รู้จริง เชี่ยวชาญ สร้างสรรค์ ทีมเวิร์ค นักศึกษาทุนกสศ.ออกแบบคุณลักษณะบวก ๆ +++ของตัวเอง

จบวันแรกไปอย่างอบอุ่นแถมรอยยิ้มกว้าง ๆ สำหรับกิจกรรม Team Building สร้างเครือข่ายเพื่อนนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงรุ่นที่ 1 ในเวทีของวิทยาลัยเทคนิคสิงห์บุรี และวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เสียงหัวเราะที่เกิดจากความเข้าอกเข้าใจ การแบ่งปันความฝันซึ่งกันและกัน นี่คือเครือข่ายของเพื่อนที่จะเรียนจบไปด้วยกัน

ทุกคนยังช่วยกันแชร์และออกแบบคุณลักษณะแบบบวก ๆ+++ ของนักศึกษาทุนที่พวกเขาและเธอบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ารู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโอกาสดี ๆ ที่ความฝันได้ถูกเติมเต็ม

และ 3 คุณลักษณะ+++ ที่ต่างบอกว่าจะต้องเป็น ต้องทำให้ได้ก็คือ
1.รู้จริง เชี่ยวชาญมีความรู้ในสาขาวิชาที่เรียน
2.มีความคิดสร้างสรรค์
3.เก่งทำงานเป็นทีม

กิจกรรมวันนี้ยังดึงเป้าหมายและความรู้สึกภายในใจออกมา จนทำให้เราพบว่าทุกคนต่างมีความมุ่งมั่นเหมือนกันคือ จะตั้งใจเรียนให้จบ เพื่อดูแลพ่อแม่ให้ได้ และไม่ลืมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปันโอกาสดีให้กับคนอื่น

สิ่งเหล่านี้ยืนยันคุณค่าภายในของนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง พลังคนหนุ่มสาวที่จะเป็นอนาคตของประเทศ

*******พวกคุณคือความภาคภูมิใจของเรา******

“ทุกคนคือพลัง เปลี่ยนแปลงประเทศไทย”

“นักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง กสศ.ทั้ง 2,053 คน จะได้รับคำปรึกษาแนะนำจากครู อาจารย์ อย่างผู้ใหญ่ให้รู้จักคิด รู้จักตัดสินใจ มีความรับผิดชอบตัวเอง ให้สามารถเรียนจบ ประสบความสำเร็จในชีวิต สร้างเนื้อสร้างตัวนำพาครอบครัวให้ก้าวหน้าไปในระยะยาว ภายใน 4-5 ปี ข้างหน้า เราจะมีนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงอย่างน้อย 10,000 คน เราคาดหวังให้น้องๆกลุ่มนี้ เก่งและมีศักยภาพพอที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเดิม เก่งพอที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปในทางที่ดีขึ้นได้” 

นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวกับนักศึกษาทุนรุ่นที่ 1 เวที ปลุกพลังสร้างโอกาสแห่งอนาคต ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ที่วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2562

 

กระทบไหล่ นักเรียนทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง แชมป์อันดับ 3 PBWC 2019

นับเป็น “ม้ามืด” ในแวดวงกีฬา E-Sport ของไทยที่สามารถฝากฝีไม้ลายมือจนขึ้นแท่นรับรางวัล รองชนะเลิศอันดับสองในแมทช์ใหญ่ระดับประเทศใหญ่ ในการแข่งขัน Point Blank World Challenge หรือ PBWC 2019 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เล่นจากทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมดกว่า 1,000 ทีม

โฟล์ค นทีกานต์ วงศานิตย์ นักศึกษาระดับชั้น ปวส. ปี 1 วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา หนึ่งในทีมที่ได้รองชนะเลิศอันดับสอง เล่าถึงที่มากว่าจะมาถึงจุดนี้ว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องผ่านการแข่งขันในหลายระดับจากผู้แข่งขันทั้งหมดกว่า 500 ทีม ซึ่งแม้แต่พิธีกรบนเวทีก็ยังบอกว่าเป็นหน้าใหม่ที่มาแรงมาก

“กว่าจะมาถึงจุดนี้ไม่ง่ายเคยล้มเหลวไปหลายครั้ง จนมาถึง ม.3 ก็เลยหยุดเล่นเกมไปเกือบ 2 ปี มาเริ่มต้นเล่นใหม่อีกครั้ง ในช่วง ปวช. ปี 2 เพราะมีไฟจากที่ได้เห็นคนไทยไปได้แชมป์โลกในปี 2016 เลยอยากอยากกลับไปเล่น ก็แข่งแบบรัว ๆ เข้าร่วมทุกรายการ แต่ก็แพ้เพราะความสามารถไม่ถึง ก็เริ่มต้นเอาใหม่”

จากที่เคยเป็นกัปตันทำทีมเองเริ่มต้น วิชั่น 2 แต่ก็ไม่สามารถขยับไปเล่นในดิวิชั่น 1 ได้ จนมีเพื่อนมาชวนให้ไปร่วมทีมซึ่งอยู่ในดิวิชั่น 1 จึงตัดสินใจไปร่วมทีมก่อนที่ทีมใหม่นี้จะสามารถทำผลงานขึ้นไปสู่ พรีเมียร์ลีก ที่เป็นลีกสูงสุดซึ่งมีผู้เล่น จำนวน 16 ทีมชั้นนำของประเทศ แต่เล่นไปได้ซีซันเดียวก็ตกชั้นลงมา ก่อนที่ทีมจะแยกย้ายกันไปหาประสบการณ์ และทำให้เขาไปร่วมทีมกับเพื่อนลงแข่งในรายการ PBWC 2019

“ปัจจัยความสำเร็จคือเราต้องมีระเบียบ เพราะเราต้องเล่นกันเป็นทีม 5 คน ต้องสามัคคี ต้องฟังกัน ถ้าวันนี้เราเล่นพลาดก็ต้องกลับไปแก้ไข วันนี้ผมไม่ใช่กัปตันแล้ว เพื่อนผมเป็นกับตัน ซึ่งเวลาผมเล่นพลาดตรงไหนเขาบอกให้กลับไปคิดก็ต้องแก้ไขสิ่งที่พลาดต้องซ้อมกับทีมระดับประเทศ กัปตันผมเก่ง เราต้องรู้นิสัยฝ่ายตรงข้าม วิธีคิด คนนี้ใจร้อน คนนี้ละเอียดต้องศึกษา เราเล่นคนเดียวไม่ได้ เราต้องสามัคคีเราถึงจะไปจุดนั้น”

 

โฟล์ค ยอมรับว่า “ติดเกมแต่การเรียนผมไม่เสีย” ยืนยันด้วยเกรดเฉลี่ย 3.67 ในระดับ ปวช.
“เลิกเรียน 5 โมงเย็น ก็พยายามเคลียร์การบ้านให้เสร็จ หนึ่งทุ่มต้องไปวอร์มแล้ว ไม่งั้นเดี๋ยวยิงไม่แม่นจะโดนด่า จากนั้นก็เริ่มซ้อม 2 ทุ่ม ถึง 4 ทุ่ม หรือ 5 ทุ่ม ทุกวัน เช้าก็ตื่น 7 โมงไปโรงเรียน”

ในแง่เป้าหมายชีวิต โฟล์ค บอกว่า เขาชัดเจนมาตั้งแต่ตอน ม.3 แล้วว่าอยากเป็น วิศวกรคอมพิวเตอร์ เพราะชอบเรื่องนี้ ชอบอยู่กับเกม อยู่กับคอมพิวเตอร์ ทำงานก็อยากทำกับคอมพิวเตอร์ จะได้อยู่หน้าจอคอมเหมือนเดิม ทำให้เลือกเรียนด้านนี้ เพราะถ้าชอบอะไรก็จะไม่เบื่อ

ย้อนกลับมาที่ผลพลอยได้ ซึ่ง โฟล์ค เล่าว่า จากการเล่นเกมทำให้เขามี “ค่าขนม” ทั้งจากสปอนเซอร์ และ การสตรีม เกมซึ่งแม้จะไม่โด่งดังแต่ก็พอเป็นที่รู้จักเข้ามาติดตามทำให้มีรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ อีกด้านหนึ่งยังทำให้สามารถฝึกการใช้ภาษาอังกฤษ จากที่ไม่เก่งภาษาแต่เมื่อต้องติดต่อพูดคุยกันในเกมกับชาวต่างชาติก็ทำให้ได้เรียนรู้มากขึ้น ทุกวันนี้ก็มีเพื่อนสิงคโปร์ที่พูดคุยเล่นเกมกันอยู่

ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ‘เปิดโลก’ ทางการศึกษา

โฟล์ค ถือเป็นอีกนักเรียนอาชีวรุ่นแรกที่ได้รับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่นที่ 1 จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ด้วยปัญหาทางการเงินของที่บ้าน ซึ่งเคยเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ แม้แม่ซึ่งเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวและเป็นกำลังสำคัญของที่บ้านจากการประกอบอาชีพซักรีดจะยืนยันว่าส่งเรียนได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เจ้าตัวก็รู้สึกว่าแม่อาจจะส่งไม่ไหว

“จากที่แม่บอกว่าส่งไหว แต่พอกลับบ้านก็เห็นแม่เครียดหาตังค์ไม่ทัน เราก็เห็นทั้งค่าเรียน ค่ากิน ค่าหอ สักพักแม่ก็ต้องไปขายนู่น ขายนี่มาส่งผมเรียน” ทำให้สุดท้าย โฟล์ค ต้องตัดสินใจลาออกและย้ายมาเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เพื่อแบ่งเบาภาระทางบ้าน

จากเงินสนับสนุน เดือนละ 7,500 บาท จาก กสศ. โฟล์ค บอกว่า “โอ้โห ช่วยผมเยอะมากเลยครับ จากค่าห้อง ค่าใช้จ่ายที่เราต้องหาทุกเดือน พอได้ทุนนี้เข้ามาช่วยทั้งค่าห้อง ค่ากิน จากเดิมที่พอช่วงต้นเดือนทีก็เคยต้องไปหาตังค์ ตอนนี้ก็ดีขึ้น สามารถกลับมาเรียน กลับมาใช้ชีวิต สบายใจมากขึ้นเพราะได้ทุนนี้ยิ่งในสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี”

โฟล์ค เล่าให้ฟังถึงการใช้เงินว่า ส่วนหนึ่งแบ่งเป็นค่ากิน ส่วนหนึ่งเก็บไว้เป็นเงินออม ที่ตั้งใจว่าถ้าหากเรียนไหวจริงก็จะเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อระดับปริญญาตรี หลังจบ ปวส. ซึ่งกำลังคิดอยู่ว่าจะเรียนต่อหรือออกมาทำงาน เพราะส่วนตัวคิดว่าอยากจะเรียนปริญญาตรี แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะไหวหรือไม่เพราะมีค่าใช้จ่ายเยอะ และไม่อยากเรียนไปแล้วมีปัญหาเหมือนเดิมกลัวเสียเวลา

ด้าน อาจารย์ประเสริฐ แสงโป่ หัวหน้างานแนะแนวอาชีพและการจัดหางาน วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า โฟล์ค มีความฝันอยากเป็นโปรเกมเมอร์ ของโลก เมื่อมีการแข่งขันเราก็สนับสนุนเรื่องการแข่งขันเกม บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แต่เด็กก็มองว่าเกมมีทั้งเรื่องการฝึกภาษาอังกฤษ สร้างรายได้ นอกจากเกมแล้ว โฟล์ค ยังร่วมกับเพื่อนไปประกวดแผนธุรกิจ จาก 194 ทีม ไปสู่รอบ 100 ทีม

ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงนี้ ทำให้เด็กอาชีวหลายคนได้กลับมาเรียนหนังสือ ในส่วนของวิทยาลัย มีนักเรียนได้รับทุนจาก กสศ. ระดับ ปวช. 57 คน และ ระดับ ปวส. 106 คน รวม 163 คน นอกจากนี้ จากที่เคยลงพื้นที่ไปพูดคุยกับ ผู้ปกครองเด็กมัธยมหลายคน ไม่กล้าส่งลูกมาเรียนอาชีวเพราะภาระค่าใช้จ่าย เราก็ต้องไปบอกเขาว่ามีทุนในส่วนนี้ ทำให้เขาตัดสินใจส่งลูกหลานมาเรียน

อาจารย์ประเสริฐ เผยด้วยว่า ได้มอบหมายให้ครูไปดูแลนักเรียนในส่วนนี้ ทั้งเรื่องผลการเรียน ออกกไปเยี่ยมบ้าน ดูว่าหลังจากได้เงินไปแล้วเป็นอย่างไร และไปดูเรื่องการใช้เงินของนักเรียน เพราะเด็กบางคนไม่เคยเจอเงินเยอะ ก็อาจใช้ในทางที่ผิด เช่นนำไปซื้อโทรศัพท์ ดังนั้นจึงกำหนดให้มีสมุดออม ที่ครูที่ปรึกษาจะไปแนะนำให้ทุกคนออมเงิน 500 บาทต่อเดือนอย่างน้อย เพราะช่วงรอยต่อของงบจะได้ไม่มีปัญหาค่ากินอยู่

กสศ.เปิดรับสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนา ‘ปฏิรูประบบการผลิตและพัฒนาครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็กและครูผู้ช่วย’

เด็กเล็ก 1 ใน5 ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เหตุครอบครัวยากจนต้องทำงาน มีแนวโน้มเกิดภาวะไม่พร้อมเรียน-หลุดนอกระบบตั้งแต่เล็ก กสศ. ชี้ครูปฐมวัยคือหัวใจช่วยบ่มเพาะเด็กกลุ่มนี้ เปิดรับสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาข้อเสนอ “ปฏิรูประบบการผลิตและพัฒนาครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็ก และครูผู้ช่วย” หาทางออกแก้เหลื่อมล้ำตั้งแต่ปฐมวัย

เมื่อวันที่ 1 ส.ค.2562 รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2558-2559 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า เด็กอายุระหว่าง 0-4 ปี ในประเทศไทยมากกว่า 1 ใน 5 คนไม่ได้อยู่กับพ่อแม่แม้พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ เนื่องจากครอบครัวยากจนต้องทำมาหากินทั้งคู่ จึงต้องฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายายหรือสมาชิกคนอื่นๆของครอบครัวในจังหวัดบ้านเกิด สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผลกระทบเรื่องภาวะไม่พร้อมเรียนรวมถึงการหลุดออกนอกระบบตั้งแต่วัยเยาว์ ในระยะยาวหากแก้ไม่ได้ เด็กกลุ่มนี้ก็จะเข้าสู่วัฏจักรความยากจนข้ามชั่วคน เพราะเข้าไม่ถึงการศึกษา หรือได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพต่างกัน

“ด้วยสภาพดังกล่าวศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกของครอบครัวกลุ่มนี้ในการดูแลเด็กๆเพราะไม่มีค่าใช้จ่ายหรือถ้ามีก็นับว่าน้อยมาก โดยปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กปฐมวัย อายุ 2-6 ปี อยู่ในความดูแลของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 829,645 คน และเด็กปฐมวัย อายุ 3-6 ปี เรียนในระดับอนุบาลจำนวน 1,813,711 คน ซึ่งจากข้อมูลสถานการณ์การพัฒนาเด็กปฐมวัย ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พบว่า เด็กปฐมวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงก่อนอายุ 6 ปีบริบูรณ์ มีพัฒนาการล่าช้าถึง 30% ของเด็กในกลุ่มอายุดังกล่าว” รศ.ดร.ดารณี กล่าว

รศ.ดร.ดารณี กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นภาวะวิกฤติของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศเพราะ การลงทุนพัฒนาในเด็กปฐมวัยถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าให้ผลตอบแทนกลับคืนในอนาคต 7-10 เท่า จากข้อมูลของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย พบหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย คือ คุณภาพของครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็ก และครูผู้ช่วย กสศ.จึงจัดทำโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาข้อเสนอในการปฏิรูประบบการผลิตและพัฒนาครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็ก และครูผู้ช่วย ซึ่งเปิดโอกาสให้คณะบุคคล สถาบันอุดมศึกษา สถาบันวิชาการ และหน่วยงานที่มีความสนใจ และมีความเชี่ยวชาญ ด้านการผลิตและพัฒนาครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็ก และครูผู้ช่วย มาร่วมวิจัยและพัฒนาข้อเสนอการปฏิรูประบบการผลิตและพัฒนาครู ฯ

โดยคำตอบที่มุ่งหวังจากงานวิจัย มี 4 ประเด็นหลัก คือ
1.จัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตรในการผลิตครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็ก และครูผู้ช่วย
2.จัดทำแนวทางการพัฒนาครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็ก และครูผู้ช่วย
3.จัดทำข้อเสนอในการปฏิรูประบบการผลิตและพัฒนาครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็ก และครูผู้ช่วย
4.จัดทำข้อเสนอต่อกสศ.เกี่ยวกับการพัฒนาสถาบันต้นแบบในการผลิตและพัฒนาครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็ก และครูผู้ช่วย

สำหรับ ผู้สนใจสามารถยื่นข้อเสนอโครงการได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 8 สิงหาคม 2562 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 095 532 8839 ในวันและเวลาราชการ 

“ข้อมูลที่เราอยากเห็น คือ ทำอย่างไรจะเกิดระบบการผลิตครูที่มีคุณภาพ ตั้งแต่กระบวนการคัดกรองรับนิสิต นักศึกษาเพื่อให้ได้คนที่มีคุณลักษณะพฤติกรรมเหมาะสมในการเป็นครูปฐมวัยเข้ามาเรียนครู การออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอน การอบรมพัฒนา กระบวนการบ่มเพาะคุณลักษณะของครูปฐมวัย ตลอด 4 ปี เพื่อให้ได้ครูปฐมวัยที่จะไปทำงานพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กที่มีความแตกต่างกันตามบริบทท้องถิ่นได้” กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ. กล่าว

รศ.ดร.ดารณี กล่าวว่า นอกจากทำงานกับเด็กแล้ว ยังต้องทำงานกับพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ชุมชน การจัดการศึกษาปฐมวัยสำคัญมาก โดยเฉพาะโลกยุคปัจจุบันเทคโนโลยียิ่งทันสมัย สภาพสังคมที่เปลี่ยนไป จะมีเด็กกลุ่มเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น อาทิ เด็กยากจน ด้อยโอกาส เด็กพิการ เด็กพัฒนาการช้า เด็กออทิสติก ดังนั้นหากเด็กๆได้รับโอกาสในการเข้าถึงการเตรียมความพร้อมทางการศึกษาที่ดีกับครูปฐมวัยที่มีคุณภาพจะช่วยให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องอยู่ในวงจรความเหลื่อมล้ำไปตลอดชีวิต

งานวิจัยเชิงพื้นที่ ตอบโจทย์แก้การศึกษาเหลื่อมล้ำตรงจุด

แม้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะเป็นปัญหาที่มีมาอย่างช้านาน และเป็นปัญหาที่หากจะแก้ไขให้หมดไปอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยกระบวนการทำงานความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แนวคิดหนึ่งในการแก้ปัญหานี้คือแก้ด้วยกระบวนการเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ ก่อนจะจัดสรรเงินอุดหนุนให้ตรงกับปัญหาซึ่งนักเรียนกำลังเผชิญอยู่จริง

จากข้อมูลรายจ่ายการศึกษาแห่งชาติ พบว่าในโรงเรียนหนึ่งจะมีนักเรียนที่มาจากครอบครัวยากจน เฉลี่ยรายได้ไม่ถึง 3,000 บาท ต่อเดือน หรือไม่ถึง 36,000 บาทต่อปี ครอบครัวเหล่านี้ต้องแบกรับรายจ่ายการศึกษา คิดเป็น 22% ของรายได้ ซึ่งสูงกว่าครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยที่รับภาระเพียง 6% ของรายได้ หรือเฉลี่ยแล้วคือต้องรับภาระมากกว่าถึงเกือบ 4 เท่า อันเป็นสาเหตุให้เด็กกลุ่มที่มาจากครอบครัวฐานะยากจนมีแนวโน้มออกจากโรงเรียนกลางคัน หรือหลุดจากระบบการศึกษา เป็นจำนวนเฉลี่ยปีละกว่า 670, 000 คน

ขณะที่ประเทศไทยมีงบประมาณช่วยเหลือนักเรียนยากจน ที่เรียกว่าเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจนในสถานศึกษา แบบเท่ากันทุกคน แต่ในความเป็นจริง นักเรียนแต่ละคนหรือในแต่ละพื้นที่การศึกษาต่างมีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน การช่วยเหลือในลักษณะดังกล่าวจึงอาจจะยังไม่ตรงจุด
.
รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ หัวหน้าโครงการพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรเพื่อพัฒนาสุขภาพและการศึกษาของนักเรียน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) อธิบายว่า ที่ผ่านมามีการเก็บข้อมูลการศึกษาทั่วประเทศในเชิงภาพรวมมาโดยตลอด ช่วยให้เกิดมิติที่แตกต่างในการแก้ปัญหาและเป็นประโยชน์ต่อการคาดการณ์ทิศทางการแก้ปัญหาทางการศึกษาในอนาคต
.
แต่โดยสรุปแล้ววิธีดังกล่าว ยังมีจุดอ่อนอยู่มาก เนื่องจากทำได้เพียงแสดงทิศทางของปัญหา ไม่สามารถเจาะลึกในลักษณะการกระจายรายได้ของประชากรในแต่ละพื้นที่ อันเป็นปัจจัยหลักของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
.
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยนเรศวร จึงทำการวิจัยจนได้ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามอุปสงค์ (Demand-side Financing) ตรงตามความต้องการของนักเรียนเป็นรายบุคคล ในบริบทพื้นที่แตกต่างกัน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและบรรเทาอุปสรรคการมาเรียน
.
โครงการดังกล่าว เริ่มต้นที่โรงเรียนในสังกัด สพฐ. กับโครงการ ‘เงินอุดหนุนช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไข’ โดยให้ สพฐ. เป็นหน่วยงานแรกในการปฏิรูปกระบวนการจัดสรรงบประมาณ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแก่นักเรียนที่ยากจนในระบบการศึกษา

รศ.ดร.ชัยยุทธ ระบุว่า การเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เห็นว่ามิติของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่าง ซึ่งหมายถึง ต้องการวิธีการแก้ปัญหาที่ไม่เหมือนกัน ขณะเดียวกัน ด้วยบริบททางสังคมของประชากร ที่ต่างกันด้วยสภาพแวดล้อม ทรัพยากร ความเจริญของเทคโนโลยี การกระจายงาน ทำให้พบอีกด้วยว่า สาเหตุที่ทำให้เด็กต้องออกจากโรงเรียนกลางคันหรือตกหล่นจากการศึกษาภาคบังคับมีความแตกต่างกันไปด้วย

“มิติของพื้นที่ ในที่นี้ หมายถึงลักษณะเฉพาะของแต่ละชุมชนหรือท้องถิ่น แม้กระทั่งองค์กรภาครัฐในแต่ละพื้นที่เอง ก็ยังมีบทบาทในการสนับสนุนการศึกษาที่ต่างกันไปตามแนวทางของภูมิภาคนั้น ๆ ซึ่งการนำวิธีการเจาะลึกข้อมูลในแต่ละพื้นที่อย่างละเอียดมาใช้ จะทำให้มองเห็นภาพดังกล่าวได้ชัดเจนขึ้น

ที่ผ่านมา การเก็บข้อมูลแบบเก่า ทำให้เกิดปัญหาอีกด้วยว่า บางครัวเรือนมีผู้ได้รับสิทธิ์ในบ้านเดียวกันสองคนขึ้นไป จึงได้รับสิทธิ์มากกว่าครอบครัวอื่น เช่น ผู้ด้อยโอกาสมากกว่าสองคนที่อยู่ในบ้านเดียวกัน หรือมีทั้งเด็กด้อยโอกาส ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยคนชรา หรือบ้างเป็นผู้พิการ ครอบครัวเหล่านี้ก็จะได้รับสิทธิ์ที่ซ้อนทับกัน แต่ด้วยการเก็บข้อมูลแบบเจาะลึกลงไปเป็นครัวเรือน ทำให้รัฐมีข้อมูลเชิงลึกช่วยในการวางแผนจัดสรรเงินสวัสดิการ เนื่องจากธรรมชาติของประชากรเองมีการย้ายถิ่นที่อยู่ตามความจำเป็นทางอาชีพ หรือด้วยความจำเป็นทางการศึกษา จึงไม่สามารถยึดถือรายชื่อตามบันทึกในทะเบียนบ้านได้

การเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ยังมีบทบาทโดยตรงต่อโครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไขในการส่งเสริมการทำงานของรัฐ โดยแต่เดิมที่ สพฐ. ได้วางแผนงานโดยมองโครงสร้างการศึกษาของเด็กทั้งประเทศโดยรวม ทำให้การจัดสรรเงินอุดหนุนในแต่ละพื้นที่การศึกษายังช่วยเหลือเด็กได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากจำนวนเด็กด้อยโอกาสในแต่ละพื้นที่มีไม่เท่ากัน การจัดสรรเงินสวัสดิการจึงใช้วิธีเกลี่ยให้แต่ละจังหวัดโดยแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์” อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. กล่าว
.
รศ.ดร.ชัยยุทธ อธิบายอีกว่า ด้วยวิธีการเดิม สพฐ.จะแบ่งโควตาให้จังหวัดหนึ่งไม่เกิน 40% นั่นหมายถึงทุกจังหวัดจะได้เงินอุดหนุนเท่ากันทั้งหมด ขณะที่แต่ละจังหวัดมีเด็กด้อยโอกาสจำนวนไม่เท่ากัน ทำให้จังหวัดที่มีเด็กยากจนเยอะก็จะเข้าถึงสิทธิ์ได้น้อยลง ปัญหาจึงไปตกที่โรงเรียน เช่นบางโรงเรียนมีเด็กยากจน 100 คน แต่เขาได้สิทธิ์ที่จัดสรรสำหรับเด็กแค่ 40 คน ก็ต้องเอาเงินสำหรับเด็ก 40 คนไปเกลี่ยให้เด็กอีก 60 คนด้วย เพราะยังไม่มีข้อมูลเจาะลึกในระดับจังหวัด จึงกลายเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจนในการมอบเงินสวัสดิการ เท่ากับว่าจังหวัดที่มีเด็กยากจนน้อยกว่าเขาก็ได้รับไปเต็มหมด สามารถจัดสรรให้เด็กได้มากกว่า
.
ดังนั้นการเก็บข้อมูลเชิงลึก ในระดับพื้นที่ จึงมีความสำคัญมากต่อการจัดสรรความช่วยเหลือให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ตรงจุดกว่า

ครูตชด. ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

ด้วยข้อจำกัดด้านสถานที่ตั้ง ซึ่งอยู่ในบริเวณตะเข็บชายแดนทั่วประเทศ ส่งผลให้โรงเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนที่มีอยู่ทั้งหมด 218 แห่ง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร บนภูเขา ดอยสูง พื้นที่ป่า ฯลฯ โรงเรียนตชด.บางแห่ง การเดินทางยากลำบากจนอาจกล่าวได้ว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่รถยนต์ธรรมดาจะสามารถเข้าไปถึงพื้นที่ได้ในช่วงฤดูฝน ขณะที่ฤดูร้อน ถนนเส้นเดิมจะกลายเป็นฝุ่นหนา

พล.ต.ต.พันธุ์พงษ์ สุขศิริมัช รอง ผบช.ตชด. เล่าว่า สภาพเส้นทางของโรงเรียนหลายแห่ง กลายเป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของครูตชด. ไปโดยปริยาย โรงเรียนตชด.ที่ตั้งอยู่ในจุดที่เดินทางได้อย่างยากลำบากที่สุดเท่าที่ได้รับรายงานมานั้น ตั้งอยู่ในพื้นที่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 13 ค่ายพระพุทธยอดฟ้า การเดินทางเข้าไปในพื้นที่ สามารถทำได้ 3 วิธี คือวิธีแรก ทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์บินข้ามพื้นที่ป่าเข้าไป วิธีที่สอง คือ ต้องเดินเท้าเพราะไม่มีทางรถยนต์ไปตามเส้นทาง ฝ่าพื้นที่ป่าและต้องพักค้างแรมกลางทาง กว่าจะถึงเขตชุมชน ต้องใช้เวลา 3 วัน

วิธีที่สาม คือ นั่งรถข้ามเขตแดนไปยังฝั่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า แล้วต้องวกกลับเข้ามายังฝั่งประเทศตามเส้นทางสัญจรที่ต้องขออนุญาตชนกลุ่มน้อยกระเหรี่ยงผ่านเส้นทางที่ตัดผ่านพื้นที่ยึดครองเพื่อกลับมาฝั่งประเทศไทย

“แต่ถึงเส้นทางจะลำบากขนาดนั้น ครูในโรงเรียนก็ไม่เคยย่อท้อ โดยเฉพาะครูที่เป็นตชด.หญิง ที่กระตือรือล้นในการทำงานในพื้นที่มาก แม้แต่ละครั้งที่เข้าเมืองต้องใช้เวลาเดินเท้าถึงสามวัน” พล.ต.ต.พันธุ์พงษ์ กล่าว

อุปสรรคไม่ใช่ปัญหา ‘นักเรียนเป็นลูก ๆ ของเรา’

อุดมการณ์อันแน่วแน่มิอาจมีสิ่งใดมาฉุดรั้งได้ เหมือนเช่น ครูจิตราพัชร ถาอุปชิต ครูโรงเรียนมัธยมตลาดใหญ่วิทยา จังหวัดขอนแก่น อุทิศเวลาหลังเลิกเรียน และวันหยุดเดินทางออกเยี่ยมบ้านเด็กๆนักเรียนอย่างขะมักเขม้น ครูท่านนี้เชื่อว่าการเดินทางครั้งนี้จะไปเติมไปสร้างโอกาสให้กับเด็กด้อยโอกาส อย่างน้อยช่วยเด็ก ๆ กลับสู่ห้องเรียนตามวัยอันสมควร

ครูจิตราพัชร เล่าให้ฟังว่า ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาครูตระเวนออกเยี่ยมบ้านเด็กนักเรียนอย่างเข้มข้นไม่ว่าช่วงหลังเลิกงาน วันหยุด เราเดินทางไปจนทำให้เข้าใจปัญหาเด็กแต่ละคนล้วนแตกต่างกันออกไป หลายปัญหาส่อกระทบถึงการศึกษา บางคนเสี่ยงหมดอนาคตลงอย่างไม่น่าเชื่อ

ตัวอย่างนักเรียนบางคนที่โรงเรียน ครูพบพฤติกรรมเวลามาเรียนไม่ยอมพูดจากับเพื่อนๆครูเลยสงสัยว่าเด็กคนนี้มีปัญหาหนักใจทางบ้าน หรือเกิดปัญหาอะไร แต่พอหลังจากครูได้ลงไปเยี่ยมบ้านพบผู้ปกครองของเด็ก จนกระทั่งทราบว่า เด็กคนนี้ไปทำงานหารายได้พิเศษช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้าน เนื่องจากครอบครัวหนักใจไม่มีเงินส่งลูกไปโรงเรียน จนกระทบทำให้เด็กเก็บตัวเงียบไม่ยอมพูดจา

“ข้อมูลก่อนหน้านี้ชี้ให้เห็นว่าการเดินทางลงไปเยี่ยมบ้านพูดคุยกับผู้ปกครองทำให้เรารู้ปัญหาจริงๆ บางครั้งเราไม่ได้เดินทางไปพบด้วยตัวเองก็ไม่เคยรู้ปัญหาอะไรเลย ดังนั้นการลงไปพื้นที่จริงๆทำให้เราเห็นสภาพปัญหาสารพัดและเป็นปัญหาจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งมีเหตุผลแตกต่างกันออกไป” ครู รร.มัธยมตลาดใหญ่วิทยา ระบุ

ครูจิตราพัชร ย้ำว่า ถ้าครูไม่เข้าไปช่วยไปเห็นสภาพปัญหานั้นอาจทำให้เด็กคนนึงหมดอนาคตสูญเสียโอกาสทางการเรียนและอื่นๆไปอีกมากมาย นักเรียนหลายคนได้รับโอกาสจากครูหลายอย่างเพียงแค่ครูทุกคนลงพื้นที่ไปหาพวกเขา เด็กบางคนพ่อแม่ไม่มีเงินทองแต่อย่างน้อยเราก็สามารถเข้าไปดึงเด็กกลุ่มนั้นกลับเข้าระบบการศึกษาได้ แม้ไม่มีเงินแต่ครูพยายามหารายได้เสริมให้เด็กๆ บางครั้งเด็กยอมจมกับปัญหาเพียงคนเดียว ไม่มีใครให้คำปรึกษา ฉะนั้นการเข้าไปช่วยเหลือมันทำให้เรารู้สึกภูมิใจที่ได้ช่วยเด็กกลับสู่ทางที่ถูกต้องเหมาะสม

สำหรับความรู้สึกนั้น มันยากอธิบายได้บางครั้งต้องลองลงพื้นที่เองถึงจะเข้าใจ ยอมรับดีใจได้เป็นส่วนหนึ่งช่วยเหลือติดตามเด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่ห้องเรียนเช่นเดิม ถามว่ามันลำบากไหมในการเดินทางไปเยี่ยมบ้านเด็ก หรือเพิ่มภาระงานให้ครูไหม มันไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลย ถึงแม้การเดินทางอาจมีความลำบากบ้างสบายบ้าง แต่เมื่อแลกกับสิ่งที่ครูได้มาคือเด็กนักเรียนถือว่าคุ้มค่าที่สุด หลังได้ช่วยเหลือลูก ๆ ของครูกลับสู่ห้องเรียน


“มันไม่ใช่ภาระมันทำให้เราได้มีโอกาสพบปะผู้ปกครอง รับทราบปัญหามากกว่า เพราะครูถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเด็กเช่นกัน ปกติเด็กนักเรียนส่วนใหญ่จะอยู่ที่โรงเรียนมากกว่าอยู่บ้าน จะอยู่บ้านแค่ช่วงเย็นหลังเลิกเรียนและวันหยุด เวลาที่เหลืออยู่โรงเรียนมากกว่า จึงมองว่าเป็นเรื่องดีมากกว่าทำให้ครูทราบปัญหาเด็กทุกคนเพื่อช่วยเหลือตรงจุด” ครูจิตราพัชร กล่าว

ครูจิตราพัชร เสริมก่อนจบว่า รูปแบบการคัดกรองนักเรียนของ กสศ. ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ เพราะทุนการศึกษาที่ กสศ.มอบให้กับเด็กขาดแคลนทุนทรัพย์จะเข้าไปพยุงฝันและโอกาสไว้ ถึงเงินไม่เยอะแต่มีค่ามากสำหรับเด็ก สร้างโอกาสให้เด็กอีกหลายคน ที่สำคัญทำให้ครูรู้ว่านักเรียนที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ไม่มีทุนเรียน เราต้องรีบหยิบยื่นโอกาสช่วยเหลือทันที

“นักเรียนเป็นลูก ๆ ของเรา บางครั้งระยะทางยากลำบาก แต่มันสร้างโอกาสเพิ่มความฝันด้านการเรียนให้เด็ก ๆ ครูถือว่าเป็นเรื่องคุ้มค่าสำหรับครูหนึ่งคนที่ทำหน้าที่สอนหนังสือนักเรียนทุกคน” ครูจิตราพัชร เล่าอย่างภูมิใจ

#ครูฮีโร่ #จดหมายลาครู #กสศเปิดประตูสู่โอกาส #คืนน้องสู่ห้องเรียน

ครูเดินทางด้วย ‘หัวใจ’ จึงไม่ใช่ ‘ภาระ’สำหรับครู

ขึ้นชื่อว่า ‘เรือจ้าง’ คำว่า ‘เหนื่อย’ เห็นจะเป็นเรื่องสุดท้ายที่ครูทุกคนจะบ่นถึง อาชีพนี้มีเพียงเป้าหมายเดียวที่เด็ดเดี่ยวคือส่ง ‘ลูกศิษย์’ ให้ถึงฝั่งอย่างน้อยจบการศึกษาภาคบังคับ 15 ปี นั่นจึงไม่ใช่ ‘ภาระ’ สำหรับครูผู้ทุ่มเททุกอย่างเพื่อเด็กนักเรียนสักคน

สมมาตรวรัชญ์ วงศ์อนุสกุล ครูโรงเรียนโชติคุณะเกษมบ้านเมืองงาม จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็น ‘พ่อพิมพ์’ คนนึงที่ตระเวนออกไปเยี่ยมบ้านเด็กนักเรียนหรือครูอีกหลาย ๆ คน ถึงลำบากแต่ไม่เคยหวั่นไหวยอมถอย ยังมุ่งหน้าเดินทางไปบ้านเด็กนักเรียนต่อไป

ครูสมมาตรวรัชญ์ เล่าให้ฟังว่า การลงพื้นที่ไปเยี่ยมบ้านนักเรียนเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยค้นหาเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา เพราะเมื่อมีระบบการคัดกรองนักเรียนของ กสศ. มันทำให้ครูรับรู้สถานะสภาพความจริงว่าเด็กแต่ละคนยากจน ขาดโอกาสแค่ไหน ทั้งเรื่องคุณภาพชีวิต ที่อยู่อาศัย แถมยังได้รู้จักครอบครัว เกิดความสนิทสนมกลมเกลียวระหว่างครูกับผู้ปกครอง ซึ่งจะเป็นช่องทางบรรเทาปัญหาเร่งด่วนได้ทันเมื่อเกิดปัญหา

สำทับประโยชน์การเยี่ยมบ้านเด็กอีกว่า นั่นไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูลเพื่อกรอกลงระบบ แล้วได้รับทุนการศึกษา แต่ยังช่วยเพิ่มเรื่องความเสมอภาคให้กับเด็กกลุ่มนี้อีกหลายอย่าง เหมือนเช่นเด็กนักเรียนคนนึงที่โรงเรียนจะไม่มาเรียนหนังสือแล้ว เนื่องจากมีภาระต้องเลี้ยงดูน้อง ช่วยปู่หักข้าวโพดหารายได้ แม้ทางโรงเรียนจะมีรถรับ-ส่ง

เรื่องราวดูคลี่คลายลงหลังจากที่ครูได้เข้าไปเยี่ยมบ้านทำให้ทุกวันนี้เด็กคนนั้นได้เรียนหนังสือต่อเหมือนเพื่อนคนอื่น ผ่านทุนอุดหนุนจาก กสศ. เพราะอย่างน้อยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกต่อไป ผลสัมฤทธิ์อีกประการคือข้อมูล ครูจะมีฐานข้อมูลสำคัญของนักเรียนที่สามารถใช้ประโยชน์และนำไปบูรณาการงานได้อีกหลายด้าน

ครูสมมาตรวรัชญ์ บอกด้วยว่า การเข้าไปเยี่ยมบ้านไม่ใช่ภาระสำหรับครู แต่เชื่อหรือไม่ว่าพ่อแม่ของเด็กนักเรียนแต่ละคนดีใจมาก เขาไม่ได้มีอะไรให้เราพิเศษแต่บางคนหิ้วลิ้นจี่ เงาะ ฟัก มาคอยต้อนรับ เพราะพวกเขาดีใจเห็นโรงเรียนมาช่วยพวกเขามาสอบถามมาแวะหา มันจึงไม่เป็นภาระเงื่อนไขใดเลย ถึงแม้ครูจะเดินทางลำบากแค่ไหนก็ต้องเข้าไป บางครั้งยังไปนอนพักอยู่บ้านเด็กเพราะระยะทางเดอนทางลำบาก ครูทุกคนยินดีที่จะไปหาและไปช่วยเด็ก

“คณะครูที่โรงเรียนภูมิใจ และผมก็ภูมิใจมาก เราได้ไปเยี่ยมบ้านเด็ก ทุกวันนี้วางแผนกับเพื่อนครูตลอดว่าจะไปเยี่ยมบ้านเด็กคนไหน จุดไหน ครูทุกคนไม่มีใครอิดออดเลย มันดีมากนักสำหรับครูที่ไปบ้านเด็ก เห็นปัญหาจริง ๆ แม้งบประมาณลงไปเยี่ยมบ้านเด็กมันจะน้อยนิด แต่ครูทกุคนยินดีบางครั้งไม่คุ้มค่าน้ำมัน แต่ครูทุกคนเดินทางไปด้วยหัวใจจริง ๆ” ครูโรงเรียนโชติคุณะเกษมบ้านเมืองงาม เล่าความรู้สึก

ครูสมมาตรวรัชญ์ ยืนยันถึงเงินอุดหนุนจาก กสศ.ที่ให้กับเด็กนักเรียนว่า ถามว่ามันน้อยไหมมันอาจน้อยในสายตาคนมีฐานะมีเงินทองใช้อยู่แล้ว แต่สำหรับเด็กยากจนคนนึงถือว่า มีคุณค่าสำหรับพวกเขาอย่างมหาศาล อย่างเงิน 800 บาทสามารถใช้ประคองชีวิตได้หลายอย่าง สิ่งเหล่านี้เองเข้าไปเพิ่มโอกาสอย่างแท้จริง

กาญจนบุรีก้าวสู่จังหวัด สร้างความเสมอภาคทางการศึกษา นำร่อง 4 อำเภอ สำรวจข้อมูลยืนยันตัวตนเด็กนอกระบบ

กาญจนบุรี ก้าวสู่จังหวัดสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา นำร่อง 4 อำเภอ สำรวจข้อมูลที่แท้จริง ยืนยันตัวตนเด็กนอกระบบ พร้อมระดมความร่วมมือช่วยเหลือยั่งยืนตามสภาพปัญหารายคน

กาญจนบุรีเปิดตัวโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มีเครือข่ายหลายส่วนเข้าร่วมกว่า 120 คน นำโดย นายอนันต์ กัลปะ ศึกษาธิการจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเปิดเผยว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี สนับสนุนโครงการนี้และมอบหมายให้นายสมเจตน์ จงศุภวิศาลกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัด บูรณาการแผนการจัดการศึกษาของจังหวัดที่สอดคล้องกับแนวทางการทำงานของโครงการ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาของเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา

“โครงการนี้ต้องการสร้างกลไกความร่วมมือระดับจังหวัดเพื่อจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การสำรวจและค้นหากลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเด็กปฐมวัย และเด็ก เยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยจังหวัดให้ความสำคัญกับการเข้าไปสำรวจซ้ำในพื้นที่ให้ชัดเจนว่าตัวเลขเด็กนอกระบบการศึกษาของจังหวัดมีจำนวนเท่าใด เพื่อยืนยันข้อมูลตัวเลขที่แท้จริงของเด็กและเยาวชน จากนั้นจะได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย โดยมี 4 อำเภอนำร่อง คือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอทองผาภูมิ และอำเภอหนองปรือ เป็นพื้นที่เป้าหมายในปีแรก คณะทำงานโครงการยังเปิดกว้างหากมีพื้นที่ตำบลใดที่ประสงค์จะเข้ามาร่วมขับเคลื่อนร่วมกัน เพื่อเป็นต้นทุนของการขยายผลให้เต็มจังหวัดในอีก 3 ปีต่อจากนี้”

Design Thinking การออกแบบโดยใช้คนเป็นศูนย์กลาง

ครูอยากสร้างนวัตกรรม ทำยังไงได้บ้าง ?

ลองใช้ Design Thinking การออกแบบโดยใช้คนเป็นศูนย์กลางดูค่ะ

Step ง่าย ๆ ทำตามกันเลย

1. DISCOVER 🔍
(1.1) ไปเข้าใจปัญหา เข้าใจคนที่ใช้งาน เช่น เด็ก ๆ ที่เราอยากออกแบบการสอนให้เขาเข้าใจมากขึ้น (Emphatize)
(1.2) ตั้งเป้าหมาย (Define) ว่าเราอยากทำอะไร เช่น สื่อการสอนเรื่องศัพท์ภาษาจีน หมวดร่างกาย สำหรับเด็ก ม.4

2. IDEATE 💡
ขั้นนี้แบ่งเป็น 2 ขั้นเหมือนกัน ห้ามทำข้ามนะคะ ไม่งั้นมันจะไม่มีประสิทธิภาพ
(2.1) โยนไอเดีย : เขาว่ากันว่า เราจะหาไอเดียดี ๆ ได้เมื่อเรามีไอเดียเยอะ ดังนั้นโยนไอเดียออกมาเลย ไม่ว่ามันจะดูเป็นไปได้หรือไม่ ดีเลิศแค่ไหนไม่สน เน้นปริมาณไว้ก่อน สัก 100 ไอเดีย – อาจจะเล่น เห้ยเจ๋งว่ะ ! เพื่อช่วยให้ไอเดียไหลออกมา
(2.2) เลือกไอเดีย : คัดอันเด็ด ๆ ออกมา

3. PROTOTYPE 🔨
ทำแบบจำลองของสิ่งนั้นออกมาเลย เน้นใช้งานได้ เน้นเร็ว ไม่เน้นสวย

4. TEST 💬
(4.1) เอาสิ่งนั้นไปลองใช้กับผู้ใช้จริง
(4.2) ให้คนที่ลองใช้ให้ Feedback หน่อยว่าดีหรือยัง ควรปรับอะไรไหม (I like…, I wish…) เช่น “หนูเล่นแล้วหนูว่ามันยังไม่เรียนรู้เรื่องศัพท์เลย หนูอยากให้เพิ่มเนื้อหาอีกนิดค่ะ”

พอเราทำครบ 4 Steps เราก็ทำจะเข้าใจผู้ใช้งานมากขึ้น เป็นการวนไปสู่ Step ที่ 1 ซ้ำนั่นเอง

ทำวนไปค่ะคุณครู เพื่อให้ได้สิ่งที่เจ๋งจริง ๆ ใช้งานได้จริง แก้ไขปัญหาได้จริง 😃

แล้วมาติดตามกันค่ะว่า InsKru Hackathon จะมีนวัตกรรมอะไรเกิดขึ้นบ้าง

 

โรงเรียน‘ขยายโอกาส’คือพื้นที่แห่งความหวังสานฝันให้กับนักเรียนที่มีข้อจำกัดในการศึกษาต่อ

‘โอกาส’ คือ ‘สิ่งล้ำค่า’
เราจะ ‘ขยายโอกาส’ ให้กับนักเรียนของเรา
ในทางใดได้บ้าง….

โรงเรียน ‘ขยายโอกาส’ คือ พื้นที่แห่งความหวัง สานฝันให้กับนักเรียนที่มีข้อจำกัดในการศึกษาต่อ

ภาพบรรยากาศโรงเรียนขยายโอกาส ที่พี่มัธยมตอนต้น ต้องใช้ชีวิตร่วมกับน้องประถม นักเรียนหวังเพียงว่า… มาโรงเรียนเพื่อได้วุฒิ ม.3 เพื่อไปใช้ในการทำงานต่อเท่านั้น

นักเรียนขาดแรงจูงใจในการเรียน ขาด Growth Mindset

งานของครูประจำชั้นอีกหนึ่งอย่าง คือเราจะต้องไป ‘เยี่ยมบ้านนักเรียน’ ทุกคน
ทำให้เราพบว่า…
นักเรียนของเราส่วนใหญ่มีปัญหาทางครอบครัว ประกอบกับเป็นครอบครัวในชนบท สิ่งที่พอทำให้มีรายได้ก็เป็นการทำไร่ ทำนา รับจ้างทั่วไป ทำให้ด้านการเงินไม่มีความพร้อมเท่าไหร่

นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ทางครอบครัวตัดสินใจให้เขาเรียนในโรงเรียนใกล้บ้าน และเป็นโรงเรียน “ขยายโอกาส” ที่ทำให้เขาจบการศึกษาภาคบังคับได้

เราเคยถามนักเรียนถึงความฝันและอาชีพในฝัน แน่นอน!! มันคือความฝัน…

“หนูอยากเป็นพยาบาล แต่..ไม่รู้หนูจะได้เรียนไหม?”
“ผมคงต้องไปเรียนช่างไฟละครับครู…พ่อ(ลุง)ของผมเขาเป็นช่างไฟครับ”
“หนูยังไม่รู้เลยค่ะ”
“เอ่อ…ขอหนูจบ ม.3 ก่อนนะคะครู”

เขามีความฝันเป็นเขาเอง แต่หลายคนตัดพ้อและไม่ทำให้ฝันเติบโตด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง
ในฐานะครูเกิดคำถามในใจว่า “แล้วเราสามารถทำอะไรได้บ้าง ? ”

หากเขาไม่อยากแข่งขัน เราจึงต้องสร้างการเติบโตจากภายใน ทำให้เขาเกิด Growth Mindset
การเรียนการสอนจึงต้องเน้นไปที่ “ทักษะชีวิต” ถ้าเราเรียนตามหนังสือ ตามตัวชี้วัด เด็กจะเบื่อ และคิดว่าไกลตัว เราจึงได้บูรณาการเข้ากับวิชาอื่น ๆ ย่อยเนื้อหา ยำเนื้อหา หลอมรวมออกมาเป็นกิจกรรม…

ให้เขาได้เรียนรู้จากสิ่งที่ใกล้ตัว เรียนรู้จากสิ่งที่เขามี

ในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ก็พยายามปรับเปลี่ยนวิธีการสอนให้เกิดประสบการณ์ตรงมากขึ้น เช่น

การเรียนเรื่อง ‘ดินที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก’ และ ‘การศึกษาพันธุ์ข้าว’

เราก็ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม ทำโปรเจกค์เล็ก ๆ เพื่อเข้าไปต้นข้าวในนา และสัมภาษณ์ผู้ปกครอง เรื่อง พันธุ์ข้าวที่ปลูกข้าวในปีนี้ด้วย เชื่อมโยงไปถึงการศึกษาระบบนิเวศในท้องถิ่นของนักเรียนในเรื่องระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม

การเรียนการสอนที่เน้นไปที่ “ทักษะชีวิต” ให้ความรู้เรื่องทักษะ ประสบการณ์ตรงให้กับนักเรียนมากขึ้นให้เด็ก ๆ ทำ ไม่มีทฤษฎีหรือการวางแผนอะไรที่เป็นทางการ
เรียนรู้จากปัญหาตรงหน้ากล้าที่จะพลาด (Fail Fast) เพื่อให้นักเรียนได้เกิดการเรียนรู้ของเขาเอง

การเรียนรู้ที่สดใหม่จากตัวเขาเอง นั่นแหละคุณค่าที่เกิดจากการเรียนรู้แท้จริง

ในการลงมือทำทุกครั้ง เราพบว่า…
เรามีความสุขที่ได้เห็นเด็ก ๆ ตั้งใจทำ เห็นรอยยิ้มของพวกเขาที่ได้เห็นผลงานชิ้นโบว์แดงนั้น
เราเชื่อว่า…เขาคงมีความสุขไม่แพ้กัน

“เรียนคือเล่น เล่น ให้เกิดการเรียนรู้”

มากกว่า ‘โรงเรียนขยายโอกาส’ คือ ‘ครูผู้ขยายโอกาส’ โอกาสจะไม่เกิดขึ้นเลย หากเรารอให้มันไหลมาเจอนักเรียนเรา

มาร่วมสร้างโอกาสให้เกิดขึ้นกับนักเรียนของเรา ภายใต้บริบทที่แตกต่าง ให้เขาได้มีเส้นทางในแบบของเขาเอง เส้นทางที่เขาเลือกชนิดดอกไม้ที่เขาอยากโรยก่อนก้าวเดินเอง เราอาจเป็นเพียงผู้ช่วยหาแหล่งพันธุ์ดอกไม้ให้เขาใช้โรยบนทางเดิน…

ครูฝน
สายฝน จันบุตราช
โรงเรียนบ้านหนองแวงบ่อแก้ว
Fonsai Saifon

เปิดปฎิบัติการเยี่ยมบ้าน ลดจดหมายลาครู

ทุกครั้งที่ออกตระเวนเยี่ยมบ้านเด็กนักเรียนของครูทั่วประเทศกว่า 4 แสนคน ในสังกัด สพฐ. อปท. ตชด. เกิดเรื่องราวระหว่างทางมากมายหลายอย่าง แต่เป็นเรื่องราวดี ๆ สร้างความรู้สึกอิ่มเอมใจกับครูเหล่านี้เสียสละเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ หอบหิ้วโอกาสเข้าไปยังพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ในฐานะเรือจ้างยังคงแจวเรือต่อไปทุกเส้นทาง ปลายทางมีเด็กจำนวนมหาศาลรอคอยความหวัง ที่ครูทุกคนจะเข้ามาเติมแสงสว่าง โดยเฉพาะโอกาสทางการศึกษา

เหมือนเช่น ด.ญ.เจนนี่ ยอดพรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังแคน จังหวัดขอนแก่น ผู้รอคอยความหวังโอกาสการศึกษา ด้วยพื้นฐานครอบครัวยากจนกลายเป็นอุปสรรคทางการเรียน นั่นหมายถึงอนาคตของเด็ก 1 คน ที่กำลังเติบโตและอยู่ในช่วงวัยเรียนอาจริบหรี่ลงอย่างไร้ค่า ทั้งที่ความจริงสิ่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย

สภาพเพิงพักเก่าๆหลังคามุงด้วยหญ้าแฝก บางจุดมีช่องโหว่เบ้อเร่อ ผนังบ้านทำจากป้ายไวนิลโฆษณาถูกดัดแปลงเป็นวัสดุประกอบพอบังแดดบังลมไร้ความแข็งแรง ถึงสภาพบ้านย่ำแย่แค่ไหนโทรมแค่ไหน อย่างน้อยเกือบ 10 ชีวิต ถูกอัดอยู่ในเพิงหลังนี้

พรนภา กมลปรีดี ครูโรงเรียนบ้านวังแคน จังหวัดขอนแก่น บอกว่า ด.ญ.เจนนี่ ยอดพรม ตอนนี้อายุ 9 ปีเป็นนักเรียนทุนเสมอภาค ของ กสศ. ครอบครัวของน้องพ่อแม่แยกทางกันนานแล้ว ต่างคนต่างไปมีครอบครัวใหม่ทิ้งเจนนี่ไว้กับตายายตั้งแต่น้องเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 2

“สิ่งที่กังวลตอนนี้น้องเจนนี่กำลังโต และเป็นผู้หญิงน่าตาดี จึงห่วงเรื่องความปลอดภัยโดยเฉพาะกลางคืน เพราะบ้านไม่ได้แข็งแรงมิดชิด แถมหลังคาบ้านยังรั่วเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ ฝนตกแต่ละครั้งต้องทนมองอยู่เช่นนั้น ไม่มีเงินทองไปซ่อมแซมเปลี่ยนใหม่ ทุกคนจึงยอมรับสภาพชีวิตที่เกิดขึ้น” ครูพรนภา กล่าว

ตอนนี้เจนนี่อยากได้หลังคาบ้านใหม่ ฝนตกมาทีไรสร้างความลำบากให้กับครอบครัวตลอดเวลา บางครั้งข้าวของเปียกปอนจากเม็ดฝนที่รุมกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ครอบครัวเจนนี่ต้องจำนนต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ได้แต่หวังรอเวลาฝนหยุดเท่านั้น

“รายได้ของยายและตามาจากการเก็บผัก เก็บหอยในแม่น้ำชีไปขายตามตลาด รายได้ไม่แน่นอน เฉลี่ย 200-300 บาท แต่ไม่ได้ทำทุกวันเนื่องจากร่างกายอาจไม่เอื้อต่อการทำงาน โดยเฉพาะยายในวัย 56 ปี ที่ป่วยเป็นอัมพาตครึ่งตัวตั้งแต่ช่วงล่างลงไปนานกว่า 7 ปีแล้ว ตาจำต้องรับเป็นเสาหลักสำคัญหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ประคองความฝันของเด็กคนนี้ที่อยากเป็นครูสอนหนังสือในอนาคต” ครูพรนภา ฉายภาพ

ถึงฐานะครอบครัวลำบาก แต่เจนนี่ยังมานะกตัญญูตื่นมาหุงข้าว ดูแลยายทุกวัน ช่วยเหลืองานบ้านแบ่งเบาภาระทุกอย่างพอที่เด็กตัวเล็กๆจะทำได้ ช่วงวันหยุดเจนนี่จะตามไปช่วยยายขายของที่ตลาด เจนนี่ได้เงินไปโรงเรียนเพียงวันละ 5 บาท ถ้าวันไหนไม่มีเงินเท่ากับเจนนี่ไม่มีเงินไปโรงเรียน

ครูพรนภา ยังเล่าเสริมว่า เจนนี่เป็นเด็กนักเรียนที่มีความเป็นจิตอาสา มีผลการเรียนอยู่ในระดับที่ดี ลายมือสวย เป็นคนช่างพูด ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เจนนี่หวังอยากเรียนในระดับที่สูงขึ้น แต่ด้วยครอบครัวมีฐานะยากจน ยายของเจนนี่จึงคิดว่าคงให้เรียนจบแค่ในระดับชั้นประถมศึกษา 6 แค่นี้ก็ดีใจมากแล้ว

Back To Top