิด) ขอเรียกว่าเป็นทักษะการเอ๊ะ ซึ่งเป็นอาการที่ครูดูแลใส่ใจผู้เรียน เช่น ทำไมเด็กคนนั้นถึงมีคีย์เวิร์ดแบบนี้ แล้วเราก็ถามต่อยอดออกไป&nbsp; สิ่งเหล่านี้แหละที่เราจะโน้ตและทำความเข้าใจกับผู้เรียน จากนั้นก็จดบันทึกข้อมูลการเรียนรู้ข้อสังเกตของเด็กเป็นรายบุคคลในมิติต่างๆ แล้วส่งมอบให้คุณครูในชั้นถัดไป ถ้าเราทำได้จนเป็นนิสัยจนเป็นเรื่องปกติของโรงเรียน เชื่อว่ามันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบยั่งยืน”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-191223/">ทักษะการเอ๊ะ! ของครู สู่การประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.น้ำเพชร นาสารีย์</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ผอ. ต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง’ ก้าวแรก ผอ.อลิสา กลิ่นหอม โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม จ.ภูเก็ต</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-181223/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Dec 2023 11:47:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ผอ.อลิสา กลิ่นหอม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม จ.ภูเก็ต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75459</guid>

					<description><![CDATA[<p>ว่ากันว่า “ก้าวแรกมักเป็นก้าวที่ยากที่สุดเสมอ” โดยเฉพาะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-181223/">‘ผอ. ต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง’ ก้าวแรก ผอ.อลิสา กลิ่นหอม โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม จ.ภูเก็ต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ว่ากันว่า “ก้าวแรกมักเป็นก้าวที่ยากที่สุดเสมอ” โดยเฉพาะเมื่อก้าวแรกถูกหยิบยกมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงหรือเริ่มต้นความท้าทายครั้งใหม่เพื่อมุ่งสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม</p>



<p>เช่นเดียวกับก้าวแรกของ<strong> ผอ.อลิสา กลิ่นหอม ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม</strong> โรงเรียนขนาดกลางในตำบลฉลอง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเปิดสอนนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 2 ไปจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ในบทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลง หลังตัดสินใจนำโรงเรียนเข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (Teacher and School Quality Program: TSQP) กับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ภายใต้เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-aec1e8"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1218_Quote-ผอ-อลิสา_Photo4.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ตอนแรกก็กังวลเล็กๆ เพราะว่ามันเป็นเรื่องใหม่ แล้วคุณครูจะโอเคไหมกับที่เราเอามาใช้ แต่พอเราได้เห็นกระบวนการที่มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตเอาเครื่องมือเข้ามา เราเห็นว่าดี แล้วมันตอบโจทย์ว่าเราจะพัฒนาครูและกระบวนการสอนอย่างไร ซึ่งเราสามารถใช้กระบวนการนี้ไปพัฒนาครูท่านอื่นๆ ด้วย คือเราเห็นก่อนว่ามันได้ประโยชน์ถึงนำมาใช้ ตอนแรกคุณครูก็ยังไม่เชื่อเราเท่าไหร่ เพราะหากทำตามเราเท่ากับต้องมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งคุณครูอาจจะยังไม่อยากเปลี่ยน”</p>



<p><strong>ผอ.อลิสา</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่าก่อนเข้าร่วมโครงการ TSQP บทบาทของ ผอ.จะอยู่ในฝ่ายบริหารและการนิเทศเป็นหลัก ซึ่งอาจไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายวิชาการมากนัก แต่พอเข้าร่วมโครงการนี้ทำให้ตระหนักถึงบทบาทอีกด้านหนึ่งคือ การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่โรงเรียน</p>



<p>“ก่อนหน้าจะดูในส่วนนิเทศ ดูว่าชั้นเรียนว่าได้ตามเป้าหมายไหม ณ ตอนนั้นเราจะเป็นคนเดียวที่รู้ทั้งหมดว่าคุณครูคนนั้นสอนเป็นอย่างไร คุณครูคนนี้สอนดีหรือเปล่า มันจบแค่ในห้องใครห้องมันแค่นั้น โดยไม่ได้เอามาแชร์กันว่าแต่ละห้องเป็นอย่างไร จนวันหนึ่งราชภัฏภูเก็ตเข้ามาแนะนำว่า ผอ. จะต้องเป็นผู้นำ ต้องค่อนข้างละเอียดในการนิเทศ รวมทั้งให้คำแนะนำกับคุณครู เราจึงเริ่มนำเครื่องมือ เช่น การทำ PLC (Professional Learning Community) , LS (Lesson Study)&nbsp; มาใช้และสังเกตการสอนของครูที่เน้นในเรื่องของการใช้คำถามขั้นสูง การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เราจึงได้เครื่องมือต่างๆ มาใช้ในโรงเรียน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-3d3d01"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1218_Quote-ผอ-อลิสา_Photo6.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-45a9ab"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1218_Quote-ผอ-อลิสา_Photo5.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>หลังจากเข้าอบรมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตแล้ว <strong>ผอ.อลิสา</strong> ได้จัดตั้งวง PLC ในโรงเรียนเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดเป้าหมายร่วมกันกับคุณครูทุกคนว่าจะเปลี่ยนมาเน้นการเรียนการสอนแบบ Active Learning มากขึ้น&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“บทบาทของ ผอ. บทบาทของคุณครูเปลี่ยนไปเลย จากเมื่อก่อนที่ต่างคนต่างมีเป้าหมาย เราก็เริ่มจากจุดเล็กๆ ก่อน ว่าเน้นเรื่องของกระบวนการ Active Learning นะ คุณครูจะใช้นวัตกรรมอะไรก็แล้วแต่สไตล์ของคุณครูแต่ละวิชา นอกจากครูแล้ว ทุกคนก็เข้ามาร่วมกันดูว่าคุณครูนำเสนอในการสอนอย่างไรบ้าง มันไม่ใช่ของใครของมันแล้ว เรามาร่วมกันดูสื่อการสอนตรงนี้ก่อนที่จะเข้าไปสอนจริงว่าดีหรือยัง ทุกคนร่วมกันให้คำแนะนำ เช่น เติมตรงนี้นิดหน่อยไหม เวลาพอไหม มันเยอะเกินไปไหม และจะตอบตัวชี้วัดกับจุดประสงค์จริงไหมในการวัดประเมินผลนั้น”</p>



<p>แน่นอนว่าไม่ใช่ครูทุกคนจะกล้าแสดงความเห็นในที่ประชุมอย่างเต็มที่ ทำให้ <strong>ผอ.อลิสา </strong>พยายามสร้างความมั่นใจให้กับคุณครูว่าวง PLC นี้เป็นวงประชุมที่ปลอดภัย</p>



<p>“ครูอาจยังไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเท่าไหร่ เพราะกลัวจะพูดผิดต่างๆ นาๆ แต่พอเราทำวง PLC สม่ำเสมอ และไม่มีการตัดสินคุณครู ทำให้ครูเริ่มมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น เพราะเรามีเป้าหมายร่วมกันว่าเราจะช่วยกันพัฒนาการสอน ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง และครูทุกคนจะร่วมมือกันเพื่อเด็กของเรา”</p>



<p>เมื่อผู้บริหารและคุณครูมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาโรงเรียนไปในทิศทางเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือนักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมและกล้าแสดงความคิดเห็นในห้องเรียน</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-f39312"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1218_Quote-ผอ-อลิสา_Photo1.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“ถ้าพูดถึงเด็ก ใน 4 ปีที่ผ่านมานี้เด็กเปลี่ยนแปลงมากกับการใช้นวัตกรรม PLC, LS&nbsp; เวลาเราเข้าไปดูห้องเรียน เทียบกับเมื่อก่อน เด็กจะปล่อยให้คนเก่งประจำห้องเป็นคนทำ อาจจะคิดว่าฉันไม่เก่งหรือฉันก็ไม่กล้า เมื่อต้องออกไปพูดหน้าชั้นก็พูดเสียงเบาๆ เพราะว่าเขาจะอยู่หลังห้อง ครูก็จะไม่ค่อยเรียก แต่ตอนนี้ในห้องมันเป็นภาพของการเรียนรู้ทั้งหมด เพราะว่าคุณครูเขาก็จะออกแบบการสอนมาแล้วว่า ส่วนใหญ่จะเน้นกิจกรรมกลุ่ม แต่ละวิชาเขาก็จะมีสไตล์ต่างกัน โดยคุณครูก็จะมีเทคนิคในการแบ่งเด็กแต่ละกลุ่ม มีทั้งเด็กเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อนอยู่ในนั้นโดยที่เด็กไม่รู้ตัว เด็กเขาก็จะมอบหมายงานของแต่ละกลุ่มกันเองว่าแต่ละคนจะทำหน้าที่อะไรบ้างตามความสามารถ&nbsp;</p>



<p>เราจะเห็นเลยว่าเด็กทุกคนได้แสดงความสามารถ ได้เห็นคุณค่าในตัวเอง กล้าแสดงออกมากขึ้น มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น แล้วก็ไม่ใช่แค่คนที่เก่งเท่านั้นที่พูดได้ ทุกคนสามารถพูดได้หมด เด็กหลายๆ คนเปลี่ยนไปมากหลังจากเรามาใช้ออกแบบการสอนให้เด็กเขาได้แสดงความสามารถ เด็กเขามีความมั่นใจมากขึ้น”</p>



<p>นอกจากนี้ <strong>ผอ.อลิสา</strong> ยังมองว่าจุดเปลี่ยนที่ทำให้นักเรียนมีความสุขกับการเรียนและกล้าแสดงศักยภาพของตัวเองมากขึ้น คือการที่คุณครูทุกคนเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เป็นเจ้าของการเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยมีครูทำหน้าที่ประคับประคองอยู่ข้างหลัง</p>



<p>“เรารู้สึกว่าเกิดจากความกล้าของคุณครูที่เปิดโอกาสให้เด็กเขาได้ทำ ได้แสดงออก ได้ออกแบบกิจกรรมของเขาเอง ได้หาความรู้ด้วยตัวเองแล้วก็มานำเสนอ จากเดิมอาจจะแค่มีใบงานให้ทำ คุณครูก็จะบอก แล้วเด็กก็ทำใบงานแค่นั้น เด็กก็เหมือนอยู่ในกรอบ เราก็ไม่เห็นพัฒนาการอะไรของของเด็ก ไม่เห็นปฏิสัมพันธ์ของเด็กในกลุ่ม แต่ตอนนี้คิดว่าเด็กโรงเรียนวัดลัฎฐิเปลี่ยนไปแล้วก็คุณครูก็เปลี่ยนไปด้วย</p>



<p>ตอนนี้คุณครูทุกคนชอบการประชุมมาก ในวง PLC นี่คือเป็นวงที่มีความสุขมาก ผอ. ก็มีความสุขเพราะว่าเมื่อก่อนอาจจะพูดเยอะกว่าคนอื่น แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะครูท่านอื่นๆ บางคนก็สามารถเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้นำแทนเราได้ด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-8d0068"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/1218_Quote-ผอ-อลิสา_FB2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผอ.อลิสา</strong> กล่าวทิ้งท้ายว่านอกจากการเปิดโอกาสให้คุณครูมาเป็นผู้นำในบางครั้ง สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือผู้อำนวยการจะต้องเป็นกัลยาณมิตรกับคุณครูอย่างสม่ำเสมอ</p>



<p>“การที่โรงเรียนจะเปลี่ยนแปลงได้ ผอ.เองก็ต้องเป็นกัลยาณมิตรกับคุณครูมากขึ้น ดังนั้นเราจะมีการเสริมแรง ให้คำแนะนำในเชิงบวก ไม่ใช่ว่ามัวแต่จ้องจะจับผิดคุณครูอะไรอย่างนี้ค่ะ มีการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน แล้วเราก็จับมือกันแล้วไปด้วยกัน ทำให้เรารู้สึกว่ามีความสุขตรงนี้ เห็นแววตาเด็ก เห็นความสุขของเด็ก เรามีความสุขค่ะที่ได้ทำเพื่อเด็ก แล้วก็คิดว่าเราก็จะร่วมพัฒนาไปเรื่อยๆ แล้วเสียงสะท้อนที่ได้จากคุณครูก็คือ คุณครูไม่เหนื่อยเพราะว่าคุณครูเป็นแค่โค้ช คุณครูจะไม่เหนื่อยเลย เพราะว่าทุกขั้นตอนกระบวนการเด็กจะเป็นคนได้แสดงได้ลงมือปฏิบัติจริง”</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-181223/">‘ผอ. ต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง’ ก้าวแรก ผอ.อลิสา กลิ่นหอม โรงเรียนวัดลัฏฐิวนาราม จ.ภูเก็ต</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ครูไม่ปรับ เด็กไม่เปลี่ยน’ โจทย์ใหญ่ในการปั้นนักเรียนให้มีสมรรถนะ: โรงเรียนชุมชนวัดอ่าวช่อ จังหวัดตราด</title>
		<link>https://www.eef.or.th/article-131223/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[editor]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 Dec 2023 10:10:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน TSQP]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ผอ.เทอดศักดิ์ แสบงบาล]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนชุมชนวัดอ่าวช่อ]]></category>
		<category><![CDATA[TSQP]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.eef.or.th/?p=75249</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เด็กของเราไม่ได้พร้อมด้วยต้นทุนชีวิต เราไม่หวังปั้นเด็ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-131223/">‘ครูไม่ปรับ เด็กไม่เปลี่ยน’ โจทย์ใหญ่ในการปั้นนักเรียนให้มีสมรรถนะ: โรงเรียนชุมชนวัดอ่าวช่อ จังหวัดตราด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เด็กของเราไม่ได้พร้อมด้วยต้นทุนชีวิต เราไม่หวังปั้นเด็กเหลือคัดให้แข่งกับเด็กในเมือง แต่เราปั้นให้เขามีทักษะชีวิต ได้เห็นสมรรถนะตัวเอง เด็กที่นี่จากไม่กล้าพูด กลายเป็นกล้าพูดทุกคน”&nbsp;</p>



<p>เสียงสะท้อนถึงความงอกงามที่เกิดจากปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนที่เป็นความภูมิใจของ<strong> ผอ.เทอดศักดิ์ แสบงบาล ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวัดอ่าวช่อ</strong> <strong>จังหวัดตราด</strong> หลังจากรับเอานวัตกรรมจิตศึกษาจาก ‘มูลนิธิลำปลายมาศพัฒนา’ รวมถึงกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ได้จากการเข้าร่วม <strong>‘โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง’ (Teacher and School Quality Program: TSQP)</strong> ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มาใช้เป็นเข็มทิศในการพัฒนาโรงเรียน</p>



<p>แต่กว่าจะเห็นแสงสว่างที่ปลายทาง จุดเริ่มต้นของการพัฒนายากลำบากถึงขั้นที่เรียกว่า ‘ติดลบ’ </p>



<p>ผอ.เทอดศักดิ์ เล่าว่า ปลายปี 2559 ได้บรรจุเป็นผู้อำนวยการ ก็มาอยู่ที่โรงเรียนชุมชนวัดอ่าวช่อ ซึ่งก่อนหน้านั้นโรงเรียนมีปัญหาจนแทบไม่มีผู้บริหารอยากมาอยู่ ส่วนครูยังขาดในเรื่องของหลักวิชาการ ไม่มีอะไรให้พึ่งพา ครูสอนตามรายวิชา ส่วนวิธีการจัดการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับครูแต่ละคนเลย เด็กก็มีผลสัมฤทธิ์ต่ำเกือบทุกรายวิชา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ตกค่าเฉลี่ยทั้งระดับเขต จังหวัด และประเทศ ที่สำคัญคือความสัมพันธ์ของครูแทบไม่มีใครฟังใคร เป็นโจทย์ใหญ่ว่าจะทำอย่างไรที่จะกู้ภาพพจน์โรงเรียน สร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันของครู และสร้างความเชื่อมั่นให้ชุมชนได้</p>



<p>“ด้วยความเป็นผู้บริหารมือใหม่ที่ยังไร้ประสบการณ์ และขาดความรู้ด้านวิชาการ เป็นจังหวะที่ดีมากที่ได้รู้จักกับนวัตกรรมจิตศึกษาของมูลนิธิลำปลายมาศพัฒนา และได้เข้าร่วมโครงการ TSQP เพราะทำให้โรงเรียนมีแนวทางในการพัฒนาการเรียนรู้เด็กให้ไปในทิศทางเดียวกัน”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-e9d3c1"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/ผอ.เทอดศักดิ์-แสบงบาล-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘ครูไม่ปรับ เด็กไม่เปลี่ยน’ โจทย์แรกเปลี่ยนมายด์เซ็ตครู</strong></h2>



<p>หลังจากตัดสินใจนำนวัตกรรมจิตศึกษามาปรับใช้ในการบ่มเพาะเด็ก ผอ.เทอดศักดิ์ ได้เข้าร่วมอบรมที่โรงเรียนลำปลายมาศ และค่อยๆ นำหลักการมาแนะนำให้คุณครูในโรงเรียนทดลองใช้ ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลายเป็นครูนำไปใช้เพียงแค่กระบวนการ แต่ไม่เข้าใจถึงเป้าหมายแก่นแท้&nbsp;</p>



<p><strong>ผอ.เทอดศักดิ์ </strong>เล่าว่าเวลาแลกเปลี่ยนกัน ครูจะบอกว่าทำแล้วนะ แต่เด็กก็ไม่นิ่ง ยังซน ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เราก็เลยย้อนถามว่า ขั้นที่ 1 ของการทำจิตศึกษาก่อนเข้าชั้นเรียน เด็กเป็นอย่างไร เขาบอกว่าเด็กสนใจ แต่ตอบคำถามไม่ได้ ซึ่งจริงๆ นั่นคือบรรลุเป้าหมายแล้ว เพราะโจทย์เพียงต้องการให้เด็กสนใจ ครูเอาของมาตั้ง แล้วเด็กมองหรือตอบโต้สิ่งนั้นถือว่าสำเร็จแล้ว ดังนั้นอย่าเพิ่งไปคาดหวังว่าเด็กจะเข้าใจสิ่งนั้น มันก็เริ่มสะท้อนว่าสิ่งที่เราทำ เราใช้เพียงกระบวนการ แต่ไม่เข้าใจถึงเป้าหมายจริงๆ&nbsp;</p>



<p>“ครูจะคาดหวัง พอเห็นสิ่งที่ตรงข้ามกับความรู้สึกตัวเองจะตัดสินใจไปแล้วว่าเด็กไม่เปลี่ยน ที่แท้ทำให้ผมเข้าใจว่าจริงๆ แล้วครูเองที่ไม่เปลี่ยน ไม่เปลี่ยนที่จะพลิกตัวเองไปฟังหรือเข้าใจเด็ก ดังนั้นโจทย์ใหญ่ คือ เปลี่ยนครู ครูต้องใจกว้างพอที่จะเข้าใจพฤติกรรมเด็กที่มีความหลากหลายและแตกต่าง ซึ่งเป็นทุนตั้งต้นในการจัดการเรียนรู้ ถ้าครูเข้าใจเด็ก การเรียนรู้ของเด็กจะเป็นไปตามศักยภาพของแต่ละคน”</p>



<p>เมื่ออุปสรรคด่านแรกคือ ‘กรอบความคิดครู’ ในช่วงปีแรกของการดำเนินงาน <strong>ผอ.เทอดศักดิ์</strong> มุ่งไปที่การนำกิจกรรมจิตศึกษามาสร้างความเข้าใจกับครู ผ่านเครื่องมือชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หรือ PLC (Professional Learning Community) เพื่อให้ครูได้ร่วมวงสะท้อนคิดแลกเปลี่ยนความเห็นกัน รวมทั้งการพาไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนลำปลายมาศและเครือข่าย จนกระทั่งครูเริ่มเปิดใจ มีความเข้าใจ มีแรงบันดาลใจ และพร้อมนำกระบวนการมาปรับใช้จริงจังในปีที่สอง</p>



<p>“ผลสัมฤทธิ์แรกที่เกิดขึ้นจากโครงการ TSQP โดยใช้นวัตกรรมจากมูลนิธิลำปลายมาศฯ คือการเปลี่ยนความคิดครู พลิกจากการเห็นแก่ตัวเอง ไปเห็นแก่เด็กมากขึ้น” </p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d432fa"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/58-ครู-7โมง-TSQP-ผอ.เทอดศักดิ์-04.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-cb53dc"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/58-ครู-7โมง-TSQP-ผอ.เทอดศักดิ์-03.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>สำหรับนวัตกรรมจิตศึกษา ที่โรงเรียนชุมชนวัดอ่าวช่อนำมาใช้ประกอบด้วย 3 กระบวนการสำคัญ คือ <strong>สนามพลังบวก จิตวิทยาเชิงบวก </strong>และ<strong>กิจกรรมจิตศึกษา</strong></p>



<p><strong>ผอ.เทอดศักดิ์</strong> เล่าว่า ‘สนามพลังบวก’ คือ การสร้างบริบทต่างๆ ทั้งสภาพแวดล้อม ห้องเรียน นักเรียน และครูให้เป็นสนามพลังบวกต่อกัน ไม่มีคำพูดบั่นทอนจิตใจกัน ส่วน ‘จิตวิทยาเชิงบวก’ เป็นการปฏิบัติต่อเด็กอย่างมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ไม่มีการว่าร้าย ทำโทษ ส่งเสริมให้เด็กๆ รู้หน้าที่ของตัวเอง เช่น ทุกเช้าพอเด็กมาโรงเรียนจะช่วยกันทำความสะอาด เพราะเขารู้สึกเคารพกับสถานที่ที่ให้ความรู้ การเข้าแถวหน้าเสาธงจะไม่มีเสียงออด ไม่มีการอบรม เด็กสามารถกำกับตัวเองให้ตรงเวลา โดยไม่ต้องมีใครบังคับ</p>



<p>ในส่วนของ ‘กิจกรรมจิตศึกษา’ จะปฏิบัติช่วงเวลาก่อนเข้าเรียน เช่น Brain Gym กิจกรรมบริหารสมอง ช่วยฝึกสมาธิและกระตุ้นสร้างความจดจ่อให้เด็ก หรือ Body Scan ช่วยให้เด็กๆ รู้สึกผ่อนคลาย ลดความกังวลและพร้อมต่อการเรียนรู้ นอกจากนี้ยังกิจกรรมหลัก คือ ‘ชง เชื่อม ใช้’ กระบวนการที่ทำให้เด็กรู้จักตัวเอง และคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล</p>



<p>ผอ.เทอดศักดิ์ เล่าว่า ในกิจกรรมครูจะให้เด็กนั่งล้อมวง เพื่อสร้างความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ทำให้เด็กกล้าพูดอย่างสบายใจ จากนั้นครูจะเริ่ม ‘ชงประเด็น’ ที่จะเรียนรู้ โดยนำสิ่งของ ภาพ หรือวิดีโอมาให้ดู หรือเล่าให้เด็กฟัง เช่น นำข่าวเด็กถูกรังแกมาเล่า และตั้งคำถามเชิงสังเกตว่า ได้ฟังเรื่องนี้แล้วรู้สึกอย่างไร เป็นการดึงสมาธิและความจดจ่อเด็ก เมื่อเด็กตอบได้ ครูจะ ‘เชื่อมคำถาม’ และ ‘ใช้การจำลองสถานการณ์’ พลิกประเด็นเชื่อมไปสู่ตัวเด็ก เช่น ถ้าหนูอยู่ในเหตุการณ์แบบนี้จะทำอย่างไร หรือเคยพบเหตุการณ์คล้ายๆ แบบนี้มั้ย เด็กก็จะเล่า เช่น หนูเคยหนีพ่อแม่จนเกือบเจออุบัติเหตุ ครูจะถามต่อไปว่า แล้วตอนนั้นหนูคิดว่าทำถูกหรือไม่ หรือจะทำอีกไหม เด็กก็จะสอนตัวเองว่าต่อไปจะไม่ทำอย่างนั้นอีก</p>



<p>“กระบวนการเหล่านี้สอนให้เด็กคิดอย่างเป็นเหตุผล เป็นการสั่งสมให้เด็ก ‘บ่มเพาะคุณธรรม’ จากตัวเอง เพราะเราใช้คำถามช้อนให้เด็กคิดเอง ไม่ใช่การมานั่งอบรมกันเหมือนแต่ก่อน ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของกระบวนการคือ การนำไปใช้ เราหวังให้เด็กนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้<strong>”</strong></p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-2b1033"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/58-ครู-7โมง-TSQP-ผอ.เทอดศักดิ์-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘เรียนรู้จากปัญหา’ บูรณาการทุกวิชา สร้างการเรียนรู้เชิงรุก</strong></h2>



<p>ไม่เพียงการนำจิตศึกษามาปรับกาย-ใจ เพื่อให้เด็กมีความพร้อมต่อการเรียนรู้แล้ว โรงเรียนชุมชนวัดอ่าวช่อ ยังนำ<strong>การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ‘PBL’ (Project Based Learning) </strong>และ<strong>กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หรือ ‘PLC’ (Professional Learning Community) </strong>มาเป็นเครื่องมือปรับรูปแบบการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้เชิงรุก เพื่อเพิ่มสมรรถนะการเรียนรู้เด็ก</p>



<p><strong>ผอ.เทอดศักดิ์</strong> เล่าว่าทุกวันในช่วงเช้าเด็กจะได้เรียนวิชาหลัก เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์ อังกฤษ วิทยาศาสตร์ แต่ช่วงบ่ายจะเป็นหน่วยบูรณาการ ครูแต่ละระดับชั้นจะนำตัวชี้วัดมาตรฐานมาวิเคราะห์ปัญหาของแต่ละรายวิชาก่อนว่าขาดอะไร แล้วจึงออกแบบการเรียนการสอน โดยบูรณาการวิชาต่างๆ ตามแนวทางของ Project Based Learning ซึ่งเด็กๆ จะมีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนการสอน และมีการนำปัญหาใกล้ตัวในชุมชน หรือสิ่งที่เด็กสนใจอยากเรียนรู้มาจัดทำเป็นหน่วยการเรียนรู้ด้วย&nbsp;</p>



<p>“การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ ครูกับเด็กจะทำ ‘ปฏิทิน 10 สัปดาห์’ ร่วมกัน เด็กๆ จะช่วยกันวางแผนและคิดหัวข้อที่จะเรียนรู้ในแต่ละสัปดาห์ทั้ง 10 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีการกำหนด ‘หน่วยท้องถิ่น’<strong> </strong>เพิ่มขึ้นมา เนื่องจากเราเจอปัญหาว่าเด็กไม่เห็นความสำคัญ มองข้ามอาชีพหรือแหล่งทรัพยากรในชุมชนตัวเอง ติดไปกับความหรูหรา หรือกระแสการศึกษาทั่วไป เราจึงพยายามเชื่อมความรู้ภูมิปัญญาในท้องถิ่น เช่น นักเรียนชั้น ป.6 มีวิชา ‘เสียงกระซิบจากชายฝั่ง’ ครูจะพาไปเรียนรู้เรื่องอาชีพชายฝั่ง ทรัพยากรชายทะเลของท้องถิ่น ลงไปในพื้นที่จริง ปฏิบัติจริง ซึ่งจะทำให้เขาเกิดความเข้าใจ และตระหนักถึงคุณค่าในท้องถิ่นตนเอง นอกจากนี้เด็กๆ ยังสามารถนำทรัพยากรมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้วย”&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ดีต้องยอมรับว่ารูปแบบการสอนไม่ว่าจิตศึกษา และ PBL ต้องอาศัยการออกแบบการเรียนรู้ และการสร้างชุดคำถามอันแยบยล ซึ่งถือเป็นงานยากและเป็นภาระที่หนักสำหรับครูผู้สอน&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-d56c00"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/ผอ.เทอดศักดิ์-แสบงบาล-01.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผอ.เทอดศักดิ์</strong> บอกว่าแรงจูงใจและสิ่งที่เกื้อหนุนให้ครูเปลี่ยนการสอนได้สำเร็จมี 3 ส่วนสำคัญ อันดับแรกคือเราได้<strong>ต้นแบบแผนการสอนจากมูลนิธิลำปลายมาศฯ </strong>มาอำนวยความสะดวกให้ครู แต่แน่นอนว่าไม่สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ครูต้องศึกษาและปรับแผน เช่น แผนการเรียนรู้เป็นเรื่องป่า เราไม่มีป่า ต้องปรับมาสู่ทะเล ส่วนที่สองคือ <strong>การทำ PLC</strong> หลักๆ มีอยู่ 3 ประเด็น คือ ประเด็นเชิงระบบ กรณีศึกษาพฤติกรรมของเด็ก และปัญหาการจัดการเรียนการสอน สุดท้ายคือ <strong>ระบบประกันคุณภาพ </strong>ซึ่งโรงเรียนเรามีความเข้มแข็งมาก<strong> </strong>เรามีนิเทศการสอน ทำทุกขั้นตอนตั้งแต่การวิพากษ์แผน สาธิตการสอน สังเกตชั้นเรียน การสอนจริงในห้องเรียน การถอดบทเรียน ร่วมกันวิเคราะห์ และช่วยกันปรับ กระทั่งได้แผนการสอนที่สมบูรณ์</p>



<p><strong>“</strong>กระบวนเหล่านี้ค่อยๆ หล่อหลอมและเพิ่มสมรรถนะครู ทั้งในด้านความรู้ และความสัมพันธ์ การทำ PLC หรือการวิพากษ์แผนการสอน มีประโยชน์อย่างมาก เพราะคนทำแผนมีเพื่อนช่วยกลั่นกรอง คนที่ช่วยวิพากษ์ได้ร่วมเรียนรู้กัน และที่สำคัญคือช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ ครูเกิดการยอมรับกันและกัน ไม่มีใครสูงกว่าใคร ฟังกันหมด ทุกวันนี้จากที่ครูไม่เห็นด้วย กลายเป็นนำกระบวนการเหล่านี้มาปรับใช้จนเป็นวิถีในการเรียนการสอนไปแล้ว ซึ่งสิ่งที่ครูทำทั้งหมด สุดท้ายจะเป็นผลงานที่ช่วยต่อยอดในเรื่องของวิชาชีพทั้ง PDPA และวิทยฐานะได้ ครูไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว เพราะทำมาทุกขั้นตอนอย่างละเอียด”</p>



<p>ผลจากการร่วมมือกันในการนำนวัตกรรมการศึกษามาขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง ทำให้โรงเรียนชุมชนวัดอ่าวช่อผ่านเกณฑ์การประเมินจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา รวมทั้งยังได้รับรางวัลชนะเลิศ ในระดับโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก จากการประกวด IQA Award  ซึ่งถือเป็นระดับโรงเรียนที่มีโรงเรียนส่งเข้าประกวดเยอะที่สุด</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘เด็กสังเคราะห์ความคิดได้’ ผลลัพธ์ที่น่าพอใจมากกว่าการวัดด้วยคะแนน</strong></h2>



<p><strong>ผอ.เทิดศักดิ์</strong> บอกว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการ TSQP เห็นชัดว่า 3 ปีให้หลังตั้งแต่ ปี 2563-2565 ผลการเรียนรู้ของเด็กดีขึ้น เริ่มไต่ระดับขึ้นมาและเป็นไปตามเกณฑ์ชี้วัดมาตรฐานการศึกษาชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ผลลัพธ์ที่โรงเรียนคาดหวังมากกว่านั้น คือ ‘ทักษะชีวิต<strong>’</strong> ของนักเรียนที่เพิ่มขึ้น&nbsp;</p>



<p>“เด็กของเราไม่ได้พร้อมด้วยต้นทุนชีวิต เราไม่หวังปั้นเด็กเหลือคัดให้แข่งกับเด็กในเมือง เราไม่ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นที่หนึ่ง O-NET หรือต้องได้โควต้าเข้าโรงเรียนใหญ่ แต่เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะชีวิตของเขามากกว่า สิ่งที่เราหวังคือเด็กสามารถบรรลุเป้าตามนัยยะของนวัตกรรมที่เราใช้ สะท้อนความงอกงามในตัวเองออกมาบนความเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด และสามารถแสดงศักยภาพตามเวทีต่างๆ ได้ ซึ่งวันนี้เด็กที่นี่จากไม่กล้าพูด กลายเป็นกล้าพูดทุกคน”&nbsp;</p>



<p>ไม่ใช่แค่กล้าพูดหรือพูดเก่งเท่านั้น ผอ.เทิดศักดิ์ ยังบอกว่า หลังจากพาเด็กๆ โรงเรียนชุมชนวัดอ่าวช่อเข้าร่วมกิจกรรมประเมินสถานศึกษาพอเพียงเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ทำให้พวกเขาพบว่า<strong> เด็กๆ สามารถสังเคราะห์ความรู้และถ่ายทอดออกมาได้</strong>อย่างน่าทึ่ง&nbsp;</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-74130e"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/ผอ.เทอดศักดิ์-แสบงบาล-02.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p>“เวทีนี้เด็กต้องนำเสนอผลงานเอง ปรากฏว่าพอกรรมการสอบถาม เด็กคิดและพูดนำเสนอออกมานอกเหนือจากสิ่งที่คุณครูสอนหรือซักซ้อมไว้ พอกรรมการทดสอบให้ลองอธิบายถอดบทเรียนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนอื่นๆ ที่มาออกบูทร่วมกิจกรรม เด็กแสดงศักยภาพ อธิบายได้อย่างมีเหตุและผล ทำให้พวกเราได้เห็นสมรรถนะของเด็กที่สั่งสมมาตลอดจากการเข้าร่วมโครงการ เด็กกล้าพูด คิดเป็น กล้าแสดงความคิดเห็น และพูดอย่างมีวิจารณญาณ มันเป็นเป้าหมายที่เราใช้นวัตกรรมจิตศึกษาและบูรณาการผ่าน PBL สุดท้ายกรรมการประเมินว่าเด็กของเรามีความสามารถเกินเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเราก็เห็นเป็นอย่างนั้นจริงๆ เป็นสิ่งที่เราภูมิใจและการันตีได้ว่าเราเดินมาถูกทาง”</p>



<p><strong></strong>ไม่เพียงครูที่เห็นถึงมิติการเปลี่ยนแปลง แต่ ‘ผู้ปกครอง’ ได้รับรู้ถึงพัฒนาการของลูกหลาน รวมทั้งยังได้ร่วมลงมือปฏิบัติ เพื่อให้เข้าใจถึงกระบวนการที่นำมาใช้ยกกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน</p>



<p>“ช่วงแรกที่นำจิตศึกษามาใช้ ผู้ปกครองก็สงสัยว่าให้ลูกหลานเขาทำอะไร ผอ.ไปเอาลัทธิอะไรมา (หัวเราะ) เราก็เลยพาผู้ปกครองลองทำกิจกรรมจิตศึกษาบ้าง ให้ไปนั่งทำกับลูกด้วย ทำให้เข้าใจกระบวนมากขึ้นจากการลงมือทำด้วยตนเอง ขณะเดียวกันเขาก็ได้เห็นถึงผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงของลูกเขาเอง ว่าเดี๋ยวนี้ลูกเขากล้าพูด และพูดอย่างมีเหตุมีผล”</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ผอ.ต้องเป็น ‘นักสื่อสาร’ สร้างพลังขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง</strong></h2>



<p>ตลอดเส้นทางการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนของโรงเรียนชุมชนวัดอ่าวช่อ นอกจากครูผู้สอนจะเป็นกำลังหลักในการผลักดันนวัตกรรมไปสู่เด็กแล้ว ผู้อำนวยการเองเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะผู้บริหาร ผู้นำวิชาการ รวมทั้งยังเป็นผู้อำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ ในการพัฒนาห้องเรียน แต่ ผอ.เทอดศักดิ์ บอกว่า ยังมีอีกบทบาทหนึ่งที่มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนงานอย่างมาก นั่นคือ ‘นักสื่อสาร’</p>



<p>“ต่อให้ผู้อำนวยการเก่งแค่ไหน ถ้าขาดทักษะสารสื่อสาร ซึ่งหมายถึงการสื่อสารทั้งทางกายและใจ อาจจะไม่สำเร็จ เพราะเมื่อเราได้ศาสตร์มาแล้ว ก็ต้องมีศิลป์ที่จะปรับครู เช่น ในกระบวนการเราต้องมีส่วนร่วมในการ PLC หรือการวิพากษ์ เราต้องมีมิติมุมมองที่ครูยอมรับ ขณะเดียวกันต้องมีเทคนิคในการสื่อสารให้ครูเห็นจุดอ่อน โดยที่เขามีความเข้าใจ และมีแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาตนเองด้วย”</p>



<div class="wp-block-qubely-image qubely-block-fd8716"><div class="qubely-block-image  qubely-image-layout-simple"><div class="qubely-image-media qubely-vertical-alignment-center qubely-horizontal-alignment-center"><figure><div class="qubely-image-container"><img decoding="async" class="qubely-image-image" src="https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2023/12/58-ครู-7โมง-TSQP-ผอ.เทอดศักดิ์_Sq-2.jpg" alt=""/></div></figure></div></div></div>



<p></p>



<p><strong>ผอ.เทอดศักดิ์</strong> บอกว่า ทุกวันนี้ทักษะการสื่อสารได้กลายมาเป็นจุดแข็งที่นำพาให้เขาก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านวิชาการที่ได้รับการยอมรับ โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลและนิเทศการศึกษา รวมทั้งยังเป็นหนึ่งในคอร์ทีมของการทำพื้นที่นวัตกรรม ซึ่งผลความสำเร็จเหล่านี้ล้วนมาจากการเข้าร่วมโครงการ TSQP</p>



<p>“เมื่อก่อนเราเป็นคนไม่มั่นใจ แต่การนำนวัตกรรมจิตศึกษา PBL และ PLC เข้ามาใช้ได้ช่วยบ่มเพาะให้เราเปิดใจ มีหลักคิด พูดจามีเหตุมีผล และมั่นใจมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้ไปพร้อมกันครูและนักเรียน”</p>



<p>อย่างไรก็ดีสุดท้ายทุกการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลลัพธ์ความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่เริ่มต้นเปลี่ยนจากจุดสำคัญ นั่นคือ ‘วิสัยทัศน์ของผู้อำนวยการ’&nbsp;“เหมือนกับที่ครูมองเด็กว่าทำไมเด็กยังไม่เปลี่ยน ผมก็มองย้อนกลับมาอีกว่าที่ครูยังไม่เปลี่ยนก็เพราะ ผอ. ยังไม่เปลี่ยนหรือเปล่า ดังนั้นการที่จะทำให้โรงเรียนพัฒนาตนเองสำเร็จได้ ต้องเริ่มจากที่ตัวเราต้องเปลี่ยนก่อนเป็นอันดับแรก” <strong>ผอ.เทอดศักดิ์</strong> กล่าวทิ้งทาย</p><p>The post <a href="https://www.eef.or.th/article-131223/">‘ครูไม่ปรับ เด็กไม่เปลี่ยน’ โจทย์ใหญ่ในการปั้นนักเรียนให้มีสมรรถนะ: โรงเรียนชุมชนวัดอ่าวช่อ จังหวัดตราด</a> first appeared on <a href="https://www.eef.or.th">กสศ.</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
