คุณกระทิงร่วมสู้วิกฤต เติมเต็มมื้ออาหารน้อง 1 แสนบาท

“เรืองโรจน์ พูนผล” หรือ “คุณกระทิง” ผู้ก่อตั้ง Disrupt Technology Venture

“เรืองโรจน์ พูนผล” หรือ “คุณกระทิง” ผู้ก่อตั้ง Disrupt Technology Venture โรงเรียนสอนนวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จและผู้จัดการกองทุน 500 TukTuks

คุณกระทิงเล็งเห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับน้องๆ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่า ที่ทำให้โรงเรียนต้องปิดเทอมยาวนานออกไป โดยเฉพาะ “กลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษ” ที่ประสบปัญหาการขาดแคลนอาหาร มีปัญหาทุพโภชนาการ

ทางคุณกระทิงจึงเข้าร่วมโครงการ “สู้วิกฤติให้น้องอิ่ม คนละมือเพื่อมื้อน้อง” โดยบริจาคเงินผ่านกองทุนเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จำนวน 1 แสนบาท เพื่อร่วมจัดซื้อข้าวสารอาหารแห้ง บรรเทาทุกข์ในสถานการณ์นี้

ทั้งนี้ “คุณกระทิง” ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “น้ำบูดูกับสะตอดองคือกับข้าวที่ดีที่สุดแต่ต้องกินอย่างประหยัดเพื่อเหลือไว้ในมื้อต่อไป”

นี่คือเสียงของเด็กยากจนเมื่อเราถามถึงมื้ออาหารที่เด็กๆ ได้กินในช่วงเวลาปิดเทอมที่ยาวนานขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 เด็กหลายแสนคนต้องอดมื้อกินมื้อและไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เราไม่อยากให้การหยุดเชื้อเท่ากับการหยุดการเจริญเติบโตของเด็กๆ

ผมจึงอยากขอเชิญชวนทุกท่านร่วมโครงการสู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมื้อเพื่อมื้อน้อง สมทบทุนกับ กสศ. ซึ่งยอดบริจาคทุกๆ 300 บาท จะสามารถช่วยน้องได้ 1 คน ให้อิ่มท้องด้วยอาหารที่ถูกหลักโภชนาการตลอดช่วงระยะเวลาปิดเทอมที่เหลืออยู่

 

ติดตามความคืบหน้า
โครงการ สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือเพื่อมื้อน้อง
ได้ที่ https://www.eef.or.th/donate-covid/

ร่วมบริจาคช่วยเหลือน้องๆ ไปกับโครงการ
#สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม กับ กสศ.
ตั้งแต่วันนี้ – 18 มิถุนายน 2563

ผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทย
เลขที่ 172-0-30021-6
ชื่อบัญชี “กสศ.-มาตรา 6(6) – เงินบริจาค”
บริจาควันนี้ นำไปลดภาษีได้ 2 เท่า

สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม

แนะการศึกษายุคใหม่ครูต้องกระตุ้นเด็กให้เกิดการเรียนรู้หลายด้าน

นักการศึกษาแนะ การศึกษายุคใหม่ครูต้องกระตุ้นเด็กให้เกิดการเรียนรู้หลายด้านพร้อมกัน  สร้างบรรยากาศปลุกความคิดสร้างสรรค์ในห้องเรียน และต้องเปิดอิสระให้ออกแบบการเรียนการสอนที่แตกต่างกันได้

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสำนักพิมพ์ bookscape จัดงานเสวนาสาธารณะหัวข้อ  “Poor Students, Rich Teaching สอนเปลี่ยนชีวิต – สู้ความเหลื่อมล้ำด้วยพลังแห่งการสอน” ผ่าน เฟสบุ้ก ไลฟ์ โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (TSQP) กสศ. กล่าวว่า จากที่ได้อ่านหนังสือ Poor Students, Rich Teaching  ของ  Eric Jensen สถานการณ์ของสหรัฐอเมริกาก็มีการด้อยโอกาสทางการศึกษา 52 %  ใกล้เคียงกับสถานการณ์ของไทย โดยส่วนหนึ่งของความด้อยโอกาสเกิดจากในห้องเรียน  ซึ่งรวมถึงห้องเรียนของโรงเรียนดีๆ มีคุณภาพ

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (TSQP) กสศ.

ทั้งนี้ วงการศึกษาไทยปลูกฝังกันมานานโดยครูจะรักนักเรียนที่เรียนเก่งและชังเด็กหลังห้อง เด็กเกเร  โดยหนังสือเล่มนี้น่าจะช่วยเปลี่ยนความคิดทางการศึกษาได้ เป็นโอกาสที่ดีของครูที่จะได้เรียนรู้วิธีช่วยเด็กเกเรหลังห้อง ซึ่งในหนังสือไม่ได้เป็นเฉพาะชุดความคิดแต่ยังรวมถึงชุดการกระทำ ทำให้เด็กเกือบทุกคนบรรลุเป้าหมายนี่คือแรงบันดาลใจของหนังสือเล่มนี้

ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าวว่า ​ส่วนหนึ่งของนักเรียนในไทยเป็นเด็กที่ขาดแคลนการสนับสนุนเชิงอารมณ์ การยอมรับตัวเองหรือพัฒนาความภาคภูมิใจ ทำให้การเรียนก็จะเป็นเรื่องน่าเบื่อ โดยในหนังสือ Seven vectors of development ของ  Arthur W. Chickering ได้มีการพูดถึง 7 ประเด็นในการพัฒนาทั้ง 1.การพัฒนาขีดความสามารถ 2.การจัดการอารมณ์ 3.พัฒนาจากการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันไปสู่ความเป็นอิสระ 4.ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 5.พัฒนาอัตลักษณ์ของตัวเอง  6.นำไปสู่เป้าหมายชีวิต และ 7.ความมีคุณธรรม ซึ่งการศึกษาที่จัดอยู่ทั่วไปไม่ได้สร้างสิ่งเหล่านี้  เพราะสอนเน้นไปด้านวิชาการส่วน 7 ด้านนี้เป็นของแถมจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ต้องการสร้างสิ่งเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม  เราเห็นความหวังว่าจะสามารถพัฒนาการศึกษาได้โดยใช้หนังสือ Poor Students, Rich Teaching  มาช่วยชี้ทาง  ซึ่งมีแนวคิดวิธีการที่น่าจะใช้ได้ผลดี สิ่งสำคัญคือความเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ ซึ่งมีสัญชาตญาณ มีศักยภาพในการ ซึ่งหัวใจสำคัญของการศึกษาคือเรื่องการเรียนรู้  ที่ผ่านมาการศึกษาในศตวรรษที่ 20 เน้นผลิตคนให้ออกมาเหมือนๆ กันเพื่อไปทำงานโรงงานอุตสาหกรรมมีกฎเกณฑ์กติกาตายตัว  แต่ต่อมาเรารู้ว่าเป็นวิธีที่ล้าสมัยซึ่งการศึกษาไทยยังไปไม่ถึงการศึกษาในศตวรรษที่ 21 แต่ก็มีความพยายามผลักดันให้เกิดขึ้น ดังนั้น  7 วิธีการจากหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นหลักปฏิบัติที่สามารถโยงเข้าสู่ประเทศไทยและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ ระบบการศึกษาที่ดีจะต้องไว้ใจครูให้เกียรติครู และต้องให้การสนับสนุนครู  โดยการศึกษาในศตวรรษ 21 ไม่มีหยุดนิ่ง ยังมีการพยายามทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ ในช่วง 10-20 ปี  OECD  ระบุว่า หัวใจในการพัฒนาคนคือ “การคิดแบบสร้างสรรค์” ที่ต้องหาวิธีจัดการเรียนการสอนซึ่งไม่ยาก หลายโรงเรียนใช้วิธีการแอคทีฟเลิร์นนิ่ง และ “ไฮเพอร์ฟอร์มมิ่ง คลาสรูม”

เช่น ครูจะต้องทำหน้าที่กระตุ้นให้เด็กเรียนรู้หลายด้านพร้อมกัน ทั้งวิชาความรู้ นิสัยใจคอ จิตวิญญาณ  จากที่ได้คุยกับทางศาสตราจารย์จากฟินแลนด์ การเรียนรู้ที่โรงเรียนเป็นการเรียนรู้ที่ไม่ถึงครึ่งของการเรียนรู้ทั้งหมด ยังมีการเรียนรู้จากพื้นที่ ชุมชน สังคม ต้องมีพื้นที่การเรียนรู้เพราะเด็กที่ฟินแลนด์เลิกเรียนบ่ายสองก็ต้องไปทำกิจกรรมเข้าชมรมที่ตัวเองสนใจ การที่เราจะมีพลเมืองคุณภาพสูงเราจะต้องจัดพื้นที่การเรียนรู้ไม่ใช่แค่เน้นเฉพาะการเรียนที่โรงเรียนเท่านั้น

ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.

ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. กล่าวว่า  เรื่องเร่งด่วนทางศึกษาที่ต้องแก้ไขคือเรื่องความไม่เสมอภาคทางการศึกษา มีเด็กด้อยโอกาส เด็กยากจนพิเศษ เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งนอกจากข้อมูลจากสภาพัฒน์ ฯ ระบุว่าผลกระทบจากความยากจนและ COVID-19 ทำให้เด็ก  6.7 แสนคนเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา

อีกด้านหนึ่งยังเห็นว่ามีความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้น ข้อมูลจาก PISA 2018  ระบุว่าประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาสูงมากอยู่ในระดับเดียวกับประเทศแถบละตินอเมริกา ทั้ง ชิลี เปรู โคลัมเบีย  ซึ่งพบว่ามีความแตกต่างระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดใหญ่สูงมาก ส่วนหนึ่งมาจากการจัดสรรงบประมาณไม่เกิดการกระจายตัวที่ดีนักควรมีการสนับสนุนเพิ่มเติมให้โรงเรียนขนาดเล็กและนักเรียนยากจนพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนสิ่งสำคัญคือต้องทำบรรยากาศให้เกิดกวามคิดสร้างสรรค์ในห้องเรียนเด็กเชื่อมั่นในตัวเอง  คิดในเชิงบวก ซึ่งการจะทำได้ครูจะต้องเชื่อมั่นใจตัวเด็กก่อนว่า เด็กที่เขาสอนจะสามารถประสบความสำเร็จพัฒนาตัวเองได้  แม้แต่จะเป็นเด็กที่มีฐานะยากจน หรือมีความไม่พร้อมในด้านต่าง ๆ แต่ถ้า ถ้าครูมีทีศนคติดที่ดี เชิงบวกก็จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดความสำเร็จ ตรงนี้เป็นสิ่งที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จากในหนังสือ  และสามารถขยายผลต่อไปในทางปฏิบัติ โดยที่จะต้องให้อิสระ โรงเรียนเรียน ครู ในการดำเนินการสอนที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน  ไม่ใช่ยึดทำตามจากระบบของส่วนกลาง และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาต้องเริ่มจากการพัฒนาคุณภาพครู ทั้งคุณภาพการเรียนการสอน การพัฒนามายด์เซ็ต และให้อิสระในการทำงานด้วย

รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ของการศึกษาคือเราไม่เคยมีความชัดเจนเรื่องปรัชญาการศึกษา จนเกิดความอ่อนแอในการผลิตและพัฒนาครู ที่ผ่านมานโยบายการศึกษาเป็นแบบบนลงล่าง การพัฒนาจึงต้องทำอย่างไรถึงจะให้ผู้เรียนเข้ามามีส่วนร่วมในห้องเรียนได้ เพราะเราไม่สร้างหลักสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกคนได้ โดยกุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาคือคุณครู ซึ่งมีกองหน้าบุกเบิกนวัตกรรมการเรียนการสอนใหม่ๆ แต่ต้องไปดูว่าทำไมครูเหล่านี้ไม่สามารถแสดงศักยภาพหรือความสามารถออกมาได้ตรงนี้เป็นคำถามใหญ่ สิ่งสำคัญคือเรื่องระบบที่ต้องให้อิสระโรงเยน ตั้งแต่การคัดเลือกครูให้เหมาะสมกับอัตลักษณ์ของตัวเองไปจนถึงอิสระในเรื่องหลักสูตร 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้จากหนังสือเล่มนี้มีมากมายในการพัฒนาการศึกษา สิ่งหนึ่งคือเรื่องการจัดการความสัมพันธ์เชิงอำนาจของครูกับนักเรียนซึ่งจะต้องทำให้เป็นเชิงราบมากขึ้นจากเดิมที่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจสูงมาก เพื่อทำให้เกิด เกิดโกรธ์ มายเซ็ต ไม่ใช่ให้นักเรียนอยู่ในบรรยากาศความหวาดกลัว โดยช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19  เราเริ่มเห็นความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบการเรียนการสอน ซึ่งการจัดการศึกษาในอนาคตตัวระบบนิเวศน์การเรียนรู้ต้องเปลี่ยนแน่นอน โรงเรียนอาจไม่สถานศึกษาเพียงลำพังแต่ต้องมี บ้านผู้ปกครองงเข้ามามีบทบาทร่วมกันกับครูมากขึ้น ซึ่งที่จะต้องมีก็คือ แพลตฟอร์มที่หลากหลายรูปแบบ พื้นที่สำหรับเด็กเปราะบางยากจนพิเศษก็ต้องแบบหนึ่งเด็กในเมืองก็ต้องแบบหนึ่ง ทั้งหมดต้งอมีความหลากหลายตรงกับความต้องการของผู้เรียน

น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ประธานกรรมการบริหาร โรงเรียนต้นกล้า

น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ประธานกรรมการบริหาร โรงเรียนต้นกล้า กล่าวว่า ที่ผ่านมาการจัดสรรงบประมาณเรื่องการศึกษาไปสร้างความเหลื่อมล้ำมากกว่าการไปอุดช่องว่าจัดการความเหลื่อมล้ำ โดยการให้งบประมาณแบบรายหัวของเด็ก โรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีจำนวน 1.5 หมื่นโรงมากว่าครึ่งหนึ่งของโรงเรียนทั้งหมด  ทำให้แทบไม่สามารถบริหารจัดการตัวเองได้เลย ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องการพัฒนาแค่จัดการโครงสร้างพื้นฐานก็ยังยาก ซึ่งหากเทียบกับฟินแลนด์ที่เริ่มพัฒนาการศึกษาหลังหยุดสงครามก็ไม่ได้ใช่งบประมาณจำนวนมาก แต่ของไทยยังติดเรื่องของระเบียบตัวประเมินต่างๆ จำนวนมาก

ทั้งนี้ ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 จะพบว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีการบริหารจัดการได้ง่ายกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ ซึ่งหากทำให้การจัดสรรทรัพยากรสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กมีประสิทธิภาพก็จะเกิดประโยชน์ ทำให้โรงเรียนใกล้บ้านค่อย ๆ มีคุณภาพ เทียบเท่ากับกับโรงเรียขนาดใหญ่ถือเป็นการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาไทย  และหากมองว่าช่วงนี้เป็นโอกาสจะสามารถทำให้เกิดการปรับเนื้อหาการเรียนการสอนมุ่งสร้างทักษะให้เด็กมากกว่าแบบเดิมๆ ที่เคยทำกันมา  ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการศึกษาไทยซึ่งเริ่มเห็นความคิดสร้างสรรค์ในหลายภาคส่วน โดยเราสามารถสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้หลากหลายมากขึ้น

นายศุภวัจน์ พรมตัน ครูโรงเรียนนครวิทยาคม จ.เชียงราย

นายศุภวัจน์ พรมตัน ครูโรงเรียนนครวิทยาคม จ.เชียงราย เจ้าของเพจ อะไรอะไรก็ครู กล่าวว่า การจัดสรรงบแบบรายหัวทำให้โรงเรียนขนาดใหญ่มีจำนวนนักเรียนมากว่าได้งบมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก ทำให้เกิดความแตกต่างกัน  อย่างไรก็ตามจากที่ได้ไปอบรมเรื่อง Learning  Facilitator  ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเกือบสองเดือน  ทำให้เห็นวิธีการสอนแบบใหม่สามารถกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนและทำให้บรรยากาศห้องเยนเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น  แต่ตรงนี้ทางผู้บริหารต้องให้อิสระ ซึ่งโชคดีที่โรงเรียนเป็นโรงเรียนขนาดเล็กไม่ได้ถูกคาดหวังสูงนักทำให้มีโอกาสได้ทดลองหาวิธีที่ดีๆ ชวนทำ ชวนเล่น เด็กรู้สึกว่าสนุกขึ้น บรรยากาศในห้องดีขึ้น คะแนนสอบก็ดีขึ้้น 

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้เราเห็นเพื่อนครูในเครือข่ายที่กำลังช่วยกันออกแบบการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กได้มีการเรียนรู้ที่ดีขึ้น หลายคนก็นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งวิธีการสอน บรรยากาศ ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่เคยเห็นบรรยากาศอย่างนี้มาก่อน แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมานี่คือกระบวนการที่เรากำลังจะร่วมกันเปลี่ยนการศึกษานี่คือความหวัดที่ชัดเจนที่สุด

 

อัศวินขี่ม้าขาวช่วยให้ “คุมู” ได้เรียนต่อ

สำหรับบางคน เงิน 500 บาท อาจจะดูธรรมดา ไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย แต่สำหรับ “คุมู”  เด็กกะเหรี่ยงไร้สัญชาติ ที่เคยต้องนอนซมเพราะ “ไข้เลือดออก” เงินจำนวนนี้มีค่าถึงขั้นสามารถต่อลมหายใจให้เขาได้อีกครั้ง

“เป็นภาพที่ครูจำขึ้นใจเลยมีช่วงหนึ่งคุมูขาดเรียนไป 3-4 วัน ซึ่งปกติเขาจะไม่หยุดเรียนนานแบบนี้ หรือเขาหยุดเขาก็จะบอกก่อน ครูก็เลยไปดูที่บ้านพบคุมูเป็นไข้ ก็พาไปอนามัยปรากฏเป็นไข้เลือดออกให้ยากลับมากินและบอกให้กินอาหารดีเพื่อช่วยสร้างเม็ดเลือด  ตอนนั้นอย่าว่าแต่กินโปรตีน เนื้อสัตว์ ​แค่ข้าวยังไม่มีกินเลย คุมู ได้แต่กินน้ำซาวข้าว​ใส่เกลือแล้วจะเอาภูมิที่ไหนไปคุ้มกันตัวเอง​แต่เชื่อไหมเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก พอครูรู้ว่าคุมู ป่วย 3-4 วัน กสศ. ก็จ่ายเงินมารอบนั้นพอดี​ 500 บาท เรียกว่าต่​อลมหายใจน้องจริงๆ”

ครูชัชชฌาณีญา ชวาลปัญญาวงศ์ หัวหน้าระบบงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยน้ำขาว จ.กาญจนบุรี อดีตครูประจำชั้น เล่าให้ฟังว่า คุมู เป็นเด็กตั้งใจเรียน เรียนเก่ง มีความรับผิดชอบต่อตัวเองและครอบครัวเป็นอย่างมากช่วงปิดเทอมก็ไปรับจ้างขุดมันหารายได้ช่วยที่บ้านอีกทางหนี่ง

 

อัศวินขี่ม้าขาวช่วยคุมูได้เรียนต่อมัธยม

ปัญหาอยู่ในช่วงตอนใกล้จะจบ ป.6 คุมู กังวลว่าจะไม่ได้เรียนต่อเพราะที่บ้านไม่มีเงินส่งให้เรียน ที่บ้านมีพี่เขยที่เป็นคนหารายได้คนเดียวได้เงินวันละ 250 บาท เลี้ยงคนในครอบครัวเกือบสิบคน แถมยังมีหนี้อยู่อีก 7,000 กว่าบาท ทำให้อาจต้องออกมาช่วยทำงานหาเลี้ยงครอบครัว

“จน กสศ. เป็นอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาช่วงนั้นพอดี ปี 2561 ทำให้คุมูได้เรียนต่อ เทอมนั้น กสศ. มอบทุนเสมมอภาคให้ 800 บาท   สำหรับน้องนี่มันเยอะมาก บางคนเงินแค่นี้อาจมองว่านิดเดียว แต่สำหรับคุมูนี่ไม่ใช่เงินนิดเดียว มันคือ​ ข้าวสาร น้ำปลา ปลากระป๋อง ถ้าใครเคยไปกินข้าวบ้านน้องจะรู้เลยว่าวันที่มีกินนี่คือกินข้าวกับน้ำปลาละลายพริกใส่ผงชูรสหน่อย แต่วันที่ไม่มีก็ไม่มีเลยหรือช่วงหน้ามะนาวไปรับจ้างเก็บมะนาวถึงจะพอมีเงินซื้อกับข้าวบ้าง”

 

ชีวิตบนเส้นด้าย ที่รอหลุดพ้นจากความยากจน

ในฐานะที่เคยเป็นครูประจำชั้นคุมู ครูชัชชฌาณีญา มองว่า ชีวิตของคุมูแขวนอยู่บนเส้นด้ายมาตลอด พอได้ทุน กสศ. มาทีก็เหมือนต่อลมหายใจให้เขาทีหนึ่ง ทำให้น้องได้กลับมาเรียนต่อไม่เช่นนั้นก็ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาไปเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรความยากจนได้เสียที

โดยเฉพาะกับคุมูที่เป็นเด็กมุ่งมั่น เรียนเก่ง หากได้เรียนต่อก็จะเป็นอนาคตที่สำคัญของประเทศ โดยคุมูตั้งใจว่าอยากจะเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ และอยากกลับมาเป็นครูสอนหนังสือในพื้นที่เพราะจะได้สอนหนังสือพี่น้องกะเหรี่ยงไร้สัญชาติอย่างเขา

“กสศ. เป็นกองทุนแรกที่เข้ามาช่วยเด็กที่ไม่มีสัญชาติเป็นรูปธรรมที่สุด ถ้าไม่มีกสศ. ก็จะไม่มีเด็กที่ไม่มีสัญชาติได้รับทุน ซึ่งถามว่าเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย ไม่มีตัวตนในทะเบียนบ้าน เขาไม่มีตัวตนหรือ แต่เขามีตัวตนมากในสายตาครู เขายังเป็นคนมีชีวิต มีความฝันเหมือนคนอื่นเพียงแต่เขาไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร์เท่านั้น”​

 

ลูกศิษย์ที่ครูภาคภูมิใจ

ครูชัชชฌาณีญา  ย้ำว่า​ คุมูเป็นเด็กที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ จะทำอะไรก็ต้องทำให้สำเร็จยกตัวอย่างเคยไปแข่งขันตอบคำถามพระคัมภีร์ไบเบิลของ น้องก็ตั้งใจอ่านพระคัมภีร์หวังว่าจะได้เงินรางวัลเอามาให้ที่บ้าน แม้ตัวเองจะนับถือศาสนาคริสต์อยู่แล้วแต่ต้องอ่านพระคัมภีร์เป็นภาษากระเหรี่ยง ซึ่งเวลาตอบคำถามต้องตอบเป็นภาษาไทย ยิ่งยากกว่าคนอื่นแต่เขาก็มุ่งมั่นจนชนะ ซึ่งบ้านคุมูเป็นคริสต์ที่เคร่ง ไม่กินเหล้า สูบบุหรี่ ไม่เล่นหวย ไม่เล่นการพนันใดๆ ทั้งสิ้น   

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ หลังจบม.3 ต้องย้ายโรงเรียนก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ทุนเรียนต่อหรือไม่ ก็เป็นสิ่งที่คุมูกังวล ซึ่งครูก็บอกได้แค่ว่าให้ตั้งใจเรียนให้ได้เกรดดีๆ เอาไว้ก่อน เพื่อจะได้เป็นการสร้างโอกาสให้ตัวเองได้รับทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งคุมูถือเป็นลูกศิษย์ที่ครูภาคภูมิใจมากคนหนึ่งก็อยากให้เขาได้มีหนทางที่ดีต่อไปในอนาคต​

 

ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษา
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
www.eef.or.th/donate/
ธนาคารกรุงไทย สาขาซอยอารีย์
เลขที่ : 172-0-30021-6
บัญชี : กสศ.มาตรา 6(6) – เงินบริจาค

เงินบริจาคและถุงยังชีพทยอยถึงมือน้องทุกคนแล้ว

พลังความร่วมมือ จากภาครัฐ ประชาชน และ เอกชน   ยังคงส่งผ่าน กองทุนเสมอภาคเพื่อการศึกษา ( กสศ.) ในรูปของเงินบริจาค และเครื่องอุปโภคบริโภค อย่างต่อเนื่อง ตามโครงการ “สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือเพื่อมื้อน้อง”  ซึ่ง กสศ. ได้ดำเนินการทยอยส่งมอบเงินบริจาค และเครื่องอุปโภคบริโภค ไปถึงเด็กนักเรียนยากจนพิเศษในหลายพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว

ขณะนี้ กสศ.  เร่งให้การช่วยเหลือ จัดสรรงบประมาณสำหรับมื้ออาหาร เพื่อเยียวยากลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษ จำนวน 753,997 คน โดยช่วยเหลือเด็กคนละ 600 บาท สำหรับมื้ออาหาร แต่การดำเนินงานเพียงหน่วยงานเดียวก็ไม่อาจถึงเป้าหมายได้ ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือในโครงการ #สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม ชวนคนไทยทั่วประเทศร่วมสมทบทุน เติมเต็มมื้ออาหารของเด็กๆ ให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านวิกฤตและมีโอกาสกลับมาเรียนอีกครั้งเมื่อเปิดเทอมใหม่มาถึง

 

ติดตามความคืบหน้า
โครงการ สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือเพื่อมื้อน้อง
ได้ที่ https://www.eef.or.th/donate-covid/

ร่วมบริจาคช่วยเหลือน้องๆ ไปกับโครงการ
#สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม กับ กสศ.
ตั้งแต่วันนี้ – 18 มิถุนายน 2563

ผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทย
เลขที่ 172-0-30021-6
ชื่อบัญชี “กสศ.-มาตรา 6(6) – เงินบริจาค”
บริจาควันนี้ นำไปลดภาษีได้ 2 เท่า

สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม
หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-079-5475

 

“ครูจิ๋ว” หวั่นเด็กกทม. ออกนอกระบบการศึกษา

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อภิญญา จิตระดับ ผู้จัดการมูลนิธิกรุงเทพประกันภัย  พร้อมตัวแทนจากมูลนิธิชิน โสภณพนิช น.ส.ทองพูล บัวศรี หรือ “ครูจิ๋ว” จากมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกันส่งมอบถุงยังชีพ พร้อมขนมและน้ำดื่ม ให้เด็กกลุ่มเปราะบาง ณ ชุมชนโค้งรถไฟยมราช

น.ส.ทองพูล บัวศรี หรือ “ครูจิ๋ว” จากมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

“ครูจิ๋ว” เปิดเผยว่า ชุมชนโค้งรถไฟยมราช มีทั้งหมด 200 ครัวเรือนที่อยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อีก 50 ครอบครัว เป็นการเช่าบ้าน  และ 39 ครอบครัว เด็กๆ จะช่วยพ่อแม่หารายได้จุนเจือครอบครัว ด้วยการออกไปขอทาน  ขายพวงมาลัย ริมทางรถไฟ และย่านถนนกลางคืน   

“ซึ่งในจำนวน 39 ครอบครัว มีเด็กจำนวน 72 คน โดยในจำนวนนั้น 16 คนเสี่ยงต้องออกจากระบบศึกษา ซึ่งทางมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก พยายามหาทางประคับประคอง ให้เด็กเหล่านั้น ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา

ทั้งนี้ “ครูจิ๋ว” ได้ลงพื้นที่สำรวจชุมชนโค้งรถไฟยมราชตลอดสามสัปดาห์ ทำให้พบสภาพปัญหาของเด็กแต่ละคนที่มีแนวโน้มอาจต้องออกจากระบบศึกษา เมื่อการเปิดเทอม 1 ก.ค. มาถึง เช่น หลายครอบครัว ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า พ่อแม่ถูกเลิกจ้าง เด็กจึงต้องไปช่วยพ่อแม่ทำงานหารายได้ 

ขณะที่ เรื่องอาหารการกิน บางรายไม่ได้รับประทานอาหารเช้า เพราะต้องไปช่วยพ่อแม่ทำงาน หรือ พ่อแม่ออกไปทำงาน ซึ่งในส่วนนี้ ทางมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก กสศ. และภาคเอกชน จึงได้จัดหาถุงยังชีพ ซื้อข้าวปลาอาหารมาให้น้องๆ ได้รับประทาน

“ครูจิ๋ว” เล่าว่า เด็กบางรายต้องเดินไปโรงเรียน เช่นบางราย เรียนอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งที่ย่านกิ่งเพชร ถ้านั่งรถมอเตอร์ไซค์ก็เสียค่ารถ 30 บาท เด็กจึงเดินเท้าไปโรงเรียนก็อาจไม่ทันอาหารเช้า ที่ทางกทม.และโรงเรียนจัดหาให้ มีผลทำให้บางส่วนไม่อยากไปเรียน

“ครูจิ๋ว”  ประเมินปัญหาเด็กออกจากระบบการศึกษาในส่วนพื้นที่กทม.ปีนี้จะมีเพิ่มขึ้น เอาเฉพาะในส่วนที่มูลนิธิสร้างสรรค์เด็กติดตามให้ความช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยง รวม 300 คน ออกนอกระบบการศึกษาไปแล้ว  30 คน หรือคิดเป็น 10 เปอร์เซนต์

“ปีนี้จะเป็นปีเผาจริงเยอะ จากสถานการณ์ไวรัสโคโรนาเข้ามาซ้ำเติมส่งผลให้ผู้ปกครองต้องประสบปัญหาในการประกอบอาชีพตกงาน ขาดแคลนรายได้ และจะทำให้ปัญหาสังคมเพิ่มขึ้น” ครูจิ๋ว จากมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก กล่าว     

ก่อนหน้านี้ มูลนิธิกรุงเทพประกันภัย ร่วมบริจาคเงิน 200,000 บาท พร้อมขนม และน้ำดื่ม 4,000 ขวด ให้กับ กสศ.  เพื่อส่งมอบให้เด็กกลุ่มเปราะบาง ณ มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล (ศูนย์เมอร์ซี่) และมูลนิธิสายเด็ก 1387  (เดอะ ฮับสายเด็ก หัวลำโพง) หลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาด COVID-19

ตัวแทนจากมูลนิธิกรุงเทพประกันภัย เปิดเผยว่า ทางมูลนิธิกรุงเทพประกันภัยจะให้ความช่วยเหลือเด็กในระบบในพื้นที่ห่างไกลทั้งให้ทุนการศึกษานักเรียน ช่วยให้เขาได้มีทักษะเรื่องการอ่าน ช่วยเด็กที่เขาขาดแคลนสาธารณูปโภคต่างๆ เช่นการจัดหาน้ำดื่ม เครื่องกรองน้ำ ห้องน้ำสะอาด แต่มาช่วงนี้เกิดการระบาดของ COVID-19 ทำให้เดินทางไปต่างจังหวัดไม่ได้ทางมูลนิธิจึงเริ่มมาช่วยเหลือเด็กในพื้นที่กทม.

​ทางมูลนิธิกรุงเทพประกันภัย อยากเป็นส่วนหนึ่งของการให้ความช่วยเหลือเด็กๆ ​ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งส่งผลกระทบไปยังทุกกลุ่มในสังคม โดยกลุ่มที่ควรจะเข้าไปช่วยเหลือเร่งด่วนคือเด็กที่จะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต ดังนั้น ควรจะได้รับโภชนาการที่ดี

 

ติดตามความคืบหน้า
โครงการ สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือเพื่อมื้อน้อง
ได้ที่ https://www.eef.or.th/donate-covid/

ร่วมบริจาคช่วยเหลือน้องๆ ไปกับโครงการ
#สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม กับ กสศ.
ตั้งแต่วันนี้ – 18 มิถุนายน 2563

ผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทย
เลขที่ 172-0-30021-6
ชื่อบัญชี “กสศ.-มาตรา 6(6) – เงินบริจาค”
บริจาควันนี้ นำไปลดภาษีได้ 2 เท่า

สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม
หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-079-5475

 

ทุนสายอาชีพเปลี่ยนทางชีวิต จากถนนแรงงานสู่วิทยาลัย มุ่งใช้ความรู้ตอบแทนสังคม

วางแผนทำงานโรงงานหลังจบ ม.6 แต่วันนี้ได้ใช้ความสามารถพัฒนาเครื่องจักรการเกษตรช่วยเหลือชุมชน

หลังจบ ม.6 เป้าหมายของเด็กส่วนใหญ่ย่อมหนีไม่พ้นสอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะที่ตนสนใจ แต่ ‘ดุ๊ก’ ภรากรณ์ ฦาชา กลับเลือกที่จะเปลี่ยนเส้นทางสู่การเรียนสายอาชีพ ด้วยเชื่อว่าเมื่อเรียนจบออกมาแล้วจะมีงานให้ทำแน่นอน ขณะที่เขาค้นพบแล้วว่าตัวเองรักชอบในงานช่าง จึงไม่คิดรอช้า เมื่อได้รู้ว่าบทเรียนที่เน้นการปฏิบัติในห้องเรียนสายวิชาชีพ จะช่วยขัดเกลาความสามารถให้เขาตลอดระยะเวลา 3 ปี เพื่อมุ่งตรงสู่การประกอบอาชีพที่ได้เลือกไว้

ดุ๊กเล่าถึงจุดเปลี่ยนให้เบนเข็มมาเรียนสายอาชีพว่า ก่อนจบ ม.6 ได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับตลาดแรงงาน รวมถึงทิศทางที่เป็นไปได้หากจะเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่เขาพบว่าตัวเองชอบงานช่าง และเคยฝึกฝนลองทำด้วยตัวเองมาตลอด แล้วพอเห็นว่าการได้เรียนสายอาชีพจะทำให้เขาได้อยู่กับสิ่งที่สนใจทุกๆ วัน ทั้งยังมีโอกาสได้ทำงานตรงสายกับสิ่งที่เรียนมากกว่า ดุ๊กจึงคิดว่าการเรียนสายอาชีพเหมาะสมกับเขา

ย้อนไปก่อนหน้านั้น เส้นทางชีวิตของดุ๊กเกือบต้องเลี้ยวไปอีกทางหนึ่ง เพราะเกือบไม่ได้เรียนต่อ ด้วยฐานะทางบ้านที่เป็นอุปสรรค เขาเล่าว่าหลังแม่เสีย พี่สาวของดุ๊กต้องกลายมาเป็นเสาหลักของบ้าน ทำงานส่งเสียน้องๆ อีก 3 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเขา

“ตอนนั้นผมเริ่มคิดแล้วว่าอาจไม่ได้เรียนต่อ ดูไม่มีวี่แววเลยว่าที่บ้านจะส่งเสียไหว ก็เริ่มมองแล้วว่าหลังจบ ม.6 คงต้องไปหางานทำในโรงงาน อย่างน้อยให้พอเลี้ยงตัวเองได้ก่อน เป็นช่วงเดียวกับที่มีอาจารย์จากวิทยาลัยเทคนิคชัยภูมิเข้ามาแนะแนวทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงให้รู้จัก ผมเลยสนใจ ลองทำเรื่องสมัครเข้าไป แล้วก็ได้รับเลือก ทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนต่อ”

ดุ๊กจึงเข้ามาเป็นนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่น 1 ระดับชั้น ปวส. ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชัยภูมิ แผนกช่างกลการเกษตร

 

งานจิตอาสาของหนุ่มนักกิจกรรม

แม้จะพอมีพื้นฐานด้านงานช่าง แต่ดุ๊กบอกว่าการเข้ามาเรียนสายช่างจริงๆ หลังจากที่จบสายสามัญมาก่อน ทำให้ทุกอย่างเหมือนต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด เขาต้องใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับสังคมและสภาพแวดล้อมใหม่ แต่แทนที่จะกลายเป็นปัญหา ดุ๊กกลับบอกว่าชีวิตใหม่ในวิทยาลัยกระตุ้นให้เขาอยากเรียนดีขึ้น รอบคอบกับการใช้จ่ายและมีวินัยในตัวเองมากขึ้น จนรู้สึกได้ว่าตัวเองเติบโตขึ้นมากภายในระยะเวลาแค่ 1 ปี รวมถึงสามารถรักษาระดับเกรดเฉลี่ยได้ที่ 3.3-3.5

“การได้ทุนเปลี่ยนชีวิตผมมาก ทำให้ได้เรียนต่อ ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีเงินเรียนจนจบ และที่สำคัญคือทำให้ผมอยากทำเกรดให้ดี ประคองตัวเองไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง โดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายที่ต้องทำบัญชีอย่างละเอียดทุกเดือน เพราะผมรู้ว่าเงินทุกบาทที่ได้รับมีจุดมุ่งหมายให้ผมได้เรียนหนังสือ พัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น และเรียนจบไปทำงานที่เป็นประโยชน์เพื่อตอบแทนสังคม”

ความคิดดังกล่าวทำให้ดุ๊กกลายเป็นนักกิจกรรมซึ่งอาสาช่วยงานทุกอย่างที่ทำได้ เขาเป็นรองประธานชมรมกิจกรรม ดูแลงานด้านเอกสาร บริหารงานสหกรณ์ของวิทยาลัยที่ขายของช่วงกลางคืนให้กับนักศึกษาที่พักในวิทยาลัย รวมถึงยังร่วมกับเพื่อนๆ ทำแปลงเกษตรปลูกผัก นำผลผลิตไปขายในชุมชน สร้างทั้งรายได้เสริม และเป็นพื้นที่คิดค้นพัฒนาเครื่องจักรเครื่องมือทางการเกษตรใหม่ๆ ซึ่งสร้างประโยชน์ต่อยอดไปยังเกษตรกรในท้องถิ่นได้อีกด้วย

 

ผลงานที่ 4 ระดับภาค นวัตกรรมแห่งความภูมิใจ ที่ได้นำกลับมาช่วยพัฒนาชุมชน

เมื่อได้ใช้เวลากับสิ่งที่สนใจตลอดสองเทอมการศึกษา ความรู้ที่สั่งสมจึงเปลี่ยนแปรเป็นสิ่งประดิษฐ์ ที่นักเรียนช่างกลการเกษตรคนนี้ได้นำไปคว้าอันดับ 4 ในการประกวดสิ่งประดิษฐ์ด้านเทคโนโลยีการเกษตร ระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2562 พร้อมกับนำความรู้กลับมาถ่ายทอดให้เกษตรกรที่บ้านเกิดได้นำไปต่อยอด กลายเป็นผลงานที่ถูกนำไปใช้จริง ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับเจ้าตัวและเพื่อนๆ อย่างยิ่ง

“โจทย์ตอนนั้นคือสิ่งประดิษฐ์ที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผมเลยเลือกทำเครื่องสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์ ควบคุมการทำงานด้วยสมาร์ทโฟน ทีมเรามีกัน 3 คน ก็ช่วยกันคิดว่าสิ่งที่เราทำจะต้องประหยัดพลังงานและใช้งานได้สะดวก สามารถตั้งเวลาทำงานได้ กำหนดปริมาณน้ำได้ และต้องสั่งงานได้จากระยะไกล”

ดุ๊กบอกว่าการได้ไปแข่งคือประสบการณ์ที่เยี่ยมยอด แต่สิ่งที่สร้างความประทับใจและความภูมิใจที่แท้จริงเกิดขึ้นหลังจากนั้น เมื่อสิ่งที่เขากับเพื่อนๆ ช่วยกันคิดได้ถูกนำกลับมาเผยแพร่ให้กับเกษตรกรในท้องถิ่นของเขา

“ที่วิทยาลัยเรามีกิจกรรมพบปะกับชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม เรามีโอกาสได้ถ่ายทอดความรู้ นำสิ่งประดิษฐ์ที่เราเอาไปประกวดมาแสดงให้คนที่บ้านของเราได้เห็น ซึ่งพวกเขาสนใจ และได้นำไปถอดแบบทำใช้กันจริงๆ โดยเราเป็นที่ปรึกษา มันทำให้พวกเราดีใจว่าสิ่งที่คิดสามารถเพิ่มผลผลิตและช่วยประหยัดต้นทุนให้เขาได้มาก ตั้งแต่แปลงผักสวนครัวเล็กๆ ไปจนถึงไร่หรือสวนขนาดใหญ่”

และจากจุดเริ่มต้นตรงนั้น ดุ๊กกับเพื่อนจึงนำมาขยายผลจนได้เป็น ‘เครื่องสีข้าว’ พลังงานแสงอาทิตย์ตามมา ซึ่งก็สามารถทำงานได้ประสิทธิภาพเช่นเดียวกับเครื่องสูบน้ำ และกลายมาเป็นนวัตกรรมที่เข้ามาช่วยแบ่งเบางานของเกษตรกรในพื้นที่ได้อีกชิ้นหนึ่ง

และนั่นคือเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ใช้ ‘ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง’ เปลี่ยนแปลงชีวิต จากเส้นทางการศึกษาที่คล้ายจะสิ้นสุดลง กลับกลายมาเป็นนักศึกษาช่างกลการเกษตรคนสำคัญ ที่สามารถนำความรู้จากวิทยาลัยมาสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนของเขาได้ เหมือนดังที่เขาบอกว่า ‘การได้เรียนทำให้ผมเติบโตมากขึ้นทั้งในด้านความคิด และเพิ่มพูนด้วยสติปัญหา แล้ววันหนึ่ง สิ่งที่ผมได้รับมาทั้งหมดนี้ จะตอบแทนกลับคืนไปสู่สังคม’

 

ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษา
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
www.eef.or.th/donate/
ธนาคารกรุงไทย สาขาซอยอารีย์
เลขที่ : 172-0-30021-6
บัญชี : กสศ.มาตรา 6(6) – เงินบริจาค

เริ่มต้นจากศูนย์ สู่การค้าออนไลน์ระดับชาติ

จากเนื้อหาในห้องเรียนวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน สอดรับกับการรณรงค์ลดใช้พลาสติก จุดประกายให้นักเรียนโรงเรียนบ้านคลองโร อ.เคียนชา จ.สุราษฎร์ธานี รวมกลุ่มผลิตถุงผ้ารักษ์โลก ออกวางจำหน่าย ด้วยเป้าหมายเดิมที่ตั้งใจจะให้นักเรียนพอมีทักษะอาชีพสร้างรายได้เล็กๆ น้อยๆ แบ่งเบาภาระผู้ปกครองระหว่างเรียน

แต่ปัจจุบัน ถุงผ้ารักษ์โลก ของ รร.บ้านคลองโร กลายเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจและถูกพัฒนาไปขายในช่องทางออนไลน์ระดับประเทศอย่าง JD CENTRAL ซึ่งเริ่มมียอดสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ความภาคภูมิใจของนักเรียนบ้านคลองโร ที่เกิดขึ้น มาจาก​ โครงการพัฒนานวัตกรรมเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Equity Partnership’s School Network) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของ 3 ฝ่าย คือ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)​ โรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury และบริษัท JD Central  

โดยโรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury และบริษัท JD Central  ​ได้ร่วมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา กับ กสศ. ผ่านกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์  การใช้เทคโนโลยี e-commerce และการพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการในศตวรรษที่ 21 (Entrepreneurial Skill) 

 

เริ่ม​​หัดตัดเย็บทดลองขายผ่านเฟซบุ๊กของโรงเรียน

“ตอนนี้เริ่มมีออเดอร์ทยอยเข้ามา เด็กๆ เขาดีใจมาก รู้สึกภูมิใจ เพราะเด็กที่นี่ส่วนใหญ่แล้วเป็นเด็กที่ฐานะค่อนข้างยากจน ดังนั้นค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงินเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้มาก็ช่วยให้เขาอยากทำอีก และมีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยน จะเพิ่มผลิตภัณฑ์ในลักษณะแบบนี้ออกมาเพิ่มเติม”  ปวิชญา สินน้อย ผอ.โรงเรียน บ้านคลองโร เล่าถึงความคืบหน้า

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ได้มาโดยง่าย และถ้าจะกล่าวว่าโครงการผลิตถุงผ้ารักษ์โลกของโรงเรียน เริ่มต้นจากศูนย์ก็ว่าได้  เพราะเด็กนักเรียนต้องผ่านการเรียนรู้ และ ทักษะต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ การตัดเย็บ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำมาก่อน  โรงเรียนจึงได้เชิญวิทยากรท้องถิ่นมาร่วมในการสอน

ส่วนในการผลิตนั้น นักเรียนจะแบ่งงานกันทำตามความถนัดของตัวเอง คือ ตัดเย็บ วาดลาย และลงสี  ซึ่งกระเป๋า 1 ใบจะใช้เวลาทำประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนที่จะนำสินค้าขายผ่านเฟซบุ๊กของโรงเรียน และของส่วนตัว รวมถึงการออกบูธของโรงเรียนในงานต่างๆ

 

Shrewbury และ  JD CENTRAL ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์
เน้นลายสะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่น

แต่หลังจากนั้นโรงเรียนได้พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์เพื่อวางขายออนไลน์ผ่าน JD CENTRAL  โดยมีการอบรมให้ความรู้เพิ่มเติม ทั้งจาก JD CENTRAL  และ โรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury ที่ช่วยแนะนำรูปแบบและขนาดของถุงผ้าให้ตรงตามความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น

โดยลวดลายที่ถูกนำมาวาดบนกระเป๋าเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวของนักเรียนโรงเรียนแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น ลายปลาตะเพียน ซึ่งมีที่มาจากที่ตั้งของโรงเรียนที่ติดกับแม่น้ำลำคลอง โดยปลาตะเพียน เป็นปลาที่คนในชุมชนส่วนใหญ่จะเลี้ยง และยังมีอยู่ในธรรมชาติ

ลายวิวทิวทัศน์ทางธรรมชาติ จากสะพานข้ามแม่น้ำตาปี ซึ่งในยามเย็นจะมีวิวทิวทัศน์ที่งดงาม ลายหนังตะลุง ที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมทางภาคใต้ และลายเกี่ยวกับการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อน

 

ส่วนแบ่งกลายเป็นเงินออมสำหรับทุนการศึกษาในอนาคต

ผอ.โรงเรียนบ้านคลองโร บอกว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการ เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กนักเรียนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความรับผิดชอบ และความมีวินัย ที่สำคัญเด็กนักเรียน ยังได้มีโอกาสเรียนรู้และมีปฏิสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนกับกลุ่มโรงเรียนนานาชาติ ทำให้มีความกระตือรือร้นในการพัฒนาตัวเองอีกด้วย

นอกจากนี้นักเรียนที่ร่วมผลิตถุงผ้ารักษ์โลก ยังได้รับส่วนแบ่งค่าตอบแทนจำนวน 20-30 ต่อใบ แม้ว่าจะเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่สามารถนำเงินจำนวนนี้ไปซื้อวัสดุอุปกรณ์การเรียน หรือ นำไปออมโดยฝากเงินผ่านบัญชีธนาคารที่โรงเรียนเปิดบัญชีให้กับนักเรียนทุกคนเพื่อเก็บสะสมไว้เป็นทุนการศึกษาต่อในอนาคต

 

รายได้บางส่วนย้อนกลับมาเป็นอาหารกลางวันให้นักเรียน​

ขณะเดียวกันรายได้จากการผลิตถุงผ้านี้ บางส่วนยังถูกเผื่อแผ่ไปยังกลุ่มนักเรียนยากจนในระดับชั้นมัธยมศึกษา ที่ไม่มีอาหารกลางวันรับประทานด้วย

“ทุนอาหารกลางวันของรัฐมีให้เฉพาะเด็กชั้นประถม ส่วนมัธยมต้องจ่ายเงินเอง เด็กบางคนไม่มี โรงเรียนนำเงินรายได้บางส่วนที่ได้จากการขายประเป๋า ไปสนับสนุนเป็นเงินทุนในการทำแปลงผักเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียน ซึ่งจะนำวัตตุดิบไปใช้ในทำอาการกลางวันให้เด็กกลุ่มนี้ด้วย” ผอ.โรงเรียนบ้านคลองโรกล่าว 

สำหรับผู้ที่สนใจ ถุงผ้ารัก(ษ์)โลก ของ รร.บ้านคลองโร หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ​ในแคมเปญ “ชวนกันมาช้อป น้องๆ สุขใจ” ​รวม ผลิตภัณฑ์ ภายใต้โครงการพัฒนานวัตกรรมเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Equity Partnership’s School Network)  สามารถไปแวะชมหรือ อุดหนุนสินค้าของน้องๆ ได้ที่  JD CENTRAL

 

ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษา
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
www.eef.or.th/donate/
ธนาคารกรุงไทย สาขาซอยอารีย์
เลขที่ : 172-0-30021-6
บัญชี : กสศ.มาตรา 6(6) – เงินบริจาค

บทวิเคราะห์กระบวนการประชาสัมพันธ์ ค้นหา คัดกรอง และคัดเลือกผู้รับทุน โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่1

บทวิเคราะห์กระบวนการประชาสัมพันธ์ ค้นหา
คัดกรอง และคัดเลือกผู้รับทุน
โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 1


คณะวิจัยโครงการศึกษาวิจัยและประเมินเพื่อสร้างองค์ความรู้ในการพัฒนาการดำเนินงาน
โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 1

 

กระบวนการผลิตและพัฒนาครูรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพและจิตวิญญาณความเป็นครูในโครงการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลให้เป็นครูรุ่นใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนของชุมชน (โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น) รุ่นที่ 1 ตามเจตนารมณ์ที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) และมหาวิทยาลัยทั้ง 11 แห่งได้ร่วมสานอุดมการณ์ของการบ่มเพาะจิตสำนึกของความเป็นครูและทักษะการทำงานโดยใช้ชุมชนเป็นฐานในกระบวนการพิจารณานักศึกษาผู้รับทุนเพื่อเข้าเรียนในพ.ศ.2563 ได้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการดำเนินงานสองส่วน ส่วนแรก กระบวนการทำงานของมหาวิทยาลัยในการประชาสัมพันธ์ ค้นหา คัดกรองและคัดเลือกผู้รับทุนที่มีรูปแบบและกระบวนการที่มีความหลากหลาย สอดคล้องกับสภาพและบริบทของมหาวิทยาลัยและพื้นที่สังคมชุมชน  และส่วนที่สอง การเตรียมความพร้อมนักเรียนกลุ่มเป้าหมายก่อนสอบคัดเลือก

 

มหาวิทยาลัย, โรงเรียน และชุมชน

ในส่วนแรก กระบวนการทำงานของมหาวิทยาลัยในการประชาสัมพันธ์ ค้นหา คัดกรองและคัดเลือกผู้รับทุน สะท้อนถึงการเรียนรู้บนฐานของการทำงานเชิงรุก ทำให้มหาวิทยาลัยเกิดการเรียนรู้การทำงานด้านการศึกษาร่วมกับโรงเรียน ทั้งโรงเรียนที่นักศึกษาจะไปบรรจุเป็นครู โรงเรียนที่กำลังศึกษาในชั้นม. 6 และโรงเรียนพี่เลี้ยงในฐานะเครือข่ายร่วมเรียนรู้บ่มเพาะความเป็นครู รวมถึงเรียนรู้การทำงานร่วมกับคนในชุมชนท้องถิ่น กระบวนการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยที่มีการบูรณาการการทำงานร่วมกับโรงเรียนและชุมชนเช่นนี้ ทำให้มหาวิทยาลัยมีองค์ความรู้เกี่ยวกับบริบทของสังคมชุมชนในพื้นที่บริการ และมีความเข้าใจต่อสถานการณ์ความต้องการในด้านการศึกษาของโรงเรียนและชุมชนเป็นอย่างดี  การเรียนรู้และสั่งสมองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยที่มาจากการปฏิบัติจริงร่วมกับโรงเรียนและชุมชน นำไปสู่การตั้งคำถามทบทวนต่อความรู้และการปฏิบัติงานด้านการศึกษาซึ่งมีความแตกต่างจากที่เคยปฏิบัติมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับเปลี่ยนกรอบความคิดของการประชาสัมพันธ์ ที่มิได้ถูกจำกัดเพียงขอบเขตของการส่งผ่านข้อมูลสำเร็จรูปผ่านระบบไปยังผู้รับ โดยเชื่อว่าเมื่อผู้รับสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกส่งผ่านระบบได้แล้วจึงเรียกว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ที่บรรลุผลแล้ว หากแต่การเรียนรู้ใหม่ของการประชาสัมพันธ์ เป็นการสร้างสรรค์ช่องทางของการสื่อสาร และทำความเข้าใจต่อข้อมูล ข่าวสารที่มีความหลากหลาย สามารถตอบโจทย์สังคมชุมชนที่มีความแตกต่างกันได้  ขณะที่การค้นหา คัดกรองและคัดเลือกผู้รับทุนก็มิได้มีรูปแบบตายตัว หากแต่เป็นการเรียนรู้ และการคิดริเริ่มของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่มีความเฉพาะเจาะจง รวมทั้งพัฒนารูปแบบของการค้นหา คัดกรองและคัดเลือกที่คำนึงถึงเงื่อนไขทางครอบครัว สังคม และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้รับทุนเป็นสำคัญ  กระบวนการประชาสัมพันธ์ คัดกรอง และคัดเลือกผู้รับทุน จึงมีธรรมชาติรวมถึงบริบทเฉพาะของความเป็นพื้นที่ที่มีผู้สนใจรับทุนตามเกณฑ์ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ผสานรวมอยู่ด้วยอย่างกลมกลืน 

การประชาสัมพันธ์ ค้นหา คัดกรองและคัดเลือกผู้รับทุนที่มีความหลากหลาย สะท้อนถึงการเกิดขึ้นของประสบการณ์การทำงานด้านการศึกษาวิชาชีพครูหน้าใหม่ที่ตัวกระบวนการการทำงานของมหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสรรสร้างการประชาสัมพันธ์ ค้นหา คัดกรองและคัดเลือกผู้รับทุน ที่มีโรงเรียนและชุมชนเป็นพลังเรียนรู้ในการขับเคลื่อนที่สำคัญ  แสดงให้เห็นใน 4 รูปแบบ ประกอบด้วย

  1. การใช้เครือข่ายชุมชนเป็นศูนย์กลางของการประชาสัมพันธ์และใช้การทำงานร่วมกันของมหาวิทยาลัย โรงเรียน และชุมชน เพื่อลงพื้นที่เยี่ยมบ้านของนักเรียน 
  2. การบูรณาการการประชาสัมพันธ์ร่วมกันของมหาวิทยาลัยสองแห่งในภูมิภาคเดียวกัน และลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลกับสภาพจริง
  3. การประชาสัมพันธ์โดยส่งข้อมูล ใบสมัครผ่านทางองค์การบริหารส่วนตำบล และโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาที่มีนักเรียนกลุ่มเป้าหมายศึกษาอยู่ แล้วจึงลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับโรงเรียน และชุมชน พร้อมกับการค้นหากลุ่มเป้าหมายร่วมกัน
  4. การประชาสัมพันธ์ผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเป็นหลัก พร้อมทั้งประสานกับโรงเรียนปลายทาง และชุมชน เพื่อร่วมกันค้นหานักเรียนเป้าหมายโดยการลงไปในพื้นที่จริง

จุดเน้นของการประชาสัมพันธ์ ค้นหา คัดกรองนักเรียนเป้าหมายที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญ อยู่ที่การทำความเข้าใจ และสร้างกระบวนการเรียนรู้ในการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย โรงเรียนและเครือข่ายการเรียนรู้ในชุมชน ทั้ง

องค์การบริหารส่วนตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกลุ่มผู้ปกครองที่เข้าใจธรรมชาติของคนในชุมชนเป็นอย่างดี นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังปรับกระบวนทัศน์ของการทำงานโดยใช้การศึกษาข้อมูลพื้นที่ และลงพื้นที่จริงในโรงเรียนและชุมชนในเขตที่รับผิดชอบอย่างจริงจัง  เพื่อสร้างความเข้าใจ สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับโรงเรียนและชุมชน เพื่อให้ได้ครูดีมีคุณภาพ ที่สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล โดยก้าวข้ามกรอบของการทำงานเชิงระบบที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้  ไปสู่การให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงานที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับปรุงและพัฒนากระบวนการทำงานได้อย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์จริงของโรงเรียนและชุมชน

 

เตรียมความพร้อมนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย

ส่วนที่สอง การเตรียมความพร้อมนักเรียนกลุ่มเป้าหมายก่อนการสอบคัดเลือก เป็นกระบวนการที่มหาวิทยาลัยนำองค์ความรู้และสิ่งที่ตกผลึกจากการทำงานเชิงรุกในการประชาสัมพันธ์ค้นหา คัดกรองและคัดเลือกผู้รับทุน มาใช้ออกแบบการพัฒนากระบวนการเตรียมความพร้อมนักเรียนกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรอบด้านและตรงประเด็น เพราะมหาวิทยาลัยมีความเข้าใจสภาพชีวิตความเป็นอยู่และบริบทการดำรงชีวิตของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี การเตรียมความพร้อมนักเรียนกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวของมหาวิทยาลัยจึงมีอัตลักษณ์เฉพาะภายใต้กระบวนการดำเนินงานที่มีความยืดหยุ่น พร้อมที่จะเรียนรู้และปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานตลอดเวลาภายใต้เงื่อนไขที่ผสานสอดคล้องกันระหว่างระเบียบกฎเกณฑ์ของคณะทำงานและบริบทชีวิตความเป็นอยู่ของนักเรียน รวมทั้งสภาพชุมชน การเตรียมความพร้อมนักเรียนกลุ่มเป้าหมายที่มหาวิทยาลัยได้คิดริเริ่มและพัฒนา จึงสะท้อนให้เห็นถึงจิตสำนึกร่วมและพลังสร้างสรรค์ของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มุ่งมั่นเข้ามามีส่วนร่วมกับโรงเรียนและชุมชนบนฐานความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตร เพื่อร่วมกันคิดสร้างสรรค์ ออกแบบกระบวนการดำเนินการผลิตและพัฒนาครูคุณภาพ ที่มีจิตวิญญาณความเป็นครู และมีความพร้อมที่จะปฏิบัติงานในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล

กระบวนการทำงานเตรียมความพร้อมนักเรียนกลุ่มเป้าหมายก่อนการสอบคัดเลือกที่มีความยืดหยุ่นของมหาวิทยาลัย มี 3 ลักษณะ ดังนี้

  1. การสร้างกระบวนการเรียนรู้ การเตรียมความพร้อมนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ที่มีการบูรณาการกิจกรรมความรู้วิชาการ กระบวนการปลูกฝังจิตวิญญาณความเป็นครู และการฝึกปฏิบัติ เรียนรู้องค์ความรู้เกี่ยวกับความเป็นชุมชนท้องถิ่นในชุมชน
  2. การมุ่งเน้นการบูรณาการความรู้วิชาการ กับกิจกรรมเสริมสร้างจิตวิญญาณความเป็นครู และสร้างกระบวนการทบทวนตนเองในการเข้าสู่โลกของความเป็นครูผ่านกิจกรรมเรียนรู้งานครูในโรงเรียน
  3. การให้ความสำคัญการเตรียมตัวนักเรียนเพื่อพัฒนาความรู้วิชาการ และจัดกิจกรรมเสริมสร้างจิตวิญญาณความเป็นครูโดยเชื่อมโยงกับสำนึกความเป็นชุมชน

ด้วยฐานคิดในการทำงานของมหาวิทยาลัยเพื่อเตรียมความพร้อมนักเรียนกลุ่มเป้าหมายก่อนการสอบคัดเลือกซึ่งมุ่งให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการมองครู การผลิตและพัฒนาครูที่มีความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับความต้องการด้านการศึกษาของโรงเรียน สังคมชุมชน และผู้ปกครอง ซึ่งแม้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงาน แต่ก็เชื่อได้ว่าหลักคิดการทำงานของมหาวิทยาลัยทั้ง 11 แห่ง จะช่วยให้เกิดการปฏิรูประบบความคิดและกระบวนการทำงานผลิตและพัฒนาครูของมหาวิทยาลัยที่มีความใกล้ชิดกับโรงเรียนและชุมชนมากขึ้น เพื่อสังคมไทยจะได้มีครูรุ่นใหม่ที่มีหัวใจและจิตวิญญาณของความเป็นครูในการร่วมสร้างสรรค์การศึกษาที่สนองตอบต่อบริบทของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กในพื้นที่ห่างไกลได้ในที่สุด

คลาส Content Marketing ออนไลน์ สู้ COVID-19 ระดมทุนสมทบโครงการ ‘สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม’

“ในช่วง COVID-19 คนเจอปัญหากันเยอะ ทุกระดับในสังคมโดนผลกระทบหมด เพื่อนเราหลายคนตกงาน ถูกลดเงินเดือน หลายคนจมอยู่กับความเครียดที่ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ขณะที่ลึกลงไปอีกระดับ มีคนที่เขาไม่มีกระทั่งปัจจัยพื้นฐาน เด็กๆ ที่มีข้าวกินไม่ครบทุกมื้อเพราะโรงเรียนเปิดไม่ได้ พวกนี้คือกระทบหนัก เดือดร้อนจริงๆ ก็เริ่มมาคิดว่าในช่วงนี้เราจะทำอะไรได้บ้าง”

สีตลา ชาญวิเศษ หรือ ‘คุณส้ม’ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มงานสื่อสารการตลาด (Head of Marketing Communications) บริษัท Kerry Express ย้อนถึงความเป็นมาของไอเดีย Content Marketing Class ที่เปิดสอนออนไลน์ให้กับผู้สนใจในช่วงภาวะวิกฤตจากการระบาดของไวรัสโคโรน่า โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่ใช้วิธีเปิดรับบริจาคจากผู้เข้าร่วมตามกำลังทรัพย์ เพื่อนำเงินไปสมทบในโครงการ สู้วิกฤตให้น้องอิ่มโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

ความเครียดกังวลและความเดือดร้อนของผู้คนในสังคม เป็นสิ่งที่เราได้เห็นผ่านตาทุกวันจากพื้นที่ใกล้ตัวบนโซเชียลมีเดีย ที่คุณส้มมองว่าความช่วยเหลือที่ดีที่สุดที่สามารถทำได้ทันที คือรับฟัง ให้คำปรึกษา หรือให้คำแนะนำในสิ่งที่ผู้ฟังสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้

“เลยประกาศบนเฟสบุ้คว่า เรารับให้คำปรึกษาฟรีเรื่องธุรกิจ การตลาด หรือเรื่องอะไรก็ได้ เรื่องงาน เรื่องหัวใจ มุมมองชีวิต เรารับปรึกษาหมด เพราะเป้าหมายเราคืออยากเป็นผู้รับฟัง เรารู้ว่าหลายคนเครียดและไม่มีที่ทางให้ระบายออก เราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เขาได้รู้สึกดีขึ้นบ้าง ก็ปรากฏว่าคนสนใจเข้ามาเยอะมาก 

“แล้วที่เรารับรู้ได้คือหลายคนที่เข้ามาไม่ได้ต้องการแค่คำปรึกษา แต่เขาอยากเรียนรู้ในสิ่งที่เราพอจะถ่ายทอดได้ด้วย ก็เริ่มจากรับปากว่าจะสอน Content Marketing ให้พี่คนหนึ่ง จนมาคิดต่อว่าในเมื่อต้องสอนผ่านออนไลน์อยู่แล้ว ก็เลยลองถามคนอื่นๆ ในเฟสบุ้คว่ามีใครสนใจเรียนบ้าง คิดว่าได้สัก 10 คนก็โอเคแล้ว แต่กลายเป็นว่ามีคนลงชื่อขอเรียน 60 กว่าคน”

 

‘หัวใจของผู้ให้ที่ส่งต่อไปเป็นทอด’

คุณส้ม เล่าต่อไปว่า ก่อนคลาสจะเปิด มีคนที่รอเรียนอยู่ทักขึ้นว่า ไหนๆ รวมคนมาเรียนได้แล้ว ทำไมไม่ลองรับบริจาคเพื่อให้ความช่วยเหลือส่งต่อไปได้อีกล่ะ

ความคิดนี้เองที่จุดประกายให้เกิดการระดมทุนขึ้น โดยผู้เข้าร่วมในคลาสจะช่วยกันบริจาคเงินตามกำลัง ซึ่งคุณส้มในฐานะผู้สอนเสนอว่า ทุกบาททุกสตางค์ จะนำไปมอบให้กับโครงการ สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือ เพื่อมื้อน้องที่มีเป้าหมายช่วยเหลือเด็กนักเรียนยากจนพิเศษที่ประสบปัญหาจากการเลื่อนเปิดเทอม จากการระบาดของ COVID-19    

“เรารู้ว่าช่วงนี้ต่างคนก็ลำบาก แต่เราก็เชื่อว่า คลาสที่จัดขึ้นจะสามารถระดมความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ที่ทุกคนจะได้มาทำอะไรดีๆ ร่วมกันได้ด้วย ซึ่งทุกคนเห็นด้วยกับเรา ขณะที่เรารู้จัก กสศ. และเห็นว่ากำลังทำโครงการเติมมื้ออาหารให้น้องๆ ที่ต้องเดือดร้อนจากการที่โรงเรียนยังเปิดไม่ได้ เด็กกลุ่มนี้คือเด็กยากจนพิเศษ เดิมทีเขาไปโรงเรียนยังมีข้าวกลางวันให้กิน บางทีมีมื้ออื่นเสริมด้วย แต่พอเกิดสถานการณ์อย่างนี้ขึ้น มื้ออาหารที่เคยได้รับจากโรงเรียนของเขาก็หายไป”

คุณส้มระบุว่า เงินที่มอบผ่านโครงการสู้วิกฤตให้น้องอิ่ม ทำให้ทุกคนในคลาสได้รับรู้ร่วมกันว่าเงินที่บริจาคร่วมกันจะแปรเปลี่ยนเป็นอะไร ช่วยเหลือคนได้ทางไหน “มันไม่ใช่แค่เป็นเงินบริจาคแล้วจบ แต่เรารู้ได้ว่าเงินที่ให้ไปจะเปลี่ยนเป็นอาหารของเด็กได้กี่คน ช่วยเด็กได้กี่มื้อ ซึ่งตอนนี้เงินจากการบริจาคในคลาสของเราสามารถช่วยเด็กได้เพิ่มขึ้นถึง 105 คนแล้ว จากที่โครงการจะมอบให้น้องๆ คนละ 600 บาท”

โดยในคลาสแรกของ Content Marketing ออนไลน์ สามารถรวบรวมเงินบริจาคได้ 17, 316 บาท จนเป็นที่มาของการจัดคลาส 2 ที่ครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมถึง 96 คน รวมเงินบริจาคเพิ่มได้อีกราว 14, 193 บาท แล้วเมื่อจบการเรียนทั้ง 2 คลาส เงินบริจาคก็ได้ส่งมอบถึง กสศ. ทันที รวมทั้งหมดที่ 31, 509 บาท ทั้งนี้ ยังไม่รวมที่ผู้ร่วมบริจาคสามารถมอบเงินผ่าน กสศ. โดยตรงด้วยอีกทางหนึ่ง

คุณส้มปิดท้ายว่า อยากให้ผู้เข้าร่วมคลาสทุกคน ได้ภูมิใจว่าเงินบริจาคที่ช่วยรวบรวมกันมาได้ส่งไปถึงมือเด็กทุกคนแล้วจริง ๆ ทั้งยังเป็นการส่งต่อความคิดที่ว่า ในฐานะคนทั่วไปไม่ว่าเป็นใครก็ตาม เราสามารถช่วยกันระดมทุนส่งมอบความช่วยเหลือไปยังผู้ที่รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 ที่ดำเนินอยู่นี้ได้

“สำหรับเรามันคือความช่วยเหลือสองต่อ ต่อแรกคือวิทยาทานที่เราเอาความรู้ความสามารถที่มีมาช่วยให้คนนำไปปรับใช้สร้างอาชีพหรือพัฒนางานที่เขาทำอยู่ได้ โดยที่เราไม่ต้องการค่าตอบแทนจากเขา แต่อยากให้ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนไปสู่ต่อที่สอง คือรวมความช่วยเหลือให้ไปถึงผู้ที่เดือดร้อนมากกว่า คนที่เขาขาดแคลนหนักจริง ๆ แล้วเหมือนกับเราได้ทำให้คนรับรู้ปัญหาในวงกว้างมากขึ้นด้วย ว่า COVID-19 ส่งผลสะเทือนถึงผู้คนแค่ไหน” คุณส้ม กล่าว

 

ติดตามความคืบหน้า
โครงการ สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือเพื่อมื้อน้อง
ได้ที่ https://www.eef.or.th/donate-covid/

ร่วมบริจาคช่วยเหลือน้องๆ ไปกับโครงการ
#สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม กับ กสศ.
ตั้งแต่วันนี้ – 18 มิถุนายน 2563

ผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทย
เลขที่ 172-0-30021-6
ชื่อบัญชี “กสศ.-มาตรา 6(6) – เงินบริจาค”
บริจาควันนี้ นำไปลดภาษีได้ 2 เท่า

สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม
หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-079-5475

บริจาค

การปิดโรงเรียนส่งผลต่ออารมณ์ของเด็ก #COVID-19

แปลและเรียบเรียง : กมลกานต์ โกศลกาญจน์

 

ผลกระทบจาก COVID-19
เมื่อการปิดโรงเรียนนั้นส่งผลต่ออารมณ์ของเด็ก

จากเหตุการณ์ COVID-19 เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าการปิดโรงเรียนเป็นระยะเวลาหลายเดือนส่งผลโดยตรงในเรื่องหลักสูตรการเรียนของเด็ก การสอบเข้ามหาวิทยาลัย การส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในเด็กเล็ก โดยต้องไม่ลืมว่าส่งผลโดยอ้อมต่อสุขภาพจิตและความแปรปรวนทางอารมณ์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงด้วยเช่นกัน

เพราะไม่ใช่แค่ความไม่สามารถในการรับมือกับเหตุการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ปัจจัยอื่นๆ อย่างการขาดแคลนอาหาร การแยกตัวจากสังคม พ่อแม่บางครอบครัวที่ต้องตกงานและขาดรายได้ การระบาดของไวรัสโคโรน่าได้เป็นจุดทำให้เกิดความไม่เสถียรของระบบสังคม จึงไม่ใช่แค่เรื่องทางกายภาพเท่านั้นที่เราควรคำนึงถึง แต่เป็นเรื่องของสภาพจิตใจและความรู้สึก เป็นผลต่อเนื่องทำให้เกิดความบอบช้ำที่ส่งผลในระยะยาว

การปิดโรงเรียนอย่างยาวนานนั้นส่งผลต่อเด็กๆ อย่างไร? สัญญาณเริ่มต้นที่สังเกตได้ง่ายๆ ก็คือมีกำลังใจน้อยลง ผลการศึกษาเด็กที่ได้รับผลจากภัยพิบัติอย่างเช่น พายุ แผ่นดินไหว หรือโรคระบาด ได้ระบุว่าหายนะต่างๆ ส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อประสิทธิภาพในการเรียนและสุขภาพจิตของเด็กๆ ลิซ่า กิบบส์ (Lisa Gibbs) ผู้อำนวยการโปรแกรม Jack Brockhoff Child Health and Wellbeing แห่งมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น หน่วยงานวิจัยเรื่องนี้ได้กล่าวว่า “สิ่งที่เราค้นพบคือลักษณะเฉพาะของความอันตรายด้านสุขภาพจิตของเด็กๆ นั้นสำคัญมาก จึงกลายมาเป็นจุดเริ่มของการสร้างประสบการณ์ในการฟื้นฟูสภาพจิตใจ”

ตัวอย่างวิจัยที่ลิซ่าทำคือ การศึกษาผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ไฟป่า Black Saturday ที่ออสเตรเลียเมื่อปี 2009 โดยพบว่าเด็กจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบนั้นมีประสิทธิภาพในการเรียนแย่ลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมชั้นจากพื้นที่อื่น ประเมินจากผลสอบความสามารถในการอ่านเขียนและแบบทดสอบคำนวณ “เหตุการณ์นั้นได้สร้างความเจ็บปวดที่สำคัญและความสูญเสียที่ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องในพื้นที่ โดยขยายช่วงเวลาของการเรียนหรือการปิดโรงเรียนไปได้ส่งผลในเชิงลบ เมื่อเด็กๆ ต้องกลับไปเรียนตามเดิม พบว่าพวกเขามีความสามารถในการเรียนรู้ที่ลดลง พวกเขาไม่อาจเรียนได้ทันตามหนังสือหรือหลักสูตร คุณจะเห็นได้เลยว่า การปิดโรงเรียนไปนั้นส่งผลต่อเนื่องเรื่องทักษะการเรียนรู้ไปทั้งชีวิต”

“เมื่อนักเรียนไม่ได้ไปโรงเรียน พวกเขาจะไม่ได้เรียนรู้อะไรมากเท่าที่ควร ยิ่งไม่ได้ไปโรงเรียนนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งไม่ได้เรียนรู้นานขึ้นเท่านั้น” แซม ซิมส์ (Sam Sims) นักวิจัยแห่ง UCL Institute Of Education

ในช่วงเหตุการณ์โรคระบาด หลายโรงเรียนได้ปรับมาเรียนเป็นแบบออนไลน์ ซึ่งคุณครูต้องสอนทางไกลผ่านช่องทางต่างๆ อย่างเช่น Google Classroom หรือเปิดคลิปวิดีโอจาก Youtube หรือสอนผ่าน Zoom แต่ผลที่เกิดขึ้นคือการปรับไปสู่การเรียนออนไลน์ก็ดูเหมือนว่าจะให้ผลลัพธ์ที่แย่ลง โดยเฉพาะเด็กจากครอบครัวที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจไม่ดีนัก ก็ยิ่งให้ผลระยะยาวที่แย่ไปกันใหญ่

“ข้อมูลบางแห่งระบุว่า 55% ของคุณครูในพื้นที่ด้อยพัฒนานั้นรู้สึกเหมือนว่าเด็กนักเรียนได้เรียนออนไลน์ด้วยเวลาน้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน” กล่าวโดยลอร์ร่า แมคอินเนอร์เนย์ (Laura McInerney) ผู้ร่วมก่อตั้ง Teacher Tapp

แน่นอนว่าโรงเรียนเอกชนหลายแห่งใช้เครื่องมือการสอนออนไลน์ในช่วงเหตุการณ์ COVID-19 นักเรียนที่มีฐานะดีก็มีอุปกรณ์เป็นของตัวเอง ที่บ้านติดตั้งเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และสภาพพื้นที่พร้อมเรียน เด็กๆ ที่มีความพร้อมจากโรงเรียนเอกชนส่วนมากเกินครึ่งจึงมีมาตรฐานการเรียนที่แตกต่างจากเด็กโรงเรียนรัฐบาลที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อมเช่นนี้เพียง 10% เท่านั้น

ในช่วงเวลานี้ โรงเรียนในหลายประเทศเริ่มกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง อย่างเช่นประเทศจีน ฝรั่งเศส และเยอรมัน โดยรัฐบาลของประเทศเหล่านี้มาพร้อมกับความหวังว่าจะปรับแผนการกลับมาเปิดโรงเรียนเป็นปกติในวันที่ 1 มิถุนายน ที่ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคอย่างเคร่งครัด สำหรับในหลายประเทศอื่นๆ อย่างอิตาลี โปรตุเกส นิวยอร์กหรือแคลิฟอร์เนีย ยังคงยืนยันที่จะปิดโรงเรียนเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนจนกว่าจะถึงเดือนกันยายน

 

ความธรรมดาใหม่ของห้องเรียนที่เปลี่ยนไป

ตัวอย่างโรงเรียนจากประเทศเดนมาร์ก ที่กลับมาเปิดเรียนอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน โดยปฏิบัติตามคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขเดนมาร์กอย่างเคร่งครัด ถือเป็นหนึ่งในโรงเรียนต้นแบบสำหรับโรงเรียนอื่นๆ ทั่วโลก

เริ่มที่การเข้าใจเรื่องสภาพแวดล้อมของการเรียนรู้นั้นจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เด็กๆ จะมีส่วนร่วมกันเป็นกลุ่มหรือช่วยกันทำโปรเจ็กต์ต่างๆ ร่วมกัน มาเป็นรูปแบบของนั่งโต๊ะแยกระหว่างกันสองเมตร สิ่งแรกที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือความจำเป็นต้องมีครูจำนวนมากขึ้น สอนด้วยรูปแบบการสอนที่เปลี่ยนไป โดยที่ยังมุ่งสู่เป้าหมายในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของเด็กให้เต็มศักยภาพท่ามกลางเงื่อนไขใหม่นี้ได้อยู่เสมอ

เด็กนักเรียนจะต้องเรียนแบบพึ่งพาตัวเองเป็นสำคัญ ไม่อาจจะแบ่งปันสิ่งของต่างๆ ได้เหมือนอย่างที่เคย โดยจะต้องเตรียมตัวนำทุกอย่างมาด้วยตัวเอง ทั้งขวดน้ำ ดินสอ ปากกา หรือสื่อการเรียนรู้ต่างๆ การแบ่งใช้ร่วมกับเพื่อนๆ ในห้องนั้นจะไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นได้อีกต่อไป คุณครูเองจะไม่อาจเก็บหนังสือแบบฝึกหัดได้ โดยจะต้องให้เด็กๆ วางหนังสือไว้บนโต๊ะในช่วงพักเที่ยงหรือช่วงพักเล่น โดยคุณครูเองจะต้องเขียนฟีดแบ็คการบ้านแปะไว้ในหนังสือของเด็กแต่ละคน

สิ่งของที่ใช้งานร่วมกันจะต้องได้รับการทำความสะอาดทั้งก่อนและหลังการใช้งาน พื้นที่ในห้องเรียนจะต้องทำความสะอาดทุกซอกทุกผิวสัมผัส ทั้งโต๊ะเรียน ที่จับประตู และห้องน้ำ 2 ครั้ง/วัน

ในขณะที่โรงเรียนปรับรูปแบบของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ใหม่ เด็กๆ ก็ได้เรียนรู้ และค่อยๆ เพิ่มทักษะในการพึ่งพาตัวเองมากขึ้น แม้จะว่าต้องอาศัยการเคลื่อนที่ไปพร้อมกัน สร้างโอกาสในการเลือก และทางแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ แต่ก็พบว่าสภาพแวดล้อมใหม่นั้นเด็กๆ ได้ตอบรับเป็นอย่างดี

 

แล้วเราจะช่วยให้เด็กๆ รับมือกับความยากลำบากนี้ได้อย่างไร?

คำตอบคือการกำหนดเงื่อนไขเชิงสังคมที่ช่วยให้เด็กเข้าใจปัญหาได้ ด้วยการสร้างความรู้สึกปลอดภัย ความหวัง ความสงบ และความรู้สึกเชื่อมโยงกับคนในครอบครัวและคนรอบข้างได้อยู่เสมอ ลองดูตัวอย่างการฟื้นฟูสุขภาพจิตจากผลกระทบในเหตุการณ์เฮอริเคนแคทรีนาถล่มสหรัฐอเมริกา ด้วยการสร้างเสริมพลังและช่วยฟื้นฟู โรงเรียนในสหรัฐบางแห่งจัดการเปิดสวนให้เด็กๆ ได้กลับมาปลูกต้นไม้ เพราะเชื่อว่าพวกเขาต้องการความรู้สึกว่าสามารถจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้ และสร้างความรู้สึกร่วมกับรับมือสิ่งต่างๆ กับสมาชิกในครอบครัว ตัวอย่างนี้นำมาปรับใช้ในปัจจุบัน เราจึงได้เห็นข้อความให้กำลังใจที่เขียนไว้ตรงฟุตบาท หรืองานประดิษฐ์สายรุ้งที่บานหน้าต่าง ที่ทำให้แม้แต่เด็กเล็กก็ยังรู้ได้เลยว่าความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ กำลังเกิดในชุมชนของพวกเขา

ที่สำคัญเลยคือรัฐบาลจะต้องมีแผนรองรับหลังวิกฤตจากไวรัสโคโรน่า โดยลิซ่าเองแนะนำว่าแผนฟื้นฟูนั้นต้องมีระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปีหรือมากกว่า โดยต้องไม่ลืมเน้นการสื่อสารถึงความหวัง และจำไว้เสมอว่า ท่ามกลางความเลวร้ายทีเกิดขึ้น เด็กๆ มีความสามารถในการฟื้นฟูจากหายนะเหล่านั้น ชีวิตพวกเขาดำเนินต่อไป กลับมาเป็นปกติและใช้ชีวิตด้วยความสุขอีกครั้ง

 

ที่มา : This is how the school shutdown will affect children for many years

 

เลขาสภาพัฒน์ฯ เผย ความยากจนเป็นประเด็นสำคัญทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษามากเกือบ 7 แสนคน

นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยถึงภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี 2563 ว่า  จากรายงานภาวะสังคม สศช.พบปัญกาการเลิกเรียนกลางคัน ของเด็กและเยาวชน แม้จะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่พบว่าจะมีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเพิ่มตามระดับการศึกษาที่สูงขึ้น

โดยนักเรียนที่เข้าศึกษาประถมศึกษาปีที่ 1 ในระหว่างปีการศึกษา 2546–2548 มีนักเรียนกว่า 20% ไม่จบการศึกษาภาคบังคับ (ม.ต้น) และมีนักเรียนกว่า 31% หลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. และ 38% หลุดออกจากการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

จากข้อมูลกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  พบสาเหตุเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา  คือปัญหาความยากจนถือเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้กลุ่มเด็กและเยาวชนไทยหลุดออกนอกระบบการศึกษามีมากกว่า 6.7 แสน คน รวมทั้งยังมีสาเหตุอื่นๆ อาทิ ปัญหาภายในครอบครัว ปัญหาแม่วัยใส การที่เด็กต้องดูแลคนป่วยคนพิการที่อยู่ในบ้าน ปัญหาการเจ็บป่วย รวมถึงการย้ายภูมิลำเนาตามผู้ปกครอง

ทั้งนี้ การหลุดออกนอกระบบการศึกษายังสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำ กลุ่มเด็กและเยาวชนในกลุ่มครัวเรือนที่รวยที่สุด (ครัวเรือนที่รวยสุด 10% บน) ได้เรียนต่อในระดับ ม.ปลาย/ปวช. 80.3% และได้เรียนต่อในระดับปวส./อุดมศึกษา 63.1% ขณะที่กลุ่มเด็กและเยาวชนในกลุ่มครัวเรือนที่ยากจนที่สุด (ครัวเรือนที่ยากจนที่สุด 10% ล่าง) ได้เรียนต่อระดับม.ปลาย/ปวช. เพียง 40.5% และได้เรียนต่อในระดับปวส./อุดมศึกษาเพียง 4.2%

นอกจากนี้ ทำให้ขาดแคลนแรงงานในระยะยาว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว มีความเสี่ยงจากทักษะการทำงานที่มีอาจล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงาน เป็นอุปสรรคในการเพิ่มผลิตภาพทางการผลิต และการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับ แนวทางการส่งเสริมเด็กและเยาวชนให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ดังนี้  ร่วมมือกับหน่วยงานและภาคีในพื้นที่ในการนำเด็กและเยาวชนให้กลับสู่ระบบการศึกษาหรือการพัฒนาทักษะอาชีพ และมุ่งเน้นวางแผน การช่วยเหลือเป็นรายกรณี  จัดตั้งหน่วยงานเฝ้าระวัง ป้องกัน

โดยต้องมีระบบฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพในการติดตามช่วยเหลือเด็กและเยาวชน และสร้างเครือข่ายทั้งภาคการศึกษาและนอกการศึกษา ปรับวิธีการเรียนการสอนให้มีความยืดหยุ่นเหมาะกับสภาพปัญหาของเด็ก มีระบบสะสม โอนหน่วยกิต/เทียบวุฒิการศึกษา และมีรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลาย และ ศึกษาและแก้ปัญหาผ่านกลไกของรัฐ อาทิ การใช้กลไกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เพื่อแก้ปัญหาตรงจุดและต่อเนื่อง

 

ประสบการณ์นอกตำราจาก “เด็กทุน” สู่ “เด็กทุน”

ไม่เพียงแค่การทำหน้าที่สอนหนังสือแต่บทบาทที่สำคัญของ “ครู”  คือการดูแลเอาใจใส่ “ลูกศิษย์”    ห้คำปรึกษา แนะนำการใช้ชีวิตถ่ายทอดบทเรียนที่มากกว่าในตำราให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตในวัยเรียนได้อย่างราบรื่น มีความสุข และจบออกมีงานทำมีอนาคตที่ดี

คล้ายกับชีวิต ของ ดร.คมสรรค์  ภูทอง หัวหน้าแผนกเทคโนโลยีธุรกิจดิจิตอล วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จ.ชลบุรี  ที่ไม่แช่แค่ทุ่มเทสอนหนังสือ แต่ยังเอาใจใส่คอยให้คำปรึกษา ช่วยวางแผนการใช้ชีวิต ทั้งด้านสุขภาพ การเงิน การฝึกงาน ไปจนถึงถึงการใช้เวลาว่างให้กับนักเรียนทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยอาศัยประสบการณ์ตรงในฐานะที่ตัวเองก็เคยเป็นนักเรียนทุนคนหนึ่ง ทำให้รู้ว่าเส้นทางชีวิตจากนี้ต่อไปจะต้องเจอะเจอกับอะไรบ้าง

“มันเหมือนเป็นความผูกพันเพราะเราเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการไปค้นหาเด็ก เราไปชวนเขามาเรียน เด็กบางคนเกือบไม่มีโอกาสได้เรียนเพราะฐานะไม่ดี เราก็ไปชวนเข้าให้มาเรียนบอกว่ามีทุนจาก กสศ. นะ ทำให้เรารู้จักเด็ก รู้จักบ้าน รู้จักความเป็นอยู่ของเขา ช่วงแรกตอนเปิดเทอมที่ กสศ.ยังไม่โอนเงินมาเราก็ต้องไปคุยกับทางวิทยาลัยให้ผ่อนผันการชำระรอให้เด็กได้รับทุนก่อนค่อยไปจ่ายเงิน  หรือบางคนลำบากเดือดร้อนมายืมเงินเราก็ช่วยพอได้ทุนเขาก็โอนมาคืนเราก็ทำเท่าที่ช่วยได้”

 

ความผูกพัน ที่ช่วยมาตั้งแต่ต้นทาง
บางคนเกือบไม่ได้เรียนต่อ

ทั้งนี้  เด็กที่ได้ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงของ กสศ. จะต้องมีผลการเรียนดี และมีฐานะยากลำบาก ดร.คมสรรค์ เล่าให้ฟังว่า  ตอนนั้นต้องลงไปตามโรงเรียนไปพูดคุยกับเด็ก คุยกับครูแนะแนวบางคนที่บ้านไม่มีสตางค์กำลังจะไม่ได้เรียนต่อเพราะฐานะทางบ้านไม่ดีเราก็โทรไปชักชวนให้มาเรียน อย่างด้าน โลจิสติกส์ ที่เด็กหลายคนยังไม่รู้จักว่าคืออะไรเรียนไปแล้วจะไปใช้ทำอะไรก็ต้องให้คำอธิบาย จนเขาได้มาเรียนแล้วเราก็พาเขาไปดูงานที่โรงงานโออิชิ จ.อยุธยา เลยว่าโลจิสติกมันสำคัญยังไง  พอเห็นภาพเขาก็เข้าใจและตั้งใจเรียนมากขึ้นหลายคนพอเทอมสองเกรดก็ดีขึ้น

สิ่งสำคัญคือตอนค้นหาเราต้องไปเยี่ยมบ้านเด็ก ซึ่งมี ทั้งที่อยู่ในจ.ชลบุรี ระยอง บางส่วนก็ไปถึงสุโขทัย นครราชสีมา  บางบ้านที่ไปเห็นเขาไม่มีทั้งไฟฟ้า ต้องใช้โซลาร์เซลล์ หรือไม่มีน้ำประปาต้องใช้น้ำบาดาล ตรงนี้ทำให้เรารู้สึกว่าต้องช่วยดูแลเขาเป็นพิเศษพอเขามาอยู่หอในวิทยาลัย เราก็คอยไปสอบถามอาจารย์ที่ดูแลหอว่าเด็กคนนี้ๆ เป็นยังไงบ้าง อาจารย์ก็บอกเป็นเด็กดีขยันคอยช่วยเหลืองานเราก็สบายใจ

 

 เสริมสร้างวินัยการเงิน ออมเดือนละ 500 บาท

“เรื่องการใช้เงินก็เป็นสิ่งสำคัญ ผมจะบังคับให้เด็กเขาออมเงินเดือนละ 500 บาท ให้เขาสมัครแอปพลิเคชั่นธนาคารเลย พอเงินออกเราก็ให้เขาเปิดดูเลยว่าออมจริงหรือเปล่า มีคนหนึ่งเขาไม่มีเงินเก็บเพราะต้องส่งเงินไปช่วยดูพ่อแม่ที่แก่เฒ่า เราก็ต้องคอยดูว่าเขากินอยู่ยังไง ที่ให้ความสำคัญกับการออมเงินเเพราะเราก็เคยเป็นนักเรียนทุนของกรมอาชีวะฯ ช่วงที่เรียนจบไม่ได้ทุน แล้วยังไม่มีงานต้องซื้อนั่นที่จำเป็นตอนนั้นจะลำบากมากเราจึงอยากให้เด็กได้เตรียมพร้อมไว้ และถือว่าเป็นการฝึกวินัยการใช้เงินด้วย”  

หลายครั้งที่ต้องแอบไปติดตามตรวจสอบการเข้าเรียนของเด็กแต่ละคน เมื่อพบว่าเด็กคนไหนขาดเรียนบ่อย ก็จะไลน์ หรือ โทรศัพท์ไปพูดคุยเพื่อสอบถามสาเหตุ ส่วนหนึ่งจะเป็นเพราะเด็กจะเรียนระบบทวิภาคีคือ เรียนด้วยฝึกงานด้วยวันที่ฝึกงานเสร็จเลิกดึกมาเรียนวันรุ่งขึ้นมีเรียนเช้าก็ตื่นไม่ไหว ตรงนี้ก็ต้องคุยกันว่าเขาจะแก้ไขปัญหาอย่างไรส่วนใหญ่พอขึ้นเทอมสองก็รู้จักปรับตัวมาเรียนกันเยอะขึ้น ผลการเรียนดีขึ้น  

 

ปลูกฝังเรื่องจิตอาสาจากผู้รับสู่การตอบแทนสังคม

แม้แต่เรื่องชีวิตส่วนตัว ดร.คมสรรค์ ก็ต้องคอยเข้าไปสอบถามให้คำปรึกษา เช่น เด็กบางคนมีพ่อแม่กดดันเราก็ต้องคุยกับเขาให้เขาสบายใจ บางคนทะเลาะกับญาติที่บ้าน เราก็เข้าไปดูเรื่องไหนแนะนำได้ก็ให้คำแนะนำ บางรายแต่บางกรณีถ้าคุยแล้วดูยากเกินความสามารถก็จะโทรเรียกนักจิตวิทยาซึ่งในโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงจะมีประจำอยู่มหาวิทยาลัยละ 1 คน ซึ่งในส่วนของวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ โรงพยาบาลอยู่ฝั่งตรงข้ามจึงสะดวกมีปัญหาเขาก็ขี่มอเตอร์ไซค์ข้ามฝากเข้ามาคุยกับเด็กที่วิทยาลัยได้เลย   

ในฐานะที่เป็นเด็กทุนที่ได้รับโอกาส อ.คมสรรค์ พยายามปลูกฝังความคิดเรื่องจิตอาสา ตอบแทนคืนสังคม หากวันไหนว่างก็พอไปซื้อของแจกคนที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ซึ่งในช่วงแรกมีงบมาก้อนหนึ่ง หลังจากนั้นเราบอกเขาว่าถ้ามีโอกาสก็ให้ช่วยเหลือคนอื่นเดี๋ยวนี้เด็กเขาทำเองไปแล่นดนตรีเปิดหมวกมีเงินมาซื้อของทำอาหารแจกคนในพื้นที่ช่วงที่ COVID-19 ระบาด เราก็ภูมิใจว่าสิ่งที่เราปลูกฝังเขาไปมันเห็นผลเขาเป็นคนดี คิดดี ทำดี  เขาไปทำกันเองโดยไม่บอกเราด้วย เราไปเห็นในเฟซบุ๊กเขาเราก็เข้าไปชื่นชม   

“ทั้งหมดที่ทำก็เพราะเราทำแล้วมีความสุข ได้คุยกับเด็กทำในสิ่งที่เราทำได้ ให้ชีวิตได้เขาได้เจอสิ่งที่ดี มีอนาคตที่ดี เราให้โอกาสเขา เขาก็น่าจะไปได้ไกลมีอนาคตที่ดีขึ้น  เด็กกลุ่มนี้เราเชื่อว่าสุดท้ายแล้วเขาก็จะจบไปมีงานทำ หลายคนที่เราเห็นเปลี่ยนไปเยอะจากตอนที่เข้ามาใหม่ๆ บางคนยังไม่กล้าพูด พอมาเรียนสักพักก็เริ่มกล้าพูด เริ่มเสนอความเห็น เสนอความคิด ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราภูมิใจและมีกำลังใจที่จะทำตรงนี้ต่อไป”  ดร.คมสรรค์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษา
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
www.eef.or.th/donate/
ธนาคารกรุงไทย สาขาซอยอารีย์
เลขที่ : 172-0-30021-6
บัญชี : กสศ.มาตรา 6(6) – เงินบริจาค

Back To Top