ส้มตำสู้ชีวิต ! ทุกลมหายใจขอ’ตำ’ ส่งลูกเรียนหนังสือ

รุ่งฟ้า ประสงค์สุข คุณแม่ลูกสอง วัย 43 ปี ถือเป็นอีกตัวอย่างของคุณแม่สู้ชีวิต ที่ต้องทำงานสู้ชีวิตขี่รถพ่วงขายส้มตำไก่ย่างไปตามที่ต่าง ๆ กับสามี เพื่อนำเงินมาจุนเจือครอบครัวและดูแล “น้องปิ่น” บุตรสาววัย 3 ขวบที่อยู่ในวัยกำลังซน

ทุกวัน พ่อของน้องปิ่นจะทำหน้าที่เป็นคนไปจ่ายตลาด จะออกจากบ้านตั้งแต่ตี 1 เพื่อไปจับจ่ายซื้อสิ่งของวัตถุดิบต่าง ๆ และกลับมาเตรียมตัวก่อนจะเริ่มออกตระเวนขายประมาณ 10 โมงเช้าจนถึงเวลาบ่ายสองโมงครึ่ง 

ทุกวันก่อนออกไปขายของ คุณแม่จะพาน้องปิ่นไปส่งยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนครนนท์ 12 ประชานิเวศน์ 3 จังหวัดนนทบุรี ใกล้บ้าน เพื่อให้ช่วยดูแลในระหว่างที่ออกไปขาย จะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 2,300 บาทต่อปี ซึ่งจะเห็นว่าคุณครูดูแลน้องปิ่นเป็นอย่างดี มีพัฒนาที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ

ช่วงวันเสาร์ อาทิตย์ หรือบางวันที่ไม่มีคนเลี้ยง ต้องพาน้องปิ่นไปตระเวนขายส้มตำด้วย แต่น้องปิ่นเลี้ยงง่าย บางทีช่วงที่ต้องไปตำส้มตำ ย่างไก่ ลูกค้าก็น่ารัก มาช่วย เลี้ยงน้องปิ่นบนรถพ่วงไปด้วย

รุ่งฟ้า เล่าให้ฟังว่า ทุกวันนี้เธอ สามี และ ลูกสาว เช่าบ้านอยู่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ค่าใช้จ่ายเดือนละ 2,200 บาท ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ ยึดอาชีพขายส้มตำไก่ย่างมานับ 10 ปี แต่มาช่วงปีนี้เศรษฐกิจไม่ดี ของแพงขึ้น ทำให้ขายได้น้อย รายได้ลดลง บางวันก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง

“บางครั้งก็ต้องไปหาอาชีพเสริมช่วย เช่น รับจ้างขนของ คนที่จะย้ายหอ ก็ไปช่วยเขาขนตู้ ขนเตียง หรือบางทีก็หาของมาขายเสริมเพิ่มจากส้มตำ ไก่ย่างที่ขายอยู่ให้พอมีรายได้เสริมเข้ามา เพราะหากหยุดขายก็จะไม่มีเงินเข้ามา เราเป็นอาชีพค้าขาย หยุดขายรายได้ก็สะดุดไปด้วย ดังนั้นต่อให้ป่วยก็ยังต้องออกไปขายของ แต่ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็ยอมหยุด” รุ่งฟ้ากล่าว

รุ่งฟ้ากล่าวว่า หากไม่ไหวจริงก็จะไปหยิบยืมเงืนหรือขอความช่วยเหลือจากพี่ๆ น้องๆ พยายามหลีกเลี่ยงไม่ไปกู้เงินนอกระบบ ซึ่งยังโชคดีที่มีพี่สาวคอยช่วยเหลือ อย่างค่านม ค่าแพมเพิร์ส น้องปิ่นที่ได้พี่สาวช่วยมาตั้งแต่เกิด

“ถามว่าทุกวันนี้เหนื่อยไหม ก็ต้องยอมรับว่าเหนื่อย แต่พอเห็นหน้าลูกก็หายเหนื่อย โชคดีที่น้องปิ่นเป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย อยู่กับใครก็อยู่ได้ โชคดีตอนคลอดออกมาใหม่ ๆ ก็ได้คุณตา คุณยาย ที่เป็นข้าราชการเกษียณที่อยู่ข้างบ้านไม่มีลูกมาช่วยเลี้ยงจนถึงสองขวบครึ่ง ทำให้ไม่ต้องไปจ้างเขาเลี้ยงเวลาออกไปขายของ คุณตาคุณยายก็เลี้ยงเหมือนลูกเหมือนหลานเขาเอง เหมือนเป็นสิ่งที่เติมเต็มชีวิตเขา” รุ่งฟ้ากล่าว

ย้อนไปก่อนหน้านี้ด้วยความที่รุ่งฟ้า ทำงานอย่างหนักต้องตระเวนขายส้มตำตอนตั้งครรภ์ ทำให้น้ำคร่ำรั่ว น้องปิ่นคลอดก่อนกำหนดในช่วงอายุครรภ์ได้ 7 เดือน และ ต้องอยู่ในตู้อบอีกประมาณ 1 เดือน โชคดีที่สุดท้ายก็ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูก

คุณแม่ตั้งใจว่าจะเลี้ยงน้องปิ่นให้ดีที่สุด จนกว่าชีวิตจะหมดลมหายใจ แต่ก็เป็นห่วงอนาคตเขาไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ยิ่งเป็นเด็กผู้หญิง ต้องพยายามเอาใจใส่ให้เต็มที่ไม่อยากให้เป็นเด็กมีปัญหา พยายามดูแล สอนเรื่องธรรมะ ปลูกฝังพาไปวัดรู้จักความเมตตา ตอนนี้เริ่มสวดมนต์ได้แล้ว

“เราก็สอนเขาไม่อยากให้เขาเอาเปรียบคนอื่น ไม่ให้ไปรังแกคนอื่น อันไหนทำไม่ดีเราก็เตือนเขา ต้องปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก ๆ” รุ่งฟ้ากล่าว

คุณยายที่เปรียบดั่งแม่ ฝันส่งหลานเรียนให้สูงที่สุด

“รักเขามาก รักยิ่งกว่าลูกอีก จริงๆ นะ เราเลี้ยงเขามาตั้งแต่เกิด รักหลานยิ่งกว่ารักลูกอีก ลำบากแค่ไหน ก็ต้องอดทนสู้เพื่อหลาน ไม่มีเงินก็ต้องหาบางครั้งไม่มีจริง ๆ ก็ต้องไปกู้เขาดอกร้อยละ 20 ก็ต้องยอมเพราะไม่มีทางเลือก”

บุญชื่น แก้ววิสัย คุณยายวัยใส อายุ 46 ปี พักอยู่บ้านเช่าเล็ก ๆ กับหลานสองคนซึ่งตอนนี้เธอต้องรับหน้าที่เป็นคุณแม่ดูแลหลานแทนลูกสาวซึ่งไปทำงานอยู่พัทยาตั้งแต่เกิด ซึ่งคอยส่งเงินมาช่วยเหลือ แม้บางเดือนจะขาดหายไปบ้าง

ยายบุญชื่น เล่าให้ฟังว่า เดิมทีลูกสาวโดนรถชน มืออุ้มลูกไม่ได้ ทำให้ต้องไปช่วยเลี้ยง น้อง “ดาริน” หลานที่เพิ่งคลอดที่พัทยา ซึ่งปัจจุบันอายุ 8 เดือน จนต่อมาตัดสินใจเอาหลานกลับมาเลี้ยงที่ จ.นนทบุรี พร้อมกับ “อิ๊กคิวซัง” หลานชายคนโตวัย 4 ขวบ

กิจวัตรประจำวันทุกเช้า 7 โมงครึ่ง คุณยายบุญชื่น จะขี่รถมอเตอร์ไซค์ ไปส่ง “อิ๊กคิวซัง” ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนครนนท์ 12 ประชานิเวศน์ 3 จ.นนทบุรี จากนั้นก็จะพา “ดาริน” หลานสาวคนเล็กไปทำงานตามสถานที่ต่าง ๆ ด้วยกันก่อนที่ตอนบ่ายสองครึ่งจะมารับหลานก่อนจะกลับไปทำงานด้วยต่อจนค่ำค่อยกลับบ้านพร้อมกันยายหลานสามชีวิต

งานส่วนใหญ่จะเป็นงานก่อสร้างแล้วแต่ใครจะเรียกใช้ ตัวของยายบุญ รับหมดไม่มีเกี่ยงงอน ตั้งแต่แบกทราย แบกหิน ปูกระเบื้อง ฉาบปูน ไปจนถึงอาชีพแม่บ้านที่ทำเสริมเวลามีคนว่าจ้าง รายได้ก็ไม่แน่นอนตกประมาณ 200-300 บาทต่อวัน บางวันไม่ได้เลยก็มี วันไหนไม่มีงานก็ลำบากหน่อย บางทีก็มีคนคอยช่วย อย่างข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขที่เคยรู้จักกันเขาก็จ้างไปช่วยทำความสะอาด ได้ 200-300 บาท

“เวลาทำงานไปตามไซต์ก่อสร้างก็ต้องถามเขาว่าจะเอาหลานไปเลี้ยงด้วย ถ้าเขายอมก็พอไป พอไปถึงถ้างอแงก็ไม่ได้ทำงานต้องคอยมาเลี้ยง เวลาทำงานก็ต้องคอยฟังเสียงเขาร้อง เราก็ค่อยวิ่งมาดู บางครั้งเราใช้เครื่องตัดกระเบื้องเสียงดังไม่ได้ยินเสียงร้องต้องคอยฟังดี ๆ” ยายบุญชื่น เล่า

ยายบุญชื่น เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันค่าเช่าบ้านเดือนละ 1,200 บาท รวมค่าน้ำ ค่าไฟ เป็น 2,000 กว่าบาท ถ้าไม่มีเงินจริงๆ ก็ไปจี้ทางลูกสาว ถ้าเขาไม่มีจริง ๆ ก็จะส่งมาทีละ 500 บาท บ้าง 200 บาทบ้าง ตอนนี้หลานก็กินนมโรงเรียน จาก ศพด. บางที ข้างบ้านก็ช่วยแบ่งมาให้กิน ถ้าไม่ไหวจริงๆก็ต้องยอมกู้เงินเสียดอกร้อยละ 20

“ทั้งหมดทำเพื่อหลานอยากส่งให้เขาได้เรียนสูง ๆ ทำเท่าที่จะทำได้ อยากให้เขาได้เรียนหนังสือสูงๆ ถ้าส่งไหว เพราะการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ สมัยก่อนเราไม่มีโอกาส ก็อยากให้เขาได้เรียนสูง ๆ มีหน้าที่การงานดี ๆ ไม่ลำบากเหมือนเรา” ยายบุญชื่นกล่าว

นวัตกรรมแอป ฯ THAI OOSC ค้นหาเด็กนอกระบบ จุดเริ่มต้นสู่การช่วยเพิ่มโอกาสการศึกษา

การหลุดออกจากระบบการศึกษาของเด็กไทยนับเป็นความสูญเสียทั้งต่อตัวเด็กที่พลาดโอกาสเรียนรู้นำวิชาไปใช้ประกอบอาชีพสร้างเงินสร้างรายได้เลี้ยงดูครอบครัวในอนาคต อีกด้านยังทำให้ประเทศสูญเสียบุคลากรที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ การหาทางช่วยเหลือสนับสนุนกลุ่มเด็กในวัยเรียนให้กลับเข้าสู่ระบบจึงนับเป็นอีกเรื่องเร่งด่วนที่ควรรีบดำเนินการ

ดร.วรลักษณ์ คงเด่นฟ้า อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน Thai Out of School (thai oosc) เปิดเผยว่า แอปพลิเคชัน Thai Out of School ระบบหลักประกันโอกาสทางสังคมเป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อให้คนในพื้นที่สำรวจ และจัดบริการให้ความช่วยเหลือเด็กนอกระบบการศึกษาในแต่ละจังหวัด ด้วยข้อมูล ตั้งต้นจากที่ไปนำเอาฐานข้อมูลจากทะเบียนราษฎร์มาลบออกด้วยฐานข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการที่จะรวมนักเรียนทุกสังกัด

ดังนั้น เด็กที่เหลืออยู่ก็คือเด็กที่ไม่ได้สังกัดใด ๆ ข้อมูลตรงนี้ก็จะเป็นข้อมูลสำหรับการตั้งต้นเพื่อลงไปในพื้นที่ และดูที่อยู่ในทะเบียนราษฏร์ สำหรับการสำรวจ หากเจอตัวก็จะสอบถามสภาพปัญหา ว่าทำไมไม่ไปเรียน เช่น พิการ ไม่มีเงิน เจ็บป่วย หรือไม่อยากเรียน ซึ่งจะถามว่าช่วยเหลืออะไรได้บ้าง

ทั้งนี้ ในแง่การเตรียมการให้ความช่วยเหลือก็จะร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ให้มาจัดบริการให้เขาตามกฎหมายที่ภาคีที่มีอยู่ เช่น การบริการทางสังคม บริการทางสุขภาพ หรือบริการท้องถิ่นซึ่งจะช่วยปรับสภาพบ้าน

ดร.วรลักษณ์ กล่าวว่า หากเด็กระบุว่า ต้องการเรียนต่อ ก็จะส่งเรื่องต่อไปยังงานบริการด้านการศึกษา หากเด็กระบุว่าอยากเรียนสายอาชีพก็จะส่งต่อให้หน่วยงานที่ฝึกอาชีพ เช่น การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) หรือ ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด

ทั้งนี้ ในพื้นที่จะมีเคสเมเนเจอร์ คนที่ทำหน้าที่ประสานงานภาคีต่าง ๆ ในพื้นที่ คอยมอนิเตอร์เด็กเป็นรายบุคคลว่าได้รับความช่วยเหลือ ตามแผนการดูแลที่ได้ระบุไว้แล้วหรือยัง
.
ดร.วรลักษณ์ กล่าวว่า ประโยชน์ของแอปพลิเคชั่นนี้ คือ
1. ทำให้เด็กได้รับความช่วยเหลือเป็นรายบุคคลเหมาะกับความต้องการของเขา
2.ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ บริการจะถูกนำมาทำภาพรวมของพื้นที่ เพื่อให้เห็นว่าแต่ละพื้นที่มีปัญหาของเด็กนอกระบบที่ไม่ได้ไปโรงเรียนมีอะไรบ้าง เช่น เด็กเร่ร่อน ติดยาเสพติด พิการ หรือ กำพร้า

เมื่อรู้สถานการณ์แล้ว ก็จะเห็นว่าปัญหาเด็กกลุ่มนี้ต้องการให้ความช่วยเหลืออะไร ซึ่งจะทำให้แต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเห็นภาพที่ตรงกัน และนำไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการสำรวจเพิ่งเริ่มต้นไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา ในพื้นที่ 20 จังหวัด อาทิ จังหวัดนครนายก ยะลา กาญจนบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น เป็นต้น โดยมีภาคีเครือข่ายในพื้นที่หลายกลุ่มเป็นผู้ช่วยดำเนินการ ทั้ง สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พมจ.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ที่จะเป็นอาสาสมัครมาร่วมดำเนินการ ซึ่งน่าจะสำเร็จในส่วนของการสำรวจข้อมูลอีกประมาณ 2 เดือน

ดร.วรลักษณ์ อธิบายว่า หากไปลงพื้นที่แล้วไม่พบบ้านก็จะมีช่องให้กรอกว่า ไม่พบตัวบ้านตามเลขที่บ้านที่ระบุ หรือพบบ้านไม่พบตัวเด็ก หรือ เด็กไม่ให้ความร่วมมือ ก็จะมีตัวเลือกให้กรอกในแอป ฯ หากเด็กให้ความร่วมมือก็จะกรอกข้อมูลเข้าไปในระบบ และจะมีการประชุมภาคีสหวิชาชีพ เพื่อให้สหวิชาชีพลงไปทำเคสและเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหา

สลัดทิ้งอาชีพแบกพริก สู่นักเรียนอาชีวะ ‘ระบบราง’

ชีวิตคนเราทุกคนมีปัญหา มีความทุกข์ยากลำบากแตกต่างกัน จริงอยู่เราไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่สิ่งที่เราเลือกได้คือเลือกที่จะให้ชีวิตของเราเป็นอย่างไรต่อไป เหมือนเรื่องราวนายวีรชล จันทร์มูล หรือ “น้องก๊อต” ปวส.ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาเทคนิคควบคุมและซ่อมบำรุงระบบราง วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่วันนี้ได้รับโอกาสชีวิตใหม่ได้เรียนหนังสือต่อผ่านทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ของกองทุนเพื่อความเสมอภาพทางการศึกษา (กสศ.)

วีรชล เล่าให้ฟังว่า ตัวเองเป็นชาวอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 คิดว่าต้องหยุดเรียน เนื่องจากฐานะทางบ้านค่อนข้างลำบากถึงขั้นแย่ ที่ผ่านมาชีวิตต้องออกไปรับจ้างทำงานตลอด ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวทุกอย่าง ตระเวนไปรับจ้างเก็บพริกได้ค่าแรง 200 บาทต่อวัน ถ้าบางวันแบกพริกได้ค่าแรง 300 บาทต่อวัน แล้วแต่งานจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปทำพอที่ร่างกายจะทำได้

“เหมือนแสงสว่างส่องทางชีวิต ผมเห็นวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยาประกาศรับสมัครนักศึกษา โดยเป็นทุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เลยปรึกษาพ่อกับแม่เพื่อขอเรียนต่อที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครอบครัวรู้สึกกังวลเป็นห่วงเพราะมันไกลบ้าน จนพ่อแม่ใจอ่อนอนุญาตให้มาลองสมัครเรียนดู กระทั่งได้รับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ได้เรียนต่ออีกครั้ง” วีรชล ย้อนเล่า

วีรชล สารภาพความรู้สึกครั้งนี้ว่า ถ้าไม่มีทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงวันนั้น วันนี้ก็ยังคงไปรับจ้างเก็บพริกแบกพริกอยู่เหมือนเดิมแน่นอน ยอมรับตามตรงว่า “ถ้าไม่มีทุนก็จะพยายามไปกู้ยืมคนอื่นมาก่อน หรืออาจต้องปล่อยไปตามสถานะภาพชีวิต ถ้าหากหมดหนทางพึ่งจริงๆคงต้องหยุดเรียน ในใจคิดว่าถ้าเป็นเช่นนั้นเสียดายมากที่ไม่มีเงินแล้วต้องหยุดเรียนไป แต่ทุนนี้ก็ทำให้มีโอกาสได้เรียนหนังสืออีกครั้ง”

ตอนนี้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปหลังได้รับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ได้มีชีวิตใหม่กลับเข้าสู่การเรียน ถึงครอบครัวลำบากก็ยังมีทุนการศึกษานี้ช่วยแบ่งเบาภาระรายจ่ายทุกด้าน ทั้งค่าหอพัก ค่าเทอม ค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์การเรียน ฯลฯ

อีกทั้งในหลักสูตรสาขาวิชาที่เลือกเรียนยังเป็นสาขาใหม่และเปิดโอกาสให้ไปเรียนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างประเทศ ไปดูงานของจริงและไปเรียนจริงๆที่ประเทศจีนได้อีก ส่วนค่าตั๋วเดินทางแบ่งออมเก็บมาจากทุนที่ได้รับ เพราะทุนที่ได้ถือว่าเพียงพอ และส่วนตัวไม่ได้ใช้อะไรสิ้นเปลื้อง

วีรชล เปิดอกถึงเหตุผลที่เลือกเรียนสาขาวิชาเทคนิคควบคุมและซ่อมบำรุงระบบรางว่า เพราะหลักสูตรระยะเวลา 2 ปีนี้จะไปตอบโจทย์กับการพัฒนาประเทศด้านระบบราง ตอนนี้ประเทศไทยกำลังเร่งขยายสร้างรถไฟความเร็วสูง เลยมองว่ามันคือโอกาสที่จะทำให้มีอัตราตำแหน่งงานรองรับแน่นอน ตอนนี้ระบบขนส่งทางรางกำลังขยายตัวในประเทศไทยอย่างกว้างขวาง

“เรียนอาชีวะตอบโจทย์ชีวิตได้อย่างดี เรียนจบแล้วสามารถสมัครเข้าทำงานได้ทันที ถ้าเรามีความสามารถแค่ไปยื่นใบสมัครเท่านั้น และหากเราเก่งพอเขาก็รับเราเข้าทำงาน เพราะเราเรียนมาตรงในสาขา ที่ตลาดแรงงานต้องการ สายอาชีพมันตอบโจทย์เรื่องอาชีพได้จริง บางคนเรียนระดับปริญญาตรีมายังไม่มีงาน หรือทำงานไม่ตรงกับสายงานของตัวเอง สวนทางกับสายอาชีพที่จบไปสามารถทำงานในวิชาชีพที่ตรงกับการเรียนได้” วีรชล บอกอย่างมั่นใจ

สิ่งที่สำคัญที่สุด วีรชล มองว่า ถ้าเรามีความรักที่จะเลือกเรียนในสิ่งนี้ เลือกเรียนในทางนี้ซึ่งเป็นการเลือกเรียนเฉพาะทาง ถ้าเรามีใจรัก ก็สามารถทำงานได้อย่างยั่งยืนในสายอาชีพ

 

เจ๋ง! แอปพลิเคชันระบบคัดกรองนักเรียน ฯ CCT โชว์ศักยภาพลดเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา

ปัญหาเด็กหยุดเรียนกลางคัน เด็กเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา ขาดเรียน ถือเป็นเรื่องหนักใจสำหรับครูอาจารย์ผู้สอนทุกท่าน ด้วยความเป็นห่วงลูกศิษย์คุณครูหลายคนพยายามหากลวิธีกุศโลบายสารพัดเข้าแก้ไขปัญหาเหล่านั้นแต่ยังได้ผลไม่ดีนัก อย่างโรงเรียนโชติคุณเกษมบ้านเมืองงาม จ.เชียงใหม่ เคยประสบปัญหาเด็กขาดเรียน เสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา หยุดเรียนไปกลางคัน ปัจจุบันปัญหานี้ถูกคลี่คลายลงอย่างได้ผลผ่านกระบวนการสำคัญต่อไป 

สมมาตรวรัชญ์ วงศ์อนุสกุล อาจารย์ประจำชั้น ม.3 โรงเรียนโชติคุณเกษมบ้านเมืองงาม จ. เชียงใหม่ เผยว่า จากการนำแอพพลิเคชั่นระบบคัดกรองนักเรียนยากจน หรือ CCT ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคเพื่อการศึกษา (กสศ.) มาใช้ติดตามนักเรียนพบว่าสามารถอำนวยความสะดวกให้กับครู และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดจนช่วยลดจำนวนนักเรียนที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ย้อนไปช่วงเมื่อประมาณ 2-3 ปี ก่อน มีนักเรียนหลายสิบคนที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา จากจำนวนนักเรียนประมาณ 530 คน แต่ปัจจุบันเมื่อเริ่มนำระบบติดตามประเมินผลมาใช้แล้ว อัตราหลุดออกนอกระบบการศึกษาของนักเรียนแทบจะเป็นศูนย์ มีนักเรียนมาเรียนเกือบครบ 100% จะมีเพียงบางกรณีเช่นการย้ายตามผู้ปกครองไปพื้นที่อื่น

ครูสมมาตรวรัชญ์ กล่าวว่า ปกติโรงเรียนจะมีระบบติดตามเด็กขาดเรียนอยู่แล้ว เช่น ขาด 3 วัน 5 วัน 7 วัน 15 วัน ซึ่งก็จะมีมาตรการติดตามตัวเด็กเป็นขั้นตอน แต่เมื่อมีระบบแอปพลิเคชันเข้ามา ช่วยทำให้การเก็บข้อมูลง่ายและเป็นระบบที่มีข้อมูลเป็นปัจจุบันสะดวกต่อการติดตามเด็กมากขึ้น

ทั้งนี้ ยกตัวอย่างวันก่อน นักเรียนที่ได้ทุนคนหนึ่งไม่มาโรงเรียน 1 วันเราก็เห็น พอวันรุ่งขึ้นเขามาเรียนก็ถามเขา ซึ่งเขาก็บอกว่าพาย่าไปหาหมอซึ่งเราก็บอกให้รีบแจ้งเพราะหากเป็นเหตุฉุกเฉินก็จะได้ใช้เป็นลากิจเพื่อจะได้ไม่กระทบกับเกณฑ์การเข้าเรียน 80 %

“มีแอปพลิเคชันระบบคัดกรองและติดตามประเมินผลนักเรียน แล้วสะดวกขึ้นมาก อย่างการเช็คชื่อก็ง่ายกว่าเดิมที่จดลงกระดาษ จะขัดข้องบ้างก็ตรงที่พื้นที่โรงเรียนอยู่บนเขาสัญญาณเน็ตอาจไม่เสถียรมากนัก ก็ต้องใช้วิธีการทำข้อมูลใน PC ซึ่งจะเห็นข้อมูลทั้งรูปบ้าน เวลาเรียน น้ำหนักส่วนสูง” ครูสมมาตรวรัชญ์ กล่าว

ครูสมมาตรวรัชญ์ ระบุอีกว่า การได้ทุนการศึกษาตรงนี้จาก กสศ. ช่วยให้เด็กหลายคนได้กลับเข้ามาสู่การศึกษาไม่หลุดออกจากระบบ เพราะเงิน 800 บาท ที่เด็ก ๆ ใช้จ่ายอยู่กันได้เป็นเดือนประกอบกับที่ทางโรงเรียนนำเงินอีกส่วนมาจัดกิจกรรมส่งเสริมอาชีพ ปลูกไก่ เลี้ยงผัก แปรรูปอาหาร ทำไข่เค็มชนเผ่า หมูแดดเดียว กล้วยฉาบ เป็นต้น

ครูสมมาตรวรัชญ์ ระบุอีกว่า การได้ทุนการศึกษาตรงนี้จาก กสศ. ช่วยให้เด็กหลายคนได้กลับเข้ามาสู่การศึกษาไม่หลุดออกจากระบบ เพราะเงิน 800 บาท ที่เด็ก ๆ ใช้จ่ายอยู่กันได้เป็นเดือนประกอบกับที่ทางโรงเรียนนำเงินอีกส่วนมาจัดกิจกรรมส่งเสริมอาชีพ ปลูกไก่ เลี้ยงผัก แปรรูปอาหาร ทำไข่เค็มชนเผ่า หมูแดดเดียว กล้วยฉาบ เป็นต้น

เด็กเยาวชนยะลา ขอบคุณนายกรัฐมนตรี หนุนยะลา เป็นหนึ่งในจังหวัดต้นแบบสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา

นายกฯ สั่งทุกหน่วย รวมรวบ ทำฐานข้อมูลเด็กนอกระบบแบบบูรณาการ และช่วยให้ได้รับการศึกษาโดยเร็ว ย้ำรัฐบาลมุ่งลดความเหลื่อมล้ำ

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2562 ที่อาคารศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ อ.เมืองยะลา จังหวัดยะลา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เยี่ยมชมศูนย์ประสานงานกิจการเด็กและสตรีซึ่งอยู่บริเวณชั้นหนึ่งของศูนย์ราชการจังหวัดใช้แดนภาคใต้ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้รับฟังรายงานสรุปผลการดำเนินงานจากหน่วยงานต่าง ๆ และสั่งการให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามรวบรวมข้อมูลของเด็กให้ได้มากที่สุด จัดเป็นฐานข้อมูลของเด็กที่อยู่นอกระบบแบบบูรณาการเพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้รับการศึกษา โดยให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพราะรัฐบาลให้ความสนใจและความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำและการสร้างความเท่าเทียมเสมอภาค จึงจำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้พบกับนักเรียนและนักศึกษาที่ได้รับทุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)ในพื้นที่จังหวัดยะลา โดยนายมุขตาร์ มะทา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา นางสาวรุ่งกานต์ สิริรัตน์เรืองสุข รองปลัด อบจ.ยะลา กล่าวรายงานภาพรวมการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดยะลาด้วยระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ iSEE จากนั้นนางสาวฟาตีฮะห์ วิชา นักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่น 1 วิทยาลัยชุมชนยะลา เป็นตัวแทนกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้โอกาสได้เรียนสูงขึ้น หากไม่มีกองทุนดังกล่าว คงไม่ได้เรียนต่อและคิดไม่ออกว่าอนาคตจะทำอะไรต่อไป ดังนั้นกองทุนนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นการให้อนาคตใหม่กับพวกตน

ซึ่งนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอให้ทุกคนตั้งใจเรียนให้มากๆ เพราะการศึกษาจะเป็นช่องทางในการลดความเหลื่อมล้ำ ให้โอกาสในชีวิตและทำให้คนมีคุณภาพ ต่อมาเด็กๆได้มอบดอกไม้เป็นกำลังใจให้กับนายกรัฐมนตรีและถ่ายรูปหมู่ร่วมกันเป็นที่ระลึก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้สวมกอดให้กำลังใจ นายมะสากิ มีมะ อายุ 16 ปี จาก อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งเป็นเยาวชนที่ไม่เคยเข้าสู่ระบบการศึกษา อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ และยังมีปัญหาทางการเคลื่อนไหว นิ้วมือนิ้วเท้าบิดงอ ขาไม่มีแรง โดยนายมะสากิ เป็นหนึ่งในเยาวชนนอกระบบที่ได้รับการช่วยเหลือจากโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาจังหวัดยะลา ให้เข้าสู่ระบบการศึกษาและช่วยเหลือทางสุขภาพต่อไป

ขณะที่ นางสาวรุ่งกานต์ สิริรัตน์เรืองสุข รองปลัด อบจ.ยะลา กล่าวว่า จังหวัดยะลา เป็น 1 ใน 20 จังหวัดต้นแบบ สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาโดย อบจ.ยะลาร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือ กสศ.ดำเนินงานเชิงรุกเพื่อบรรเทาปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในกลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่เบื้องต้น มุ่งช่วยเด็ก 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เด็กในระบบ จังหวัดยะลามีนักเรียนในสังกัด สพฐ. ระดับชั้นประถมศึกษา –มัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 40,723 คน ในจำนวนนี้มีนักเรียนยากจนพิเศษหรือนักเรียนทุนเสมอภาคที่ กสศ. ช่วยเหลืออยู่ จำนวน 10,101 คน เด็กกลุ่มนี้ได้รับเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขจาก กสศ. เพื่อเป็นค่าครองชีพ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่ากิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา โดยปีการศึกษา2562 ขยายความช่วยเหลือไปยังนักเรียนยากจนพิเศษสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครอบคลุมพื้นที่จังหวัดยะลาด้วย

นอกจากนี้ ยังมีทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงของกสศ. สร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนขาดแคลนทุนทรัพย์แต่มีความสามารถได้มีโอกาสศึกษาต่อสายอาชีพ ในสาขาซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน โดยจังหวัดยะลามีนักศึกษารับทุนนี้จำนวน 23 คน จากวิทยาลัยชุมชนยะลา เป็นทุนต่อเนื่อง 2 ปี ในระดับอนุปริญญาสายอาชีพ สาขาเทคโนโลยีการเกษตร

รองปลัด อบจ.ยะลา กล่าวว่า สำหรับกลุ่มที่ 2 เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ดำเนินงานภายใต้โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาจังหวัดยะลา โดย อบจ.ยะลา เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสนอกระบบให้ได้รับการศึกษาตามศักยภาพและความถนัด เบื้องต้นช่วงสิงหาคม-กันยายนนี้จะมีกระบวนการค้นหา คัดกรองกลุ่มเด็กและเยาวชนช่วงอายุ 2-21 ปี ในพื้นที่นำร่อง 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอรามัน อำเภอยะหา อำเภอบันนังสตา รวมทั้งสิ้นจำนวน 9,684 คน ซึ่งเป็นข้อมูลตัวเลขตั้งต้นจากกรมการปกครอง หักลบกับข้อมูลนักเรียนจากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำไปคัดกรองให้ได้ตัวเด็กนอกระบบ และสร้างกลไกบูรณาการจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือรายกรณีต่อไป เช่น สนับสนุนทุนเพื่อนำกลับสู่ระบบการศึกษา หรือฝึกทักษะอาชีพตามความถนัดและศักยภาพของเด็ก

“การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้เกิดขึ้นได้จริงต้องคำนึงถึงความหลากหลายของบริบทพื้นที่ยะลา ซึ่งมีสภาพสังคมพหุวัฒนธรรม การดูแลจัดการศึกษาจึงต้องคำนึงถึงต้นทุนของเด็กที่แตกต่างกันด้วย เพื่อนำไปสู่การช่วยเหลือรายกรณีเกิดขึ้นได้จริง ถึงจะสามารถบรรเทาปัญหาความเหลื่อมล้ำการศึกษาในจังหวัดยะลาได้ เรื่องนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานในพื้นที่ ล่าสุดได้มีการลงนามความร่วมมือกับ 45 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม เพื่อให้เกิดกลไกจัดการปัญหาที่เข้มแข็งในระยะยาว” รองปลัด อบจ.ยะลา กล่าว

กสศ.ผนึกภาครัฐ-เอกชน ร่วมเสริมทัพช่วยเด็กยากจนเรียนจบมีงานทำ หยุดปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบ-สร้างความเสมอภาคการศึกษาไทย

ดร.ไกรยส ภัทรวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) เปิดเผยในรายการครบเครื่องเรื่องข่าวสถานีวิทยุ FM100.5 MCOT News Network เกี่ยวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยพร้อมแนะนำมาตรการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาว่า ไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ บางครอบครัวอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือถิ่นทุรกันดาร ซึ่งการเกิดเด็กรุ่นใหม่ที่อยู่ในถิ่นดังกล่าว เป็นความท้าทายของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องจัดความเสมอภาคทางการศึกษาให้เกิดขึ้นกับคนทุกกลุ่ม จึงเป็นสาเหตุให้กสศ.และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ร่วมมือกันออกมาตรการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อจัดสรรงบประมาณอุดหนุนหรือเรียกว่า “ทุนเสมอภาค” ซึ่งเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งปีการศึกษา 2562 จะเริ่มสนับสนุนตั้งแต่ชั้นอนุบาล1ไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยช่วยเหลือต่อเนื่องเป็นเวลา 12 ปี เงื่อนไข ต้องเป็นเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ยากจน รายได้ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือน จะได้รับทุน2,500-6,000 บาทแล้วแต่ระดับการศึกษา ซึ่งเงินส่วนนี้จะช่วยเรื่องค่าเดินทาง ค่าครองชีพ และค่าอาหารเช้า

ดร.ไกรยส กล่าวอีกว่า เด็กที่เสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษามี 2 ระดับ คือ ยากจนทั่วไป มีรายได้เฉลี่ยครอบครัวละไม่เกิน3,000 บาทและยากจนพิเศษ มีรายได้เฉลี่ยรวมทั้งครอบครัวไม่เกิน 1,500 บาท โดยปัจจุบันมีเด็กจำนวน 600,000 คน ที่อยู่ในเกณฑ์ยากจนพิเศษ มีความเสี่ยงสูงมากที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา สำหรับการป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบเป็นเพียงด่านแรก เมื่อผ่านมาได้จะเข้าสู่ขั้นที่ 2 ซึ่งเป็นการติดตามเด็ก ดูพัฒนาการทางด้านการศึกษา เมื่อเด็กเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีผลการเรียนที่ดีหรือได้เกรดเฉลี่ย 3.0 ขึ้นไป ถ้าอยากเรียนต่อสายอาชีพ กสศ.มีทุนเรียนฟรีจนจบ ปวส. หรือเรียกว่าทุนวิชาชีพชั้นสูง หรือถ้าเด็กอยากเป็นครูในภูมิลำเนา กสศ.มีทุนจากโครงการครูรักษ์ถิ่น ทั้งนี้เรามีทุนรองรับ 3-4 ทุน เป็นทุนร้อยเรียงกัน เพื่อให้เด็กไม่หลุดออกนอกระบบ เมื่อเรียนจบต้องมีงานทำ นอกจากนี้ล่าสุด กสศ.ยังได้ลงนามความร่วมมือกับตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อสนับสนุนลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่ตะเข็บชายแดนด้วย

ดร.ไกรยส กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ที่จะเฟ้นหาเด็กที่ยากจนได้ดีที่สุดคือคุณครูในพื้นที่ เนื่องจากทุกปีการศึกษาคุณครูต้องลงพื้นที่ไปเยี่ยมบ้านเด็ก และเพื่อเพิ่มความแม่นยำเราจึงสนับสนุนการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม โดยให้คุณครูโหลดแอปพลิเคชันคัดกรองเด็กยากจน ซึ่งดาวน์โหลดได้ในสมาร์ทโฟนทั้งระบบ android และ ios ในแอพนี้ใช้เวลาลงข้อมูลไม่เกิน 15 นาที โดยหลักจะมีการถ่ายภาพบ้านว่ามีสภาพทรุดโทรมหรือไม่ โดยใช้ฟังชันถ่ายรูปจะดึงพิกัด GPRS ตำแหน่งของบ้าน รวมถึงตรวจสอบสมาชิกในครัวเรือน และรายได้ในครัวเรือน สำหรับข้อมูลนี้จะเก็บไว้ได้นาน10 ปี เพื่อให้ระบบตรวจสอบติดตามช่วยเหลือนักเรียนจนจบการศึกษา

อย่างไรก็ตามการเปิดข้อมูลเด็กยากจนในวงกว้าง ทุกคนสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพื่อบริจาคทุนได้ นอกจากนี้เรายังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมบริจาคเงินสนับสนุนเพื่อเติมเต็มทุนให้กับน้อง ๆ โดยเงินที่บริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2เท่า ทั้งในส่วนของนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา กลายเป็นภาครัฐออก 50% เอกชนออกให้ 50% ซึ่งรูปแบบการร่วมมือกันระหว่าง 2 ส่วน จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้เช่นกัน

“ระบบการศึกษาเป็นกลไกลที่หยุดความยากจนได้ และเราจะป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาได้ไปจนสุดทาง เด็กจะมีรายได้มากกว่าให้ออกจากกับดักความยากจน ประเมินจากครู 400,000 คน ทั่วประเทศ ดังนั้นภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันใช้เทคโนโลยีในการแก้ไขปัญหา เชื่อว่าในชั่วอายุคนของยุคเราปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะหมดไป ขอย้ำว่าทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ส่วนช่องทางในการบริจาคเข้าไปที่ www.eef.or.th หรือ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-0795475” ดร.ไกรยส กล่าว

แม่ผู้หนุนเสริม ‘การศึกษา’ลูก ยอมลำบากแลกเงิน

ถ้ามีโอกาสเลือกเกิดได้จะเลือกเกิดแบบไหนกัน เกิดในครอบครัวร่ำรวย ยากจน พอมีพอกิน ฯลฯ หลายคนอาจเลือกเกิดในครอบครัวฐานะร่ำรวยปราศจากความลำบาก แต่นั่นก็แค่ความฝันแค่บทสนทนาในวงอาหาร ช่างแตกต่างกับชีวิตจริงของ นางนุชจรี ทองสุข ในวัย 40 ปี ที่เคยฝันว่าถ้าเลือกเกิดได้ขอเกิดในครอบครัวร่ำรวยไม่ลำบากแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

นุชจรี เป็นคุณ ‘แม่เลี้ยงเดี่ยว’ ดูแลลูกถึง 2 คน คือด.ช.ปกรณ์เกียรติ แก้วจินดา หรือ น้องจิม อายุ 6 ปี นักเรียนชั้น ป.1 โรงเรียนบ้านเนินรัก จ.เพชรบุรี และพี่ชายที่เรียนอยู่อีกโรงเรียน ครอบครัวเผชิญมรสุมลูกแล้วลูกเล่าจนบอบช้ำ ทั้งเรื่องสุขภาพ การเงิน คุณภาพชีวิต ครอบครัว แต่เธอยังไม่ย่อท้อดิ้นร้นตัวเป็นเกลียวทำงานส่งลูกเรียนหนังสือต่อไป

ทุกวันนี้ นุชจรี ไปรับจ้างต้มหมูวันละ 400 ตัวต่อวัน ถึงร่างกายจะซูบผอม ใบหน้าซีดเสียวจากอาการป่วยสมองและผิวหนังติดเชื้อ เนื่องจากก่อนหน้านี้ทำงานรับจ้างเก็บขยะจนถึงขั้นต้องแอดมิดอยู่โรงพยาบาลเกือบเดือนเต็ม นอนจมอยู่กับความเจ็บป่วยทรมานทุกคืน เหมือนโชคยังเข้าข้างนุชจรีมีบัตรประกันสังคมใช้ยื่นแสดงสิทธิรักษาแลกยามากินบรรเทาอาการจนดีขึ้น แบ่งเบาภาระรายจ่ายลงไปได้มากพอสมควร

อาการป่วยเริ่มดีขึ้นตามลำดับ หลังหมอเจ้าของอาการสั่งห้ามทำงานหนักและพักผ่อนให้เพียงพอ ทั้งยังกำชับหนักแน่นห้ามไปรับจ้างเก็บขยะอีกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นอาการอาจกำเริบอย่างรุนแรง นั่นกลับดูเหมือนคำท้าทายให้นุชจรีแหกกฎปฏิบัติตามคำแนะนำนั้น

ถ้าหากเชื่อฟังหมอวันนั้นแล้วอีกสองชีวิตข้างหลังจะอยู่กินอย่างไร ลูกที่เปรียบดั่งแก้วตาดวงใจต้องมาลำบากอดข้าวอดไปโรงเรียนไม่ได้ ในเมื่อความจนมันต้อนครอบครัวจนหลังติดฝาบ้าน คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างเธอจำต้องลุกขึ้นทำหน้าที่เสาหลักดูแลครอบครัวให้ดีที่สุด

ถึงอาการโรคภัยจะยังทรุดๆทรงๆตลอดเวลา ท่าจะสู้ความดื้อด้านของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคนนี้ไม่ได้เลย ทุกวันยังคงขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปรับจ้างต้มหมูที่โรงฆ่าหมูปกติ ทำมานานกว่า 7 ปีแล้ว เฉลี่ยรายได้ต่อเดือนไม่ถึง 3,000 บาท เนื่องจากไม่ได้ไปทำทุกวันบางวันต้องหยุดงานพักร่างกายที่พร้อมแหลกสลายตลอด วันเวลาผ่านไปนุชจรียังทำงานหนักหาเงินมาให้ลูกทั้งสองคนได้ไปโรงเรียนเช่นเดิม

นุชจรี มีเหตุผลสำคัญที่ต้องทำงานหนัก ทั้งฐานะ คุณภาพชีวิต และความคิดที่ว่าตัวเองไม่มีความรู้ ไม่ได้เรียนหนังสือ แม้แต่อ่านออก เขียนได้ ยังไม่เข้าใจ ดังนั้นอย่างน้อยลูกๆต้องได้เรียนหนังสือพาตัวเองไปสู่อนาคตที่ดีกว่าชีวิตของนุชจรีในตอนนี้

ปัจจุบันคุณแม่ของ ด.ช.ปกรณเกียรติ ต้องนำรถจักรยานยนต์คันโปรดไปจำนองไว้ 4,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยสุดโหดถึงร้อยละ 10 ต่อเดือน นำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวส่งลูกไปโรงเรียน และรักษาตัวเองจากอาการเจ็บป่วยที่ยังคงลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไร้วี่แววจะหายในเร็ว

วันนี้ คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวยังกรำแดดกรำงานหนักอยู่ซ้ำๆแต่ชีวิตไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย เห็นทีคงมีแค่สุขภาพร่างกายที่เสื่อมถอยลงไปตามเวลา สวนทางกับลูกสองกำลังเติบโต และจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อศึกษาเล่าเรียน ด้วยความรักจากสายเลือดทำให้คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคนนี้ยังมุ่งมั่นตั้งใจทำทุกอย่างให้ลูกได้เรียนหนังสือ

ปัจจุบัน ด.ช.ปกรณ์เกียรติ กำลังได้รับการคัดกรองให้เป็นนีกเรียนทุนเสมอภาค ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. และสามารถช่วยเหลือน้องได้ที่

เลขบัญชี 020161535142 ชื่อบัญชี ด.ช.ปกรณ์เกียรติ แก้วจินดา (เงินสนับสนุนเพื่อการช่วยเหลือพิเศษ) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาเขาย้อย

เมื่อมอบหมายงานแล้วนักเรียนทำไม่ครบ 100 % ทำแล้วไม่ใส่ใจ ทวงถามติดตามจนปวดหัว

จะดีมั้ยถ้าครูก็จะทำด้วย ครูจะปลูกถั่วงอกด้วย โดยครูบอกกับนักเรียนว่าเราจะมาเรียนรู้ร่วมกัน โดยทุกคนจะทำไปพร้อมๆกัน ทุกวันทุกคนจะต้องดูแลเอาใจใส่งานของตนเพื่อบันทึกผล เมื่อพบปัญหาเราจะช่วยกันแก้ไข เพราะเราทำสิ่งเดียวกัน

สรุปคือเรามาแข่งปลูกถั่วงอกกัน
ได้ผลดีเกินคาด นักเรียนเพาะถั่วตามวันที่เรากำหนดพร้อมกัน100% นับจากนี้คือสังเกตเก็บข้อมูลเพื่อสุดท้ายคือได้ผลผลิต

ทุกคนกระตือรือร้น มีความสุขมีความตั้งใจดีมาก อาจเป็นเพราะเขากำลังรู้สึกว่าเขากำลังมีเพื่อนและกำลังแข่งขันกับครู แต่ไม่ว่าจะเพราะเหตุใดทุกอย่าง ขณะนี้เป็นบวกแล้ว..

เรื่องราวของครูจิราภรณ์
โรงเรียนบ้านปอพราน
จิราภรณ์ ประภาสโนบล

‘2 สาวนร.อาชีวะ’ ผู้หญิงก็เป็นช่าง ‘เชื่อม’ ได้

ไม่น่าเชื่อว่าจะมีเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เลือกเรียนแผนกช่างเชื่อม ทั้งที่ดูแล้วน่าจะเหมาะกับเด็กผู้ชายเรียน แต่ความชอบคนเราห้ามกันไม่ได้มันอยู่ที่ความตั้งใจมุ่งมั่นมากกว่า เหมือนเช่นเด็กนักเรียนทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่นที่ 1 ของกสศ. ที่เลือกเรียนแผนกช่างเชื่อม พวกเธอเลือกสวมเสื้อช้อป ใส่แว่นดำ ยืนเชื่อมเหล็กอย่างแข็งขัน ทะมัดทะแมงเหมือนผู้ชาย แม้ก่อนหน้านี้พวกเธอมีแนวโน้มหยุดเรียนด้วยปัจจัยฐานะทางบ้าน

น.ส.ธีรนาฎ เฟื่องเงิน นักเรียนชั้น ปวช.1 แผนกช่างเชื่อม วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ดีใจที่ได้มีโอกาสกลับมาเรียนอีกเนื่องจากที่บ้านมีฐานะยากจนไม่มีเงิน หลังจบ ม.3 คิดว่าต้องหยุดเรียนแล้ว จนเห็นประกาศวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ว่ามีทุนการศึกษาจาก กสศ. จึงลองมาสมัครเรียนสายอาชีพ แผนกช่างเชื่อม อาจได้รับทุนการศึกษาบ้าง

“บ้านหนูจนไม่มีเงิน ถ้าจะเรียนต่อคงต้องหาเงินเอาเอง กระทั่งได้รับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง จาก กสศ.นี้มา จนได้เรียนในแผนกช่างเชื่อม ในแง่เหตุผลที่เลือกเรียนแผนกนี้เห็นว่า อนาคตมีงานทำแน่นอนและคนทำงานด้านนี้กำลังขาดแคลนคิดว่าจะตอบโจทย์ในอนาคตได้ดี มั่นใจว่างานสายอาชีพต้องมีงานทำ ส่วนตัวคิดว่าหลังจบแล้วต้องเป็นช่างเชื่อมฝีมือดีเพราะเป็นงานที่เรารักและชอบมันผ่านความตั้งใจทุกครั้งที่เรียนและลงมือปฏิบัติ” น.ส.ธีรนาฎ กล่าว

ทุนจาก กสศ. ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายครอบครัวหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นค่าเทอม ค่าใช้จ่ายระหว่างเรียน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ฯลฯ ที่ได้รับอีกประมาณ 6,500 บาทต่อเดือน จึงตั้งใจเก็บออมเงินไว้ส่วนหนึ่ง แม้ไม่เคยได้เงินเยอะขนาดนี้แต่ไม่ใช้จ่ายสิ้นเปลืองแน่นอน

น.ส.ธีรนาฎ กล่าวว่า ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ยังทำให้ครอบครัวมีเวลาอยู่ด้วยกันเพิ่มมากขึ้น เดิมพ่อต้องตระเวนทำงานกลับบ้านดึกดื่นทุกวันหาเงินมาส่งเรียนแต่ก็ไม่เพียงพอ แต่หลังได้ทุนจาก กสศ. ทำให้ได้อยู่กับครอบครัว พ่อกลับบ้านไวไม่ต้องไปลำบากเหมือนเดิม คิดว่าทุนการศึกษานี้ช่วยสร้างความอบอุ่นให้กับครอบครัวตัวเองได้อยู่พร้อมหน้าตากันมากขึ้นอีกด้วย

น.ส.ธีรนาฎ กล่าวว่า ภูมิใจที่ได้มีโอกาสรับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง หากมีโอกาสได้ตอบแทนหรือทำประโยชน์ใดทดแทนได้ก็พร้อมจะทำ ปัจจุบันตั้งใจเรียนให้คุ้มค่ากับทุนการศึกษาที่ได้รับ ถือเป็นการให้โอกาสทางการศึกษาไปสู่เส้นชัยที่วาดหวังไว้ ถึงมันจะลำบากแต่ก็พร้อมจะสู้ ขอบคุณทุนจาก กสศ.ที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตั้งเป้าหมายว่าต้องเรียนให้จบสูงๆอย่างน้อยเรียนต่อถึงระดับปริญญาตรี ตอนนี้ตั้งใจออมเก็บเงินที่ได้จากทุนนี้ไว้เป็นค่าเทอมเรียนในอนาคตต่อไป

ไม่ต่างจาก น.ส.ฉัตรกมล แดงน้อย นักเรียนชั้น ปวช.1 แผนกช่างเชื่อม วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ชีวิตเกือบต้องหยุดเรียนอยู่แค่ ม.3 ที่บ้านไม่มีเงินส่งเสียให้เรียนต่อได้ จนอาจารย์แนะนำว่ามีทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ของ กสศ. กระทั่งมาสมัครเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา แผนกช่างเชื่อม และได้รับโอกาสผ่านการคัดเลือก จนได้กลับมาเรียนอีกครั้ง ถ้าไม่มีทุนนี้ไม่มีทางได้เรียนต่อเหมือนเพื่อนแน่นอน

“ยอมรับถ้าไม่มีทุน กสศ. ไม่มีทางได้เรียนต่อแน่นอน ถ้าจะเรียนต้องไปกู้เงินยืมเงินคนอื่นมาเรียน ครอบครัวก็ไม่มีรายได้เป็นหลักแหล่งอะไรเลย ยังนั่งคิดว่าถ้าไม่ได้เรียนต่อจะไปทำงานอะไรดี จะช่วยพ่อแม่หาเงินมาใช้จ่ายในแต่ะวันยังไง เครียดกังวลมาตลอด” น.ส.ฉัตรกมล ระบุ

น.ส.ฉัตรกมล กล่าวว่า วันนี้ดีใจที่ได้เรียนได้รับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ตอนนี้ตั้งใจวางแผนใช้เงินอย่างรอบคอบ เพื่อเก็บออมแบ่งไว้ใช้ ส่วนหนึ่งเป็นเงินออม และอีกส่วนแบ่งใช้สำหรับค่าอาหาร ค่ารถมาเรียน และทำงานกิจกรรมกลุ่มกับเพื่อน ๆ

ส่วนเหตุผลที่เลือกเรียนแผนกช่างเชื่อม ส่วนตัวมองว่ามันสามารถหารายได้ได้ง่ายมีความต้องการทางตลาดสูง ที่สำคัญตลาดแรงงานยังต้องการช่างเชื่อมแบบที่เราเรียนอีกหลายอัตรา ยอมรับไม่ผิดหวังที่เลือกเรียนแผนกช่างเชื่อม ในอนาคตแอบฝันเล็ก ๆ อยากเป็นอาจารย์สอนเกี่ยวกับช่างเชื่อมเช่นกัน แม้หลายคนอาจมองว่าน่าจะเป็นอาชีพเหมาะกับผู้ชาย แต่คิดว่ามันอยู่ที่ความมุ่งมั่นตั้งใจมากกว่า อาชีพไหนไม่ว่าหญิงหรือชายก็ทำได้ทั้งนั้น

น.ส.ฉัตรกมล บอกทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดให้สมกับการได้รับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงนี้ คือการตั้งใจเรียนและทำหน้าที่นักเรียนให้ดีที่สุด ไม่ทำให้ผู้ให้ทุนต้องผิดหวัง

ความรู้สึกนักศึกษาในเวทีปลุกพลังสร้างโอกาสแห่งอนาคตทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ที่วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา

“การมาร่วมกิจกรรมทั้ง 2 วันทำให้เราได้เพื่อนมากขึ้น รู้สึกว่าเราไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว และยังทำให้เห็นคุณค่าของทุนที่ได้รับมากขึ้น จะตั้งใจเรียนให้จบ ทำทุกวันให้ดีที่สุด ให้สมกับที่ได้รับโอกาสนี้ค่ะ” นส.ธิติยา พงศ์ศิริบุญ นักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่นที่ 1 ปวช.ปี1 สาขาวิชาเมคคาทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนิคสิงห์บุรี

นี่เป็นบางส่วนของความรู้สึกจากน้องๆนักศึกษาทุนกสศ.รุ่นที่ 1 ที่ร่วมกิจกรรมในเวทีปลุกพลังสร้างโอกาสแห่งอนาคต ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง กสศ. ที่วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 4 สค. 62

จากนี้คือเส้นทางที่จะนำทุกคนไปสู่ความสำเร็จ ความรู้สึกดีๆและพลังใจที่ได้ร่วมแบ่งปันซึ่งกันและกันในวันนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของกำลังใจให้พวกเขาและเธอก้าวต่อไปอย่างภาคภูมิใจในตัวเอง

นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกสศ. ให้กำลังใจนักศึกษาทุนว่า “ความสำเร็จของทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง และโอกาสของน้อง ๆ รุ่นต่อไป ขึ้นอยู่กับความสำเร็จของนักศึกษารุ่นที่ 1 ที่จะทำให้สังคมยอมรับ เป็นที่น่าภาคภูมิใจและความรัก คือสิ่งที่เราได้จากการประชุมในวันนี้ ใครที่อยู่โดดเดี่ยวก็กลับมารักครอบครัว รักตัวเอง การเริ่มต้นด้วยความรักเป็นสิ่งที่ดี มีความเป็นเพื่อน ช่วยดูแลซึ่งกันและกัน ใครที่มีบาดแผลในชีวิต ก็ค่อย ๆ หายไป”

ถอดรหัสเก่ง 3 ด้านกับ SCG คุณสมบัติสายอาชีพชั้นสูงที่ภาคธุรกิจต้องการ

หนึ่งในไฮไลท์ที่ได้รับความสนใจจากนักศึกษาทุนกสศ. ของเวทีปลุกพลัง สร้างโอกาสแห่งอนาคต กับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา-สิงห์บุรี คือ ช่วงเวลาที่คุณบัณฑิต ปัตทวีคงคา บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด สํานักงานพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จํากัด (มหาชน) บอกเล่าถึงความคาดหวังของภาคธุรกิจกับการจ้างงานสายอาชีพชั้นสูง ในฐานะที่เป็นทั้งรุ่นพี่ และในมิติของนายจ้าง

คุณบัณฑิตชี้ว่า 60%ของผู้ปฏิบัติงานของเอสซีจี มาจากคนปวส. พวกเขาเหล่านี้คือคนทำงานตัวจริง ที่คอยดูแลโรงงานตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งเครื่องยนต์ เครื่องจักร เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เอสซีจีเข้มแข็งและยืนหยัดมาได้มากกว่า 100 ปี สิ่งสำคัญที่องค์กรมองหาจากคนปวส. คือ Passion ที่ทำให้มุ่งมั่นมีเป้าหมายในชีวิต การเป็นคนที่พร้อมเรียนรู้ พัฒนาตัวเองตลอดเวลา สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ซึ่งกันและกัน
“ผมอยากให้น้อง ๆ มี 3 เก่ง ได้แก่ เก่งเรียน เก่งงาน เก่งคน”

ดังนี้

1.เก่งเรียน ถ้าได้เกรดต่ำกว่า 2.75 ในมุมมองบริษัทชั้นนำของไทย แสดงว่าไม่รับผิดชอบในการเรียน
2.เก่งงาน เราสอนได้
3.เก่งคน ต้องพูดกับคนอื่นรู้เรื่อง ทำงานเป็นทีม เก่งคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เราสัมภาษณ์เวลาสมัครงานคือ เคยทำกิจกรรมหรือไม่ ? เคยสร้างนวัตกรรมในขณะทีเรียนหรือไม่ ? ทำงานร่วมกับคนอื่นได้หรือไม่ ?

คำถามที่สองที่จะต้องเจอ คือน้อง ๆ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นคนเก่ง เราอยากเห็น “การเป็นตัวของตัวเอง” ความมั่นใจ กล้าพูด กล้าทำ กล้าคิด ที่เอสซีจีเราสอนคนให้เถียง ให้ลูกน้องเถียง เพราะการเถึยงเป็นเหมือนการแลกเปลี่ยนความคิด สิ่งนี้เป็นเหมือนอาวุธ คนที่เป็นหัวหน้า ต้องรู้จักแก้ปัญหาเป็น ในอีก 5 ปีข้างหน้า เราหวังว่าจะทำงานร่วมกันกับน้อง ๆ”

Back To Top