เดินหน้าออกแบบนโยบาย “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” กับ สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้ บริษัทป่าสาละ จำกัด

เดินหน้าออกแบบนโยบาย “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” กับ สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้ บริษัทป่าสาละ จำกัด

ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางสังคม

-แนวคิด “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” เป็นแนวคิดที่ดีและสำคัญมากด้วย เพราะงานวิจัยจำนวนมากที่ทำในไทยและในต่างประเทศ ยืนยันตรงกันว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางสังคมและรายได้ นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของความยุติธรรม เพราะการศึกษาถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในสมัยใหม่ ซึ่งทุกคนควรได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน ฉะนั้นในยุคสมัยแห่งเศรษฐกิจฐานความรู้ ถ้ามีใครตกหล่นจากระบบการศึกษา โอกาสที่เขาจะมีรายได้ที่ดีและได้เลื่อนชั้นทางสังคมนั้นจะยากมากขึ้น

เสนอลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา โดยใช้ฐานข้อมูล กสศ. ขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานอื่น

-มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า อยากเห็นการประสานกำลังกันระหว่าง กสศ. และ กยศ. (กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา) ในการขับเคลื่อนและช่วยให้เด็กไทยที่อยากเรียนได้เรียนต่อ เนื่องจากเป้าหมายของ กยศ. คือ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาแต่ผ่านการให้กู้ยืม โดยเน้นกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายและระดับอุดมศึกษาเป็นหลัก กสศ.​ และ กยศ.​ต่างเป็นหน่วยงานรัฐทั้งคู่ จึงอยากเห็นการทำงานร่วมกัน เพื่อสุดท้ายแล้วประเทศไทยจะได้มีระบบที่มีประสิทธิภาพ ไม่เกิดความซ้ำซ้อน

-ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมากในเรื่องของหลักประกันโอกาสทางการศึกษาคือข้อมูล เนื่องจาก กสศ. ได้รวบรวมข้อมูลผ่านวิธีการที่เรียกว่า Proxy Mean Test (PMT) ในการวัดรายได้ทางอ้อมเพื่อจะได้คัดกรองเด็กจากครอบครัวยากจนและยากจนพิเศษอยู่แล้ว ส่วนตัวคิดว่าฐานข้อมูลตรงนี้ของ กสศ.น่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงการคลัง หรือกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อจะใช้เป็นฐานข้อมูลเริ่มต้นในการออกแบบนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และขับเคลื่อนนโยบายเกี่ยวกับความยากจนให้ตรงจุดมากขึ้น เพราะอย่างที่เราทราบกันว่าครอบครัวยากจนไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือเฉพาะแค่เรื่องการศึกษา แต่ยังต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพ รวมถึงเรื่องทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยเช่นกัน

-นอกจากนี้ ถ้าโครงการ “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา”สามารถทำให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมน่าจะดี ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องมองเฉพาะโรงเรียนในระบบอย่างเดียว หากทำให้องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรนอกภาครัฐ (NGO) หรือแม้แต่คนทำงานในชุมชนที่อาจจะไม่ได้รวมตัวเป็นกลุ่มก้อนในระบบเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ก็น่าจะช่วยปิดช่องว่างทางการศึกษาได้

-ช่วงโควิด-19 การที่เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา ปัญหาหลักเกิดจากครอบครัวยากจนขาดรายได้ ซึ่งเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจ วิธีตรงไปตรงมาที่สุดคือ รัฐบาลต้องคิดถึงการเยียวยาและช่วยสร้างรายได้ให้พ่อแม่เด็ก ในส่วนนี้ฐานข้อมูลของ กสศ.​ถือว่ามีความสำคัญมาก จากข้อมูลที่รวบรวมไว้ก็น่าจะช่วยสะท้อนได้ว่า รายได้พ่อแม่เด็กลดลงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งรัฐบาลสามารถดึงข้อมูลส่วนนี้ไปใช้กำหนดนโยบายเพื่อเยียวยาและแก้ปัญหาความยากจนฉับพลันได้ทันที แทนที่จะรอข้อมูลจากส่วนอื่น ที่อาจต้องใช้เวลารวบรวมนานจนอาจเยียวยาไม่ทันการณ์

-Conditional Cash Transfer (CCT) หรือทุนเสมอภาค ที่ กสศ.​เริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2561 มองว่าเป็นโครงการที่ดีและพยายามแก้ปัญหาอย่างตรงจุด เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาอาจจะยังไม่เห็นตัวชี้วัดของผลลัพธ์ (outcome) ที่เกิดขึ้น เท่าที่ติดตาม ข้อมูลที่ กสศ.เผยแพร่จะเป็นข้อมูลในเชิงผลผลิต (output) มากกว่า เช่น เรารู้ว่ามีนักเรียนเป็นล้านคน และโรงเรียนกว่า 20,000 โรงทั่วประเทศที่ได้รับเงินอุดหนุน แต่เนื่องจากทุนเสมอภาคมีเงื่อนไขกำหนดให้นักเรียนที่ได้รับทุนต้องเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงต้องมีพัฒนาการ โดยวัดจากน้ำหนัก ส่วนสูง และภาวะโภชนาการต่างๆ ซึ่งตัวชี้วัดในเชิงผลลัพธ์ส่วนนี้เรายังไม่ค่อยเห็น อยากให้เปิดเผยผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้น เพื่อจะได้นำมาปรับปรุง เช่น อยากรู้ว่าเด็กเป็นล้านคนที่ได้รับเงินอุดหนุนไปแล้ว เขามีอัตราการมาเรียนเพิ่มขึ้นหรือลดลง แล้วผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รวมถึงพัฒนาการของเขาเป็นอย่างไรบ้าง อยากเห็นการวัดผลลัพธ์ (outcome) จากโครงการนี้มากขึ้น

โควิดซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ ทางแก้คือ รัฐต้องเยียวยาให้ถูกจุด

-ช่วงโควิด-19 ระบาด ยิ่งเผยให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เพิ่มมากขึ้น ในแง่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำขอแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เมื่อพ่อแม่เจอพิษเศรษฐกิจ ยากจน ส่งลูกเรียนต่อไม่ไหว เลยเป็นเหตุให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา ทางแก้ของส่วนแรกคือ ต้องทำให้พ่อแม่กลับมามีรายได้ เพื่อลูกจะได้กลับมาเรียนหนังสือได้อีก

-ส่วนที่สอง รูปแบบการเรียนการสอนในช่วงโควิดยิ่งซ้ำเติมปัญหา ตัวอย่างเช่น มีการบังคับให้เด็กเรียนออนไลน์โดยที่เด็กจำนวนมากไม่พร้อม เด็กหลายคนไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีคอมพิวเตอร์ หนักกว่านั้นคือไม่มีอินเทอร์เน็ต หรือบางคนอาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งไม่มีไฟฟ้าด้วยซ้ำ อุปสรรคเหล่านี้กระทบการเรียนรู้อย่างชัดเจน ซึ่งยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำเลวร้ายกว่าเดิม ดังนั้นก่อนที่ภาครัฐจะประกาศดำเนินการอะไร ควรคิดให้ถี่ถ้วนและรอบคอบ ในกรณีนี้อาจต้องคิดเผื่อว่ารัฐควรต้องแจกบัตรเติมเงินให้พ่อแม่เด็กเลยไหม หรือว่าควรแจกแพ็คเกจอินเทอร์เน็ตฟรี รวมถึงแจกแท็บเล็ต หรือให้ยืมคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งน่าเสียดายที่ในช่วงที่ผ่านมาเราไม่ได้เห็นโครงการในลักษณะนี้ออกมาเท่าที่ควร

รัฐสวัสดิการสร้างได้

-เวลาพูดถึงการทำรัฐสวัสดิการ คนจะคิดถึงการใช้เงินงบประมาณ ซึ่งถ้าเราดูงบประมาณประเทศไทยในแต่ละปี จะพบว่ามีงบประมาณที่สิ้นเปลือง ใช้ในเรื่องไม่ควรใช้จำนวนไม่น้อย การลดโครงการสิ้นเปลืองก็เป็นจุดหนึ่งที่เริ่มทำได้ นอกจากนี้ในแง่การเก็บภาษี ประเทศไทยมีลักษณะภาษีที่รั่วไหล คือ เก็บไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ในการจัดเก็บภาษีเพื่อจะนำไปใช้ขับเคลื่อนรัฐสวัสดิการ ภาษีทรัพย์สิน (Wealth Tax) เป็นรายได้ของรัฐที่มีเหตุผลทางศีลธรรมที่สุดแล้วที่จะนำไปใช้เพื่อรัฐสวัสดิการ 

-ส่วนตัวเห็นว่าทรัพย์สินบางอย่างเรายังไม่ได้เก็บภาษีอย่างเหมาะสม เช่น รายได้กำไรจากตลาดหุ้น ซึ่งหากกลัวจะไปกระทบรายย่อยหรือชนชั้นกลาง ก็สามารถเริ่มต้นด้วยการเก็บภาษีหรือกำไรหุ้นจากตลาด Big Lot ซึ่งเป็นการซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ ปริมาณซื้อขายตั้งแต่ 1 ล้านหุ้น หรือมูลค่าซื้อขายตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป เราสามารถจัดเก็บภาษีจากตลาดนั้นก่อนได้ ดังนั้นมันมีวิธีการออกแบบอยู่แล้ว ที่จะทำให้ประเทศไทยเก็บภาษีทรัพย์สินได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีภาษีที่ดินและภาษีมรดก ก็เห็นชัดว่ายังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการจัดเก็บ เป็นต้น

หน้าตาของการศึกษาที่เท่าเทียม

-ถ้าเป็นอุดมคติเลย อยากจะเห็นโรงเรียนรัฐทั้งประเทศให้การศึกษาที่มีคุณภาพ หรือได้มาตรฐานขั้นต่ำ เด็กไปโรงเรียนไหนก็เหมือนกัน  นี่คือหน้าตาของการศึกษาที่เท่าเทียม แต่ถ้าเรายังไปไม่ถึงจุดนั้น อย่างน้อยอยากให้ตั้งเป็นเป้าหมายไว้ 

-นอกจากนี้ยังคิดว่า เราควรตั้งต้นโดยการให้ความสำคัญกับเด็กที่ขาดโอกาสมากกว่าให้ความสำคัญกับเด็กเก่ง ยกตัวอย่างสิงคโปร์ เพื่อนชาวสิงคโปร์เคยเล่าให้ฟังว่า แม้เขาจะไม่ได้มาจากบ้านที่ร่ำรวย แต่เขาก็ได้รับประโยชน์โดยตรงจากระบบการศึกษา ตอนเด็กๆ เขาไม่ตั้งใจเรียนเลยเพราะคิดว่าไม่มีประโยชน์ เขามองไม่เห็นอนาคต แต่ระบบในสิงคโปร์ครูมีหน้าที่ต้องไปช่วยเด็กที่เรียนอ่อนที่สุดก่อน เพื่อยกระดับให้เด็กเรียนทันเพื่อน เท่าเทียมเพื่อน ครูสิงคโปร์ไม่ได้มีหน้าที่เข็นเด็กเก่งหรือเด็กอัจฉริยะให้เก่งกว่าเดิม ด้วยแนวคิดแบบนี้ทำให้ครูให้เวลากับเขามาก ทุ่มเทมากที่จะช่วยให้เขาเรียนได้ดีขึ้น แล้วยังมีระบบให้เพื่อนมาช่วยเพื่อนอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้คือเรื่อง mindset ไม่ใช่เรื่องเงินแล้ว 

-ประเทศไทยใช้งบประมาณกับการศึกษาเยอะมาก ยิ่งถ้าเทียบกับหลายๆ ประเทศ สัดส่วนงบการศึกษาต่อ GDP ของประเทศเรา บางทีแซงหน้าประเทศร่ำรวยหลายประเทศเลย ดังนั้นในแง่เรื่องเงินเราไม่ได้ใช้น้อย เพียงแต่ว่าเราอาจจะยังใช้ไม่ถูกจุดเสียทีเดียว เลยอยากจะให้เปลี่ยนทัศนคติ ถ้าเราอยากจะลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างความเสมอภาค ก็ต้องหันมาให้ความสำคัญกับการยกระดับเด็กที่เรียนอ่อนให้ทัดเทียมกับค่าเฉลี่ย

รายชื่อโรงเรียน พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

จังหวัด นราธิวาส จำนวน 4 โรงเรียน

  • โรงเรียนผดุงมาตร
  • โรงเรียนสวนพระยาวิทยา
  • โรงเรียนราชพัฒนา
  • โรงเรียนนราสิกขาลัย

จังหวัดยะลา จำนวน 15 โรงเรียน

  • โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 94 (บ้านบ่อน้ำร้อน)
  • โรงเรียนคุรุชนพัฒนา
  • โรงเรียนบ้านตาเซะ
  • โรงเรียนบ้านราโมง
  • โรงเรียนบ้านกาตอง
  • โรงเรียนบ้านหลักเขต
  • โรงเรียนพัฒนาบาลอ
  • โรงเรียนบ้านโกตาบารู
  • โรงเรียนบ้านตะโละหะลอ
  • โรงเรียนบ้านเยาะ
  • โรงเรียนบ้านโต
  • โรงเรียนบ้านลูโบ๊ะปันยัง
  • โรงเรียนบ้านคลองน้ำใส
  • โรงเรียนบ้านสะเอะ
  • โรงเรียนกาบังพิทยาคม

จังหวัดปัตตานี จำนวน 16 โรงเรียน

  • โรงเรียนวุฒิชัยวิทยา
  • โรงเรียนนิคมสร้างตนเองโคกโพธิ์ มิตรภาพที่ 148
  • โรงเรียนบ้านบางมะรวด
  • โรงเรียนบ้านท่าน้ำตะวันออก
  • โรงเรียนบ้านน้ำบ่อ
  • โรงเรียนบ้านปาลัส
  • โรงเรียนบ้านตรัง
  • โรงเรียนบ้านกระเสาะ
  • โรงเรียนบ้านบูดี
  • โรงเรียนบ้านฝาง
  • โรงเรียนบ้านตะโละไกรทอง
  • โรงเรียนบ้านน้ำดำ
  • โรงเรียนบ้านโลทู
  • โรงเรียนบ้านวังกว้าง
  • โรงเรียนสะนอพิทยาคม
  • โรงเรียนวังกะพ้อพิทยาคม

รายชื่อโรงเรียน ภาคตะวันตก

จังหวัดตาก จำนวน 1 โรงเรียน

  • โรงเรียนบ้านร่มเกล้า 2