ยะลาจับมือ 45 หน่วยงาน เดินหน้าสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา รุกช่วยเด็กด้อยโอกาสในจังหวัด

เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับภาคีจังหวัดยะลา นำโดยพ่อเมืองอนุชิต ตระกูลมุทุตา ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานเปิดงาน Kick Off การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาจังหวัดยะลา และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เครือข่ายการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาจังหวัดยะลา จำนวน 45 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา ดูแล ช่วยเหลือ เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาในจังหวัดยะลา ให้ได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค โดยเริ่มดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 3 อำเภอ คือ อำเภอรามัน อำเภอยะหา และอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ก่อนจะขยายผลดำเนินการในพื้นที่อำเภออื่นต่อไป ในเวทีนี้ยังเป็นการสร้างความเข้าและสร้างความร่วมมือให้แก่กลไกภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในจังหวัดยะลา โดยมีนายมุขตาร์ มะทา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิ สมาชิกสภาท้องถิ่น นักการศึกษา คณะกรรมการ คณะทำงาน เข้าร่วม

ตชด.-กสศ.ลงMOU ลดเหลื่อมล้ำ ค้นหาคัดกรองช่วยเหลือนร.218 รร.สังกัดตชด.ทั่วประเทศ พร้อมชวนภาคเอกชนสมทบทุนช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 ที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนแบบมีเงื่อนไข และพัฒนาคุณภาพครู” ให้กับโรงเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนทั้ง 218 แห่ง

พล.ต.ท.วิชิต ปักษา รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.) เปิดเผยว่า โรงเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนประสบภาวะความยากลำบากและข้อจำกัดหลายด้านที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพของครู การจัดการเรียนการสอน และคุณภาพของเด็กนักเรียน ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทย ปัจจุบันมีสถานศึกษาในสังกัด บช.ตชด. รวมทั้งสิ้น 218 แห่ง แบ่งเป็น โรงเรียน ตชด. จำนวน 168 โรง และศูนย์การเรียน ตชด. จำนวน 50 ศูนย์ โดยกว่าร้อยละ 20 เป็นโรงเรียนที่เดินทางยากลำบากมากไม่สามารถเข้าถึงได้โดยรถยนต์ในทุกฤดู นักเรียนส่วนใหญ่มีฐานะยากจนด้อยโอกาส และส่วนหนึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยไม่รู้ภาษาไทย จึงเป็นอุปสรรคต่อการจัดการเรียนการสอน ประกอบกับเด็กนักเรียนมักขาดเรียนบ่อยอันมีสาเหตุจากการเดินทางที่ยากลำบากโดยเฉพาะช่วงฤดูฝน มีการอพยพย้ายตามผู้ปกครอง และประสบปัญหาภาวะโภชนาการและสุขภาพอนามัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและการเรียนรู้ของเด็ก

พล.ต.ท.วิชิต กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนเพื่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาที่เพียงพอ เนื่องจากกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนไม่ใช่หน่วยงานหลักในการจัดการศึกษา ทำให้โรงเรียนสังกัด บช.ตชด. มีข้อจำกัดในเรื่องการบริหารและจัดการศึกษามาโดยตลอด นอกจากนี้ยังพบว่า ครู รร.ตชด.ส่วนใหญ่ไม่มีวุฒิทางการศึกษา หรือไม่ตรงตามสาขาวิชา อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาได้มีความพยายาม พัฒนาครู รร.ตชด. ให้ได้รับวุฒิทางการศึกษา เช่น การให้ทุนสนับสนุน การปรับเวลาเรียนให้สอดคล้องกับสภาพการทำงาน การศึกษาทางไกล แต่ด้วยข้อจำกัด เช่น ภาระงานที่หนักหลายด้านจึงทำให้ครูส่วนหนึ่งต้องตัดสินใจหยุดการศึกษากลางคัน ภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางเนื่องจากที่ตั้งของบางโรงเรียนซึ่งอยู่ในพื้นที่สูงห่างไกลคมนาคมทำให้ไม่สามารถศึกษาต่อได้ การจัดหลักสูตรเป็นมาตรฐานเดียว ทำให้รายวิชาตามหลักสูตรไม่สอดคล้องกับสภาพจริงในการปฏิบัติงานของครู รร. ตชด. ซึ่งความร่วมมือกับกสศ.ในครั้งนี้ จะช่วยสนับสนุนและให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาค รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการเรียนการสอนและช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ให้ดียิ่งขึ้น

นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า ตลอดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาครูสังกัด ตชด.กว่า 2,000 คน จาก 218 โรงเรียน ได้ลงพื้นที่ค้นหา คัดกรองนักเรียนที่มีความยากลำบากซึ่งอยู่ในพื้นที่ตามแนบตะเข็บชายแดนทั้งหมด โดยกรอกข้อมูลลงในระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือ iSEE ของกสศ. ทำให้ขณะนี้กสศ.มีฐานข้อมูลที่สามารถชี้เป้านักเรียนที่มีความยากลำบากในรร.ตชด. ที่แสดงสถานะความยากจนด้อยโอกาส ภาระพึ่งพิง สภาพที่อยู่อาศัย ฯลฯ ซึ่งระบบการคัดกรองจะเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับโรงเรียนสังกัดอื่นๆที่ร่วมโครงการกับกสศ.ทั้งหมด และสามารถติดตามผลการช่วยเหลือได้เป็นระยะทั้งการมาเรียน ผลการเรียน สุขภาพ ได้ตลอดเวลา

ทั้งนี้ ที่ผ่านมานักเรียนในโรงเรียนสังกัดบช.ตชด. ไม่เคยได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนมาก่อน ในขณะที่สภาพความเป็นจริงนักเรียนส่วนใหญ่มีฐานะทางบ้านยากจนด้อยโอกาส และอาจให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษาของบุตรหลานค่อนข้างน้อย เพราะต้องดิ้นรนทำงานเพื่อการยังชีพเป็นหลัก ประกอบกับสภาพพื้นที่อยู่อาศัยมีความยากลำบากในการเดินทาง พื้นที่เสี่ยงภัยตามแนบตะเข็บชายแดน ทำให้นักเรียนเหล่านี้มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ ในปีการศึกษา 2562 กสศ.จะจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขให้แก่นักเรียนทุนเสมอภาคในโรงเรียนสังกัด บช.ตชด. โดย ล่าสุด ครูตชด.ได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน บันทึกข้อมูลนักเรียนเข้ามาในระบบ iSEE จำนวน 15,787 คน คัดกรองเรียบร้อยแล้วจำนวน 13,037 คน คิดเป็นร้อยละ 82 โดยนักเรียนกลุ่มนี้ มาจากครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ย 1,200 /คน/เดือน ขณะนี้อยู่ระหว่างการประมวลผลการคัดกรองโดยจะมีการแจ้งรายชื่อนักเรียนทั้งหมดที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองของ กสศ.ภายในปลายเดือนกรกฎาคมนี้

“เนื่องจากนักเรียนกลุ่มนี้ไม่เคยได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนมาก่อนดังเช่นนักเรียนสังกัดสพฐ.และอปท. ในปีการศึกษา 2562 กสศ.จึงจัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มเติม โดยแบ่งเป็น นักเรียนระดับชั้นอนุบาล-ประถมศึกษา จัดสรรในภาคเรียนนี้ละ 1,500 บาทต่อคน นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาจัดสรรภาคเรียนละ 2,500 บาทต่อคน โดยทั้งหมดนี้จะอุดหนุนไปที่นักเรียนโดยตรง 50% เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการครองชีพ ค่าเดินทาง ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้ได้ ขณะที่ อีก 50% จัดสรรให้กับทางโรงเรียนเป็นค่าอาหาร ค่ากิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพ ทักษะชีวิตเพื่อทางโรงเรียนนำไปขยายผล นำเงินอุดหนุนไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเด็กนักเรียนอย่างยั่งยืนได้ ทั้งนี้หากภาคเอกชนรายใดสนใจที่จะร่วมบริจาค สมทบเพิ่มเติมสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ กสศ.หมายเลขโทรศัพท์ 0-2 079-5475” ผู้จัดการกสศ.กล่าว

ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา ของกสศ. กล่าวว่า กสศ. ยังสนับสนุนทางด้านวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญและงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับการพัฒนาประสิทธิภาพ คุณภาพครูในโรงเรียนสังกัด บช.ตชด. เช่น การพัฒนาครูประจำการ การเพิ่มทักษะด้านวิชาการ เทคนิคการเรียนการสอน การเพิ่มวุฒิการศึกษาให้จบปริญญาตรี นอกจากนี้ กสศ. ยังมีโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เพื่อสนับสนุนทุนสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนยากจนด้อยโอกาสจากครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำที่สุดร้อยละ 20 แรกของประเทศในพื้นที่ห่างไกลที่อยากเป็นครู ด้วยการสนับสนุนทุนให้แก่นักศึกษา รุ่นละ 300 ทุนทั้งหมด 5 รุ่น รวม 1,500 ทุน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เป็นต้นไป ดังนั้นนักเรียนที่จบจากโรงเรียน ตชด. ที่มีความต้องการที่จะเป็นครู มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ก็สามารถที่จะขอรับทุนจากโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น และเมื่อเรียนจบก็จะได้กลับมาเป็นครูในพื้นที่ชุมชนตัวเอง ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาครูประจำการโยกย้ายบ่อยในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลเพราะไม่ใช่คนท้องถิ่น ลดปัญหาความเลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่ ๆ ห่างไกลได้ ตลอดจนเป็นการช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิศมัย รัตนโรจน์สกุล หัวหน้า โครงการศึกษาข้อมูลเพื่อพัฒนารูปแบบและวิธีการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพของครูในถิ่นทุรกันดาร กล่าวว่า จากข้อมูลปี 2562 ครในรร.สังกัด บช.ตชด. ประมาณ 1,457 คน พบว่า ไม่จบปริญญาร้อยละ 36 และที่จบปริญญาร้อยละ 64 โดยเป็นวุฒิทางการศึกษาร้อยละ 25 และไม่มีวุฒิทางการศึกษาร้อยละ 75 ผลการสำรวจข้อมูลเบื้องต้น พบว่า ครูที่ไม่มีวุฒิทางการศึกษามีความต้องการศึกษาต่อเพื่อให้มีคุณวุฒิทางวิชาชีพครูเพิ่มขึ้น เพราะจะได้เรียนรู้เทคนิคการจัดการเรียนการสอนตามหลักวิชาการ นอกจากนี้ยังพบว่า ยังมีความต้องการสื่อและอุปกรณ์ทางการศึกษาให้เพียงพอและเหมาะสมสำหรับการพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่เด็กนักเรียน

อย่างไรก็ตามจากผลการสำรวจเบื้องต้นนี้ กสศ. ควรที่จะนำข้อค้นพบไปวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้การเกิดการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน ตชด.ทั้ง 218 แห่ง ทั่วประเทศได้อย่างเหมาะสมต่อไป

ลดปัญหานร.ขาดเรียน มาสาย(ตัดวงจร)เด็กหยุดกลางคัน

นอกจากเรื่องอาหารของเด็กนักเรียนที่มีความสำคัญแล้ว การเดินทางไปโรงเรียนถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ส่วนหนึ่งเด็กนักเรียนหลุดจากระบบการศึกษากลางคัน สาเหตุเพราะไม่มีเงินค่ารถ ระยะทางบ้านกับโรงเรียนไกล ทำให้เด็กๆนักเรียนหลายคนหมดกำลังใจเหนื่อยล้าส่งผลให้เด็กขาดเรียน อย่างโรงเรียนมัธยมตลาดใหญ่วิทยา จังหวัดขอนแก่น เคยประสบปัญหาเหล่านั้น มาวันนี้โรงเรียนมีวิธีนำเด็กกลับสู่ห้องเรียนได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว

จิตราพัชร ถาอุปชิต ครูโรงเรียนมัธยมตลาดใหญ่วิทยา จังหวัดขอนแก่น เล่าให้ฟังว่า โรงเรียนมัธยมตลาดใหญ่วิทยา มีเด็กนักเรียนประมาณ 107 คน และมีเด็กนักเรียนทุนเสมอภาคของ กสศ.รวมอยู่ เป็นโรงเรียนขนาดเล็กสอนระดับชั้น ม.1-6 ครอบครัวนักเรียนส่วนใหญ่ฐานะทางบ้านลำบาก ประกอบอาชีพการเกษตรเป็นหลัก เด็กบางคนต้องช่วยครอบครัวหารายได้พิเศษเพิ่มเติม ที่ผ่านมาโรงเรียนประสบปัญหาเด็กขาดและหยุดเรียน ตกหล่น มาสายจำนวนมาก สาเหตุหลักไม่ว่าจะเป็นระยะทางมาโรงเรียนไกล ครอบครัวไม่มีเงินค่าเดินทาง ฯลฯ ล้วนกระทบไปถึงตัวเด็กนักเรียนทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ยังมีอีกสาเหตุที่ผู้ปกครองกังวลใจมาก ในกรณีเด็กบางคนครอบครัวให้ขับรถจักรยานยนต์มาโรงเรียนเอง มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งเด็กหลายคนประสบอุบัติเหตุ ทั้งหมดเป็นปัญหาที่ทางโรงเรียนต้องเข้าไปแก้ไขอย่างเร่งด่วน โรงเรียนพยายามหารือประชุมพูดคุยคิดมาตรการรองรับปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีผู้ปกครองเด็กหลายคนต้องการให้บุตรหลานมาเรียนหนังสือ รวมถึงให้ช่วยหาวิธีหยุดการขี่รถจักรยานยนต์มาโรงเรียนของเด็กบางคน

“ปัญหาที่เกิดขึ้นเสียงร้องเรียนจากผู้ปกครองทุกข้อเสนอความเห็น ทางโรงเรียนไม่เคยนิ่งนอนใจ ทาง ผอ.โรงเรียนพยายามหาทุกวิธีเพื่อแก้ไขปัญหาตรงนี้ให้เด็ดขาด และต้องได้ผลมีประสิทธิภาพ ถึงแม้โรงเรียนจะอยู่ในสัดส่วนขนาดเล็กงบประมาณอาจไม่มาก แต่ก็ต้องหาวิธีช่วยเหลือเด็กๆให้มาโรงเรียนถือเป็นเรื่องสำคัญ” ครูโรงเรียนมัธยมตลาดใหญ่วิทยา ระบุ

จิตราพัชร บอกอีกว่า โรงเรียนได้แก้ปัญหาด้วยการเช่ารถกระบะสองแถวจำนวน 4 คัน ไว้รับ-ส่ง นักเรียนทั้งหมด 107 คน เพิ่งเริ่มทำได้ประมาณ 2 เดือนและเป็นครั้งแรก สำหรับบนรถสองแถวจะมีครูคอยกำกับควบคุมดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด ผลลัพธ์ที่ตามสามารถลดปัญหาเด็กขาดเรียน ตกหล่น มาสายได้ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ผู้ปกครองต่างพอใจกับมาตรการดังกล่าว อีกทั้งยังช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนได้อย่างดี ไม่ต้องกังวลว่าเด็กจะเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ หรือไม่ยอมกลับบ้านหลังเลิกเรียน ปัญหาทุกอย่างบรรเทาลงไป

“ส่วนกลุ่มเด็กที่ชอบขี่มอเตอร์ไซค์มาเรียนก็หยุดทันที แต่ถ้าหากเด็กยังฝ่าฝืนทางโรงเรียนมีกฎกติกาว่าหากขี่มาจะปรับคันละ 20 บาทต่อวัน เงินที่ได้โรงเรียนจะนำไปซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาด เช่น ไม้กวาด ไม้ถูพื้น จัดกิจกรรมในโรงเรียน เป็นต้น ตอนนี้ปัญหาทุกอย่างดีขึ้นผู้ปกครองหมดห่วง เด็กทุกคนได้กลับสู่ห้องเรียนได้เรียนหนังสือ” จิตราพัชร กล่าว


ครูโรงเรียนมัธยมตลาดใหญ่วิทยา กล่าวว่า สำหรับค่าเช่ารถต่อเดือนประมาณ 3 หมื่นบาท เงินส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณโรงเรียน ครู ผู้ใจบุญช่วยบริจาคสมทบทุน และเงินจากโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนแบบมีเงื่อนไข ของกสศ.เพื่อให้เด็กๆได้เดินทางมาโรงเรียน ครูทุกคนคาดหวังเพียงต้องการให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงระบบการศึกษาอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะรวยหรือจน ที่สุดแล้วอย่างน้อยเด็กต้องมีความรู้ติดตัวไป

#กสศเปิดประตูสู่โอกาส #ช่วยเหลือเด็ก #โรงเรียนมัธยมตลาดใหญ่วิทยา   #ขอนแก่น

เปิดปฏิบัติการเยี่ยมบ้าน ลดจดหมายลาครู

การออกเยี่ยมบ้านของคุณครูทั่วประเทศยังคงทำอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญของการออกเยี่ยมบ้านนอกเหนือจากทำความ รู้จักกับผู้ปกครอง รู้จักบ้านเด็กนักเรียนแล้ว ยังทำให้คุณครูรับทราบปัญหาแท้จริง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาได้ทันท่วงที

พัชรินทร์ เนื่องอ้น ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเนินรัก พร้อมคณะครูในโรงเรียนบ้านเนินรัก จ.เพชรบุรี และเจ้าหน้าที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ตระเวนเดินทางไปเยี่ยมบ้านเด็กนักเรียน ต.หนองชุมพลเหนือ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี หนึ่งในบ้านเป้าหมายเป็นบ้านของ ด.ช.ปกรณ์เกียรติ แก้วจินดา หรือ น้องจิม อายุ 6 ปี นักเรียนชั้นป.1 โรงเรียนบ้านเนินรัก

เมื่อถึงจุดหมายพบเป็นบ้านลักษณะเพิงสังกะสีเก่า ผนังบ้านปะด้วยสังกะสีผุๆ ปลูกอยู่บนที่ดินญาติ บ้านไม่มีห้องน้ำต้องไปใช้ร่วมกับบ้านหลังอื่น ๆ ใช้น้ำบาดาล ไฟฟ้าไม่มี อาศัยพ่วงไฟฟ้าจากบ้านใกล้เคียงใช้เป็นครั้งคราว ส่วนการเดินทางไปโรงเรียน แม่จะขับรถจักรยานยนต์ไปส่งทุกวันระยะทางห่างประมาณ 7 กิโลเมตร

ผอ.โรงเรียนบ้านเนินรัก ระบุว่า ตอนนี้ ด.ช.ปกรณ์เกียรติ อาศัยอยู่กับแม่และพี่ชายรวม 3 คน ส่วนพ่อหย่าร้างกับแม่มาได้ 7 ปี มีรายได้หลักมาจากแม่รับจ้างต้มหมูวันละ 300 – 400 ตัว ในโรงฆ่าหมูใกล้บ้านมานานกว่า 7 ปี เฉลี่ยรายได้ต่อเดือนไม่ถึง 3,000 บาท ขึ้นอยู่กับสุขภาพในแต่ละวันด้วย จึงเกิดผลกระทบถึงสภาพความเป็นอยู่ในครัวเรือนไม่เพียงพอ

“ตอนนี้แม่ของปกรณเกียรติต้องนำรถจักรยานยนต์ไปจำนองไว้ 4,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยสุดโหดถึงร้อยละ 10 ต่อเดือน เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวส่งลูกไปโรงเรียน และรักษาตัวเองจากอาการเจ็บป่วยที่ยังคงลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไร้วี่แววจะหายในเร็ววันนี้ เธอยังทำงานหนักอยู่เหมือนเดิม”

ก่อนหน้านี้แม่ ด.ช.ปกรณ์เกียรติ ทำอาชีพเก็บขยะจนกระทั่งร่างกายได้รับการติดเชื้อที่ผิวหนังลุกลามไปถึงสมอง ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่นานกว่าครึ่งเดือน โชคดีได้รักษาผ่านการใช้สิทธิประกันสังคมช่วยผ่อนเบารายจ่ายไปได้มากพอสมควร

พัชรินทร์ เล่าด้วยว่า ล่าสุดแม่ของ ด.ช.ปกรเกียรติ เพิ่งออกจากโรงพยาบาลเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา และหมอสั่งห้ามไปเก็บขยะอีก เกรงว่าจะกลับมาติดเชื้อเหมือนเดิม จนทำให้ตอนนี้ตอนกลายเป็นมนุษย์กินยาทุกวันหลากชนิด

“ฤทธิ์ของยาส่งผลทำให้แม่ของด.ช.ปกรณ์เกียรติ วิงเวียนหัว ร่างกายย่ำแย่ถดถอย และยังเป็นโรคฮีทสโตรกอยู่ประจำ ยิ่งตอนนี้อยู่ใกล้เตาต้มหมูมีไอร้อนตลอดเวลา ได้ทวีผลเสียส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างหนัก บางครั้งต้องหยุดงานยอมขาดรายได้ไปอันเพราะสุขภาพไม่พร้อม” ผอ.โรงเรียนบ้านเนินรัก กล่าว

พัชรินทร์ กล่าวว่า ประโยชน์ในการลงไปเยี่ยมบ้านเด็กของคุณครูทั่วประเทศ ทำให้โรงเรียนรับทราบปัญหาเด็กอย่างแท้จริง อย่างเรื่องเร่งด่วนตอนนี้ครอบครัวของด.ช.ปกรณเกียรติ อยากได้รับการปรับปรุงบ้านให้แข็งแรงกว่าเดิมไม่จำเป็นต้องหรูหราแต่อย่างใด สิ่งสำคัญอีกอย่างเป็นเรื่องทุนการศึกษาของเด็ก เนื่องจากครอบครัวมีรายได้ไม่เพียงพอใช้จ่าย ผลพวงมาจากปัญหาสุขภาพลดทอนประสิทธิภาพการทำงานลงอย่างชัดเจน

#ครูฮีโร่ #จดหมายลาครู #กสศเปิดประตูสู่โอกาส #คืนน้องสู่ห้องเรียน

เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ “ร่วมเรียนรู้ ทำความเข้าใจ เพื่อสร้างโอกาสให้นักเรียนทุนเสมอภาค” ครั้งที่ 3

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2562 ที่จังหวัดขอนแก่น น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงศ์จินดา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ อนุกรรมการกำกับทิศทางการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบเงื่อนไข และนายชาลี จันทร์ทนยิ่งยง กรรมการบริหาร กสศ. ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมงานเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ “ร่วมเรียนรู้ ทำความเข้าใจ เพื่อสร้างโอกาสให้นักเรียนทุนเสมอภาค” ครั้งที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ โรงแรมอวานี จ.ขอนแก่น ก่อนลงพื้นที่เยี่ยมเยียนบ้านเด็กนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษา 

โดยจุดแรกคณะเดินทางลงพื้นที่ไปบ้านของ ​ด.ช.สุรเดช ชาวท่าโขล่ง​ โรงเรียนพระยืนวิทยาคาร ​สังกัด อบจ. ขอนแก่น อายุ 14 ปี กาลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปัจจุบันอาศัยอยู่กับพ่อ และย่า อายุ 79 ปี พิการทางสายตา พ่อจึงเป็นผู้หารายได้หลักมาจุนเจือครัวครอบเพียงคนเดียว ซึ่งรายได้ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับแต่ละวันที่มีผู้ว่าจ้าง โดยเฉลี่ยแล้วได้ค่าแรงวันละ 250 – 300 บาท ​ สุรเดชเป็นเด็กขยัน และมีความกตัญญูกตเวที ต่อผู้มีพระคุณ ในทุกวันจะเป็นคนหุงหาอาหาร และทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า ให้กับพ่อและย่า บางวันสุรเดชไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะไม่มีเงิน สุรเดชมีความชอบและมีทักษะในด้านคอมพิวเตอร์ มีความใฝ่ฝันอยากประกอบอาชีพเป็นนักเกมเมอร์

จุดที่สอง ด.ช.ภาณุวิชญ์ สุปัด โรงเรียนบ้านโจด สังกัด สพป.ขอนแก่น เขต 2 ​อายุ 11 ปี กาลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นนักเรียนทุนเสมอภาค ปัจจุบันอาศัยอยู่กับยาย อายุ 77 ปี และแม่ ครอบครัวมีสมาชิกที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน 7 คน บ้านตั้งอยู่ใน พื้นที่ราชพัสดุเสียค่าเช่าประมาณปีละ 700 บาท สภาพบ้านมีความทรุดโทรมและไม่ปลอดภัย ด.ช. ภาณุวิชญ์ อาศัยอยู่กับยายเและเรียกยายว่าแม่ ในบางช่วงต้องขาดเรียนเพื่อพายายไปโรงพยาบาลหรือไปทาธุระในตัวเมือง ยายของภานุวิชญ์อยากให้หลานได้เรียนในระดับที่สูงขึ้น ตอนนี้หวังว่าให้เรียนจบในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนเดิมก็เพียงพอ

จุดสุดท้าย คณะเดินทางไปยังบ้านของ ด.ญ.เจนนี่ ยอดพรม นักเรียนโรงเรียนบ้านวังแคน สังกัด สพป.ขอนแก่น เขต 2 เจนนี่ อายุ 9 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นนักเรียนทุนเสมอภาค ปัจจุบันอาศัยอยู่กับยายทวดอายุ 56 ปี ที่ป่วยเป็นอัมพาตครึ่งท่อนล่าง รายได้หลักมาจากการหาพืชผักพื้นบ้านมาขาย แม่และพ่อของเจนนี่แยกทางกันและต่างคนต่างมีครอบครัวใหม่ สถาพบ้านที่อยู่อาศัยแออัดเบียดอยู่กันกว่า 10 คน บ้านไม่แข็งแรงหลังรั่วฝนตกลงมาเมื่อไหร่ในบ้านต้องเปียกหมด ตอนนี้ครอบครัวน้องเจนนี่ต้องการหลังคาใหม่ เพื่อกันแดดกันฝน อนาคตเจนนี่ฝันว่าอยากเป็นครูสอนหนังสือ

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนเด็กนักเรียนแล้ว ทางคณะทำงานของ กสศ.และสพฐ.ยังได้รับฟังปัญหาจากครอบครัวของเด็กๆเพื่อนำปัญหาไปหารือช่วยเหลือแก้ไขได้อย่างทันที โดยประสานความร่วมมือกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการทำงานร่วมกัน สู่การช่วยเหลือเด็กอย่างเร่งด่วนและตรงจุดถึงกลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาลดความเหลื่อมล้ำอย่างเท่าเทียมกันต่อไป

#กสศเปิดประตูสู่โอกาส #เงินอุดหนุน #อปท #สพฐ #ตชด

เวทีสัมมนาโลกชื่นชมผลงาน’กสศ.’ ชี้นำไปใช้ขยายผลได้

 

เวทีสัมมนาโลกชื่นชมผลงาน’กสศ.’ ชี้นำไปใช้ขยายผลได้ ชื่นชม’กสศ.’ผลงานเด่นรัฐบาลไทย หนุนทั่วโลกนำไปต่อยอด

“ยูเนสโก” เชิญ กสศ. ร่วมเวทีสัมมนา “มากกว่าคำมั่นสัญญา” สรุปผลงานเด่นของโลกในรอบ 5 ปีแรกของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา (SDG4) ชื่นชมการจัดตั้ง กสศ. คือผลงานเด่นของรัฐบาลไทยที่ทั่วโลกนำไปใช้ขยายผลได้

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 62 ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า ได้รับเชิญจากคณะทำงานรายงานการติดตามผลการศึกษาทั่วโลก องค์การยูเนสโก (UNESCO Global Education Monitoring Report: GEM) เข้าร่วมการประชุมสัมมนาวิชาการเปิดตัว รายงานพิเศษ “มากกว่าคำมั่นสัญญา” (Beyond Commitments) สรุปผลงานเด่นของโลกในรอบ 5 ปีแรกของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา (SDG4) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมเวทีระดับสูงทางการเมืองว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ ประจำปี 62  (High-Level Political Forum on Sustainable Development – HLPF 2019) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-18 ก.ค. 62 ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ค โดยได้รับเกียรติจากอดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ และผู้บริหารสูงสุดของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) นางเฮเลน คลาร์ก ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานคณะทำงานรายงานการติดตามผลการศึกษาทั่วโลก ให้แก่องค์การยูเนสโก และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประเทศไอร์แลนด์ และประเทศกาน่า รวมทั้ง เอกอัคราชฑูตแอนติกาและบาร์บูดา ประจำ UN และ Dr.Robert Jenkins รองผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ร่วมอภิปรายผลด้วย

Dr.Manos Antoninis ผู้อำนวยการคณะทำงานรายงานการติดตามผลการศึกษาทั่วโลก (Global Education Monitoring Report: GEM) ซึ่งเป็นคณะทำงานวิชาการอิสระภายใต้การสนับสนุนของ องค์การยูเนสโก ได้สรุปที่มาและสาระสำคัญของรายงานฉบับพิเศษที่จัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสการประชุม HLPF 2019 ครั้งนี้ ว่า ปี 2019 นี้ประเทศต่างๆทั่วโลกได้เดินทางมาถึง 1 ใน 3 ของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา (SDG4) แล้ว คณะทำงานจึงได้จัดทำรายงานพิเศษฉบับนี้ขึ้นเพื่อทบทวนสถานการณ์การศึกษาทั่วโลกตามเป้าหมายตัวชี้วัดของ SDG4 รวมทั้ง ความสำเร็จ ความพยายาม และความท้าทายที่แต่ละประเทศได้แสดงให้องค์การสหประชาชาติและประชาคมโลกได้เรียนรู้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นต้นทุนในการต่อยอด และขยายผลการดำเนินงานให้ประเทศต่างๆ สามารถบรรลุเป้าหมาย SDG4 ได้ครบถ้วนภายในปี 2030 ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 10 ปีเท่านั้น โดยสาระสำคัญของรายงานพิเศษ “มากกว่าคำมั่นสัญญา” ฉบับนี้ได้สรุปและจัดกลุ่มความก้าวหน้า และนวัตกรรมการทำงานที่แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงความพยายามในการทำงาน “มากกว่าคำมั่นสัญญา” ของพันธสัญญาตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา (SDG4) ของ 72 ประเทศทั่วโลกที่เข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลให้แก่คณะทำงาน รวมทั้งจุดเน้นของการทำงานในอีก 10 ปีข้างหน้าเพื่อบรรลุเป้าหมาย SDG4 ออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ (1) มากกว่าค่าเฉลี่ย (2) มากกว่าโอกาสทางการศึกษา (3) มากกว่าการเรียนรู้ทั่วไป (4) มากกว่าการศึกษาในโรงเรียน (5) มากกว่าระบบการศึกษา และ (6) มากกว่าระดับประเทศ”

ดร.ไกรยส กล่าวอีกว่า ได้ร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา (SDG4) ของ กสศ. ในฐานะกรณีศึกษาในรายงานพิเศษฉบับนี้ใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) ความสำคัญของการมีเครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศ (EdTech) ในการบริหารจัดการข้อมูลกลุ่มเป้าหมายเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นรายบุคคลทั้งเพื่อการสนับสนุนงบประมาณจาก กสศ. และการสนับสนุนนวัตกรรมการระดมทุน (Innovative Financing) จากภาคเอกชนมาช่วยเหลื่อมกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน (2) การลงทุนในการวิจัยพัฒนานวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการทำงานข้ามหน่วยงานและข้ามระบบ เช่น การบูรณาการทำงานด้านข้อมูลและงบประมาณร่วมกับ 6 กระทรวงที่เกี่ยวข้อง และการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ของ กสศ. เป็นต้น และ (3) ความสำคัญของการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ซึ่งทางกสศ. ยินดีร่วมงานกับทุกหน่วยงานที่มีภารกิจเพื่อความเสมอภาคในทุกระดับ

ขณะที่ Dr.Manos Antoninis ผู้อำนวยการ (Global Education Monitoring Report: GEM) กล่าวว่า คณะทำงานมีความชื่นชมการสนับสนุนวาระความเสมอภาคทางการศึกษาของประเทศไทยที่มีต่อประชาคมโลกมาอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมาตั้งแต่ปฏิญญาการศึกษาเพื่อปวงชน (ปฏิญญาจอมเทียน) เมื่อปี 1990 จนถึงการจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาของประเทศไทยในปี 61 ที่ผ่านมานี้ ซึ่งทางคณะทำงานมีความยินดีที่ได้นำเสนอกรณีศึกษา กสศ. ในรายงานพิเศษฉบับนี้ให้เป็นหนึ่งในความก้าวหน้าด้านการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาของโลกในรอบ 5 ปีที่ “มากกว่าคำมั่นสัญญา” ของรัฐบาลไทยที่มีต่อวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา (SDG4) และหวังว่าประเทศต่างๆ จะได้นำความสำเร็จของรัฐบาลไทยนี้ไปขยายผลการดำเนินงานในประเทศของตนต่อไปในอนาคต

เด็ก (LD) ขอเล่า (ฝัน) ผ่านสมุดทำมือ

เชื่อว่าทุกคนต่างล้วนมีความฝันในชีวิต ไม่ว่าฝันอยากได้บ้าน อยากได้รถ อยากรับราชการ อยากเป็นตำรวจ ทหาร อยากเป็นครู หรืออีกหลากหลายความฝันที่ใครหลายคนต้องการ ซึ่งไม่แตกไปจากเด็ก (LD) หรือเด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้ เนื่องจากมีความผิดปกติของระบบประสาท ของโรงเรียนเขาย้อยวิทยา จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 3 คน พวกเขาต่างมีความฝันของตัวเอง ฝันเหล่านั้นจึงถูกถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสมุดทำมือระบายสีสันสวยงาม

สมุดทำมือขนาดกระทัดรัดจำนวน 10 หน้า ชื่อว่า “อนาคตของฉัน” หน้าปกถูกขีดเขียนเป็นตัวการ์ตูนผู้หญิงวัยสดใสใส่ชุดสีแดงสวมแว่นตาทรงกลม กำลังสอนหนังสืออยู่หน้าชั้นเรียน เมื่อแง้มเปิดเข้าไปในสมุดเราเห็นรูปโรงเรียน นาฬิกา ดินสอ น่าจะสื่อความหมายถึงโรงเรียนทั่วไป จากนั้นถัดมาเพียง 2 หน้า มีข้อความเขียนว่า “คำนำ” มีใจความว่า

 

นิทานเรื่องอนาคตของฉัน มีเนื้อหาเกี่ยวกับความฝันของเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีความฝันอยากจะเป็นคุณครู ทหาร หมอ ฯลฯ หนังสือเล่มนี้ ผู้จัดทำหวังว่าจะถูกใจผู้อ่านเป็นอย่างดี หากผิดพลาดประการใดต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ด้วยนะคะ : ลงชื่อคณะผู้จัดทำ

 

เด็กพิเศษกลุ่มนี้แทนชื่อตัวเองว่า “ฟ้าใส” จากนั้นฟ้าใสอาสาพาผู้อ่านไปดูอนาคตของเพื่อน ๆ 5 คน ว่าพวกเขาฝันอยากเป็นอะไร ?

เริ่มต้นเพื่อนคนที่ 1 ชื่อ “อิ่มเอม” อิ่มเอมใฝ่ฝันอยากที่จะเป็น “หมอ” เพราะอิ่มเอมชอบการดูแลรักษาคนไข้ อิ่มเอมคิดว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่น่าทำมาก นอกเหนือจากข้อความที่บอกเล่าถึงความฝันแล้ว ฟ้าใสยังบรรจงวาดเส้นระบายสีเป็นรูปอิ่มเอม ในชุดคุณหมอสวมชุดกาวน์สีขาว ช่วยเติมเต็มเนื้อหาให้น่าสนใจยิ่งขึ้น

ถัดมาเพื่อนคนที่ 2 ฟ้าใสอาสาพาไปทำความรู้จัก “บีม” บีมใฝ่ฝันที่อยากจะเป็น “เชฟ” เพราะบีมชอบการทำอาหารชอบกิน และบีมชอบทำอาหารอร่อยๆ ให้น้อง ๆ ได้กินกัน สอดแทรกด้วยภาพวาดเด็กผู้ชายที่หมายถึงบีมกำลังยืนอยู่ในห้องครัวใส่หมวกเชฟ มือขวาถือตะหลิว มือซ้ายถือกระทะ ท่าทางทะมัดทะแมงพร้อมทำอาหารเสิร์ฟ

ส่วนเพื่อนคนที่ 3 ชื่อ “เพชร” เพชรใฝ่ฝันอยากจะเป็น “ทหาร” เพราะได้รับใช้ประเทศชาติและได้รับใช้ประชาชนทุกคน ฟ้าใสวาดภาพเพชรประกอบ เป็นเด็กผู้ชายกำลังยืนใส่หมวกทหารท่าทางเข้มแข็ง มุ่งมั่น ตั้งใจ รอบข้างมีต้นไม้ กองไฟ เติมแต่งจนน่าสนใจสะดุดตา

ต่อมาเพื่อนคนที่ 4 ชื่อ “พิกุล” พิกุลใฝ่ฝันอยากจะเป็น “นักวิทยาศาสตร์” เพราะนักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองสิ่งต่างๆได้เห็นเซลล์ที่ไม่เคยเห็น ฟ้าใสวาดภาพพิกุลกำลังยืนอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ โดยมีเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับทดลองอย่างครบครันสมจริง

และเพื่อนคนที่ 5 ชื่อ “โอม” โอมฝันอยากเป็น “นักบิน” เพราะได้ไปประเทศต่างๆและได้เห็นทุกอย่างบนผืนดิน โอมถูกวาดเป็นเด็กหนุ่มกำลังเดินอยู่ในสนามบิน สวมใส่ชุดเครื่องแบบนักบินอาชีพสง่างาม ขณะกำลังเดินลากกระเป๋าเดินทาง 1 ใบ

สิ่งที่ดูพิเศษจนต้องอมยิ้ม คือคนสุดท้ายตัวของ “ฟ้าใส”เอง เธอใฝ่ฝันอยากจะเป็น “ครู” เพราะได้สอนหนังสือเด็ก ๆ ได้ให้ความรู้ต่างๆ และได้ถ่ายทอดวิชาให้แก่นักเรียน ฟ้าใสวาดภาพตัวเองเป็นครูผู้หญิงสาวสวยผมถักเปีย กำลังถือสมุดจดและไม้เรียวยืนอยู่หน้าชั้นเรียน

ในกระดาษหน้าสุดท้ายสมุดทำมือเล่มนี้ มีข้อความสั้นๆเขียนอย่างบรรจงจากฟ้าใสว่า “เพื่อนของฟ้าใสทุกคนย่อมมีอาชีพในฝันเป็นของตนเอง และฟ้าใสก็มีอาชีพที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นเหมือนกัน”

ใต้ข้อความนั้นมีรูป ‘ฟ้าใส’ กำลังกางแขนออกสองข้างมือขวาถือคำว่า “อนาคต” มือซ้ายถือคำว่า “ของฉัน” นัยน์ตาแวววาวจดจ่อมุ่งมั่นดูมีความหวัง

เรื่องราวที่เด็กพิเศษ (LD) เล่าสะท้อนตัวเองและกลุ่มเพื่อนในห้องเรียนผ่านสมุดทำมืออย่างตั้งใจนี้ นับเป็นงานศิลปะเล็กๆ โดยสอดแทรกความฝันของเด็กกลุ่มหนึ่ง ผ่านการบันทึกลงอย่างละมุนละไม

‘ฟ้าใส’ ยังเคยสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนผ่านการแข่งขันทำสมุดทำมือในระดับจังหวัดมาแล้ว ที่สำคัญยังเป็นนักเรียนทุนเสมอภาค ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

แม้ ‘ฟ้าใส’ ไม่ปกติเหมือนเด็กทั่วไป แต่สมุดทำมือเล่มนี้น่าจะแสดงให้เห็นศักยภาพ และความฝันที่ทุกคนต่างมีและเท่ากันได้

#กสศเปิดประตูสู่โอกาส #เด็กพิเศษ #LD

ไทยนำเสนอผลงานการจัดตั้ง กสศ.ในที่ประชุมสหประชาชาติ ย้ำเป็นความก้าวหน้าของไทยในวาระการพัฒนาวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030

“ไทยนำเสนอผลงานการจัดตั้ง กสศ.ในที่ประชุมสหประชาชาติ ย้ำเป็นความก้าวหน้าของไทยในวาระการพัฒนาวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030”

ในเวทีหารือทางการเมืองระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (2019 High-Level Political Forum on Sustainable Development: HLPF 2019) ระหว่างวันที่ 9-18 กรกฎาคม 2562 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก

รศ.ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวรายงานความก้าวหน้าในการลดความเหลื่อมล้ำด้านต่างๆ ของประเทศไทย เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการขับเคลื่อนวาระเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ในปี 2030 ที่จะไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง รวมทั้งความก้าวหน้าของการดำเนินงานของรัฐบาลไทย ในวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษาและการลดความความเหลื่อมล้ำที่เป็นรูปธรรม เช่น การจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาขึ้น เมื่อปี 2561 จากข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ตามบทบัญญัติของมาตรา 54 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาส20 เปอร์เซ็นต์ท้ายสุดของประเทศ

นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักสำนักส่งเสริมความร่วมมือนวัตกรรมและทุนการศึกษา กสศ.เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับคณะผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมเวทีดังกล่าว และนำเสนอรายงานผลการดำเนินงานในปีแรกของ กสศ. ใน 2 ประเด็นสำคัญได้แก่

1) ปีการศึกษา 2561 นับเป็นครั้งแรกของไทยในการปฏิรูประบบการจัดสรรงบประมาณด้วยหลักความเสมอภาค ด้วยมาตรการการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข (CCT) ให้ตรงตามความต้องการของนักเรียนเป็นรายบุคคลอย่างแท้จริง พร้อมกำหนดเงื่อนไขที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา (SDG4) เช่น อัตราการมาเรียน และดัชนีมวลกาย โดยใช้ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (iSEE) ในการชี้เป้าและติดตามกลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำและใช้นวัตกรรมการคัดกรองนักเรียนยากจนด้วยระบบ Proxy Means Tests: PMT พบนักเรียนยากจนระดับก่อนประถมศึกษา – มัธยมศึกษาตอนต้น ในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. อปท. และ ตชด. ประมาณ 2 ล้านคนทั่วประเทศและจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขเพิ่มเติมให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษ 600,000 คน คิดเป็นร้อยละ 30 ของนักเรียนยากจนทั้งหมด เพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาของเด็กเยาวชนวัยเรียน ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาที่เสมอภาค และเพิ่มอัตราการเข้าเรียนสุทธิระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของประชากรเด็กเยาวชนในประเทศไทยตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา (SDG4)

2) ไทยยังคงให้ความสำคัญกับการนำเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคันให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษาเชื่อมกับฐานข้อมูลเลขประจำตัว 13 หลัก เพื่อให้สำรวจเด็กตกหล่นจากฐานข้อมูลผู้เรียนทั้งในและนอกระบบที่มีกว่า 15 ล้านคน และส่งข้อมูลให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตามและนำเด็กตกหล่นกลับสู่ระบบการศึกษาในรูปแบบที่เหมาะสม การขยายผลการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขเพิ่มเติมให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษในในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนพระปริยัติธรรม รวมทั้งอยู่ระหว่างการจัดทำต้นแบบการสนับสนุนทุนเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา อาทิทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ร่วมกับ 36 สถานศึกษาสายอาชีพใน 26 จังหวัด ให้เยาวชนจากครัวเรือนที่ยากจนได้เรียนต่อประกาศนียบัตรสายอาชีพชั้นสูงมากกว่า 2,000 คน ระบบต้นแบบการพัฒนาทักษะแรงงานด้อยโอกาส ให้เป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่และแรงงานฝีมือโดยใช้ชุมชนเป็นฐานนำร่องใน 50 พื้นที่ทั่วประเทศ และทุนครูรุ่นใหม่สำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนของชุมชน ปีละ 300 คน ต่อเนื่อง 5 ปี

อนึ่งการประชุมHLPF เป็นการประชุมประจำปีที่สหประชาชาติจัดขึ้นเพื่อให้ประเทศต่างๆได้ร่วมทบทวนความคืบหน้าการดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 (2030 Agenda for Sustainable Development) นับแต่ผู้นำประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยได้ร่วมรับรองวาระดังกล่าวเมื่อเดือนกันยายน 2558 โดยในปีนี้มีหัวข้อหลักคือการเสริมสร้างพลังประชากรทุกกลุ่มผ่านการพัฒนาที่ทั่วถึงและอย่างเสมอภาค (Empowering people and ensuring inclusiveness and equality) และมีการทบทวนความคืบหน้าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เชิงลึกที่ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา (SDG4) เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วนการลดความเหลื่อมล้ำ (SDG10)

การเข้าร่วมการประชุมเวทีหารือทางการเมืองระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (HLPF 2019) นี้จึงเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเสริมสร้างความร่วมมือระดับโลกในการนำพาให้ไทยและประเทศต่างๆบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนไปด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

กสศ. ร่วมเอสโซ่ ประกาศเป็นเจ้าแรก ปักหมุดเพชรบุรี

กสศ. รวมเอสโซ่ ประกาศเป็นเจ้าแรก ปักหมุดเพชรบุรี ใช้ระบบ ISEE ชี้เป้า ช่วยเด็กได้ไม่ต่ำกว่า 300 คน พร้อมขยายพื้นที่ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2562 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) แถลงข่าวปฏิบัติการระดมความร่วมมือลดจดหมายลาครู ช่วยเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา และเปิดมิติใหม่ของการช่วยเหลือสังคม ตอบโจทย์ CSR ภาคธุรกิจ ชี้เป้าช่วยเหลือถูกคน พร้อมรายงานผลรายคน มั่นใจช่วยเด็กได้จริง

นายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กล่าวว่า ตามที่ ปรากฎเป็นข่าว และพบความเดือดร้อนของเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจาก นโยบายการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียนของสพฐ.และการคัดกรองนักเรียนยากจนพิเศษ ให้ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขของกสศ. บทบาทของครูในการเยี่ยมบ้านคงมิใช่เรื่องใหม่ แต่เราเพิ่มความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง มุ่งเป้าลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพื่อช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มยากจนที่สุดทันท่วงที หากประมวลปัญหาของนักเรียนยากจนพิเศษซึ่งควรได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วนพบว่ามีทั้งเรื่องสภาพครัวเรือนที่มีภาระพึ่งพิง มีผู้พิการ เจ็บป่วยเรื้อรัง หรือพ่อแม่แยกทางกัน อาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้อง บ้านที่อยู่อาศัยมีสภาพทรุดโทรมหนัก ถึงขั้นไม่ปลอดภัยต่อชีวิต ไม่คุ้มแดดคุ้มฝน ไม่มีห้องน้ำในบริเวณบ้าน สภาพแวดล้อมไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่มีไฟฟ้าหรือน้ำประปาใช้ ไม่มีเงินค่าอาหาร และค่าเดินทางในการมาโรงเรียน ล่าสุด สพฐ.และกสศ.จะบูรณาการฐานข้อมูลศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน สพฐ.กับระบบปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน หรือ CCT เพื่อดูแลนักเรียนรายบุคคลในทุกมิติพร้อมส่งต่อความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญจะช่วยลดภาระงานให้ครูในการบันทึกข้อมูลต่างๆด้วย โดยจะมีการประชุมเรื่องนี้ในวันที่ 23-24 กรกฎาคมนี้

“ขอบคุณในความทุ่มเทของคุณครู และเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 225 เขต ที่ไม่นิ่งเฉยกับความทุกข์ยากของเด็กๆ แม้พื้นที่ห่างไกลยากลำบากก็ไม่มีตกหล่น จนนำมาสู่ความร่วมมือของหลายภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนเพื่อช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จะไม่สำเร็จถ้าทำเพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เพราะเป็นปัญหาขนาดใหญ่และซับซ้อน ตลอดกรกฎาคมนี้ สพฐ.กำชับให้เขตพื้นที่การศึกษาดูแลสนับสนุนครูลงพื้นที่เยี่ยมบ้านให้ครบ 100 เพื่อไม่ให้มีเด็กยากจนตกหล่นแม้แต่คนเดียว” นายสนิท กล่าว

นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ภายในเดือนกรกฎาคม กสศ.จะจัดสรรเงินอุดหนุนในนักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มเดิมที่ยืนยันการมีตัวตนในสถานศึกษาแล้ว ราว 320,000 คน เพื่อเป็นค่าครองชีพ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ให้แก่นักเรียนและจัดสรรไปยังสถานศึกษาเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพของนักเรียน คนละ 1,000 บาทในภาคเรียนที่ 1 รวมแล้วกว่า 300 ล้านบาท ทั้งนี้ตลอดเดือนกรกฎาคม ครูจากสังกัด สพฐ. ตชด.และอปท.กว่า 400,000 คนยังคงเดินหน้าคัดกรองนักเรียนเข้าใหม่ได้แก่ชั้น ป.1 ป.4 และม.1 เพื่อรับการจัดสรรอีกครั้งในเดือนสิงหาคมอีกราว3 แสนคน เพื่อไม่ให้มีเด็กคนไหนตกหล่นจากการช่วยเหลือ ทั้งนี้ปีการศึกษา 2562 กสศ.จะช่วยสนับสนุนค่าเดินทางในการเยี่ยมบ้านเพื่อเติมให้กับโรงเรียนด้วย โดยในส่วนของอัตราการอุดหนุนในเทอมที่ 2 ทางคณะรัฐมนตรีอนุมัติปรับเพิ่มให้แล้วเป็นเทอมละ 1,500 บาท (หรือปีละ 3,000 บาท) ในงบประมาณปี 2563 แต่ยังอยู่ในขั้นตอนรอการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรอยู่

นพ.สุภกร กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของระบบการศึกษาโดยตรง แต่เนื่องจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจทำให้เด็กกลุ่มนี้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษามากกว่าครอบครัวร่ำรวยถึง 4 เท่า ซึ่งกสศ.มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนขั้นต้นเพื่อบรรเทาอุปสรรคในการมีเรียน ล่าสุดจึงมีโครงการระดมความร่วมมือจากภาคธุรกิจเพื่อช่วยเด็กกลุ่มนี้เพิ่มเติมจากที่กสศ.จัดสรร โดยใช้ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือ iSEE เป็นเครื่องมือชี้เป้าตอบโจทย์ CSR ของภาคธุรกิจ โดยเบื้องต้นมี 2 แนวทาง คือ 1.ชี้เป้าโรงเรียนที่มีนักเรียนยากจนพิเศษมากที่สุดในรัศมีชุมชนโดยรอบกิจการของภาคเอกชน เพื่อร่วมบริจาค เติมความช่วยเหลือ 2. ชี้เป้านักเรียนยากจนพิเศษจาก 100 โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ( พื้นที่เกาะ พื้นที่สูง และพื้นที่ห่างไกล ชุมชน) ซึ่งการสนับสนุนสามารถเลือกได้เป็น ค่าครองชีพ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง กิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพ หรือสมทบทุนการศึกษา

“ล่าสุดบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร่วมสมทบทุนการศึกษากับนักเรียนยากจนพิเศษในโรงเรียนรอบสถานีบริการน้ำมันสาขาวังมะนาว จังหวัดเพชรบุรี นับเป็นกิจการต้นแบบร่วมสร้างความเสมอภาคทางการศึกษารายแรกของประเทศไทย นอกจากนี้กสศ.ยังให้ความสำคัญกับการขยายผลเพิ่มคุณค่าให้กับเงินบริจาค โดยเฉพาะการส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพทั้งในมิติของเด็กและครอบครัว ถือเป็นเป้าหมายการทำงานร่วมกันภาคเอกชนอีกด้วย ธุรกิจเอกชนใดสนใจร่วมบริจาคสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02 0795475 ” นพ.สุภกร กล่าว

ดร.ทวีศักดิ์ บรรลือสินธุ์ กรรมการและผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท เอสโซ่(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เอสโซ่ใช้ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือ ISEEของกสศ. ช่วยชี้เป้าโรงเรียนที่มีนักเรียนยากจนพิเศษมากที่สุดซึ่งอยู่บริเวณรอบสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่สาขาวังมะนาว จังหวัดเพชรบุรี ประมาณ 18 โรงเรียน ครอบคลุมนักเรียนทุนมากกว่า 300 ทุน และจะขยายต่อไปในพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นทุนการศึกษาและบรรเทาอุปสรรคในการมาเรียน การลดความเหลื่อมล้ำด้วยการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับกลุ่มเป้าหมายยากจนที่สุดให้สามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างเต็มศักยภาพ จะสามารถขจัดความยากจนข้ามชั่วคนได้ ถือเป็นเส้นทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นจุดยืนสำคัญของเอสโซ่

“ระบบ ISEE ของ กสศ.เป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์กิจกรรมเพื่อสังคมของภาคเอกชนในระยะยาว ช่วยให้ทางเอสโซ่มั่นใจว่าเงินบริจาคที่สมทบนั้น มุ่งตรงไปยังนักเรียนที่กำลังเดือดร้อนที่สุดและยังมีระบบติดตามที่สามารถรายงานผลลัพธ์การช่วยเหลือรายคน ทั้งผลการเรียน อัตราการมาเรียน สุขภาพน้ำหนักส่วนสูง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกความช่วยเหลือสามารถแก้ปัญหาได้จริง ไม่มีเด็กในชุมชนหลุดจากระบบ โดยจะมีการประเมินผลการเปลี่ยนแปลงเมื่อครบ 1 ปีการศึกษา” ดร.ทวีศักดิ์ กล่าว

นางสาวพัชรินทร์ เนื่องอัน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเนินรัก จ.เพชรบุรี กล่าวว่า โรงเรียนได้รับเงินอุดหนุนจากทางกสศ. นำไปต่อยอดให้นักเรียนฝึกทักษะอาชีพ พัฒนาทำน้ำยาล้างจาน ส่งขายในสหกรณ์โรงเรียนสร้างรายได้เสริมเป็นเงินเก็บสำหรับนักเรียน เงินทุกบาทจากการทำกิจกรรมจะถูกนำไปฝากเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคาร เพื่อเป็นทุนสำหรับเด็กหลังจบการศึกษา

“โรงเรียนยังฝึกทักษะฝีมือให้แก่เด็กๆในด้านอื่นๆอีก เช่น พับผ้ารูปสัตว์ ทำยาหม่อง ฯลฯ กิจกรรมทั้งหมด นอกจากสร้างรายได้แล้วยังสอดแทรกให้เด็กรู้จักหน้าที่ ซื่อสัตย์ มีวินัย ถึงแม้เงินที่นำไปพัฒนาทักษะอาชีพจะไม่มากแต่จะไม่สูญเปล่าแน่นอน ถ้าหากทำให้ยั่งยืนสิ่งเหล่านี้จะอยู่ต่อไปยาวนาน ซึ่งทางโรงเรียนมีนโยบายชัดเจนว่าเงินทุนที่ได้รับมาจะต้องบริหารให้ดี ไม่ใช่ใช้หายไปอย่างไร้ประโยชน์ สำหรับเงินสนับสนุนจากภาคเอกชนเข้ามาเพิ่มเติม จะช่วยขยายผลเสริมสร้างการพัฒนาทักษะอาชีพได้มากขึ้นอีก” นางสาวพัชรินทร์ กล่าว

นายสมคะเน ดาษดา ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวัดเสด็จ จ.ปทุมธานี กล่าวว่า การสนับสนุนที่กสศ.ให้แก่ทางโรงเรียนถือว่ามีประโยชน์มาก เป็นกองทุนที่สร้างความแตกต่างจากกองทุนอื่นๆที่ผ่านมา ไม่ใช่ทุนที่นักเรียนใช้แล้วหมดไป แต่มีทั้งทุนที่จำเป็นต่อพื้นฐานการดำรงชีวิต และยังมีทุนสำหรับต่อยอดให้เด็กนักเรียนฝึกอาชีพ สามารถสร้างรายได้ขึ้นมาใหม่ได้ ถึงเงินที่ได้รับจะไม่มากแต่เป็นกิจกรรมที่สร้างคุณค่าให้แก่ตัวนักเรียน สามารถพัฒนาต่อยอดไปเป็นแสนเป็นล้านได้ หลังจากมีงบประมาณสนับสนุนตรงนี้ เด็กๆจะใช้เวลาว่างร่วมกิจกรรมกับโรงเรียนมากขึ้น เช่น โรงเรียนมีกิจกรรมปลูกผักปลอดสารพิษ ทำน้ำสมุนไพร ทำเบเกอรี่ และฝึกตัดผม สร้างรายได้เงินเข้าบัญชีของนักเรียนโดยตรง ที่สุดแล้วไม่ว่าเงินจำนวนเท่าไหร่ก็ตาม แต่ทักษะที่เด็กได้จะเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพของเด็กนักเรียนอย่างยั่งยืน

นายปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ ประธานชมรมนักจัดการศึกษาในพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสว้า จ.น่าน กล่าวว่า โรงเรียนในพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดารส่วนใหญ่อยู่ในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 500 เมตรขึ้นไป ต้องเดินทางข้ามเขาไปหลายลูกตามสภาพ แต่ละแห่งมีบริบทสภาพปัญหาไม่เหมือนกัน จึงทำให้นักเรียนมีความต้องการต่างกันออกไป ทั้งเรื่องปัจจัยพื้นฐาน อุปกรณ์การเรียน รองเท้า ถุงเท้า อาหาร ทั้งหมดขาดแคลนอย่างมาก การเดินทางไปโรงเรียนในพื้นที่สูง ถิ่นทุรกันดารสร้างความลำบากกับนักเรียน บางครั้งกระทบไปถึงการไปโรงเรียน อาจเหนื่อยล้ากับการเดินทางจนหมดแรงจูงใจ ยิ่งช่วงฤดูแล้งครอบครัวเด็กนักเรียนหลายคนประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร ไม่มีข้าวเช้ากินก่อนมาโรงเรียน ปัจจุบันมีโรงเรียนในพื้นที่สูงทั้งหมด 1,190 แห่ง โรงเรียนบนเกาะ 124 แห่ง

#กสศเปิดประตูสู่โอกาส #ลดจดหมายลาครู #เอสโซ่ #บริจาค

ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา! ‘โอมาน’ เด็กน้อยขอใฝ่ดี

บ้านผมยากจนครับแต่ไม่อายเพื่อน เพราะเราไม่ได้ขอเขากิน

ด.ช.ปรีชา จอดนอก หรือ ‘โอมาน’ นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนชุมชนวันเสด็จ จังหวัดปทุมธานี บอกเล่าอย่างมั่นใจในตัวเอง

ทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เป็นเวลาที่โอมานต้องออกไปช่วยแม่เก็บขวดขาย หลังยึดอาชีพนี้มานานหลายปี แม้วันธรรมดาจันทร์-ศุกร์โอมานต้องไปโรงเรียน แต่แม่ยังคงตระเวนเก็บขวดคนเดียวเหมือนเช่นเคย โชคดีช่วงวันหยุดโอมานมาช่วยผ่อนแรงแม่ลงได้ไม่น้อยตามกำลังของเด็กผู้ชายที่พอทำไหว ช่วยบ้างเล่นบ้างตามประสาเด็กคนหนึ่ง

เส้นทางชีวิตโอมานจึงแตกต่างจากเพื่อนคนอื่น ๆในโรงเรียนเดียวกัน ยิ่งตอนนี้แม่โอมานออกไปทำงานรับจ้างนานร่วมเดือนยังไม่ได้กลับมา ทำให้โอมานต้องไปอาศัยอยู่กินนอนบ้านยายที่ปลูกใกล้เคียงกัน พร้อมลูกพี่ลูกน้องคนอื่นๆอีก 4 คนซึ่งอยู่ในวัยเรียนทั้งหมด ยายเองต่างอยู่สถานะลำบากไม่ต่างจากครอบครัวโอมาน นั่นทำให้วันนี้โอมานรู้สึกคิดถึงแม่อย่างมาก ในแง่เหตุผลความจำเป็นต้องออกไปรับจ้างหาเงินทำทุกอย่างนำมาใช้จ่ายในครอบครัว โอมานจึงยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้

“คิดถึงแม่ครับ ไม่รู้แม่ไปรับจ้างทำงานที่ไหนไม่ได้กลับบ้านมาหลายวันแล้ว ผมเลยไปนอนอยู่กับยายที่บ้านอีกหลัง อยากให้แม่กลับมาไวๆครับ แม่ก็ไม่ได้ติดต่อมาหาเลย” โอมาน สารภาพความรู้สึก

โอมาน รู้ดีว่าครอบครัวของตัวเองลำบากยากจน เงินทุกบาทที่ถูกควักออกจากกระเป๋าถูกใช้สอยอย่างมัธยัสถ์สมกับค่าเงินที่จ่ายไป ตอนนี้โอมานไม่ได้ออกไปเก็บขวดขายเหมือนทุกๆวันที่ผ่านมาเพราะแม่ไม่อยู่ สำหรับเงินไปโรงเรียนจึงกลายเป็นหน้าที่ยายควักจ่ายเป็นหลักในตอนนี้ ถึงแม้จะขัดสนก็ตาม

แม้วันนี้สภาพที่อยู่อาศัยที่ผนังดัดแปลงจากป้ายโฆษณา ยิ่งทรุดโทรมลงไปอีก ฝนตก หลังคาสังกะสีแทบจะกันฝนไม่ได้เลย เมื่อไม่มีผู้ใหญ่ดูแล แต่ที่นี่ก็เป็นบ้านในสายตาของเด็กคนหนึ่งเสมอ โอมานยังใช้ที่นี่เป็นที่นอนพักในบางเวลา เพื่อชดเชยความคิดถึงแม่

“เก็บของเก่าขวดเก่ากับแม่เหนื่อยครับ แต่ก็ไม่อายเพื่อนเหนื่อยยังไงก็ต้องสู้ต้องอดทน บ้านผมจนไม่ได้มีเงินทองอะไร เพื่อนสนิทผมบ้างคน บ้านรวยจะตาย แต่ผมไม่ได้อิจฉาอะไรเขา เราก็เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม อยากให้ทุกคนที่เป็นเหมือนผมสู้ ๆ เรียนเก่ง ๆ จะได้มีอาชีพมีงานทำครับ” โอมาน ฝากถึงเพื่อน ๆ

โอมาน ยังบอกอีกว่า แม้ครอบครัวลำบากแต่ตัวเขาก็มีความฝันอยากเรียนให้จบปริญญาตรี อนาคตฝันอยากเป็น ‘นักฟุตบอล’อาชีพ ถึงที่บ้านจะไม่มีอะไรเลย แต่ก็ไม่หยุดที่จะพยายามสร้างอนาคตให้ตัวเอง สิ่งที่อยากได้ตอนนี้คืออยากมีเงินนำมาทำบ้านใหม่ให้แม่ จะได้ไม่ต้องลำบากไม่ต้องออกไปเดินเก็บขวดขาย ทุกวันนี้ บ้านไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องออกไปอาบน้ำคลองทุกวันเหมือนกับคนในบ้าน ถ้ามีเงินแล้วตั้งใจอยากซื้อที่ดินให้แม่ปลูกข้าว ทำนา ปลูกผักสวนครัว ผมชอบปลูกผัก (หัวเราะ) เช่น ตะไคร้ หัวหอม ฯลฯ นั่นเป็นความฝันที่อยากทำให้ครอบครัว

“โตขึ้นผมอยากเป็นนักฟุตบอลเลี้ยงทุกคนในบ้านให้ได้ จะติดทีมชาติให้ได้ ตอนนี้ผมเป็นนักกีฬาฟุตบอลตัวจริงของโรงเรียนแล้ว เล่นตำแหน่งกองหลัง ตั้งใจซ้อมทุกวัน ทั้งตอนนี้ยังเป็นตัวแทนโรงเรียนชุมชนวัดเสด็จไปแข่งขันกับโรงเรียนอื่นเพื่อชิงถ้วยรางวัลด้วย” โอมาน บอกความสำเร็จแรกในชีวิต

โอมานค่อย ๆ สานอนาคตให้ตัวเอง แม้อายุยังน้อยแต่ตอนนี้ได้รับโอกาสฝึกทักษะอาชีพจากโรงเรียนชุมชนวัดเสด็จ เป็นช่างตัดผมให้กับเพื่อนๆ ในโรงเรียน ผ่านการฝึกสอนจากคุณครู ที่คอยประคบประหงมดูแลการตัดผมอย่างถูกต้องปลอดภัย ตอนนี้โอมานเลยเป็นช่างตัดผมขวัญใจเพื่อนๆไปเลย นั่นจะเป็นทักษะอาชีพที่โอมานได้รับติดตัวไป อย่างน้อยเมื่อจบการศึกษาชั้นม.3 หากหยุดเรียนต่อ ยังสามารถนำทักษะนี้ไปประกอบอาชีพได้

วิถีชีวิตน้องโอมานกำลังสะท้อนถึงความตั้งใจ มานะ อดทน เลือกที่จะลิขิตชีวิตตัวเอง ไม่ยอมจำนนต่อชะตา และล่าสุดข่าวดีที่ทำให้โอมานกลับมาร่าเริงยิ้มแย้มอีกครั้ง แม่กลับบ้านมาหาโอมานแล้ว…

#กสศเปิดประตูสู่โอกาส #โอมาน #คืนน้องสู่ห้องเรียน

เปิดปฏิบัติการเยี่ยมบ้าน ลดจดหมายลาครู

หลายพื้นที่คุณครูยังตระเวนเดินทางไปเยี่ยมบ้านเด็กๆ แม้บางเส้นทางลำบากท้าทายความตั้งใจคุณครูทุกเวลา แต่ไม่สามารถทลายความมานะครูลงได้ ปณิธานอันแรงกล้าของคุณครูจึงเดินทางไปยังบ้านเด็ก ๆ นักเรียนได้ตามเจตนาที่ตั้งไว้

ครั้งนี้คุณครูโรงเรียนโชติคุณะเกษมบ้านเมืองงาม จังหวัดเชียงใหม่ เดินทางไปเยี่ยมบ้านเด็ก ๆนักเรียน หลังพบปัญหาเด็กขาดเรียนและประสบปัญหาทางฐานะครอบครัวอย่างหนัก ทำให้คณะครูต้องเดินทางไปเยี่ยมบ้านสอบถามคุณภาพชีวิต รวมถึงหาช่องทางช่วยเหลือตามความจำเป็น เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าเด็กหลายคนต้องขาดเรียนไปเพราะฐานะที่บ้านไม่มีเงินเพียงพอมาโรงเรียน จนต้องเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา

สมมาตรวรัชญ์ วงศ์อนุสกุล ครูโรงเรียนโชติคุณะเกษมบ้านเมืองงาม จังหวัดเชียงใหม่ เล่าให้ฟังขณะลงพื้นที่ว่า คณะครูโรงเรียนโชติคุณะเกษมบ้านเมืองงาม จังหวัดเชียงใหม่ กำลังเดินทางไปเยี่ยมบ้านของ ด.ญ.ปริชญา จ่าทอ หรือ นฦบวย (ภาษาลาหู่-มูเซอ) ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนโชติคุณะเกษมบ้านเมืองงาม ปัจจุบันน้องอาศัยอยู่บ้านป่าแขม ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ อาศัยอยู่กับปู่ อายุ 80 ปี และน้อง รวม 3 ชีวิต



“ส่วนพ่อแม่ของน้องนักเรียนคนนี้แยกทางกันไปนานหลายปีมากแล้ว พวกเขาทิ้งนฦบวยกับน้องที่ต้องอาศัยอยู่กับปู่เพียงลำพัง ทุกวันนี้คุณปู่ของนฦบวยกำลังเผชิญความยากลำบากเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องออกไปหารายได้เพื่อมาเลี้ยงดูนฦบวยกับน้องที่อยู่เพียงคนเดียว วันไหนโชคร้ายบางวันปู่ก็ไม่มีงาน ยอมรับสภาพทำให้ขาดรายได้เพื่อมาจุนเจือครอบครัว แต่ปู่ของนฦบวยไม่หยุดแค่นั้น พยายามหารายได้อีกช่องทางหนึ่ง คือรับจ้างทำไร่ข้าวโพด” ครูสมมาตรวรัชญ์ บอกขณะลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน

ครูสมมาตรวรัชญ์ ระบุอีกว่า นฦบวยบอกกับคุณครูว่าเห็นภาพปู่ทำงานหนักหาเลี้ยงคนในครอบครัวอยู่คนเดียวจนรู้สึกสงสารปู่ นั่นทำให้นฦบวยต้องขอลาหยุดเรียนเพื่อไปช่วยปู่ปลูกข้าวโพด และเลี้ยงน้อง ส่วนวันไหนที่ไปโรงเรียนหลังจากเลิกเรียนแล้วนฦบวยต้องกลับมาทำงานบ้านทุกอย่างสารพัด ไม่ว่าจะเป็น กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้า สอนการบ้านน้อง ช่วยปู่ทำกับข้าว ให้อาหารไก่ และรดน้ำผัก

ครูสมมาตรวรัชญ์ บอกว่า ปัจจุบันบ้านที่นฦบวยอาศัยอยู่มีสภาพทรุดโทรมอย่างหนักแตกต่างจากรูปถ่าย ฝาบ้านทำจากไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยหญ้าคา มีห้องนอนหนึ่งห้อง โรงครัวอีกหนึ่งหลัง น้ำที่ใช้อุปโภคบริโภค บางวันน้ำก็ไม่ไหล ส่วนการเดินทางมาโรงเรียน โชคดีมีรถโรงเรียนรับส่งซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่าย จึงทำให้นฦบวยได้มีโอกาสเรียนหนังสือ เด็กคนนี้มีความหวังต้องการสร้างอนาคตที่ดีแก่ครอบครัวของนฦบวยเอง

Back To Top