ก้าวข้ามเงื่อนไขบัตรเลข0! ผู้จัดการคลังน้ำ(สมัครเล่น) ตำรานอกห้องเรียน ตั้งเป้าเกรดเฉลี่ย4.00

ถึงแม้ไม่มีบัตรประชาชนแสดงตัวตนความเป็นคนไทยเหมือนเพื่อน ๆ ‘หนุ่มเครือ’ เด็กไร้สัญชาติไทย ชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน นักศึกษาชั้น ปวส.1 สาขาโลจิสติกส์ วิทยาลัยเทคนิคลำพูน จังหวัดลำพูน แต่นั่นไม่ใช่เงื่อนไขขวางทางเรียน กลับกันยังการันตีความรู้จากผลการเรียนเกรดเฉลี่ย 4.00 ทุกภาคเรียน ตั้งแต่ระดับชั้น ปวช.1-3 สมัยศึกษาอยู่วิทยาลัยการอาชีพนวมินทรราชินีแม่ฮ่องสอน

ปัจจุบันหนุ่มเครือถือบัตรประจำตัวคนไร้สัญชาติหรือบัตรสีชมพู ซึ่งได้รับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงหอบหิ้วตัวเองมาเรียนต่อที่วิทยาลัยเทคนิคลำพูนแห่งนี้ โดยตั้งเป้าหมายผลการเรียนปีนี้ที่เกรดเฉลี่ย 4.00 เช่นเดิม

แววผู้นำสะดุดตาครูอาจารย์ ทำให้หนุ่มเครือ ถูกเลือกให้เป็น ‘ผู้จัดการคลังน้ำดื่ม’ ตรา ‘วิทยาลัยเทคนิคลำพูน’ ทำหน้าที่จัดแจงออเดอร์น้ำดื่มส่งลูกค้าตามร้านค้า สหกรณ์วิทยาลัยฯ สร้างรายได้เข้าวิทยาลัยฯอย่างเป็นกอบเป็นกำ หนุ่มเครือ กล่าวยอมรับว่า ช่วงแรกๆเครียด บางทีนอนอยู่ดึกๆลูกค้าโทรมาสั่ง เข้าแถวก็โทรมา เรียนก็โทรมาสั่ง ตอนนี้เลยชินแล้ว

หนุ่มเครือ เล่ากระบวนการทำงานว่า ช่วงวันจันทร์และวันพุธ ทางโรงผลิตน้ำจะนำน้ำมาส่งที่โรงเรียน ซึ่งวิทยาลัยฯจ้างโรงงานข้างนอกผลิต ส่งครั้งละ 250 แพ็ค เราต้องนับว่าส่งครบหรือไม่ทุกครั้ง ทุกวันจะรับออเดอร์ลูกค้าทางไลน์และโทรศัพท์ เมื่อลูกค้าต้องการน้ำจนทราบจำนวนชัดเจนแล้ว จะให้สมาชิกที่เป็นเพื่อนนักศึกษาช่วยจัดเตรียมสินค้าให้ลูกค้า แยกหน้าที่ทำชัดเจน ผ่านระบบต้นน้ำกับปลายน้ำ โดยต้นน้ำทำหน้าที่ขนน้ำขึ้นรถเข็นไปส่งยังปลายน้ำที่มีหน้าที่นับจำนวนแพ็คน้ำว่าครบถ้วนหรือไม่และเก็บเงินจากลูกค้า เฉลี่ยจะส่งน้ำประมาณ 80 แพ็คต่อวัน และจะแถมให้ลูกค้า 1 แพ็ค เพื่อจูงใจลูกค้า

“ผู้จัดการมีหน้าที่ทำรายรับ-รายจ่ายคลังน้ำ เช็คสินค้าคงเหลือ รับออเดอร์จากลูกค้า แบ่งงานให้กับสมาชิก บางทีก็มีน้ำหาย หรือส่งเกินไปบ้าง ถ้าขาดหรือหายไปจะแจ้งครูทันที การทำงานนี้เราต้องละเอียดรอบครอบ” หนุ่มเครือ กล่าว

ขณะที่รายได้จากการขายน้ำเงินทั้งหมดจะถูกส่งเข้า วิทยาลัยฯ แล้วทุกช่วงก่อนปิดภาคเรียนอาจารย์จะนำรายได้ทั้งหมดมาปันผลให้กับเด็กๆ เฉลี่ยแบ่งตามการทำงานหากใครทำมากก็ได้มาก ส่วนใครทำน้อยก็ได้เงินน้อย หนุ่มเครือมองว่านั่นคือการออมเงินเก็บไปในตัว

“หน้าที่ผู้จัดการคลังน้ำในวิทยาลัย ฯ ยังสามารถประยุกต์ใช้กับการเรียนสาขาโลจิสติกส์อย่างลงตัวได้อีก เพราะโลจิสติกส์คือกระบวนการขนส่ง กระบวนจัดการคลัง สมมติว่าสัปดาห์นี้น้ำเหลือจำนวนมาก ต่อไปจะไม่สั่ง หากเหลือน้อยจะสั่งเพิ่ม สังเกตจากความต้องการของลูกค้าว่าความต้องการคล่องตัวแค่ไหน จะรู้ว่าช่วงไหนควรสั่งสินค้า ที่สำคัญมั่นใจว่าเมื่อเรียนสาขาโลจิสติกส์จบอนาคตมีงานรองรับแน่นอน” หนุ่มเครือ ระบุ

หนุ่มเครือ กล่าวขอบคุณทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงว่า ทุนนี้เข้ามาช่วยเติมเต็มฝันให้ได้เรียนต่ออีกครั้ง เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ปวช.1-3 ต้องทำงานหารายได้พิเศษจากการรับจ้างรำฟ้อนเมืองผสมพม่า รำลิเกไทใหญ่ สังกัดคณะม่านคำ มาตลอด เนื่องจากครอบครัวที่บ้านลำบาก แต่ถ้าไม่ได้ทุนนี้จริงๆก็จะไม่หยุดเรียนจะหางานทำคู่ไปด้วยไม่หยุดเรียนแน่นอน และตั้งเป้าหมายต้องเรียนให้ถึงระดับปริญญาตรี

“ทุกวันนี้ทำได้แค่ถือบัตรเลข 0 หรือผู้ไร้สัญชาติไทยเท่านั้น ผมขอสัญชาติไทยไปแล้วแต่ไม่รู้จะได้เมื่อไหร่ ตอนนี้อยากได้มากๆเลย แม้จะเก่งแค่ไหนแต่ถ้าไม่มีสัญชาติไทยก็ไม่ได้ทำงานอยู่ดี เราเห็นตัวอย่างจากรุ่นพี่หลายคนก็ไม่มีบริษัทไหนรับเข้าทำงานเลย ตอนนี้ผมถือบัตรเลข 0 อยู่ ยังรอคอยความหวังว่าจะได้เลข 13 หลักสักครั้งในชีวิต” หนุ่มเครือ กล่าวอย่างมีหวัง

 

กสศ.หารือครู ตชด. จว.ตาก หาแนวทางจัดสรรทุนเสมอภาค ช่วยนร.ขาดแคลนทุนทรัพย์

น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ โรงเรียนสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.) จังหวัดตาก ภายหลังการลงนามความร่วมมือ(MOU)ระหว่าง กสศ. และ ตชด. เพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ตามโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข หรือทุนเสมอภาค

ขณะเดียวกัน กสศ. ยังได้ส่งคณะผู้วิจัยลงพื้นที่เก็บข้อมูลโรงเรียน ตชด. บ้านห้วยสลุง อ. แม่ละมาด และ โรงเรียน ตชด. จุฬา-ธรรมศาสตร์ 3 อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก เพื่อเร่งช่วยเหลือค้นหาเด็กนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ของทั้งสองคณะ เป็นโอกาสในการรับทราบปัญหาหลายด้านที่โรงเรียนตชด. ประสบอยู่ เช่น นักเรียนตชด.ประสบปัญหาด้านระยะทาง และการเดินทางในพื้นที่กันดาร ปัญหานักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กชาติพันธุ์ในหลากหลายพื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดนของประเทศ เด็กกลุ่มนี้มีความต้องการเร่งด่วนเรื่องการจัดการศึกษา ความเป็นอยู่ด้านคุณภาพชีวิต สุขอนามัย รวมถึงความช่วยเหลือเรื่องอุปกรณ์การศึกษา

นอกจากนี้ ยังพบว่า นักเรียนโรงเรียน ตชด. ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนรหัส G หรือเด็กที่ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน แต่มีเลข 13 หลักในระบบการศึกษา(DMC) และนักเรียนรหัส 0 หรือเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน เด็กกลุ่มนี้เกือบทั้งหมด มีฐานะยากจน ขาดเรียนบ่อยเพราะต้องช่วยผู้ปกครองหารายได้ หรือบางคนต้องหยุดเรียนเพื่อช่วยดูแลน้องและผู้สูงอายุที่บ้านในช่วงที่พ่อแม่ออกไปทำงาน เด็กนักเรียนส่วนใหญ่อายุไม่ตรงตามเกณฑ์เนื่องจากครอบครัวโยกย้ายถิ่นฐานบ่อย ตามแหล่งการจ้างงาน ขณะที่ครัวเรือนมีรายได้ไม่แน่นอนขึ้นกับฤดูกาลและหลายครอบครัวได้รับเพียงค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำหรือน้อยกว่า

ด.ต.หญิง วิไล ธนวิภาศรี ครูใหญ่โรงเรียน ตชด. บ้านห้วยสลุง กล่าวว่า นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กในพื้นที่ไม่ไกลจากโรงเรียน ส่วนใหญ่จึงเดินทางไปกลับด้วยการเดินเท้า บางส่วนที่ไกลออกไปต้องใช้บริการรถรับส่งรายเดือนซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 250-300 บาท ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมาจากหมู่บ้านที่ห่างออกไปราว 50-60 กิโลเมตร ทางโรงเรียนได้จัดอาคารพักนอนให้ รวมถึงเด็กที่บ้านใกล้แต่ผู้ปกครองต้องออกไปทำงานนอกพื้นที่ กลุ่มนี้ก็จำเป็นต้องอาศัยพักนอนที่โรงเรียนเช่นกัน

ในส่วนของการดูแลเด็ก ทางโรงเรียนมีการจัดนมผงพระราชทานให้นักเรียนตอนเช้า มีการจัดอาหารกลางวันโดยการสนับสนุนจาก อปท. ในพื้นที่ โดยโรงเรียนได้จัดทำโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันทั้งการปลูกพืชผักและเลี้ยงสัตว์เช่นปลา หมู และไก่ เพื่อนำผลผลิตที่ได้มาเป็นวัตถุดิบทำอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนทั้งโรงเรียน และในมื้ออาหารเช้าและอาหารเย็นสำหรับเด็กพักนอน แต่ในบางช่วงของปีก็ไม่เพียงพอเนื่องจากความผันผวนของฤดูกาลเช่นเกิดน้ำท่วม หรือฝนตกหนักจนพืชผลไม่สามารถเก็บกินเก็บใช้ได้

อย่างไรก็ดี การลงพื้นที่สำรวจและศึกษาข้อมูลของ กสศ. จะถูกนำไปเป็นแนวทางการจัดสรรเงินทุนเสมอภาค ให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษและนักเรียนยากจนในโรงเรียน ตชด.โดยมีขั้นตอนการตรวจสอบเด็กนักเรียนที่มาจากครอบครัวในกลุ่มรายได้ต่ำสุดแบบลงลึกเป็นรายคนในระดับพื้นที่ เพื่อเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า เสริมสร้างความก้าวหน้าด้วยทุนสายอาชีพ และพัฒนาคุณภาพครูและยกระดับมาตรฐานโรงเรียนให้ดีขึ้นต่อไป

นร.ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ขอส่งความรู้สึกผ่าน ‘ลูกโป่ง’ แทนคำขอบคุณถึง กสศ.

ในเวที “ปลุกพลัง สร้างโอกาสแห่งอนาคต กับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง”เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ กับผู้บริหาร ครู อาจารย์สถานศึกษาสายอาชีพ และนักเรียนทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคการศึกษา (กสศ.) ณ วิทยาลัยเทคนิคลำพูน จังหวัดลำพูน ระหว่างวันที่ 17-18 สิงหาคม 2562 จบลงอย่างสนุกสนานคับคั่งด้วยสาระความรู้สอดแทรกเข้าไปกับกิจกรรมมากมาย

ตลอดระยะเวลา 2 วัน นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.ปานเพชร ชินิทร คณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รศ.ดร.สันติ ตันตระกูล ผู้ทรงคุณวุฒิ ผศ.ดร.สมชาย หมื่นสายญาติ ผู้ทรงคุณวุฒิ รศ.ดร.ณรงค์ มั่งคั่ง ผู้ทรงคุณวุฒิ นายแสวง ทาวดี ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน และนายวัชรพงศ์ ฝั้นติ๊บ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคลำพูน ต่างคลุกคลีร่วมวงกิจกรรมกับนักศึกษาอย่างใกล้ชิด

กิจกรรมในวันนี้ กลุ่มนักศึกษาร่วมทำกิจกรรมสร้างความรู้จัก กสศ. ผ่านการเป่าลูกโป่งสีขาวและเขียวแล้วนำมาประดิษฐ์เป็นคำว่า กสศ. ซึ่งวิทยาลัยทั้ง 3 แห่ง ประกอบด้วย 1.วิทยาลัยเทคนิคลำพูน 2.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน และ3.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ ต่างมุ่งมั่นสามัคคีทำจนสำเร็จตามเวลาที่กำหนด หลังจากได้ตัวอักษรครบแล้ว วิทยากรจึงให้นักศึกษาเขียนความรู้สึกลงบนลูกโป่งสีเขียว แสดงความรู้สึกถึง กสศ. หลายคนจับปากกาบรรจงเขียน เช่นข้อความว่า ‘ขอบคุณที่ทำให้เด็กด้อยโอกาสได้โอกาส’ ‘ขอบคุณพี่ๆที่มาให้ความรู้ในระยะเวลาตลอด 2 วัน’ ‘ขอบคุณสำหรับโอกาสทางการศึกษาที่ทำให้ผมมีการศึกษาในวันนี้’ ฯลฯ

ส่วนลูกโป่งสีขาวเขียนความรู้สึกถึงครู อาจารย์ เช่น ‘ขอบคุณครูขวัญวิมาร ครูดุจดวงตา’ ‘ขอบคุณครู’ฯลฯ เมื่อเขียนเสร็จนักศึกษาทุกคนจะนำลูกโป่งใบนั้นไปให้คนที่นักศึกษาอยากมอบให้มากที่สุด

ในช่วงสุดท้ายกิจกรรมเวทีฯนี้ นพ.สุภกร กล่าวทิ้งท้ายก่อนปิดกิจกรรมว่า หลังจากนี้ขอให้นักเรียนทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงเริ่มวางแผนชีวิต ขอให้เด็กๆตั้งเป้าหมายชีวิตและพยายามทำไปให้ถึงจุดหมาย เช่นเดียวกับอาจารย์ที่กำลังจะสร้างชีวิตเด็กทุกคน เรามีนักเรียนทุนฯรุ่น1 จำนวน 2,053 คน ถือเป็นครอบครัวใหญ่มาก

“ถ้าเด็กเหล่านี้ประสบความสำเร็จถือว่ากลุ่มใหญ่และเกิดประโยชน์มาก ทั้งจะทำให้การเรียนสายอาชีพได้รับการยอมรับจากสังคม ถ้าเราทำสำเร็จ ต่อไปครอบครัวมีคนนับหมื่น ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา และเป็นความสำเร็จในการยอมรับสายอาชีพของสังคมในไม่ช้า” นพ.สุภกร กล่าว

จังหวัดน่านลุย 20 อำเภอค้นหาเด็กปฐมวัยและเด็กนอกระบบ เข้าสู่การศึกษา

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องประชุมแกรนด์บอลรูม 1 โรงแรมเทวราช จังหวัดน่าน นายสัมฤทธิ์ สวามิภักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ประธานในพิธีเปิดการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานและจัดทำข้อมูลการใช้ Application โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจังหวัดน่าน โดยมีว่าที่ร้อยตรีสมเดช อภิชยกุล หัวหน้าโครงการ ฯ มูลนิธิฮักเมืองน่าน สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่าน องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน และภาคีความร่วมมือจังหวัดน่าน กศน. และศพด. ทหารพราน และจิตอาสาประชารัฐ กว่า 200 คนเข้าร่วมประชุม

นายสัมฤทธิ์กล่าวว่า จังหวัดน่านมีความยินดีให้การสนับสนุน การขับเคลื่อนงานนี้ เพราะจังหวัดน่านมีโครงการสำรวจเด็กและเยาวชนจังหวัดน่าน โดยกระทรวงศึกษาธิการ สั่งการให้ครู กศน. ดำเนินการสำรวจเด็ก โดยเก็บข้อมูลรายหมู่บ้าน รายตำบล จนพบผู้อยู่นอกระบบการศึกษาเป็นจำนวนหลายพันคน ซึ่งหน่วยงานด้านการศึกษาที่ดำเนินโครงการนี้ได้มีการจัดการให้เด็กและเยาวชนที่ยังไม่เข้าสู่ระบบการศึกษา หรือที่หลุดจากระบบการศึกษาได้กลับเข้าสู่การเรียนอีกครั้ง

“แต่ยังคงเหลือเด็กและเยาวชนของจังหวัดน่านอีกประมาณ 2,000 คน ที่ยังไม่ได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา จึงถือเป็นความโชคดีที่มีทุนจาก กสศ. มาให้การสนับสนุนต่อเนื่อง และยังครอบคลุมถึงกลุ่มเป้าหมายเด็กปฐมวัยที่ยากจนในสังกัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกด้วย” รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่านกล่าว

นายสัมฤทธิ์ กล่าวว่า ประสบการณ์การช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายนั้น จังหวัดน่านมีทุนเดิมในการดำเนินงานนี้ร่วมกับส่วนราชการต่างๆ อยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญของโครงการนี้ คือการสร้างให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือกันทำงานกับหลายหน่วยงานทุกภาคส่วนในจังหวัด ไม่เพียงแต่ส่วนราชการเท่านั้นให้เข้ามาขับเคลื่อนงานนี้ร่วมกัน

ด้านนายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า จังหวัดน่านจะดำเนินการครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม คือ 1.เด็กปฐมวัยใน ศพด. จำนวน 3,841 คน ในพื้นที่นำร่อง จำนวน 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองน่าน 11 ตำบล อำเภอบ้านหลวง 4 ตำบล อำเภอแม่จริม 5 ตำบล อำเภอสันติสุข 3 ตำบล อำเภอเวียงสา เลือก 1 ตำบล ได้แก่ ตำบลแม่ขนิง (รวม 24 ตำบล) และ 2.เด็กและเยาวชนนอกระบบ ในพื้นที่ 15 อำเภอ จำนวน 6,522 คน

สอนด้วยวิธีไหน ? ที่ทำให้เด็กไทยไม่ว่ายากดีมีจนก็เก่งขึ้นได้ระดับโลก ไขคำตอบกับ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.

กสศ.-สพฐ.-OECD โชว์ผลวิจัยไทยในเวทีโลก เด็กช้างเผือกไทยเจ๋ง มีทักษะความคิดสร้างสรรค์ไม่แพ้ชาติใดในโลก ทดลอง 200 โรงเรียน ยืนยัน หากผู้เรียนและครูเข้าใจ เชื่อมั่น ไว้วางใจในศักยภาพกันและกัน มีเป้าหมายการพัฒนาร่วมกันเป็นรายคน เด็กทุกคนไม่ว่ายากดีมีจนเก่งขึ้นได้ระดับโลก ด้านสพฐ. เตรียมขยายผลต่อ 400 โรงเรียนในปีการศึกษา 2562 นี้

ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เปิดเผยว่า โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้รับคัดเลือกเป็นงานวิจัยหนึ่งเดียวจากประเทศไทยที่ได้นำเสนอในเวทีการประชุมเครือข่ายสมาคมการวิจัยด้านการศึกษาโลกประจำปี 2019 (World Education Research Association: WERA 2019) ณ มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในวาระครบรอบ 10 ปีเครือข่ายวิจัยการศึกษาโลก เมื่อวันที่ 5-8 ส.ค. 62 ที่ผ่านมา ซึ่งมีเครือข่ายสมาคมการวิจัยด้านการศึกษาจาก 60 กว่าประเทศทั่วโลกเข้าร่วม

ดร.ไกรยส กล่าวว่า กสศ. สพฐ. และ OECD ศึกษาวิจัยด้วยกระบวนการ Stratified Random Sampling (SRS) และ Propensity Score Matching (PSM) กับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนไทยกว่า 5,000 คนและครูมากกว่า 200 คนจาก 200 โรงเรียนขยายโอกาสสังกัด สพฐ. อปท. และ สช. ทั่วประเทศระหว่างปีการศึกษา 2559-2561 จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันเบื้องต้นระหว่าง กสศ. และผู้เชี่ยวชาญจากองค์การ OECD และมหาวิทยาลัยปารีสมีผลที่น่าสนใจและมีนัยเชิงนโยบายหลายประเด็น มีอยู่ 3 ประเด็นได้แก่ (1) นักเรียนไทยในกลุ่มทดลอง (Experimental Group) ที่ครูได้รับการอบรมจากผู้เชี่ยวชาญจาก OECD และใช้เครื่องมือส่งเสริมและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์จาก OECD เป็นเวลา 1 เทอม เมื่อกำหนดให้ปัจจัยอื่นๆ คงที่ มีพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์สูงขึ้นอย่างมีนัยทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (Control Group)

โดยทักษะที่นักเรียนไทยมีพัฒนาการสูงสุดคือทักษะความคิดสร้างสรรค์แบบอเนกนัย (Divergent Thinking) ในวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยบางชั้นเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนขยายโอกาสสังกัด สพฐ. มีระดับของพัฒนาการของทักษะดังกล่าวสูงที่สุดในบรรดา 11 ประเทศที่เข้าร่วมโครงการกับ OECD (2) ปัจจัยสำคัญที่สามารถอธิบายความแตกต่างในระดับพัฒนาการของนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการในกลุ่มทดลองได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติคือปัจจัยด้านความสัมพันธ์และทัศนคติระหว่างครู นักเรียน และผู้บริหารสถานศึกษาต่อการพัฒนาทักษาความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ กล่าวคือ เมื่อกำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ คงที่แล้ว ผู้เรียนในกลุ่มทดลองจะมีพัฒนาด้านทักษาความคิดสร้างสรรค์สูงขึ้นเมื่อ 2.1 ครูมีความรู้ความเข้าใจในศักยภาพและข้อจำกัดของผู้เรียนในชั้นเรียนเป็นรายบุคคล 2.2 ครูใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ High Functioning Classroom จากการอบรมของ OECD ที่เป็นกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning ในการพัฒนาทักษะผู้เรียนผ่านการฝึกปฎิบัติและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง 2.3 ครูใช้กระบวนการประเมินตามสภาพจริง (Formative Assessment) ของ OECD มาปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนในชั้นเรียนของตนเองอย่างจริงจังและต่อเนื่องตลอดเทอม รวมทั้งมีความตั้งใจที่จะใช้ต่อไปในปีการศึกษาหน้า 2.4 ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นใน ความสามารถในการสอนทักษะความคิดสร้างสรรค์ของครู และทัศนคติของครูที่มีต่อผู้เรียนว่าตัวผู้เรียนสามารถพัฒนาได้จริง และ 2.5 ผู้บริหารสถานศึกษาให้การสนับสนุนการทำงานของครูในโครงการ และมีความตั้งใจที่จะใช้เครื่องมือนี้ต่อในปีการศึกษาหน้า

นอกจากนั้นแล้ว ผลการวิเคราะห์ของ OECD พบว่านักเรียนที่มีพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์ที่สูงขึ้น หลังการทดลอง มีแนวโน้มที่จะมีปฏิสัมพันธ์ด้านการศึกษากับผู้ปกครองที่ดีขึ้นผ่านการพูดคุยเกี่ยวกับการเรียนที่โรงเรียน และหนังสืออ่านนอกเวลาเรียนมากขึ้น และความสำเร็จในการพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ระหว่างครูและผู้เรียนข้างต้นเกิดขึ้นกับทั้งนักเรียนในระดับประถมศึกษาที่มาจากครอบครัวที่รายได้ปกติและครอบครัวที่มีรายได้น้อย แต่ผลดังกล่าวมีระดับที่ลดลงในกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนขยายโอกาส

สพฐ. เตรียมขยายผลต่อ 400 โรงเรียนในปีการศึกษา 2562
“จึงอาจสรุปจากผลการวิจัยเบื้องต้นนี้ได้ว่าครูและนักเรียนไทยที่เข้าร่วมโครงการวิจัยกับ OECD และ 11 ประเทศเป็นเวลา 3 ปีได้พิสูจน์ให้เห็นว่าทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนไทยในโรงเรียนขยายโอกาสซึ่งเป็นกลุ่มที่มักได้คะแนน PISA เฉลี่ยต่ำที่สุดแทบทุกครั้งที่มีการจัดสอบ สามารถพัฒนาได้จริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติไม่แพ้ประเทศอื่นๆจากทั่วโลก รวมถึงนักเรียน “ช้างเผือก” (จากผลการสอบ PISA ครั้งล่าสุด นักเรียนที่มีเศรษฐสถานะต่ำทีสุดร้อยละ 25 ของประเทศ แต่ทำคะแนน PISA ได้อยู่ในกลุ่มคะแนนสูงสุดร้อยละ 25 ของโลก ซึ่งอยู่ในสัดส่วนราวร้อยละ 3 ในกลุ่มตัวอย่างของประเทศไทย) เมื่อผู้เรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษามีความเข้าใจเชื่อมั่นในศักยภาพของกันและกัน กล้าที่จะปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอน และมีเป้าหมายการพัฒนาร่วมกันเป็นรายบุคคลผ่านการใช้เครื่องมือการประเมินผลตามสภาพจริง (Formative Assessment) ข้อค้นพบนี้มีนัยเชิงนโยบายที่สำคัญทั้งต่อการปฏิรูประบบการศึกษาในมิติคุณภาพ และมิติความเสมอภาคต่อผู้เรียนทุกคนในระบบการศึกษา ซึ่งชี้ให้เห็นว่า จริงๆ แล้วระบบการศึกษาไทยสามารถผลิตนักเรียนบางกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สูงไม่แพ้ใครในโลก ทั้งนักเรียนที่มาจากครอบครัวทั่วไป หรือนักเรียนที่มาจากครอบครัวยากจน โดยปัจจุบัน สพฐ. และ กสศ. กำลังวางแผนร่วมกันในการขยายผลจากการวิจัยร่วมกับ OECD นี้สู่สถานศึกษาอีก 400 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 3 จังหวัด (สตูล ระยอง ศรีสะเกษ) เพื่อเป็นกลไกในการขยายผลการดำเนินงานในระดับประเทศต่อไป” ดร.ไกรยส กล่าว

 

Dr.Stephan Vincent-Lancrin ผู้อำนวยการโครงการวิจัย Fostering Creative and Critical Thinking Skills in Education องค์การ OECD กล่าวว่า ความสำเร็จจากผลการวิจัยในโครงการนี้ทำให้องค์การ OECD และประเทศสมาชิกมีความมั่นใจมากขึ้นว่าทักษะความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาได้ภายใต้ความหลากหลายของระบบการศึกษาและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ คณะกรรมการบริหารโครงการ PISA จึงมีมติให้มีการเพิ่มการสอบ PISA ด้านความคิดสร้างสรรค์ในการสอบ PISA ครั้งถัดไปในปี 2021 นี้ โดยองค์การ OECD จะดำเนินการเผยแพร่องค์ความรู้และเครื่องมือที่ได้จากโครงการวิจัยนี้ให้แก่ทุกประเทศที่สนใจจะนำไปใช้สนับสนุนการปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาต่อไปหลังการแถลงผลรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ องค์การ OECD มีกำหนดจัดประชุมสัมมนาและแถลงข่าวผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์ของโครงการนี้อย่างเป็นทางการ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรในสิ้นเดือนกันยายน 2562 นี้ ซึ่งจะมีรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล นักการศึกษาชั้นนำ และผู้บริหารภาคเอกชนระดับโลกเข้าร่วมมากกว่า 100 คนจากหลายสิบประเทศ มาร่วมกันเสวนาผลการวิจัยและนัยเชิงนโยบายต่อระบบการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต

 

ไอเดียงานชิ้นเดียวในโลก แปลกใหม่ ทันสมัย นร.ทุนนวัตกรรม ฯ คว้าชัย แผนการตลาดโซเชียล4.0


ทีมนักเรียนทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ปวส. 1 วิทยาลัยการอาชีพปากช่อง คว้ารับรางวัลอันดับ 3 ในการแข่งขันทำการตลาด 4.0 ผ่าน Social Media รายการ e-commerce Young Talent Season 5 ในโจทย์ ‘การสร้าง Brand Character บนโลกออนไลน์’ จากทีมร่วมเข้าแข่งขันทั้งหมด 47 ทีม

สุกัญญา พรรษา หรือ ‘น้องบุ๋มบิ๋ม’ นักเรียนทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่น 1 สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ หนึ่งในสมาชิกทีมวิทยาลัยการอาชีพปากช่อง ย้อนเล่าที่มาการแข่งขันว่า ตอนแรกตั้งใจว่าจะเข้ามาเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อนำกลับไปพัฒนาตนเอง เนื่องจากเป็นการเข้าร่วมการแข่งขันครั้งแรก แต่กลายเป็นม้ามืดที่ไม่คิดว่าทีมจะได้รับรางวัล เพราะผู้เข้าแข่งขันทีมอื่น ๆ ล้วนมีแต่คนเก่งมากความสามารถ

“เราเข้าร่วมการแข่งขันจากการชักชวนของอาจารย์ จากนั้นก็รวมทีมกับเพื่อนคิดแผนงาน ให้อาจารย์ช่วยปรับจนเป็นรูปเป็นร่าง โจทย์คือการออกแบบกระเป๋า เริ่มคิดแบรนด์ คิดโลโก้ วางแผนวางขั้นตอนตามกระบวนการทุกอย่างเหมือนทำขายจริง เพนท์กระเป๋า แล้วนำไปครีเอตบนเพจ นำชิ้นงานที่เราสร้างไปลงขาย ก่อนจะวัดผลผู้ชนะจากยอดไลค์ยอดแชร์จากบุคคลทั่วไป” สุกัญญาเผย

น้องบุ๋มบิ๋ม บอกอีกว่า ไอเดียตั้งต้นในการทำการตลาดครั้งนี้ เน้นที่ความแปลกใหม่ ทันสมัย มีเอกลักษณ์ของชิ้นงานที่แข็งแรง เป็นงานชิ้นเดียวในโลก อยากให้ผู้ซื้อเห็นแล้วสามารถจำได้ทันทีว่าเป็นงานของแบรนด์เรา ซึ่งเป็นไอเดียที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะนำไปต่อยอดทำแผนการตลาดบนเวทีชีวิตจริง

“เราตั้งใจไว้แล้วว่าอยากลองทำขายจริงๆ อยากรู้ว่าตัวเองจะสามารถทำให้แผนงานที่คิดไว้เป็นจริงได้มากแค่ไหน หลังเสร็จจากการแข่งขันก็คิดกับเพื่อนร่วมทีมว่าจะนำมาต่อยอดในเฟสบุ๊ค เพนท์ลงเสื้อ เพนท์ลงแก้ว ลองขายดู เพราะเราอยากหารายได้ระหว่างเรียนไปด้วย” สุกัญญาระบุ

เจ้าของรางวัลอันดับ 3 แผนการตลาด 4.0 เล่าต่อไปว่า ในฐานะนักเรียนทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่น 1 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. การได้รับรางวัลจากการแข่งขันนับเป็นกำลังใจที่ดีในการเรียนและพัฒนาตนเองต่อไป

“เคยตัดสินใจว่าเมื่อเรียนจบ ม.6 แล้วจะเลิกเรียนเพื่อทำงาน ตอนเรียน ม.ปลาย ครอบครัวเราต้องใช้เงินเยอะ พ่อแม่ต้องทำงานหนักมากเพื่อส่งเราเรียน หลายครั้งก็ไม่พอต้องให้คุณย่าเป็นคนส่งแทน ซึ่งท่านก็แทบไม่มีรายได้อะไรนอกจากเงินที่ได้รับจากเบี้ยเลี้ยงคนชรา จึงส่งเสียได้แค่ชั้น ม.6 แล้วบอกว่าให้เราออกไปทำงาน ก็ตั้งใจว่าเลิกเรียนแล้วหางานทำ แต่มีอาจารย์ชวนไปเรียนต่อ ซึ่งทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงที่ได้รับมานี้ ทำให้เแบ่งเบาภาระที่บ้านได้เยอะมาก” สุกัญญากล่าว

แม้เคยตัดสินใจหยุดอนาคตตัวเองที่ชั้นมัธยมปลาย ปัจจุบันน้องบุ๋มบิ๋มได้วางเป้าหมายใหม่ให้สามารถพาตนเองไปได้อีกไกลในสาขาวิชาที่ร่ำเรียนมา

“เป้าหมายคือเมื่อเรียนจบตั้งใจจะศึกษาต่อในสาขาที่เรียนมา คือเทคโนโลยีสารสนเทศ เพราะเราฝันอยากทำงานด้านนี้ ก็คิดว่าจะพยายามตั้งใจเรียนต่อไปให้ได้ในระดับสูงที่สุด” สุกัญญาระบุ

กาญจนา ทิมภราดร อาจารย์ที่ปรึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร วิทยาลัยการอาชีพปากช่อง เปิดเผยว่า น้องสุกัญญาเป็นเด็กหัวดี มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นผู้นำการทำกิจกรรมต่างๆ เสมอ ตั้งแต่เห็นว่ามีโครงการแข่งขันทำการตลาดออนไลน์ก็ตั้งใจว่าจะสนับสนุนให้ลูกศิษย์คนนี้เข้าไปหาประสบการณ์

“เจอบุ๋มบิ๋มตั้งแต่เรียนอยู่ ม.6 พอรู้ว่าตัดสินใจจะเลิกเรียนจึงพยายามชักชวนกลับมาเรียน แนะนำให้เข้าโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ของ กสศ. ถ้าไม่ได้รับทุนนี้เขาก็คงไม่ได้เรียนต่อแล้วที่บ้านส่งเสียไม่ไหว เขาตั้งใจจะหางานทำส่งเงินให้ที่บ้าน แต่สิ่งที่เราเห็นในตัวเขาคือเด็กมีศักยภาพ มีความคิดสร้างสรรค์ ควรได้รับการส่งเสริมพัฒนา เราจึงเข้าไปคุยกับครอบครัวเขา โน้มน้าวให้เห็นถึงผลที่จะได้รับจากการเรียน หรือสิ่งที่จะต่อยอดไปได้ในอนาคต มันเป็นผลในระยะยาว” กาญจนากล่าว

อาจารย์ที่ปรึกษา ฯ กล่าวว่า ทุน กสศ.ที่ได้รับมาช่วยแบ่งเบาชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวน้องสุกัญญาให้ดีขึ้นได้ ด้วยทุนก้อนนี้เด็กนักเรียนจึงได้กลับมาเรียนอีกครั้ง และเด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน พวกเขาจะยิ่งพยายามด้วยโอกาสใหม่ในชีวิตที่ได้รับ จึงเชื่อว่าโอกาสตรงนี้มันคือสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและเปลี่ยนแปลงอนาคตได้

เริ่มแล้ว ! เวที ‘ปลุกพลัง สร้างโอกาสแห่งอนาคต กับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง’ คึกคักนักเรียนทุน ฯ แห่ร่วมกิจกรรม

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2562 ที่วิทยาลัยเทคนิคลำพูน จังหวัดลำพูน กองทุนเพื่อความเสมอภาคการศึกษา (กสศ.) จัดเวที “ปลุกพลัง สร้างโอกาสแห่งอนาคต กับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง” เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ กับผู้บริหาร ครู อาจารย์สถานศึกษาสายอาชีพ และนักเรียนทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง โดยมี นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.ปานเพชร ชินิทร คณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รศ.ดร.สันติ ตันตระกูล ผู้ทรงคุณวุฒิ ผศ.ดร.สมชาย หมื่นสายญาติ ผู้ทรงคุณวุฒิ รศ.ดร.ณรงค์ มั่งคั่ง ผู้ทรงคุณวุฒิ นายแสวง ทาวดี ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน และนายวัชรพงศ์ ฝั้นติ๊บ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคลำพูน และคณะครูอาจารย์ เข้าร่วมกิจกรรม

จากนั้น นพ.สุภกร ได้กล่าวทักทายพูดคุยกับนักเรียนทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ทั้งหมด 162 คน จากวิทยาลัย 3 แห่ง ประกอบด้วย
1.วิทยาลัยเทคนิคลำพูน
2.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน
3.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่
ทำให้บรรยากาศเวทีเป็นไปอย่างคึกคักสนุกสนาน

สำหรับเวที “ปลุกพลัง สร้างโอกาสแห่งอนาคต กับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 สิงหาคม 2562 ณ วิทยาลัยเทคนิคลำพูน จังหวัดลำพูน ตลอดช่วง 2 วัน อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมสาระต่างๆมากมายทั้งกิจกรรมฝั่งกลุ่มผู้อำนวยการ ครู อาจารย์ สถานศึกษาสายอาชีพ เช่น Life coach…พลิกความคิด เปิดมุมมองการพัฒนานักศึกษาสายอาชีพ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นต้น

ส่วนกิจกรรมของกลุ่มนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง มีกิจกรรม Group Dynamic team building เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นแค่น้ำจิ้ม ยังมีเนื้อหาสาระกิจกรรมที่อัดแน่นเพื่อคณะผู้อำนวยการ ครู อาจารย์ และนักเรียน ตลอด 2 วัน

กสศ.ผนึกกำลัง 14 หน่วยงานขับเคลื่อนการศึกษาพื้นที่จังหวัดลำปาง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องประชุมโอฬารรัตน์ อาคารโอฬารโรจน์หิรัญ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง สมัชชาการศึกษานครลำปาง นายเรวัฒน์ สุธรรม ประธานสมัชชาการศึกษา ฯ ร่วมกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิยดา เหล่มตระกูล ผู้รับผิดชอบโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จังหวัดลำปาง จัดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจังหวัดลำปาง โดยมี รศ.กิตติศักดิ์ สมุทธารักษ์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง กล่าวต้อนรับผู้เข้าประชุมกว่า 100 คน จากหน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ 14 หน่วยงาน พร้อมทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ 14 หน่วยงานในพื้นที่จังหวัดลำปาง ในการขับเคลื่อนโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ฯ ในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเสริมงาม อำเภอแม่เมาะ อำเภอแจ้ห่ม และอำเภองาว

นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ในฐานะประธานเปิดการประชุม กล่าวว่า เจตนารมณ์ที่มาเป็นประธานในงานนี้เนื่องจากจังหวัดลำปางให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา เพราะเป็นประเด็นที่สอดคล้องกับการพัฒนาคุณภาพความเป็นมนุษย์และบุคลากรในศตวรรษที่ 21 ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมบุคลากรให้ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

“โดยเฉพาะประเด็นสำคัญคือ การสร้างความเสมอภาค การให้โอกาสเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา อีกทั้งยังได้เล่าประสบการณ์ที่ได้เห็นความแตกต่างและความด้อยโอกาสจากการเรียนในวัยเยาว์ เพราะเป็นเด็กต่างจังหวัด และได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพ ฯ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบ ทำให้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว การที่ประเทศไทยมี พ.ร.บ.เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษานี้เห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีที่เด็กไทยจะได้รับโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอย่างเสมอภาคกัน” นายทรงพลกล่าว

นายทรงพลกล่าวว่า สำหรับการทำงานด้านการศึกษาที่ผ่านมาของจังหวัดลำปาง รู้สึกชื่นชมหน่วยงานทางการศึกษาของจังหวัด โดยเฉพาะ กศน. ที่เป็นหน่วยงานที่ทำงานหนักและให้โอกาสคนชายขอบได้เข้ามาเรียนและมาเป็นส่วนร่วมสำคัญในการสำรวจ ค้นหากลุ่มเป้าหมายของโครงการนี้ด้วย ในโอกาสการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาครั้งนี้ ก็ขอให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างจริงจังเพราะจังหวัดให้ความสำคัญเกี่ยวกับการศึกษา และแม้ตนเองจะเกษียนไปจากจังหวัดลำปาง ก็จะพยายามเดินทางมาติดตามเรื่องนี้ให้สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้

ด้านนายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า บทบาทของ กสศ. ในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา มีกลุ่มเป้าหมายกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 4.6 ล้านคนทุกช่วงวัย สำหรับโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่จะดำเนินการกับกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มก่อน คือ กลุ่มปฐมวัย และเด็ก และเยาวชนนอกระบบการศึกษา และในปีต่อๆไป จะมีการขยายผลสู่กลุ่มเป้าหมายอื่นต่อไป จึงขอชักชวนให้ผู้เข้าร่วมประชุมมาช่วยกันทำงานค้นหาเด็กกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ เพื่อคืนโอกาสในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้เด็กกลุ่มเป้าหมาย

เก็บเด็กด้วยรอยยิ้ม! ศพด.เพิ่มมาตรฐานดูแลเด็กปฐมวัย เตรียมพร้อมก่อนการศึกษา

จากเดิมที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) เคยถูกมองว่าเป็นเพียงแค่สถานรับฝากเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน แต่ปัจจุบันด้วยความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังทำให้ทาง ศพด. พยายามยกระดับมาตรการการดูแลเด็กในช่วงปฐมวัยให้มีพัฒนาการการทั้งด้านร่างกายและจิตใจเพื่อเป็นพื้นฐานที่สำคัญก่อนการศึกษาในช่วงวัยที่สูงขึ้น

พรศิริ นรโคตร รักษาการหัวหน้าศพด.นครนนท์ 12 ประชานิเวศน์ 3 จังหวัดนนทบุรี อธิบายว่า ช่วงวัยของ “เด็กปฐมวัย” ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของเด็กแต่ละคน เพราะเป็นช่วงเวลาที่เด็กมีการพัฒนาเตรียมความพร้อมในด้านต่าง เมื่อเขาได้รับการถ่ายทอดสิ่งใดในช่วงวัยนี้ก็จะไปสะท้อนในช่วงวัยที่โตขึ้นเช่นหากได้รับสัมผัสความรุนแรงก็มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นเด็กหัวรุนแรงในอนาคต ทางศูนย์เน้นให้การดูแลเป็นเหมือนกับโรงเรียนอนุบาล ไม่ใช่เพียงแค่สถานรับเลี้ยงเด็กอย่างที่เคยถูกมองว่าเป็นเช่นนั้นในอดีต

ปัจจุบันมีการพัฒนามาตรฐานการเรียนใช้หลักสูตรปฐมวัย ปี 2560 เหมือนอนุบาลทั่วไป ที่เน้นพัฒนาการ 4 ด้าน คือ ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และ สังคม ปัจจุบัน ศพด.นครนนท์ 12 ประชานิเวศน์ 3 จ.นนทบุรี มีเด็กทั้งหมด 128 คน มีครูทั้งหมด 7 คน เปิดรับเด็กตั้งแต่ 2 ขวบครึ่งถึง 5 ขวบ ชั้นเตรียมอนุบาลถึงอนุบาล 3 แต่เนื่องจากทางศูนย์เพิ่งเปิดมาได้สองปีจึงยังไม่มีการสอนชั้นอนุบาล 3 ในปัจจุบัน โดยจะเปิดสอนได้ในปี 2563

“ที่ศูนย์จะไม่มีการตีเด็ก จะเก็บเด็กด้วยรอยยิ้ม เสียงเพลง เพราะเด็กแต่ละคนมีที่มาแตกต่างกันเมื่อมาอยู่ที่นี่เราก็อยากให้เด็กรู้สึกมีความสุขที่สุด เด็กบางคนมีปัญหาเพราะพ่อแม่สมัยนี้สปอยล์ให้เล่นโทรศัพท์ บางคนก็จะมีอาการออทิสติกเทียม ไม่ปฏิสัมพันธ์กับครู กับเพื่อนคนอื่น พูดไม่ได้วิ่งอย่างเดียว เราก็ต้องสอนให้เขาเข้าสังคมต้องคอยเอาใจใส่ดูแล บางคนถ้าอาการหนักก็ต้องแจ้งผู้ปกครองให้ไปรักษา หากรักษาเร็วก็จะแก้ไขง่าย แต่บางคนพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ยอมรับ เราก็ต้องใช้วิธีคุยอ้อมๆ หากเขายอมรับก็ค่อยบอกให้พาไปหาหมอ แต่ก็มีบางคนไม่ยอมรับ บางเคสก็บอกไม่ว่างไม่มีเวลา” พรศิริ กล่าว

ในด้านการพัฒนาบุคลากร รักษาการหัวหน้าศูนย์ฯ ระบุว่า แม้บางคนจะไม่มีวุฒิแต่ก็มีประสบการณ์ ซึ่งเราจะจัดอบรมตลอด เพราะเราจะทำให้ศูนย์พัฒนาฯเป็นเหมือนโรงเรียนแต่ก็ไม่ง่ายเพราะโรงเรียนอื่นเขามีครูกัน 20 คน แต่ที่นี่มี 7 คน ใจรักต้องอยู่กับเด็กโดยตรง เราก็จะบอกครูแต่ละคนว่ามีโอกาสก็ให้ไปเรียนเพราะมีประสบการณ์ขาดแค่ใบวุฒิมาเติมเต็มหลายคนก็เตรียมที่จะไปเรียนเพิ่ม

ด้าน ชริวรรณ หงษ์ทอง ครูผู้ดูแลเด็กผู้มีทักษะ ศพด.นครนนท์ 12 กล่าวว่า เราได้ปรับการเรียนการสอนให้ตรงกับมาตรฐานการศึกษาให้เหมาะสมตามช่วงวัย ผ่านกิจกรรม 6 หลัก คือ 1.กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ 2.กิจกรรม สร้างสรรค์ 3.กิจกรรมเสรี 4.กิจกรรมเสริมประสบการณ์ 5.กิจกรรมกลางแจ้ง และ 6.กิจกรรมเกมการศึกษา โดยเด็กแต่ละคนจะมาจากครอบครัวที่แตกต่างกัน เราไม่ได้มองว่าเด็กคนไหนฐานะดีไม่ดี เราไม่ได้มองจุดนั้น เมื่อเขาก้าวเข้ามาในศูนย์ฯเราคิดแค่จะทำยังไงให้เขามีพัฒนาการและต้องดูแลให้เหมือนกันทุกคนไม่แบ่งแยกจะรวยจะจนก็ตาม

สำหรับค่าใช้จ่าย ทางศูนย์จะเก็บค่าใช้จ่ายประจำตัวเด็กครั้งเดียว ปีละ 2,300 บาท ครอบคลุมทุกอย่าง ทั้งอุปกรณ์ ผ้าปูที่นอน หมอน ของใช้ส่วนตัว อาหาร นม นักเรียนจะเรียนตั้งแต่ 7.30 -14.30 น. แต่บางกรณีหากผู้ปกครองติดภารกิจไม่สามารถมารับได้ครูก็จะดูแลเด็กต่อให้ไปจนถึง 16.00 น. โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

“การศึกษาปฐมวัยถือเป็นสิ่งสำคัญ หากได้รับการปลูกฝังสิ่งที่ดีๆ เขาก็จะจดจำ นำไปใช้ต่อยอดตอนโตขึ้น เราก็ต้องปลูกฝังพัฒนาการที่ดีให้เขาในช่วงวัยนี้ เช่นเล่นยังไงให้ได้ความรู้เรียนยังไงให้มีความสุข คุณครูมีความสุขเด็กก็มีความสุข เชื่อว่าเด็กทุกคนที่จบจากที่นี่ไปจะไปเข้า ป.1 ได้ทุกคนแน่นอน แต่เป้าหมายที่สำคัญคือการที่เด็กจบจากที่นี่ไปจะเข้าสังคมได้สามารถอยู่กับเพื่อนคนอื่นได้ ปฏิบัติหน้าที่ภารกิจของตัวเองได้“ ชริวรรณกล่าว

ชริวรรณ กล่าวว่า การสอนของศพด.นครนนท์ 12 จะไม่เน้นว่าต้องให้เขียนหนังสือให้ได้ แต่จะปล่อยไปตามธรรมชาติของเด็ก ฝึกการเข้าสังคม ฝึกการใช้กล้ามเนื้อ บางคนก็จะถามว่าไม่สอนให้เขียนอะไรบ้างหรือ เราก็บอกว่าต้องเป็นไปตามวัยของเขา บางทีเด็กรุ่นนี้จับดินสอก็จับไม่ถูก แต่พอไปถึง ป.1 เขาก็เขียนชื่อตัวเองได้อัตโนมัติเราอย่าเพิ่งไปใส่ในเรื่องวิชาการอะไรให้เด็กมากให้เขาได้เล่นสนุกกับการเล่นแล้วสอดแทรกความรู้ไประหว่างเล่น เช่นเล่นไม้บล็อคก็จะสอนศัพท์ภาษาอังกฤษแทรก วงกลม สามเหลี่ยม สีเขียว สีเหลือง เขาก็ไม่รู้ตัวว่าได้รับความรู้แต่พอมาถามครั้งต่อไปเขาก็จำได้

“ความแตกต่างของเด็กที่เข้ามาที่นี่ก็มีหลากหลายเราก็ต้องดูแลเรื่องระเบียบวินัย มารยาทที่ไม่เหมือนกัน บางคนมาจากชุมชนพูดจาห้วนภาษาพ่อขุนรามฯ มาเลย เราก็ต้องมาฝึกจนตอนหลังเขาดีขึ้นไหว้สวยเท้าชิด พนมมือ ก้มศรีษะ จนพ่อแม่เขายังแปลกใจ เราเองก็ภูมิใจ” ครูผู้ดูแลเด็กผู้มีทักษะกล่าว

เงินอุดหนุน‘กสศ.’ฟื้นทักษะทำ‘กริชรามันห์’ ศิลปะปลายด้ามขวาน

เนื่องจากเด็ก ๆ มีความสามารถและความถนัดแตกต่างกัน ผลสำเร็จทางการศึกษาจึงไม่ใช่เครื่องมือชี้วัดคุณภาพชีวิตเสมอไป นั่นคือหลักการตั้งต้นของครูโรงเรียนพัฒนาบาลอ ตำบลบ้านบาลอ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ได้นำมาใช้ขับเคลื่อนในโครงการฝึกทักษะอาชีพให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนเพื่อให้มีความรู้สู่การประกอบอาชีพหลังจบการศึกษา

มูฮัมหมัด ซัยนูดิน หะยีมะ ครูโรงเรียนพัฒนาบาลอ จังหวัดยะลา ระบุว่า โรงเรียนได้รับเงินอุดหนุนหรือทุนนักเรียนเสมอภาค จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ให้กับเด็กขาดแคลนทุนทรัพย์ ขณะเดียวกันยังได้ทุนสำหรับนำไปต่อยอดพัฒนาทักษะอาชีพให้กับเด็กนักเรียน ทางโรงเรียนพัฒนาบาลอเริ่มต้นพัฒนาทักษะอาชีพให้กับนักเรียน โดยเฉพาะกลุ่มที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผ่านการสืบสานทำ ‘กริชรามันห์’ ซึ่งถือเป็นศิลปะเลื่องชื่อของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่มีความเป็นมายาวนานสืบย้อนไปได้ถึงพุทธศตวรรษที่ 7 แม้ทางโรงเรียนมีอุปสรรคในเรื่องของอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ยังไม่มีความพร้อม เนื่องจากการขาดแคลนงบประมาณสนับสนุน

“ตอนนี้โชคดีทางโรงเรียนได้รับทุนดังกล่าวจาก กสศ. จึงได้นำมาใช้จัดสรรทั้งในเรื่องอุปกรณ์ และใช้อุดหนุนเงินให้เด็กยากจนพิเศษที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนเป็นรายคน และโครงการพัฒนาทักษะอาชีพการทำกริชรามันห์จึงดำเนินต่อไปได้” มูฮัมหมัด ซัยนูดิน กล่าว

มูฮัมหมัด ซัยนูดิน กล่าวว่า โรงเรียนมีจุดประสงค์มุ่งเน้นไปยังการสร้างทักษะอาชีพให้กลุ่มเด็กด้อยโอกาส ทุนที่โรงเรียนได้รับถือเป็นการสร้างโอกาสให้เด็กในชุมชนของเราสามารถเข้าถึงการเรียนหนังสือ ได้ฝึกฝนเรียนรู้พัฒนาตนเพื่อเป็นช่างฝีมือผู้มีความชำนาญศิลปะโบราณที่เกือบจะสูญหายไปแล้ว นับเป็นทั้งการสร้างคุณภาพชีวิตให้เด็กและเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประจำท้องถิ่นไปพร้อมกัน

โครงการพัฒนาทักษะอาชีพมีเป้าหมายเพื่อต่อยอดความสามารถเด็กให้ไปสู่ระดับอาชีพหลังจบการศึกษา สามารถนำไปสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้จริงในอนาคต

ในช่วงระหว่างฝึกทีกษอาชีพโรงเรียนยังได้ร่วมมือกับศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกลุ่มสหกรณ์กริชรามันห์ จังหวัดยะลา นำผลิตภัณฑ์กริชจากโครงการฝึกอาชีพไปจัดจำหน่ายทั้งในร้านสินค้าที่ระลึกและในรูปแบบออนไลน์ เป็นช่องทางการสร้างรายได้ให้เด็กนักเรียนอีกทางหนึ่ง สำหรับกริชรามันห์ สนนราคาขายตั้งแต่ 1,000 บาท จนถึง 10,000 บาท

มูฮัมหมัด ซัยนูดิน เผยด้วยว่า โครงการพัฒนาทักษะอาชีพของนักเรียน ยังมีหลักสูตรการทำอาหารและขนมอีกด้วย นอกเหนือจากทักษะอาชีพที่ติดตัวเด็กจนสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ในอนาคตแล้ว ผลผลิตจากการฝึกพัฒนาทักษะระหว่างเรียนสามารถนำไปจำหน่ายเกิดรายได้กลับมาสู่เด็กนักเรียนอีกด้วย

“เด็กนักเรียนที่เข้ามาฝึกทักษะอาชีพ เป็นเด็กในระดับชั้น ม. 1-ม.3 มีทั้งเด็กชายและเด็กหญิงจำ เด็กส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ไม่มีโอกาสออกไปเรียนนอกพื้นที่เนื่องจากขาดแคลนทุนการศึกษา ซึ่งทางโรงเรียนมองว่าการฝึกฝนทักษะทางอาชีพนั้นสามารถนำไปต่อยอดสร้างอาชีพและรายได้ได้อย่างเป็นรูปธรรม”

มูฮัมหมัด ซัยนูดิน ย้อนตำนานกริชรามันห์ว่า เป็นอาวุธโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรลังกาสุกะ ปัจจุบันเป็นศาสตร์ที่แทบจะสูญหายไปแล้วด้วยขาดช่วงทางองค์ความรู้ ทางโรงเรียนเล็งเห็นว่าการทำกริชรามันห์เป็นทั้งศาสตร์และศิลปะที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูและอนุรักษ์ไว้เพื่อคนรุ่นต่อไป ทั้งยังเป็นช่องทางสร้างรายได้ให้กับกลุ่มเด็กด้อยโอกาสในพื้นที่

ทั้งนี้ โครงการฝึกพัฒนาทักษะอาชีพให้นักเรียน มีการทำกริชอยู่ 2 ประเภท คือ
1.กริชหัวนกพังกะ ในสมัยโบราณจะใช้ในหมู่เจ้าเมืองและขุนนาง
2.กริชหัวลูกไก่ เป็นอาวุธสำหรับสามัญชนทั่วไป

เด็กนักเรียนจะได้ฝึกทักษะการทำกริชทั้ง 2 ประเภท โดยแบ่งความชำนาญออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ กลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ กลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญระดับกลาง และระดับเริ่มต้น

คุณแม่‘ลูกหก’ ถึงเหนื่อยแต่ลูกต้องได้เรียนหนังสือ

นับเป็นภาระอันหนักอึ้งของ นิตยา อ้นทอง คุณแม่วัย 43 ปี ที่ต้องเลี้ยงดูลูกถึง 6 คน กำลังอยู่ในวัยเรียน โดยมี พี่สาว ซึ่งไม่มีลูกช่วยรับลูก คนที่ 2, 3และ 5 ไปช่วยดูแล โดยเธอจะเลี้ยงดูลูกคนที่ 1, 4 และ “น้อง” ลูกสาวคนสุดท้อง

ในแง่ค่าใช้จ่าย คุณพ่อจะรับหน้าที่ดูแลในส่วนของค่าใช้จ่าย ค่ารถ ค่าบ้าน ส่วนคุณแม่จะรับหน้าที่ดูแลค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ค่ากิน ค่าข้าวของเครื่องใช้ โดยทำงานรับจ้างเป็นแม่บ้านคอนโดมิเนียม

“ยิ่งลูกโตขึ้นค่าใช้จ่ายก็ยิ่งโตตามตัว หลายอย่างก็ต้องเจียด ต้องพยายามลดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง ประหยัดมากขึ้น อะไรลดได้ก็ต้องลด ไม่พยายามมีหนี้มีสิน ถึงจะเหนื่อยอย่างไรก็ต้องดูแลลูก ลูกต้องได้เรียนดีๆทำงานทุกอย่างเพื่อลูก พ่อเขาก็จะทำทุกงานทุกอย่าง”

ตอนเช้า นิตยา จะไปส่ง “น้อง” ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) ย่านประชานิเวศน์ 3 ตกช่วงบ่าย ลูกชายคนโตที่เรียน การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) จะมารับน้อง ตอนนี้เขาอยากเรียนอะไรก็จะให้เขาเรียน เพราะเด็กสมัยนี้เขาไม่ค่อยอยากเรียน อย่างตอนนี้น้องอยากเรียนนาฏศิลป์ เขาชอบเราก็ให้เขาเรียน

“ทำงานเหนื่อยมากแต่พอเห็นพวกเขาเราก็ไม่เหนื่อย มีแรงสู้ต่อ ทีแรกก็ท้อเหมือนกัน คิดหลายอย่างถ้าเราท้อลูกจะอยู่อย่างไร ก่อนหน้านี้เคยตรวจเจอเนื้องอกที่หน้าอก หมอบอกอาจเเป็นมะเร็งเต้านม ตอนนั้นไม่ได้ทำอะไรไปอาทิตย์หนึ่ง กลัวเป็นแต่พอตรวจละเอียดแล้วไม่ได้เป็นก็ลุกขึ้นมาสู้ใหม่”

นิตยา บอกว่า ตอนนั้นคุณแม่ของเราบอกว่า ถ้าเราไม่สู้แล้วลูกจะอยู่ยังไง ถ้าเราตายไปใครจะหาให้ลูกกิน ลูกจะอยู่ยังไง เราก็ได้ลูกเป็นกำลังใจ อย่างเวลาท้อ ลูกก็จะมาถามแม่เหนื่อยไหม แล้วจะสู้ไหม ฟังแล้วก็มีกำลังใจสู้ต่อ บางทีเราท้อ เราเหนื่อย เขาก็บอกต่อไปหนูจะช่วยแม่ แล้วเขาก็ทำตามที่พูด

“อยากให้ลูกทำอะไรดีๆ กับตัวเขาเอง เพราะไม่มีใครช่วยได้นอกจากตัวเขาเอง แม่ก็พูดตลอดให้เรียนหนังสือ ไม่เรียนไม่มีใครช่วย คนอื่นเขาก็ต้องดูแลตัวเอง ลูกก็ต้องดูแลตัวเอง แม่ก็สู้มาแต่เล็กจนโตตอนนี้แม่ก็สู้เพื่อลูกแต่ลูกก็ต้องสู้เพื่อตัวเองด้วย” นิตยากล่าว

ส้มตำสู้ชีวิต ! ทุกลมหายใจขอ’ตำ’ ส่งลูกเรียนหนังสือ

รุ่งฟ้า ประสงค์สุข คุณแม่ลูกสอง วัย 43 ปี ถือเป็นอีกตัวอย่างของคุณแม่สู้ชีวิต ที่ต้องทำงานสู้ชีวิตขี่รถพ่วงขายส้มตำไก่ย่างไปตามที่ต่าง ๆ กับสามี เพื่อนำเงินมาจุนเจือครอบครัวและดูแล “น้องปิ่น” บุตรสาววัย 3 ขวบที่อยู่ในวัยกำลังซน

ทุกวัน พ่อของน้องปิ่นจะทำหน้าที่เป็นคนไปจ่ายตลาด จะออกจากบ้านตั้งแต่ตี 1 เพื่อไปจับจ่ายซื้อสิ่งของวัตถุดิบต่าง ๆ และกลับมาเตรียมตัวก่อนจะเริ่มออกตระเวนขายประมาณ 10 โมงเช้าจนถึงเวลาบ่ายสองโมงครึ่ง 

ทุกวันก่อนออกไปขายของ คุณแม่จะพาน้องปิ่นไปส่งยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนครนนท์ 12 ประชานิเวศน์ 3 จังหวัดนนทบุรี ใกล้บ้าน เพื่อให้ช่วยดูแลในระหว่างที่ออกไปขาย จะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 2,300 บาทต่อปี ซึ่งจะเห็นว่าคุณครูดูแลน้องปิ่นเป็นอย่างดี มีพัฒนาที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ

ช่วงวันเสาร์ อาทิตย์ หรือบางวันที่ไม่มีคนเลี้ยง ต้องพาน้องปิ่นไปตระเวนขายส้มตำด้วย แต่น้องปิ่นเลี้ยงง่าย บางทีช่วงที่ต้องไปตำส้มตำ ย่างไก่ ลูกค้าก็น่ารัก มาช่วย เลี้ยงน้องปิ่นบนรถพ่วงไปด้วย

รุ่งฟ้า เล่าให้ฟังว่า ทุกวันนี้เธอ สามี และ ลูกสาว เช่าบ้านอยู่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ค่าใช้จ่ายเดือนละ 2,200 บาท ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ ยึดอาชีพขายส้มตำไก่ย่างมานับ 10 ปี แต่มาช่วงปีนี้เศรษฐกิจไม่ดี ของแพงขึ้น ทำให้ขายได้น้อย รายได้ลดลง บางวันก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง

“บางครั้งก็ต้องไปหาอาชีพเสริมช่วย เช่น รับจ้างขนของ คนที่จะย้ายหอ ก็ไปช่วยเขาขนตู้ ขนเตียง หรือบางทีก็หาของมาขายเสริมเพิ่มจากส้มตำ ไก่ย่างที่ขายอยู่ให้พอมีรายได้เสริมเข้ามา เพราะหากหยุดขายก็จะไม่มีเงินเข้ามา เราเป็นอาชีพค้าขาย หยุดขายรายได้ก็สะดุดไปด้วย ดังนั้นต่อให้ป่วยก็ยังต้องออกไปขายของ แต่ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็ยอมหยุด” รุ่งฟ้ากล่าว

รุ่งฟ้ากล่าวว่า หากไม่ไหวจริงก็จะไปหยิบยืมเงืนหรือขอความช่วยเหลือจากพี่ๆ น้องๆ พยายามหลีกเลี่ยงไม่ไปกู้เงินนอกระบบ ซึ่งยังโชคดีที่มีพี่สาวคอยช่วยเหลือ อย่างค่านม ค่าแพมเพิร์ส น้องปิ่นที่ได้พี่สาวช่วยมาตั้งแต่เกิด

“ถามว่าทุกวันนี้เหนื่อยไหม ก็ต้องยอมรับว่าเหนื่อย แต่พอเห็นหน้าลูกก็หายเหนื่อย โชคดีที่น้องปิ่นเป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย อยู่กับใครก็อยู่ได้ โชคดีตอนคลอดออกมาใหม่ ๆ ก็ได้คุณตา คุณยาย ที่เป็นข้าราชการเกษียณที่อยู่ข้างบ้านไม่มีลูกมาช่วยเลี้ยงจนถึงสองขวบครึ่ง ทำให้ไม่ต้องไปจ้างเขาเลี้ยงเวลาออกไปขายของ คุณตาคุณยายก็เลี้ยงเหมือนลูกเหมือนหลานเขาเอง เหมือนเป็นสิ่งที่เติมเต็มชีวิตเขา” รุ่งฟ้ากล่าว

ย้อนไปก่อนหน้านี้ด้วยความที่รุ่งฟ้า ทำงานอย่างหนักต้องตระเวนขายส้มตำตอนตั้งครรภ์ ทำให้น้ำคร่ำรั่ว น้องปิ่นคลอดก่อนกำหนดในช่วงอายุครรภ์ได้ 7 เดือน และ ต้องอยู่ในตู้อบอีกประมาณ 1 เดือน โชคดีที่สุดท้ายก็ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูก

คุณแม่ตั้งใจว่าจะเลี้ยงน้องปิ่นให้ดีที่สุด จนกว่าชีวิตจะหมดลมหายใจ แต่ก็เป็นห่วงอนาคตเขาไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ยิ่งเป็นเด็กผู้หญิง ต้องพยายามเอาใจใส่ให้เต็มที่ไม่อยากให้เป็นเด็กมีปัญหา พยายามดูแล สอนเรื่องธรรมะ ปลูกฝังพาไปวัดรู้จักความเมตตา ตอนนี้เริ่มสวดมนต์ได้แล้ว

“เราก็สอนเขาไม่อยากให้เขาเอาเปรียบคนอื่น ไม่ให้ไปรังแกคนอื่น อันไหนทำไม่ดีเราก็เตือนเขา ต้องปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก ๆ” รุ่งฟ้ากล่าว

Back To Top