เปิดปฏิบัติการเยี่ยมบ้าน ลดจดหมายลาครู

เส้นทางวิบากยังไม่สิ้นสุด

ครูจำนวนมากยังลงพื้นที่ออกปฏิบัติการเยี่ยมบ้านนักเรียนอย่างเข้มข้น ไม่ว่าพื้นที่นั้นจะอยู่ห่างไกล เป็นพื้นที่ทุรกันดารแค่ไหน ทุกเส้นทาง ครูจะฝ่าฟันอุปสรรคไปให้ถึงบ้านนักเรียนทุกคน เพื่อจะได้เห็นความเห็นชีวิตความป็นอยู่ของเด็ก ๆ และนั่น อาจจะเป็นโอกาสที่จะค้นพบผู้ที่ยังรอคอยความช่วยเหลือ ไม่สามารถมาเรียนได้

จิตกร แจวศิริ ครูโรงเรียนบ้านบางหอย จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมคณะครูลงไปเยี่ยมบ้านของน้องสุดารัตน์ นักเรียนชั้นป.6 โรงเรียนบ้านบางหอย จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังพบปัญหาเด็กนักเรียนขาดเรียนและลาหยุดอยู่บ่อยครั้ง ส่วนหนึ่งเด็กนักเรียนไปรับจ้างเก็บผลปาล์มตามสวนเพื่อช่วยครอบครัวหารายได้ จนส่งผลกระทบถึงการเรียน

ครูจิตกร เล่าว่า น้องสุดารัตน์ นักเรียนชั้นป.6 โรงเรียนบ้านบางหอย เป็นหนึ่งในบ้านที่เราลงไปเยี่ยมพบปะพูดคุย บ้านน้องเป็นเพิงพักตั้งอยู่ในพื้นที่หมดอายุสัมปทานสวนปาล์ม ต.คลองน้อย อ.ชัยบุรี จังหวัดสุราษฏร์ธานี ตัวบ้านทำจากโครงไม้เก่าหลังคาปะมุงด้วยผ้าใบ ข้างฝาไม่มี บางด้านใช้ผ้าห่มผูกยึดกับโครงไม้กันแดดฝน เพิงพักนี้อัดเบียดกันถึง 7 ชีวิต น้ำประปาไม่มี อาศัยใช้น้ำจากลำห้วยใกล้ๆ อาศัยแสงสว่างช่วงค่ำคืนจากการดัดแปลงหลอดไฟพ่วงต่อกับแบตเตอรี่เก่าๆ ลูกหนึ่ง

“การลงไปเยี่ยมบ้านรอบนี้ ทำให้เห็นหลายสิ่ง เห็นว่า สุดารัตน์ ในฐานะพี่สาวคนโต จำเป็นต้องดูแลพ่อแม่และน้องอีก 4 คน ซึ่งอยู่ระหว่างเรียน 3 คน และคนเล็กยังไม่ถึงเกณฑ์เข้าเรียน ด้วยครอบครัวไม่มีอาชีพหลักแหล่งมั่นคง จนตอนนี้ต้องเป็นเสาหลักประคองชีวิตคนในบ้านโดยปริยาย แม้ชีวิตลำบาก น้องยังคงตอบแทนความกตัญญูต่อพ่อแม่ ไม่เหน็ดเหนื่อย บางครั้งยอมหยุดเรียนไปรับจ้างเก็บผลปาล์มตามสวนปาล์ม โดยเฉพาะช่วงฤดูที่ปาล์มออกผลผลิต น้องจะเวลาช่วงนั้นออกไปเก็บเพื่อแลกค่าตอบแทนไม่ถึง 100 บาทต่อวัน”

ครูจิตกร บอกอีกว่า ที่ผ่านมาน้องขาดเรียนบ่อย เมื่อโรงเรียนทราบปัญหาว่าเด็กมีความลำบากทางครอบครัว และการเดินทางมาโรงเรียนลำบาก ครูในโรงเรียนต้องปรับแผนการเรียนการสอนให้ยืดหยุ่นมากที่สุดสำหรับเด็กคนนี้ โดยจัดเตรียมการบ้านไว้ให้ หากช่วงเย็นมีเวลาครูจะสอนซ่อมเสริมให้อยู่เสมอ เพราะเราไม่ต้องการให้เด็กหยุดเรียนไป ส่วนเรื่องอาหารทางโรงเรียนพยายามช่วยให้กับข้าวกลับไปกินมื้อเย็นที่บ้านอยู่ประจำ ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวและให้เด็กมีอาหารกิน

แม้การเดินทางไปโรงเรียนจะค่อนข้างยากลำบาก ด้วยระยะทาง 7 กิโลเมตร ผ่านเส้นทางทุรกันดาร ดินลูกรัง ช่วงน่าฝนถนนสัญจรลำบาก แต่น้องสุดารัตน์ยังใฝ่ดีพยายามเดินทางมาโรงเรียน อาจขาดเรียนไปบ้างก็ตาม น้องใกล้เรียนจบชั้น ป.6แล้ว ครูหลายคนตั้งใจช่วยกันผลักดันให้เด็กคนนี้ได้เรียนต่อในโรงเรียนขยายโอกาสต่อไป อย่างน้อยส่งเสริมผลักดันให้เรียนจนจบในระดับชั้นม.3

รายชื่อสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ที่ยังไม่ได้จัดทำข้อมูล นร.ยากจนพิเศษ

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
  ลำดับ

เขตพื้นที่การศึกษา

 (เรียงตามอักษร)

รายละเอียด
1 สพป.กระบี่ คลิก
2 สพป.กระบี่ 1 คลิก
3 สพป.กรุงเทพ คลิก
4 สพป.กรุงเทพ 1 คลิก
5 สพป.กรุงเทพ 2 คลิก
77

 

เปลี่ยนชีวิตให้ “สดใส” ด้วยระบบ ISEE และหัวใจที่ทุ่มเทของครู

เปลี่ยนชีวิตให้ “สดใส” ด้วยหัวใจที่ทุ่มเทของครู และระบบ ISEE  ที่ไม่ยอมให้เด็กคนไหนคลาดสายตา 

กรณีศึกษาช่วยเด็กหลุดนอกระบบ ใน เวทีฟังเสียงประชาชนที่เชียงใหม่ ภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษา พร้อมหนุนแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งระบบ

ด้วยศักยภาพของระบบ  “ระบบคัดกรองปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน”  ภายใต้ ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Information System for Equitable Education : ISEE)  ผสานกับความทุ่มเทแรงกายและแรงใจของครูและผู้บริหารสถานศึกษา นำมาสู่ การติดตามช่วยเหลือ นักเรียนด้อยโอกาสที่เป็นกลุ่มเสี่ยงกลับสู่สถานศึกษาอย่างมีความสุขอีกครั้ง

โรงเรียนวัดห้วยแก้ว อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ โรงเรียนขนาดกลางที่ผู้บริหาร และครู ให้ความสำคัญกับการเยี่ยมบ้านนักเรียน จนเกิดเป็นความเห็นใจจากครูถึงศิษย์ ขณะเดียวกันครูให้ใจกับการกรอกข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน “ปัจจัยพื้นฐานยากจน” อย่างรับผิดชอบ เที่ยงตรง นำสู่การติดตามช่วยเหลือทำให้ลูกศิษย์ เช่น

“ดช.สดใส” นักเรียนชั้น ม.3 ที่ระบบติดตามช่วยเหลือ ค้นพบว่านอกจากจะมีปัญหาความยากจนแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อการหลุดออกนอกระบบอีกด้วย

ระบบ “ปัจจัยพื้นฐานยากจน” เครื่องมือช่วยครูดูแลเด็กด้วยหัวใจ

ครูพิมพ์รดา ส่งชื่น  โรงเรียนวัดห้วยแก้ว

“จากการที่โรงเรียนมีระบบเยี่ยมบ้านและการใช้แอปพลิเคชันระบบ “คัดกรองปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน” ภายใต้ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Information System for Equitable Education : ISEE) ทำให้ครูทราบข้อมูลว่านักเรียนของเรากว่าร้อยละ 90 ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ มีจำนวนไม่น้อยอยู่ในครอบครัวหย่าร้าง เด็กแต่ละคนอยู่ในชุมชนที่ห่างไกลสภาพพื้นที่เป็นดอยและภูเขามีความยากลำบากในการเดินทางมายังโรงเรียน ครอบครัวก็ค่อนข้างยากจนบางครั้งเด็กก็ต้องไปช่วยครอบครัวทำไร่ทำสวนเพื่อหารายได้หรือใช้แรงงานรับจ้างทำให้ต้องขาดเรียนอยู่เป็นประจำ และไม่มีเวลาที่จะทบทวนบทเรียนเพราะต้องทำงาน ดังนั้นเรื่องผลการศึกษาจึงไม่ค่อยดีนัก

การที่ครูได้ไปดูบ้าน ได้เห็นบริบทของชุมชนและครอบครัว จะทำให้เรารู้เลยว่าเราจะส่งเสริมแต่ด้านวิชาการอย่างเดียวไม่ได้ เพราะถ้าเน้นวิชาการก็จะมีเด็กอีกหลายคนต้องถูกทอดทิ้ง ดังนั้นครูที่นี่ก็จะช่วยเหลือเด็กทุกคนโดยมองข้ามคำว่าเก่ง แต่จะดูว่าเด็กมีความสนใจในเรื่องอะไร อย่างหนึ่งที่สำคัญก็คือการส่งเสริมเรื่องทักษะอาชีพ เด็กต้องมีทักษะการมีชีวิตสามารถเอาตัวรอดในสังคมได้ และต้องมีทักษะในการทำงาน สองสิ่งนี้คือสิ่งที่ชุมชนและโรงเรียนมุ่งหวัง เราจึงพยายามส่งเสริมรอบด้านโดยดูจากความสนใจของเด็กไม่ใช่จากความสนใจของตัวครู เพื่อให้เด็กๆ ได้ค้นหาหรือค้นพบคำตอบตั้งแต่เรียนอยู่ในระดับชั้น ม.1-2 ให้สามารถวางแผนชีวิตว่าจบแล้วจะไปเรียนต่อหรือทำอะไร” 

เปลี่ยนชีวิตให้สดใส

“ทุกพฤติกรรมล้วนมีเหตุผล ไม่มีเด็กคนไหนที่เกิดมาแล้วนิสัยไม่ดี มันต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่าง ที่ครูจะต้องหาให้เจอแล้วเราก็จะเข้าใจและเข้าไปช่วยเหลือเขาให้ตรงจุดมากขึ้น”

“กรณีของ “น้องสดใส” เราก็เข้าไปถามเข้าไปตามว่าเขาสนใจที่จะไปเรียนตัดผมไหม เพราะว่าทางวิทยาลัยชุมชนเข้ามาจัดอบรมอาชีพในพื้นที่ เมื่อเด็กสนใจเราก็พาเขาไปเข้าร่วมกิจกรรม สุดท้ายแล้วเขากลับพบว่ามีความสุขและสนุกกับการเรียนรู้ หลังจากอบรมอยู่ 2 วันก็เข้ามาบริการตัดผมในชุมชน พอได้เห็นฝีมือและผลงาน เราก็ชื่นชมตัวเด็กเองก็มีกำลังใจ เขาก็มาขอใช้บริเวณหน้าห้องวิทยาศาสตร์มาตัดผมให้เพื่อนๆ น้องๆ ครูท่านอื่นๆ มาเห็นก็ชื่นชม “สดใส” ก็เลยมีกำลังใจที่จะมาโรงเรียนมากขึ้น

พอขึ้นมาชั้น ม.3 เขาก็เริ่มเปลี่ยนวิธีคิด ย้ายมาอยู่ที่หอพักของโรงเรียนเพื่อมาเรียนและสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้เต็มที่ จากเด็กเกเรหนีเรียนเปลี่ยนเป็นคนที่มีภาวะผู้นำมากขึ้น   ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ “สดใส” นั้น เป็นผลเชื่อมโยงไปถึงเรื่องของระบบการติดตามการดูแลเยี่ยมบ้าน ทำให้ครูได้เปิดใจจากการไปเห็นสภาพบ้านและชุมชน จนเข้าใจนักเรียนแต่ละคนว่า ทุกพฤติกรรมล้วนมีเหตุผล ไม่มีเด็กคนไหนที่เกิดมาแล้วนิสัยไม่ดี มันต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่าง ที่ครูจะต้องหาให้เจอแล้วเราก็จะเข้าใจและเข้าไปช่วยเหลือเขาให้ตรงจุดมากขึ้น ซึ่งการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียนเราไม่ได้คาดหวังว่าเด็กจะเรียนดีขึ้นหรือเรียนเก่งขึ้น ขอแค่ไม่ติดศูนย์เพิ่มหรือติดน้อยลงแค่นั้นแต่สิ่งที่สำคัญคือขอให้เด็กๆ มีความสุข ครูทุกคนของเราเราไม่คาดหวังกับเกรดเฉลี่ย ขอให้เขาแค่มีความตั้งใจเท่านั้น”

เชียงใหม่ พร้อมร่วมขบวนสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา

นายไพรัช ใหม่ชมภู รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และเลขานุการภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษา

จังหวัดเชียงใหม่มีเด็กยากจนราว 62,622 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กยากจนพิเศษจำนวน 26,098 คน ที่ผู้ปกครองมีรายได้เฉลี่ยเพียงเดือนละ 1,281 บาทต่อคน หรือเฉลี่ยเพียงวันละ 42.7 บาทเท่านั้น นักเรียนเหล่านี้ต้องได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนโดยเร่งด่วน ก่อนจะหลุดออกจากระบบการศึกษา จึงเป็นที่มาในดำเนินงานของกองทุน 10 บาท เพื่อสนับสนุนเด็กเยาวชนยากจนและด้อยโอกาสให้มีโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้สำเร็จโดยไม่รอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

“ภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษายินดีที่จะได้มีส่วนร่วมกับทาง กสศ.ในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ให้บรรลุตามเจตนารมณ์ของกองทุน และมีข้อเสนอให้เชื่อมโยงกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เข้ากับกองทุนปฏิรูปการศึกษาเชียงใหม่ หรือกองทุน 10 บาท โดยใช้หลักการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ร่วมบริจาค ร่วมบริหาร ร่วมประเมินผล ร่วมให้ข้อเสนอแนะ เพื่อให้เกิดความรู้สึกในการเป็นเจ้าของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และยังหวังว่ากองทุนฯ จะเป็นกองทุนแห่งโอกาสและคุณภาพที่จะเข้ามาช่วยเหลือด้านปัจจัยพื้นฐานและพัฒนาศักยภาพของผู้รับทุนไปพร้อมกับเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน”

 

ช่วยเหลืออย่างไรถึงแก้ได้ตรงจุด! ฟังเสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงจาก 2 เวทีฟังเสียงประชาชน

กสศ. ประมวลข้อเสนอแนะสำคัญๆ จากเวทีฟังเสียงประชาชนที่จัดขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม โดยมีผู้แทน 10 โรงเรียนที่มีนักเรียนยากจนพิเศษ 80-100% ครอบคลุมทุกภูมิภาค และเวทีที่ 2 ในวันที่ 15 สิงหาคม ที่จังหวัดเชียงใหม่

  1. ทิศทางการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษเป็นรายบุคคล

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเห็นด้วยกับแนวทางการดำเนินงานของ กสศ.ในการจัดสรรเงินอุดหนุนแก่นักเรียนยากจนพิเศษโดยยึดถือข้อมูลรายบุคคลที่มีการตรวจสอบแล้ว  เนื่องจากวิธีการจัดสรรเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนรูปแบบเดิมเป็นระบบโควตาที่จัดสรรให้เพียงร้อยละ 40 และร้อยละ 30 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น ส่งผลให้โรงเรียนมีงบประมาณไม่สอดคล้องกับการช่วยเหลือนักเรียนยากจนที่มีอยู่จริง แม้ปัจจุบัน สพฐ.ได้ปรับมาใช้วิธีการจัดสรรเงินอุดหนุนด้วยข้อมูลรายบุคคล แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะบรรเทาความเดือดร้อนแก่นักเรียนยากจนจำนวนมาก ดังนั้นการเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่นักเรียนยากจนพิเศษจึงเป็นมาตรการที่แก้ปัญหาได้ตรงกับกลุ่มนักเรียนที่ประสบปัญหามากที่สุด  

  1. แอพพลิเคชั่น 3 “ระบบปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน” เป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของครูเพื่อค้นหาและช่วยเหลือนักเรียนยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ปฎิบัติงานคัดกรองนักเรียนยากจนยืนยันว่าแอพพลิเคชั่น “ระบบปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน” บนโทรศัพท์มือถือเป็นเทคโนโลยีที่สะดวกต่อการใช้งาน ช่วยให้ครูประหยัดเวลา ในการทำงานและการลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน จะทำให้เก็บข้อมูลนักเรียนยากจนได้ตรงกับสภาพความเป็นจริง และเป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนช่วยเหลือ ติดตาม และส่งเสริมคุณภาพนักเรียนเป็นรายบุคคลได้อย่างต่อเนื่อง

  1. ขั้นตอนการรับรองข้อมูลโดยคณะกรรมการสถานศึกษา เป็นกลไกที่ช่วยในการรับรองและตรวจสอบข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษ

องค์ประกอบที่สำคัญในระดับพื้นที่ควรประกอบด้วยผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. นายกเทศมนตรี เพราะมีความเข้าใจบริบทของชุมชนและสามารถให้ความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือได้ทันเวลา นอกจากนี้บุคลากรสาธารณสุข (รพ.สต. อสม.) ก็สามารถให้ข้อมูลชุมชนได้อย่างดี

  1. รายการเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน (ค่าอาหารเช้า ค่าเดินทาง และทุนการศึกษา)

เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของนักเรียนยากจนพิเศษเพื่อให้สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและปัจจุบันยังไม่มีงบประมาณเพื่อการช่วยเหลือในรายการนี้แต่อย่างใด

เด็กยากจน 1.69 ล้านคน พวกเขาและเธออยู่ที่ไหน ?

กสศ. เผยสถานะนักเรียนยากจน จำนวน “1.69 ล้านคน” ยากจนพิเศษ “6 แสนคน”

ครูหลั่งน้ำตา สงสารศิษย์ เดินทางลำบากสาหัสทุกวัน รายได้ไม่พอแม้ค่าอาหารเช้า กสศ. เผยสถานะนักเรียนยากจน จำนวน “1.69 ล้านคน”  ยากจนพิเศษ “6 แสนคน”

แม่ฮ่องสอน ตาก นราธิวาส ยะลา น่าน พบปัญหามากที่สุดในประเทศ เตรียมรับฟังความเห็นหลักเกณฑ์ช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย ตลอดเดือนสค. – ต้นเดือนกย.นี้

ดร.ไกรยส ภัทราวาท

ดร.ไกรยส  ภัทราวาท  ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า กสศ.ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดทำผลสำรวจสถานะนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษ ปี 2561 โดยใช้เกณฑ์การคัดกรองนักเรียนยากจนด้วยวิธีการวัดรายได้ทางอ้อม(Proxy Mean Tests) หรือ PMT พบว่ามีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองแบบ PMT ที่มีรายได้ครัวเรือนน้อยกว่า 3,000 บาทต่อคน/เดือน และมีภาระพึ่งพิง ที่อยู่อาศัยทรุดโทรม  ไม่มียานพาหนะ เป็นเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกิน รวมทั้งหมด 1,696,433 คน โดยแบ่งเป็นนักเรียนยากจน 1,075,476 บาท และนักเรียนยากจนพิเศษ 620,937 คน  ซึ่งกลุ่มหลังเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วน   เพราะครอบครัวมีรายได้เฉลี่ยต่อคน 1,281 บาทต่อเดือน หรือเฉลี่ยวันละ 42.7 บาท เท่านั้น ไม่เพียงพอแม้แต่ค่าอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการ  โดยภูมิภาคที่มีนักเรียนยากจนพิเศษหนาแน่นที่สุดคือ ภาคเหนือ  ในบริเวณพื้นที่สูง และตะเข็บชายแดน  โดยจังหวัดที่มีเด็กยากจนพิเศษมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ แม่ฮ่องสอน  ตาก นราธิวาส  ยะลา น่าน  สตูล เชียงใหม่ ปัตตานี นตรราชสีมา มหาสารคาม

ดร.ไกรยส กล่าวว่า แม้ว่านักเรียนยากจนพิเศษจะได้รับการสนับสนุนจาก สพฐ. ในรูปแบบการจัดสรรเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน แต่ยังไม่เพียงพอเนื่องจาก เงินเฉลี่ยวันละ 5 บาท สำหรับนักเรียนประถมและวันละ 15 บาทสำหรับนักเรียนมัธยม ที่สพฐ.สนับสนุนนั้น น้อยมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในปัจจุบัน เช่น ค่าเดินทางไป-กลับ โรงเรียน หรือ ค่าอาหาร และค่าเครื่องแบบ ซึ่งล้วนมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเงินอุดหนุนที่รัฐจัดสรรให้ และไม่ได้มีการปรับเพิ่มตามอัตราเงินเฟ้อมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยมูลค่าที่แท้จริงของเงิน 1,000 บาทเมื่อปี 2550 เหลือเพียง 800 บาทในปี 2560  จุดนี้เองทำให้นักเรียนยากจนจำนวนมากมีความเสี่ยงที่จะออกจากระบบการศึกษาเนื่องจากปัญหาความยากจน

เด็กยากจนพิเศษเป็นแค่หนึ่งในกลุ่มเป้าหมายที่ กสศ. มีแผนช่วยเหลือ กองทุนมีแผนทำงานร่วมกับโรงเรียนในสังกัดอื่นๆด้วย เช่น  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ของกระทรวงมหาดไทย โรงเรียนสังกัดตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างเสมอภาค โดยจะมีการประชุมรับฟังความเห็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายจากทุกภาคส่วน 4 ภูมิภาค ในช่วงเดือนสิงหาคมและต้นเดือนกันยายนนี้เพื่อให้การสนับสนุนของ กสศ.มีความเป็นธรรม เกิดประโยชน์ไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า งานวิจัยของ OECD ที่วิเคราะห์จากผลสอบ PISA พบว่า ประเทศไทยมีนักเรียนยากจน และมีศักยภาพทำคะแนนสูงในระดับนานาชาติได้ หรือเรียกว่า Resilient student  อยู่ประมาณ  3.3 %   โดยหากสนับสนุนปัจจัยทางเศรษฐกิจให้กับนักเรียนกลุ่มนี้อย่างเต็มที่ จะสามารถเพิ่มจำนวนของนักเรียนกลุ่มนี้ได้ 6 เท่า หรือ ประมาณ 400,000 คน  อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากนานาชาติ ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย บราซิล ฟินแลนด์ สิงคโปร์ ยืนยันชัดเจนว่าการใช้เงินแก้ปัญหาอย่างเดียวนั้นไม่พอ  ต้องปฏิรูประดับโครงสร้างโดยภาครัฐ   กองทุนให้น้ำหนักอย่างมากกับการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาและการพัฒนาครู เราจึงเน้นสร้างสรรค์งานวิจัย ที่ร่วมมือกับนานาชาติและทดลองปฏิบัติจริง เพื่อจัดทำข้อเสนอระดับนโยบายให้กับรัฐบาล”

ในช่วงการรับฟังความคิดเห็นนั้น ผู้อำนายการและครูจากโรงเรียนยากจนพิเศษ ต่างเปิดใจถึงปัญหาที่โรงเรียนต้องเผชิญมาตลอด บางคนถึงกับเล่าด้วยน้ำตานองหน้า

ครูวีรณัฐ ทนะวัง โรงเรียนบ้านผาเวียง จ.น่าน

นายวีรณัฐ  ทนะวัง  ครูโรงเรียนบ้านผาเวียง  จังหวัดน่าน  กล่าวว่า 13 ปีที่อยู่ในพื้นที่ ครูก็ลำบาก เด็กก็ลำบากเช่นกัน  ครอบครัวของนักเรียนในพื้นที่ส่วนใหญ่ยากจนทำอาชีพปลูกไร่ข้าวโพด ที่อยู่อาศัยต้องลักลอบตัดไม้จากเขตอุทยาน ถ้าไม่ตัดก็ไม่มีบ้านอยู่  หลังคาทำจากใบจาก ใบก้อ   แม้เด็กเหล่านี้จะได้รับงบจาก สพฐ. ราว 15 บาท/วัน เพื่อสนับสนุนการเดินทางแต่ในพื้นที่รถไม่สามารถวิ่งได้โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน ในแต่ละวันเด็กๆ ต้องใช้ระยะเวลาเดินเท้ามาโรงเรียน 40 นาทีถึง 1 ชั่วโมงต่อเที่ยว เพราะถนนทั้งสายกลายเป็นโคลนหนาและเต็มไปด้วยร่องลึกลื่น โดยเส้นทางส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของกรมอุทยานจึงไม่สามารถลาดยางได้ การเรียนของเด็กบนดอยนั้น ไม่มีทางเท่าเทียมกับเด็กพื้นราบ ลำพังจำนวนครูนั้นไม่เพียงพอ โรงเรียนก็ขาดงบประมาณในการจ้างครูเพิ่ม ไม่มีใครต้องการมาอยู่ในพื้นที่ยากลำบาก

หากกองทุน สนับสนุนงบประมาณ ต้องให้ความรู้ผู้ปกครองไม่ให้นำเงินไปใช้ในความจำเป็นอื่นๆจนหมด คงต้องทำงานร่วมกับโรงเรียน และครอบครัว เพื่อให้งบประมาณถูกนำไปใช้เพื่อเด็กอย่างแท้จริง ด้วยวิธีการและช่องทางสนับสนุนที่เหมาะสมในแต่ละบริบทพื้นที่

ครูชลชนก หนูรอด โรงเรียนวัดโคกสำโรง จ.สุพรรณบุรี

ด้าน นางสาวชลชนก  หนูรอด ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโคกสำโรง จังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวทั้งน้ำตาว่า โรงเรียนของเราครู 3 คน รับผิดชอบ 8 สาระวิชา  ดูแลนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 โดยส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้รับประทานอาหารเช้า  นักเรียน 55% มีน้ำหนักส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์     เงิน 20 บาท เป็นค่าอาหารทั้งสามมื้อ  ทั้งเช้า กลางวัน เย็น  สถานการณ์เช่นนี้ โรงเรียนอยู่เฉยไม่ได้ จึงรวมตัวแม่บ้านประชาอาสา ประมาณ 50 คน เกิดกองทุนอาหารกลางวัน ทำอาหารโดยไม่คิดมูลค่า  เพราะทุกคนเหมือนครอบครัวเดียวกัน ครูและผู้ปกครองก็พยายามช่วยเหลือกัน

เราเป็นครูมาหลายปี เห็นชีวิตเด็กยากจนเป็นวงจรที่ไม่สิ้นสุด เข้าๆออกๆโรงเรียน เพราะต้องรอนแรมตามพ่อแม่ไปทำงาน  โอกาสเรียนต่อจนจบการศึกษาสูงๆแทบไม่มี ฝันให้ไกลไปกว่าก็นี้ไม่ได้ ลำพังอาหารที่จะกินแต่ละมื้อไม่ต้องคำนึงถึงโภชนาการ ขอให้ครบ 3 มื้อยังลำบากนัก  หวังให้ปัญหาเหล่านี้มันจบเสียที

ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ

ด้าน ศาสตราจารย์สมพงษ์  จิตระดับ ที่ปรึกษา กองทุน กสศ. และอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า  เครื่องมือค้นหาตัวเด็กของกองทุนกสศ. จะช่วยให้รัฐบาลมั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนอย่างแท้จริง   งบประมาณส่งตรงไป  เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ทั้งนี้ กองทุนต้องต้องทำความเข้าใจกับพ่อแม่และโรงเรียนว่า กองทุนทำงานเพื่อให้โอกาสเด็ก ไม่ใช่กองทุนเพื่อยังชีพ ที่สำคัญคือ ครู คือกลไกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าของเงิน  โดยเฉพาะการลงไปเยี่ยมบ้าน ความใกล้ชิดกับนักเรียนและครอบครัว จะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กกลุ่มนี้ไม่ย่อท้อ ตั้งใจเรียน พัฒนาตัวเองได้เต็มศักยภาพ  การทำงานของกองทุน กสศ.นับว่าเป็นการหลอมรวมข้อมูลจากกระทรวงต่างๆ ให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงทางนโยบายอย่างแท้จริง ช่องว่างทางสังคมของประเทศไทยจะลดน้อยลง

ครม. มีมติอนุมัติ​งบฯ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทาง​การศึกษา

ครม. มีมติอนุมัติ​งบฯ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทาง​การศึกษา

วานนี้ (17 ก.ค. 61) ครม. มีมติอนุมัติ​งบฯ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทาง​การศึกษา ซึ่ง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 54 วรรค 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา เสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู โดยให้รัฐจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนหรือใช้มาตรการหรือกลไกทางภาษี รวมทั้งการให้ผู้บริจาคทรัพย์สินเข้ากองทุนได้ประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีโดยให้กองทุนมีการบริหารจัดการที่เป็นอิสระ

โดยแนวทางในการดําเนินงานของกองทุน กสศ. จะรองรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงทิศทางการพัฒนาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 โดยจะไม่ซ้ำซ้อน แต่เป็นการสมทบเงินเดิม เพิ่มเติมสิทธิ์ใหม่ ให้เกิดความเสมอภาค เน้นช่วยเหลือกลุ่มคนที่ยังไม่มีหน่วยงานใดดูแล ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4.3 ล้านคน ได้แก่ กลุ่มเด็กแรกเกิด – 3 ปี จำนวน 770,000 คน, กลุ่มเด็กอนุบาล จำนวน 610,000 คน, กลุ่มนักเรียนประถม – มัธยมต้น จำนวน 1,800,000 คน, กลุ่มนักเรียน ม.ปลาย/ปวช. จำนวน 360,000 คน, กลุ่มเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสนอกระบบการศึกษา จำนวน  670,000 คน, กลุ่มวัย 18 ปีขึ้นไป จำนวน 150,000 คน  โดยมุ่งเน้นส่งเสริมให้เข้าถึงการศึกษาที่สอดคล้องกับความจำเป็นรายบุคคล เพื่อให้มีโอกาสสำเร็จการศึกษาและการพัฒนาได้เต็มตามศักยภาพ

ติดตามรายละเอียดของเรื่องนี้ และมติเด่นอื่น ๆ ได้ที่ http://www.thaigov.go.th/news/contents/details/13913

 

ที่มา : Facebook ไทยคู่ฟ้า @ThaigovSpokesman

กสศ. กับการคลี่คลายปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย

นายโทมัส ดาวิน

โดย นายโทมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟประเทศไทย

การจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ.
ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง และขอแสดงความยินดีกับรัฐบาลไทยในความมุ่งมั่นที่จะลดความไม่เสมอภาคทางการศึกษา การทำงานของ กสศ. ด้วยแผนปฏิบัติการที่ดีและการมียุทธศาสตร์การทำงานที่ตรงจุด จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื้อมล้ำของระบบการศึกษาที่มีอยู่

รัฐธรรมนูญปี 2560 บัญญัติให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือ ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษ หลังจากการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและสนช กสศ. ได้ประกาศในพระราชกิจจาเมื่อเดือนที่ผ่านมา

กสศ จะได้รับทุนประเดิมจัดสรรโดยรัฐจำนวน 1 พันล้าน และรัฐจะจัดสรรงบเงินอุดหนุนให้เป็นรายปี รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณจากภาคเอกชน

ตามที่กฎหมายพระราชบัญญัติ กําหนดให้การบริหารกองทุนมีคณะกรรมการบริหารที่เป็นอิสระกำกับดูแล มีหน้าที่กำหนดแนวทางการบริหารกองทุนและแผนปฏิบัติการและงบประมาณรายปี เสนอต่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติ

ในช่วงของการเตรียมการ ผมได้เห็นถึงการมีส่วนร่วมที่กว้างขวางกับผู้ที่ส่วนเกี่ยวข้องต่อการดำเนินงานตามพรบ. รวมถึงยูนิเซฟก็มีโอกาสร่วมพัฒนาวิสัยทัศน์ของ กสศ.

ในขณะนี้ กสศ. อยู่ระหว่างการพัฒนาแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการ ปัญหาความเสมอภาคทางการศึกษาต้องมีการตีความหมายอย่างดี เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ กสศ. ต้องเห็นและเข้าใจ เรียงลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มเปราะบางที่จะทำงาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มยากจน พิการ เด็กอพยพ เด็กที่อาศัยอยู่ในบางพื้นที่ของประเทศไทย หรือเด็กชนเผ่า

ประเทศไทยประสบความสำเร็จในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเป็นอย่างมากในการเพิ่มการเข้าถึงการศึกษาทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาโดยรัฐบาลได้ลงทุนงบประมาณด้านการศึกษาที่สูง ความไม่เท่าเทียมทางการศึกษายังมีอยู่ โดยเฉพาะการศึกษาระดับมัธยมศึกษาทั้งด้านเศรษฐานะ เพศ ภาษา และภูมิศาสตร์ ช่องว่างการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาระหว่างกลุ่มนักเรียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่างกันได้เพิ่มขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ตามที่องค์การสหประชาชาติได้ประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และประเทศที่ร่วมพันธสัญญาต้องบรรลุภายใน ปี2030 ประเทศไทยจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ในการสร้างหลักประกันว่าเด็กทุกคนจะต้องจบการศึกษาทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา และต้องมีทักษะที่จำเป็น หากปัญหาความไม่เสมอภาคทางการศึกษาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมียุทธศาสตร์และการจัดทรัพยากรอย่างเหมาะสม

ผลสำรวจล่าสุดพบว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเริ่มตั้งแต่จุดเริ่มต้นการพัฒนาของเด็ก โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์การให้ความชวยเหลือในระยะแรกและการให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์สร้างความเสมอภาคจะก่อให้เกิดผลกระทบทางบวกต่อนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์แย่สุด การพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างเท่าเทียมจะเกิดประประโยชน์ต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นการมีประชากรรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาดีทำให้ประเทศมีขีดความสามารถทางการแข่งขัน และผลิตภาพสูง ทำให้เศรษฐกิจเติบโต และขจัดความยากจน

ประเด็นสำคัญที่คาบเกี่ยวระหว่าง กสศ. และบทบาทความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีงบประมาณสูงและยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาที่มุ่งความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. จำเป็นต้องทำให้มั่นใจว่าการปฏิบัติงานจะหนุนเสริมการทำงานของแผนงานโครงการที่ดำเนินการอยู่

ความสำเร็จ ของ กสศจำเป็นต้องมีการตีความหมายอย่างรอบคอบที่อยู่บนฐานทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน สอดคล้องกับขนาดของงบประมาณ และมาตรการที่เกี่ยวข้อง งบประมาณด้านการศึกษาทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 20 ของงบประมาณรัฐบาล ในระยะที่ผ่านมาการทำงานยังไม่บรรลุผลในการแก้ไขปัญหาความเหลื้อมล้ำเชิงโครงสร้าง บุคคล กลุ่มเปราะบาง ทำให้เด็กถูกมองข้ามและนำไปสู่การหลุดออกนอกระบบก่อนวัยอันควร

ด้วยงบประมาณที่จะได้รับจัดสรรถือเป็นส่วนน้อย การคาดหวังให้ กสศ. ทำงานเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำเพียงหน่วยงานเดียวคงไม่ใช่แนวทางการทำงาน
และ กสศ. คงมิใช่หน่วยงานที่มาแทนที่ระบบการทำงานของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ และงบประมาณที่มีอยู่ ความรับผิดชอบในการให้การศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับเด็กทุกคนในประเทศไทย เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของกระทรวงและหน่วยงานต่างๆโดย กสศ. สามารถมีบทบาทในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ การค้นหาและระบุวิธีการแก้ไขปัญหาและทางออก กระตุ้นให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบการศึกษาในการลดความเหลื่อมล้ำเชิงระบบที่เด็กกำลังเผชิญอยู่ ผมเชื่อมั่นว่าบทบาทในการเป็นหน่วยงานกระตุ้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จ

นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จ กสศ. ต้องแสดงให้เห็นหลักฐานการทำงานว่าอะไรที่ประสบผลสำเร็จของไทยในการลความเหลื่อมล้ำทั้งในระดับบุคคลและเชิงระบบ วิธีทำงานหนึ่งที่สำคัญคือการวิจัยและนำร่องมาตรการที่คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และมีผลกระทบสูงในพื้นที่กลุ่มด้อยโอกาส ที่มุ่งให้เกิดการขยายผลวิธีปฏิบัติที่ได้ผล เกิดการยกระดับการทำงานระดับประเทศ ด้วยงบประมาณด้านการศึกษาของรัฐบาล

บทบาทหนึ่งของ กสศ. คือ การสนับสนุนกระทรวงต่างๆ เชื่อมโยงข้อมูลการศึกษาและระบบสารสนเทศ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานและกระทรวงต่างๆ ผลที่จะได้คือการวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำเชิงระบบ และการติดตามว่าความเหลื่อมล้ำได้ลดลงตามระยะเวลาอย่างไร

การทำงานของ กสศ. ต้องมีความมุ่งมั่นในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น และทำให้ประเด็นความเสมอภาคของการศึกษาเป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา ในฐานะหน่วยงานกระตุ้นเพื่อให้ไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาความยั่งยืนต่อไป

ครม.เตรียมแต่งตั้งบอร์ดกองทุน กสศ. ชุดใหม่ภายใน ต้น กค.นี้

ครม.เตรียมแต่งตั้งบอร์ดกองทุน กสศ. ชุดใหม่ภายใน ต้น กค.นี้

“ประจิน” เผย กองทุน พร้อมสร้าง BIG DATA เด็กยากจน ด้อยโอกาส 4.3 ล้านคน เน้นช่วยเหลือถูกคน ตรงจุด  ด้าน กอปศ. หวังให้กองทุน เริ่มงานได้ภายในปีงบ 61 ขณะที่ ศธ. พร้อม โอนงบแก้ปห.เหลื่อมล้ำ ให้ กสศ. จัดการต่อ

ภายหลังจากที่ พ.ร.บ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.2561 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2561  เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2561 ได้มีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นครั้งแรก โดยพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบการดำเนินงานใน 2 เรื่องสำคัญ คือ การโอนสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เป็นสำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ตามที่ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้ระบุไว้ในบทเฉพาะกาล นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ให้ข้อเสนอแนะต่อยุทธศาสตร์และแผนการดำเนินงาน 5 ปี รวมถึงแนวทางการขอรับทุนประเดิมและเงินอุดหนุน ปีงบประมาณ 2561-2562 โดยให้มีการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ทั้งนี้ตามขั้นตอนจะต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป เพื่อให้ทันต่อการเริ่มดำเนินงานของกองทุนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2561 นี้

พลอากาศเอก ประจิน จั่นตองพลอากาศเอก ประจิน กล่าวว่า ยุทธศาสตร์และแผนการดำเนินงานของกองทุนนั้นต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เกี่ยวกับการจัดตั้งและแนวทางในการดําเนินงานของกองทุน กสศ. อย่างเคร่งครัด และรองรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงทิศทางการพัฒนาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 โดยต้องไม่ซ้ำซ้อน แต่เป็นการสมทบเงินเดิม เพิ่มเติมสิทธิ์ใหม่ ให้เกิดความเสมอภาค เน้นช่วยเหลือกลุ่มคนที่ยังไม่มีหน่วยงานใดดูแล ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4.3 ล้านคน ได้แก่ กลุ่มเด็กแรกเกิด – 3 ปี จำนวน 770,000 คน, กลุ่มเด็กอนุบาล จำนวน 610,000 คน, กลุ่มนักเรียนประถม – มัธยมต้น จำนวน 1,800,000 คน, กลุ่มนักเรียน ม.ปลาย/ปวช. จำนวน 360,000 คน, กลุ่มเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสนอกระบบการศึกษา จำนวน  670,000 คน, กลุ่มวัย 18 ปีขึ้นไป จำนวน 150,000 คน  โดยมุ่งเน้นส่งเสริมให้เข้าถึงการศึกษาที่สอดคล้องกับความจำเป็นรายบุคคล เพื่อให้มีโอกาสสำเร็จการศึกษาและการพัฒนาได้เต็มตามศักยภาพ

วิธีที่จะแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำได้ยั่งยืนมีประสิทธิภาพที่สุดนั้น ต้องปฏิรูประบบให้ได้ ภารกิจเร่งด่วนสำคัญในช่วงปีงบประมาณ 2561 กองทุน กสศ. จึงให้น้ำหนักกับการวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่หรือ BIG DATA ของกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชน ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสทั้งในและนอกระบบการศึกษา มากกว่า 4 ล้านคนทั่วประเทศ พร้อมข้อมูลความยากจนและด้อยโอกาสของครอบครัว สถานศึกษาในทุกมิติ รองรับการเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของรัฐทั้ง 6 กระทรวง (ศธ. มท. สธ. พม. กค. รง.) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำ ช่วยเหลือถูกคน ตรงจุด โปร่งใสตรวจสอบได้อย่างเต็มที่

หลังจากนี้คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนชุดใหม่ จำนวน 17 คน ภายใน  60 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2561 โดยล่าสุดทราบว่าคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้นำเสนอรายชื่อต่อนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหลังจากมีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ก็จะสามารถพิจารณาแนวทางการดำเนินงานของกองทุน รวมถึงระเบียบหรือประกาศที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จต่อไป คาดว่าเดือนสิงหาคมนี้ กองทุนจะสามารถเดินหน้าทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

ด้าน ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานอนุกรรมการกองทุน คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) กล่าวว่า กอปศ. ได้เสนอร่างกฎหมายลำดับรองจำนวน 3 ฉบับ ให้แก่คณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเพื่อทราบและดำเนินการใช้ประโยชน์ในการสนับสนุนการจัดทำระเบียบที่เกี่ยวข้องตาม มาตรา 53 ของ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.2561

“กอปศ.คาดหวังจะเห็นกองทุนเริ่มทำงานได้โดยเร็วภายในปีงบประมาณ 61 เพราะในขั้นตอนกว่าจะมีกฎหมายฉบับนี้ กอปศ.ได้รับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน ต่างเห็นตรงกันว่า กองทุนจะสามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาซึ่งเป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนของประเทศได้เพราะเป็นการแก้ไปถึงต้นเหตุของปัญหา ณ วันนี้กฎหมายให้อำนาจมาแล้ว มีความจำเป็นที่รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องควรให้ความสนับสนุนให้กองทุนสามารถเดินหน้าทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรงบประมาณ และกลไกที่เกื้อหนุนให้ทำงานได้อย่างคล่องตัว แน่นอนว่าในอนาคต การหาช่องทางระดมทุนจากภาคส่วนต่างๆ เป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่ในระยะแรก รัฐบาลควรมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงบประมาณให้กองทุนสามารถแสดงศักยภาพขององค์กรซึ่งจะนำมาสู่ความน่าเชื่อถือในการทำงานต่อไป”

 

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์2ด้าน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานคนที่หนึ่ง กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการพร้อมทำงานร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยกระทรวงศึกษาธิการพร้อมที่จะโอนงบประมาณ และเงินกองทุนที่เกี่ยวข้องในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เช่น กองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ให้แก่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพราะที่ผ่านมา สสค.ซึ่งตอนนี้ปฏิบัติหน้าที่ใน ฐานะสำนักงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มีผลการทำงานวิจัยร่วมกับ สพฐ. เรื่องการคัดกรองนักเรียนยากจนที่ช่วยให้ สพฐ. สามารถคัดกรองและจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนได้เป็นรายบุคคลได้สำเร็จ โดยนอกจากงบประมาณในส่วนนี้ กสศ. ควรมีแผนงานในการระดมทุนที่ยั่งยืนจากทุกภาคส่วน ไม่ให้ทับซ้อนกับงบประมาณของประเทศในส่วนอื่น เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหลังจากนี้ ศธ. และ กสศ. จะหารือร่วมกันถึงแนวทางการขยายขอบเขตความร่วมมือต่อไปในอนาคต

ราชกิจจาประกาศใช้ พ.ร.บ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาแล้ว

ราชกิจจาประกาศใช้ พ.ร.บ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาแล้ว

นายแพทย์สุภกร  บัวสาย ผู้จัดการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เปิดเผยว่า  เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2561  ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2561 โดยมีเนื้อหารายละเอียดทั้งหมด 18 หน้า 55 มาตรา โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้รับสนองพระราชโองการ

นพ.สุภกร บัวสายนายแพทย์สุภกร กล่าวว่า ตามความในมาตรา 51 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในวาระเริ่มแรกคณะกรรมการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน พ.ศ. 2553 จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และผู้จัดการสสค.จะเป็นผู้จัดการกองทุนตามพระราชบัญญัตินี้ไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีจะดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ โดยรับฟังข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา  ทั้งนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาครั้งแรก ในวันอังคารที่ 19 มิถุนายน 2561  ณ ทำเนียบรัฐบาล  โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจะต้องจัดทำแผนการใช้เงินเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเป็นรายปี โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินงานได้ภายในปีงบประมาณ 2562  ซึ่งในระยะแรกคณะกรรมการ สสค.จะทำหน้าที่เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ให้แก่กองทุน  เช่น การจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์ของกองทุน การจัดทำคำขอทุนประเดิม  การจัดเตรียมความพร้อมขององค์กรเพื่อให้กองทุนสามารถเริ่มดำเนินงานได้ตามกรอบระยะเวลา

ทั้งนี้ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 54 วรรค 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา และเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู โดยให้รัฐจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนหรือใช้มาตรการหรือกลไกทางภาษี รวมทั้งการให้ผู้บริจาคทรัพย์สินเข้ากองทุนได้ประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีโดยให้กองทุนมีการบริหารจัดการที่เป็นอิสระ

Back To Top