เด็กไร้…ได้เรียน เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นี่คือเรื่องราวของเด็กนอกระบบการศึกษา หรือเด็กไร้…โอกาสที่มีอยู่จริงในสังคมไทย

พวกเขาและเธอจะหลุดจากวงจรนี้ได้อย่างไร ?

…..ขอเพียงมีใครเห็นคุณค่าอย่างแท้จริง และให้โอกาส…..

การศึกษากลับทางคืออะไร ทำไมเราควรต้องเปลี่ยนแปลง

โดย : ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
ประธานคณะอนุกรรมการกำกับทิศทาง โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนฯ (TSQP)

“การศึกษากลับทางคืออะไร ทำไมเราควรต้องเปลี่ยนแปลง” – ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

เชื่อว่าใครหลายๆ คนน่าจะเคยมีโมเมนต์ที่นั่งเรียนอย่างเดียวแล้วรู้สึกว่าเรียนเยอะจนไม่เข้าหัวจากรูปแบบการศึกษาที่เราคุ้นเคยกันมานาน.ควรถึงเวลาที่จะมีการ “กลับทาง” เปลี่ยนแปลงไม่ว่าโลกนี้จะมีไวรัส COVID-19 เกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม.แล้วการศึกษากลับทางคืออะไรทำไมเราควรต้องเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนแล้วทั้งคุณครูและเด็กนักเรียนจะได้อะไร?.“ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช” ประธานคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนฯ (TSQP)จะพาเราคลายข้อสงสัยไปพร้อมกัน.#กสศ #TSQP #การศึกษากลับทาง

Posted by กสศ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา on Tuesday, 21 April 2020

เชื่อว่าใครหลายๆ คนน่าจะเคยมีโมเมนต์
ที่นั่งเรียนอย่างเดียวแล้วรู้สึกว่าเรียนเยอะจนไม่เข้าหัว
จากรูปแบบการศึกษาที่เราคุ้นเคยกันมานาน
.
ควรถึงเวลาที่จะมีการ “กลับทาง” เปลี่ยนแปลง
ไม่ว่าโลกนี้จะมีไวรัส COVID-19 เกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม
.
แล้วการศึกษากลับทางคืออะไร
ทำไมเราควรต้องเปลี่ยนแปลง
เปลี่ยนแล้วทั้งคุณครูและเด็กนักเรียนจะได้อะไร?
.
“ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช”
ประธานคณะอนุกรรมการกำกับทิศทาง
โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนฯ (TSQP)
จะพาเราคลายข้อสงสัยไปพร้อมกัน
.

ในวันที่ COVID-19 แพร่กระจายทั่วโลก แต่ความเท่าเทียมทางการศึกษายังกระจุกตัว

โดย : ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.

เกือบครึ่งหนึ่งของเด็กไทย
ไม่มีคอมพิวเตอร์ส่วนตัวใช้ในการเรียนหนังสือ
และเด็กในกลุ่มที่ยากลำบากที่สุด
มีเพียง 57% เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้
นั่นแปลว่าความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน
ยังคงกระจุกตัวอยู่แค่บางส่วนเท่านั้น
.
ซึ่งเป็นโจทย์ที่โรงเรียน คุณครู ผู้ปกครอง
และภาครัฐต้องหาทางออกร่วมกัน
ว่าจะใช้วิธีการแบบไหนที่เหมาะสม
กับพื้นที่การศึกษาของตัวเอง
เพื่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาในระยะยาว
.
ขณะเดียวกันแนวทางการเรียนแบบอื่น
อย่างโทรทัศน์ วิทยุ หรือชุดเอกสาร Learning Box Set
ก็สามารถเป็นทางออกให้กับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลนี้ได้เหมือนกัน
.
ขอขอบคุณข้อมูลจาก:
ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา
สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.


ดาวน์โหลดเพิ่มเติม

ไฟล์ infographic

“ล้านพลังคนไทย มอบโอกาสทางการศึกษาเป็นของขวัญ”

พฤษภาคม 2562  กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เริ่มต้นสื่อสารรณรงค์ โครงการ

จดหมายลาครู ผ่านข้อเท็จจริงที่ว่าปัจจุบันมีเด็กไทยมากกว่า  2,000,000 คน มีความเสี่ยงต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะ‘ความยากจน’  เด็กจำนวนมาก ต้อง ‘ลาหยุดเรียน’ ไปช่วยพ่อแม่รับจ้างทำงานหารายได้เพื่อช่วยเหลือครอบครัว บางคนขาดเรียนกว่าสัปดาห์ บางคนหายไปนานนับเดือน จนส่งผลกระทบต่อการเรียนอย่างหนัก และหลายคนไม่ได้กลับมาเรียนอีกเลย การรณรงค์ในครั้งนั้นยังนำมาสู่การรวมตัวกันของกลุ่มศิลปินกราฟฟิตี้ร่วมสะท้อนเสียงของเด็กๆจากจดหมายลาครูฉบับจริงจากทั่วทุกสารทิศ  บนศิลปะกราฟฟิตี้บนกำแพงหลายจุดในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดต่างๆ  เพื่อชวนคนไทยตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ช่วยเด็กยากจนด้อยโอกาส “จำเป็น เร่งด่วนและรอไม่ได้”

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ  ในปีที่ผ่านมา กสศ.ได้เดินหน้าช่วยเหลือบรรเทาอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษาให้กับเด็กกลุ่มนี้ มากกว่า 7 แสนคน ผ่านโครงการเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข หรือทุนเสมอภาค  ด้วยพลังความทุ่มเทของคุณครูกว่า 4 แสนคน จาก 3 สังกัด ได้แก่ สพฐ. ตชด. และอปท. ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน ค้นหา คัดกรองเด็กๆยากจนด้อยโอกาสเพื่อให้ได้รับทุนเสมอภาคของกสศ.

แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอเพราะจากการประเมินของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) พบว่ากลุ่มเป้าหมายตามภารกิจของ กสศ. มีมากกว่า 4 ล้านคน และจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรด้านงบประมาณมากกว่าปีละ 25,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ในปีงบประมาณ 2562 ที่ผ่านมา กสศ. ได้รับการจัดสรรทรัพยากรเพียง 2,537 ล้านบาทหรือเพียง 10% ของงบประมาณที่ควรจะได้รับตามภารกิจเท่านั้น

เพราะทุกวินาทีที่หายไป คือโอกาสที่กลับคืนมาไม่ได้ ของเด็กหลายล้านคน และของประเทศ

จากการติดตามเด็กกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิดผ่านระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Information System for Equitable Education : iSEE) ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่สามารถรายงานผลและติดตามเด็กๆกลุ่มนี้ได้รายบุคคล   รวมถึงกรณีที่ปรากฎเป็นข่าวความเดือดร้อนของเด็กๆกลุ่มนี้ในสื่อต่างๆแทบทุกวัน ยิ่งยืนยันว่า มีเด็กจำนวนมากที่ไม่สามารถต้านทานกับปัญหาความยากจนของครอบครัว และหากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ทันท่วงทีและพอเพียง  พวกเขาและเธอจำเป็นต้องลาออก หลุดจากการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ  โดยปัจจุบัน จำนวนเด็กเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษากำลังเพิ่มสูงขึ้นโดยมีมากถึง 430,000 คน (อายุระหว่าง 6-14 ปี/ป.1-ม.3) และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตามมีข้อมูลระบุชัดว่าแนวโน้มการออกจากระบบการศึกษาของเด็กไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะตัวเด็กเองและครอบครัว แต่ยังเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวมของประเทศ ดังนั้น โอกาสที่สูญเสียไปทางการศึกษาของเด็กๆกลุ่มนี้ ก็คือโอกาสที่สูญเสียไปของประเทศเช่นกัน

อดีตรองผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก Dr.Nicholas Burnett เคยประเมินว่าปัญหาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยมากกว่าปีละ 1-3 % ของ GDP หากมองในมิตินี้ การลดความเสี่ยงและรักษาเด็กไว้ในระบบการศึกษา จึงไม่เพียงช่วยสร้างโอกาสในอนาคตของเด็กๆ  แต่ยังสร้างผลกระทบทางบวกในการพัฒนาประเทศในภาพรวม

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมปัญหานี้จึง “จำเป็น เร่งด่วนและรอไม่ได้”  

และลำพังเพียงกสศ.และงบประมาณแผ่นดินที่จำกัดอาจไม่สามารถช่วยเด็กทุกคนได้ทันเวลาการสนับสนุนเพิ่มเติมจากประชาชนคนไทยจะเป็นพลังสำคัญในการทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเหล่านี้มีแนวโน้มลดลงอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต

5 เรื่องจริงของเด็กยากจนด้อยโอกาส เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษากว่า 2 ล้านคน

1.ครอบครัวยากจนที่สุด
" มีรายได้ 15 บาท " ต่อคนต่อวัน
ครอบครัวของนักเรียนยากจนด้อยโอกาสที่ กสศ.เข้าไปช่วยเหลือ
มีรายได้เฉลี่ยต่ำสุด 462 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 15 บาทต่อวัน
ส่วนครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ยสูงสุดที่กสศ.เข้าไปช่วยเหลือเด็กมีภาวะ อยู่ที่ 2,093 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 69 บาทต่อวัน

2.เด็กมีภาวะ "ทุพโภชนาการ" 1.9 หมื่นคน
ข้อมูลจากระบบ isee ชี้ว่า มีนักเรียนยากจนพิเศษ ที่ผอมต่ำกว่าเกณฑ์
การเจริญเติบโตกว่า 19,000 คน และยังพบนักเรียนที่มีแนวโน้มเสี่ยงผอมต่ำกว่าเกณฑ์อีกกว่า 33,000 คน
จากการสำรวจพบว่าเด็ก 44.5% ไม่ได้ทานอาหารเช้า
โดยสาเหตุมาจากฐานะยากจนต้องช่วยพ่อแม่ทำงานก่อนมาเรียน และโรงเรียนยังไม่มีงบประมาณเพียงพอ

3.เด็กยากจนเกือบ " 2 แสนคน" กำพร้า
จากข้อมูลที่พบเด็ก 192,789 คน หรือ 34.56 %
ของนักเรียนยากจนพิเศษไม่ได้อยู่กับพ่อแม่แต่อาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย บางกรณีกลายเป็นภาระให้ปู่ย่าตายายซึ่งมีปัญหาทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว
สุดท้ายเด็กหลายคนต้องออกจากระบบการศึกษาในที่สุด

4.เด็กบางคนเดินเท้าไปกลับโรงเรียนกว่า " 20 กม."
สภาพบ้านที่ไกลจากโรงเรียนทำให้เด็กบางคนต้องเดินทางไปโรงเรียน
ด้วยความยากลำบาก บางคนต้องเดินทางข้ามภูเขา
ข้ามแม่น้ำ บางคนต้องเดินทางไกลกว่า 20 กม.
บางคนต้องหยุดเรียนในช่วงหน้าฝนเพราะสู้แรงพายุไม่ไหว

5.บ้านทรุดโทรม
จากการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเด็กครูหลายคนพบสภาพบ้านที่อาจเรียกว่าบ้านได้ไม่เต็มปากบ้างแห่งเป็นแค่เพิ่งผ้าใบหรือป้ายไวนิลโฆษณาเก่าๆมาขึงกันแดด กันฝนชั่วคราว บางหลังไม่มีแม้แต่ฝาผนัง ปล่อยโล่งตามสภาพ หลังคามุงด้วยหญ้าคาเก่าๆเท่านั้น ไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้าใช้

 

ให้ “โอกาส”เป็น “ของขวัญ” ที่มีค่าต่ออนาคตของชาติ

เพราะการศึกษา คือโอกาสที่เปลี่ยนชีวิตคนเราได้   ในเดือนเทศกาลแห่งการให้ และก้าวสู่ปีใหม่เช่นนี้ กสศ.จึงขอเชิญชวนคนไทยทั้งประเทศร่วมทำบุญครั้งสำคัญกับ กสศ.ในโครงการ  “ล้านพลังคนไทยมอบโอกาสทางการศึกษาเป็นของขวัญ” เพื่อเด็กๆ ที่มีความฝัน และมีศักยภาพอย่างเต็มเปี่ยม  มีอนาคตดีขึ้น และไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา

 

….. เพราะสังคมไทย จะไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง มาช่วยกันทำให้ปี 2563 เป็นปีที่ดีขึ้นของเด็กเยาวชน และของสังคมไทย

 

 

ชีวิต 16 ปีเด็กปลายด้ามขวานไม่เคยได้ศึกษา มานะสู้ฝันสักครั้งขอเข้าห้องเรียน

กสศ.และภาคีอีกกว่า 20 จังหวัด ยังเดินหน้า ค้นหา-ช่วยเหลือ-ฟื้นฟู เด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาต่อเนื่อง ล่าสุดจังหวัดยะลาได้ส่งเด็กนอกระบบวัย 16 ปี จากอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ที่ประสบปัญหาบกพร่องทางร่างกายทำให้ไม่เคยผ่านระบบการศึกษา ได้เข้าสู่โรงเรียนได้อีก 1 คน อย่างน้อง ‘ซาเก๊ะ’ หรือ มะสากิ มีมะ

อ่านต่อ

สายธารน้ำใจผ่าน “จดหมายลาครู” ช่วยสร้างบ้าน เติมฝัน น้องวิน เป็นครูกลับมาสอนหนังสือเด็กในพื้นที่

สายธารน้ำใจจากทั่วประเทศหลั่งไหลมายังโครงการ “จดหมายลาครู” ซึ่งเครือข่ายศิลปิน Street Art รวมพลังสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจดหมายลาครูฉบับจริงของนักเรียนทั่วประเทศซึ่งเขียนลาไปช่วยครอบครัวทำงาน จนต้องขาดเรียนไป

อ่านต่อ

จม.ลาครู เติมรอยยิ้มแห่งความสุข ซ่อมตึกใหม่ เด็กเรียนมีความสุขขึ้น

โรงเรียนบ้านนาเกียน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ตึกเรียนที่เคยชำรุดทรุดโทรมได้รับ การซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ดีกว่าเดิม ด้วยเงินบริจาคในโครงการ “จดหมายลาครู” ซึ่งได้รับจัดสรรมาเป็นจำนวนเงิน 57,936 บาท โดยถือเป็นสายธารน้ำใจจากประชาชนทั่วประเทศที่เห็นความสำคัญต้องการ ให้แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาไทย

อ่านต่อ

เงินบริจาคจม.ลาครู สร้างสุขทั้งรร. เติ่มความรู้ เสริมวิชาชีพ เพิ่มรายได้

ไม่เพียงแค่ความรู้ในแง่ “วิชาการ” แต่ที่โรงเรียนผาสุกประชานุกูล จ.อุดรธานี ยังพยายามปลูกฝังให้นักเรียนได้เรียนรู้วิชาชีพผ่านฐานการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งดำเนินการ มาอย่างต่อเนื่อง ​ทำให้นักเรียนที่ได้รับทุนเสมอภาคจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มีความรู้ติดตัวเผื่อเป็นอาชีพเสริมในอนาคต

อ่านต่อ

ต่อยอดเงินบริจาค “จดหมายลาครู” โรงเรียนชุมชนวัดเสด็จ ขยายผลจัดฝึกอาชีพ

โรงเรียนชุมชนวัดเสด็จ จ.ปทุมธานี ​ ได้นำเงินที่ได้รับจัดสรรจากโครงการนี้ เป็นจำนวนเงิน 57,936 บาท นำไปต่อยอดโครงการ ‘สร้างโอกาส สร้างอาชีพ’ ให้กับนักเรียนทุนเสมอภาค ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และครอบคลุมไปถึงนักเรียนที่ไม่ใช่นักเรียนทุนของ กสศ.ด้วย

อ่านต่อ

เติมคุณภาพชีวิตเด็กนร.บนดอย ผลลัพธ์เงินบริจาคจดหมายลาครู

นักเรียนโรงเรียนใบหนา อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ จะได้เข้าพักในอาคารพักนอนหลังใหม่ที่ผ่านการซ่อมแซมจากเงินบริจาคในในโครงการ “จดหมายลาครู” ของกสศ. ซึ่งได้รับจัดสรรมาเป็นจำนวนเงิน 57,936 บาท โดยถือเป็นสายธารน้ำใจจากประชาชนทั่วประเทศที่เห็นความสำคัญ ต้องการให้แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาไทย

อ่านต่อ

กสศ.ร่วม 20 จังหวัด พาเด็กนอกระบบกลับเข้าเรียน

กสศ.จับมือ 20 จังหวัดคืนเด็กนอกระบบกลับสู่การศึกษาที่ยืดหยุ่น ป้องกันหลุดซ้ำ ปี 62 จะช่วยเด็กได้ 5,000 คน  ระดมทีมสหวิชาชีพวางแผนช่วยเหลือฟื้นฟูรายกรณี  ล่าสุด อบจ.ยะลาจับมือ รร.ราชประชานุเคราะห์ 41 ส่งเด็กคืนสู่โรงเรียนรับเปิดเทอมภาคเรียนที่ 2   ครอบครัว ครู เพื่อนนักเรียน ร่วมหนุนอย่างเข้าใจ

อ่านต่อ

เงินบริจาค“จดหมายลาครู” สู่ขนมปังสังขยาใบหม่อนไร้ไขมันทรานส์

“ขนมปังสังขยาใบหม่อน”  นับเป็นอีกตัวอย่างความสำเร็จอันเป็นผลที่ต่อเนื่องมาจากเม็ดเงินดังกล่าว ซึ่งทางนักเรียนโรงเรียนราษฎร์บำรุงธรรม จ.กาญจนบุรี ได้ร่วมกันคิดค้นพัฒนาสูตรและเริ่มจัดจำหน่ายไปในหลายพื้นที่ท่ามกลางเสียงตอบรับที่ดี

อ่านต่อ

20 จังหวัด จับมือ กสศ. ศธ. พม. และ สถ. เดินหน้าค้นหา-ช่วยเหลือ – ฟื้นฟู เด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษารายคน

20 จังหวัด จับมือ กสศ. ศธ. พม. และ สถ. เดินหน้าค้นหา-ช่วยเหลือ – ฟื้นฟู เด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษารายคน กสศ.พร้อมช่วย 5,000 คนแรก หลังพบปี 62 มีเด็กนอกระบบมากกว่า 8 แสนคนใน 20 จังหวัดนำร่อง ชวนสังคมไทยร่วมบริจาค ช่วยเด็กๆ หลุดพ้นจาก 3 วงจรเสี่ยง งานอันตราย รายได้ต่ำ –ค้าประเวณี-ยุวอาชญากร

อ่านต่อ

กสศ. ร่วมเอสโซ่ ประกาศเป็นเจ้าแรก ปักหมุดเพชรบุรี

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2562 กสศ.ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) แถลงข่าวปฏิบัติการระดมความร่วมมือลดจดหมายลาครู ช่วยเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา และเปิดมิติใหม่ของการช่วยเหลือสังคม ตอบโจทย์ CSR ภาคธุรกิจ ชี้เป้าช่วยเหลือถูกคน พร้อมรายงานผลรายคน มั่นใจช่วยเด็กได้จริง

อ่านต่อ

ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา! ‘โอมาน’ เด็กน้อยขอใฝ่ดี

ด.ช.ปรีชา จอดนอก หรือ ‘โอมาน’ นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนชุมชนวันเสด็จ จังหวัดปทุมธานี บอกเล่าอย่างมั่นใจในตัวเอง "บ้านผมยากจนครับแต่ไม่อายเพื่อน เพราะเราไม่ได้ขอเขากิน"

อ่านต่อ

เปิดชีวิต ‘น้องแดง’ เจ้าของ ‘จดหมายลาครู’ บนผนังตึก

ในช่วงเดือน มิ.ย. เป็นช่วงเวลาแห่งโอกาส ‘น้องแดง’ จะเดินทางจากบนดอย อ.อมก๋อย ลงไป อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ไปรับจ้างเก็บลำไยตามสวนที่ได้รับว่าจ้าง ช่วยเก็บเท่าที่ทำไหว ตามกำลัง เท่าที่เด็กคนหนึ่งจะแบกภาระนี้ได้ เหตุผลทางการเงินทำให้ต้องตัดสินใจขาดเรียน บางครั้งครูก็ต้องออกตามกลับไปเรียนหนังสือ

อ่านต่อ

แถลงข่าวโครงการรณรงค์ “จดหมายลาครู” ร่วมลดเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่สวนเฉลิมหล้า กรุงเทพฯ กสศ. ร่วมกับ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จัดแถลงข่าวโครงการรณรงค์ “จดหมายลาครู” ความร่วมมือแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คืนเด็กๆกลุ่มเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษากลับสู่โรงเรียน

อ่านต่อ

โครงการรณรงค์ จดหมายลาครู : 4 หน่วยงานร่วมแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

กสศ. ร่วมกับ สพฐ. ตชด. อปท. ร่วมมือกันช่วยเหลือเด็กหลุดอยู่นอกระบบการศึกษาอย่างจริงจัง ผ่านโครงการเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนพิเศษซึ่งถือเป็นการปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่เดือดร้อนที่สุด ได้อย่างถูกคน ตรงจุด โดยใช้ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือ iSEE เป็นเครื่องมือช่วยติดตาม

อ่านต่อ

กลุ่ม Street ART ผนึกกำลัง สร้างศิลปะ เป็นกระบอกเสียงแทนเด็กยากจน

เครือข่ายศิลปิน Street Art รวมพลังสร้างผลงานศิลปะที่ได้แรงบันดาลใจจากจดหมายลาครูฉบับจริงของเด็กนักเรียนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ที่ขอลาหยุดเรียนเพื่อไปช่วยครอบครัวทำงาน แบ่งเบาภาระพ่อแม่ เพราะความยากจนข้นแค้น

อ่านต่อ

สื่อประชาสัมพันธ์ เวที “ปลุกพลัง สร้างโอกาสแห่งอนาคต กับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง”

เอกสารประกอบกิจกรรมร่วมเรียนรู้
แบ่งปันประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนมุมมอง

โดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

เปิดปฏิบัติการเยี่ยมบ้าน ลดจดหมายลาครู

เส้นทางวิบากยังไม่สิ้นสุด

ครูจำนวนมากยังลงพื้นที่ออกปฏิบัติการเยี่ยมบ้านนักเรียนอย่างเข้มข้น ไม่ว่าพื้นที่นั้นจะอยู่ห่างไกล เป็นพื้นที่ทุรกันดารแค่ไหน ทุกเส้นทาง ครูจะฝ่าฟันอุปสรรคไปให้ถึงบ้านนักเรียนทุกคน เพื่อจะได้เห็นความเห็นชีวิตความป็นอยู่ของเด็ก ๆ และนั่น อาจจะเป็นโอกาสที่จะค้นพบผู้ที่ยังรอคอยความช่วยเหลือ ไม่สามารถมาเรียนได้

จิตกร แจวศิริ ครูโรงเรียนบ้านบางหอย จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมคณะครูลงไปเยี่ยมบ้านของน้องสุดารัตน์ นักเรียนชั้นป.6 โรงเรียนบ้านบางหอย จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังพบปัญหาเด็กนักเรียนขาดเรียนและลาหยุดอยู่บ่อยครั้ง ส่วนหนึ่งเด็กนักเรียนไปรับจ้างเก็บผลปาล์มตามสวนเพื่อช่วยครอบครัวหารายได้ จนส่งผลกระทบถึงการเรียน

ครูจิตกร เล่าว่า น้องสุดารัตน์ นักเรียนชั้นป.6 โรงเรียนบ้านบางหอย เป็นหนึ่งในบ้านที่เราลงไปเยี่ยมพบปะพูดคุย บ้านน้องเป็นเพิงพักตั้งอยู่ในพื้นที่หมดอายุสัมปทานสวนปาล์ม ต.คลองน้อย อ.ชัยบุรี จังหวัดสุราษฏร์ธานี ตัวบ้านทำจากโครงไม้เก่าหลังคาปะมุงด้วยผ้าใบ ข้างฝาไม่มี บางด้านใช้ผ้าห่มผูกยึดกับโครงไม้กันแดดฝน เพิงพักนี้อัดเบียดกันถึง 7 ชีวิต น้ำประปาไม่มี อาศัยใช้น้ำจากลำห้วยใกล้ๆ อาศัยแสงสว่างช่วงค่ำคืนจากการดัดแปลงหลอดไฟพ่วงต่อกับแบตเตอรี่เก่าๆ ลูกหนึ่ง

“การลงไปเยี่ยมบ้านรอบนี้ ทำให้เห็นหลายสิ่ง เห็นว่า สุดารัตน์ ในฐานะพี่สาวคนโต จำเป็นต้องดูแลพ่อแม่และน้องอีก 4 คน ซึ่งอยู่ระหว่างเรียน 3 คน และคนเล็กยังไม่ถึงเกณฑ์เข้าเรียน ด้วยครอบครัวไม่มีอาชีพหลักแหล่งมั่นคง จนตอนนี้ต้องเป็นเสาหลักประคองชีวิตคนในบ้านโดยปริยาย แม้ชีวิตลำบาก น้องยังคงตอบแทนความกตัญญูต่อพ่อแม่ ไม่เหน็ดเหนื่อย บางครั้งยอมหยุดเรียนไปรับจ้างเก็บผลปาล์มตามสวนปาล์ม โดยเฉพาะช่วงฤดูที่ปาล์มออกผลผลิต น้องจะเวลาช่วงนั้นออกไปเก็บเพื่อแลกค่าตอบแทนไม่ถึง 100 บาทต่อวัน”

ครูจิตกร บอกอีกว่า ที่ผ่านมาน้องขาดเรียนบ่อย เมื่อโรงเรียนทราบปัญหาว่าเด็กมีความลำบากทางครอบครัว และการเดินทางมาโรงเรียนลำบาก ครูในโรงเรียนต้องปรับแผนการเรียนการสอนให้ยืดหยุ่นมากที่สุดสำหรับเด็กคนนี้ โดยจัดเตรียมการบ้านไว้ให้ หากช่วงเย็นมีเวลาครูจะสอนซ่อมเสริมให้อยู่เสมอ เพราะเราไม่ต้องการให้เด็กหยุดเรียนไป ส่วนเรื่องอาหารทางโรงเรียนพยายามช่วยให้กับข้าวกลับไปกินมื้อเย็นที่บ้านอยู่ประจำ ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวและให้เด็กมีอาหารกิน

แม้การเดินทางไปโรงเรียนจะค่อนข้างยากลำบาก ด้วยระยะทาง 7 กิโลเมตร ผ่านเส้นทางทุรกันดาร ดินลูกรัง ช่วงน่าฝนถนนสัญจรลำบาก แต่น้องสุดารัตน์ยังใฝ่ดีพยายามเดินทางมาโรงเรียน อาจขาดเรียนไปบ้างก็ตาม น้องใกล้เรียนจบชั้น ป.6แล้ว ครูหลายคนตั้งใจช่วยกันผลักดันให้เด็กคนนี้ได้เรียนต่อในโรงเรียนขยายโอกาสต่อไป อย่างน้อยส่งเสริมผลักดันให้เรียนจนจบในระดับชั้นม.3

รายชื่อสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ที่ยังไม่ได้จัดทำข้อมูล นร.ยากจนพิเศษ

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
  ลำดับ

เขตพื้นที่การศึกษา

 (เรียงตามอักษร)

รายละเอียด
1 สพป.กระบี่ คลิก
2 สพป.กระบี่ 1 คลิก
3 สพป.กรุงเทพ คลิก
4 สพป.กรุงเทพ 1 คลิก
5 สพป.กรุงเทพ 2 คลิก
77

 

เปลี่ยนชีวิตให้ “สดใส” ด้วยระบบ ISEE และหัวใจที่ทุ่มเทของครู

เปลี่ยนชีวิตให้ “สดใส” ด้วยหัวใจที่ทุ่มเทของครู และระบบ ISEE  ที่ไม่ยอมให้เด็กคนไหนคลาดสายตา 

กรณีศึกษาช่วยเด็กหลุดนอกระบบ ใน เวทีฟังเสียงประชาชนที่เชียงใหม่ ภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษา พร้อมหนุนแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งระบบ

ด้วยศักยภาพของระบบ  “ระบบคัดกรองปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน”  ภายใต้ ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Information System for Equitable Education : ISEE)  ผสานกับความทุ่มเทแรงกายและแรงใจของครูและผู้บริหารสถานศึกษา นำมาสู่ การติดตามช่วยเหลือ นักเรียนด้อยโอกาสที่เป็นกลุ่มเสี่ยงกลับสู่สถานศึกษาอย่างมีความสุขอีกครั้ง

โรงเรียนวัดห้วยแก้ว อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ โรงเรียนขนาดกลางที่ผู้บริหาร และครู ให้ความสำคัญกับการเยี่ยมบ้านนักเรียน จนเกิดเป็นความเห็นใจจากครูถึงศิษย์ ขณะเดียวกันครูให้ใจกับการกรอกข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน “ปัจจัยพื้นฐานยากจน” อย่างรับผิดชอบ เที่ยงตรง นำสู่การติดตามช่วยเหลือทำให้ลูกศิษย์ เช่น

“ดช.สดใส” นักเรียนชั้น ม.3 ที่ระบบติดตามช่วยเหลือ ค้นพบว่านอกจากจะมีปัญหาความยากจนแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อการหลุดออกนอกระบบอีกด้วย

ระบบ “ปัจจัยพื้นฐานยากจน” เครื่องมือช่วยครูดูแลเด็กด้วยหัวใจ

ครูพิมพ์รดา ส่งชื่น  โรงเรียนวัดห้วยแก้ว

“จากการที่โรงเรียนมีระบบเยี่ยมบ้านและการใช้แอปพลิเคชันระบบ “คัดกรองปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน” ภายใต้ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Information System for Equitable Education : ISEE) ทำให้ครูทราบข้อมูลว่านักเรียนของเรากว่าร้อยละ 90 ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ มีจำนวนไม่น้อยอยู่ในครอบครัวหย่าร้าง เด็กแต่ละคนอยู่ในชุมชนที่ห่างไกลสภาพพื้นที่เป็นดอยและภูเขามีความยากลำบากในการเดินทางมายังโรงเรียน ครอบครัวก็ค่อนข้างยากจนบางครั้งเด็กก็ต้องไปช่วยครอบครัวทำไร่ทำสวนเพื่อหารายได้หรือใช้แรงงานรับจ้างทำให้ต้องขาดเรียนอยู่เป็นประจำ และไม่มีเวลาที่จะทบทวนบทเรียนเพราะต้องทำงาน ดังนั้นเรื่องผลการศึกษาจึงไม่ค่อยดีนัก

การที่ครูได้ไปดูบ้าน ได้เห็นบริบทของชุมชนและครอบครัว จะทำให้เรารู้เลยว่าเราจะส่งเสริมแต่ด้านวิชาการอย่างเดียวไม่ได้ เพราะถ้าเน้นวิชาการก็จะมีเด็กอีกหลายคนต้องถูกทอดทิ้ง ดังนั้นครูที่นี่ก็จะช่วยเหลือเด็กทุกคนโดยมองข้ามคำว่าเก่ง แต่จะดูว่าเด็กมีความสนใจในเรื่องอะไร อย่างหนึ่งที่สำคัญก็คือการส่งเสริมเรื่องทักษะอาชีพ เด็กต้องมีทักษะการมีชีวิตสามารถเอาตัวรอดในสังคมได้ และต้องมีทักษะในการทำงาน สองสิ่งนี้คือสิ่งที่ชุมชนและโรงเรียนมุ่งหวัง เราจึงพยายามส่งเสริมรอบด้านโดยดูจากความสนใจของเด็กไม่ใช่จากความสนใจของตัวครู เพื่อให้เด็กๆ ได้ค้นหาหรือค้นพบคำตอบตั้งแต่เรียนอยู่ในระดับชั้น ม.1-2 ให้สามารถวางแผนชีวิตว่าจบแล้วจะไปเรียนต่อหรือทำอะไร” 

เปลี่ยนชีวิตให้สดใส

“ทุกพฤติกรรมล้วนมีเหตุผล ไม่มีเด็กคนไหนที่เกิดมาแล้วนิสัยไม่ดี มันต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่าง ที่ครูจะต้องหาให้เจอแล้วเราก็จะเข้าใจและเข้าไปช่วยเหลือเขาให้ตรงจุดมากขึ้น”

“กรณีของ “น้องสดใส” เราก็เข้าไปถามเข้าไปตามว่าเขาสนใจที่จะไปเรียนตัดผมไหม เพราะว่าทางวิทยาลัยชุมชนเข้ามาจัดอบรมอาชีพในพื้นที่ เมื่อเด็กสนใจเราก็พาเขาไปเข้าร่วมกิจกรรม สุดท้ายแล้วเขากลับพบว่ามีความสุขและสนุกกับการเรียนรู้ หลังจากอบรมอยู่ 2 วันก็เข้ามาบริการตัดผมในชุมชน พอได้เห็นฝีมือและผลงาน เราก็ชื่นชมตัวเด็กเองก็มีกำลังใจ เขาก็มาขอใช้บริเวณหน้าห้องวิทยาศาสตร์มาตัดผมให้เพื่อนๆ น้องๆ ครูท่านอื่นๆ มาเห็นก็ชื่นชม “สดใส” ก็เลยมีกำลังใจที่จะมาโรงเรียนมากขึ้น

พอขึ้นมาชั้น ม.3 เขาก็เริ่มเปลี่ยนวิธีคิด ย้ายมาอยู่ที่หอพักของโรงเรียนเพื่อมาเรียนและสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้เต็มที่ จากเด็กเกเรหนีเรียนเปลี่ยนเป็นคนที่มีภาวะผู้นำมากขึ้น   ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ “สดใส” นั้น เป็นผลเชื่อมโยงไปถึงเรื่องของระบบการติดตามการดูแลเยี่ยมบ้าน ทำให้ครูได้เปิดใจจากการไปเห็นสภาพบ้านและชุมชน จนเข้าใจนักเรียนแต่ละคนว่า ทุกพฤติกรรมล้วนมีเหตุผล ไม่มีเด็กคนไหนที่เกิดมาแล้วนิสัยไม่ดี มันต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่าง ที่ครูจะต้องหาให้เจอแล้วเราก็จะเข้าใจและเข้าไปช่วยเหลือเขาให้ตรงจุดมากขึ้น ซึ่งการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียนเราไม่ได้คาดหวังว่าเด็กจะเรียนดีขึ้นหรือเรียนเก่งขึ้น ขอแค่ไม่ติดศูนย์เพิ่มหรือติดน้อยลงแค่นั้นแต่สิ่งที่สำคัญคือขอให้เด็กๆ มีความสุข ครูทุกคนของเราเราไม่คาดหวังกับเกรดเฉลี่ย ขอให้เขาแค่มีความตั้งใจเท่านั้น”

เชียงใหม่ พร้อมร่วมขบวนสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา

นายไพรัช ใหม่ชมภู รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และเลขานุการภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษา

จังหวัดเชียงใหม่มีเด็กยากจนราว 62,622 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กยากจนพิเศษจำนวน 26,098 คน ที่ผู้ปกครองมีรายได้เฉลี่ยเพียงเดือนละ 1,281 บาทต่อคน หรือเฉลี่ยเพียงวันละ 42.7 บาทเท่านั้น นักเรียนเหล่านี้ต้องได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนโดยเร่งด่วน ก่อนจะหลุดออกจากระบบการศึกษา จึงเป็นที่มาในดำเนินงานของกองทุน 10 บาท เพื่อสนับสนุนเด็กเยาวชนยากจนและด้อยโอกาสให้มีโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้สำเร็จโดยไม่รอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

“ภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษายินดีที่จะได้มีส่วนร่วมกับทาง กสศ.ในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ให้บรรลุตามเจตนารมณ์ของกองทุน และมีข้อเสนอให้เชื่อมโยงกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เข้ากับกองทุนปฏิรูปการศึกษาเชียงใหม่ หรือกองทุน 10 บาท โดยใช้หลักการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ร่วมบริจาค ร่วมบริหาร ร่วมประเมินผล ร่วมให้ข้อเสนอแนะ เพื่อให้เกิดความรู้สึกในการเป็นเจ้าของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และยังหวังว่ากองทุนฯ จะเป็นกองทุนแห่งโอกาสและคุณภาพที่จะเข้ามาช่วยเหลือด้านปัจจัยพื้นฐานและพัฒนาศักยภาพของผู้รับทุนไปพร้อมกับเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน”

 

ช่วยเหลืออย่างไรถึงแก้ได้ตรงจุด! ฟังเสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงจาก 2 เวทีฟังเสียงประชาชน

กสศ. ประมวลข้อเสนอแนะสำคัญๆ จากเวทีฟังเสียงประชาชนที่จัดขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม โดยมีผู้แทน 10 โรงเรียนที่มีนักเรียนยากจนพิเศษ 80-100% ครอบคลุมทุกภูมิภาค และเวทีที่ 2 ในวันที่ 15 สิงหาคม ที่จังหวัดเชียงใหม่

  1. ทิศทางการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษเป็นรายบุคคล

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเห็นด้วยกับแนวทางการดำเนินงานของ กสศ.ในการจัดสรรเงินอุดหนุนแก่นักเรียนยากจนพิเศษโดยยึดถือข้อมูลรายบุคคลที่มีการตรวจสอบแล้ว  เนื่องจากวิธีการจัดสรรเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนรูปแบบเดิมเป็นระบบโควตาที่จัดสรรให้เพียงร้อยละ 40 และร้อยละ 30 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น ส่งผลให้โรงเรียนมีงบประมาณไม่สอดคล้องกับการช่วยเหลือนักเรียนยากจนที่มีอยู่จริง แม้ปัจจุบัน สพฐ.ได้ปรับมาใช้วิธีการจัดสรรเงินอุดหนุนด้วยข้อมูลรายบุคคล แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะบรรเทาความเดือดร้อนแก่นักเรียนยากจนจำนวนมาก ดังนั้นการเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่นักเรียนยากจนพิเศษจึงเป็นมาตรการที่แก้ปัญหาได้ตรงกับกลุ่มนักเรียนที่ประสบปัญหามากที่สุด  

  1. แอพพลิเคชั่น 3 “ระบบปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน” เป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของครูเพื่อค้นหาและช่วยเหลือนักเรียนยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ปฎิบัติงานคัดกรองนักเรียนยากจนยืนยันว่าแอพพลิเคชั่น “ระบบปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน” บนโทรศัพท์มือถือเป็นเทคโนโลยีที่สะดวกต่อการใช้งาน ช่วยให้ครูประหยัดเวลา ในการทำงานและการลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน จะทำให้เก็บข้อมูลนักเรียนยากจนได้ตรงกับสภาพความเป็นจริง และเป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนช่วยเหลือ ติดตาม และส่งเสริมคุณภาพนักเรียนเป็นรายบุคคลได้อย่างต่อเนื่อง

  1. ขั้นตอนการรับรองข้อมูลโดยคณะกรรมการสถานศึกษา เป็นกลไกที่ช่วยในการรับรองและตรวจสอบข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษ

องค์ประกอบที่สำคัญในระดับพื้นที่ควรประกอบด้วยผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. นายกเทศมนตรี เพราะมีความเข้าใจบริบทของชุมชนและสามารถให้ความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือได้ทันเวลา นอกจากนี้บุคลากรสาธารณสุข (รพ.สต. อสม.) ก็สามารถให้ข้อมูลชุมชนได้อย่างดี

  1. รายการเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน (ค่าอาหารเช้า ค่าเดินทาง และทุนการศึกษา)

เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของนักเรียนยากจนพิเศษเพื่อให้สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและปัจจุบันยังไม่มีงบประมาณเพื่อการช่วยเหลือในรายการนี้แต่อย่างใด

Back To Top